WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 6, 2011

กุญแจความสำเร็จ"ธนินท์ เจียรวนนท์" ฟอร์บส์จัดอันดับ เศรษฐีเบอร์ 1 ของไทย ปี 2554

ที่มา มติชน





จากการเปิดเผยรายชื่อ 40 อันดับ มหาเศรษฐีของไทย (Thailand′s top 40 Richest 2011) ประจำปี 2554 ของฟอร์บส์ (Forbes) นิตยสารชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่า “ธนินท์ เจียรวนนท์” ครองตำแหน่งอันดับ 1 ด้วยสินทรัพย์ 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 222,000 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 400 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้นับว่าเป็นการครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่สองติดต่อกันจากเมื่อ ปี 2553


สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเป็นผู้นำทางธุรกิจของ “ธนินท์”เท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่นำพาธุรกิจสู่ความมั่งคั่งรุ่งเรือง


ปัจจุบัน “ธนินท์” มีตำแหน่งเป็น “ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร” เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ที่รู้จักในชื่อ “ซี.พี.” ซึ่ง เป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของไทยที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายในลักษณะที่เรียกว่า Conglomorate มีธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารเป็นธุรกิจหลัก โดยมีการค้าการลงทุนใน 15 ประเทศทั่วโลก และมีบริษัทในเครือประมาณ 200 แห่งทั่วโลก พนักงานราว 280,000 คน ซึ่งความสำเร็จของซี.พี.ทั้งหมด เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์และความสามารถของ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ นั่นเอง


เคล็ดลับการลงทุนสไตล์ ‘ธนินท์’


“ตลาดทั่วโลก วัตถุดิบทั่วโลก คนเก่งทั่วโลก การเงินทั่วโลกล้วนเป็นของซี.พี.” นี่คือสิ่งสำคัญที่ ธนินท์ เจียรวนนท์ ตอกย้ำกับผู้บริหารและพนักงานซี.พี.อยู่เสมอ แสดงให้เห็นชัดเจนถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลซึ่งได้นำพาให้ซี.พี.เติบโตเป็น ปึกแผ่น เป็นบริษัทคนไทยที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนในต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย

“ผมมองว่าที่ผมทำงานนี่ไม่ได้คิดเลยเรื่องกำไร ไม่ได้คิดว่าทำธุรกิจนี้แล้วจะได้กำไรเท่าไร ผมคิดว่าทำธุรกิจนี้ อันแรกมีโอกาสสำเร็จไหม ถ้ามีแล้วถ้าจะใหญ่นี่ ธุรกิจอันนั้นจะต้องไปเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ไปเกี่ยวข้องกับคนส่วนน้อย ธุรกิจอันนี้จะไม่ใหญ่ ถ้าธุรกิจนี้เกี่ยวข้องกับประเทศเดียวธุรกิจก็ไม่ใหญ่ ต้องเกี่ยวข้องกับทั่วโลก สินค้านี้ต้องขายได้ทั่วโลกมันถึงจะมีโอกาสใหญ่ แล้วธุรกิจนี้ต้องลงทุนได้ทั่วโลกธุรกิจนี้ถึงจะมีโอกาสใหญ่ และยิ่งสำคัญกว่าเรื่องอื่นคือธุรกิจที่เราทำเป็นประโยชน์แก่ประชาชนไหม ถ้าไม่ ธุรกิจอันนี้ก็ไม่มีความยิ่งใหญ่” ธนินท์ กล่าว


ทำอะไรอย่าคิดแต่ความสำเร็จอย่างเดียว


แม้ซี.พี.จะเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจจนเป็นที่ยอม รับทั่วไป ซึ่งสร้างความภูมิใจแก่ทุกคนในองค์กร แต่ “ธนินท์” ในฐานะผู้นำไม่เคยกระหยิ่มยิ้มย่อง กลับคิดว่า “เราทำอะไรอย่าไปคิดในทางสำเร็จอย่างเดียว ต้องคิดว่ามีปัญหาอะไรตามมาอีก มีหวานต้องมีขม ได้อย่างต้องเสียอย่าง ถ้างานยิ่งใหญ่ ปัญหายิ่งมีมาก” ทั้งยังกล่าวกับผู้บริหารและพนักงานเป็นประจำว่า “เมื่อได้รับความสำเร็จ ผมดีใจแค่วันเดียว เพราะยิ่งรับงานใหญ่ ภาระของเราก็ยิ่งมากขึ้น”


ด้วยคิดเช่นนี้ ธุรกิจของซี.พี.ภายใต้การบริหารของ ธนินท์ จึงปรับตัวเร็ว และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง


เน้นสร้าง “คน” รองรับการเติบโต


กุญแจสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของซี.พี.ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือ “คน” “ธนินท์”ให้ความสำคัญกับการสร้างคน และมีนโยบายให้ผู้นำกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในเครือซี.พี.เร่งดำเนินการสร้างและพัฒนาคนเก่งเพื่อรองรับการเติบโตบนเวที การค้าโลก เพราะถ้าไม่มีคนเก่ง ซี.พี.ก็ไม่สามารถชนะในตลาดโลกได้

“ธนินท์” กล่าวว่า การที่จะก้าวสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงของซี.พี.นั้น จะต้องรู้จักใช้กลยุทธ์ในการสร้างคน โดยหนึ่งในวัฒนธรรมของซี.พี.ที่สำคัญก็คือต้องโปรโมทผู้ใต้บังคับบัญชาโดย เฉพาะการสร้างคนที่เก่งกว่าตัวเองขึ้นมา อย่างเช่นที่ตนเองเคยได้รับโอกาสนั้นจากพี่ชายทั้งสอง คือ จรัญ และ มนตรี เจียรวนนท์


ในการสร้างคนนั้น “ธนินท์” ให้ข้อคิดว่า อย่าไปแบ่งว่าใครเป็นคนของใคร ผู้บริหารที่ดีจะต้องสร้างตัวแทนขึ้นมาให้ได้ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง ต้องรู้จักแสวงหาคนเก่งมาทดแทน ต้องเปิดโอกาสให้คนเก่งได้แสดงความสามารถ


“ผู้ บริหารทุกท่าน ต้องสร้างตัวแทน ผมจะยกย่องและนับถือคนที่สามารถสร้างตัวแทนขึ้นมาได้ คนที่รู้จักใช้คนเก่ง คือคนที่เก่งยิ่งกว่า ผมชอบคนเก่ง และอดที่จะเคารพนับถือคนเก่งไม่ได้” ธนินท์ กล่าว


“ธนินท์” กล่าวกับ ผู้บริหารระดับสูงในเครือซี.พี. อยู่เสมอว่า
“ถ้าคุณสามารถสร้างคนเก่งได้ คุณคือคนที่เก่งที่สุด”


ในการนี้ “ธนินท์” ได้บอกถึงเคล็ดลับ 3 ประการในการสร้างคนเก่ง คือ 1.อำนาจ เพราะคนเก่งต้องมีเวทีมีอำนาจสำหรับใช้ในการแสดงความสามารถ 2.เกียรติ เพราะนอกจากการแสดงความสามารถอย่างเต็มที่แล้ว คนเก่งต้องการได้รับการยอมรับ และ 3.เงิน ก็คือผลตอบแทนที่จูงใจ


