WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 2, 2011

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: Royal Pardon for Vira and Ratri

ที่มา ประชาไท

Royal Pardon for Vira and Ratri


เรื่อง การสร้างสัมพันธไมตรีอันดี และการขอพระราชทานอภัยโทษ
เรียน นรม. หญิง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ รมต. กต. (ผ่านกัลยาณมิตร และสื่อฯ)
อ้างถึง จดหมายเปิดผนึกลงวันที่ 4 สิงหาคม 2554 (2011) ที่แนบมา

สืบเนื่องจากจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ที่ผมได้เสนอเรียนต่อท่าน นรม. หญิง ในการดำเนินวิเทโศบายเพื่อบ้านเมืองของเรา โดยให้เน้นความสำคัญในกรอบของ “อาเซียน” และ “เปลี่ยนสนามรบ ให้เป็นเขตสันติภาพถาวร” นั้น ผมมีข้อเสนอเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้ คือ

(1) ในการไปเยือนกลุ่มประเทศอาเซียนตามธรรมเนียมนั้น ขอให้จัดลำดับความสำคัญ โดยเน้นประเทศข้างเคียง คือ ลาว และกัมพูชา เป็นเบื้องต้น

(2) ในการสร้างความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรม และวาระของความเป็นสตรี (women’s agenda) ด้วยการไปเยือนแหล่งมรดกโลกของประเทศเพื่อนบ้านนั้น ผมขอเสนอให้ไปเยือน “ปราสาทสมบูรณ์ไพรกุก” ที่กัมพูชากำลังดำเนินการบูรณะ และเสนอเป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่ง และที่ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับวิทยาลัยกัมปงเฌอเตียล

ซึ่งเป็นความร่วมมือและเปิดร่วมกันโดยสมเด็จพระเทพรัตนฯ และสมเด็จฮุนเซ็น เมื่อปี พ.ศ.2548 (2005)

(3) ในการไปเยือนกัมพูชานั้น นอกจากจะเป็นไปเพื่อสร้าง “เขตสันติภาพถาวร” ระหว่างประเทศของเราทั้งสองแล้ว ขอเสนอให้ปรึกษากับ ฯพณฯ สมเด็จฮุนเซ็น ในการเร่งรัดการดำเนินคดี และการหาลู่ทางในการขอพระราชทานอภัยโทษจากสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งกัมพูชาให้ กับคุณวีระ สมความคิด และคุณราตรี พิพัฒนไพบูรณ์ ซึ่งถูกจองจำและคุมขังมาตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว ทั้งนี้เพื่อความสมานฉันท์ระหว่างชาติในสุวรรณภูมิ-อาเซียน-อุษาคเนย์ของเรา

(4) ในการไปเยือนดังกล่าวขอให้เน้นในการสร้าง “ประชาคมอาเซียน” ASEAN Community ที่ตั้งเป้าหมายไว้ในปี พ.ศ.2558 (2015) ทั้งนี้เพื่อความเป็นปึกแผ่น ความเจริญ และสันติภาพของภูมิภาคของเรา

(5) ท้ายที่สุด ในกรณีการไปเยือนประเทศลาวนั้น ขอให้ใช้การ “อู้คำเมือง” เป็นหลัก

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
น เกาะสิงหปุระ (26 August 2011)

...................................


จดหมายเปิดผนึกลงวันที่ 4 สิงหาคม 2554

Turn the Demilitarized Battlefield into a Peace Zone


เรียน
นรม. หญิงคนแรกของ “สยามประเทศไทย” และ ครม. ชุดใหม่ (ผ่านกัลยาณมิตร และสื่อมวลชน)

(1) เนื่องในโอกาสที่ ฯพณฯ เป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่ง นรม. ของประเทศ ผมขอส่งความปรารถนาดีมายัง “พณฯ” และ ครม. ชุดใหม่

(2) ต่อสถานการณ์การเมือง (ที่) เป็นพิษ และสภาพที่เสี่ยงต่อ “สงครามที่คนอื่น (อาจ) ก่อ” ขึ้นได้อีกรวมทั้งความเป็น “หญิง” ความเป็น “แม่” ผมหวังว่า ฯพณฯ นรม. จะใช้ทั้งแรงกายแรงใจ สติปัญญา และความเป็น “ภริยา” ในการบริหารบ้านเมือง เพื่อประโยชน์สุขของประชามหาชน ตลอดจนเพื่อสันติสุขของมนุษย์ “ ข้ามพรมแดน” ใน “ประชาคมอาเซียน” อุษาคเนย์

(3) ผมมีข้อเสนออีกครั้ง ดังต่อไปนี้
ก. โปรดให้ความสำคัญต่อ “อาเซียน” ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการทูตของไทย
ข. โปรดสร้างสัมพันธไมตรีอันดีกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชา ลาว และพม่า
ค. โปรดไปเยี่ยมเยียน และสร้างความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมเป็นหลัก โดยไปเยือนประเทศอาเซียนที่เคยมี หรือกำลังจะมีผู้นำระดับชาติที่เป็นสตรี (สร้าง Female Premier's Agenda not Male)
ง. โปรดไปเยือนสถานที่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม เช่น บรมพุทโธ (Borobudur) มัสยิดอีสติกัล (Istigal) หรือโบสถ์บาร๊อคฟิลิปปิน (Philippine Baroque Church) นาขั้นบันไดบานาเว (Banawe Rice Terraces) มหาเจดีย์ชเวดากอง (Shwe Dagon) พุกาม (Pagan) ตลอดจนปราสาทวัดพู (Vat Phou) ปราสาทนครวัด-นครธม (Angkor) ปราสาทจามปาหมี่เซิน (Myson) และ/หรือเมืองประวัติศาสตร์ เช่น เว้ (Hue) มะละกา (Melaka) และปีนัง (Pinang)

(4) อนึ่ง ผมมีข้อเสนอเฉพาะหน้าที่ควรเร่งดำเนินการกับกัมพูชา คือโปรด “เปลี่ยนเขตปลอดทหาร ให้เป็นเขตสันติภาพถาวร” Turn the Demilitarized Battlefield into a Permanent Peace Zone –วัฒนธรรมร่วมให้มีลักษณะเป็น “เขตแดนร่วม” shared border-shared heritage ทั้งนี้เพื่อใช้สำหรับกิจกรรมด้านวัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจ และการทำมาหากิน ที่ปลอดจากการเมือง (อชาตินิยม) เป็นพิษ ทำให้ "เขตแดน" เป็นสมบัติร่วมของ "ชาวบ้าน" ของประชามหาชนทั้งสองชาติสืบไปชั่วกัลปาวสาน

ขออวยพรให้ ฯพณฯ นรม. หญิง ประสบความสำเร็จในการทำงาน “เพื่อชาติ และราษฎรของสยามประเทศไทย"

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
น เกาะสิงหปุระ (4 August 2011)


ทำความเข้าใจ “ชุมชน” และ “ประชานิยม” ใหม่ในสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองร่วมสมัย

