ที่มา Asia Update
part 1
part 2
part 3
part 4
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, September 5, 2011
ปักธงหมู่บ้านเสื้อแดงสงขลา
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
แดงสงขลานัดรวมพลังตั้งเครือข่าย จี้รัฐบาลผลักดันนโยบาย
เล็งเปิดหมู่บ้านคนเสื้อแดงเหยียบจมูก ปชป.
วันนี้ (4ก.ย.) ที่ห้องประชุมสมิหลาบี โรงแรมไดอิชิ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
นางนิษิฎภัทร ณ นคร ประธานชมรมคนรักประชาธิปไตย 52
พร้อมเครือข่ายคนเสื้อแดงใน จ.สงขลา จ.พัทลุง และ จ.สตูล เปิดแถลงข่าวการจัดงาน
"รวมพลังมวลชนเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ครั้งที่ 1"
ซึ่งจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 ก.ย.นี้ ที่โรงแรมไดอิชิ
โดยมีแกนนำจากส่วนกลางและในภาคใต้เข้าร่วมหลายคน เช่น
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
นายจิรายุส เนาวเกตุ
นายศฤงคาร หมันหลี
นายรณภพ วัตตะสิงห์
และ ว่าที่ ร.ต.ประสิทธิ์ บัวงาม
โดยเป้าหมายของการจัดกิจกรรมดังกล่าว
เพื่อรวมพลคนรักประชาธิปไตยใน3จังหวัดให้เป็นหนึ่งเดียว
พร้อมเตรียมจัดตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดงหมู่บ้านแรกขึ้นที่ ต.คู อ.จะนะ จ.สงขลา
นอกจากนี้ยังมีการเสวนาประชาธิปไตยของประชาชนคนรากหญ้า
เพื่อกระตุ้นรัฐบาลให้ขับเคลื่อนนโยบายถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=8&contentID=161453
รมว.คลังเขียนบทความแจงประเด็น "กองทุนมั่งคั่ง" เชื่อช่วยแก้ปัญหาแบงค์ชาติขาดทุน
ที่มา thaifreenews
โดย chaiya
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ได้เขียนบทความในลักษณะถาม-ตอบชื่อ "ตอบคำถามบางเรื่องเกี่ยวกับกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ" ในหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
1 การนำเงินทุนสำรองไปลงทุนแบบกองทุนมั่งคั่งของชาติจะมีความเสี่ยงหรือไม่
ต้อง ยอมรับว่าการลงทุนทุกรูปแบบมีความเสี่ยงทั้งนั้น เช่นสมมุติให้กู้แก่โครงการรถไฟความเร็วสูงในเอเชีย ลักษณะความเสี่ยงก็อาจเกิดจากจำนวนผู้โดยสารมีน้อยกว่าที่คาดไว้ แต่ก็น่าจะเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เนื่องจากเอเชียเป็นประเทศกำลังพัฒนา การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับที่สูง ดังนั้น โครงการใดที่สนองความจำเป็นพื้นฐานถึงแม้หากจะบังเอิญมีปัญหาระยะสั้น แต่ในระยะยาวก็จะมีโอกาสฟื้นได้แน่นอน
แต่อย่าเข้าใจผิดว่าการ ที่ ธปท. นำเงินทุนสำรองไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและยุโรปดังที่ปฏิบัติอยู่ขณะ นี้ไม่มีความเสี่ยงนะครับ เพราะที่แท้จริงมีความเสี่ยงทั้งในด้านราคาที่ขึ้นๆลงๆ และในด้านค่าเงินต่างประเทศที่อ่อนตัวเพราะมีการพิมพ์เงินออกมามากเกินไป
ทั้ง นี้ ท่านทราบหรือไม่ว่าปี 2553 ธปท. มีผลขาดทุนจากดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนสูงถึง 117,473 ล้านบาท และยังมีขาดทุนจากการตีราคาหลักทรัพย์อีก 260,211 ล้านบาท จำนวนเงินที่สูงมหาศาลเช่นนี้คือปัญหาที่ควรจะต้องแก้ไขครับ
2 การนำเงินทุนสำรองไปลงทุนแบบกองทุนมั่งคั่งของชาติเป็นการแทรกแซง ธปท. หรือไม่
ไม่ เป็นการแทรกแซง ธปท. ครับ แต่เป็นการช่วยกันคิดเพื่อแก้ปัญหา เพราะ ณ สิ้นปี 2553 ธปท. มีส่วนของทุนติดลบเป็นจำนวนเงินมหาศาล สูงถึง ติดลบ 431,829 ล้านบาท ถ้าเป็นธุรกิจเอกชนก็จะต้องปิดกิจการไปแล้ว นี่ไม่ใช่สี่แสนบาทนะครับ แต่เป็นสี่แสนล้านบาท
ถึงแม้ ธปท. ไม่ได้ขอให้รัฐบาลช่วยตั้งงบประมาณมาช่วยแก้ไขขาดทุนของ ธปท. แต่ทรัพย์สินของ ธปท. ก็เป็นทรัพย์สินของชาติ ซึ่งควรมีการบริหารจัดการให้ดีที่สุด นอกจากนี้ การที่ ธปท. ขาดทุนจำนวนมหาศาลเช่นนี้ ก็ทำให้ ธปท. ไม่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูซึ่งมีอยู่กว่าหนึ่งล้านล้านบาท ได้ ทำให้รัฐบาลมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเพื่อกองทุนฟื้นฟูแต่ละปี 50-60,000 ล้านบาท และขณะนี้ ธปท. ก็ได้ขึ้นดอกเบี้ยไปอยู่ในระดับสูง ทำให้ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายให้แก่กองทุนฟื้นฟูต้องสูงขึ้นไปด้วยทุก วัน จึงเป็นภาระต่อนโยบายทางการคลังอย่างมากครับ
3 จำนวนที่จะกันไปเป็นกองทุนมั่งคั่งของชาติควรจะมาจากบัญชีใดใน ธปท.
