WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 1, 2011

จริงหรือเท็จ?ข่าวที่อ้างว่านักข่าวช่อง7เคยร่วมม็อบยึดสนามบินกับพธม.และเกลียดยิ่งลักษณ์-ทักษิณ

ที่มา Thai E-News

จริงหรือเท็จ?-มี การเผยแพร่กันตามสังคมโซเชียล มีเดีย อ้างรายงานข่าวว่านักข่าวช่อง7ยอมรับว่าเคยเข้าร่วมม็อบพันธมิตรยึดสนามบิน และยอมรับว่าเ้กลียดยิ่งลักษณ์-ทักษิณ แต่เมื่อเราไปตรวจสอบเส้นทางข่าวนี้แล้วมีแนวโน้มสูงว่าจะเป็น"เท็จ" ลองไปอ่านเส้นทางข่าวในรายงานนี้กัน

โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กันยายน 2554

ในวันนี้มีการเผยแพร่ข่าวเรื่อง นักข่าวช่อง7 ยอมรับเกลียดยิ่งลักษณ์ทักษิณจริง เผยเคยไปชุมนุมขับไล่ยึดสุวรรณภูมิมาแล้ว กันมากในสังคมโซเชียล มีเดีย ทั้ง เฟซบุ๊ค และ ทวิตเตอร์


ดังเช่นในหน้าเพจของผู้ใช้ชื่อว่า Asia Pacific News Line ได้นำเสนอข้อความในลักษณะคล้ายกัยบพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ข้างต้น โดยมีข้อความตอนหนึ่งในท้ายรายงานข่าวว่า

ส่วน ประเด็นที่ว่าตนเคยเดินทางไปประท้วงกับกลุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมินั้นเป็นเรื่องจริง แต่เป็นการแสดงความคิดตามระบอบประชาธิปไตย และยอมรับว่าตนไม่ชอบอดีตนายกฯและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จริง แต่ไม่เคยเอาความคิดส่วนตัวมายุ่งกับการทำหน้าที่สือ แต่อย่างได.
อย่างไรก็ตามจากการที่ไทยอีนิวส์ได้ตรวจสอบรายงานข่าวนี้ในสื่อกระแสหลักไม่ พบรายงานข่าวท่อนดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ในส่วนอื่นเหมือนกันหมด เช่น รายงานข่าวของคมชัดลึก

น.ส.สม จิตต์กล่าวต่อว่า ผู้บริหารช่อง 7 เข้าใจในการทำหน้าที่ และตนขอโทษผู้บริหารที่ทำให้สถานีได้รับผลกระทบจากการรักษาสิทธิ ซึ่งผู้บริหารก็เข้าใจว่าเป็นการรักษาสิทธิตามกฎหมาย โดยยืนยันว่าจะไม่ถอนแจ้งความและจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะหากคนในสังคมไม่สามารถรักษาสิทธิได้ และนำคนมาข่มขู่บ้านเมืองคงอยู่ยาก และคดีนี้ก็เป็นเพียงแค่ลหุโทษเท่านั้นและคนที่มีชื่อในอีเมล์ก็ออกมาขอโทษ และตนก็รับ แต่เรื่องการดำเนินคดีเป็นคนละส่วนและอยากให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ไม่ว่าโทษ หนักหรือเบา อย่างวานนี้คู่กรณีก็จะฟ้องกลับตนก็ยินดีหากเห็นว่าตัวเองเสียหาย นี่คือการใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรม อย่าใช้ความรู้สึกตัวเองมาตัดสิน

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ผู้บริหารยืนยันว่าจะปลดหรือไม่ น.ส.สมจิตต์กล่าวว่า ผู้บริหารหนักแน่นเพียงพอ และมั่นใจว่าที่ตนทำงานไม่มีส่วนไหน ที่อคติกับ น.ส. ยิ่งลักษณ์หรือกลั่นแกล้ง เพราะคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หากไม่ออกจากปากของตน ก็จะมีคนอื่นถามเช่นกัน และต้องผจญกับคำถามนี้ไปอีกหลายครั้ง

"คนมีอารมณ์มากในสังคมที่ขัดแย้งสูง เราอย่าทำให้สังคมไทยเป็นสังคมเด็กเทคนิค ต้องอยู่ด้วยเหตุและผล ไม่ใช่ว่าถูกรังแกและยกพวกไปขู่อีกฟาก เราไม่ควรให้เกิดเรื่องแบบนี้ในสังคม นายกรัฐมนตรีบอกอยากสลายทุกข์สร้างสุข ทำทีทำได้คือให้ทุกคนใช้ชีวิตได้ตามปกติ เคารพหน้าที่ซึ่งกันและกัน และหากทุกคนเคารพกฎหมาย กติกา ก็จะทำให้สังคมมีรอยยิ้มอย่างที่ต้องการ" น.ส.สมจิตต์กล่าว
เมื่อถามว่า วันนี้ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ระบุว่กาารเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่มีแกนนำร่วมด้วยแต่ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ น.ส.สมจิตต์กล่าวว่า ไม่เถียงว่าทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกภายใต้กรอบกฎหมาย แต่ขอย้อนถามว่าวันที่ นักศึษา 2 คน ไปแสดงความเห็นโดยการวางพวงหรีดที่หน้าสภา มีใครมีสิทธิจะไปทำร้ายเขา และวันนี้มีใครไปทำร้าสยคนเสื้อแดงในการแสดงออกหรือไม่ หากบอกว่าเรามีสิทธิต้องให้คนอื่นมีสิทธิเหมือนกันไม่ใช่เสื้อแดงมีสิทธิ เหนือคนอื่น อย่างนี้เป็นสองมาตรฐานใช่หรือไม่
น.ส.สมจิตต์ กล่าวต่อว่าถึงวันนี้ยังไม่จำเป็นต้องขอความคุ้มครองจากตำรวจ เพราะเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง และเชื่อว่าความดีจะคุ้มครอง การทำงานไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว และไม่ทำให้หวั่นไหว แต่การส่งสัญญาณลักษณะนี้จะทำให้สัมคมเกิดความรู้สึกว่าจะสร้างอาณาจักรความ กลัวให้เกิดขึ้นหรือไม่ อย่าเซนเซอร์ให้เกิดความกลัว อย่าบริหารประเทศท่ามกลางความหวาดกลัว
ขอให้สังเกตที่ท่อนสุดท้ายของข่าวนี้จะจบลงที่"อย่าเซ็นเซอร์ให้เกิดความหวาดกลัว อย่าบริหารประเทศท่ามกลางความหวาดกลัว"


สื่อกระแสหลักอื่นๆ เช่น เนชั่นก็มีท่อนสุดท้ายของข่าวแบบเดียวกัน คือ

น.ส.สม จิตต์ กล่าวต่อว่า ถึงวันนี้ยังไม่จำเป็นต้องขอความคุ้มครองจากตำรวจ เพราะเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง และเชื่อว่าความดีจะคุ้มครอง การทำงานไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว และไม่ทำให้หวั่นไหว แต่การส่งสัญญาณลักษณะนี้จะทำให้สัมคมเกิดความรู้สึกว่าจะสร้างอาณาจักรความ กลัวให้เกิดขึ้นหรือไม่ อย่าเซ้นเซอร์ให้เกิดความกลัว อย่าบริหารประเทศท่ามกลางความหวาดกลัว
ที่มาของข่าวนี้เครือเนชั่นรายงานว่ามาจากการที่ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ซึ่งถูกคนเสื้อแดงกดดันให้สถานีปลดออกจากหน้าที่ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชนแนล และเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา


ส่วนเนื้อหาข่าวที่ Asia Pacific News Line นำ เสนอนั้นตั้งแต่ท่อนแรกถึงท้ายเหมือนกับที่เนชั่นนำเสนอทุกอย่าง ยกเว้นท่อนสุดท้ายที่มีท่อนนี้เพื่มเข้ามา พร้อมกับนำเสนอพาดหัวข่าว นักข่าวช่อง7 ยอมรับเกลียดยิ่งลักษณ์ทักษิณจริง เผยเคยไปชุมนุมขับไล่ยึดสุวรรณภูมิมาแล้ว


ส่วน ประเด็นที่ว่าตนเคยเดินทางไปประท้วงกับกลุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมินั้นเป็นเรื่องจริง แต่เป็นการแสดงความคิดตามระบอบประชาธิปไตย และยอมรับว่าตนไม่ชอบอดีตนายกฯและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จริง แต่ไม่เคยเอาความคิดส่วนตัวมายุ่งกับการทำหน้าที่สือ แต่อย่างได.
ลองมาอ่านเปรียบเทียบของทั้ง 2 เวอร์ชั่นแบบละเอียด อันแรกจากเวบเนชั่น เบรกกิ้ง นิวส์ http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=526942


"นักข่าวช่อง7"ยันไม่มีอคติกับ"ยิ่งลักษณ์"วอนเป็นสังคมใช้เหตุผล
30 สค. 2554 17:10 น.



น.ส.สม จิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ซึ่งถูกคนเสื้อแดงกดดันให้สถานีปลดออกจากหน้าที่ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชนแนลว่า ตนมองว่าการเคลื่อนไหวให้ปลดเป็นสิทธิที่จะเรียกร้องได้ แต่ในแง่การทำงานก็มองได้ว่าเรากำลังถูกคุกคามหรือไม่ เพราะท่าทีที่เขาดำเนินการมีลักษณะการคุกคาม ข่มขู่กดดัน หากย้อนไปดูคำถามก็จะได้คำตอบว่าตนทำหน้าที่ในฐานะสื่อหรืออคติกับตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

น.ส.สม จิตต์กล่าวต่อว่า ผู้บริหารช่อง 7 เข้าใจในการทำหน้าที่ และตนขอโทษผู้บริหารที่ทำให้สถานีได้รับผลกระทบจากการรักษาสิทธิ ซึ่งผู้บริหารก็เข้าใจว่าเป็นการรักษาสิทธิตามกฎหมาย โดยยืนยันว่าจะไม่ถอนแจ้งความและจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะหากคนในสังคมไม่สามารถรักษาสิทธิได้ และนำคนมาข่มขู่บ้านเมืองคงอยู่ยาก และคดีนี้ก็เป็นเพียงแค่ลหุโทษเท่านั้นและคนที่มีชื่อในอีเมลก็ออกมาขอโทษ และตนก็รับ แต่เรื่องการดำเนินคดีเป็นคนละส่วนและอยากให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ไม่ว่าโทษ หนักหรือเบา อย่างวานนี้คู่กรณีก็จะฟ้องกลับตนก็ยินดีหากเห็นว่าตัวเองเสียหาย นี่คือการใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรม อย่าใช้ความรู้สึกตัวเองมาตัดสิน

เมื่อ ผู้ดำเนินรายการถามว่า ผู้บริหารยืนยันว่าจะปลดหรือไม่ น.ส.สมจิตต์กล่าวว่า ผู้บริหารหนักแน่นเพียงพอ และมั่นใจว่าที่ตนทำงานไม่มีส่วนไหน ที่อคติกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือกลั่นแกล้ง เพราะคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หากไม่ออกจากปากของตน ก็จะมีคนอื่นถามเช่นกัน และต้องผจญกับคำถามนี้ไปอีกหลายครั้ง