ที่มา ประชาไท

(บทความนี้ปรับปรุงจากปาฐกถาของผู้เขียนในหัวข้อ “การจัดการตัวเองของชุมชนหลังยุคประชานิยม: ข้อท้าทายในสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองร่วมสมัย” ในงานสัมมนา “การจัดการตนเองของชุมชนหลังยุคประชานิยม” โดยสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 9 สิงหาคม 2554 ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์)
โดยทั่วไปคำว่า “ชุมชน” ดูเหมือนจะไปไม่ได้กับคำว่า “ประชานิยม” เพราะคำว่า “ประชานิยม” มีนัยของการรุกคืบของรัฐในการเข้าไปควบคุมการจัดการตัวเองของ “ชุมชน” จนสูญเสียศักยภาพ อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าเราสามารถทำความเข้าใจคำสองคำนี้ได้ในอีกลักษณะโดยไม่จำเป็นจะต้อง เป็นขั้วตรงข้ามหรือคู่ขัดแย้งกันเสมอไป ทั้งนี้ก็ด้วยการพิจารณาคำสองคำนี้ในแง่มุมหรือความหมายใหม่ในบริบทของการ เมืองและเศรษฐกิจร่วมสมัยเป็นสำคัญ
กล่าวในส่วนของคำว่า “ชุมชน” ผมคิดว่าหนึ่งในคำที่มีปัญหาหรือว่าก่อให้เกิดการถกเถียงได้มากที่สุดในวง วิชาการปัจจุบันคือคำว่า ชุมชน ซึ่งแปลมาจากภาษาอังกฤษคำว่า community โดยมีมโนทัศน์ทางสังคมศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมโนทัศน์ Gemeinschaft ของ Ferdinand Tonnies รวมทั้งมโนทัศน์ Mechanic Solidarity ของ Emile Durkheim โดยมโนทัศน์ชุมชนที่ว่านี้หมายถึงรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคล ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และเป็นความสัมพันธ์ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความพึ่งพาผูกพัน ความรักสามัคคี ฯลฯ ทว่าหลังจากที่รัฐและทุนรุกคืบเข้าไปในสังคมโดยเฉพาะในเขตชนบทก็ก่อให้เกิด การจัดความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ที่บุคคลสัมพันธ์กันผ่านทางสถานภาพที่ไต่เต้าหรือได้มาในภายหลัง และเป็นความสัมพันธ์ที่ให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลเป็นเบื้องต้นแทนที่จะ เป็นส่วนรวม จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่พึงประสงค์ เพราะผู้คนมีความห่างเหิน แก่งแย่งแข่งขัน และกดขี่ขูดรีดกัน จำเป็นจะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่ด้วยการปฏิรูปสถาบันทางศีลธรรมและระบบการศึกษาอย่างที่ Durkheim เสนอ ก็ด้วยการอาศัยผู้นำที่เปี่ยมล้นด้วยบารมีอย่างที่ Weber แนะนำ หรือไม่ก็ด้วยการปฏิวัติทางชนชั้นอย่างที่ Marx แถลงไว้
ทฤษฎีทางสังคมคลาสสิคกลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อวงการสังคมศาสตร์ตะวันตกใน ช่วงแรกอย่างมาก โดยเฉพาะในมานุษยวิทยาสังคมอังกฤษสายหน้าที่นิยม และโครงสร้างหน้าที่นิยมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นองค์รวม (Totality) ของสังคม รวมทั้งการที่สังคมมีอิทธิพลเหนือปัจเจกบุคคลอย่างค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จ (ยกเว้นแนวคิดของ Weber) และการศึกษาสังคมไทยในยุคแรกต่างก็ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีทางสังคมคลาสสิ คเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยจากยุคประเพณีไป สู่ความทันสมัย โดยงานเหล่านี้มักจะเลือกศึกษาหมู่บ้านในเขตชนบท ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง โดยด้านหนึ่งก็ให้ภาพว่าหมู่บ้านกำลังก้าวไปสู่ภาวะความทันสมัยหรือเป็นไปใน ทิศทางเดียวกับสังคมเมืองภายใต้แรงกดดันของทุนและตลาดที่เกื้อหนุนผลักดัน โดยรัฐ แต่อีกด้านก็ให้ภาพว่าหมู่บ้านมีลักษณะดั้งเดิมหรือตามประเพณีอยู่มาก ผู้คนในหมู่บ้านยังช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายใต้สังคมเกษตรกรรมหรือเศรษฐกิจ ยังชีพ แม้การรุกคืบของทุนและรัฐจะทำให้หมู่บ้านอ่อนแอหรือกระทั่งล่มสลาย แต่หลายหมู่บ้านก็ยังมีความเข้มแข็งเป็นปึกแผ่น สามารถปรับตัวหรือรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอกได้บนฐานของสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิปัญญา” และ “วัฒนธรรม” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “ความเป็นชุมชน”
อย่างไรก็ดี การทำความเข้าใจสังคมชนบทที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้วยมโนทัศน์ชุมชนใน ลักษณะดังกล่าวมีปัญหา นับตั้งแต่ในระดับญาณวิทยาหรือทฤษฎีความรู้ เพราะชุมชนเป็นคุณภาพความสัมพันธ์ที่ไม่ผูกติดกับพื้นที่เชิงกายภาพแบบใดแบบ หนึ่งเป็นการเฉพาะ ทว่าหมู่บ้านเป็นหน่วยการปกครองที่มีขอบเขตเชิงกายภาพอย่างชัดเจน งานศึกษาสังคมชนบทไทยในช่วงแรกๆ ที่นำมโนทัศน์ชุมชนไปครอบหมู่บ้านจึงมีลักษณะผิดฝาผิดตัวตั้งแต่ต้น และพลอยก่อให้เกิดข้อจำกัดในแง่ที่ว่า ทำให้มองไม่เห็นเครือข่ายความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่ที่กว้างไกลไปกว่าหมู่ บ้านที่พวกเขาอาศัยหรือทำมาหากิน เพราะนอกจากการตั้งถิ่นฐานที่มักวางอยู่บนสายสัมพันธ์เชิงเครือญาติที่กว้าง ขวาง กิจกรรมทางเศรษฐกิจนับแต่อดีตก็วางอยู่บนเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ก้าวข้าม ที่อยู่อาศัยและทำมาหากินในหมู่บ้านไปค่อนข้างมาก
ขณะเดียวกันการอาศัยมโนทัศน์ชุมชนซึ่งเชิดชูระบบคุณค่าหรืออุดมคติ บางอย่างก็ทำให้เข้าใจปัญหาได้ค่อนข้างจำกัด เพราะการศึกษาในแนวทางนี้มักจะนับหรือเน้นย้ำเฉพาะคุณลักษณะบางอย่างที่สอด คล้องกับมโนทัศน์ชุมชน แต่มักจะละเลย ไม่ให้ความสำคัญ หรือแม้กระทั่งบิดเบือนคุณลักษณะอื่นๆ ที่ขัดแย้งหรือไปด้วยกันไม่ได้ ส่งผลให้ภาพความสัมพันธ์ของผู้คนในหมู่บ้านไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือร่วมสมัย มีลักษณะของการเลือกสรรและกีดกันค่อนข้างสูง ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะด้านชวนอภิรมย์หรือหลงใหลเสมอไป แต่ยังแฝงไว้ด้วยด้านที่ไม่น่าประทับใจจำนวนมาก
ถึงแม้จะมีข้อจำกัด แต่มโนทัศน์ “ชุมชน” ในลักษณะดังกล่าวก็ยังคงถูกนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแวดวงการแก้ปัญหาและพัฒนาชนบท โดยกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งมีสำนักวัฒนธรรมชุมชนเป็นหัวหอก) เน้นการชี้ให้เห็นสารัตถะหรือว่าแก่นสารของชุมชนว่าเปี่ยมด้วยศักยภาพและ ภูมิปัญญาที่ช่วยให้ชุมชนสามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางการรุกคืบของทุนและตลาด ขณะที่อีกกลุ่มให้ความสำคัญกับสิทธิของชุมชนในการเข้าถึงทรัพยากรท่ามกลาง การรุกคืบของรัฐ โดยเฉพาะในรูปของการประกาศเขตหวงห้ามประเภทต่างๆ โดยเสนอว่าชุมชนมีศักยภาพที่จะดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้อย่าง ยั่งยืนและเป็นธรรม ตรงกันข้ามกับการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ฉะนั้น ขณะที่กลุ่มแรกเน้นศักยภาพของชุมชนในการจัดการตนเองและมีนัยที่จะไม่ให้ความ สำคัญหรือเพิกเฉยต่อรัฐ กลุ่มหลังเน้นสิทธิของชุมชนเหนือทรัพยากรที่จะต้องเข้าไปเคลื่อนไหวกดดัน หรือว่าเจรจาต่อรองกับรัฐโดยตรง
อย่างไรก็ดี แม้จะมีความเข้าใจและอาศัยมโนทัศน์ชุมชนต่างกัน แต่ทั้งสองกลุ่มมีลักษณะร่วมกันในแง่ของการผูกโยงชุมชนเข้ากับพื้นที่เชิง กายภาพ และเน้นย้ำเฉพาะด้านดีงามของชุมชน ซึ่งนอกจากจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ยังส่งผลให้ละเลยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมชนบทขนานใหญ่ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้สังคมชนบทส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสังคมเกษตรกรรมหรือมีสภาพเป็นชุมชน ตามที่มักเข้าใจกันอีกต่อไป ผลการสำรวจล่าสุดพบว่า มีครัวเรือนไม่ถึงร้อยละ 20 ในเขตชนบทที่ทำการเกษตรเป็นหลักหรือเพียงอย่างเดียว อีกทั้งรายได้หลักของครัวเรือนเหล่านี้ก็มาจากสมาชิกครัวเรือนรายที่ผันตัว เองไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และบริการ ครัวเรือนเกษตรกรส่วนใหญ่ทำการเกษตรเชิงพาณิชย์เป็นหลัก ขณะที่การผลิตนอกภาคเกษตร เช่น ธุรกิจ การค้า และบริการ มีปริมาณเพิ่มขึ้นในเขตชนบทอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังไม่นับรวมในส่วนของวิถีชีวิตหรือแบบแผนการบริโภคใน “ชนบท” ที่มีความคล้ายคลึงกับใน “เมือง” จนแทบจะแยกจากกันไม่ออก
นอกจากนี้ ขบวนการสิทธิชุมชนที่เคยเฟื่องฟูในช่วงต้นทศวรรษ 2530 ต่อเนื่องถึงกลางทศวรรษ 2540 มีสภาพซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด (ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากข้อจำกัดของมโนทัศน์ “ชุมชน” ที่นำมาปรับใช้) ปัจจุบันไม่มีกลุ่ม องค์กร หรือสถาบันวิชาการใดออกมาเคลื่อนไหวผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชนอย่างเข้ม ข้นอีก หลังจากที่สภานิติบัญญัติผ่านพระราชบัญญัติป่าชุมชนฉบับที่บิดเบี้ยวออกมา และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยให้ตกไป ขณะที่ปัจจุบันแม้จะมีบางกลุ่มเคลื่อนไหวผลักดันโฉนดชุมชนในการแก้ปัญหา ที่ดิน แต่ก็ไม่ได้มีความหนักแน่นหรือเป็นเสียงเดียวกันเหมือนการเคลื่อนไหวกรณีป่า ชุมชน ฉะนั้น นอกจากมีข้อจำกัดในการใช้ทำความเข้าใจหรืออธิบายสังคมชนบท ปัจจุบันคำว่า “ชุมชน” ก็ไม่ได้มีสถานะเป็นยาครอบจักรวาลหรือยุทธวิธีสำเร็จรูปสำหรับการแก้ปัญหา ชนบท โดยเฉพาะในส่วนของสิทธิการเข้าถึงทรัพยากร การทำความเข้าใจคำว่า “ชุมชน” ในบริบทเศรษฐกิจและการเมืองร่วมสมัยจึงจำเป็นจะต้องเริ่มต้นด้วยเงื่อนไขและ ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นลำดับแรก
