WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 2, 2011

สุรพศ ทวีศักดิ์: พันธนาการศาสนา

ที่มา ประชาไท

ศาสนาที่อ้างกันอยู่ปัจจุบัน ไม่มีพลังทางปัญญาและพลังอธิบายทางศีลธรรมที่มีคุณค่าต่อการปลดเปลื้อง พันธนาการของชีวิตและสังคมเหมือนศาสนาในยุคของพระพุทธเจ้า
ผมเข้าใจว่าในยุคแรกๆ ที่ศาสดาของศาสนาต่างๆ อุบัติขึ้น ศาสนาคงมีบทบาทปลดเปลื้องพันธนาการบางอย่างแก่มนุษย์ในบริบททางสังคม วัฒนธรรม ณ ยุคสมัยนั้นๆ เช่นปลดเปลื้องความกลัวภัยธรรมชาติด้วยการสร้างความเชื่อและพิธีกรรมบวงสรวง เทพต่างๆ จนกระทั่งเสนอทางปลดเปลื้องทุกข์ทางจิตวิญญาณ และเสนอหลักศีลธรรมทางสังคมการเมืองที่เหมาะกับการสร้างความสงบสุขของสังคม ยุคนั้นๆ
จนเมื่อกาลเวลาผ่านไป การต่อสู้ทางความคิดความเชื่อ และการยื้อแย่งศาสนิกระหว่างศาสนาต่างๆ ทำให้ศาสนาต่างๆ สถาปนาความศักดิ์สิทธิ์แก่ศาสดาและคำสอนของศาสนาตนเองผ่านการสร้างความเชื่อ และพิธีกรรมต่างๆ ส่งผลให้ศาสดากลายเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ ธรรมะหรือคำสอนศาสนากลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งข้อสงสัย หรือวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาความมั่นคงแห่งศาสนาของตน
เช่น การสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนา มีการสร้างเรื่องราวการประสูติของพระพุทธเจ้าว่าคลอดจากครรภ์มารดาปุ๊บก็ เดินได้ทันที 7 ก้าว มีดอกบัวผุดขึ้นรองรับก้าวย่างแต่ละก้าว เมื่อเดินไปได้ 7 ก้าวแล้วก็เปล่งวาจาอันองอาจ (อาสภิวาจา) ว่า “เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ภพใหม่ของเราไม่มี” มีการสร้างเรื่องราวในเชิง “ข่มศาสนาอื่น” ว่า หลังการตรัสรู้พระพุทธเจ้าคิดจะไม่แสดงธรรมจึงเดือดร้อนถึงพระพรหม (เป็นที่ทราบกันว่าพระพรหมคือพระเจ้าผู้สร้างโลกตามคติของพราหมณ์) ต้องลงมากราบทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรม เป็นต้น
ต่อมาเมื่อศาสนาเข้ามาผูกพันกับรัฐ ศาสนาก็กลายเป็นเครื่องมือสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ เช่นสถาปนาให้กษัตริย์เป็นพระโพธิสัตว์ กระทั่งมีสถานะเสมอดังพระพุทธเจ้าไปเลย ดังนามของกษัตริย์ไทยในอดีตหลายองค์ก็ใช้ “ฉายานาม” ของพระพุทธเจ้ามาเป็นชื่อของตนเอง เช่น พระบรมไตรโลกนาถ พระมหาธรรมราชา พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นต้น สรรพนามแทนตัวเองที่เราใช้พูดกับกษัตริย์ เช่น “ข้าพระพุทธเจ้า” นั้น แปลว่า “ข้า ของพระพุทธเจ้า” ดังนั้น ใครที่พยายามบอกว่าศาสนาพุทธบริสุทธิ์จากการเมือง จึงเป็นการดัดจริตโดยแท้
เมื่อเราพิจารณาปัญหาในสังคมปัจจุบัน มีอะไรหรือที่ไม่โยงใยอยู่กับ “พันธนาการทางศาสนา” ตั้งแต่เรื่องเซ็นเซอร์ฉากเลิฟซีนในภาพยนตร์ ศิลปะนู้ด การรณรงค์ยืดอกพกถุง การเรียกร้องให้ออกกฎหมายอนุญาตทำแท้ง การจัดการปัญหาอบายมุข หวยบนดินไม่บนดิน บ่อนถูกกฎหมาย ไม่ถูกกฎหมาย เศรษฐกิจทุนนิยมเสรี หรือต้องเศรษฐกิจพอเพียง ความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมือง ควรแก้หรือไม่ควรแก้ ม.112 ความมีชนชั้นทางสังคม ไปจนถึงควรเป็นประชาธิปไตยภายใต้การกำกับของ “อภิมนุษย์”
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ล้วนแต่ผูกติดอยู่กับพันธนาการทางศาสนาทั้ง สิ้น มีการอ้างอิงความเชื่อ ศีลธรรมทางศาสนาครอบงำ กดทับ ปิดกั้น สถาปนาความไม่เท่าเทียมในความเป็นมนุษย์และครอบงำอย่างลึกซึ้งถึงระดับ จิตสำนึกหรืออุดมการณ์ทางสังคมจนกลายเป็นอุปสรรคยากยิ่งที่สังคมนี้จะ เปลี่ยนแปลงเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพ และมีความเป็นธรรมบนพื้นฐานของความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
เท่ากับว่า ศาสนาที่มีพลังทางปัญญา หรือมีพลังอธิบายทางศีลธรรมในการปลดเปลื้องพันธนาการของชีวิตและสังคมยุค พุทธกาล กลับกลายมาเป็นพันธนาการของชีวิตและสังคมในยุคสมัยของเรา
เช่น พระพุทธเจ้าเป็นคนความคิดก้าวหน้าในโลกยุคที่ยังล้าหลัง โดยพระองค์ปฏิเสธความไม่เท่าเทียมของมนุษย์คือระบบวรรณะสี่ ยืนยันความเท่าเทียมของมนุษย์ด้วยการสร้างสังคมสงฆ์ที่ยึดหลักความเสมอภาค ไม่มีชนชั้นให้เป็น “โมเดล” ของสังคมในอุดมคติ (ในแง่ความไม่มีชนชั้น) ปฏิเสธการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพีธีกรรมที่งมงาย ให้ยึดความจริงที่พิสูจน์ได้และมีเหตุผลตามหลักอริยสัจสี่ ยึดหลักความมีเสรีภาพในการแสวงหาความจริงและเสรีภาพทางศีลธรรมตามหลักกาลาม สูตร ยึดหลักความเสมอภาคทางศีลธรรมตามกฎแห่งกรรม คือหลักการที่ว่าทุกคนมีเสรีภาพเลือกการกระทำเสมอกันและต้องรับผิดชอบต่อการ กระทำเสมอกัน (ไม่มีอภิสิทธิ์ชนที่ทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิด) เป็นต้น
