WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 6, 2011

‘เฉลิม’ชี้กม.ไม่ระบุนักโทษต้องจำคุกก่อน ถึงจะขออภัยโทษได้

ที่มา ข่าวสด



เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่สามารถทำได้ เพราต้องรับโทษก่อน ว่าเรื่องนี้ประชาชน 3.6 ล้านคน ได้รวบรวมรายชื่อไปยื่นต่อสำนักพระราชวัง เพื่อขออภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งทางสำนักพระราชวังได้รับเรื่องและส่งให้กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ตรวจสอบรายชื่ออยู่ แต่เรื่องก็เงียบหายไป เพิ่งจะมีข่าวในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เท่าที่ตนดูกฎหมายพบว่า ไม่ได้มีข้อห้าม ส่วนที่อ้าง พ.ร.ฎ.ปี 2550 มาตรา 4 , 5 และมาตราที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นกรณีเฉพาะราย ซึ่งเป็นวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่คนตกทุกข์ได้ยาก จึงได้ออกพ.ร.ฎ.อภัยโทษ ปี 50 กำหนดหลักเกณฑ์และมีคณะกรรมการพิจารณาเป็นรายกรณี ไม่ใช่เหมารวม

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นเรื่องพระราชอำนาจที่ทุกคนไม่ควรจะออกมาพูด และที่ผ่านมาสำนักพระราชวังในฐานะที่ส่งเรื่องให้กระทรวงยุติธรรมไปดำเนินกา นั้น ยังไม่ได้สั่งการอะไร แต่เมื่อมาถามตนว่าหลักกฎหมายห้ามหรือไม่ ตนก็ชี้แจงว่าหลักกฎหมายไม่ได้ห้าม แล้วมาอ้างพ.ร.ฎ.ปี 50 ซึ่งเป็นกรณีเฉพาะราย ไม่ใช่หลักการทั่วไป และโดยหลักการพ.ร.ฎ.ศักดิ์ศรีของกฎหมายเล็กกว่า พ.ร.บ. ซึ่งจนถึงขณะนี้กระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้ส่งเรื่องมาถึงตน หากพิจารณาเสร็จแล้วก็ต้องมาให้ตนในฐานะที่ตนกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม และได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้ดูแลงานการขออภัยโทษ

“ผมว่าเรื่องนี้เป็นแผนของคนบางกลุ่ม บางเรื่องมีวาระซ่อนเร้น ที่หยิบยกประเด็นนี้ปล่อยข่าวให้ดูเหมือนว่า รัฐบาลเข้ามายังไม่ทำอะไรเลยก็จะมาทำเรื่องนี้แล้ว มันไม่ใช่ ยังไม่มีเรื่องมาเลย แต่เมื่อมาถามผมก็อธิบายให้ฟังด้วยเหตุผลว่าเป็นอย่างนี้ นายกฯ ก็บอกแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน และความจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องด่วน เพราะทำกันมาตั้ง 2 ปีกว่าแล้ว แต่ถูกนำไปเก็บไว้” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า แสดงในในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 จะมีชื่อพ.ต.ท.ทักษิณขออภัยโทษหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ก็ต้องรอดูต่อไป แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และขณะนี้เรื่องก็ยังมาไม่ถึงตน เพียงแต่ตนต้องการพยาบยามทำความเข้าใจให้ทุกฝ่ายเข้าใจ

เสนอออกกม ลงโทษผู้ยึดอำนาจรัฐที่มาจากปชช

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel





กลุ่มประกายไฟจัดเวทีเสวนา หัวข้อ "กระชับพื้นที่กองทัพ ขอคืนพื้นที่ประชาชน" พร้อมเสนอให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นใช้วิธีสมัครใจ



นาง สาวจิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ หนึ่งในผู้เข้าร่วมเสวนา หัวข้อ"กระชับพื้นที่กองทัพ ขอคืนพื้นที่ประชาชน" ที่กลุ่มประกายไฟจัดขึ้น ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัววันนี้(4 ก.ย. 54) เสนอให้ตั้งคณะกรรมการภาคประชาชน ในการมีส่วนร่วมตรวจสอบและกำหนดทิศทางการทำงานของกองทัพ ไม่ให้มีอำนาจมากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณที่ตรวจสอบได้ยาก



นอก จากนี้นางสาวจิตรา ยังแนะให้ออกกฎหมายฉบับใหม่ แบบไม่สามารถแก้ไขหรือยกเลิกการบังคับได้ ในการลงโทษผู้ยึดอำนาจรัฐที่มาจากประชาชน พร้อมทั้งเห็นว่าควรยกเลิก การบังคับชายไทยอายุ 21 ปี เข้าเกณฑ์ทหาร แต่ให้เปลี่ยนเป็นวิธีสมัครใจแทน



