WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 4, 2011

นักล่าแม่มดบอร์ดเสรีไทยอ้างfacebookให้ความร่วมมือเปิดเผยIPสมาชิกจับกุมคนเล่นfbหมิ่นฯ1ราย

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กันยายน 2554

ที่กระดานสนทนาการเมืองเสรีไทย มีผู้ใช้ชื่อล็อกอินmmmpตั้งกระทู้เรื่อง ข่าวดีเกี่ยวกับการจับเว็บหมิ่น เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กันยายน โดยได้โพสต์ข้อความว่า

ข่าวดี วันนี้ทางกลุ่มพี่ๆ ที่ทำเรื่องเกี่ยวกับการสืบหา และจับพวกหมิ่น ซึ่งได้ดำเนินการติดต่อไปยัง facebook ทางสหรัฐ และทางโน้นเค้าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ได้แจ้ง IP-Address รวมไปถึงพิกัดของผู้ทำเพจ Facebook หมิ่นในหลวงของเรา ซึ่งวันนี้ ทีมงานของพี่ ๆ เค้า ได้นำตำรวจเข้ารวบตัวในที่พักแถวลาดพร้าวได้ 1 รายแล้วครับ เป็นชายหนุ่ม อายุประมาณ 40 ปี ใช้ชื่อเพจว่า "เราจะครองแผ่นดินโดย......." และ จะติดตามรายอื่นๆ ต่อไป

จากกลุ่ม คนไทย ร่วมต่อต้าน เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน ในเฟสจ้า

อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ยังไม่ขอยืนยันข่าวข้างต้นนี้ ยังต้องติดตามตรวจสอบต่อไป

ทั้งนี้ไทยอีนิวส์ได้เข้าไปตรวจสอบเฟซบุ๊คของผู้ใช้ชื่อล็อกอินว่า 'เราจะครองแผ่นดินโดยทำ..' พบว่ายังเปิดอยู่ พบความเคลื่อนไหวโพสต์ลงหน้าเพจของเขาครั้งล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน เวลา 17.28 น.

นักท่องเฟซบุ๊คคนหนึ่งให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า เรืองนี้น่าหาทางติดตามมากๆ ทีว่า Facebook ทางสหรัฐ "ให้ความร่วมมือ" ในการบอก ip น่ะ ถ้าจริง นี่ เรื่องใหญ่มากๆ ยังไม่ถึงกับอยากเชื่อนัก เพราะถ้าจริง มันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ และจะมีผลกระทบทางสากลด้วย

แต่กรณีจับคนทีใช้ชื่อ "เราจะครอง..." นี่ สงสัยว่า อาจเป็นไปได้ก็ได้ เพราะไม่งั้น ทางพวก "เสรีไทย" จะระบุชื่อออกมาเฉพาะเจาะจงได้ไง มีคนโพสต์ในลักษณะที่ถูกมองว่า "หมิ่น" ออกเยอะแยะ ในสายตาพวกนี้

Saturday, September 3, 2011

ส่งฎีกาแดงถึงมือ รมว.ยุติธรรม แล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยส่งฎีกาเสื้อแดง
ขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแล้ว...

นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า วันนี้ (3 ส.ค.)
ตนได้รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง
เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อนายธีรชัย วุฒิธรรม
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแล้ว
ภายหลังขั้นตอนการตรวจสอบรายละเอียดบุคคลตามรายชื่อ
ที่มีการรวบรวมประมาณ 3 ล้านคน กรมราชทัณฑ์ ได้มีการตรวจสอบเสร็จแล้ว
และขณะนี้ได้ทำความเห็นเสนอไปยัง น.ส.กัญญานุช สอทิพย์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
เพื่อไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตามขั้นตอน

ส่วนรายละเอียดของความเห็นที่ดำเนินการ ไม่สามารถเปิดเผยได้
ต้องรอ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพิจารณา
ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน
ซึ่งหากรัฐมนตรีมีความเห็นอย่างไรก็จะทำความเห็นถึงสำนักราชเลขาธิการ


http://www.thairath.co.th/content/pol/199085

เกมเสี่ยง "ยิ่งลักษณ์" ขยับขุนพลพี่น้อง-กองทัพ-ตำรวจ ถ่ายเลือดขรก.ผิดฝาผิดตัว

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เกมเสี่ยง "ยิ่งลักษณ์" ขยับขุนพลพี่น้อง-กองทัพ-ตำรวจ
ถ่ายเลือดขรก.ผิดฝาผิดตัว จับตาคิวต่อไป"มหาดไทย"




ทีใคร ทีมัน เกมเสี่ยง "ยิ่งลักษณ์"
ขยับขุนพลพี่น้อง-กองทัพ-ตำรวจ ถ่ายเลือด ขรก.ผิดฝาผิดตัวยกแผง


เกมการเมืองแบบทีใครทีมัน
เริ่มต้นที่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) "พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี"

ที่อาจเด้งไปประจำการเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

แล้วคืนความเป็นธรรมให้กับ "พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์"
พี่ชาย "คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์" อดีตภรรยา "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

ตำนานเมื่อครั้งที่ "พล.ต.อ.วิเชียร" เป็นรอง ผบ.ตร.
ได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย
ในการทำประชามติและการเลือกตั้งปี 2550
มีส่วนจับทุจริต "ยงยุทธ ติยะไพรัช" กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน
จนถูกแจกใบแดง ถึงการยุบพรรค "พลังประชาชน"
ตกกระดานการเมือง เป็นหอกแทงคืน "พล.ต.อ.วิเชียร"

เปิดทางให้ "พล.ต.อ.เพรียวพันธ์" ได้กลับมานั่งตำแหน่งที่สูงสุดในกรมปทุมวัน
ในวันที่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นผู้บังคับบัญชาสีกากี

อดีตสารวัตรกองปราบฯ "เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี
ได้กำหนดสเป็ก ผบ.ตร.คนใหม่ว่า
จะต้องเป็น "มือปราบ จับโจรผู้ร้าย จัดการกับยาเสพติด"
ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์

ไม่เพียงแค่เก้าอี้ ผบ.ตร.เท่านั้นที่สั่นคลอน
หากยังเขย่าไปทั้งวงการสีกากี หลัง "เฉลิม" ประกาศลั่น
ใน "รั้วปทุมวัน" ว่า จะย้ายแบบ "กราวรูด"

แนวโน้มโยกย้ายกราวรูด แตกผลจากยุครัฐบาลอภิสิทธิ์
ที่มี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เป็นรองนายกฯดูแลความมั่นคง คุมอำนาจฝ่ายตำรวจ
แตะมือกับ "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำ "ภูมิใจไทย" แท็กทีมโยกย้ายนายตำรวจ
ตั้งแต่ระดับบริหารสู่ระดับผู้บังคับการภาค ยัน ผู้บังคับการจังหวัด-ผู้กำกับการทั่วประเทศ

