WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 7, 2011

เป็นเรื่อง!ครม.เงาผิดรัฐธรรมนูญโทษหนักถึงยุบปชป. นักกฎหมายฟันธงเถื่อนต่างจากแม่แบบอังฤษ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กันยายน 2554

นายคนิณ บุญสุวรรณ เขียนบทความลงในเวบไซต์ คณิน บุญสุวรรณเตือน ว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลเงา หรือครม.เงานั้น ผิดกับต้นแบบอังกฤษถึง 4 ประเด็น จึงเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษถึงยุบพรรคและถอดถอนจากตำแหน่งส.ส.



ระวังให้ดีเถอะ ทั้งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. ทั้งหมดของพรรค จะเจอข้อหา “จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๗๑ โทษฐานตั้ง ครม. เงา โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ

แถมยังอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๙๔ (๓) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ โทษฐานกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดห้าปี อีกด้วย

ทั้งนี้นายคนิณกล่าวว่า คำว่า “ครม. เงา” แปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “Shadow Cabinet” เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองในระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ ชื่อเต็มๆ ของ Shadow Cabinet ดังกล่าว คือ The Official Loyal Opposition Shadow Cabinet แปลเป็นไทยได้ว่า คณะรัฐมนตรีเงาของฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. อาวุโสของฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล พิจารณาและเสนอแนะนโยบายที่แตกต่างออกไปจากของฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งการควบคุมให้ฝ่ายรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดพลาดของตน

นับตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมา พรรคแรงงาน เป็นฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี และหัวหน้าพรรคก็เป็นผู้จัดตั้ง ครม.เงา ขึ้นมา องค์ประกอบ ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ โดยปกติแล้ว ประกอบด้วย ส.ส. อาวุโสสูงสุด ในซีกฝ่ายค้านประมาณ ๒๐ คน ใน ครม. เงา ของอังกฤษ นั้น มีเพียงผู้นำฝ่ายค้าน ประธานวิปฝ่ายค้าน และรองประธานวิปฝ่ายค้าน เท่านั้น ที่ได้รับค่าตอบแทนในฐานะที่เป็น ครม. เงา นอกเหนือจากเงินประจำตำแหน่งในฐานะ ส.ส. นอกนั้น ไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนใดๆ

เมื่อพรรคแรงงานหรือ เลเบ้อร์ปาร์ตี้ (Labour Party) ของประเทศอังกฤษ เป็นฝ่ายค้าน ครม. เงา ประกอบด้วย อดีตสมาชิกอาวุโส จำนวน ๕ คน และ ส.ส. อีกจำนวน ๑๙ คน ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ ส.ส. ของพรรคแรงงาน โดยผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีเงาของแต่ละกระทรวง และตั้งวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๑๑ เป็นต้นมา ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ ประกอบด้วย ส.ส. เอ็ด มิลลิแบนด์ (Ed Milliband) ผู้นำฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี ในฐานะหัวหน้าพรรคแรงงานเป็นหัวหน้า รองหัวหน้าพรรคในฐานะรองผู้นำฝ่ายค้าน คือ ส.ส. Harriet Harman เป็นรัฐมนตรีเงา กระทรวงการพัฒนาการระหว่างประเทศ ส.ส. Ed Balls เป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงการคลัง และ ส.ส. Douglas Alexander เป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงการต่างประเทศและกิจการเครือจักรภพ เป็นต้น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอังกฤษ คือ David Cameron ก็เคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้า ครม. เงา มาก่อน และในจำนวน ครม.เงา ที่มี Ed Milliband เป็นหัวหน้า นั้น ก็มีรัฐมนตรีเงาที่มาจากสภาขุนนางรวมอยู่ด้วย จำนวน ๓ คน ได้แก่ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาขุนนาง ประธานวิปฝ่ายค้านในสภาขุนนาง และรัฐมนตรีเงากระทรวงยุติธรรมกำกับดูแลเรื่องเกาะอังกฤษและเวลส์ นอกจากนั้น ยังมีประธาน ส.ส. พรรคแรงงานร่วมอยู่ด้วย

ทีนี้ ลองหันมาดู ครม. เงา ของไทย ที่จัดตั้งกันไปอย่างอึกทึกครึกโครม ทำราวกับว่าเป็นเรื่องที่ “เท่” เสียเต็มประดา นั้น ดูเหมือนว่าจะตั้งขึ้นในเวลาเดียวกับคณะรัฐมนตรีจริง ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนัยว่าจะลอกเลียนแบบมาจาก ครม. เงา ของอังกฤษ ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น นั่นแหละ นี่ถ้าหากเพิ่งมี ครม. เงา ในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้ว ก็คงต้องพูดว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นต้นแบบ เหตุเพราะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เติบโตและเรียนจบมาจากประเทศอังกฤษ แต่บังเอิญที่ว่า ครม. เงา นี้ มีมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว และถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนว่า ทุกครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ก็จะตั้ง ครม. เงา ขึ้นมา เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เรียกเสียงฮือฮาและเป็นข่าวทางสื่อมวลชนได้หลายวัน หลังจากที่เพิ่งแพ้เลือกตั้งไปหยกๆ

แต่เอาเป็นว่า กล่าวโดยเฉพาะเจาะจง ครม. เงา ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค นั้น แตกต่างไปจาก ครม. เงา ของประเทศอังกฤษอยู่หลายประการทีเดียว ดังจะกล่าวต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ มีรัฐธรรมนูญรองรับอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และที่สำคัญ เป็น ครม. เงา ในสมเด็จพระราชินี แต่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีอะไรรองรับเลย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ข้อบังคับการประชุมสภา

ประการที่สอง ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ ตั้งขึ้นภายหลังการเข้ารับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาสามัญ” เรียบร้อยแล้ว และผู้นำฝ่ายค้าน นั่นแหละ จะเป็นผู้ตั้ง ครม. เงา ในสมเด็จพระราชินี ส่วน ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น ตั้งขึ้นตั้งแต่ไก่โห่ โดยที่ยังไม่มีแม้แต่ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ประการที่สาม คณะรัฐมนตรีเงาของประเทศอังกฤษ มีผู้ได้รับเงินตอบแทนจากการทำหน้าที่นอกเหนือจากเงินประจำตำแหน่ง ส.ส. ได้แก่ ตัวผู้นำฝ่ายค้านเองในฐานะหัวหน้า ครม. เงา ประธานวิปฝ่ายค้าน และรองประธานวิปฝ่ายค้าน ในขณะที่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีใครได้เงินเดือนเลยสักคน เพราะเป็นตำแหน่งเถื่อนกันทุกคน จะเรียกว่า ครม. นอกทำเนียบ ก็คงจะได้

ประการที่สี่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีบุคคลภายนอกมาร่วมใน ครม. เงา แต่ ครม. เงา ของอังกฤษ มีสมาชิกสภาขุนนางในซีกฝ่ายค้านมาร่วมอยู่ด้วย ๓ คน

จากข้อเปรียบเทียบ ทั้ง ๔ ข้อ ระหว่าง ครม. เงา ของอังกฤษ กับ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ก็สรุปได้ว่า ครม. เงา ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้า นั้น เป็นการอุปโลกน์ขึ้นมาเอง โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ โดยมีเจตนาที่จะจับผิดคณะรัฐมนตรีจริงเพียงอย่างเดียว ดังนั้น จึงน่าจะเรียกว่า ครม. นอกทำเนียบ หรือ ครม. เถื่อนมากกว่า หรือไม่อีกทีก็น่าจะเรียกว่า ครม. หลงเงาก็ได้ เพราะแทบจะทุกคนที่อยู่ใน ครม. เงา ล้วนเคยเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้ว ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่า เป็นพวกที่ยังหลงเงาตัวเองอยู่

เพราะมันคงจะฟังดูตลกพิลึกน่าดู ถ้าหากมาตั้งกติกานอกรัฐธรรมนูญกันเอาเองว่า ถ้าพรรคใดชนะเลือกตั้งก็ตั้ง ครม. จริง แต่ถ้าแพ้เลือกตั้ง ก็ตั้ง ครม. เงา

ทำอะไรอย่างอื่นไม่เป็นกันแล้วหรืออย่างไร ?

