WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 5, 2011

ฝากอนาคตไว้กับอะไร

ที่มา มติชน



โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

คอลัมน์ ที่เห็นและเป็นไป นสพ.มติชน



พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุด ยิ่งในยุคยุบพรรคกันเป็น "ขนมหวานล้างปากหลังอาหาร" แล้ว "ประชาธิปัตย์" รอดมาได้พรรคเดียว ยิ่งเป็นพรรคที่ว่ากันด้วยอายุแล้วไม่มีพรรคไหนสูงเท่า

ความสูงอายุเป็นภาพของความเชี่ยวชาญ ช่ำชอง

ประชาธิปัตย์ก็เป็นอย่างนั้น

ความเป็นพรรคเก่าแก่ ทำให้มีสมาชิกและผู้นิยมชมชอบกระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ อย่างเหนียวแน่น ภักดีอยู่ไม่น้อย

"ประชาธิปัตย์" น่าจะเป็นพรรคมือวางอันดับหนึ่งของการเมืองไทย

แต่เอาเข้าจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

ยังมีอีกภาพคือ เป็นพรรคเก่าแก่ก็จริง แต่ตั้งแต่ตั้งพรรคมา ชนะการเลือกตั้งน้อยมาก ส่วนใหญ่จะแพ้

การเลือกตั้งแต่ละครั้งมีการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา แข่งกับประชาธิปัตย์

เหลือเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ทั้งที่สะสมประสบการณ์ และฐานความนิยมมายาวนานกว่ากลับพ่ายแพ้เสียเป็นส่วนใหญ่

เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

หลังความพ่ายแพ้ต่อพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แบบไม่น่าเชื่อว่าจะแพ้ เพราะประชาธิปัตย์มีความพร้อมทุกด้าน และทุ่มเทเพื่อสู้เต็มที่

ที่ชวนให้ช็อกไปมากกว่านั้นคือ แพ้ขาดกว่า 100 คะแนนกับพรรคการเมืองที่ไม่มีสภาพความพร้อมอย่างเพื่อไทย

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในฐานะประธาน ส.ส.จึงไปทำการวิจัยว่าทำไม "ประชาธิปัตย์จึงแพ้"

ผลวิจัยออกมาละเอียดยิบ แต่สรุปๆ ก็คือ "พรรคประชาธิปัตย์มีภาพเป็นพรรคของชนชั้นกลางและชั้นสูง ห่างเหินจากคนรากหญ้า"

เมื่อคนระดับล่างมีมากกว่าคนชั้นกลางและคนชั้นสูง พรรคที่เข้าถึงกว่าก็ต้องชนะ

ซึ่งว่าไปข้อมูลนี้ไม่ใช่ข้อมูลใหม่สักเท่าไร

ก่อนหน้านั้น ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เขียนหนังสือเรื่อง "การเมืองสองนครา" สรุปว่า "คนชนบทเลือกตั้งบาง แต่คนเมืองล้มรัฐบาล"

ซึ่งเป็นทฤษฎีที่นักรัฐบาลและนักการเมืองยอมรับ

เพราะพิสูจน์ได้จากประวัติศาสตร์การเมืองไทย

พรรคที่ได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากส่วนใหญ่เป็นพรรคใหม่ที่ตั้งขึ้น มาสู้กับประชาธิปัตย์ แต่ตั้งรัฐบาลได้ไม่นานก็ถูกล้ม ด้วยรัฐประหาร

พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ถูกเลือกเข้ามามีบทบาทในช่วงวิกฤตการเมือง

กลายเป็นภาพมีอำนาจเพราะ "พรรคทหารเลือก" ไม่ใช่ "ประชาชนเลือก"

เป็นพรรคที่เป็นรัฐบาลหลังการปฏิวัติ

อาจจะเป็นเหราะเหตุนี้ ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม บทบาทของนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นไปในทางสร้างเงื่อนไขให้เกิดการ ปฏิวัติ มีความสามารถสูงยิ่งที่จะทำให้เห็นว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นพวกที่สกปรกโสมม เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่สมควรจะให้บริหารประเทศ

การเมืองที่มาตามกรอบของระบอบประชาธิปไตยจึงมีแต่ความเลวทรามต่ำช้าตลอดมา

และพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งสร้างภาพให้เป็นนักการเมืองสะอาดบริสุทธิ์ จะเป็นพระเอกขี่มาขาวมาขจัดกวาดล้างความโสมมนั้น

นั่นเป็นยุทธศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จในวันเก่าของพรรคประชาธิปัตย์

เพียงแต่วันนี้ยังจะเป็นอย่างนั้นได้หรือ

การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นว่าสำนึกของประชาชนในเรื่องประชาธิปไตยไปไกลแล้ว

ไกลกว่าที่นักการเมืองจะเข้าใจเสียด้วยซ้ำ

การเป็นพรรคที่รอ หรือพยายามผลักให้คู่ต่อสู้พลาดพลั้งลื่นล้ม ยังเป็นพรรคที่ประสบความสำเร็จได้อยู่หรือ

ไม่จำเป็นหรือจะต้องฮึดขึ้นมาเพื่อเป็นพรรคที่สร้างชัยชนะด้วยตัวเองให้ได้ ไม่ใช่หวังแต่พึ่งพาอำนาจนอกระบบมาอำนวยวาสนาให้

งานวิจัยของ "คุณหญิงกัลยา" เหมือนพยายามจะบอกอย่างนั้น

เช่นเดียวกับสมาชิกพรรคอีกหลายคนยกตัวเองเช่น นายถาวร เสนเนียม ก็พยายามบอกว่าให้เอาผลวิจัยนี้มาปรับตัว

แต่ดูเหมือนว่าสมาชิกได้แค่พยายาม

หลัง "หัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ประกาศในงานสัมมนาพรรคที่พิษณุโลก ว่า "ผลงานวิจัยของคุณหญิงกัลยาถือเป็นความเห็นของคนที่ไม่เลือกเราเท่านั้น อย่าให้ผมพูดเลย กลัวจะถูกฟ้องหมิ่นประมาท"

ทุกอย่างก็จบ สมาชิกคนอื่นต้องยอมรับสภาพ "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่นั่น" เดินไม่ถึงความสำเร็จสักที

ความสำเร็จที่จะให้ "หัวหน้าพรรค" มองเห็นว่า "ความเห็นของคนที่ไม่เลือกเรา" ที่ไม่ให้ราคาคุณค่านั้น

เป็น "ความเห็นที่ทำให้คู่แข่งชนะการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า"


