WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 3, 2011

เอเชีย: มหาอำนาจแห่งศตวรรษที่ 21?

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ร่วมถกในวงสัมมนาวิชาการ “ศตวรรษที่ 21: ศตวรรษแห่งเอเชีย?” ว่าด้วยเรื่องความเป็นมหาอำนาจของภูมิภาคเอเชียในเศรษฐกิจการเมืองโลก พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ ‘บูรพาศึกษา’ ในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 54 ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปีในหัวข้อ “รัฐ เอเชีย และโลกาภิวัฒน์” โดยมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ร่วมอภิปรายถึงแนวโน้มการเป็นมหาอำนาจของภูมิภาคเอเชีย ทางเศรษฐกิจการเมืองโลกในศตวรรษที่ 21

ทิศทางบูรพาศึกษาในศตวรรษที่ 21

ศ. ดร. ไชยวัฒน์ ค้ำชู อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงทิศทางของบูรพาศึกษาในปัจจุบันว่า เนื่องจากนักวิชาการ ผู้สังเกตการณ์ และผู้นำประเทศมหาอำนาจ ต่างตระหนักถึงความสำคัญของเอเชียในฐานะภูมิภาคที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการ ทหารสูง ทำให้เราจำเป็นต้องหันมาศึกษา และผลิตผู้เชี่ยวชาญของเราเกี่ยวกับภูมิภาคนี้มากขึ้น

ไชยวัฒน์อธิบายว่า ในขณะนี้ศูนย์กลางโลก กำลังจะเปลี่ยนมาทางตะวันออก เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ชาติตะวันตกได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหนัก และยังคงหาทางออกไม่ได้ ในขณะที่ประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูงสุดห้าประเทศในโลก มีสามประเทศตั้งอยู่ในเอเชีย คือ จีน อินเดีย และญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ยังคาดแนวโน้มในอนาคตว่า เอเชียน่าจะขยายตัวเศรษฐกิจสูงและรวดเร็วมาก ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางประชากรและคุณภาพชีวิตอย่างเห็นได้ชัด มีการทำนายว่า หากอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียคงที่เท่าปัจจุบัน ภายในปี 2050 เอเชียจะมีสัดส่วนปริมาตรการค้าและการลงทุนมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกรวมกัน และจำนวนชนชั้นกลางในเอเชีย จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

เขามองว่า หากพูดว่าเป็นศตวรรษของเอเชีย อาจะไม่ถูกต้องมากนัก อาจกล่าวได้ว่าเป็นศตวรรษของโลกมากกว่า เนื่องจากในปัจจุบัน การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถคงความเป็นมหาอำนาจได้ ก็ต้องพึ่งพาอาศัยประเทศอื่นๆ เช่นในกรณีของจีน อินเดีย ที่สามารถมีอำนาจทางเศรษฐกิจได้ ก็เนื่องจากมีตลาดจากตะวันตกมารองรับ

อย่างไรก็ตาม ด้วยวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในฝั่งตะวันตก ทำให้เอเชียต้องหันมาสร้างตลาดและส่งออกในเอเชียด้วยกันเอง และเพิ่มการบริโภคในประเทศให้มากขึ้น เขาเสริมว่า ในขณะนี้ ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย คืออาเซียน แต่เรายังมีความรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านน้อยมาก

ทั้งนี้ ไชยวัฒน์ ชี้ว่า เอเชียได้กลายเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ และมีพลวัตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นจะต้องผลิตบุคลากรที่มีความรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับภูมิภาค เอเชีย และเรียนรู้ภาษาซึ่งจะทำให้เราเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคได้อย่าง “ไม่กินน้ำใต้ศอกใคร”

จีน: มหาอำนาจที่แท้จริง?

วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อภิปรายเหตุผลที่จีนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในโลกปัจจุบันได้ เนื่องจากจีนมีบทเรียนในอดีตตั้งแต่สมัยอาณานิคมว่า ความเย่อหยิ่ง และการไม่ปรับตัวกับโลกภายนอก ทำให้จีนถูกคุกคาม จีนจึงมีนโยบาย “China can say no” คือยึดมั่นในมาตรฐานของตนเอง และไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ

นอกจากนี้ การที่จีนถือนโยบายไม่เข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่น และไม่ยอมให้ประเทศอื่นเข้าแทรกแซงเรื่องภายใน ยังทำให้จีนสามารถรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้าไว้ได้ เช่น ในกรณีของพม่า ที่เป็นพันธมิตรกับจีนอย่างเหนียวแน่น ซึ่งต่างจากสหรัฐฯ และยุโรปที่มีแนวโน้มเข้าแทรกแซงประเทศอื่นมากกว่าโดยเฉพาะในการทำสงคราม

นอกจากนี้ เมื่อเวลาจีนถูกวิจารณ์ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่เป็นประชาธิปไตย จีนก็มีคำอธิบายเป็นของตัวเอง โดยจะอธิบายว่า ก่อนที่จะพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหาอิสรภาพหรือเอกราชต้องมาก่อน ถ้ายังไม่มีอธิปไตย สิทธิมนุษยชนก็ยังมาไม่ถึง และจีนมองว่า การขาดเอกราช ก็เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยในแง่หนึ่ง

อย่างไรก็ตาม วรศักดิ์มองว่า จีนก็ยังมีข้อจำกัดในบางประการต่อการเป็นมหาอำนาจ เนื่องจากในทางเศรษฐกิจแล้ว จีนเป็นตลาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็จริง แต่อยู่บนพื้นฐานที่ว่า จีนไม่มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม เขาชี้ว่า ถ้าจีนยังไม่ปรับปรุงเรื่องสิ่งแวดล้อม ในอนาคต สินค้าที่ส่งออกจากจีนจะต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น แต่หากจีนสามารถพัฒนาคุณภาพของประชากรให้ดีขึ้นพร้อมๆ กับปริมาณได้ จีนจะเป็นมหาอำนาจที่น่ากลัวมากทีเดียว

เขายังเสริมว่า อีกสาเหตุที่หนึ่งทำให้จีนเป็นมหาอำนาจ เป็นเพราะจีนสามารถปรับตัวเข้ากับกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ โดยปรกติแล้ว กระแสโลกาภิวัฒน์มักมาคู่กับการเมืองแบบเสรีนิยม ซึ่งมาพร้อมกับคุณค่าเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และการค้าเสรี หากแต่จีนเลือกที่จะรับเอาแต่เรื่องการค้าเสรี และยังคงรักษาการปกครองแบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ไว้ เขาตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น จะเป็นปัญหาใหญ่แน่นอน และในขณะนี้ กระแสประชาธิปไตยในจีนก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

มหาอำนาจของเอเชีย: สันติภาพหรือความสั่นคลอน

ทางด้านดร. ธีวินทร์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านญี่ปุ่นศึกษา ตั้งคำถามว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จีนจะกลายเป็นประเทศที่มีส่วนสร้างสันติภาพ หรือจะเป็นภัยคุกคามในระเบียบโลก

ทั้งนี้ เขาเสริมว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว หมายถึงการที่มีมหาอำนาจในเอเชียที่มาแรง เช่น จีน และอินเดีย และหลักการ “Regionalism” หรือการสร้างสถาบันความร่วมมือในทางระหว่างประเทศ เช่น อาเซียน ที่เริ่มเข้ามาแทนที่อำนาจอธิปไตยของรัฐ ที่อยู่อย่างปัจเจก

ธีวินทร์อธิบายว่า การขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจีน ขึ้นอยู่กับทฤษฎีว่า จีนต้องการมีส่วนกำหนดในระเบียบโลกหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มเป็นไปได้มากกว่า จีนน่าจะอยากเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับระเบียบโลก และทำให้ตนได้รับประโยชน์จากระบบอำนาจดังกล่าวได้มากกว่า

ทั้งนี้ การที่จะสามารถทำให้จีนเป็นสมาชิกที่รับผิดชอบในระเบียบโลก เป็นเรื่องของประเทศอื่นๆ รอบข้างด้วยว่า จะมีท่าทีต่อการขึ้นมาของจีนอย่างไร

อินเดีย มหาอำนาจทางอารยธรรม

โสรัตน์ โหราชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันอินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นถึงความเป็นมหาอำนาจของอินเดียที่มีมาตั้งแต่ยุคโบราณ โดยเปรียบพระพุทธเจ้า ในฐานะทูตที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อชี้ให้เห็นถึงรากฐานของอินเดีย ในการเป็นมหาอำนาจของโลกที่ยังคงมีอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน

เขาอธิบายว่า ในการเป็นมหาอำนาจ ต้องมีองค์ประกอบสี่ด้านที่ครบครัน ได้แก่ เทคโนโลยี ทหาร วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน อาจมองอินเดียได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม โสรัตน์ชี้ให้เห็นว่า อินเดียก็ยังมีปัญหาภายในอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชน

โสรัตน์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า มหาอำนาจในสมัยนี้ เน้นแต่การเหยียบคันเร่งด้านเศรษฐกิจและการทหาร เพื่อเน้นจีดีพีให้สูง จึงทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนถูกละเลย พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้ว มหาอำนาจควรจะเป็นอย่างไร

“ประเทศต่างๆ ต้องคิดมากกว่าแค่เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการทหาร และหันมามองเรื่องในแง่อื่นด้วย เช่น เรื่องความมั่นคงของมนุษย์” โสรัตน์กล่าวทิ้งท้าย


เรื่องเล่าจาก “ไชยันต์ รัชชกูล” และของฝากอำมาตย์

ที่มา ประชาไท

ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการอภิปรายหัวข้อ เวที “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” โดยมีการนำเสนอบทความจากงานวิจัย “พัฒนาการจิตสำนึกและขบวนการทางการเมืองของชาวเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” โดยคณะผู้วิจัยซึ่งเป็นอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษย วิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, ดร.อรัญญา ศิริผล, นพพล อาชามาส และสืบสกุล กิจนุกร

และผู้วิจารณ์ ประกอบด้วย ศ.ทามาดะ โยชิฟูมิ มหาวิทยาลัยเกียวโต, รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ

โดยในตอนหนึ่งของการวิจารณ์ อาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล ได้เสนอว่าการศึกษาทางสังคมศาสตร์ต้องศึกษาในระดับ “Bedrock” หรือ ข้อเท็จจริง นอกจากนี้ไชยันต์ยังมี “เรื่องเล่า” จากร้านอาหารที่เจ้าของเป็น “แม่ค้าเสื้อแดง” ระหว่างเส้นทางเชียงใหม่ – เชียงราย และเรื่องที่นักศึกษาเข้าไปกินอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่ง และสนทนากันเรื่องประเภท “Defined ไม่ได้” จนแม่ค้าต้องแถมข้าว

ในตอนท้ายไชยันต์เสนอว่า “สังคมไทยเปลี่ยนไปจริงๆ” คงไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว และว่าในช่วงที่ผ่านมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เสื้อแดงจะชนะหรือเปล่าเรื่องนี้เราต้องดูกันต่อไป เราไม่สามารถที่จะทำนายได้ “แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรจะฝากไปด้วย ฝากพวกอำมาตย์ และฝากพวกเราทุกคนด้วยคือ อย่าดูถูกสติปัญญาของมวลราษฎร์”

สำหรับรายละเอียด ในการอภิปรายของไชยันต์ ช่วงหนึ่งมีรายละเอียดต่อไปนี้ ส่วนเนื้อหาจากการประชุมทั้งหมด “ประชาไท” จะทยอยนำเสนอต่อไป

(หมายเหตุ: เฉพาะข้อความในวงเล็บ เป็นการอธิบายเพิ่มเติมโดยประชาไท)

000





วิดีโอคลิป “ไชยันต์ รัชชกูล” อภิปรายที่ มช. เมื่อ 1 ก.ย. 54 ที่ผ่านมา เรื่องการศึกษาทางสังคมศาสตร์ระดับ “Bedrock” เรื่องเล่าจากร้านอาหารเสื้อแดง เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย สังคมที่ความขัดแย้ง “Pervasive” (แพร่ขยายไปทั่ว) และของฝากไปถึงอำมาตย์

ไชยันต์ รัชชกูล

"เสื้อ แดงจะชนะหรือเปล่าเรื่องนี้เราต้องดูกันต่อไป เราไม่สามารถที่จะทำนายได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรจะฝากไปด้วย ฝากพวกอำมาตย์ และฝากพวกเราทุกคนด้วยคือ อย่าดูถูกสติปัญญาของมวลราษฎร์"

000

เวลาเราศึกษาในทางสังคมศาสตร์ ถามว่าเราศึกษาอะไรในสังคมศาสตร์ จะต้องไปดูที่ Bedrock (ชั้น หินที่ถัดจากชั้นดิน - เป็นสำนวนหมายถึง ข้อเท็จจริง) ที่ใต้ที่สุดเลยของสังคมศาสตร์ สังคมศาสตร์ศึกษา “ความสัมพันธ์ทางสังคม” คือ “Social Relation”