ระวังให้ดีเถอะ มัวแต่จะจ้องเล่นงานคนอื่นเขา ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้เริ่มต้นทำงานเลย ระวังให้ดีเถอะ ทั้งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. ทั้งหมดของพรรค จะเจอข้อหา “จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๗๑ โทษฐานตั้ง ครม. เงา โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ แถมยังอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๙๔ (๓) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ โทษฐานกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดห้าปี อีกด้วย
ตอนเป็นรัฐบาลมีบางคนได้รับสมญานามว่า “ดีแต่พูด” แต่พอเป็นฝ่ายค้าน คนคนเดียวกันอาจได้สมญานามใหม่ คือ “ดีแต่พล่าม” พล่ามจนได้เรื่อง ว่าอย่างนั้นเถอะ

นพดล ปัทมะ ยันอีกรายครม.เงามาร์คต่างจากแม่แบบอังกฤษ!

ทางด้านนายนพดล ปัทมะ เขียนลงในเฟสบุ๊คว่า อังกฤษที่เป็นแม่แบบประชาธิปไตย เขาก็ไม่เคยเรียกฝ่ายค้านว่ารัฐมนตรีเงาเหมือนที่บ้านเราทำ แต่จะใช้คำว่าโฆษกแทน เช่น ในขณะที่ ปชป ตั้ง รัฐมนตรีการศึกษาเงา ในประเทศอังกฤษจะใช้คำว่า Education spokesman แปลว่า โฆษกด้านการศึกษา ความแปลกประหลาดจึงเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ที่ยังสับสนว่าคุณอภิสิทธิ์จะนั่งควบสองตำแหน่ง คือผู้นำฝ่ายค้าน ตามรัฐธรรมนูญ แต่ ปชป ตั้งให้เป็น นายกเงา ฟังแล้วสับสนอลหม่านดีแท้ๆ

Tuesday, September 6, 2011

1 ปีถูกจองจำ ยิ่งย้ำยุติธรรมไทยบิดเบี้ยว

ที่มา Voice TV



รายการข่าว Voice News ประจำวันที่ 6 กันยายน 2554 ( 19.00น.)

- 1 ปีถูกจองจำ ยิ่งย้ำยุติธรรมไทยบิดเบี้ยว

- เขื่อนแก่งเสือเต้น ทางออกของปัญหาลุ่มน้ำ

- ทหาร ครองสัดส่วน กสทช. ไม่ใช่เรื่องแปลก

1 ปีถูกจองจำ ยิ่งย้ำยุติธรรมไทยบิดเบี้ยว

รายงานพิเศษขอคืนความยุติธรรม เปิดใจอดีตผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน ถูกพิพากษาขังทันที เจ้าตัว เผยกว่า 1 ปีที่ถูกขัง ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่ากระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหา

เขื่อนแก่งเสือเต้น ทางออกของปัญหาลุ่มน้ำ

เปิดพื้นที่รับฟังเสียงอีกด้าน ฝ่ายสนับสนุนการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่สุโขทัย ชาวบ้านในพื้นที่ มั่นใจหน้าฝนหรือหน้าแล้ง แก่งเสือเต้นคือทางออกของการบริหารจัดการน้ำ

ทหาร ครองสัดส่วน กสทช. ไม่ใช่เรื่องแปลก

ว่าที่ กสทช. ย้ำ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทหารครองสัดส่วนคณะกรรมการ กสทช.มากที่สุด เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการสื่อสาร ส่วนงานเร่งด่วน คือจัดระเบียบวิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวี และเครือข่ายระบบ 3 จี

ป.ป.ช. ลงมติ"คุณหญิงจารุวรรณ"ผิดมาตรา 157 ไม่ได้จัดสัมมนา สตง.จริง แค่ไปกฐิน "พิศิษฐ์"รอดหวิว

ที่มา มติชน





ผิดมาตรา 157



รอดไม่ผิด

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ได้มีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีเรื่องสำคัญคือ กรณีการกล่าวหา คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กับพวก จัดสัมมนาโครงการ "สตง. ในความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภา" เป็นเท็จ โดยมีวัตถุประสงค์ นำบุคลากรสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เข้าร่วมถวายผ้าพระกฐิน พระราชทาน ประจำปี 2546 ณ จังหวัดน่าน

ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง เรื่องดังกล่าวมี ศ. ภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการ

คณะอนุกรรมการไต่สวน ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยรวบรวมพยาน หลักฐาน และไต่สวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง แล้วปรากฏข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สำนักงานการตรวจเงิน- แผ่นดิน โดยคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือถึงกรมการศาสนา แสดงความประสงค์จะขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินประจำปี 2546 ไปถวายพระสงฆ์จำพรรษา ณ วัดพญาภู และวัดพระธาตุช้างค้ำ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2546 แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการการถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2546 ซึ่งได้กำหนดในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2546 ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร วัดพญาภู และวัดศรีพันต้น (วัดราษฎร์) อำเภอเมือง จังหวัดน่าน โดยคณะกรรมการดำเนินการมีนางสาววิไลลักษณ์ อัญมณีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นประธานกรรมการ และมีนายคัมภีร์ สมใจ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล เป็นรองประธานกรรมการ โดยให้ คณะกรรมการพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานกฐินพระราชทานดังกล่าว
รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องบรรลุวัตถุประสงค์

ต่อมา วันที่ 16 ตุลาคม 2546 สำนักงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยนายคัมภีร์ สมใจ ผู้อำนวยการ ได้ขออนุมัติจัดโครงการสัมมนา เรื่อง “สตง. ในความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ระหว่างเวลา 08.30 – 18.30 น. ณ โรงแรมซิตี้ปาร์ค อำเภอเมือง จังหวัดน่าน โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนา จำนวน 175 คน วิทยากรโดยนายสันติภาพ อินทรพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา และวิทยากรของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประมาณการค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 479,980 บาท และคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ลงนาม อนุมัติในวันเดียวกันคือ วันที่ 16 ตุลาคม 2546

ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2546 นางสาววิไลลักษณ์ อัญมณีรัตน์ แจ้งว่า ได้มีการสำรวจรายชื่อผู้เข้าร่วมกฐินพระราชทาน ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่าย และค่าที่พักด้วยตนเอง มีจำนวน 100 คนเศษ และเมื่อรวมกับผู้บริหารอีก 30 คน ก็จะได้เพียง 130 คนเศษ จึงได้มีการหารือกันระหว่าง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย นางสาววิไลลักษณ์ อัญมณีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และนายคัมภีร์ สมใจ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นสมควรให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเข้าร่วมพิธีกฐินพระราช ทานก่อน เมื่อถวาย ผ้าพระกฐินพระราชทานเสร็จ จึงกลับมาสัมมนาที่โรงแรมซิตี้ปาร์ค โดยรวมหัวข้อเช้าและบ่าย เข้าด้วยกัน เริ่มสัมมนาตั้งแต่เวลา 15.45 น. จนถึง 19.00 น. ซึ่งผู้เข้าร่วมหารือไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ผู้มีรายชื่อเข้าร่วมสัมมนา และผู้สังเกตการณ์เดินทางโดยรถโดยสารปรับอากาศ และรถตู้ไปเข้าร่วมงานถวายผ้าพระกฐิน พระราชทานตามกำหนดการถวายกฐินพระราชทานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ช่วงเช้า ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร รับประทานอาหารกลางวันที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ช่วงบ่าย ณ วัดพญาภู และถวายกฐินสามัคคีของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ณ วัดศรีพันต้น

งานการถวายกฐินพระราชทานแล้วเสร็จประมาณ 16.00 น. คณะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้เดินทางเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวในที่พักและเดินทางไปยังสโมสรหมู่บ้าน สันติภาพ 2 เป็นสถานที่เปิดโล่ง ไม่มีหลังคาคลุม มีอาคารอยู่หนึ่งหลังมีลักษณะชั้นเดียว หลังคาเป็นระเบียง ข้างอาคารมีสระว่ายน้ำอยู่หนึ่งสระ มีการตกแต่งไฟ มีเครื่องขยายเสียง มีการจัดเวทีเขียนป้าย บนเวทีที่มิได้มีข้อความระบุว่ามีการสัมมนา แต่กลับมีข้อความว่า “ขอต้อนรับ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา และคณะ ด้วยความรักยิ่ง 31 ตุลาคม 2546” มีการจัดโต๊ะกลมแบบโต๊ะจีนหันหน้า เข้าหากัน แต่ละโต๊ะนั่งประมาณ 9 – 10 คน จัดอยู่ชั้นระเบียง และชั้นล่างรอบสระว่ายน้ำและพื้นที่ โดยรอบ