ผมได้ให้ ธปท. ไปศึกษา โดยในหลักการ จะไม่แตะต้องทองคำและเงินบริจาคของหลวงตา และจะไม่แตะต้องจำนวนที่ต้องใช้หนุนหลังการออกธนบัตร
4 ธปท. จำเป็นต้องกันทุนสำรองสภาพคล่องเอาไว้เท่ากับเงินที่ต่างชาติได้นำมาซื้อ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์และพันธบัตรหรือไม่ เพื่อรองรับในกรณีที่ต่างชาติอาจจะขายและนำเงินกลับออกไป
ไม่จำ เป็นครับ ต่างชาติที่หากจะรุมกันขายหุ้น ก็จะทำให้ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็จะทำให้ต่างชาติชะลอการขายกันเอง ส่วนคนไทยก็ไม่ต้องไปตื่นเต้นกับเขาและคอยรอรับซื้อเมื่อราคาลงต่ำก็พอ
นอก จากนี้ หากต่างชาติรุมกันนำเงินกลับออกไป เงินบาทก็จะอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว ธปท. ก็ไม่ควรจะไปฝืนสภาพตลาด ธปท. ควรจะปล่อยให้ค่าเงินปรับลดลงตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินทุนสำรองเข้าไปรองรับเอาไว้ดังเช่นในปี 2540
http://cooloo.org/browse.php?u=Oi8vd3d3Lm1hdGljaG9uLmNvLnRoL25ld3NfZGV0YWlsLnBocD9uZXdzaWQ9MTMxNTA3MjY5MiZncnBpZD0wMCZjYXRpZD0mc3ViY2F0aWQ9&b=13
ยิ่งลักษณ์ สั่งทบทวน 168 คณะกรรมการ มากเกินไป ไร้ประโยชน์ ยุบทิ้ง
ที่มา มติชน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เผยว่า ขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งให้ทุกส่วนราชการกลับไปทบทวนการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ว่า มีความเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันมีคณะกรรมการอยู่กว่า 168 ชุด ซึ่งมีมากเกินไป ดังนั้นจึงมอบให้ทุกหน่วยงานกลับไปพิจารณาว่าสมควรยกเลิกหรือคงคณะกรรมการ ส่วนใดไว้บ้าง ก่อนนำมาเสนอภายในวันที่ 13 ก.ย.นี้
นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้คาดว่านายกรัฐมนตรีจะลงนามแต่งตั้ง ครม.เศรษฐกิจ เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ แต่ใน ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้จะมี รมว.แรงงานและรมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย นอกเหนือจากกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) คงต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะแต่งตั้งหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้ง ครม.ด้านอื่น โดยเฉพาะด้านสังคมเพื่อเข้ามาขับเคลื่อนงานทางด้านสังคมต่อไปด้วย
“คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ จะมี ก.คลัง ก.พาณิชย์ ก.พลังงาน ก.อุตสาหกรรม ก.คมนาคม ก.ท่องเที่ยวฯก.เกษตรฯ และ ก.ต่างประเทศ รวมทั้งเพิ่มมาใหม่อีก 2 กระทรวง โดยกระบวนการทำงานอาจจะประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง คือก่อนและหลังประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่ แต่ต้องดูความเหมาะสมอีกครั้งก่อน” นายกิตติรัตน์ กล่าว
‘ทางตัน-ทางตาย’ ของการปฏิวัติ ในประเทศไทย!!!
ที่มา vattavan
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ตอนเป็นเด็ก คุณตาของผมซึ่งเป็นนักเรียนไทยคนแรก ที่ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยดาร์ท มัธ (Dartmouth College) ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศซึ่งทางการไทยในตอนนั้นเรียกว่า
“ประเทศสหปาลีรัฐอเมริกา”
คุณตามักเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศที่ไปศึกษา ให้ผมฟังอย่างสม่ำเสมอ ต่อมาชื่อประเทศที่ท่านไปเรียนนั้น ทางราชการบ้านเราเปลี่ยนชื่อเรียกขาน เป็น
“ประเทศสหรัฐอเมริกา”
Dartmouth College เป็น 1 ใน 4 ของมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่อยู่ในกลุ่มเรียกกันว่า Ivy League ดั้งเดิม ซึ่งประกอบด้วยอีก
3 มหาวิทยาลัย คือ Harvard, Princeton และ Yale
ผมแปลกใจมาก ที่เห็นคุณตามีความสัมพันธ์กับสถานศึกษาของท่านอย่างลึกซึ้ง เช่น ส่งเงินไปบำรุงมหาวิทยาลัยของท่านสม่ำเสมอ แม้ตัวท่านจะไม่ร่ำรวยเหมือนคนในตระกูลมหาเศรษฐี Rockefeller ซึ่งเป็นผู้บริจาคคนสำคัญของดาร์ท มัธ และเป็นธรรมเนียมของผู้สืบตระกูลนี้ที่เป็นชาย จะเข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
คุณตาทำให้ผมสนใจประวัติศาสตร์สหรัฐ ท่านได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างชาติของบรรพชนอเมริกัน ความรักในเสรีภาพ ความเป็นอิสระ และยังเป็นผู้สอนให้ผมรู้จักว่าดินแดนสหรัฐนั้น เป็น
Land of the free home of the brave.
เมื่อไปศึกษาต่างประเทศครั้งแรก ผมไปที่สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนของรัฐบาลลุงแซม และดินแดนแห่งนั้นจุดประกายและมุมมองโลกใหม่ๆ ให้กับตัวเองเป็นอย่างมากด้วย
ระบบการศึกษาของสหรัฐ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติเขา ทำให้ผมซาบซึ้ง และชื่นชมกับเด็กหนุ่มสาวอเมริกัน ที่พวกเขาสามารถจดจำถ้อยคำ วลี ประโยค หรือสุนทรพจน์ ของประธานาธิบดี และบุคคลสำคัญๆของชาติของตนเอง ได้เป็นอย่างดี และที่น่าชื่นชมมาก คือ
คนอเมริกันมีความภาคภูมิใจ ในชาติตนเองยิ่งนัก!
เคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า สหรัฐนั้นเป็นมิตรประเทศที่ดีของไทย และมีคุณานุปการต่อบ้านเมืองของเรา โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ที่คณะมิชชันนารีอเมริกัน ได้เข้ามาวางรากฐานให้กับเมืองไทย โดยเฉพาะการศึกษาของผู้หญิง ด้วยการตั้ง โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง จนกลายมาเป็น โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ในปัจจุบัน
นอกจากนั้น ผู้สำเร็จจากโรงเรียนนี้ในระยะต้น ยังได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการวางรากฐาน ให้กับโรงเรียนสตรีอื่นๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคด้วย
ผมเล่าต่อไปด้วยว่า
การศึกษาภาษาอังกฤษนั้น คนอเมริกันก็มีส่วนอย่างสำคัญ มากกว่าชาวอังกฤษเจ้าของภาษาด้วยซ้ำ แม้แต่พจนานุกรมของไทย คุณหมอปลัดเล และ มิสเตอร์แมคฟาแลนด์ ก็สร้างให้ ก่อนที่คนไทยเองจะคิดทำ นานถึงครึ่งค่อนศตวรรษ เพราะกว่า คุณ ส.เสถบุตร จะพิมพ์พจนานุกรมไทย- อังกฤษ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ก็ล่วงเข้าปี พ.ศ.2480 แล้ว
ที่ถือว่าสหรัฐอเมริกา มีบุญคุณต่อเมืองไทยอยู่มาก และไม่อาจลืมได้เลย นั่นคือการสนับสนุนไทย ไม่ต้องกลายเป็น “ผู้แพ้” ตามญี่ปุ่น “มหามิตร” ในสงครามโลกครั้งที่ 2
เรื่องนี้...ใหญ่หลวงนัก!
ทาง การไทยซาบซึ้งเป็นอันมาก และตอบแทนด้วยการยกที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพักของเอกอัครราชทูตสหรัฐปัจจุบันให้ เป็นการสำนึกในบุญคุณชาวอเมริกัน
แม้จะทดแทนกัน ได้ไม่หมดก็ตาม!!
ถึงจะ นิยมชมชอบสหรัฐอย่างที่เล่ามา แต่ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหาร 2549 ผมก็ต้องพบว่า ตัวเองข้องใจและขัดเคืองเป็นอย่างมาก นั่นคือ
เอกอัครราชทูตและรัฐบาลอเมริกัน ไม่เคยแสดงทีท่าต่อต้านการรัฐประหารในประเทศไทยเลยแม้สักนิด แถมยังดันออกวีซ่าให้ พล.อ.สนธิ บุณยะรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิวัติ เดินทางไปพบปะกับคนไทยในสหรัฐฯ เพื่อให้ “ไอ้บัง กบฏ” ได้มีโอกาสแสดงปาฐกถา ใน
Land of the free home of the brave.
