WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 31, 2011

ขุดประจานสื่อนั่งเทียนแม้วโกงCTX แจกรางวัลกันเอิกเกริกสุดท้ายขอโทษตัวเท่าหอยมด"เท็จ"ทั้งดุ้น

ที่มา Thai E-News



คุณภาพสื่อไทย-กลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปประท้วงให้ปลดนักข่าวช่อง 7 เมื่อวานนี้ได้กล่าวถึงความผิดพลาดเพราะอคติของสื่อในหลายกรณี กรณีหนึ่งคือการนำเสนอข่าวโกงCTXซึ่งท้ายที่สุดสื่อต้องยอมประกาศขอโทษว่า เสนอเรื่องเท็จ ..เชื่อหรือไม่สมจิตต์ นักข่าว 7 สีเคยเกาะติดข่าวนี้มาก่อน และดูจะภาคภูมิใจกับผลงานซะด้วย

โดย หรี่ฟุน
31 สิงหาคม 2554

2 สมาคมสื่อออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอให้ยุติการคุกคามสื่อมวลชน ให้กำลังใจนักข่าว7สีทำเพื่อผลประโยชน์ชาติ

เมื่อวานนี้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอให้ยุติการคุกคามสื่อมวลชน ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

จากกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงได้ไปชุมนุมที่สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 โดยได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ปลดนางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ออกจากการเป็นผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 นั้น

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เห็นว่าเป็นการแทรกแซงและคุกคามสื่อ จึงขอเรียกร้องให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวยุติการคุกคามสื่อมวลชนไม่ว่าด้วยวิธี การใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้หากเห็นว่าสื่อมวลชนรายใด ทำหน้าที่ไม่เหมาะสม หรือรายงานข่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ก็สามารถท้วงติงหรือใช้ช่องทางของกฎหมายให้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

และขอเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลกลุ่มมวลชนที่ให้การสนับสนุนมิให้กระทำการใดที่ เป็นการคุกคามหรือละเมิดสิทธิ์ของผู้ทำหน้าที่รายงานและตรวจสอบการทำงานของ รัฐบาล ทั้งนี้เพื่อเป็นไปตามนโยบายปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติดังที่รัฐบาลได้ แถลงไว้ก่อนหน้านี้

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ขอ เป็นกำลังใจให้กับนางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ที่ได้พยายามทำหน้าที่สื่อมวลชนโดยยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็น หลัก

ทั้งนี้สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ขอให้ผู้สื่อข่าวทุกท่านยึดมั่นในการทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม กล้าหาญ ปราศจากอคติ ตามหลักจริยธรรมวิชาชีพ
********

ครับ เห็นข่าวครึกโครมเสียเหลือเกิน เกี่ยวกับน้องจิต ผู้พราวเสน่ห์ของผม ก็เลยอดใจไม่อยู่ ใคร่ขอร่วมในการสร้างความโด่งดังให้น้องจิต ได้โด่งดังยิ่งขี้นไปตามความฝันที่เธอเพรียกหามาหลายปีแล้ว

ที่สำคัญอยากพูดถึงพวกสมาคมสื่อที่ชอบออกมาให้ท้ายกันว่า มันก็พอๆกันแหละครับ

ผีแห้งกับโลงผุ

แหม!ขวัญอ่อนกันเหลือเกิน เสื้อแดง10กว่าคนไปยกป้ายประท้วงด้วยความเรียบร้อย พูดจาภาษาสุภาพหาว่าเขาไปข่มขู่คุกคาม ที่สื่อจัญไรคุกคามรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมากระโชกโฮกฮากจะกินเลือดกินเนื้อ ตามล้างตามเช็ดคนที่ส่งอีเมล์ราวกับว่าเป็นผู้ร้ายฆ่าคน...ทีไอ้ฆาตกรฆ่า คน92ศพ ไปเขียนชื่นชมว่ามัน"เมตตา" พวกเอ็งเห็นว่านักข่าวคนนี้ทำเพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติประชาชน...

ถุยครับ!

แต่พอความฝันเริ่มจะเป็นจริงด้วยการหลอก ไอ้เด็กอมมือ “ดีแตพูด”ไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ "อภิสิทธิ์คนเดิม บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี" เขียนโดย น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร หรือ จิต สุดสวย ผู้สื่อข่าวการเมือง สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็เลยทำให้เธอสติแตก ความสาวแตกกระเจิง ฟุ้งซ่าน จนฉุดรั้งไม่อยู่

แล้วจู่ๆวันดีคืนดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้เลอโฉม ก็มาทำลายความฝันของน้องจิต จนแตกสลายกลายเป็นโรคจิตในทันที ใครบ้างล่ะ จะไม่โกรธ ไม่เกลียด คนที่มาแย่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ชายในดวงใจ (ถึงแม้จะเหมือนหมาชะแง้เครื่องบิน) ที่อุตส่าห์มาช่วยเสริมความดังรวมถึงเสริมรายได้จากการขายหนังสือเป็นกอบ เป็นกำ อย่างพ่อทูนหัว ”ดีแต่พูด” ของจิต


เรื่องโคตรน้ำเน่าแบบนี้ คิดไม่ถึงว่ามันจะกลับมาใช้ได้ผล ในยุค IT ประเภทสร้างเรื่องเอง กุข่าวเอง ร้องเรียนเอง แต่ก็ยังมีคนเชื่อสื่อเหียกทั้งหลายอีก...

ขอนำประวัติการทำงานของน้องจิต สุดสวย บางช่วงบางตอน เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบว่า เหตุผล หรือความคิดของน้องจิต สุดสวย จึงจงเกลียดจงชัง อดีตนายกทักษิณ แล้วลามปามไปถึงตระกูลชินวัตร โดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย 1 ในสตรีที่ทรงอิทธิพล อันดับที่ 59 ของโลก นาม นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เลอโฉม
จากข้อมูลเว็ป
http://www.tja.or.th/old/index.php?option=com_content&task=view&id=364&Itemid=81
หลัง จากที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข (คปค.) ออกประกาศแต่งตั้งคตส. เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2549 เป็นต้นมา จิต จึงต้องติดตามข่าวคดีดังซึ่งเป็นที่จับตามองของสาธารณะภายใต้การทำงานของ คตส.ทำทันที

เนื่องจากต้นสังกัดเห็นว่าเป็นหน่วยงานเกี่ยวกับการตรวจสอบ และมีประสบการณ์ทำข่าวเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซุกหุ้นที่ ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญพิจารณามาก่อน

“ความยากของการทำข่าว คตส.ตรงที่เรากำลังดูอยู่ว่า คตส. จะเอาข้อมูลที่มีอยู่มาจัดการอย่างไรมากกว่า เพื่อจะชี้มูลให้ได้ว่ามีการทุจริตอย่างไร เพราะที่ผ่านมายังไม่มีใบเสร็จหรือหลักฐาน ดังนั้นกรรมการต้องเหนื่อยเพราะคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ถูกฟ้องด้วย”

จิตตอบเมื่อถามว่า ทำข่าวคตส.ยากหรือไม่ และอธิบายต่อว่า การทำข่าวตรงนี้ ไม่ถือว่าเริ่มใหม่ซะทีเดียว เพราะอาศัยข้อมูลเก่าเป็นพื้นฐานในการตามประเด็น เพราะหลายเรื่องมีการนำเสนอข่าวมาตลอด เช่น CTX 9000 พรรคประชาธิปัตย์ ก็นำไปอภิปรายในสภาสมัยเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น เรารู้อยู่แล้วว่าตัวละครในข่าวเป็นใครบ้าง

อย่างไรก็ตาม จิต ยอมรับว่าหลายกรณีที่เป็นคดีอยู่ในขณะนี้ต้องอาศัยการอ่าน ทำความเข้าใจและติดตามอย่างจริงจังเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความสลับซับซ้อนในเรื่องสัญญา และสัญญาก็เป็นภาษาอังกฤษที่ต้องอาศัยการแปลอย่างกรณี CTX 9000 ดังนั้น ทำให้การทำความข้าใจด้วยเองอย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องอาศัยการพูดคุยกับแหล่งข่าวหรือผู้รู้เยอะๆด้วย

“แต่ที่ยากที่สุดคงเป็นเรื่องการขายหุ้นชินคอร์ป เราไม่คุ้นชินเรื่องเศรษฐกิจ และมันมีเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยว มีการทำนิติกรรมที่สลับซับซ้อน แม้แต่คณะอนุกรรมการที่ทำเรื่องนี้ยังปวดหัวเลย” แม้จะยาก แต่จิตบอกว่าถ้าเรามีพื้นฐานเรื่องที่ดี มันก็พาเราไปหาข้อสรุปได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ลึกไปถึงสำนวนคดี

การทำงานของจิตซึ่งเป็นนักข่าวทีวี จึงต้องอาศัยการมีประเด็นของตัวเอง และการรักษาประเด็นให้ดี ต้องยอมรับว่าการรายงานข่าวทีวีนั้นง่ายกว่าหนังสือพิมพ์ตรงที่ไม่ต้องมาตาม ความคืบหน้าทุกๆวัน แต่จะดูว่าวันไหนมีมีการพิจารณาที่นำไปสู่การตัดสินครั้งใหญ่ๆ หรือการมาชี้แจงของบุคคลสำคัญๆ เช่น ลูกชายและลูกสาวของอดีตนายกฯทักษิณ แต่โดยหลักแล้วก็ต้องตามความคืบหน้าทุกวันไม่ต่างกับนักข่าวอื่นๆแม้จะไม่ ได้ออกอากาศทุกวันก็ตาม เพราะถ้าไม่ตามก็อาจจะขาดความต่อเนื่องในเรื่องการพิจารณาคดีได้ และคตส.ก็มีความเคลื่อนไหวทุกวัน เพราะคณะอนุกรรมการซึ่งมีมากกว่า 15 คณะประชุมสลับกันทุกวัน

แม้จะดูเหมือนหนักกับการทำงานของหน่วยงานตั้งใหม่ที่มีอายุแค่ช่วงเวลาเพียง หนึ่งปีเท่านั้น และการหาข่าวกับแหล่งข่าวที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนกลัวที่จะให้ข้อมูลเพราะติดปัญหาเรื่องคดีที่อาจจะนำไปสู่การฟ้องร้อง ในศาลได้ในอนาคต ทำให้หลายครั้ง จิต ต้องอาศัยการโทรศัพท์คุยเพื่อให้ได้ข่าว นั่นหมายความว่าแหล่งข่าวต้องไว้เนื้อเชื่อใจพอสมควรแล้ว นี่การทำงานของจิตที่เธอสรุปให้ฟัง

“สนุกที่ได้มาทำงานตรงนี้ เพราะได้เห็นอะไรเป็นเนื้อเป็นหนังดี หลายครั้งเมื่อได้ข้อมูลบางอย่างมาแต่ไม่ครบถ้วน เราก็ต้องหาเพิ่มเพื่อจะมาต่อจิ๊กซอกับสิ่งที่มีอยู่ เหมือนเรากำลังแกะรอยเวลาทำข่าว เราเลยเหมือนเป็นนักสืบไปในตัว” นักข่าวสาวในคราบเชอร์ล็อกโฮมกล่าว

ข่าวCTXหลายคนคงจำกันได้ว่า สื่อทาสเผด็จการตามล้างตามเช็ดรัฐบาลทักษิณกันข้ามปีข้ามเดือน