เมื่อผู้เข้ารับการสัมมนามาถึงสโมสรหมู่บ้านสันติภาพ 2 จะมีการลงทะเบียน ในรายชื่อผู้เข้าร่วมการสัมมนา เรื่อง “สตง. ในความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภา” วันที่ 31 ตุลาคม 2546 ระบุสถานที่ว่า โรงแรมซิตี้ปาร์ค อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเจ้าหน้าที่ สำนักงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลรับลงทะเบียนหน้าสถานที่จัดงาน ไม่มีการแจกเอกสาร ในการสัมมนา หรือการกำหนดกลุ่มให้ระดมความคิดเห็นแต่ประการใด

จากการไต่สวนฟังได้ว่าการจัดสัมมนาเรื่อง “สตง. ในความคิดเห็นของสมาชิก- วุฒิสภา” ไม่มีการสรุปผลการสัมมนาในครั้งนี้เป็นเอกสารแต่อย่างใด โดยปกติการจัดสัมมนา หากมีการเปลี่ยนแปลงวิทยากร เทคนิคการนำเสนอ และสถานที่รวมทั้งงบประมาณจะต้องทำการ เสนอขออนุมัติการเปลี่ยนแปลงกับผู้มีอำนาจ

การ ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษา ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร วัดพญาภู จังหวัดน่านในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2546 และทราบกำหนดการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2546 แต่ยังมีการจัดโครงการสัมมนาในวันเวลา เดียวกัน ซึ่งมีกลุ่มบุคคลที่เข้าร่วมงานกฐินพระราชทานเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันกับ กลุ่มบุคคลผู้เข้าร่วม สัมมนา ย่อมเล็งเห็นได้ว่าไม่สามารถดำเนินการตามแผนงานได้ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีเจตนานำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ไปถวายผ้าพระกฐิน พระราชทาน โดยจัดโครงการสัมมนาเพื่อให้ผู้ร่วมเดินทางสามารถเบิกค่าใช้จ่ายจากทาง ราชการได้ โดยมิชอบ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติดังนี้

1. คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

2. นายคัมภีร์ สมใจ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล มีมูลความผิดทางวินัย ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตาม กฎหมาย ระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 85 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

3. นางสาววิไลลักษณ์ อัญมณีรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย ไม่มีหน้าที่ในการจัดสัมมนาดังกล่าว พฤติการณ์และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยังฟังไม่ได้ว่า ได้ร่วมกระทำผิด ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชา ดำเนินการทางวินัย กับนายคัมภีร์ สมใจ และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ฟ้องคดีอาญาต่อศาลที่มีเขตอำนาจกับคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา และนายคัมภีร์ สมใจ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

พ.ศ.2542 มาตรา 92 และมาตรา 97

"ยิ่งลักษณ์"เบรกคลังตั้ง"กองทุนมั่งคั่ง" บอกไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. ถึงกรณีที่นายธีระชัย ภูวนาทนรานุบาล รมว.คลัง ผลักดันเรื่องการตั้งกองทุนมั่งคั่ง ว่า ตอนนี้ยังไม่ได้มีการหารือในรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวเลย เป็นเพียงแนวทางที่ตั้งขึ้นมาเพื่อไปหารือและศึกษาก่อน ยังไม่มีนโยบายในรายละเอียดซึ่งทั้งหมดจะต้องดูข้อกฎหมายและรายละเอียดอีก ครั้ง


เมื่อถามว่าแสดงว่าการแก้ พ.ร.บ.เงินตรานั้นเป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้ลงไปในจุดนั้น ถ้าจะทำทุกอย่างต้องถูกระเบียบหลักเกณฑ์ ข้อกฎหมายและต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย เมื่อถามว่ากองทุนดังกล่าวจะมีขนาดกี่แสนล้านบาท นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า ยังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้เป็นเพียงการหารือของรัฐมนตรีที่ไปนั่งหารือกัน เฉยๆ แต่ในระดับนโยบายและฝ่ายบริหารยังไม่ได้พูดคุยกัน ถ้ามีความชัดเจนก็จะชี้แจงให้ประชาชนทราบ


“ยืนยันว่านโยบายการตั้งกองทุนมั่งคั่งนั้น ไม่ได้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องทำในขณะนี้ เพราะนโยบายเร่งด่วนที่แท้จริงคือการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และภาวะสินค้าซึ่งจะต้องมีการทำเวิร์กช็อปร่วมกัน โดยในที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ไปรับไปดำเนินการและหารือกับหน่วยงานส่วนอื่นๆเพิ่มเติมในเรื่องของค่าครอง ชีพว่าจะมีส่วนไหนบ้างที่จะนำมาพิจารณาปรับลดลง


ผู้สื่อข่าวถามว่าจะบอกให้ รมว.คลังหยุดพูดถึงนโยบายในเรื่องนี้ก่อนหรือไม่เพราะไม่ใช่นโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เป็นแค่แนวทางการหารือ ซึ่งวันนี้ รมว.คลังก็กลับมาทำในเรื่องของงบประมาณและรายได้ของประชาชนแล้ว เมื่อถามว่าเวลาที่เหมาะสมกับการลงทุนในกองทุนมั่งคั่งควรจะเริ่มลงทุนเมื่อ ไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าคงอีกนาน ขอหารือและศึกษาเงื่อนไข รายละเอียดทั้งหมดของกองทุนก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่รู้ว่ากองทุนดังกล่าวจะตั้งเป็นประเภทใดเพราะยังไม่ได้ข้อ สรุป แต่หลักการต่างๆเราจะทำก็ต่อเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นประโยชน์ มีผลตอบแทน และมีความเสี่ยงในระดับที่เราป้องกันได้

เมื่อถามว่าตลาดการเงินทั่วโลกทั่วโลกขณะนี้ยังไม่ใช่ขาขึ้นถือว่าเหมาะ ต่อการตั้งกองทุนไปลงทุนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ก็บอกแล้วว่า ยังไม่ได้บอกว่าเป็นนโยบายเร่งด่วน อยากขอเวลาในการทำงานก่อน วันนี้เป็นเพียงการหารือเบื้องต้นที่ทาง รมว.คลังได้ไปขอรับทราบความคิดเห็นเฉยๆ ซึ่งไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนที่จะมาทำในขณะนี้”

ปูมอบโกวิทแก้ปัญหาทุจริต หลังไทยได้คะแนน 3.5 เต็ม 10 ดัชนีความโปร่งใส

ที่มา มติชน

นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 6 กันยายน ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบดูแลปัญหาการคอร์รัปชั่น เนื่องจากดัชนีความโปร่งใสให้คะแนนด้านนี้แก่ประเทศไทย 3.5 จากคะแนนเต็ม 10 น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงเน้นให้รัฐบาลชุดนี้ต้องไม่มีข้อครหานินทาเรื่อง คอร์รัปชั่น และการซื้อขายตำแหน่ง

ครม.ย้ายอีกล็อต เด้งบิ๊กขรก. คลัง-เกษตร-ทส.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ครม.เทกระจาดแต่งตั้ง ขรก.การเมืองอีกล็อต เสื้อแดง -คนใกล้ชิดผงาด
พร้อมเด้งอธิบดีกรมอุทยานฯ รวมทั้งโยกย้ายบิ๊กศุลกากร สรรพสามิต สนง.เศรษฐกิจการคลัง
แขวน "พงษ์ภาณุ" เป็นรองปลัดคลัง ตั้งผู้ช่วย รมต.เพิ่มอีก 4 คน "สุภาพ คลี่ขจาย" ได้ด้วย...