นโยบายประชานิยมมักถูกเข้าใจในเชิงลบ คือเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงที่มักง่ายและไม่รับผิดชอบ อันจะก่อให้เกิดปัญหากับระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าเราสามารถมองนโยบายประชานิยมได้ในอีกลักษณะ คือ เป็นบันไดขั้นแรกของการกระจายความมั่งคั่งในสังคมอย่างเป็นธรรมและเป็นระบบ
เพราะในแง่หนึ่ง นโยบายประชานิยมทำหน้าที่จัดสรรหรือกระจายทรัพยากรสาธารณะที่อยู่ในรูปงบ ประมาณไปสู่กลุ่มคนอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันก็ให้ความช่วยเหลือผู้อ่อนแอหรือผู้ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ใน ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เพราะเหตุที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมมาตั้งแต่ต้น ฉะนั้น นอกจากการกระจายโภคทรัพย์ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ ทะเล ปัจจัยการผลิต หรือแม้กระทั่งทุนแล้ว นโยบายประชานิยมยังหมายรวมถึงการดูแลคนเหล่านี้ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ที่พักอาศัย การคมนาคม หรือการศึกษา เพราะในฐานะประเทศโลกที่สามที่กำลังเผชิญกับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจแบบ เสรีนิยมใหม่ วิธีการหนึ่งที่ประเทศไทยจะไปรอดได้โดยไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลังก็คือ การสร้างระบบสวัสดิการที่มีคุณภาพและทั่วถึงขึ้นมา
นโยบายประชานิยมตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทย รักไทยเป็นต้นมา ก่อนจะเงียบหายไประยะหนึ่งหลังเกิดวิกฤติการเมือง (ส่งผลให้นโยบายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์แม้จะมีลักษณะ “ลดแลกแจกแถม” อย่างชัดเจน) และหวนกลับมาอีกครั้ง นับตั้งแต่การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากพรรคการเมือง ส่วนใหญ่ต่างเสนอนโยบายในลักษณะประชานิยมในการหาเสียง อย่างไรก็ดี ขณะที่ข้อวิจารณ์นโยบายประชานิยมส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับนัยด้านเศรษฐกิจ ผม คิดว่าเรามีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจนโยบายประชานิยมในการเลือกตั้งครั้ง นี้ในอีกลักษณะ คือไม่ใช่จากตัวนโยบายเพียงโดดๆ หากแต่เป็นนโยบายที่ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขทางการเมืองของประเทศในขณะนี้เสีย มากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะว่านโยบายประชานิยมในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเกิดขึ้นขณะ ที่ประเทศกำลังประสบปัญหาวิกฤติทางการเมือง ไม่ใช่วิกฤติทางเศรษฐกิจ และการเลือกตั้งก็ถูกคาดหวังว่าจะเป็นก้าวแรกที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาความขัด แย้งทางการเมืองได้ ฉะนั้น ในขณะที่วิกฤติทางการเมืองเป็นเรื่องของจินตนาการทางการเมืองที่ขัดแย้งกัน ทว่าไม่สามารถกล่าวในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยได้ การแข่งขันทางการเมืองจึงจำเป็นจะต้องออกมาในรูปของนโยบายเศรษฐกิจเป็นหลัก และก็ต้องเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นหรือนำไป สู่การลุกฮือรอบใหม่ ซึ่งในแง่นี้นโยบายประชานิยมตอบโจทย์ได้ระดับหนึ่ง เพราะผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้เป็นคนส่วนใหญ่ และแม้จะมีผู้เสียประโยชน์บ้างอย่างเจ้าของกิจการรายใหญ่และรัฐ แต่ก็คงไม่มีผู้ประกอบการรายใหญ่คนไหนออกมาเดินประท้วงบนท้องถนน และก็คงไม่มีทหารกรมกองใดออกมาตบเท้าหรือเคลื่อนพลด้วยความไม่พอใจ เพราะในความเข้าใจของทหารนโยบายประชานิยมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ของรัฐ
ขณะเดียวกันการชูนโยบายประชานิยมที่คล้ายคลึงกัน นอกจากจะช่วยให้ไม่มีการถกเถียงในระดับรากฐาน ยังช่วยเลี่ยงให้ไม่ต้องถกเถียงประเด็นทางสังคมและการเมืองอันเป็นที่มาของ ความขัดแย้งได้ เพราะทุกฝ่ายต่างก็รู้ว่าปัจจัยตัดสินการเลือกตั้งครั้งนี้คืออะไร คนส่วนใหญ่ต่างตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองของพวกเขาก่อนที่พรรคการเมืองเหล่า นั้นจะเสนอนโยบายในการเลือกตั้ง และก็เป็นจุดยืนหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจที่คน เหล่านี้อาศัยเป็นเกณฑ์ในการเลือก ฉะนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องปรับกลยุทธ์การหาเสียงในกรุงเทพฯ ในโค้งสุดท้ายที่ไม่ได้เป็นเรื่องของนโยบาย “ลดแลกแจกแถม” อีกต่อไป เพราะรู้ว่าไม่สามารถอาศัยเป็นข้อได้เปรียบในการเอาชนะพรรคเพื่อไทยได้ หากแต่เป็นการตอกย้ำพฤติกรรมของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นภัยคุกคามต่อจินตนาการทางการเมืองของกลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคประชา ธิปัตย์อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ราชประสงค์หรือว่าการติดตั้งป้าย โฆษณาเป็นภาพขณะห้างสรรพสินค้ากำลังถูกเพลิงลุกไหม้ ผมคิดว่าหาก กกต.ไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ในการหาเสียง พรรคประชาธิปัตย์ก็คงใช้ประโยชน์จากประเด็น “ล้มเจ้า” ด้วย นอกเหนือจากประเด็น “เผาเมือง” ในการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายในกรุงเทพฯ เพื่อเอาชนะพรรคเพื่อไทย
ทั้งนี้ ถึงแม้กลุ่มคนที่เข้ามามีบทบาทกับการเมืองเลือกตั้งค่อนข้างมากในช่วงที่ ผ่านมาไม่ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องในประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ต่อไปกลุ่มคนเหล่านี้จะเคลื่อนไหวเรียกร้องใน ประเด็นทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เพราะสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่พวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองก็เพราะ ความที่ตระหนักว่าการเมืองแยกไม่ออกจากเศรษฐกิจหรือการทำมาหากินของพวกเขา นโยบายประชานิยมได้ทำให้คนเหล่านี้ตระหนักว่า การเมืองเป็นช่องทางสำคัญที่จะทำให้ทรัพยากรส่วนกลางหรืองบประมาณลงมาถึงมือ พวกเขาได้ และสาเหตุที่พวกเขาต่อต้านรัฐประหาร ส่วนหนึ่งก็เพราะรัฐประหารได้ทำลายระบอบการเมืองที่พวกเขาเชื่อเช่นนี้ ฉะนั้น แม้ว่าในระยะเฉพาะหน้ากลุ่มคนเหล่านี้จะเรียกร้องเฉพาะความเป็นธรรมทางสังคม และการเมือง ทว่าในช่วงต่อไปก็มีความเป็นไปได้สูงที่คนเหล่านี้จะหันมาพูดเรื่องความ เหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ดังกรณีกลุ่มแรงงานจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ดำเนินนโยบายปรับอัตราค่าจ้างรายวันขั้นต่ำตามที่ได้หาเสียงไว้ แม้ว่าในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งกลุ่มเหล่านี้จะไม่ได้ออกมาเคลื่อน ไหวเรียกร้องในประเด็นเหล่านี้ก็ตาม
กลุ่มคนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นชั้นกลางระดับล่างซึ่งเป็นผลพวงของการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในเขตชนบทในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คนเหล่านี้ไม่ได้ยากจนข้นแค้นแต่ก็ไม่ได้มีชีวิตที่มั่นคงเมื่อเปรียบเทียบ กับชนชั้นกลางในเมือง พวกเขาจำนวนหนึ่งเข้ามาอาศัยและทำมาหากินในเขตเมืองแต่ก็ยังมีความผูกพันกับ หมู่บ้าน ขณะที่จำนวนหนึ่งแม้จะยังอาศัยและทำมาหากินในหมู่บ้านแต่ก็เป็นหมู่บ้านที่ ห่างไกลจากคำว่าชนบทค่อนข้างมากแล้ว และด้วยความที่คนเหล่านี้คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ สังคมไทยจึงเคลื่อนเข้าสู่ยุคสมัยที่คนส่วนใหญ่เข้ามาพัวพันกับการเมือง เลือกตั้งระดับชาติมากขึ้น โจทย์ที่ท้าทายสังคมไทยจึงไม่ได้เป็นว่าชุมชนจะจัดการตัวอย่างไร เพราะชุมชนในความหมายดังกล่าวไม่ได้ดำรงอยู่อีกต่อไป หรือไม่ก็ลดนัยสำคัญลงมากแล้ว ขณะเดียวกันสิ่งที่เรียกว่ายุคหลังประชานิยมก็จะไม่เกิดในอนาคตอันใกล้นี้
โจทย์จึงเป็นว่าจะทำอย่างไรไม่ให้นโยบายประชานิยมเป็นเพียงกลยุทธ์หา เสียงที่ฉาบฉวยและไม่รับผิดชอบ หรือไม่เป็นเป็นเพียง “ยากล่อมประสาท” ของผู้ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่เพื่อไม่ให้ผู้เสียเปรียบ ลุกฮือขึ้นมา หากแต่ต้องเป็นบันไดขั้นแรกๆ ในการก้าวไปสู่การกระจายความมั่งคั่งในสังคมอย่างเป็นธรรม โจทย์ก็คือเราจะสร้างชุมชนทางการเมืองของพลเมืองที่ตื่นตัวและเท่าทันกับการ เปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยในฐานะรัฐกึ่งโบราณ ภายใต้กระแสประชาธิปไตยโลกและกับประเทศไทย ในฐานะประเทศโลกที่สามที่กำลังเผชิญกับการขยายตัวของเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ อย่างไรเป็นสำคัญ
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คิดอย่างคน หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์มหาประชาชน เดือนสิงหาคม 2554)

ผลทางกฎหมายในการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ คน (คนที่ลาออกไป ๑ คน และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลืออีก ๘ คน) มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทนนายชัช ชลวร อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งลาออกไปเมื่อวันที่ ๑๐ เดือนเดียวกัน และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบเพื่อพิจารณานำขึ้น ทูลเกล้าฯ ต่อไป

การกระทำของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมาย ว่า เป็นการกระทำที่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะมีขั้นตอนใดที่จะมีการคานอำนาจของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้

ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก ๘ คน และจะต้องได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ตามคำแนะนำของวุฒิสภา

ผู้ได้รับเลือกให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรวม ๙ คน จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์และสาขาอื่น ๆ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา จะต้องประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ

ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๒๐๔)

การดำเนินการเมื่อประธานหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง
เมื่อประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้น จากตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามวาระหรือก่อนครบวาระ จะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งตามวาระ พร้อมกันทั้งหมด จะต้องเริ่มดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลผู้จะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน ๙ คน ชุดใหม่ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดเดิมพ้นจากตำแหน่ง

(๒) ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งนอกจาก กรณีพ้นจากตำแหน่งตามวาระพร้อมกันทั้งหมดตามข้อ (๑) จะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลผู้จะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคน ใหม่ตามสายงานของคนที่พ้นจากตำแหน่ง ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่คนเดิมพ้นจากตำแหน่ง กรณีที่จะเกิดขึ้นตามข้อ (๒) นี้ได้แก่ การพ้นจากตำแหน่งตามวาระบางส่วน และการลาออกทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนครบวาระ ฯลฯ

ในกรณีที่ผู้พ้นจากตำแหน่งตามข้อ (๑) และ (๒) เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ได้รับเลือกมาใหม่ ๙ คน หรือผู้ได้รับเลือกมาใหม่และตุลาการคนเดิมที่เหลืออยู่ จะต้องประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ) หมายความว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญต้องพ้นจากความ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปด้วย ไม่ใช่พ้นเฉพาะตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

การกระทำของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
การที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนเก่าทั้ง ๙ คน ประชุมกันเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ แล้วเลือกนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ โดยไม่ให้ศาลฎีกาประชุมใหญ่เลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาคนหนึ่งไปแทนนายชัช ชลวร อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากศาลฎีกา และลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคสอง (๑)

เพราะในกรณีผู้พ้นจากตำแหน่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการเลือกผู้ที่จะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่แทนก่อน แล้วคนใหม่และคนเก่าที่เหลืออยู่ร่วมประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็น ประธานศาลรัฐธรรมนูญ คนเก่าทั้ง ๙ คน จะร่วมประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญดังเช่นที่ ปรากฏอยู่นี้ไม่ได้

หากจะพูดอย่างนักกฎหมายก็พูดได้ว่า ในกรณีที่ผู้พ้นจากตำแหน่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะข้ามไปใช้มาตรา ๒๑๐ วรรคสี่ทันที (โดยคนเก่า ๙ คนประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ) ไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๑๐ วรรคสอง ซึ่งให้สายงานเดิมของอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญไปเลือกผู้ที่จะมาแทนก่อนไม่ ได้ หากใช้มาตรา ๒๑๐ วรรคสี่ทันที ก็เท่ากับมาตรา ๒๑๐ วรรคสองกลายเป็นหมันไป และการประชุมเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ กลายเป็นการประชุมของคนเก่าทั้งหมด ไม่มีผู้ได้รับเลือกให้มาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่เข้าร่วมประชุมด้วย จึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๒๐๔ วรรคสาม

การคานอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
การดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อมีกรณีประธานศาลรัฐ ธรรมนูญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง เป็นการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อศาลอื่นส่งเรื่องมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลนั้นจะใช้บังคับแก่คดี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ (มาตรา ๒๑๑)

(๒) เมื่อมีบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๑๒)

(๓) เมื่อประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาลตั้งแต่ ๒ องค์กรขึ้นไปเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยกรณีความ ขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรเหล่านั้น (มาตรา ๒๑๔)

(๔) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีอื่นที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

การดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อมีประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือตุลาการศาล รัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง จึงไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ (มาตรา ๒๑๖ วรรคห้า)

ทั้งการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็เป็นการกระทำอันตุลาการศาล รัฐธรรมนูญแต่ละคนมีส่วนได้เสียโดยตรง การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมไม่เป็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่จะ เป็นเด็ดขาดได้

การคานอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีเช่นนี้จึงอยู่ที่ขั้นตอนประธานวุฒิสภานำความขึ้นกราบบังคมทูล และคณะองคมนตรีถวายความเห็น

กล่าวโดยสรุป การที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนเก่าทั้ง ๙ คน ประชุมกันเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ แล้วเลือกนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ โดยไม่ให้ศาลฎีกาประชุมใหญ่เลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาคนหนึ่งไปแทนนายชัช ชลวร อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาจากศาลฎีกาและลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคสอง (๑)