"คน มีอารมณ์มากในสังคมที่ขัดแย้งสูง เราอย่าทำให้สังคมไทยเป็นสังคมเด็กเทคนิค ต้องอยู่ด้วยเหตุและผล ไม่ใช่ว่าถูกรังแกและยกพวกไปขู่อีกฟาก เราไม่ควรให้เกิดเรื่องแบบนี้ในสังคม นายกรัฐมนตรีบอกอยากสลายทุกข์สร้างสุข ทำทีทำได้คือให้ทุกคนใช้ชีวิตได้ตามปกติ เคารพหน้าที่ซึ่งกันและกัน และหากทุกคนเคารพกฎหมาย กติกา ก็จะทำให้สังคมมีรอยยิ้มอย่างที่ต้องการ" น.ส.สมจิตต์กล่าว

เมื่อ ถามว่า วันนี้ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ระบุว่กาารเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่มีแกนนำร่วมด้วยแต่ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ น.ส.สมจิตต์กล่าวว่า ไม่เถียงว่าทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกภายใต้กรอบกฎหมาย แต่ขอย้อนถามว่าวันที่ นักศึษา 2 คน ไปแสดงความเห็นโดยการวางพวงหรีดที่หน้าสภา มีใครมีสิทธิจะไปทำร้ายเขา และวันนี้มีใครไปทำร้ายคนเสื้อแดงในการแสดงออกหรือไม่ หากบอกว่าเรามีสิทธิต้องให้คนอื่นมีสิทธิเหมือนกันไม่ใช่เสื้อแดงมีสิทธิ เหนือคนอื่น อย่างนี้เป็นสองมาตรฐานใช่หรือไม่

น.ส.สม จิตต์ กล่าวต่อว่า ถึงวันนี้ยังไม่จำเป็นต้องขอความคุ้มครองจากตำรวจ เพราะเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง และเชื่อว่าความดีจะคุ้มครอง การทำงานไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว และไม่ทำให้หวั่นไหว แต่การส่งสัญญาณลักษณะนี้จะทำให้สัมคมเกิดความรู้สึกว่าจะสร้างอาณาจักรความ กลัวให้เกิดขึ้นหรือไม่ อย่าเซ้นเซอร์ให้เกิดความกลัว อย่าบริหารประเทศท่ามกลางความหวาดกลัว



ส่วนเวอร์ชั่นที่สองเป็นของเฟซบุ๊ค Asia Pacific News Line


นักข่าวช่อง7 ยอมรับเกลียดยิ่งลักษณ์ทักษิณจริง เผยเคยไปชุมนุมขับไล่ยึดสุวรรณภูมิมาแล้ว

โดย Asia Pacific News Line เมื่อ 1 กันยายน 2011 เวลา 12:50 น.
น.ส.สมจิตต์ กล่าวต่อว่า ผู้บริหารช่อง 7 เข้าใจในการทำหน้าที่ และตนขอโทษผู้บริหารที่ทำให้สถานีได้รับผลกระทบจากการรักษาสิทธิ ซึ่งผู้บริหารก็เข้าใจว่าเป็นการรักษาสิทธิตามกฎหมาย โดยยืนยันว่าจะไม่ถอนแจ้งความ และจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะหากคนในสังคมไม่สามารถรักษาสิทธิได้ และนำคนมาข่มขู่บ้านเมืองคงอยู่ยาก และคดีนี้ก็เป็นเพียงแค่ลหุโทษเท่านั้นและคนที่มีชื่อในอีเมล์ ก็ออกมาขอโทษและตนก็รับ แต่เรื่องการดำเนินคดีเป็นคนละส่วนและอยากให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ไม่ว่าโทษ หนักหรือเบา อย่างวานนี้ คู่กรณีก็จะฟ้องกลับตน ก็ยินดีหากเห็นว่าตัวเองเสียหาย นี่คือการใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรม อย่าใช้ความรู้สึกตัวเองมาตัดสิน
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ผู้บริหารยืนยันว่าจะปลดหรือไม่ น.ส.สมจิตต์กล่าวว่า ผู้บริหารหนักแน่นเพียงพอ และมั่นใจว่าที่ตนทำงานไม่มีส่วนไหน ที่อคติกับ น.ส. ยิ่งลักษณ์หรือกลั่นแกล้ง เพราะคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หากไม่ออกจากปากของตน ก็จะมีคนอื่นถามเช่นกัน และต้องผจญกับคำถามนี้ไปอีกหลายครั้ง "คนมีอารมณ์มากในสังคมที่ขัดแย้งสูง เราอย่าทำให้สังคมไทยเป็นสังคมเด็กเทคนิค ต้องอยู่ด้วยเหตุและผล ไม่ใช่ว่าถูกรังแกและยกพวกไปขู่อีกฟาก เราไม่ควรให้เกิดเรื่องแบบนี้ในสังคม นายกรัฐมนตรีบอกอยากสลายทุกข์สร้างสุข ทำทีทำได้คือให้ทุกคนใช้ชีวิตได้ตามปกติ เคารพหน้าที่ซึ่งกันและกัน และหากทุกคนเคารพกฎหมาย กติกา ก็จะทำให้สังคมมีรอยยิ้มอย่างที่ต้องการ" น.ส.สมจิตต์กล่าว
เมื่อถามว่า วันนี้ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ระบุว่กาารเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่มีแกนนำร่วมด้วยแต่ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ น.ส.สมจิตต์กล่าวว่า ไม่เถียงว่าทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกภายใต้กรอบกฎหมาย แต่ขอย้อนถามว่าวันที่ นักศึษา 2 คน ไปแสดงความเห็นโดยการวางพวงหรีดที่หน้าสภา มีใครมีสิทธิจะไปทำร้ายเขา และวันนี้มีใครไปทำร้าสยคนเสื้อแดงในการแสดงออกหรือไม่ หากบอกว่าเรามีสิทธิต้องให้คนอื่นมีสิทธิเหมือนกันไม่ใช่เสื้อแดงมีสิทธิ เหนือคนอื่น อย่างนี้เป็นสองมาตรฐานใช่หรือไม่
น.ส.สมจิตต์ กล่าวต่อว่าถึงวันนี้ยังไม่จำเป็นต้องขอความคุ้มครองจากตำรวจ เพราะเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง และเชื่อว่าความดีจะคุ้มครอง การทำงานไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว และไม่ทำให้หวั่นไหว แต่การส่งสัญญาณลักษณะนี้จะทำให้สัมคมเกิดความรู้สึกว่าจะสร้างอาณาจักรความ กลัวให้เกิดขึ้นหรือไม่ อย่าเซนเซอร์ให้เกิดความกลัว อย่าบริหารประเทศท่ามกลางความหวาดกลัว ส่วนประเด็นที่ว่าตนเคยเดินทางไปประท้วงกับกลุมพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมินั้นเป็นเรื่องจริง แต่เป็นการแสดงความคิดตามระบอบประชาธิปไตย และยอมรับว่าตนไม่ชอบอดีตนายกฯและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จริง แต่ไม่เคยเอาความคิดส่วนตัวมายุ่งกับการทำหน้าที่สือ แต่อย่างได.
แชร์








อคติทำให้ึคนเชื่อไปในทางที่ตัวเองมีอคติได้ง่าย

ไทยอีนิวส์เคยตรวจสอบเส้นทางข่าวในลักษณะนี้มาหลายข่าว เช่น

-

ความจริงเรื่องฟอร์เวิร์ดเมล์จบคดีแพรวา8ศพอวสานคนจน สะท้อนคนไทยสิ้นหวังกระบวนการยุติธรรม ...มี อีเมล์ฟอร์เวิร์ดต่อกันมาว่าแพรวาคดีชนรถตู้ 8 ศพพ้นผิด ซึ่งคนก็เชื่อทันที เพราะปักใจไปแล้วว่าคนเส่นใหญ่นามสกุลดังในประเทศนี้ต้องรอด แท้ที่จริงแพวาโดนเพิ่มอีกคดี



ความจริงของกลอนร้อนที่อ้างว่าสมัครเขียนก่อนตาย และสุรชัย แซ่ด่านนำไปอ่านจนติดคุกคดีหมิ่นฯ...เรื่อง นี้มีการตกแต่งข้อความกันเข้า และนำของหลายคนมารวมแล้วอ้างว่าสมัคร สุนทรเวชเขียน จนสุรชัย แซ่ด่านนำไปอ้างถึงในเวทีอภิปราย และเจ้าหน้าที่อ้างเป็นเหตุจับกุม


คำต่อคำทักษิณสัมภาษณ์TIMESONLINE แฉสื่อลิ้ม-สื่อหลักบิดขาวเป็นดำจากภักดีเป็นล้มสถาบัน ข่าวนี้เป็นการ บิดเบือนคำให้สัมภาษณ์ของASTVผู้จัดการ ทักษิณให้สัมภาษณ์ว่าจงรักภักดี ไปบิดเป็นล้มสถาบัน แล้วพวกเหลืองกับสลิ่มก็ส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ

หากท่านผู้อ่านและฝ่ายประชาธิปไตยไม่ชอบพฤติการณ์แบบที่ASTVผู้จัดการ หรือเสื้อเหลือง-สลิ่มชอบทำ ฝ่ายประชาธิปไตยก็ไม่สมควรทำเช่นกัน

แม้ ว่าท่านอยากเชื่อข่าวที่ส่งต่อๆกันมาทางเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ว่า "นักข่าวช่อง7เคยร่วมม็อบยึดสนามบิน และยอมรับว่าเกลียดยิ่งลักษณ์-ทักษิณ" เพราะเผิญว่ามันเข้ากับอคติเพราะรักเพราะชังของท่าน แต่พึงรับทราบไว้เุิถิดว่า สัจธรรมนั้นไม่อาจงอกเงยมาจากความเท็จ

รัฐซ้อนรัฐ

ที่มา Thai E-News





ประเทศไทยต้องออกจากแนวความคิดด้านนิติธรรมที่เป็นเป็นทางการ (หรือ “เปราะบาง”) ในขณะที่กฎหมายถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการเป้องกันสถาบันอำนาจให้พ้นจาก การรับผิดชอบ, ระงับการอภิปรายอย่างเปิดเผยและอิสระ, ละเมิดสิทธิมนุษยชน, ดำเนินคดีต่อผู้คัดค้าน หรือทำลายกระบวนการเลือกตั้ง ไปสู่แนวความคิดที่เป็นอิสระ (หรือ “เข้มแข็ง”) ซึ่งมีอำนาจสั่งให้ผู้ปกครองใช้อำนาจโดยผ่านทางกฎหมาย


นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนหรือทุกสถาบันหลักๆ ปฎิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายระบุเอาไว้ โดยปราศจากการใช้อำนาจพิเศษที่ไม่ได้อยู่ในบริบทของกฎหมายเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนการอภิปรายสาธารณะอย่างอิสระด้วย



