WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 5, 2011

‘วรเจตน์’ ยัน การลาออกจาก ‘ประธาน’ โดยยังรักษาเก้าอี้ ‘ตุลาการศาล รธน.’ ทำไม่ได้

ที่มา ประชาไท

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ติงประธานวุฒิสภา พิจารณาให้ดีก่อนนำชื่อ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ทูลเกล้าฯแต่งตั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ เหตุการลาออกของนายชัช ชลวร ประธานคนก่อน โดยยังนั่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเฉยๆ ทำไม่ได้

1 กันยายน 2554 รศ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ ‘ประชาไท’ ถึงกรณีการลาออกจากประธานศาลรัฐธรรมนูญของนายชัช ชลวร และการที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้คัดเลือกนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญว่า

รัฐธรรมนูญมาตรา 204 บัญญัติให้องค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยประธานศาลคนหนึ่ง และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 8 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา โดยคณะตุลาการนี้ประกอบด้วย ผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ตุลาการปกครองสูงสุด 2 คน เป็น 5 คน มีผู้เชี่ยวชาญนิติศาสตร์ 2 คน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านรัฐศาสตร์อีก 2 คน รวมเป็น 9 คน ซึ่งพอได้ 9 คนนี้มา ก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 คนนี้จะต้องมาประชุมกันเพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วจึงแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ จากนั้นประธานวุฒิสภาจึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็น ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการรัฐธรรมนูญ

“หมายความ นาย ก. ที่ได้รับการคัดสรรให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่เดิม ได้ไปเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ส่วน นาย ข. นาย ค. และ คนอื่นๆ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

“ปัญหาก็คือตอนลาออก จะลาออกอย่างไร ซึ่งการพ้นจากตำแหน่งนั้น มีบทบัญญัติเอาไว้ในมาตรา 209 ว่า นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (1) ตาย (2) มีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ (3) ลาออก ทีนี้หากสมมติว่ามีการลาออก ผลของการลาออกจะเกิดผลตามมา คือต้องมีการคัดเลือกคนเข้ามาแทนคนที่ลาออกไป ซึ่งรัฐธรรมนูญก็กำหนดต่อมาในมาตรา 210 วรรค 2 ให้สรรหาใหม่จากที่มาแต่เดิม เช่น หากคนที่ลาออกมาจากสายศาลฎีกา ศาลฎีกาก็ต้องเลือกคนเข้ามาแทนคนลาออก ถ้ามาจากสายศาลปกครอง ศาลปกครองก็ต้องส่งมา ถ้าสายนิติศาสตร์ก็ต้องมีกรรมการเข้ามาประชุมแล้วคัดเลือกเข้ามาแทนที่

“แต่ไม่มีกรณีที่บอกให้ ‘ประธานศาลรัฐธรรมนูญ’ ลาออกแล้วก็ให้คงเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่เลย ถ้าดูจาก 210 วรรค 2 เวลาที่ลาออก คือหมายถึงการลาออกจากความเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ลาออกจากความเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ พูดง่ายๆ คือ ในระบบที่เราตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญแบบนี้ ประธานศาลจะไม่สามารถลาออกจากตำแหน่งประธานได้ คือถ้าจะลาออก ต้องออกไปจากศาลรัฐธรรมนูญเลย เพราะระบบมันวางไว้แบบนี้ แล้วระบบที่วางไว้แบบนี้ก็สอดคล้องกับหลักอยู่ เพราะจะเป็นเรื่องที่ประหลาดมากๆ ถ้าหากวันหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้วอยู่ๆก็ลาออก แล้วไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเฉยๆ อย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญทำอยู่นี้ จะมาผลัดกันเป็นไม่ได้”

นักวิชาการกฎหมายมหาชน ยังอธิบายต่อด้วยว่า หากการตีความว่า การลาออกนี้เป็นลาออกจากความเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ผลก็คือ ขณะนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นเหลืออยู่เพียง 8 คน การที่คุณชัช ชลวรเข้าไปนั่งประชุมด้วย จึงหมายความว่า มีคนที่ไม่ได้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปนั่งประชุม ปรึกษา หรือพิจารณาอะไร ซึ่งหากมีมติอะไรออกมา ก็เท่ากับว่า มตินั้นมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย

รศ.วรเจตน์ ยังกล่าวด้วยว่า ลักษณะเช่นนี้มีอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือเป็นการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานและคณะกรรมการไปพร้อม ซึ่งจะต่างจากศาลปกครอง หรือศาลฎีกา ที่มีการโปรดเกล้าฯ ผู้พิพากษาศาลฎีกาในชั้นหนึ่งก่อน และต่อมาหากผู้ใดได้รับเลือก จึงมีการโปรดเกล้าฯประธานอีกชั้นหนึ่ง

เมื่อถามว่า การตีความเช่นนี้ เป็นปัญหาเรื่องความชอบธรรมที่ได้รับจากการโปรดเกล้าฯ หรือเป็นเรื่องพิธีการมากกว่า คือไหนๆ จะต้องทูลเกล้าเพื่อโปรดเกล้าฯ แล้วทำไปทีเดียวเลย รศ.วรเจตน์ อธิบายว่า

“เรื่องนี้ไม่ใช่แค่พิธีการ ลองนึกภาพดูว่า หากทำอย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญทำอยู่นี้ คือมีประธานลาออกต่อที่ประชุมตุลาการ พอลาออกก็อนุมัติให้ท่านออก แล้วให้ท่านทำหน้าที่ประธานชั่วคราว หลังจากนั้นก็เลือกคุณวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ขึ้นมาเป็นประธาน แล้วส่งชื่อให้ประธานวุฒิสภานำความโปรดเกล้า ผมถามว่า โปรดเกล้าฯ คราวนี้ โปรดเกล้าฯใคร เพราะว่าตอนตั้งเข้ามามีโองการโปรดเกล้าฯ คือมีคำสั่งตั้งตามกฎหมาย แต่ตอนออกนั้นไม่มีคำสั่งออก เพราะตอนตั้งได้ตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญเข้ามา แต่ตอนออกยังไม่มีการให้ออก หมายความว่าตอนที่โปรดเกล้าฯ ต้องโปรดเกล้าเฉพาะคุณวสันต์ สร้อยวิสุทธิ์ขึ้นเป็นประธานศาลคนใหม่ หรือต้องโปรดเกล้าคุณชัช ชลวร ให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกทีด้วยพร้อมกัน”

โดยหลักจึงทำไม่ได้ เพราะในเชิงระบบได้ออกแบบมาให้เป็นแบบนี้ คือเป็นประธานแล้วก็เป็นยาวไปเลย คืออยู่ไปจนหมดวาระ หรือตาย หรืออายุครบ 70 ปี หรือไม่ก็ลาออก (จากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)

“คือถ้ามีบทบัญญัติ ว่าด้วยการลาออกจากประธานศาลโดยเฉพาะนี่ อันนี้ทำได้เลย เพราะรัฐธรรมนูญยอมรับให้พ้นตำแหน่งเฉพาะประธานได้ ซึ่งระบบกระบวนการแต่งตั้งก็จะเป็นอีกแบบ แต่เรื่องการลาออกนี้ไปอยู่ในมาตรา 209 คู่ไปกับการพ้นจากตำแหน่งในกรณีอื่นๆ คือเมื่อ (1) ตาย (2) อายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ (3) ลาออก ซึ่งการลาออกนี้ เราอ่านไม่ได้ว่าพ้นตำแหน่งเมื่อตาย ตายจากตำแหน่งประธาน แล้วให้มาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งการลาออกนี้อยู่ในมาตรานี้ มาตราเดียวกัน จึงต้องตีความไปในแนวทางเดียวกันว่า ต้องพ้นไปเลย คือลาออกแล้วพ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลย ไม่ใช่พ้นแต่เฉพาะตำแหน่งประธาน”

“ถ้าไม่มองจากบ้านเรา ดูจากแนวของต่างประเทศ ถ้าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็ไม่เคยเห็นการลาออกจากตำแหน่งประธานแล้วมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ธรรมดา มันไม่มี ไม่เคยเห็นที่ไหนทำแบบนี้ โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่า ถ้าเป็นแล้วก็คือยาว เพราะจริงๆ แล้ว การเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นถือว่าสูงสุดแล้ว ตำแหน่งประธานซึ่งเป็นตำแหน่งในเชิงบริหาร เป็นผู้นำองค์กรซึ่งไม่มีผล คือในบางประเทศตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านก็มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับสูง กว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญอีกก็เป็นไปได้ด้วย เพราะถือว่าเท่ากัน เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกัน ทีนี้บ้านเรา ผมว่าอาจจะเป็นวิธีคิด เป็นวัฒนธรรมความคิดแบบไทย เท่าที่ทราบ คล้ายๆ กับว่ามีการตกลงกันก่อนไว้หรือเปล่าว่า จะอยู่ในตำแหน่งเท่านี้ แล้วจะเปลี่ยนให้คนอื่นขึ้นมาเป็น ซึ่งหากตีความตามรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่น่าจะถูก”

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าแล้วองค์กรไหนจะมีหน้าที่ทำให้เกิดความชัดเจนในข้อกฎหมายนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่พิจารณาตีความรัฐธรรมนูญมีปัญหาในข้อกฎหมาย เสียเอง รศ.วรเจตน์ เห็นว่าต้องเป็นประธานวุฒิสภาที่ต้องพิจารณาเรื่องนี้

“ประธานวุฒิสภาต้องทำความเห็นกลับไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องปรึกษาฝ่ายกฏหมาย เพราะมีหน้าที่ที่ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ จึงต้องรับผิดชอบในแง่นี้ สมมติว่ากระบวนการไม่ถูกต้องแล้วจะทำอย่างไร ประธานวุฒิสภาก็ต้องมีสิทธิ หากเห็นว่าไม่ถูกต้อง จะให้ประธานวุฒิสภานำขึ้นทูลเกล้าได้อย่างไร เพราะฉะนั้นขณะนี้ ความกดดันจะไปอยู่ที่วุฒิสภา อยู่ที่ว่า ประธานวุฒิสภาจะว่าอย่างไร

“นอกจากตัวประธานวุฒิสภาแล้ว อีกองค์กรหนึ่งก็น่าจะเป็นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพราะคุณชัชมาจากสายศาลฎีกา โดยเหตุที่กรณีนี้มีปัญหาเกี่ยวพันกับอำนาจของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในการ เสนอบุคคลมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นศาลฎีกาอาจจะต้องประชุมกันเพื่อพิเคราะห์ประเด็นนี้ แล้วเสนอความเห็นไปที่ประธานวุฒิสภา” วรเจตน์กล่าว

'อัมมาร' จวก ‘จำนำข้าว’ ดันออกมาโดยไม่ได้คิด-ดีแต่โม้

ที่มา ประชาไท

สารพัดคำถาม 'นโยบายจำนำข้าว' จากทีดีอาร์ไอ จัดการอย่างไรกับสต๊อก เก็บนานแค่ไหน ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ฉะรัฐบาลมีนโยบายพรั่งพรูออกมาโดยไม่คิด "ดีแต่โม้ โม้ทุกวัน"

วันที่ 4 กันยายน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เปิดแถลงข่าว “กลับไปสู่การจำนำข้าวเปลือก” โดย ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และ ดร.อัมมาร สยามวาลา ณ ห้องประชุมชั้น 2 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ซอยรามคำแหง 39 โดยตั้งคำถามถึงรัฐบาลเกี่ยวกับผลกระทบของโครงการรับจำนำข้าวเปลือก และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ

ย้อนอดีต จำนำข้าวมีแต่ล้มเหลว
ดร.นิพนธ์ กล่าวถึงโครงการจำนำข้าวในอดีต นอกจากการแทรกแซงตลาดข้าวด้วยนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงแล้ว รัฐบาลทักษิณยังพยายามจัดระเบียบการส่งออก เพื่อให้ไทยสามารถขายข้าวส่งออกได้ในราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือการค้าข้าว 5 ประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ล้มเหลว เพราะในที่สุดแล้ว ไทยถูกเวียดนามหลอกให้ตั้งราคาข้าวสูง ขณะที่เวียดนามแอบตัดราคาและเพิ่มยอดขายข้าวจนทำให้ส่วนแบ่งตลาดของไทยลดลง

“หรือการขายข้าวรัฐให้ผู้ส่งออกรายเดียว (เพรซิเดนท์อะกริ) 1.68 ล้านตัน ในปี 2547 ซึ่งในรายงานของวุฒิสภาในปี 2548 บริษัทรับมอบเพียง 0.95 ล้านตัน ส่งออกเพียง 0.59 ล้านตัน และขายข้าว 4-5 ล้านตันให้บริษัทในประเทศเพื่อส่งออก หลังขอแก้สัญญา โดยตัดเงื่อนไข ผู้ซื้อตกลงซื้อข้าวตามโครงการรับจำนำเพื่อส่งออกไปราชอาณาจักร” ดร.นิพนธ์ กล่าว และว่า นอกจากนั้น ยังมีการลดวงเงินในสัญญาค้ำประกัน บริษัทรับมอบข้าวใหม่ที่ขายได้ราคาดีกว่าข้าวเก่า อีกทั้งยังไม่สามารถรับมอบข้าวที่ประมูลได้ทั้งหมด สรุปคือ นโยบายขายข้าวให้ผู้ส่งออกรายเดียวจึงล้มเหลว

ดังนั้นแม้ไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ แต่การที่ข้าวไทยราคาสูงขึ้นจากการรับจำนำนั้น ได้ทำให้คู่แข่งได้ประโยชน์ ทั้งจากการส่งออกเพิ่มในราคาสูงขึ้น และตัดราคาต่ำกว่าไทย ทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาด

หนี้สินบาน ซุกไว้ใต้พรม
ดร.นิพนธ์ กล่าวถึงภาระหนี้สินจากโครงการจำนำในอดีต เกิดค่าใช้จ่ายแฝงและหนี้สินนานหลายปี เพราะมีข้าวค้างสต๊อกจำนวนมาก เกิดภาระหนี้สินปลายเปิด (Contingent liability) 1.42 แสนล้านบาท (ณ ก.ค.2554) โดยหนี้ก้อนนี้ถูกซุกไว้เป็นบัญชีจำแลงนอกงบประมาณแผ่นดิน คือที่ ธกส.

“ข้าวค้างสต๊อกในโครงการรับจำนำปี 2547/48-2549/50 มีอยู่ 10.33 ล้านตัน สามารถระบายได้ 5.49 ล้านตัน และมีข้าวค้างสต๊อกถึง 4.84 ล้านตัน ซึ่งเวลานี้คงไม่มีข้าวแล้ว เพราะข้าวที่ค้างสต๊อกนานๆ ก็เหมือนการนำข้าวไปทิ้งทะเล เพียงแต่เราต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าโกดังเท่านั้นเอง”

นอกจากนี้ ดร.นิพนธ์ ยังกล่าวถึงผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดข้าวไทยที่จะทำให้ชาวนาหันมาผลิตข้าว อายุสั้นที่มีคุณภาพต่ำเพื่อจะได้นำข้าวสู่โครงการจำนำปีละหลายครั้ง ข้าวพม่า ข้าวเขมรจำนวนมากจะทะลักเข้าสู่โครงการนี้ ขณะเดียวกันโรงสีในโครงการจะได้กำไร โดยไม่ต้องใช้ฝีมือในการค้าขาย และได้เปรียบโรงสีนอกโครงการ พ่อค้าท้องถิ่นหันมาทำธุรกิจโรงสีจนทำให้ตลาดกลางสูญพันธุ์

“โครงการรับจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงจึงสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ข้าวไทย ชาวนาผลิตข้าวคุณภาพต่ำขายให้รัฐบาลด้วยต้นทุนสูงขึ้น ไทยเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่ง เกิดกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนเกินจากเงินแทรกแซงของรัฐ ขณะที่รัฐสร้างภาระหนี้แบบปลายเปิดให้คนรุ่นหลัง ทั้งนี้ ผลประโยชน์ตกอยู่ที่ชาวนาเพียง 38% ที่เหลือส่วนใหญ่ตกอยู่กับพ่อค้า ผู้ส่งออก โรงสี เจ้าของโกดัง เกิดกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์ก้อนนี้ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเลย ”

หลายคำถาม จากดร.อัมมาร
ขณะที่ดร.อัมมาร กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะพยายามออกมาตรการมาแก้ปัญหาการสวมสิทธิ์โดยโรงสีแทนชาวนา ด้วยการออกบัตรเครดิตนั้น ตนก็ไม่แน่ใจว่า รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรหรือแก้ไขปัญหานี้ได้

“กิจกรรมใหญ่ของการจำนำข้าว คือการสต๊อกข้าว การจัดการกับการสต๊อกข้าว ผมไม่เถียง และเถียงไม่ได้ที่รัฐซื้อข้าวในปริมาณที่สูงจะยกระดับราคาข้าว เชื่อว่า 3-4 ปีข้างหน้า ราคาข้าวจะขึ้น หากต้องการให้สูงขึ้นมากๆ ถึงร้อยละ 50 จากระดับราคาปัจจุบันที่ถูกดันให้สูงขึ้นจากการเก็งกำไรของพ่อค้า อย่างไรก็ตามยิ่งซื้อมาก แต่พอได้ข้าวมาอยู่ในสต๊อกแล้วคุณต้องการจะทำอย่างไรกับข้าว นี่คือคำถามที่ผมมี รัฐบาลตั้งใจจะทำอะไร และมีมาตรการอะไร”

ดร.อัมมาร กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลต้องการให้ราคาข้าวในต่างประเทศสูงขึ้น ต้องไม่ระบายข้าวออก ซึ่งช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เมื่อนำโครงการประกันมาใช้แรกๆ ก็มีข้าวค้างสต๊อกที่เหลือจากโครงการจำนำจนต้องต่อโครงการนี้ไปอีก 2 ฤดู มีข้าวกองอยู่ 5 ล้านตัน ไม่กล้าระบายออก เพราะทำให้ราคาตก

“ข้าวที่มีการสต๊อกเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นเหมือน "ดินพอกหางหมู" มีปัญหาเรื่องการจัดการ ซึ่งรัฐบาลคิดว่าแก้ปัญหาได้ด้วยการจัดระเบียบการส่งออก อันนี้เป็นฝันกลางวันของนักการเมืองแทบทุกคน แทบทุกพรรคว่าจะจัดการขายข้าวในราคาสูงขึ้นได้ แต่ก็พบว่า ประสบความล้มเหลวมาโดยตลอด หรือต้องร่วมมือกับต่างประเทศคู่แข่ง ผมคิดว่า จะเป็นการเปิดโอกาสให้เวียดนามหลอกเราได้”

ข้าวไม่ใช่น้ำมัน ปิดก๊อกสต็อกเพิ่ม
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ยกกรณีประเทศซาอุดิอาระเบีย พร้อมจะลดการผลิตน้ำมัน ซึ่งเสมือนการเพิ่มสต๊อกที่อยู่ในดิน น้ำมันไม่ได้หายไปไหน แต่นั่นคือ "น้ำมัน" ไม่ใช่ "ข้าว" เขาจึงสามารถทำได้ แต่สำหรับประเทศไทย อยู่ดีๆ จะบอกไม่ให้เกษตรกรปลูก ถามว่า ทำได้หรือไม่

“การให้เกษตรกรปลูกข้าวน้อยลง ผมตั้งคำถาม จะมีอำมาตย์หน้าไหนตามบอกเกษตรกรลดการปลูกข้าวลง จะมีใครไปบอกเกษตรกร เพราะเป็นสิทธิ์แต่โบราณการของการปลูกข้าว ดังนั้นจึงเป็นฝันกลางวันของนักการเมืองที่บอกว่า เราจะควบคุมการส่งออกได้”

ดร.อัมมาร กล่าวอีกว่า เรื่องสต๊อกข้าวจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้วยปีต่อๆ ไป แต่ต้องกลืนไปเรื่อยๆ หากจะรักษาระดับราคาข้าว ผลผลิตก็ถีบตัวสูงขึ้น เวลานี้ทุกคนอยากปลูกข้าวมาก การบอกให้ปลูกข้าวน้อยลง ถามว่า รัฐบาลมีมาตรการอย่างไรให้ชาวนาปลูกข้าวน้อยลงได้สำเร็จ หวังว่าการปลูกข้าวในประเทศไทยจะไม่ใช่การปลูกฝิ่นที่เป็นของต้องห้าม ปลูกไม่ได้

“คำถามที่เรามีต่อนโยบายการจำนำ จึงไม่ใช่ราคาขึ้นจริงหรือไม่ เมื่อรัฐบาลซื้อข้าวได้ เพราะสัญญาไว้แล้ว แต่จะทำอย่างไรกับสัญญา จะเก็บสต๊อกนานแค่ไหน ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ขณะที่ข้าวออกมาเรื่อยๆ"

สำหรับการตั้งราคาข้าวสูงๆ นั้น ดร.อัมมาร กล่าวว่า การตั้งราคาสูงลูกค้าหาย ข้าวเหล่านั้นก็จะไปกองอยู่ในสต๊อก และ หากเราหยุดขายข้าว คนที่ได้ประโยชน์คือคู่แข่ง เพราะเราส่งออกข้าวในราคาบ๊องๆ อย่างนั้น

ตั้งชื่อรัฐบาลนี้ ดีแต่โม้
เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะในการบรรเทาความเสียหายจากโครงการรับจำนำ ข้าว ดร.อัมมาร กล่าวว่า การรับจำนำ 15,000 บาท และการรับจำนำ รัฐบาลคงไม่ถอยแน่ ฉะนั้นการไปเยียวยาลดปัญหาลงนั้น เหลือวิสัยที่เราจะคิดออก ไม่ใช่หน้าที่ ที่จะไปคิด

“รัฐบาลบอกจำนำก็เชิญท่านทำไป เพื่อต้องรักษาสัญญา ผมมีแต่คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ” ดร.อัมมาร กล่าว และว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายพรั่งพรูออกมาโดยไม่ได้คิด ซึ่ง ต่างจากรัฐบาลทักษิณยุคแรก เวลานี้ผมจึงเห็นว่า นักการเมืองกำลังหันซ้ายหันขวา แก้ปัญหาไปวันต่อวัน โม้ไปวันต่อวัน จนผมอยากตั้งชื่อรัฐบาลนี้ว่า ดีแต่โม้ โม้ทุกวัน เป็นอย่างนั้น

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวด้วยว่า ดังนั้น โครงการรับจำนำข้าวไม่ควรออกแบบมาตั้งแต่ต้น การมีนโยบายที่มีการคาดหมายเข้าข้างตัวเองเสมอๆ แบบที่รัฐบาลนี้มีเป็นเรื่องที่ตัวเองก็กลัว ผิวปากไปเรื่อยๆ เป็นนโยบายฝันให้ตัวเองหลุดพ้นปัญหาที่สร้างขึ้นมา


เอฟเฟ็คท์

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

คอลัมน์ สถานคิดเลขที่ 12 มติชน 4 กันยายน 2554



การที่มติชนสุดสัปดาห์นำ "ชูวิทย์ เอฟเฟ็กต์"

มาประชันกับ "ป๋า เอฟเฟ็กต์"

สะท้อนบรรยากาศการเมือง "หลังฉาก" ลึกๆ อยู่ตามสมควร


อย่างน้อยสุดที่นายธวัชชัย อนามพงษ์ ส.ส.จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ช่วยดำเนินการ 3 เรื่อง

1 ใน 3 เรื่อง คือ

"อย่าปล่อยให้ใครมารังแก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ"

บ่งบอกว่าในความรู้สึกของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ การต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์ของ "ไพร่" กับ "อำมาตย์" ยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มข้น


เข้มข้นถึงขนาดเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่แนบแน่นกับคนเสื้อแดง ห้ามปราม ไม่ให้ "ใคร" ซึ่งก็คงหมายถึง "เสื้อแดง" มารังแก "ป๋า"

อุณหภูมิการเมือง "หลังฉาก" จึงถือว่า "ระอุ"

มีการส่งสัญญาณกระทบกระทั่งกันตลอด

วันเกิดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 26 สิงหาคม พล.อ.เปรมยินดีต้อนรับการเข้าอวยพรของเหล่านายทหารทั้ง 3 กองทัพ

แต่ก็ไม่มีเวลาว่างพอที่จะให้นายกรัฐมนตรีหญิงเข้าอวยพร

สะท้อนให้เห็นว่า "ระยะห่าง" ของบ้านสี่เสาฯกับทำเนียบรัฐบาลยังมีอยู่มาก

บรรยากาศยัง "เย็นชา" ยิ่ง

เช่นเดียวกับกรณี "ชูวิทย์ เอฟเฟ็กต์" ก็เห็นร่องรอยการชิงไหวชิงพริบชัดเจน

โดยหลังจากนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นำคลิปวิดีโอบ่อนกลางกรุงไปแฉโพยในสภา ระหว่าวแถลงนโยบายรัฐบาล

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ดูแลงานด้านตำรวจก็ฉวยเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับปฏิบัติการเชือด พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ให้พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ระหว่าง "ปฏิบัติการ" พล.ต.อ.วิเชียรก็ได้นำคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าอวยพรวันเกิด พล.อ.เปรม

นอกจากให้พร รับพร กันตามปกติแล้ว

พล.ต.อ.วิเชียรก็ได้นำคำพูดของ พล.อ.เปรมมาสื่อสารกับสังคมเกี่ยวกับตำแหน่ง "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" ที่กำลังสั่นคลอนอย่างหนัก ด้วยว่า

"ท่านให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่..."

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.เปรมแสดงความไว้ใจให้ทำหน้าที่อยู่ใช่หรือไม่

พล.ต.อ.วิเชียรหัวเราะน้อยๆ และกล่าวว่า "ท่านบอกว่าท่านดีใจที่ผมเป็น ผบ.ตร.และทำหน้าที่มา ท่านบอกว่าได้ฟังเสียงจากพี่น้องประชาชน บอกว่าทำงานมาได้ดี ท่านบอกให้ทำหน้าที่อย่างนี้ เป็นแบบอย่างของตำรวจที่ดี"

คำพูดของ พล.อ.เปรม ที่ พล.ต.อ.วิเชียร มาบอกสื่อนั้น ตีความเป็นอื่นยาก

นอกจากเข้าใจไปทำนองว่าเก้าอี้ของ พล.ต.อ.วิเชียรมีคนคอยเอาใจช่วยอยู่!

แต่ที่สุด พล.ต.อ.วิเชียรก็ต้องหลุดจากเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแแห่งชาติ

และยังไปมีเอฟเฟ็กต์ต่อนายถวิล เปลี่ยนสี ซึ่งเป็นมือไม้สำคัญของ "ศอฉ." คู่ปรับเสื้อแดง ที่ต้องหลุดจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วย

พร้อมกับการผงาดขึ้นมาของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์

นี่ย่อมเป็นการรุกหนักและรุกแรงของเพื่อไทย

ขณะที่เอฟเฟ็กต์จากคำพูด พล.อ.เปรมดูมีผลสะเทือนที่แผ่วเบา

"เกม" นี้หลายฝ่ายมองว่า เพื่อไทย "รุก" และ "ช่วงชิง" สิ่งที่ต้องการไปได้

แต่กระนั้นก็คงไม่ราบรื่นนัก อย่างน้อยที่สุดเลขาธิการ สมช.ก็พร้อมจะฟ้องศาลปกครอง

อย่างน้อยก็มีการโผล่ขึ้นมาของกลุ่มหมอตุลย์ สุทธิสมวงศ์ คัดค้านการปลดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ออกมาตีบี๊บให้จับตา "เดือนธันวาคม" กลุ่มต้านรัฐบาลจะผนึกกำลังเพื่อโค่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างเป็นกระบวน

วันนี้ "ชูวิทย์ เอฟเฟ็กต์" อาจแรง


แต่วันข้างหน้า อย่างเดือนธันวาคมที่ว่า เอฟเฟ็กต์จากฝ่ายตรงข้ามอาจแรงกว่า?!?


ฝากอนาคตไว้กับอะไร

ที่มา มติชน



โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

คอลัมน์ ที่เห็นและเป็นไป นสพ.มติชน



พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุด ยิ่งในยุคยุบพรรคกันเป็น "ขนมหวานล้างปากหลังอาหาร" แล้ว "ประชาธิปัตย์" รอดมาได้พรรคเดียว ยิ่งเป็นพรรคที่ว่ากันด้วยอายุแล้วไม่มีพรรคไหนสูงเท่า

ความสูงอายุเป็นภาพของความเชี่ยวชาญ ช่ำชอง

ประชาธิปัตย์ก็เป็นอย่างนั้น

ความเป็นพรรคเก่าแก่ ทำให้มีสมาชิกและผู้นิยมชมชอบกระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ อย่างเหนียวแน่น ภักดีอยู่ไม่น้อย

"ประชาธิปัตย์" น่าจะเป็นพรรคมือวางอันดับหนึ่งของการเมืองไทย

แต่เอาเข้าจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

ยังมีอีกภาพคือ เป็นพรรคเก่าแก่ก็จริง แต่ตั้งแต่ตั้งพรรคมา ชนะการเลือกตั้งน้อยมาก ส่วนใหญ่จะแพ้

การเลือกตั้งแต่ละครั้งมีการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา แข่งกับประชาธิปัตย์

เหลือเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ทั้งที่สะสมประสบการณ์ และฐานความนิยมมายาวนานกว่ากลับพ่ายแพ้เสียเป็นส่วนใหญ่

เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

หลังความพ่ายแพ้ต่อพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แบบไม่น่าเชื่อว่าจะแพ้ เพราะประชาธิปัตย์มีความพร้อมทุกด้าน และทุ่มเทเพื่อสู้เต็มที่

ที่ชวนให้ช็อกไปมากกว่านั้นคือ แพ้ขาดกว่า 100 คะแนนกับพรรคการเมืองที่ไม่มีสภาพความพร้อมอย่างเพื่อไทย

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในฐานะประธาน ส.ส.จึงไปทำการวิจัยว่าทำไม "ประชาธิปัตย์จึงแพ้"

ผลวิจัยออกมาละเอียดยิบ แต่สรุปๆ ก็คือ "พรรคประชาธิปัตย์มีภาพเป็นพรรคของชนชั้นกลางและชั้นสูง ห่างเหินจากคนรากหญ้า"

เมื่อคนระดับล่างมีมากกว่าคนชั้นกลางและคนชั้นสูง พรรคที่เข้าถึงกว่าก็ต้องชนะ

ซึ่งว่าไปข้อมูลนี้ไม่ใช่ข้อมูลใหม่สักเท่าไร

ก่อนหน้านั้น ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เขียนหนังสือเรื่อง "การเมืองสองนครา" สรุปว่า "คนชนบทเลือกตั้งบาง แต่คนเมืองล้มรัฐบาล"

ซึ่งเป็นทฤษฎีที่นักรัฐบาลและนักการเมืองยอมรับ

เพราะพิสูจน์ได้จากประวัติศาสตร์การเมืองไทย

พรรคที่ได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากส่วนใหญ่เป็นพรรคใหม่ที่ตั้งขึ้น มาสู้กับประชาธิปัตย์ แต่ตั้งรัฐบาลได้ไม่นานก็ถูกล้ม ด้วยรัฐประหาร

พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ถูกเลือกเข้ามามีบทบาทในช่วงวิกฤตการเมือง

กลายเป็นภาพมีอำนาจเพราะ "พรรคทหารเลือก" ไม่ใช่ "ประชาชนเลือก"

เป็นพรรคที่เป็นรัฐบาลหลังการปฏิวัติ

อาจจะเป็นเหราะเหตุนี้ ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม บทบาทของนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นไปในทางสร้างเงื่อนไขให้เกิดการ ปฏิวัติ มีความสามารถสูงยิ่งที่จะทำให้เห็นว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นพวกที่สกปรกโสมม เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่สมควรจะให้บริหารประเทศ

การเมืองที่มาตามกรอบของระบอบประชาธิปไตยจึงมีแต่ความเลวทรามต่ำช้าตลอดมา

และพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งสร้างภาพให้เป็นนักการเมืองสะอาดบริสุทธิ์ จะเป็นพระเอกขี่มาขาวมาขจัดกวาดล้างความโสมมนั้น

นั่นเป็นยุทธศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จในวันเก่าของพรรคประชาธิปัตย์

เพียงแต่วันนี้ยังจะเป็นอย่างนั้นได้หรือ

การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นว่าสำนึกของประชาชนในเรื่องประชาธิปไตยไปไกลแล้ว

ไกลกว่าที่นักการเมืองจะเข้าใจเสียด้วยซ้ำ

การเป็นพรรคที่รอ หรือพยายามผลักให้คู่ต่อสู้พลาดพลั้งลื่นล้ม ยังเป็นพรรคที่ประสบความสำเร็จได้อยู่หรือ

ไม่จำเป็นหรือจะต้องฮึดขึ้นมาเพื่อเป็นพรรคที่สร้างชัยชนะด้วยตัวเองให้ได้ ไม่ใช่หวังแต่พึ่งพาอำนาจนอกระบบมาอำนวยวาสนาให้

งานวิจัยของ "คุณหญิงกัลยา" เหมือนพยายามจะบอกอย่างนั้น

เช่นเดียวกับสมาชิกพรรคอีกหลายคนยกตัวเองเช่น นายถาวร เสนเนียม ก็พยายามบอกว่าให้เอาผลวิจัยนี้มาปรับตัว

แต่ดูเหมือนว่าสมาชิกได้แค่พยายาม

หลัง "หัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ประกาศในงานสัมมนาพรรคที่พิษณุโลก ว่า "ผลงานวิจัยของคุณหญิงกัลยาถือเป็นความเห็นของคนที่ไม่เลือกเราเท่านั้น อย่าให้ผมพูดเลย กลัวจะถูกฟ้องหมิ่นประมาท"

ทุกอย่างก็จบ สมาชิกคนอื่นต้องยอมรับสภาพ "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่นั่น" เดินไม่ถึงความสำเร็จสักที

ความสำเร็จที่จะให้ "หัวหน้าพรรค" มองเห็นว่า "ความเห็นของคนที่ไม่เลือกเรา" ที่ไม่ให้ราคาคุณค่านั้น

เป็น "ความเห็นที่ทำให้คู่แข่งชนะการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า"


ทำอะไรอยู่

ที่มา มติชน


โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 3 กันยายน 2554)

หลังจากลังเลอยู่นาน "ช่อง 3" ก็ตัดสินใจลุยช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอีกครั้งหนึ่ง

คงเบื่อที่จะรอรัฐบาลเต็มทีแล้ว

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้หนักหนาไม่น้อยกว่าครั้งที่แล้ว

แต่ที่ "ครอบครัวข่าว" ของ "ช่อง 3" ขยับตัวช้าและไม่เต็มที่เหมือนครั้งก่อนน่าจะเป็นเพราะกลัวว่าจะ "ล้ำหน้า" รัฐบาล

บทเรียนในอดีตที่เจอ "แรงอิจฉา" จากคนในรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ทำให้ช่อง 3 ต้องระมัดระวัง

และเข้าใจถึงภาษิตไทยที่ว่า "จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย"

ครับ เมืองไทยแม้แต่จะทำดียังต้องระวังคนอิจฉาเลย

ความเชื่องช้าของรัฐบาล "อภิสิทธิ์" เมื่อครั้งก่อนทำให้คนตั้งความหวังกับรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" มาก

หวังว่าจะเกิด "ความแตกต่าง"

เพราะคนยังติดภาพผลงานของรัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร" และพรรคไทยรักไทยสมัยช่วยเหลือผู้ประสบภัย "สึนามิ"

"ทักษิณ" ใช้วิธีมอบหมายให้รัฐมนตรีรับผิดชอบคนละจังหวัด

และบูรณาการความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน

การบริหารในช่วงวิกฤตต้องเร็ว

แต่ภาพที่ปรากฏวันนี้ก็คือ นอกจาก "ยิ่งลักษณ์" ประกาศ "บางระกำโมเดล" แล้ว

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแทบไม่มีอะไรเลย

เรื่อยๆ มาเรียงๆ แบบระบบราชการ

เหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า "เข็มนาฬิกา" ทาง "ความรู้สึก" ของผู้ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมนั้นเดินเร็วแค่ไหน

1 ชั่วโมงที่แช่น้ำอยู่เหมือนกับ 1 วัน

การวางแผนแก้ปัญหาระยะกลางหรือระยะยาวก็คิดกันไป

แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ การบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าต้องรีบด่วนที่สุด

หน่วยงานไหนที่มีศักยภาพในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนต้องระดมเข้ามา

กระทรวงกลาโหมแทนที่จะคุยกันแต่เรื่องโผโยกย้ายทหาร

"ยิ่งลักษณ์" ควรจะเรียกทุกเหล่าทัพมาประชุม เพื่อระดมสรรพกำลังช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม

ไม่ว่าจะเป็น "กำลังพล" หรือยุทโธปกรณ์ของแต่ละกองทัพ

เครื่องบินของกองทัพอากาศ รถยีเอ็มซีหรือเครื่องจักรของกองทัพบก เรือของกองทัพเรือ รวมทั้งกำลังพลของทุกเหล่าทัพ

อยู่ส่วนไหนของประเทศต้องระดมมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน

ทำให้เป็นระบบ และประชาสัมพันธ์ให้คนรู้ว่าแต่ละขั้นตอนเดินไปอย่างไร

เอา "เวลา" เป็นตัวตั้ง

หรือถ้าลัดขั้นตอนก็ดึง "ช่อง 3" มาช่วยเลย

อย่ามอง "สื่อมวลชน" เป็น "คู่แข่ง"

การประชาสัมพันธ์นั้นไม่ใช่เรื่องสร้างภาพ แต่เป็นระบบงานที่ทำให้ประชาชนที่เดือดร้อนได้รู้ว่ารัฐบาลกำลังช่วยเหลือเขาอย่างไร

อย่าลืมว่า "ความหวัง" เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งในยามทุกข์

อย่าให้เขารู้สึกว่า "ไม่มีรัฐบาล"

สถานการณ์ในวันนี้พรรคเพื่อไทยไม่ต้องไปคิดชิงพื้นที่ข่าวจากพรรคฝ่ายค้านด้วยเกมการเมืองเลย

แค่ทำงานให้เป็น ทำงานให้หนัก

หนักเท่ากับจำนวนเสียง ส.ส.ที่ประชาชนมอบให้

แค่นั้นก็พอแล้ว



แก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปเพื่อประชาชน

ที่มา มติชน



โดย จำลอง ดอกปิก

(ที่มา คอลัมน์ระหว่างวรรค หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 3 กันยายน 2554)

การ บรรจุหัวข้อแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ด้วยการเขียนผูกมัด จัดเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการ มิได้เป็นวาระสอดไส้หรือเพิ่งคิดขึ้นมาใหม่อย่างแน่นอน

พรรคเพื่อไทย แกนนำรัฐบาล พยายามเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งยังอยู่ในคราบพลังประชาชน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมารณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดห้วงการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แม้แต่การหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป

เมื่อชูเป็นประเด็นหนึ่งในการหา เสียง ย่อมนำมากล่าวอ้างได้อย่างไม่เคอะเขินว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในหลายเหตุผล จูงใจให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

การเป็นหนึ่งในประเด็น หลักหาเสียงนี่เอง จึงเท่ากับว่า ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกเพื่อไทยจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ และต้องบรรจุเป็นนโยบายตามคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้

ความจริง เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนี้ หากมองโดยปราศจากอคติ จะพบว่าเป็นการสมควรยิ่งในอันที่จะแก้ไข ทั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันนั้นมีรากที่มา จากการรัฐประหาร และบทบัญญัติหลายมาตราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย

อย่าง มาตรา 111 วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนรวม 150 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจากการสรรหาเท่ากับจำนวนรวมข้างต้น หักด้วยจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง

การมีสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.มาจากการสรรหา ขัดกับหลักการประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่ต้องมาจากการเลือกตั้ง (ทั้งหมด) แต่หากเห็นว่าสภาสูงยังจำเป็นต้องมีสมาชิกประเภทสรรหา จากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคอาชีพ ภาคเอกชน ภาคการเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็ต้องปรับแก้บทบาทหน้าที่ เนื่องจากขัดต่อหลักการอย่างยิ่งที่ ส.ว.ผู้มาจากการสรรหา มีอำนาจถอดถอน ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง!

ไม่ นับรวมประเด็นหลัก อย่างมาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการ เมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง บทเฉพาะกาลมาตรา 309 ที่ต้องถกเถียง หักล้างกันด้วยเหตุด้วยผลว่า สมควรปรับแก้ โละทิ้งหรือไม่อย่างไร หรือว่ายังจำเป็นต้องบัญญัติไว้เช่นเดิม

หากจะถามว่า ไม่มีข้อน่าวิตกห่วงใยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญกระนั้นหรือถึงได้ออกมาสนับสนุนให้ดำเนินการแก้ไข ก็ต้องตอบว่า มีแน่นอน

เริ่ม ตั้งแต่เกรงเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ ไล่ไปจนถึงฝ่ายการเมืองอาจเข้าไปแทรกแซง มีอิทธิพลเหนือคณะกรรมการหรือผู้เข้ามาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ กำกับการร่างเพื่อเอื้อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง แทนการเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศตามคำจำกัดความแท้จริง ทั้งนี้เนื่องจากกระบวนการตั้งแต่ต้นธารยันปลายน้ำมีฝ่ายการเมืองเข้ามามี ส่วนเกี่ยวข้องด้วย

แม้จะใช้รูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ส่วนใหญ่จากจำนวนทั้งหมด 99 คนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน

คำถามก็คือ ผู้สมัครเหล่านี้จะหลุดรอดเข้ามาเป็น ส.ส.ร.ได้อย่างไร หากไม่อาศัยฐานเสียงจาก ส.ส.หรือนักการเมืองในพื้นที่ และเมื่ออยู่ใต้ร่มเงาฝ่ายการเมือง ส.ส.ร.จะทำหน้าที่ได้อย่างอิสระหรือไม่ สุดท้ายก็อาจกลายเป็นการวัดจำนวนเสียงกัน ไม่ต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส. เพียงแต่เปลี่ยนเวที จากการขับเคี่ยวกันในสภาผู้แทนราษฎร มาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนจะไปชี้ขาดกันอีกทีที่รัฐสภา หรือการทำประชามติจะรับ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในชั้นสุดท้าย

การ แก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องใหญ่ เป็นกระบวนการที่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง และต้องใส่ใจต่อความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือเสียงทักท้วงนั้นด้วย ขณะเดียวกันผู้คนทุกภาคส่วนสังคมไทยจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม เฝ้าติดตาม ตรวจสอบ กำกับการยกร่างอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน

เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนออกมาดีที่สุด


เพิ่งขยัน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



แปลก ใจเป็นอย่างยิ่งที่ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เห็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขยันแข็งขันลงเยี่ยมประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในหลายจังหวัด

ที่ว่าแปลกก็เพราะภาพแบบนี้ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะด้วยเหตุผลภารกิจสำคัญอื่นๆ รัดตัว

แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ผู้นำฝ่ายค้านเอาใจใส่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

อีกส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะผลวิจัยของ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ที่ว่าจ้างเอกชนทำวิจัยถึงสาเหตุที่ประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้งหมดรูป

ผลวิจัยสรุปออกแบบตรงประเด็นว่า เพราะพรรคประชาธิปัตย์เชื่องช้า ทำงานไม่เป็น และไม่ติดดิน

อาจเป็นเพราะตรงนี้หรือเปล่า นายอภิสิทธิ์และลูกพรรคจึงต้องปรับลุกส์ใหม่

ไปตรวจน้ำท่วมแบบไร้มาด ไร้พิธีรีตอง ไม่ต้องมีคนมาคอยประคอง

เปลี่ยนเป็นเดินย่ำน้ำกันทั้งหมด

ซึ่งภาพก็ออกมา "ติดดิน" ได้ใจดี

และ ในการตรวจเยี่ยมชาวบ้านที่จ.พิษณุโลก นายอภิสิทธิ์ ก็ยังออกมาตำหนิรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เลิกเล่นการเมือง เลิกใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลประชาธิปัตย์ใช้งบฯ ช่วยน้ำท่วมไปจนเกลี้ยง

เรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนดีกว่า

ฟังนายอภิสิทธิ์พูดแบบนี้ก็เลยทำให้นึกถึงปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีก่อน

ตอนนั้นท่วมหนักทั้งประเทศ และท่วมหลายครั้งหลายหน

ชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

ก็มีคนตั้งคำถามถึงการทำงานของรัฐบาลชุดที่แล้วในการแก้ปัญหาน้ำท่วม

เพราะเห็นว่าเป็นการแก้แบบเฉพาะหน้า ท่วมทีก็ไปดูที

ไม่วางแผนแก้ปัญหาแบบเป็นระบบและบูรณาการ

แผนพัฒนา 25 ลุ่มน้ำที่คิดกันมานานแล้ว ก็ไม่เคยนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

เพียงเพราะเป็นแผนที่คิดขึ้นในยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร

ที่สำคัญ ทุกวันนี้ยังมีชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมตั้งแต่ต้นปี ยังไม่ได้รับเงินชดเชย 5 พันบาทเลย

เมื่อสัปดาห์ก่อนชาวบ้านอ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช นับพันคนต้องปิดถนนประท้วง

เรียกร้องให้ "รัฐบาลใหม่" ช่วยจ่ายเงินชดเชยน้ำท่วมที่ตกค้างมาจาก "รัฐบาลก่อน" ด้วย

เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องเล่นการเมืองกันหรอก

รัฐบาลใหม่ต้องเร่งตรวจสอบ ไม่ต้องโทษรัฐบาลเก่าเลยก็ได้ เพียงช่วยค้นหาว่าติดค้างหรือสูญหายอย่างไร

เร่งช่วยเหลือชาวบ้านสำคัญที่สุด!

วิเชียร-ถวิล

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


ภาษา ราชการตำรวจก็ต้องบอกว่า"คู่กรณีตกลงกันได้" เมื่อพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี กับฝ่ายรัฐบาลคือรองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง สามารถพูดคุยกันในเรื่องตำแหน่งแห่งหนได้ลงตัว

ถ้าไม่มีอะไรพลิกล็อกอีก ในครม.วันอังคารนี้ จะมีการเสนอเรื่องโอนย้ายพล.ต.อ.วิเชียรไปเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

จากนั้นพล.ต.อ.วิเชียรจะลาพักร้อนยาวไปจนถึงสิ้นเดือน

เพื่อเปิดทางให้องค์กรตำรวจขับเคลื่อนโดยผู้ที่กำลังจะขึ้นมาเป็นผบ.ตร.

เป็นการตกลงกันได้ด้วยดีของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

ยิ่งสุดท้ายเมื่อรัฐบาลยอมปรับอีกนิด ขยับให้คุมสมช. แทนที่จะเป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ถือว่าแฮปปี้สุดๆ สำหรับพล.ต.อ.วิเชียร

แม้ว่าเลขาฯสมช.จะเล็กกว่าปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯอย่างมาก

แต่ในแง่ความเท่และศักดิ์ศรีถือว่าสมบูรณ์แบบ สามารถพูดจาได้เต็มปากเต็มคำว่า ยอมย้ายไปเพื่อทำงานตามความสามารถจริงๆ

คือทำงานความมั่นคง เพื่อประเทศชาติและสถา บันพระมหากษัตริย์

ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าพล.ต.อ.วิเชียรเลือกงานมากกว่า โดยไม่ตาลุกวาวไปกับความใหญ่โตของตำแหน่งและอำนาจหน้าที่เก้าอี้ปลัด

อย่างนี้จะไปโจมตีว่าเขาไม่สู้ ยอมรับเก้าอี้ปิดปากคงจะไม่ได้!

ส่วนกรณีนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งต้องกลายเป็น"เปลี่ยนเก้าอี้"นั้น

จะบอกว่าโดนพล.ต.อ.วิเชียรมาเตะคงจะไม่ใช่

เพราะถึงอย่างไรตำแหน่งนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ประการหนึ่งเกี่ยวข้องความมั่นคงต้องทำงานคู่กับรัฐบาล

อีกประการบทบาทของนายถวิลที่ผ่านมา เคียงข้างรัฐบาลอภิสิทธิ์ในศอฉ.อย่างแนบแน่น!

ยก อีกตัวอย่าง ตอนโหวตชื่อผบ.ตร.ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติหรือก.ต.ช. ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำอย่างไรก็ตั้งไม่สำเร็จนั้น แต่หนึ่งในเสียงฝ่ายอภิสิทธิ์ก็คือนายถวิลนี่แหละ

เดิมทีมีการวางตัวพล.ท.ซึ่งเชี่ยวชำนาญงานด้านนี้เอาไว้แทนแล้ว

แต่กรณีนี้ถ้ารัฐบาลจะหาทางออกอย่างนิ่มนวลก็ไม่เลวนัก

พูดถึงก.ต.ช.ก็คงจะประชุมโดยไวหลังครม. อังคารนี้ เพื่อแต่งตั้งพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็นผบ.ตร.คนใหม่

เป็นไปได้มากที่จะตั้งพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ขึ้นรักษาการผบ.ตร.ระหว่างผบ.ตร.ลาพักร้อนเลย

ประเดิมงานแรกคุมโผโยกย้ายนายพลประจำปีอันร้อนระอุแน่นอน!

เจ้าของค่ายสื่อ&ผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินฯ:ฎีกาพระราชทานอภัยโทษทักษิณเป็นการกดดันในหลวง

ที่มา Thai E-News



นปช.ใช้พลังมวลชนเข้าชื่อขอำระราชทานอภัยโทษนช.ทักษิณเป็นการกด ดันหรือไม่ เมื่อกล้บมามีอำนาจก็รื้อฟื้นเรื่องนี้ออกมา ทั้งที่กฎหมายไม่เปิดช่อง ถ้าไม่ใช่การกดดันองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วจะให้หมายความว่าอย่างไร-สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเจ้าของสำนักข่าวT news


ผู้แทนของสำนักงานทรัพย์สินฯ-นายสนธิญาณ หนูแก้ว ผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ขวาสุด)เมื่อครั้งเป็นตัวแทนสำนักงานทรัพย์สินฯไปร่วมกิจกรรมการกุศลนัด หนึ่ง(ภาพข่าว:positioningmag)

-อ่านข่าวเพิ่มเติม:สนธิญาณ ที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มอบเงินชวยเหลือทหารพลีชีพชายแดนเขมร 24 เมษายน 2554

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 กันยายน 2554

สำรวจพบสื่อลิ้มแชมป์เอียง ธีระ-กนกที่1คุกคามประชาชน ค่ายมติชนมีเครดิตกว่าหมอวิชัย ถึงคิวนักข่าวต้องมีใบอนุญาตเลิกเป็นทาสเผด็จการ

ในสัปดาห์ก่อนไทยอีนิวส์ได้จัดทำแบบสำรวจเกี่ยวกับสื่อหลายหัวข้อ โดยมีผลการสำรวจเป็นดังนี้

1.สื่อค่ายไหนลำเอียงที่สุด ค่ายลิ้มแชมป์-โล้นรั้งรอง (ให้เลือกคำตอบได้หกลายข้อ)มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้นมี2787 ราย

-ผู้จัดการ-ASTV จำนวน 2004 (71%)
-เครือเนชั่น 1466 ราย (52%)
-ช่อง7 จำนวน 457 ราย (16%)
-เดลินิวส์ 466 (16%)
-แนวหน้า 453 (16%)
-ไทยโพสต์ 446 (16%)
-TNEWS 411 (14%)
-ช่อง3 จำนวน 370 (13%)
-บางกอกโพสต์-โพสต์ทูเดย์ 332 (11%)
-ไทยรัฐ 122 (4%)
-มติชน-ข่าวสด 86 (3%)
-ASIA UPDATE 65 (2%)
-โลกวันนี้ 36 (1%)
-อื่นๆ 36 (1%)


2.สื่อคนไหน?คุกคามประชาชนที่สุด-ธีระ+กนกนำลิ่ว ลิ้มหล่นที่2 (เลือกคำตอบได้หลายข้อ) มีผู้ตอบแบบสอบถาม 2853 ราย ผลสำรวจเป็นดังนี้

-ธีระ+กนก เนชั่น 1511 (52%)
-สนธิลิ้ม+ASTV 1144 (40%)
-เจิมศักดิ์-เสรี 1198 (41%)
-สมจิตต์ นักข่าว 7 สี 723 (25%)
-ผู้แทน3สมาคมสื่อ 706 (24%)
-สนธิญาณTNEWS 623 (21%)
-สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา 517 (18%)
-อื่นๆ 88 (3%)

3.ข่าวสด+มติชนVSหมอวิชัย+สภานสพ.ใครถูก?ใครผิด?-คะแนนหมอวิชัย+สภาการต่ำน่าใจหาย มีผู้ตอบแบบสอบถาม 1710 ราย(เลือกคำตอบได้ขช้อเดียว)ผลสำรวจเป็นดังนี้

-มติชน+ข่าวสดถูก หมอวิขัย+สภาการนสพ.ผิด 1490 (87%)
-ไม่มีข้อมูลพอจะชี้ผิด-ถูกได้ 99 (5%)
-หมอวิชัย+สภาการนสพ.ถูก มติชน+ข่าวสดผิด 64 (3%)
-พอๆกัน 57 (3%)


4.ต้องปฏิรูปสื่อด้านใดบ้าง?-ให้นักข่าวต้องมีใบอนุญาต เลิกเข้าข้างเผด็จการ มีผู้ตอบแบบสำรวจ 1523 ราย(เลือกคำตอบได้หลายข้อ) ผลสำรวจเป็นดังนี้

-ผู้สื่อข่าวต้องสอบและมีใบอนุญาต ต่อใบอนุญาต เพิกถอนใบอนุญาตหากทำผิดแบบวิชาชีพอื่น 726 (47%)
-ห้ามสมคบเผด็จการ ต่อต้านประชาธิปไตย ห้ามตั้งม็อบไล่รัฐบาลประชาชนเลือกมา 674 (44%)
-ห้ามสื่อมีตำแหน่งการเมือง ที่ปรึกษาการเมือง ธุรกิจ พีอาร์ จัดอีเว้นต์ ที่ปรึกษาตำรวจ ทหาร บ่อน ซ่องฯลฯ 430 (28%)
-ห้ามนายทุนสื่อรับเงินสินบน รับสัมปทานคลื่น รับโฆษณาต้องโปร่งใส ชี้แจงต่อสาธารณชนเรื่องรายรับ-จ่ายแบบนักการเมือง
395 (25%)
-ไม่ต้องปฏิรูป ห้ามแตะต้องสื่อ เดี๋ยวเป็นการคุกคามสื่อ 48 (3%)
-อื่นๆ 39 (2%)

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-เสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้านได้สิทธิ์นั้นทันที ให้ไปคิดเป็นคนสำนักงานทรัพย์สินฯบังควรไหม?ไล่ล่าเหยื่อ112

-ธิดาจัดหนักสื่อโดนทุกค่าย:ใกล้บ้าแล้วให้มันอาฆาตแค้นไปเถิดเขาโกรธจัดที่ฝ่ายประชาชนได้รับชัยชนะ

-สำนักข่าวเสี่ยต้อยร้อยล้านดิ้นโต้หลังธิดาแฉเป็นสำนักข่าวค่ายน้ำเงิน

เปิดเบื้องหน้าเบื้องหลังกลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติอ้างfacebookร่วมมือยัดคุกเหยื่อคดีหมิ่นรายล่าสุด

ที่มา Thai E-News

เบื้องหลัง-เบื้องหน้า-ภารกิจ..กลุ่ม ที่อ้างตัวว่าเป็นกลุ่ม"รักพ่อภาคปฏิบัติ"และมีเจ้าของเวบเพจ"คนไทย ร่วมต่อต้าน เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน"เป็นสมาชิก ซึ่งอ้างว่าได้ประสานงานfacebookให้ความร่วมมือจับกุมสมาชิกfacebookราย หนึ่งข้อหาหมิ่นฯ ล่าสุดนัดกันไปถวายสัตย์ปฏิญาณตนที่โรงพยาบาลศิริราชเช้าวันนี้(ภาพล่างสุด) นอกจากนั้นก็มีการจัดกิจกรรมนัดกันไปร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง รวมทั้งออกลบข้อความที่พวกเขาเห็นว่าหมิ่นฯ และตามดำเนินคดีเวบไซต์ หรือเฟซบุ๊คที่พวกเขาเห็นว่าเข้าข่ายหมิ่น(ดูรายละเอียดคำแนะนำให้สมาชิกกลุ่มถึงวิธีการดำเนินคดีเวบ หรือเฟซบุ๊คหมิ่นฯ)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 กันยายน 2554

เวบไซต์ FACT – Freedom Against Censorship Thailand ของกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย รายงานยืนยันว่า มีการจับกุมชายคนหนึ่งอายุราว 40 ปี สมาชิกfacebook ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึงเป็นกรณีแรกในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไปจริง

ทั้งนี้จากการให้ข้อมูลโดยทนายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน

ชายผู้ที่ถูกจับกุมนี้เป็นโปรแกรมเมอร์ (หรือมีอาชีพทางด้านคอมพิวเตอร์)การจับกุมเกิดขึ่นเมื่อวันพฤหัสบดี เวลานี้ถูกขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
แต่ อย่างไรก็ตามFACTกล่าวว่า ข้ออ้างที่มีการกล่าวว่าfacebook ในสหรัฐฯให้ความร่วมมือกับกลุมนักล่าแม่มด และทางการไทยด้วยการเปิดเผยข้อมูลIPสมาชิกfacebookรายนี้ จนกระทั่งนำไปสู่การจับกุมยังไม่ได้รับการยืนยัน ตอนนี้ยังคงรอการยืนยันรายงานว่าfacebookได้ให้ความร่วมมือ หรือยุ่งเกี่ยวกับกรณีนี้แท้จริงหรือไม่ (ซึ่งคนจำนวนมากเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้)

ต่อมามีการเปิดเผยชื่อคนถูกจับชื่อนายสุรพัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล)โดยทนายอานนท์แจ้งในเฟซบุ๊คว่า คุณสุรพัฒน์ คือเหยื่อ ม.112 รายล่าสุด โดนจับเมื่อวันพฤหัสฯที่ห้องพักแถวลาดพร้าว คนแจ้งจับชื่อ เฉลิมชัย อายุ 30 ปี(นักล่าแม่มด)ศาลอาญาไม่ให้ประกันอีกตามเคย....วันพรุ่งนี้เช้าไปเยี่ยม ให้กำลังใจด้วยกันนะครับ 10 โมงเช้า เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

มีการเปิดเผยในเฟซบุ๊คเวลาต่อมาอ้างว่า ผู้แจ้งความจับกุมกรณีนี้คือนายเฉลิมชัย มงคลเกิดกิจ อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ยังไม่ขอยืนยันรายงานข่าวนี้
ทั้ง นี้มีรายงานว่านายเฉลิมชัย มงคลเกิดกิจ เคยเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตร และเป็น 1ในผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสลายการชุมนุมเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 และเข้ารักษาตัวที่วชิรพยาบาล(ภาพจากบอร์ดIF)

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวในเฟซบุ๊คของเขายืนยันว่า ข่าวที่ว่ามีคนโดนจับ 112 ยืนยันว่าจริง (จากคุณทนายอานนท์ แต่คนที่ถูกจับเขามีทนายเขาเอง คุณอานนท์ไม่ได้เป็นทนาย) โดนจับเมื่อวันพฤหัสฯ

"เรื่อง fb ผมเสนอว่า รับรู้ไว้ว่ามีการพูดกันจากพวก "เสรีไทย" เอง แต่ผมว่าอย่าเพิ่งให้เครดิตอะไรมาก ฟังเฉยๆไว้ก่อนดีกว่า อย่างที่บอกว่า เรื่องแบบนี้ ถ้าจริง มันจะกลายเป็นเรื่องระดับโลกเลย ผมจึงยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ (โอเคว่า คิดอีกแง่ กรณีคุณ ..."แอนโทนี่ ชัย" ความจริง ก็นับเป็นเรื่องพิลึก และไม่น่าเชื่อมากที่ บริษัทอินเตอร์เน็ตนั้น จะให้ ip กับทางการไทยไป เพราะเป็นบริษัท ในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งความจริง เรื่องแบบนี้ ควรจะรู้ดี (เป็นบริษัทแคนนาดา) แต่ก็ให้ไปนะ แล้วบริษัททีว่า จะว่าเล็กก็ไม่ได้ เพราะถึงกับมีสาขาในสหรัฐด้วย ในแคลิฟอร์เนียด้วย .. สรุปแล้ว ผมคิดว่า ฟังไว้ และติดตามต่อไป)

ก่อนหน้านี้ที่กระดานสนทนาการเมืองเสรีไทย มีผู้ใช้ชื่อล็อกอินmmmpตั้งกระทู้เรื่อง ข่าวดีเกี่ยวกับการจับเว็บหมิ่น เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กันยายน โดยได้โพสต์ข้อความว่า

ข่าวดี วันนี้ทางกลุ่มพี่ๆ ที่ทำเรื่องเกี่ยวกับการสืบหา และจับพวกหมิ่น ซึ่งได้ดำเนินการติดต่อไปยัง facebook ทางสหรัฐ และทางโน้นเค้าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ได้แจ้ง IP-Address รวมไปถึงพิกัดของผู้ทำเพจ Facebook หมิ่นในหลวงของเรา ซึ่งวันนี้ ทีมงานของพี่ ๆ เค้า ได้นำตำรวจเข้ารวบตัวในที่พักแถวลาดพร้าวได้ 1 รายแล้วครับ เป็นชายหนุ่ม อายุประมาณ 40 ปี ใช้ชื่อเพจว่า "เราจะครองแผ่นดินโดย......." และ จะติดตามรายอื่นๆ ต่อไป

จากกลุ่ม คนไทย ร่วมต่อต้าน เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน ในเฟสจ้า

ต่อมาผู้โพสต์ข้อความนี้แจ้งว่า
พอดีข่าวนี้ที่ได้ยินมามากจา statusของหน้าเพจ คนไทย ร่วมต่อต้าน เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน ในเฟส

ไทยอีนิวส์เข้าไปตรวจสอบในเว็บเพจ คนไทย ร่วมต่อต้าน เพ็จหมิ่น เวปหมิ่นสถาบัน ไม่ปรากฎรายงานข่าวเพิ่มเติม รายงานล่าสุดเป็นเรื่อง
คนรักพ่อที่พร้อมปฏิบัติ วันอาทิตย์นี้( 4 กันยา)จะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณตนที่โรงพยาบาลศิริราช...
ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม เวลา 09.00 น.
จุดนัดพบที่ลานพระบิดา....

แล้ววันนี้น้องๆ จะเข้าโรงหนัง กระจายกันนั่ง 7 จุดๆ ละ 2 คน เพื่อเปล่งเสียงดังแต่พอควรร้องเพลงสรรเสริญตามที่โรงหนังเปิด เพื่อกระตุ้นและดูปฏิกริยา คนรอบข้างว่าสามารถทำให้หลายๆ คนร่วมเปล่งเสียงออกมากันได้แค่ไหน
และมีภาพประกอบ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นสมาชิกกลุมดังในภาพข้างบน

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ฮิวแมนไรต์USAฟ้องศาลสหรัฐฯ บริษัทอินเตอร์เน็ตปูดข้อมูลลูกค้าอเมริกันให้DSIใช้ล่าเหยื่อคดีหมิ่น