WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 6, 2011

วิโรจน์ ณ ระนอง: โครงการ “ประกันราคาข้าว” ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ที่มา ประชาไท

ถ้า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากถ้อยแถลงที่เราได้ยินได้ฟังจากรัฐบาลในขณะ นี้ ปี 2554 ก็จะเป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นประเทศไทยนำโครงการประกันราคาข้าวมาใช้ หลังจากที่หลายฝ่ายเคยเรียกร้องให้มีโครงการนี้มาหลายครั้งหลายคราในช่วงเกือบ 40 ปีที่ผ่านมาหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

เปล่า ครับ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ได้แถลงนโยบายว่าจะทำโครงการประกันราคาข้าว แต่ประกาศว่าจะรับจำนำข้าวเปลือกในราคาตันละ 15,000 บาท ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วแทบจะฟันธงได้เลยว่าการจำนำทั้งหมดจะกลายเป็นการขายขาดที่ปราศจากการไถ่ถอน เพราะราคาข้าวเปลือกที่ตั้งเอา 15,000 บาทนี้เป็นราคาที่สูงกว่าราคาข้าวเปลือกที่เคยมีมาในอดีต (ก่อนเลือกตั้งหนนี้ราคาข้าวเปลือกอยู่ที่ประมาณ 10,200 บาท หรือแม้กระทั่งเมื่อต้นปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่ทั่วโลกเกิดความแตกตื่นเรื่องวิกฤตพืชอาหารจนราคาข้าวสารขึ้น ไปถึงสองหมื่นกว่าบาทนั้น ราคาข้าวเปลือกก็ยังขึ้นไปไม่ถึง 15,000 บาท!)

ข้อ แตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งของโครงการ "จำนำข้าว" ครั้งนี้ กับโครงการ “จำนำ” "แทรกแซง" หรือ "พยุงราคา” ในอดีตก็คือ รัฐบาลนี้ประกาศว่าจะรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่ชาวนาเอามาจำนำ ซึ่งเมื่อประกอบกับราคาจำนำที่ตั้งไว้สูงเป็นประวัติการณ์แล้ว นี่จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่โดยเนื้อแท้แล้ว รัฐบาลกำลังจะทำโครงการ "ประกันราคาข้าว" ให้กับชาวนาทุกคน ซึ่งต่างกับในอดีตที่รัฐบาลมัก "แทรกแซง" หรือ "พยุง" ราคาข้าวโดยรับซื้อหรือรับจำนำข้าวเพียงบางส่วนในบางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งทำให้ผลประโยชน์ส่วนใหญ่มักตกอยู่ที่คนที่จัดสรรโควต้าหรือโรงสีที่ได้ โควต้า เพราะโรงสีที่ได้โควต้าสามารถกดราคาข้าวโดยตีชนิดของข้าวต่ำกว่าความเป็น จริง และ/หรือ หักค่าความชื้นและสิ่งเจือปนในอัตราที่สูงเกินจริง เพราะโรงสีรู้ดีว่าถึงหักเกินจริงไปบ้าง ชาวนาที่ยังได้ราคาสูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อยก็มักจะยอมขายหรือจำนำให้กับ ตนมากกว่าที่จะขนไปขายโรงสีอื่นในราคาตลาดซึ่งต่ำกว่าราคาที่ตนตีให้ ในแง่นี้ นโยบาย “ประกันราคา” ที่ชาวนาทุกคนมีสิทธิ์จำนำข้าวทุกเมล็ดน่าจะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองของชาว นา เพราะถ้าโรงสีใดตุกติก ชาวนาก็สามารถไปจำนำที่โรงสีอื่นในพื้นที่หรือจังหวัดใกล้เคียง (ซึ่งควรต้องมีจำนวนมากพอถ้าจะรับจำนำข้าวทุกเมล็ด) นโยบายนี้จึงน่าจะช่วยให้ชาวนาได้รับราคาที่ใกล้เคียงกับราคาที่รัฐบาล ประกาศมากกว่าโครงการจำนำข้าวในอดีต

แต่ถึงแม้ว่าการประกันราคาข้าว ในราคาที่สูงกว่าตลาดจะเอื้อให้ชาวนาได้ รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ (คล้ายกับโครงการของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่นำโครงการที่เสนอโดยทีดีอาร์ไอ [1] ไปใช้และตั้งชื่อใหม่ว่าเป็นโครงการ “ประกันรายได้” ซึ่งก็ไม่จริงตามชื่อเช่นกัน เพราะถ้าข้าวของชาวนาที่เข้าร่วมโครงการเกิดเสียหายหมดเพราะฝนแล้ง เขาก็จะเหลือรายได้แค่เงินชดเชยประมาณไร่ละ 1,000-2,000 บาทเท่านั้นเอง) แต่น่าเสียดายที่โครงการที่ฟังดูดีอย่างโครงการประกันราคาข้าวที่กำลังจะ เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาตร์กลับมีโอกาสสร้างปัญหาใหญ่หลายประการ

ประการ แรก โครงการนี้จะทำให้ข้าวเกือบทุกเมล็ดวิ่งเข้ามาสู่โครงการจำนำของรัฐบาล เพราะถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีชาวนาไม่น้อยที่ปลูกข้าวแล้วเก็บไว้กินเอง (โดยมักเอาข้าวเปลือกไปสีที่โรงสีใกล้บ้าน) แต่ในไม่ช้า ชาวนาเหล่านี้จะพบว่าพวกเขาจะมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นจากการเอาข้าวไปขาย (“จำนำ” กับรัฐบาล) ในราคาสูง แล้วเอาเงินมาซื้อข้าวสารกินแทน (ยกเว้นกรณีที่รัฐบาลจะทำให้ข้าวสารมีราคาแพงตามไปด้วย ซึ่งจะกล่าวถึงทีหลัง) เมื่อเป็นเช่นนี้ ปริมาณข้าวที่ออกมาเข้าโครงการจำนำก็จะสูงกว่าข้าวที่เข้าสู่ตลาดในปัจจุบัน และจะทำให้รัฐบาลกลายมาเป็นผู้ผูกขาดซื้อข้าวรายเดียวของประเทศโดยไม่ได้ ตั้งใจ

เมื่อรัฐบาลกลายมาเป็นเจ้าของข้าวจำนวนมหาศาล รัฐบาลก็มีทางเลือกสองทางคือ (1) พยายามขายข้าวที่ทั้งหมดออกไปในราคาตลาดโลก (ซึ่งก็คงจะขาดทุนเป็นจำนวนมาก เพราะต้องขายข้าวจำนวนมากในราคาถูกกว่าที่ซื้อมา) (2) กักเก็บสต๊อกข้าวเอาไว้มากๆ ซึ่งถ้าทำให้ตลาดเชื่อได้ว่ารัฐบาลจะเก็บข้าวนี้เอาไว้เป็นเวลานาน ราคาตลาดก็อาจจะสูงขึ้นในช่วงต้นๆ แต่เมื่อไหร่ที่ก็ตามรัฐบาลปล่อยสต๊อกนี้ออกมา ราคาข้าวก็จะตกลง หรือถ้าไม่ปล่อยออกมาภายใน 1-2 ปี ข้าวก็จะเสื่อมคุณภาพ ซึ่งถ้ารัฐบาลไม่ต้องการหลีกเลี่ยงความสูญเสียในกรณีนี้ ตั้งแต่ปีที่ 2-3 เป็นต้นไป รัฐบาลก็จะต้องปล่อยสต๊อกข้าวเก่าออกมาทุกๆ ปี ในกรณีนี้ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะสามารถนำข้าวรุ่นใหม่ไปเก็บเป็นสต๊อกทดแทนของที่ปล่อยออก มาได้ แต่การเก็บสต๊อกก็จะไม่ช่วยยกระดับราคาอีกต่อไป เว้นแต่รัฐบาลจะใช้วิธีเพิ่มปริมาณสต๊อกใหม่ไปเรื่อยๆ

ประการที่สอง ถ้ารัฐบาลดำเนินโครงการนี้ไปเรื่อยๆ ชาวนาทั้งรายเก่าและรายใหม่ก็จะหันมาปลูกข้าวกันมากขึ้น (ทุกวันนี้ เรามีจำนวนชาวนาลดลง แต่ผลผลิตและส่งออกเพิ่มขึ้นแทบทุกปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยโดยเฉลี่ยบริโภคข้าวน้อยลง ถ้าต่อไปเรามีจำนวนชาวนาเพิ่มขึ้น ก็น่าจะทำให้ผลผลิตและส่งออกเพิ่มเร็วขึ้นกว่านี้) ซึ่งนอกจากปริมาณข้าวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วจะหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของรัฐแล้ว ยังเพิ่มแรงกดดันให้ราคาตลาดลดลงด้วย แต่ถ้ารัฐบาลต้องการลดภาระนี้โดยให้ชาวนาลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวลง ก็อาจต้องใช้วิธีการแบบสหรัฐฯ หรือยุโรป ที่จ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรแทน แต่เงินชดเชยนี้ก็ต้องมากพอที่จะจูงใจไม่ให้ปลูกข้าวในช่วงที่รัฐบาลตั้ง ราคาข้าวไว้สูงๆ ด้วย

ที่ผ่านมา รัฐบาลแทบทุกรัฐบาลมักจะเชื่อว่าการที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่จะทำ ให้เราสามารถใช้อำนาจทางการตลาดที่มีอยู่บ้างมากำหนดราคาส่งออกให้สูงขึ้น แต่ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว แม้กระทั่งในตลาดผูกขาดที่มีผู้ขายเพียงรายเดียวหรือน้อยรายนั้น การใช้อำนาจการผูกขาดในการตั้งราคาให้สูงขึ้นนั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ขายลดปริมาณสินค้าที่ขายลงเท่า นั้น (ซึ่งเป็นวิธีที่ OPEC ทำเพื่อขึ้นราคาน้ำมันในอดีต) ในทางกลับกัน ถ้าผู้ผลิตมีเป้าหมายที่จะขายสินค้าที่ผลิตให้หมดในขณะที่ตนมีผลผลิตเพิ่ม ขึ้นเรื่อยๆ นั้น ทางเลือกเดียวของผู้ขายคือลดราคาลง ซึ่งถ้ารัฐบาลทำเช่นนั้น ก็หมายความว่ารัฐบาลต้องขาดทุนจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น