สุรพศ ทวีศักดิ์: พันธนาการศาสนา

ที่มา ประชาไท

ศาสนาที่อ้างกันอยู่ปัจจุบัน ไม่มีพลังทางปัญญาและพลังอธิบายทางศีลธรรมที่มีคุณค่าต่อการปลดเปลื้อง พันธนาการของชีวิตและสังคมเหมือนศาสนาในยุคของพระพุทธเจ้า
ผมเข้าใจว่าในยุคแรกๆ ที่ศาสดาของศาสนาต่างๆ อุบัติขึ้น ศาสนาคงมีบทบาทปลดเปลื้องพันธนาการบางอย่างแก่มนุษย์ในบริบททางสังคม วัฒนธรรม ณ ยุคสมัยนั้นๆ เช่นปลดเปลื้องความกลัวภัยธรรมชาติด้วยการสร้างความเชื่อและพิธีกรรมบวงสรวง เทพต่างๆ จนกระทั่งเสนอทางปลดเปลื้องทุกข์ทางจิตวิญญาณ และเสนอหลักศีลธรรมทางสังคมการเมืองที่เหมาะกับการสร้างความสงบสุขของสังคม ยุคนั้นๆ
จนเมื่อกาลเวลาผ่านไป การต่อสู้ทางความคิดความเชื่อ และการยื้อแย่งศาสนิกระหว่างศาสนาต่างๆ ทำให้ศาสนาต่างๆ สถาปนาความศักดิ์สิทธิ์แก่ศาสดาและคำสอนของศาสนาตนเองผ่านการสร้างความเชื่อ และพิธีกรรมต่างๆ ส่งผลให้ศาสดากลายเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ ธรรมะหรือคำสอนศาสนากลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งข้อสงสัย หรือวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาความมั่นคงแห่งศาสนาของตน
เช่น การสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนา มีการสร้างเรื่องราวการประสูติของพระพุทธเจ้าว่าคลอดจากครรภ์มารดาปุ๊บก็ เดินได้ทันที 7 ก้าว มีดอกบัวผุดขึ้นรองรับก้าวย่างแต่ละก้าว เมื่อเดินไปได้ 7 ก้าวแล้วก็เปล่งวาจาอันองอาจ (อาสภิวาจา) ว่า “เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ภพใหม่ของเราไม่มี” มีการสร้างเรื่องราวในเชิง “ข่มศาสนาอื่น” ว่า หลังการตรัสรู้พระพุทธเจ้าคิดจะไม่แสดงธรรมจึงเดือดร้อนถึงพระพรหม (เป็นที่ทราบกันว่าพระพรหมคือพระเจ้าผู้สร้างโลกตามคติของพราหมณ์) ต้องลงมากราบทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรม เป็นต้น
ต่อมาเมื่อศาสนาเข้ามาผูกพันกับรัฐ ศาสนาก็กลายเป็นเครื่องมือสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ เช่นสถาปนาให้กษัตริย์เป็นพระโพธิสัตว์ กระทั่งมีสถานะเสมอดังพระพุทธเจ้าไปเลย ดังนามของกษัตริย์ไทยในอดีตหลายองค์ก็ใช้ “ฉายานาม” ของพระพุทธเจ้ามาเป็นชื่อของตนเอง เช่น พระบรมไตรโลกนาถ พระมหาธรรมราชา พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นต้น สรรพนามแทนตัวเองที่เราใช้พูดกับกษัตริย์ เช่น “ข้าพระพุทธเจ้า” นั้น แปลว่า “ข้า ของพระพุทธเจ้า” ดังนั้น ใครที่พยายามบอกว่าศาสนาพุทธบริสุทธิ์จากการเมือง จึงเป็นการดัดจริตโดยแท้
เมื่อเราพิจารณาปัญหาในสังคมปัจจุบัน มีอะไรหรือที่ไม่โยงใยอยู่กับ “พันธนาการทางศาสนา” ตั้งแต่เรื่องเซ็นเซอร์ฉากเลิฟซีนในภาพยนตร์ ศิลปะนู้ด การรณรงค์ยืดอกพกถุง การเรียกร้องให้ออกกฎหมายอนุญาตทำแท้ง การจัดการปัญหาอบายมุข หวยบนดินไม่บนดิน บ่อนถูกกฎหมาย ไม่ถูกกฎหมาย เศรษฐกิจทุนนิยมเสรี หรือต้องเศรษฐกิจพอเพียง ความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมือง ควรแก้หรือไม่ควรแก้ ม.112 ความมีชนชั้นทางสังคม ไปจนถึงควรเป็นประชาธิปไตยภายใต้การกำกับของ “อภิมนุษย์”
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ล้วนแต่ผูกติดอยู่กับพันธนาการทางศาสนาทั้ง สิ้น มีการอ้างอิงความเชื่อ ศีลธรรมทางศาสนาครอบงำ กดทับ ปิดกั้น สถาปนาความไม่เท่าเทียมในความเป็นมนุษย์และครอบงำอย่างลึกซึ้งถึงระดับ จิตสำนึกหรืออุดมการณ์ทางสังคมจนกลายเป็นอุปสรรคยากยิ่งที่สังคมนี้จะ เปลี่ยนแปลงเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพ และมีความเป็นธรรมบนพื้นฐานของความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
เท่ากับว่า ศาสนาที่มีพลังทางปัญญา หรือมีพลังอธิบายทางศีลธรรมในการปลดเปลื้องพันธนาการของชีวิตและสังคมยุค พุทธกาล กลับกลายมาเป็นพันธนาการของชีวิตและสังคมในยุคสมัยของเรา
เช่น พระพุทธเจ้าเป็นคนความคิดก้าวหน้าในโลกยุคที่ยังล้าหลัง โดยพระองค์ปฏิเสธความไม่เท่าเทียมของมนุษย์คือระบบวรรณะสี่ ยืนยันความเท่าเทียมของมนุษย์ด้วยการสร้างสังคมสงฆ์ที่ยึดหลักความเสมอภาค ไม่มีชนชั้นให้เป็น “โมเดล” ของสังคมในอุดมคติ (ในแง่ความไม่มีชนชั้น) ปฏิเสธการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพีธีกรรมที่งมงาย ให้ยึดความจริงที่พิสูจน์ได้และมีเหตุผลตามหลักอริยสัจสี่ ยึดหลักความมีเสรีภาพในการแสวงหาความจริงและเสรีภาพทางศีลธรรมตามหลักกาลาม สูตร ยึดหลักความเสมอภาคทางศีลธรรมตามกฎแห่งกรรม คือหลักการที่ว่าทุกคนมีเสรีภาพเลือกการกระทำเสมอกันและต้องรับผิดชอบต่อการ กระทำเสมอกัน (ไม่มีอภิสิทธิ์ชนที่ทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิด) เป็นต้น
แต่ชาวพุทธไทยปัจจุบัน (ประเภท “พุทธดัดจริต” ผมใช้คำนี้ในความหมาย “เชิงข้อเท็จจริง” ว่า หมายถึง ชาวพุทธที่พยายามปกป้องวัฒนธรรมทางความคิดความเชื่อแบบพุทธปัจจุบันส่วนที่ สวนทางกับที่พระพุทธเจ้าเคยทำ ตามที่ระบุข้างต้น) กลับเป็นพวกความคิดล้าหลังในโลกยุคก้าวหน้า เพราะพวกเขายึดมั่นฐานคิดที่ว่า เราต้องปรับทุกสิ่งที่รับเขามาให้เหมาะกับ “ความเป็นไทย (?)” จึงต้องปรับพุทธศาสนาให้เป็นเครื่องมือสนับสนุนระบบชนชั้น (เจ้า-ไพร่) จึงต้องปรับประชาธิปไตยที่ต้องมีเสรีภาพและความเสมอภาคสมบูรณ์ให้เป็น ประชาธิปไตยกึ่งเสรี กึ่งความเสมอภาคที่ต้องอยู่ภายใต้กำกับของ “อภิมนุษย์”
ฉะนั้น ชาวพุทธไทย (ย้ำ ประเภท “พุทธดัดจริต” จะส่วนใหญ่หรือส่วนน้อยสังเกตเอาเอง) จึงแปลกแยกกับการเรียกร้องประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียม นักศึกษาและประชาชนที่เรียกร้องเสรีภาพถูกฆ่าซ้ำซาก โดยมีพระสงฆ์ชื่อดังสร้างวาทกรรมสนับสนุนการฆ่า และสนับสนุนความศักดิ์สิทธิ์ของระบบอภิสิทธิชน
สังคมเช่นนี้จึงเป็นสังคมที่ยกย่องคนดีมีคุณธรรมสูงส่ง ปราชญ์ที่มีคุณธรรมสูงส่งประเภทที่ไม่เข้าใจ ไม่เคารพ ไม่ปกป้องเสรีภาพและความเป็นธรรมบนหลักความเสมอภาคในความเป็นคน ส่วนบุคคลที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาคและประชาธิปไตยอย่างปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ จิตร ภูมิศักดิ์ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ และบรรดานักศึกษาประชาชนที่พลีชีพเพื่อประชาธิปไตยหาใช่ “คนดีมีคุณธรรมสูงส่ง” ที่ควรยกย่องแต่อย่างใดไม่
นอกจากนี้พวกพุทธดัดจริต ยังทำตัวเป็นผู้ผูกขาดความรู้ที่ถูกต้องของพุทธศาสนาแต่ฝ่ายเดียว ผูกขาดความเป็นเจ้าของพุทธศาสนา ชอบทำตัวเป็น “ตำรวจปกป้องพุทธศาสนา” คอยประณามคนที่ตีความพุทธศาสนาต่างจากความเข้าใจหรือ “ความจำ” ของตนเอง พวกเขามักสรุปว่า “ความเห็นต่าง” คือ “ความไม่รู้” และประณามว่า “ความไม่รู้” คือ “ความชั่ว” คนที่เห็นต่างจึงเป็นคนไม่รู้ เป็นคนชั่ว เป็นภัยต่อพุทธศาสนา ต้องขจัดออกไป
อีกอย่าง พวกนี้มักมีคำรำพึงเป็นดัง “สโลแกน” ที่ท่องจำตามๆ กันว่า “สังคมไทยปัจจุบันเป็นสังคมศีลธรรมล่มสลาย ผู้คนดูถูกธรรมะ ไม่เคารพคนดี แตกสามัคคี ชอบใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ขาดการให้อภัย ไม่มีเตตาธรรมต่อกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนไม่รู้ธรรมะ เพราะเยาวชนห่างศาสนา ไม่เข้าวัดปฏิบัติธรรม ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมเสรีภาพตามกิเลส บันเทิงนิยม วัตถุนิยม บริโภคนิยม ฯลฯ แบบตะวันตก ฉะนั้น ต้องดึงคนเข้าวัดปฏิบัติธรรม ต้องใช้ธรรมะเชิงรุกเข้าไปในโรงแรม ในซ่อง โรงหนัง บนเวทีคอนเสิร์ต ในรัฐสภา ฯลฯ เพื่อสร้างสังคมอุดมศีลธรรม”
ทว่าตามความเป็นจริงในบริบทความขัดแย้งกว่า 5 ปี ที่ผ่านมา บรรดาคนดีมีคุณธรรมสูงส่ง พระสงฆ์ชื่อดัง ผู้เคร่งศาสนา ปัญญาชนอาวุโสที่อ้างศาสนาอ้างศีลธรรมชี้นำสังคมมาตลอด ต่างเปลือยตัวเองเองล่อนจ้อนว่า พวกเขาไม่ได้ยืนยันประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพและความเสมอภาค ไม่เคารพการตัดสินของเสียงส่วนใหญ่ เป็นหางเครื่องของรัฐประหารและระบบอำมาตย์ ดูถูกประชาชนว่าไม่รู้ประชาธิปไตย ถูกซื้อ ฯลฯ
และในโลกของการถกเถียงโต้แย้งประเด็นปัญหาสังคมการเมืองในมิติต่างๆ รวมทั้งมิติที่เกี่ยวพันกับศาสนาที่ผ่านมา ผู้คนหูตาสว่างมากขึ้นๆ ว่า ศาสนาที่อ้างกันอยู่ปัจจุบัน ไม่มีพลังทางปัญญาและพลังอธิบายทางศีลธรรมที่มีคุณค่าต่อการปลดเปลื้อง พันธนาการของชีวิตและสังคมเหมือนศาสนาในยุคของพระพุทธเจ้า แต่เป็นศาสนาที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือดำรงระบบชนชั้น ครอบงำทางความคิดความเชื่อ จำกัดเสรีภาพทางความคิดและทางเลือกของชีวิตและสังคมในยุคที่โลกเปิดกว้าง
ที่สำคัญศาสนาในความเข้าใจ หรือรูปการจิตสำนึกของชาวพุทธดัดจริตปัจจุบัน เป็นศาสนาที่ไม่มีคำตอบเรื่องเสรีภาพ ความเป็นธรรมบนหลักความเสมอภาค ซึ่งสวนทางกับศาสนาแห่งพุทธะในยุคพุทธกาลอย่างสิ้นเชิง !