ทำอะไรอยู่

ที่มา มติชน


โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 3 กันยายน 2554)

หลังจากลังเลอยู่นาน "ช่อง 3" ก็ตัดสินใจลุยช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอีกครั้งหนึ่ง

คงเบื่อที่จะรอรัฐบาลเต็มทีแล้ว

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้หนักหนาไม่น้อยกว่าครั้งที่แล้ว

แต่ที่ "ครอบครัวข่าว" ของ "ช่อง 3" ขยับตัวช้าและไม่เต็มที่เหมือนครั้งก่อนน่าจะเป็นเพราะกลัวว่าจะ "ล้ำหน้า" รัฐบาล

บทเรียนในอดีตที่เจอ "แรงอิจฉา" จากคนในรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ทำให้ช่อง 3 ต้องระมัดระวัง

และเข้าใจถึงภาษิตไทยที่ว่า "จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย"

ครับ เมืองไทยแม้แต่จะทำดียังต้องระวังคนอิจฉาเลย

ความเชื่องช้าของรัฐบาล "อภิสิทธิ์" เมื่อครั้งก่อนทำให้คนตั้งความหวังกับรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" มาก

หวังว่าจะเกิด "ความแตกต่าง"

เพราะคนยังติดภาพผลงานของรัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร" และพรรคไทยรักไทยสมัยช่วยเหลือผู้ประสบภัย "สึนามิ"

"ทักษิณ" ใช้วิธีมอบหมายให้รัฐมนตรีรับผิดชอบคนละจังหวัด

และบูรณาการความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน

การบริหารในช่วงวิกฤตต้องเร็ว

แต่ภาพที่ปรากฏวันนี้ก็คือ นอกจาก "ยิ่งลักษณ์" ประกาศ "บางระกำโมเดล" แล้ว

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแทบไม่มีอะไรเลย

เรื่อยๆ มาเรียงๆ แบบระบบราชการ

เหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า "เข็มนาฬิกา" ทาง "ความรู้สึก" ของผู้ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมนั้นเดินเร็วแค่ไหน

1 ชั่วโมงที่แช่น้ำอยู่เหมือนกับ 1 วัน

การวางแผนแก้ปัญหาระยะกลางหรือระยะยาวก็คิดกันไป

แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ การบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าต้องรีบด่วนที่สุด

หน่วยงานไหนที่มีศักยภาพในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนต้องระดมเข้ามา

กระทรวงกลาโหมแทนที่จะคุยกันแต่เรื่องโผโยกย้ายทหาร

"ยิ่งลักษณ์" ควรจะเรียกทุกเหล่าทัพมาประชุม เพื่อระดมสรรพกำลังช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม

ไม่ว่าจะเป็น "กำลังพล" หรือยุทโธปกรณ์ของแต่ละกองทัพ

เครื่องบินของกองทัพอากาศ รถยีเอ็มซีหรือเครื่องจักรของกองทัพบก เรือของกองทัพเรือ รวมทั้งกำลังพลของทุกเหล่าทัพ

อยู่ส่วนไหนของประเทศต้องระดมมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน

ทำให้เป็นระบบ และประชาสัมพันธ์ให้คนรู้ว่าแต่ละขั้นตอนเดินไปอย่างไร

เอา "เวลา" เป็นตัวตั้ง

หรือถ้าลัดขั้นตอนก็ดึง "ช่อง 3" มาช่วยเลย

อย่ามอง "สื่อมวลชน" เป็น "คู่แข่ง"

การประชาสัมพันธ์นั้นไม่ใช่เรื่องสร้างภาพ แต่เป็นระบบงานที่ทำให้ประชาชนที่เดือดร้อนได้รู้ว่ารัฐบาลกำลังช่วยเหลือเขาอย่างไร

อย่าลืมว่า "ความหวัง" เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งในยามทุกข์

อย่าให้เขารู้สึกว่า "ไม่มีรัฐบาล"

สถานการณ์ในวันนี้พรรคเพื่อไทยไม่ต้องไปคิดชิงพื้นที่ข่าวจากพรรคฝ่ายค้านด้วยเกมการเมืองเลย

แค่ทำงานให้เป็น ทำงานให้หนัก

หนักเท่ากับจำนวนเสียง ส.ส.ที่ประชาชนมอบให้

แค่นั้นก็พอแล้ว



แก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปเพื่อประชาชน

ที่มา มติชน



โดย จำลอง ดอกปิก

(ที่มา คอลัมน์ระหว่างวรรค หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 3 กันยายน 2554)

การ บรรจุหัวข้อแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ด้วยการเขียนผูกมัด จัดเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการ มิได้เป็นวาระสอดไส้หรือเพิ่งคิดขึ้นมาใหม่อย่างแน่นอน

พรรคเพื่อไทย แกนนำรัฐบาล พยายามเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งยังอยู่ในคราบพลังประชาชน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมารณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดห้วงการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แม้แต่การหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป

เมื่อชูเป็นประเด็นหนึ่งในการหา เสียง ย่อมนำมากล่าวอ้างได้อย่างไม่เคอะเขินว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในหลายเหตุผล จูงใจให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

การเป็นหนึ่งในประเด็น หลักหาเสียงนี่เอง จึงเท่ากับว่า ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกเพื่อไทยจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ และต้องบรรจุเป็นนโยบายตามคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้

ความจริง เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนี้ หากมองโดยปราศจากอคติ จะพบว่าเป็นการสมควรยิ่งในอันที่จะแก้ไข ทั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันนั้นมีรากที่มา จากการรัฐประหาร และบทบัญญัติหลายมาตราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย

อย่าง มาตรา 111 วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนรวม 150 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจากการสรรหาเท่ากับจำนวนรวมข้างต้น หักด้วยจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง

การมีสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.มาจากการสรรหา ขัดกับหลักการประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่ต้องมาจากการเลือกตั้ง (ทั้งหมด) แต่หากเห็นว่าสภาสูงยังจำเป็นต้องมีสมาชิกประเภทสรรหา จากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคอาชีพ ภาคเอกชน ภาคการเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็ต้องปรับแก้บทบาทหน้าที่ เนื่องจากขัดต่อหลักการอย่างยิ่งที่ ส.ว.ผู้มาจากการสรรหา มีอำนาจถอดถอน ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง!