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
แถลงผลการประชุมครม. ว่า ครม.ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองหลายตำแหน่ง
ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. 2554 เป็นต้นไป โดยแต่งตั้ง

นายศักดา นพสิทธิ์ เป็นเลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายไพวงษ์ เตชะณรงค์ เป็นที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย

นายสุนทร รัตนากร เป็นที่ปรึกษา นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย

พล.ท. มนัส เปาริก เป็นที่ปรึกษา นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มหาดไทย

นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ เป็นที่ปรึกษา รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

และ

นายกมล บันไดเพชร เป็นเลขานุการ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ทั้งนี้ ในส่วนกระทรวงการคลัง ครม.เห็นชอบตามที่ รมว.คลัง
เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 6 ราย ดังนี้

1. นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล เป็นที่ปรึกษา รมว.คลัง

2. นายจิรเดช วรเพียรกุล เป็นที่ปรึกษา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง

3. นายภิญโญ ตันวิเศษ เป็นที่ปรึกษา นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง

4. นายไพบูลย์ พิมพ์พิสิฐถาวร เป็นเลขานุการ รมว.คลัง

5. นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ นายบุญทรง

และ

6. นายธนาธร โล่ห์สุนทร เป็นผู้ช่วยเลขานุการนายวิรุฬ

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อ ว่า ครม.ยังแต่งตั้ง

นส.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

นอกจากนี้

ที่ประชุม ครม.ยังให้ความเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบให้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้

นายสุชน ชามพูนท ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษา นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ในฐานะรองนายกฯ

ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2554 ข้อ 2. เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายสุชน ชามพูนท ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ

2. นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายยงยุทธ ในฐานะรองนายกฯ

นอกจากนี้ ครม.ยังได้ให้ความเห็นชอบ แต่งตั้งโยกย้าย
ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ จำนวน 3 ราย ดังนี้

1. นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง

2. นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง

และ

3. นายดำรงค์ พิเดช รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมอุทยานฯ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อ ว่า
ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการ ดังนี้

1. นายจักรี สุจริตธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

2. นายวิมล จันทรโรทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมประมง

3. นายทฤษดี ชาวสวนเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์

4. นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

5. นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม

สำหรับกระทรวงการคลัง ครม.ได้อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้าย จำนวน 6 ราย ดังนี้

1. นายสมชาย พูลสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร

2. นางเบญจา หลุยเจริญ รองปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต

3. นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์

4. นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

5. นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมศุลกากร
ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

และ

6. นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ครม. ยังได้ให้ความเห็นชอบ
ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้

1. นายวิชัย เทียนถาวร

2. นายวุฒิกร อินทรภูวศักดิ์

3. นายสุภาพ คลี่ขจาย

และ

4. นายฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง
และมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นต้นไป

ขณะเดียวกัน ครม. อนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอรับโอน
นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ
โดยให้กำหนดชื่อในสายงานตามตัวบุคคล
ผู้ได้รับการแต่งตั้ง โดยยังคงตำแหน่งในสายงานเดิม
และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และสิทธิประโยชน์อื่นที่ได้รับอยู่เดิม
ทั้งนี้ รัฐมนตรีเจ้าสังกัดของทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว.


http://www.thairath.co.th/content/pol/199786

สื่อมวลชนและรัฐบาล ต่างมี...จุดยืน...หน้าที่...วิธีการ

ที่มา มติชน

หลักศิลา กลางน้ำเขียว
มุกดา สุวรรณชาติ

จุดยืนและหน้าที่

ตลอด ปีกว่าที่ผ่านมา คอลัมน์นี้ได้ทำหน้าที่เปิดเผยความจริงทางการเมือง วิเคราะห์การเมืองทั้งอดีต ปัจจุบัน และคาดคะเนอนาคต แม้มีผิดพลาดบ้าง แต่ก็ถูกโดยส่วนใหญ่

อีกหน้าที่หนึ่ง คือ สนับสนุนแนวทางการเลือกตั้ง เพราะมีจุดยืนอยู่บนเส้นทางประชาธิปไตย คิดว่าการต่อสู้ทางการเมืองแนวทางรัฐสภาเป็นทางออกที่ดีที่สุดของประเทศไทย ไม่ได้สนใจว่าแต่ละฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่

เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่าน มา ทำให้รู้สึกวิตก ว่าหลังการสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จะทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงตามมาเหมือนเมื่อครั้งรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519

ครั้ง นั้น มีนักศึกษาถูกล้อมฆ่ากลางกรุง เสียชีวิตไป 40 กว่าคน หลังจากนั้นก็เกิดการต่อสู้โดยใช้กำลังอาวุธโต้ตอบกลับ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 4,000 คน บาดเจ็บนับหมื่น

แต่การต่อสู้ครั้งนี้ คนเสื้อแดงยอมรับแนวทางสันติได้มากกว่าสมัยก่อน เส้นทางการต่อสู้จึงไหลมาสู่แนวทางรัฐสภา

ขณะ เดียวกัน สถานการณ์ก็บีบบังคับให้กลุ่มอำนาจเก่าไม่มีทางเลือกเช่นกัน ผลสุดท้ายการเลือกตั้งจึงเกิดขึ้นในกลางปี 2554 เป็นไปตามที่มุ่งหวังและคาดการณ์ไว้

มีหลายคนอาจไม่พอใจที่ไม่ยอม เสนอแนวทางอื่น เช่น การปฏิวัติ การรัฐประหาร ขอยอมรับว่าเป็นจริง เพราะการปฏิวัติในช่วงเวลาแบบนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ มีแต่จะถูกปราบซ้ำ ทำให้ประชาชนเสียหาย ประเทศชาติพินาศมากขึ้นไปอีก

ส่วนการรัฐประหารที่บางกลุ่มสนับสนุน ก็เป็นการสนับสนุนแนวทางเผด็จการ ที่ทั้งโลกไม่มีใครยอบรับ

ถ้า ทำไปก็เหมือนเป็นการย้อนยุค ประเทศไทยจะกลับไปคล้ายประเทศพม่าเมื่อในอดีต ในขณะที่วันนี้พม่ายังต้องดิ้นรนหนีออกจากสภาพเก่าของตนเอง



ความเป็นกลาง

บทความหลายสิบชิ้นที่ผ่านมา มีหลายคนคิดว่าไม่มีความเป็นกลาง

ก็ คงจะจริงอีกนั่นแหละ เพราะผู้เขียนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยมากกว่าเผด็จการ เลือกเข้าข้างผู้ถูกยิงมากกว่าจะเห็นใจคนที่เอาสไนเปอร์มายิง

และที่จะต้องเลือกต่อไปคือ ต้องช่วยคนที่ถูกจับไปขังเพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มากกว่าคนที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ผู้ เขียนไม่เรียกร้องให้หนังสือพิมพ์หรือข้อเขียนต่างๆ ให้เป็นกลาง หลายปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่ามีการประกาศจุดยืนแล้วว่าใครสนับสนุนการรัฐประหาร ใครคัดค้าน ใครหนุนตุลาการภิวัตน์ ใครไม่เห็นด้วย

นี่เป็นจุดยืนและความคิดเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

ความ เป็นกลางทางการเมืองจึงเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ความเชื่อและการตัดสินใจของผู้คน ก็จะเกิดจากความเห็นที่ไม่เป็นกลางทั้งหลายนี่แหละ ความเห็นเหล่านี้จะมีหลายด้าน เมื่อผ่านการวิเคราะห์ ถ่วงดุลกันด้วยเหตุผลต่างๆ ก็จะมีผลสรุป ซึ่งขึ้นอยู่กับความโง่ ความฉลาด จุดยืนของคนและข้อเท็จจริงของข่าวเป็นหลัก ส่วนเรื่องเทคนิคการนำเสนอ จะมีส่วนเพียงเล็กน้อย

ปัจจุบัน ทุกข่าว ทุกประเด็น ไม่ได้มีผู้เสนอเพียง 1 หรือ 2 ราย แต่มีเป็นสิบรายขึ้นไป โดยเฉพาะระบบสื่อสารยุคใหม่ซึ่งได้พัฒนาไปจนถึงขั้นที่คนธรรมดาก็สามารถเสนอ ข่าวและความคิดเห็นได้อย่างรวดเร็ว โดยผ่าน เฟซบุ๊ก หรือ ทวิตเตอร์ ฯลฯ ซึ่งมีคนอ่านจำนวนมาก บางครั้งก็มากกว่าหนังสือพิมพ์เสียอีก

หนังสือพิมพ์ครอบงำความคิดคนไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ถ้าหากไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

ไม่ เชื่อทดลองบิดเบือนข่าวธรรมดาที่ไม่ใช่ทางเลือกทางการเมือง เช่นข่าวอาชญากรรม ถ้าข่าวนั้นผิดพลาดและไม่ตรงความจริง ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ก็จะถูกตอบโต้ทันที

ปัจจุบันถ้าสื่อสามารถ เสนอภาพหรือข่าวแล้วครอบงำ ชี้นำความคิดของคนในสังคมได้จริง รัฐบาลชุดเก่าคงชนะเลือกตั้งถล่มทลายไปแล้ว เพราะคุมสื่อได้สารพัดชนิด