โดย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

ภายในไม่กี่วันหลังจากการเข้าปฎิบัติหน้าที่ รัฐบาลชุดใหม่ของพรรคเพื่อไทยก็พบว่า พวกเขาเป็นเป้าความขัดแย้งใหม่และรุนแรง

ข้อพิพาษหรือความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐสภา หรือเป็นหัวข้อในเรื่องความโปร่งใสของการเลือกตั้งหรือการปกป้องฝ่ายตุลาการ ที่เป็นอิสระ เหมือนกับเหตุการณ์ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2549 และ 2550 ซึ่งบรรดาผู้ที่ดำรงตำแหน่งในพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนอย่างท่วมท้นจาก ประชาชน

กลุ่มอำนาจภายนอกกระบวนการประชาธิปไตยได้คุกคามให้เกิดปัญหาอุปสรรคใน การทำ งานของรัฐบาล จนกระทั่งมาชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มถลายในปี 2554

ตัวละครที่อยู่นอกรัฐสภา และเหนือกฎหมายของปมขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของประเทศไทยว่าเป็น เสมือน ‘สหพันธรัฐ’ หรือรัฐบาลที่มีสองระดับ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผมเคยเขียนเอาไว้อย่างละเอียดในงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับ ประเทศรัสเซีย

ผู้ก่อการร้ายทางการเมืองชาวเยอรมัน Ernst Fraenkel ให้คำจำกัดความของคำว่า รัฐซ้อน ว่าเป็นระบบการทำงานที่พึ่งพิงกันทั้งสองระดับ

รัฐอุดมการณ์หมายถึงรัฐที่ปกครองตามระบอบกฎหมายที่ให้ไว้อย่างชัดเจน มีความรับผิดชอบตรวจสอบได้และกระบวนการที่ผูกติดกับกฎหมาย

รัฐอำนาจพิเศษ หมายถึง รัฐที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ กฎหมายไม่สามารถตรวจสอบได้ มีการใช้อำนาจปิดบังซ่อนเร้นไม่มากก็น้อย

ในขณะที่การปฎิบัติหน้าที่ทางการเมืองนั้นโดยทั่วไปแล้ว หากไม่เป็นระบบการปกครองแบบ “รัฐอุดมการณ์” (เช่น ประเทศนอร์เวย์) หรือเป็นแบบ “รัฐอำนาจพิเศษ” (เช่น ประเทศลิเบีย ภายใต้การปกครองของกัดดาฟี่) ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่มีลักษณะการปกครองแบบ “เผด็จการ” หรือ อำนาจแบบ “ลูกผสม” ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ที่มีลักษณะการปกครองของทั้งสองแบบนี้อยู่ด้วยกัน

ในขณะที่ Ernst Fraenkel ได้แย้งว่าการทำงานของระบบสหพันธรัฐนั้น เอื้อประโยชน์ให้ระบอบการปกครองหรือการบริหารแบบไม่เสรีนั้นยั้บยั้งสภาพการ ใช้กฏหมายอย่างเป็นธรรมเอาไว้

แต่ทว่าการใช้กฏหมายอย่างเป็นธรรมไม่ได้แค่ช่วยให้ระบอบการปกครองหรือ การ บริหารมีความเป็นธรรมเท่านั้นแต่ยังเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน ระบบทุนนิยมอีกด้วย

กฎหมายที่เป็นทางการถูกบังคับใช้โดยศาลที่กึ่งปกครองตนเองยั้บยั้งอิสระ ภาพ ในการลงทุนทางธุรกิจ ความเป็นธรรมของสัญญาว่าจ้าง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคล และการแข่งขัน ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่ระบบเศรษฐกิจจะดำเนินไปอย่างราบรื่นและคาดเดาได้

รัฐอุดมการณ์ของประเทศไทยนั้น ปกครองโดยรัฐบาลที่มีประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศสนับสนุนรัฐสภาที่เลือก กฎและขั้นตอนต่างๆ ที่ปรากฎรายละเอียดชัดเจนควบคุมการทำงานของรัฐ กั้นเขตการแบ่งแยกอำนาจระหว่างขั้วต่างๆ ของรัฐบาล และกำหนดขอบเขตอำนาจทางการบริหารของรัฐบาล

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างอย่างเป็นทางการของรัฐอุดมการณ์แล้ว ประเทศไทยมักถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่บริหารงานภายใต้กรอบของ การปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

เมื่อระบบรัฐอุดมการณ์ในประเทศไทยนั้นอยู่รวมกับระบบรัฐอำนาจพิเศษ (หรืออย่างที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกขับออกมาอย่าง นายจักรภพ เพ็ญแข เรียกว่า “รัฐซ้อน” ) ถูกให้คำนิยามนี้โดยพิจารณาจากการประพฤติตัวของผู้ปฏิบัติการทางการเมือง, เครือข่ายนอกระบบ และสถาบันต่างๆ (รวมถึง กลุ่มอำมาตย์, กองทัพ, คณะองคมนตรี และ กลุ่มธุรกิจที่เป็นพวกพ้องกันเอง)


ประเทศไทยมีคำนิยามให้กับระบบรัฐอำนาจพิเศษนี้เอง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะรู้จักระบบอำนาจพิเศษนี้ว่าเป็น “มือที่มองไม่เห็น”


ในความเป็นจริงแล้ว มือนี้ก็ไม่เชิงว่าจะ “มองไม่เห็น” เพราะมันแค่คลุมเครือแค่นั้นเอง


กฎหมายมาตราที่ 112 ที่ถูกนำมาใช้อย่างไม่ชอบธรรมเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ปิดบังความสลับซับ ซ้อนของการกระทำของพวกเขา ซึ่งอ้างความชอบธรรมโดยการแสร้งว่าเป็น “การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์”

เมื่อ Ernst Fraenkel สังเกตการณ์ด้านมืดที่มีเงื่อนงำในระบบสหพันธรัฐที่ “’เติบโตได้จากการปิดบังซ่อนเร้นหน้าตาที่แท้จริง” และ “สิ่งบดบัง” นี้เองที่ถูกเก็บซ่อนไว้ โดยการสั่งห้ามไม่ให้มีการอภิปราย หรือพูดพาดพิงถึงการทำงานของรัฐอำนาจพิเศษ ไปจนถึงไม่ยอมให้มีการรับฟังหรือแลกเปลี่ยนความเห็นสาธารณะ

ระบบรัฐอำนาจพิเศษเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยส่วนหนึ่ง ต้องขอบคุณการสนับสนุน และการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเห็นได้จากกองทัพที่เข้มแข็งและมากมายนับไม่ถ้วน และยังสังเกตได้จากความยุติธรรมแบบอันธพาลที่ให้กับฝ่ายตรงข้าม พันธมิตรที่พึ่งพาช่วยเหลือกันได้ในการสู้รบกับคอมมิวนิสต์

อย่างไรก็ตาม รัฐอำนาจพิเศษก็ไม่ได้ล้มหายตายจากไปพร้อมๆ กับการสิ้นสุดของการคุกคามของลักธิคอมมิวนิสต์ นับตั้งแต่การพังกำแพงเบอร์ลินและการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อยี่สิบกว่า ปีที่แล้ว รัฐบาลอเมริกันก็ยินดีที่ได้ทำธุรกิจร่วมกันกับประเทศสมาชิกต่างๆ ของรัฐอำนาจพิเศษ

ก่อนที่จะเกิดการวิพากษณ์วิจารณ์โจมตีการก่อรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 ในวงกว้างอย่างรุนแรงและการสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่าย “หลีกเลี่ยงความรุนแรง” โดยตลอดเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์ในประเทศไทย รัฐบาลอเมริกันพอใจที่ได้นั่งอยู่เฉยๆ เพื่อดูสถาบันการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตยของประเทศกลุ่มพันธมิตรที่คบหา กันมายาวนานถูกทำลาย ดูพลเมืองถูกฆ่าตายหรือถูกปล่อยให้เน่าอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากแสดงความคิดเห็น


ที่จริงแล้วความผูกพันเกี่ยวข้องด้านรัฐอำนาจพิเศษในประเทศไทยนั้น เหนียวแน่นมากจนประเทศสหรัฐอเมริกาแทบจะไม่กระดิกนิ้วทำอะไรแม้ว่า พลเมืองสัญชาติอเมริกัน ก็เพิ่งถูกจำกุมตัวในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ


ที่ว่ารัฐอุดมการณ์และรัฐอำนาจพิเศษเกิดอยู่ร่วมกันในประเทศไทยนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับการจัดวางองค์ประกอบของรัฐบาล เมื่อใดก็ตามที่รัฐอุดมการณ์ถูกปกครองโดยทักษิณ ชินวัตร หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับทักษิณ องค์ประกอบทั้งสองของสหพันธรัฐในประเทศไทยก็ได้เกิดการขัดแย้งกัน

ดังตัวอย่างที่เห็นเมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้พยายามที่จะทำให้ขอบเขตการทำงานของระบบรัฐอำนาจพิเศษลดน้อยลงในขณะที่ผู้ สนับสนุนรัฐอำนาจพิเศษได้ต่อต้านกลับโดยใช้การก่อความไม่สงบ, กระบวนการดำเนินคดีในศาลที่ไม่เป็นธรรม และอำนาจทหารที่เปลี่ยนแปลงหรือทำให้รัฐบาลอ่อนแอ

เมื่อผู้สนับสนุนรัฐอำนาจพิเศษสามารถโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากกระบวนการที่ ชอบ ด้วยกฎหมายของรัฐอุดมการณ์ อย่างเช่นเหตุการณ์รัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 และ “รัฐประหารโดยตุลาการ” ในปี พ.ศ. 2551 องค์ประกอบทั้งสองของสหพันธรัฐได้ประสานความร่วมมือกันอย่างแนบเนียนมากขึ้น


ในสถานการณ์นั้น กลุ่มบุคคลที่ปกครองในรัฐอุดมการณ์ตกลงที่จะนำเอาระบบกฎหมายมาบังหน้าให้กับ รัฐอำนาจพิเศษที่มีลักษณะอำนาจนิยมและไร้ซึ่งความรับผิด


ต้องขอบคุณกลุ่มคนที่อยู่ในอำนาจเหล่านี้ที่ได้เอื้อเฟื้อให้รัฐอำนาจพิเศษโกงกิน หรือละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไรก็ได้

ในขณะนี้ พรรคเพื่อไทยได้ชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ความไม่ลงรอยของรัฐซ้อนทั้งสองสร้างความตึงเครียดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากอำนาจที่ทำงานอยู่ในเงาของรัฐอำนาจพิเศษได้เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อ ถอดถอนรัฐบาลใหม่ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำการคุกคามรัฐบาลไม่ให้แตะต้องสถานภาพนั้น

อย่างน้อยสถาบันสองสถาบันที่ทำงานให้รัฐอุดมการณ์ในประเทศไทยปฏิบัติการ เหมือนท่อเชื่อมให้กับการครอบงำที่คืบคลานเข้ามาของรัฐอำนาจพิเศษ: กลุ่มตุลาการและพรรคประชาธิปัตย์