นอกจาก นี้ ประเทศไทยไม่ได้มีฐานะเป็นผู้ผูกขาดตลาดข้าวของโลก ที่ผ่านมา เราพบว่าเมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลประสบความสำเร็จในการทำให้ราคาข้าวในประเทศ ไทยแพงขึ้น เราก็มักจะสูญเสียตลาดส่งออกให้กับประเทศคู่แข่ง (ตัวอย่างเช่น ในปี 2535/36 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลดำเนินโครงการแทรกแซงอย่างมาก และประสบปัญหาการขาดทุนมากเช่นกัน) สำหรับความพยายามในการกำหนดราคาร่วมกับประเทศผู้ส่งออกข้าว 5 ประเทศในอดีตนั้น การศึกษาที่ผ่านมาก็พบว่าไม่ได้บรรลุเป็นข้อตกลงที่มีผลในทางปฏิบัติจริงแต่ อย่างใด [2]

หลาย ท่านอาจถามว่าทำไมนโยบาย “จำนำข้าว” ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงได้รับความสนใจและการวิพากษ์วิจารณ์มากเป็นพิเศษ คำตอบส่วนหนึ่งคงมาจากการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีความเชื่อมโยงกับที่พรรคไทย รักไทยเคยสร้างมาตรฐานทางการเมืองใหม่มาก่อนในการนำนโยบายที่หาเสียงมา ดำเนินการจริง และในการเลือกตั้งครั้งที่เพิ่งผ่านมานี้ พรรคการเมืองใหญ่ 3-4 พรรคแรกได้แข่งกันเสนอนโยบายซึ่งมีลักษณะของการอุดหนุนกลุ่มต่างๆ มากขึ้นอย่างชัดเจน (พรรคภูมิใจไทยเสนอโครงการประกันราคาข้าวเปลือกตันละ 20,000 บาท ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์สัญญาว่าจะ “เพิ่มเงินกำไรในการประกันรายได้เกษตร”) การที่นโยบาย “จำนำข้าว” ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีเนื้อแท้ที่กลายมาเป็นโครงการประกันราคาที่แตกต่างไป จากนโยบายจำนำข้าวในอดีตก็เป็นตัวอย่างที่บ่งชี้ถึงความดุเดือดในการแข่งขัน ในการเสนอนโยบายได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ หลายท่านที่คุ้นเคยกับการที่เกษตรกรในประเทศที่พัฒนาแล้วมีรายได้ดีและขาย สินค้าเกษตรได้ในราคาที่สูงอาจสงสัยว่าประเทศเหล่านั้นสามารถอุดหนุนเกษตรกร โดยไม่มีปัญหาแบบเราหรือ คำตอบส่วนหนึ่งก็คือ ประเทศที่มีราคาสินค้าเกษตรสูงมักเป็นประเทศที่ไม่ได้พึ่งการส่งออกสินค้า เหล่านั้น และในขณะเดียวกันก็มักจำกัดโควต้าหรือกีดกันการนำเข้าสินค้าเกษตรเหล่านั้น ด้วย การที่ประเทศเหล่านี้ตัดการเชื่อมต่อสินค้าเกษตรกับตลาดโลกทำให้ราคาสินค้า เหล่านั้นถูกกำหนดด้วยความต้องการและกำลังซื้อในประเทศซึ่งประชากรมักจะมี กำลังซื้อที่สูงอยู่แล้ว

แต่สำหรับประเทศที่ยังคงมุ่งขยายการผลิต ด้านการเกษตรเช่นประเทศไทยนั้น ราคาสินค้าเกษตรที่มีการส่งออกส่วนใหญ่จะขึ้นกับตลาดโลกค่อนข้างมาก การตัดการเชื่อมต่อกับตลาดโลกมีแต่จะทำให้ราคาภายในประเทศต่ำลง (ไม่เช่นนั้นจะมีของเหลือที่ขายไม่ออกในประเทศ) ในทางกลับกัน การพยายามดึงให้ราคาสินค้าภายในประเทศสูงกว่าตลาดโลกนั้นทำได้ยาก เพราะเป็นการฝืนธรรมชาติที่สินค้าเหล่านี้มักจะมีราคาต่ำกว่าราคาส่งออก เมื่อใดก็ตามที่เราฝืนดึงราคาในประเทศขึ้นมาเหนือราคาส่งออกได้ ก็มักจะจูงใจให้มีการผลิตมากขึ้น แต่ก็มักจะมีปัญหาการส่งออกตามมาด้วย (เพราะสินค้าที่ผลิตเพิ่มมักมีต้นทุนสูงกว่าราคาตลาดโลก) และอาจต้องแก้ปัญหาผลผลิตล้นเกินด้วยการอุดหนุนส่งออก (ซึ่งวิธีนี้เท่ากับการนำภาษีของประชาชนไทยไปจ้างผู้บริโภคในต่างประเทศให้ ซื้อสินค้าของเราเพิ่ม)

ดังนั้น ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้จำเพาะเจาะจงกับโครงการหนึ่งโครงการใดของพรรค หนึ่งใด แต่เป็นปัญหาที่จะเกิดจากโครงการที่พยายามบิดเบือนตลาดทุกโครงการ ตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมางบที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กับโครงการ “ประกันรายได้” ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และคงจะเพิ่มขึ้นอีกมากพอสมควรถ้าพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาลและ ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะ “เพิ่มเงินกำไรในการประกันรายได้เกษตร” แต่การที่นักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน (รวมทั้ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร มรว.ปรีดียาธร เทวกุล และ ดร.วิรไท สันติประภพ) มีความห่วงใยโครงการจำนำ/ประกันของรัฐบาลยิ่งลักษณ์มากกว่า นอกจากจะเป็นเพราะปัญหาในอดีตของโครงการนี้ในยุคที่มีการจัดสรรโควต้าแล้ว ก็คงเป็นเพราะคาดกันว่าจะมีผลกระทบที่รุนแรงกว่า เนื่องจากมีพยายามเพิ่มราคาข้าวเปลือกถึงเกือบร้อยละ 50 แต่ถ้ารัฐบาลนี้หันมาปฏิรูปโครงการจำนำหรือประกันราคาข้าวทุกเมล็ดมาใช้เป็น เครื่องมือที่ช่วยชาวนาบริหารความเสี่ยง โดยกำหนดราคาจำนำหรือราคารับซื้อที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดโลก (ประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศจะตั้งราคาจำนำไว้ที่ร้อยละ 70-80 ของราคาเป้าหมาย—ซึ่งอิงแนวโน้มราคาในระยะยาว—เท่านั้น เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพในปีที่ราคาตลาดตกต่ำเป็นพิเศษ) นโยบายจำนำหรือประกันราคาข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลนี้ ก็จะกลายเป็นนโยบายใหม่ที่ชาวนาและเกษตรกรอื่นๆ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงในปีที่ราคาตกต่ำกว่าปกติได้

วิโรจน์ ณ ระนอง: โครงการ “ประกันราคาข้าว” ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์

อ้างอิง:

  1. ดู ตัวอย่างข้อเสนอโดยละเอียดใน วิโรจน์ ณ ระนอง และ วีรวัฒน์ จันทโชติ. “การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและกลไกการบริหารราคาสินค้าเกษตรตามข้อ เสนอใหม่” โครงการแผนแม่บทกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2540-2549 กรุงเทพ: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. 2541. และใน วิโรจน์ ณ ระนอง “ข้อเสนอแนวทางการบริหารราคาสินค้าเกษตรของไทย” วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 4 สิงหาคม 2541
  2. วิโรจน์ ณ ระนอง และ ศรชัย เตรียมวรกุล. “การรวมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตร: กรณีศึกษาเรื่องยางพาราและข้าวของไทย” เอกสารประกอบการสัมมนาประจำปี 2545 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.

TCIJ: ‘คนลุ่มน้ำอีสาน’ เห็นพ้องทำข้อมูลพื้นที่ ดัน ‘โมเดลการจัดการน้ำทางเลือก’

ที่มา ประชาไท

เปิดเวทีวิพากษ์นโยบายจัดการน้ำของรัฐฯ นักวิชาการจวกคิดแบบแยกส่วน ละเลยความสัมพันธ์ของมนุษย์กับภูมินิเวศ ด้านชาวบ้านลุ่มน้ำร่วมระดมความคิดเสนอแนวทางการจัดการน้ำทางเลือก ผลักดันเป็นโมเดลเสนอรัฐบาล