ไม่ นับรวมประเด็นหลัก อย่างมาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการ เมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง บทเฉพาะกาลมาตรา 309 ที่ต้องถกเถียง หักล้างกันด้วยเหตุด้วยผลว่า สมควรปรับแก้ โละทิ้งหรือไม่อย่างไร หรือว่ายังจำเป็นต้องบัญญัติไว้เช่นเดิม

หากจะถามว่า ไม่มีข้อน่าวิตกห่วงใยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญกระนั้นหรือถึงได้ออกมาสนับสนุนให้ดำเนินการแก้ไข ก็ต้องตอบว่า มีแน่นอน

เริ่ม ตั้งแต่เกรงเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ ไล่ไปจนถึงฝ่ายการเมืองอาจเข้าไปแทรกแซง มีอิทธิพลเหนือคณะกรรมการหรือผู้เข้ามาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ กำกับการร่างเพื่อเอื้อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง แทนการเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศตามคำจำกัดความแท้จริง ทั้งนี้เนื่องจากกระบวนการตั้งแต่ต้นธารยันปลายน้ำมีฝ่ายการเมืองเข้ามามี ส่วนเกี่ยวข้องด้วย

แม้จะใช้รูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ส่วนใหญ่จากจำนวนทั้งหมด 99 คนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน

คำถามก็คือ ผู้สมัครเหล่านี้จะหลุดรอดเข้ามาเป็น ส.ส.ร.ได้อย่างไร หากไม่อาศัยฐานเสียงจาก ส.ส.หรือนักการเมืองในพื้นที่ และเมื่ออยู่ใต้ร่มเงาฝ่ายการเมือง ส.ส.ร.จะทำหน้าที่ได้อย่างอิสระหรือไม่ สุดท้ายก็อาจกลายเป็นการวัดจำนวนเสียงกัน ไม่ต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส. เพียงแต่เปลี่ยนเวที จากการขับเคี่ยวกันในสภาผู้แทนราษฎร มาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนจะไปชี้ขาดกันอีกทีที่รัฐสภา หรือการทำประชามติจะรับ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในชั้นสุดท้าย

การ แก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องใหญ่ เป็นกระบวนการที่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง และต้องใส่ใจต่อความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือเสียงทักท้วงนั้นด้วย ขณะเดียวกันผู้คนทุกภาคส่วนสังคมไทยจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม เฝ้าติดตาม ตรวจสอบ กำกับการยกร่างอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน

เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนออกมาดีที่สุด


เพิ่งขยัน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



แปลก ใจเป็นอย่างยิ่งที่ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เห็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขยันแข็งขันลงเยี่ยมประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในหลายจังหวัด

ที่ว่าแปลกก็เพราะภาพแบบนี้ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะด้วยเหตุผลภารกิจสำคัญอื่นๆ รัดตัว

แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ผู้นำฝ่ายค้านเอาใจใส่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

อีกส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะผลวิจัยของ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ที่ว่าจ้างเอกชนทำวิจัยถึงสาเหตุที่ประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้งหมดรูป

ผลวิจัยสรุปออกแบบตรงประเด็นว่า เพราะพรรคประชาธิปัตย์เชื่องช้า ทำงานไม่เป็น และไม่ติดดิน

อาจเป็นเพราะตรงนี้หรือเปล่า นายอภิสิทธิ์และลูกพรรคจึงต้องปรับลุกส์ใหม่

ไปตรวจน้ำท่วมแบบไร้มาด ไร้พิธีรีตอง ไม่ต้องมีคนมาคอยประคอง

เปลี่ยนเป็นเดินย่ำน้ำกันทั้งหมด

ซึ่งภาพก็ออกมา "ติดดิน" ได้ใจดี

และ ในการตรวจเยี่ยมชาวบ้านที่จ.พิษณุโลก นายอภิสิทธิ์ ก็ยังออกมาตำหนิรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เลิกเล่นการเมือง เลิกใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลประชาธิปัตย์ใช้งบฯ ช่วยน้ำท่วมไปจนเกลี้ยง

เรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนดีกว่า

ฟังนายอภิสิทธิ์พูดแบบนี้ก็เลยทำให้นึกถึงปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีก่อน

ตอนนั้นท่วมหนักทั้งประเทศ และท่วมหลายครั้งหลายหน

ชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

ก็มีคนตั้งคำถามถึงการทำงานของรัฐบาลชุดที่แล้วในการแก้ปัญหาน้ำท่วม

เพราะเห็นว่าเป็นการแก้แบบเฉพาะหน้า ท่วมทีก็ไปดูที

ไม่วางแผนแก้ปัญหาแบบเป็นระบบและบูรณาการ

แผนพัฒนา 25 ลุ่มน้ำที่คิดกันมานานแล้ว ก็ไม่เคยนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

เพียงเพราะเป็นแผนที่คิดขึ้นในยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร

ที่สำคัญ ทุกวันนี้ยังมีชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมตั้งแต่ต้นปี ยังไม่ได้รับเงินชดเชย 5 พันบาทเลย

เมื่อสัปดาห์ก่อนชาวบ้านอ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช นับพันคนต้องปิดถนนประท้วง

เรียกร้องให้ "รัฐบาลใหม่" ช่วยจ่ายเงินชดเชยน้ำท่วมที่ตกค้างมาจาก "รัฐบาลก่อน" ด้วย

เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องเล่นการเมืองกันหรอก

รัฐบาลใหม่ต้องเร่งตรวจสอบ ไม่ต้องโทษรัฐบาลเก่าเลยก็ได้ เพียงช่วยค้นหาว่าติดค้างหรือสูญหายอย่างไร

เร่งช่วยเหลือชาวบ้านสำคัญที่สุด!

วิเชียร-ถวิล

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


ภาษา ราชการตำรวจก็ต้องบอกว่า"คู่กรณีตกลงกันได้" เมื่อพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี กับฝ่ายรัฐบาลคือรองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง สามารถพูดคุยกันในเรื่องตำแหน่งแห่งหนได้ลงตัว

ถ้าไม่มีอะไรพลิกล็อกอีก ในครม.วันอังคารนี้ จะมีการเสนอเรื่องโอนย้ายพล.ต.อ.วิเชียรไปเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

จากนั้นพล.ต.อ.วิเชียรจะลาพักร้อนยาวไปจนถึงสิ้นเดือน

เพื่อเปิดทางให้องค์กรตำรวจขับเคลื่อนโดยผู้ที่กำลังจะขึ้นมาเป็นผบ.ตร.