จนถือเป็นข่าวชิ้นโบว์แดง ถึงขั้นมอบรางวัลพูลลิตเซอร์เมืองไทย หรือรางวัลอิศรา อมันตกุล ให้กัน แต่สุดท้ายนักช่าวที่ได้รับรางวัลต้องยอมสารภาพว่า"เป็นเรื่องเท็จ" จนต้องลงประกาศชี้แจงกรณีซีทีเอ็กซ์ และขอโทษผู้เกี่ยวข้อง(อ่านประกาศ)

ทั้งนี้ การวิเคราะห์หรือสรุปข่าวว่าบริษัทแพทริออท และนายวรพจน์ หรือเสี่ยเช เป็นบริษัทนายหน้าที่ให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลในพรรคการเมืองของไทย นั้น เป็นเสมือนการพิพากษาบริษัท แพทริออท และนายวรพจน์เป็นจำเลยสังคม ซึ่งนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือเสี่ยเช ได้ยืนยันในการเสวนาที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2548 และกับคณะกรรมการสืบสวนคดีทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ทุกคณะ ว่า ไม่ได้เป็นคนจ่ายสินบน และไม่ชอบการจ่ายสินบน ประกอบการธุรกิจด้วยความสุจริต

จากข่าวผิดพลาดเกินความเป็นจริง จนทำให้เกิดความเสียหายต่อกิจการและชื่อเสียงของความที่กล่าวข้างต้นนั้น จึงใคร่ขอโทษบริษัท แพทริออท บิซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด และนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือที่เรียกในข่าวว่า "เสี่ยเช" และหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและบรรณาธิการ จึงขอแสดงความรับผิดชอบในการแก้ข่าวเผยแพร่ข้อเท็จจริง

แน่นอนว่าเวลาพาดหัวเล่นงานว่าพรรคการเมืองของอดีตนายกฯทักษิณสมคบกับ เสี่ยเชโกงCTXนั้นตัวเท่าหม้อแกง เล่นกันต่อเนื่องเป็นแรมเดือนแรมปี พอจะแก้ข่าวก็ลงเท่าตัวหอยมดไปซุกไว้หน้าในๆ ที่สำคัญสมาคมผู้สื่อข่าวที่แจกรางวัลพูลิตเซอร์กันไปก็เฉยๆ ไม่เห็นว่าจะริบรางวัลคืน
ทั้ง นี้มีผู้ไปตั้งกระทู้ถามในเวบไซต์ของสมาคมสื่อฯว่าจะถอนรางวัลคืนหรือไม่ ผลคือสมาคมฯลบกระทู้ทิ้ง แต่มีคนตาไวเซฟหลักฐานไว้ประจานทัน(ไปดูตามลิ้งค์)

แบบเดียวกับที่กล่าวหาเรื่องทักษิณทุจริตสร้างสนามบินสุวรรณภูมิมีรอยร้าว จะเป็นจะตายกันทั้งวงการสื่อ พอพิสูจน์ได้ว่า มันเต้าข่าวหาเรื่องเขาก็เงียบหายไปกับสายลมและเสียงตด

แต่ความเสียหายนั้นทิ้งไว้กับผู้กล่าวหา และนักข่าวแบบ"จิต"หรือนักข่าวที่ยิดอกชูคอว่าตัวเองทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้านก็ เดินหน้าหาเรื่องใหม่คุ้ยเขี่ยกันต่อไป แถมลืมๆไปแล้วด้วยซ้ำว่า เคยสร้างกรรมอะไรไว้ เผลอๆก็ฝังลงไปในเซลสมองน้อยๆว่า"มันโกงจริงๆ" ทั้งที่ต้องลงแก้ข่าวเพื่อเลี่ยงการติดคุกข้อหาหมิ่นประมาทด้วยความเท็จกัน มาแล้ว

จับทางถูกหรือยังครับ กับจิตใต้สำนึก ของน้องจิต สุดสวย และสื่อกระแสหลัก(ลอย)ที่จงเกลียดจงชังตระกูลชินวัตร

จิตใต้สำนึกของน้องจิต สุดสวย มีข้อสังเกตอยู่สองนัยยะ นัยยะแรกเต็มใจแบบเปิดอกน้อยๆในการรับคำสั่งและปฎิบัติการจากพรรคแมลงสาบ

นัยยะที่สอง เป็นเรื่องของจิตใต้สำนึกของ นางสาว สมจิตต์ นวเครือสุนทร ที่เกิดความริษยาอาฆาตในความเลอโฉมและตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของ ประเทศไทย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (มั้งนะ)

สรุปแล้ว ประชาชนชาวไทยที่รักทั้งหลาย อย่าไปสนใจเลยครับ กับหญิงวัยทองประเภทนี้ สนใจกับหมาที่บ้านดีกว่าครับ สนุกกว่ากันเยอะเลย....


*********
ประกาศชี้แจงกรณีซีทีเอ็กซ์

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
21 กันยายน 2551

หนังสือพิมพ์รายวันกรุงเทพธุรกิจ และนายจักรกฤษ เพิ่มพูน โดยตำแหน่งบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ใคร่ขอโทษ บริษัท แพทริออท บิซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด และนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือที่เรียกในข่าวว่า "เสี่ยเช" ที่ได้เสนอข่าวผิดพลาดเกินความจริง จนทำให้เกิดความเสียหายต่อกิจการ และชื่อเสียง จากการที่หนังสือพิมพ์รายวันกรุงเทพธุรกิจ และจากเว็บไซต์ www.bangkokbiznews.com/2005/special/ctx ของ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้ตีพิมพ์ข่าวและวิเคราะห์ข่าวในวันที่ 25 เมษายน 14 พฤษภาคม และ 16 พฤษภาคม 2548 เป็นต้น ได้ลงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง อันเป็นความเข้าใจผิดและวิเคราะห์ข่าว หรือสรุปข่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ได้ข้อเท็จจริง บริษัท แพทริออท บิซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาช่วงงานจัดซื้อและติดตั้งเครื่องตรวจวัตถุระเบิดทั้งระบบ คือ บริษัท แพทริออท ไม่ใช่บริษัทนายหน้า รับงานมูลค่า 2,003 ล้านบาท และมูลค่าของเครื่อง CTX9000Dsi จำนวน 26 เครื่อง มีมูลค่า 1.43 พันล้านบาท หรือ 35.81 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานติดตั้งที่บริษัทแพทริออทได้รับงานเท่านั้น โดยมีบริษัทผู้รับเหมาช่วงอื่นรับงานระบบสายพานลำเลียงอีก 2,300 ล้านบาท รวมงานทั้ง 2 ระบบเป็นมูลค่างานรวมเป็นเงิน 4.3 พันล้านบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทแพทริออท จะได้ผลกำไรถึงกว่า 1,000 หรือ 2,000 ล้านบาท จากที่มีกำไรเพียง 3.15% ต่อเครื่อง หรือ 52 ล้านบาท ตามที่นายวรพจน์ หรือเสี่ยเช ได้ลงข่าวในวันที่ 11 มิถุนายน 2548

และจากการแปลเอกสารมีความคลาดเคลื่อนในการแปลเอกสารการสืบสวนของกระทรวง ยุติธรรม สหรัฐ ที่สรุปว่า บริษัทอินวิชั่น มีความเป็นไปได้อย่างสูง มิใช่ยอมรับว่ามีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลในพรรคการเมือง ของไทย ในการขายอุปกรณ์ตรวจสอบวัตถุระเบิดภายในท่าอากาศยาน และยังแปลคลาดเคลื่อน คำว่า Distributor ที่แปลว่า ตัวแทน ผู้ค้าส่ง หรือผู้จัดจำหน่าย เป็นบริษัทนายหน้า ทำให้บริษัทแพทริออทกลายเป็นบริษัทนายหน้า ที่แปลว่าบุคคลผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคล 2 ฝ่ายได้เข้าทำสัญญากัน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2542 ต่างจากสถานะบริษัทแพทริออทเป็นผู้รับเหมาช่วง ซึ่งจะต้องดูแลรับผิดชอบจัดซื้อและติดตั้งเครื่องตรวจวัตถุระเบิดทั้งระบบ

ทั้งนี้ การวิเคราะห์หรือสรุปข่าวว่าบริษัทแพทริออท และนายวรพจน์ หรือเสี่ยเช เป็นบริษัทนายหน้าที่ให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลในพรรคการเมืองของไทย นั้น เป็นเสมือนการพิพากษาบริษัท แพทริออท และนายวรพจน์เป็นจำเลยสังคม ซึ่งนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือเสี่ยเช ได้ยืนยันในการเสวนาที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2548 และกับคณะกรรมการสืบสวนคดีทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ทุกคณะ ว่า ไม่ได้เป็นคนจ่ายสินบน และไม่ชอบการจ่ายสินบน ประกอบการธุรกิจด้วยความสุจริต

โดยข้อเท็จจริงจำต้องนำสืบข้อมูลและพยาน เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล ว่า ข้อกล่าวหาของกระทรวงยุติธรรม สหรัฐ ที่สรุปว่า บริษัทอินวิชั่นมีความเป็นไปได้อย่างสูงว่า มีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลในพรรคการเมืองของไทย มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทแพทริออท และนายวรพจน์หรือไม่

จากข่าวผิดพลาดเกินความเป็นจริง จนทำให้เกิดความเสียหายต่อกิจการและชื่อเสียงของความที่กล่าวข้างต้นนั้น จึงใคร่ขอโทษบริษัท แพทริออท บิซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด และนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือที่เรียกในข่าวว่า "เสี่ยเช" และหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและบรรณาธิการ จึงขอแสดงความรับผิดชอบในการแก้ข่าวเผยแพร่ข้อเท็จจริง

ที่มา เอกสารแนบท้าย บันทึกข้อตกลง คดีหมายเลขดำที่ 2775/2548

ธิดาจัดหนักสื่อโดนทุกค่าย:ใกล้บ้าแล้วให้มันอาฆาตแค้นไปเถิดเขาโกรธจัดที่ฝ่ายประชาชนได้รับชัยชนะ

ที่มา Thai E-News

สื่อ ของทุนกลุ่มไหน ชนชั้นไหน ก็รับใช้ทุนกลุ่มนั้น ชนชั้นนั้น นั่นเอง ..ใกล้บ้าเสียแล้ว เพราะโกรธที่ฝ่ายประชาชนได้รับชัยชนะ ให้มันอาฆาตแค้นไปเถิด เพราะพ่ายแพ้ แบบที่ไม่มีหนทางชนะได้อีกแล้ว จุดยืนผิด เลือกข้างผิด ทั้งยังทะนงตนอวดเก่ง ก็ต้องอาละวาดเช่นนี้ แต่ถ้าเขาคิดได้ กลับตัวกลับใจ ก็ให้อภัย ขอให้มาร่วมกับประชาชนบนหนทางเดินที่ถูกต้อง ก่อนที่จะถูกดินกลบหน้า ภายใต้ฝ่าเท้าของมวลชน (ภาพข่าวไทยรัฐ:เสื้อแดงร้องช่อง7ปลดนักข่าวสาว ทำหน้าที่ไม่เหมาะ)

โดย ธิดา ถาวรเศรษฐ
ที่มา เฟซบุ๊คอ.ธิดา ถาวรเศรษฐ

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้เดืมชื่อ สื่อไทยกับการต่อสู้ของประชาชน