กลุ่มตุลาการยังคงเป็นสถาบันที่ได้รับความเคารพสูงสุดจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าจะมีการโกงกินและใช้อิทธิพลเพื่ออำนาจผลประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2549 กลุ่มตุลาการได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยกระทำตัวเหมือนเป็นเดือยบังคับล้อของความพยายามของรัฐอำนาจพิเศษที่จะนำ พาความต้องการของกลุ่มตนผ่านกระบวนการของรัฐอุดมการณ์

หลังจากการทำรัฐประหารในเดือนกันยายนปี 2549 อำนาจของศาลในการถอดถอนรัฐบาลและยุบพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมตามคำสั่ง ของรัฐอำนาจนิยมเพิ่มสูงขึ้นและกลายเป็นแบบแผนในการปฏิบัติภายในสถาบัน จุดมุ่งหมายแรกของรัฐธรรมนูญใหม่ที่ร่างโดยรัฐบาลทหารในปี 2550 คือเพื่อต้องการลิดรอนความสามารถของสถาบันภายในรัฐอุดมการณ์ในการตรวจสอบการ กระทำของบุคคลในรัฐอำนาจนิยม ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งได้เสนอนำเอาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ สะท้อนให้เห็นถึงความหวาดกลัวว่ากลุ่มรัฐบาลเก่าต้องการขัดขวางไม่ให้รัฐ อำนาจนิยมบังคับใช้เจตจำนงของตนผ่านทางการใช้กฎหมายที่ซับซ้อน

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หลักของตุลาการภิวัตน์และการใช้การเมืองในการ พิจารณาคดีทางกฎหมายก็คือพรรคประชาธิปัตย์ จากคำตัดสินคดีอย่างน่าสงสัยหลายต่อหลายคดี ตุลาการแก้ข้อหาที่เป็นหนทางเดียวที่อาจสามารถทำให้พรรคประชาธิปัติย์ พรรคที่ไม่เคยชนะการเลือกตั้งมาอย่างยาวนาน นั้นเข้ารับตำแหน่งบริหารประเทศในปี พ.ศ. 2551

มีกลุ่มผู้ช่วยเหลือภายในระบบรัฐอำนาจพิเศษที่พยายามทำให้ผู้สนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร หมดอำนาจ ด้วยความช่วยเหลือของกองทัพและตุลาการ ทำให้พรระประชาธิปัตย์อยู่ในตำแหน่งได้มากกว่าสองปี

แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคไม่ได้มาจากการเอาชนะการเลือกตั้งในครั้งที่ แล้ว พรรคประชาธิปัตย์เลยมีข้อจำกัดในการทำตามเป้าหมายที่วางไว้ เช่น การป้องกันไม่ให้พรรคเพื่อไทยเอาชนะใจประชาชน และปฎิบัติหน้าที่ได้ดีจนไม่สามารถทำให้ “มือที่มองไม่เห็น” ยื่นเข้ามาช่วยให้อภิสิทธิ์กลับเข้ามารับตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง


คณะตุลาการที่ก่อนหน้านี้ได้สั่งยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน หากพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสชนะมากกว่านี้ การยุยพรรคเพื่อไทยคงเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขี้นเหมือนเมื่อครั้งที่ทำให้ อภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนธันวาคม 2551 ก็เป็นได้


พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถทำตามข้อตกลงที่ให้เอาไว้ได้ พรรคเพื่อไทยเอาชนะเสียงของประชาชนส่วนใหญ่และพรรคประชาปัติย์ถูกทิ้งคะแนน ห่างมาเป็นที่สอง ซึ่งได้รับที่นั่งน้อยกว่าทางพรรคเพื่อไทยมากกว่าร้อยที่นั่ง

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์และความทะเยอทะยานของระบบรัฐอำนาจพิเศษแล้ว ผลการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ทำลายความหวังของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

ที่ร้ายไปกว่านั้น ความพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวงนี้ทำให้ “รัฐประหารโดยตุลาการ” นั้นยากขี้นไปอีก จำกัดความสามารถของระบบรัฐอำนาจพิเศษในการกำจัดรัฐบาลของฝ่ายตรงข้ามที่ปฎิ บัติงานภายใต้กระบวนการของระบบรัฐอุดมการณ์


แม้ว่าศาลจะสั่งยุบพรรคเพื่อไทย ก็ยังคงเป็นเรื่องยากที่พรรคประชาธิปัตย์จะรวบรวมที่นั่งจากพรรคอื่นๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลของตนเอง


โชคไม่ดีที่นั่นไม่ได้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีการทบทวนความคิดหรือความรู้สึกของตนเอง เนื่องจากทำหน้าที่เป็นแนวหน้าในรัฐสภา

ในส่วนนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดสินใจที่จะทำหน้าที่ที่ถนัดและทำมาอย่างยาวนานในช่วง สิบปีที่ผ่านมานี้ ในทางตรงกันข้าม พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่มีทีท่าที่จะถอนตัวออกจากวงจรการพึ่งพาอาศัย นับตั้งแต่การเลือกตั้ง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามหาหนทางในการยื่นขอยุบพรรคเพื่อไทย การตัดสิทธิ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยที่มีสิทธิ์เหมาะสมในการเข้ารับตำแหน่งในรัฐสภา และแม้กระทั่ง การฟ้องร้อง เพื่อ ขับนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ออกจากตำแหน่ง ภายหลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นได้ตัดสินใจให้วีซ่าเข้าประเทศแก่ทักษิณ

อีกนัยหนึ่งก็คือ แทนที่จะมุ่งประเด็นไปที่การสร้างพรรคใหม่หรือฟื้นฟูภาพลักษณ์ที่เสียไป พรรคประชาธิปัตย์กลับพยายามกระทำการที่ส่อให้เห็นว่าพวกเขาอาจจะยอมปราชัยใน การเอาชนะการเลือกตั้ง ในขณะที่การลาออกของอภิสิทธ์หลังจากแพ้การเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะเป็นการเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของพรรค แต่เขากลับถูกเลือกให้มาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง


อย่างกับว่าเขาไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเขานั้นไม่น่าที่จะถูกเลือกที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ได้ฝากโชคชะตาเอาไว้กับกลุ่มอำนาจในระบบรัฐอำนาจพิเศษ ต่อต้านกับการพยายามในการปรับปรุงความดึงดูดที่นับวันมีแต่จะน้อยลงไปทุกๆ ในสายตาของคนไทยผู้ที่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง


สำหรับระบบรัฐอำนาจพิเศษแล้ว แม้ว่าการพ่ายแห้การเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้การเลือกรัฐบาลที่ ชื่นชอบมาปฎิบัติหน้าที่แทนพรรคเพื่อไทยยากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความพยายามใน การทำให้รัฐบาลชุดใหม่อ่อนแอ, จำกัดความสามารถในการก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ และชิงลงมือในการพยายามตรวจสอบและดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อ เหตุการณ์การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ ในปี 2553 น้อยลงไปเลย

ความพยายามต่างๆ เหล่านี้เป็นเสมือนการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย รวมทั้งกลุ่มคนที่แอบอ้างว่าเป็นกลุ่มคนเสื้อ “หลากสี” ด้วย

กระบอกเสียงของกลุ่มอำมาตรย์ในแวดวงสื่อมวลชน นั้นรวมหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายวันสองสำนักหลักๆ ซึ่งก็ได้เริ่มโจมตีรัฐบาลใหม่ชุดนี้ว่าเป็นรัฐบาล “หุ่นเชิด” ว่าถูกทักษิณ ชินวัตรครอบงำให้ทำตามทุกๆ เรื่อง ในขณะที่ปลุกระดมความกลัวว่าจะมีการวางแผนอย่างลับๆ ในการทำให้ประเทศไทย “ตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่อการเป็นเหยื่อของชาวต่างชาติที่เจ้าเลห์”

ส่วน “ทางออก” ที่การปลุกระดมทางสื่อนี้เสนอก็เหมือนกับทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา: สนับสนุนรัฐอำนาจพิเศษเพื่อให้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาประเทศจากผู้มี สิทธิ์ออกเสียงของประเทศเอง หากพิจารณาว่ารัฐอำนาจพิเศษกำลังประสบกับวิกฤตการณ์ร้ายแรงที่คุกคามความ หายนะของตัวระบบเอง

ก็เหลือเพียงแต่รอดูว่าการปลุกระดมนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ และจะประสบความสำเร็จเมื่อไร ซึ่งนำไปสู่การเคลื่อนไหวของศาล หรือการเคลื่อนกำลังพลของกองทัพตามถนนหนทางในเมืองหลวง

ในขณะที่ การเพิ่มการขอความช่วยเหลือของการกดขี่เป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแออย่างเห็น ได้ชัด การปลดปล่อยความอดกลั้นเป็นผลลัพธ์ที่เป็นภัยน้อยกว่า ประเทศไทยก็ผ่านสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว

ณ เวลานี้ รัฐบาลชุดใหม่ต้องได้รับการปกป้องจากการคุกคามที่มาจากกฎหมายนอกระบบ และการะบวนการทางประชาธิปไตย

ในระยะยาวถึงแม้ว่าการโจมตีรูปแบบใหม่ของรัฐอำนาจพิเศษจะพิสูจน์ให้เห็น ว่า ระบบการเมืองไทยต้องการให้มีการสิ้นสุดของรัฐซ้อน ซึ่งทำให้สำเร็จโดยการบีบบังคับสถาบันต่างๆ ที่ทำงานอยู่นอกเหนืออำนาจของกฎหมายที่ทำได้โดยอาศัยกฎของรัฐอุดมการณ์


อีกนัยหนึ่งคือ ประเทศไทยต้องออกจากแนวความคิดด้านนิติธรรมที่เป็นเป็นทางการ (หรือ “เปราะบาง”) ในขณะที่กฎหมายถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการเป้องกันสถาบันอำนาจให้พ้นจาก การรับผิดชอบ, ระงับการอภิปรายอย่างเปิดเผยและอิสระ, ละเมิดสิทธิมนุษยชน, ดำเนินคดีต่อผู้คัดค้าน หรือทำลายกระบวนการเลือกตั้ง ไปสู่แนวความคิดที่เป็นอิสระ (หรือ “เข้มแข็ง”)
ซึ่งมีอำนาจสั่งให้ผู้ปกครองใช้อำนาจโดยผ่านทางกฎหมาย


นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนหรือทุกสถาบันหลักๆ ปฎิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายระบุเอาไว้ โดยปราศจากการใช้อำนาจพิเศษที่ไม่ได้อยู่ในบริบทของกฎหมายเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนการอภิปรายสาธารณะอย่างอิสระด้วย

และสิ่งที่คณะตุลาการอิสระได้ทำในการสนับสนุนหลักกฎหมายโดยการตรวจสอบ การกา ระทำของเจ้าหน้าที่รัฐโดยปราศจากความเกรงกลัวหรือผลประโยชน์