อันนี้อยู่บทที่ 1 เวลาอาจารย์อธิบายเรื่อง Social Relation ก็ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่รู้หมายความว่าไง ก็เป็นคำธรรมดาเหมือนเป็น Common Sense แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น มันมีทฤษฎีมากมายที่เอียงไปในทางนี้ เช่น ทั้ง Max Weber ที่เขาพูดบทสำคัญเลย เขียนไว้เป็นปึกเลย
Social Relation, Karl Marx ไม่ได้พูดตรงๆ เขาใช้คำว่า Class Relation หมายความว่าสิ่งที่เราเป็นมันอิงกับ Entity หนึ่งอยู่ตลอดเวลา คุณจะเป็นพ่อเฉยๆ ไม่ได้ถ้าไม่มีแม่ คุณจะเป็นพ่อไม่ได้ถ้าไม่มีลูก คุณจะเป็นอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีอย่างนั้น จะเป็นอาจารย์ไม่ได้ถ้าไม่มีนักศึกษา
ในทำนองเดียวกัน ในการอธิบายว่าเสื้อแดงเป็นอย่างนี้อย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มี Entity หนึ่ง ครับ เหลือง สลิ่ม อะไรก็ว่าไป ต้องดูว่ามันเป็น Interaction กันแบบนี้ เป็น Process ของ Interaction งานวิจัยนี้ ก็หมายความว่าเสื้อแดงเป็นอย่างไร เสื้อแดงคิดอย่างนี้ๆ 1, 2, 3, 4, 5 ... อ้าว แล้วไอ้นี่หายไปไหนล่ะ Bedrock ของสังคมศาสตร์หายไปไหน เราพูดเหมือนกับว่า ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่า เราพูดถึงชนชั้นคนงาน อ้าว เมื่อพูดถึงชนชั้นคนงานแบบนี้ แล้วนายทุนว่าอย่างไรล่ะที่ทำให้ชนชั้นคนงานเป็นเช่นนั้น อันนี้ก็สำคัญมาก
แถมประเด็น มีสองตัวอย่างนะครับ ตัวอย่างหนึ่งคือ เหตุเกิดที่ทางไปเชียงราย เวลาไปเชียงราย คนที่เขาไปเชียงรายเขาจะแวะกิน เขาจะรู้ว่าร้านไหนเป็นเสื้อแดง ตลอดทางตั้งกะเชียงใหม่ถึงเชียงราย ร้านนี้ใช่ ร้านนี้ใช่ ร้านนี้ใช่ ก็ไปเรื่อย พอไปนั่งที่ร้านก็คุยกัน บางคนที่อยู่ในร้านก็ผัดก๋วยเตี๋ยวไปก็ใส่เสื้อแดง
แล้วเขาก็เล่าให้ฟัง เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ที่ร้านนี้เขาเล่า เขาเปิดวิทยุเสื้อแดง บังเอิญเสื้อเหลืองเข้ามากิน เขามาจากกรุงเทพฯ กลุ่มใหญ่ เขาบอกว่าเปลี่ยนได้ไหมไอ้โทรทัศน์นี้เขาไมอยากดูฮะ รำคาญ ร้านเขาบอกก็เปิดไว้อยากดูก็ดู ไม่อยากดูก็ไปกินร้านอื่น ไอ้นี่ลุกไปกินร้านอื่น ทั้งกลุ่มเลยนะ ก็ไม่ได้รายได้ส่วนนี้ไป อันนี้กรณีหนึ่ง
อีกกรณีหนึ่ง นี่เป็นระดับนักศึกษา ก็ไปกินที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก็ไม่ได้รู้จักกับร้านอาหารแห่งนั้นหรอกครับ ก็คุยกันเอง ก็คุยกันก็มีคำผรุสวาทหลายคำ นะฮะ ถึงที่ชาวบ้านเขาบอกว่า Defined ไม่ได้ นะฮะ ยาวเลย ปรากฏว่าเวลาแม่ค้าเอาข้าวมาให้มันมากกว่าปกติเลย โอ เห็นด้วยมากที่พูด เลยแถมข้าว กับข้าวให้
ประเด็น 2 กรณีที่ผมยกขึ้นมา เพื่อจะบอกว่า เพื่อจะสนับสนุนประเด็นว่า ไอ้ความขัดแย้งนี้มัน Pervasive หมาย ความว่า มันเป็นอยู่ทั่วไป เราจะเจอที่ไหนๆ ก็ได้ คนกรุงเทพฯ มาเชียงราย เอ้า ไปเจออีกข้าง เอ้าไปกินข้าว อ้าว เจอข้างเดียวกัน คือมัน “Pervasive” คือมันแทรกไปทั่ว จนกระทั่งเราสามารถสรุปมาเป็นประเด็นทางวิชาการได้ว่าได้ ยังไม่มี Social Unit หน่วยทางสังคมหน่วยไหน ที่ไม่มีลักษณะของความขัดแย้งอยู่ในสังคมไทย ไม่ว่าจะระดับทั้งมหัพภาค ระดับจุลภาค ในโรงเรียน ในห้องขนาดเด็กๆ มัธยม ก็ยังมีคนละสี หนังสือพิมพ์ที่ว่าเป็นฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นอย่างที่เราทราบ ทีนี้ Every Social Unit มันแทรกซึมไปได้ในลักษณะนี้
ทีนี้ผมก็ประทับใจอาจารย์ทามาดะ (ทามาดะ โยชิฟูมิ) ที่อวยพรอวยชัยให้เสื้อแดงชนะ แต่ผมไม่รู้ว่า พออาจารย์ทามาดะอวยชัยแบบนั้นมันจะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า แต่ขอให้ความปรารถนานี้เป็นจริง
สิ่งที่อยากจะเป็นประเด็นสรุปก็คือ นี่ผมยืมคำของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่ผมเคารพ เอามาพูด ก็คือว่า เมื่อก่อนนี้ แต่ไหนแต่ไร บรรดานักวิชาการ นักอะไรต่อมิอะไร นักสื่อสาร นักอะไรทั้งหลายแหล่ บอกว่าชาวบ้านไม่เข้าใจ อย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อก่อนยังต้องพยายามอธิบายว่า "พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค" แล้วก็บอกว่า จะตั้งพรรคการเมือง คนไม่เข้าใจระบบพรรคนะ มีอยู่สมัยหนึ่งพูดอย่างนั้น เดี๋ยวนี้จะมีใครกล้าพูดอย่างนี้บ้าง
แล้วก็เวลามีข้อมูล เสริมไปด้วยเรื่องประเด็นสื่อที่สำคัญมาก ที่ อ.อรัญญา (อรัญญา ศิริผล ผู้นำเสนอผลการวิจัย) ยกขึ้นมา เป็นสื่อแนวระนาบ คือทุกคนออกความเห็นได้ในที่สาธารณะ เช่น Comment ได้ในเว็บไซต์ และสามารถที่จะเอาซีดีมาอัด แล้วก็แลกกัน ทั้งแจกฟรี ทั้งขาย ทั้งใช้ ทั้งอะไรแบบนี้ มันเป็น Social Media เป็นทั้ง Device (อุปกรณ์) ที่จะ Mobilize (ขับเคลื่อน) คนเสื้อแดง ข้อมูลอะไรต่างๆ ก็รับกันเพิ่มขึ้นๆ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากสรุปก็คือว่า สังคมไทยเปลี่ยนไปจริงๆ อย่างที่สืบสกุล (สืบสกุล กิจนุกร ผู้นำเสนอผลการวิจัย)ว่า คงไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว และก็อยากจะฝากไปให้คนที่เหมือนกบที่อยู่ในน้ำร้อนมันร้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ตัว อยากฝากว่า ในช่วงที่ผ่านมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เสื้อแดงจะชนะหรือเปล่าเรื่องนี้เราต้องดูกันต่อไป เราไม่สามารถที่จะทำนายได้
แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรจะฝากไปด้วย ฝากพวกอำมาตย์ และฝากพวกเราทุกคนด้วยคือ อย่าดูถูกสติปัญญาของมวลราษฎร์ ขอบคุณครับ

มันจบแล้วครับตั้ว!

ที่มา Thai E-News

จบข่าว!-หนัง คนโขนเจอข่าวร้าย4วันแรกรายได้หวิว4ล้าน ไม่ผ่าน3วันอันตราย หากเรื่องไหนไม่ถึง 10 ล้าน โดนลดรอบหรือถอดจากโรง หวังลุ้นสัปดาห์ที่2แก้ตัวก็หมดสิทธิ์ บางโรงมีคนดูคนเดียว แถมคนดูหนังในห้องเฉลิมไทย เวบไซต์พันทิปรุมบอยคอตคว่ำบาตรอีก ข่าวร้ายกว่าคือรัฐบาลอภิสิทธิ์นำเงินกู้ต่างประเทศให้ทำทุนสร้างไป 8 ล้าน คนไทยน้ำใจดีก็ต้องช่วยกันใช้หนี้กันต่อไป

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 กันยายน 2554


หลังจากที่เวบไซต์เอ็นเตอร์เทนวีกลี่ เปิดเผยอันดับหนังทำเงินประจำสุดสัปดาห์ที่ 25-28 ส.ค. 2554 ปรากฎว่าภาพยนตร์เข้าใหม่"คนโขน"ของศรัณยู วงศ์กระจ่าง เปิดตัวด้วยรายได้สุดแผ่ว 4 วันทำเงินไปเพียง 4 ล้านบาท จากที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำเงินกู้ไทยเข้มแข็ง 8.58 ล้านบาททำทุนสร้าง(ดูข่าวละเอียด:ข่าวร้ายหนังคนโขนของศรัณยูเจ๊งรายได้หวิว ข่าวร้ายกว่ามาร์คกู้เงินนอกให้ทำทุนคนไทยช่วยใช้หนี้) ก็เกิดกระแสร้อนแรงขึ้นในห้องเฉลิมไทย เว็บไซต์พันทิปขึ้น

โดยกระทู้ส่วนใหญ่นั้นบอกไปในทางที่ว่า เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของหนังก็คงหมดลุ้นจะทำเงิน หรือตีทุนคืนซะแล้ว เพราะโรงหนังส่วนใหญ่ถอดออกจากโรง หรือเหลือรอบฉายน้อยมาก เนื่องจากไม่มีกระแสดีขึ้น บางโรงมีคนดูแค่คนเดียว ขณะที่กองเชียร์สาวกของหนังเรื่องนี้ถึงกับออกมาตั้งกระทู้โวยวายว่า อุตส่าห์ทำหนังดีมีลุ้นรางวัลระดับโลกให้ดูก็ไม่ยอมดูกัน ไม่รักความเป็นไทยไม่รักชาจิกันเลย

แต่แทนที่จะจุดกระแสให้คนอยากไปดู ผู้ร่วมแจมกระทู้กลับพากันเดือดดาลใส่กลับแบบจัดหนัก ส่วนใหญ่บอกว่าเพราะต้องการบอยคอตคว่ำบาตรศรัณยู วงษ์กระจ่าง ที่เป็นแกนนำพันธมิตรยึดสนามบิน ยึดทำเนียบฯแต่กลับไม่ถูกลงโทษทางกฎหมาย แถมได้ทุนจากรัฐบาลอภิสิทธิ์มาทำหนัง จึงต้องลงโทษทางสังคมด้วยการบอยนคอต

บางโรงมีคนดูแค่คนเดียว

ล็อกอินชื่อ ปกตั้งหมายเลขเจ็ด เขียนกระทู้เรื่อง ขอบคุณโรงหนังที่ศรีราชาที่เปิดฉายให้ผมดูแบบ VIP โดยเล่าว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา มีเพียงเขาเป็นคนดูคนเดียวทั้งโรงที่มาชมหนังเรื่องคนโขนที่โรงหนัง EGV ที่ Pacific park ศรีราชา โดยเล่าว่า

ตั้งใจไปดูคนโขนที่ศรีราชารอบ 21.40 ไปถึงประมาณ 20.45 เดินไปซื้อตั๋วหนัง

โอ้ มาเป็นคนแรกเลย ถามพนักงาน "เอ่อ ถ้า ผมเข้าดูคนเดียวจะยกเลิกไหมครับ" เธอก็บอกว่า "คนเดียวก็ฉายค่ะ"

ไอ้ผม ก็คิดว่าคงไม่เลวร้ายถึงขั้นดูคนเดียวมั้ง นั่งอ่านหนังสือรอเวลาไปเรื่อยๆ จนพนักงานประกาศเรียกตามโปรแกรม
ชะเอิงเอิงเอย คนเดียวครับ คนเดียวจริงๆ

ประสบการณ์ครั้งแรกเลยครับโรงหนังวิเวก นั่งดูหนังเงียบๆคนเดียว

สงสัยทำไมเจ๊ง?-คำตอบส่วนใหญ่เพราะคนไทยอยากลงโทษศรัณยู

ล็อกอินชื่อ Destiny-Boy ตั้งกระทู้เรื่อง ทำไมรายได้ เรื่อง คนโขน สัปดาห์แรกน้อยจังเลยครับ เมื่อวันที่ 2 กันยายนว่า โดยตั้งข้อสงสัยว่า ตอนแรกคิดว่าหนังน่าจะเปิดตัวในอาิทิตย์แรกไม่น่าต่ำกว่า 10 ล้านด้วยซ้ำ เพราะตัวหนังเองก็มีหลายสิ่งหลายอย่างน่าสนใจ แถมกระแสก็น่าจะดีซะด้วย แต่งงว่าทำไมรายได้เปิดตัวถึงน้อยน่าใจหายแค่ 4 ล้านเองอะครับ