เช่น เดียวกับนายนครินทร์ วิศิษฎ์สิน นักเคลื่อนไหวกลุ่มเฝ้าระวังกองทัพ ได้เปรียบเทียบสถิติเบื้องต้นทางการทหาร ปี 2554 ระหว่างประเทศเยอรมัน ออกเตรเลียและไทย พร้อมตั้งข้อสังเกต 7 ข้อ ต่อกองทัพไทย คือการตั้งกองกำลังในเขตเมือง ระบบเจ้าจุนมูลนายในกองทัพ/ความโปร่งใส และการให้ข้อมูล ชั้นยศนายทหาร ท่าทีผู้บังคับบัญชาระดับสูง และบทบาทของกองทัพ ทั้งในและต่างประเทศ



สอดคล้องกับนายปราบ เลาหะโรจนพันธ์ นักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ควรลดขนาดของกองทัพลง เพราะการบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากลดจำนวนงบประมาณ และการลดทหารประจำการหรือจำนวนทหารเกณฑ์ลง และหันไปเน้นทางยุทโธปกรณ์ที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น

คลิประทึกพายุ "นันมาดอล" ก่อคลื่นยักษ์โถมชายฝั่ง ซัดนักข่าวสาวกระเด็น

ที่มา ข่าวสด

วันที่ 1 ก.ย. เว็บไซต์ข่าวเดอะซัน และไอทีเอ็น นิวส์ ประเทศอังกฤษ เผยแพร่คลิปภาพนาทีระทึกขวัญ ขณะผู้สื่อข่าวสาวชาวจีนกำลังยืนรายงานข่าวเหตุการณ์พายุ "นันมาดอล" กำลังพัดขึ้นแผ่นดินจีน และทันใดนั้นเองอิทธิพลของพายุ ทำให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์โหมซัดเข้าสู่พื้นที่ชายหาด ซึ่งผู้สื่อข่าวสาวยืนอยู่ สร้างความตกตะลึงให้กับทั้งนักข่าวสาว รวมถึงประชาชนชาวจีนที่มุงดูการรายงานข่าวต่างร้องตะโกนด้วยความตกใน เคราะห์ดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด



เผาเสื้อแดงเหยื่อแก๊สน้ำตา

ที่มา Voice TV









แกนนำ นปช. ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดง ร่วมพิธีฌาปนกิจศพอย่างคับคั่ง พร้อมย้ำว่า ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

แนวร่วม นปช. ที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะ 10 เมษายน 2553 เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา วันนี้ (5ก.ย.54) แกนนำ นปช. ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดง ร่วมพิธีฌาปนกิจศพอย่างคับคั่ง พร้อมย้ำว่า ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

เหตุปะทะระหว่างทหารกับมวลชนคนเสื้อแดง บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ทำให้นายพรหมมินทร์ เก็มกาแมน ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ถูกแก๊สน้ำตายิงใส่ และถูกก้อนหินปาใส่บริเวณใบหน้าอย่างแรง


พี่สาวของนายพรหมมินทร์ บอกว่าบาดแผลในครั้งนั้น ทำให้เกิดอาการติดเชื้อ เพราะไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์ เนื่องจากนายพรหมมินทร์กลัวว่าจะถูกจับกุม จึงไม่ไปรักษาที่โรงพยาบาล ส่วนสารเคมีในแก๊สน้ำตา ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมาเงินก้อนเดียวที่ พรหมมินทร์ เคยได้รับ คือเงินช่วยเหลือ 20,000 บาท โดยไม่ทราบต้นสังกัด ในขณะที่ญาติพี่น้องย้ำว่าไม่ต้องการเรียกร้องเงินชดเชย แต่อยากให้กระบวนการยุติธรรม นำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

นายพรหมมินทร์ เก็มกาแมน อายุ 42ปี เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 14 คน มีอาชีพนวดแบบโบราณและจับเส้น เริ่มเข้าร่วมการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 เนื่องจากเห็นว่าการใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่ใช่แนวทางประชาธิปไตย และเห็นว่าทหารไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน


ขณะที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยเป็นแกนนำ นปช. กล่าวในงานฌาปนกิจศพนายพรหมมินทร์ว่า ความสูญเสียของมวลชนคนเสื้อจะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม พร้อมแสดงความมั่นใจว่า ผู้ที่กระทำผิดจะได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