เป็นการตกลงกันได้ด้วยดีของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

ยิ่งสุดท้ายเมื่อรัฐบาลยอมปรับอีกนิด ขยับให้คุมสมช. แทนที่จะเป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถือว่าแฮปปี้สุดๆ สำหรับพล.ต.อ.วิเชียร

แม้ว่าเลขาฯสมช.จะเล็กกว่าปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯอย่างมาก

แต่ในแง่ความเท่และศักดิ์ศรีถือว่าสมบูรณ์แบบ สามารถพูดจาได้เต็มปากเต็มคำว่า ยอมย้ายไปเพื่อทำงานตามความสามารถจริงๆ

คือทำงานความมั่นคง เพื่อประเทศชาติและสถา บันพระมหากษัตริย์

ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าพล.ต.อ.วิเชียรเลือกงานมากกว่า โดยไม่ตาลุกวาวไปกับความใหญ่โตของตำแหน่งและอำนาจหน้าที่เก้าอี้ปลัด

อย่างนี้จะไปโจมตีว่าเขาไม่สู้ ยอมรับเก้าอี้ปิดปากคงจะไม่ได้!

ส่วนกรณีนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งต้องกลายเป็น"เปลี่ยนเก้าอี้"นั้น

จะบอกว่าโดนพล.ต.อ.วิเชียรมาเตะคงจะไม่ใช่

เพราะถึงอย่างไรตำแหน่งนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ประการหนึ่งเกี่ยวข้องความมั่นคงต้องทำงานคู่กับรัฐบาล

อีกประการบทบาทของนายถวิลที่ผ่านมา เคียงข้างรัฐบาลอภิสิทธิ์ในศอฉ.อย่างแนบแน่น!

ยก อีกตัวอย่าง ตอนโหวตชื่อผบ.ตร.ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติหรือก.ต.ช. ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำอย่างไรก็ตั้งไม่สำเร็จนั้น แต่หนึ่งในเสียงฝ่ายอภิสิทธิ์ก็คือนายถวิลนี่แหละ

เดิมทีมีการวางตัวพล.ท.ซึ่งเชี่ยวชำนาญงานด้านนี้เอาไว้แทนแล้ว

แต่กรณีนี้ถ้ารัฐบาลจะหาทางออกอย่างนิ่มนวลก็ไม่เลวนัก

พูดถึงก.ต.ช.ก็คงจะประชุมโดยไวหลังครม. อังคารนี้ เพื่อแต่งตั้งพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็นผบ.ตร.คนใหม่

เป็นไปได้มากที่จะตั้งพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ขึ้นรักษาการผบ.ตร.ระหว่างผบ.ตร.ลาพักร้อนเลย

ประเดิมงานแรกคุมโผโยกย้ายนายพลประจำปีอันร้อนระอุแน่นอน!

เจ้าของค่ายสื่อ&ผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินฯ:ฎีกาพระราชทานอภัยโทษทักษิณเป็นการกดดันในหลวง

ที่มา Thai E-News



นปช.ใช้พลังมวลชนเข้าชื่อขอำระราชทานอภัยโทษนช.ทักษิณเป็นการกด ดันหรือไม่ เมื่อกล้บมามีอำนาจก็รื้อฟื้นเรื่องนี้ออกมา ทั้งที่กฎหมายไม่เปิดช่อง ถ้าไม่ใช่การกดดันองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วจะให้หมายความว่าอย่างไร-สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเจ้าของสำนักข่าวT news


ผู้แทนของสำนักงานทรัพย์สินฯ-นายสนธิญาณ หนูแก้ว ผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ขวาสุด)เมื่อครั้งเป็นตัวแทนสำนักงานทรัพย์สินฯไปร่วมกิจกรรมการกุศลนัด หนึ่ง(ภาพข่าว:positioningmag)

-อ่านข่าวเพิ่มเติม:สนธิญาณ ที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มอบเงินชวยเหลือทหารพลีชีพชายแดนเขมร 24 เมษายน 2554

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 กันยายน 2554

สำรวจพบสื่อลิ้มแชมป์เอียง ธีระ-กนกที่1คุกคามประชาชน ค่ายมติชนมีเครดิตกว่าหมอวิชัย ถึงคิวนักข่าวต้องมีใบอนุญาตเลิกเป็นทาสเผด็จการ

ในสัปดาห์ก่อนไทยอีนิวส์ได้จัดทำแบบสำรวจเกี่ยวกับสื่อหลายหัวข้อ โดยมีผลการสำรวจเป็นดังนี้

1.สื่อค่ายไหนลำเอียงที่สุด ค่ายลิ้มแชมป์-โล้นรั้งรอง (ให้เลือกคำตอบได้หกลายข้อ)มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้นมี2787 ราย

-ผู้จัดการ-ASTV จำนวน 2004 (71%)
-เครือเนชั่น 1466 ราย (52%)
-ช่อง7 จำนวน 457 ราย (16%)
-เดลินิวส์ 466 (16%)
-แนวหน้า 453 (16%)
-ไทยโพสต์ 446 (16%)
-TNEWS 411 (14%)
-ช่อง3 จำนวน 370 (13%)
-บางกอกโพสต์-โพสต์ทูเดย์ 332 (11%)
-ไทยรัฐ 122 (4%)
-มติชน-ข่าวสด 86 (3%)
-ASIA UPDATE 65 (2%)
-โลกวันนี้ 36 (1%)
-อื่นๆ 36 (1%)


2.สื่อคนไหน?คุกคามประชาชนที่สุด-ธีระ+กนกนำลิ่ว ลิ้มหล่นที่2 (เลือกคำตอบได้หลายข้อ) มีผู้ตอบแบบสอบถาม 2853 ราย ผลสำรวจเป็นดังนี้

-ธีระ+กนก เนชั่น 1511 (52%)
-สนธิลิ้ม+ASTV 1144 (40%)
-เจิมศักดิ์-เสรี 1198 (41%)
-สมจิตต์ นักข่าว 7 สี 723 (25%)
-ผู้แทน3สมาคมสื่อ 706 (24%)
-สนธิญาณTNEWS 623 (21%)
-สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา 517 (18%)
-อื่นๆ 88 (3%)

3.ข่าวสด+มติชนVSหมอวิชัย+สภานสพ.ใครถูก?ใครผิด?-คะแนนหมอวิชัย+สภาการต่ำน่าใจหาย มีผู้ตอบแบบสอบถาม 1710 ราย(เลือกคำตอบได้ขช้อเดียว)ผลสำรวจเป็นดังนี้