แต่ชาวพุทธไทยปัจจุบัน (ประเภท “พุทธดัดจริต” ผมใช้คำนี้ในความหมาย “เชิงข้อเท็จจริง” ว่า หมายถึง ชาวพุทธที่พยายามปกป้องวัฒนธรรมทางความคิดความเชื่อแบบพุทธปัจจุบันส่วนที่ สวนทางกับที่พระพุทธเจ้าเคยทำ ตามที่ระบุข้างต้น) กลับเป็นพวกความคิดล้าหลังในโลกยุคก้าวหน้า เพราะพวกเขายึดมั่นฐานคิดที่ว่า เราต้องปรับทุกสิ่งที่รับเขามาให้เหมาะกับ “ความเป็นไทย (?)” จึงต้องปรับพุทธศาสนาให้เป็นเครื่องมือสนับสนุนระบบชนชั้น (เจ้า-ไพร่) จึงต้องปรับประชาธิปไตยที่ต้องมีเสรีภาพและความเสมอภาคสมบูรณ์ให้เป็น ประชาธิปไตยกึ่งเสรี กึ่งความเสมอภาคที่ต้องอยู่ภายใต้กำกับของ “อภิมนุษย์”
ฉะนั้น ชาวพุทธไทย (ย้ำ ประเภท “พุทธดัดจริต” จะส่วนใหญ่หรือส่วนน้อยสังเกตเอาเอง) จึงแปลกแยกกับการเรียกร้องประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียม นักศึกษาและประชาชนที่เรียกร้องเสรีภาพถูกฆ่าซ้ำซาก โดยมีพระสงฆ์ชื่อดังสร้างวาทกรรมสนับสนุนการฆ่า และสนับสนุนความศักดิ์สิทธิ์ของระบบอภิสิทธิชน
สังคมเช่นนี้จึงเป็นสังคมที่ยกย่องคนดีมีคุณธรรมสูงส่ง ปราชญ์ที่มีคุณธรรมสูงส่งประเภทที่ไม่เข้าใจ ไม่เคารพ ไม่ปกป้องเสรีภาพและความเป็นธรรมบนหลักความเสมอภาคในความเป็นคน ส่วนบุคคลที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาคและประชาธิปไตยอย่างปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ จิตร ภูมิศักดิ์ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ และบรรดานักศึกษาประชาชนที่พลีชีพเพื่อประชาธิปไตยหาใช่ “คนดีมีคุณธรรมสูงส่ง” ที่ควรยกย่องแต่อย่างใดไม่
นอกจากนี้พวกพุทธดัดจริต ยังทำตัวเป็นผู้ผูกขาดความรู้ที่ถูกต้องของพุทธศาสนาแต่ฝ่ายเดียว ผูกขาดความเป็นเจ้าของพุทธศาสนา ชอบทำตัวเป็น “ตำรวจปกป้องพุทธศาสนา” คอยประณามคนที่ตีความพุทธศาสนาต่างจากความเข้าใจหรือ “ความจำ” ของตนเอง พวกเขามักสรุปว่า “ความเห็นต่าง” คือ “ความไม่รู้” และประณามว่า “ความไม่รู้” คือ “ความชั่ว” คนที่เห็นต่างจึงเป็นคนไม่รู้ เป็นคนชั่ว เป็นภัยต่อพุทธศาสนา ต้องขจัดออกไป
อีกอย่าง พวกนี้มักมีคำรำพึงเป็นดัง “สโลแกน” ที่ท่องจำตามๆ กันว่า “สังคมไทยปัจจุบันเป็นสังคมศีลธรรมล่มสลาย ผู้คนดูถูกธรรมะ ไม่เคารพคนดี แตกสามัคคี ชอบใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ขาดการให้อภัย ไม่มีเตตาธรรมต่อกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนไม่รู้ธรรมะ เพราะเยาวชนห่างศาสนา ไม่เข้าวัดปฏิบัติธรรม ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมเสรีภาพตามกิเลส บันเทิงนิยม วัตถุนิยม บริโภคนิยม ฯลฯ แบบตะวันตก ฉะนั้น ต้องดึงคนเข้าวัดปฏิบัติธรรม ต้องใช้ธรรมะเชิงรุกเข้าไปในโรงแรม ในซ่อง โรงหนัง บนเวทีคอนเสิร์ต ในรัฐสภา ฯลฯ เพื่อสร้างสังคมอุดมศีลธรรม”
ทว่าตามความเป็นจริงในบริบทความขัดแย้งกว่า 5 ปี ที่ผ่านมา บรรดาคนดีมีคุณธรรมสูงส่ง พระสงฆ์ชื่อดัง ผู้เคร่งศาสนา ปัญญาชนอาวุโสที่อ้างศาสนาอ้างศีลธรรมชี้นำสังคมมาตลอด ต่างเปลือยตัวเองเองล่อนจ้อนว่า พวกเขาไม่ได้ยืนยันประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพและความเสมอภาค ไม่เคารพการตัดสินของเสียงส่วนใหญ่ เป็นหางเครื่องของรัฐประหารและระบบอำมาตย์ ดูถูกประชาชนว่าไม่รู้ประชาธิปไตย ถูกซื้อ ฯลฯ
และในโลกของการถกเถียงโต้แย้งประเด็นปัญหาสังคมการเมืองในมิติต่างๆ รวมทั้งมิติที่เกี่ยวพันกับศาสนาที่ผ่านมา ผู้คนหูตาสว่างมากขึ้นๆ ว่า ศาสนาที่อ้างกันอยู่ปัจจุบัน ไม่มีพลังทางปัญญาและพลังอธิบายทางศีลธรรมที่มีคุณค่าต่อการปลดเปลื้อง พันธนาการของชีวิตและสังคมเหมือนศาสนาในยุคของพระพุทธเจ้า แต่เป็นศาสนาที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือดำรงระบบชนชั้น ครอบงำทางความคิดความเชื่อ จำกัดเสรีภาพทางความคิดและทางเลือกของชีวิตและสังคมในยุคที่โลกเปิดกว้าง
ที่สำคัญศาสนาในความเข้าใจ หรือรูปการจิตสำนึกของชาวพุทธดัดจริตปัจจุบัน เป็นศาสนาที่ไม่มีคำตอบเรื่องเสรีภาพ ความเป็นธรรมบนหลักความเสมอภาค ซึ่งสวนทางกับศาสนาแห่งพุทธะในยุคพุทธกาลอย่างสิ้นเชิง !