ขณะที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงยุติธรรม ได้จัดทำแผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตั้งงบประมาณไว้ 8,000 ล้านบาท พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการเยียวยาฟื้นฟู โดยมีกระทรวงยุติธรรมร่วมเป็นกรรมการด้วย ซึ่งการเยียวยาจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่ เพราะรัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้แล้ว

ย้อนปม"เอ็มโอยู"ปี44 จุดร่วมผลประโยชน์ ไทย-กัมพูชา

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

ย้อนปม"เอ็มโอยู"ปี44 จุดร่วมผลประโยชน์ ไทย-กัมพูชา

การขยายเนื้อหา ของเรื่องข่าวนี้ นสพ.มติชนได้แสดงความมีคุณภาพในด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ที่มีมาตรฐานและยอมรับในการเห็นผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

โดยนำ ข่าวของการแถลงการณ์ การปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา (Cambodian National Petroleum Authority—CNP) นี่เป็นแถลงการณ์ของรัฐบาลที่กล้าออกมาเปิดเผยในเรื่องการเจรจาลับหรือเจรจา นอกลู่นอกทาง ระหว่างคนแขนไม่สามัคคีหรือเต็บเตือก ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลหล่อหลักลอยกับนายซก อัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึง 3 ครั้ง

นี่ไม่ใช่เป็นการโกหกหรือบิด เบือนของรัฐบาลกัมพูชา ในเรื่องๆที่กล่าวมานั้น เป็นการแสดงออกถึงความเสมอภาคของการเจรจา ที่รัฐบาลของเขามีความรับผิดชอบในการเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ กล้าออกมาเปิดเผย แม้จะช้าไปต๋อยแต่ก็ยังดีกว่าเก็บนิ่งเงียบไว้เป็นผลประโยชน์ของพวกกันเองใน รัฐบาลมากกว่า หรือเป็นการชิงไหวชิงพริบเตรียมเรื่องลับนี้ไว้เชือดเฉือนคนแขนไม่สามัคคี เวลาที่ไม่ได้มาเป็นรัฐบาลและกลับไปอยู่ในซีกของฝ่ายค้าน

คนมีแขนไม่ สามัคคีต้องออกมาแถลงการณ์ในเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่พูดจาไร้เหตุผล เลื่อนลอย กลายเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศไป ในทำนองที่โป้ยเรื่องนี้ไปถึงเรื่องเอ็มโอยู 2544 ในสมัยรัฐบาลของไทยรักไทย ไม่สามารถตอบคำถามที่ชัดเจน แสดงคำตอบที่นำความบริสุทธิ์ของตัวเองไปหักล้างของแถลงการณ์ซีเอ็นพีนั้น ดังที่คนในประเทศนี้ต้องการ คำตอบที่ถูกต้องของคนมีแขนไม่สามัคคีและการแถลงการณ์ของซีเอ็นพีนั้น ฝ่ายใดมีความเชื่อถือมากกว่ากัน

มีรายละเอียดที่สามารถเปลี่ยนคนมี แขนไม่สามัคคีเป็นคนมีแขนได้อย่างปรกติ คุณจตุพรคงแย่แน่…ต่อจากนี้จะไปปราศรัยล้อเล่นกับเขาไม่ได้แล้วล่ะ เพราะจรกาคนนี้สามารถลงไปอยู่ในรูได้อย่างสะดวกโยธิน

ที่มา http://webwarper.net/ww/~av/www.matichon.co.th/news_detail.
php? newsid=1315026252&grpid=&catid=01&subcatid=0100

บิ๊กตร.เลี้ยงต้อนรับ "เหลิม" ชนแก้วไวน์ชื่นมื่น-ร้องเพลงอ้อนวิเชียร

ที่มา ข่าวสด

วันที่ 5 ก.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฝ่ายความมั่นคง ฐานะผู้กำกับการดูแลตร. ได้เดินทางมามอบนโยบาย พร้อมกำชับให้ตำรวจปฏิบัติตามมาตรการ 6 ข้อ ได้แก่ ข้อ 1 ปิดตะเข็บแนวชายแดน ป้องกันดูแลรักษาความปลอดภัย รวมทั้งมีการปรึกษาหารือร่วมกันเพื่อพุดคุยปัญหาร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน อาจจะกำหนดให้กลุ่มที่ผลิตยาเสพติดมีงานทำ ข้อ 2 เปลี่ยนแหล่งผลิตยาเสพติดให้มาเป็นที่ทำการเกษตรกรรมเพื่อปลูกพืช ข้อ 3 เข็มงวดกวดขันในการตั้งด่านแบบสลับฟันปลา เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบรถต้องสงสัยและเพิ่มความระมัดระวังความปลอดภัยมาก ยิ่งขึ้น ข้อ 4 มาตรการป้องกันวาดล้างยาเสพติด ข้อ 5 เป็นการรณรงค์ให้สังคมรู้จักโทษภัยทางกฎหมายของยาเสพติด ข้อ 6 ให้ทำการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามดุลยพินิจของตำรวจในสถานการณ์นั้น คือไม่จำเป็นต้อนนิ่มนวลหรือใช้ความรุนแรงมากเกินไป