จะเห็นได้ว่า เงิน ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญประการแรกในการสร้างคนตามสไตล์ของ “ธนินท์” ทั้งนี้เพราะ “ธนินท์”คิดว่า สำหรับคนเก่งนั้นเงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด อำนาจ และเกียรติต้องมาก่อน ด้วยเหตุนี้ซี.พี.จึงมีบริษัทในเครือฯมากมายถึง 200 กว่าแห่งทั่วโลก เพื่อเป็นเวทีสำหรับคนเก่ง


นอกจากนี้ “ธนินท์” ยัง กล่าวว่า ผมมองคนอื่นว่าเก่งกว่าผมเสมอ ผมไม่เคยมองใครว่าเก่งสู้ผมไม่ได้ สำหรับคนที่ทำงานกับเรา ผมยึดหลักว่าเราจะต้องเปิดโอกาส ให้โอกาสเขาได้แสดงความสามารถ เมื่อใครแสดงความสามารถออกมา เราจะต้องส่งเสริมสนับสนุนเขาให้มีตำแหน่งสูง ๆ ขึ้นไป เราจะต้องพยายามรักษาเขาให้อยู่กับเราให้นานที่สุด เราจะต้องสร้างคนที่มีความสามารถให้เกิดขึ้นให้มาก ๆ


ในการประชุมคณะกรรมการบริหารของซี.พี.ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง “ธนินท์” ได้ เปิดโอกาสให้พนักงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ร่วมประชุมด้วย และเรียกกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ว่า Young Talent ซึ่งพนักงานคนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมประชุม จะได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ แก่ซี.พี. ซึ่งมีหลายครั้งที่ ธนินท์ นำข้อเสนอแนะไปใช้ในการดำเนินธุรกิจของซี.พี.


“รักษาคู่แข่ง ไม่เอาเปรียบลูกค้า ดูแลสังคม”


ในโลกแห่งการแข่งขันทางการค้าและการทำธุรกิจ “ธนินท์” มีนโยบายให้รักษาคู่แข่ง และไม่เอาเปรียบลูกค้า


“ธนินท์” กล่าวว่า นักธุรกิจที่แท้จริง จะพยายามแข่งขันกันอยู่ในขอบเขต จะไม่แข่งจนตายไปฝ่ายเดียว หรือพังไปข้างหนึ่ง ถ้าเรามีความสามารถ เราก็ไปหาธุรกิจที่อื่น ทำไมต้องมาเจาะจงมาแย่งข้าวชามเดียวกัน สุดท้ายสองคน สามคนไม่อิ่มสักคน แล้วก็ไม่มีประสิทธิภาพ


“สมมติ ว่าเราสองคนต่อยกัน ต่อยกันจนคนหนึ่งตายไป นึกว่าอีกคนไม่เจ็บหรือ ก็เจ็บ...เพราะฉะนั้นวิธีการของ ซี.พี.คือ การถอนแล้วเราก็ไปหาตลาดใหม่ ผมไม่เคยทำให้คู่แข่งผมล้มละลาย”


“ธนินท์” มักจะกล่าวกับผู้บริหารและพนักงานว่าซี.พี.มีนโยบายรักษาคู่แข่ง เราจะไม่ทำลายคู่แข่ง และยังต้องแบ่งตลาดให้ เพื่อให้คู่แข่งสามารถอยู่รอดในตลาดได้ ทั้งนี้เพราะถ้าเราทำลายคู่แข่งไป ก็อาจมีคู่แข่งใหม่เข้ามาซึ่งอาจจะแข็งแกร่งกว่า


นอกจากนี้ ยังให้มองถึงผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก รวมไปถึงคู่ค้าและ Suppliers ด้วย ต้องให้พวกเขาเหล่านั้นอยู่ได้ ต้องไม่เอาเปรียบลูกค้า และยังต้องดูแลสังคม ทั้งนี้เพราะเราเป็นส่วนหนี่งของสังคม ถ้าสังคมอยู่ไม่ได้ เราก็อยู่ไม่ได้ ขายคุณภาพบวกความซื่อสัตย์


คุณภาพ และความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจของซี.พี. ซึ่งยึดถือมาตั้งแต่ทำเจียไต๋ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของธุรกิจเครือซี.พี. (เจียไต๋ คือ ร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักฯลฯ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2464 เป็นต้นกำเนิดของธุรกิจต่าง ๆ ในเครือซี.พี. ปัจจุบันเจียไต๋เป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์อันดับต้น ๆ ของเอเซีย)


“ธนินท์” เคยเล่าให้ฟังว่า คุณพ่อผมมีหัวเรื่องเทคโนโลยี ท่านมีพรสวรรค์เรื่อง พันธุ์พืช พ่อผมไปพัฒนาเมล็ดพันธุ์ผักซัวเถาจากโซนร้อน ซึ่งในประเทศโซนร้อนปลูกทุกครั้ง เก็บอีกทีไม่โตแล้ว ซึ่งแปลกมาก คุณพ่อมาเปิดร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่เมืองไทยชื่อร้านเจียไต๋ ซึ่งคุณพ่อได้สร้างพันธุ์ คัดพันธุ์ที่มีผลผลิตสูง รักษาคุณภาพใส่ในซองที่พิมพ์วันที่ เพราะเมล็ดพันธุ์พอถึงเวลาหนึ่งจะไม่งอก คุณพ่อบอกว่าถ้าใครซื้อเมล็ดพันธุ์ถ้าเลยวันที่กำหนดแล้วให้เอามาคืน จึงเป็นมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อแล้วที่ต้องรักษาคุณภาพ


“คุณ พ่อท่านบอกว่า ถ้าเราจะทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ถ้าลูกค้าอยู่ไม่ได้เราก็อยู่ไม่ได้ ถ้าลูกค้าร่ำรวย ธุรกิจเจียไต๋ที่คุณพ่อทำ ลูกค้าปลูกเอาไปขาย ไม่ใช่ปลูกเล่นดูสวยงามถ้าลูกค้าปลูกแล้วขายไม่ได้ไม่มีราคา ขาดทุน เที่ยวหน้าเขาก็ไม่มาซื้อ เหมือนเลี้ยงไก่เพื่อต้องการขายไข่ได้กำไร ถ้าเราไม่มีวิธีการไปช่วยเขา ไม่ได้ช่วยเขาควบคุมเรื่องคุณภาพ เขาอยู่ไม่ได้”


ยึดหลัก “3 ประโยชน์”


นักธุรกิจที่จะทำธุรกิจใหญ่ ต้องเข้าใจด้วยว่า เราอยู่ด้วยตัวเราคนเดียวไม่ได้ ถ้าสังคมอยู่ไม่ได้เราจะอยู่ได้อย่างไร ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม และตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน


“เครือเจริญโภคภัณฑ์ จะทำอะไรก็ตามต้องคำนึงถึงว่า ประเทศชาติต้องได้ประโยชน์ ประชาชนต้องได้ประโยชน์ และบริษัทก็ต้องได้ประโยชน์ด้วย” ธนินท์ กล่าว “นโยบาย 3 ประโยชน์” ซึ่งเป็นปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของเครือซี.พี.