3ปีเหยื่อรายแรกของระบบยุติธรรมจัญไรไฟไหม้

ที่มา Thai E-News




ท้วงอยุติธรรมจัญไร?-ณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ชาวบ้านธรรมดาที่รักประชาธิปไตยต่อต้านอันธพาลการเมืองพันธมิตร และถูกสังหารโหดเมื่อ2ก.ย.2551 นับเป็นวีรชนเสื้อแดงรายแรกที่เสียชีวิต ผ่านมาตอนนี้ 3 ปียังไม่มีความยุติธรรมสำหรับเขา บางทีสิ่งที่พอจะท้วงต่ออยุติธรรมได้ก็คงเป็นเหตุการณ์รูปหน้าศพของเขาลุก ไหม้ขึ้นเองในตอนจัดงานศพเมื่อ 21 ก.ย.2551

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 กันยายน 2554

ครบรอบ 3 ปีสังหารณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง เหยื่อสังเวยพธม.อันธพาลการเมืองกระหายเลือด

ดึกคืนวันที่ 1 ต่อเนื่องวันที่ 2 กันยายน2551 นชป.ที่จัดชุมนุมย่อยสนามหลวงได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อ เรียกร้องให้พันธมิตรยุติการยึดทำเนียบรัฐบาลที่ยึดเอาไว้ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2551

แต่พันธมิตรกระหายเลือดใช้อาวุธปืนยิงกระหน่ำใส่ และอาวุธหลายอย่างมีผู้ชุมนุมเสื้อแดงบาดเจ็บและถูกกระทืบซ้ำหลายราย และณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง เป็นศพแรกที่สังเวยความกระหายเลือดของพันธมิตร

งานศพของณรงค์ศักดิ์ผ่านไปแบบเงียบๆ ไร้เกียรติยศใดๆ แต่น่าประหลาดคือรูปหน้าศพเกิดติดไฟไหม้ขึ้นอย่างพิศวง ราวกับว่าทวงความเป็นธรรม จนบัดนี้ผ่านไป 3 ปี ยังไม่มีการจับฆาตกรที่สังหารเขาได้แต่อย่างใด ขณะที่พี่สาวของณรงค์ศักดิ์ปฏิเสธจะรับความช่วยเหลือค่าทำศพจากพันธมิตร หรือกลุ่มสว.40คน