หลังมอบนโยบาย ร.ต.อ.เฉลิม ร่วมงานงานเลี้ยง ซึ่งตร.จัดรับรอง โดยมีการติดป้ายที่เวที ข้อความว่า “ยินดีพี่กลับมา ร่วมพัฒนา ตำรวจไทย” โดยมีภาพ ร.ต.อ.เฉลิม สมัยยังเป็นข้าราชการตำรวจและสมัยปัจจุบันประกอบด้วย โดยในงานเป็นการจัดเลี้ยงแบบค็อกเทล มีการเล่นดนตรี ดื่มไวน์ ร้องเพลงอย่างเป็นกันเอง โดยตอนท้าย ร.ต.อ.เฉลิม ได้ชวนคณะนายตำรวจ ทั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. ผู้ช่วยผบ.ตร. ผบช. หลายคน ขึ้นไปร่วมร้องเพลงมาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ หรือมาร์ชตำรวจ อย่างครึกครื้น โดยเมื่อจบรอบหนึ่งแล้ว พล.ต.อ.วิเชียร ได้ขอให้ร้องเพลงเดิมต่ออีกรอบ พร้อมนำไวน์มาดื่มและชนแก้วกันบนเวทีด้วยความสนุกสนาน เมื่อจบเพลง ทั้งหมดได้ร่วมกัน ท่องอุดมคติตำรวจ โดยร.ต.อ.เฉลิม และความดีใจและภูมิใจที่ได้มากำกับดูแล ตร.

จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ขอขึ้นร้องเพลง โดยระบุว่า “เพลงนี้ร้องให้ พล.ต.อ.วิเชียร น้องรัก คนเดียว สมมติว่าพล.ต.อ.วิเชียร ต้องจากไป ก็ต้องไปในตำแหน่งที่ใหญ่กว่า” ก่อนร้องเพลง “นึกเสียว่าสงสาร” โดยบางท่อนได้แปลงเพลง ใส่ชื่อของพล.ต.อ.วิเชียร และตัวเองเข้าไป “เพราะโลกนี้มีเชียร เพียงคนเดียว เหลิมจึงเสียเชียรไม่ได้ ถ้าเธออยากทำร้ายก็เชิญ แต่อย่าเดินหนีไปจากฉัน นึกเสียว่าสงสาร อย่าลงทัณฑ์ด้วยการลาจาก” ขณะที่พล.ต.อ.วิเชียร ยืนฟังตรงหน้าเวที สีหน้ายิ้มน้อยๆ

ทั้งนี้ ในงาน ร.ต.อ.เฉลิม จับวงพูดคุย3 คน กับพล.ต.อ.วิเชียร และพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ หลายครั้ง และชนแก้วกับ พล.ต.อ.วิเชียรบ่อยๆ โดยก่อนกลับ ยังกำชับห้ามนายตำรวจคนอื่นเดินไปส่งขึ้นให้ ให้เพียง พล.ต.อ.วิเชียร และพล.ต.อ.เพรียวพันธ์มาส่งเท่านั้น โดยร.ต.อ.เฉลิมบอกว่า “ต่อไปมาห้ามรับ กลับห้ามส่ง เดี๋ยวหนังสือพิมพ์จะไปเขียนว่าผมบ้าอำนาจ ต่อไปกองเกียรติยศก็ไม่ต้องจัดต้อนรับ

ความคลุมเครือ-ที่มาของอำนาจนอกระบบ

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 กันยายน 2554)


คํา อภิปรายของฝ่ายค้านและตอบโต้ของรัฐบาลในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ดูจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างอะไรสองอย่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นพัฒนาการทางการเมืองของไทย ว่าได้เดินมาถึงแพร่งสำคัญที่ต้องเลือกว่าจะเดินไปทางใด โดยเฉพาะการอภิปรายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์, ความจงรักภักดี และ ม.112 ในกฎหมายอาญา