โดยมีผู้ร่วมแสดงความเห็นในกระทู้น่าสนใจเช่น

-ก่อนหนังฉาย เสียงส่วนใหญ่ในพันทิปก่อนหนังฉายตั้งใจว่าจะไปดูเพราะหน้าหนังดีมาก (เสียงส่วนน้อยตั้งใจว่าจะไม่ดูเพราะรับผู้กำกับไม่ได้ โดยไม่เกี่ยวกับหนัง)

พอหนังฉาย เสียงส่วนหนึ่งที่ไปดูมาบ่นผิดหวังกับตัวบท ความไม่ปะติดปะต่อของเนื้อหา เสียงส่วนหนึ่ง ที่ไปดูมาบอกชอบมาก และตัดพ้อว่าทำไมคนไทยไม่สนับสนุนคนไทย คนไม่ไปดูคือคนไม่รักชาติ (ว่าไปนั่น)

สรุปคือ ถ้าหนังมีตัวบทที่ดีกว่านี้ เนื้อหาดีกว่านี้ ผมเชื่อว่าหนังขายได้แน่นอน ที่บอกว่าหนังแนวนี้ขายยาก โหมโรงยังทำได้เลยครับ

-โคตรเสียดายตังค์เลย แฟนชวนไปดูถ้าไม่ไปมีเคือง คือมันไม่ไหวจริงๆสำหรับเรา ไม่ใช่ไม่อุดหนุนน่ะ ในนั้นมีตังค์เรา เกือบ400

-ถ้าเอาคนอื่นมาเป็นผู้กำกับคงได้เยอะกว่านี้ค่ะ ก็เห็นๆอยู่คนเกินครึ่งประเทศไม่เอาคุณแล้วมันจะขายได้ยังงัยล่ะค่ะ ไม่เห็นต้องแปลกใจเลยว่าทำไมไม่มีคนดู ถามมาหลายคนแล้วที่ไม่ไปดูเพราะผู้กำกับ

-หนังของชนส่วนน้อยในประเทศ ลุ้นไม่ขึ้นหรอก กรรมมันตามทัน

-คนเสื้อเหลืองห่วย เลยไม่อุดหนุนหนังคนเสื้อเหลือง เพราะห่วยพอๆกัน

-ให้บัตรดูฟรี หรือล็อกคอแจก หรือจะเอาปืนจอหัว ให้ไปดู ไม่ต้องพูดมากระเบิดหัวผมทิ้งได้เลย ยังไงไม่ดู ไอ้คนทำชาติฉิหาย

-เพราะการเมืองแน่ๆ คิดดูนะว่าคะแนนที่ชนะเลือกตั้งมีเท่าไหร่ รายได้ก็หายไปประมาณนั้นแหละ นับหัวดูสิ ผมว่ามีส่วนนะ รายได้จริงที่ควรจะได้น่าจะหายไปประมานครึ่งนึงอ่ะ คหสต. (ความเห็นส่วนตัว)

-แปลกใจเหมือนกัน จริงๆเรื่องนี้ น่าจะได้เกินร้อยล้าน เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา มี่พวกโหวตโน(พวกเสื้อเหลือง) ถึงล้านกว่าคน เอาล้านกว่าคนมาคูณค่าตั๋วร้อยกว่าบาท ก็ต้องเกินร้อยล้านอยู่แล้ว แสดงว่า แม้แต่พวกเสื้อเหลืองด้วยกันยังไม่ค่อยจะอุดหนุนเลย....แต่ก็อย่างว่าแหล่ะ ถือว่าเป็นการลงโทษจากสังคมก็แล้วกัน เพราะกฏหมายเอาผิดพวกนี้ไม่ได้ - พวกที่อ้างว่าทำเพื่อชาติ โดยเอาความเดือดร้อนของชาติมาเป็นเครื่องต่อรอง(การไปชุมนุมที่สนามบิน)

-เสื้อเหลืองไม่ได้ปิดแค่สนามบิน ที่ร้ายแรงที่สุดคือการยึดทำเนียบที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ คอมพิวเตอร์ถูกขโมยข้อมูลต่างๆหายไป เช่นรายชื่อสายลับต่างๆ ถ้าข้อมูลนี้หลุดไปอยู่ในมือโจรใต้คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น แค่ข้อหานี้ข้อเดียวก็โดนโทษประหารได้ทั้งหมดแล้ว

เผาเมืองหรือที่ถูกคือเผาห้าง ตอนนี้มีหลักฐานใหม่อออกมาจากทางห้างเองว่าไม่ใช่เสื้อแดงที่เผา ขอยกไว้ยังไม่พูดถึง

หนังเจ๊ง ถ้าเป็นเพราะการเมืองจริงคุณพงษ์พัฒน์คุณสินจัยคงไม่ได้เล่นละคร สองท่านนี้ก็ยังอยู่ปกติดีนิ เราว่าเป็นเพราะหน้าหนังไม่น่าดูมากกว่า

-เสียดายเงินที่เอามาสร้าง เงินจากโครงการรัฐบาลก่อน โครงการไทยเข้มแข็งอะไรซักอย่าง เงินจากที่รัฐบาลก่อน ประเทศเรากู้เขามาทั้งนั้น 8 ล้านกว่าบาท

-เฮ้อ ชีวิตไม่เป็นสุขเพราะการเมืองแท้ๆ หนังดีๆก็ทำให้คนไม่อยากดูเพราะมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยว ถ้าเราเลิกอคติ เอาใจดูเนื้อหาหนังมากกว่าสนใจว่าจะเป็นหนังของใครหนังเรื่องนี้คงไม่ได้ เป็นหนังเรื่องที่ "น่าเสียดาย" แบบนี้

-อ่านกระทู้นี้แล้ว ตกลงหนังไม่ดี หรือ เพราะไม่พอใจคนสร้าง ถ้าเพราะคนสร้างก็แอบเสียดายหนังดีๆเรื่องหนึง

-โอ๊ย เบื่อความแตกแยก คือตัวหนังมันดราม่าไปค่ะ แถมกระแสปากต่อปากมันไม่ดีอีก

คุณตั้วไม่ผิดหรอก ผิดที่เราเองที่ดันคาดหวังไว้ว่าตัวหนังจะสนุกคล้ายกับเรื่องโหมโรง คือเน้นเรื่อง "โขน" อ่ะ แต่ก็สมชื่อหนังเค้าแล้ว "คนโขน" คือให้ไปดูชีวิตดราม่าของคนโขนแทน - -"

กระทู้ร้อนเมื่อสาวกคนโขนด่ากราดไม่รู้จักอุดหนุนหนังอนุรักษ์ไทย-โดนสวนหน้าหงาย เตือนพงษ์พัฒน์คิวต่อไปต้องได้สำนึก
ขณะที่ล็อกอินชื่อ รทนทำ ตั้งกระทู้เรื่อง ไม่เข้าใจคนไทย ทำไมหนังอย่าง Black Swan ไปดูกันได้ แต่ไม่ยอมไปดูคนโขนกัน โดยตั้งคำถ่ามว่า
เห็นรายได้แล้วอดอนาถใจไม่ไหว ทำเงินไปได้แค่ 4 ล้านเอง ทั้งๆที่เป็นหนังไทยทำเพื่อคนไทยแท้ๆ แล้วตอนนี้ก็แทบไม่เหลือโรงแล้วด้วย

ที่หนังเอาเรื่องบัลเล่ต์มาเล่าเสื่อมๆ มีแต่ฉากอย่างว่าอย่าง Black Swan ละดันแห่ไปดูกัน ชื่นชมอย่างงั้นอย่างงี้ แต่พอเป็นหนังเกี่ยวกับโขนของไทยมีฉากรุนแรงนิดๆหน่อยๆก็หาว่าเล่าเรื่องแรง เกินไป ไม่เหมาะสม ไม่สนุก

เรื่องต่างชาติ ศิลปะต่างชาติละแห่ไปดูกันได้ แต่เรื่องที่เต็มไปด้วยความเป็นไทย อนุรักษ์ความเป็นไทย เพื่อประเทศไทยแบบนี้กลับไม่ไปดูกัน อีกหน่อยคงไม่มีใครทำออกมาอีกแล้วมั้ง

คงต้องรอให้หนังไปได้รางวัลจากเมืองนอกมาซะก่อนละมั้งถึงจะแห่ไปดูกัน ถึงตอนนั้นก็น่าจะฉายแบบจำกัดโรงด้วยนะ เพราะตอนมีโรงให้ดูเยอะๆป้อนถึงปากแล้วไม่อยากดูกัน โธ่! ก็ดูหนังผี หนังตลก หนังกะเทยต่อไปละกัน ราตรีสวัสดิ์ พี่น้องชาวไท

ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่จะด่าเจ้าของกระทู้แบบจัดหนักเป็นหลักเช่น

-อย่ามาว่า black swan ของชั้นนะ ชั้นต่ำ! เรามีสมองเพียงพอที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง และเราก็พบว่า Black Swan คือสิ่งที่ดีกว่า เราเลือสิ่งที่ดีที่าสุดให้กับตัวเอง เราไม่ผิด

-ระงับอารมณ์บ้างนะครับ จขกท. หนังฟอร์มเล็ก ถ้าเนื้อหนังมันดี เดี๋ยวคนไปดูแล้วเขาก็บอกต่อจนเกิดกระแส ไปอุดหนุนเองแหละครับ
แล้วทีหน้าทีหลัง อย่าพยายามโยง เหตุผลอะไรแบบนี้ กับการเป็นคนไทยหรือไม่ใช่คนไทย อีก มันเข้าข่ายตรรกะวิบัติ ทั้งยังทำให้คนได้ยินได้ฟังไม่ชอบใจเอาง่ายๆ

-เราไปดูมาทั้ง 2 เรื่องแล้วนะ แต่การเล่าเรื่องของหนังทั้ง 2 เรื่องมีความแตกต่างกัน ด้วยคำว่า "กึ๋น" นี่แหละ หนังไทย "คนโขน" ของเราจึงยังพาใจคนไทยมาดูหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าหนังสนุกจริงดีจริง พูดปากต่อปากเองนะครับ

-ไม่ชอบแนวคิดทางการเมืองของผู้กำกับ + อ่านเรื่องย่อแล้วไม่โดน + นักแสดงไม่น่าสนใจ = ไม่ดูดีกว่า

-กระแสบอยคอตผู้กำกับ

-เกลียดขี้หน้าผู้กำกับเลยไม่ไปดู ชัดเจนไหมฮะ?

-ถามมาหลายคนแล้วที่ไม่ไปดูเพราะผู้กำกับค่ะแค่นี้หละจบ เงินภาษีตั้ง8ล้านเสียดายจริงๆๆๆๆๆๆๆๆ

-เอาแผ่นมาให้ดูฟรียังไม่ดูเลย เพราะผู้กำกับนั่นแหละ พอใจรึยัง คุณอยากให้ผมดู สงสัยคุณต้องบอกให้พรรคพวกคุณตั้ว ยุให้ทหารออกมาปฏิวัติ แล้วเอาปืนจี้ให้ผมไปดูแล้วหละ

ผลงานระดับแค่เนี้ย จะให้คนเราเลิกอคติเป็นไปไม่ได้หรอก คุณ
รอให้มีฝีมือระดับโลกก่อนนะ อาจจะโหลดมาดู

-เงินที่ทำน่ะ( 8 ล้าน) เงินขอมาจากรัฐบาลมาร์คกู้มาจากต่างประเทศนะ ทำหนังคนไม่ดู ก็อย่าไปว่าเขาเลย มันมีเหตุหลายอย่างที่คนไม่ดู (โหลดก็ไม่โหลดเปลืองไฟ) ฟังกระแสคนที่ไปดูก็พอแล้ว

-Black Swan ยังไม่ได้ดู กะว่าเดี๋ยวจะรอแผ่นลดราคา ส่วนคนโขน ยังไม่แน่ใจ แต่พอมาเจอกระทู้แบบนี้ เลยตัดสินใจได้แล้วว่า
ไม่ดูดีกว่า

-หนังก็คือหนัง มันมีไว้เพื่อความบันเทิง ไม่ได้บ่งบอกว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วเป็นคนดี รักชาติ หรือไม่รักชาติ

-จะว่าผมไม่รู้จักแยกแยะ ผมก็ยอม แต่คนทำผิด ก็สมควรได้รับการลงโทษจากสังคมใช่เหรอ? ผมเห็นด้วยกับความรักชาติของผู้กำกับ แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดทางการเมือง เรื่องการทำเพื่อชาติ โดยเอาความเดือดร้อนของชาติมาเป็นเครื่องต่อรอง(การไปชุมนุมที่สนามบิน,ถึง จะแถยังไงก็แล้วแต่ แต่ผลที่ออกมาก็คือเอาความเดือดร้อนของชาติมาเป็นเครื่องต่อรองอยู่ดี)ใน เมื่อกฏหมายทำอะไรพวกเค้าไม่ได้

ผมก็ถือว่านี่คือหนึ่งในมาตรการทางสังคมที่จะแสดงให้เห็นว่า เราไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนกับการกระทำที่เอาความเดือดร้อนของคนอื่นมา เป็นเครื่องต่อรองความต้องการของพวกคุณ ไม่ว่าจะสีไหนก็ตาม