นายคนนี้ไปโอ้อวดถึงความสำเร็จ ในการเป็นผู้ร้าย ทำลายระบอบประชาธิปไตย และละเมิดสิทธิชาวไทยอย่างร้ายแรง ด้วยการขนกำลังทหาร พร้อมอาวุธและรถถัง ออกมาทำรัฐประหารจนสำเร็จ
ทำลายหัวใจคนไทย ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยยิ่งนัก!
เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ ผมได้เขียนบทความชื่อ “วาทตะวัน” ถึง เอกอัครราชทูตอเมริกัน!!!
(http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=309)
ตอนหนึ่ง ได้บรรยายเอาไว้ว่า
การ ที่สหรัฐฯไม่คัดค้าน หรือต่อต้านการยึดอำนาจในประเทศไทย เมื่อ ปี พ.ศ.2549 ตลอดจนการวางเฉยไม่แสดงท่าทีใยดี ต่อการ “สังหารหมู่” ประชาชนในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2553 บนถนนสายประวัติศาสตร์ “ราชดำเนิน” และการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เป็นเครื่องแสดงให้เห็น อย่างชัดเจนว่า
อเมริกันนั้นไม่แยแส ต่อทุกข์สุขมิตรเก่าแก่ของตัวเลย!
ผม สังเกตว่า อเมริกันชนยุคหลังๆ แตกต่างไปจากคนอเมริกันยุคก่อน ที่เคยยึดมั่นในสิทธิเสรีภาพชาวโลก ช่วยเหลือมิตรประเทศอย่างจริงใจ แต่ในยุคปัจจุบัน เรื่องที่เกิดขึ้นกับไทยอย่างกรณี “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ได้แสดงให้เห็น “สันดาน” อเมริกันชนยุคใหม่ ได้เป็นอย่างดี แถมยังมีบทพิสูจน์ จากอดีตผู้นำของสหรัฐฯเองด้วยซ้ำไป นั่นคือ
อดีต ประธานาธิบดีคลินตัน ได้เปิดเผยความลับ ในการที่ไม่ช่วยเหลือไทย คราววิกฤติเศรษฐกิจ ปี พ.ศ.2540 และได้ยอมรับว่า เป็นความผิดพลาดสำครั้งสำคัญของตัว ในหนังสือของเขาเองชื่อ
'My Life'
ชัดเจนว่า อเมริกันทิ้งเพื่อนอย่างไทยแลนด์ อย่างหน้าเฉยตาเฉย ในยามที่ไทย ต้องพบกับความทุกข์ยากอย่างสุดๆ!
พี่น้องไทยทั้งหลาย พึงจำกันไว้ ให้จงดี!!
มาถึงวันนี้ ท่าทีของสหรัฐอเมริกา ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญยิ่ง กล่าวคือ
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2554 ประธานาธิบดีสหรัฐ บารัค โอบามา ได้ลงนามในในบทบัญญัติชื่อ Banning Entry to Human Rights Violators เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมาย หลังจากที่ได้แถลงการณ์ว่า
จะมีผลกระทบกับผู้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งพยายามเดินทางเข้ามายังประเทศสหรัฐอเมริกา
บท บัญญัติ Banning Entry to Human Rights Violators นั้น ว่าด้วยการระงับการเข้าประเทศในฐานะของพลเมืองถาวร และพลเมืองชั่วคราว ซึ่งมีส่วนร่วมในการละเมิดกฎหมายทางสิทธิมนุษยชนและทางมนุษยธรรมอย่างร้าย แรง กฎหมายสำคัญ รวมไปถึงการละเมิดสิทธิในด้านอื่นๆ
บทบัญญัตินี้มีเพียง 8 มาตรา แต่จะขอคัดมาตราสำคัญและเป็นหัวใจ ที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา บัญญัติไว้ มานำเสนอ กับท่านผู้อ่าน โดยถอดความเป็นภาษาไทย เพื่อให้ท่านเข้าใจกระจ่างชัดขึ้น ดังนี้
มาตรา 1. การเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะพลเมืองถาวรหรือพลเมืองชั่วคราว ของบุคคลประเภทที่จะกล่าวไว้ จะถูกระงับ ด้วยประการดังนี้:
(เอ) ชาวต่างชาติใดๆ ซึ่งเคยเป็นผู้ วางแผน, สั่งการ, ช่วยเหลือ, อนุเคราะห์อุปถัมภ์ และ หนุนหลัง, มอบหมาย หรือ ถ้าได้เข้าไปมีส่วนร่วมกระทำการ, รวมไปถึงการได้รับมอบหมายหน้าที่ต่อการกระทำการตามคำสั่ง, กระทำ ความรุนแรงอย่างกว้างขวาง หรือเป็นไปตามระบบกฎเกณฑ์กับประชากรพลเมืองใดๆ ที่มีฐานแตกต่างกัน, ไม่ว่าจะเป็นทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน, ในเรื่องของ ความต่างทางเผ่าพันธุ์; ต่างสีผิว; ต่างเชื้อชาติวงศ์ตระกูล; ต่างเพศ; ต่างในเรื่องของความพิกลพิการไร้วามสามารถ;
เป็นสมาชิกต่างกลุ่มของชน พื้นเมืองโดยกำเนิด; ต่างภาษา; ต่างศาสนา; ต่างความเห็นทางการเมือง; ต่างชาติกำเนิด; ต่างเชื้อชาติ; เป็นสมาชิกที่ต่างกับกลุ่มทางสังคมเฉพาะราย; ต่างการเกิด (อายุ); หรือต่างกันในความปรารถนาทางเพศ หรือ ต่างเอกลักษณ์ทางเพศ; หรือเป็นผู้ที่มีความพยายามหรือสมรู้ร่วมคิดที่เคยกระทำการดังกล่าว
(บี) ชาวต่างชาติใดๆ ซึ่งเคยเป็นผู้วางแผน, สั่งการ, ช่วยเหลือ, อนุเคราะห์อุปถัมภ์ และ หนุนหลัง, มอบหมาย หรือ ถ้าได้เข้าไปมีส่วนร่วมกระทำการ, รวมไปถึงการได้รับมอบหมายหน้าที่ต่อการกระทำการตามคำสั่ง, ทางอาชญากรรมสงคราม, ทางอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือการละเมิดสิทธิอื่นๆ อย่างร้ายแรงทางด้านสิทธิมนุษยชน หรือเป็นผู้ที่มีความพยายามหรือสมรู้ร่วมคิดที่เคยกระทำการดังกล่าว
พูดภาษาธรรมดาให้เข้าใจง่ายๆ คือสหรัฐไม่ต้อนรับพวกอาชญากร ที่เข่นฆ่าประชาชน หรือผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนนั่นเอง!
ขอพูด อย่างเปิดใจเลยว่า ประเทศของเราต้องตกอยู่ในภาวะเลวร้าย ไม่มีความสงบ บ้านเมืองทรุดโทรมลง ผู้คนในชาติแตกแยกกันอย่างน่ากลัว จนแทบมองไม่เห็นทางออก นั้น
เป็นเพราะผลพวงจากการทำรัฐประหาร พ.ศ.2549 ของ “ไอ้บัง กบฏ” กับพวกโดยแท้
ผมขัดเคืองอย่างมาก ที่ชาติใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ในฐานะที่มีขีดความสามารถ ในการยับยั้งการกระทำของทหารไทย ที่ฝ่าฝืนหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงได้ แต่สหรัฐกลับเพิกเฉย ไม่แสดงการต่อต้าน อย่างที่ควรกระทำ
จึงไม่สามารถมองเป็นอื่นได้ นอกจากจะมองว่า สหรัฐนั้นไม่ได้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน อย่างที่ตัวเองชอบอ้างเสมอ และปล่อยให้ทหาร ยำยีสิทธิเสรีภาพของคนไทย และระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ด้วยการก่อรัฐประหาร และเหตุการณ์ในเมืองไทยทรุดลง ลุกลามไปจนถึงมีการร่วมมือกันระหว่าง รัฐบาลอัปรีย์กับทหาร ในการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ด้วยการฆ่าฟันประชาชนคนไทยอย่างไร้ความปราณี จนบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย
เมืองไทยต้องเสียหาย ในสังคมระหว่างประเทศ!