-มติชน+ข่าวสดถูก หมอวิขัย+สภาการนสพ.ผิด 1490 (87%)
-ไม่มีข้อมูลพอจะชี้ผิด-ถูกได้ 99 (5%)
-หมอวิชัย+สภาการนสพ.ถูก มติชน+ข่าวสดผิด 64 (3%)
-พอๆกัน 57 (3%)


4.ต้องปฏิรูปสื่อด้านใดบ้าง?-ให้นักข่าวต้องมีใบอนุญาต เลิกเข้าข้างเผด็จการ มีผู้ตอบแบบสำรวจ 1523 ราย(เลือกคำตอบได้หลายข้อ) ผลสำรวจเป็นดังนี้

-ผู้สื่อข่าวต้องสอบและมีใบอนุญาต ต่อใบอนุญาต เพิกถอนใบอนุญาตหากทำผิดแบบวิชาชีพอื่น 726 (47%)
-ห้ามสมคบเผด็จการ ต่อต้านประชาธิปไตย ห้ามตั้งม็อบไล่รัฐบาลประชาชนเลือกมา 674 (44%)
-ห้ามสื่อมีตำแหน่งการเมือง ที่ปรึกษาการเมือง ธุรกิจ พีอาร์ จัดอีเว้นต์ ที่ปรึกษาตำรวจ ทหาร บ่อน ซ่องฯลฯ 430 (28%)
-ห้ามนายทุนสื่อรับเงินสินบน รับสัมปทานคลื่น รับโฆษณาต้องโปร่งใส ชี้แจงต่อสาธารณชนเรื่องรายรับ-จ่ายแบบนักการเมือง
395 (25%)
-ไม่ต้องปฏิรูป ห้ามแตะต้องสื่อ เดี๋ยวเป็นการคุกคามสื่อ 48 (3%)
-อื่นๆ 39 (2%)

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-เสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้านได้สิทธิ์นั้นทันที ให้ไปคิดเป็นคนสำนักงานทรัพย์สินฯบังควรไหม?ไล่ล่าเหยื่อ112

-ธิดาจัดหนักสื่อโดนทุกค่าย:ใกล้บ้าแล้วให้มันอาฆาตแค้นไปเถิดเขาโกรธจัดที่ฝ่ายประชาชนได้รับชัยชนะ

-สำนักข่าวเสี่ยต้อยร้อยล้านดิ้นโต้หลังธิดาแฉเป็นสำนักข่าวค่ายน้ำเงิน

เปิดเบื้องหน้าเบื้องหลังกลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติอ้างfacebookร่วมมือยัดคุกเหยื่อคดีหมิ่นรายล่าสุด

ที่มา Thai E-News

เบื้องหลัง-เบื้องหน้า-ภารกิจ..กลุ่ม ที่อ้างตัวว่าเป็นกลุ่ม"รักพ่อภาคปฏิบัติ"และมีเจ้าของเวบเพจ"คนไทย ร่วมต่อต้าน เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน"เป็นสมาชิก ซึ่งอ้างว่าได้ประสานงานfacebookให้ความร่วมมือจับกุมสมาชิกfacebookราย หนึ่งข้อหาหมิ่นฯ ล่าสุดนัดกันไปถวายสัตย์ปฏิญาณตนที่โรงพยาบาลศิริราชเช้าวันนี้(ภาพล่างสุด) นอกจากนั้นก็มีการจัดกิจกรรมนัดกันไปร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง รวมทั้งออกลบข้อความที่พวกเขาเห็นว่าหมิ่นฯ และตามดำเนินคดีเวบไซต์ หรือเฟซบุ๊คที่พวกเขาเห็นว่าเข้าข่ายหมิ่น(ดูรายละเอียดคำแนะนำให้สมาชิกกลุ่มถึงวิธีการดำเนินคดีเวบ หรือเฟซบุ๊คหมิ่นฯ)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 กันยายน 2554

เวบไซต์ FACT – Freedom Against Censorship Thailand ของกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย รายงานยืนยันว่า มีการจับกุมชายคนหนึ่งอายุราว 40 ปี สมาชิกfacebook ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึงเป็นกรณีแรกในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไปจริง

ทั้งนี้จากการให้ข้อมูลโดยทนายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน

ชายผู้ที่ถูกจับกุมนี้เป็นโปรแกรมเมอร์ (หรือมีอาชีพทางด้านคอมพิวเตอร์)การจับกุมเกิดขึ่นเมื่อวันพฤหัสบดี เวลานี้ถูกขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
แต่ อย่างไรก็ตามFACTกล่าวว่า ข้ออ้างที่มีการกล่าวว่าfacebook ในสหรัฐฯให้ความร่วมมือกับกลุมนักล่าแม่มด และทางการไทยด้วยการเปิดเผยข้อมูลIPสมาชิกfacebookรายนี้ จนกระทั่งนำไปสู่การจับกุมยังไม่ได้รับการยืนยัน ตอนนี้ยังคงรอการยืนยันรายงานว่าfacebookได้ให้ความร่วมมือ หรือยุ่งเกี่ยวกับกรณีนี้แท้จริงหรือไม่ (ซึ่งคนจำนวนมากเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้)

ต่อมามีการเปิดเผยชื่อคนถูกจับชื่อนายสุรพัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล)โดยทนายอานนท์แจ้งในเฟซบุ๊คว่า คุณสุรพัฒน์ คือเหยื่อ ม.112 รายล่าสุด โดนจับเมื่อวันพฤหัสฯที่ห้องพักแถวลาดพร้าว คนแจ้งจับชื่อ เฉลิมชัย อายุ 30 ปี(นักล่าแม่มด)ศาลอาญาไม่ให้ประกันอีกตามเคย....วันพรุ่งนี้เช้าไปเยี่ยม ให้กำลังใจด้วยกันนะครับ 10 โมงเช้า เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

มีการเปิดเผยในเฟซบุ๊คเวลาต่อมาอ้างว่า ผู้แจ้งความจับกุมกรณีนี้คือนายเฉลิมชัย มงคลเกิดกิจ อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ยังไม่ขอยืนยันรายงานข่าวนี้
ทั้ง นี้มีรายงานว่านายเฉลิมชัย มงคลเกิดกิจ เคยเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตร และเป็น 1ในผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสลายการชุมนุมเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 และเข้ารักษาตัวที่วชิรพยาบาล(ภาพจากบอร์ดIF)

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวในเฟซบุ๊คของเขายืนยันว่า ข่าวที่ว่ามีคนโดนจับ 112 ยืนยันว่าจริง (จากคุณทนายอานนท์ แต่คนที่ถูกจับเขามีทนายเขาเอง คุณอานนท์ไม่ได้เป็นทนาย) โดนจับเมื่อวันพฤหัสฯ