-ถึงตอนนี้ ตั้วคงรู้แล้วสินะว่า คุ้มหรือไม่คุ้ม ที่เข้าไปเกลือกกลั้ว กับพันธมิตรซะขนาดนั้น ยังเหลืออีกคน คนที่ไล่คนไทย ออกจากประเทศไทย พูดโดยไม่คิด มาวันนี้แล้ว.........บทเรียนเรื่องนี้ จะทำให้คุณสำนืกรึเปล่าหนอออออ

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ข่าวร้ายหนังคนโขนของศรัณยูเจ๊งรายได้หวิว ข่าวร้ายกว่ามาร์คกู้เงินนอกให้ทำทุนคนไทยช่วยใช้หนี้


-เหตุผลที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ทุนทำหนังคนโขน 8,580,000 บาท เป็นอันดับ2รองจากตำนานพระนเรศวร

-ข้อสังเกตเงินกู้ไทยเข้มแข็งให้ทุนหนังไทย 200 ล้าน และตำนานนเรศวรเรื่องเดียวได้มากถึง 430 ล้าน

-ปีติแห่งโขน ใน"สมเด็จราชินี"

-มาร์คทุ่มเงินกู้ไทยเข้มแข็งสร้างหนังพระนเรศวร เฉลิมพระเกียรติราชินี-เทิดทูนสถาบันกษัตริย์

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก รายงานว่า เมื่อเย็นวันที่ 8 สิงหาคม 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3-4 “สงครามยุทธหัตถี” โดยมีมจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม และดารานักแสดงร่วมเป็นสักขีพยานคับคั่ง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีความหมายต่อประวัติศาสตร์และประชาชนชาวไทยภาพยนตร์เรื่องนี้มีวัต ถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาและเพื่อส่งเสริมความรู้ เทิดทูนในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรด้านความกล้าหาญ อดทน เสียสละ กตัญญูต่อแผ่นดินและอัฉริยภาพการรบที่ทำให้ไทยดำรงเอกราชตราบจนทุกวันนี้และ ยังเป็นการปลุกจิตสำนึกให้เกิดความรักชาติสมัครสมานสามัคคีและสร้างให้คนไทย รู้คุณและตอบแทนแผ่นดินไทย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาพยนตร์เรื่องนี้โดยมอบให้กระทรวง วัฒนธรรมเข้าดำเนินการ ซึ่งหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและช่วยปลุก จิตสำนึกคนไทยให้เกิดความรักความสามัคคีความหวงแหนแผ่นดินและเทิดทูนสถาบัน พระมหากษัตริย์ที่ได้ประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์ของคนไทย

ด้านนายธีระ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณที่จะสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาค 3 และ4 ทางกระทรวงนำงบประมาณจากงบไทยเข้มแข็ง โครงการ 2 มาสนับสนุน ส่วนจำนวนเงินที่จะสนับสนุน ต้องหารือกับม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล อีกครั้ง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบต่อไป
อนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานพิธีบวงสรวงเปิดกล้อง ภาพยนตร์เรื่อง “นเรศวร” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2547 ณ กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พร้อมทอดพระเนตรการถ่ายทำฉากเปิดกล้องขบวนเสด็จของสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช เพื่อเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดา ที่เมืองอโยธยา ยิ่งใหญ่สมจริง มีนักแสดงกว่า 1,000 คน ร่วมเข้าฉาก ละลานตากับฉากเมืองเก่าที่สร้างขึ้นใหม่อย่างอลังการบนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ ด้วยทุนสร้างราว 500 ล้านบาท เผยภายหลังพานักแสดงเข้าเฝ้าตามกระแสรับสั่ง ทรงตรัสชื่นชมว่าสามารถสร้างภาพยนตร์ออกมาได้ดี

สำหรับงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนโครงการสร้างภาพยนตร์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่รัฐบาลกู้มาเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทาง เศรษฐกิจ รวมวงเงิน 8 แสนล้านบาท หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการไทยเข้มแข็ง

หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงกล่าวว่าภาพยนตร์เรื่องนเรศวร สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา เป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่องยิ่งใหญ่ที่แสดงถึงความโดดเด่นในด้าน ความกล้าหาญ ความอดทน เสียสละ ตลอดจนพระปรีชาสามารถในยุทธศาสตร์การรบที่ทำให้ประเทศไทยดำรงเอกราชตราบจน ทุกวันนี้

นักสู้10เมษา'เสียสละ'สงบหลังณัฐวุฒิลบคราบน้ำตา

ที่มา Thai E=News

"หรั่ง"ได้"เสีย สละ"ลงแล้วในวันนี้โดยสงบ ภายหลังจากณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดง และแกนนำเสื้อแดงหลายคนไปเยี่ยมเพื่อลบคราบน้ำตาให้เขา บางคนสัญญาว่า พวกเราจะเอาเวทีเสื้อแดงไปตั้งที่หน้าบ้านของหรั่ง ให้เขาได้หยิบตีนตบขึ้นมาตบอีกสักครั​้ง ได้ร่วมเวทีชุมนุมอีกสักหน สานต่อความฝันของเขาที่อยากร่วมฉลองชัยกับคนเสื้อแดงที่เขาใหญ่เป็นครั้งสุด ท้าย..แต่เขาได้จากไปยิ่งใหญ่ดุจขุนเขาแล้วเมื่อช่วงเย็นนี้.

งานสวดพระอภิธรรมศพของหรั่ง ซึ่งเสียชีวิตลงแล้วโดยสงบ เมื่อเวลา 16.30 น.วันนี้ ตั้งศพสวดพระอภิธรรมวันศุกร์ที่ 2 ก.ย. เวลา 19.30 น. ที่บ้านพัก (รังสิต-นครนายก ซอย 30) วันที่ 3-4 ก.ย. เวลา 19.30 น. วัดเขียนเขต ประชุมเพลิง วันจันทร์ที่ 5 ก.ย. เวลา 17.00 น.ณ วัดเขียนเขต ติดถนนรังสิต-นครนายก อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เชิญพี่น้องมิตรสหายร่วมตายแม้ไม่ได้ร่วมสายเลือดโดยทั่วกัน(สอบถามเพิ่ม เติมคุณเป็ดพี่สาววีรชนหรั่ง โทร.083-1792773)

ด้านล่างนี้เป็นรายงานที่ไทยอีนิวส์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 16 สิงหาคมที่่ผ่านมานี้

โดย ป๋าจอมตั๊ป กลุ่มสหายสีแดง รักราษฎร
ที่มา เฟซบุ๊คป๋าจอมตั๊บฯ

วันดีๆของคนเสื้อแดงที่ชื่อ คุณ หรั่ง "พรหมมินทร์ เก็มกาแมน" นักสู้นิรนามที่ต้องเผชิญกับมะเร็งทางเดินหายใจระยะสุดท้ายจากอุบัติเหตุใน การสลายการชุมนุม วันที่ 10 เมษา 2553

ณ วันนี้ เขาได้รับกำลังใจต่อชีวิต จากผู้ชายที่ชื่อ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"

-เข้าเยี่ยม
-มอบดอกไม้
-พูดคุยให้กำลังใจ
-มอบเสื้อที่เคยใส่ขึ้นเวที
-ร้องเพลงปลอบโยน
-ปลุกใจให้ยืนหยัดต่อสู้กับโรคร้าย

วันนี้ขอยกให้พี่เต้นเป็นพระเอกนะครับ

..และขอขอบคุณทุกๆคนที่ลงมาช่วยเหลือพี่หร​ั่งด้วยครับ ทั้งคุณทอง(ลุงทอง) ทีมคุณเพ็ญและคุณเก้(เจ้าของรูปภาพ) คุณวงษ์(เรือนไทยเรดิโอคลอง3) และอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม และขอบคุณกำลังใจจากพี่น้องเสื้อแดงทุกๆคน​มา ณ ที่นี้

หากใครสนใจสามารถไปเยี่ยมคุณหรั่งได้ที่ 18/1001 หมู่ที่ 2 ต.บึงยี่โถ อ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี

เร็วๆนี้คุยกันกับทางที่บ้านพี่หรั่งว่า พวกเราจะเอาเวทีเสื้อแดงไปตั้งที่หน้าบ้านของพี่หรั่ง ให้พี่หรั่งได้หยิบตีนตบขึ้นมาตบอีกสักครั​้ง ได้ร่วมเวทีชุมนุมอีกสักหน ก่อนจะต้องจากลากันไปด้วยโรคภัยร้ายแรงที่ต้องเผชิญอยู่

จากแนวหน้าสู่ชะตาอันโหดร้าย ขอสักนิดได้ไหม กำลังใจสุดท้ายก่อนจาก เพื่อต่อชีวิตให้นักสู้นิรนาม..."หรั่ง พรหมมินทร์ เก็มกาแมน"

คุณเรียมพี่สาวของเขาเล่าว่า ใน วันเกิดเหตุชุมนุม 10 เมษายน 53 หรั่งเขาไปชุมนุมอยู่ตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตอนช่วงเย็น ช่วงพลบค่ำ เขาโดนแก๊สน้ำตาเข้าไปเต็มๆเลย แล้วก็ช่วงที่ชุลมุนปะทะกับทหารนั้น ตอนที่ดันกันไปมาเขวี้ยงของอะไรต่างๆสู้กัน หรั่งเขาโดนลูกหลงเป็นก้อนหินเข้าที่ใบหน้า ตรงใต้ตา

เบื้องต้นได้รับความช่วยเหลือจากเต๊นท์เยียวยาผู้บาดเจ็บ หน้าโรงพยาบาลรามาฯ จำนวน 20,000 บาท

แล้วก็มารักษาปฐมพยาบาลกันเบื้องต้น ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นอะไรมาก

หรั่งย้ายไปอยู่กับเถ้าแก่ที่อุดรธานี เพราะกลัวว่าจะโดนทางการตามจับตัว เพราะไปปะทะกับทหารในวันที่ 10 นั้น ส่วนแผลก็อักเสบ เป็นๆหายๆ จนมันเป็นตุ่มคล้ายๆฝีขึ้นมา

เราก็บอกให้หรั่ง ไปรักษาจริงๆจังๆเถอะ เดี๋ยวมันจะเป็นหนักกว่านี้ หรั่งเขาก็ไม่ยอมไป เขาบอกว่าไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่อุดรฯ ปฏิบัติธรรมเยอะๆเดี๋ยวก็น่าจะหายได้เอง

จนในที่สุดฝีเล็กๆนั้นมันก็ลุกลาม ขยายใหญ่จนผิดปกติ พอไปตรวจอีกทีตอนหลังถึงรู้ว่ามันกลายเป็นมะเร็งไปแล้วเรื่องการรักษาพยาบาล เราก็ใช้สิทธิ์บัตรทอง ไปทำOPDฉายรังสี ที่โรงพยาบาลมา ทั้งหมดก็ 20 รอบแล้ว

เรื่องค่ารักษาพยาบาลไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่ จะหนักก็พวกค่าเดินทาง ค่าน้ำเกลือล้างแผล ค่าเบ็ดเตล็ดแต่ละครั้ง เราก็คนหาเช้ากินค่ำน่ะนะ

ผมก็สอบถามถึงอาการและการรักษาล่าสุดที่ผ่านมา พร้อมทั้งสภาพความเป็นอยู่ คุณเรียมบอกกับเราว่าล่าสุดที่ไปทำคีโมมา หมอเขาบอกว่า ทำ ใจไว้นะ หรั่งเขาจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 2 เดือนนะ แต่หรั่งเขาสู้ไง เขายังอยากต่อสู้ อยากไปชุมนุม อยากไปกับเสื้อแดง อยากไปร่วมงานที่โบนันซ่า เพราะใจเขาสู้ กำลังใจเขาดี จากวันที่ทำคีโมนั้นเขาอยู่ต่อมาได้ 7 เดือนแล้ว
ข้าง ผนังกำแพงมีเสื้อยืด ทรู้ธ ทูเดย์ แขวนเอาไว้ และมีเสื้อแจ็คเก็ตสีแดงปักลายอักษรนปช.แขวนอยู่ บนหัวเตียงประดับด้วยดอกไม้สีแดง มีพัดรูปคุณทักษิณปักอยู่เหนือปฏิทิน เขียนว่า "เรารัก...ทักษิณ ยังอยู่ในใจเสมอ"

เวลามีพี่ๆน้องๆเสื้อแดงมาเยี่ยมเนี่ย เขาจะดีใจมาก ใจเขายังอยากไปชุมนุมตลอด นี่เมื่อวันก่อนดิ้นตะกายตกเตียงออกมาตรงเนี๊ยะ(พร้อมทั้งชี้ไปที่พื้น) เขาบอกเขาจะไปโบนันซ่า จะไปงานเสื้อแดง

ตอนวันที่เราไปเยี่ยม พี่หรั่งพยายามยิ้ม แล้วยกมือขึ้นไหว้ แล้วถามคุณเรียมว่า
"เขามารับแล้วหรอ เขามารับไปโบนันซ่าแล้วใช่มั๊ย" พี่เรียมตอบไปว่า "เนี่ยๆเดี๋ยวเขาก็จะพาไปโบนันซ่ากัน รอหน่อยนะ"

พี่เบียร์หัวหน้ากลุ่มสหายสีแดงก็บอกไปว่า "โอเค เดี๋ยวมีโอกาสเราจะพาไปแน่ๆ อดทนเอาไว้" แล้วพี่หรั่งก็สงบลง ด้วยความเหนื่อยจากการออกแรงพูดในแต่ละครั้ง

เร็วๆนี้คุยกันกับทางที่บ้านพี่หรั่งว่า พวกเราจะเอาเวทีเสื้อแดงไปตั้งที่หน้าบ้านของพี่หรั่ง ให้พี่หรั่งได้หยิบตีนตบขึ้นมาตบอีกสักครั​้ง ได้ร่วมเวทีชุมนุมอีกสักหน ก่อนจะต้องจากลากันไปด้วยโรคภัยร้ายแรงที่ต้องเผชิญอยู่

******
คลิปณัฐวุฒิลั่นเยียวยาเหยื่อสะสาง91ศพต้องทันทีคู่แก้ปากท้อง


การทำงานของรัฐบาลไม่ใช่ว่าต้องแก้ปัญหาเศรษฐกืจปากท้องก่อน แต่ทำไปพร้อมๆกับปัญหาการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย เรื่องหลักนิติธรรม การเยียวยาผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต ห้างร้านที่เสียหาย ทำไปพร้อมๆกันได้เลย และต้องทำโดยเร็ว หากเราไม่ทำเรื่องนี้ให้คลี่คลายได้เร็วจะเป็นปัญหา

คลิปจตุพรพูดถึง"หรั่ง"และการเยียวยาผู้บาดเจ็บ และตายจากการชุนุม


อดีตส.ส.วิชิต ปลั่งศรีสกุล นำคณะบ้านเลขที่111 พรรคไทยรักไทยไปเยี่ยมหรั่งก่อนจะสิ้นลมอย่างสงบไม่นาน

สำหรับท่านที่อยากส่งกำลังใจเยียวยาให้หรั่ง ตามเบอร์บัญชีพี่สาวของเขา


********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:กรณีคนเสื้อแดงที่ไม่ได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุกรณี 10เมษา-19พฤษภาฯ เพื่อให้ได้พิจารณาช่วยเยียวยาด้วย...