นับจากคุณทักษิณ ชินวัตร ได้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนต้องถูกทำรัฐประหาร เกิดรัฐบาลต่อๆมา กระทั่งบัดนี้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล บทบาทของสื่อกระแสหลักของประเทศไทย น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ตั้งแต่ปูกระแสให้เกิดการต่อต้าน และขับไล่ คุณทักษิณ ชินวัตร

จนกระทั่ง ทำตัวเป็นหัวหน้าขบวนการเคลื่อนไหว ต่อต้าน ด้วยตนเอง ในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ปลุกระดมคนเคลื่อนไหว เพื่อ ขับไล่รัฐบาลทักษิณ เรียกร้องให้มีการรัฐประหาร ควบคุม ทำตัวเป็นผู้จัดการประเทศไทย ผู้ชี้แนะทางการเมืองของประเทศไทย

นี่คือบทบาทของสื่อ ค่ายผู้จัดการ

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เคยเชียร์คุณทักษิณ ชินวัตรอย่างคลั่งไคล้ แต่เมื่อสูญเสียเวลารายการที่ช่อง 9 และไม่ได้เป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ช่องที่ขยายตัวจากช่อง 11 ในระบบดิจิตอล การณ์ก็เปลี่ยน

นี่อาจจะกล่าวได้ว่า ฐานะสื่อที่ผิดหวังการได้ผลประโยชน์จากการเป็นเจ้าของสื่อ ก็เลยเปลี่ยนบทบาทจากสื่อ มาเป็นกลุ่มกดดันทางการเมือง และเป็นผู้เปลี่ยนแปลง ผู้ควบคุมการเมืองในประเทศไทย

ยิ่งกว่านั้นในการเคลื่อนไหวก็ใช้บทบาทสื่อของตนเองในการนำคนต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ได้มาจากการเลือกตั้ง

บทบาทของสื่อค่ายผู้จัดการ จึงใช้บทบาทสื่อเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองและผลประโยชน์ของตนชัดแจ้ง

ค่ายเนชั่นก็น่าสนใจ ที่เสียประโยชน์จากไม่ได้บริหารไอทีวี นำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านนายทุนที่ได้อำนาจรัฐจากการเลือกตั้ง ใช้บทบาทสื่อในการโจมตีทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

ทั้งสองค่ายนี้ มีสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ ดาวเทียม สื่ออินเตอร์เนต ที่มีชื่อเสียง

ค่ายโพสต์ แม้ไม่แสดงบทบาทเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดแจ้ง ด้วยปัญหารการเสียผลประโยชน์โดยตรงไม่หนักหน่วงดังเช่น สองค่ายแรก แต่นายทุนใหญ่ของโพสต์ก็เป็นเครือข่ายระบอบอำมาตย์ และผู้ทำงานสื่อหลายคนมาจากหน่วยงานความมั่นคงในเครือข่ายระบอบอำมาตย์เช่น กัน

ค่ายมติชน ก็มีส่วนผสมของบุคคลากร แนวคิดแตกต่างกัน บางเวลา บุคคลากรระบบคิดแบบอำมาตย์ก็มีบทบาทสูง ยามอยู่ในช่วงรัฐประหาร และรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย บุคคลากรแนวเสรีนิยมและก้าวหน้าก็ต้องถอยไปอยู่หลังๆ เมื่อการต่อสู้ของประชาชนขึ้นสู่กระแสสูง และบทบาทของประชาชนแสดงอำนาจมากขึ้น ก็จะผลักดันให้บุคคลากรฝ่ายประชาชนได้แสดงบทบาทในพื่นที่ของสื่อค่ายนี้มาก ขึ้น

สื่อโทรทัศน์ วิทยุ ไทย เป็นกิจการผูกขาดที่น่าสนใจเช่นกัน

ผลพวงจากอำนาจเผด็จการทหารในอดีต ทำให้มีสถานีโทรทัศน์ของทหาร สถานีวิทยุทหาร เป็นช่องทางหาผลประโยชน์และครอบงำ ความคิดประชาชน ให้อยู่ภายใต้ระบอบอำมาตย์ และหน่วยงานความมั่นคงตามแนวคิดทหารไทยที่ เป็นอำนาจนิยมและอนุรักษ์นิยม

สำหรับสื่อโทรทัศน์ช่องอื่นๆ เช่น 3,7,9,11 ก็ล้วนแต่เป็นเครื่องมือของกลไกอำมาตยาธิปไตยเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่จะได้ รับจากการผูกขาดสัมปทาน

กล่าวได้ว่า สื่อต่างๆล้วนสังกัดค่ายผลประโยชน์ของทุนกลุ่มต่างๆ และล้วนเชื่อมโยงกับเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกลไกรัฐตัวจริงมายาวนาน และยังครองอำนาจจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีกลุ่มทุนใหม่มาเป็นรัฐบาลก็ตาม

พูดง่ายๆก็คือ “สื่อของทุนกลุ่มไหน ชนชั้นไหน ก็รับใช้ทุนกลุ่มนั้น ชนชั้นนั้น นั่นเอง” นี่ จึงไม่ใช่เรื่องที่อนุกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์ จะมาประนาม ค่ายใดค่ายหนึ่ง โดยไม่สนใจว่า ค่ายอื่นๆเป็นอย่างไร และตนเองมีสัมพันธภาพกับเครือข่ายระบอบอำมาตย์อย่างไร

การกล่าวโจมตี ค่ายมติชน ข่าวสด ในฐานลำเอียง โดยการนับภาพ นับเรื่อง นับโฆษณาว่าไม่เท่ากัน โดยไม่ลืมหูลืมตา ดูความจริงว่า สื่อไทยนั้นไม่ใช่เอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่ตัวสื่อเอง หลายค่าย แสดงตัวเป็นปฏิปักษ์เปิดเผยแม้แต่ต่อการเคลื่อนไหวมวลชนเอง

แน่นอนว่า เราต้องพูดถึงบุคคลากรที่ทำหน้าที่สื่อด้วยเช่นกัน เอาเป็นว่า สื่อสังกัดค่ายไหน ก็เลือกบุคคลากรที่จงรักภักดีกับเจ้าของสื่อ และมีแนวคิดแบบเดียวกับเจ้าของสื่อนั้นๆ นี่เป็นการชี้นำความคิด การกระทำ คำพูด จะถูกครอบงำด้วยระบอบใหญ่แห่งผลประโยชน์ของกลุ่มของทุนของชนชั้นตน

จึงไม่แปลกที่ ค่ายเครือข่ายผู้จัดการ เอเอสทีวี ก็จะมีบุคคลากรที่จงรักภักดีต่อ สนธิ ลิ้มทองกุล และแนวทางจารีตนิยมสุดโต่ง แบบเจ้าของสื่อ หาไม่ก็ต้องถูกอัปเปหิ

ค่ายเนชั่นก็ต้องเป็นปฏิปักษ์กับคุณทักษิณ ที่เริ่มด้วยความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ แต่มีบุคคลากรบางคนที่ไม่จารีตนิยมสุดโต่ง เพราะค่ายนี้เดิมก็เป็นเสรีนิยม แต่ความขัดแย้งยังมีเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก แนวคิดยังไม่ใช่จารีตนิยมสุดโต่ง จึงมีบุคคลากรเสรีนิยมส่วนหนึ่งปะปนอยู่ได้

บุคคลากรภายในสถานีโทรทัศน์ต่างๆนั้น ถ้าไม่สนับสนุนระบอบอำมาตยาธิปไตย ก็อยู่ไม่ได้ยาวนาน และไม่ได้รับการสนับสนุนให้เติบโต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลทั้งช่อง 11 และช่อง9 รวมทั้งไทยพีบีเอส หรือทีวีไทย กลายเป็นว่า 3 ช่องเป็นของระบอบอำมาตย์ชัดๆ

ดูได้จากบอร์ดและคณะผู้บริหาร มีที่มาจากผลพวงของการรัฐประหาร และรัฐบาลอำมาตย์ของคณะรัฐประหาร และพรรคประชาธิปัตย์ แต่สถานีเอกชนที่มุ่งผลประโยชน์เป็นสำคัญ ก็จะแสวงหาบุคคลากรเด่นๆมาร่วม

แต่ภาพรวม โฆษก พิธีกร ละคร สารคดี ก็ล้วนถูกครอบงำโดยความคิดอนุรักษ์นิยม จารีตนิยม ไม่ใช่เสรีนิยม

ที่สำคัญยังมีบทบาท ยั่วยุ ปลุกระดม ใส่ร้ายป้ายสี เลือกข้าง ชัดเจนในการสัมภาษณ์นักการเมือง และรายการวิเคราะห์ต่างๆ

ดังปรากฏข่าว นักข่าวหญิงช่อง7สี ซึ่งแสดงออกมากเกินไป ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์กับสาวนักข่าวคนนี้ ที่สัมภาษณ์ ณ โรงแรมแห่งหนึ่งริมถนนวิภาวดี

นักข่าวถามว่า “นปช.จะลอกคราบใหม่ ใช่หรือไม่?” ผู้เขียนเลยตอบว่า “นปช.ไม่ใช่งูที่จะลอกคราบได้ คุณถามอย่างนี้หมายความอะไร?”

ที่จริงนี่เป็นคำถามเพื่อโจมตีแบบดูถูกเหยียดหยาม ผู้เขียนตอบอะไรมากกว่านี้อีก จำไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่า “เราไม่ใช่งูที่จะลอกคราบได้” ผู้สื่อข่าวอื่นๆก็หันมาดูเป็นตาเดียวกัน แล้วเธอถามคนเดียวเป็นไฟแลบ ยาวเหยียดไม่เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวคนอื่นถาม ผู้เขียนเลยบอกว่า “คุณน่าจะพอได้แล้ว ให้คนอื่นเขาถามบ้าง”

บุคคลากรบางท่าน ในค่าย T news ก็ชัดว่าเป็นการเมืองค่ายสีน้ำเงิน ปรักปรำ โกหกใส่ร้าย คนเสื้อแดงตลอด พิธีกรค่ายเนชั่นหลายคนก็เช่นกัน พูดจา โกรธแค้น ด่าว่า คนเสื้อแดงและแกนนำอย่างสาดเสียเทเสีย

อย่าไปโกรธเขาเลย เขาใกล้บ้าเสียแล้ว เพราะโกรธที่ฝ่ายประชาชนได้รับชัยชนะ ให้มันอาฆาตแค้นไปเถิด เขาโกรธจัด เพราะเขาพ่ายแพ้ แบบที่ไม่มีหนทางชนะได้อีกแล้ว

จุดยืนผิด เลือกข้างผิด ทั้งยังทะนงตนอวดเก่ง ก็ต้องอาละวาดเช่นนี้

แต่ถ้าเขาคิดได้ กลับตัวกลับใจ ก็ให้อภัย ขอให้มาร่วมกับประชาชนบนหนทางเดินที่ถูกต้อง ก่อนที่จะถูกดินกลบหน้า
เผยแพร่บทความ

ภายใต้ฝ่าเท้าของมวลชน.

เสถียรภาพรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ที่มา Thai E-News

หนังสือ พิมพ์โตเกียวชิมบุน สื่อของญี่ปุ่นตีพิมพ์เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของรศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร ที่ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า น่าจะแข็งแกร่งกว่าที่บรรดาแนวร่วมกลุ่มอำนาจฝ่ายต่อต้านประเมินไว้


โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร
30 สิงหาคม 2554


แนวร่วมกลุ่มอำนาจ (ทั้งอำนาจในระบอบ และนอกระบอบประชาธิปไตย) ไม่สามารถยับยั้งประชาชนที่ทุ่มเทคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไปให้พรรคเพื่อไทย เมื่วันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

รวมทั้งไม่สามารถยับยั้งการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสตรีคนแรก และมีอายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีในประวัติศาสต์การเมืองไทย

แต่กระบวนการคัดค้านต้านทานการดำเนินนโยบายบริหารประเทศของรัฐบาลนาวสาวยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ก็เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ ทั้งภายในและภายนอกกลไกรัฐสภา

สาธารณชนจำนวนมากมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาลดังกล่าว ขณะที่แนวร่วมกลุ่มอำนาจที่กล่าวถึงข้างต้นก็มีความวิตกกังวล ต่อโอกาสและความสำเร็จ ในการบรรลุผลการดำเนินนโยบายหลายข้อที่พรรคเพื่อไทยได้รณรงค์หาเสียงไว้ก่อน หน้านี้

บทวิเคราะห์ที่ผู้เขียนให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์โตเกียวชิมบุ นประจำประเทศไทย เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2554 (ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2554) และคำอภิปรายในการสัมมนาที่วัดราชาธิวาส (จัดโดยศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย) อาจช่วยให้ข้อมูลและความเห็นประกอบการพิจารณาแก่ฝ่ายต่าง ๆ ได้ตามสมควร ดังต่อไปนี้ ;

1. รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น่าจะมีเสถียรภาพทางการเมืองมากพอสมควรในช่วงปีแรก โดยหากประมาณการเป็นข้อมูลเชิงปริมาณก็น่าจะได้ประมาณ 6 – 7 จากระดับเสถียรภาพเต็ม 10

2. ความเห็นเชิงวิเคราะห์ของแนวร่วมฝ่ายค้านที่ว่า รัฐบาลดังกล่าวขะดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 6 เดือนนั้น ไม่ น่าจะเป็นจริงในทางปฏิบัติ แม้ว่ากระบวนการคัดค้านขัดขวางการบริหารดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ถึงขั้นจะให้มีการถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งตัวนายกรัฐมนตรี

โดยกลุ่มแนวร่วมอำนาจถอดถอนจะอ้างใช้ความสัมพันธ์ระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์ กับพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นเหตุผลข้ออ้างดำเนินการต่อไป

แต่กระบวนการทางกฎหมายแบบ “ตุลาการภิวัตน์” (รวมทั้งอาจมีปรากฏการณ์ “วุฒิสภาภิวัตน์” เข้าร่วมให้เห็นชัดเจนขึ้น) จะต้องใช้เวลาตามขั้นตอนกฎหมายซึ่งยากจะทำให้เบ็ดเสร็จได้ภายใน 6 เดือน

3. ภายหลัง 6 เดือนแรกสาธารณชนน่าจะได้เห็นรูปธรรมผลงานบริหารตามนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ แม้จะมีกลุ่มทุนและกลุ่มอำนาจรัฐส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบบ้าง

แต่สาธารณชนส่วนใหญ่จะได้รับการกระจายความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้เกิดพลังในการเกื้อหนุนความเข้มแข็งในการบริหารประเทศต่อไป

นโยบายทุกข้อที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้เป็นนโยบายที่สามารถลงมือปฏิบัติ ได้ แม้ว่าจะต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมหรือลดทอนรายละเอียดปลีกย่อย ให้เป็นไปตามสถานการณ์และความต้องการของกลุ่มพลังจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม

ในการอภิปรายที่วัดราชาธิวาสก่อนการแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการของรัฐบาล ผู้เขียนมีความเห็นคล้ายคลึงกับคนจำนวนมากที่ใช้สิทธิเลือกตั้งว่า หากรัฐบาลประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายของตนให้บรรลุผลสัก 70 เปอร์เซ็นต์ก็จะป็นความสำเร็จเหนือความตาดหมายที่ประชาชนพึงพอใจเป็นอย่าง ยิ่งแล้ว

โดยไม่ต้องกังวลเสียงเรียกร้องของพรรคฝ่ายค้านที่อ้างว่าต้องสำเร็จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์

4. แนวร่วมนปช.และคนเสื้อแดงมีความสำคัญต่อความมั่นคงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในการสนับสนุนการดำเนินนโยบายกระจายความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการฟื้นฟูความยุติธรรมทางสังคม กฎหมาย และการเมือง

5. ผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจจะปรากฎรูปธรรมให้เห็น หรือจับต้องได้ในหมู่ประชาชนเร็วกว่าผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินนโยบายปรองดอง แห่งชาติ เพราะองค์ประกอบปัจจัยสาเหตุหลายข้อประกอบกัน

แต่ปัจจัยสาเหตุหลักข้อหนึ่งในขณะนี้ คือ รัฐบาลจะต้องรอผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ คอป. ที่รัฐบาลนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ แต่งตั้งไว้ก่อนหน้าแล้ว

แต่ข้อเสนอต่าง ๆ ของคอป.ไม่ได้รับการตอบสนองดำเนินการจากรัฐบาลดังกล่าว ท่าทีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในปัจุบัน สามารถจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสภาวการณ์ทางการเมืองให้การดำเนินงานของ คอป. ปรากฏผลสัมฤทธิ์มากขึ้น
ในทางที่จะอำนวยความเป็นธรรมต่อสาธารณชนและแนวร่วมกระบวนการเรียกร้อง ประชาธิปไตย ที่เคยถูกคุกคามโดยผู้ใช้อำนาจรัฐจากเหตุการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่ ผ่านมา

ในที่นี้ ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อคณะทำงานในพรรคร่วมรัฐบาลระดับล่างลงไปจาก รัฐมนตรีว่า คณะทำงานเหล่านี้มีความสำคัญยิ่งต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของรัฐบาลนาง สาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หากสามารถช่วยกันตรวจสอบดูแลหรือตักเตือนซึ่งกันและกันไม่ให้ก้าวล่วงไปใช้อำนาจทุจริต ผิดกฎหมาย แสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง

หรือพรรคพวกในเครือข่ายของตน

ยุติสื่อทาสเผด็จการคุกคามประชาชน ขยายวงฮือต้าน7สีบอยคอต,วางหรีด,ร้องฟันนักข่าวสาวกมาร์ค

ที่มา Thai E-News

ภาพบรรยากาศไปยกป้ายประท้วงและยืนแถลงการณ์ให้ปลดนักข่าวช่อง 7 สีที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ช่วงบ่ายวันนี้(ภาพ:เฟซบุ๊คหน้าเพจ ไม่เอา ไม่ดู ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ช่อง7 โฆษณา)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 สิงหาคม 2554

ยื่นแล้วให้ปลดนักช่าว7สีไปกัน20นักข่าวมาเป็นร้อย

เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น.วันนี้ คนเสื้อแดงในนามสมัชชาประชาชนเพื่อการปฏิวัตประเทศไทย ประมาณ 20คนได้ไปยื่นแถลงการณ์ต่อสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ให้ปลดนักข่าวที่พวกเขาเห็นว่าลำเอียงมีอคติชื่นชอบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการส่วนตัว และตั้งคำถามกับนายกฯยิ่งลักษณ์จนต้องเดินหนี ต่อมามีการดำเนินคดีกับแกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี โดยไม่ถอนแจ้งความทั้งที่มีการขอโทษไปแล้ว

แกนนำผู้ประท้วงได้ยื่นแถลงการณ์ดังกล่าวต่อตัวแทนของช่อง 7 สี ท่ามกลางวงล้อมของนักข่าวนับร้อยที่มาดักรอทำข่าว"บรรยากาศยังกับว่าเราไป ชนะเหรียญทองโอลิมปิกหรือได้นางงามจักรวาลกลับมา นักช่าวแห่มาเป็นร้อยสายไมล์ระโยงระยางเต็มไปหมด กล้องแทบกระแทกหน้าพวกเรา ขนาดผมผ่านการชุมนุมประท้วงมาไม่อยยังไม่วายตื่นเต้นกับบรรยากาศนักข่าว รุม"แกนนำประท้วงกล่าว

เขาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าไม่เฉพาะกรณีนักช่าวช่อง 7 รายนี้ลำเอียงนำเสนอข่าวแบบมีอคติเท่านั้นในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาสื่อมวลชนได้เลือกข้างอย่างชัดเจนที่จะสนับสนุนเผด็จการต่อต้าน ความเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยหลายกรณี ในฐานะประชาชนก็ต้องการเพียงแค่ให้สื่อกลับมานำเสนอข่าวอย่างเป็นกลาง ไม่จำเป็นต้องเข้าข้างคนเสื้อแดง

"แต่สื่อคงผิดหวังหน่อยที่วันนี้พวกเราคนเสื้อแดงไปด้วยมารยาทอันดี ใช้สิทธิประท้วงตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ หรือทำท่าคุกคามใดๆ สื่อที่หวังอยากเสนอภาพแบบนั้นน่าจะผิดหวัง"เขากล่าว

การไปประท้วงใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็สลายตัวแยกย้ายกันกลับ โดยไม่ได้คาดคั้นว่าผู้บริหารช่อง 7 จะต้องปลดนักข่าวคนดังกล่าวเมื่อใด เพราะถือว่าเราได้มาแสดงเจตนารมณ์ของเราแล้ว

นักข่าว7สีอ้างไม่มีอคติกับยิ่งลักษณ์แต่ให้สัมภาษณ์แดกดันอีกแล้ว

น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ซึ่งถูกคนเสื้อแดงกดดันให้สถานีปลดออกจากหน้าที่ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชนแนลว่า ตนมองว่าการเคลื่อนไหวให้ปลดเป็นสิทธิที่จะเรียกร้องได้ แต่ในแง่การทำงานก็มองได้ว่าเรากำลังถูกคุกคามหรือไม่ เพราะท่าทีที่เขาดำเนินการมีลักษณะการคุกคาม ข่มขู่กดดัน หากย้อนไปดูคำถามก็จะได้คำตอบว่าตนทำหน้าที่ในฐานะสื่อหรืออคติกับตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

น.ส.สมจิตต์กล่าวต่อว่า ผู้บริหารช่อง 7 เข้าใจในการทำหน้าที่ และตนขอโทษผู้บริหารที่ทำให้สถานีได้รับผลกระทบจากการรักษาสิทธิ ซึ่งผู้บริหารก็เข้าใจว่าเป็นการรักษาสิทธิตามกฎหมาย โดยยืนยันว่าจะไม่ถอนแจ้งความและจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะหากคนในสังคมไม่สามารถรักษาสิทธิได้ และนำคนมาข่มขู่บ้านเมืองคงอยู่ยาก และคดีนี้ก็เป็นเพียงแค่ลหุโทษเท่านั้นและคนที่มีชื่อในอีเมลก็ออกมาขอโทษ และตนก็รับ แต่เรื่องการดำเนินคดีเป็นคนละส่วนและอยากให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ไม่ว่าโทษ หนักหรือเบา อย่างวานนี้คู่กรณีก็จะฟ้องกลับตนก็ยินดีหากเห็นว่าตัวเองเสียหาย นี่คือการใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรม อย่าใช้ความรู้สึกตัวเองมาตัดสิน