3ปีเหยื่อรายแรกของระบบยุติธรรมจัญไรไฟไหม้

ที่มา Thai E-News




ท้วงอยุติธรรมจัญไร?-ณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ชาวบ้านธรรมดาที่รักประชาธิปไตยต่อต้านอันธพาลการเมืองพันธมิตร และถูกสังหารโหดเมื่อ2ก.ย.2551 นับเป็นวีรชนเสื้อแดงรายแรกที่เสียชีวิต ผ่านมาตอนนี้ 3 ปียังไม่มีความยุติธรรมสำหรับเขา บางทีสิ่งที่พอจะท้วงต่ออยุติธรรมได้ก็คงเป็นเหตุการณ์รูปหน้าศพของเขาลุก ไหม้ขึ้นเองในตอนจัดงานศพเมื่อ 21 ก.ย.2551

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 กันยายน 2554

ครบรอบ 3 ปีสังหารณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง เหยื่อสังเวยพธม.อันธพาลการเมืองกระหายเลือด

ดึกคืนวันที่ 1 ต่อเนื่องวันที่ 2 กันยายน2551 นชป.ที่จัดชุมนุมย่อยสนามหลวงได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อ เรียกร้องให้พันธมิตรยุติการยึดทำเนียบรัฐบาลที่ยึดเอาไว้ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2551

แต่พันธมิตรกระหายเลือดใช้อาวุธปืนยิงกระหน่ำใส่ และอาวุธหลายอย่างมีผู้ชุมนุมเสื้อแดงบาดเจ็บและถูกกระทืบซ้ำหลายราย และณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง เป็นศพแรกที่สังเวยความกระหายเลือดของพันธมิตร

งานศพของณรงค์ศักดิ์ผ่านไปแบบเงียบๆ ไร้เกียรติยศใดๆ แต่น่าประหลาดคือรูปหน้าศพเกิดติดไฟไหม้ขึ้นอย่างพิศวง ราวกับว่าทวงความเป็นธรรม จนบัดนี้ผ่านไป 3 ปี ยังไม่มีการจับฆาตกรที่สังหารเขาได้แต่อย่างใด ขณะที่พี่สาวของณรงค์ศักดิ์ปฏิเสธจะรับความช่วยเหลือค่าทำศพจากพันธมิตร หรือกลุ่มสว.40คน

นางชบา สิงหกลางพล อายุ 73 ปี พี่สาวของณรงค์ศักดิ์กล่าวเปิดเผยว่า ณรงศักดิ์ มีอาชีพทำไร่ทำสวน ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับญาติที่ย่านดินแดง กรุงเทพฯทำงานรับจ้างทั่วไป ซึ่งนายณรงศักดิ์ เดินทางไปมาระหว่างจ.กาญจนบุรี และกรุงเทพฯเพราะต้องคอยดูแลตนด้วยเนื่องจากทางครอบครัวยากจนไม่ค่อยมีฐานะ เท่าที่ควร

ก่อนเกิดเหตุน้องชายโทรไปหาตนว่าจะไปเยี่ยมน้าที่จ.นครราชสีมา และกลับมากรุงเทพฯตอนเย็นวันที่ 1 กันยายน 2551 และบอกว่าจะไปรวมกับกลุ่มเพื่อนที่เป็นแนวร่วมนปช.ที่ท้องสนามหลวง เพราะน้องชายเป็นคนรักชาติบ้านเมืองมาก และเป็นคนโสดไม่มีครอบครัว และเห็นว่าการที่กลุ่มพันธมิตร มาชุมนุมทำไม่ถูกต้องเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเสียหายได้รับการเลือกตั้งมา จากประชาชน น้องชายเลยออกมาร่วมกับกลุ่มนปช.เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

“เราคนไทยด้วยกัน ขอให้พันธมิตรหันหน้าเข้าหากัน ศพของน้องฉันขอให้เป็นศพสุดท้าย พอใจไหมสำหรับพันธมิตร” นางชบากล่าวในวันนั้น...แต่ความจริงเขาเป็นศพแรก ก่อนที่จะตามมาอีก 92 ศพในเวลาต่อมา


ครบ 3 ปีฆาตกรสังหารณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ยังลอยนวล


งานศพคุณณรงค์ศักดิ์ที่จัดอย่างสมเกียรติ มีรายงานข่าวสื่อมวลชนช่วงนั้นว่า รูปถ่ายหน้าโลงศพของณรงค์ศักดิ์ลุกไหม้ขึ้นเอง ราวประท้วงอยุติธรรม

คุณTAN007เขียนเล่าเหตุการณ์คืนวันนั้นเมื่อ 3 ปีที่แล้วทางเว็บบอร์ดประชาทอล์ก ว่า





ภาพเหตุการณ์ 2 กันยายนเสื้อแดงยกพลจากสนามหลวงมาจะประท้วงให้พันธมิตรเลิกยึดทำเนียบฯ โดนกองกำลังพันธมิตรดักทำร้ายบาดเจ็บหลายราย ภาพล่างสุดคือณรงค์ศักดิ์ ที่ตายจากเหตุการณ์นี้ รุ่งขึ้นนายกฯสมัครประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งทหารออกมาระงับเหตุ แต่พล.อ.อนุพงษ์ ผบ.ทบ.ปฏิเสธพร้อมอ้างว่า"การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง"



เวทีสนามหลวง : ณ เวลานั้น จำได้ว่าประมาณ 5 ทุ่มกว่าๆ อาจารย์ชินวัฒน์ หาบุญพาด ประธานชมรมแท็กซี่ ขึ้นบนเวทีประกาศบอกพี่น้องเราจะเคลื่อนไปสะพานมัฆวาน อ้าวแล้วนึกในใจ ชิบหายแล้ว เพราะแค่มวลชนได้ยินเสียงประกาศแค่นั้นทุกคนที่อารมณ์ค้างและแค้นอยู่แล้ว พร้อมใจกันลุกพรวดพราดขึ้นและตั้งขบวนแบบไม่ฟังเวทีแล้วทุกคนบ่ายหน้าจะไป สะพานมัฆวานทันที ซึ่งตอนนั้นอะไรก็ห้ามไม่อยู่แล้วขบวนคนนับพันนับหมื่นเดินตะโกนไปบนถนนราช ดำเนินมุ่งหน้าแยกผ่านฟ้าและไปหยุดที่หน้า สน.นางเลิ้ง แถวแยก จปร.
ผมและพวกนั่งคุยกับเสธ.แดงอยู่หลังเวที ยัง งงๆ อยู่ว่าชิบหายแล้วอาแดง จะเคลื่อนไปทำไมวะนั้นไปมีปะทะแน่นอน ซึ่งก็ไม่ทันแล้ว ก็ต้องเฮตามมวลชนไป และก็ฝ่าฝูงชนมายืนด้านหน้าประจันกับพันธมิตร ซึ่งตั้งป้อมอยู่เลยหน้า บก.ทบ.ไปนิดเดียวและกลุ่มพันธมิตรยืนเต็มสะพานมัฆวานบางไปหมดบางคนปืนขึ้นไป บนต้นไม้ บนเสาปีนไปนั่งบนโค้งจั่วสะพานและส่องกล้องดูพวกเรา
ความ ฮึกเหิมของมวลชนฝ่ายเราที่มีมือเปล่าและท่อนไม้ ประกอบกับคิดว่าฝ่ายเราคนเยอะกว่าพันธมิตรเลยกรูกันไปด้านหน้ากะปะทะเต็มที่ ตอนนั้น ผมโทรรายงานห้องแคมฟรอกการเมืองแจ้งพรรคพวกสารพัดกลุ่ม ว่าเริ่มมีปะทะแล้วที่หน้า บก.ทบ. ตำรวจที่ประจันอยู่ตรงกลางเป็นไส้แซนวิสอยู่ตรงกลางน่าจะไม่เกิน 300 นายเริ่มจะเอาไม่อยู่


มวล ชนจาก 2 ฝั่งตั้งท่าจะนวดกันแล้วก็เป็นดังคาด ตำรวจคุมไม่อยู่แล้วตอนนั้นเพราะต่างฝ่ายต่างกรูเข้าหากันแต่ที่เราเสีย เปรียบคือฝ่ายพันธมิตรที่ยืนประจันด้านหน้า(พวกการ์ด)เล่นปืนลูกโม่ ส่องปั้งๆๆๆๆ มาไม่ต่ำกว่า 5 ชุด ใส่มวลชนฝ่ายเรากลุ่มแรกที่ถือไม้วิ่งเข้าไปจะปะทะต้องล้มกันระเนระนาดและ วิ่งเข้าข้างทางบ้าง วิ่งเข้าหลบข้างสนามมวยราชดำเนินก็มี ตอนนั้นวุ่นวายสุดๆ โทรศัพท์ผมหล่นแตกยังไป 1 เครื่อง และโดนพวกเราด้วยกันวิ่งมาชนจนจุกนั่งพับเพียบกับพื้น และเจอพวกเราโดนฝั่งพันธมิตรลากตัวเข้าไปฝั่งเขาไม่ต่ำกว่า 5 คน บางคนโดนตีแบบ 5 รุ่ม 1 แต่ฝ่ายเราก็ตีฝ่ายเขาเช่นกัน แต่ฝ่ายโน้นจะให้คนที่มีปืนสั้นมาประจันหน้าอันนี้เลวร้ายมาก ส่วนลุงณรงค์ศักดิ์ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักแต่กลุ่มด้านหน้ามีแกอยู่ด้วยแน่ๆ