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ประเทศไทยต้องการฝ่ายค้าน ที่ถ้าจะมีโอกาสในการเข้ามาสู่อำนาจ จะต้องแป็นฝ่ายค้านที่ไม่อ้างหลักฐานทั้งหมด

โดยการใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการทำลายระบอบประชาธิปไตย

5ปี19กันยากระชับพื้นที่ทหาร:แถลงการณ์ขบวนทัพประชาชน

ที่มา Thai E-News



หมายเหตุไทยอีนิวส์:เพื่อรำลึกถึงการต้านทานรัฐประหาร 19 กันยา 49 และการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ครบรอบ 5ปี เราจึงนำเสนอรายงานและบทความในซีรีส์ชุดนี้
โดยเริ่มต้นจากแถลงการณ์ขบวนทัพประชาชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2549 ซึ่งไทยอีนิวส์ได้เคยนำเสนอเผยแพร่เป็นงานชิ้นแรกในการเปิดเว็บบล็อกแห่งนี้ เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2549 (ดูฉบับเผยแพร่ครั้งแรก ซึ่งนับเป็นวันเกิดของไทยอีนิวส์)


ประชาชนไทยทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน ไม่ใช่ของพวกอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยม ในระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ตามที่เขายัดเยียดให้

บรรดาเผด็จการอำนาจนิยม พวกอภิสิทธ์ชนกี่ยุคสมัยไม่เคยเปลี่ยนธาตุแท้ของพวกเขาเลย นั่นก็คือการกดขี่หยามเหยียดประชาชนร่วมชาติ ร่วมแผ่นดินให้อยู่ภายใต้การปกครองเยี่ยงทรราชย์ โดยไม่ยินยอมให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงมีเสรีภาพ มีการตั้งตัวแทนของตนขึ้นปกครองบ้านเมืองตามระบอบประชาธิปไตย

เมื่อครั้งจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 พวกอภิสิทธิ์ชนก็บังอาจอ้างว่า ประชาชนทั่วไปยังโง่อยู่ จึงไม่ยอมให้ในหลวงรัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญตามพระราชประสงค์ จนต้องมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ผ่านไป70ปีเศษ คณะรัฐประหาร19กันยายน2549 ก็บังอาจกล่าวอ้างอย่างซ้ำซากว่า ประชาชนยังโง่อยู่ เลือกผู้บริหารประเทศตามอามิสสินจ้าง แล้วก็ยึดอำนาจรวบรัดกลับไปยังพวกตน ทั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้ตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ดังที่ทราบกันทั่วไป แม้การกระทำอันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเช่นนี้ พวกซากเดนล้าหลังอภิสิทธิ์ชนก็บังอาจกระทำลงไป

อีกประการหนึ่งที่พวกซากเดนล้าหลังอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยมมักเข้าใจผิดก็คือ ดูถูกหมิ่นแคลนไม่มีความเชื่อมั่นศรัทธาในพลังสามัคคีของประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาล มักคิดสั้นๆว่าเมื่อเด็ดหัวขบวนผู้นำการต่อสู้แล้ว ขบวนแถวของประชาชนผู้รักชาติจะล่มสลายลง

ซึ่งเป็นการคิดผิดทุกครั้ง

อาทิในคราวการลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อ14ตุลาคม 2516 พวกเผด็จการอำนาจนิยมได้จับกุมผู้นำการเรียกร้องรัฐธรรมนูญไป 13 ราย โดยคิดว่าจะกำหราบให้อยู่หมัด แต่มวลมหาประชาชนก็ได้เคลื่อนขบวนทัพออกมาเรือนล้าน จนโค่นล้มพังทลายคณะผู้เผด็จการลงไปอย่างราบคาบ

หรือในคราวการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ในช่วงของการต่อสู้อันแหลมคมนั้น พวกเผด็จการอำนาจนิยมได้จับกุมพลตรีจำลอง ศรีเมือง ผู้นำขบวนการต่อสู้ในขณะนั้น โดยหวังว่าขบวนทัพประชาชนจะยอมแพ้ แต่เท่ากับจุดประกายให้ประชาชนผู้รักชาติขยายวงการต่อสู้ออกไปอย่างกว้างขวาง และโค่นล้มผู้เผด็จการออกไปในท้ายที่สุด

พวกเผด็จการอำนาจนิยม ซากเดนอภิสิทธิ์ชนล้าหลังไม่เคยสำนึกในประวัติศาสตร์ความพ่ายแพ้ของฝ่ายตนเลย ล่าสุดกำลังย้ำรอยความพ่ายแพ้ให้แก่พวกเขา เมื่อคิดว่าเด็ดยอดขจัดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกไปจากเวทีการเมืองแล้วจะสลายพลังของขบวนทัพประชาชนลงได้

พวกเผด็จการอำนาจนิยม ซากเดนอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ทักษิณก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ของฝ่ายประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ต่างไปจากพลตรีจำลองในเดือนพฤษภาคม2535 หรือ13กบฎในกรณี14ตุลาคม2516 แม้จะเด็ดยอดจับกุมคุมขัง หรือขจัดให้พ้นเวทีการเมืองไปได้ แต่ไม่มีทางเลยที่จะหยุดยั้งขบวนทัพอันเกรียงไกรของประช่าชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรมได้

เพราะขบวนทัพของประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรม ในทางประวัติศาสตร์ไม่เคยขึ้นตรงต่อผู้ใด ธรรมชาติเป็นไปเพื่อการปกปักรักษามรดกประชาธิปไตยอันเป็นของปวงชนเอาไว้ด้วยเลือดเนื้อชีวิต และจักสืบสานการต่อสู้สืบทอดต่อไปยังอนุชนในอนาคต

พลังบริสุทธิ์ของผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อเผด็จการอำนาจนิยม ระบอบอภิสิทธิ์ชนล้าหลัง มีแต่เกียรติประวัติแห่งชัยชนะ ดังนั้นระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ก็เตรียมตัวเป็นรายต่อไปที่จะถูกบดขยี้ให้พังพินาศในเร็ววัน

ประชาชนไทยทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน ไม่ใช่ของพวกอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยม ในระบอบอมาตยาเปรมาธิปไตย ขอให้มีความเชื่อมั่นในพลังของขบวนทัพประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย มีความศรัทธาในเกียรติประวัติการต่อสู้ของพวกเรา และแน่นอนว่า ชัยชนะของประชาชนกำลังจะมาถึง พวกอสัตย์อธรรมกำลังจะพบจุดจบในไม่ช้านี้

ขบวนทัพประชาชนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

3 ตุลาคม 2549

*******
รายงานและบทความในซีรีส์ชุดนี้


สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:5ปี19กันยากระชับพื้นที่ทหาร


"คำ ผกา" "สลิ่ม" ในคราบ "ไพร่"

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

สุชาฎา ประพันธ์วงศ์ : เรื่อง/ภาพ
























"คำ ผกา" นามปากกาของ "ลักขณา ปันวิชัย" มีชื่อเล่นว่า "แขก" เป็นนักเขียน นักแปล คอลัมนิสต์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักพอสมควร หลังจากที่ปากกาอันคมกริบของเธอตวัดปลายไปบาด จิกกัดคนหลากหลายแวดวงจนสะดุ้งสะเทือน เกิดอาการแสบ ๆ คัน ๆ

ด้วยเหตุนี้ คอลัมนิสต์สาวเชียงใหม่จึงมีทั้งคนรักและคนชังเหมือนกับนักเขียนคนอื่น ๆ แต่อาจจะได้รับโปรโมชั่นเสริมพิเศษ

มีทั้งคนเชียร์และมีคนแช่ง...!

นั่น เพราะว่า นักเขียนสาวผู้มีไฝเม็ดใหญ่อยู่ใต้ปาก ไปวิพากษ์วิจารณ์นักการเมือง นักคิด นักเขียน นักสังคม สงเคราะห์ ไม่เว้นแม้กระทั่งพระสงฆ์ จนทำให้ชื่อของ "คำ ผกา" ผงาดขึ้นมาอยู่ในระบบเสิร์ชเอ็นจิ้นของกูเกิลในลำดับที่ 3 เป็นไพร่ตัวแม่ลำดับที่ 1 ขณะเดียวกันก็มีวิถีชีวิตแบบสลิ่มกลาย ๆ

ผู้หญิง คนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ปากกาเป็นอาวุธ แต่ยังมีฝีปากเป็นอาวุธลับ กับบทบาทพิธีกรรายการวิเคราะห์วิจารณ์แบบเจาะลึก ในรายการ "คิดเล่นเห็นต่างกับ คำ ผกา" ซึ่งหนีไม่พ้นการพาดพิงบุคคลอื่น

ทำให้เธอก้าวขึ้นมาอยู่ในแถวหน้า เป็นคอลัมนิสต์ที่คนตั้งกระทู้ด่ามากที่สุดเช่นเดียวกัน

ขออนุญาตพาทุกท่านไปสัมผัสกับตัวตนที่แท้จริง และเหตุผลสำคัญของการกระทำแบบ "คำ ผกา" ด่าแบบไม่เกรงใจใคร

"เรื่อง บางเรื่องเป็นสิ่งที่เกินกำลังที่เราจะควบคุมได้ จะไปนั่งกลัวก็ไม่มีประโยชน์ ระยะหลังถูกมองว่าไปพาดพิงคนอื่นในสังคม คิดว่าถ้าสังคมมีวุฒิภาวะพอ รู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เพราะถือว่าเราไม่ได้ไปว่าใคร ที่เราชอบหรือไม่ชอบเป็นการส่วนตัว แต่กำลังพูดถึงในฐานะที่เขาเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ในสังคม แล้วคนเหล่านั้นที่ถูกพาดพิง ล้วนเป็นบุคคลสาธารณะ"

พร้อมกับตั้งคำ ถามว่า การที่เป็นบุคคลสาธารณะ การที่เผยแพร่ความคิดออกสู่สาธารณะ คุณจะหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวถึง หรือถูกพาดพิงได้อย่างไร

คำ ผกา ยืดอกตอบ แน่นอนอยู่แล้ว ตัวเองก็ต้องถูกพาดพิง แต่ก็ต้องยอมรับ ไม่ได้คิดว่าการออกมาเป็นนักเขียนที่ต้องสื่อสารกับสาธารณะจะไม่ได้รับก้อน อิฐโดยสิ้นเชิง มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

"ไม่เคยใส่ใจ เก็บมาคิดเล็กคิดน้อย ว่าทำไมคนไม่รักฉัน เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่การเกลียดชังกันเป็นส่วนตัว ถ้าใครจะเกลียดชังกันเป็นส่วนตัว ก็เป็นปัญหาของเขา ไม่ใช่ปัญหาของเรา เพราะเราไม่ได้เกลียดเขา"

ฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องไปรับรู้ปัญหาที่เขาเกลียดชังเรา การที่เราไม่เห็นด้วยกับความคิดของคนที่สื่อสารกับสาธารณะ คิดว่าเรามีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นนั้นได้ แต่เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าเรามีเหตุผลต่อเรื่องนั้น ๆ หรือไม่ เพราะเป็นหน้าที่ของผู้อ่านตัดสินใจ