หลายครั้งบนอาคาร "สิริภิญโญ" ย่านศรีอยุธยา
ฐานบัญชาการใหญ่ของ "เนวิน" มีเมสเซนเจอร์วิ่งถือโพย "ขุนตำรวจ"
มาแลกเปลี่ยนต่อรองกับตำแหน่ง "นายอำเภอ" ที่ควบคุมโดย "ภูมิใจไทย"
เพื่อปูทางต่อยอดจัดทัพข้าราชการไปสู่การเลือกตั้ง
พร้อมกับสลาย "ตำรวจมะเขือเทศ"
โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน ที่เมินเฉยต่อคำสั่งกำจัดอำนาจเสื้อแดง

ห้วงขณะที่มีข่าว "พล.ต.อ.วิเชียร" ถูกเด้ง
ปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่มนายตำรวจกลุ่มหนึ่ง
เดินทางไปหารือกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ถึงนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ถึงการโยกย้ายวางตัวนายตำรวจในระดับ "คุมกำลัง"

เมื่อเข้าสู่เดือนกันยายน ฤดูกาล แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการก็มาถึง
"ยิ่งลักษณ์" ที่สวมหมวกประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
จึงเรียกบัญชีนักบริหารระดับสูงที่มีกว่า 91 ราย
ที่ถึงคิวเกษียณอายุราชการ เตรียมจัดแถวข้าราชการครั้งใหม่

กระทรวงที่นับเป็นขุมกำลังฝ่ายพลเรือน ทำหน้าที่เคียงคู่ตำรวจ
"บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" ให้แก่ประชาชน หนีไม่พ้น "กระทรวงมหาดไทย"

งวดนี้ต้องจับตาการโยกย้ายระนาบเดียวกันแบบ "บิ๊กลอต"
ที่คาดว่ามีกว่า 40-50 ตำแหน่ง เพื่อสลายขั้วอำนาจสีน้ำเงิน "ภูมิใจไทย"
ซึ่งวางขุมกำลังไว้ โดยเฉพาะตำแหน่ง อธิบดี-ผู้ว่าราชการ

โฟกัสเจาะจงไปยังจังหวัดอันเป็นฐานที่มั่นของ "เนวิน"
มีแนวโน้มจะสลับสับเปลี่ยนผู้ว่าฯเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น
ถิ่นอีสานใต้อย่าง บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา

เพราะตลอด 2 ปีที่ "เนวิน" ส่ง เครือข่ายลงไปบริหารกระทรวง
มีการจับวางข้าราชการแถบอีสานใต้แบบถี่ยิบ
บางจังหวัดเปลี่ยนผู้ว่าฯ 3 คนภายใน ปีเดียว

ล่าสุดความเคลื่อนไหวใน "กระทรวงคลองหลอด" ปรากฏชัดขึ้น
เมื่อผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ หลายรายเริ่มเดินสายต่อรองกับผู้มีอำนาจใน "เพื่อไทย"
เพื่อขอย้ายไปอยู่ในจังหวัดที่ต้องการ

บางรายนัด ส.ส.เพื่อไทยในพื้นที่มากินข้าวดูใจกันบ่อยขึ้นกว่าปกติ
จึงทำให้โผโยกย้ายขณะนี้ยังไม่นิ่ง
มีเวลาให้บรรดา "นักวิ่ง" ได้ใช้ความสามารถไปจนถึงวินาทีสุดท้าย

ขณะเดียวกันก็มี "โผ" เล็ดลอดออกมาจาก "เพื่อไทย" ว่า
จังหวัดที่จะต้องปรับเปลี่ยนเบื้องต้นมี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี นครพนม ร้อยเอ็ด

สำหรับเก้าอี้อธิบดีนั้นต้องจับตาข้าราชการฝ่าย "เพื่อไทย"
ที่จะกลับ มาผงาดอีกครั้ง
มีชื่อของ "สุกิจ เจริญรัตนกุล" พี่ชายของ "น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล" อดีต รมว.สาธารณสุข
ยุคไทยรักไทย กลับมานั่งเก้าอี้สำคัญในคลองหลอดอีกครั้ง

หลังยุครัฐบาลที่แล้วถูกเด้งจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมานั่งตบยุงในกรุ
เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว "สุกิจ" จึงมีโอกาสลุ้นคุมกรมใหญ่อย่าง
อธิบดีกรมการปกครอง จนถึงเก้าอี้ปลัดกระทรวง

ในไลน์ของอธิบดีสังกัดกระทรวงมหาดไทยอาจมีการปรับเปลี่ยนบางตำแหน่ง
โดยเฉพาะอธิบดีในรายที่ถูกตีตราว่าเป็นเด็กของ "ภูมิใจไทย"
และมีลักษณะโตขึ้นพรวดพราด เช่น
"สุรชัย ขันอาสา" อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ที่ครองเก้าอี้ผู้ว่าฯเพียง 1 ปี
อาจถูกลดชั้นกลับไปเป็นผู้ว่าฯตามเดิม
เช่นเดียวกับ "ขวัญชัย วงศ์นิติกร" อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
คุมงบฯแสนล้านบาท

แม้ "ขวัญชัย" มีความอาวุโสของ อายุราชการ
และยังเคยเกี่ยวดองกับ "ตระกูลชินวัตร" เพราะเติบโตในแถบภาคเหนือ
โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ครั้งเป็นนายอำเภอดอยสะเก็ด
แต่ครั้นเมื่อหันมารับใช้ "ภูมิใจไทย" ในยุคที่แล้ว
ก็อาจจะถึงคราวถูกโยก ลดชั้น ลดตำแหน่ง
แล้วดึงคนที่ไว้ใจได้มารับช่วงต่อ
เพื่อให้การกดปุ่มงบฯท้องถิ่นไหลลื่นลงไปสู่พื้นที่ของ "เพื่อไทย"

แต่ยุคนี้เป็นยุค "สิงห์ขาว" ซึ่งเป็นสิงห์สีเดียวกับ "ยิ่งลักษณ์"
จึงมีแนวโน้มว่า "อุดม พัวสกุล" อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
อาจขยับขยายย้ายกรมมาคุมกรมที่ใหญ่ขึ้น