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ผู้บริหารยืนยันว่าจะปลดหรือไม่ น.ส.สมจิตต์กล่าวว่า ผู้บริหารหนักแน่นเพียงพอ และมั่นใจว่าที่ตนทำงานไม่มีส่วนไหน ที่อคติกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือกลั่นแกล้ง เพราะคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หากไม่ออกจากปากของตน ก็จะมีคนอื่นถามเช่นกัน และต้องผจญกับคำถามนี้ไปอีกหลายครั้ง

"คนมีอารมณ์มากในสังคมที่ขัดแย้งสูง เราอย่าทำให้สังคมไทยเป็นสังคมเด็กเทคนิค ต้องอยู่ด้วยเหตุและผล ไม่ใช่ว่าถูกรังแกและยกพวกไปขู่อีกฟาก เราไม่ควรให้เกิดเรื่องแบบนี้ในสังคม นายกรัฐมนตรีบอกอยากสลายทุกข์สร้างสุข ทำทีทำได้คือให้ทุกคนใช้ชีวิตได้ตามปกติ เคารพหน้าที่ซึ่งกันและกัน และหากทุกคนเคารพกฎหมาย กติกา ก็จะทำให้สังคมมีรอยยิ้มอย่างที่ต้องการ" น.ส.สมจิตต์กล่าว

เมื่อถามว่า วันนี้ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ระบุว่กาารเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่มีแกนนำร่วมด้วยแต่ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ น.ส.สมจิตต์กล่าวว่า ไม่เถียงว่าทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกภายใต้กรอบกฎหมาย แต่ขอย้อนถามว่าวันที่ นักศึษา 2 คน ไปแสดงความเห็นโดยการวางพวงหรีดที่หน้าสภา มีใครมีสิทธิจะไปทำร้ายเขา และวันนี้มีใครไปทำร้ายคนเสื้อแดงในการแสดงออกหรือไม่ หากบอกว่าเรามีสิทธิต้องให้คนอื่นมีสิทธิเหมือนกันไม่ใช่เสื้อแดงมีสิทธิ เหนือคนอื่น อย่างนี้เป็นสองมาตรฐานใช่หรือไม่

น.ส.สมจิตต์ กล่าวต่อว่า ถึงวันนี้ยังไม่จำเป็นต้องขอความคุ้มครองจากตำรวจ เพราะเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง และเชื่อว่าความดีจะคุ้มครอง การทำงานไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว และไม่ทำให้หวั่นไหว แต่การส่งสัญญาณลักษณะนี้จะทำให้สัมคมเกิดความรู้สึกว่าจะสร้างอาณาจักรความ กลัวให้เกิดขึ้นหรือไม่ อย่าเซ้นเซอร์ให้เกิดความกลัว อย่าบริหารประเทศท่ามกลางความหวาดกลัว

ทำหนังสือร้องนายกฯยิ่งลักษณ์พฤติกรรมสื่อไร้จรรยาบรรณและคุณธรรม

ขณะเดียวกันกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า เครือข่ายรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือร้องเรียนพฤติกรรมสื่อไร้จรรยาบรรณและคุณธรรม" เสนอต่อนายกรัฐมนตรี โดยยื่นผ่าน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อ (กฤษณา สีหลักษณ์) โดยมีเนื้อหาว่า

ตามที่เราทราบข่าวดีกันดีว่า กลุ่มนปช.ท่านหนึ่งชื่อ"พรทิพย์ ปักษานนท์" ประธานกลุ่มแดงเพชรบุรี ได้โพสต์ข้อความคุยกันเฉพาะภายในกลุ่มของตนเอง เรื่องผู้สื่อช่อง 7 คนหนึ่งได้มีอคติต่อกลุ่มคนเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และได้ยิงคำถามเพื่อให้ท่านนายกจนมุมจนต้องเดินหนีตามเป็นข่าวมาแล้ว

จนทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนดังกล่าวเกิดความแค้นนักข่าวช่อง 7 คนดังกล่าว จนเป็นที่มาของการส่งอีเมล์ข่มขู่ตามที่เป็นข่าวดังกล่าวไปแล้วนั้น ซึ่งเมื่อดูปูมหลังของนักข่าวคนนี้แล้ว ปรากฏว่า มีความชื่นชอบในตัวอดีตนายกคนเก่าจริง โดยได้มีพยายามทุกวิถีทางที่จะแนะนำ ส่งเสริม สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีท่านดังกล่าว

ถึงขนาดล่าสุดนักข่าวท่านนี้ถึงขนาดให้สัมภาษณ์ทางสื่อว่า
"นายก ยิ่งลักษณ์ไม่เคยมีบารมีทางการเมือง ถ้าไม่ได้บารมีพี่ชาย(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร)นายกยิ่งลักษณ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่? และตอนนี้ได้เป็นนายกสมใจแล้ว นายกยิ่งลักษณ์จะตอบแทนใคร? ระหว่างพี่ชายกับประชาชน?"
ซึ่งถ้าเป็นนักข่าวที่มีจรรยาบรรณจริงคงไม่มีคำพูดแบบนี้ออกมา(อ้างอิงได้จากคลิปเสียงตามลิ้งค์นี้ http://webboard.news.sanook.com/forum/?topic=3484922
จึงถือว่าเป็นสื่อมวลขนที่ไร้จรรยาบรรณโดยสิ้นเชิง

กลับมาเรื่องเป็นข่าว ล่าสุดคุณพรทิพย์ได้ออกมาขอโทษผู้สื่อข่าวผู้นี้ ทั้งๆที่ คุณพรทิพย์ไม่ใช่คนโพสต์ข้อความข้อความข่มขู่แต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่มีชายคนหนึ่งที่ได้รับข้อมูลของพรทิพย์ด้วยวิธีใดไม่ทราบ และเป็นผู้โพสต์จดหมายข่มขู่ฉบับดังกล่าว (ผู้สื่อข่าวคนนี้บอกเรื่องกับตำรวจเอง)ซึ่งผู้สื่อข่าวผู้นี้ก็รู้เรื่อง นี้มาตั้งแต่ต้น แทนที่จะให้อภัยคุณพรทิพย์ กลับยืนกรานที่จะดำเนินคดีกับคุณพรทิพย์ให้ถึงที่สุด โดยให้เหตุผลว่า"เพื่อให้เป็นคดีตัวอย่าง"

ซึ่งหากเป็นบุคคลปรกติ เป็นกลาง และคุณธรรมในใจ เรื่องแค่นี้ย่อมให้อภัยกันได้ แต่ยืนกรานที่จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดของนักข่าวคนดังกล่าวเหมือนมีอคติต่อ คุณพรทิพย์และกลุ่มเสื้อแดงอย่างแรงในใจจึงถือได้ว่านักข่าวคนดังกล่าวนี้ ขาดคุณธรรมเป็นอย่างยิ่ง

และเมื่อสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ทราบเรื่องทั้งหมด แทนที่จะเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยให้แก่บุคคลทั้งสอง และดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง กับพนักงานผู้สื่อข่าวผู้ไร้คุณธรรมและจรรยาบรรณท่านนี้ กลับวางตัวนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงเปรียบเสมือนสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7จงใจสนับสนุนพฤติกรรมไร้จรรยาบรรณและคุณธรรมของนักข่าวคนดังกล่าว

พฤติกรรมของสื่อมวลชนผู้นี้นอกจากจะฝักใฝ่เอนเอียงไปทางคุณอภิสิทธิ์จนออก นอกหน้าแล้วยังดูถูกเหยีดหยามนายกรัฐมนตรีของเราว่า ไร้ความสามารถต้องอาศัยบารมีพี่ชาย รวมถึงการไม่มีคุณธรรมความเมตตากับคุณพรทิพย์ผู้ที่ออกมายอมรับผิดยิ่งกว่า ลูกผู้ชายบางคนเสียด้วยซ้ำ นี่คือที่มาของแบนสื่อมวลชนที่ไร้คุณธรรม และจรรยาบรรณดังกล่าว

จึงกราบเรียนมายังพณฯท่านได้โปรดสั่งการเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องได้โปรด ตรวจสอบ และดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อปฏิรูปสื่อให้ดำเนินการ ตามความเหมาะสมต่อไป

กราบเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ

เครือข่ายรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อแห่งประเทศไทย

ขยายวงต้านแถลงการณ์งดดูช่อง7งดอุดหนุนสินค้าที่ลงโฆษณาโต้ตอบ

ขณะที่กระดานสนทนาInternet Freedom ได้ออกแถลงการณ์สั้นๆ แต่มีผู้เข้าร่วมแสดงความเห็นด้วยอย่างยาวเหยียดและกว้างขวาง ดังต่อไปนี้

แถลงการณ์ตอบโต้ช่อง ๗

เนื่องจาก ช่อง ๗ มีพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยอคติ เพราะพนักงานคนนี้ มีความนิยม นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะเป็นการส่วนตัว ... จึงนำเอาหน้าที่ของตัวเองมาใช้พื่อสนองความต้องการของตัวเอง ทั้งที่หน้าที่ของสื่อสารมวลชนต้องนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเที่ยง ตรง แต่ทางช่อง ๗ ยังให้พนักงานคนนี้ปฏิบัติหน้าที่ พวกเราในฐานะประชาชน จึงขอประกาศงดการรับสื่อจาก ทางช่อง ๗ และงดการซื้อสินค้าที่โฆษณาทางช่อง ๗ จนกว่า ช่อง ๗ จะปลดพนักงานนี้ ออกจากการปฏิบัติหน้าที่ แถลงการณ์จากประชาชน

เปิดหน้าเพจไม่เอา ไม่ดู ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ช่อง7 โฆษณา บนเฟซบุ๊ค

ขณะเดียวกันในโลกไซเบอร์ ได้มีการเปิดหน้าเพจ ไม่เอา ไม่ดู ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ช่อง7 โฆษณา ตามลิ้งค์ http://www.facebook.com/event.php?eid=130854710343947ขึ้นเมื่อค่ำวานนี้ เบื้องต้นมีผู้เข้าร่วมแล้วราวเกือบ 1,000 ราย

โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์สามารถนำโลโก้ ไม่เอา ไม่ดู ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ช่อง7 โฆษณา ลงในรูปประจำตัวบนฌฟซบุ๊คได้โดยดาวน์โหลดที่ http://www.picbadges.com/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%877/2199475/ เพื่อแสดงการเข้ามีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้

ประธานนปช.ว่าแดงนัดวางพวงหรีดช่อง7ปลดนักข่าวเป็นสิทธิ์ แต่อย่าไปเข้าทางเขา


VOICE TV รายงาน ว่า รักษาการประธาน นปช.มองกรณีคนเสื้อแดงวางพวงหรีดช่อง7 ให้ปลดนักข่าวเป็นสิทธิ์ เข้าใจว่าจะเป็นการนัดกันของมวลชนในโลกไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นอิสระของเขา โดยตนคาดว่าน่าจะมีคนไปร่วมแสดงปฎิกริยาในครั้งนี้ประมาณ 20กว่าคนเท่านั้น เพราะพวกตนเคยแนะนำมวลชนคนเสื้อแดงไปแล้วว่าอย่าไปทำอะไรให้เข้าทางเขา หรืออย่าไปทำอะไรที่เป็นการแสดงความรุนแรง เพราะคนที่อยู่กลางๆ อาจจะมองเราในทางที่ไม่ดีได้