แต่ โลกปัจจุบัน สัจธรรมปรากฏได้รวดเร็วมาก ขอแต่มีคนคิดออกเพียงคนเดียว และกล้านำเสนอออกมา คนส่วนใหญ่ก็จะขานรับ บางเรื่องอาจจะรวดเร็วมาก แต่เรื่องที่ซับซ้อนอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง

การต่อสู้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แนวรบทางด้านการสื่อสารเป็นแนวรบทางการเมืองที่สำคัญ สามารถทำลายและส่งเสริมกลุ่มการเมืองต่างๆ ให้หดตัวหรือขยายตัวได้ ให้ประสบความสำเร็จหรือพ่ายแพ้ได้

วันนี้ รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับการสนับสนุนจากสื่อหลายค่าย หลายชนิด ก็ด้วยความเห็นใจและความคาดหวังว่าจะมาสร้างผลงานดีๆ ให้ประชาชน

แต่จุดยืนของรัฐบาลนี้จะต้องไม่เปลี่ยน



รัฐบาลใหม่ต้องทำอย่างไร

จึงจะถือว่าทำหน้าที่ดีที่สุด

การทำหน้าที่ให้ดีที่สุดของรัฐบาล คือการทำงานให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งก็จะส่งผลให้การต่อสู้ทางการเมืองได้รับชัยชนะไปด้วย

ช่วง เวลาที่เริ่มต้นการเป็นรัฐบาลครั้งนี้ ไม่ใช่การลงวิ่งแข่งร้อยเมตรของนายกฯ หญิงยิ่งลักษณ์ คนเดียว แต่เป็นการแข่งฟุตบอลที่เล่นเป็นทีมที่มีผู้เล่นในสนาม 11 คน ข้างสนามมีโค้ช ตัวสำรอง และผู้จัดการทีม

วันนี้ความสำคัญของการทำ งานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากมีปัญหาหลายด้านเกิดขึ้นในประเทศพร้อมกัน นี่จึงเป็นวันที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะต้องพิสูจน์ฝีมือการบริหาร เพราะการบริหารประเทศมีขอบเขตที่ใหญ่กว่าการบริหารงานบริษัทมากมาย

ที่ ผ่านมา คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหา ต่างๆ ได้ ปล่อยให้การทำงานเป็นไปตามสายงานประจำแบบเช้าชามเย็นชาม ปัญหาต่างๆ จึงสะสมมากขึ้นทุกวัน

วันนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลใหม่จะต้องโชว์วิสัยทัศน์และฝีมือการบริหารว่าแตกต่างกับรัฐบาลเก่าอย่างไร

ยกตัวอย่างสถานการณ์โดยรวมปัจจุบัน จะเห็นว่าหลายจังหวัดภาคเหนือมีน้ำท่วมอยู่ ทำให้เกิดความเสียหายทั้งด้านเกษตรและที่อยู่อาศัย

ใน ขณะเดียวกัน ปัญหายาเสพติดก็ระบาดขึ้นมาอย่างหนักใน 5 ปีนี้ สามารถพัฒนาเครือข่ายจากชายแดน จนสามารถเข้ามาตั้งศูนย์ค้าขายในคุก มีคนเสพ คนค้ายาบ้าระบาดไปทั่วทั้งปะเทศ เกิดเหตุฆาตกรรมจากคนเมายาครั้งแล้วครั้งเล่า

ขอทานเต็มบ้านเต็ม เมือง อพยพเข้ามาอยู่ได้อย่างเสรี มีการค้ามนุษย์เพื่อผลประโยชน์ ยอมทำแม้กระทั่งขโมยลูกคนอื่นมาบังคับให้เป็นขอทาน ค่าครองชีพก็พุ่งขึ้นสูงในขณะที่ค่าแรงยังไม่พอกิน จะต้องเพิ่มค่าแรงโดยเร็ว

ความขัดแย้งในเรื่องความยุติธรรมก็ยังดำรง อยู่ มีคนถูกจับกลางถนนเพราะทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในช่วงเคอร์ฟิว ถูกตัดสินภายใน 12 ชั่วโมงหลังจับกุม แล้วส่งเข้าคุกถูกขังอยู่ปีกว่า แต่กลุ่มคนที่ยึดสนามบินกลับได้รับการยกเว้น ยังอยู่นอกคุกได้ทุกคน



ต้องมีวิธีแก้ปัญหาพร้อมกันหลายด้าน

ใน เมื่อรัฐบาลมีทีมงานขนาดใหญ่ มีกลไกข้าราชการหลายแสนคน จึงมีขีดความสามารถที่จะทำงานพร้อมกันได้หลายด้าน นี่จะเป็นการวัดความสามารถในการบริหารของนายกฯ หญิง ว่าจะทำได้สมราคาคุยหรือไม่

การแก้ปัญหาแบบบูรณาการจะต้องไม่เป็น เพียงแค่คำพูด ถึงเวลาที่ต้องนำทุกหน่วยงานออกมาประสานงานให้ได้จริงๆ รัฐบาลจะต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่า นอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาอื่นมีความสำคัญอย่างไร สามารถทำพร้อมกันได้อย่างไร ใช้กลไกอะไรในการแก้ปัญหา เช่น...

เรื่องยาเสพติด เป็นปัญหาสังคมขนาดใหญ่ที่จะต้องแก้ไข ถ้าผู้ค้ายาเห็นว่าการติดคุกเป็นเรื่องสบาย สามารถทำงานอยู่ในนั้นได้ เห็นคุกเป็นสโมสรของผู้ค้ายา รัฐบาลก็ต้องคิดถึงมาตรการใหม่ๆ ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่จะลงโทษให้เด็ดขาด

ผู้ที่ทำความผิดซ้ำซ้อนก็ควรถูกกำจัดทิ้งไปจากสังคมโดยใช้ทางกฎหมายไม่ใช่ศาลเตี้ย

กรณี ขโมยเด็กไปบังคับให้ขอทานก็เช่นกัน เรื่องแบบนี้คุณยิ่งลักษณ์ไม่เพียงแต่จะไปอุ้มเด็กถ่ายรูปและจับคนขโมยเด็ก มาลงโทษ แต่จะต้องถือโอกาสโฆษณารณรงค์ทางสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นถึงภัยอันตรายที่เกิดจากการให้ทาน ว่าเงินทุกบาทที่หย่อนลงขัน คือการขโมยความเมตตา ความสงสารไปจากเรา และยังย้อนกลับมาทำลายสังคมของเรา

เมื่อ มีข่าวว่าคนจับสุนัขไปขาย ผู้คนยังสงสาร ช่วยกันบริจาคเงินเกือบ 20 ล้าน ทุกวันนี้มีเด็กหาย เด็กถูกนำไปเป็นสินค้าปีละมากมาย ทำไมจะรณรงค์ให้สำเร็จไม่ได้ เมื่อไม่มีคนให้เงิน ขอทานก็จะหมดไป การบังคับเด็กขอทานจะหมดไป นายกฯ ไม่ต้องลงมาทำเอง แต่จ่ายงานได้และให้ทำเป็นระยะยาว

ส่วนเรื่องการแก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ก็ต้องอธิบายให้ผู้คนเข้าใจว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ โดยไม่ปรับพื้นฐานความยุติธรรม เพราะจะเกิดความขัดแย้งจนกระทั่งเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาพังลงมาอย่างในอดีต และบางทีอาจจะขยายเป็นความรุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธเช่นในลิเบีย

เศรษฐกิจในลิเบียไม่ได้ตกต่ำจนผู้คนจะอดตาย แต่เป็นเพราะผู้คนอยากได้เสรีภาพ อยากได้ความยุติธรรม

เมื่อ ความขัดแย้งหาเส้นทางปรองดองผ่านกฎหมายไม่ได้ ก็ต้องวัดกันว่าใครมีพวกมากกว่า ใครมีปืนมากกว่า และก็จะได้ผลอย่างที่เห็นในโทรทัศน์ คือมีคนเป็นหมื่นๆ ถืออาก้า แห่กันเข้ามายึดตริโปลี เมืองหลวง ประเทศเราคงไม่อยากให้เป็นอย่างนี้

ส่วน ข้อเรียกร้องให้ทำทันทีบางอย่างก็ทำได้ เช่นลดราคาน้ำมัน แต่กรณีรถไฟฟ้า แม้เริ่มทำวันนี้อีก 4-5 ปีถึงจะเสร็จ อย่างนี้เข้าใจง่าย