"เรื่อง fb ผมเสนอว่า รับรู้ไว้ว่ามีการพูดกันจากพวก "เสรีไทย" เอง แต่ผมว่าอย่าเพิ่งให้เครดิตอะไรมาก ฟังเฉยๆไว้ก่อนดีกว่า อย่างที่บอกว่า เรื่องแบบนี้ ถ้าจริง มันจะกลายเป็นเรื่องระดับโลกเลย ผมจึงยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ (โอเคว่า คิดอีกแง่ กรณีคุณ ..."แอนโทนี่ ชัย" ความจริง ก็นับเป็นเรื่องพิลึก และไม่น่าเชื่อมากที่ บริษัทอินเตอร์เน็ตนั้น จะให้ ip กับทางการไทยไป เพราะเป็นบริษัท ในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งความจริง เรื่องแบบนี้ ควรจะรู้ดี (เป็นบริษัทแคนนาดา) แต่ก็ให้ไปนะ แล้วบริษัททีว่า จะว่าเล็กก็ไม่ได้ เพราะถึงกับมีสาขาในสหรัฐด้วย ในแคลิฟอร์เนียด้วย .. สรุปแล้ว ผมคิดว่า ฟังไว้ และติดตามต่อไป)

ก่อนหน้านี้ที่กระดานสนทนาการเมืองเสรีไทย มีผู้ใช้ชื่อล็อกอินmmmpตั้งกระทู้เรื่อง ข่าวดีเกี่ยวกับการจับเว็บหมิ่น เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กันยายน โดยได้โพสต์ข้อความว่า

ข่าวดี วันนี้ทางกลุ่มพี่ๆ ที่ทำเรื่องเกี่ยวกับการสืบหา และจับพวกหมิ่น ซึ่งได้ดำเนินการติดต่อไปยัง facebook ทางสหรัฐ และทางโน้นเค้าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ได้แจ้ง IP-Address รวมไปถึงพิกัดของผู้ทำเพจ Facebook หมิ่นในหลวงของเรา ซึ่งวันนี้ ทีมงานของพี่ ๆ เค้า ได้นำตำรวจเข้ารวบตัวในที่พักแถวลาดพร้าวได้ 1 รายแล้วครับ เป็นชายหนุ่ม อายุประมาณ 40 ปี ใช้ชื่อเพจว่า "เราจะครองแผ่นดินโดย......." และ จะติดตามรายอื่นๆ ต่อไป

จากกลุ่ม คนไทย ร่วมต่อต้าน เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน ในเฟสจ้า

ต่อมาผู้โพสต์ข้อความนี้แจ้งว่า
พอดีข่าวนี้ที่ได้ยินมามากจา statusของหน้าเพจ คนไทย ร่วมต่อต้าน เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน ในเฟส

ไทยอีนิวส์เข้าไปตรวจสอบในเว็บเพจ คนไทย ร่วมต่อต้าน เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน ไม่ปรากฎรายงานข่าวเพิ่มเติม รายงานล่าสุดเป็นเรื่อง
คนรักพ่อที่พร้อมปฏิบัติ วันอาทิตย์นี้( 4 กันยา)จะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณตนที่โรงพยาบาลศิริราช...
ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม เวลา 09.00 น.
จุดนัดพบที่ลานพระบิดา....

แล้ววันนี้น้องๆ จะเข้าโรงหนัง กระจายกันนั่ง 7 จุดๆ ละ 2 คน เพื่อเปล่งเสียงดังแต่พอควรร้องเพลงสรรเสริญตามที่โรงหนังเปิด เพื่อกระตุ้นและดูปฏิกริยา คนรอบข้างว่าสามารถทำให้หลายๆ คนร่วมเปล่งเสียงออกมากันได้แค่ไหน
และมีภาพประกอบ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นสมาชิกกลุมดังในภาพข้างบน

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ฮิวแมนไรต์USAฟ้องศาลสหรัฐฯ บริษัทอินเตอร์เน็ตปูดข้อมูลลูกค้าอเมริกันให้DSIใช้ล่าเหยื่อคดีหมิ่น

Sunday, September 4, 2011

คคค.=ใครคุกคามใคร? อุ้มชูสื่อดีขยี้สื่อชั่ว

ที่มา Thai E=News

โดย ปาแด งา มูกอ กันยายน 2554

หมู่นี้มีเหตุการณ์แปลกๆที่เห็นเหล่าบรรดา “นกน้อยในไร่ส้ม” “หมาเฝ้าบ้าน” หรือ “watchdog” ไม่ว่าสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ที่ออกมาพร้อมหน้าพร้อมตากันเพื่อปกป้องนักข่าวหญิงยอดเยี่ยมที่ชอบอวดอ้าง ตัวเองว่า “มืออาชีพ” (อาชีพอะไรหว่า..??)ให้พ้นจากการถูกคุกคามจากประชาชน

ใครเขากล้าไปคุกคามกับพวกคุณ

พวกคุณต่างก็ยึดถืออุดมการณ์เข้าข้างตัวเองมาโดยตลอด จนน้ำลายไหล พุงกาง ท้องปลิ้น ว่า “ใครคุกคามสื่อเท่ากับคุกคามประชาชน”

แต่ ณ วันนี้ อุดมการณ์ดังกล่าวของพวกคุณมึง มันหดหายไปไหนหมด ไม่ทราบครับ มีสติหน่อย ใครคุกคามใคร ใครถูกคุกคาม

ในสมัยก่อน สมัยที่คุณขรรค์ชัย บุนปาน และบรรดานักเขียน นักข่าวรุ่นปรมาจารย์หลายท่าน ยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว มันเคยมีวงจรอำนาจวงจรหนึ่ง ที่ใช้กันมาจนติดปาก ที่ปัจจุบันนักเขียนนักข่าวอย่างคุณสมจิตต์ สุดสวยอาจจะไม่เคยได้ยิน วงจรอำนาจดังกล่าวก็คือ

“นักเลงกลัวตำรวจ ตำรวจกลัวนักข่าว นักข่าวกลัวนักเลง”