ขณะที่เก้าอี้ปลัดกระทรวงของ "วิเชียร ชวลิต"
ยังไม่มีสัญญาณว่าได้รับผลอาฟเตอร์ช็อกจากแรงสั่นสะเทือนแต่ก็ประมาทไม่ได้
เพราะ "วิเชียร" ถูกแต่งตั้งในยุค "ภูมิใจไทย" ประกอบกับความอาวุโสยังน้อย
อาจเข้าไลน์ถูกย้ายเพราะเหตุผล อำนาจ "ทีใคร ทีมัน"

ที่กระทรวงกลาโหม ในยุคที่ฝ่ายรัฐบาลอยู่คนละขั้วกับฟากกองทัพ

แต่หากแต่งตั้งนายทหารตามอำเภอใจ-ไฟเขียว
อาจทำให้รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ซ้ำรอยรัฐบาล "ทักษิณ" ในเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549

การแต่งตั้งนายทหารระดับ "คุมกำลัง" ในกองทัพ
จึงต้องจัดวางหาคนที่ไว้ใจได้ขึ้นมาสอดแทรกในโผของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผบ.ทบ.
ที่วางเพื่อน ตท.12 เต็มแผง

ความโชคดีของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ที่เข้ารับอำนาจช่วงเดียวกับการถ่ายเลือดข้าราชการ
อาจกลายเป็นความโชคร้าย หากเสียบ-ยัดตำแหน่งนายทหาร-ตำรวจ
และขุนพลกระทรวงเศรษฐกิจ ผิดฝา-ผิดตัว


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1315027553&grpid=02&catid=&subcatid=

มุกแป้ก!วัดพระแก้วโมเดลให้ร้ายปูทำตัวเป็นราชินี

ที่มา Thai E-News


เทียบชัดๆ-(ภาพบน)สังเกตเสื้อผ้าหน้าผม ทรงสูทการพับแขนของนายกฯยิ่งลักษณ์ในฟอร์เวิร์ดเมล์โจมตีอ้างทำตัวเป็น ราชินีให้ชาวบ้านกราบ กับ(ภาพกลาง)เสื้อผ้าหน้าผมทรงสูทการพับแขนของนายกฯยิ่งลักษณ์ ในภาพชุดเต็มที่ไปช่วยชาวบ้านน้ำท่วมสุโขทัย(ดูภาพชุดคลิ้กที่นี่)กำลังกราบพระในโบสถ์..

ใช่!ในโบสถ์ พอกราบพระเสร็จก็เดินไปที่โพเดี้ยมกราบไหว้ทักทายชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านก็ปรบมือต้อนรับบ้าง รับไหว้บ้าง เหตุที่ชาวบ้านต้องนั่งพื้นก็เพราะตรงนี้เป็นโบสถ์ ตามต่างจังหวัดเขาไม่ยอมให้นำเก้าอี้มาตั้งหรอก กลัวพื้นหินอ่อนจะโดนครูด...

(ภาพล่างสุด)เมื่อกล่าวปราศรัยเสร็จก็ออกมาเดินทักทายกราบไหว้ประชาชนด้วยท่วงทีมีสัมมาคารวะต่อประชาชน(ภาพจากASTVผู้จัดการ)

แต่หากยังอยากเอาเรื่อง นายอภิสิทธิ์ก็คงซวยไปด้วย เพราะมีภาพแบบเดียวกัน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กันยายน 2554


มาอีกแร๊ะวัดพระแก้วโมเดล-ฟอร์เวิร์ด เมล์ของเสื้อเหลือง-สลิ่มที่เคยเล่นงานทักษิณกรณีวัดพระแก้วหวนกลับมาอีก แล้ว ภาพและเนื้อหาตามข้างบนกล่าวหายิ่งลักษณ์เป็นราชินีให้ประชาชนมาไหว้ ภาพนี้เรื่องจริงคือนายกฯยิ่งลักษณ์ไปแจกของน้ำท่วม ขึ้นโพเดี้ยมแล้วไหว้ทักทายประชาชน ส่วนชาวบ้านนั่งกับพื้นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้หาเก้าอี้ให้(เนื่องจากเป็น พื้นโบสถ์หินอ่อน) และสังเกตดีๆชาวบ้านกำลังปรบมือต้อนรับ ไม่ใช่กราบไหว้



คนมันจ้องจะเล่นงานกัน- หากจะเล่นว่ายิ่งลักษณ์ให้ประชาชนกราบไหว้ อดีตนายกฯมาร์คก็คงหนีไม่พ้นเหมือนกันหละมัง...เพราะยืนพูดบนโพเดี้ยมเหมือน กัน ชาวบ้านก็นั่งพื้นปรบมือ-ยกมือกราบเหมือนกัน(เครดิต:เว็บบอร์ดประชาทอล์ก)

ช็อตต่อช็อต-มีผู้วิเคราะห์ภาพที่สลิ่มส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ในเว็บบอร์ดIF
ว่า ภาพนี้นายกฯยิ่งลักษณ์ ก้าวขึ้นโพเดียมพร้อมยกมือไหว้ประชาชนที่มาต้อนรับ(1)

เป้าประสงค์ของผู้นำภาพนี้มาเผยเพื่อให้เกิดอคติตามหัวข้อ "ราชินีประเทศไหน" ซึ่งเห็นได้ชัดที่สุดในจังหวะของการถ่ายภาพว่าทำให้เขาเข้าใจว่าเป็นการพนม มือ (2)

ส่วนองค์ประกอบในภาพ(3-6) จะเห็นอัปกิริยาของผู้ร่วมในห้องประชุมว่ากำลังทำอะไร ปรบมือหรือกำลังไหว้

ที่มาของภาพในฟอร์เวิร์ดเมล์


น่า จะเป็นภาพตอนที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางตรวจเยื่ยมผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดสุโขทัย วันที่ 13 สิงหาคม 2554 ที่ตำบลบ้านกง หากสังเกตในภาพง่ายๆก็จะเห็นนายกฯยิ่งลักษณ์ใส่เสื้อสูทตัวเดียวกับที่ปราก ฎในฟอร์เวิร์ดเมล์ และพับแขนแบบเดียวกัน เมื่อทักทายข้าราชการ และผู้นำชาวบ้านแล้วก็ไปกราบพระพุทธรูป

เหตุที่ต้องกราบพระพุทธรูปก็เพราะพื้นที่จัดกิจกรรมคราวนี้เป็นโบสถ์วัดกงไกลาศในวัดตำบลกง สุโขทัย (ดูคลิปข่าวคลิ้กที่นี่)หาก สังเกตให้ละเอียดจะพบว่าภาพชุดนี้กับในฟอร์เวิร์ดเมล์มีพื้นโบสถ์สีเดียวกัน พรมก็สไตล์เดียวกัน แต่คงคนละทิศของโบสถ์ ทิศเหนือเป็นพระพุทธรูป(เสียดายภาพไม่เต็ม) ทิศใต้เป็นจุดตั้งโพเดี้ยมของโบสถ์ที่นายกฯยิ่งลักษณ์ขึ้นกล่าวปราศรัยกับ ประชาชนที่มาต้อนรับ(เครดิต:บอร์ดIF)