3ปีเหยื่อรายแรกของระบบยุติธรรมจัญไรไฟไหม้

-น้องเจมส์เป็นเด็กดี รักชาติรักประชาธิปไตย

-เปิดปมชะตาสยองของ5ศพเสื้อแดง เหยื่อฆาตกรต่อเนื่อง19พ.ค.

Friday, September 2, 2011

efore - After "อุ๊งอิ๊ง" เพื่อนเจ้าสาว "หุ่นเพรียว"คำนวณแคลอรี่อาหารทุกคำที่เข้าปาก

ที่มา มติชน





ปี 2549 หรือ 5 ปีที่แล้ว



ถอดแบบทักษิณ



รับปริญญา



ก่อนและหลังของแพทองธาร



ลุคใหม่ 3 พี่น้อง



เปลี่ยนจากคางกลมมาเป็นคางแหลม



บอบบางลง...อย่างเห็นได้ชัด


ในงานแถลงข่าว กิจกรรม This’s My Future Chiangmai 2011 ภายใต้ Theme " 10 อาชีพเทรนด์ของโลก" ที่ Voice TV เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา

สายตาของสื่อ จับจ้องไปที่ เอม "พินทองทา ชินวัตร" กรรมการมูลนิธิไทยคม ที่กำลังจะเป็นเจ้าสาว ในช่วงปลายปี กับชายหนุ่มผู้โชคดี

แต่ที่โดดเด่นไม่แพ้พี่สาว ก็คือ "อุ๊งอิ๊ง" น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่คาดว่าจะได้รับหน้าที่ เพื่อนเจ้าสาว ในวันสำคัญ

กล่าวกันว่า สองพี่น้องไปลองชุดกันมาหลายรอบแล้ว

"เอม" สวยวันสวยคืน วันนี้ เธอเข้ามาแทนที่ อาปู "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" แทบทุกตำแหน่งทางธุรกิจและบทบาททางสังคม ขณะที่ "อุ๊งอิ๊ง" จากสาวที่เคยอวบ ๆ (ระยะสุดท้าย) ก็เปลี่ยนมาเป็นสาวหุ่นเพรียว

"โฉมชบา"แห่งไทยรัฐ บอกว่า "อุ๊งอิ๊ง" ได้เปลี่ยนโฉมตัวเองใหม่จากสาวตัวกลมกลายเป็นสาวหุ่นเพรียว


เคล็ดลับความงาม คือ ใช้วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ แค่ลดปริมาณอาหารลงแต่ไม่หักดิบ

เธอเคร่งครัดในเรื่องการรับประทานอาหารเป็นอย่างมาก ถึงขนาด

คำนวณแคลอรี่อาหารที่จะกินทุกคำ

ส่ง ผลให้ในปัจจุบันนี้ "อุ๊งอิ๊ง" มีรูปร่างที่สมส่วน พร้อมกับสุขภาพที่ดีมากขึ้น โดยไม่ต้องกินยาลดน้ำหนัก เสียเงินแพงๆ ให้กับคลีนิกลดความอ้วนที่ไหน

เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลง โฉมของ "อุ๊งอิ๊ง" น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

ลูกสาวสุดเลิฟของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะไม่ใช่ ฉลาดเหมือนพ่อ แต่ยังถอดออกมาจากพิมพ์ บล็อก เดียวกันอีกต่างหาก

มติชนออนไลน์ จัดเต็มให้เห็น Before - After ของ "อุ๊งอิ๊ง"

ก่อน

หลัง


จุดต่าง เชิงคุณภาพ ระหว่าง อภิสิทธิ์ ยิ่งลักษณ์ จุดต่าง เชิงบริหาร

ที่มา มติชน





ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องการปรับลดราคาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบางระกำ โมเดล ไม่ว่าจะเป็นความพยายามปรับบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เป็นเรื่องของ "การบริหารจัดการ"

เรียกตามสำนวนของ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ก็ต้องสรุปอย่างรวบรัดว่า เป็นกระบวนการแห่งการแมนเนจ

ถามว่า สมบูรณ์ เรียบร้อย ราบรื่น หรือไม่

ตอบได้เลยว่า ไม่เรียบร้อย ไม่ราบรื่น ยังไม่สมบูรณ์ เพราะว่ามีความต่อเนื่อง มีผลสะเทือนจากปัจจัยอันอยู่นอกเหนือความคาดหมาย

ฟังจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะรู้ในสภาวะที่ยังบกพร่องอยู่

ฟังจากเสียงท้วงติงด้วยความห่วงใยจากนักวิชาการและคนที่อยู่ในวงการ ก็จะสัมผัสได้ในความไม่สมบูรณ์ ครบถ้วน

กระนั้น ข้อดีก็ปรากฏขึ้นให้เกิดการเปรียบเทียบ

อย่างน้อยที่สุดการลงมือทำ "ทันที" ก็เป็นเงาสะท้อนแห่งความสำนึกตระหนักในคำมั่นที่ได้ให้ไว้กับประชาชนในระหว่างการหาเสียง

เพราะการลงมือ "ทำ" นั่นแหละที่ทำให้เห็น "ปัญหา" และนำไปสู่กระบวนการ "แก้ไข" ได้

มีความแตกต่างอย่างแน่นอนระหว่างกระบวนการบริหารจัดการของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นี่คือจุดดี จุดเด่นแห่งระบอบประชาธิปไตย

ทาง 1 มีคณะบุคคลอันอยู่ในฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่ในการนำเอานโยบายซึ่งเคยประกาศไปลงมือปฏิบัติในทางเป็นจริง

ทาง 1 มีคณะบุคคลอันอยู่ในฝ่ายค้านคอยตรวจสอบและควบคุม

เพียง 1 วันหลังแถลงนโยบายในที่ประชุมรัฐสภาเป็นเวลา 3 วัน (23-24-25 สิงหาคม) การลงมือทำก็ปรากฏให้เป็นที่ประจักษ์

การขับเคลื่อนเช่นนี้อยู่ในสายตาของประชาชน

การขับเคลื่อนเช่นนี้อยู่ในสายตาฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านนอกระบบรัฐสภา

เมื่อออกมาเคลื่อนไหว วิพากษ์วิจารณ์ ย่อมอยู่ในการตรวจสอบของประชาชนเช่นกัน

แน่ นอน ตาของประชาชนมิได้เป็นตาไม้ หูของประชาชนมิได้เป็นหูกระทะ การเปรียบเทียบตามความเป็นจริงระหว่างฝ่ายที่ลงมือทำกับฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ ย่อมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

อย่าคิดว่าจะหลุดรอดไปจากวิจารณญาณของสังคมได้อย่างลอยตัว

ตัวอย่าง ง่ายๆ ก็คือ ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาวิจารณ์รัฐบาลในเรื่องน้ำท่วม ชาวบ้านก็เกิดนัยประหวัดไปภาพของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเดินทางไปยังนครราชสีมา

หรือเมื่อเดินทางไปยืนโบกไม้โบกมือคนละฟากสะพานกับชาวบ้านที่สุราษฎร์ธานี

ยิ่งเมื่อมีการขยับเพื่อปรับเปลี่ยนตัว พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ยิ่งนึกถึงกรณีการจัดการกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ

ยิ่งนึกถึงความพยายามที่จะผลักดันให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เข้ามาแทนที่แล้วไม่ประสบผลสำเร็จ

ทั้งๆ ที่เปลี่ยนตัวคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ(กตช.) คนแล้วคนเล่า

ใน ที่สุดไม่เพียงแต่ไม่สำเร็จ หากมีผลสะเทือนรุนแรงกระทั่งพวกกันเองคือ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ก็ต้องอำลาตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไปด้วยความปวดร้าว

นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

มี ภาพเปรียบเทียบอย่างแน่นอนระหว่างกระบวนการบริหารจัดการในแบบของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับในแบบของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงในแบบของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ ในแบบของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

ที่สำคัญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะรู้ตัวหรือไม่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะรู้ตัวหรือไม่

หากนับจากวันที่ 25 สิงหาคม ก็เป็นเวลาเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้นของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ ชินวัตร

เพียง 1 สัปดาห์ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำนโยบายระหว่างหาเสียงมาลงมือทำได้คึกคักมากกว่า 2 ปีเศษของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นอย่างมาก

เท่ากับยืนยันการลงมือทำ เท่ากับยืนยันกระบวนการบริหารจัดการ

(มติชนรายวัน ฉบับวันที่2กันยายน2554 หน้า3)

"อำนาจ"เป็น"ของร้อน" อันตรายของ"นปช.-รัฐบาลปู" ระวังศรย้อนกลับมาทิ่มตำ !!

ที่มา มติชน





ได้ ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า สำหรับแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"

ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเลขาฯ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ฯลฯ

ทั้งในทำเนียบรัฐบาล และตามกระทรวงต่างๆ

แต่ การดำเนินการดังกล่าว "น.ส.ยิ่งลักษณ์" จะอ้างว่าเป็นการพิจารณาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยทำงาน รวมทั้งควรให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นได้ทำงานก่อนที่จะมีการติติง

รวม ถึง "จตุพร พรหมพันธุ์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ออกตัวให้โดยอ้างว่าการแต่งตั้ง "กลุ่มคนเสื้อแดง" เข้ามาช่วยงานในกระทรวงต่างๆ นั้น เพื่อช่วยยึดโยงการแก้ปัญหาของรัฐบาลกับภาคประชาชน

ที่สำคัญเป็นการ ตอบโจทย์ของการ "พลัดหลงอำนาจรัฐ" ของกลุ่มเสื้อแดงที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ที่ไม่มีตัวแทนของ นปช. นั่งเป็นรัฐมนตรีบริหารประเทศเลยแม้แต่คนเดียว

แต่กระนั้นผลพวงจากการปูนบำเหน็จรางวัลในครั้งนี้ กลับเป็นที่อ่อนไหวยิ่งกว่า

อ่อนไหวในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของสังคม

อ่อน ไหวต่อคำปรามาส และเงื่อนไขที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ที่จะมองกรณีนี้เป็นอาหารอันโอชะ หยิบขึ้นมาโจมตี และยิ่งในยามที่ข้าราชการการเมืองเหล่านี้ อาจจะพลาดหรือเพลี่ยงพล้ำในการปฏิบัติตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม

อย่างที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ตกเป็น "ขี้ปาก..ให้คนนินทา" และ "ซ้ำเติม" เอาง่ายๆ

ดังนั้น แม้จะแก้ปัญหาการยึดโยงอำนาจรัฐกับมวลชนได้ แต่ก็ยิ่งต้องระมัดระวังปัญหาอื่นที่จะซ้อนตามมาซึ่งอาจใหญ่กว่า

ด้วย มีรายชื่อบุคคลที่ร้อนแรง อาทิ ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของ "ไพจิตร อักษรณรงค์" "รังสี เสรีชัยใจมุ่ง" หรือ "รังสี เสรีชัย" "ธนกฤต ชะเอมน้อย" หรือ "วันชนะ เกิดดี" อดีตนักร้องลูกทุ่งแกนนำคนเสื้อแดง "วรวุฒิ วิชัยดิษฐ" รักษาการโฆษก นปช. "อรรถชัย อนันตเมฆ" อดีตดารานักแสดงชื่อดังและสมาชิกคนเสื้อแดงคนสำคัญ อีกทั้ง "พงษ์พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง" หรือ "ภูมิกิตติ สุขจินดาทอง" อดีตคนสนิท "พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล" หรือ "เสธ.แดง" ซึ่งเป็นลูกน้องคนสำคัญและเป็นมือขวาของ "เสธ.แดง" ที่ร่วมการชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดง ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553