"ฉัน คิดว่าตัวเองมีจริยธรรมแบบที่ทุกอาชีพพึงมี นักเขียนมีหน้าที่สื่อสารกับสังคม ส่วนตัวอยากสร้างวัฒนธรรมการวิจารณ์ในสังคม ฉะนั้น แค่มีจรรยาบรรณในงานของตัวเอง ไม่ได้คิดว่า ฉันเป็นคนดี มีคุณงามความดีอันสูงส่ง แค่ซื่อสัตย์ต่องานที่ทำเท่านั้นเอง"

คอลัมนิสต์ สาวชี้ให้เห็นว่า การสื่อสารกับสาธารณะ มันมีผลกระทบโดยตรงต่อการบริโภคนิยมของคน ซึ่งไม่ได้บริโภคเพียงตัวสินค้า แต่มันคือการบริโภควิถีชีวิต บริโภคสัญลักษณ์ บริโภคเป้าหมายชีวิต ที่มาพร้อมกับสินค้าตัวนั้น ๆ ซึ่งเกิดจากการกล่อมเกลาทางสังคม (socialization)

"การกล่อมเกลาทางสังคม" ทำได้หลายแบบ ผ่านหนังสือ โรงเรียน ครู ผู้สอน แต่การกล่อมเกลาทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดขณะนี้ คือการกล่อมเกลาทางสังคมผ่านวิถีการบริโภคโดยสื่อต่าง ๆ

เมื่อก่อน เราบริโภคความหรูหรา โอ่อ่า ความฟุ่มเฟือย แต่สมัยนี้กลายเป็นว่า เราเลือกบริโภคความหรูหราที่เกิดจากความเรียบง่ายที่สุด นิ่งที่สุด การเข้าถึงสภาวะความว่างอย่างสูงสุด โรงแรมยิ่งว่างยิ่งแพง เฟอร์นิเจอร์น้อยยิ่งแพง

ทั้งหมดเกิดจากการเซตอัพเทรนด์และรสนิยมการบริโภค

ถ้า รู้เท่าทันก็จะสนุกกับมัน เป็นทั้งผู้บริโภคและผู้สังเกตการณ์ แต่ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน คิดว่าเกิดมา เราก็ชอบแบบนี้แล้ว เราคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติที่เราจะชอบ อาหาร โรงแรม เฟอร์นิเจอร์ และท่องเที่ยวแบบนี้

ไม่ได้คิดว่า เราเกิดมาแล้วถูกกล่อมเกลาให้เป็นแบบนั้น จะเรียกว่าเหยื่อหรือเปล่า คอลัมนิสต์สาวก็ไม่ได้ฟันธง

การกล่อมเกลาทั้งหมดนั้น มันพ่วงมากับอุดมการณ์การเมืองและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"คน ที่บอกว่า กายว่าง จิตว่าง ตัวเองไม่สร้างปัญหาสังคมก็พอแล้ว คุณก็ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับการเมืองหรอก ทำตัวเองให้ว่าง ๆ เข้าไว้ คุณก็ไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง แต่คุณไม่ได้คิดว่า การที่คุณไม่ทำอะไร ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาได้เหมือนกัน คนที่อยู่เฉย ๆ เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะคนเหล่านี้ ไม่สามารถเชื่อมโยงปัญหาของปัจเจกชนกับสังคมได้ ความเพิกเฉยต่อการฆาตกรรมย่อมมีความหมายว่า คุณกำลังสนับสนุนการฆาตกรรมด้วย ความไม่รู้ร้อนรู้หนาวของตนเอง หรือแย่กว่านั้นคุณเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างฆาตกรขึ้นมาในสังคม แย่กว่านั้น คือ คนเหล่านี้ไม่เคยมีความรู้สึกผิด (guilt) มิหนำซ้ำยังยกย่องตนเองอย่างน่าละอาย ว่า ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา"

อย่าง ไรก็ตาม คำ ผกา ยอมรับว่า งานเขียนของเธอก็มาพร้อมกับวัฒนธรรมการบริโภคนิยมเช่นกัน ไม่เคยต่อต้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสิทธิ์วิจารณ์กับวัฒนธรรมการบริโภคที่เรามี ชีวิตอยู่กับมัน

ไม่มีใครบนโลกนี้ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของวัฒนธรรมบริโภคนิยม เพราะเธอเองก็ยอมรับว่า มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางทั่วไป ที่สามารถไปนั่งดื่ม กินที่ไหนก็ได้เหมือนกัน แบบเดียวกับไลฟ์สไตล์ของ "สลิ่ม" เพียงแต่การลุกขึ้นมาต่อสู้ทางการเมืองในนามคนเสื้อแดง ที่เรียกตัวเองว่า "ไพร่" เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเท่ากันหมด

คำ ผกา มองว่า การกล่อมเกลาทางสังคมมีการเซตอัพผ่านตัวบุคคลที่ถูกสถาปนาขึ้นมาให้เป็น "ไฮ โซ" เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า แบบที่เห็นกันอยู่ในข่าวสังคม นิตยสาร มีทั้งดารา นางแบบ แม่ค้า พ่อค้า นักธุรกิจ ลูกข้าราชการชั้นสูง รวม ๆ กัน เรียกว่าไฮโซ

คนกลุ่มนี้ก็เหมือนคนไทยกลุ่มหนึ่ง เพียงแต่มีเงิน หรืออาจจะไม่มีก็ได้ เช่นเดียวกับเซเลบริตี้ก็ถูกผนวกเข้ามาด้วยกันผ่านสื่อ

แม้ แต่พระบางรูปก็กลายเป็นเซเลบริตี้ ขึ้นมาได้เหมือนกัน ผ่านการปั้นของสื่อ ในนิตยสารที่ค่อนข้างมีคุณภาพ ถูกให้คุณค่าในแง่เป็นพระปัญญาชน อ่านหนังสือมาก อายุน้อย ใช้ภาษากระชับ ทันสมัย มันก็คือการสร้างเซเลบริตี้ของแต่ละวงการขึ้นมาเหมือนกัน

ฉะนั้น การแชร์อุดมการณ์กับคนเหล่านั้น เวลาเกิดปัญหาที่เกี่ยวกับการเมือง หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ก็ต้องไปสัมภาษณ์คนเหล่านี้ ซึ่งมีพื้นที่ทางสังคม

คน กลุ่มนี้ก็จะสามารถรู้ว่า พูดอะไรแล้วขายได้ พูดอะไรแล้วจะสามารถรักษาสถานภาพผู้นำเทรนด์ในสังคมไว้ได้ จากนั้นก็เกิดการผลิตซ้ำ ไม่รู้ใครเป็นต้นแบบคิดขึ้นมาก่อน แต่มันเป็นอุดมการณ์ที่ไหลวน แล้วนำมารีไซเคิล ทำให้คำพูด อุดมการณ์ชุดนี้มีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ

จะเห็นได้ว่า การนำเสนอเรื่องราวของคนเหล่านี้ผ่านนิตยสาร หนังสือพิมพ์ ทีวี หรือการสัมภาษณ์ ล้วนเป็นงานเปิดตัวสินค้าแทบทั้งสิ้น แม้แต่การเปิดตัวละครเวที ภาพยนตร์ ล้วนถูกเซตโดยวรรณกรรมแทบทั้งสิ้น

ดัง นั้น การพยายามจะสร้างไลฟ์สไตล์แบบหนึ่งให้ชนชั้นกลางของไทยเข้าถึง ซึ่งมีคนบางกลุ่มเข้าถึงได้อย่างไม่มีขีดจำกัด มีอีกกลุ่มที่มีข้อจำกัด แต่พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะให้ได้มาซึ่งไลฟ์สไตล์แบบนั้น ในฐานะที่มีอุดมการณ์และความใฝ่ฝันร่วมกัน หวังว่าวันหนึ่งจะได้เข้าไปเป็นแบบนั้นบ้าง

"ใช้ชีวิตตามหนังสือ"

คน กลุ่มนี้ก็จะบริโภคหนังสือแต่งบ้าน ไลฟ์สไตล์ นำเที่ยว ดูว่าดาราไปเที่ยวที่ไหน กินอะไร ทำอะไร พวกนี้ก็จะมีคู่มือการใช้ชีวิต การบริโภค เช่น การแต่งบ้าน ถามว่ามีเงินพอจะตกแต่งขนาดนั้นหรือไม่ คำตอบก็คือไม่มี ดูเพื่อจะได้หล่อเลี้ยงความฝันไว้ หรือบางคนเก็บเงินทั้งปี เพื่อจะได้ไปพักที่รีสอร์ตนี้ตามนิตยสารที่บอกว่าทุกคนต้องไป และบอกว่ามันดีมาก สวยงาม เงียบสงบ

มาดูกันว่า ความสวยงาม ความเงียบสงบ ความพึงพอใจ ถูกเซตโดยวรรณกรรมให้คนคล้อยตาม คือตัวสร้างรสนิยม สร้างความพึงพอใจ กำหนดเป้าหมายตามความฝัน

อันที่ จริง เราไม่เคยกลับมาถามตัวเองเลยว่า ชอบบ้านแบบไหน แต่เราจะถูกหล่อหลอมรสนิยมและวรรณกรรมของเราจากนิตยสารแต่งบ้าน บางทีเราอาจจะไม่ชอบสนามหญ้า เพราะต้องตัดบ่อย ๆ แต่พออ่านวรรณกรรมเหล่านี้มาก ๆ ก็จะรู้สึกว่า บ้านต้องมีวิญญาณ ต้องมีธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ

นี่เป็นยุคของเศรษฐกิจที่พูดถึงการ บริโภคเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น ฉะนั้น เราไม่ได้บริโภคสินค้า แต่เราบริโภคไลฟ์สไตล์ บริโภควิถีชีวิต เราต้องรู้เท่าทัน ว่าสิ่งเหล่านี้ฟอร์มตัวขึ้นมาอย่างไรในสังคม

บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าตัวเองชอบกระโปรงสั้นหรือยาว แต่เทรนด์กระโปรงยาวมาแรง เราจึงใส่กระโปรงยาว

วัฒนธรรม การบริโภค ไม่เฉพาะแค่ปัจจัย 4 เท่านั้น ขนาดเป้าหมายในชีวิตยังเป็นแฟชั่น ใครก็อยากนิพพาน ใครก็อยากมีชีวิตหลุดพ้น ใครก็อยากมีชีวิตเบา ๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกอย่างถูกออกแบบทั้งหมด

แม้สังคมสมัยใหม่เป็นแบบนี้ ก็ต้องยอมรับ มันก็ไม่ผิด เพียงแต่รู้ตัวหรือเปล่า ว่าทำอะไรอยู่

การ ที่คอลัมนิสต์สาวมุ่งวิพากษ์คำพูด การกระทำของกลุ่มคนเซตอัพเทรนด์ในสังคม ก็เพื่อให้สังคมได้เกิดมุมมองหลากหลายและแตกต่าง สามารถวิจารณ์ถกเถียงกันได้อย่างมีเหตุและผล

นี่คือ เหตุผลของการวิจารณ์แบบไม่เกรงใจใคร

.................