ผู้ ฟังหลายคนคงรู้สึกผิดหวังเหมือนผม ที่ฝ่ายรัฐบาลเลือกที่จะเล่นเกมการเมืองเก่า คือยืนยันความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ไม่ชัดเจนดัง เดิม ด้วยการประกาศความจงรักภักดีอย่างท่วมท้นของตน และอย่างที่ฝ่ายค้านวางเส้นทางให้เดิน คือไม่คิดจะทบทวน ม.112 ไม่ว่าในแง่เนื้อหา หรือในแง่ของการปฏิบัติ

ยิ่งไปกว่านั้น รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง และ รมต.ไอซีที ยังแสดงบทบาทไม่ต่างจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่จะบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเข้มข้น

ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่า การบังคับใช้กฎหมายเรื่องนี้ที่ผ่านมามีปัญหาอย่างไร และบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อปราบศัตรูทางการเมืองอย่างเมามันอย่างไร

(ถ้าเมามันเท่ากันเช่นนี้ ยังมีน้ำหน้าจะไปปลดคนโน้นคนนี้ ซึ่งเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลได้ใช้กฎหมายอย่างเมามันได้อย่างไร)

แต่อะไรกับอะไร ที่ต่อสู้กันอยู่ในสภาในวันแถลงนโยบาย?

ผมพยายามหาวิธีอธิบายเรื่องนี้อยู่หลายวัน และคิดว่าอธิบายได้ แต่เพิ่งมาอ่านพบบทความของ นายรอเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ลงในเว็บไซต์นิวมัณฑละ ตรงกับความคิดของผมพอดี แต่อธิบายได้กระจ่างชัดกว่า จึงขอนำมาสรุปดังนี้ (จมูกของหลายคนคงย่นเมื่อได้ยินชื่อนี้ แต่เราตัดสินอะไรกันที่เนื้อหาไม่ดีกว่าที่ผู้พูดหรอกหรือครับ)

เขา ยกทฤษฎีของนักวิชาการเยอรมันคนหนึ่งชื่อ Ernst Fraenkel ซึ่งศึกษาเยอรมันภายใต้นาซี ออกมาเป็นทฤษฎีที่อาจเอาไปใช้ในกรณีอื่นๆ ได้ด้วย

เขาเสนอว่ารัฐนั้นมีสามประเภทอย่างกว้างๆ

ประเภทหนึ่งคือนิติรัฐ ทุกอย่างดำเนินไปตามกฎเกณฑ์กติกาหรือกฎหมาย

อีก ประเภทหนึ่งซึ่งอยู่สุดโต่งอีกข้างหนึ่งคือรัฐอภิสิทธิ์ อันหมายถึงรัฐที่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งถืออภิสิทธิ์บางอย่าง และการบริหารจัดการบ้านเมืองย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของอภิสิทธิ์ชนเหล่า นี้

รัฐประเภทที่สามคือรัฐซ้อน อันได้แก่รัฐเช่นประเทศไทย

กล่าว คือมีสถาบัน, องค์กร และการจัดการที่เป็นไปตามกฎหมายอยู่ แต่ในการบริหารจัดการจริง ก็ยังขึ้นอยู่กับความประสงค์ของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนนั่นเอง

ที่ รัฐเหล่านี้ต้องมีระเบียบแบบแผนระดับหนึ่งก็เพราะ ระเบียบแบบแผนเอื้อต่อทุนนิยม จำเป็นต้องมีระบบตุลาการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง พอจะตัดสินกรณีพิพาททางธุรกิจหรือหนี้สินได้ แต่ในเรื่องอำนาจทางการเมือง กลุ่มอภิสิทธิ์ชนก็ยังหวงไว้ตามเดิม แต่ก็หวงไว้ภายใต้ความคลุมเครือในรูปแบบของนิติรัฐ ไม่ได้ประกาศออกมาโจ้งๆ ตลอดไปกฎหมายเป็นรองความประสงค์ของฉัน

ฉะนั้น ถ้าอธิบายตามทฤษฎีของนาย Ernst Fraenkel อะไรที่ต่อสู้กันในสภาวันนั้น ที่จริงคือการต่อสู้ระหว่างนิติรัฐ และรัฐอภิสิทธิ์นั่นเอง

นิติ รัฐของไทยกำลังผลักดันตัวเองไปสู่กฎระเบียบที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งจะเหลือความคลุมเครือของอำนาจน้อยลง ในขณะที่รัฐอภิสิทธิ์พยายามจะรักษาส่วนที่ไม่เสรีและไม่ประชาธิปไตยเอาไว้ ภายใต้ความคลุมเครือ เพื่อจรรโลงอภิสิทธิ์ของคนบางกลุ่มต่อไป

และด้วยเหตุดังนั้น จึงกดดันให้รัฐบาลใหม่ต้องยอมรับว่า จะไม่เข้าไปสถาปนาความชัดเจนในความคลุมเครือที่จำเป็นต้องดำรงอยู่