หรือ จะเป็น "เพชรวรรต วัฒนพงษ์ศิริกุล แกนนำเสื้อแดงสังกัด "กลุ่มรักเชียงใหม่ 51" "ชินวัฒน์ หาบุญพาด" แกนนำ นปช.คนสำคัญ ผู้ก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ เอฟเอ็ม 92.75 เมกะเฮิรตซ์ และเอฟเอ็ม 107.5 เมกะเฮิรตซ์ และเป็นแกนนำ นปช.รุ่นที่ 2 "ชายยุทธ เฮงตระกูล" แกนนำคนเสื้อแดงพัฒนา เครือข่ายเสื้อแดงสำคัญที่มีบทบาทการชุมนุมที่พัทยาในปี 2552 จนการประชุมอาเซียนซัมมิท ต้องล้มลง

อีกทั้ง "อารี ไกรนรา" ที่นั่งเป็นเลขานุการ รมว.มหาดไทย แกนนำ นปช.ตัวจริง เป็นหัวหน้าการ์ดเสื้อแดงทุกงาน และถูกออกหมายจับสารพัดหมาย และแม้แต่ "ยศวริศ ชูกล่อม" หรือ "เจ๋ง ดอกจิก" แกนนำเสื้อแดงตัวฉกาจ

แน่นอนว่าสังคมไทยควรจะต้องให้โอกาส และไม่พิพากษาใครคนใดคนหนึ่งเสียก่อนตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน

แต่ ต้องพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงแห่งมนุษย์ว่า จากแกนนำเคลื่อนไหวมวลชนบนท้องถนน มาถึงวันที่ต้องสวมสูท มีตำแหน่งทำงานใกล้ชิดเสนาบดีกระทรวงสำคัญ

แม้จะไม่มีอำนาจเซ็น อนุมัติหรือสั่งการโครงการ นโยบาย หรือการทำงานของข้าราชการโดยตรง แต่การได้อยู่ใกล้ชิด "เสนาบดี" ย่อมมีบทบาทในการให้คำปรึกษาหารือในการตัดสินใจทั้งที่เป็นการตัดสินใจ บริหารงานทั่วไป หรือการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ

ตามปกติแล้ว บริบทของ "ข้าราชการการเมือง" ไทย เป็นที่รู้กันดีว่า ทรงอานุภาพมากตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

รัฐมนตรี หลายคน จึงเลือกบุคคลที่ตัวเองไว้ใจมาเป็นข้าราชการการเมืองทำงานใกล้ชิด คอยเป็นหูเป็นตา เป็นมือไม้ประสานงานสั่งการไปยังข้าราชการ

รวมถึงการปฏิบัติงานลับตามสั่ง

จุดนี้ต่างหากที่ข้าราชการมือใหม่เหล่านี้พึงระวัง คือ การเสพติดอำนาจที่ไม่คุ้นเคย หรือหลงระเริงกับอำนาจใหม่ ที่ไม่เคยได้ลิ้มลอง

การ ยับยั้งชั่งใจต่อกิเลสที่เข้ามาแผ้วพาน ทั้งบรรดาพ่อค้าวาณิชที่ติดต่อซื้อขายประมูลงานกับกระทรวง ตั้งข้าราชการที่วิ่งเต้นขอแต่งตั้งโยกย้าย ล้วนท้าทายต่อการทำหน้าที่ของมือใหม่เหล่านี้ทั้งสิ้น

โดยเฉพาะกระทรวงที่มีสิ่งเย้ายวนใจจำพวกนี้มาก ไม่ว่า กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ

แม้เสียงปรามาสจาก "ฝ่ายค้าน" ต่อหน้าตาของข้าราชการการเมืองยุครัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" เป็นแต่เพียงการตั้งข้อหาล่วงหน้า

แต่ทว่าความผิดต่อหน้าที่ที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ต่างหาก ที่จะย้อนศรมาเป็นหนามทิ่มตำ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ได้ในทุกทิศทาง...

(มติชนรายวัน ฉบับ 2 กันยายน2554 หน้า11)

"เฉลิม"รับเหตุโยก"ถวิล"พ้นเลขาฯสมช.ต้องการ"วิเชียร"นั่งแทนเปิดทางสะดวก"เพรียวพันธ์"คุมตร.

ที่มา มติชน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามกรณีที่อ้างเหตุย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพราะเป็นเลขานุการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แปลว่าต้องย้ายคนใน ศอฉ.ทั้งหมดหรือไม่ ว่าคนละเรื่องต้องดูลักษณะงาน เพราะนายถวิลเป็นเลขาธิการ สมช.ต้องนั่งทำงานในคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่าไปคิดไปโยงถึงแม่ทัพนายกอง เหตุที่ย้ายนายถวิลเพราะต้องการให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. มานั่งในตำแหน่งเลขาธิการ สมช.เพื่อเอา พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. พี่ชายคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์ ในฐานะมือปราบขึ้นเป็น ผบ.ตร.

"หมอตุลย์"นำเครือข่ายประท้วงเด้ง"วิเชียร"พ้นผบ.ตร.ชี้การเมืองแทรก เข้าข่ายขัดรธน. ผิดกม.ตำรวจ



เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 กันยายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเครือข่ายพลเมืองปกป้องแผ่นดิน พร้อมเครือข่ายชุมนุม และอ่านแถลงการณ์คัดค้านการปลด พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยไม่มีเหตุผลอันควร พร้อมชูป้ายไม่เอาระบอบทักษิณและให้กำลังใจ ผบ.ตร.

นพ.ตุลย์กล่าวว่า การที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบดูแล ตร.ได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะมีการปลด ผบ.ตร.คนปัจจุบันออกตำแหน่ง เนื่องจากปล่อยปละละเลยให้มีการเปิดบ่อนในนครบาล อีกทั้งยังมีการพิจารณาแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร.ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ถือว่าเป็นการใช้อำนาจแทรกแซงข้าราชการประจำโดยไม่มีเหตุอันควร อาจเข้าข่ายขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ที่ห้ามก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการและ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547ที่มาตรา 62 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯระบุ เจ้าตัวต้องสมัครใจและส่วนราชการหรือหน่วยงานต้องการรับโอนผู้นั้น แต่ครั้งนี้มิได้เกิดจากความเต็มใจ หากไม่ถูกกดดัน

ทั้งนี้ มี พ.ต.อ.วัลลพ จำนงค์อาษา ผกก.ฝ่ายอำนวยการ สำนักเลขานุการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับมอบแถลงการณ์ โดยกลุ่มของ นพ.ตุลย์ยืนอ่านบริเวณหน้าประตูสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประมาณ 30 นาที ก่อนสลายตัว


"มาร์ค"ปลุกขรก.ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมเพื่อรักษาระบบ ปมเด้งเลขาสมช. เปิดทางเพรียวพันธ์




นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีการเตรียมการโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เพื่อเปิดเก้าอี้ผบ.ตร.ให้กับพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ว่า ไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย เพราะเป็นธงที่ตั้งไว้แต่ต้น แต่การดำเนินการไปกระทบตำแหน่งเลขาฯ สมช.ของนายถวิล เปลี่ยนศรีด้วย จึงต้องดูข้อยุติว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 6 กันยายนจะเป็นอย่างไร แต่เหตุผลก็ยังไม่รู้ว่าจะย้ายเพื่ออะไร


ส่วนข้ออ้างว่านายถวิล เป็นเลขานุการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)มาก่อน จึงต้องปรับเปลี่ยนนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องระมัดระวังเพราะกฎหมายกำหนดให้เลขาฯสมช.นั่งเป็นเลขานุการ ศอฉ.ตามตำแหน่ง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย รัฐบาลต้องมีคำตอบว่าที่ดำเนินการทั้งหมดมีเป้าหมายอะไร นอกจากต้องการให้คนของตัวเองต้องการนั่งในตำแหน่งเพียงเท่านั้น


"ยังไม่ทราบว่ารัฐบาลจะให้นายถวิลไปอยู่ที่ไหน แต่อยากเรียกร้องให้ข้าราชการออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ถึงที่สุดเพื่อ รักษาระบบราชการ ไม่เฉพาะเพื่อตัวบุคคลที่ออกมาต่อสู้เท่านั้น แต่เพื่อระบบโดยรวม และที่ผ่านมามีหลายฝ่าย หลายเครือข่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อรักษาไว้ซึ่งระบบ แต่ถ้าทุกคนอยู่ในภาวะหวาดกลัวระบบจะมีปัญหา แล้วสุดท้ายคนที่หวาดกลัวเองก็จะไม่สามารถปกป้องตัวเองได้"หัวหน้าพรรคประชา ธิปัตย์กล่าว

'อาย'-คำที่สมาคมสื่อสะกดไม่เป็น

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 กันยายน 2554


หมายเหตุไทยอีนิวส์:วันนี้เวลา 13.00 น. สมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ไปยื่นหนังสือถึง สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพื่อเรียกร้องให้สื่อหยุดคุกคามประชาชน ภายหลังจาก 2 สมาคมออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าการที่คนเสื้อแดงไปยื่นหนังสือประท้วงต่อช่อง 7 เป็นการคุกคามสื่อ และให้ท้ายนักข่าวช่อง 7 วา่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน

ที่ไปที่มาเรื่องนี้ อ่านข่าวนี้ประกอบ ดูกับตาอย่าฟังแต่'เขาว่า'คนเสื้อแดงคุกคามนักข่าว อนาถใจ2สมาคมสื่อขวัญอ่อนออกแถลงการณ์อีกแร๊ะ


ไทยอีนิวส์จึงขอนำเสนอวีรกรรมของสมาคมสื่อให้ได้พิจารณามาในโอกาสนี้



คลิปข่าวนักข่าวช่อง7เดินตามาร์คมัวแต่มองปลื้มจนทำให้เดินสะดุดหัวปัก หัวปำ วันมาร์คไปเปิดตัวหนังสือที่เธอเป็นคนเขียนเชลียร์ เรียกว่าคนละอารมณ์กับตอนถามจิกตีจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนีเลยทีเดียว

สมาคมนักข่าวฯพฤติการณ์ที่ไร้ยาง

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดทำรายงานสถานการณ์สื่อตอนสิ้นปี 2552 แบบเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่นในหัวข้อ ปีแห่งการใช้สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง (คลิ้กดูรายละเอียด)มีรายละเอียดตอนหนึ่งดังนี้
สื่อการเมืองได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างมากมาย และถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ทั้งโดยนักการเมือง พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคม ทำให้สื่อเหล่านี้มีฐานะเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองของแต่ละ ฝ่าย ซึ่งมีทั้งวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม หนังสือพิมพ์ เว็บไซด์ฯลฯ ซึ่งสื่อการเมืองเหล่านี้ ได้นำเสนอความคิดเห็นและความเชื่อมากกว่า “ความจริง” ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่มีข้อมูลอย่างรอบด้าน ในทางตรงกันข้ามมีการนำเสนอในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มีความลำเอียง มีอคติ ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยก เกลียดชัง จนถึงขั้นทำลายล้างต่อฝ่ายที่มีจุดยืนและความคิดเห็นที่แตกต่างกับฝ่ายของ ตัวเอง

ในประเด็นนี้สมาคมนักข่าวฯเห็นว่า เป็นปีที่แต่ละฝ่ายได้ใช้ “สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง” ส่งผลให้สังคมมองบทบาทสื่อมวลชนโดยรวมว่า เป็นสื่อที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและนำมาซึ่งปัญหายุ่ง ยากในการหาทางออกของวิกฤตประเทศในครั้งนี้
ย้อนรอยดูสมาคมสื่อทรราชแถลงการณ์ออกใบอนุญาตปราบเสื้อแดงโยนบาปทักษิณ

ปัญหามีอยู่ว่าสื่อการเมือง หรือสื่อรับใช้การเมืองนั้น แท้ที่จริงดูเหมือนสมาคมนักข่าวจะมีบทบาทด้านนี้ที่สุด..โดยมีพฤติการณ์ดังนี้

-สมาคมนักข่าวฯมีบทบาทนับแต่การเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ โดยการออกแถลงการณ์ร่วมกับสภาทนายความขอให้มีการเปลี่ยนนายกฯโดยใช้มาตรา 7

-ต่อมาเมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นายกสมาคมนักข่าวก็ได้เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เสียเอง

-เมื่อพันธมิตรฯจัดการชุมนุมก่อความรุนแรงทั้งยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน พันธมิตรคุกคามนักข่าวสารพัด แต่สมาคมนักข่าวฯไม่เคยมีแถลงการณ์ใดๆปกป้องนักข่าวสนาม แต่นายกสมาคมกับเลขาสมาคมพากันดั้นด้นไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอความกรุณาจาก แกนนำพันํมิตรวิงวอนไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อนักข่าวในลักษณะสมยอมกัน

