WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 2, 2011

"คลัง"ชงครม. เพิ่มเงินขรก.ปริญญาตรี 15,000 บาท แถมเพิ่มกลุ่มต่ำกว่าป.ตรีด้วย ดีเดย์ม.ค.55

ที่มา มติชน


วิรุฬ เตชะไพบูลย์


กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอ ครม. เพื่อปรับรายได้บุคลากรภาครัฐ วุฒิปริญญาตรีขั้นต่ำต้องรับ 15,000 บาท พร้อมทั้ง พิจารณาให้ปรับกลุ่มที่ต่ำกว่าปริญญาตรีด้วย


นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลเรื่องการปรับรายได้ให้แก่บุคลากรภาครัฐ โดยเฉพาะที่ผู้จบปริญญาตรีเมื่อเข้ามาทำงานในระบบราชการควรมีรายได้ขั้นต่ำ อย่างน้อย 15,000 บาทต่อเดือน ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมบัญชีกลาง จึงได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางไปศึกษาพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป


นายวิรุฬ กล่าวว่า โดยหลักเกณฑ์ทั่วๆ ไป ที่กรมบัญชีกลางได้เสนอมาก็จะเป็นการกำหนดกลุ่มบุคลากรภาครัฐ ที่จะได้รับการปรับเงินเพิ่มในครั้งนี้ซึ่งอยู่ในอำนาจการพิจารณาของกระทรวง การคลัง และอัตราเงินเพิ่มที่จะได้รับตามเงื่อนไขต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มฯ โดยแนวทางจะดำเนินการจ่ายเป็นเงินช่วยค่าครองชีพ (พ.ช.ค.) ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ทันทีตามอำนาจของกระทรวงการคลัง โดยการแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลัง โดยกลุ่มบุคลากรภาครัฐที่จะพิจารณาปรับเพิ่มรายได้ครั้งนี้จะครอบคลุม 5 กลุ่ม คือ

ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวที่จ้างจากเงินงบประมาณ พนักงานราชการ และทหารกองประจำการ ที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของกระทรวงการคลังโดยการแก้ไขระเบียบกระทรวงการ คลัง และตามฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐจากระบบการเบิกจ่ายเงินเดือนค่าจ้างที่กรม บัญชีกลางกำกับดูแลอยู่นั้น ปัจจุบันมีบุคลากรภาครัฐที่มีเงินเดือนและค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน จำนวน 649,323 คน แบ่งเป็นตำแหน่งที่ใช้วุฒิปริญญาตรี ขึ้นไป จำนวน 346,365 คน ต่ำกว่าปริญญาตรีโดยรวมถึงทหารกองประจำการจำนวน 302,958 ราย โดยผู้ที่วุฒิปริญญาตรีขึ้นไปจะได้รับเงิน พ.ช.ค. เพิ่มรวมเงินเดือนเป็น 15,000 บาท สำหรับผู้ที่วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรียังคงได้รับเงิน พ.ช.ค. 1,500 บาท เช่นเดิม โดยจะขยายเพดานอัตราเงินที่ได้รับเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้กลุ่มที่ได้รับเงินเดือนค่าจ้างและทหารกองประจำการที่ได้รับเงิน เดือนและเบี้ยเลี้ยงประจำ ไม่ถึง 9,000 บาท ก็จะได้รับเงิน พ.ช.ค. เพิ่มรวมกันให้ได้รับเป็น 9,000 บาท ด้วย โดยจะใช้เงินงบประมาณ ประมาณปีละ 24,533 ล้านบาท ซึ่งได้มีการศึกษาผลกระทบด้านต่าง ๆ แล้วไม่เป็นปัญหา


“การปรับรายได้ดังกล่าวกระทรวงการคลังได้เสนอแนวทางโดยสอดคล้องกับ นโยบายของรัฐบาลเพื่อให้บุคลากรภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นและเหมาะสมกับภาวะ ค่าครองชีพและเป็นการช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจดียิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือนมกราคม 2555 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่บุคลากรภาครัฐ สำหรับกลุ่มอื่น ๆ ได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางไปศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อไป” นายวิรุฬกล่าว


สุรสิทธิ์ สังขพงศ์"กลับไทยเปิดตัวสื่อมวลชนครั้งแรก แทงกั๊กร่วมงาน"รัฐบาลปู"

ที่มา มติชน



เมื่อวันที่ 1 กันยายน พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนครั้งแรก ในงานสถาปนากองบังคับการปราบปรามครบรอบ 63 ปี หลังจากที่ถูกดำเนินคดีหวยบนดิน และเดินทางออกต่างประเทศไปทำธุรกิจให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่นั้น อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามที่เกี่ยวกับการเมือง แต่กล่าวเพียงว่า "การกลับมาครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะอยู่นานแค่ไหน ส่วนจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับคณะรัฐบาลชุดนี้หรือไม่นั้น คงไม่สามารถพูดอะไรได้ คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์และผู้ใหญ่ว่าจะพิจารณาอย่างไร"


ทั้งนี้ กองปราบปรามได้จัดงานคล้ายวันสถาปนากองปราบปรามครบรอบปีที่ 63 โดยมี พล.ต.ต.สุภิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้บังคับการกองปราบปราม เป็นประธานในพิธี โดยมีพิธีมอบโล่ห์ที่ระลึกให้กับข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุ โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปรึกษา (สบ10) พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์เข้าร่วมงานในฐานะอดีตผู้บังคับการกองปราบปรามเข้าร่วมด้วย


"ปู"ให้โชคระลอกสอง เลขทะเบียนรถตามขบวน-ส่วนตัว ออกตรงเป๊ะเลขท้ายรางวัลที่ 1

ที่มา มติชน





ผู้สื่อข่าวรายงาน ในการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 กันยายน รางวัลที่ 1 มีเลขท้าย 4 ตัว ตรงกับเลขทะเบียนรถตามขบวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยี่ห้อโตโยต้ารุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ทะเบียน ฎก 4533 ซึ่งตรงกับเลขท้ายรางวัลที่ 1 ทั้ง 4 ตัว โดยรางวัลที่ 1 คือ 724533

ส่วนรถตู้โฟล์กสีเทาดำทะเบียน ฮน 333 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นรถส่วนตัวที่ใช้ในวันหาเสียงในช่วงการเลือกตั้ง และได้นำกลับมาใช้อีกครั้งในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งเลข 333 หรือ 33 จะเป็นเลขที่ผู้ซื้อหวยใต้ดินสามารถถูกรางวัลได้ทั้ง 2 รางวัล

ทั้งนี้ ถือเป็นเลขท้ายที่นำโชคให้คอหวยเป็นครั้งที่ 2 หลังจากก่อนหน้านี้เลขทะเบียนรถตู้โพล์กป้ายแดงทะเบียน ว 1662 ตรงกับรางวัลเลขท้าย 2 ตัว งวดวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา

(ภาพจากข่าวสดออนไลน์)



สปิริต'ผบ.ตร.'