นางชบา สิงหกลางพล อายุ 73 ปี พี่สาวของณรงค์ศักดิ์กล่าวเปิดเผยว่า ณรงศักดิ์ มีอาชีพทำไร่ทำสวน ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับญาติที่ย่านดินแดง กรุงเทพฯทำงานรับจ้างทั่วไป ซึ่งนายณรงศักดิ์ เดินทางไปมาระหว่างจ.กาญจนบุรี และกรุงเทพฯเพราะต้องคอยดูแลตนด้วยเนื่องจากทางครอบครัวยากจนไม่ค่อยมีฐานะ เท่าที่ควร

ก่อนเกิดเหตุน้องชายโทรไปหาตนว่าจะไปเยี่ยมน้าที่จ.นครราชสีมา และกลับมากรุงเทพฯตอนเย็นวันที่ 1 กันยายน 2551 และบอกว่าจะไปรวมกับกลุ่มเพื่อนที่เป็นแนวร่วมนปช.ที่ท้องสนามหลวง เพราะน้องชายเป็นคนรักชาติบ้านเมืองมาก และเป็นคนโสดไม่มีครอบครัว และเห็นว่าการที่กลุ่มพันธมิตร มาชุมนุมทำไม่ถูกต้องเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเสียหายได้รับการเลือกตั้งมา จากประชาชน น้องชายเลยออกมาร่วมกับกลุ่มนปช.เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

“เราคนไทยด้วยกัน ขอให้พันธมิตรหันหน้าเข้าหากัน ศพของน้องฉันขอให้เป็นศพสุดท้าย พอใจไหมสำหรับพันธมิตร” นางชบากล่าวในวันนั้น...แต่ความจริงเขาเป็นศพแรก ก่อนที่จะตามมาอีก 92 ศพในเวลาต่อมา


ครบ 3 ปีฆาตกรสังหารณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ยังลอยนวล


งานศพคุณณรงค์ศักดิ์ที่จัดอย่างสมเกียรติ มีรายงานข่าวสื่อมวลชนช่วงนั้นว่า รูปถ่ายหน้าโลงศพของณรงค์ศักดิ์ลุกไหม้ขึ้นเอง ราวประท้วงอยุติธรรม

คุณTAN007เขียนเล่าเหตุการณ์คืนวันนั้นเมื่อ 3 ปีที่แล้วทางเว็บบอร์ดประชาทอล์ก ว่า





ภาพเหตุการณ์ 2 กันยายนเสื้อแดงยกพลจากสนามหลวงมาจะประท้วงให้พันธมิตรเลิกยึดทำเนียบฯ โดนกองกำลังพันธมิตรดักทำร้ายบาดเจ็บหลายราย ภาพล่างสุดคือณรงค์ศักดิ์ ที่ตายจากเหตุการณ์นี้ รุ่งขึ้นนายกฯสมัครประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งทหารออกมาระงับเหตุ แต่พล.อ.อนุพงษ์ ผบ.ทบ.ปฏิเสธพร้อมอ้างว่า"การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง"



เวทีสนามหลวง : ณ เวลานั้น จำได้ว่าประมาณ 5 ทุ่มกว่าๆ อาจารย์ชินวัฒน์ หาบุญพาด ประธานชมรมแท็กซี่ ขึ้นบนเวทีประกาศบอกพี่น้องเราจะเคลื่อนไปสะพานมัฆวาน อ้าวแล้วนึกในใจ ชิบหายแล้ว เพราะแค่มวลชนได้ยินเสียงประกาศแค่นั้นทุกคนที่อารมณ์ค้างและแค้นอยู่แล้ว พร้อมใจกันลุกพรวดพราดขึ้นและตั้งขบวนแบบไม่ฟังเวทีแล้วทุกคนบ่ายหน้าจะไป สะพานมัฆวานทันที ซึ่งตอนนั้นอะไรก็ห้ามไม่อยู่แล้วขบวนคนนับพันนับหมื่นเดินตะโกนไปบนถนนราช ดำเนินมุ่งหน้าแยกผ่านฟ้าและไปหยุดที่หน้า สน.นางเลิ้ง แถวแยก จปร.
ผมและพวกนั่งคุยกับเสธ.แดงอยู่หลังเวที ยัง งงๆ อยู่ว่าชิบหายแล้วอาแดง จะเคลื่อนไปทำไมวะนั้นไปมีปะทะแน่นอน ซึ่งก็ไม่ทันแล้ว ก็ต้องเฮตามมวลชนไป และก็ฝ่าฝูงชนมายืนด้านหน้าประจันกับพันธมิตร ซึ่งตั้งป้อมอยู่เลยหน้า บก.ทบ.ไปนิดเดียวและกลุ่มพันธมิตรยืนเต็มสะพานมัฆวานบางไปหมดบางคนปืนขึ้นไป บนต้นไม้ บนเสาปีนไปนั่งบนโค้งจั่วสะพานและส่องกล้องดูพวกเรา
ความ ฮึกเหิมของมวลชนฝ่ายเราที่มีมือเปล่าและท่อนไม้ ประกอบกับคิดว่าฝ่ายเราคนเยอะกว่าพันธมิตรเลยกรูกันไปด้านหน้ากะปะทะเต็มที่ ตอนนั้น ผมโทรรายงานห้องแคมฟรอกการเมืองแจ้งพรรคพวกสารพัดกลุ่ม ว่าเริ่มมีปะทะแล้วที่หน้า บก.ทบ. ตำรวจที่ประจันอยู่ตรงกลางเป็นไส้แซนวิสอยู่ตรงกลางน่าจะไม่เกิน 300 นายเริ่มจะเอาไม่อยู่