ดังนั้นหากมวลชนกลุ่มดังกล่าวแค่ไปชูป้ายเฉยๆ แล้วกลับบ้านก็ถือเป็นอิสระที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตามก็อยากให้ระวังด้วย เพราะอาจจะมีคนเข้ามาสวมรอย ตัวอย่างกรณีคนเสื้อแดงไปบ้านป๋าเปรม ตนเห็นภาพแล้ว การแต่งกาย และการปิดหน้าตาแล้วไม่ใช่วิธีการของคนเสื้อแดง เพราะคนเสื้อแดงเวลาไปไหนเราไม่จำเป็นจะต้องปกปิดอะไร

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบข่าวดังกล่าว ดังนั้นคงจะต้องขอเวลาในการตรวจสอบข้อมูล เพื่อความถูกต้องว่าเป็นจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังไม่มีผู้บริหาร หรือผู้สื่อข่าวของช่อง 7โทรมาประสานแต่อย่างใด

ส่วนนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนทราบข่าวดังกล่าวจากสื่อ แต่เรื่องนี้เข้าใจว่าเป็นมวลชนที่คิดและแสดงออกกันเอง ไม่มีแกนนำไปร่วมด้วย ทั้งนี้การดำเนินการกับสื่อมวลชนที่ถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เป็นสิทธิ์ของผู้บริหารสถานีนั้นๆ เราไม่ควรไปกดดัน แต่ถ้ามีสื่อมวลชนท่านที่ทำหน้าที่ไม่เป็นกลางคนเสื้อแดงก็มีสิทธิ์วิพากษ์ วิจารณ์ได้ เพื่อขอให้ผู้บริหารของสื่อนั้นๆช่วยพิจารณาให้ อย่างไรก็ตามการไปยื่นหนังสือ เพื่อขอให้หน่วยงานช่วยตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อนั้นไม่น่าจะมีปัญหา เพราะหากทางช่อง 7มีการตรวจสอบแล้วสื่อทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้บอกกับสาธารณะด้วยว่าผลตรวจสอบเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เคลียร์จากการถูกเข้าใจผิดด้วย

ด้าน นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยเสื้อแดงคุกคามสื่อเตรียมบุกไปช่อง7บอกรอดูความเคลื่อนไหวหลัง นายกฯยืนยันจะไม่ให้เกิดการคุกคาม

ประธานนปช.เผยนักข่าว7สีมีอคติเพราะขื่นชอบมาร์คเคยเจอมากับตัว

นายแพทย์สลักธรรม โตจิราการ เขียนลงในเฟซบุ๊คของ เขาว่า "ตะกี้คุยกับคุณแม่ (ธิดา ถาวรเศรษฐ์)คุณแม่เล่าให้ฟังว่านักข่าวช่อง7คนที่ตกเป็นข่าวเป็นนักข่าวที่ มีหน้าที่ติดตามนายกรัฐมนตรี(อภิสิทธิ์) ตอนที่บังเอิญคุณแม่พบอภิสิทธิ์ที่มิราเคิลแกรนด์ (เพื่อหารือเรื่องประกันตัวนักโทษการเมือง)จำได้ว่านักข่าวคนนี้พยายามถามคำ ถามจนกระทั่งนักข่าวคนอื่นไ่ม่สามารถถามคำถามได้ จนคุณแม่ต้องเตือนให้เปิืดโอกาสให้นักข่าวคนอื่นถามคำถามบ้าง และดูกริยาและคำถามแล้วเป็นผู้ที่ชื่นชอบคุณอภิสิทธิ์อย่างมาก

แต่ว่าคุณแม่คิดว่า เรื่องการจะประท้วงเขานั้น น่าจะลองสืบประวัติของเขาและเผยแพร่ผลงานและทรรศนะของเขาให้สังคมรับรู้ว่า เขามีความเป็นกลางแค่ไหน น่าจะได้ผลกว่า"

สมบัติทวิตไม่เห็นด้วยแดงชุมนุมหน้าCH7-สี่เสา

สำนักข่าวINN รายงาน ว่า นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด โพสต์ข้อความลงในทวิตเตอร์ไม่เห็นด้วย กลุ่มเสื้อแดงชุมนุมหน้าช่อง7 ระบุเสียทางการเมือง พร้อมค้านวางหรีดหน้าบ้าน พลเอก เปรม ในวันเกิด

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดง ได้ทวิตข้อความทางทวิตเตอร์ ในชื่อ @nuling แสดงความไเห็นด้วยต่อการที่คนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งจะไปประท้วงที่สถานี โทรทัศน์ช่อง 7

โดยระบุว่า เห็นว่าจะมีเสื้อแดงบางกลุ่มไปที่ช่อง7 เพื่อประท้วงนักข่าวและสถานี ผมประกาศตรงนี้ว่า ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว กรณีนักข่าวสาวช่องเจ็ด ถ้าเขาพูดจาไม่เหมาะสม ไม่ให้เกียรติ ควรแค่การวิพากษ์วิจารณ์ แต่การข่มขู่ใด ๆ ไม่ควรทำ คนที่ส่ง email เขาออกมาขอโทษนั้นถูกต้องแล้ว เสื้อแดงคนอื่นควรยุติเรื่องนี้ เสื้อแดงกำลังขยายแนวร่วมให้คู่กรณีโดยไม่จำเป็น เขามีแต่หดแคบศัตรู สร้างแนวร่วม เดินเกมแบบนี้ เสียการเมือง เมื่อเราทำผิดพลาด เราควรยอมรับ และเอามาเป็นบทเรียน ไม่ใช่แก้ตัว เบี่ยงประเด็น

การเคลื่อนไหวการเมือง ต้องประเมินถึงผลทางการเมืองที่เกิดขึ้น ถามว่าไปประท้วงที่สถานี แล้วผลทางการเมืองจะเป็นยังไง คนด่า คุ้มมั๊ย ?นอกจากเรื่องไปประท้วงที่ช่อง 7 แล้ว การไปวางพวกหรีดที่หน้าบ้านสี่เสา ในวันเกิดพลเอกเปรม ก็ไม่ควรทำ อย่าเย้อกันแบบนั้นนั้นมันวันเกิดคน การวิจารณ์พลเอกเปรมทำได้ แต่ต้องไม่เหยียดหนาม ควรวิพากษ์ตรงไปที่ประเด็นและพฤติกรรม

นายกฯไม่ตอบเรื่องเสื้อแดงกดดันผู้บริหารช่อง 7 ปลดนักข่าวหญิง

เดลินิวส์ รายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้(30 ส.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงาน ก่อนการประชุม ครม. ว่า ผู้สื่อข่าวได้ถามนายกรัฐมตรีว่าจ ะมีการประสานไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อไม่ให้ไปกดดันให้ผู้บริหารสถานี โทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ปลดผู้สื่อข่าวหญิงคนหนึ่งที่มีปัญหากับกลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หยุดฟังแต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว จากนั้นได้เดินขึ้นไปประชุม ครม.ทันที

พรทิพย์แกนนำเพชรบุรีในเมื่อขอโทษแล้วยังโดนสื่อคุกคามก็ต้องหันกลับมาสู้



คุณพรทิพย์ ปักษานนท์ แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี

คุณพรทิพย์ ปักษานนท์ แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี ซึ่งถูกนักข่าวช่อง 7 สีดำเนินคดีและประกาศไม่ถอนแจ้งความ เปิดเผยว่า "เรื่องมีอยู่ว่า ข่าวที่ส่งอีเมล์นั้น ไม่ได้เขียนเอง แต่ได้คัดสำเนามาจากเวปไซต์แห่งหนึ่ง โดยไม่ได้เขียนต่อเติมใใดๆลงไปเลย โดยมีเจตนาส่งไปยังเพื่อนๆในกลุ่มที่ส่งข่าวสารกันทางอีเมล์ให้ได้อ่าน ซึ่งก็ปฏิบัติแบบนี้เป็นปกติ

ทีนี้ก็เห็นมีแถลงการณ์ของ สส.ปชป.สงขลา ออกมาขานรับนักข่าวว่าแกนนำเสื้อแดงเพชรบุรีคุกคามนักข่าว

ดิฉันเองก็ตกเป็นผู้เสียหายเช่นกัน เพราะการที่นักข่าวผู้นี้นำอีเมล์ของดิฉันไปเปิดเผย พร้อมชื่อนามสกล ทำให้มีคนส่งอีเมล์มาด่าหยาบๆคายมากมาย ซึ่งก็เซฟเก็บไว้ทั้งหมดแล้ว

การที่นักข่าวไปแจ้งความนั้น ความจริงแล้วไม่สามารถเอาผิดได้ ไม่ว่า พรบ.คอมพิวเตอร์ หรือ ข้อหา ข่มขู่ คุกคาม ก็ไม่เข้าข้อกฏหมายใดๆทั้งสิ้น ตำรวจคงจะบอกว่าเอาความไม่ได้ นักข่าวรายนี้จึงออกมาบอกว่า แจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ก็รออยู่ค่ะ อยากให้เขาฟ้อง เราก็ได้จะฟ้องกลับทันที

ทั้งที่เราก็ได้แสดงสปิริต ตามที่วิญญูชน จะพึงกระทำแล้ว โดยขอโทษทั้งๆที่ไม่ผิด เราไม่ได้ส่งให้ นักข่าวคนนี้เลย ไม่ได้เผยแพร่ในวงกว้างอะไรเลย เราส่งให้ในกลุ่มเพื่อนเสื้อแดง...การที่เขาทำอย่างนี้ เราในฐานะประชาชน..กำลังถูกสื่อคุกคามเสรีภาพ กำลังถูกละเมิดสิทธิของความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญถูกละเมิดโดยสื่อ....สื่อ ฐานันดร ที่ใครก็แตะไม่ได้วิจารณ์ไม่ได้

ยิ่งพวกสมาคมสื่อ ลงมาออกหน้าแบบนี้..เห็นควรว่า..น่าจะหันกลับไปดูความเป็นองค์กร ที่ทำข่าวสู่สายตา ประชาชนแล้ว ลุกขึ้นมา ประกาศต่อๆกันไป..โดยไม่ได้หันกลับมาดู พิสูจน์ด้วยสายตาว่า...ข้อเท็จจริงนั้นคนที่พวกตนกล่าวหานั้น เป็นจริงหรือไม่?...ผิดวิสัยของความเป็นนักข่าว....ดิฉัน..คิดว่า..ใคร?กัน แน่..ที่ถูกคุกคาม ใคร?มาละเมิสิทธิมนุษยชน...ใคร? รังแกประชาชน"คุณพรทิพย์กล่าว

นักข่าว7สีประกาศศึกเสื้อแดงขอโทษก็ขอโทษไปไม่ถอนแจ้งความ

ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นางพรทิพย์ ปักษานนท์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงเพชรบุรี ออกมายอมรับว่า เป็นผู้ส่งจดหมายอิเล็คทรอนิกส์ลูกโซ่ข่มขู่ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และระบุว่าจะเดินทางมาขอโทษ น.ส.สมจิตต์ เพราะไม่มีเจตนาที่จะข่มขู่นั้น