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ได้ข้อยุติแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

หลัง การเจรจากันระหว่าง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ซึ่งดูแลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นไปด้วยความราบรื่น

พล.ต.อ.วิเชียรยอมลุกจากเก้าอี้ผู้นำตำรวจไป นั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งถือว่าทั้งเหมาะสมทั้งสมศักดิ์ศรีเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าถามว่าพล.ต.อ.วิเชียรมีความผิดหรือเปล่า ก็ตอบได้ทันทีเลยว่าไม่มี

ระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามุ่งมั่นทำงาน และมีความประนีประนอมสูง

แต่การตัดสินใจตอบรับการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เป็นเพราะพล.ต.อ.วิเชียรเข้าใจดีถึงการเปลี่ยนผ่านอำนาจ

ไม่ต้องการเห็นองค์กรตำรวจเกิดความขัดแย้ง ไม่ต้องวุ่นวายเหมือนในอดีต

หากจำกันได้ในยุค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติระส่ำระสายที่สุด

ไม่มี "ผบ.ตร.ตัวจริง" ปล่อยคาราคาซังอยู่เกือบปี

ต้องใช้ผู้รักษาราชการแทนผบ.ตร. 2-3 คน

จากปัญหาการสั่งย้าย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.แบบไม่เป็นธรรม

ฉะนั้น จึงสมควรยกย่องในการตัดสินใจของพล.ต.อ.วิเชียร เพราะเป็นจุดเริ่มต้นอีกมุมหนึ่งของความปรองดอง

จากนี้ต่อไปสายตาตำรวจกว่า 2 แสนนายจะโฟกัสไปที่ผบ.ตร.คนใหม่

ชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. ปรากฏขึ้นมาทันที เพราะมีผลงานโดดเด่นด้านการปราบยาเสพติด

ที่สำคัญเป็นรองผบ.ตร.อาวุโสสูงสุด จ่อขึ้นเป็นผบ.ตร.มาหลายครั้ง

แต่ต้องโดนมรสุมการเมือง ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกฯช่วงหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549

พอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์จึงถือได้ว่าเป็นตัวเต็งที่ครบทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ

นอกจากนี้พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ยังเป็นที่ยอมรับจากตำรวจด้วย

ดูได้จากผลการสำรวจของเอแบคโพลที่สำรวจความคิดเห็นตำรวจระดับรองผกก.-ผกก.ทั่วประเทศ

ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 62.7 เห็นด้วยที่พล.ต.อ. เพรียวพันธ์จะดำรงตำแหน่งผบ.ตร.คนใหม่

มีถึงร้อยละ 47.9 เห็นว่าเหมาะสมตามระบบคุณธรรม

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงองค์กรตำรวจครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการปรองดอง

ไม่ใช่ย้ายแบบ "เมามันอำนาจและขาดฝีมือ" เหมือนยุคก่อนๆ

ประชาชนวิเคราะห์ข่าว ความหวังไอซีทีไทย !?!

ที่มา thaifreenews

''อนุดิษฐ์ นาครทรรพ'' ความหวังไอซีทีไทย !?! (สัมภาษณ์)

วันที่ 01/09/2554

น.อ.อนุ ดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีทีให้สัมภาษณ์พิเศษ ในช่วงเย็นวันจันทร์ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของสัญญา สัมปทานมือถือ การปราบปรามเว็บหมิ่น ที่มีรายละเอียดบางส่วนที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเป็นการขอความร่วมมือด้วยการอาศัยสายสัมพันธ์ส่วนตัว แต่พิสูจน์ได้ว่ารมว.ไอซีทีมองเห็น เข้าใจและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เรื่องราวในทีโอทีและกสท รวมทั้งธุรกิจดาวเทียมสื่อสาร ชนิดที่คนในแวดวงไอซีทีไม่ควรพลาด

ถาม : ปัญหาเร่งด่วนหลังรับตำแหน่ง
ตอบ : เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้แบ่งเป็น 2 เรื่อง คือ การบริหารส่วนของกระทรวงไอซีทีตามปกติ ในกรอบงบประมาณปี 2555 ซึ่งมีการเลื่อนหลังมีการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปตามวาระ ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนหลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว โดยกระทรวงจะควบคุมการบริหารจัดการในเรื่อง การทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน รวมไปถึงการปรับปรุงกรอบงบประมาณเดิม จากเดิมที่ครม.ชุดที่แล้วอนุมัติไว้ 5,000 ล้านบาท เนื่องจากนโยบายกระทรวงไอซีทีชุดใหม่มีการเปลี่ยนกรอบ และภารกิจใหม่ดังนั้นงบประมาณเดิมอาจจะไม่พอ ทั้งนี้ได้ให้ทางราชการตรวจสอบตามนโยบายใหม่ว่ามีความจำเป็นในการปรับ ปรุงกรอบงบประมาณใหม่มากน้อยเพียงใด ซึ่งในตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่

อีกเรื่องเร่งด่วนหนึ่งคือ ปัญหาของกระทรวงไอซีทีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นที่จับตาของสังคม รวมไปถึงหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากเข้ามาบริหารกระทรวงไอซีทีของรัฐบาลชุดปัจจุบัน จะมีมาตรการอย่างไรกับเรื่องที่เคยพูดเอาไว้ในสมัยเป็นฝ่ายค้าน

ในเรื่องทุกเรื่องจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสในการบริหารจัดการภายใต้อำนาจ หน้าที่ของกระทรวง หรือแม้แต่อยู่นอกอำนาจกระทรวงแต่มีปัญหาความเชื่อมโยงเกี่ยวกับกระทรวงก็ เป็นหน้าที่ของเราเช่นเดียวกัน ในการเข้าไปดูแล



ถาม : ปัญหาสัญญาสัมปทานมือถือ กสท - ทรู และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
ตอบ : ผมให้ความสำคัญกับปัญหาสัมปทานมือถือมาโดยตลอดก่อนได้เข้ารับตำแหน่งอย่าง เป็นทางการก็มีการศึกษารายละเอียดว่าเรามีกรอบหน้าที่ในการเข้าไปจัดการ อย่างไร โดยเฉพาะปัญหาระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งขณะนี้การดำเนินการดังกล่าวอยู่ในกระบวนการระหว่างบริษัท ซึ่งต้องใช้กรอบอำนาจตามกฎหมายขององค์กรอื่นเป็นผู้ชี้ว่าเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่ทำตามถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้ประเด็นที่หลายคนตั้งข้อสังเกต เมื่อทรู ทำสัญญากับ กสท แล้วมีผลทำให้เกิดความไม่เท่าเทียบกันในธุรกิจโทรคมนาคมในเงื่อนไขเทียบเท่า กัน ซึ่งในอนาคตอาจจะมีเรื่องของบรรทัดฐาน หรือมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งในกระบวนการทั้งหมดผมเชื่อว่าจะอยู่ในการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง โดยกระทรวงไอซีที มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงคงไม่สามารถปล่อยปละละเลยได้ แต่ยังเร็วไปนิดถ้าจะบอกวันนี้เลยว่าบทสรุปจะออกมาอย่างไร คงต้องรอดูผลที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ และที่กำลังดำเนินการอยู่ว่าจะออกมาเป็นภาพรวมอย่างไร จะได้กำหนดวิธีการต่อไปได้

จะตัดสินว่าใครผิดใครถูก หรือเรื่องราวเป็นมาอย่างไร เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุเวลานี้ได้ แต่เชื่อว่าการจัดตั้งคณะกรรมการที่ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงไอซีทีเป็นผู้ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องทั้งหมดนั้น จะได้ข้อสรุปในเร็ววันนี้

ถาม : ทำไมจึงจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาสัมปทานต่างๆ
ตอบ : สาเหตุที่จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบปัญหาทั้งหมดภายในกระทรวงในตอนนี้ เนื่องจากเรามีระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาอันสั้น แต่ต้องมีคำตอบให้สังคมโดยเร็ว รมว.ไอซีทีคนเดียวจึงไม่สามารถทำงานได้ทัน ดังนั้นการให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง และเป็นราชการประจำเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย ซึ่งภายหลังได้หารือกับปลัดกระทรวงไอซีที โดยได้บอกว่าเมื่อเรื่องใดเรียบร้อยแล้วก็ให้รีบเสนอขึ้นมาทันที ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลา แต่การที่ผมย้ำในที่ประชุมก็คงเข้าใจโดยเจตนา แต่เรื่องใดที่ล่าช้าผิดปกติคงต้องมีการกำหนดกรอบเวลากัน

ถาม : มองบอร์ดทีโอที กับบอร์ดกสท ที่ผ่านมาอย่างไร
ตอบ : ตัวผมเองไม่ได้เข้ามาเพื่อดูเรื่องการดำเนินการของบอร์ด บริษัท ทีโอทีกับบริษัท กสท โทรคมนาคมอย่างละเอียดแค่นั้น ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสิ่งที่ได้รับฟังมาเท่านั้น ส่วนสิ่งที่ผ่านมาสมัยผมเป็นฝ่ายค้านเป็นอย่างไร แล้วนำไปสู่การบริหารจัดการที่มีคนครหาแบบไหนอย่างไรผมไม่อยากจะพูดถึงเพราะ ดูไม่เป็นธรรม

ที่มา ผู้จัดการ

หนุนไทยเป็นรัฐภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

http://news.voicetv.co.th/thailand/16589.html

รักเสรีประชาธิปไตย

นัก สิทธิมนุษยชน และภาคประชาชน สนับสนุนให้รัฐบาลลงสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศไทย ได้ ซึ่งจะส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมไทยเข้มแข็งมากขึ้น

คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จัดสัมมนา "ศาลอาญาระหว่างประเทศกับสังคมไทย" ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ระบุว่า รัฐบาลไทยควรลงสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม เพื่อให้สามารถนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ไอซีซีได้ เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมไทยยังมีปัญหา ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น กรณีฆ่าตัดตอนยาเสพติด และเหตุสลายการชุมนุมจากภาครัฐ

ขณะที่กรรมการสิทธิมนุษยชน และภาคประชาชนมองว่า หากประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ จะทำให้ปัญหาสิทธิมนุษยชนไทยลดลง เนื่องจากผู้มีอำนาจในภาครัฐ จะตระหนักถึงการใช้อำนาจของตนเองมากขึ้น

ศาสตราจารย์วิทิต มันตราภรณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะยังไม่เป็นรัฐภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่ก็ยังมีอีก 2 ช่องทางที่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้ คือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรืออัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่คดีที่ยื่นคำร้องจะต้องเกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่ธรรมนูญกรุงโรมมีผลบังคับใช้ ดังนั้นกรณีเหตุสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในปี 2553 จึงยังมีหนทางที่จะนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ

Produced by VoiceTV
by VoiceNews

18 สิงหาคม 2554 เวลา 21:24 น.

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

รัฐไทยกับการเป็นภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ
http://news.voicetv.co.th/global/16605.html




มี การพูดถึงศาลอาญาระหว่างประเทศมากขึ้น หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศว่า จะนำเอาคดีสลายการชุมนุมเมื่อปีที่แล้วไปฟ้องร้อง เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ซึ่งนักกฎหมายย้ำ ว่าแม้จะมีช่องทาง แต่ขั้นตอนซับซ้อนและอาจต้องใช้เวลานาน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้เป็นรัฐภาคีกับศาลอาญาระหว่างประเทศ

ศาล อาญาระหว่างประเทศ หรือ ไอซีซี เป็นศาลระหว่างประเทศที่เป็นอิสระ ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาคดีผู้กระทำผิดข้อหาอาชญากรรมร้ายแรง 4 ประเภท ได้แก่ อาชญากรรมที่เป็นการล้างเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ, อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมที่เป็นการรุกราน

ศาลอาญาระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งได้รับการรับรองจาก 139 ประเทศทั่วโลก แต่มีเพียง 94 ประเทศเท่านั้น ที่ลงนามสัตยาบันเป็นรัฐภาคีแล้ว สำหรับประเทศไทย แม้จะลงนามในธรรมนูญกรุงโรมเป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียน แต่การที่รัฐบาลยังไม่ได้ลงสัตยาบันเป็นรัฐภาคี ทำให้ไม่สามารถนำคดีเข้าสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ จึงต้องใช้อีก 2 ช่องทางที่เหลือ คือการยื่นคำร้องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรืออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ

หลักการพิจารณาคดีของศาลอาญา ระหว่างประเทศ คือจะต้องเป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่ธรรมนูญศาลมีผลบังคับใช้ เป็นคดีที่ศาลภายในของรัฐนั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ หรือไม่เต็มใจดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าหาว่ากระทำผิด ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะไม่ใช้โทษประหารชีวิต แต่จะสั่งให้จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายแทน ซึ่งหลักการทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมมากขึ้น

นัก กฎหมายท่านนี้สนับสนุนให้รัฐบาลไทย เร่งเดินหน้าลงสัตยาบันเป็นรัฐภาคีกับศาลอาญาระหว่างประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า นี่จะเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เนื่องจากการเป็นรัฐภาคี อาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะแม้จะได้ประโยชน์จากกรณีสั่งสลายการชุมนุมในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่อาจเสียประโยชน์จากกรณีฆ่าตัดตอนยาเสพติดในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
Produced by VoiceTV
by VoiceNews

18 สิงหาคม 2554 เวลา 22:30 น.
http://www.internetfreedom.us/forum/viewtopic.php?f=2&t=7238

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 02/09/54 หลาก..อารมณ์คน

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



หลากอารมณ์ ผสมผสาน มาร..อิจฉา
สารพัด จัดมา น่าปวดหัว
ทั้งโห่ฮา เย้ยหยัน กันเมามัว
สันดานชั่ว ฝังแน่น แสนอัปรีย์....


บ่างช่างยุ หวังชำแรก ให้แตกดับ
โผล่ยุ่บยั่บ วี้ดว้าย ตายแล้วพี่
โดนตัดหาง ปล่อยวัด ชัดแล้วซี
ค่าไม่มี เขาถีบส่ง..งงกะมัน....


พวกสื่อทราม ก็วิแคะ แงะเรื่องเต้า (ข่าว)
ปากงี่เง่า โหยหา พาขบขัน
พวกเสื้อแดง โดนกดหัว มั่ว..พอกัน
โคตรสร้างสรรค์ สื่อจังไร ไร้คุณธรรม....


มาวันนี้ พอเด่นชัด จัดเหมาะสม
เปลี่ยนอารมณ์ ทันใด ไม่กล้า"ขำ"
โถ..ไอ้พวก..ปากพาจน คนระยำ
อยากโน้มนำ แต่หน้าแหก แตกยับเยิน....


เผลอแผลบเดียว เลี้ยวเลาะ ออเซาะซบ
หวังเลี่ยงหลบ คำตอแหล เอาแก้เขิน
บอกตรงตรง เบื่อระอา พวกหมาเมิน
เลวมากเกิน เขียนบรรยาย อายแทนมัน....


๓ บลา / ๒ ก.ย.๕๔

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: Royal Pardon for Vira and Ratri

ที่มา ประชาไท

Royal Pardon for Vira and Ratri


เรื่อง การสร้างสัมพันธไมตรีอันดี และการขอพระราชทานอภัยโทษ
เรียน นรม. หญิง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ รมต. กต. (ผ่านกัลยาณมิตร และสื่อฯ)
อ้างถึง จดหมายเปิดผนึกลงวันที่ 4 สิงหาคม 2554 (2011) ที่แนบมา

สืบเนื่องจากจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ที่ผมได้เสนอเรียนต่อท่าน นรม. หญิง ในการดำเนินวิเทโศบายเพื่อบ้านเมืองของเรา โดยให้เน้นความสำคัญในกรอบของ “อาเซียน” และ “เปลี่ยนสนามรบ ให้เป็นเขตสันติภาพถาวร” นั้น ผมมีข้อเสนอเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้ คือ

(1) ในการไปเยือนกลุ่มประเทศอาเซียนตามธรรมเนียมนั้น ขอให้จัดลำดับความสำคัญ โดยเน้นประเทศข้างเคียง คือ ลาว และกัมพูชา เป็นเบื้องต้น

(2) ในการสร้างความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรม และวาระของความเป็นสตรี (women’s agenda) ด้วยการไปเยือนแหล่งมรดกโลกของประเทศเพื่อนบ้านนั้น ผมขอเสนอให้ไปเยือน “ปราสาทสมบูรณ์ไพรกุก” ที่กัมพูชากำลังดำเนินการบูรณะ และเสนอเป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่ง และที่ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับวิทยาลัยกัมปงเฌอเตียล

ซึ่งเป็นความร่วมมือและเปิดร่วมกันโดยสมเด็จพระเทพรัตนฯ และสมเด็จฮุนเซ็น เมื่อปี พ.ศ.2548 (2005)

(3) ในการไปเยือนกัมพูชานั้น นอกจากจะเป็นไปเพื่อสร้าง “เขตสันติภาพถาวร” ระหว่างประเทศของเราทั้งสองแล้ว ขอเสนอให้ปรึกษากับ ฯพณฯ สมเด็จฮุนเซ็น ในการเร่งรัดการดำเนินคดี และการหาลู่ทางในการขอพระราชทานอภัยโทษจากสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งกัมพูชาให้ กับคุณวีระ สมความคิด และคุณราตรี พิพัฒนไพบูรณ์ ซึ่งถูกจองจำและคุมขังมาตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว ทั้งนี้เพื่อความสมานฉันท์ระหว่างชาติในสุวรรณภูมิ-อาเซียน-อุษาคเนย์ของเรา

(4) ในการไปเยือนดังกล่าวขอให้เน้นในการสร้าง “ประชาคมอาเซียน” ASEAN Community ที่ตั้งเป้าหมายไว้ในปี พ.ศ.2558 (2015) ทั้งนี้เพื่อความเป็นปึกแผ่น ความเจริญ และสันติภาพของภูมิภาคของเรา

(5) ท้ายที่สุด ในกรณีการไปเยือนประเทศลาวนั้น ขอให้ใช้การ “อู้คำเมือง” เป็นหลัก

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
น เกาะสิงหปุระ (26 August 2011)

...................................


จดหมายเปิดผนึกลงวันที่ 4 สิงหาคม 2554

Turn the Demilitarized Battlefield into a Peace Zone


เรียน
นรม. หญิงคนแรกของ “สยามประเทศไทย” และ ครม. ชุดใหม่ (ผ่านกัลยาณมิตร และสื่อมวลชน)

(1) เนื่องในโอกาสที่ ฯพณฯ เป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่ง นรม. ของประเทศ ผมขอส่งความปรารถนาดีมายัง “พณฯ” และ ครม. ชุดใหม่

(2) ต่อสถานการณ์การเมือง (ที่) เป็นพิษ และสภาพที่เสี่ยงต่อ “สงครามที่คนอื่น (อาจ) ก่อ” ขึ้นได้อีกรวมทั้งความเป็น “หญิง” ความเป็น “แม่” ผมหวังว่า ฯพณฯ นรม. จะใช้ทั้งแรงกายแรงใจ สติปัญญา และความเป็น “ภริยา” ในการบริหารบ้านเมือง เพื่อประโยชน์สุขของประชามหาชน ตลอดจนเพื่อสันติสุขของมนุษย์ “ ข้ามพรมแดน” ใน “ประชาคมอาเซียน” อุษาคเนย์

(3) ผมมีข้อเสนออีกครั้ง ดังต่อไปนี้
ก. โปรดให้ความสำคัญต่อ “อาเซียน” ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการทูตของไทย
ข. โปรดสร้างสัมพันธไมตรีอันดีกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชา ลาว และพม่า
ค. โปรดไปเยี่ยมเยียน และสร้างความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมเป็นหลัก โดยไปเยือนประเทศอาเซียนที่เคยมี หรือกำลังจะมีผู้นำระดับชาติที่เป็นสตรี (สร้าง Female Premier's Agenda not Male)
ง. โปรดไปเยือนสถานที่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม เช่น บรมพุทโธ (Borobudur) มัสยิดอีสติกัล (Istigal) หรือโบสถ์บาร๊อคฟิลิปปิน (Philippine Baroque Church) นาขั้นบันไดบานาเว (Banawe Rice Terraces) มหาเจดีย์ชเวดากอง (Shwe Dagon) พุกาม (Pagan) ตลอดจนปราสาทวัดพู (Vat Phou) ปราสาทนครวัด-นครธม (Angkor) ปราสาทจามปาหมี่เซิน (Myson) และ/หรือเมืองประวัติศาสตร์ เช่น เว้ (Hue) มะละกา (Melaka) และปีนัง (Pinang)

(4) อนึ่ง ผมมีข้อเสนอเฉพาะหน้าที่ควรเร่งดำเนินการกับกัมพูชา คือโปรด “เปลี่ยนเขตปลอดทหาร ให้เป็นเขตสันติภาพถาวร” Turn the Demilitarized Battlefield into a Permanent Peace Zone –วัฒนธรรมร่วมให้มีลักษณะเป็น “เขตแดนร่วม” shared border-shared heritage ทั้งนี้เพื่อใช้สำหรับกิจกรรมด้านวัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจ และการทำมาหากิน ที่ปลอดจากการเมือง (อชาตินิยม) เป็นพิษ ทำให้ "เขตแดน" เป็นสมบัติร่วมของ "ชาวบ้าน" ของประชามหาชนทั้งสองชาติสืบไปชั่วกัลปาวสาน

ขออวยพรให้ ฯพณฯ นรม. หญิง ประสบความสำเร็จในการทำงาน “เพื่อชาติ และราษฎรของสยามประเทศไทย"

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
น เกาะสิงหปุระ (4 August 2011)


ทำความเข้าใจ “ชุมชน” และ “ประชานิยม” ใหม่ในสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองร่วมสมัย

ที่มา ประชาไท

(บทความนี้ปรับปรุงจากปาฐกถาของผู้เขียนในหัวข้อ “การจัดการตัวเองของชุมชนหลังยุคประชานิยม: ข้อท้าทายในสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองร่วมสมัย” ในงานสัมมนา “การจัดการตนเองของชุมชนหลังยุคประชานิยม” โดยสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 9 สิงหาคม 2554 ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์)
โดยทั่วไปคำว่า “ชุมชน” ดูเหมือนจะไปไม่ได้กับคำว่า “ประชานิยม” เพราะคำว่า “ประชานิยม” มีนัยของการรุกคืบของรัฐในการเข้าไปควบคุมการจัดการตัวเองของ “ชุมชน” จนสูญเสียศักยภาพ อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าเราสามารถทำความเข้าใจคำสองคำนี้ได้ในอีกลักษณะโดยไม่จำเป็นจะต้อง เป็นขั้วตรงข้ามหรือคู่ขัดแย้งกันเสมอไป ทั้งนี้ก็ด้วยการพิจารณาคำสองคำนี้ในแง่มุมหรือความหมายใหม่ในบริบทของการ เมืองและเศรษฐกิจร่วมสมัยเป็นสำคัญ
กล่าวในส่วนของคำว่า “ชุมชน” ผมคิดว่าหนึ่งในคำที่มีปัญหาหรือว่าก่อให้เกิดการถกเถียงได้มากที่สุดในวง วิชาการปัจจุบันคือคำว่า ชุมชน ซึ่งแปลมาจากภาษาอังกฤษคำว่า community โดยมีมโนทัศน์ทางสังคมศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมโนทัศน์ Gemeinschaft ของ Ferdinand Tonnies รวมทั้งมโนทัศน์ Mechanic Solidarity ของ Emile Durkheim โดยมโนทัศน์ชุมชนที่ว่านี้หมายถึงรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคล ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และเป็นความสัมพันธ์ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความพึ่งพาผูกพัน ความรักสามัคคี ฯลฯ ทว่าหลังจากที่รัฐและทุนรุกคืบเข้าไปในสังคมโดยเฉพาะในเขตชนบทก็ก่อให้เกิด การจัดความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ที่บุคคลสัมพันธ์กันผ่านทางสถานภาพที่ไต่เต้าหรือได้มาในภายหลัง และเป็นความสัมพันธ์ที่ให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลเป็นเบื้องต้นแทนที่จะ เป็นส่วนรวม จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่พึงประสงค์ เพราะผู้คนมีความห่างเหิน แก่งแย่งแข่งขัน และกดขี่ขูดรีดกัน จำเป็นจะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่ด้วยการปฏิรูปสถาบันทางศีลธรรมและระบบการศึกษาอย่างที่ Durkheim เสนอ ก็ด้วยการอาศัยผู้นำที่เปี่ยมล้นด้วยบารมีอย่างที่ Weber แนะนำ หรือไม่ก็ด้วยการปฏิวัติทางชนชั้นอย่างที่ Marx แถลงไว้
ทฤษฎีทางสังคมคลาสสิคกลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อวงการสังคมศาสตร์ตะวันตกใน ช่วงแรกอย่างมาก โดยเฉพาะในมานุษยวิทยาสังคมอังกฤษสายหน้าที่นิยม และโครงสร้างหน้าที่นิยมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นองค์รวม (Totality) ของสังคม รวมทั้งการที่สังคมมีอิทธิพลเหนือปัจเจกบุคคลอย่างค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จ (ยกเว้นแนวคิดของ Weber) และการศึกษาสังคมไทยในยุคแรกต่างก็ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีทางสังคมคลาสสิ คเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยจากยุคประเพณีไป สู่ความทันสมัย โดยงานเหล่านี้มักจะเลือกศึกษาหมู่บ้านในเขตชนบท ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง โดยด้านหนึ่งก็ให้ภาพว่าหมู่บ้านกำลังก้าวไปสู่ภาวะความทันสมัยหรือเป็นไปใน ทิศทางเดียวกับสังคมเมืองภายใต้แรงกดดันของทุนและตลาดที่เกื้อหนุนผลักดัน โดยรัฐ แต่อีกด้านก็ให้ภาพว่าหมู่บ้านมีลักษณะดั้งเดิมหรือตามประเพณีอยู่มาก ผู้คนในหมู่บ้านยังช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายใต้สังคมเกษตรกรรมหรือเศรษฐกิจ ยังชีพ แม้การรุกคืบของทุนและรัฐจะทำให้หมู่บ้านอ่อนแอหรือกระทั่งล่มสลาย แต่หลายหมู่บ้านก็ยังมีความเข้มแข็งเป็นปึกแผ่น สามารถปรับตัวหรือรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอกได้บนฐานของสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิปัญญา” และ “วัฒนธรรม” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “ความเป็นชุมชน”
อย่างไรก็ดี การทำความเข้าใจสังคมชนบทที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้วยมโนทัศน์ชุมชนใน ลักษณะดังกล่าวมีปัญหา นับตั้งแต่ในระดับญาณวิทยาหรือทฤษฎีความรู้ เพราะชุมชนเป็นคุณภาพความสัมพันธ์ที่ไม่ผูกติดกับพื้นที่เชิงกายภาพแบบใดแบบ หนึ่งเป็นการเฉพาะ ทว่าหมู่บ้านเป็นหน่วยการปกครองที่มีขอบเขตเชิงกายภาพอย่างชัดเจน งานศึกษาสังคมชนบทไทยในช่วงแรกๆ ที่นำมโนทัศน์ชุมชนไปครอบหมู่บ้านจึงมีลักษณะผิดฝาผิดตัวตั้งแต่ต้น และพลอยก่อให้เกิดข้อจำกัดในแง่ที่ว่า ทำให้มองไม่เห็นเครือข่ายความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่ที่กว้างไกลไปกว่าหมู่ บ้านที่พวกเขาอาศัยหรือทำมาหากิน เพราะนอกจากการตั้งถิ่นฐานที่มักวางอยู่บนสายสัมพันธ์เชิงเครือญาติที่กว้าง ขวาง กิจกรรมทางเศรษฐกิจนับแต่อดีตก็วางอยู่บนเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ก้าวข้าม ที่อยู่อาศัยและทำมาหากินในหมู่บ้านไปค่อนข้างมาก
ขณะเดียวกันการอาศัยมโนทัศน์ชุมชนซึ่งเชิดชูระบบคุณค่าหรืออุดมคติ บางอย่างก็ทำให้เข้าใจปัญหาได้ค่อนข้างจำกัด เพราะการศึกษาในแนวทางนี้มักจะนับหรือเน้นย้ำเฉพาะคุณลักษณะบางอย่างที่สอด คล้องกับมโนทัศน์ชุมชน แต่มักจะละเลย ไม่ให้ความสำคัญ หรือแม้กระทั่งบิดเบือนคุณลักษณะอื่นๆ ที่ขัดแย้งหรือไปด้วยกันไม่ได้ ส่งผลให้ภาพความสัมพันธ์ของผู้คนในหมู่บ้านไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือร่วมสมัย มีลักษณะของการเลือกสรรและกีดกันค่อนข้างสูง ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะด้านชวนอภิรมย์หรือหลงใหลเสมอไป แต่ยังแฝงไว้ด้วยด้านที่ไม่น่าประทับใจจำนวนมาก
ถึงแม้จะมีข้อจำกัด แต่มโนทัศน์ “ชุมชน” ในลักษณะดังกล่าวก็ยังคงถูกนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแวดวงการแก้ปัญหาและพัฒนาชนบท โดยกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งมีสำนักวัฒนธรรมชุมชนเป็นหัวหอก) เน้นการชี้ให้เห็นสารัตถะหรือว่าแก่นสารของชุมชนว่าเปี่ยมด้วยศักยภาพและ ภูมิปัญญาที่ช่วยให้ชุมชนสามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางการรุกคืบของทุนและตลาด ขณะที่อีกกลุ่มให้ความสำคัญกับสิทธิของชุมชนในการเข้าถึงทรัพยากรท่ามกลาง การรุกคืบของรัฐ โดยเฉพาะในรูปของการประกาศเขตหวงห้ามประเภทต่างๆ โดยเสนอว่าชุมชนมีศักยภาพที่จะดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้อย่าง ยั่งยืนและเป็นธรรม ตรงกันข้ามกับการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ฉะนั้น ขณะที่กลุ่มแรกเน้นศักยภาพของชุมชนในการจัดการตนเองและมีนัยที่จะไม่ให้ความ สำคัญหรือเพิกเฉยต่อรัฐ กลุ่มหลังเน้นสิทธิของชุมชนเหนือทรัพยากรที่จะต้องเข้าไปเคลื่อนไหวกดดัน หรือว่าเจรจาต่อรองกับรัฐโดยตรง
อย่างไรก็ดี แม้จะมีความเข้าใจและอาศัยมโนทัศน์ชุมชนต่างกัน แต่ทั้งสองกลุ่มมีลักษณะร่วมกันในแง่ของการผูกโยงชุมชนเข้ากับพื้นที่เชิง กายภาพ และเน้นย้ำเฉพาะด้านดีงามของชุมชน ซึ่งนอกจากจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ยังส่งผลให้ละเลยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมชนบทขนานใหญ่ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้สังคมชนบทส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสังคมเกษตรกรรมหรือมีสภาพเป็นชุมชน ตามที่มักเข้าใจกันอีกต่อไป ผลการสำรวจล่าสุดพบว่า มีครัวเรือนไม่ถึงร้อยละ 20 ในเขตชนบทที่ทำการเกษตรเป็นหลักหรือเพียงอย่างเดียว อีกทั้งรายได้หลักของครัวเรือนเหล่านี้ก็มาจากสมาชิกครัวเรือนรายที่ผันตัว เองไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และบริการ ครัวเรือนเกษตรกรส่วนใหญ่ทำการเกษตรเชิงพาณิชย์เป็นหลัก ขณะที่การผลิตนอกภาคเกษตร เช่น ธุรกิจ การค้า และบริการ มีปริมาณเพิ่มขึ้นในเขตชนบทอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังไม่นับรวมในส่วนของวิถีชีวิตหรือแบบแผนการบริโภคใน “ชนบท” ที่มีความคล้ายคลึงกับใน “เมือง” จนแทบจะแยกจากกันไม่ออก
นอกจากนี้ ขบวนการสิทธิชุมชนที่เคยเฟื่องฟูในช่วงต้นทศวรรษ 2530 ต่อเนื่องถึงกลางทศวรรษ 2540 มีสภาพซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด (ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากข้อจำกัดของมโนทัศน์ “ชุมชน” ที่นำมาปรับใช้) ปัจจุบันไม่มีกลุ่ม องค์กร หรือสถาบันวิชาการใดออกมาเคลื่อนไหวผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชนอย่างเข้ม ข้นอีก หลังจากที่สภานิติบัญญัติผ่านพระราชบัญญัติป่าชุมชนฉบับที่บิดเบี้ยวออกมา และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยให้ตกไป ขณะที่ปัจจุบันแม้จะมีบางกลุ่มเคลื่อนไหวผลักดันโฉนดชุมชนในการแก้ปัญหา ที่ดิน แต่ก็ไม่ได้มีความหนักแน่นหรือเป็นเสียงเดียวกันเหมือนการเคลื่อนไหวกรณีป่า ชุมชน ฉะนั้น นอกจากมีข้อจำกัดในการใช้ทำความเข้าใจหรืออธิบายสังคมชนบท ปัจจุบันคำว่า “ชุมชน” ก็ไม่ได้มีสถานะเป็นยาครอบจักรวาลหรือยุทธวิธีสำเร็จรูปสำหรับการแก้ปัญหา ชนบท โดยเฉพาะในส่วนของสิทธิการเข้าถึงทรัพยากร การทำความเข้าใจคำว่า “ชุมชน” ในบริบทเศรษฐกิจและการเมืองร่วมสมัยจึงจำเป็นจะต้องเริ่มต้นด้วยเงื่อนไขและ ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นลำดับแรก
นโยบายประชานิยมมักถูกเข้าใจในเชิงลบ คือเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงที่มักง่ายและไม่รับผิดชอบ อันจะก่อให้เกิดปัญหากับระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าเราสามารถมองนโยบายประชานิยมได้ในอีกลักษณะ คือ เป็นบันไดขั้นแรกของการกระจายความมั่งคั่งในสังคมอย่างเป็นธรรมและเป็นระบบ
เพราะในแง่หนึ่ง นโยบายประชานิยมทำหน้าที่จัดสรรหรือกระจายทรัพยากรสาธารณะที่อยู่ในรูปงบ ประมาณไปสู่กลุ่มคนอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันก็ให้ความช่วยเหลือผู้อ่อนแอหรือผู้ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ใน ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เพราะเหตุที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมมาตั้งแต่ต้น ฉะนั้น นอกจากการกระจายโภคทรัพย์ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ ทะเล ปัจจัยการผลิต หรือแม้กระทั่งทุนแล้ว นโยบายประชานิยมยังหมายรวมถึงการดูแลคนเหล่านี้ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ที่พักอาศัย การคมนาคม หรือการศึกษา เพราะในฐานะประเทศโลกที่สามที่กำลังเผชิญกับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจแบบ เสรีนิยมใหม่ วิธีการหนึ่งที่ประเทศไทยจะไปรอดได้โดยไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลังก็คือ การสร้างระบบสวัสดิการที่มีคุณภาพและทั่วถึงขึ้นมา
นโยบายประชานิยมตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทย รักไทยเป็นต้นมา ก่อนจะเงียบหายไประยะหนึ่งหลังเกิดวิกฤติการเมือง (ส่งผลให้นโยบายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์แม้จะมีลักษณะ “ลดแลกแจกแถม” อย่างชัดเจน) และหวนกลับมาอีกครั้ง นับตั้งแต่การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากพรรคการเมือง ส่วนใหญ่ต่างเสนอนโยบายในลักษณะประชานิยมในการหาเสียง อย่างไรก็ดี ขณะที่ข้อวิจารณ์นโยบายประชานิยมส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับนัยด้านเศรษฐกิจ ผม คิดว่าเรามีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจนโยบายประชานิยมในการเลือกตั้งครั้ง นี้ในอีกลักษณะ คือไม่ใช่จากตัวนโยบายเพียงโดดๆ หากแต่เป็นนโยบายที่ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขทางการเมืองของประเทศในขณะนี้เสีย มากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะว่านโยบายประชานิยมในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเกิดขึ้นขณะ ที่ประเทศกำลังประสบปัญหาวิกฤติทางการเมือง ไม่ใช่วิกฤติทางเศรษฐกิจ และการเลือกตั้งก็ถูกคาดหวังว่าจะเป็นก้าวแรกที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาความขัด แย้งทางการเมืองได้ ฉะนั้น ในขณะที่วิกฤติทางการเมืองเป็นเรื่องของจินตนาการทางการเมืองที่ขัดแย้งกัน ทว่าไม่สามารถกล่าวในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยได้ การแข่งขันทางการเมืองจึงจำเป็นจะต้องออกมาในรูปของนโยบายเศรษฐกิจเป็นหลัก และก็ต้องเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นหรือนำไป สู่การลุกฮือรอบใหม่ ซึ่งในแง่นี้นโยบายประชานิยมตอบโจทย์ได้ระดับหนึ่ง เพราะผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้เป็นคนส่วนใหญ่ และแม้จะมีผู้เสียประโยชน์บ้างอย่างเจ้าของกิจการรายใหญ่และรัฐ แต่ก็คงไม่มีผู้ประกอบการรายใหญ่คนไหนออกมาเดินประท้วงบนท้องถนน และก็คงไม่มีทหารกรมกองใดออกมาตบเท้าหรือเคลื่อนพลด้วยความไม่พอใจ เพราะในความเข้าใจของทหารนโยบายประชานิยมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ของรัฐ
ขณะเดียวกันการชูนโยบายประชานิยมที่คล้ายคลึงกัน นอกจากจะช่วยให้ไม่มีการถกเถียงในระดับรากฐาน ยังช่วยเลี่ยงให้ไม่ต้องถกเถียงประเด็นทางสังคมและการเมืองอันเป็นที่มาของ ความขัดแย้งได้ เพราะทุกฝ่ายต่างก็รู้ว่าปัจจัยตัดสินการเลือกตั้งครั้งนี้คืออะไร คนส่วนใหญ่ต่างตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองของพวกเขาก่อนที่พรรคการเมืองเหล่า นั้นจะเสนอนโยบายในการเลือกตั้ง และก็เป็นจุดยืนหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจที่คน เหล่านี้อาศัยเป็นเกณฑ์ในการเลือก ฉะนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องปรับกลยุทธ์การหาเสียงในกรุงเทพฯ ในโค้งสุดท้ายที่ไม่ได้เป็นเรื่องของนโยบาย “ลดแลกแจกแถม” อีกต่อไป เพราะรู้ว่าไม่สามารถอาศัยเป็นข้อได้เปรียบในการเอาชนะพรรคเพื่อไทยได้ หากแต่เป็นการตอกย้ำพฤติกรรมของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นภัยคุกคามต่อจินตนาการทางการเมืองของกลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคประชา ธิปัตย์อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ราชประสงค์หรือว่าการติดตั้งป้าย โฆษณาเป็นภาพขณะห้างสรรพสินค้ากำลังถูกเพลิงลุกไหม้ ผมคิดว่าหาก กกต.ไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ในการหาเสียง พรรคประชาธิปัตย์ก็คงใช้ประโยชน์จากประเด็น “ล้มเจ้า” ด้วย นอกเหนือจากประเด็น “เผาเมือง” ในการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายในกรุงเทพฯ เพื่อเอาชนะพรรคเพื่อไทย
ทั้งนี้ ถึงแม้กลุ่มคนที่เข้ามามีบทบาทกับการเมืองเลือกตั้งค่อนข้างมากในช่วงที่ ผ่านมาไม่ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องในประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ต่อไปกลุ่มคนเหล่านี้จะเคลื่อนไหวเรียกร้องใน ประเด็นทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เพราะสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่พวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองก็เพราะ ความที่ตระหนักว่าการเมืองแยกไม่ออกจากเศรษฐกิจหรือการทำมาหากินของพวกเขา นโยบายประชานิยมได้ทำให้คนเหล่านี้ตระหนักว่า การเมืองเป็นช่องทางสำคัญที่จะทำให้ทรัพยากรส่วนกลางหรืองบประมาณลงมาถึงมือ พวกเขาได้ และสาเหตุที่พวกเขาต่อต้านรัฐประหาร ส่วนหนึ่งก็เพราะรัฐประหารได้ทำลายระบอบการเมืองที่พวกเขาเชื่อเช่นนี้ ฉะนั้น แม้ว่าในระยะเฉพาะหน้ากลุ่มคนเหล่านี้จะเรียกร้องเฉพาะความเป็นธรรมทางสังคม และการเมือง ทว่าในช่วงต่อไปก็มีความเป็นไปได้สูงที่คนเหล่านี้จะหันมาพูดเรื่องความ เหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ดังกรณีกลุ่มแรงงานจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ดำเนินนโยบายปรับอัตราค่าจ้างรายวันขั้นต่ำตามที่ได้หาเสียงไว้ แม้ว่าในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งกลุ่มเหล่านี้จะไม่ได้ออกมาเคลื่อน ไหวเรียกร้องในประเด็นเหล่านี้ก็ตาม
กลุ่มคนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นชั้นกลางระดับล่างซึ่งเป็นผลพวงของการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในเขตชนบทในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คนเหล่านี้ไม่ได้ยากจนข้นแค้นแต่ก็ไม่ได้มีชีวิตที่มั่นคงเมื่อเปรียบเทียบ กับชนชั้นกลางในเมือง พวกเขาจำนวนหนึ่งเข้ามาอาศัยและทำมาหากินในเขตเมืองแต่ก็ยังมีความผูกพันกับ หมู่บ้าน ขณะที่จำนวนหนึ่งแม้จะยังอาศัยและทำมาหากินในหมู่บ้านแต่ก็เป็นหมู่บ้านที่ ห่างไกลจากคำว่าชนบทค่อนข้างมากแล้ว และด้วยความที่คนเหล่านี้คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ สังคมไทยจึงเคลื่อนเข้าสู่ยุคสมัยที่คนส่วนใหญ่เข้ามาพัวพันกับการเมือง เลือกตั้งระดับชาติมากขึ้น โจทย์ที่ท้าทายสังคมไทยจึงไม่ได้เป็นว่าชุมชนจะจัดการตัวอย่างไร เพราะชุมชนในความหมายดังกล่าวไม่ได้ดำรงอยู่อีกต่อไป หรือไม่ก็ลดนัยสำคัญลงมากแล้ว ขณะเดียวกันสิ่งที่เรียกว่ายุคหลังประชานิยมก็จะไม่เกิดในอนาคตอันใกล้นี้
โจทย์จึงเป็นว่าจะทำอย่างไรไม่ให้นโยบายประชานิยมเป็นเพียงกลยุทธ์หา เสียงที่ฉาบฉวยและไม่รับผิดชอบ หรือไม่เป็นเป็นเพียง “ยากล่อมประสาท” ของผู้ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่เพื่อไม่ให้ผู้เสียเปรียบ ลุกฮือขึ้นมา หากแต่ต้องเป็นบันไดขั้นแรกๆ ในการก้าวไปสู่การกระจายความมั่งคั่งในสังคมอย่างเป็นธรรม โจทย์ก็คือเราจะสร้างชุมชนทางการเมืองของพลเมืองที่ตื่นตัวและเท่าทันกับการ เปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยในฐานะรัฐกึ่งโบราณ ภายใต้กระแสประชาธิปไตยโลกและกับประเทศไทย ในฐานะประเทศโลกที่สามที่กำลังเผชิญกับการขยายตัวของเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ อย่างไรเป็นสำคัญ
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คิดอย่างคน หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์มหาประชาชน เดือนสิงหาคม 2554)

ผลทางกฎหมายในการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ คน (คนที่ลาออกไป ๑ คน และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลืออีก ๘ คน) มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทนนายชัช ชลวร อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งลาออกไปเมื่อวันที่ ๑๐ เดือนเดียวกัน และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบเพื่อพิจารณานำขึ้น ทูลเกล้าฯ ต่อไป

การกระทำของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมาย ว่า เป็นการกระทำที่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะมีขั้นตอนใดที่จะมีการคานอำนาจของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้

ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก ๘ คน และจะต้องได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ตามคำแนะนำของวุฒิสภา

ผู้ได้รับเลือกให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรวม ๙ คน จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์และสาขาอื่น ๆ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา จะต้องประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ

ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๒๐๔)

การดำเนินการเมื่อประธานหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง
เมื่อประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้น จากตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามวาระหรือก่อนครบวาระ จะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งตามวาระ พร้อมกันทั้งหมด จะต้องเริ่มดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลผู้จะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน ๙ คน ชุดใหม่ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดเดิมพ้นจากตำแหน่ง

(๒) ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งนอกจาก กรณีพ้นจากตำแหน่งตามวาระพร้อมกันทั้งหมดตามข้อ (๑) จะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลผู้จะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคน ใหม่ตามสายงานของคนที่พ้นจากตำแหน่ง ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่คนเดิมพ้นจากตำแหน่ง กรณีที่จะเกิดขึ้นตามข้อ (๒) นี้ได้แก่ การพ้นจากตำแหน่งตามวาระบางส่วน และการลาออกทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนครบวาระ ฯลฯ

ในกรณีที่ผู้พ้นจากตำแหน่งตามข้อ (๑) และ (๒) เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ได้รับเลือกมาใหม่ ๙ คน หรือผู้ได้รับเลือกมาใหม่และตุลาการคนเดิมที่เหลืออยู่ จะต้องประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ) หมายความว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญต้องพ้นจากความ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปด้วย ไม่ใช่พ้นเฉพาะตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

การกระทำของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
การที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนเก่าทั้ง ๙ คน ประชุมกันเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ แล้วเลือกนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ โดยไม่ให้ศาลฎีกาประชุมใหญ่เลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาคนหนึ่งไปแทนนายชัช ชลวร อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากศาลฎีกา และลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคสอง (๑)

เพราะในกรณีผู้พ้นจากตำแหน่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการเลือกผู้ที่จะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่แทนก่อน แล้วคนใหม่และคนเก่าที่เหลืออยู่ร่วมประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็น ประธานศาลรัฐธรรมนูญ คนเก่าทั้ง ๙ คน จะร่วมประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญดังเช่นที่ ปรากฏอยู่นี้ไม่ได้

หากจะพูดอย่างนักกฎหมายก็พูดได้ว่า ในกรณีที่ผู้พ้นจากตำแหน่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะข้ามไปใช้มาตรา ๒๑๐ วรรคสี่ทันที (โดยคนเก่า ๙ คนประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ) ไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๑๐ วรรคสอง ซึ่งให้สายงานเดิมของอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญไปเลือกผู้ที่จะมาแทนก่อนไม่ ได้ หากใช้มาตรา ๒๑๐ วรรคสี่ทันที ก็เท่ากับมาตรา ๒๑๐ วรรคสองกลายเป็นหมันไป และการประชุมเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ กลายเป็นการประชุมของคนเก่าทั้งหมด ไม่มีผู้ได้รับเลือกให้มาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่เข้าร่วมประชุมด้วย จึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๒๐๔ วรรคสาม

การคานอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
การดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อมีกรณีประธานศาลรัฐ ธรรมนูญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง เป็นการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อศาลอื่นส่งเรื่องมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลนั้นจะใช้บังคับแก่คดี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ (มาตรา ๒๑๑)

(๒) เมื่อมีบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๑๒)

(๓) เมื่อประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาลตั้งแต่ ๒ องค์กรขึ้นไปเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยกรณีความ ขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรเหล่านั้น (มาตรา ๒๑๔)

(๔) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีอื่นที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

การดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อมีประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือตุลาการศาล รัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง จึงไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ (มาตรา ๒๑๖ วรรคห้า)

ทั้งการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็เป็นการกระทำอันตุลาการศาล รัฐธรรมนูญแต่ละคนมีส่วนได้เสียโดยตรง การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมไม่เป็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่จะ เป็นเด็ดขาดได้

การคานอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีเช่นนี้จึงอยู่ที่ขั้นตอนประธานวุฒิสภานำความขึ้นกราบบังคมทูล และคณะองคมนตรีถวายความเห็น

กล่าวโดยสรุป การที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนเก่าทั้ง ๙ คน ประชุมกันเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ แล้วเลือกนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ โดยไม่ให้ศาลฎีกาประชุมใหญ่เลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาคนหนึ่งไปแทนนายชัช ชลวร อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาจากศาลฎีกาและลาออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคสอง (๑)