ปะทะ กันหนักอยู่นานพอควร เจ็บไปหลายคนรถพยาบาล รถมูลนิธิวิ่งกันสับสนไปหมด เรื่องจากคนเจ็บเยอะมาก จนสุดท้ายตำรวจเสริมทัพเข้ามาอีกและคนเสื้อแดง(ซึ่งตอนนั้นพวกเรายังไม่ใส่ แดงกันมากเท่าไหร่) ทะยอยกันมาสมทบเพราะข่าวทีวีรายงานการปะทะทั้งคืน จนรุ่งเช้ามีรถบัสจากอุดร พัทยา และหลายจังหวัดมาสมทบอีก ผมนึกในใจพังกันวันนี้ละวะ แต่สักพักไม่เกิน 7 โมงเช้านายกฯสมัครประกาศภาวะฉุกเฉิน ทุกคนเลยวางมือแยกย้ายกันกลับเท่าที่จำความได้และถ่ายภาพไปด้วยในวันปะทะก็ ประมาณนี้ครับ


เหตุการณ์ 2 กันยายน จากวิกิพีเดีย

เมื่อเวลา 00.40 น. แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เคลื่อนพลจากสนามหลวง เพื่อขับไล่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เส้นทางถนนราชดำเนินสู่แยก จปร. เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ฝ่าด่านตำรวจที่ตั้งแผงเหล็กมาได้ตลอดเส้นทาง ระหว่างนั้น นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ประกาศบนเวที เพื่อขอกำลังการ์ดอาสาเพิ่ม เนื่องจากทางกลุ่ม นปก.ได้เคลื่อนกำลังเข้ามาจำนวนหลายพันคน พร้อมกับเน้นย้ำให้การ์ดทำหน้าที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้น

จนเมื่อเวลา 01.10 น. กลุ่ม นปก.เคลื่อนกำลังมาถึงบริเวณร้านลิขิตไก่ย่าง เลยสนามมวยราชดำเนินมาเล็กน้อย ได้เกิดการปะทะกันกับฝ่ายพันธมิตรฯ ที่ปักหลักอยู่ฝั่งตรงข้ามของสะพาน และฝ่าแนวกั้นเข้ามา โดยต่างฝ่ายต่างวิ่งเข้าหากัน พร้อมกับมีการปาขวดน้ำ ขวดโซดา ขว้างก้อนหินใส่กัน พร้อมกับมีการถืออาวุธไม้วิ่งไล่ตีกัน ระหว่างที่เกิดการปะทะกันทั้งสองฝ่ายได้เกิดเสียงปืนดังขึ้น 5-6 นัด และเสียงคล้ายระเบิดควันดังติดต่อกันหลายครั้ง โดยกระสุนปืนได้ถูกกลุ่มผู้ชุมนุม นปก.ล้มลงได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งวชิรพยาบาล

ตั้งแต่เวลา 01.30 น. หลังการปะทะกันบริเวณสะพานมัฆวานฯ หน้าอาคารที่ทำการสหประชาชาติ สำนักงานกรุงเทพฯ ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่ม นปก. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ขึ้นกล่าวบนเวที สั่งระดมการ์ดและผู้ชุมนุมให้ไปตั้งขบวนอยู่ที่หน้าเต้นท์กองทัพธรรม ถนนพิษณุโลก เพื่อยกกำลังไปช่วยผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณสะพานมัฆวานฯ จากนั้นกลุ่ม ผู้ชุมนุมนับร้อยพร้อมด้วยอาวุธครบมือ ได้ไปรวมตัวกันที่บริเวณเต้นท์หน้ากองทัพธรรม โดยพล.ต.จำลอง และนายสมศักดิ์ ได้เดินลงมาสั่งการด้วยตัวเอง

จนกระทั่งเวลา 05.00 น. มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 1 คน คือ นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง ผู้ชุมนุมกลุ่ม นปก. และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 40 คน ซึ่งทั้งหมดถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

ต่อมาเมื่อเวลา 07.00 น. สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ได้เผยแพร่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ที่ลงนามโดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เนื่องจากเหตุการณ์เกิดการปะทะกันระหว่าง กลุ่ม นปก. กับกลุ่มพันธมิตรฯ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก พร้อมกันนี้ในประกาศดังกล่าวได้มีการแต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นรองหัวหน้า นอกจากนี้ยังออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คนในเขตกรุงเทพมหานคร รวมทั้งห้ามการเสนอข่าวที่อาจกระทบต่อความมั่นคงทั่วราชอาณาจักร

หลังจากนั้น กลุ่ม นปก.ได้ถอนการชุมนุมกลับไปที่ท้องสนามหลวง ส่วนผู้ชุมนุมแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงปักหลักชุมนุมในทำเนียบต่อไป และมิได้ตื่นตระหนกกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด

พล.อ.อนุพงษ์เพิกเฉย และไม่ได้บังคับใช้กฎหมายตามที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกฯสมัครแต่อย่างใด ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านขณะนั้นเดินทางไปให้กำลังใจกลุ่มพันธมิตรในทำเนียบ
*********

เหตุการณ์ผ่านไป 3 ปี ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆว่าใครเป็นฆาตกร แน่นอนว่าไม่มีใครโดนดำเนืินคดีเลย


ชินวัฒน์ หาบุญพาด ผู้นำเสื้อแดงออกจากสนามหลวงมาปะทะพันธมิตร ได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง


พลเอกอนุพงษ์ในเวลาต่อมารับบัญชารัฐบาลอภิสิทธิ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 มีผู้เสียชีวิต 92 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 ราย


นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ที่ระัดมพันธมิตรให้การ์ดพธม.ไปปะทะเสื้อแดงวันนั้นกลายเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่และสอบตก


พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยังไปทำบุญที่สำนักสันติอโศก และรับศีลห้า รวมทั้งศีลข้อแรกคือไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นปกติ


สำหรับณรงค์ศักดิ์ ยังมีใครจดจำเขาได้ไหมในวันนี้่.....และหากจดจำเขาได้ จดจำในฐานะใด วีรชนรายแรกของเสื้อแดงที่สูญเสีย...เหยื่อของอันธพาลการเมือง


หรือเหยื่อของระบบยุติธรรมจัญไรไฟไหม้?!

นักวิชาการไทยศึกษานานาชาติ ยื่นหนังสือยิ่งลักษณ์ เรียกร้องทบทวนม.112 - กม.คอมพ์ฯ

ที่มา Thai E-News




คณะนักวิชาการด้านไทยศึกษาจากนานาชาติได้ ยื่นจดหมายถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการนำประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาละเมิดสิทธิ เสรีภาพทางการเมืองของประชาชน โดยเนื้อหาของจดหมายดังกล่าวมีรายละเอียดดังต่อไปนี้



ทำเนียบ รัฐบาล
ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต
กรุงเทพฯ 10300
ประเทศไทย



วันที่ 23 สิงหาคม 2554

กราบเรียน นายกรัฐมนตรี

ด้วยนักวิชาการนานาชาติในวงการไทยศึกษา มีความกังวลต่อการจำกัดพื้นที่อิสระสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเทศ ไทยนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา รวมถึงประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งในกรณีนักโทษการเมืองและเรื่องที่รัฐบาลยังไม่แสดงความรับผิดชอบต่อความ รุนแรงที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2553 พวกเราได้เห็นสิทธิเสรีภาพสำคัญหลายประการได้ถูกลิดรอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจับกุมและการดำเนินคดีต่าง ๆ หลายคดีภายใต้การบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

พวกเรายินดีที่ทราบว่า นายกรัฐมนตรีได้ยอมรับว่ามีการละเมิดอย่างรุนแรงหลายประการที่เกี่ยวข้องกับ มาตรา 112 ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พวกเราขอกราบเรียนให้ทราบว่า แม้ว่าคดีสำคัญหลาย ๆ คดีจะเป็นที่เปิดเผยโดยทั่วไปผ่านการรายงานของสื่อมวลชน แต่ยังมีอีกหลายคดีที่เสมือนว่ารัฐบาลและสื่อมวลชนยังคงปล่อยให้เงียบหายไป ในคดีเหล่านี้ มีหลายคนที่ถูกคุมขังก่อนจะมีการแจ้งข้อกล่าวหา และมีอีกหลายรายที่ถูกกล่าวหาแล้วแต่ถูกศาลปฏิเสธให้ได้รับการประกันตัวใน ระหว่างที่รอดำเนินการในชั้นศาล

ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติจากสำนักงานอัยการสูงสุดของปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 มีการฟ้องร้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในขณะที่ตัวเลขจากสำนักงานศาลยุติธรรมชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นที่สูงกว่า นั้นหลายเท่าตัว

ดังนั้น พวกเราจึงกังวลอย่างยิ่งที่ยังคงเห็นการดำเนินการในคดีการเมืองอย่างต่อ เนื่อง ตัวอย่างเช่น กรณีที่นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกคุมขัง 84 วันก่อนที่อัยการจะตัดสินใจสั่งฟ้อง ทั้งนี้ นายสมยศฯ ไม่ได้ถูกดำเนินคดีอันเนื่องมาจากสิ่งที่เขาพูดหรือกระทำด้วยตนเอง แต่มาจากข้อเขียนของผู้อื่นที่อยู่ในวารสารที่เขาเป็นบรรณาธิการ ซึ่งไม่ต่างไปจากคดีของนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการ หนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์

ในกรณีของ นาย Joe Gordon ที่เป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา เขาก็ถูกคุมขัง 84 วันก่อนที่อัยการจะตัดสินส่งฟ้องเช่นเดียวกัน อีกทั้งศาลอาญายังปฏิเสธให้ประกันตัวนายสมยศ และนาย Joe Gordon ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในการนี้แถลงการณ์ของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความเป็นห่วงต่อคดีในลักษณะดังกล่าวจากนานา ประเทศได้เป็นอย่างดี

พวกเราพิจารณาเห็นว่า การคุมขังและข่มขู่ประชาชนถือเป็นสัญญาณอันเลวร้ายที่ก่อให้เกิดการกระทำการ ต่าง ๆ มากมายที่คุกคามสิทธิมนุษยชนและกระทบต่ออนาคตของประชาธิปไตยในประเทศไทย จึงขอกราบเรียนให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาดำเนินการในประเด็นที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

(1) ดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดในกรณีการจับกุมและการดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 รวมทั้งบทบัญญัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

(2) ริเริ่มขั้นตอนที่จะนำไปสู่การอนุญาตให้ประกันตัวผู้ที่ถูกคุมขังภายใต้ มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถเตรียมตัวสู้คดีได้อย่างเป็นธรรมในชั้นศาล

(3) พิจารณาทบทวนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 รวมทั้งบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และวางกลไกเพื่อป้องกันการนำบทบัญญัติทางกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ ไปใช้เพื่อละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมือง

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

The signatures:

Adadol Ingawanij, Senior Research Fellow, University of Westminster, United Kingdom

Dennis Altman, Professor, LaTrobe University, Australia

Dennis Arnold, Postdoctoral Fellow, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

Aileen S.P.Baviera, Professor, University of the Philippines Diliman, Philippines

Peter F. Bell, Emeritus Professor, State University of New York, U.S.A.

Katherine Bowie, Professor, University of Wisconsin-Madison, U.S.A.

Shaun Breslin, Professor, University of Warwick, United Kingdom

Andrew Brown, Lecturer, University of New England, Australia

Joseph A. Camilleri, Professor, La Trobe University, Australia

Toby Carroll, Senior Research Fellow, National University of Singapore, Singapore

William Case, Professor, City University of Hong Kong, Hong Kong

Dae-oup Chang, Senior Lecturer, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Noam Chomsky, Professor, Massachusetts Institute of Technology, U.S.A.

John Clark, Professor, University of Sydney, Australia

Peter A. Coclanis, Professor, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

Michael Connors, Associate Professor, LaTrobe University, Australia

Vicki Crinis, Research Fellow, University of Wollongong, Australia

Thomas Davis, Lecturer, University of Melbourne, Australia

Heather D’Cruz, Adjunct Research Associate, Curtin University, Australia

Richard F. Doner, Professor, Emory University, U.S.A.

Jamie Doucette, Lecturer, University of British Columbia, Canada

Bjoern Dressel, Research Fellow, Griffith University, Australia

Mark Driscoll, Associate Professor, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

John S. Dryzek, Professor, Australian National University, Australia

Nancy Eberhardt, Professor, Knox College, U.S.A.

Grant Evans, Fellow, University of Hong Kong, Hong Kong

Nicholas Farrelly, Research Fellow, Australian National University, Australia

Federico Ferrara, Assistant Professor, City University of Hong Kong, Hong Kong

Robert Fisher, Senior Lecturer, University of Sydney, Australia

David Fullbrook, Graduate student, National University of Singapore, Singapore

Arnika Fuhrmann, Research Scholar, University of Hong Kong, Hong Kong

Paul Gellert, Associate Professor, University of Tennessee at Knoxville, U.S.A.

Kristi Giselsson, Research Associate, University of Tasmania, Australia

Jim Glassman, Associate Professor, University of British Columbia, Canada

Mikael Gravers, Associate Professor, Aarhus University, Denmark

Geoffrey C. Gunn, Professor, Nagasaki University, Japan

Tyrell Haberkorn, Research Fellow, Australian National University, Australia

Vedi Hadiz, Professor, Murdoch University, Australia

Shahar Hameiri, Postdoctoral Fellow, Murdoch University, Australia

Annette Hamilton, Professor, University of New South Wales, Australia

Adam Hanieh, Lecturer, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Eva Hansson, Senior Lecturer, Stockholm University, Sweden

Rachel Harrison, Reader, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Paul Healy, Senior Lecturer, University of New England, Australia

Steve Heder, Lecturer, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Michael Herzfeld, Professor, Harvard University, U.S.A.

Kevin Hewison, Professor, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

Allen Hicken, Associate Professor, University of Michigan, U.S.A.

C.J. Hinke, Independent scholar, Freedom Against Censorship Thailand, Thailand

Philip Hirsch, Professor, University of Sydney, Australia

Thomas Hoy, Lecturer, Thammasat University, Thailand

Caroline Hughes, Associate Professor, Murdoch University, Australia

Paul D. Hutchcroft, Professor, Australian National University, Australia

Feyzi Ismail, Doctoral candidate, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Søren Ivarsson, Associate Professor, University of Copenhagen, Denmark

Kanishka Jayasuriya, Professor, University of Adelaide, Australia

Lee Jones, Lecturer, Queen Mary College, United Kingdom

Patrick Jory, Senior Lecturer, University of Queensland, Australia

Arne L. Kalleberg, Professor, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

Charles Keyes, Professor Emeritus, University of Washington, U.S.A.

Damien Kingsbury, Professor, Deakin University, Australia

H. Ruediger Korff, Professor, University of Passau, Germany

John Langer, Honorary Fellow, Victoria University, Australia

Tomas Larsson, Lecturer, University of Cambridge, United Kingdom

Laurids Sandager Lauridsen, Professor, Roskilde University, Denmark

Peter Leyland, Professor, London Metropolitan University, United Kingdom

Samson Lim, Doctoral candidate, Cornell University, U.S.A.

Peter Limqueco, Co-editor, Journal of Contemporary Asia, Philippines

Robert Manne, Professor, La Trobe University, Australia

Thomas Marois, Lecturer, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Mary Beth Mills, Professor, Colby College, U.S.A.

Daniel Bertrand Monk, Professor, Colgate University, U.S.A.

Michael Montesano, Visiting Research Fellow, Institute of Southeast Asian Studies, Singapore

Paolo Novak, Lecturer, School of Oriental and African Studies, United Kingdom

Chris Nyland, Professor, Monash University, Australia

Rene Ofreneo, Professor, University of the Philippines Diliman, Philippines

Pavin Chachavalpongpun, Fellow, Institute of Southeast Asian Studies, Singapore

John Pickles, Professor, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

Piya Pangsapa, Senior Lecturer, The University of the West Indies, Trinidad & Tobago

Pongphisoot Busbarat, Research Associate, Australian National University, Australia

Poowin Bunyavejchewin, Graduate student, University of Hull, United Kingdom

Prajak Kongkirati, Doctoral candidate, Australian National University, Australia

Preedee Hongsaton, Doctoral candidate, Australian National University, Australia

Rajah Rasiah, Professor, University of Malaya, Malaysia

Craig J. Reynolds, Professor, Australian National University, Australia

David Rezvani, Visiting Assistant Professor, Trinity College, U.S.A.

Garry Rodan, Professor, Murdoch University, Australia

Eric Sheppard, Professor, University of Minnesota, U.S.A.

elin o’Hara slavick, Professor, University of North Carolina at Chapel Hill, U.S.A.

Johannes Dragsbaek Schmidt, Associate Professor, Aalborg University, Denmark

Gavin Shatkin, Associate Professor, University of Michigan, U.S.A.

Mark Smith, Senior Lecturer, The Open University, United Kingdom

Claudio Sopranzetti, Doctoral candidate, Harvard University, U.S.A.

Andrew Spooner, Doctoral candidate, Nottingham Trent University, United Kingdom

Irene Stengs, Senior Researcher, Meertens Institute, The Netherlands

Geoffrey Stokes, Professor, Deakin University, Australia

David Streckfuss, Independent scholar, Thailand

Janet Sturgeon, Associate Professor, Simon Fraser University, Canada

Donald K. Swearer, Emeritus Professor, Swarthmore College, U.S.A.

Eduardo Climaco Tadem, Professor, University of the Philippines Diliman, Philippines

Teresa S. Encarnacion Tadem, Professor, University of the Philippines Diliman, Philippines

Michelle Tan, Independent Scholar, U.S.A.

Nicholas Tapp, Professor Emeritus, Australian National University, Australia

Thongchai Winichakul, Professor, University of Wisconsin-Madison, U.S.A.

Robert Tierney, Lecturer, Charles Sturt University, Australia

Serhat Uenaldi, Doctoral candidate, Humboldt-University of Berlin, Germany

Andrew Vandenberg, Senior Lecturer, Deakin University, Australia

Joel Wainwright, Assistant Professor, Ohio State University, U.S.A.

Andrew Walker, Senior Fellow, Australian National University, Australia

Meredith Weiss, Associate Professor, University at Albany, SUNY, U.S.A.

Marion Werner, Assistant Professor, University at Buffalo, U.S.A.