และ อย่างที่กล่าวในตอนแรกนะครับ รัฐบาลพรรค พท.ก็พร้อมจะรักษาความคลุมเครือนั้นไว้ดังเดิม ผมยังพยายามจะมองในแง่ดีว่า เพราะพรรค พท.คิดว่าเป็นวิธีเดียวที่จะประคองตัวให้รอดพ้นจากการถูกทำลายลงด้วยอำนาจ ของรัฐอภิสิทธิ์

แต่นี่น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ผิด เพราะสถานการณ์ของไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว พรรค พท.มีแต้มต่อหลายอย่างที่ควรกล้าเดิมพันมากกว่าขออยู่ในตำแหน่งนานๆ เพียงเท่านั้น ถึงอยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวก็กลับมาอีก

ผลการ เลือกตั้งที่ พท.ชนะอย่างท่วมท้นทำให้เห็นว่า การต่อสู้ของนิติรัฐได้เข้ามาอยู่ในสภาแล้ว หลังจากได้อยู่ในท้องถนนมาตั้งแต่ พ.ศ.2516 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีการต่อสู้ในท้องถนนอีกเลย หากรัฐอภิสิทธิ์พยายามสถาปนารัฐบาลของตนเองขึ้นใหม่ (โดยการรัฐประหาร, คำพิพากษา, หรือการจัดรัฐบาลในค่ายทหารก็ตาม) การต่อสู้ในท้องถนนก็อาจกลับมาอีก

นอกจากนี้รัฐอภิสิทธิ์ยังอาจหนุน ให้เครือข่ายของตนใช้ท้องถนนเพื่อบ่อนทำลายอำนาจรัฐประชาธิปไตยในสภาได้ หากสถานการณ์อำนวย แต่แนวหน้าของการต่อสู้ของนิติรัฐได้เคลื่อนเข้ามาอยู่ในสภาแล้ว

ดัง นั้น หากรัฐบาล พท.ไม่ยอมรุกคืบหน้าในการขยายพื้นที่ของนิติรัฐ ทุกอย่างจะชะงักงันอยู่อย่างเก่า และพรรค พท.ต้องไม่ลืมว่า ในสถานการณ์ชะงักงันที่พื้นที่นิติรัฐมีอยู่นิดเดียว ในขณะที่พื้นที่ของรัฐอภิสิทธิ์มีในความคลุมเครืออยู่อย่างกว้างขวาง พรรค พท.ก็จะถูกเขี่ยกระเด็นไปได้ง่ายๆ

การต่อสู้ผลักดันเพื่อขยาย พื้นที่ของนิติรัฐในสภาจึงเป็นไปเพื่อความมั่นคงของพรรค พท.เองด้วย ซ้ำจะเป็นความมั่นคงมากเสียยิ่งกว่าพยายามจรรโลงความคลุมเครือให้ดำรงอยู่ เพื่อการยอมรับของรัฐอภิสิทธิ์เสียอีก

ส.ส.ของ พท.แต่ละคนจะมีพันธกรณีกับประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใดไม่ทราบได้ แต่พรรค พท.เองจะอยู่รอดได้ก็อยู่ที่พื้นที่นิติรัฐหรือประชาธิปไตยต้องขยายกว้าง ขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันว่ารัฐบาลพท.จะล้มก็ด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น

พรรค พท.จึงควรอธิบายให้ชัดเจนว่า ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น แท้ที่จริงคือความจงรักภักดีต่ออธิปไตยของปวงชนชาวไทยนั่นเอง

เพราะพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทย (ตามรัฐธรรมนูญ) คนที่ไม่จงรักภักดีคือคนที่ละเมิดอธิปไตยของปวงชนชาวไทย

ในส่วน ม.112 นั้น พรรค พท.ต้องกล้าพูดความจริงว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหาแน่นอน ไม่ในเนื้อหาก็ในการบังคับใช้ หรือทั้งสองอย่าง จากการที่มีผู้ตกเป็นผู้ต้องหาเพียงปีละไม่ถึง 10 ราย กลายเป็นมีผู้ต้องหานับร้อยในทุกปี

การ สร้างภาพความจงรักภักดีอย่างสูงสุดแก่ตนเอง ดังที่นักการเมืองได้ทำสืบเนื่องกันมาหลายปีแล้วนี้ เป็นสิ่งที่พรรค พท.จะไม่ทำตามเป็นอันขาด การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกยุคปัจจุบัน ต้องทำด้วยสติปัญญาและคำนึงถึงความละเอียดอ่อน