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2554 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จ.อุดรธานี ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน และนักวิชาการในแวดวงสถาบันอุดมศึกษาท้องถิ่น จัดเวทีวิชาการวิพากษ์นโยบายการจัดการน้ำและบทเรียนจากประสบการณ์ชุมชนอีสาน โดยเชิญชาวบ้านจากลุ่มน้ำโขงอีสาน ชี ห้วยหลวง หนองหาน ลำพะเนียง และแก่งละว้า จำนวนกว่า 300 คน ร่วมถอดบทเรียนและเสนอโมเดลการจัดการน้ำทางเลือกเสนอรัฐบาลใหม่
ช่วงแรก วิทยากรได้ผลัดเปลี่ยนกันอภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์นโยบายของการจัดการลุ่ม น้ำของรัฐบาล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเวทีได้เข้าใจภาพรวมของนโยบาย แผนและโครงการการจัดการน้ำในอีสาน อาทิ การผันน้ำข้ามประเทศ น้ำงึม-ห้วยหลวง-ลำปาว การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำในภูมิภาค โครงการระบบเครือข่ายน้ำพื้นที่วิกฤต 19 พื้นที่ และนิเวศอีสานกับการจัดการน้ำ เมื่อเข้าสู่ช่วงที่สอง มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างวิทยากรกับชาวบ้านจากพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆเกี่ยว กับประสบการณ์และปัญหาของแต่ละพื้นที่อย่างกว้างขวาง อีกทั้งมีการระดมความคิดเสนอแนวทางการจัดการน้ำทางเลือกร่วมกันเพื่อผลักดัน โมเดลการจัดการน้ำเสนอรัฐบาลต่อไป
นายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี แลกเปลี่ยนในเวทีว่า การจัดการน้ำขนาดใหญ่ของรัฐนั้นได้สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการพัฒนาที่เกินความ จำเป็น คนชนบทอีสานไม่ได้ต้องการน้ำปริมาณมากๆ อย่างที่รัฐคิด น้ำที่มีอยู่มันก็เพียงพออยู่แล้ว ขณะเดียวกันกระบวนการจัดการน้ำของรัฐดังกล่าวยังมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจ ขาดการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในพื้นที่ ที่สำคัญคือการละเลยการมองในมิติความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้าน ภูมิปัญญา และภูมินิเวศเฉพาะของแต่ละพื้นที่
ฉะนั้น ทางออกของการจัดการน้ำที่จะสามารถสร้างความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติอย่าง ยั่งยืนได้นั้น จึงต้องเปิดพื้นที่ให้กับการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในท้องถิ่น คืนอำนาจการตัดสินในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้กับชาวบ้าน เพื่อให้มีการจัดการน้ำในระดับย่อย กระจายตัวให้เหมาะสมสอดคล้องกับภูมินิเวศ และวิถีชีวิตของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่
ด้านนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในภาคอีสาน ลักษณะของการเกษตรจะต่างกับการเกษตรในภาคกลางโดยสิ้นเชิง ถ้าไปทำนาในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น ในหนอง บึง ที่อยู่ในอีสาน เราพัฒนาได้เพียงบางที่ เพราะบางที่เราสูบน้ำในช่วงหน้าแล้ง เกลือก็ตามมา ผลกระทบก็คือว่า น้ำที่เข้าไปอยู่ในแปลงเกษตรจะทำให้ข้าวตาย อันนี้พิสูจน์ได้จากโครงการสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้าซึ่งดำเนินการโดยกรมพัฒนา และส่งเสริมพลังงาน ที่เคยทำมาแล้ว หรือพอเป็นโครงการโขงชีมูลที่มีการสร้างเขื่อน เช่น เขื่อนราษีไศล และเขื่อนอื่นๆ จะมีเพียงบางเขื่อนเท่านั้นที่สามารถสูบน้ำได้จากน้ำมูล น้ำชี มาใช้ได้
“พฤติกรรมของการเกษตรในภาคอีสานเกือบจะทั้งหมดต้องทำนาโดยการใช้น้ำจากธรรมชาติ ไม่ใช่น้ำในระบบชลประทาน” นายหาญณรงค์กล่าว
ส่วนนายวิเชียร ศรีจันนนท์ แกนนำกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลยกเลิก หยุด หรือชะลอโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาการจัดการน้ำตามแนวทางของรัฐบาลได้สร้างผลกระทบทางลบมากกว่า ประโยชน์ที่รัฐได้บอกกับชาวบ้านเอาไว้ ตัวอย่างที่ลำพะเนียงชัดเจนมาก ระบบนิเวศในลำพะเนียงเสื่อมโทรม
“ทรัพยากรที่มันเคยมีอยู่หลากหลาย ชาวบ้านสามารถไปเอามาเป็นอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เอาไปขายตลาดก็ทำไม่ได้แล้วเดี๋ยวนี้ ธรรมชาติมันเปลี่ยนแปลงไปหมด แล้วใครจะเข้ามารับผิดชอบให้ชาวบ้าน ถ้าไม่ใช่พวกเรารับผิดชอบตัวเราเอง” นายวิเชียรกล่าว
นายคงเดช เข็มนาค กรรมการกลุ่มชาวบ้านอนุรักษ์และฟื้นฟูแก่งละว้า กล่าวในทำนองเดียวกันว่าโครงการจัดการน้ำของรัฐที่ผ่านมา ได้สร้างปัญหาให้กับชาวบ้าน มีการสร้างคันดินล้อมรอบแก่งเพื่อกักเก็บน้ำ ทำให้น้ำไม่สามารถไหลลงแก่งละว้าได้ น้ำเอ่อล้นท่วมที่ดินทำกินของชาวบ้าน ดังนั้นรัฐจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและเยียวยาจากนโยบาย การจัดการน้ำของภาครัฐที่ล้มเหลว นายคงเดชกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเวทีจะยุติลงทางวิทยากร และชาวบ้านจากพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ ได้มีความเห็นร่วมกันว่า แต่ละพื้นที่ต้องกลับไปประมวลสถานการณ์และถอดบทเรียนของพื้นที่ตนเอง เพื่อจัดทำข้อมูลระดับพื้นที่ที่ถูกต้อง ชัดเจน แล้วนำเสนอเป็นทางเลือกในการจัดการน้ำให้กับรัฐบาลต่อไป

ผู้หญิงยิงฮ.สู้ต่อไม่สู้ก็ตาย-ตายก็ไม่กลัว เพื่อนร่วมชะตาก้าวขาไม่พ้นคุกโดนยัดคดีใหม่ต่อหน้าลูกเมีย

ที่มา Thai E-News

ยิ้มแห่งอิสรภาพ-"เจ๊ จ๋า"คดีผู้หญิงยิงฮ.กับช็อตแรกสู่อิสรภาพถ่ายรูปคู่กับทนายอานนท์ นำภา (ภาพบน) และ"ผู้พันสู้"น.ต.ชนินทร์ คล้ายคลึง (ภาพล่าง) ที่ไปรอต้อนรับออกจากเรือนจำ เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ 5 ก.ย. ปรากฎในเฟสบุ๊คของผู้พันสู้ ทั้งนี้ผู้หญิงยิงฮ.กับผู้ร่วมชะตากรรมอีก2รายถูกจับติดคุกมาตั้งแต่ 3 พฤษภาคม 2553 หรือถูกขัง 1 ปี 4 เดือน ศาลยกฟ้องเมื่อ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ถูกขังต่อมาอีก 2 สัปดาห์ เพิ่งให้ประกันและก้าวสู่อิสรภาพในค่ำวานนี้ ทว่าเพื่อนร่วมชะตารายหนึ่งก้าวขายังไม่พ้นคุกโดนยัดคดีใหม่ทันควัน(ภาพเป็นข่าว)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 กันยายน 2554

ทนายอานนท์ นำภา ซึ่งไปต้อนรับผู้หญิงยิงฮ.สู่อิสรภาพเมื่อค่ำวานนี้เขียนลงเฟสบุ๊คว่า
"เราเสื้อแดงต้องสู้ต่อไป เพราะถ้าถอยคือความตาย..."บางถ้อยจากคนจริง จ๋า... เธอถูกกล่าวหาว่ายิง ฮ.

ส่วนผู้พันสู้บันทึกลงเฟสบุ๊คของเขาว่า

เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้้ถ่ายรูปคู่กับหญิงสาว ที่เรียกว่า ผู้หญิง ยิง ฮอ. ไม่ใช่ผู้หญิงยิงเรืออีกต่อไป 555 พี่จ๋าผู้ถูกกล่าวหาว่ายิงเฮเลิคอปเตอร์ด้วยบั้งไฟ. กูอยากจะขำให้ฟันร่วง ทีแม่งตก3 ลำซ้อนเสือกหาข้อมูลไม่ได้ว่าล้ำแดนได้อย่างไร อย่าตอแหลมาก. ทหาร. เทคโนโลยีไปไกลจนรู้ว่า ใครอยู่ตรงไหนแล้ว และจงรู้ไว้ว่า พวกเราจะขุดคุ้ยความชั่วของตัวเหี้ยต่อไป

ส่วนป๋าจอมตั๊บฯบันทึกถึงการไปต้อนรับผู้หญิงยิงฮ.ซึ่งวเป็นข่าวดี ปิดท้ายด้วยข่าวสะเทือนใจเมื่อ 1ในผู้ร่วมชะตากรรมเหมือนโดนแกล้ง พ้นคุกคดีนี้โดนรวบไปขังอีกคดีใหม่ ท่ามกลางสายตาลูกเมียที่สุดแสนจะร้าวรานใจ
รับ ตัวพี่จ๋า-นฤมล วรุณรุ่งโรจน์ เหยื่อที่ถูกภาครัฐภายใต้อำนาจศอฉ.ใส่ข้อหา "ผู้หญฺงยิงฮ." มานั่งทานอาหารมื้อแรกนอกเรือนจำ ในรอบ 1 ปี 4 เดือน 2 วัน ที่ต้องถูกจองจำโดยที่ไม่มีความผิดใดๆ

แต่ออกจากคุกแล้ว วันรุ่งขึ้นพี่จ๋าต้องขึ้นศาลอาญารัชดาอีกรอบ คดีใ้ไม้คมแฝกตีหัวทหารที่มาสลายการชุมนุมครับ

พี่จ๋าเล่าว่า พี่แค้นมากนะไอ้พวกทหารที่มาสลายเรา มาป้วนเปี้ยนหน้าบ้าน มาจับพี่ เคยปฏิญาณไว้ว่า วันนึงต้องเอาคืนพวกมันให้ได้ และถ้าพี่กัดใครพี่จะกัดไม่ปล่อยจริงๆ ถามว่ากลัวตายมั๊ย มันเลยจุดนั้นมาไกลแล้ว เลิกกลัวไปแล้ว จะไปกลัวทำไม

เรามาสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อลูกหลานรุ่นต่อไป เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองเหมือนกัน อย่าไปกลัว ถ้ากลัวก็เท่ากับเราเดินถอยหลัง

ตัวพี่วันนี้ถ้าหากถอยหลังไปมันคือความตายอยู่ดี คงเลือกเดินหน้าไปชนกับมันต่อ อย่างน้อยเราก็มีโอกาสรอดมากกว่าการถอยหลัง/จ๋า นฤมล วรุณรุ่งโรจน์("ผู้หญิงยิงฮ.")
(ภาพและคำบรรยาย:ป๋าจอมตั๊บฯ)

ดูมันทำ!เพื่อนร่วมชะตาผู้หญิงยิงฮ.พ้นคุกแล้วโดนรวบไปเข้าคุกอีกคดี

นายชาตรี ศรีจินดา 1 ใน 3 ผู้ต้องหาคดีหญิงยิงฮ.ได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 5 ก.ย.54 หลังถูกจองจำกว่า 1 ปี
แต่ยังไม่ทันได้รับการปล่อยตัวไปไหน กลับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสน.ประชาชื่นมาควบคุมตัวไปดำเนินคดีอีกคดีหนึ่ง
ท่ามกลางความเศร้าเสียใจของลูกเมียญาติพี่น้องที่มารอรับ
สภาพ ของคุณแม่และลูกสาวของพี่หนู ชาตรี ศรีจินดา หนึ่งในเหยื่อที่ถูกศอฉ.ยัดคดีอาวุธสงคราม หลังจากได้รับทราบว่าพี่หนูต้องถูกอายัติตัวต่อไปอีกในคุกของโรงพัก สน.ประชาชื่น และนำส่งสน.แสมดำในวันอังคารที่ 6 จากคดีเก่าก่อนจะมาเป็นเสื้อแดงที่ถูกรื้อเอามาใช้อายัดตัวพี่หนูกลับเข้า คุก หลังจากได้ประกันตัวออกมาในคดี"ก่อการร้าย ยิงเฮลิคอปเตอร์"หลังศาลยกฟ้องไปแล้วกว่า 1 สัปดาห์ และติดคุกฟรีมาแล้วกว่า 1 ปี 4 เดือน

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:






เปิดปูมคดีผู้หญิงยิงฮ.คดีพิสดารตั้งแต่ต้นจบจบ

-โลกไม่ลืม ผู้หญิงยิงฮ.