"สลิ่ม" มาจากไหน ?


คำผกา อธิบายกำเนิดของคำว่า "สลิ่ม" ไว้ดังนี้

สลิ่ม มีความหมายในบริบทจำเพาะ ช่วงที่การเมืองแบ่งสี คือมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ มีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์

ขณะเดียวกันก็มีคนกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นมา โดย "วิญญู วงศ์สุรวัฒน์" หรือ "จอห์น วิญญู" นิยามคนกลุ่มนี้ขึ้นมาว่าเป็นกลุ่มคนเสื้อแพง อะไรจะเกิดไม่สน อยากรู้แค่ว่าห้างเปิดหรือปิด มีวัฒนธรรมร่วมกัน เช่น ใช้สมาร์ทโฟน ทันสมัย ชอบถ่ายรูปตัวเอง

"สลิ่ม" คนที่นำมาใช้ทางการเมือง คือ "หนูหริ่ง-สมบัติ บุญงามอนงค์" บก.ลายจุด นำมาใช้กับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเกลียดความขัดแย้ง ไม่ร่วมกับสีอะไร อยากเป็นคนสีขาวบ้าง อยากเห็นสังคมปรองดอง ไม่แบ่งสี ไม่แบ่งข้าง ฉะนั้น ก็มาเป็นสีรวมมิตรกันเถอะ คือทุกสีควรจะมารักมาสามัคคีกัน ขนมที่มีทุกสีก็คือ "ซาหริ่ม" ก็เลยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "สลิ่ม" เรียกตามเสียงพูด

"สำหรับคนเสื้อแดง (แดงมาก ๆ) แขกเป็นสลิ่มสำหรับสลิ่มแขกเป็นเสื้อแดง สำหรับคนเกลียดนักการเมืองแขกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง สำหรับ นักการเมืองแขกเป็นปัญญาชนน่ารำคาญ" คำ ผกา นิยามสถานะตัวเอง

บก.ลาย จุด ได้เขียน ซีรีส์ "สลิ่ม" ว่าถูกใช้ครั้งแรกในการเรียกกลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองของ "กลุ่มเสื้อหลากสี" ถูกนำมาใช้ในอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง มีผู้เล่นใน Pantip คนหนึ่งตั้งชื่อว่า "สลิ่ม" บก.ลายจุด จึงได้นำคำว่า "สลิ่ม" มาเผยแพร่ต่อใน FB และ Twitter จนกลายเป็นคำติดปากในเวลาต่อมา



แดงผงาด "บ้านพิษฯ"รีเทิร์น ตัวช่วยใหม่หรือสายล่อฟ้า !!

ที่มา มติชน





ถึง แม้หน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะไม่ได้ขี้ริ้่วขี้เหร่มากมาย ขณะที่ทีมเศรษฐกิจอย่าง "ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล" รมว.คลัง หรือ "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ชื่อชั้นอาจจะไม่ได้ติดชาร์ตอันดับต้นๆ แถมยังถูกวิพากษ์ว่าเป็น "คนกันเอง" ของเครือข่ายตระกูลชินวัตร เลยหนีไม่พ้นวังวนเรตติ้ง "ความเชื่อมั่น" ตกต่ำ เพราะไม่มั่นใจว่าจะนำประเทศไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้จริงหรือไม่ เพราะมี "วาระซ่อนเร้น" แอบแฝง

แค่คำอธิบาย "ค่าจ้าง-เงินเดือน" เรื่อง 300 บาท กับ 15,000 บาท ก็ทำให้นายกฯยิ่งลักษณ์ และรัฐบาล "ลิ้นพลิก" กันไปตามๆ กัน เพราะต้องหาคำอธิบายมาสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคม ว่าไม่ได้เป็นการ "แก้บน" อย่างที่ถูกกล่าวหา

ขณะที่การต่อสู้ทางการเมืองที่ต้อง "ชิงการนำ" เพื่อดึงใจมวลชน พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคณะทำงาน "ครม.เงา" ขึ้นมาคอยเกาะติดและมอนิเตอร์การบริหารราชการของรัฐบาลรายกระทรวงของรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ซึ่งนัยยะของการมี ครม.เงา ก็เพื่อจับผิด-หาจุดบอดการบริหารงานของรัฐบาล

ย่อมทำให้พรรคเพื่อไทย ต้อง "ตั้งการ์ดสูง" เตรียมรับมือและแก้เกมให้ทันท่วงที ซึ่งคงหนีไม่พ้นจะต้องมี "ทีมงานพิเศษ" ซึ่งล็อกสเปกไว้ว่าต้องเป็นนักคิด นักการเมืองที่ฝีมือทัดเทียมกับ "มือทำงาน" ของพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

สมาชิก บ้านเลขที่ 111 และ 109 ถูกพาดพิงถึงและจะถูกดึงมาใช้งานอีกครั้ง พร้อมๆ กับจุดกระแสตั้ง "ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก" ขึ้นมาทำหน้าที่เป็น "กุนซือ" ให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์

เชื่อกันว่า ชื่อของ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" อดีตนายกฯ "จาตุรนต์ ฉายแสง" อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย "พงศ์เทพ เทพกาญจนา" อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย "วราเทพ รัตนากร" อดีต รมช.คลัง "นพดล ปัทมะ" อดีต รมว.ต่างประเทศ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ "ชูศักดิ์ ศิรินิล" อดีตเลขาธิการนายกฯ คงทำให้คำแนะนำในด้านกฎหมาย ด้านยุทธศาสตร์การเมืองและการต่างประเทศ มีความหนักแน่นมากยิ่งขึ้น และช่วยอุดช่องว่าง-กำจัดจุดอ่อนทั้งปวงของรัฐบาลได้

ความจริงแล้ว ในทางปฏิบัตินั้น บรรดาแกนนำของบ้านเลขที่ 111+109 ก็ถือเป็น "ถังความคิด" ให้กับการเคลื่อนทางการเมืองพรรคเพื่อไทยมาตลอด ทั้งในทางลับและทางแจ้ง ไม่ว่าจะก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง หรือจนกระทั่งในช่วงของการยกร่างนโยบายของรัฐบาล ก็ยังมีทีม "ตัวจริง" ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออยู่เสมอ

การจัดวางบทบาทให้ "ทีมใหญ่" ออกมายืนในที่สว่าง ในฐานะเป็น "ที่ปรึกษาบ้านพิษฯ" เท่ากับว่าเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองให้ทุกฝ่ายได้ทราบว่า เมื่อพ้นโทษแบนทางการเมืองกลางปีหน้าแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้จะกลับมาเป็นตัวจริงในสนาม รับไม้ต่อจากแกนนำแถว 3 ของพรรคเพื่อไทยโดยไม่มีสะดุด

แต่ก็เป็นปัญหาว่าอายุรัฐบาลพรรคเพื่อ ไทยจะยืนยาวไปถึงกลางปีหน้าได้หรือไม่ ก็ต้องวัดใจ "ลมใต้ปีก" ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่ายืนระยะได้แค่ไหน

ประเด็นการเยียวผู้เสีย ชีวิต 91 ศพ จากการชุมนุม โรดแมปการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่แว่วว่าจะหยิบรัฐธรรมนูญ 2540 ขึ้นมาปัดฝุ่น หรือแม้แต่การปูนบำเหน็จให้คนเสื้อแดงที่ร่วมต่อสู้กลางถนนให้มานั่งเก้าอี้ ที่ปรึกษา เลขานุการรัฐมนตรี และตำแหน่งประจำฯ จะกลายเป็น "สายล่อฟ้า" ทำให้รัฐนาวา "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไปไม่ถึงที่หมาย

ล่าสุด "อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด" รองโฆษกรัฐบาล ซึ่งเป็นอดีตดีเจเครือข่ายคนเสื้อแดง ออกมานั่งแถลงมติ ครม.เรื่องเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองในส่วนของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ อย่าง "อารี ไกรนรา" อดีตหัวหน้าการ์ดคนเสื้อแดง เป็นเลขานุการ รมว.มหาดไทย "ยศวริศ ชูกล่อม" หรือเจ๋ง ดอกจิก เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย "ชินวัฒน์ หาบุญพาด" แกนนำคนเสื้อแดง เป็นที่ปรึกษา รมว.คมนาคม หรือ "วิสา คัญทัพ" เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีนั้น ถามว่ารัฐบาลจะมีคำอธิบายอื่นอีกหรือไม่นอกเหนือจากคำว่า "ขอโอกาสทำงาน"

ประชุม ครม. 2 ครั้งที่ผ่านมา รัฐบาลก็ตั้งแกนนำแดงเป็นข้าราชการการเมืองไปแล้วไม่น้อยกว่า 16 คน กระแสร้อนเรื่อง "ผลประโยชน์ต่างตอบแทน" คงโหมกระหน่ำเข้าใส่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไปอีกพักใหญ่

ช่างมัน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



คนละอารมณ์กันเลย

ใน ขณะที่ "ข่าวสด" ยังคงเดินหน้าความจริง 91 ศพ ส่งนักข่าวไปติดตามสัมภาษณ์ครอบครัวเหยื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการ ชุมนุมเม.ย.-พ.ค.2553

ถึงจะผ่านไป 1 ปีกับอีก 3-4 เดือน แต่ปรากฏว่าครอบครัวเหยื่อยังจำทุกอย่างได้แม่น ทั้งการเรียง ลำดับเหตุการณ์ความสูญเสีย ตลอดจนอารมณ์ความรู้สึกในตอนนั้น

เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง

อย่างไรก็ตามสิ่งเลวร้ายที่สุดในกรณีนี้ก็คือ

คน ตายตายไปแล้วกว่า 1 ปี คนครึ่งค่อนประเทศต่างก็รู้ว่าอะไรคือต้นเหตุ ใครคือผู้สั่งการปราบปรามประชาชน แต่กระบวนการนำตัวคนทำผิดมาลงโทษ กลับไม่คืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

ด้วยหลักกฎหมายที่ว่า"ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม"

สิ่งที่ครอบครัวผู้สูญเสียเรียกร้องจึงไม่ใช่เรื่องค่าชดเชยชีวิต ต่อให้เป็นเงินหลักสิบล้านก็ตาม

แต่เป็นการร้องขอคืนความยุติธรรมให้คนตาย ซึ่งถูกใครบางคนฉกฉวยเอาไปอย่างหน้าไม่อาย แล้วตอบแทนคนตายด้วยข้อหาสารพัด

ที่บอกว่าเป็นคนละอารมณ์

เพราะ สิ่งที่"ข่าวสด"ได้รับฟังจากครอบครัวผู้สูญเสีย เป็นคนละเรื่องกับที่ฟังจากอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ ผ่านการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการติดตามสถานการณ์บ้านเมืองของวุฒิสภา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