กรณีแจก แท็บเล็ตให้เด็กนักเรียน อาจต้องมีขั้นตอนที่เหมาะสม เช่นทดลองซื้อมาจำนวนน้อยก่อน เพื่อจะได้ทดสอบคุณภาพของหลายๆ ยี่ห้อและเพื่อทดลองแจกเด็กหลายระดับชั้น อีกทั้งยังมีปัญหาความพร้อมของครูผู้สอน ซึ่งก็มิได้เชี่ยวชาญการใช้แท็บเล็ตทุกคน ปัญหาการเตรียมข้อมูลทางวิชาการ ความรู้ต่างๆ ที่จะบรรจุลงไปในแท็บเล็ตซึ่งก็ต้องใช้เวลา แต่ถ้าเตรียมความพร้อมทุกอย่างให้เหมาะสม ผลงานที่ออกมาจะมีประโยชน์คุ้มค่ากว่าการรีบๆ ทำ

กรณี ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทก็เช่นกัน ต้องทำไปแก้ปัญหาไป เพราะอุปสรรคและปัญหามีหลากหลาย ถ้าต้องเดินอ้อมบ้าง ก็ต้องทำ กลไกทางตลาดและการขาดแคลนแรงงานกำหนดทิศทางให้ต้องเดินมาทางนี้อยู่แล้ว



ต้องมุ่งมั่นทำงานอย่างสุจริต

และมั่นใจต่อการสนับสนุนของแนวร่วมและประชาชน

ในการทำงานต้องยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ต้องมีความแน่วแน่ในนโยบาย ฟังคำแนะนำของมิตร ฟังคำท้วงติงของคนกลางๆ

อย่า ไปหลงเชื่อฝ่ายตรงข้าม ทั้งคำค้านและคำชม คนเหล่านั้นคิดแต่จะชิงอำนาจ ในทางคำพูดก็ต้องการโจมตีและทำให้แตกแยก ในทางปฏิบัติ ถ้าทำได้พวกเขาจะใช้ทั้งกฎหมายและกำลังอาวุธมาแย่งชิง กล้าทำแม้กระทั่งฆ่าประชาชนเพื่อให้ตนเองอยู่ในอำนาจต่อไป

จึงสมควรเก็บความเห็นของพวกนี้ไว้ลำดับสุดท้าย ถึงอย่างไรพวกเขาก็สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้อยู่แล้ว

ใน กรณีที่ไม่สามารถเดินไปได้ในทางตรง ก็ต้องอธิบายให้ประชาชนฟังว่าอุปสรรคเกิดจากอะไร ทำไมต้องเดินอ้อมไปอ้อมมา เรื่องเหล่านี้ประชาชนเข้าใจได้ เหมือนตัดถนนข้ามภูเขา ซึ่งจะต้องมีเส้นทางวกวนตามไหล่เขา ค่อยๆ ไต่สูงขึ้นไปจนถึงจุดหมาย เพราะไม่สามารถทำสะพานข้ามทุกหุบเหวไปได้

ในกรณีที่ต้องใช้เวลา ก็สามารถอธิบายต่อประชาชนให้เข้าใจเหตุผล ว่างานบางอย่าง แม้ทำทันทีแต่ก็จะไม่สำเร็จในทันใด เพราะมีกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมาย ทางงบประมาณ

การตั้งคนเสื้อแดงมาช่วยงานในตำแหน่งการเมืองต่างๆ เป็นเรื่องปกติ คนเหล่านี้เข้าใจนโยบาย เคยช่วยงานเลือกตั้ง และสามารถช่วยได้ทั้งรุกและรับในหน้าที่ต่างๆ แต่ผู้ที่รับตำแหน่งต้องจำคือ เวลาถูกปลด ถูกเปลี่ยน อย่าโกรธกัน เพราะตำแหน่งคือภาระหน้าที่ไม่ใช่สมบัติส่วนตัว

สิ่งที่ประชาชนรอคอย คือผลสำเร็จที่จะตกถึงมือพวกเขา ไม่ใช่วิธีการ แม้ไม่ได้ผลเต็มร้อย ก็ยังพอใจและพร้อมจะร่วมพัฒนาให้ดีขึ้นในโอกาสต่อไป ถ้าสอบผ่านเพียงเกินครึ่ง ประเทศก็จะไหลลื่นไปตามระบบ ด้วยแรงสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

จุดยืนและหน้าที่ของรัฐบาลในวันนี้คือ หาวิธีฝ่าอุปสรรคเพื่อสร้างผลงานที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง ในระยะเวลาที่เหมาะสม

ครม.มีมติโยก"ถวิล"นั่งที่ปรึกษานายกฯฝ่าย ขรก.ประจำแล้ว-เก้าอี้เลขาฯ สมช.ว่าง

ที่มา มติชน


เมื่อวันที่ 6 กันยายน น.ส.กฤษณา สีหลักษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยภายหลังประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯฝ่ายข้าราชการประจำ โดยมีผลทันที จึงทำให้ตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ว่างลง ทั้งนี้ ยังไม่มีการแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ไปเป็นเลขาธิการ สมช.

สังหาร92ศพยังลอยหน้า แย่งอาหารหมายังลอยนวล คันหูขำๆโดนฆ่าหน้าจอ โอ้หละหนอตอแหลแลนด์

ที่มา Thai E-News





ไม่ควรตกใจที่เยาวชนคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยไม่ร่วมด่า "คันหู" ว่าทำให้สังคมไทยเสื่อมศีลธรรม เพราะมุมมองของเขาคือ คนในสังคมไทยโกหกกันมากแล้ว ซึ่ง "จริง" ดังนั้น แทนที่จะหวาดผวาหน้าตาตื่น ควร "ฟัง" แล้วช่วยกันคุย ช่วยกันคิดว่าอะไรคือสังคมที่น่าอยู่กับคนทุกฝ่ายมากที่สุด ก่อนคุย คนแก่ คนที่นึกว่าตัวเองดี และเด็กดีในกรอบ ทั้งหลายกรุณาเปิดใจกว้าง เก็บอาวุธสำหรับฆ่าเด็กนอกคอกและไม้บรรทัดวัดศีลธรรมแบบเดิมๆ ไว้ก่อน-Nithinand Yorsaengrat

โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 กันยายน 2554

ฆ่าคน92ศพยังลอยนวล เมื่อไหร่วู้ดดี้จะเรียกไปฆ่าหน้าจอ




สว.หลายคน ได้สอบถามถึงสาเหตุที่รัฐบาลไม่ยุติการควบคุมสถานการณ์ในวันที่ 19 พ.ค.เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย เพราะขณะนั้น ส.ว.ได้เข้าไปเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุมและมีท่าทีจะอ่อนลง และอยากให้นายอภิสิทธิ์ให้ความหมายระหว่างคำว่า”เสียใจกับขอโทษ”มีความแตก ต่างกันอย่างไร เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยแสดงความขอโทษเลย

นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกที่ไม่ต้อง อธิบายเพราะไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ส่วนคำว่า”ขอโทษ” ต้องรอให้ได้ข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อนถึงจะมาสรุปและตัดสินใจ

แย่งอาหารหมาของพระราชวงศ์ ต้องขนาดนี้ไหมถึงจะเป็นคนดีในสังคมไทย..