“ผมถือว่า ธุรกิจที่ผมทำเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต่อสังคม ผมคิดว่าถ้าเรามีโอกาสสร้างคน สร้างงาน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ตลอดเวลาผมถือแบบนี้ เข็มมันจะแหลมไปทั้ง 2 ข้างไม่ได้ ต้องทู่ข้างหนึ่ง แต่สำคัญว่า ธุรกิจต้องเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ก็จะเท่ากับเป็นการช่วยสังคม เราสร้างสรรค์ สร้างงาน สร้างอาชีพ ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่าอะไรคือการกระจายรายได้ คนมักเข้าใจว่าต้องกระจายแต่ไม่รู้ว่าการ กระจายจริง ๆ เป็นอย่างไร วิธีที่ถูกต้องคือการสร้างงาน”


“ธนินท์” กล่าวว่า ซี.พี.ก้าวหน้าและเติบโตมาจนถึงปัจจุบันจะก้าวสู่ปีที่ 90 ในปี 2554 ด้วยเพราะได้ดำเนินธุรกิจอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้อง“ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”อันได้แก่ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ธุรกิจกิจการของซี.พี.จึงราบรื่น เติบโตอย่างมั่นคงและเป็นปึกแผ่นได้ในประเทศไทย และสามารถขยายกิจการไปยังต่างประเทศได้อย่างไม่หยุดยั้ง


ในมุมมองของการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินของ “ธนินท์” ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจนั้น คิดว่าการทุ่มเทการทำงานเพื่อสร้างธุรกิจให้เจริญก้าวหน้า การได้สร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่คนมากมาย สร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ การเสียภาษีให้กับรัฐบาล การมีความรับผิดชอบต่อสังคม การสร้างคนเก่ง สร้างคนไทยให้ไปแข่งขันทางธุรกิจกับทั่วโลก เป็นการพัฒนาคนให้ได้เหรียญทองทางธุรกิจ เป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติเช่นเดียวกับการที่นักกีฬาได้รับ เหรียญทองโอลิมปิก


ทั้งหมดคือปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้ “ธนินท์ เจียรวนนท์” เป็นผู้บริหารที่โดดเด่นบนเวทีโลก

ที่มา: คอลัมน์ e-news จาก CP E-News

มองบทบาท "เฉลิม" "ขุนศึก"ใน-นอกสภา ไซเรนหมู่บ้านกระสุนตก

ที่มา มติชน





ดูเหมือนบทบาทของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นมากกว่าตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

ใน สภาผู้แทนราษฎร ร.ต.อ.เฉลิมทำหน้าที่เป็น "ขุนพล" หรือผู้ที่เป็นหัวหน้าทัพของกองทหาร เพื่อต่อกรทุกรูปแบบกับพรรคประชาธิปัตย์ ในการปกป้อง คุ้มกันนายกฯยิ่งลักษณ์

ขณะที่การบริหารราชการแผ่นดิน ร.ต.อ.เฉลิมทำหน้าที่เป็น "ขุนศึก" หรือแม่ทัพผู้มีความสามารถในการรบ ที่นอกจากประกาศลุยปราบปรามอบายมุขทุกรูปแบบแล้ว ยังเล่นกับ "ของร้อน" ด้วยการเข้าไปโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในตำแหน่งสำคัญๆ

อย่างน้อยก็ 2 ตำแหน่ง

หนึ่ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.

อีกหนึ่ง ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.

ทั้งสองตำแหน่งนายกฯยิ่งลักษณ์ โยนให้รองนายกฯเฉลิมตัดสินใจ

แน่ นอน ร.ต.อ.เฉลิมหมายมั่นปั้นมือในการดัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ทบ. ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร. จึงต้องออกแรงดันด้วยความนุ่มนวลให้ พล.ต.อ.วิเชียรพ้นจากตำแหน่ง

หากแต่การพ้นจากตำแหน่งของ พล.ต.อ.วิเชียร ทีแรกมีการตกลงกันที่ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

หากแต่การต่อรองระหว่าง พล.ต.อ.วิเชียร และ ร.ต.อ.เฉลิม มีมากกว่าตำแหน่งปลัดฯ

เพราะมีข้อเสนอใหม่ต้องการเข้าไปนั่งเป็นประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เกรดเอ อีก 1 ตำแหน่ง

ข้อเรียกร้องของ พล.ต.อ.วิเชียร ไม่ได้รับการตอบสนอง

ข้อตกลงทีแรก เป็นอันโมฆะ

แต่ ด้วยความที่ พล.ต.อ.วิเชียรเหลืออายุราชการอีก 2 ปีเต็มๆ ผู้มีอำนาจทางการเมืองจึงให้ พล.ต.อ.วิเชียรบอกความต้องการของตัวเองว่าจะไปนั่งที่ใด

เลขาธิการ สมช.คือตำแหน่งที่ พล.ต.อ.วิเชียรเลือก

ร้อนถึง "ถวิล เปลี่ยนศรี" เลขา สมช.ที่ได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ

เมื่อผลกระทบกลายเป็น "ลูกโซ่" ความแข็งขืนก็มีออกมาเป็นระลอก

ทั้งจากข้าราชการที่ได้รับผลกระทบ นักการเมือง และจากสังคม

โดย เฉพาะ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาปลุกให้ข้าราชการลุกขึ้นต่อสู้ ปกป้องศักดิ์ศรี หรือโพลจากสวนดุสิตโพล ที่ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการโยกย้าย ผบ.ตร.ครั้งนี้

กระแสสังคมที่ออกมา อาจเป็นเพราะรูปแบบในการทำงานของ ร.ต.อ.เฉลิมที่ต้องการให้จบเร็ว จบไว

อีกทั้งการออกมาให้สัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อม จึงเกิด "อิมแพค" ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

"เลขาฯ สมช.ต้องเข้าประชุมกับ ครม.ทุกวันอังคาร แล้วใครจะให้คนของอีกฝ่ายมานั่งประชุมด้วย เพราะเป็นที่รู้กันดีว่านายถวิลเป็นคนของประชาธิปัตย์"

แถมยังบอกด้วยว่า สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีการโยกย้ายแบบ "ล้างบาง" เหมือนกัน

ไม่ ว่าจะเป็น พีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาฯ สมช. สุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร รองเลขาฯ สมช. พงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม.

รวมถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ออกจากตำแหน่ง

การทำหน้าที่ทั้ง "ขุนพล" ในสภา และ "ขุนศึก" นอกสภา แน่นอนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดี สามารถจัดระบบ วางแผน วางคน ให้นโยบายสามารถเดินหน้าไปได้มีประสิทธิภาพ

ส่วนข้อเสีย แน่นอนสังคมจะตั้งข้อสงสัยในตัว ร.ต.อ.เฉลิมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะท่าทีที่ดูดุดัน เอาจริงเอาจัง

จนมีเสียงออกมาจากปาก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ว่ากำลังลุแก่อำนาจ

จึงไม่แปลกที่เวลานี้ ร.ต.อ.เฉลิมกำลังกลายเป็น "หมู่บ้านกระสุนตก" ที่ทุกฝ่ายในสังคมเฝ้าจับตา-โจมตีอย่างต่อเนื่อง

ฉะนั้น เมื่อวางคน วางระบบ เรียบร้อย สิ่งที่ ร.ต.อ.เฉลิมต้องทำคือ "ถอย" ออกมาเล่นในบทบาทหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง

เป็น "ขุนพล-ขุนศึก" ในการปราบปรามยาเสพติด ปราบปรามอบายมุขทุกรูปแบบ อย่างจริงจัง ด้วยความรอบคอบ เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง

ไม่เช่นนั้น ร.ต.อ.เฉลิมจะกลายเป็น "เป้านิ่ง" ที่ถูกรุมถล่ม

เป้านิ่ง ที่หากถูกรุมถล่มจากทุกทาง ทุกฝ่าย ก็มีสิทธิยวบได้เหมือนกัน

(มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 6 กันยายน 2554 หน้า3)