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเรื่องนี้ไปยัง น.ส.สมจิตต์ โดยได้รับคำยืนยันว่า แม้นางพรทิพย์ จะกล่าวขอโทษ แต่คงไม่สามารถถอนแจ้งความได้ เพราะได้แจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ยังไม่ปักใจเชื่อว่า นางพรทิพย์ จะทำเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เนื่องจากถ้อยคำที่มีลักษณะข่มขู่นั้นระบุว่า "จำหน้าหล่อนไว้นะครับ เจอหน้าที่ไหนช่วยกันจัดให้หน่อยนะครับ" แสดงว่าผู้โพสต์ข้อความนี้ น่าจะเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง จึงอยากให้ตำรวจสืบสวนให้ถึงต้นตอไม่อยากให้มีการตัดตอน เรื่องนี้ทางตำรวจ ก็แจ้งว่าหากจะสืบหาต้นตอการส่งจดหมายอิเล็คทรอนิกส์ผู้เสียหาย ต้องเป็นฝ่ายยื่นเรื่องถึงกระทรวงไอซีทีเพื่อให้ตรวจสอบ

โดยตนที่จะทำหนังสือถึงกระทรวงไอซีที เพื่อขอให้มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากกระทรวงไอซีทีดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรง ไปตรงมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ากระทรวงไอซีที พร้อมที่จะคุ้มครองประชาชน จากการกระทำผิดผ่านโลกออนไลน์

"ถือเป็นเรื่องดีที่คุณพรทิพย์ ออกมายอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำ และดิฉันก็รับคำขอโทษจากคุณพรทิพย์ ที่พูดผ่านสื่อแล้ว ดังนั้นคุณพรทิพย์ คงไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาขอโทษด้วยตัวเอง เพราะในที่สุดก็จะต้องได้พบกันที่สถานีตำรวจอยู่แล้ว โดยในวันจันทร์นี้ จะไปสอบถามความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากคุณพรทิพย์ ได้ออกมารับสารภาพ มีหลักฐานเป็นคำสัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวช่วงเย็นของช่อง 7 ในวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา จึงอยากให้ทางตำรวจได้ดำเนินการตามกฎหมาย ด้วยการเชิญคุณพรทิพย์ มาให้ปากคำเพื่อสอบสวนและดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป" น.ส.สมจิตต์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมจึงยังดำเนินคดีต่อโดยไม่ถอนแจ้งความ ทั้งที่อีกฝ่ายกล่าวคำขอโทษแล้ว น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า ต้องการให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างว่า ก่อนที่ใครจะทำอะไรก็ตามควรจะไตร่ตรองก่อนว่าสิ่งที่่ตัวเองทำผิดกฎหมายหรือ ไม่ ละเมิดสิทธิของคนอื่นหรือเปล่า เพราะเป็นเรื่องง่ายที่จะบอกว่าเสียใจและไม่มีเจตนา ซึ่งหากนางพรทิพย์ มีสติยั้งคิด เคารพกฎหมายและสิทธิของผู้อื่นการกระทำผิดในลักษณะนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

"คดีข่มขู่ทำให้เกิดความหวาดกลัวเป็นคดีลหุโทษมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 พัน หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้จะเป็นโทษเบา แต่ก็จะดำเนินคดีจนถึงที่สุด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะปัญหาของสังคมไทยวันนี้เกิดจากคนในสังคมไม่เคารพกฎหมายและสิทธิของผู้ อื่น

นอกจากนี้กรณีการฟอเวิร์ดเมล์ครั้งนี้ ไม่มีใครทราบว่ามีผู้ได้รับข้อความข่มขู่ดังกล่าวกี่ราย เพราะเพียงแค่การส่งก้อนเดียวที่ปรากฏออกมาก็มีการส่งถึงผู้รับในครั้งนี้ แล้ว 47 ราย การเผยแพร่ต่อจึงอาจเป็นพันแล้วในขณะนี้ เพราะคนที่ได้รับก็จะส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ จึงไม่ใช่การส่งเป็นการภายในตามที่คุณพรทิพย์กล่าวอ้าง และเราไม่มีทางทราบเลยว่าคนเหล่านั้น จะมีความรู้สึกผิดเสียใจเหมือนคุณพรทิพย์ หรือเจอหน้าดิฉันแล้วจะจัดให้ตามข้อความปลุกระดมนั้น คำขอโทษของคุณพรทิพย์ จึงไม่ใช่หลักประกันว่าดิฉันจะปลอดภัย จากผล กระทบที่เกิดจากอีเมล์ดังกล่าว" น.ส.สมจิตต์ กล่าว

น.ส.สมจิตต์ ยังกล่าวขอบคุณองค์กรสื่อที่ออกแถลงการณ์ปกป้องสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน พร้อมกับฝากให้ผู้บริหารองค์กรสื่อได้พิจารณาเพิ่มเติมว่ายังสามารถดำเนิน การอย่างอื่นมากกว่าการออกแถลงการณ์เพียงอย่างเดียวหรือไม่ เพราะในยุคที่สังคมมีความขัดแย้งสูง การทำงานของสื่อมวลชนก็จะมีความยากและเสี่ยงมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นนอกจากสื่อมวลชนจะใช้สิทธิในการปกป้องตัวเองผ่านการดำเนินคดีตาม กฎหมายแล้ว น่าจะมีความคุ้มครองตามหลักวิชาชีพที่มีผลในทางกฎหมายเพิ่มเติม เพี่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฏิบัติงานมากขึ้นด้วย

รู้จักนักข่าว 7 สีแฟนพันธุ์แท้มาร์ค ข้องใจลุยนายกฯปูเพราะอคติ

ความน่าประทับใจในตัวอาจารย์อภิสิทธิ์สำหรับฉัน ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก แม้ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งแรกที่คนมองเห็น แต่สิ่งที่ปรากฎภายใน คือความเมตตานั้นต่างหาก-นักข่าวช่อง 7 ซึ่งตั้งคำถามจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนี และแจ้งความแกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี


เย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา นักข่าวสาวช่อง 7 ที่ตกเป็นข่าวว่าถูกเสื้อแดงคุกคาม จนสมาคมสื่อ 3 สมาคมออกแถลงการณ์ประณามเสื้อแดง และไปแจ้งความแกนนำนปช.เพชรบุรีให้สัมภาษณ์TPBSว่า เธอเป็นกลาง ใครจะมองยังไงก็ช่าง เธอรู้ดีอยู่แก่ใจ

เธอยังให้สัมภาษณ์วิทยุผู้จัดการ 97.75 กล่าวถึงคนเสื้อแดงว่า

...คนเสื้อแดงเราต้องเข้าใจเขาว่าเขาเป็นพวกที่ถูกปลุกปั่นด้วย ข้อมูลข้างเดียว.....และเราต้องทำความเข้าใจให้เขารู้ความจริงเพื่อที่จะ อยู่กับคนที่คิดต่างในสังคมได้...

กล่าวถึงนายกฯยิ่งลักษณ์

...คุณยิ่งลักษณ์ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าจะตอบแทนประชาชน หรือตอบแทนญาติที่ช่วยให้เป็นนายกฯได้ในเวลาไม่ถึงห้าสิบวัน...

กล่าวถึงอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

"โจรหนีคดีต่างประเทศ"

ส่วนหนังสือที่เธแคยเขียนด้วยความชื่นชมอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ 2 เล่มนั้น เธอกล่าวว่า

ความน่าประทับใจในตัวอาจารย์อภิสิทธิ์สำหรับดิฉัน ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก แม้ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งแรกที่คนมองเห็น แต่สิ่งที่ปรากฎภายใน คือความเมตตานั้นต่างหาก

ที่เว็บบอร์ดเสรีไทยซึ่ง เป็นแหล่งรวมของผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เขียนถึงเธอว่า เป็นผู้ที่มีแนวคิดชื่นชอบ ท่านอภิสิทธิ์ และ เรียกขานท่านว่า " อาจารย์ " ทุกคำ

แต่ สิ่งหนึ่งที่ค้นหาเจอ และชอบมากคือ .. บทกลอนที่เธอส่ง เป็นเมสเสส เข้ามือถือ ท่านมาร์คในวันที่ ท่านได้รับโหวต เป็น นรต คนที่ ๒๗ คือ .....

“อุปสรรคจักทายท้า ด้วยหาญกล้าและอดทน
รู้จักปกครองคน ทบทวนตนอย่ามัวเมา
เป็นหงส์กลางฝูง*** อย่าเสียเหลี่ยมรู้ใครเขา
รักษาตัวตนเรา ภาระเจ้าเพื่อแผ่นดิน”

แล้วเธอ..จบด้วยข้อความว่า “อาจารย์ทำได้”
หลังจากนั้นอาจารย์อภิสิทธิ์ส่งข้อความกลับมาว่า “เพิ่งได้อ่าน ขอบคุณครับ"

เขียนหนังสือเชียร์อภิสิทธิ์2เล่ม กรณ์อีกเล่ม

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ อภิสิทธิ์คนเดิมบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ของนางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวการเมืองสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 14

สำหรับหนังสือ "อภิสิทธิ์คนเดิมบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี" ผู้เขียนได้บันทึกเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ฯ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนถึงการบริหารงานในปัจจุบัน นอกจากนี้เนื้อหาภายในเล่ม ยังเป็นลักษณะของการตอบคำถามหรือการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีผ่านหนังสือ ดังกล่าว ซึ่งมีทั้งการสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการคิดในการบริหารประเทศ และแนวทางของการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ตลอดจนเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับแง่มุมชีวิตส่วนตัว และภารกิจหน้าที่ประจำวันภายในครอบครัวที่นายกรัฐมนตรีได้ปฎิบัติเป็นประจำ ทุกวัน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยทราบ โดยเฉพาะวิธีการดูแลเอาใจใส่ นางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภรรยา และบุตรทั้งสองคน ซึ่งเป็นอีกบทบาทหนึ่งของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำครอบครัว 22ตุลาคม2552 (The Official Site of The Prime Minister of Thailand Photo by พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์)

จัดรายการกับช้างแนวหน้าที่วิทยุประชัย92.25
จัดรายการที่ 92.25กับสมชาย มีเสน (ช้าง) อดีตบก.แนวหน้า (เมื่อล้มรัฐบาลทักษิณแล้วสมชาย มีเสน ได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ)

ถ้าวันใดวันหนึ่งนักข่าวสาว 7 สีรายนี้เลิกถามชนิดที่นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนี แต่หันมาส่งSMSเชียร์ หรือเขียนหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คเชียร์ และทำให้กนก รัตน์วงศ์สกุล หาว่าเธอเป็นนักข่าวที่ยอดแย่...เมื่อนั้นก็นะ ความเป็นกลางของนักวิชาชีพสื่อก็คงจะปรากฎเป็นจริง

ตอนนี้ก็กลางใจ"อาจารย์มาร์ค"ไปพลาง


ลากไส้สื่อเหี้ยม..ม.ม้าหายทุกค่ายทุกเม็ดทุกขด ประจานฐานันดรสี่ จงสำเหนียกโลกกะลาใบเล็กของพวกคุณมันจบสิ้นแล้ว


จากกระทู้สุดฮิต"ลากไส้สื่อเห้"ในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน ซึ่งมีผู้เข้าเยี่ยมชมมากกว่า100,000คลิ้ก เปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังวงการสื่อไทยอย่างล่อนจ้อน ด้วยสำนวนภาษาฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อน และต่อมาไทยอีนิวส์ได้นำเสนอเป็นตอนๆทั้งสิ้น18ตอน

ล่าสุดได้มีผู้จัดทำลงเป็นไฟล์ pdf โดยจัดหน้า ลงรูปภาพประกอบสวยงามอ่านง่ายแล้ว ขอเชิญอ่านและเผยแพร่ต่อ โดยคลิ้กดาวน์โหลดที่นี่

http://www.4shared.com/file/108373645/c6fbb65d/Bad_Media_Series-.html

สารบัญซีรีส์สุดมันส์ลากไส้สื่อเห้

(-ตอน1):ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
(-ตอน2):จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้้ย
(-ตอน3):ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
(-ตอน4):สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
(-ตอน5):ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
(-ตอน6):ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
(-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
(ตอน8)'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!
(-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
(-ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
(-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
(-ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
(-ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ
(-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
(-ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง
(-ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี พวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?
(-ตอน17):ประชาทรรศน์ ไฮทักษิณ ประดาบ สื่อลูกกะโปกห้อย
(-ตอนจบ):กำเนิดและอวสานของมหากาพย์ถลกหนังสื่อเหี้้ยมม.ม้าหาย

หรือคลิ้กอ่านรวมบทความทุกตอนที่ลิ้งค์นี้ http://www.thaienews.blogspot.com/2009/05/blog-post_7852.html

อย่าพลาด!เพิ่มเติมโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


- รู้จักนักข่าว7สีผู้มีความเป็นกล๊างเป็นกลาง(ใจมาร์ค)

-ใช้เสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้าน TNEWS และผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินฯไล่ล่าแม่มดคดีหมิ่น ดร.จิรายุคิดดีแล้วหรือ?