มวล ชนจาก 2 ฝั่งตั้งท่าจะนวดกันแล้วก็เป็นดังคาด ตำรวจคุมไม่อยู่แล้วตอนนั้นเพราะต่างฝ่ายต่างกรูเข้าหากันแต่ที่เราเสีย เปรียบคือฝ่ายพันธมิตรที่ยืนประจันด้านหน้า(พวกการ์ด)เล่นปืนลูกโม่ ส่องปั้งๆๆๆๆ มาไม่ต่ำกว่า 5 ชุด ใส่มวลชนฝ่ายเรากลุ่มแรกที่ถือไม้วิ่งเข้าไปจะปะทะต้องล้มกันระเนระนาดและ วิ่งเข้าข้างทางบ้าง วิ่งเข้าหลบข้างสนามมวยราชดำเนินก็มี ตอนนั้นวุ่นวายสุดๆ โทรศัพท์ผมหล่นแตกยังไป 1 เครื่อง และโดนพวกเราด้วยกันวิ่งมาชนจนจุกนั่งพับเพียบกับพื้น และเจอพวกเราโดนฝั่งพันธมิตรลากตัวเข้าไปฝั่งเขาไม่ต่ำกว่า 5 คน บางคนโดนตีแบบ 5 รุ่ม 1 แต่ฝ่ายเราก็ตีฝ่ายเขาเช่นกัน แต่ฝ่ายโน้นจะให้คนที่มีปืนสั้นมาประจันหน้าอันนี้เลวร้ายมาก ส่วนลุงณรงค์ศักดิ์ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักแต่กลุ่มด้านหน้ามีแกอยู่ด้วยแน่ๆ


ปะทะ กันหนักอยู่นานพอควร เจ็บไปหลายคนรถพยาบาล รถมูลนิธิวิ่งกันสับสนไปหมด เรื่องจากคนเจ็บเยอะมาก จนสุดท้ายตำรวจเสริมทัพเข้ามาอีกและคนเสื้อแดง(ซึ่งตอนนั้นพวกเรายังไม่ใส่ แดงกันมากเท่าไหร่) ทะยอยกันมาสมทบเพราะข่าวทีวีรายงานการปะทะทั้งคืน จนรุ่งเช้ามีรถบัสจากอุดร พัทยา และหลายจังหวัดมาสมทบอีก ผมนึกในใจพังกันวันนี้ละวะ แต่สักพักไม่เกิน 7 โมงเช้านายกฯสมัครประกาศภาวะฉุกเฉิน ทุกคนเลยวางมือแยกย้ายกันกลับเท่าที่จำความได้และถ่ายภาพไปด้วยในวันปะทะก็ ประมาณนี้ครับ


เหตุการณ์ 2 กันยายน จากวิกิพีเดีย

เมื่อเวลา 00.40 น. แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เคลื่อนพลจากสนามหลวง เพื่อขับไล่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เส้นทางถนนราชดำเนินสู่แยก จปร. เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ฝ่าด่านตำรวจที่ตั้งแผงเหล็กมาได้ตลอดเส้นทาง ระหว่างนั้น นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ประกาศบนเวที เพื่อขอกำลังการ์ดอาสาเพิ่ม เนื่องจากทางกลุ่ม นปก.ได้เคลื่อนกำลังเข้ามาจำนวนหลายพันคน พร้อมกับเน้นย้ำให้การ์ดทำหน้าที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้น

จนเมื่อเวลา 01.10 น. กลุ่ม นปก.เคลื่อนกำลังมาถึงบริเวณร้านลิขิตไก่ย่าง เลยสนามมวยราชดำเนินมาเล็กน้อย ได้เกิดการปะทะกันกับฝ่ายพันธมิตรฯ ที่ปักหลักอยู่ฝั่งตรงข้ามของสะพาน และฝ่าแนวกั้นเข้ามา โดยต่างฝ่ายต่างวิ่งเข้าหากัน พร้อมกับมีการปาขวดน้ำ ขวดโซดา ขว้างก้อนหินใส่กัน พร้อมกับมีการถืออาวุธไม้วิ่งไล่ตีกัน ระหว่างที่เกิดการปะทะกันทั้งสองฝ่ายได้เกิดเสียงปืนดังขึ้น 5-6 นัด และเสียงคล้ายระเบิดควันดังติดต่อกันหลายครั้ง โดยกระสุนปืนได้ถูกกลุ่มผู้ชุมนุม นปก.ล้มลงได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งวชิรพยาบาล