การต่างประเทศในมือ "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล"

ที่มา มติชน




หมายเหตุ "มติชน" - หลัง เข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ครึ่งค่อนเดือน รัฐมนตรีต่างประเทศผู้ตกเป็นเป้าโจมตีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมายของงานที่ตั้งเป้าจะผลักดัน รวมถึงเสียงวิจารณ์สารพัดที่พบเจอ ตั้งแต่เรื่องไม่เหมาะกับตำแหน่ง พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไปจนถึงมาเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ

"คนเราเกิดมาไม่ได้เก่งได้ทุกเรื่อง แต่สามารถยอมรับ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และทำสิ่งใหม่ๆ ที่เรียนรู้มาให้ดีที่สุด"

- หลังรัฐบาลประกาศนโยบายต่อรัฐสภา และมีเวลาเข้ามาศึกษางานในความรับผิดชอบแล้ว วางแผนการทำงานระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว รวมถึงประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วนอย่างไร

งาน ด้านต่างประเทศคาบเกี่ยวกันหลายกระทรวง หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จ ผมได้เอาคำแถลงนโยบายมาที่กระทรวงและประชุมร่วมกับปลัดและอธิบดีทุกกรมเพื่อ พิจารณานโยบายที่คาบเกี่ยวกันมาทำเป็นแผนปฏิบัติการเสริมร่วมกับกระทรวง อื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากงานประจำของกระทรวงการต่างประเทศ และก็ได้เพิ่งประชุมร่วมกับท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธ วิชัยดิษฐ เรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับแผนปฏิบัติการเหล่านี้ที่มีอยู่ราว 20 โครงการ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาท อย่างไรก็ดีหลังไปพิจารณาเรื่องงบประมาณร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้น่าจะถูกปรับลดลงไปได้บ้าง

โครงการเหล่านี้ครอบ คลุมทั้งเรื่องภาพลักษณ์ประเทศไทย ทีมไทยแลนด์ เป็นอาทิ ตัวอย่างเรื่องท่องเที่ยวคือกรณีการจัดงานพืชสวนโลกในเดือนพฤศจิกายน ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเราสามารถให้เอกอัครราชทูตไทยในประเทศต่างๆ ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ต่างประเทศมางานมากขึ้นว่าเรามีอะไรดีๆ อีกมาก และจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านวิชาการและท่องเที่ยว

- เรื่องเร่งด่วน

สำหรับ เรื่องเร่งด่วน 2 เรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศศึกษาให้รอบคอบคือ เรื่องการประกาศถอนตัวจากภาคีอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกนั้น ผมได้เชิญปลัด อธิบดี และข้าราชการที่เกี่ยวข้องมาหารือและศึกษาในรายละเอียดแล้วได้ข้อสรุปว่าการ เป็นภาคีอนุสัญญาฯเป็นประโยชน์ ดังนั้นแนวโน้มก็คงไม่ถอนตัวเพราะวิเคราะห์ทุกแง่มุมแล้วการเป็นภาคีต่อไป ประเทศไทยจะได้ประโยชน์

ผมได้ทำหนังสือเรียนท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว เพื่อให้ท่านส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดก โลก ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่ด้วยกัน รวมทั้งกระทรวงที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลักในเรื่องนี้คือกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คณะกรรมการดังกล่าวส่งเรื่องไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ดีหลังเสร็จสิ้นกระบวนการภายในของเราเองแล้ว ผมคงมีหนังสือแจ้งไปยังผู้อำนวยการยูเนสโกเพื่อตอบหนังสือที่เขาส่งมาถึงเรา ก่อนหน้านี้ด้วย

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือการปฏิบัติตามคำสั่งศาล ยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เรื่องมาตรการชั่วคราว การดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปตามที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เคยทำมา ไม่ว่าจะเป็นทีมทนายที่ปรึกษา ตัวแทนรัฐไทย (นายวีรชัย พลาศรัย) จะเป็นชุดเดิมทั้งหมด เพราะน่าจะได้ข้อสรุปในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว

เรื่อง คำสั่งศาลนั้นก็ต้องทำตามที่ศาลสั่ง ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการเขตแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชาจะไปหารือกับเรื่องปรับกำลังทหาร รวมถึงการอนุญาตให้พลเรือนเท่านั้นที่จะอยู่ในพื้นที่ซึ่งศาลกำหนดให้เป็น เขตปลอดทหาร จากที่ได้รับรายงานก็ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้ทำมาเกือบทั้งหมด แล้ว

สิ่งที่ผมเห็นเป็นข้อสังเกตคือการดำเนินงานของรัฐบาลที่ผ่านมา ค่อนข้างจะล่าช้า ทั้งที่สามารถทำหลายเรื่องให้เป็นประโยชน์ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร เราก็ต้องมาดำเนินการแก้ไขต่อไป และเตรียมที่จะรายงานเข้าสู่ที่ประชุม ครม.

- นโยบายระยะสั้น

สำหรับ นโยบายที่ต้องทำในระยะสั้น คือการฟื้นฟูความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสนับสนุนให้มีความเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคร่วมกัน ปัญหาที่ส่งผลกระทบตามแนวชายแดนต้องรีบแก้ไข และต้องสร้างความเข้าใจกับเพื่อนบ้านโดยสร้างบรรยากาศของความไว้เนื้อเชื่อ ใจทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคประชาชน ไปจนถึงความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ต้องให้ประชาคมโลกทราบว่าไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นในไทยแล้ว เราได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เพื่อที่เขาจะได้กลับมาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น

ความสัมพันธ์กับ ประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศต้องเป็นความสัมพันธ์ที่ดี กับลาวซึ่งมีความสัมพันธ์กันยาวนานแต่ก็อาจมีปัญหาเกิดขึ้นบ้าง เราก็ต้องเร่งแก้ไขเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ในส่วนของมาเลเซีย ผมเห็นว่าความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมุสลิมจะช่วยลดปัญหาภาคใต้และทำให้ 3 จังหวัดชายแดนใต้สงบ ส่วนพม่ามีปัญหาปิดด่านแม่สอดก็ต้องมาพูดคุยกัน เพราะการค้าชายแดนได้รับผลกระทบมาก

กับกัมพูชาเราต้องฟื้นความ สัมพันธ์ที่ดี เราต้องสามารถอยู่ร่วมกับเขาได้ และต้องพยายามแยกแยะเรื่องการค้าตามแนวชายแดน การลงทุน ไม่ให้ปะปนกับปัญหาการเมือง ในวันที่ 14 กันยายน ที่ผมจะเดินทางไปแนะนำตัวเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์เป็นครั้งแรก หากมีโอกาสคงจะไปเยี่ยมคุณวีระ สมความคิด และคุณราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ในฐานะที่เป็นคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อน ส่วนจะมีโอกาสหยิบยกเรื่องขอให้ทางการกัมพูชาช่วยเหลือทั้งสองท่านหรือไม่ ก็ขึ้นกับจังหวะ

ผมเชื่อว่าในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จะอยู่กันได้เราต้องอยู่ร่วมกันด้วยความเป็นธรรม ไม่มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ผมยืนยันว่าในอนาคตถ้ารัฐบาลไปตกลงอะไรกับรัฐบาลกัมพูชาก็ตาม เราจะต้องเปิดเผย ไม่ไปหารือในทางลับแน่นอน ขอให้สบายใจได้ว่ารัฐบาลนี้ยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็น หลัก

ที่สำคัญที่สุดคือบทบาทของไทยในอาเซียน ที่เราจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยกลับมามีบทบาทที่โดดเด่นอีก ครั้งหนึ่ง เหมือนที่ไทยเป็นผู้ผลักดันให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนที่กลายสภาพ เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราต้องกลับมายืนจุดนี้ให้ได้ แต่จะทำได้ก็ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และแสดงศักยภาพของไทยเพื่อให้ประเทศในอาเซียนกลับมามองและคิดกับไทยเช่นเดิม

นอก จากนี้ต้องใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงในกลุ่มอาเซียน จากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ไทยอยู่ใจกลางภูมิภาค จากเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงต่างๆ ในแนวระเบียงตะวันออก-ตะวันตก และเหนือ-ใต้ให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์มากที่สุด

- ระยะกลาง

เรา จะเน้นใช้ซอฟต์เพาเวอร์ในการเสริมสร้างความนิยมชมชอบต่อประเทศไทย ตั้งแต่การส่งเสริมด้านวัฒนธรรม ดนตรี และการจัดแข่งขันกีฬา เพื่อช่วยให้เขารู้จักเรามากขึ้นและดีขึ้น จะส่งเสริมความสัมพันธ์ภาคประชาชนต่อประชาชน จะฟื้นทีมไทยแลนด์กลับมาใหม่ โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหอก ให้ความสำคัญกับการทูตเพื่อประชาชน การดูแลแรงงานไทยที่จะไปต่างประเทศ มีการฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อให้เขามีภูมิคุ้มกันไม่ให้ประสบปัญหาเมื่อไปทำ งาน หรือแม้แต่กับคนไทยที่ไปแต่งงานกับชาวต่างชาติก็ต้องให้ความรู้กับเขาเช่น กัน นอกจากนี้ยังคิดร่วมกับกระทรวงมหาดไทยว่าจะทำบัตรประชาชนให้กับคนไทยในต่าง ประเทศ

- ระยะยาว

จะให้ความ สำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกลับประเทศต่างๆ หาตลาดใหม่ๆเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุน เช่นเอเชียกลางซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรด้านพลังงานและน้ำมัน ทั้งยังมีกำลังซื้อสูง เราจะส่งเสริมความร่วมมือโดยอาจไปร่วมลงทุนในธุรกิจด้านพลังงาน และยังมีแนวคิดที่จะเปิดสถานทูตไทยที่คาซักสถาน

ที่ละตินอเมริกา ก็ถือเป็นตลาดใหม่และเป็นแหล่งทรัพยากรรวมถึงวัตถุดิบสินค้า เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ และประมง ซึ่งประมงไทยน่าจะมีโอกาสเข้าไปทำได้ ส่วนที่ซับ-ซาฮาร่าในแอฟริกา ก็มีความสมบูรณ์ในเรื่องทรัพยากร อาทิ แร่โลหะ และอัญมณี ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อไทยที่มีธุรกิจอัญมณีเพราะสามารถนำเข้ามาแปรรูปและผลิต เครื่องประดับเพื่อทำรายได้เข้าประเทศ ขณะที่เขาก็มีความขาดแคลนด้านอาหาร ซึ่งไทยน่าจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือให้เขามีความเข้มแข็งมากขึ้นหรือให้ความ รู้ด้านเกษตร และสาธารณสุขได้

นอกจากนี้ยังจะเสริมสร้างบทบาทของไทย ในองค์การระหว่างประเทศ โดยไทยได้สมัครเข้าชิงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสห ประชาชาติในปี 2560-2561

- หนักใจหรือไม่ที่เข้ามารับตำแหน่ง

หนัก แต่ก็จะทำให้ดีที่สุด คนทั่วไปหรือแม้แต่สมัยที่ผมเป็นผู้แทนฯก็มองว่า กระทรวงการต่างประเทศเป็นกระทรวงที่ไม่กล้าสัมผัส แต่มาอยู่ไม่ถึงสองสัปดาห์ก็ดูเหมือนเป็นปีแล้ว มันยาวนานสำหรับชีวิตผม ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง และคิดว่าถ้าคนทั่วไปเข้าใจกระทรวงก็จะไม่กลัวอีก เพราะกระทรวงการต่างประเทศก็อยากเข้าถึงประชาชนเช่นกันและข้าราชการทุกคนก็ น่ารัก

ผมสบายใจที่ได้มาทำงานที่กระทรวงนี้ เพราะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศแม้จะมีน้อย แต่ประสิทธิภาพในการทำงานดีมาก ข้อมูลต่างๆ มีการเตรียมพร้อมอย่างดี ทำให้การตัดสินใจและพิจารณาเรื่องต่างๆ ง่ายขึ้นสำหรับผู้บริหาร แต่ก็มีปัญหาเรื่องปริมาณข้าราชการมีน้อยมาก แต่ละกรมต้องปรับปรุงโครงสร้าง เพื่อให้มีกำลังคนเพิ่ม อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ต้องมีการพัฒนาขึ้น

ในฐานะที่มาตรงนี้ผมจะเอาเฉพาะงานนอกประเทศ อย่างเดียวไม่ได้ งานบริหารองค์กร ขวัญและกำลังใจของข้าราชการก็สำคัญ ข้าราชการกระทรวงนี้ได้เงินเดือนเท่ากับข้าราชการกระทรวงอื่นๆ แต่ปริมาณคนที่น้อยทำให้ต้องทำงานนอกเวลา แต่ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าโอที ทำให้พอทำงานเกินก็เบิกไม่ได้ เกิดความไม่เป็นธรรม ในฐานะผู้บริหารผมก็ต้องเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ให้ข้าราชการ

สำหรับ การแต่งตั้งโยกย้ายผมยืนยันว่าจะยึดหลักของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะแก้ไข ไม่แก้แค้น ไม่ได้มีเจตนาจะล้างบาง แต่จะดูความเหมาะสมเป็นสำคัญ

- เป็นรัฐมนตรีที่ถูกวิจารณ์มากที่สุด

ไม่ มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว คิดว่าจากนี้ทำดีนิดหน่อยก็เป็นบวกแล้ว บางคนก็พูดว่าผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมพูดได้ เรื่องพูดคุยไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่บางโอกาสที่เป็นเรื่องอ่อนไหว บางเรื่องที่ใช้ศัพท์เทคนิคซึ่งแตกต่างที่อาจตีความหมายผิดก็จะใช้ล่าม วันนั้นที่แถลงข่าวกับสื่อมวลชนที่กระทรวงการต่างประเทศ ผมยืนไกลมาก คนถามก็ต้องตะโกน แล้วหูผมไม่ดี ก็เลยต้องใช้ล่ามที่อยู่ตรงกลางเท่านั้น แต่ก็ไม่เป็นไร

วันนี้เข้ามาก็ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ เรียนรู้ในช่วง 2-3 สัปดาห์ว่า งานด้านต่างประเทศบางเรื่องเหมือนจะพูดได้ แต่มันก็พูดไม่ได้ บางคนที่เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศถึงบอกว่า ทางที่ดีต้องพูดให้คนไม่รู้เรื่อง เลยเพิ่งเข้าใจว่าทำไม

แต่ผมก็ ดีใจที่กระทรวงนี้ไม่มีผลประโยชน์ ฉะนั้นก็จะทำงานเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี พานักลงทุนไปยังต่างประเทศ เป็นสื่อกลางเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ

- กดดันหรือไม่เพราะอยู่ตรงนี้หนีไม่พ้นถูกมองว่ารับใบสั่งมาช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในบางเรื่อง

ไม่ เลย เพราะตั้งแต่มาอยู่พรรคนี้ก็ถูกหาว่ามาช่วยท่านทักษิณแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตราบใดที่คนยังไม่เข้าใจ เหมือนที่วันนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าท่านทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องเอ็มโอยูปี 2544 จริงหรือไม่ เหมือนที่เข้าใจมาตลอดว่ารัฐบาลก่อนยกเลิกเอ็มโอยูฉบับนี้ไปแล้ว แต่วันนี้เรื่องก็กลับตาลปัตร

ผมคิดว่าในอนาคตความจริงก็ควรจะเป็น ความจริง ถ้าผมมีโอกาสที่จะเสนอความจริงที่ไปพบเจอเพื่อให้เกิดความเข้าใจขึ้นผมก็ พร้อม ไม่ได้เป็นการช่วยท่านทักษิณ แต่ความจริงเท่านั้นที่คนไทยควรยอมรับ ไม่ใช่ไปตามข่าวลือหรือการใส่ร้ายกัน ถึงเวลาที่สังคมไทยควรต้องอยู่กันด้วยเหตุด้วยผลเพื่อให้สังคมมีความสุข การทะเลาะเบาะแว้งควรจะหมดไปจากสังคมไทยได้เสียที

- ตั้งรับกับข่าวการเดินทางไปต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างไร เพราะที่สุดก็ต้องย้อนกลับมาที่รัฐมนตรีต่างประเทศ

ท่าน ทักษิณก็เดินทางไปไหนมาไหนของท่านอยู่ตลอดตามที่ได้รับเชิญ เวลาไปขอวีซ่าท่านก็ใช้พาสปอร์ตมอนเตเนโกร และไปขอจากประเทศนั้นประเทศนี้ วันนี้เยอรมนีและญี่ปุ่นก็อนุญาตให้ท่านเข้าประเทศ ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจของประเทศเหล่านั้นเอง เวลาไปไหนท่านก็ไม่ได้ไปสร้างความวุ่นวาย แต่ไปบรรยายหรือไปลงทุน ความสามารถของท่านโลกอีกส่วนเขาก็ยอมรับ

คิดว่าวันนี้ประเทศต่างๆ เริ่มคิดและมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องการเมือง ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะไม่ยอมรับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าอินเตอร์โพลถอนชื่อท่านทั้งที่ไม่เคยถูกขึ้นชื่อเลย เรื่องมันก็กระจ่างขึ้น คิดว่าวันนี้สังคมเริ่มเข้าใจแล้ว

ผมคิดว่า ถึงเวลาที่คนไทยที่อาจไม่ค่อยชอบท่านต้องเปิดใจให้กว้าง ยอมรับอีกมุมหนึ่ง เพราะคนไทยมีนิสัยรู้อภัย ไม่คิดล้างแค้นแบบเอาเป็นเอาตายโดยไม่ให้ผุดให้เกิด เรานับถือพุทธ อย่าจองเวรซึ่งกันและกันเลย

- อยากบอกอะไรถึงคนที่มองท่านในแง่ลบ

คน เราเกิดมาไม่ได้สามารถเก่งได้ทุกเรื่อง แต่เราสามารถยอมรับ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และสามารถทำสิ่งใหม่ๆ ที่เรียนรู้มาให้ดีที่สุด ก็น่าจะเป็นสิ่งที่สังคมรับได้ และผมตั้งใจที่จะทำให้ดีที่สุด

"ยุทธศักดิ์" เตรียมส่ง "กฤษฎีกา" ตีความอำนาจ "รมว.กลาโหม"

ที่มา มติชน

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายภายในกระทรวงกลาโหมที่ ผบ.เหล่าทัพและ ผบ.สส.ส่งสัญญาณที่จะไม่รับคนที่ รมว.กลาโหม ผลักดันและจะใช้วิธีการโหวตเลือกตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมว่า คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส.และจเรทหารนั้นเป็นอำนาจของ รมว.กลาโหมอยู่แล้ว หรือหากจะต้องใช้วิธิการโหวตเลือกผู้ที่เหมาะสมก็คงต้องโหวตไปตามระเบียบพระ ทรวงกลาโหม แต่โดยมาก ผบ.เหล่าทัพจะไม่ต้องการการโหวต เพราะวิธีการโหวตถือเป็นวิธีการรุนแรง ส่วนใหญ่จึงจะอะลุ้มละล่วยกัน ซึ่งในที่สุดก็จะสามารถตกลงกันได้


"ผบ.สส.กับปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ยังไม่ได้ส่งมาที่ผม เป็นการย้ายแลกเปลี่ยนตำแหน่งกัน ซึ่งผมก็ยังไม่ได้อยู่ ความจริงเมื่อแลกเปลี่ยนตำแหน่งกันเรียบร้อย หากจะทำให้ถูกกฎหมายก็อาจจะเรียกประชุมซ้ำอีกสักครั้งหนึ่ง" พล.อ.ยุทธศักดิ์กล่าวว่า


เมื่อถามว่า พรบ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2550 ออกมาแล้วอาจจะมีปัญหาเรื่องอำนาจของ รมว.กลาโหม พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า อาจจะต้องมีการตีความกฎหมายว่า เมื่อส่วนราชการพิจารณาผู้เหมาะสมมาแล้วต้องส่งให้รมว.กลาโหม พิจารณาก่อนที่จะนำเสนอเข้าที่ประชุมที่จะมีการพิจารณาคัดเลือกหรือไม่ และอาจจะต้องส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เพราะตั้งแต่ที่มีการยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่มีการใช้กฎหมายนี้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งถ้าจะใช้กฎหมายนี้อย่างลึกซึ้ง ก็ต้องมีการหารือและตีความให้ชัดเจนว่า อำนาจของรัฐมนตรีมีแค่ไหนอย่างไร เพราะในกฎกระทรวงกลาโหมข้อ 15 มีระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐมนตรีเป็นผู้เสนอผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงของรัฐมนตรี ซึ่งหน่วยขึ้นตรงของรัฐมนตรีนั้นจะตีความได้ว่าเป็นตำแหน่ง ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จเรทหารทั่วไปและสมุหราชองครักษ์หรือไม่ หากใช่ต่อไปก็ถือว่าเป็นอำนาจ รมว.กลาโหม และเป็นบรรทัดฐานสำหรับรมว.กลาโหม คนต่อไป ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังต้องตีความกฎหมายต่อไป

อนาคตไกล

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ต้องติดตามกันต่อไปว่าผลจากการสัมมนา

จะ ช่วยให้ประชาธิปัตย์หลุดพ้นจากความพ่ายแพ้ซ้ำซาก ไปสู่จุดหมายในการชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวไว้ได้หรือไม่

ขณะที่ในสายตาบุคคลภายนอกมองว่า ประชาธิปัตย์พลาดโอกาสในการ'เดินหน้า'ครั้งสำคัญไปแล้ว ตั้งแต่ตัดสินใจเลือกนายอภิสิทธิ์ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคสมัยสอง

ก่อน การเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์เชื่อว่าผลแพ้-ชนะระหว่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยจะออกมาแบบ สูสี 4-5 ที่นั่ง แต่ปรากฏของจริงห่างกันกว่า 100 ที่นั่ง

เท่ากับนายอภิสิทธิ์ อ่านสถานการณ์ผิดพลาดร้ายแรง ประเมินตัวเองสูงเกินไป ประเมินฝ่ายตรงข้ามต่ำเกินไป จนทำให้พรรคแพ้พังยับ

เคราะห์ กรรมจากความพ่ายแพ้ ยังส่งผลให้ตอนนี้'ขยะ' ต่างๆ ที่กวาดซุกไว้ใต้พรมในสมัยเป็นรัฐบาล เริ่มฟุ้งกระจายขึ้นมาให้เห็นกันบ้างแล้ว

ทั้งเรื่องงบน้ำท่วม ที่รัฐบาลปัจจุบันแฉว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ ใช้งบส่วนนี้ไปจนเกือบหมด

ที่สำคัญคือมีชาวบ้านบางจังหวัดยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ 5 พันบาท ที่ตกค้างมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน

เอาแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ก็ไม่ควรมาสั่งสอนหรือบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ควรต้องทำอะไร อย่างไร

หรือ ถ้าใครยังข้องใจต่อ'ความฉับไว'ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำท่วม ให้ไปถามจากพิธีกรข่าวอย่าง 'สรยุทธ สุทัศนะจินดา' เป็นดีที่สุด

กับ อีกเรื่องที่คลุมเครือ คือกรณีการปิโตรเลียมกัมพูชาแฉเรื่องอดีตรองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยแอบไป 'เจรจาลับ' กับนายซกอาน รองนายกฯกัมพูชา เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

นายสุเทพเอง ยอมรับว่ามีการเจรจากันจริงแต่ไม่ใช่เรื่อง'ลับ' เพราะมีบันทึกหลักฐานว่าตนเองได้รับมอบหมายจากที่ประชุมครม.

ซึ่ง จะว่าไปแล้วกรณีนายสุเทพ มีความลับๆ ล่อๆ ไม่ต่างจากกรณีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ เคยถูกจับกุมในพื้นที่เขตกัมพูชา ภายใต้การรับรู้ของอดีตนายกฯอภิสิทธิ์

ฉะนั้น ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างกรณี 91 ศพ เอาแค่เรื่องน้ำท่วมกับเรื่องกัมพูชา เท่านี้ก็พอมองเห็นอนาคตของประชาธิปัตย์บนเส้นทางการ เป็น'ฝ่ายค้าน'แล้วว่า

ต้องทอดยาวไปไกลแน่นอน

‘เฉลิม’ชี้กม.ไม่ระบุนักโทษต้องจำคุกก่อน ถึงจะขออภัยโทษได้

ที่มา ข่าวสด



เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่สามารถทำได้ เพราต้องรับโทษก่อน ว่าเรื่องนี้ประชาชน 3.6 ล้านคน ได้รวบรวมรายชื่อไปยื่นต่อสำนักพระราชวัง เพื่อขออภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งทางสำนักพระราชวังได้รับเรื่องและส่งให้กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ตรวจสอบรายชื่ออยู่ แต่เรื่องก็เงียบหายไป เพิ่งจะมีข่าวในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เท่าที่ตนดูกฎหมายพบว่า ไม่ได้มีข้อห้าม ส่วนที่อ้าง พ.ร.ฎ.ปี 2550 มาตรา 4 , 5 และมาตราที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นกรณีเฉพาะราย ซึ่งเป็นวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่คนตกทุกข์ได้ยาก จึงได้ออกพ.ร.ฎ.อภัยโทษ ปี 50 กำหนดหลักเกณฑ์และมีคณะกรรมการพิจารณาเป็นรายกรณี ไม่ใช่เหมารวม

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นเรื่องพระราชอำนาจที่ทุกคนไม่ควรจะออกมาพูด และที่ผ่านมาสำนักพระราชวังในฐานะที่ส่งเรื่องให้กระทรวงยุติธรรมไปดำเนินกา นั้น ยังไม่ได้สั่งการอะไร แต่เมื่อมาถามตนว่าหลักกฎหมายห้ามหรือไม่ ตนก็ชี้แจงว่าหลักกฎหมายไม่ได้ห้าม แล้วมาอ้างพ.ร.ฎ.ปี 50 ซึ่งเป็นกรณีเฉพาะราย ไม่ใช่หลักการทั่วไป และโดยหลักการพ.ร.ฎ.ศักดิ์ศรีของกฎหมายเล็กกว่า พ.ร.บ. ซึ่งจนถึงขณะนี้กระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้ส่งเรื่องมาถึงตน หากพิจารณาเสร็จแล้วก็ต้องมาให้ตนในฐานะที่ตนกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม และได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้ดูแลงานการขออภัยโทษ

“ผมว่าเรื่องนี้เป็นแผนของคนบางกลุ่ม บางเรื่องมีวาระซ่อนเร้น ที่หยิบยกประเด็นนี้ปล่อยข่าวให้ดูเหมือนว่า รัฐบาลเข้ามายังไม่ทำอะไรเลยก็จะมาทำเรื่องนี้แล้ว มันไม่ใช่ ยังไม่มีเรื่องมาเลย แต่เมื่อมาถามผมก็อธิบายให้ฟังด้วยเหตุผลว่าเป็นอย่างนี้ นายกฯ ก็บอกแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน และความจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องด่วน เพราะทำกันมาตั้ง 2 ปีกว่าแล้ว แต่ถูกนำไปเก็บไว้” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า แสดงในในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 จะมีชื่อพ.ต.ท.ทักษิณขออภัยโทษหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ก็ต้องรอดูต่อไป แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และขณะนี้เรื่องก็ยังมาไม่ถึงตน เพียงแต่ตนต้องการพยาบยามทำความเข้าใจให้ทุกฝ่ายเข้าใจ

เสนอออกกม ลงโทษผู้ยึดอำนาจรัฐที่มาจากปชช

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel





กลุ่มประกายไฟจัดเวทีเสวนา หัวข้อ "กระชับพื้นที่กองทัพ ขอคืนพื้นที่ประชาชน" พร้อมเสนอให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นใช้วิธีสมัครใจ



นาง สาวจิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ หนึ่งในผู้เข้าร่วมเสวนา หัวข้อ"กระชับพื้นที่กองทัพ ขอคืนพื้นที่ประชาชน" ที่กลุ่มประกายไฟจัดขึ้น ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัววันนี้(4 ก.ย. 54) เสนอให้ตั้งคณะกรรมการภาคประชาชน ในการมีส่วนร่วมตรวจสอบและกำหนดทิศทางการทำงานของกองทัพ ไม่ให้มีอำนาจมากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณที่ตรวจสอบได้ยาก



นอก จากนี้นางสาวจิตรา ยังแนะให้ออกกฎหมายฉบับใหม่ แบบไม่สามารถแก้ไขหรือยกเลิกการบังคับได้ ในการลงโทษผู้ยึดอำนาจรัฐที่มาจากประชาชน พร้อมทั้งเห็นว่าควรยกเลิก การบังคับชายไทยอายุ 21 ปี เข้าเกณฑ์ทหาร แต่ให้เปลี่ยนเป็นวิธีสมัครใจแทน



เช่น เดียวกับนายนครินทร์ วิศิษฎ์สิน นักเคลื่อนไหวกลุ่มเฝ้าระวังกองทัพ ได้เปรียบเทียบสถิติเบื้องต้นทางการทหาร ปี 2554 ระหว่างประเทศเยอรมัน ออกเตรเลียและไทย พร้อมตั้งข้อสังเกต 7 ข้อ ต่อกองทัพไทย คือการตั้งกองกำลังในเขตเมือง ระบบเจ้าจุนมูลนายในกองทัพ/ความโปร่งใส และการให้ข้อมูล ชั้นยศนายทหาร ท่าทีผู้บังคับบัญชาระดับสูง และบทบาทของกองทัพ ทั้งในและต่างประเทศ



สอดคล้องกับนายปราบ เลาหะโรจนพันธ์ นักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ควรลดขนาดของกองทัพลง เพราะการบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากลดจำนวนงบประมาณ และการลดทหารประจำการหรือจำนวนทหารเกณฑ์ลง และหันไปเน้นทางยุทโธปกรณ์ที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น

คลิประทึกพายุ "นันมาดอล" ก่อคลื่นยักษ์โถมชายฝั่ง ซัดนักข่าวสาวกระเด็น

ที่มา ข่าวสด

วันที่ 1 ก.ย. เว็บไซต์ข่าวเดอะซัน และไอทีเอ็น นิวส์ ประเทศอังกฤษ เผยแพร่คลิปภาพนาทีระทึกขวัญ ขณะผู้สื่อข่าวสาวชาวจีนกำลังยืนรายงานข่าวเหตุการณ์พายุ "นันมาดอล" กำลังพัดขึ้นแผ่นดินจีน และทันใดนั้นเองอิทธิพลของพายุ ทำให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์โหมซัดเข้าสู่พื้นที่ชายหาด ซึ่งผู้สื่อข่าวสาวยืนอยู่ สร้างความตกตะลึงให้กับทั้งนักข่าวสาว รวมถึงประชาชนชาวจีนที่มุงดูการรายงานข่าวต่างร้องตะโกนด้วยความตกใน เคราะห์ดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด



เผาเสื้อแดงเหยื่อแก๊สน้ำตา

ที่มา Voice TV









แกนนำ นปช. ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดง ร่วมพิธีฌาปนกิจศพอย่างคับคั่ง พร้อมย้ำว่า ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

แนวร่วม นปช. ที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะ 10 เมษายน 2553 เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา วันนี้ (5ก.ย.54) แกนนำ นปช. ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดง ร่วมพิธีฌาปนกิจศพอย่างคับคั่ง พร้อมย้ำว่า ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

เหตุปะทะระหว่างทหารกับมวลชนคนเสื้อแดง บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ทำให้นายพรหมมินทร์ เก็มกาแมน ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ถูกแก๊สน้ำตายิงใส่ และถูกก้อนหินปาใส่บริเวณใบหน้าอย่างแรง


พี่สาวของนายพรหมมินทร์ บอกว่าบาดแผลในครั้งนั้น ทำให้เกิดอาการติดเชื้อ เพราะไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์ เนื่องจากนายพรหมมินทร์กลัวว่าจะถูกจับกุม จึงไม่ไปรักษาที่โรงพยาบาล ส่วนสารเคมีในแก๊สน้ำตา ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมาเงินก้อนเดียวที่ พรหมมินทร์ เคยได้รับ คือเงินช่วยเหลือ 20,000 บาท โดยไม่ทราบต้นสังกัด ในขณะที่ญาติพี่น้องย้ำว่าไม่ต้องการเรียกร้องเงินชดเชย แต่อยากให้กระบวนการยุติธรรม นำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

นายพรหมมินทร์ เก็มกาแมน อายุ 42ปี เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 14 คน มีอาชีพนวดแบบโบราณและจับเส้น เริ่มเข้าร่วมการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 เนื่องจากเห็นว่าการใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่ใช่แนวทางประชาธิปไตย และเห็นว่าทหารไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน


ขณะที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยเป็นแกนนำ นปช. กล่าวในงานฌาปนกิจศพนายพรหมมินทร์ว่า ความสูญเสียของมวลชนคนเสื้อจะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม พร้อมแสดงความมั่นใจว่า ผู้ที่กระทำผิดจะได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

ขณะที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงยุติธรรม ได้จัดทำแผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตั้งงบประมาณไว้ 8,000 ล้านบาท พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการเยียวยาฟื้นฟู โดยมีกระทรวงยุติธรรมร่วมเป็นกรรมการด้วย ซึ่งการเยียวยาจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่ เพราะรัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้แล้ว

ย้อนปม"เอ็มโอยู"ปี44 จุดร่วมผลประโยชน์ ไทย-กัมพูชา

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

ย้อนปม"เอ็มโอยู"ปี44 จุดร่วมผลประโยชน์ ไทย-กัมพูชา

การขยายเนื้อหา ของเรื่องข่าวนี้ นสพ.มติชนได้แสดงความมีคุณภาพในด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ที่มีมาตรฐานและยอมรับในการเห็นผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

โดยนำ ข่าวของการแถลงการณ์ การปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา (Cambodian National Petroleum Authority—CNP) นี่เป็นแถลงการณ์ของรัฐบาลที่กล้าออกมาเปิดเผยในเรื่องการเจรจาลับหรือเจรจา นอกลู่นอกทาง ระหว่างคนแขนไม่สามัคคีหรือเต็บเตือก ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลหล่อหลักลอยกับนายซก อัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึง 3 ครั้ง

นี่ไม่ใช่เป็นการโกหกหรือบิด เบือนของรัฐบาลกัมพูชา ในเรื่องๆที่กล่าวมานั้น เป็นการแสดงออกถึงความเสมอภาคของการเจรจา ที่รัฐบาลของเขามีความรับผิดชอบในการเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ กล้าออกมาเปิดเผย แม้จะช้าไปต๋อยแต่ก็ยังดีกว่าเก็บนิ่งเงียบไว้เป็นผลประโยชน์ของพวกกันเองใน รัฐบาลมากกว่า หรือเป็นการชิงไหวชิงพริบเตรียมเรื่องลับนี้ไว้เชือดเฉือนคนแขนไม่สามัคคี เวลาที่ไม่ได้มาเป็นรัฐบาลและกลับไปอยู่ในซีกของฝ่ายค้าน

คนมีแขนไม่ สามัคคีต้องออกมาแถลงการณ์ในเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่พูดจาไร้เหตุผล เลื่อนลอย กลายเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศไป ในทำนองที่โป้ยเรื่องนี้ไปถึงเรื่องเอ็มโอยู 2544 ในสมัยรัฐบาลของไทยรักไทย ไม่สามารถตอบคำถามที่ชัดเจน แสดงคำตอบที่นำความบริสุทธิ์ของตัวเองไปหักล้างของแถลงการณ์ซีเอ็นพีนั้น ดังที่คนในประเทศนี้ต้องการ คำตอบที่ถูกต้องของคนมีแขนไม่สามัคคีและการแถลงการณ์ของซีเอ็นพีนั้น ฝ่ายใดมีความเชื่อถือมากกว่ากัน

มีรายละเอียดที่สามารถเปลี่ยนคนมี แขนไม่สามัคคีเป็นคนมีแขนได้อย่างปรกติ คุณจตุพรคงแย่แน่…ต่อจากนี้จะไปปราศรัยล้อเล่นกับเขาไม่ได้แล้วล่ะ เพราะจรกาคนนี้สามารถลงไปอยู่ในรูได้อย่างสะดวกโยธิน

ที่มา http://webwarper.net/ww/~av/www.matichon.co.th/news_detail.
php? newsid=1315026252&grpid=&catid=01&subcatid=0100