-แต่เมื่อกลุ่มเสื้อแดงจัดการชุมนุมขึ้น สื่อกระแสหลักได้นำเสนอข่าวบิดเบือนให้ร้ายผู้ชุมนุมเสื้อแดง และยั่วยุประชาชนให้เกลียดชังผู้ชุมนุม ยุแหย่ให้รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมแล้ว สมาคมสื่อต่างๆยังได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งในวันที่ 13 เมษายน 2552 โดยมีเนื้อหาที่โยนบาปไปให้ทักษิณว่าเป็นผู้จุดชนวนความรุนแรง โดยไม่มีการประณามรัฐบาลที่ใช้กองกำลังทหารปราบปรามด้วยความรุนแรงแต่อย่าง ใด พร้อมทั้งเปิดทางให้ปราบปรามผู้ชุมนุม

โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมกับองค์กรต่าง ๆ 7 องค์กร ออกแถลงการณ์ร่วมกัน 5 ข้อ มีความตอนหนึ่งว่า ( คลิ้กดูรายละเอียดที่นี่ )

แถลงการณ์ร่วมขอให้ใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขวิกฤตประเทศ

จากการที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ปิดถนนบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ ๙ และ ๑๐ เมษายน และบุกเข้าโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาเมื่อวัน ที่ ๑๑ เมษายน จนทำให้รัฐบาลต้องเลื่อนการประชุมดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด และได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน และเกิดเหตุการณ์รุนแรงในตอนเช้าตรู่วันที่ ๑๓ เมษายน ที่สามเหลี่ยมดินแดงนั้น องค์กรทั้งหลายตามรายชื่อข้างท้าย มีความห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะลุกลามไปสู่วิกฤตการณ์ที่รุนแรงจนควบ คุมไม่ได้ จึงขอเสนอความคิดเห็นดังต่อไปนี้

๑. การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอาจจะทำให้สถานการณ์ยิ่งร้ายแรงมากยิ่งขึ้น ขอ ให้รัฐบาลและกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมสถานการณ์เท่านั้น อย่าใช้ในการปราบปรามหรือสลายการชุมนุม เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์ เลวร้ายลงไปจนอาจกลายเป็นจลาจล และเมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว รัฐบาลควรยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยเร็วที่สุด

๒. สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจาก อาวุธ และต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น แต่การชุมนุมของ นปช. ในขณะนี้มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการบุกโรงแรม บุกกระทรวงมหาดไทย ทุบทำลายรถในขบวนของนายกรัฐมนตรี การปิดถนนสายต่างๆ การยึดรถเมล์ การยึดรถก๊าซ ล้วนแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพนอกขอบเขตของรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมายทั้งสิ้น แกน นำ นปช. ต้องยุติการใช้ความรุนแรง การละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น และต้องควบคุมผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง รวมถึงยุติการสร้างความเกลียดชังผ่านทางสื่อในเครือข่ายดังที่กำลังทำอยู่ใน ขณะนี้ สำหรับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ต้องยุติการยั่วยุและปลุกระดมที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง และถ้าหากเกิดเหตุร้ายแรงมากไปกว่านี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่อาจที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้

๓. ขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาการชุมนุมที่ละเมิดกฎหมายโดยใช้มาตรการทาง กฎหมายอย่างเหมาะสม และใช้กระบวนทางกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง การดำเนินคดีกับ นปช. ก็ต้องดำเนินคดีกับประชาชนกลุ่มอื่นที่ใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญด้วยอย่างเสมอกัน

๔. ขอให้รัฐบาลใช้แนวทางสันติวิธีและการเจรจาในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นหนทางในการนำความสงบกลับคืนมาสู่ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง รัฐบาลควรต้องเปิดการเจรจากับแกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง และขอให้ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. กลับมาใช้เวทีรัฐสภาในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

๕. สื่อมวลชนทุกแขนง ต้องรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนรอบด้าน รวมทั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่จะรายงานออกไป เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนและเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า

กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง

เครือข่ายประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา ๓๕
เครือข่ายนักวิชาการไม่เอาความรุนแรง


๑๓ เมษายน ๒๕๕๒

นักวิชาการยี้แถลงการณ์2มาตรฐาน ยุครัฐบาลสมัคร-สมชายรุมด่ารัฐให้ลาออก

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนกระทู้หัวข้อเรื่อง "2 บรรทัดฐาน" ของ ทหาร, สื่อมวลชน, นักวิชาการ เอ็นจีโอ กรณีรัฐบาลประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน โดยตั้งข้อสังเกตว่าการออกแถลงการณ์ข้างต้นเป็น2มาตรฐานหากเทียบกับที่เคย ออกแถลงการณ์ในยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

โดยดร.สมศักดิ์กล่าวถึงในยุครัฐบาลนายสมัครนั้น หลังเกิดการปะทะในคืนวันที่ 1-2 กันยายน 2551 ซึ่ง นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ของ นปช. ถูกคนของพันธมิตรฯ ทำร้าย จนเสียชีวิต รัฐบาลสมัครได้ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ปรากฏว่า นอกจากทหาร ที่รับมอบหน้าที่ ไม่ยอมปฏิบัติอะไรทั้งสิ้นแล้ว วงการสื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ ยังพร้อมใจกันออกมาประณามรัฐบาลสมัคร และเรียกร้องให้ สมัคร ลาออก และยกเลิกประกาศ พรก.ฉุกเฉิน นี่เป็นรายงานข่าว ของบางตัวอย่างของปฏิกิริยาของบรรดาสื่อมวลชน เอ็นจีโอ ในขณะนั้น (ความจริง ยังมีตัวอย่างอีกมาก)

อันที่จริง อาจกล่าวได้ว่า การไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ของทหาร และการพร้อมใจกันออกมาคัดค้าน ความพยายามดำเนินการยุติการชุมนุมของพันธมิตรฯของรัฐบาลสมัครในขณะนั้น ของสื่อมวลชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ มีส่วนรับผิดชอบ ต่อความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นที่ตามมา

เคลื่อนไหวต้านเสื้อแดง อ้างหยุดทำร้ายประเทศไทย

เมื่อเทียบกับตอนที่เพิกเฉยต่อพันธมิตรที่ทำการประท้วงอย่างรุนแรง สมาคมนักข่าวกลับทำหน้าที่เป็นสื่อการเมืองอย่างเอาการเอางานด้วยการร่วมกับ เอ็นจีโอเสื้อเหลือง ในการเคลื่อนไหวรณรงค์"หยุดทำร้ายประเทศไทย"ในช่วงที่กลุ่มเสื้อแดงออก มารณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตย

"หลังจากออกแถลงการณ์เหมือนให้ใบอนุญาตปราบปรามพวกเสื้อแดงอย่างนองเลือด แล้ว พวกเอ็นจีโอก็ดัดจริตออกมาร่วมกับสมาคมนักข่าวตั้งเครือข่ายรณรงค์หยุดทำ ร้ายประเทศไทย"ผู้เขียนวิจารณ์สื่อระบุในตอนหนึ่งของซีรีส์เรื่อง ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

เปิดโปงพฤติการณ์เสนอข่าวผิดๆแล้วไม่ต้องรับผิดชอบใดๆของสื่อไทย

นี่ไม่ใช่หนแรกที่สื่อกระแสหลักมีพฤติการณ์ทำนองเป็นสื่อการเมือง เมื่อไวๆนี้สื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวว่าตำรวจเชียงใหม่จับการ์ดเสื้อแดงพร้อมระเบิดปิงปอง6,000ลูกไว้ก่อเหตุช่วงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินทางไปเชียงใหม่ แต่พอพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นเพียงประทัด สื่อก็เงียบเฉย

ช่วงก่อนนั้นสื่อไทยรายงานว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์TIMES ONLINEหมิ่นสถาบันฯ พอTIMESเปิดเผยคำสัมภาษณ์อย่างละเอียดว่าทักษิณไม่ได้หมิ่นฯเลย แต่กลับแสดงจงรักภักดี สื่อไทยก็ไม่ได้แก้ไขข่าวใดๆ

ช่วงเสื้อแดงประท้วงตอนสงกรานต์ สื่อไทยเสนอว่าชาวบ้านแฟลตดินแดงทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหว จึงจิกหัวผู้ประท้วงหญิงรายหนึ่งลากไปกับพื้น ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่แฟลตดินแดง แต่เกิดแถวถนนเพชรบุรี และชายที่จิกหัวผู้หญิงก็เป็นการ์ดพันธมิตรรายหนึ่ง เมื่อหญิงคนดังกล่าวไปแถลงเรียกร้องความเป็นธรรมที่สภา ผู้สื่อข่าวช่อง 7 จอมอื้อฉาวก็พิพากษาว่ามาผิดที่ ต้องไปแจ้งความที่โรงพัก และแทนที่จะทำหน้าที่สื่อกลาง ก็ทำหน้าที่แก้ต่างให้รัฐบาลอภิสิทธิ์แทน





วีรกรรมจิกหัวซ้ำเสื้อแดงตอนสงกรานต์เลือดปี52-มินตรา โสรส (ภาพที่2) ซึ่งเป็นหญิงเสื้อแดงที่ถูกจิกหัวในเหตุการณ์ประท้วงสงกรานต์เลือดปี52 มีสีหน้าสลดหลังนักข่าวช่อง 7 สมจิตต์ นวเครือสุนทร (ภาพที่3-4) ตั้งป้อมเข้าข้างรัฐบาล โดยแทนที่จะทำหน้าที่สื่อกลาง กลับมาทำตัวเป็นคู่กรณีพิทักษ์รัฐบาลอภิสิทธิ์กล่าวหาว่าเธอถุยน้ำลายใส่ชาย คู่กรณี(ภาพแรก)ก่อนจึงถูกจิกหัว มาพูดเรื่องเท็จ มาผิดที่แล้ว จะมาสภาแถลงข่าวทำไม ควรไปแจ้งตำรวจมากกว่ามาแถลงข่าว และฯลฯ(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)

ต่อมาสมาคมผู้สื่อข่าวยังมอบรางวัลภาพข่าวยอดเยี่ยมประจำปีให้กับไทยรัฐกรณีจิกหัวผู้ประท้วงหญิงเสื้อแดง โดยไร้สำนึกว่าสื่อนำเสนอข่าวผิด ดูข่าวเรื่อง:

อนาถ!สื่อไทยมั่วตั้งแต่ต้นจนจบ ฮือต้านตัดสินรางวัลสุดนิ่มจิกหัวเสื้อแดงคว้าภาพยอดเยี่ยม



ส่วนกรณีที่ฉาวโฉ่ที่สุดอีกกรณีคือข่าวCTX

ข่าวCTXหลายคนคงจำกันได้ว่า สื่อทาสเผด็จการตามล้างตามเช็ดรัฐบาลทักษิณกันข้ามปีข้ามเดือน

จนถือเป็นข่าวชิ้นโบว์แดง ถึงขั้นมอบรางวัลพูลลิตเซอร์เมืองไทย หรือรางวัลอิศรา อมันตกุล ให้กัน แถมชงลูกให้องค์กรของคณะรัฐประหารออกมารับลูกว่าข้อมูลแน่นหนาขนาดนี้เล่น งานทักษิณได้แน่ ดูจากข่าวที่คุณหญิงจารุวรรณให้สัมภาษณ์หลังวันรัฐประหาร19กันยาเพียงวัน เดียว และตีพิมพ์ในวัีนที่ 21 กันยายน 2549



แต่สุดท้ายนักช่าวที่ได้รับรางวัลต้องยอมสารภาพว่า"เป็นเรื่องเท็จ" จนต้องลงประกาศชี้แจงกรณีซีทีเอ็กซ์ และขอโทษผู้เกี่ยวข้อง(อ่านประกาศ)



ทั้งนี้ การวิเคราะห์หรือสรุปข่าวว่าบริษัทแพทริออท และนายวรพจน์ หรือเสี่ยเช เป็นบริษัทนายหน้าที่ให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลในพรรคการเมืองของไทย นั้น เป็นเสมือนการพิพากษาบริษัท แพทริออท และนายวรพจน์เป็นจำเลยสังคม ซึ่งนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือเสี่ยเช ได้ยืนยันในการเสวนาที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2548 และกับคณะกรรมการสืบสวนคดีทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ทุกคณะ ว่า ไม่ได้เป็นคนจ่ายสินบน และไม่ชอบการจ่ายสินบน ประกอบการธุรกิจด้วยความสุจริต

จากข่าวผิดพลาดเกินความเป็นจริง จนทำให้เกิดความเสียหายต่อกิจการและชื่อเสียงของความที่กล่าวข้างต้นนั้น จึงใคร่ขอโทษบริษัท แพทริออท บิซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด และนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือที่เรียกในข่าวว่า "เสี่ยเช" และหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและบรรณาธิการ จึงขอแสดงความรับผิดชอบในการแก้ข่าวเผยแพร่ข้อเท็จจริง






แน่นอนว่าเวลาพาดหัวเล่นงานว่าพรรคการเมืองของอดีตนายกฯทักษิณสมคบกับ เสี่ยเชโกงCTXนั้นตัวเท่าหม้อแกง เล่นกันต่อเนื่องเป็นแรมเดือนแรมปี พอจะแก้ข่าวก็ลงเท่าตัวหอยมดไปซุกไว้หน้าในๆ ที่สำคัญสมาคมผู้สื่อข่าวที่แจกรางวัลพูลิตเซอร์กันไปก็เฉยๆ ไม่เห็นว่าจะริบรางวัลคืน




ทั้งนี้มีผู้ไปตั้งกระทู้ถามในเวบไซต์ของสมาคมสื่อฯว่าจะถอนรางวัลคืนหรือ ไม่ ผลคือสมาคมฯลบกระทู้ทิ้ง แต่มีคนตาไวเซฟหลักฐานไว้ประจานทัน(ไปดูตามลิ้งค์)

แบบเดียวกับที่กล่าวหาเรื่องทักษิณทุจริตสร้างสนามบินสุวรรณภูมิมีรอยร้าว จะเป็นจะตายกันทั้งวงการสื่อ พอพิสูจน์ได้ว่า มันเต้าข่าวหาเรื่องเขาก็เงียบหายไปกับสายลมและเสียงตด

มาถึงเวลานี้คงต้องย้อนถามไปยังสมาคมนักข่าวฯแล้วว่า การชี้หน้าใครต่อใครว่าเป็นสื่อการเมือง แล้วพฤติการณ์ของสมาคมนักข่าวฯที่ผ่านมานี่ ไม่ใช่สื่อการเมืองที่ทั้งน่าเกลียดน่าชังดอกหรือ?