นายอภิสิทธิ์ ตอบคำถามคณะกรรมาธิการตอนหนึ่งว่า

"ผม ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าหากปี 2553 ไม่มีกลุ่มคนติดอาวุธแฝงตัวอยู่ ความสูญเสียจะไม่เกิดขึ้น เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสีย"

"รัฐบาล เสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น เป็นความรู้สึกที่ไม่ต้องอธิบายเพราะไม่มีใครอยากให้เกิด ส่วนคำว่าขอโทษ ต้องรอให้ได้ข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อน ถึงจะมาสรุปและตัดสินใจ หากทำไปก็จะถูกเข้าใจผิดได้"

ในความเป็นจริง เสียเวลาเปล่าที่ใครจะบังคับใครให้กล่าวคำขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมันเลยจุดที่จะให้อภัยกันได้ไปนานแล้ว

ด้วยความยุติธรรมที่ยังไปไม่ถึงไหนนี้เอง

"ข่าวสด"จึงยืนยันเดินหน้าความจริง 91 ศพนี้ต่อไปไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล

และถ้าใครจะทะลึ่งกล่าวหาว่าเอนเอียงเข้าข้างคนตาย ไม่เข้าข้างคนสั่งยิง

ด้วยความเคารพ...ก็ช่างมันปะไร

คลังขีดเส้นตายธปท.ส่งการบ้าน 1 เดือน 4 ข้อหลัก

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel


ธีระชัย สั่งการบ้านธปท. 4 เรื่อง ขีดเส้นตายทำให้เสร็จภายใน 1 เดือน



นาย ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กล่าวว่า ได้หารือกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และได้สั่งให้ดำเนินการใน 4 เรื่อง และให้หาข้อสรุปกลับมารายงานในเดือนหน้า

เรื่องที่ 1 ได้ขอให้ ธปท. ไปศึกษาการตั้งกองทุนความมั่งคั่ง โดยให้นำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนหนึ่งออกมาจัดตั้ง ให้มีการแยกบัญชีต่างหาก ซึ่งอาจจะต้องมีการแก้กฎหมายเพื่อให้นำเงินทุนสำรองออกมาใช้

สำหรับ การตั้งกองทุนมั่นคั่ง จะเป็นการบริการร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับ ธปท. โดยต้องมีข้อตกลงว่า กำไรจะนำไปทำอะไร และ ขาดทุนใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

นอก จากนี้ การตั้งกองทุนมั่นคั่ง ต้องการให้ไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเอเชีย ส่วนขนาดกองทุนจะเป็นอย่างไร จะลงทุนรูปแบบไหน สัดส่วรเท่าไร ได้ให้ ธปท. ไปศึกษา

นายธีระชัย กล่าวว่า การบริหารเงินทุนสำรองของ ธปท. ปัจจุบันได้รับผลตอบแทนน้่อย และไปลงทุนในสกุลที่มีแนวโน้มการพิมพ์เงินออกมาจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้มูลค่าสกุลดังกล่าวลดลง ดังนั้นการบริหารจึงต้องคำนึงถึงผลตอบแทน ดูวิธีการบริหารใหม่ให้มีความสมทั้งในแง่ของความปลอดภัย ผลตอบแทน และความถูกต้องในเชิงวิชาการ

เรื่องที่ 2 ให้หาแนวทางการแก้ไขหนี้กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่เดิมมีจำนวน 1.1 ล้านล้านบาท แต่ ธปท.ชำระหนี้เงินต้นได้เพียง 1.6 แสนล้านบาท ขณะที่คลังชำระดอกเบี้ยไป 6.7 แสนล้านบาท มีเงินต้นที่เหลืออีก 1.1 ล้านล้านบาท ที่ ธปท. ยังชำระไม่ได้และเป็นภาระกับงบประมาณ



เรื่องที่ 3 ต้อง การให้ ธปท. เข้่าไปกำกับการดูการออกตั๋วสัญญาใช้่เงินระยะสั้น (ตั๋วบีอี) ของธนาคารพาณิชย์ ที่มีการขยายตัวจำนวนมาก เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีปัญหาทำ ให้เกิดความเสียหายและมาเป็นภาระทางการคลัง โดยในเรื่องนี้ได้ นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นประธานคณะทำงานหารือกับ ธปท. สถาบันคุ้่มครองเงินฝาก และ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
โดยส่วนตัีวต้องการให้โอนการกำกับดูแลตั๋วบีอีไปไว้ที่ ก.ล.ต.

เรื่องที่ 4 ขอให้ ธปท. ทบทวนกรอบเงินเฟ้อที่ประกาศใช้ใหม่ปี 2555 โดยให้คำถึงปัจจัยภาวะเศรษฐกิจในและนอกประเทศ รวมถึงแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการ และค่อยมาดูว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเท่าไร เงินเฟ้อจะอยู่ระดับไหน ถึงค่อยกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ


สำหรับกรอบเงินเฟ้อที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่ 0.5-3% ต่อปี ถือว่ากว้างเกินไป ทำให้ ธปท. ไม่ค่อยกังวลดูแลเ้งินเฟ้อตอนที่อยู่ในระดับต่ำ ได้มอบให้ สศค. และ ธปท. ไปศึกษาใหม่อีกครั้ง เพื่อให้มีความท้าทายในการบริหารเงินเฟ้อมากขึ้น

ที่มา http://www.posttoday.com/เศรษฐกิจ-หุ้น/การเงิน/108284/คลังสั่งแบงก์ชาติดึงเงินสำรองตั้งกองทุนมั่งคั่ง

"ยิ่งลักษณ์" โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ขอโอกาสให้ทุกคนทำงาน ลั่น ปชช.-ชาติ ต้องได้ประโยชน์

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 08.03 น. วันที่ 1 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เขียนข้อความผ่าน facebook ชื่อ "Yingluck Shinawatra" ว่า "การทำงานของรัฐบาล และคณะรัฐมนตรี ปูเน้นการทำงานเป็นทีม ต้องมีข้อมูล support ตอบโจทย์นโยบาย ที่สำคัญพี่น้องประชาชน และประเทศชาติต้องได้ประโยชน์ ส่วนการคัดเลือกบุคคลเข้ามารับตำแหน่งต่างๆ ภาพรวม ปู ไม่ต้องการให้เกิดการแบ่งแยก แต่ต้องการให้ทุกคนได้มีโอกาสทำงานค่ะ"

'จงรัก' หนุน 'เพรียวพันธ์' นั่งเก้าอี้ผบ.ตร.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"จงรัก" หนุนคืนความชอบธรรมให้ "เพรียวพันธ์" เหมาะนั่งผบ.ตร.
ซัด "วิเชียร" เป็นผบ.ตร. แต่ไม่เคยจับคนร้าย บ่อนอยู่กลางกรุง ทุกคนรู้ ยกเว้นตำรวจ...

31 ส.ค. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ส.ว.สรรหา และประธานอนุกรรมาธิการการตำรวจ
คณะกรรมาธิการการยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา กล่าวถึง
กรณีที่พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ระบุว่า
ถูกกดดันให้พ้นจากตำแหน่ง
แต่พร้อมไปรับเก้าอี้ที่เหมาะสมว่า ไม่มองเป็นประเด็นกลั่นแกล้งทางการเมือง
เพราะการที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี
ที่ได้รับมอบหมายดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)
ต้องดำเนินการหาคนที่เหมาะสม และมีประสบการณ์มาดูแลประชาชน
เพราะนักการเมือง เมื่อเข้ามาทำงานแล้ว ต้องมีความรับผิดชอบกับประชาชน

"หากถามว่าตอนที่พล.ต.อ.วิเชียรมาทำหน้าที่ เคยจับผู้ร้ายได้สักคนหรือไม่
และหากคนที่ทำงานอยู่เดิม มีความบกพร่อง ไม่ทำหน้าที่ ไม่สามารถดูแลประชาชนได้
หรือทำงานล้มเหลว ต้องเปลี่ยน
ถามว่าบ่อนที่เปิดกลางกรุง สตช.อยู่ที่เขตปทุมวัน จะไม่รู้ได้อย่างไร ประชาชนยังรู้ ส.ว.ยังรู้เลย
หากไม่สามารถจับบ่อนที่เปิดอย่างโจ่งแจ้งได้ แล้วจะไปจับโจร
หรือคนร้ายที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และมีพฤติกรรมหลบซ่อนตัวได้อย่างไร
ส่วนคนที่ไปพูดว่า มีการกลั่นแกล้ง การเมืองแทรกแซง เป็นคนที่ไม่เข้าใจ คนที่พูดไม่ใช่ตำรวจ"
พล.ต.อ.จงรัก กล่าว

นอกจากนี้ พล.ต.อ.จงรัก กล่าวต่อว่า
ส่วนกระแสข่าวจะผลักดัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. มารับตำแหน่งแทนนั้น
ถือว่ามีความเหมาะสม
เนื่องจากพล.ต.อ.เพรียวพันธ์เป็นผู้ดูแลเรื่องการปราบปรามยาเสพติดโดยตรง
เป็นคนมีความสามารถ การให้พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ทำหน้าที่สูงสุดในสตช.
ถือว่าเป็นการคืนความชอบธรรมให้
เพราะตั้งแต่มีการรัฐประหาร พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ถูกคำสั่งย้ายไปอยู่สำนักนายกรัฐมนตรี
ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ตามที่ศาลปกครองพิจารณา
และเมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล
ได้แต่งตั้งคนอื่นที่มีความอาวุโสน้อยกว่าพล.ต.อ.เพรียวพันธ์มาเป็นผบ.ตร.แทน
ด้วยข้อหาที่ว่าเป็นญาติกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอีกต่างหาก


http://www.thairath.co.th/content/pol/198381

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 01/09/54 ช่วยกันคลายปม..อย่าเป็นเครื่องมือกระชับปม

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



วิชามาร สารพัด เขา..จัดหนัก
หวังชะงัก สิ่งดี ที่เดินหน้า
กี่เล่ห์กล สมอ้าง อำพรางตา
ล้านมารยา เฉไฉ รอใส่ความ....


เพื่อสร้างปม เร่งรัด ให้มัดแน่น
ด้วยฝังแค้น ตอกย้ำ คือคำถาม
เอาอาชีพ เป็นฉากหน้า พยายาม
หวังเดินตาม เกมอุบาทว์ อำนาจตน....


เพียงอย่าตก หลุดพราง บนทางเขา
ให้พวกเรา รีบเดินหน้า อย่าไปสน
อย่าลังเล พวกสันดาน มารผจญ
มันวกวน แต่สร้างปม ผสมโรง....


ให้รู้เขา รู้เรา เฝ้าวิเคราะห์
เอาพอเหมาะ พองาม ตามประสงค์
แล้วมุ่งมั่น ตั้งใจ ให้เชื่อมโยง
จนสุดโต่ง คือผลงาน ประสานกัน....


มาร่วมด้วย ช่วยคิด ตามสิทธิ
มาร่วมก่อ ร่วมติ ริสร้างสรรค์
มาร่วมรัก สามัคคี ที่ผูกพัน
เพื่อสานฝัน ปรองดอง เพื่อน้องไทย....


๓ บลา / ๐๑ ก.ย.๕๔