ในฐานะที่ได้เขียนคอลัมน์รณรงค์ ต่อต้านการกระทำทีละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยการรัฐประหารมาอย่างยาวนาน ผมจึงมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศทีท่าจริงจังแข็งกร้าว ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างชัดเจนด้วยบทบัญญัติ Banning Entry to Human Rights Violators
บท บัญญัติดังกล่าว จะเป็นหลักประกันในสิทธิเสรีภาพของประชาชนในบ้านเราที่ทหารยังวางก้าม ถือว่าตัวมีอำนาจด้วยอาวุธในมือ เพราะจะทำให้นายทหาร ที่บังอาจคิดก่อการรัฐประหารในประเทศไทย ต้อง
“ฉุกคิด”
เพราะทำแล้วจะเดินทางเข้าสหรัฐไม่ได้ ด้วยตัวเองและสมัครพรรคพวก จะเป็นบุคคลต้องห้ามตามบทบัญญัติของประธานาธิบดี บารักโอบามา
แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ เพราะ นัยยะสำคัญอย่างยิ่ง ของบทบัญญัตินี้คือ....
....พวกทหารที่ยึดอำนาจจากประชาชน นอกจากจะต้องถูกต่อต้านจากประชาชนแล้ว...
จะต้องโดนประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ต่อต้านด้วยมาตรการอื่น อย่างหนักด้วย!
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
ี อับราฮัม ลินคอล์น เปล่งอมตะวาจา ซึ่งโลกจำได้ดี นั่นคือ
font style="color:#800000;">“Democracy is the government of the people, by the people, for the people”
การวางเฉยของสหรัฐ ต่อการรัฐประหาร พ.ศ.2549 ในประเทศไทย ได้ส่งผลให้
“Democracy is the government of the dictator, by the dictator, for the dictator”
ครับ...ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยเรา กลายเป็นของ dictator หรือพวกเผด็จการ หรือทำให้ระบอบประชาธิปไตย กลายเป็นของ military หรือพวกทหารไป นั่นเอง
เมื่อสหรัฐรู้ตัว และเปลี่ยนจุดยืนใหม่ แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อพวกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงการปฏิวัติรัฐประหารด้วยแล้ว ผมย่อมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งตัวเอง ยังมีความเชื่อลึกๆว่า
บทบัญญัติของประธานาธิบดี ‘โอบามา’ คือ ‘ทางตัน-ทางตาย’ ของการปฏิวัติ ในประเทศไทย!!!
*************
หมายเหตุ ผม ทราบมาอย่างชัดเจนว่า กลุ่มคนไทยในสหรัฐ จะรวบรวมบัญชีรายชื่อนายทหาร ที่ร่วมกันทำรัฐประหาร และที่มีส่วนร่วมมือกับรัฐบาลกาลี ในการสังหารหมู่ประชาชน รวมทั้งรายชื่อนักการเมืองพรรคดักดาน ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย เช่น มิสเตอร์มุกควาย นายเต้บเตื้อก เป็นต้น เสนอกับทางการสหรัฐ ในฐานะผู้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกด้วย
จะได้เห็นเป็นข่าวกันเร็วๆนี้ อย่างแน่นอน!
(***คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ ตอน ‘ทางตัน-ทางตาย’ ของการปฏิวัติในประเทศไทย!!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 3 กันยายน 2554)นายกฯกลับลำ ไม่กล่อม "ถวิล" สั่ง "โกวิท" เคลียร์แทน
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
นายถวิล เปลี่ยนศรี - พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ
นายกรัฐมนตรี กลับลำ ไม่กล่อม "ถวิล" นั่งปลัดสำนักนายกฯ สั่ง "โกวิท" เคลียร์แทน
ไม่ปริปากพร้อมขึ้นศาลปกครองหรือไม่ ก่อนเดินกลับห้องทำงานด้วยสีหน้าไม่สู้ดี...
4 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์
ถึงกรณีที่จะนัดนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
พูดคุยทำความเข้าใจกรณีย้ายออกจากตำแหน่งว่า
เรื่องนี้ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะดูแลสมช.ไปศึกษาเรื่องนี้ต่อ
เพราะถ้าทำเองก็ยังมีภารกิจที่ต้องดูแลเยอะ
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายถวิลมีความผิดอะไรถึงได้ปรับย้าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า
ไม่ได้มีความผิด แต่งานทั้งหมดเป็นงานที่ต้องการผู้ช่วยเหลือ
เมื่อถามต่อว่า แต่ตำแหน่งเลขาธิการสมช. ไม่ใช่ตำแหน่งที่โยกย้ายได้ง่ายๆ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ตอบคำถามดังกล่าว
จากนั้นผู้สื่อข่าวยังได้ตามถามต่อว่า นายกฯพร้อมสู้คดีกับนายถวิลในศาลปกครองหรือไม่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว และมีสีหน้าไม่สู้ดี
ก่อนจะเดินกลับขึ้นห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า
เพื่อเตรียมตัวไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ พ.ต.อ.ชัชธรรม พรหมนอก บุตรชาย
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน
http://www.thairath.co.th/content/pol/199286
ปลูกข้าวเยอะ คุกคามความมั่นคงของชาติ?