ฉะนั้น หากจะยังมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ต่อไป กฎหมายนั้นต้องชัดเจนว่า กระทำการอย่างใดจึงจะถือว่าละเมิดกฎหมาย ไม่ปล่อยให้ขึ้นอยู่กับการตีความของเจ้าหน้าที่และผู้ฟ้องร้องตามอำเภอใจ และเพราะกฎหมายมาตรานี้ถูกนำมาใช้เพื่อกลั่นแกล้งกัน ทั้งในเชิงบุคคลและในเชิงการเมืองอยู่เสมอ จำเป็นต้องสร้างกระบวนการกลั่นกรองการฟ้องร้องที่ละเอียดรอบคอบและโปร่งใส

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้ง นักรัฐประหารและนักการเมือง ต่างช่วยกันทำความเสื่อมเสียแก่สถาบันฯตลอดมา และส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้คือการใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือ จะหยุดการทำร้ายสถาบันฯ ต่อไปได้ ก็ต้องทบทวนมาตรา 112 เพื่อทำให้ทุกฝ่าย ไม่สามารถเที่ยวทำร้ายศัตรูของตน โดยใช้มาตรานี้เป็นเกราะกำบังตนอีกต่อไป

การ ประกาศว่าจะทบทวน ม.112 จึงไม่ได้หมายความว่า ไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน ตรงกันข้าม การขจัดความคลุมเครือในเรื่องนี้เสียอีก ที่จะทำให้เกิดความมั่นคงแก่สถาบัน เพราะในความคลุมเครือของรัฐอภิสิทธิ์นั้น ย่อมไม่มีความมั่นคงแก่สถาบันใดๆ ทั้งสิ้น

และเพราะพรรค พท.มองการณ์ไกลกว่า พรรค พท.จึงจะแสดงความจงรักภักดีด้วยการทบทวน ม.112 ทั้งๆ ที่พรรค พท.น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่า การทบทวนจะก่อให้เกิดศัตรูมากขึ้น แต่ต้องแยกแยะศัตรูเหล่านี้ให้ดี ส่วนที่จริงใจเพราะเกรงว่าสถาบันฯจะไม่ได้รับการปกป้อง พรรค พท.ย่อมสามารถแลกเปลี่ยนแสดงเหตุผลเพื่อให้เขากลับมาสนับสนุนได้

แต่ส่วนที่ไม่จริงใจ และใช้การปกป้องสถาบันฯเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อหาอำนาจทางการเมือง สู้กับ "มัน" สิครับ

มท.1หนุนเสื้อแดงมีสิทธิยื่นถวายฎีกาให้ทักษิณ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



“มท.1” ชี้เสื้อแดงมีสิทธิตามก.ม.ชงยื่นถวายฎีกาอภัยโทษ“แม้ว”
การันตีกรมราชทัณฑ์ไม่ทำอะไรโดยไม่มีก.ม.รองรับ

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย
ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงผลักดันการถวายฎีกาขออภัยโทษ
ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า
ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
อะไรก็ตามที่อยู่ในเงื่อนไขเป็นไปตามสิทธิเสรีภาพของประชาชน ความยุติธรรม
และความเสมอภาคก็ทำได้ทั้งนั้น

"มีคนเสื้อแดงก็หมายถึงหมู่บ้านคนเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย
ก็ต้องมีหมู่บ้านเสื้อขาวปลอดยาเสพติด
หมู่บ้านสีเขียวพิทักษ์สิ่งแวดล้อม
หมู่บ้านสีน้ำเงินเพื่อความเป็นปึกแผ่นของคน
มันไม่ได้สำคัญที่ว่าเป็นสีอะไร
แต่สำคัญว่าคุณทำผิดเงื่อนไขหรือเปล่า
ตราบใดที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ก็สามารถทำได้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน
เมื่อถามว่า แต่ก็อาจจะมีบางส่วนที่ยังไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ นายยงยุทธ กล่าวว่า
ไม่มี คนที่อยู่ในพรรคเพื่อไทยไม่มีใครไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้" นายยงยุทธ กล่าว

ถามว่าการถวายฎีกาเป็นสิทธิของประชาชนคนไทยหรือไม่
นายยงยุทธ กล่าวอีกว่า กฎหมายได้ให้สิทธิไว้หรือเปล่า
ซึ่งกฎหมายก็ไม่ได้เขียนห้ามคนใส่เสื้อแดงหรือสีอะไรยื่นถวายฎีกา
อย่างไรก็ตามกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม คงไม่ไปทำอะไรโดยที่ไม่มีกฎหมายรองรับ


http://www.thairath.co.th/content/pol/199540

รมว.ยธ.สั่งตั้งคณะทำงานศึกษาฎีกาอภัยโทษ'ทักษิณ'

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



รมว.ยุติธรรม ตั้งคณะทำงานศึกษาชี้ขาดฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ"ทักษิณ"
ชี้ ยึดหลักกฎหมายในการดำเนินการ ย้ำถวายความจงรักภักดีมาตลอดชีวิต...

วันที่ 5 ก.ย. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม กล่าวถึง
ความคืบหน้าการพิจารณาฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
หลังกรมราชทัณฑ์ส่งผลการพิจารณาเบื้องต้นกลับมาให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการตามขั้นตอนว่า
การอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญปี 2550 และรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า
พระมหากษัติย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจพระราชทานอภัยโทษ
จากนั้นจะมีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติไว้เพิ่มเติม ภาค 9
เรื่องอภัยโทษ
เรื่องโทษหนักเป็นเบา
และกรณีการยกเว้นโทษ
โดยสาระของกฎหมายมีอยู่ว่า ผู้มีสิทธิ์ขออภัยโทษเฉพาะราย มีอยู่ 3 สถานะ
1. ผู้ต้องคำพิพากษา
2. ผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง
3. รมว.ยุติธรรม กรณีไม่มีผู้ใดถวายเรื่องราว และ รมว.ยุติธรรม เห็นว่าเป็นการสมควร

ส่วนเรื่องที่กรมราชทัณฑ์ส่งมา เรื่องยังไม่ถึงตน จึงไม่สามารถให้ความเห็นได้
ต้องขอตรวจสอบอีกครั้งทั้งนี้
หากได้รับเรื่อง จะตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ว่าเรื่องนี้ควรเป็นอย่างไร
แต่โดยหลัก ไม่มีใครยับยั้งได้เรื่องอภัยโทษ ส่วนการเสนอความเห็นเรื่องทูลเกล้าฯเฉพาะราย
ก็เป็นหน้าที่ของ รมว.ยุติธรรม จะเป็นผู้ทำความเห็น

"ขอดูเนื้อหาก่อนว่า มีความสมบูรณ์เพียงใด มีหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน
จึงต้องตั้งทำงานตรวจสอบให้รอบคอบ ผมจะยึดหลักเกณฑ์กฎหมายเป็นหลัก
และเรื่องการฎีกาอภัยโทษเป็นเรื่องอภัยโทษเท่านั้น
ผมก็อ่านเฟซบุ๊กของอดีต รมว.ยุติธรรม ก็ขอขอบคุณที่ให้ความห่วงใย
แต่อยากเรียนว่า ไม่ต้องห่วงใยผม ไม่ต้องมากังวลเรื่องความจงรักภักดีของผม
ซึ่งได้ถวายความจงรักภักดีตลอดชีวิตรับราชการร่วม 40 ปีมาแล้ว
และผมมีจุดยืนของผม จะยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ" รมว.ยุติธรรม กล่าว.



http://www.thairath.co.th/content/pol/199511

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/09/54 ต้องหัดดีแต่ฟังบ้างนะ....

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ต้องหัดฟัง อย่าซี้ซั้ว มัวแต่พูด
ปากกับตูด สาระวน พ่นของเสีย
พวกดักดาน ก็แอบมอง จ้องคอยเลีย
ก้มหน้าเชียร์ มารร้อยเล่ห์ เพทุบาย....


แล้วตั้งตา พูดยุแยง ตะแคงรั่ว
สันดานชั่ว งุบงิบ พาชิบหาย
หวังเป่าหู พวกโง่เง่า เฝ้างมงาย
หากถูกย้าย ต้องฟ้องนะ..อย่ารอรี....


เข้าสู่ยุค โสมม สมกล่าวอ้าง
พวกหลงทาง ต่างยึกยัก สิ้นศักดิ์ศรี
อันข้าราษฎร์ ประกาศไว้ แทบไม่มี
ลืมสิ่งดี กลับคิดชั่ว มั่วหลงทาง....


สันดานมัน ต่ำช้า พาอัปยศ
พูดโป้ปด ยังดึงดื้อ มัวถือหาง
ใครพาชาติ ย่อยยับ จนอับปาง
ตาฝ้าฟาง หรือไร? จึงไม่ดู....


ดีแต่พูด ดีแต่โง่ โธ่..พวกเปรต
ความทุเรศ ถาโถม จนจมหู
ชั่วกับชั่ว อุ้มจัญไร ไว้เชิดชู
แสนอดสู พวกหน้าด้าน สามานย์ชน....


๓ บลา / ๖ ก.ย.๕๔