ตั้งแต่เวลา 01.30 น. หลังการปะทะกันบริเวณสะพานมัฆวานฯ หน้าอาคารที่ทำการสหประชาชาติ สำนักงานกรุงเทพฯ ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่ม นปก. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ขึ้นกล่าวบนเวที สั่งระดมการ์ดและผู้ชุมนุมให้ไปตั้งขบวนอยู่ที่หน้าเต้นท์กองทัพธรรม ถนนพิษณุโลก เพื่อยกกำลังไปช่วยผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณสะพานมัฆวานฯ จากนั้นกลุ่ม ผู้ชุมนุมนับร้อยพร้อมด้วยอาวุธครบมือ ได้ไปรวมตัวกันที่บริเวณเต้นท์หน้ากองทัพธรรม โดยพล.ต.จำลอง และนายสมศักดิ์ ได้เดินลงมาสั่งการด้วยตัวเอง

จนกระทั่งเวลา 05.00 น. มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 1 คน คือ นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง ผู้ชุมนุมกลุ่ม นปก. และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 40 คน ซึ่งทั้งหมดถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

ต่อมาเมื่อเวลา 07.00 น. สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ได้เผยแพร่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ที่ลงนามโดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เนื่องจากเหตุการณ์เกิดการปะทะกันระหว่าง กลุ่ม นปก. กับกลุ่มพันธมิตรฯ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก พร้อมกันนี้ในประกาศดังกล่าวได้มีการแต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นรองหัวหน้า นอกจากนี้ยังออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คนในเขตกรุงเทพมหานคร รวมทั้งห้ามการเสนอข่าวที่อาจกระทบต่อความมั่นคงทั่วราชอาณาจักร

หลังจากนั้น กลุ่ม นปก.ได้ถอนการชุมนุมกลับไปที่ท้องสนามหลวง ส่วนผู้ชุมนุมแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงปักหลักชุมนุมในทำเนียบต่อไป และมิได้ตื่นตระหนกกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด

พล.อ.อนุพงษ์เพิกเฉย และไม่ได้บังคับใช้กฎหมายตามที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกฯสมัครแต่อย่างใด ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านขณะนั้นเดินทางไปให้กำลังใจกลุ่มพันธมิตรในทำเนียบ
*********

เหตุการณ์ผ่านไป 3 ปี ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆว่าใครเป็นฆาตกร แน่นอนว่าไม่มีใครโดนดำเนืินคดีเลย


ชินวัฒน์ หาบุญพาด ผู้นำเสื้อแดงออกจากสนามหลวงมาปะทะพันธมิตร ได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง


พลเอกอนุพงษ์ในเวลาต่อมารับบัญชารัฐบาลอภิสิทธิ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 มีผู้เสียชีวิต 92 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 ราย


นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ที่ระัดมพันธมิตรให้การ์ดพธม.ไปปะทะเสื้อแดงวันนั้นกลายเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่และสอบตก


พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยังไปทำบุญที่สำนักสันติอโศก และรับศีลห้า รวมทั้งศีลข้อแรกคือไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นปกติ


สำหรับณรงค์ศักดิ์ ยังมีใครจดจำเขาได้ไหมในวันนี้่.....และหากจดจำเขาได้ จดจำในฐานะใด วีรชนรายแรกของเสื้อแดงที่สูญเสีย...เหยื่อของอันธพาลการเมือง


หรือเหยื่อของระบบยุติธรรมจัญไรไฟไหม้?!

นักวิชาการไทยศึกษานานาชาติ ยื่นหนังสือยิ่งลักษณ์ เรียกร้องทบทวนม.112 - กม.คอมพ์ฯ

ที่มา Thai E-News




คณะนักวิชาการด้านไทยศึกษาจากนานาชาติได้ ยื่นจดหมายถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการนำประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาละเมิดสิทธิ เสรีภาพทางการเมืองของประชาชน โดยเนื้อหาของจดหมายดังกล่าวมีรายละเอียดดังต่อไปนี้



ทำเนียบ รัฐบาล
ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต
กรุงเทพฯ 10300
ประเทศไทย



วันที่ 23 สิงหาคม 2554

กราบเรียน นายกรัฐมนตรี

ด้วยนักวิชาการนานาชาติในวงการไทยศึกษา มีความกังวลต่อการจำกัดพื้นที่อิสระสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเทศ ไทยนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา รวมถึงประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งในกรณีนักโทษการเมืองและเรื่องที่รัฐบาลยังไม่แสดงความรับผิดชอบต่อความ รุนแรงที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2553 พวกเราได้เห็นสิทธิเสรีภาพสำคัญหลายประการได้ถูกลิดรอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจับกุมและการดำเนินคดีต่าง ๆ หลายคดีภายใต้การบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

พวกเรายินดีที่ทราบว่า นายกรัฐมนตรีได้ยอมรับว่ามีการละเมิดอย่างรุนแรงหลายประการที่เกี่ยวข้องกับ มาตรา 112 ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พวกเราขอกราบเรียนให้ทราบว่า แม้ว่าคดีสำคัญหลาย ๆ คดีจะเป็นที่เปิดเผยโดยทั่วไปผ่านการรายงานของสื่อมวลชน แต่ยังมีอีกหลายคดีที่เสมือนว่ารัฐบาลและสื่อมวลชนยังคงปล่อยให้เงียบหายไป ในคดีเหล่านี้ มีหลายคนที่ถูกคุมขังก่อนจะมีการแจ้งข้อกล่าวหา และมีอีกหลายรายที่ถูกกล่าวหาแล้วแต่ถูกศาลปฏิเสธให้ได้รับการประกันตัวใน ระหว่างที่รอดำเนินการในชั้นศาล

ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติจากสำนักงานอัยการสูงสุดของปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 มีการฟ้องร้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในขณะที่ตัวเลขจากสำนักงานศาลยุติธรรมชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นที่สูงกว่า นั้นหลายเท่าตัว

ดังนั้น พวกเราจึงกังวลอย่างยิ่งที่ยังคงเห็นการดำเนินการในคดีการเมืองอย่างต่อ เนื่อง ตัวอย่างเช่น กรณีที่นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกคุมขัง 84 วันก่อนที่อัยการจะตัดสินใจสั่งฟ้อง ทั้งนี้ นายสมยศฯ ไม่ได้ถูกดำเนินคดีอันเนื่องมาจากสิ่งที่เขาพูดหรือกระทำด้วยตนเอง แต่มาจากข้อเขียนของผู้อื่นที่อยู่ในวารสารที่เขาเป็นบรรณาธิการ ซึ่งไม่ต่างไปจากคดีของนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการ หนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์

ในกรณีของ นาย Joe Gordon ที่เป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา เขาก็ถูกคุมขัง 84 วันก่อนที่อัยการจะตัดสินส่งฟ้องเช่นเดียวกัน อีกทั้งศาลอาญายังปฏิเสธให้ประกันตัวนายสมยศ และนาย Joe Gordon ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในการนี้แถลงการณ์ของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความเป็นห่วงต่อคดีในลักษณะดังกล่าวจากนานา ประเทศได้เป็นอย่างดี

พวกเราพิจารณาเห็นว่า การคุมขังและข่มขู่ประชาชนถือเป็นสัญญาณอันเลวร้ายที่ก่อให้เกิดการกระทำการ ต่าง ๆ มากมายที่คุกคามสิทธิมนุษยชนและกระทบต่ออนาคตของประชาธิปไตยในประเทศไทย จึงขอกราบเรียนให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาดำเนินการในประเด็นที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

(1) ดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดในกรณีการจับกุมและการดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 รวมทั้งบทบัญญัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

(2) ริเริ่มขั้นตอนที่จะนำไปสู่การอนุญาตให้ประกันตัวผู้ที่ถูกคุมขังภายใต้ มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถเตรียมตัวสู้คดีได้อย่างเป็นธรรมในชั้นศาล

(3) พิจารณาทบทวนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 รวมทั้งบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และวางกลไกเพื่อป้องกันการนำบทบัญญัติทางกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ ไปใช้เพื่อละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมือง

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

The signatures:

Adadol Ingawanij, Senior Research Fellow, University of Westminster, United Kingdom

Dennis Altman, Professor, LaTrobe University, Australia

Dennis Arnold, Postdoctoral Fellow, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

Aileen S.P.Baviera, Professor, University of the Philippines Diliman, Philippines

Peter F. Bell, Emeritus Professor, State University of New York, U.S.A.

Katherine Bowie, Professor, University of Wisconsin-Madison, U.S.A.

Shaun Breslin, Professor, University of Warwick, United Kingdom

Andrew Brown, Lecturer, University of New England, Australia

Joseph A. Camilleri, Professor, La Trobe University, Australia

Toby Carroll, Senior Research Fellow, National University of Singapore, Singapore

William Case, Professor, City University of Hong Kong, Hong Kong

Dae-oup Chang, Senior Lecturer, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Noam Chomsky, Professor, Massachusetts Institute of Technology, U.S.A.

John Clark, Professor, University of Sydney, Australia

Peter A. Coclanis, Professor, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

Michael Connors, Associate Professor, LaTrobe University, Australia

Vicki Crinis, Research Fellow, University of Wollongong, Australia

Thomas Davis, Lecturer, University of Melbourne, Australia

Heather D’Cruz, Adjunct Research Associate, Curtin University, Australia

Richard F. Doner, Professor, Emory University, U.S.A.

Jamie Doucette, Lecturer, University of British Columbia, Canada

Bjoern Dressel, Research Fellow, Griffith University, Australia

Mark Driscoll, Associate Professor, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

John S. Dryzek, Professor, Australian National University, Australia

Nancy Eberhardt, Professor, Knox College, U.S.A.

Grant Evans, Fellow, University of Hong Kong, Hong Kong

Nicholas Farrelly, Research Fellow, Australian National University, Australia

Federico Ferrara, Assistant Professor, City University of Hong Kong, Hong Kong

Robert Fisher, Senior Lecturer, University of Sydney, Australia

David Fullbrook, Graduate student, National University of Singapore, Singapore

Arnika Fuhrmann, Research Scholar, University of Hong Kong, Hong Kong

Paul Gellert, Associate Professor, University of Tennessee at Knoxville, U.S.A.