-ศึกเฮียกัดเฮียขยายวง:เฮียโล้นกัดเฮียลิ้ม

-เปิดโปงสื่อโล้น อย่าปล่อยเนชั่นลอยนวล

-สื่อกระหายเลือดเปลว สีเงิน:ฆ่าเสื้อแดงไม่บาป!..

-หยันเปลวไทยโพสต์อัปยศไร้ยางอายคุกคามสื่อ'ใบตองแห้ง'

-สุนันท์ ศรีจันทรา สวมบทเหี้ยม'ไอ้คลั่งรวันด้าเมืองไทย'ปลุกระดมผ่าน'สื่อแห่งความตาย'ฆ่าเสื้อแดง

Tuesday, August 30, 2011

PM Yingluck & งานละศีลอด (month of Ramadan)

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

27 ส.ค.54 นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพเลี้ยงละศีลอดแก่พี่น้องชาวไทยมุสลิม เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ.1432 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

(ขอบคุณภาพจากเว็ปรัฐบาลไทย)

























PM Yingluck & งานละศีลอด (month of Ramadan)
โดย Nipaporn Freedom ( อัลบั้ม )

http://www.facebook.com/#!/media/set/?set=a.2245720817570.128078.1084627571

เฮอีก! ค่าไฟฟ้างวด"ก.ย.-ธ.ค.54"ไม่ขึ้น พลังงานตรึงค่าเอฟทีอัตราเดิม

ที่มา มติชน

นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(ค่าเอฟที)ในงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2554 มีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงจากรอบที่ผ่านมา โดยยังอยู่ที่อัตราติดลบ 6 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาไม่มีปัจจัยทำให้ราคาค่าเอฟทีปรับตัวสูงขึ้น ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของประชาชนลดลงจากสภาพอากาศอุณหภูมิไม่สูงนัก นอกจากนี้ จากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ต้นทุนในการนำเข้าพลังงานลดลง รวมถึงช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม มีการซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ในช่วงที่ประสบปัญหาท่อก๊าซในอ่าวไทยรั่ว การซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านมีต้นทุนต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติและ น้ำมัน

ทั้งนี้ ค่าเอฟทีในงวดที่ผ่านมา พฤษภาคม-สิงหาคม 2554 มีอัตราอยู่ที่ติดลบ 6 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจาก สกพ.

ให้ นำเงินที่การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่ไม่ได้ใช้ในการลงทุนระหว่างปี 2551-2553 มาจ่ายคืนมาให้กับประชาชน วงเงินประมาณ 9 พันล้านบาท สามารถใช้ดูแลค่าเอฟทีให้กับประชาชนได้ทั้งหมด 1 ปี คือ ระหว่างพฤษภาคม 2554-เมษายน 2555

"ยิ่งลักษณ์" นั่งหัวโต๊ะ ประชุมก.ตร.ครั้งแรกวันนี้

ที่มา มติชน



ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 30 ส.ค. เวลา 12.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะ ประธาน ก.ตร. พร้อมด้วยร.ต.อ.เฉลิม นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือ ก.ตร. ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเป็นการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 8/2554 แต่เป็นการประชุมครั้งแรก นับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งพร้อมจัดตั้งเป็นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกฯจึงนั่งตำแหน่งเป็นประธาน ก.ตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้เตรียมสถานที่เพื่อต้อนรับนายกฯ โดยตัดแต่งต้นไม้โดยรอบให้สวยงาม ทำความสะอาดพรม ตั้งแต่ทางเดินเข้าอาคารและบันไดทางขึ้นชั้น 2 ทำความสะอาดประตูกระจก

สำหรับ การประชุมก.ตร. ครั้งที่ 8/2554 มี 4 วาระ ประกอบด้วย วาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งให้ที่ประชุมทราบ วาระที่ 2 รับรองรายงานการประชุมก.ตร. ครั้งที่ 7/2554 วาระที่ 3 เรื่องที่เสนอเพื่อทราบ โดยเป็นการรายงานการดำเนินการของอนุกรรมการ ก.ตร. ด้านต่างๆ ที่ ก.ตร. มอบหมายให้ทำการ และรายงานผลการดำเนินการกรณี พ.ต.ท.ดาวเรืองภูมิ หรือ ดาวเรือง สันดี และพวก รวม 223 คนฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และวาระที่ 4 เรื่องที่เสนอพิจารณา 8 เรื่อง อาทิ ขอขยายระยะเวลาการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ผบก.ถึง จตช. และรองผบ.ตร. ในวาระประจำปี 2554 เป็นวันที่ 30 ก.ย. อีกทั้งยังมีการปรับอัตราเงินเดือนและเลื่อนเงินเดือนให้แก่ข้าราชการตำรวจ ผู้ดำรงตำแหน่ง รองผบก. หรือเทียบเท่า ,บัญชีรายชื่อข้าราชการตำรวจที่จะต้องพ้นจากราชการเพราะครบเกษียณอายุเมื่อ สิ้นปีงบประมาณ 2555, การพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้ง ด.ต.กฤตภัค ขุนจำนง เป็นข้าราชการตำรวจสัญญาบัตร

"ขวัญชัย"หนุนรัฐบาลผลักดันคนเสื้อแดงรับตำแหน่งทางการเมือง

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นายขวัญชัย สาราคำ ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลผลักดันให้กลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามารับตำแหน่งข้าราชการ การเมืองว่า ถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลต้องให้โอกาสคนกลุ่มนี้ได้เข้ามารับใช้ในทางการ เมือง โดยจะต้องดูที่ความรู้ ความสามารถเป็นหลัก

ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าการให้ตำแหน่งทางกับคนเสื้อแดงเป็นเรื่องต่างตอบ แทนนั้น ตนมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาเกือบ 3 ปี บาดเจ็บบ้าง มีบาดแผลกันบ้าง การให้ตำแหน่งกับแกนนำก็เท่าเป็นการลดความสูญเสียส่วนหนึ่งของกลุ่มคนเสื้อ แดง ที่ต้องสูญเสียญาติพี่น้องในช่วงเหตุการณ์การชุมนุมเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา



ตามสัญญา ! คลังเตรียมเดินหน้าลดภาระภาษีรถยนต์คันแรก

ที่มา มติชน



นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างมอบนโยบายให้กับผู้บริหารกรมสรรพากร ว่า กระทรวงการคลังกำลังเดินหน้านโยบายระยะสั้นตามที่หาเสียงไว้ เช่น นโยบายรถยนต์คันแรก เพื่อต้องการให้คนทำงาน นักศึกษาจบใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงาน มีรถยนต์คันแรกไว้ใช้ในการประกอบอาชีพ หรือขับไปทำงาน เน้นรถยนต์ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท เช่น รถปิกอัพ รถยนต์ส่วนบุคคล ห้ามเปลี่ยนมือในช่วง 5 ปีแรก

สำหรับแนวทางการลดภาระภาษีคงไม่ใช้รูปแบบการลดราคาลงให้ 100,000 บาท แต่จะใช้แนวทางการลดหย่อนภาษีแทน ส่วนจะใช้แนวทางใดกำลังหาข้อสรุป โดยจะนำข้อสรุปทั้งหมดเสนอพร้อมกับนโยบายอื่นให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณา และในฐานะกำกับดูแล 3 กรมจัดเก็บรายได้ จะหารือกับอธิบดีทั้ง 3 กรมอีกครั้ง เกี่ยวกับแนวทางการจัดเก็บภาษี รองรับการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล


รัฐบาลยิ่งลักษณ์ประกาศแล้ว ช่วงปีแรกยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ประกาศแล้ว ช่วงปีแรกยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการรุกกลับทางการเมือง พร้อมเผชิญหน้าท้าทายอำนาจเผด็จการ
โดยอินไซด์ ไทยแลนด์เมื่อ 27 สิงหาคม 2011 เวลา 21:39 น.

"ปู"ประกาศแก้ รธน.ปีแรก เหตุต้องใช้เวลานาน บอก ขรก.สบายใจได้ ไม่มีแก้แค้น-ซื้อขายตำแหน่ง

เมื่อ เวลา 09.00 น.วันที่ 26 สิงหาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมชี้แจงนโยบายรัฐบาลและการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ต่อหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงาน ในตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุมวันนี้มีวัตถุประสงค์ที่อยากจะพบปะกัน เพื่อให้รู้จักจะได้ทำงานเป็นทีมเวิร์กเดียวกัน เพราะทุกคนคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล

นโยบาย เร่งด่วน ส่วนไหนที่เร่งด่วนจริงๆ และสามารถทำได้เลย จะบรรจุไว้ในนโยบายเร่งด่วน อีกส่วนคือ ไม่เร่งด่วน แต่อาจใช้เวลานาน แต่สามารถทำไปก่อนได้เลย อาทิเช่น การร่างรัฐธรรมนูญ สามารถดำเนินการได้เลยในปีแรก เพราะอาจจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการแก้ไขยาวนาน

“รัฐบาลอยาก ให้ทุกท่านสบายใจ รัฐบาลนี้ไม่แก้แค้น เพราะอยากเห็นความสามัคคีปรองดองเกิดขึ้น ขอให้ทุกท่านทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสนองความต้องการของพี่น้องประชาชน จะทำอย่างจริงจัง และให้สบายใจ เพราะจะไม่มีระบบการซื้อขายตำแหน่ง และดิฉันพร้อมที่จะเปิดรับคำร้องเรียนจากทุกท่าน ขอให้สบายใจและทำงานอย่างเต็มที่ เราพร้อมให้การสนับสนุน เนื่องจากวันนี้เราเป็นทีมงานเดียวกัน” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์กล่าวว่า สำหรับปัญหาเร่งด่วนขณะนี้คือ ปัญหายาเสพติด ที่จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีก รวมทั้งปัญหาภาคใต้ ที่จะเน้นการสร้างเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้นได้

http://www.facebook.com/#!/notes/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%94%E0%B9%8C-%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7-%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D-%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2/278270092186508