-รายงาน: เปิดปม ก่อนพิพากษาคดี “ผู้หญิง ยิง ฮ. (10 เมษา)"

สำหรับ ‘จ๋า’ เป็นหญิงห้าวแห่งสนามหลวง เธอออกมาประท้วงรัฐประหารตั้งแต่ปี 2549 โดยรวมกลุ่มกับ ‘กุล่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ’

เพราะเธอชื่นชอบนโยบายของพรรคไทยรักไทย และเกลียดชังการรัฐประหาร อาชีพเดิมเคยเป็นแม่ค้าขายผัก มีนิสัยตรงไปตรงมา โผงผาง ใจดี แต่ค่อนข้างปากร้าย เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มบอกกล่าว จากนั้นแม้กลุ่มจะสลายหายไปแล้ว แต่จ๋ายังคงวนเวียนอยู่กับการชุมนุมโดยตลอด อาศัยรายได้จากการขายสมุนไพร และทำแชมพูสำหรับสุนัข เนื่องจากเธอเป็นคนรักสุนักเหมือนลูกแท้ๆ เธออยู่กับลูกๆ 7 ตัวเพียงลำพัง สามีของเธอที่เป็นนายตำรวจเสียชีวิตไปในปี 2535

จ๋าเล่าขณะติดคุกอยู่ทัณฑสถานหญิงกลางว่า รู้จักกับสุรชัย จำเลยที่ 1 จากการชุมนุมเมื่อปี 2552 เพราะเป็นแท็กซี่เสื้อแดง จากนั้นจึงว่าจ้างมารับส่งในการชุมนุมมาโดยตลอด จนเป็นเพื่อนสนิทกัน ขณะที่รู้จักกับจำเลยที่ 3 หรือชาตรีในการชุมนุมปี 52 เช่นกัน ขณะเขากำลังขายเสื้อผ้าหมาและเธอเดินซือเสื้อผ้าหมา ทั้งหมดมาเจอกันอีกที่การชุมนุมปีถัดมา

ในวันที่โดนจับ คืนนั้นกว่าจะกลับมาถึงบ้านของจ๋าก็ตีสี่ครึ่ง สุรชัยและชาตรีจึงงีบหลับที่บ้านจ๋าก่อนกลับบ้านในตอนเช้า

จากนั้นเวลาประมาณ 9.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 30 คน อาวุธครบมือได้บุกเข้ามาในบ้าน และจับกุมทั้งสามคน นำตัวขึ้นรถแยกคนละคัน ทั้งสามให้การตรงกันว่า เมื่อคุมตัวสักพักก็ขับรถวนไปวนมาพักใหญ่ก่อนกลับมาที่บ้านพักที่จับกุม

สุชัย บอกว่า ขณะอยู่บนรถก่อนจะถึงที่บ้านพักของจ๋า เจ้าหน้าที่ก็ถามเขาว่า อาวุธอยู่ที่ไหน เขาตอบว่าไม่รู้ เจ้าหน้าที่เอามือทุบหน้าอกของเขา และถามเขาอีกครั้งว่า อาวุธอยู่ที่ไหน เขาก็ตอบว่าไม่รู้ เจ้าหน้าที่ถามพร้อมกับทุบที่หน้าอกของเขาสลับไปมาประมาณ 20 ครั้ง

เมื่อรถวิ่งมาถึงบ้านที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ก็พาเขาไปที่ห้องนอน ตอนที่จะเดินไปในห้องนอน ก็ปรากฎว่ามีอาวุธกองอยู่ในบ้านจำนวนเยอะมาก มีปืนอาก้า ระเบิด กระสุนเป็นถุง ๆ

เจ้าหน้าที่ถามเขาอีกครั้งว่า อาวุธ อยู่ไหน เขาก็ตอบอีกครั้งว่า เขาไม่รู้ หลังจากนั้น เขาก็โดนเจ้าหน้าที่เตะเข้าที่ลำตัว จนเขาล้มทั้งยืน และเขาถูกกุญแจมือไขว่หลัง พอเขาล้มลงก็กระทืบเขาทั้งหน้าและหลังหลายครั้ง

หลังจากนั้นก็พาเขาออกมาจากห้อง แล้วก็ใส่กุญแจมือให้เขาใหม่ โดยเอากุญแจมือใส่ที่ด้านหน้า และจากนั้นก็ให้เขาถือกระป๋องแก๊สน้ำตา แล้วถ่ายรูปเขา ก่อนจะให้ชี้ไปที่กองอาวุธและถ่ายรูปเขาไว้อีกครั้ง

เขาเล่าว่าตลอดเวลานั้น เขาไม่มีโอกาสคิดอะไรทั้งสิ้น ไม่มีโอกาสถามว่าทำไมมาจับเขาและตรวจค้นเขา เขาไม่ทราบด้วยว่าเจ้าหน้าที่ มีหมายจับและหมายค้นหรือไม่ แต่ไม่เห็นเจ้าหน้าที่แสดงหมายใดๆ และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้บอกว่า เขาสามารถติดต่อเพื่อน ญาติ หรือทนายได้ แต่ถึงให้ติดต่อ เขาไม่อยากติดต่อเพราะกลัวว่าญาติพี่น้องจะเดือดร้อน

ยิ่งไปกว่านั้น สุรชัยยังระบุว่าเขาทั้งสามถูกนำตัวไปยัง กองพันทหารราบที่ 11 ในช่วงเย็น โดยถูกแยกขังคนละแห่งเพื่อทำการสอบสวน ห้องที่เขาถูกนำไปสอบสวนเหมือนเป็นโกดังเก็บถังน้ำมัน มีถังน้ำมัน 200 ลิตร ตั้งเรียงรายอยู่ ประมาณ 20 ถัง กลิ่นน้ำมันคลุ้งไปหมด มีเจ้าหน้าที่สอบสวนนั่งในห้องเขาประมาณ 3-4 คน มีคนถาม 1 คน และมีคนจดบันทึก 2 คน เจ้าหน้าที่ในราบ 11 ถามเขาว่า อาวุธอยู่ที่ไหน และข่มขู่ว่าหากเขาไม่ยอมรับจะจับเขาไปใส่ถังน้ำมัน 200 ลิตร เอาผ้าปิดปาก แล้วเอาน้ำมันราดเมื่อเขาโดนขู่เขาจึงตอบคำถามทั้งหมดเรื่องไหนไม่รู้ก็ พยายามตอบๆ ไป เพื่อจะไม่ถูกทำร้าย แต่บางเรื่องเขาก็ตอบตามจริง เช่นการปลอมทะเบียนรถ เนื่องจากตอนที่ชุมนุมนั้นมีข่าวว่า มีคนจดทะเบียนรถยนต์คนเสื้อแดงแล้วจะไปตามทำร้ายจึงทำให้เขาต้องปลอมทะเบียน รถยนต์เพื่อความปลอดภัย จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงให้มีการเซ็นเอกสารต่างๆ ซึ่งเขาไม่มีโอกาสได้อ่าน แล้วค่อยนำตัวไปให้ดีเอสไอในตอนกลางคืน

ขณะที่ผู้ใช้นามแฝงในโลกอินเตอร์เน็ตว่า “ป้านินจา” อดีตสมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ตั้งข้อสังเกตว่า จากการสอบถามกับจ๋าในเรือนจำ พบว่าเจ้าหน้าที่ทหารเอาปืนขู่ชาวบ้านที่ออกมาดูเหตุการณ์ให้กลับเข้าบ้านจน หมด จึงไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นบ้าง มีการเอาตัวจำเลยทั้งหมดออกจากบ้านไป แล้วจากนั้นจึงนำกลับมาพร้อมกับบอกว่าพบอาวุธปืนและกระสุนปืนจำนวนมากใส่ไว้ ในถุงกอล์ฟซ่อนอยู่ในท่อระบายน้ำที่นอกตัวบ้าน ซึ่งในความเป็นจริงท่อระบายน้ำดังกล่าวกว้างเพียง 14 เซ็นติเมตร ไม่มีทางจะนำถุงกอล์ฟยัดลงไปได้

“เท่าที่มีการสืบพยาน ลายนิ้วมือแฝงบนอาวุธก็ไม่มีเลย พยานคนเดียวที่บอกว่าเห็นก็เบิกความว่าพี่จ๋าผมยาวประบ่า ทั้งที่จริงๆ แกตัดผมสั้นตลอด”

“คดีนี้ไม่มีใครช่วยเลย วอล์กอินไปที่ไหนเขาก็กระโดดหนีหมด เพราะกลัวจะถูกโยงมาเกี่ยวพัน คดีมันหนัก โทษหนัก แต่ที่สุดก็มีทนายพรรคมาช่วย แล้วก็ได้ทนายอาวุโสอีกคนที่เขาอาสามาช่วยในช่วงหลังเพราะสงสาร ญาติๆ เขาก็รวมเงินให้ทนายไปไม่กี่พันบาท” ป้านินจากล่าว

"ถ้าพี่จ๋าไม่โดนจับเสียก่อน แล้วอยู่รอดจนเขาสลายการชุมนุม ต้องโดนยิงตายแน่ๆ เพราะแกต้องวิ่งไปอยู่ด่านหน้าอย่างแน่นอน" ป้านินจากล่าว

แกนนำเสื้อแดงไม่ยอมพูดความจริงทั้งหมดกับมวลชน

ที่มา Thai E-News

การ พูดแบบนี้ของแกนนำ เป็นการเสนอมุมมองว่าเสื้อแดงเป็นแค่ “กองเชียร์” หรือ “ลูกน้อง” ของรัฐบาล แทนที่เสื้อแดงจะเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อความยุติธรรม และประชาธิปไตย


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ในงาน "คอนเสิร์ตต้อนรับวันอิสรภาพ ลมหายใจที่ไม่แพ้" ของเสื้อแดงเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2554 ที่ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว แกนนำหลายคนได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่ ซึ่งเราจะต้องนำมาวิเคราะห์

(ดูคลิปวิดีโอได้ที่ http://thaienews.blogspot.com/ )








บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ เสนอว่า “เสื้อแดงเป็นกองหลัง เพื่อไทยเป็นกองหน้า”