Kristi Giselsson, Research Associate, University of Tasmania, Australia

Jim Glassman, Associate Professor, University of British Columbia, Canada

Mikael Gravers, Associate Professor, Aarhus University, Denmark

Geoffrey C. Gunn, Professor, Nagasaki University, Japan

Tyrell Haberkorn, Research Fellow, Australian National University, Australia

Vedi Hadiz, Professor, Murdoch University, Australia

Shahar Hameiri, Postdoctoral Fellow, Murdoch University, Australia

Annette Hamilton, Professor, University of New South Wales, Australia

Adam Hanieh, Lecturer, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Eva Hansson, Senior Lecturer, Stockholm University, Sweden

Rachel Harrison, Reader, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Paul Healy, Senior Lecturer, University of New England, Australia

Steve Heder, Lecturer, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Michael Herzfeld, Professor, Harvard University, U.S.A.

Kevin Hewison, Professor, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

Allen Hicken, Associate Professor, University of Michigan, U.S.A.

C.J. Hinke, Independent scholar, Freedom Against Censorship Thailand, Thailand

Philip Hirsch, Professor, University of Sydney, Australia

Thomas Hoy, Lecturer, Thammasat University, Thailand

Caroline Hughes, Associate Professor, Murdoch University, Australia

Paul D. Hutchcroft, Professor, Australian National University, Australia

Feyzi Ismail, Doctoral candidate, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Søren Ivarsson, Associate Professor, University of Copenhagen, Denmark

Kanishka Jayasuriya, Professor, University of Adelaide, Australia

Lee Jones, Lecturer, Queen Mary College, United Kingdom

Patrick Jory, Senior Lecturer, University of Queensland, Australia

Arne L. Kalleberg, Professor, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

Charles Keyes, Professor Emeritus, University of Washington, U.S.A.

Damien Kingsbury, Professor, Deakin University, Australia

H. Ruediger Korff, Professor, University of Passau, Germany

John Langer, Honorary Fellow, Victoria University, Australia

Tomas Larsson, Lecturer, University of Cambridge, United Kingdom

Laurids Sandager Lauridsen, Professor, Roskilde University, Denmark

Peter Leyland, Professor, London Metropolitan University, United Kingdom

Samson Lim, Doctoral candidate, Cornell University, U.S.A.

Peter Limqueco, Co-editor, Journal of Contemporary Asia, Philippines

Robert Manne, Professor, La Trobe University, Australia

Thomas Marois, Lecturer, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Mary Beth Mills, Professor, Colby College, U.S.A.

Daniel Bertrand Monk, Professor, Colgate University, U.S.A.

Michael Montesano, Visiting Research Fellow, Institute of Southeast Asian Studies, Singapore

Paolo Novak, Lecturer, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Chris Nyland, Professor, Monash University, Australia

Rene Ofreneo, Professor, University of the Philippines Diliman, Philippines

Pavin Chachavalpongpun, Fellow, Institute of Southeast Asian Studies, Singapore

John Pickles, Professor, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

Piya Pangsapa, Senior Lecturer, The University of the West Indies, Trinidad & Tobago

Pongphisoot Busbarat, Research Associate, Australian National University, Australia

Poowin Bunyavejchewin, Graduate student, University of Hull, United Kingdom

Prajak Kongkirati, Doctoral candidate, Australian National University, Australia

Preedee Hongsaton, Doctoral candidate, Australian National University, Australia

Rajah Rasiah, Professor, University of Malaya, Malaysia

Craig J. Reynolds, Professor, Australian National University, Australia

David Rezvani, Visiting Assistant Professor, Trinity College, U.S.A.

Garry Rodan, Professor, Murdoch University, Australia

Eric Sheppard, Professor, University of Minnesota, U.S.A.

elin o’Hara slavick, Professor, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

Johannes Dragsbaek Schmidt, Associate Professor, Aalborg University, Denmark

Gavin Shatkin, Associate Professor, University of Michigan, U.S.A.

Mark Smith, Senior Lecturer, The Open University, United Kingdom

Claudio Sopranzetti, Doctoral candidate, Harvard University, U.S.A.

Andrew Spooner, Doctoral candidate, Nottingham Trent University, United Kingdom

Irene Stengs, Senior Researcher, Meertens Institute, The Netherlands

Geoffrey Stokes, Professor, Deakin University, Australia

David Streckfuss, Independent scholar, Thailand

Janet Sturgeon, Associate Professor, Simon Fraser University, Canada

Donald K. Swearer, Emeritus Professor, Swarthmore College, U.S.A.

Eduardo Climaco Tadem, Professor, University of the Philippines Diliman, Philippines

Teresa S. Encarnacion Tadem, Professor, University of the Philippines Diliman, Philippines

Michelle Tan, Independent Scholar, U.S.A.

Nicholas Tapp, Professor Emeritus, Australian National University, Australia

Thongchai Winichakul, Professor, University of Wisconsin-Madison, U.S.A.

Robert Tierney, Lecturer, Charles Sturt University, Australia

Serhat Uenaldi, Doctoral candidate, Humboldt-University of Berlin, Germany

Andrew Vandenberg, Senior Lecturer, Deakin University, Australia

Joel Wainwright, Assistant Professor, Ohio State University, U.S.A.

Andrew Walker, Senior Fellow, Australian National University, Australia

Meredith Weiss, Associate Professor, University at Albany, SUNY, U.S.A.

Marion Werner, Assistant Professor, University at Buffalo, U.S.A.