หรือสะกดคำว่า"อาย"ไม่เป็น!

ไหนว่าไม่มีอคติแฉวีรกรรมเก่านักข่าว7สีจิกหัวเสื้อแดงซ้ำ ไำม่ทำหน้าที่สื่อสวมบทองครักษ์พิทักษ์มาร์ค

ที่มา Thai E-News






วีรกรรมจิกหัวซ้ำเสื้อแดงตอนสงกรานต์เลือดปี52-มินตรา โสรส (ภาพที่2) ซึ่งเป็นหญิงเสื้อแดงที่ถูกจิกหัวในเหตุการณ์ประท้วงสงกรานต์เลือดปี52 มีสีหน้าสลดหลังนักข่าวช่อง 7 สมจิตต์ นวเครือสุนทร (ภาพที่3-4) ตั้งป้อมเข้าข้างรัฐบาล โดยแทนที่จะทำหน้าที่สื่อกลาง กลับมาทำตัวเป็นคู่กรณีพิทักษ์รัฐบาลอภิสิทธิ์กล่าวหาว่าเธอถุยน้ำลายใส่ชาย คู่กรณี(ภาพแรก)ก่อนจึงถูกจิกหัว มาพูดเรื่องเท็จ มาผิดที่แล้ว จะมาสภาแถลงข่าวทำไม ควรไปแจ้งตำรวจมากกว่ามาแถลงข่าว และฯลฯ(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
2 กันยายน 2554

ย้อนไปดูวีรกรรมนักข่าวช่ิอง 7 จอมอื้อฉาวอคติเสื้อแดง เป็นองรักษ์พิทักษ์มาร์คมาต่อเนื่อง โดยหากย้อนไปช่วงเหตุการณ์"สงกรานต์เลือด2552"ที่มีเหตุการณ์จิกหัวผู้หญิง เสื้อแดงในเหตุการณ์ชุมนุมยังไม่หนำใจสื่อชั่ว มาแถลงข่าวสภาแทนที่จะรับฟังเจอรุมทึ้งตั้งป้อมจิกหัวซ้ำ ทั้งกล่าวหาว่าไปถ่มน้ำลายใส่ก่อนเลยโดนจิกหัว มาพูดเรื่องไม่จริงจะรับผิดชอบอย่างไร ไล่ไปแจ้งความโรงพักอย่ามาแถลงข่าวเรียกร้องความเป็นธรรม ส.ส.หญิงเพื่อไทยสุดกลั้นปรี๊ดด่าไม่เป็นกลางจะเข้าข้างกันยังไงก็เชิญ


เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2554 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. หลังจากที่นางอรุณี ชำนาญญา ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายในสภาว่ามีผู้หญิงเสื้อแดงถูกชายฉกรรจ์ทำร้ายกระชากผม จากเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อ 13 เม.ย. 2552เสร็จสิ้น นางอรุณี พร้อมด้วยนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.สัดส่วน และส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง ได้นำตัวหญิงที่ปรากฏในภาพ โดยระบุว่าชื่อน.ส.มินตรา โสรส มาแถลงข่าวพร้อมภาพประกอบด้วย

โดยนายพร้อมพงษ์ กล่าวว่า วันนี้ได้นำตัว น.ส.มินตรา มายืนยัน เพราะเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ทรงกิตติ จักรบาศก์ ผบ.สส. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. รวมทั้งชายที่กระทำความรุนแรง ที่เป็นผู้กระทำทารุณโหดร้าย ซึ่งการกระทำดังกล่าว นายกฯจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ โดยทางพรรคและทีมกฎหมายของพรรคจะนำตัวนางมินตราและญาติ ไปแจ้งความที่ สน.ดุสิต เพื่อเอาผิดกับบุคคลทั้ง 5 คน ตามกฎหมาย มาตรา 157 ว่าด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ของข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ

ด้านน.ส.มินตรา ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ในวันเกิดเหตุบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตนถือธงไปกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เพื่อไปกราบขอร้องทหารไม่ให้ทำร้ายประชาชน เพราะประชาชนไม่มีอาวุธ แต่ชายคนดังกล่าวในภาพ ได้ถามว่า “ใครให้มึงมา ทักษิณใช่ไหม” ตนจึงได้ตอบไปว่า “มาเพื่อประชาธิปไตย เพราะทหารทำร้ายประชาชนมือเปล่า ฆ่าประชาชน” แล้วชายคนเดิม ได้โต้ตอบว่า “ทหารไม่มีปืน ไม่ฆ่าคน” ตนจึงเถียงว่า “ทหารฆ่าคน เพราะตนอยู่ในเหตุการณ์” ชายคนดังกล่าว กล่าวว่า “มีหลักฐานหรือไม่” ตนจึงบอกว่า “เห็นทั้งปืน ระเบิด มีดสปาต้า” ชายคนดังกล่าว จึงกล่าวว่า “ปากดีนัก” พร้อมกับกระชากผมตนอย่างแรง

หญิงเสื้อแดงสงสัยคนจิกหัวเป็นสื่อเลยโดนสื่อแร้งทึ้ง

ในที่ประชุมแถลงข่าวนั้นปรากฎว่านางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่อง 7 ถามว่าก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องบาดหมางกับชายคนดังกล่าวมาก่อนหรือไม่ น.ส.มินตรา กล่าวว่า ไม่เคย ไม่เคยรู้จัก และไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน แต่ชายคนนี้ แต่งกายคล้ายสื่อมวลชน และอยู่ในกลุ่มสื่อมวลชนด้วย


นัก ข่าวช่อง 7 จึงถามต่อว่านางมินตราได้ถุยน้ำลายใส่หน้าชายคนนั้นหรือไม่ น.ส.มินตรา กล่าวว่า ตนยืนยันว่าไม่ได้ทำเช่นนั้น ทั้งนี้ ช่างภาพและผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ย้ำว่า มีพยานและหลักฐานที่เป็นบุคคลและภาพถ่าย ว่าน.ส.มินตราได้ถมน้ำลายใส่ผู้ชายคนดังกล่าวก่อน น.ส.มินตรา จึงย้ำอีกรอบว่าตนไม่ได้่ถ่ม และย้ำว่า “ตนรวยพอ ไม่จำเป็นต้องรับเงินใคร”

ผู้ สื่อข่าวช่อง7คนนี้จึงถามว่าทำไมไม่รอให้รัฐบาลชี้แจงให้เสร็จก่อน แล้วจึงมาชี้แจงข้อเท็จจริงกัน จากนั้น นางนฤมล ธารดำรง ส.ส.สมุทรปราการ ตะโกนด่าสื่อมวลชนคนนี้ด้วยความไม่พอใจว่า คุณเป็นใครมาโกรธอะไรพวกเรา เราแค่มาแถลงข่าว ซึ่งผู้สื่อข่าวหลายคนได้พยายามชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร แต่ทาง ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็ไม่ยอมรับฟัง



ซึ่ง ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นและเมื่อผู้สื่อข่าวช่อง 7 คนดังกล่าวได้เดินออกจากห้องแถลง เพื่อยุติการโต้เถียง แต่นางนฤมลได้เดินตามออกมา แล้วถามว่า “เป็นใคร อยู่ไหน” ซึ่งนางนฤมลได้เดินตามหาผู้สื่อข่าวคนดังกล่าว และมายืนมองหน้า หลังจากนั้นการซักกถามก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พรรคเพื่อไทยนำบุคคลดังกล่าวมาแถลง หากไม่เป็นความจริงจะรับผิดชอบอย่างไร


“ทุเรศ นักข่าวไม่เป็นกลาง จะเขียนเข้าข้างก็เขียนไป”
เมื่อ ถามว่า ทำไมจึงไม่มีการประสานไปยังรัฐบาล เพื่อขอข้อมูลมาตรวจสอบความถูกต้องก่อนแถลงข่าว นายพร้อมพงษ์ ย้อนถามว่า ขอแล้วจะให้หรือ และตนก็มีหน้าที่เพียงพาคนมาชี้แจง ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบและชี้แจงในส่วนของรัฐบาล กลุ่มผู้สื่อข่าวจึงกล่าวว่า หากเป็นเช่นนี้ก็เป็นการเสนอข่าวเพียงด้านเดียว จึงทำให้กลุ่มผู้สื่อข่าวบางส่วนเดินออกจากห้องแถลงข่าว จากนั้นการแถลงข่าวก็ดำเนินการไปตามปกติ จนจบโดยนายพร้อมพงษ์ระบุว่าจะเดินทางไปแจ้งความ

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงตรงนี้ได้มีผู้สื่อข่าวหญิงบอกว่า เป็นสถานที่ที่ควรไปที่สุด ทำให้นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย แสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก พร้อมพูดเสียงดังว่า “พูดอย่างนี้ได้อย่างไร สื่อไม่เป็นกลาง เข้าข้างกัน” จากนั้นจึงได้เดินตามผู้สื่อข่าวมา พร้อมกับพูดว่า “ทุเรศ นักข่าวไม่เป็นกลาง จะเขียนเข้าข้างก็เขียนไป”จากนั้นผู้สื่อข่าวคนดังกล่าว ได้ชี้แจงว่าไม่ได้ว่าอะไร เพราะสิ่งที่พูดไปก็ถือว่าถูกต้องแล้ว แต่นางเปล่งมณี ก็ยังไม่พอใจอีกซึ่งทำให้บรรดาสื่อมวลชนบอกว่าหากมาแถลงข่าวแล้วไม่ฟังคำถาม ก็ไม่ควรมาแถลงข่าว จากนั้นผู้สื่อข่าวต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ และสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


นางสาวสมจิตต์ ผู้สื่อข่าวช่อง 7 ซึ่งกล่าวชื่นชมนายอภิสิทธิ์ออกนอกหน้า เคยเขียนหนังสือเชียร์ 2 เล่ม ได้ใช้ทีศคติในทางตรงกันข้ามในการตามจิกนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนต้องเดินหนี ก่อปฏิกริยาไม่พอใจต่อคนเสื้อแดง จนพากันไปประท่วงให้ช่อง 7 ปลดพ้นหน้าที่ทำให้ 2 สมาคมสื่อออกแถลงการณ์ปกป้องกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงคุกคามสื่อ และว่านางสาวสมจิตต์ทหน้าที่เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน

นางสาวสมจิตต์กล่าวย้ำหลายครั้งว่าเธอทำหน้าที่ด้วยความเป็นมืออาชีพ ไม่เคยมีอคติต่อฝ่ายใด คนดูคนติดตามย่อมรู้เห็นเป็นอย่างดีว่า เธอคือมือชีพที่ไม่ได้มีอคติกับฝ่ายใด

ขณะ เดียวกันในเวลา 13.00 น.วันนี้ สมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทยแจ้งว่า ขอเชิญร่วมเดินทางไปยื่นหนังสือถึง สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ณ สำนักงาน สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยเพื่อเรียกร้องให้หยุดคุกคามประชาเช่นกัน และเราจะบอยคอตสินค้าต่้่างๆ ที่สนับสนุน


ขอเรียกร้องให้พี่ น้องประชาชนต่อไปเมื่อเราจะแถลงข่าวงานต่างๆ เราจะใช้สื่อที่เข้าข้างประชาชน และใช้ประชาชนด้วยกันในการเผยแพร่ข่าวสารกันเองตามหน้าเวปเพจเฟสบุค ทวิตเตอร์ วิทยุชุมชนของภาคประชาชน เวปไซด์ต่างๆ ป้ายคัตเอ๊าท์ และแผ่นพับ ใบปลิว
ในการเสนอข่าวสารของพวเรากันเอง พวกเราก็ทำกันเองได้

ที่ไปที่มาเรื่องนี้ อ่านข่าวนี้ประกอบ ดูกับตาอย่าฟังแต่'เขาว่า'คนเสื้อแดงคุกคามนักข่าว อนาถใจ2สมาคมสื่อขวัญอ่อนออกแถลงการณ์อีกแร๊ะ


**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

อนาถ!สื่อไทยมั่วตั้งแต่ต้นจนจบ ฮือต้านตัดสินรางวัลสุดนิ่มจิกหัวเสื้อแดงคว้าภาพยอดเยี่ยม

ลูกกระจ๊อกเหลืองกร่าง จิกหัวหญิงเสื้อแดงไม่พอเผยเคยยิงเสื้อแดง เหิมขู่ฆ่าเหมือนผักปลา