บอกว่าเสื้อแดงกับเพื่อไทยต้องเกาะกันสนิท และเชื่อว่าคนของเราที่คุมอำนาจอยู่ ท้ายสุดสมบัติมีความหวังว่านายกฯยิ่งลักษณ์จะนำคนที่สั่งฆ่าประชาชนมาขึ้น ศาลประชาชน

ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ บอกว่าจะเดินหน้าหาทางประกันคนเสื้อแดงทั่วประเทศ 40 คนที่ยังถูกขังอยู่ ณัฐวุฒิเสนออีกว่าต้องปรับวิธีทำงานของคนเสื้อแดง เน้นการขยายมวลชน บอกให้คนเสื้อแดงใจเย็นไปก่อน รอให้แกนนำนปช.กำหนดแนวทาง และมองว่าเราต้องปกป้อง “รัฐบาลของประชาชน”

จตุพร พรหมพันธ์ บอกว่าคนเสื้อแดงต้องปกป้องรัฐบาลเพื่อไทยจากรัฐ ประหาร อย่างที่เคยเกิดกับรัฐบาลไทยรักไทยและพลังประชาชน จตุพรบอกด้วยว่าฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชนยังมีตำแหน่งและลอยนวล เราไม่ควรลืม

แกนนำเหล่านี้เป็นคนที่กล้าหาญเสียสละและต่อสู้มานาน แต่ตอนนี้เขามีแนวโน้มที่จะไว้ใจรัฐบาลเพื่อไทยมากเกินไปว่าจะแก้ไขวิกฤตการเมือง เช่นเรื่องการนำคนสั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล

โดยไม่มีการวิเคราะห์เลยว่าเพื่อไทยพร้อมจะปรองดองยอมจำนนต่อทหารแค่ไหน ไม่เตรียมมวลชนสำหรับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมเลย

ซึ่งเราอาจต้องสู้เพื่อกดดันรัฐบาล หรืออาจต้องถึงกับคัดค้านรัฐบาลในบางเรื่องด้วย

แกนนำเหล่านี้มองว่าเสื้อแดงต้องไว้ใจรัฐบาลให้โอกาสรัฐบาล และใจเย็นรอเป็นปีๆ เพื่อให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ

การพูดแบบนี้เป็นการเสนอมุมมองว่าเสื้อแดงเป็นแค่ “กองเชียร์” หรือ “ลูกน้อง” ของรัฐบาล แทนที่เสื้อแดงจะเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อความยุติธรรมและ ประชาธิปไตย

การเสนอว่าเสื้อแดงควรใช้เวลาตอนนี้ในการขยายเครือข่ายมวลชน เป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือไม่ระบุว่าการขยายมวลชนเสื้อแดง ควรเน้นไปที่ไหน

ไม่พูดถึงความสำคัญของขบวนการแรงงาน พูดแค่ว่าเราควรหามิตรให้มากที่สุด

ซึ่งอาจหมายความว่าต้องไปจับมือกับเสื้อเหลืองหรือเปล่า?

ยิ่งกว่านั้นการเสนอให้ขยายเครือข่ายมวลชน โดยไม่ขยายผลงานในรูปธรรมของเสื้อแดงพร้อมๆ กัน เช่นเรื่องการเคลื่อนไหวให้ยกเลิก 112 การเลิกคดีคนเสื้อแดง การปลดผบทบ. หรือการแจ้งความ อภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ ประยุทธ์ ในคดีฆ่าประชาชน จะทำให้ขยายมวลชนอยากมาก เพราะเราจะต้องมีผลงานรูปธรรมไปเสนอกับคนที่ยังไม่เป็นเสื้อแดงเพื่อให้เขา มาเป็นพวก

บางคนอาจบอกว่าถ้าเรารุกสู้แบบนั้น เราจะดึงเสื้อเหลืองมาเป็นมิตรไม่ได้ ถ้าคิดอย่างนั้นก็เท่ากับคิดยอมจำนนกับอำมาตย์ เพื่อนำเสื้อเหลืองมาเป็นมิตร ความคิดแบบนี้จะนำเราไปสู่ความพ่ายแพ้

แกนนำเสื้อแดงพูดถูกเวลาบอกว่าเราต้องปกป้องรัฐบาลจากรัฐประหาร แต่ถ้าเราเน้นบทบาทของเสื้อแดงไว้แค่นี้ และปลุกให้คนกลัวรัฐประหารมากเกินไป จะทำให้เรามองข้ามความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลเพื่อไทยทำข้อตกลงกับทหารอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้มีการทำรัฐประหาร

เช่นการสัญญาว่าจะไม่ปลดประยุทธ์ ไม่แก้ไขปัญหา 112 หรือไม่นำคนสั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล ถ้าเราไม่ระวังการพูดแต่เรื่องรัฐประหารจะกลายเป็นข้ออ้างในการเสนอว่า เสื้อแดงควรใจเย็นไม่เคลื่อนไหวเพื่อทวงความยุติธรรมต่างๆ เลย

แกนนำเสื้อแดงเหล่านี้พูดในทำนองว่ารัฐบาลเพื่อไทยไม่มีหนี้บุญคุณกับเสื้อแดงเลย ไม่ พูดในลักษณะต่อรองว่าเสื้อแดงจะสนับสนุนรัฐบาล ต่อเมื่อรัฐบาลตอบสนองความต้องการของเราในเรื่องความยุติธรรม การสนับสนุนรัฐบาลต้องมีเงื่อนไขเสมอ

ในเรื่องคดี 112 หรือกฏหมายเผด็จการ 112 ไม่มีการพูดอะไรเลย ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยสองคนประกาศว่าจะใช้ 112 ในลักษณะเข้มงวดมากขึ้น ถ้าเลือกที่จะมองข้ามปัญหานี้ ก็เท่ากับเลือกที่จะมองข้ามอำนาจนอกระบบของอำมาตย์

เวลาแกนนำอย่างสมบัติและจตุพรพูดว่า “คนเสื้อแดงเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและเป็นเจ้าของรัฐบาล” เราต้องถามว่าจริงแค่ไหน? หรือ ว่าในความเป็นจริงทหารและแนวร่วมอำมาตย์ เพียงแต่ยอมให้เราลงคะแนนเสียงเลือกรัฐบาลเท่านั้น ในขณะที่เขาถืออำนาจดิบอยู่ในมือ เพื่อบังคับไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงแท้จริงในสังคมไทย

คนเสื้อแดงไม่ควรรอโดยไม่ทำอะไร เราควรตั้งวงถกเถียงแลกเปลี่ยนเรื่องแนวทางการต่อสู้

เราควรจะมีตารางเวลาในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เราระบุต่อสังคมให้ชัดเจนและเรียกร้องต่อรัฐบาล เราต้องพูดถึง 112 และอำนาจทหารด้วย

และเราควรจะนำข้อสรุปต่างๆ ของเราไปยื่นให้กับแกนนำ นปช. เพื่อให้ขบวนการเสื้อแดงมีความเป็นประชาธิปไตย

คนเสื้อแดงระดับรากหญ้าควรจะเป็นเจ้าของนโยบาย นปช. ไม่ใช่นั่งรอให้แกนนำสั่งการลงมาอย่างเดียว และอย่าลืมว่าถ้าเรายิ่งนั่งรอนานเท่าใด ขบวนการของเราจะอ่อนแอลงมากขึ้นเท่านั้น

เรายิ่งหลงไว้ใจรัฐบาลมากเท่าใด เราจะยิ่งผิดหวังเท่านั้น

เหยื่อ112รายล่าสุดเล่านาทีระทึกโดนชาร์จ ไม่เชื่อfacebookปูดข้อมูลให้ขบวนการล่าแม่มดคดีหมิ่น

ที่มา Thai E-News

ยิ้มแห่งอิสรภาพ-"เจ๊ จ๋า"คดีผู้หญิงยิงฮ.กับช็อตแรกสู่อิสรภาพถ่ายรูปคู่กับทนายอานนท์ นำภา (ภาพบน) และน.ต.ชนินทร์ คล้ายคลึง (ภาพล่าง) ที่ไปรอต้อนรับออกจากเรือนจำ ปรากฎในเฟสบุ๊คของน.ต.ชนินทร์ ทั้งนี้ผู้หญิงยิงฮ.กับผู้ร่วมชะตากรรมอีก2รายถูกจับติดคุกมา1ปี4เดือน ศาลยกฟ้องเมื่อ24สิงหาคม แต่ถูกขังต่อมาอีกฟรีๆหลายวัน เพิ่งให้ประกันและก้าวสู่อิสรภาพในค่ำวันนี้(ภาพเป็นข่าว)
Suda Rangkupan-ไปร่วมงานวีรชน "หรั่ง" ของเรา งานอบอุ่น อบอวลด้วยความรักของพี่ๆ น้องๆ ...ทำให้นึกถึงผู้มีอำนาจล้นเหลือ เกิดปลงขึ้นมานิดๆ...ว่า..."จะใหญ่โตอย่างไร จัดงานศพ ก็ไม่ได้ "ใจ" ครึ่งหนึ่งของพวกเราประชาชน!!!" ...เมื่อไหร่จะสำนึกเสียที!!(ภาพเป็นข่าว)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 กันยายน 2554

ผู้เดินทางเข้าเยี่ยมนายสุรภักดิ์ ภูไชยแสง วัย 40 ปี โปรแกรมเมอร์อิสระ ที่ถูกจับกุมคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 รายล่าสุด รายงานทางเฟสบุ๊คว่า เหยื่อรายล่าสุดของมาตรา 112 ถูกแจ้งจับด้วยหลักฐานภาพจากเฟสบุ๊คจริง แต่ไม่ได้มีการให้ไอพีแอดเดรสจากหน่วยงานบริษัทแม่ของระบบเฟสบุ๊คตามที่นัก ล่าแม่มดอ้างถึงอต่อย่างใดทั้งสิ้น

"ในการสู้คดีในชั้นศาล หากสั่งฟ้องด้วยหลักฐานจากภาพแค็ปเจอร์จากเฟสบุ๊ค ถ้าหากไม่มีหลักฐานไอพีแอดเดรสจากบริษัทแม่ของทางเฟสบุค ก็ไม่มีทางจะเอาผิดใดๆแก่จำเลยได้ในทุกๆกรณี หากจำเลยให้การปฏิเสธ ยกเว้นการหาเรื่องเอาผิดจากช่องทางอื่นที่ไม่ใช่จากเฟสบุ๊ค" จึงคาดว่าการที่นักล่าแม่มดสลิ่มอ้างว่าเฟสบุ๊ตคให้ความร่วมมือแก่ทางการไทย โดยการแจ้งไอพีของนายสุรภักดิ์จนนำไปสู่การจับกุม น่าจะเป็นเพียงการข่มขู่เพื่อปรามกระแสการวงิพากษ์วิจารณ์ในเฟสบุ๊คเท่านั้น