แต่มา ณ ปัจจุบัน เห็นทีวงจรอำนาจดังกล่าว คงต้องเปลี่ยนไปเป็น
“นักเลงกลัวตำรวจ ตำรวจกลัวนักการเมือง +นักข่าว นักการเมืองกลัวนักข่าว นักข่าวกลัวประชาชน”
เสียแล้วกระมัง
ปัญหา ดังกล่าว ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด เอาเป็นว่า ให้ประชาชนคนไทยทั้งชาติ และคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศทั่วโลก ที่มีความยุติธรรม (สมัยยุค IT ต้องแจ้งให้ทราบทั่วกันหน่อย เลียนแบบคุณสมจิตต์ สุดสวย ที่กำลังดังไปทั่วโลก)

โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทย 15.7 ล้านท่าน เป็นผู้ตัดสินใจเองว่า จะร่วมมือกันในการคุกคามสื่อ....ชั่ว (ด้วยการงดซื้อ งดดู งดสนับสนุน)

กับการร่วมมือ ปกป้องอุ้มชูสื่อดี (ด้วยการซื้อแหลก ดูแหลก สนับสนุนแหลก)

เท่านั้นล่ะครับ พวกเราท่านทั้งหลายก็จะได้เห็นการพังทลาย+ความหายนะของสื่อชั่วๆเสียที่ ไม่เชื่อลองทำดู.........

ธนาพลรับน้องใหม่สำนักข่าวเจาะThaiPublica:ทำไมไม่พูดตรงๆเลยว่าจะตั้งองค์กรเช็คบิลทักษิณและพวก

ที่มา Thai E-News


โดย ธนาพล อิ๋วสกุล

เห็นกำหนดการเปิดตัว เปิดตัวสำนักข่าวไทยพับลิก้า และเสวนา “สื่อกับการสร้างความโปร่งใสประเทศไทย”http://www.facebook.com/event.php?eid=214817211910308
แล้วเห็นรายชื่อ คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)เป็น คณะกรรมการที่ปรึกษา สำนักข่าวไทยพับลิก้า

ขณะที่คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนอิสระ ดำรงตำแหน่ง คณะบรรณาธิการสำนักข่าวไทยพับลิก้า

เห็นแล้วอดไม่ได้ว่า ทำไมเราไม่พูดกันตรง ๆ เลยว่าจะตั้งองค์กรเช็คบิล ทักษิณและพวก และยกเว้นการตรวจสอบ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ ถือหุ้นใหญ่อยู่ใน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
กำหนดการ เปิดตัวสำนักข่าวไทยพับลิก้า และเสวนา “สื่อกับการสร้างความโปร่งใสประเทศไทย”

จากโลกอินเตอร์เน็ตที่สื่อถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับสื่อกระแสหลักอยู่ในช่วงที่มีข้อจำกัดในการนำเสนอข่าวมากขึ้น ปัจจุบันจึงมีสำนักข่าวทางเลือกมากขึ้น ในโอกาสนี้จะมีเว็บไซต์ข่าวเจาะเปิดตัวอีก 1 แห่ง คือ สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ThaiPublica.org เน้นเสนอข่าวเจาะสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบความโปร่งใสภาครัฐ ความโปร่งใสภาคเอกชน

ในโอกาสเปิดตัวจึงจัดให้มีเสวนา “บทบาทสื่อกับการสร้างความโปร่งใสประเทศไทย” โดยมองว่า “ความโปร่งใส” จะช่วยให้คนไ...ทยใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและสร้างความเข้มแข็งให้ สังคมไทยเดินได้อย่างยั่งยืน

กำหนดการ
13.00 น. ลงทะเบียน
13.40 น. เปิดตัวสำนักข่าวไทยพับลิก้า ThaiPublica.org
14.00 -16.00 น. เสวนา “สื่อกับการสร้างความโปร่งใสประเทศไทย”

วิทยากร
คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม
คณะกรรมการที่ปรึกษา สำนักข่าวไทยพับลิก้า และกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

คุณบรรยง พงษ์พานิช
คณะกรรมการที่ปรึกษา สำนักข่าวไทยพับลิก้า และประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน)

คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์
ผู้อำนวยการบริหาร สถาบันอิศรา

คุณบัณฑิต นิจถาวร
กรรมการผู้อำนวยการสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

คุณสฤณี อาชวานันทกุล
นักเขียนอิสระ และคณะบรรณาธิการสำนักข่าวไทยพับลิก้า

โดยมีคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ดำเนินการเสวนา

สถานที่ ห้องประชุม 1101 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) ไม่ต้องสำรองที่นั่งและไม่มีค่าใช้จ่าย

*****
ความเห็นของดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ท้ายข่าวกำหนดการ

อันนี้ ผมว่า น่าสนใจแฮะ ในแง่ที่ว่า มองในแง่ "ภาพลักษณ์ PR" การเอาคนที่มีชื่อใน "กรรมการไทยพาณิชย์" มาเป็น "ที่ปรึกษา" ไม่รู้สึกว่า เป็นการ "ชอบกล" หรือ "ไม่เนียน" หรือ สำหรับสำนักข่าวที่อ้างว่าจะ "เสนอข่าวเจาะสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบความโปร่งใสภาครัฐ ความโปร่งใสภาคเอกชน"? มันขัดกันแต่ต้นเลยนะ (เอามาเป็นวิทยากร "เปิดตัว" ของสำนักข่าวอีกต่างหาก)

วิวาทะจากคุณสฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนอิสระ และคณะบรรณาธิการสำนักข่าวไทยพับลิก้า

จะรับไปเสนอทีมนักข่าวค่ะอาจารย์ แต่ย่อหน้าสุดท้ายของอาจารย์นั้นไม่เห็นด้วยเลย เพราะ investigative journalism ก็ทำได้ตั้งหลายเรื่องหลายมุม คงไม่มีใคร "อ้าง" ว่าทำข่าวเจาะได้ถ้าไม่ได้ทำจริงๆ และคนที่ไม่ได้เจาะเรื่องที่อาจารย์อยากให้เจาะ ก็ย่อมไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้กำลังเจาะเรื่องอะไรเลย ;)

แดง-เหลืองประชันคอนเสิร์ต นปช.พิทักษ์เจตนา15.7ล้าน-น้ำตาเข้ลิ้มซิ้มแม่ยกหนีซบแมงสาบ

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 กันยายน 2554

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคนเสื้อแดง ได้จัด "คอนเสิร์ตต้อนรับวันอิสรภาพ ลมหายใจที่ไม่แพ้" โดยมีกลุ่มแกนนำ อาทิ นายจตุพร พรหมพันธ์ นายก่อแก้ว พิกุลทอง และ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยฯลฯ เดินทางมาร่วมงานและทยอยกันขึ้นบนเวที เพื่อพูดคุยกับคนเสื้อแดงและกลุ่มแนวร่วมที่เข้ามาร่วมชมคอนเสิร์ตเป็นจำนวน มากกว่า 3,000 คน

แกนนำนปช.ได้เรียกร้องต่อคนเสื้อแดงให้รวมพลังกันต่อไปเพื่อปกป้องรัฐบาลจาก เจตนารมณ์ผู้เลือกตั้ง15.7ลานเสียง และต่อต้านการรัฐประหารหรือโค่นล้มรัฐบาลจากเจตนารมณ์ประชาชน







ลิ้มเปิดคอนเสิร์ตน้ำตาเถ้าแก่ตัดพ้อแม่ยกปันใจปชป.บอกเป็นนัยขึ้นภูดูหมากัดกัน

วันเดียวกันพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ได้จัดคอนเสิร์ต“ร้อยดวงใจให้ อบอุ่น” ครั้งที่ 5 พี่น้องพันธมิตรฯ ร่วมงานตรึมสมชื่อฟรีคอนเสิร์ต คิดถึง...จึงมาหา มีเหล่าแกนนำและศิลปินพันธมิตรฯ ผลัดขึ้นแสดงดนตรีบนเวที บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและครึกครื้น

แม่ยกหน้ำช้ำๆของแป๊ะลิ้ม วันนี้ไม่ได้เสื้อเหลืองแล้ว

ทั้งนี้เป็นการรวมพลครั้งแรกของพันธมิตรนับตั้งแต่ตั้งรัฐบาลใหม่ของน.ส.ยิ่งลักษณ์


ที่ลานวัฒนธรรมด้านหลังอาคารอนุรักษ์ บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับโรงเรียนศิลปโพธิวิชชาลัย จัดงาน “ร้อยดวงใจ ให้อบอุ่น” สานศิลป์สืบรัก คนรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ตอนคิดถึง...จึงมาหา

ทั้งนี้ ภายในงานมีการแสดงนิทรรศการจากโรงเรียนศิลปโพธิวิชชาลัย พร้อมกับฟรีคอนเสิร์ตจาก แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อาทิ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งขึ้นมาร้องเพลงน้ำตาเถ้าแก่ และเพลงสุขกันเถอะเรา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายประพันธุ์ คูณมี นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นายเทดภูมิ ใจดี ฯลฯ และศิลปินพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เช่น ศรัณยู วงษ์กระจ่าง แฮมเมอร์ เสก ศักดิ์สิทธิ์ ประทีป ขจัดพาล ฯลฯ มีพิธีกรมากหน้าหลายตาผลัดกันขึ้นเวที อาทิ นายอำนาจ พละมี กมลพร วรกุล แสงธรรม ชุณชฎาธาร นอกจากนั้นยังมีแกนนำคนอื่นมารวมงานจำนวนมาก เช่น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พล.อ.อ.เทิดศักดิ์ สัจจารักษ์ พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ฯลฯ

แต่งานนี้ไม่ปรากฎเงาศรัณยู วงษ์กระจ่าง ศิลปินพันธมิตรที่เพิ่งชอกช้ำจากหนังคนโขนเจ๊งแต่อย่างใด


สำหรับบรรยากาศมีพี่น้องพันธมิตรฯเดินทางมาร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่าง เนืองแน่น พร้อมร่วมโชว์ลีลาร้อง เล่น เต้น ไปกับเหล่าแกนนำและศิลปินพันธมิตรฯ อย่างเพลิดเพลิน เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ใช้ชีวิตร่วมกันหลายร้อยวัน หน้าเวที

ทั้งนี้ งานร้อยดวงใจให้อบอุ่น เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่เวลา 09.00 น. และสิ้นสุดการแสดงคอนเสิร์ตในเวลา 20.00 น.ของวันที่ 3 ก.ย.

ส่วนเพลงที่นายสนธิลิ้มร้องมีเนื้อหาตัดพ้อแม่ยกที่ปันไปไปบูชาพรรคประชาธิ ปัตย์ และว่าจะทำตัวเป็นคนขึ้นภูดูหมากัดกัน ไม่เคลื่อนไหวเพื่อพรรคประชาธิปัตย์อีกแล้ว

เนื้อเพลง"น้ำตาเถ้าแก่"

สิ้นสุดกันทีไม่ต้องชาติหน้าชาติไหน
แค่นี้ก็พอสะใจซาบซ่านอยู่ในอกเรา
โบราณท่านว่าบรรดา ส.ส.น้ำเน่า
อีกทั้งแม่ยกที่รัก
ท่านเปรียบไว้นัก อย่าได้วางใจ

เช่นดั่งตัวผมต้องตรมดวงใจกลัดหนอง
แม่ยกต้องมาจากจร
ต้องห่างต้องเหินกันไป
ลืมคนเสื้อเหลือง แล้วยังมาว่าร้ายให้
แม่ยกเธอช่างเหลือร้าย
โง่เง่าหรือไง ถึงคิดไม่เป็น

ลืม เจ้าลืมเรื่องที่ทำมา
เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า ใครทำให้หล่อได้ก้าว
เจ้าไม่ถวิล ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
อำลา เพื่อนพ้องไกลห่าง
ไม่คิดถึงบ้าง ความดีที่ทำ

สิ้นสุดกันเถิดหนา
แม่ยก แมลงสาปใจสอง
ชาตินี้ไม่ขอใฝ่ปอง ให้มามัวหมองต่อไป
หลงรูปคนหล่อสอบตกคร่ำครวญร้องไห้
ยังเชื่อเจ้าหล่อต่อไป
อาจจะชิบหายสักวันนะเธอ

ถึงเราไม่มีตำแหน่งใหญ่โต
ไม่มีเป็น ส.ส.คนโก้
พี่น้องไม่ต้องกลัวน้อยหน้า
เรายังจุดเทียนส่องสว่างนำทางปัญญา
ต่อไปในภายภาคหน้า
พวกเราจะพาประเทศเจริญ

สิ้นชาติขาดกัน ตั้งแต่วันนี้เถิดหนา
ส.ส. แม่ยก หน้าหนา
หลงเชื่อรูปหล่อชั่วช้า
ไม่นึกถึงชาติ หลงรักแต่พรรคมากกว่า
จนลืมรักชาติ ศาสนา...

หนีขึ้นภูเขาดีกว่า ดูหมากัดกัน

ถ้าใจแข็งพอคลิ้กไปดูลิ้มปาดน้ำตาจรเข้ต่อว่าแม่ยกหนีซบพรรคแมลงสาบตามลิ้งค์ http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000111622