ที่มา Voice TV
Wake Up Thailand ประจำวันจันทร์ที่ 5 กันยายน 2554
นำเสนอประเด็น
ใจ อึ๊งภากรณ์: แกนนำเสื้อแดงไม่ยอมพูดความจริงทั้งหมดกับมวลชน
ที่มา ประชาไท
ใจ อึ๊งภากรณ์
ที่มา: เฟซบุคใจ อึ๊งภากรณ์, 4 กันยายน 2554
ในงาน "คอนเสิร์ตต้อนรับวันอิสรภาพ ลมหายใจที่ไม่แพ้" ของเสื้อแดงเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2554 ที่ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว แกนนำหลายคนได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่ ซึ่งเราจะต้องนำมาวิเคราะห์ (ดูคลิปวิดีโอได้ที่ http://thaienews.blogspot.com/ )
บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ เสนอว่า “เสื้อแดงเป็นกองหลัง เพื่อไทยเป็นกองหน้า” บอกว่าเสื้อแดงกับเพื่อไทยต้องเกาะกันสนิท และเชื่อว่าคนของเราที่คุมอำนาจอยู่ ท้ายสุดสมบัติมีความหวังว่านายกยิ่งลักษณ์จะนำคนที่สั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล ประชาชน
ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ บอกว่าจะเดินหน้าหาทางประกันคนเสื้อแดงทั่วประเทศ 40 คนที่ยังถูกขังอยู่ ณัฐวุฒิเสนออีกว่าต้องปรับวิธีทำงานของคนเสื้อแดง เน้นการขยายมวลชน บอกให้คนเสื้อแดงใจเย็นไปก่อน รอให้แกนนำนปช.กำหนดแนวทาง และมองว่าเราต้องปกป้อง “รัฐบาลของประชาชน”
จตุพร พรหมพันธ์ บอกว่าคนเสื้อแดงต้องปกป้องรัฐบาลเพื่อไทยจากรัฐประหาร อย่างที่เคยเกิดกับรัฐบาลไทยรักไทยและพลังประชาชน จตุพรบอกด้วยว่าฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชนยังมีตำแหน่งและลอยนวล เราไม่ควรลืม
แกนนำเหล่านี้เป็นคนที่กล้าหาญเสียสละและต่อสู้มานาน แต่ตอนนี้เขามีแนวโน้มที่จะไว้ใจรัฐบาลเพื่อไทยมากเกินไปว่าจะแก้ไขวิกฤตการ เมือง เช่นเรื่องการนำคนสั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล โดยไม่มีการวิเคราะห์เลยว่าเพื่อไทยพร้อมจะปรองดองยอมจำนนต่อทหารแค่ไหน ไม่เตรียมมวลชนสำหรับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมเลย ซึ่งเราอาจต้องสู้เพื่อกดดันรัฐบาล หรืออาจต้องถึงกับคัดค้านรัฐบาลในบางเรื่องด้วย แกนนำเหล่านี้มองว่าเสื้อแดงต้องไว้ใจรัฐบาลให้โอกาสรัฐบาล และใจเย็นรอเป็นปีๆ เพื่อให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ การพูดแบบนี้เป็นการเสนอมุมมองว่าเสื้อแดงเป็นแค่ “กองเชียร์” หรือ “ลูกน้อง” ของรัฐบาล แทนที่เสื้อแดงจะเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อความยุติธรรมและ ประชาธิปไตย
การเสนอว่าเสื้อแดงควรใช้เวลาตอนนี้ในการขยายเครือข่ายมวลชน เป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือไม่ระบุว่าการขยายมวลชนเสื้อแดง ควรเน้นไปที่ไหน ไม่พูดถึงความสำคัญของขบวนการแรงงาน พูดแค่ว่าเราควรหามิตรให้มากที่สุด ซึ่งอาจหมายความว่าต้องไปจับมือกับเสื้อเหลืองหรือเปล่า? ยิ่งกว่านั้นการเสนอให้ขยายเครือข่ายมวลชน โดยไม่ขยายผลงานในรูปธรรมของเสื้อแดงพร้อมๆ กัน เช่นเรื่องการเคลื่อนไหวให้ยกเลิก 112 การเลิกคดีคนเสื้อแดง การปลด ผบ.ทบ. หรือการแจ้งความ อภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ ประยุทธ์ ในคดีฆ่าประชาชน จะทำให้ขยายมวลชนอยากมาก เพราะเราจะต้องมีผลงานรูปธรรมไปเสนอกับคนที่ยังไม่เป็นเสื้อแดงเพื่อให้เขา มาเป็นพวก
บางคนอาจบอกว่าถ้าเรารุกสู้แบบนั้น เราจะดึงเสื้อเหลืองมาเป็นมิตรไม่ได้ ถ้าคิดอย่างนั้นก็เท่ากับคิดยอมจำนนกับอำมาตย์ เพื่อนำเสื้อเหลืองมาเป็นมิตร ความคิดแบบนี้จะนำเราไปสู่ความพ่ายแพ้
แกนนำเสื้อแดงพูดถูกเวลาบอกว่าเราต้องปกป้องรัฐบาลจากรัฐประหาร แต่ถ้าเราเน้นบทบาทของเสื้อแดงไว้แค่นี้ และปลุกให้คนกลัวรัฐประหารมากเกินไป จะทำให้เรามองข้ามความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลเพื่อไทยทำข้อตกลงกับทหารอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้มีการทำรัฐประหาร เช่นการสัญญาว่าจะไม่ปลดประยุทธ์ ไม่แก้ไขปัญหา 112 หรือไม่นำคนสั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล ถ้าเราไม่ระวังการพูดแต่เรื่องรัฐประหารจะกลายเป็นข้ออ้างในการเสนอว่าเสื้อ แดงควรใจเย็นไม่เคลื่อนไหวเพื่อทวงความยุติธรรมต่างๆ เลย
แกนนำเสื้อแดงเหล่านี้พูดในทำนองว่ารัฐบาลเพื่อไทยไม่มีหนี้บุญคุณกับ เสื้อ แดงเลย ไม่พูดในลักษณะต่อรองว่าเสื้อแดงจะสนับสนุนรัฐบาล ต่อเมื่อรัฐบาลตอบสนองความต้องการของเราในเรื่องความยุติธรรม การสนับสนุนรัฐบาลต้องมีเงื่อนไขเสมอ
ในเรื่องคดี 112 หรือกฏหมายเผด็จการ 112 ไม่มีการพูดอะไรเลย ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยสองคนประกาศว่าจะใช้ 112 ในลักษณะเข้มงวดมากขึ้น ถ้าเลือกที่จะมองข้ามปัญหานี้ ก็เท่ากับเลือกที่จะมองข้ามอำนาจนอกระบบของอำมาตย์
เวลาแกนนำอย่างสมบัติและจตุพรพูดว่า “คนเสื้อแดงเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและเป็นเจ้าของรัฐบาล” เราต้องถามว่าจริงแค่ไหน? หรือว่าในความเป็นจริงทหารและแนวร่วมอำมาตย์ เพียงแต่ยอมให้เราลงคะแนนเสียงเลือกรัฐบาลเท่านั้น ในขณะที่เขาถืออำนาจดิบอยู่ในมือ เพื่อบังคับไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงแท้จริงในสังคมไทย
คนเสื้อแดงไม่ควรรอโดยไม่ทำอะไร เราควรตั้งวงถกเถียงแลกเปลี่ยนเรื่องแนวทางการต่อสู้ เราควรจะมีตารางเวลาในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เราระบุต่อสังคมให้ชัดเจนและเรียกร้องต่อรัฐบาล เราต้องพูดถึง 112 และอำนาจทหารด้วย และเราควรจะนำข้อสรุปต่างๆ ของเราไปยื่นให้กับแกนนำ นปช. เพื่อให้ขบวนการเสื้อแดงมีความเป็นประชาธิปไตย คนเสื้อแดงระดับรากหญ้าควรจะเป็นเจ้าของนโยบาย นปช. ไม่ใช่นั่งรอให้แกนนำสั่งการลงมาอย่างเดียว และอย่าลืมว่าถ้าเรายิ่งนั่งรอนานเท่าใด ขบวนการของเราจะอ่อนแอลงมากขึ้นเท่านั้น เรายิ่งหลงไว้ใจรัฐบาลมากเท่าใด เราจะยิ่งผิดหวังเท่านั้น
‘วรเจตน์’ ยัน การลาออกจาก ‘ประธาน’ โดยยังรักษาเก้าอี้ ‘ตุลาการศาล รธน.’ ทำไม่ได้
ที่มา ประชาไท