ดูเทียบชัดๆอีกที

ภาพเสื้อผ้าหน้าผมทรงสูทการพับแขนในฟอร์เวิร์ดเมล์โจมตี
ภาพเสื้อผ้าหน้าผมทรงสูทการพับแขนในภาพชุดเต็มที่ไปช่วยชาวบ้านน้ำท่วม(ดูภาพชุดคลิ้กที่นี่)
ดัง นั้น ย่อมแน่นอนว่า ไม่มีที่ไหนเขานำเก้าอี้มาตั้งในโบสถ์ บนพื้นหินอ่อนสีอิฐสวยงามให้ชาวบ้านนั่ง อันนี้เป็นธรรมเนียมปกติ ก็เหมือนอดีตนายกฯมาร์คไปช่วยชาวบ้านน้ำท่วมนั่นแหละ ก็ครือๆกัน

(ภาพล่างสุด)แต่พอเมื่อกล่าวปราศรัยเสร็จก็ออกจากโพเดี้ยม มาเดินทักทายกราบไหว้ประชาชนด้วยท่วงทีมีสัมมาคารวะต่อประชาชน(ภาพจากASTVผู้จัดการ)ตามลิ้งค์ของผู้จัดการนี้มีคลิปข่าวให้ดูแบบเต็มๆด้วย

แต่อันนี้จะ"บังอาจ"ไหม?คงต้องให้คนในภาพไปคิดเพราะถึงขั้นก้มกราบตีนกันเลยทีเดียว

ช็อตเด็ดวันนั้น:เหลือแต่จะถอนสายบัวสัมภาษณ์

ที่มา Thai E-News

ด้วยท่าทางนอบน้อมคารวะผู้ใหญ่ จนแทบจะถอนสายบัวสัมภาษณ์อยู่แล้วมั้งหนะ...เวลาสัมภาษณ์เทพเทือกหนะ

คลิปข่าวนักข่าวช่อง7เดินตามมาร์ค แล้วมัวแต่มองสุดปลื้มจนทำให้เดินสะดุดหัวปักหัวปำ วันมาร์คไปเปิดตัวหนังสือที่เธอเป็นคนเขียนเชลียร์ เรียกว่าคนละอารมณ์กับตอนถามจิกตีจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนีเลยทีเดียว

และไปชมช็อตเด็ดด้านล่างนี้แล้ว ขอให้สมาคมสื่อตอบมาชัดๆว่านี่เป็น พฤติการณ์ที่"เป็นกลาง ปราศจากอคติ ยึดถือผลประโยชน์ประเทศประชาชน ขอให้กำลังใจ"ตามที่สมาคมสื่อออกแถลงการณ์ให้ท้ายนักข่าวรายนี้หรือไม่...


ไหนว่าไม่มีอคติกับเสื้อแดง ไหนว่าเป็นกลางไง..?-มินตรา โสรส (ภาพที่2) ซึ่งเป็นหญิงเสื้อแดงที่ถูกจิกหัวในเหตุการณ์ประท้วงสงกรานต์เลือดปี52 มีสีหน้าสลดหลังนักข่าวช่อง 7 สมจิตต์ นวเครือสุนทร (ภาพที่3-4) ตั้งป้อมเข้าข้างรัฐบาล โดยแทนที่จะทำหน้าที่สื่อกลาง กลับมาทำตัวเป็นคู่กรณีพิทักษ์รัฐบาลอภิสิทธิ์กล่าวหาว่าเธอถุยน้ำลายใส่ชาย คู่กรณี(ภาพแรก)ก่อนจึงถูกจิกหัว มาพูดเรื่องเท็จ มาผิดที่แล้ว จะมาสภาแถลงข่าวทำไม ควรไปแจ้งตำรวจมากกว่ามาแถลงข่าว และฯลฯ(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)

“ทุเรศ นักข่าวไม่เป็นกลาง จะเขียนเข้าข้างก็เขียนไป”-ส.ส.สตรีเพื่อไทยบริภาษนักข่าวช่อง7ด้วยความเหลืออดจากรกณีข้างต้น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กันยายน 2554

สมาคมสื่อกร่างไม่รับหนังสือประท้วง ออกท่าไม่สบอารมณ์

เมื่อวานนี้เวลา 13.00 น. สมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ได้ไปยื่นหนังสือถึง สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพื่อเรียกร้องให้สื่อหยุดคุกคามประชาชน ภายหลังจาก 2 สมาคมออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าการที่คนเสื้อแดงไปยื่นหนังสือประท้วงต่อช่อง 7 เป็นการคุกคามสื่อ และให้ท้ายนักข่าวช่อง 7 ว่า่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน

ที่ไปที่มาเรื่องนี้ อ่านข่าวนี้ประกอบ ดูกับตาอย่าฟังแต่'เขาว่า'คนเสื้อแดงคุกคามนักข่าว อนาถใจ2สมาคมสื่อขวัญอ่อนออกแถลงการณ์อีกแร๊ะ



ตัวแทนสมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้ไปยื่นหนังสือให้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่ทางสมาคมฯ บอกไม่ขอรับหนังสือ และแสดงท่าทางไม่พอใจกับการไปยื่นหนังสือในวันนี้ทั้ งๆ ที่มีตัวแทนสมัชชาฯ ไปแค่ 5 คนเท่านั้นเอง ไม่ได้มีท่าทางจะไปคุกคามใดๆ ทำให้มีนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ไปรอทำข่าวได้ท้วงติงว่าควรรับหนังสือจากตัว แทนสมัชชาฯ แต่ก็ยังทำท่าเมินเฉยกับตัวแทนสมัชชาฯ ทำให้ตัวแทนสมัชชาฯ จำต้องเปิดจดหมาย และอ่านข้อความข้างในเพื่อให้นักข่าวที่มาทำข่าวได้ยินในถ้อยแถลงนั้น

นี่หรือพฤติกรรมของ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย คุณเป็นกลางจริงเหรอ? คุณไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ ถามจริงๆ ประชาชนคือผู้บริโภครู้มั่งไหม หรือว่าคุณไม่ต้องอาศัยประชาชน

ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนผู้รักในความเป็นธรรม และรักในประชาธิปไตยบอยคอต สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพราะการกระทำแสดงให้เห็นว่าไม่มีประชาชนก็อยู่ได้

กลุ่มเสื้อแดงที่เคยบุกช่อง 7 ร้องนักข่าว เข้ายื่นหนังสือให้สมาคมนักข่าวฯ วางตัวเป็นกลาง กรณีออกแถลงการณ์ตอบโต้เสื้อแดงคุกคามสื่อ

เดลินิวส์ออนไลน์ รายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดง ในนามเครือข่ายสมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย จำนวนหนึ่ง ระบุว่า ตามที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปยื่นหนังสือที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เรียกร้องให้สถานีฯ ทบทวนจรรยาบรรณของนักข่าว ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง และเป็นธรรม และจากนั้น สมาคมวิชาชีพได้ออกแถลงการณ์ประณามคนเสื้อแดงว่า เป็นการคุกคามสื่อนั้น ทางกลุ่มมองว่าแถลงการณ์ของสมาคมฯ อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับประชาชนว่าคนเสื้อแดงคุกคามสื่อจริง

จึงขอชี้แจงว่า คนเสื้อแดงไม่ได้มองว่าสื่อละเมิด หรือแทรกแซงการทำงานของสื่อ แต่ทนไม่ได้ที่เห็นสื่อวางตัวไม่เป็นกลาง ขณะที่ประชาชนไม่มีเครื่องมือสื่อสารใด ๆ จึงขอเรียกร้องสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ ให้ออกมาขอโทษประชาชนต่อแถลงการณ์ของสมาคมที่ออกไป ทั้งยังเรียกร้องให้สื่อวางตัวเป็นกลาง ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ หยุดรับใช้ฝ่ายการเมือง ทั้งขอให้หยุดใช้คำว่าคุกคามสื่อ เพื่อนำคำนี้มาเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามด้วย

กลุ่ม 40 สว.ลากตั้งช่วยนักข่าว7สี ปากดีโต้"เหลิม"เรื่อง"ปื๊ด"

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายสมชาย แสวงการ อด้ตสื่อ สว.ลากตั้งที่ทำตัวรับใช้เผด็จการ เป็นประธานได้ส่งหนังสือเชิญ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เข้าร่วมประชุมกรรมาธิการ ในวันที่ 8 กันยายน เวลา 14.00 น.ในหนังสือมีเนื้อหาระบุว่า คณะกรรมาธิการตระหนักถึงความสำคัญในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามสิทธิและเสรีภาพการทำ หน้าที่ของสื่อมวลชนในการเสาะแสวงหาและนำเสนอข้อเท็จจริง รวมทั้งเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชน จึงเชิญ น.ส.สมจิตต์ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อ กรรมาธิการฯตามวันและเวลาดังกล่าว

น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า ได้รับหนังสือเชิญจากกรรมาธิการแล้วและพร้อมที่จะเข้าให้ข้อมูลตามวันและ เวลาดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 8 กันยายน เวลา 10.00 น.ตำรวจก็ได้ออกหมายเรียกให้ น.ส.พรทิพย์ เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ดุสิตด้วย แต่ตนคงไม่เดินทางไปที่ สน.ดุสิต เพราะได้รับคำแนะนำจากผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย ว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดำเนินการ หาก น.ส.พรทิพย์ แจ้งความกลับตามที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ค่อยไปรับทราบข้อกล่าวหาจากทางตำรวจ อีกเหตุผลหนึ่งที่ตัดสินใจไม่ไป สน.ดุสิต เป็นเพราะในขณะนี้มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงกล่าวหาว่า ตนมีเจตนายั่วยุ ดังนั้น หากเดินทางไปเผชิญหน้ากับ น.ส.พรทิพย์ ก็จะถูกนำไปขยายผลอีก ทั้งๆ ที่การแจ้งความของตนเป็นเพียงการรักษาสิทธิตามกฎหมาย เช่นเดียวกับ น.ส.พรทิพย์ หากคิดว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายก็สามารถแจ้งความได้เช่นเดียวกัน ส่วนการถูกผิดเป็นหน้าที่ของศาลจะเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งยังยืนยันว่าจะดำเนินคดีจนถึงที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดอย่างไรที่ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า คำว่าจัดให้ไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า ผิดหรือไม่ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน เช่นเดียวกับคำพูดของร.ต.อ.เฉลิม ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าท่านได้ทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจต่อการดูแล ความปลอดภัยให้กับคนไทยหรือยังผ่านเหตุการณ์นี้ โดยเห็นว่า หากคำว่า “จัดให้” มีคำว่า “ปื๊ด” นำหน้า ร.ต.อ.เฉลิม อาจจะมีความเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้

เสื้อแดงนัดรวมพลังให้กำลังใจแกนนำแดงเพชรบุรีที่สน.ดุสิต8ก.ย.นี้

กลุ่มคนเสื้อแดงได้แจ้งข่าวนัดรวมตัวกัน โดยพบกันที่ สน.ดุสิต 10.00น เพื่อรวมพลังให้กำลังใจแกนนำคนเสื้อแดงเพชรบุรี (คุณพรทิพย์ เพชรบุรี ) กรณีโดนนักข่าวช่อง 7 แจ้งความดำเนินคดีกรณีส่งต่ออีเมล์ต่อต้านพฤติการณ์อคติลำเอียง โดยคนเสื้อแดงเห็นว่า ไม่ใช่เพียงเพื่อไปให้กำลังใจคุณพรทิพย์เท่านั้น แต่ไปเพื่อแสดงให้สื่อมวลชนเห็นว่า พวกคุณ ไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่มวลชนจะแตะต้องไม่ได้ จะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ไปเพื่อบอกกับสังคมว่า การกระทำของสื่อในกรณีนี้ คือการคุกคามประชาชน และเพราะกรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องระหว่าง คนสองคน แต่เป็นปรากฏการณ์สงครามตัวแทน ของการต่อสู้ระหว่าง กลุ่มคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย กับ กลุ่มสื่อที่ชอบอ้างความเป็นวิชาชีพและทำตัวอยู่เหนือประชาชน เอนเอียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตยมาโดยตลอด

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

'อาย'-คำที่สมาคมสื่อสะกดไม่เป็น

-ไหนว่าไม่มีอคติแฉวีรกรรมเก่านักข่าว7สีจิกหัวเสื้อแดงซ้ำ ไำม่ทำหน้าที่สื่อสวมบทองครักษ์พิทักษ์มาร์ค

ที่ปรึกษาบ้านพิษฯ-สมองกล"ปู"

ที่มา ข่าวสด


กระแสข่าวการตั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก เป็นอีกประเด็นการเมืองที่ได้รับความสนใจในขณะนี้

ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งตั้งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีไปแล้ว 4 คน คือ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี นายโอฬาร ไชยประวัติ นายสุชน ชาลีเครือ และพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร

แน่นนอนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นไปคนละทิศกับการตั้งกว่า 30 เสื้อแดง ขึ้นรับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี และตำแหน่งประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เพราะการตั้งทีมที่ปรึกษาบ้าน พิษณุโลกแตกต่างกับการแต่งตั้งเสื้อแดง ตรงที่ไม่ใช่การปูนบำเหน็จ ตบรางวัล รวมทั้งเรื่องความเหมาะสมเฉพาะตัวบุคคล

แต่ก็ยังมีเรื่องสถานะของบุคคลที่จะเข้ามาร่วมเป็นทีมทำงานในคณะนี้

ข่าวเบื้องต้นมีการวางตัว นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นประธาน กรรมการ ประกอบด้วย นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา นายภูมิธรรม เวชชยชัย นายวราเทพ รัตนากร นายชูศักดิ์ ศิรินิล โดยมี นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเลขานุการ

นับรวมทีมงานแล้วไม่ต่ำกว่า 10 คน ซึ่งล้วนมาจากสมาชิกบ้าน 111 และ 109 ที่ยังติดโทษแบน ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

จึงมีข้อสังเกตเรื่องความเหมาะสม และเรื่องข้อกฎหมาย

อีกทั้งยังเป็นการเปิดประเด็นให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นช่องทางที่จะนำไปขยายผล เปิดเกมปัดแข้งปัดขา

"นายบรรหาร ศิลปอาชา นายเนวิน ชิดชอบ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ก็เป็นที่ปรึกษาให้ทุกพรรค ตอนตั้งรัฐบาลชุดก่อนก็ไปร่วมประชุมด้วยซ้ำ แทนที่จะให้ 111 และ 109 อยู่ใต้ดิน ลับๆ ล่อๆ ทำไมไม่เปิดโอกาสให้ทำอะไรในที่แจ้ง ตรวจสอบได้"

แม้นายนพดล ปัทมะ ที่มีชื่อเป็นเลขานุการของทีมที่ปรึกษาฯ จะโต้แย้งในข้อเท็จจริง

แต่ บทเรียนจากกรณีการยุบพรรคถูกตัดสิทธิ์ และอีกหลายคดีความ ทำให้ผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในทีมที่ปรึกษาฯ แกนนำเพื่อไทย หรือแม้แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าว หรือเลือกจะบอกกล่าวด้วยท่าทีที่ระแวดระวัง

แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าในอนาตจะไม่มีการ แต่งตั้ง

"ยัง ไม่ได้หารือกัน ต้องรอการฟอร์มทีมรัฐบาลกับครม. ให้เรียบร้อยก่อน ส่วนที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกในอนาคตก็ยินดีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้มาคุยกันว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง" เป็นคำตอบของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถึงข่าวการแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯ

เช่นเดียวกับ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ที่ระบุ

"ตอนนี้ผมไม่อยู่ในจุดที่ควรพูดหรือให้ข่าว เพราะยังไม่มีความชัดเจน คงต้องรอในสัปดาห์หน้าจึงจะให้รายละเอียดได้"

ไม่บุ่มบ่ามออกมาพูด หรือให้สัมภาษณ์ เพื่อรอให้ได้ผลสรุปที่แน่นอนทั้งรายละเอียดเรื่องตัวบุคคล หน้าที่ รวมทั้งข้อกฎหมาย ทุกอย่างน่าจะชัดเจนขึ้นตามลำดับอย่างที่นายจาตุรนต์ ว่าไว้

แม้วันนี้จะยังไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นที่รับรู้กันในพรรคเพื่อไทยว่าในทางปฏิบัติมีการแต่งตั้งทีมที่ ปรึกษาบ้านพิษณุโลก หรือทีมงานบ้านพิษณุโลกขึ้นแล้ว ตั้งแต่ก่อนจะมีการเลือกตั้งเสียด้วยซ้ำ

"คณะทำงานฯ ชุดนี้ ไม่มีรูปแบบ หรือคำสั่งอย่างเป็นทางการ จะขึ้นกับภารกิจเพื่อช่วยดูทิศทางการเมืองให้กับนายกฯ อาจรวมให้คำปรึกษาไปให้รัฐมนตรีที่ขอความเห็นมา ส่วนใหญ่จะให้ความเห็นในเรื่องเร่งด่วน เช่น วิกฤตการเมือง เศรษฐกิจ ความปรองดอง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถ้าจะให้เห็นภาพของคณะทำงานชุด นี้ ต้องย้อนกลับไปก่อนช่วงที่มีการเลือกตั้ง คณะทำงานชุดนี้จะคอยให้คำปรึกษา เรียกได้ว่าอยู่ติดตัวนายกฯ ก็ว่าได้ และคงจะถาวรตราบเท่าที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังอยู่ในตำแหน่ง" แหล่งข่าวใกล้ชิดทีมที่ปรึกษาฯ ระบุ

คณะทำงานชุดนี้ ยังเป็นกลุ่มคนเดียวกับที่ช่วยจัดทำยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ต้น

แนว คิดให้มีการแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาฯ อย่างเป็นทางการ เริ่มขึ้นหลังการเลือกตั้ง เพื่อง่ายต่อการส่งผ่านแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ และผลักดัน "นโยบายด่วน 16 ข้อ" ของรัฐบาลให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว

บทบาทหลักๆ ของทีมนี้ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องเศรษฐกิจ หากแต่ยังต้องขับเคลื่อนคือแนวทางปรองดอง ที่ถือเป็น 2 วาระด่วนที่ต้องเร่งทำ

นอกจากนี้ ยังต้องให้คำปรึกษาและคำแนะนำในทุกๆ ด้าน และตามสถานการณ์ รวมทั้งการวางรูปแบบหัวข้อการเจรจาก่อนไปเยือนต่างประเทศ และโรดโชว์ในเวทีใหญ่ๆ

และหากมีความจำเป็นที่ต้องขอคำปรึกษาจากผู้รู้ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็จะขอคำปรึกษาจากคนนอก ที่จะเป็นทีมงานเสริมเฉพาะเรื่องไป

ทั้ง เสียงปรามาส และความวิตกกังวลที่ว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ประสบความสำเร็จจากการบริหารบริษัทเอกชน รวมทั้งการก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ ได้ก็ด้วยบารมีของคนชื่อ "ทักษิณ"

เมื่อขึ้นกุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ก็คงไม่ผิดกับหุ่นยนต์ที่รอคำสั่งการจากพี่ชาย

แต่การมีทีมงานที่ประกอบไปด้วยอดีตรัฐมนตรีที่มีความรู้ และประสบการณ์ น่าจะช่วยการันตีความเป็นมืออาชีพได้มาก

ที่สุดแล้วไม่ว่าจะมีการแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก อย่างเป็นทางการหรือไม่ แต่ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีแล้ววันนี้คือ "สมองกล"

"ขบวนทัพ ยิ่งลักษณ์" ทัพหน้า ทัพหลวง ทัพหลัง ยุทธศาสตร์ 3 เดือน

ที่มา มติชน





ทั้งๆ ที่มิได้เรียนมาทางด้าน "การทหาร" แต่จังหวะก้าวการขับเคลื่อนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากด้วยกระบวนทัพ

ทั้งทัพหน้า ทัพหลัง และทัพหลวง

การเยาะเย้ย หยามหยัน ดูหมิ่น ดูแคลน จากฝ่ายตรงกันข้าม เกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดำเนินไปให้เห็นตลอดเวลา

ตั้งแต่แรกประกาศตัวลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย

แม้กระทั่งกำชับเหนือพรรคประชาธิปัตย์อย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม

แต่การเยาะเย้ย หยามหยัน ดูหมิ่น ดูแคลน ก็ยังมีอยู่

ไม่ว่าถ้อยสำนวนยั่วล้อทำนอง "ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ" ไม่ว่า "ยิ่งลักษณ์แถลง เฉลิมตอบ"

กระนั้นก็ไม่มีอะไรทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป๋หรือขาดความมุ่งมั่น

เป็น ความมุ่งมั่นในสถานะแห่งนายกรัฐมนตรี เป็นความมุ่งมั่นซึ่งยึดกุมการบริหารบ้านเมือง เดินหน้าแปรนามธรรมแห่งนโยบายไปสู่รูปธรรมทางการปฏิบัติอย่างแน่วแน่

เป็นความแน่วแน่ในห้วงแห่งการรวนเรของปรปักษ์ทางการเมือง



หลาย คนอาจมองบทบาทของ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ในจุดอันเป็นทัพหน้า ในจุดอันสันทัดในการบริหารการเมืองเพื่อต่อตี สัประยุทธ์ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กับพรรคประชาธิปัตย์

กระนั้น ที่มิอาจมองข้าม คือ บทบาทของ "เสื้อแดง"

การ เลือก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานกรมประชาสัมพันธ์ เรียกว่าจัดได้อย่างเหมาะสม

ไม่ว่าเมื่อเผชิญกับการปรับบุคลากรในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ไม่ว่าเมื่อเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับองค์กรสื่อโดยมีผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เป็นองค์ประกอบสำคัญ

ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ความขัดแย้งนี้มีคนเสื้อแดงเป็นตัวจุดชนวน

ขณะ ที่พรรคประชาธิปัตย์ประเมินว่า คนเสื้อแดงเป็นเหมือนสายล่อฟ้า แต่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประเมินคนเสื้อแดงเหมือนกับเป็นพันธมิตรในแนวร่วมที่ใกล้ชิดและเป็นเนื้อ เดียวกัน

บทบาท ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อาจ แลกหมัดต่อหมัดกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่บทบาทของคนเสื้อแดงคือการเชื่อมสมานไปยังการเมืองภาคประชาชน

ขณะที่งานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือเร่งดำเนิน "นโยบาย" อย่างเร่งด่วน ทันที



ภาพที่ปรากฏในทางสาธารณะ คือ ภาพที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งไม่ปะทะ ขัดแย้ง หรือต่อปากต่อคำกับใคร

แม้จะถูกเร้ายั่วจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แทบจะเป็นรายวัน

แม้ถ้อยสบประมาทอันปรากฏผ่านสื่อ สามารถเห็นได้ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และได้ยินแม้กระทั่งผ่านสื่อโทรทัศน์บางช่อง

แต่ไม่เคยมีการแสดงอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เพราะ ว่าภาระหน้าที่ในการยืนซดปากคำและแลกหมัดเป็นของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นของขุนพลในกลุ่มคนเสื้อแดงอย่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ อย่าง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

นี่คือบทบาทในพรมแดน "การเมือง" ของทัพหน้า

ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะทัพหลวงก็ประสานกับทัพหลังตามกระทรวงต่างๆ ร่วมกับข้าราชการประจำเดินหน้านโยบาย ตั้งแต่การแก้ปัญหาน้ำท่วม การปรับลดราคาน้ำมัน การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ การปรับเงินเดือนปริญญาตรี ตลอดจนการรับจำนำข้าว

อันเท่ากับยืนยันว่า ให้คำมั่นระหว่างหาเสียงอย่างไรพร้อมลงมือทำ "ทันที" ไม่มีเบี้ยว

หาก ภายใน 3 เดือนจากวันที่ 25 สิงหา คม 2554 เป็นต้นไป รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สามารถทำตามคำประกาศเอาไว้ได้อย่างใกล้เคียงหรือครบถ้วน

นั่นหมายถึงรากฐานอันแข็งแกร่ง นั่นหมายถึงรากฐานอันมั่นคงทางการเมือง



ระยะ 3 เดือนแรกของรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง

ทรง ความหมาย 1 แสดงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีศักยภาพในเชิงการบริหาร ทรงความหมาย 1 ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมีความสามารถในการนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง

อีกด้านหนึ่งจึงเท่ากับเป็นการตอกฝาโลงให้กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างชนิดตีกลางแสกหน้า

(มติชนรายวัน ฉบับเสาร์ที่ 3 กันยายน 2554 หน้า 3)


"ร.ต.อ.เฉลิม" หารือ "จตุพร" กระแสข่าวอำนาจเก่าล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหลัง 5 ธ.ค.

ที่มา มติชน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวล้มรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังวันที่ 5 ธันวาคมของกลุ่มการเมืองเก่า และอำนาจนอกระบบ ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่จะมีการหารือกับ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่บ้านพักของตนเองในวันอาทิตย์นี้ (4 ก.ย.54) พร้อมยืนยัน รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่มีนโยบายสร้างอำนาจในหน่วยงานของรัฐ และข้าราชการ หรือแทรกแซงสื่อมวลชนแน่นอน


ส่วนกรณีองค์กรปิโตรเลียมแห่งชาติของกัมพูชา ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการเจรจาลับระหว่างรัฐบาลชุดที่แล้วกับรัฐบาลกัมพูชา เป็นการลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนตัวมองว่า รัฐบาลชุดที่ผ่านมีการเข้าไปเจรจาจริงจังกับรัฐบาลกัมพูชาหรือไม่ เชื่อว่า ไม่ใช่การลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งเรื่องนี้ตนเอง ไม่ขอแสดงความคิดเห็น เนื่องจากไม่ทราบรายละเอียด

( จากสำนักข่าวแห่งชาติ)


ปธ.สภาฯเผยแก้ รธน.ปีหน้า ชี้ ม.309 ขัด ปชต.

ที่มา ข่าวสด

วันที่ 2 ก.ย. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าน่าจะเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2555 โดยเริ่มจากการแก้ไข มาตรา 291 ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญก่อน และจัดให้มี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จำนวน 99 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแต่ละจังหวัดรวม 77 คน ส่วนที่เหลือจะมาจากการคัดเลือกในส่วนผู้ทรงคุณวุฒิตามสาขาต่างๆ เช่นเดียวกับการตั้ง ส.ส.ร.ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2540 และคาดว่า การแก้ไขมาตรา 291 จะเสร็จในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือเดือน เม.ย. 2555 จากนั้น เมื่อมี ส.ส.ร.แล้วก็จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับ สสร.จะมีความเห็นอย่างไร เพราะการแก้ไขตั้งแต่ในส่วนของ ส.ส.ร.จนประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่เกี่ยวข้องกับรัฐสภาและรัฐบาล

เมื่อ ส.ส.ร. ยกร่างเสร็จก็จะไปทำประชามติถามความเห็นประชาชนทั้งประเทศว่าเห็นด้วยกับการ แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ.2556 เมื่อขั้นตอนทำประชามติเสร็จสิ้น ตนก็จะมีหน้าที่นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 ไม่เว้นแม้แต่โครงสร้างกติกาและรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550 ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย จนเกิดความขัดแย้งถึงทุกวันนี้ กลายเป็นว่าฝ่ายนั้นถูกอย่างเดียว แต่อีกฝ่ายผิดหมด คนติดคุกก็ต้องติดอยู่อย่างนั้น และหากมองตามเนื้อผ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เกี่ยวกับรัฐสภา แต่เป็นเรื่องของประชาชนล้วนๆเลย

เมื่อถามว่าจะนิรโทษกรรมผ่านการเขียนในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ นายสมศักดิ์ ยังกล่าวว่า เป็นการตัดสินของของประชาชน ถ้าส.ส.ร.จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จก็ให้ไปถามความเห็นประชาชน ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็ต้องว่าตามนั้น จะไปทำเพื่อคนๆ เดียวได้อย่างไร และถ้ายังปล่อยให้มีมาตรา 309 ในรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2550 ต่อไป บ้านเมืองจะยังไม่เป็นประชาธิปไตยแน่ ความจริงอยากให้ทุกสี ทุกกลุ่มการเมืองมาพูดคุยกันในปมปัญหาต่างๆ ช่วงแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะเมื่อได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว จะได้รัฐธรรมนูญที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น ปัญหาทุกอย่างก็จะเข้าที่เข้าทาง


เหตุผลที่แพ้

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



คนอื่นพูดเดี๋ยวจะหาว่าอคติ-เอนเอียง

แต่ที่น่าจะทำให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เถียงไม่ออกเลยก็คือข่าวที่ว่าคณะ วิจัยของ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานส.ส.พรรคว่าจ้างบริษัทเอกชนทำวิจัยหาเหตุผลว่า

ทำไมประชาธิปัตย์ถึงแพ้เลือกตั้งซ้ำสองซ้ำสามให้กับ "พรรคทักษิณ"

รายงานข่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดชนิดลงลึก

แต่คร่าวๆ คือผู้วิจัยได้เปรียบเทียบทั้งตัวพรรค และตัวผู้นำระหว่าง "อภิสิทธิ์" กับ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์"

ผล ปรากฏประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า สาเหตุที่ประชาธิปัตย์แพ้มีอยู่ 3 ข้อหลักคือ 1.เชื่องช้าไม่กล้าตัดสินใจ 2.บริหารงานไม่เป็น 3.ไม่ติดดิน ไม่ใกล้ชิดประชาชน

"อภิสิทธิ์" นั้นถึงจะมีจุดดีเรื่องความซื่อสัตย์ แต่ก็อยู่ในระดับไม่แตกต่างกับ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" อย่างมีนัยยะสำคัญ

ยังมีการเปรียบเทียบด้วยว่า ประชาธิปัตย์เหมือนรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ติดเครื่องอีแต๋น คือ ภาพลักษณ์ดีแต่ไม่มีประสิทธิภาพ

ซึ่ง จะว่าไปเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ตรงกับสิ่งที่ใครหลายคนเคยวิเคราะห์แยกแยะไว้แล้ว แต่ประชาธิปัตย์กลับมองว่าเป็นการวิจารณ์แบบมีอคติ มุ่งซ้ำเติมมากกว่าเป็นการติเพื่อก่อ

สำคัญคือประชาธิปัตย์ไม่เคยเชื่อมาแต่ไหนแต่ไรว่าตนเองแพ้เพราะเชื่องช้า เพราะบริหารงานไม่เป็นและไม่ ติดดิน

สิ่งที่ประชาธิปัตย์เชื่อมีอยู่อย่างเดียวคือแพ้เพราะ "เงินทักษิณ"

ถึง จะมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่คงไม่ใช่ทั้งหมดที่ประชาธิปัตย์จะนำมาใช้แก้ตัวแบบเหมารวมทุกครั้งที่แพ้ เลือกตั้ง เพราะมันจะต้องมีปัจจัยอย่าง อื่นอีก

อย่างในผลวิจัยก็บอก เอาไว้ว่า เพื่อไทยเป็นพรรคกล้าคิดกล้าทำ ตอบสนองประชาชนได้ดีเหมือนรถเฟอร์รารี่รุ่นใหม่ แถมยังติดเครื่อง คูโบต้าอเนกประสงค์ คือจะดัดแปลงเป็นรถไถนาก็ได้ เป็นรถอีแต๋น เป็นเครื่องสูบน้ำก็ได้

สิ่งเหล่านี้คือข้อแตกต่างอันมีนัยยะสำคัญต่อผลแพ้-ชนะเลือกตั้ง แต่ก็เป็นสิ่งที่ประชาธิปัตย์ไม่เคยยอมรับ

และถ้าหากครั้งนี้ยังไม่ยอมรับอีกทั้งที่เป็นผลวิจัยโดยบริษัทที่ตนเองว่าจ้างมา

นั่นก็แสดงว่าเหตุผลที่ประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง ไม่ได้มีแค่ 3 เหตุผลดังกล่าว แต่ยังต้องเติมข้อที่ 4 กับข้อที่ 5 เข้าไปด้วย

คือแพ้ซ้ำซากเพราะไม่ยอมรับความจริง และไม่รู้จักตัวเอง