พสกนิกรตัวอย่าง-คลิปรายการช่วงที่"วู้ ดดี้"แสดงถึงความซาบซึ้งพระบารมีของพระราชวงศ์ ด้วยการนั่งพับเพียบนำอาหารสุนัขป้อนให้"คุณลูกหมี"สุนัขทรงเลี้ยง จากนั้นได้แบ่งครึ่งจากปากของสุนัขทรงเลี้ยงมาใส่ปากของตัวเองกินเข้าไปด้วย พร้อมกับพูดว่า"อร่อย"

ต่อมา“วู้ดดี้” ให้สัมภาษณ์ว่า เขาได้นั่งร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมง ขณะทูลสัมภาษณ์ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระราชทานสัมภาษณ์เรื่องขอความเป็นธรรมให้ในหลวง กับพระราชินี และข่าวลือต่างๆ

ผุดเวบเพจมั่นใจคนไทยเกินแสน เป็นกำลังใจให้ จ๊ะ คันหู (วง Turbo)



ล่าสุดมีการเปิดเวบเพจ มั่นใจคนไทยเกินแสน เป็นกำลังใจให้ จ๊ะ คันหู (วง Turbo)เพจนี้สร้างเมื่อ วันที่ 5/09/11 เวลา 12.40 am

น้องจ๊ะ อายุ 20 นักร้องนำวง TURBO ซึ่งหาเงินโดยสุจริต แต่กลับโดนด่าออกสื่ออย่างไม่เหลือหน้า ในสังคมไทยจริงๆ มีคนที่เสื่อมทรามทางจิตใจและการกระทำที่เลวร้ายกว่านี้อีกเยอะ อยากบอกว่าเข้าใจในวัฒนธรรมไทย เข้าใจในสปีริทในการแสดงบนเวที และสิ่งที่สังคมสงเคราะห์เน้นย้ำเสมอคือ การเคารพสิทธิมนุษยชนว่ะ อยากให้มองในหลายๆแง่มุม

แฟนๆคันหูเชิญตามลิ้งค์ http://www.facebook.com/weloveturboband

เปิด"อำนาจ"กสทช. ผู้คุมกฎด้านการสื่อสาร-โทรคมนาคม คุมขุมทรัพย์แสนล้าน

ที่มา มติชน




หมายเหตุ -
รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม หนึ่งในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ความเห็นถึงบทบาทของ กสทช.และอำนาจหน้าที่รวมทั้งที่มาของการจัดตั้งองค์กรที่มีความสำคัญในฐานะ เป็นผู้คุมกฎด้านการสื่อสาร-โทรคมนาคม ซึ่งมีผลประโยชน์นับแสนล้านบาท


กว่าจะมาเป็น พ.ร.บ.กสทช.

ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ.2550 กำหนดให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จึงเป็นที่มาของการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ฉบับปัจจุบัน (พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ) หรือที่มักเรียกกันว่า "พ.ร.บ.กสทช."

อย่าง ไรก็ดี กว่าจะมาเป็น พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับปัจจุบัน ได้ผ่านกระบวนการขั้นตอนและการพิจารณาหลายยุคหลายสมักระทั่งในรัฐบาลชุดก่อน ได้หยิบยกร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯขึ้นมาพิจารณาภายใต้คณะกรรมาธิการซึ่งแต่ง ตั้งโดยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งการพิจารณามีประเด็นถกเถียงและแปรญัตติมากมายในชั้นกรรมาธิการ

แต่ หลายประเด็นก็ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาหรือให้ความเห็นชอบ อาทิ ประเด็นเกี่ยวกับจำนวนและที่มาของกรรมการ กสทช. วิธีการได้มาซึ่งรายชื่อผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น กสทช. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. กลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในการรับเรื่องร้องเรียน เกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชน วัตถุประสงค์ของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ และองค์ประกอบคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เป็นต้น

เป็นเหตุให้ตัวแทน ฝ่ายค้านต้องถอนตัวจากการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อร่างกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นการพิจารณาโดย รัฐบาลกับกลุ่มกดดันข้างรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียวและการดำเนินกระบวนการร่าง กฎหมายเป็นไปอย่างเร่งรัดขาดการรับฟังและมีส่วนร่วม

กระบวนการสรรหากับเสียงวิจารณ์

เมื่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2554 มีผลใช้บังคับ ขั้นตอนต่อไปจึงเป็นการดำเนินการกระบวนการสรรหาและคัดเลือก กสทช. โดยแบ่งเป็นวิธีการคัดเลือกกันเองและวิธีการสรรหาตามที่กฎหมายกำหนด

จน ปัจจุบันได้รายชื่อผู้สมควรได้รับคัดเลือก 44 คน เพื่อเสนอบัญชีรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาและมีมติคัดเลือก แต่ด้วยเหตุที่กฎหมายกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการในแต่ละขั้นตอนเพื่อให้ได้ มาซึ่ง กสทช.ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น กระบวนการคัดเลือกและสรรหา กสทช.จึงต้องดำเนินต่อไปท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา รวมถึงการฟ้องร้องดำเนินคดี และการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินกระบวนการดังกล่าว

เป็น ที่น่าสังเกตว่ากฎหมายฉบับนี้ เน้นความโปร่งใสในกระบวนการต่างๆ ของ กสทช. และสำนักงาน กสทช.มาก ยกเว้นก็แต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับกรรมการสรรหา การสรรหา และผู้เสนอชื่อเข้ารับการสรรหา การจัดการกองทุน ผู้จัดการกองทุน กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และกรรมการประเมินผล ที่กฎหมายมิได้นำมาตรฐานความโปร่งใสมาใช้จนเป็นที่มาของข้อกังขาว่ากระบวน การและบุคคลหลายฝ่ายกระทำการไม่โปร่งใส เกี่ยวพันกัน หรือเป็นพรรคพวกกัน

อำนาจหน้าที่ กสทช.

เมื่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ ย่อมเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการกำกับดูแลจากไปจากเดิมที่แยกอำนาจในการกำกับ ดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ออกจากกิจการโทรคมนาคม แต่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ได้ปรับปรุงกฎกติกาต่างๆ ภายหลัง 10 ปีที่ผ่านมาด้วยการกำหนดให้มี กสทช. เป็นองค์กรอิสระขึ้นมาทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม รวมถึงกิจการกระจายเสียงและกิจการวิทยุโทรทัศน์

บทบาทของ กสทช.จึงแตกต่างไปจาก กทช. โดยเฉพาะด้านการดูแลกติกาการแข่งขันให้มีความเป็นธรรม เสมอภาค และเร่งรัดให้ประเทศเข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างแท้จริง

ตลอดจนกำกับดูแล หน่วยงานรัฐให้ใช้คลื่นความถี่ที่อยู่ในมือให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ เช่น

-จัดทำแผนแม่บทการ บริหารคลื่นความถี่ ตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม แผนความถี่วิทยุ และแผนเลขหมายโทรคมนาคม

-การกำหนดการจัดสรรความถี่ระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการวิทยุคมนาคม และกิจการโทรคมนาคม

-กำหนดลักษณะและประเภทของกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

-พิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

-กำหนด ให้ประมูลคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ซึ่ง ประกอบกิจการในทางธุรกิจ และคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคมทุกประเภท

-กำหนดให้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เป็นสิทธิเฉพาะตัว ต้องประกอบกิจการด้วยตนเอง โอนแก่กันไม่ได้

-กำหนดให้มีการวางแนวทางในการคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่หรือการปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ ฯลฯ

จัดตั้งกองทุนวิจัย-พัฒนา

นอก จาก พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จะกำหนดโครงสร้างโดยให้อำนาจในการกำกับดูแลกิจการอันมีมูลค่ามหาศาลที่ กสทช. ไว้เพียงที่เดียวแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้จัดตั้งกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุนฯ) ขึ้นในสำนักงาน กสทช. โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

-ดำเนินการให้ประชาชน ได้รับบริการด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง ตลอดจนส่งเสริมชุมชนและสนับสนุนผู้ประกอบกิจการบริการชุมชน

-ส่ง เสริมและสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรสื่อสาร การวิจัยและพัฒนาด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม รวมทั้งความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อ

-ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ

-สนับสนุน ส่งเสริม และคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

-สนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยจัดสรรเงินให้แก่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

กอง ทุนฯที่จัดตั้งนับเป็นแหล่งทุนมหาศาล ประกอบด้วยทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดให้ เงินจากการประมูลคลื่นความถี่ เงินรายได้จากสำนักงาน กสทช.ที่จัดสรรเข้ากองทุน เป็นต้น

นอกจากนี้ กองทุนฯตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แตกต่างจากกองทุนฯตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งกำหนดให้ราย ได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมท้ายที่สุดแล้วต้องนำส่ง เข้ารัฐ ที่แตกต่างคือกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการทางธุรกิจต้องนำส่งเงินราย ปีเข้ากองทุนฯตามอัตราที่ กสทช. ประกาศซึ่งต้องไม่เกินร้อยละสองของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งนับเป็นการให้อำนาจในการบริหารเงินกองทุนฯ ที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมมิได้ให้อำนาจไว้

อำนาจ กสทช.ที่แฝงอยู่

กสทช.มิ ได้มีเพียงหน้าที่ตามที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดเท่านั้น เนื่องด้วยมีกฎหมายเกี่ยวข้องที่สำคัญอีกฉบับหนึ่งคือ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งที่ผ่านมานับแต่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วแต่ก็มิได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ เนื่องจากในเวลาดังกล่าวยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสมบูรณ์