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ติงประธานวุฒิสภา พิจารณาให้ดีก่อนนำชื่อ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ทูลเกล้าฯแต่งตั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ เหตุการลาออกของนายชัช ชลวร ประธานคนก่อน โดยยังนั่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเฉยๆ ทำไม่ได้
1 กันยายน 2554 รศ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ ‘ประชาไท’ ถึงกรณีการลาออกจากประธานศาลรัฐธรรมนูญของนายชัช ชลวร และการที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้คัดเลือกนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญว่า
รัฐธรรมนูญมาตรา 204 บัญญัติให้องค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยประธานศาลคนหนึ่ง และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 8 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา โดยคณะตุลาการนี้ประกอบด้วย ผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน ตุลาการปกครองสูงสุด 2 คน เป็น 5 คน มีผู้เชี่ยวชาญนิติศาสตร์ 2 คน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านรัฐศาสตร์อีก 2 คน รวมเป็น 9 คน ซึ่งพอได้ 9 คนนี้มา ก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 คนนี้จะต้องมาประชุมกันเพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วจึงแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ จากนั้นประธานวุฒิสภาจึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็น ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการรัฐธรรมนูญ
“หมายความ นาย ก. ที่ได้รับการคัดสรรให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่เดิม ได้ไปเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ส่วน นาย ข. นาย ค. และ คนอื่นๆ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
“ปัญหาก็คือตอนลาออก จะลาออกอย่างไร ซึ่งการพ้นจากตำแหน่งนั้น มีบทบัญญัติเอาไว้ในมาตรา 209 ว่า นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (1) ตาย (2) มีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ (3) ลาออก ทีนี้หากสมมติว่ามีการลาออก ผลของการลาออกจะเกิดผลตามมา คือต้องมีการคัดเลือกคนเข้ามาแทนคนที่ลาออกไป ซึ่งรัฐธรรมนูญก็กำหนดต่อมาในมาตรา 210 วรรค 2 ให้สรรหาใหม่จากที่มาแต่เดิม เช่น หากคนที่ลาออกมาจากสายศาลฎีกา ศาลฎีกาก็ต้องเลือกคนเข้ามาแทนคนลาออก ถ้ามาจากสายศาลปกครอง ศาลปกครองก็ต้องส่งมา ถ้าสายนิติศาสตร์ก็ต้องมีกรรมการเข้ามาประชุมแล้วคัดเลือกเข้ามาแทนที่
“แต่ไม่มีกรณีที่บอกให้ ‘ประธานศาลรัฐธรรมนูญ’ ลาออกแล้วก็ให้คงเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่เลย ถ้าดูจาก 210 วรรค 2 เวลาที่ลาออก คือหมายถึงการลาออกจากความเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ลาออกจากความเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ พูดง่ายๆ คือ ในระบบที่เราตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญแบบนี้ ประธานศาลจะไม่สามารถลาออกจากตำแหน่งประธานได้ คือถ้าจะลาออก ต้องออกไปจากศาลรัฐธรรมนูญเลย เพราะระบบมันวางไว้แบบนี้ แล้วระบบที่วางไว้แบบนี้ก็สอดคล้องกับหลักอยู่ เพราะจะเป็นเรื่องที่ประหลาดมากๆ ถ้าหากวันหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้วอยู่ๆก็ลาออก แล้วไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเฉยๆ อย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญทำอยู่นี้ จะมาผลัดกันเป็นไม่ได้”
นักวิชาการกฎหมายมหาชน ยังอธิบายต่อด้วยว่า หากการตีความว่า การลาออกนี้เป็นลาออกจากความเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ผลก็คือ ขณะนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นเหลืออยู่เพียง 8 คน การที่คุณชัช ชลวรเข้าไปนั่งประชุมด้วย จึงหมายความว่า มีคนที่ไม่ได้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปนั่งประชุม ปรึกษา หรือพิจารณาอะไร ซึ่งหากมีมติอะไรออกมา ก็เท่ากับว่า มตินั้นมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย
รศ.วรเจตน์ ยังกล่าวด้วยว่า ลักษณะเช่นนี้มีอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือเป็นการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานและคณะกรรมการไปพร้อม ซึ่งจะต่างจากศาลปกครอง หรือศาลฎีกา ที่มีการโปรดเกล้าฯ ผู้พิพากษาศาลฎีกาในชั้นหนึ่งก่อน และต่อมาหากผู้ใดได้รับเลือก จึงมีการโปรดเกล้าฯประธานอีกชั้นหนึ่ง
เมื่อถามว่า การตีความเช่นนี้ เป็นปัญหาเรื่องความชอบธรรมที่ได้รับจากการโปรดเกล้าฯ หรือเป็นเรื่องพิธีการมากกว่า คือไหนๆ จะต้องทูลเกล้าเพื่อโปรดเกล้าฯ แล้วทำไปทีเดียวเลย รศ.วรเจตน์ อธิบายว่า
“เรื่องนี้ไม่ใช่แค่พิธีการ ลองนึกภาพดูว่า หากทำอย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญทำอยู่นี้ คือมีประธานลาออกต่อที่ประชุมตุลาการ พอลาออกก็อนุมัติให้ท่านออก แล้วให้ท่านทำหน้าที่ประธานชั่วคราว หลังจากนั้นก็เลือกคุณวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ขึ้นมาเป็นประธาน แล้วส่งชื่อให้ประธานวุฒิสภานำความโปรดเกล้า ผมถามว่า โปรดเกล้าฯ คราวนี้ โปรดเกล้าฯใคร เพราะว่าตอนตั้งเข้ามามีโองการโปรดเกล้าฯ คือมีคำสั่งตั้งตามกฎหมาย แต่ตอนออกนั้นไม่มีคำสั่งออก เพราะตอนตั้งได้ตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญเข้ามา แต่ตอนออกยังไม่มีการให้ออก หมายความว่าตอนที่โปรดเกล้าฯ ต้องโปรดเกล้าเฉพาะคุณวสันต์ สร้อยวิสุทธิ์ขึ้นเป็นประธานศาลคนใหม่ หรือต้องโปรดเกล้าคุณชัช ชลวร ให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกทีด้วยพร้อมกัน”
โดยหลักจึงทำไม่ได้ เพราะในเชิงระบบได้ออกแบบมาให้เป็นแบบนี้ คือเป็นประธานแล้วก็เป็นยาวไปเลย คืออยู่ไปจนหมดวาระ หรือตาย หรืออายุครบ 70 ปี หรือไม่ก็ลาออก (จากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
“คือถ้ามีบทบัญญัติ ว่าด้วยการลาออกจากประธานศาลโดยเฉพาะนี่ อันนี้ทำได้เลย เพราะรัฐธรรมนูญยอมรับให้พ้นตำแหน่งเฉพาะประธานได้ ซึ่งระบบกระบวนการแต่งตั้งก็จะเป็นอีกแบบ แต่เรื่องการลาออกนี้ไปอยู่ในมาตรา 209 คู่ไปกับการพ้นจากตำแหน่งในกรณีอื่นๆ คือเมื่อ (1) ตาย (2) อายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ (3) ลาออก ซึ่งการลาออกนี้ เราอ่านไม่ได้ว่าพ้นตำแหน่งเมื่อตาย ตายจากตำแหน่งประธาน แล้วให้มาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งการลาออกนี้อยู่ในมาตรานี้ มาตราเดียวกัน จึงต้องตีความไปในแนวทางเดียวกันว่า ต้องพ้นไปเลย คือลาออกแล้วพ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลย ไม่ใช่พ้นแต่เฉพาะตำแหน่งประธาน”
“ถ้าไม่มองจากบ้านเรา ดูจากแนวของต่างประเทศ ถ้าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็ไม่เคยเห็นการลาออกจากตำแหน่งประธานแล้วมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ธรรมดา มันไม่มี ไม่เคยเห็นที่ไหนทำแบบนี้ โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่า ถ้าเป็นแล้วก็คือยาว เพราะจริงๆ แล้ว การเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นถือว่าสูงสุดแล้ว ตำแหน่งประธานซึ่งเป็นตำแหน่งในเชิงบริหาร เป็นผู้นำองค์กรซึ่งไม่มีผล คือในบางประเทศตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านก็มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับสูง กว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญอีกก็เป็นไปได้ด้วย เพราะถือว่าเท่ากัน เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกัน ทีนี้บ้านเรา ผมว่าอาจจะเป็นวิธีคิด เป็นวัฒนธรรมความคิดแบบไทย เท่าที่ทราบ คล้ายๆ กับว่ามีการตกลงกันก่อนไว้หรือเปล่าว่า จะอยู่ในตำแหน่งเท่านี้ แล้วจะเปลี่ยนให้คนอื่นขึ้นมาเป็น ซึ่งหากตีความตามรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่น่าจะถูก”
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าแล้วองค์กรไหนจะมีหน้าที่ทำให้เกิดความชัดเจนในข้อกฎหมายนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่พิจารณาตีความรัฐธรรมนูญมีปัญหาในข้อกฎหมาย เสียเอง รศ.วรเจตน์ เห็นว่าต้องเป็นประธานวุฒิสภาที่ต้องพิจารณาเรื่องนี้
“ประธานวุฒิสภาต้องทำความเห็นกลับไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องปรึกษาฝ่ายกฏหมาย เพราะมีหน้าที่ที่ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ จึงต้องรับผิดชอบในแง่นี้ สมมติว่ากระบวนการไม่ถูกต้องแล้วจะทำอย่างไร ประธานวุฒิสภาก็ต้องมีสิทธิ หากเห็นว่าไม่ถูกต้อง จะให้ประธานวุฒิสภานำขึ้นทูลเกล้าได้อย่างไร เพราะฉะนั้นขณะนี้ ความกดดันจะไปอยู่ที่วุฒิสภา อยู่ที่ว่า ประธานวุฒิสภาจะว่าอย่างไร
“นอกจากตัวประธานวุฒิสภาแล้ว อีกองค์กรหนึ่งก็น่าจะเป็นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพราะคุณชัชมาจากสายศาลฎีกา โดยเหตุที่กรณีนี้มีปัญหาเกี่ยวพันกับอำนาจของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในการ เสนอบุคคลมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นศาลฎีกาอาจจะต้องประชุมกันเพื่อพิเคราะห์ประเด็นนี้ แล้วเสนอความเห็นไปที่ประธานวุฒิสภา” วรเจตน์กล่าว'อัมมาร' จวก ‘จำนำข้าว’ ดันออกมาโดยไม่ได้คิด-ดีแต่โม้
ที่มา ประชาไท
เรียบเรียงจาก: ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย
เขียนโดย ณัฏฐพัชร์ ทัศนรุ่งเรือง
สารพัดคำถาม 'นโยบายจำนำข้าว' จากทีดีอาร์ไอ จัดการอย่างไรกับสต๊อก เก็บนานแค่ไหน ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ฉะรัฐบาลมีนโยบายพรั่งพรูออกมาโดยไม่คิด "ดีแต่โม้ โม้ทุกวัน"
วันที่ 4 กันยายน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เปิดแถลงข่าว “กลับไปสู่การจำนำข้าวเปลือก” โดย ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และ ดร.อัมมาร สยามวาลา ณ ห้องประชุมชั้น 2 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ซอยรามคำแหง 39 โดยตั้งคำถามถึงรัฐบาลเกี่ยวกับผลกระทบของโครงการรับจำนำข้าวเปลือก และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ
ย้อนอดีต จำนำข้าวมีแต่ล้มเหลว
ดร.นิพนธ์ กล่าวถึงโครงการจำนำข้าวในอดีต นอกจากการแทรกแซงตลาดข้าวด้วยนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงแล้ว รัฐบาลทักษิณยังพยายามจัดระเบียบการส่งออก เพื่อให้ไทยสามารถขายข้าวส่งออกได้ในราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือการค้าข้าว 5 ประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ล้มเหลว เพราะในที่สุดแล้ว ไทยถูกเวียดนามหลอกให้ตั้งราคาข้าวสูง ขณะที่เวียดนามแอบตัดราคาและเพิ่มยอดขายข้าวจนทำให้ส่วนแบ่งตลาดของไทยลดลง
“หรือการขายข้าวรัฐให้ผู้ส่งออกรายเดียว (เพรซิเดนท์อะกริ) 1.68 ล้านตัน ในปี 2547 ซึ่งในรายงานของวุฒิสภาในปี 2548 บริษัทรับมอบเพียง 0.95 ล้านตัน ส่งออกเพียง 0.59 ล้านตัน และขายข้าว 4-5 ล้านตันให้บริษัทในประเทศเพื่อส่งออก หลังขอแก้สัญญา โดยตัดเงื่อนไข ผู้ซื้อตกลงซื้อข้าวตามโครงการรับจำนำเพื่อส่งออกไปราชอาณาจักร” ดร.นิพนธ์ กล่าว และว่า นอกจากนั้น ยังมีการลดวงเงินในสัญญาค้ำประกัน บริษัทรับมอบข้าวใหม่ที่ขายได้ราคาดีกว่าข้าวเก่า อีกทั้งยังไม่สามารถรับมอบข้าวที่ประมูลได้ทั้งหมด สรุปคือ นโยบายขายข้าวให้ผู้ส่งออกรายเดียวจึงล้มเหลว
ดังนั้นแม้ไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ แต่การที่ข้าวไทยราคาสูงขึ้นจากการรับจำนำนั้น ได้ทำให้คู่แข่งได้ประโยชน์ ทั้งจากการส่งออกเพิ่มในราคาสูงขึ้น และตัดราคาต่ำกว่าไทย ทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาด
หนี้สินบาน ซุกไว้ใต้พรม
ดร.นิพนธ์ กล่าวถึงภาระหนี้สินจากโครงการจำนำในอดีต เกิดค่าใช้จ่ายแฝงและหนี้สินนานหลายปี เพราะมีข้าวค้างสต๊อกจำนวนมาก เกิดภาระหนี้สินปลายเปิด (Contingent liability) 1.42 แสนล้านบาท (ณ ก.ค.2554) โดยหนี้ก้อนนี้ถูกซุกไว้เป็นบัญชีจำแลงนอกงบประมาณแผ่นดิน คือที่ ธกส.
“ข้าวค้างสต๊อกในโครงการรับจำนำปี 2547/48-2549/50 มีอยู่ 10.33 ล้านตัน สามารถระบายได้ 5.49 ล้านตัน และมีข้าวค้างสต๊อกถึง 4.84 ล้านตัน ซึ่งเวลานี้คงไม่มีข้าวแล้ว เพราะข้าวที่ค้างสต๊อกนานๆ ก็เหมือนการนำข้าวไปทิ้งทะเล เพียงแต่เราต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าโกดังเท่านั้นเอง”
นอกจากนี้ ดร.นิพนธ์ ยังกล่าวถึงผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดข้าวไทยที่จะทำให้ชาวนาหันมาผลิตข้าว อายุสั้นที่มีคุณภาพต่ำเพื่อจะได้นำข้าวสู่โครงการจำนำปีละหลายครั้ง ข้าวพม่า ข้าวเขมรจำนวนมากจะทะลักเข้าสู่โครงการนี้ ขณะเดียวกันโรงสีในโครงการจะได้กำไร โดยไม่ต้องใช้ฝีมือในการค้าขาย และได้เปรียบโรงสีนอกโครงการ พ่อค้าท้องถิ่นหันมาทำธุรกิจโรงสีจนทำให้ตลาดกลางสูญพันธุ์
“โครงการรับจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงจึงสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ข้าวไทย ชาวนาผลิตข้าวคุณภาพต่ำขายให้รัฐบาลด้วยต้นทุนสูงขึ้น ไทยเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่ง เกิดกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนเกินจากเงินแทรกแซงของรัฐ ขณะที่รัฐสร้างภาระหนี้แบบปลายเปิดให้คนรุ่นหลัง ทั้งนี้ ผลประโยชน์ตกอยู่ที่ชาวนาเพียง 38% ที่เหลือส่วนใหญ่ตกอยู่กับพ่อค้า ผู้ส่งออก โรงสี เจ้าของโกดัง เกิดกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์ก้อนนี้ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเลย ”
หลายคำถาม จากดร.อัมมาร
ขณะที่ดร.อัมมาร กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะพยายามออกมาตรการมาแก้ปัญหาการสวมสิทธิ์โดยโรงสีแทนชาวนา ด้วยการออกบัตรเครดิตนั้น ตนก็ไม่แน่ใจว่า รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรหรือแก้ไขปัญหานี้ได้
“กิจกรรมใหญ่ของการจำนำข้าว คือการสต๊อกข้าว การจัดการกับการสต๊อกข้าว ผมไม่เถียง และเถียงไม่ได้ที่รัฐซื้อข้าวในปริมาณที่สูงจะยกระดับราคาข้าว เชื่อว่า 3-4 ปีข้างหน้า ราคาข้าวจะขึ้น หากต้องการให้สูงขึ้นมากๆ ถึงร้อยละ 50 จากระดับราคาปัจจุบันที่ถูกดันให้สูงขึ้นจากการเก็งกำไรของพ่อค้า อย่างไรก็ตามยิ่งซื้อมาก แต่พอได้ข้าวมาอยู่ในสต๊อกแล้วคุณต้องการจะทำอย่างไรกับข้าว นี่คือคำถามที่ผมมี รัฐบาลตั้งใจจะทำอะไร และมีมาตรการอะไร”
ดร.อัมมาร กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลต้องการให้ราคาข้าวในต่างประเทศสูงขึ้น ต้องไม่ระบายข้าวออก ซึ่งช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เมื่อนำโครงการประกันมาใช้แรกๆ ก็มีข้าวค้างสต๊อกที่เหลือจากโครงการจำนำจนต้องต่อโครงการนี้ไปอีก 2 ฤดู มีข้าวกองอยู่ 5 ล้านตัน ไม่กล้าระบายออก เพราะทำให้ราคาตก
“ข้าวที่มีการสต๊อกเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นเหมือน "ดินพอกหางหมู" มีปัญหาเรื่องการจัดการ ซึ่งรัฐบาลคิดว่าแก้ปัญหาได้ด้วยการจัดระเบียบการส่งออก อันนี้เป็นฝันกลางวันของนักการเมืองแทบทุกคน แทบทุกพรรคว่าจะจัดการขายข้าวในราคาสูงขึ้นได้ แต่ก็พบว่า ประสบความล้มเหลวมาโดยตลอด หรือต้องร่วมมือกับต่างประเทศคู่แข่ง ผมคิดว่า จะเป็นการเปิดโอกาสให้เวียดนามหลอกเราได้”
ข้าวไม่ใช่น้ำมัน ปิดก๊อกสต็อกเพิ่ม
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ยกกรณีประเทศซาอุดิอาระเบีย พร้อมจะลดการผลิตน้ำมัน ซึ่งเสมือนการเพิ่มสต๊อกที่อยู่ในดิน น้ำมันไม่ได้หายไปไหน แต่นั่นคือ "น้ำมัน" ไม่ใช่ "ข้าว" เขาจึงสามารถทำได้ แต่สำหรับประเทศไทย อยู่ดีๆ จะบอกไม่ให้เกษตรกรปลูก ถามว่า ทำได้หรือไม่
“การให้เกษตรกรปลูกข้าวน้อยลง ผมตั้งคำถาม จะมีอำมาตย์หน้าไหนตามบอกเกษตรกรลดการปลูกข้าวลง จะมีใครไปบอกเกษตรกร เพราะเป็นสิทธิ์แต่โบราณการของการปลูกข้าว ดังนั้นจึงเป็นฝันกลางวันของนักการเมืองที่บอกว่า เราจะควบคุมการส่งออกได้”
ดร.อัมมาร กล่าวอีกว่า เรื่องสต๊อกข้าวจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้วยปีต่อๆ ไป แต่ต้องกลืนไปเรื่อยๆ หากจะรักษาระดับราคาข้าว ผลผลิตก็ถีบตัวสูงขึ้น เวลานี้ทุกคนอยากปลูกข้าวมาก การบอกให้ปลูกข้าวน้อยลง ถามว่า รัฐบาลมีมาตรการอย่างไรให้ชาวนาปลูกข้าวน้อยลงได้สำเร็จ หวังว่าการปลูกข้าวในประเทศไทยจะไม่ใช่การปลูกฝิ่นที่เป็นของต้องห้าม ปลูกไม่ได้
“คำถามที่เรามีต่อนโยบายการจำนำ จึงไม่ใช่ราคาขึ้นจริงหรือไม่ เมื่อรัฐบาลซื้อข้าวได้ เพราะสัญญาไว้แล้ว แต่จะทำอย่างไรกับสัญญา จะเก็บสต๊อกนานแค่ไหน ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ขณะที่ข้าวออกมาเรื่อยๆ"
สำหรับการตั้งราคาข้าวสูงๆ นั้น ดร.อัมมาร กล่าวว่า การตั้งราคาสูงลูกค้าหาย ข้าวเหล่านั้นก็จะไปกองอยู่ในสต๊อก และ หากเราหยุดขายข้าว คนที่ได้ประโยชน์คือคู่แข่ง เพราะเราส่งออกข้าวในราคาบ๊องๆ อย่างนั้น
ตั้งชื่อรัฐบาลนี้ ดีแต่โม้
เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะในการบรรเทาความเสียหายจากโครงการรับจำนำ ข้าว ดร.อัมมาร กล่าวว่า การรับจำนำ 15,000 บาท และการรับจำนำ รัฐบาลคงไม่ถอยแน่ ฉะนั้นการไปเยียวยาลดปัญหาลงนั้น เหลือวิสัยที่เราจะคิดออก ไม่ใช่หน้าที่ ที่จะไปคิด
“รัฐบาลบอกจำนำก็เชิญท่านทำไป เพื่อต้องรักษาสัญญา ผมมีแต่คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ” ดร.อัมมาร กล่าว และว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายพรั่งพรูออกมาโดยไม่ได้คิด ซึ่ง ต่างจากรัฐบาลทักษิณยุคแรก เวลานี้ผมจึงเห็นว่า นักการเมืองกำลังหันซ้ายหันขวา แก้ปัญหาไปวันต่อวัน โม้ไปวันต่อวัน จนผมอยากตั้งชื่อรัฐบาลนี้ว่า ดีแต่โม้ โม้ทุกวัน เป็นอย่างนั้น
นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวด้วยว่า ดังนั้น โครงการรับจำนำข้าวไม่ควรออกแบบมาตั้งแต่ต้น การมีนโยบายที่มีการคาดหมายเข้าข้างตัวเองเสมอๆ แบบที่รัฐบาลนี้มีเป็นเรื่องที่ตัวเองก็กลัว ผิวปากไปเรื่อยๆ เป็นนโยบายฝันให้ตัวเองหลุดพ้นปัญหาที่สร้างขึ้นมา