ปากคำผู้ต้องหารายล่าสุดเล่านาทีโดนชาร์จและวิธีการบีบให้สารภาพ โชคดีส.ส.เพื่อไทยมาช่วยประกันพรุ่งนี้
สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ รายงานข่าวเรื่อง จับ “เฟคบุ๊ค” เหยื่อ 112 : เขาละเมิดสิทธิผมตั้งแต่ชั้นจับกุม ว่า เหมือนยิ่งห้ามยิ่งยุ นี่เป็นรายที่ 2 ในรอบหนึ่งเดือนที่มีการบุกจับกุมผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ…

เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา เจ้าพนักงานชุดจับกุมของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในชุดนอกเครื่องแบบประมาณ 10 คน ได้บุกเข้าจับกุมนายสุรภักดิ์ ภูไชยแสง วัย 40 ปี โปรแกรมเมอร์อิสระ ชาวจังหวัดบึงกาฬ ณ อาพาร์ตเม้นท์ ในซอยมหาดไทย (ลาดพร้าว 122) โดยได้กล่าวหาว่ากระทำความตามพระราชบัญญัิติว่าด้วยการกระทำความผิดอัน เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

ซึ่งในระหว่างจับกุมได้ตรวจยึดคอมพิวเตอร์แบบพกพา , คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แอร์การ์ด รวมทั้งแผ่นซีดีไปด้วย ทั้งนี้ ในระหว่างเข้าจับกุมพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้ให้โอกาสผู้ต้องหาติดต่อกับทนาย ความ หรือผู้ที่ผู้ต้องหาไว้วางใจแต่อย่างใด

“พอผมกลับจากทำธุระข้างนอกเค้าก็กรูเข้ามาล็อกตัวผมทันที พูดจาข่มขู่สารพัด แต่ละคนตัวโตๆทั้งนั้น มีบางคนเข้าไปค้นและรื้อยึดคอมพ์ผมไปทั้งโน้ตบุ๊ค และ PC พวก ซีดีโปรแกรม และแอร์การ์ดที่ผมใช้ทำงานก็เอาไป เขาแจ้งข้อหาผม หาว่าผมเป็นคนสร้างเพจ เราจะครองแผ่นดินโดย… ในเฟสบุ๊ค ซึ่งผมก้ปฏิเสธว่าผมไม่รู้เรื่อง

แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอม และยังบอกว่าผมใช้ชื่อว่า “ดอกอ้อ” และกล่าวหาว่าผมไปเกี่ยวข้องกับเว็ปไซต์ นปช.ยูเอสเอ ผมยืนยันว่าผมไม่รู้เรื่อง แต่เขาบังคับให้ผมลงชื่อรับสารภาพ ผมจะโทร.หาทนายความก็แย่งโทรศัพท์มือถือจากผม ผมกลัวเลยลงชื่อไป

เจ้าหน้าที่บังคับให้ผมบอกรหัส่เปิดคอมพิวเตอร์ ผมกลัวจึงบอกเค้าไป แล้วเขาก็พาผมมาที่ดีเอสไอ จึงได้ติดต่อกับทนายความ ดีที่ได้ทนายจากทีมคุณคารม พรรคเพื่อไทย ที่มาช่วยกัน ผมจึงมีโอกาสให้การปฏิเสธ”

ภายหลังได้ทราบจากญาติที่เดินทางมาเยี่ยมจาก จ.บึงกาฬ ว่า ทางญาติได้ประสานขอความช่วยเหลือจากทางพรรคเพื่อไทย โดย ส.ส.พรรคเพื่อไทยของจังหวัดบึงกาฬ จะใช้ตำแหน่งเข้ายื่นประกันตัวในวันพรุ่งนี้(6ก.ย.)

“ผมขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่เป็นห่วง ผมสบายดี และขอบคุณทีมทนายคุณคารม รวมทั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่กรุณายื่นมือมาช่วยผม”

นี่เป็นการจับกุมผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เกี่ยวข้องกับ พรบ.คอมพิวเตอร์เป็นรายที่ 2 ถัดจากคดีนิสิต ม.เกษตรศาสตร์ ในกระแสที่สังคมกำลังเผชิญคลื่นความหลากหลายทางความคิด…

ในกระแสที่ ม.112 กำลังถูกนำมาใช้จัดการกับผู้เห็นต่าง… พอเสียที

******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง
รักพ่อต้องแสดงออก-กลุ่ม รักพ่อภาคปฏิบัติ ซึ่งมีนโยบายว่าอย่าเก็บความรักพ่อไว้ในใจ พากันจัดกิจกรรมที่หลากหลายรูปแบบ เช่น ออกลบข้อความตามกำแพงหรือห้องสุขาที่มีข้อความซึ่งพวกเขาเห็นว่าหมิ่น ไปปฏิญาณตนจะจงรักภักดีที่ศิริราช การนัดรวมตัวไปร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง การตามล่าเวบไซต์หรือเฟสบุ๊คที่พวกเขาเห็นว่าหมิ่นฯ ล่าสุดกลุ่มนี้และเครือข่ายอ้างว่าfacebookให้ความร่วมมือแจ้งipของสมาชิก รายหนึ่งจนนำมาสูการจับกุมเหยื่อคดี112รายล่าสุด

-เปิดเบื้องหน้าเบื้องหลังกลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติอ้างfacebookร่วมมือยัดคุกเหยื่อคดีหมิ่นรายล่าสุด

-นักล่าแม่มดบอร์ดเสรีไทยอ้างfacebookให้ความร่วมมือเปิดเผยIPสมาชิกจับกุมคนเล่นfbหมิ่นฯ1ราย

Monday, September 5, 2011

เหตุที่สถาบันกษัตริย์ไม่อาจป้องกันการรัฐประหารได้

ที่มา Thai E-News

รัชกาล ที่ 7 รับสั่งว่า มีความในพระราชปรารภที่ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์สมัครสมานกับประชาราษฎร์ ในอันที่จะรักษาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เจ้านายที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆ ไปก็เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ จึงมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

โดย Pegasus

ก่อนอื่นขอกล่าวนำถึงเรื่องที่ได้พบเห็นมาจากในเครือข่ายทางสังคมว่า คุณมังกรดำเขียนในบล็อกของท่านเองว่าวันหนึ่งได้โดน ดีเอสไอ แจ้งข้อหาว่าหมิ่นสถาบันฯ

ด้วยเหตุจากการโพสต์ภาพคณะรัฐประหาร คมช. ซึ่งจะเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่อย่างไรไม่ทราบได้มีภาพหรือสัญลักษณ์บางอย่าง ปรากฏร่วมอยู่ด้วย ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ทันจำว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ลักษณะไหน

และ ภาพลักษณะนี้เท่าที่จำได้ก็เห็นจากสื่อมวลชนหลายฉบับเลยชวนให้สงสัยว่า สื่อมวลชนทั้งหลายนั้นทำไมไม่โดนแจ้งข้อหาหมิ่นสถาบันฯไปด้วย

ในบล็อกนั้นก็มีการเขียนถึงแนวคิดของดีเอสไอทำนองว่า ”อะไรก็ช่างถือว่าผิดกฎหมายก็แล้วกัน”

กรณีนี้คือแนวคิดว่าประเทศต้องปกครองด้วยกฎหมาย กล่าวคือเมื่อไรมีการออกกฎหมายมาทุกคนต้องปฏิบัติตาม

ทำให้นึกถึงกฎหมายไทยมีหลายมาตราใช้กันมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช

ซึ่ง ในหลักสากลถือว่าไม่ใช่หลักนิติรัฐหรือนิติธรรม เพราะสมัยก่อนถือว่าปกครองโดยคนคนเดียว ต่อให้ดีเลิศวิเศษเพียงใดก็ยังเป็นการปกครองโดยกฎหมาย (rule by law) ไม่ใช่หลักนิติธรรม (rule of law) ซึ่งมีหลักสำคัญว่ามนุษย์เท่าเทียมกัน และออกกฎหมายโดยประชาชนเพื่อใช้ในหมู่ประชาชนด้วยกันเอง


หลักนี้ เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยโรบินฮูด ด้วยมหากฎบัตรที่เราได้ยินกันว่า แมกนาคาต้า พัฒนาเรื่อยมาจนสมบูรณ์ เมื่อชาวอังกฤษขับไล่พระเจ้าชาร์ลที่ 2 ออกจากประเทศ และมีการปกครองโดยพระนางแมรีและพระเจ้าวิลเลียมจากฮอลันดาที่มีการรับรอง สิทธิของประชาชนอย่างสมบูรณ์ทางกฎหมายที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและ หลักนี้จึงพัฒนาเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

สิ่งเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ทางราชการไม่ได้มีความรู้ หรือเข้าใจในอุดมการณ์ต่างๆเหล่านี้แม้แต่น้อย

ช่าง น่าเศร้าใจนักที่เรียนจบปริญญาตรีกันมาได้อย่างไร หรือว่าระบบการศึกษาไทยไม่ได้สอนอะไรคนไทยเลยหรือกระไร (อ้อ ลืมไปว่าไทยเรายังมีอาจารย์แจ้งจับลูกศิษย์กรณีหมิ่นฯ โอเค เข้าใจแล้ว ขออภัยที่สงสัย)

คำถามในประเด็นที่ตั้งไว้คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทำไมจึงไม่สามารถที่จะต่อสู้ยืนหยัดเพื่อรัฐธรรมนูญ และระบอบประชาธิปไตยได้เหมือนในต่างประเทศ

ซึ่งก็ต้องท้าวความก่อน ว่ามีตัวอย่างในประเทศสเปนครั้งนั้นเมื่อเกิดการยึด อำนาจหรือรัฐประหารขึ้นกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส ได้ทรงเสด็จออกรายการทางโทรทัศ น์แสดงพระองค์ว่าไม่ทรงเห็นด้วยกับการรัฐประหาร และทำให้การยึดอำนาจนั้นกลายเป็นกบฏ

การใช้กำลังทางทหารในสเปนที่ เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาหลายๆสิบปีก็สิ้นสุดลง สถาบันพระมหากษัตริย์ของสเปนก็ได้ยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้ และต้องบอกกล่าวไว้ก่อนว่า ก่อนที่จะมีเหตุการณ์นี้ สเปนปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารมาก่อน คงจำจอมพลฟรังโกฯในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองกันได้

ถ้ามีผู้ใดสงสัย ว่าทำไมสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจึงไม่อาจต่อต้านกับการรัฐ ประหารซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมากนับตั้งแต่ นายควง อภัยวงศ์ พลโทผิณ ชุณหะวัน สื่อมวลชนสายเหยี่ยว ได้สร้างสถานการณ์และยึดอำนาจจากคณะราษฎรได้ในต้นเดือน พฤศจิกายนปี พ.ศ.2489 ภายหลังสร้างวาทะกรรมอันลือลั่นจากพรรคการเมืองเก่าแก่ว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง” หลังจากที่มีความราบรื่นในระบอบประชาธิปไตยแบบไม่เต็มใบ และเต็มใบในปี 2489 ไม่กี่เดือนมาพอสมควร

เหตุผลแรกนั้นอาจไปศึกษาได้จากการโต้ตอบ กันในรัฐสภา ว่าด้วยการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเกิดจากความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของกลุ่ม คณะราษฎรที่ใจกว้างเกินความพอดีปล่อยให้ฝ่ายข้าราชการและกลุ่มจารีตนิยมเดิม เข้ามาเป็นเสียงข้างมากในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับอัปยศ 10 ธันวาคม 2475 ดังจะยกมาให้ดูพอสังเขปดังนี้

ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้เคยกล่าวถึงประวัติศาสตร์ในเรื่องความขัดแย้งตอนนี้ในบทความ "จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม" (พิมพ์ครั้งแรก 10 ธันวาคม พ.ศ.2516) ว่า

"ใน ระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. มีปัญหาว่าจะควรเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า พระมหากษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพหลฯและข้าพเจ้าเข้าเฝ้าที่พระตำหนักจิตรลดา

มีพระราชกระแส รับสั่งว่า รัฐธรรมนูญของหลายประเทศที่ประมุขรัฐเป็นประธานาธิบดีนั้นได้เขียนไว้ว่า ประมุขแห่งรัฐมีหน้าที่พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญและต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับ หน้าที่ว่าจะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญไว้

ส่วนสยามนั้นรับสั่งว่าไม่จำ เป็นต้องเขียน เพราะเมื่อพระองค์พระราชทานแล้วก็เท่ากับให้สัตยาธิษฐาน และยิ่งกว่านั้นตามพระราชประเพณีได้ทรงสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษก

ข้าพเจ้า กราบทูลว่าเมื่อได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ แล้ว จะโปรดเกล้าฯสำหรับพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปให้มีความใดเติมไว้ในพระราช สัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษกบ้าง

รับสั่งว่า มีความในพระราชปรารภที่ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์สมัครสมานกับประชาราษฎร์ ในอันที่จะรักษาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เจ้านายที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆ ไปก็เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ จึงมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ..."

"พระยาพหลฯกราบบังคมทูล ว่าการทรงพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นจะทรงทำอย่างไร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ รับสั่งว่า ถ้ารัฐบาลเสนอเรื่องใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ พระองค์จะส่งกลับคืนไปโดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยให้

พระยาพหลฯกราบทูล ต่อไปว่า คณะราษฎรเป็นห่วงว่านายทหารที่ถูกปลดกองหนุนไป จะคิดล้มล้างรัฐบาลขึ้นมา แล้วจะทูลเกล้าฯ ถวายรัฐธรรมนูญใหม่ ของเขาให้ทรงลงพระปรมาภิไธย จะโปรดเกล้าฯอย่างไร
รับสั่งว่าพระองค์จะถือ ว่าพวกนั้นเป็นกบฏและในฐานะจอมทัพ พระองค์จะถือว่าพวกนั้นเป็นราชศัตรูที่ขัดพระบรมราชโองการ ถ้าพวกนั้นจะบังคับให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ก็จะทรงสละราชสมบัติให้พวกเขาหาเจ้านายองค์อื่นลงพระปรมาภิไธย ให้..."

ในบันทึกประชุมของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญในสมัยนั้นก็ มีการโต้เถียงกัน อย่างดุเดือด เผ็ดร้อน ทั้งฝ่ายคณะราษฎรก็ได้ขอให้มีการบันทึกความเห็นไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าการ ไม่บัญญัติหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญนี้จะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตได้อย่างไร

ก็เป็นทีน่าเสียดายว่าบันทึกประชุมนั้นไม่ได้รับการเผยแพร่อีกเลยหรืออาจจะสูญหายไปตามกาลเวลาแล้วกระมัง

แต่เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ในที่นี่จึงขอหยิบยกมาเพื่อเป็นหลักฐานไว้ดังนี้

ปัญหา การสืบราชสมบัติ และการกำหนดว่า พระมหากษัตริย์จะต้องทรงปฏิญาณว่าจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 ระบุว่า “การสืบราชสมบัติท่านว่าให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราช สันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 และประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร” มาตรานี้มีนัยว่า แม้จะมีข้อกำหนดในกฎมณเฑียรบาลเป็นลำดับแต่พระมหากษัตริย์อาจทรงเลือก รัชทายาทโดย ไม่ต้องคำนึงถึงกฎมณเฑียรบาลก็ได้ ดังนั้น เพื่อมิให้ได้คนที่ไม่สมควรเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประธานอนุกรรมการฯ แถลงว่า ตรงกับประเพณีการสืบราชสมบัติของสยามที่ว่า“พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จเถลิง ถวัลย์สมบัติด้วยประชาชนอัญเชิญเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ” ตามหลักอเนกนิกรสโมสรสมมติ (รงส. 36/2475 25 พฤศจิกายน 2475)

นายหง วน ทองประเสริฐถามว่า พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิญาณว่าจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ประธานอนุกรรมการฯตอบว่า ต้องทรงปฏิญาณ และตามประเพณีราชาภิเษกก็มีการปฏิญาณ อยู่แล้ว นายหงวน ทองประเสริฐ และนายจรูญ สืบแสง ต้องการให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่า พระมหากษัตริย์องค์ต่อๆไปอาจไม่ปฏิญาณ

ขณะที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรม อธิบายว่าการที่ไม่บัญญัติหรือเขียนไว้เป็นลาย ลักษณ์อักษร ไม่ได้เป็นการยกเว้นว่ากษัตริย์ไม่ต้องปฏิญาณเพราะถือเป็นพระราชประเพณีเวลา ขึ้นครองราชสมบัติ และขอให้จดบันทึกไว้ในรายงานการประชุม

ประธาน อนุกรรมการกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เคยเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงมีรับสั่งว่าพระองค์ได้ทรงปฏิญาณเวลาเสวยราชสมบัติและเวลารับเป็น รัชทายาทก็ต้อง ปฏิญาณก่อนดังนั้นจึงถือเป็นพระราชประเพณีแต่นายจรูญยืนยันให้บัญญัติในรัฐ ธรรมนูญประธานสภาฯจึงขอให้ลงมติ ที่ประชุมฯยืนยันให้คงตามร่างเดิม 48 คะแนน ยืนยันให้เติม 7 คะแนน “

ส่วนผลที่เกิดขึ้นเป็นประการใดท่านผู้อ่านทุกท่านคงทราบกันอยู่แก่ใจแล้ว

บัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าด้วยการให้สัตยาบันนี้ อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ได้กล่าวถึงไว้ในการสัมมนาของกลุ่มนิติราษฎร์ว่า

“รัฐ ธรรมนูญของเดนมาร์กกำหนดหน้าที่ที่กษัตริย์ต้องสาบานว่าจะ พิทักษ์รัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร จริงๆหน้าที่ของกษัตริย์ต้องสาบานตนหรือปฏิญาณตนก่อนเข้าสู่ราชบัลลังก์นั้น มีลักษณะเป็นสากลมากๆ พบบทบัญญัติทำนองนี้ในรัฐธรรมนูญหลายประเทศมาก

แต่ ที่ชัดที่สุด เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็คือ เดนมาร์ค ส่วนประเทศอื่นๆ กำหนดให้กษัตริย์สาบานหรือปฏิญาณต่อรัฐสภาว่าจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญก่อน เข้าสู่การสืบราชสมบัติ รัฐธรรมนูญเดนมาร์คยังบัญญัติเรื่องค่าตอบแทนเรื่องทรัพย์สิน คือ กำหนดให้สมาชิกราชวงศ์ได้รับ 1 ปี แต่ห้ามโอนเงินดังกล่าวไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับความยินยอมจากสภาผู้แทน ราษฎร”

จากเหตุผลทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวจึงอาจกล่าวได้ ว่าการที่สถาบันพระมหา กษัตริย์ของไทยไม่อาจป้องกันการรัฐประหารยึดอำนาจที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้ง เล่าในสังคมไทยก็เพราะปัญหาจากการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่สมัยการเรืองอำนาจ ของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาผู้นำรัฐบาล สภาและฝ่ายอนุรักษ์สมัย 2475

และ ต่อๆมาก็คือเหล่านักนิติบริกรในสมัยเผด็จการทั้งหลายที่มีรากฐานจากกลุ่ม ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ตุลาการ ที่ร่วมกันต่อต้านประชาชนซึ่งก็คือประชาธิปไตยในยุคสมัยต่างๆ

ดังจะ ยกตัวอย่างง่ายๆว่า ปัจจุบันการขึ้นทรงราชย์นั้นไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ทั้งๆที่เป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งในการระบุว่ าสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยซึ่งแปลว่าประชาชนเป็นใหญ่ได้อย่าง ไร

ดังจะสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่มีการรัฐประหารหรือสังคมมีปัญหาภาย ในประเทศจะ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์อยู่เสมอ ทั้งสมัยปี 2489 2492-4 2516 2535 2540 และ 2550

แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่กลับ เป็นที่เชื่อกันว่า ห้ามแตะต้องหมวดนี้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยประชาธิปไตยเต็มใบ หรือว่ามีอะไรเป็นพิเศษ เป็นสิ่งน่าคิดเหมือนกัน

จะเป็นอย่างไรถ้ามีการกำหนดหน้าที่ของ สถาบันพระมหากษัตริย์ในการพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องต้องห้าม เป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นเรื่องเคยถกเถียงกันมาแล้วในรัฐสภาและรัฐสภาเป็นผู้กำหนดในฐานะตัวแทน ของประชาชนที่มีอำนาจสูงสุด


ถ้ามีการทบทวนใหม่ ให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นประเทศในระบอบการปกครองเดียวกัน สถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะมีเหตุผลที่จะต่อต้านการรัฐประหารของผู้นำกลุ่ม ราชการคือทหารในการไม่เชื่อฟังและกดขี่ประชาชนเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆเช่น สเปน เป็นต้น

และประเด็นนี้คือความหวังที่จะมีประชาธิปไตยที่ สมบูรณ์ พ้นจากวงจรอุบาทว์อย่างแน่นอน ด้วยการมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เคียงข้างประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

ความ จริงแล้วยังมีอีกสองประเด็นสำคัญที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นไป ตามระบอบประชาธิปไตย คือการที่รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบต่อผู้ที่จะขึ้นทรงราชย์กับการให้มีการลง นามร่วมระหว่างองค์พระมหากษัตริย์กับรัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย

มิฉะนั้นการกระทำใดๆของพระมหากษัตริย์จะเป็นโมฆะเพื่อรองรับมาตราที่ว่า องค์พระมหากษัตริย์จะถูกล่วงละเมิดมิได้

ซึ่งหมายความว่าพระมหากษัตริย์จะถูกฟ้องร้องด้วยประการใดๆไม่ได้ แต่เนื่องจากการกระทำใดๆถ้ามีความผิดต้องมีผู้รับผิด

ดัง นั้นในทุกกรณีจึงต้องมีผู้รับผิดแทนพระมหากษัตริย์ การทำผิดใดๆโดยรัฐบาลหรือฝ่ายนิติบัญญัติ เช่นการร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ที่มีข้อบกพร่องมากมายแต่กลับอ้างว่า มีพระปรมาภิไธยลงมาแล้ว เหมือนมีพระบรมราชโองการแล้วขอให้จบ ซึ่งไม่ถูกต้อง

จะไม่ถูกต้อง เป็นประการใดก็เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยสากล ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน 2475 มีบัญญัติไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่มาถูกทำลายเสียในสมัยรัฐธรรมนูญอัปยศ 10 ธันวาคม 2475 ดังที่ จอมพล ป.ฯ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรีฝ่ายคณะราษฎรกล่าวไว้ว่า พระยามโนปกรณ์ครอบงำการร่างรัฐธรรมนู ญนานๆทีจึงจะขอให้กลุ่มคณะราษฎรเข้าประชุมด้วย เป็นต้น

สุดท้ายนี้ เราคงสรุปได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่ผิดพลาดหรือมีนิติบริกรในสมัยการยึด อำนาจทุกยุคทุกสมัยเป็นผู้ทำลายระบอบประชาธิปไตย ทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่ทรงสามารถที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต่อต้านการรัฐประหาร และส่งเสริมประชาธิปไตยในส่วนที่สำคัญนี้ได้


บัด นี้จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแล้ว จึงขอเสนอไปยังสมาชิกรัฐสภาว่าการขออัญเชิญสถาบันพระมหากษัตริย์มาช่วยปก ป้องประชาธิปไตย เปิดโอกาส เปิดช่องทางที่สถาบันพระมหากษัตริย์จะต่อต้านการรัฐประหารนั้นเป็นแสงที่ ปลายอุโมงค์ของระบอบประชาธิปไตย

ยึดอำนาจจากการรัฐประหารจะไม่สามารถสร้างความแปดเปื้อนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางใดๆให้เกิดความเข้าใจผิดได้อีกต่อไป

ดัง นั้นจึงไม่มีความหวังในระบอบประชาธิปไตยใดจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว และต่อไปก็น่าจะไม่เกิดเหตุใครถูกจับข้อหาหมิ่นฯที่ฝ่ายเผด็จการราชการ หรือเรียกกันติดปากว่าระบอบอำมาตย์ร่วมมือกับอดีตฝ่ายซ้ายตัวเอ้ดึงเอาพระ ราชอำนาจ พระบารมี และกฎหมายตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชมาใช้เพื่อประโยชน์ของกลุ่มพวกตน

ซึ่งโดยแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้แต่ประการใด

′มติชน′ คือ ′มติชน′

ที่มา มติชน



โดย นฤตย์ เสกธีระ max@matichon.co.th

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 กันยายน 2554)

จบเรื่องภาพข่าวมาถึงเรื่องพาดหัว

ข้อกล่าวหาในรายงานสรุปผลสอบ 19 หน้าของคณะอนุกรรมการสอบสื่อ คือ การใช้ภาษาพาดหัวสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ข้อกล่าวหานี้ คณะอนุกรรมการฯยกตัวอย่างจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดเพียงฉบับเดียว

สรุปภาษาพาดหัวจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดที่คณะอนุกรรมการฯยกมา จำแนกเป็น 2 แบบ

แบบแรก พาดหัวกรณีคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ เช่น ′ปากมาร์ค′ย้อนเติ้ง...(1 มิ.ย.) มาร์คยัวะ...(13 มิ.ย.) พท.เย้ย ปชป...(27 มิ.ย.)


แบบสอง พาดหัวกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย เช่น ′ปู′อ้อน...(5 มิ.ย.) ′ปู′สู้ปากมาร์ค...(7 มิ.ย.) ′ปู′นิ่ม...(16 มิ.ย.) และ ′ปู′โชว์....(29 มิ.ย.)



คณะอนุกรรมการฯเห็นว่าภาษาที่กล่าวถึงคุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นโทษ แต่ภาษาที่กล่าวถึงคุณยิ่งลักษณ์กลับเป็นคุณ

ด้วย ข้อมูลอันจำกัด จึงต้องแสวงหาคำพาดหัวเพิ่มจากหนังสือพิมพ์ที่เหลืออีก 4 ฉบับ แล้วจำแนกเป็นการพาดหัวกรณีคุณอภิสิทธิ์ และพาดหัวกรณีคุณยิ่งลักษณ์ พบว่า...

กรณีนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์

เดลินิวส์พาดหัวว่า มาร์คอัด...(1 มิ.ย.) มาร์คหยัน...(6 มิ.ย.) ปชป.ปราศรัยจัดหนักถล่ม...(18 มิ.ย.) มาร์คลุยอีสาน...(28 มิ.ย.) ชวนแนะ...(30 มิ.ย.)



มติชนพาดหัวข่าว มาร์คสวน...(1 มิ.ย.) เทพเทือกชี้-ซัด...(5 มิ.ย.) มาร์คเฟซบุ๊ก-แจง...(7 มิ.ย.) มาร์คลั่น...(15 มิ.ย.) มาร์คแฉ...(20 มิ.ย.) สุเทพโดดป้อง...(24 มิ.ย.) สุเทพฟุ้ง...(25 มิ.ย.)


ไทยรัฐพาดหัวข่าว เทือกซัด...(6 มิ.ย.) เทือกชี้...(7 มิ.ย.) มาร์คลุยดงแดง...(8 มิ.ย.) เทือกลั่น...(11 มิ.ย.) มาร์คโว...(15 มิ.ย.) เทือกปัด...(16 มิ.ย.) เทือกถล่ม...(24 มิ.ย.) มาร์คแฉ...(27 มิ.ย.)



คมชัดลึกพาดหัวข่าว มาร์คจับไต๋...(11 มิ.ย.) สุเทพปูด...(15 มิ.ย.) มาร์คดักคอ...(17 มิ.ย.) มาร์คปัด...(23 มิ.ย.) มาร์คทิ้งไพ่ตาย...(24 มิ.ย.)



สังเกตไหมว่ากริยาหลัง "มาร์ค" และ "เทือก" นั้นดุเดือดกันทุกฉบับ

มีทั้งหยัน ปูด ดักคอ ลุย ลั่น โว ซัด แฉ ถล่ม ฯลฯ

ทีนี้มาดูกรณีคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย

เดลินิวส์พาดหัว เจ๊ปูเชื่อมั่น-อ้อน (5 มิ.ย.)



มติชนพาดหัว เจ๊ปูปราม...(2 มิ.ย.) ปูปราม-ปชป.ชู...(21 มิ.ย.) ยิ่งลักษณ์ชี้...(26 มิ.ย.)



ไทยรัฐพาดหัวข่าว ยิ่งลักษณ์ยืนยัน...(2 มิ.ย.) ปูลูกอ้อน...(5 มิ.ย.) ปูเมิน...(29 มิ.ย.)



คมชัดลึกพาดหัวข่าว ยิ่งลักษณ์จนใจ...(2 มิ.ย.) ปูปิดปาก...(12 มิ.ย.)


กริยาหลัง "ปู" และ "ยิ่งลักษณ์" ของแต่ละฉบับก็มีลักษณะที่คล้ายๆ กัน

นั่นคือ อ้อน เมิน นิ่ม ปราม ชี้ ปิดปาก จนใจ

จะเห็นได้ว่า หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับใช้คำไปในทิศทางเดียวกัน

แต่ที่แตกต่างกันคือ การหยิบยกประเด็นข่าวขึ้นมาพาดหัว

สำหรับมติชนให้ความสำคัญกับประชาธิปัตย์และเพื่อไทย จึงพาดหัวอย่างที่เห็น

ใครจะไปนึกว่า การให้ความสำคัญกับพรรคใหญ่ 2 พรรคในช่วงเลือกตั้ง จะกลายเป็นเอนเอียง

ทั้งๆ ที่มีข้อเท็จจริงคือคนนิยมคุณยิ่งลักษณ์มากกว่าคุณอภิสิทธิ์ พรรคเพื่อไทยจึงไม่เผชิญหน้า แต่ใช้วิธีถีบถอย

ข้อเท็จจริงคือ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรอง จึงต้องรุก

เมื่อประชาธิปัตย์รุก คำว่า แฉ ปูด หยัน ดักคอ ลุย ลั่น โว ซัด ถล่ม ก็ถูกนำมาใช้กันทุกฉบับ

ขณะที่ท่าทีคุณยิ่งลักษณ์คือตั้งรับ คำว่า อ้อน เมิน นิ่ม ปราม ชี้ ปิดปาก จนใจ ก็ถูกนำมาใช้

เมื่อผู้คนกำลังเทคะแนนไปทางเพื่อไทย มติชนก็สะท้อนปรากฏการณ์เช่นนั้นออกมา

สะท้อนออกมาตามข้อเท็จจริงในช่วงนั้น

และด้วยข้อเท็จจริงช่วงนั้นๆ จึงทำให้บางครั้ง "มติชน" ถูกเรียกว่า "มติชวน"

บางครั้ง "มติชน" ถูกเรียกว่า "มติชิน"

ทั้งๆ ที่ "มติชน" ก็คือ "มติชน" เหมือนเดิมทุกประการ