กระทั่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2554 มีผลใช้บังคับและเมื่อมีการแต่งตั้ง กสทช. อำนาจหน้าที่ของ กสทช. มิได้มีเพียงการจัดสรรคลื่นความถี่ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการหรือการประมูลคลื่นความถี่ 3G เท่านั้น แต่ กสทช.ต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์ทั้งระบบ โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐ ที่เป็นผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์จะต้องคืนคลื่นความถี่ และสัญญาสัมปทานที่มีอยู่เดิม

สาระสำคัญประการหนึ่งคือ การยกเลิกสัมปทานวิทยุ โทรทัศน์ทั้งหมด ปลดล็อกคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์จากเจ้าของเดิม นำคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์มาออกประมูล และนำเงินเข้ากองทุนฯ โดยไม่ต้องส่งเข้าคลังหลวง กสทช.เป็นผู้มีอำนาจในการจัดสรรเงินจำนวนมหาศาลนี้ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้

มีอำนาจยกเลิกสัญญาสัมปทานทีวี วิทยุ

ด้วย เหตุที่บทเฉพาะกาลแห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 กำหนดให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐที่ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์อยู่ใน วันที่ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ใช้บังคับ จะประกอบกิจการได้ต่อไปจนถึงวันที่กำหนดในแผนแม่บทใช้บังคับ

เมื่อ กสทช.จัดทำแผนแม่บทเสร็จและมีผลบังคับ เมื่อยกเลิกสัญญาทีวี วิทยุ ทั้งหมดแล้ว กฎหมายให้ กสทช.นำคลื่นดังกล่าวออกประมูลใหม่ และแบ่งคลื่นออกเป็นสามระดับ คือ ระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น

นอก จากจะแสดงให้เห็นถึงอำนาจของหน่วยงานรัฐในการเป็นเจ้าของหรือประกอบกิจการจะ สิ้นสุดลง เท่ากับเป็นการนำอำนาจสื่อออกจากรัฐ และกระจายการครอบงำสื่อ เพราะแต่เดิมใบอนุญาตทำทีวี วิทยุ เป็นใบอนุญาตที่ทำจากส่วนกลาง โดยเฉพาะทีวี ที่มีแต่ใบอนุญาตส่วนกลาง แต่ในอนาคต ใบอนุญาตจะมีหลายระดับ จนรัฐหมดความสามารถในการชี้นำข้อมูลสารสนเทศ

โดยนัยนี้ ประชาชน ภาคประชาชน จะมีสิทธิเป็นเจ้าของสื่อ ทำสื่อ สามารถมีช่องทางการส่งข้อมูลสารสนเทศได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพิงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ท้ายที่สุดแล้วการที่ กสทช.ต้องเข้ามายกเลิกสัมปทานทั้งหมดตามที่กฎหมายบังคับ แล้วนำมาจัดสรรใหม่ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตตามกฎหมายใหม่ จะทำให้คนไทยมีสิทธิเสรีภาพ เสียงประชาชนจะดังขึ้น และจะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนจะมีโอกาสปฏิเสธไม่รับสื่อหลักของรัฐซึ่งก็คือ สื่อทีวี

บทสรุป

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับปัจจุบันนอกจากจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแง่การกำกับดูแล โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ กสทช.ไว้ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแล้ว

ยังจะมีผลพวงจากกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ที่เป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด แต่คนไม่สนใจมากที่สุดคือเรื่องการล้มระบบการทำสื่อโดยรัฐ การชี้นำประชาชนโดยรัฐ การสร้างเสริมช่องทางที่เอกชน ประชาชน และปัจเจกชนจะมีโอกาสในการติดต่อสื่อสารถึงกัน รวมทั้งเป็นเครื่องมือประกัน สิทธิเสรีภาพในการพูด การแสดงออกและมีช่องทางหลากหลายในการใช้สิทธิเสรีภาพพื้นฐาน และเป็นเครื่องมือประกันอันดีสำหรับระบอบประชาธิปไตยไม่ให้สั่นไหวคลอนแคลน เหมือนที่ผ่านมาในอดีต

(มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 6 กันยายน 2554 หน้า 2)

...............

เปิดปูม11อรหันต์กสทช.



ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่กำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 กำหนดให้มีคณะกรรมการ กสทช. 11 คน แบ่งเป็นสาขาเชี่ยวชาญ 8 สาขา คือกิจการกระจายเสียง 1 คน กิจการโทรทัศน์ 1 คน กิจการโทรคมนาคม 2 คน ด้านกฎหมาย 2 คน ด้านเศรษฐศาสตร์ 2 คน ด้านคุ้มครองผู้บริโภค (กระจายเสียงและโทรทัศน์) 1 คน ด้านคุ้มครองผู้บริโภค (โทรคมนาคม) 1 คน ด้านการศึกษา วัฒนธรรม หรือการพัฒนาสังคม 1 คน ทั้งนี้จะมาจากบัญชี 1 คัดเลือกกันเองจำนวน 22 คน และบัญชี 2 การสรรหา จำนวน 22 คน รวมเป็น 44 คน โดย ส.ว.ลงคะแนนลับคัดเลือกแล้ว 11 คนดังนี้

ด้านกิจการกระจายเสียง

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณณศรี จากบัญชี 2 ได้ 73 คะแนน อายุ 64 ปี เป็นนายทหารรุ่น ตท.6 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี และนายทหารที่ก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และเป็นเพื่อนกับ พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง ส.ว.สรรหา โดยจบการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมอากาศยาน โรงเรียนนายเรืออากาศ เลขาธิการโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ประเทศอังกฤษ และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เคยเป็นเสธ.ทอ. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร สังกัดสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน)

ด้านกิจการโทรทัศน์

พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จากบัญชี 1 ได้ 62 คะแนน อายุ 56 ปี จบการศึกษาปริญญาเอก สาขาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยบีเลเฟลด์ สหพันธรัฐเยอรมนี

ด้านกิจการโทรคมนาคม

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ จากบัญชี 2 ได้ 112 คะแนน อายุ 44 ปี จบการศึกษาปริญญาเอกด้าน Philosophy, Electrical Engineering University of South Florida, USA หลักสูตรเสนาธิการทหารบก อดีตเป็นกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ปัจจุบันเป็นรักษาการ กสทช. อดีตรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

พ.อ.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ จากบัญชี 1 ได้ 118 คะแนน อายุ 45 ปี จบการศึกษาปริญญาเอกด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม Florida Atlantic University เป็นนายทหารประจำกรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และที่ปรึกษา หจก.รัจนาการ (2530)

ด้านกฎหมาย

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากบัญชี 2 ได้ 109 คะแนน อายุ 51 ปี จบการศึกษาปริญญาโทและเอกทางกฎหมาย University of Pennsylvania

พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า อดีต ผกก.สภ.สีชมพู จ.ขอนแก่น จากบัญชี 1 ได้ 67 คะแนน อายุ 64 ปี จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยเป็นที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญประจำตัวนายพินิจ จารุสมบัติ เมื่อครั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ด้านเศรษฐศาสตร์

นายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ กรรมการวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า อดีตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (เศรษฐศาสตร์ ประจำ กทช.) จากบัญชี 1 ได้ 110 คะแนน อายุ 61 ปี จบการศึกษาปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ Middle Tennessee state University

นายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ ผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากบัญชี 1 ได้ 58 คะแนน อายุ 51 ปี จบการศึกษาปริญญาเอกด้านการเงิน มหาวิทยาลัยแห่งรัฐอลาบามา สหรัฐอเมริกา

ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค (กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์)

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) จากบัญชี 2 ได้ 95 คะแนน อายุ 38 ปี จบการศึกษาปริญญาโท Communication Policy and Regulation with Merit, the University of Westminster, London เป็นกรรมการบริหารหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค (โทรคมนาคม)

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. จากบัญชี 2 ได้ 78 คะแนน อายุ 46 ปี จบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันโรคเขตร้อนประเทศเบลเยียม

ด้านการศึกษา วัฒนธรรม หรือการพัฒนาสังคม

พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ที่ปรึกษาพิเศษ กองบัญชาการกองทัพไทย จากบัญชี 1 ได้ 72 คะแนน อายุ 59 ปี จบการศึกษาโรงเรียนเสนาธิการทหารบก รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา