WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 7, 2011

วิกิลีกส์ เคเบิลส์: คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รัฐบาลสหรัฐฯ ควร “เงียบเอาไว้”

ที่มา ประชาไท

วิกิลีกส์ เคเบิลส์: คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รัฐบาลสหรัฐฯ ควร “เงียบเอาไว้”

(ที่มาของภาพ http://www.globalresearch.ca/index.php?context=va&aid=22278)

การจับกุม และตามมาด้วยการพระราชทานอภัยโทษให้แก่ชาวสวิสคนหนึ่งที่ถูกข้อหากระทำการดู หมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช นั้น เป็นบทเรียนของการพระราชทานอภัยโทษอย่างรวดเร็วในคดีหมิ่นฯ ที่ทำโดยชาวต่างชาติ รายละเอียดตามที่เคเบิ้ลทางการทูตของสหรัฐฯที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ เขียนโดยทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2550 ราล์ฟ บอยส์ มีข้อความว่า ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นอาจเรียกได้ว่าถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” เช่นนั้นแล้ว ในกรณีที่ประชาชนชาวอเมริกันเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีนี้ รัฐบาลสหรัฐฯจึงควรจะ “เงียบเอาไว้”

ในเคเบิ้ลที่ให้ชื่อว่า “คู่มือของการรอดพ้นจากคดีหมิ่นพระบรมฯ จากกรณีของชาวสวิสฯ” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงเคเบิ้ลทางการทูตเมื่อปี 2550 เกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของ โอลิเวอร์ จูเฟอร์ (Oliver Jufer) ชาวสวิสฯ คนหนึ่งที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและต้องโทษจำคุกมากถึง 75 ปี จากการยอมรับสารภาพว่า จะไม่แสดงความเห็นในทางที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ และจะได้รับการลดโทษลงเหลือจำคุกเพียง 10 ปี เขาถูกปล่อยตัวจากการพระราชทานอภัยโทษหลังจากที่ถูกจำคุกอยู่เพียงแค่ 13 วัน

ระยะเวลาที่ใช้ในการวิ่งเต้นเพื่อแก้ปัญหาในคดีที่เป็นไปอย่างรวดเร็วนี้ เป็นที่ “ตื่นตกใจแก่ชาวสวิสฯ” ตามที่ทูตบอยส์เขียน “ประสบการณ์ของชาวสวิสฯ กับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น บอกถึงของการตอบสนองอันเป็นไปได้ของ (รัฐบาลสหรัฐฯ) ในกรณีที่ (ชาวอเมริกัน) ถูกกล่าวหาว่า ทำผิดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ท่านทูตได้เขียนไว้ว่า:

ในกรณีฉุกเฉินนั้นให้เงียบเอาไว้:

รัฐมนตรีลอเออร์ (Lauer) (ของสวิสเซอร์แลนด์) ให้เครดิตเกี่ยวกับคดีที่จูเฟอร์ (Jufer) ได้รับพระราชทานอภัยโทษอย่างรวดเร็วว่า มาจากการที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ไม่ได้แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อเจ้าหน้าที่ ของไทยโดยการออกมาให้ความเห็นแก่สาธารณะ เพราะว่ากระทำเช่นนั้นอาจจะนำไปสู่การยั่วยุให้สาธารณชนเกิดความโกรธเนื่อง จากพระมหากษัตริย์นั้นเป็นที่เทิดทูนมาก

ลอเออร์ (Lauer) อ้างว่า การให้ความสนใจมากเป็นพิเศษของสื่อ และการร้องแรกแหกกระเชอของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ต่อการปล่อยตัวของจูเฟอร์ (Jufer) จะทำให้มีความยากลำบากต่อการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับตัวแทนการเจรจาของทาง การไทย ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงให้เห็นต่อสายตาของสาธารชนชาวสวิสฯ ว่าทางการได้ทำงานเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหานี้

ที่ผ่านมาชาวต่างชาติที่ถูกข้อหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีค่อนข้างน้อย ลอเออร์ (Lauer) ได้เตือนว่า หากมี (ชาวอเมริกัน) ที่ถูกจองจำด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะ หรือความพยายามอุทธรณ์ของเจ้าหน้าที่ (รัฐบาล) สหรัฐฯ จะเท่ากับเป็นการ “ราดน้ำมันใส่ในกองไฟ”

เห็นได้ชัดว่ามันเป็นจริงตามที่กล่าวไว้ ในคดีที่มีการเอาเรื่องนี้ออกสู่สาธารณะของนายโจ กอร์ดอน ชาวอเมริกัน อายุ 54 ปีที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในเดือนพฤษภาคม กรณีที่ให้ลิ้งค์เพื่อดาวน์โหลดบทแปลของ “The King Never Smiles” ซึ่งเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทย เขาอาจจะถูกจองจำโดยที่ยังไม่มีการส่งฟ้องต่อศาลเป็นระยะเวลา 84 วัน ขณะนี้นายกอร์ดอนยังอยู่ในช่วงการจำคุกเพื่อรอวันไต่สวน

ในคดีของนายกอร์ดอน เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ได้ทำการกดดันผ่านสาธารณะ เพื่อให้มีการปล่อยตัว และให้มีการดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างรวดเร็ว ในขณะนี้ตัวแทนของสถานทูตสหรัฐฯ นั้นไม่ใช่ทูตบอยส์แล้ว แต่คือทูตคริสตี้ เคนนี่ย์ ซึ่งได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคดีนี้ โดยเรียกร้องให้ “เจ้าหน้าที่รัฐไทยเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก”

เล่นเกมการเมือง

ตามที่ระบุในเคเบิ้ล ประสบการณ์ของชาวสวิสฯ ต่อคดีหมิ่นพระบรมเดชนุภาพฯ ยังได้ชี้ให้เห็นถึง “ปฏิกิริยาของสำนักพระราชวัง อันเป็นที่เห็นได้ยากต่อกรณีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

“พระราชวังนั้นอ่อนไหวต่อความเป็นไปได้ของการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ไปในทางที่ผิดเพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง” ทูตบอยส์กล่าว “การกล่าวหาผู้อื่นโดยใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เห็นได้ชัดว่าเป็นอาวุธที่น่าเกรงขามอันหนึ่งในทางการเมือง (...) พระราชดำรัสของในหลวงที่ว่า จะพระราชทานอภัยโทษแก่ทุกคนที่ทำผิดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และในกรณีการปล่อยตัวของจูเฟอร์ (Jufer) ที่รวดเร็วกว่าที่คาดไว้ ดูเหมือนจะชี้ให้เห็นท่าทีของพระราชวังที่มีความอึดอัดต่อเข้มงวดของกฎหมาย ตัวนี้”

เคเบิ้ลยังกล่าวถึง “การยกเลิกข้อหาที่คล้ายกันต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร” โดยบอกว่า “ผู้นำประเทศของไทยที่ถูกชิงอำนาจโดยการทำรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนในปี 2549 ด้วยเหตุผลที่ว่า...ทักษิณ ชินวัตรนั้นดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์”

“อัยการได้ยกฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อทักษิณเพียงแค่หนึ่งวัน ก่อนที่จะมีการพระราชทานอภัยโทษให้แก่จูเฟอร์ (Jufer) ถึงแม้ว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่เป็นไปได้มากทีเดียวที่ทางพระราชวังไม่ต้องการให้การกล่าวหากันโดยใช้ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือขัดต่อความสัมพันธ์กับประเทศอื่น

เคเบิ้ลทั้งหลายที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้ถูกจัดให้เป็นข้อมูลลับ แต่ถูกจัดให้เป็น ‘สำหรับใช้ในทางการเท่านั้น’ และเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่เป็นที่ถกเถียงกันมาก ด้วยเหตุที่วิกิลีกส์ได้ปล่อยข้อมูลโดยไม่เซ็นเซอร์ชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องออก มาจำนวน 251,287 เคเบิ้ล

วิกิลีกส์ยังคงมีผลกระทบต่อความอ่อนไหวในประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของไทยได้ “ใช้อำนาจฉุกเฉินในการปิดกั้นการเข้าถึงของเว็บไซต์วิกิลีกส์ ด้วยเหตุผลที่ขัดต่อความมั่นคง”

ในเดือนมิถุนายน มีการปิดกั้นการเข้าถึงงานวิเคราะห์ประวัติศาสตร์อันยาวเหยียดที่ใช้ข้อมูล ส่วนใหญ่จากวิกิลีกส์ ‘Thai Story: A Secret History of 21st Century Siam’ เขียนโดยอดีตนักข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล เป็นที่กล่าวกันว่า เนื้อหานั้นถูกเขียนขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากวิกิลีกส์เคเบิ้ล และงานทางวิชาการที่มีเนื้อหาออกไปทางหมิ่นเหม่สถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นผลให้นายมาร์แชลไม่สามารถกลับเข้าไปในประเทศไทย ด้วยเหตุที่เขาอาจจะถูกหลายข้อหาเกี่ยวกับกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

“เนื้อหาในเคเบิ้ลบอกว่า ชาวต่างชาติที่ถูกตัดสินให้โทษในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ทางสถานทูตของแต่ละประเทศ ควรจะทำงานอย่างเงียบเชียบอยู่เบื้องหลัง, หลีกเลี่ยงการร้องแรกแหกกระเชอในสื่อต่างๆ, เคารพในกฎหมาย, และคาดหวังสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งก็คือการพระราชทานอภัยโทษ” มาร์แชลกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

“ในขณะที่ยุทธวิธีนี้อาจจะได้ผลบ้างในบางกรณี แต่มันก็ไม่ถือว่าเป็นประโยชน์ในระยะยาว ด้วยเหตุที่ว่ามันยังเป็นการยอมให้กฎหมายที่ล้าหลังและกดขี่นี้ยังมีอยู่ต่อ ไปโดยไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือตั้งคำถามในระดับนานาชาติในยุคศตวรรษที่ 21 นี้

ถึงเวลาแล้วที่นานาชาติจะมองภาพใหญ่ที่ชี้ว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ‘ผิด’ ชาวไทยและต่างชาติทุกคนจะต้องไม่เจอกับโทษจำคุก เพียงเพราะว่าพวกเขาแค่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ประเทศไทยควรจะมีการ ปกครองอย่างไร ประเทศไทยควรถูกประณามเรื่องการใช้กฎหมายนี้จนกว่ามันจะถูกยกเลิกไป”

.............................

หมายเหตุ: ลิซ่า การ์ดเนอร์เป็นนักข่าวอิสระ และนักเขียนประจำอยู่ในกรุงเทพฯ, ประเทศไทย ติดตามเธอบนทวิตเตอร์ได้ที่ @leesebkk

ใจ อึ๊งภากรณ์: การประกันราคาข้าวของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ดี

ที่มา ประชาไท

บางคนที่ไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมืองเพียงพอจะพูดง่ายๆ ว่า ความขัดแย้งในสังคมไทยที่นำไปสู่วิกฤต คือความขัดแย้งระหว่างนโยบาย “โลกาภิวัตน์กลไกตลาดเสรี” ของทักษิณและไทยรักไทย ในฐานะที่เป็น “กลุ่มนายทุนสมัยใหม่” กับนโยบาย “ปิดประเทศต้านโลกาภิวัตน์ ต้านเสรีนิยม” ของอำมาตย์หัวเก่า

ทั้งหมดนี้ไม่เป็นความจริงเลย

ในความเป็นจริง นโยบายของรัฐบาลทหารหลังรัฐประหาร 19 กันยา และนโยบายของรัฐบาลทหารของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ล้วนแต่ใช้แนวเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้วที่คัดค้านการใช้รัฐและงบประมาณรัฐใน การพัฒนาสภาพคนจน

นอกจากนี้มีการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่คัดค้านการกระจายรายได้ แช่แข็งความเหลื่อมล้ำ และเรียกร้องให้คนจนเจียมตัวปรับตัวกับความยากจน ซึ่งเป็นลัทธิที่เข้ากับเสรีนิยมกลไกตลาดได้ดี

รัฐบาลไทยตั้งแต่ยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้กลไกตลาดเสรี มือใครยาวสาวได้สาวเอา หันหลังให้กับประชาชนคนจน ใช้รัฐเพื่อประโยชน์อำมาตย์อย่างเดียว พอถึงรัฐบาลทหาร รสช. ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี มีการเปิดเสรีทางการเงินมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ ในขณะที่อัตรากำไรกำลังลดลง และในที่สุดก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งตามมา ไทยรักไทยจึงนำนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนานเข้ามาเพื่อใช้รัฐพัฒนาชีวิตคนจน

วิโรจน์ ณ ระนอง และอัมมาร สยามวาลา จาก ทีดีอาร์ไอ เป็นพวกคลั่งกลไกตลาดเสรีตามสูตรอำมาตย์มานาน เขาคัดค้านการใช้รัฐเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยคนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คัดค้านไม่ให้ไทยเป็นรัฐสวัสดิการด้วย แต่ไม่เคยคัดค้านการเพิ่มงบประมาณทหาร ไม่เคยวิจารณ์รัฐประหาร ดังนั้นเวลาเขาวิจารณ์นโยบายประกันราคาข้าวของรัฐบาลเพื่อไทย เราไม่ควรแปลกใจหรือตื่นเต้น เขาไม่ใช่ "ผู้รู้" เขาเป็นแค่นักวิชาการฝ่ายที่เข้าข้างคนรวย นายทุน และอำมาตย์เท่านั้นเอง

คนที่ไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมือง มองว่าความขัดแย้งในสังคมไทย คือความขัดแย้งระหว่าง “โลกาภิวัตน์กลไกตลาดเสรี” ของทักษิณที่เป็น “กลุ่มนายทุนสมัยใหม่” กับนโยบาย “ปิดประเทศต้านโลกาภิวัตน์ต้านเสรีนิยม” ของอำมาตย์หัวเก่า แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลทหารหลังรัฐประหาร 19 กันยา รัฐบาลทหารของอภิสิทธิ์ ใช้แนวเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว ที่คัดค้านการใช้รัฐในการพัฒนาสภาพคนจน และมีการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่แช่แข็งความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นลัทธิที่เข้ากับเสรีนิยมกลไกตลาดได้ดี

นี่คือสาเหตุที่คนเสื้อแดงควรคัดค้านเสรีนิยมกลไกตลาด และควรสนับสนุนการใช้รัฐและเก็บภาษีเพื่อประโยชน์คนจน

การใช้รัฐฝืนตลาดเพื่อประกันราคาข้าวให้กับเกษตรกรเป็นเรื่องดี ควรจะนำข้าวนั้นมาขายให้ประชาชนในราคาถูก ส่งออกในราคาถูก และรัฐควรใช้เงินที่มาจากการเก็บภาษีจากคนรวย และการตัดงบประมาณทหารเพื่อทำโครงการนี้ นอกจากนี้ถ้าโอนสื่อทหารให้รัฐบาล รัฐก็จะมีได้รายได้เข้าคลังเพิ่มขึ้น แทนที่จะตกอยู่ในมือนายพลมือเปื้อนเลือด

นอกจากการประกันราคาข้าวแล้ว รัฐบาลควรมีนโยบายเพิ่มค่าจ้างให้เกิน 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ และนโยบายเพื่อเริ่มสร้างรัฐสวัสดิการแบบ “ถ้วนหน้า-ครบวงจร-จากภาษีก้าวหน้าที่เก็บจากคนรวย” อีกด้วย

คดี ผ.อ.ประชาไท ศาลนัดสืบเจ้าของสำนวน พยานโจทก์ปากสุดท้าย

ที่มา ประชาไท

วันนี้ (6 กันยายน) ศาลอาญาได้ทำการสืบพยานฝ่ายโจทก์เป็นวันที่แปด ในคดีที่จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ตกเป็นจำเลยตามความผิดอาญามาตราที่ 14 และ 15 พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยในระหว่างวันที่ 1, 2 และ 6 กันยายนที่ผ่านมา มีผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะทูต คณะผู้แทนสหภาพยุโรป องค์การระหว่างประเทศ สื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมสังเกตการณ์การสืบพยานกว่า 50 ท่าน

หลังจากการสืบพยานเสร็จสิ้นในช่วงเช้า ศาลมีความเห็นให้เลื่อนการสืบพยานฝ่ายโจทก์ปากสุดท้ายออกไปเป็นวันที่ 9 กันยายน 2554 เวลา 9.30 น.เป็นต้นไป ณ ห้อง 910 ศาลอาญากรุงเทพ และได้ยกเลิกการสืบพยานในวันที่ 7 และ 8 กันยายน ซึ่งเป็นกำหนดเดิม ทั้งนี้ พยานฝ่ายโจทก์ที่จะแสดงตนต่อศาลในวันดังกล่าว คือ พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน

สำหรับการสืบพยานฝ่ายจำเลย ศาลได้กำหนดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 21 กันยายน และวันที่ 11 - 14 ตุลาคม 2554 เวลา 09.30-16.00 น. ในเบื้องต้นนายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเวบไซต์ประชาไท และนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ จะเข้าให้การต่อศาลในช่วงเช้าและบ่ายของวันที่ 20 กันยายนตามลำดับ ส่วนนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร จะให้การต่อศาลในวันที่ 21 กันยายน

ธิดา:4แนวปะทะใหม่ทางการเมือง

ที่มา Thai E-News



วันนี้(7ก.ย.)นปช.แถลงข่าวจัดกิจกรรมต้านรัฐประหารครบรอบ 19 กันยา 49 ในวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายนนี้ พร้อมยุทธศาสตร์ 4 แนวปะทะข้ามผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

4แนวปะทะทางการเมือง สื่อกระแสหลักในมืออำมาตย์จารีตนิยม,นักวิชาการจัดตั้งของอำมาตย์,กระบวนการ ไม่ยุติธรรมและองค์กรที่ไม่อิสระจริงๆ และการทำรัฐประหาร ฝ่ายประชาธิปไตยมีภารกิจหน้าที่ในการฝ่าแนวปะทะไปได้อย่างไร

โดย ธิดา ถาวรเศรษฐ
7 กันยายน 2554

หลังจากพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะทางการเมืองฝ่ายประชาชน จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นี่มิได้หมายความว่า เป็นการรบชนะทุกแนว

ที่จริงเพิ่งชนะแนวใหญ่แนวเดียวเท่านั้นเอง ยังมีแนวรบอีกหลายแนวที่เป็นเครือข่ายของระบอบอำมาตยาธิปไตย

แต่นี่มิใช่เรื่องเกรงกลัว เพราะการเอาชนะแนวใหญ่ที่สำคัญที่สุดคือ สามารถเอาชนะการเลือกตั้งมาตลอด และชนะยิ่งใหญ่ในครั้งล่าสุด ย่อมเป็นกำแพงที่มีหลังพิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แต่, ด้วยเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย และการครอบงำที่มีมายาวนาน ในทุกปริมณฑล ทำให้คนชั้นกลางและคนชั้นสูง กลายเป็นพวกอนุรักษ์นิยมที่ได้อำนาจ ได้ผลประโยชน์ จากระบอบอำมาตยาธิปไตย และกลัวการลุกขึ้นต่อสู้ของมวลชนพื้นฐาน

พูดให้ถึงที่สุดก็คือ คนชั้นกลางและคนชั้นสูงเหล่านี้ พึงพอใจในฐานะทางสังคม บทบาท และอำนาจที่ตนมีอยู่ ที่มิได้มาจากการต่อสู้แต่อย่างใด จึงกลัวการเปลี่ยนแปลงและการต่อสู้ของประชาชน

ทั้งที่ยังมิได้เข้าใจว่า การต่อสู้ของประชาชนนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย ได้ความเป็นธรรมในสังคม และความเจริญก้าวหน้าของประเทศ คนทุกกลุ่มในประเทศจะได้รับผลประโยชน์ทั่วหน้า แต่ต้องเป็นผลประโยชน์ที่สมเหตุผล และไม่เป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม

ความซับซ้อนของสังคมไทย เกิดจากการที่โครงสร้างชั้นบนของสังคม อันได้แก่การเมือง การปกครอง, อุดมการณ์, วัฒนธรรม, การศึกษา ความคิดที่ครอบงำชี้นำการปฏิบัติล้าหลัง อยู่ในระบอบอำมาตยาธิปไตย และเป็นรัฐตัวจริงที่มีอำนาจควบคุมประเทศ

ในขณะที่รากฐานเศรษฐกิจเราค่อนข้างพัฒนาตามทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ แต่ทุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ก็พัฒนาไปได้ โดยอาศัยอำนาจรัฐในมือเป็นตัวช่วยสนับสนุนการผูกขาดตลอดมา

ทุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ยังเติบโตพร้อมกับการที่มีอำนาจเหนือประเทศยาวนาน ทำให้ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายก็สวามิภักดิ์ต่อระบอบอำมาตย์ในไทยเช่นกัน

ทุนกลุ่มใหม่ที่นอกเหนืออำนาจการควบคุมที่เติบใหญ่ และยึดครองหัวใจประชาชน มวลชนพื้นฐาน จึงเป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มทุนเครือข่ายอนุรักษ์นิยม และชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง อนุรักษ์นิยม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเอาชนะการเลือกตั้ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เราจึงเห็นแนวรบและสนามฆ่าคนในรูปแบบต่าง ๆ เกิดขึ้นนับจากได้อำนาจรัฐครั้งที่สอง พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา

เพราะเครือข่ายระบอบอำมาตย์ ไม่อาจปล่อยให้การสูญเสียอำนาจและสถานะเกิดขึ้นได้อีกต่อไป เพราะนั่นจะหมายถึงมีจุดสิ้นสุดระบอบอำมาตยาธิปไตยในประเทศไทย

กองกำลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเป็นกองกำลังรบแนวแรกที่ ได้ผลอย่างยิ่ง แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน กองกำลังนี้กำลังถูกสลาย เนื่องจากความขัดแย้งภายใน แกนนำ และความขัดแย้งกับพรรคการเมือง อนุรักษ์นิยม คือ พรรคประชาธิปัตย์

ขณะนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังร้องเพลง “น้ำตาเถ้าแก่” ที่มีเนื้อหาตัดพ้อต่อว่าแม่ยก
“เช่น ดังตัวผมต้องตรมดวงใจกลัดหนอง แม่ยกต้องมาจากจร ตัวอย่างเห็นกันไป ลืมคนเสื้อเหลือง แล้วยังมาว่าร้ายให้ แม่ยกเธอช่างเหลือร้าย โง่เง่าหรือไรถึงคิดไม่เป็น” หรือบางตอน “สิ้นสุดกันเถิดหนา แม่ยกแมลงสาบใจสอง ชาตินี้ไม่ขอใฝ่ปอง ให้มามัวหมองต่อไป หลงรูปคนหล่อ สอบตกคร่ำครวญร้องไห้ ยังเชื่อเจ้าหล่อต่อไป อาจจะชิบหายสักวันนะเธอ”

สรุปว่า แนวปะทะด้านพันธมิตรยังมีอยู่ แต่ยังไม่มีกำลังพอที่จะปะทะเป็นด่านแรก

แนวปะทะแรก จึงเป็นสื่อกระแสหลักที่เป็นสื่อในกำกับของทุนอนุรักษ์นิยม และระบอบอำมาตย์ รวมทั้งองค์กรสื่อที่แสดงบทบาทอยู่ในขณะนี้

การมองสื่อกระแสหลัก จึงต้องมองให้เห็นว่า เป็นแนวปะทะสำคัญในการต่อสู้ระบอบอำมาตย์ จำเป็นที่ต้องมีแนวทางและยุทธศาสตร์ในการทำให้สื่อเข้าสูแนวคิดเสรีนิยม

การปะทะแนวรบสื่ออนุรักษ์นิยม จึงต้องเปิดประตูเสรีภาพของสื่ออย่างเต็มที่ และผลักดันอุดมการณ์ประชาธิปไตย แนวคิดเสรีนิยมให้เข้ามาแทนที่ อุดมการณ์ระบอบอำมาตย์ และความคิดอนุรักษ์นิยม จารีตนิยมให้ได้

การทำลายการผูกขาดของสื่อ และสัมปทานที่ดูแลโดยกองทัพกลุ่มอำมาตย์ กลุ่มจารีตนิยม มุ่งให้สื่อเปิดเสรี และให้เสรีภาพสื่อเต็มที่ ให้กลไกตลาดและความนิยมของประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

นี่จึงเป็นแนวปะทะที่สำคัญที่ฝ่ายประชาชนต้องผลักดันให้เลิกผูก ขาดสื่อให้ได้ ทั้งต้องเปิดโปงเรื่องราวเบื้องหลังสื่อแต่ละค่าย ให้ประชาชนเข้าใจว่า สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนค่ายต่าง ๆ และเชื่อมโยงกับเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างไร

แนวปะทะที่สอง คือ นักวิชาการ เป็นแนวปะทะที่สำคัญอีกแนวหนึ่ง ซึ่งมักเชื่อมโยงกับสื่อ คือ กลุ่มนักวิชาการ ตัวอย่างนักวิชาการที่แสดงตัวให้ปราบประชาชนเมื่อปี 2553 จำนวน 303 คน ก็มีอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์เป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ

หารายชื่ออ่านได้ในมหาประชาชน ปีที่ 1 ฉบับที่ 51 วันที่ 19-25 สิงหาคม 2554 และเร็ว ๆ นี้นักวิชาการค่าย ทีดีอาร์ไอ พูดตรง ๆ เป็นสถาบันที่รวบรวมนักวิชาการที่สนับสนุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ โดยมีคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นผู้สนับสนุนหลักในการก่อตั้งและดำเนินงาน

ในระยะแรกก็ดูเป็นนักวิชาการเสรีนิยม และสนับสนุนกลไกตลาดในการดูแลเศรษฐกิจ สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อต้องการโค่นคุณทักษิณ ชินวัตร ทีดีอาร์ไอ ก็รวมศูนย์ จัดการอย่างมีพลัง เช่น การปล้นสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี และยึดมาอยู่ในเครือข่ายอำมาตย์และค่ายเนชั่น

รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญในการใช้ความเป็นนักวิชาการ จัดการเรื่องคดีของคุณทักษิณ เช่น คดีหุ้น

ยังมีนักวิชาการอื่นอีกมากที่จะโผล่ออกมาในแนวปะทะที่สองนี้ เราจึงต้องขยายกำลังแนวร่วมนักวิชาการประชาธิปไตยให้มีบทบาทมากขึ้น ในหมู่ประชาชน ในสื่อกระแสหลัก สื่ออินเตอร์เนท และสื่อสีแดง

แนวปะทะนี้เป็นแนวที่ต้องต่อสู้ด้วยหลักการและองค์ความรู้ มิใช่ด้วยอารมณ์

นอกจากขยายแนวร่วมนักวิชาการแล้ว ฝ่ายประชาชนเองก็ต้องยกระดับองค์ความรู้เพื่อโต้กับนักวิชาการอำมาตย์ได้ ด้วย และขยายให้ประชาชนส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เสื้อแดงได้ยกระดับด้วย

แนวปะทะที่สาม สำคัญยิ่งคือ กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระต่าง ๆ มากมายที่อยู่ในการครอบงำของระบอบอำมาตย์ค่อนข้างสิ้นเชิง

แนวปะทะแนวรบนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็มีบทบาทเป็นด้านหลักในการต่อสู้ของประชาชนให้ได้ระบอบประชาธิปไตย การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 และเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยมือประชาชน จะเป็นเรื่องหลักในแนวปะทะนี้

การทวงความยุติธรรมให้กับคนตาย 92 + 1 ศพที่เพิ่งฌาปนกิจเมื่อวันที่ 5 ก.ย. นี้เอง (คุณหรั่ง) คนบาดเจ็บและคนถูกจองจำ ตลอดจนคนที่ถูกตั้งข้อหาร้ายแรง อย่างไม่เป็นธรรม

บาปกรรมและชะตากรรมประเทศไทยจึงขึ้นอยู่กับแนวรบให้ได้นิติรัฐ นิติธรรม ว่าจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่
แนวปะทะสุดท้าย คือ การก่อรัฐประหารโดยกองกำลังประจำการของประเทศ นี่เป็น รูปแบบสูงสุดของการขัดขวางระบอบประชาธิปไตย โดยใช้กำลังอาวุธยึดอำนาจ และปราบปรามประชาชน

ถามว่า อาจเกิดได้ไหม ก็ต้องตอบว่า เกิดได้ ถ้าฆ่าประชาชนมือเปล่าตายได้โดยไม่สะทกสะท้าน และไม่มีการยอมรับผิดใด ๆ หรือไม่อาจเปิดเผยความจริงให้ปรากฎได้

เป็นเรื่อง!ครม.เงาผิดรัฐธรรมนูญโทษหนักถึงยุบปชป. นักกฎหมายฟันธงเถื่อนต่างจากแม่แบบอังฤษ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กันยายน 2554

นายคนิณ บุญสุวรรณ เขียนบทความลงในเวบไซต์ คณิน บุญสุวรรณเตือน ว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลเงา หรือครม.เงานั้น ผิดกับต้นแบบอังกฤษถึง 4 ประเด็น จึงเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษถึงยุบพรรคและถอดถอนจากตำแหน่งส.ส.



ระวังให้ดีเถอะ ทั้งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. ทั้งหมดของพรรค จะเจอข้อหา “จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๗๑ โทษฐานตั้ง ครม. เงา โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ

แถมยังอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๙๔ (๓) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ โทษฐานกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดห้าปี อีกด้วย

ทั้งนี้นายคนิณกล่าวว่า คำว่า “ครม. เงา” แปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “Shadow Cabinet” เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองในระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ ชื่อเต็มๆ ของ Shadow Cabinet ดังกล่าว คือ The Official Loyal Opposition Shadow Cabinet แปลเป็นไทยได้ว่า คณะรัฐมนตรีเงาของฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. อาวุโสของฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล พิจารณาและเสนอแนะนโยบายที่แตกต่างออกไปจากของฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งการควบคุมให้ฝ่ายรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดพลาดของตน

นับตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมา พรรคแรงงาน เป็นฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี และหัวหน้าพรรคก็เป็นผู้จัดตั้ง ครม.เงา ขึ้นมา องค์ประกอบ ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ โดยปกติแล้ว ประกอบด้วย ส.ส. อาวุโสสูงสุด ในซีกฝ่ายค้านประมาณ ๒๐ คน ใน ครม. เงา ของอังกฤษ นั้น มีเพียงผู้นำฝ่ายค้าน ประธานวิปฝ่ายค้าน และรองประธานวิปฝ่ายค้าน เท่านั้น ที่ได้รับค่าตอบแทนในฐานะที่เป็น ครม. เงา นอกเหนือจากเงินประจำตำแหน่งในฐานะ ส.ส. นอกนั้น ไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนใดๆ

เมื่อพรรคแรงงานหรือ เลเบ้อร์ปาร์ตี้ (Labour Party) ของประเทศอังกฤษ เป็นฝ่ายค้าน ครม. เงา ประกอบด้วย อดีตสมาชิกอาวุโส จำนวน ๕ คน และ ส.ส. อีกจำนวน ๑๙ คน ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ ส.ส. ของพรรคแรงงาน โดยผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีเงาของแต่ละกระทรวง และตั้งวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๑๑ เป็นต้นมา ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ ประกอบด้วย ส.ส. เอ็ด มิลลิแบนด์ (Ed Milliband) ผู้นำฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี ในฐานะหัวหน้าพรรคแรงงานเป็นหัวหน้า รองหัวหน้าพรรคในฐานะรองผู้นำฝ่ายค้าน คือ ส.ส. Harriet Harman เป็นรัฐมนตรีเงา กระทรวงการพัฒนาการระหว่างประเทศ ส.ส. Ed Balls เป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงการคลัง และ ส.ส. Douglas Alexander เป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงการต่างประเทศและกิจการเครือจักรภพ เป็นต้น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอังกฤษ คือ David Cameron ก็เคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้า ครม. เงา มาก่อน และในจำนวน ครม.เงา ที่มี Ed Milliband เป็นหัวหน้า นั้น ก็มีรัฐมนตรีเงาที่มาจากสภาขุนนางรวมอยู่ด้วย จำนวน ๓ คน ได้แก่ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาขุนนาง ประธานวิปฝ่ายค้านในสภาขุนนาง และรัฐมนตรีเงากระทรวงยุติธรรมกำกับดูแลเรื่องเกาะอังกฤษและเวลส์ นอกจากนั้น ยังมีประธาน ส.ส. พรรคแรงงานร่วมอยู่ด้วย

ทีนี้ ลองหันมาดู ครม. เงา ของไทย ที่จัดตั้งกันไปอย่างอึกทึกครึกโครม ทำราวกับว่าเป็นเรื่องที่ “เท่” เสียเต็มประดา นั้น ดูเหมือนว่าจะตั้งขึ้นในเวลาเดียวกับคณะรัฐมนตรีจริง ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนัยว่าจะลอกเลียนแบบมาจาก ครม. เงา ของอังกฤษ ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น นั่นแหละ นี่ถ้าหากเพิ่งมี ครม. เงา ในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้ว ก็คงต้องพูดว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นต้นแบบ เหตุเพราะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เติบโตและเรียนจบมาจากประเทศอังกฤษ แต่บังเอิญที่ว่า ครม. เงา นี้ มีมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว และถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนว่า ทุกครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ก็จะตั้ง ครม. เงา ขึ้นมา เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เรียกเสียงฮือฮาและเป็นข่าวทางสื่อมวลชนได้หลายวัน หลังจากที่เพิ่งแพ้เลือกตั้งไปหยกๆ

แต่เอาเป็นว่า กล่าวโดยเฉพาะเจาะจง ครม. เงา ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค นั้น แตกต่างไปจาก ครม. เงา ของประเทศอังกฤษอยู่หลายประการทีเดียว ดังจะกล่าวต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ มีรัฐธรรมนูญรองรับอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และที่สำคัญ เป็น ครม. เงา ในสมเด็จพระราชินี แต่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีอะไรรองรับเลย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ข้อบังคับการประชุมสภา

ประการที่สอง ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ ตั้งขึ้นภายหลังการเข้ารับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาสามัญ” เรียบร้อยแล้ว และผู้นำฝ่ายค้าน นั่นแหละ จะเป็นผู้ตั้ง ครม. เงา ในสมเด็จพระราชินี ส่วน ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น ตั้งขึ้นตั้งแต่ไก่โห่ โดยที่ยังไม่มีแม้แต่ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ประการที่สาม คณะรัฐมนตรีเงาของประเทศอังกฤษ มีผู้ได้รับเงินตอบแทนจากการทำหน้าที่นอกเหนือจากเงินประจำตำแหน่ง ส.ส. ได้แก่ ตัวผู้นำฝ่ายค้านเองในฐานะหัวหน้า ครม. เงา ประธานวิปฝ่ายค้าน และรองประธานวิปฝ่ายค้าน ในขณะที่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีใครได้เงินเดือนเลยสักคน เพราะเป็นตำแหน่งเถื่อนกันทุกคน จะเรียกว่า ครม. นอกทำเนียบ ก็คงจะได้

ประการที่สี่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีบุคคลภายนอกมาร่วมใน ครม. เงา แต่ ครม. เงา ของอังกฤษ มีสมาชิกสภาขุนนางในซีกฝ่ายค้านมาร่วมอยู่ด้วย ๓ คน

จากข้อเปรียบเทียบ ทั้ง ๔ ข้อ ระหว่าง ครม. เงา ของอังกฤษ กับ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ก็สรุปได้ว่า ครม. เงา ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้า นั้น เป็นการอุปโลกน์ขึ้นมาเอง โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ โดยมีเจตนาที่จะจับผิดคณะรัฐมนตรีจริงเพียงอย่างเดียว ดังนั้น จึงน่าจะเรียกว่า ครม. นอกทำเนียบ หรือ ครม. เถื่อนมากกว่า หรือไม่อีกทีก็น่าจะเรียกว่า ครม. หลงเงาก็ได้ เพราะแทบจะทุกคนที่อยู่ใน ครม. เงา ล้วนเคยเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้ว ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่า เป็นพวกที่ยังหลงเงาตัวเองอยู่

เพราะมันคงจะฟังดูตลกพิลึกน่าดู ถ้าหากมาตั้งกติกานอกรัฐธรรมนูญกันเอาเองว่า ถ้าพรรคใดชนะเลือกตั้งก็ตั้ง ครม. จริง แต่ถ้าแพ้เลือกตั้ง ก็ตั้ง ครม. เงา

ทำอะไรอย่างอื่นไม่เป็นกันแล้วหรืออย่างไร ?

ระวังให้ดีเถอะ มัวแต่จะจ้องเล่นงานคนอื่นเขา ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้เริ่มต้นทำงานเลย ระวังให้ดีเถอะ ทั้งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. ทั้งหมดของพรรค จะเจอข้อหา “จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๗๑ โทษฐานตั้ง ครม. เงา โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ แถมยังอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๙๔ (๓) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ โทษฐานกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดห้าปี อีกด้วย
ตอนเป็นรัฐบาลมีบางคนได้รับสมญานามว่า “ดีแต่พูด” แต่พอเป็นฝ่ายค้าน คนคนเดียวกันอาจได้สมญานามใหม่ คือ “ดีแต่พล่าม” พล่ามจนได้เรื่อง ว่าอย่างนั้นเถอะ

นพดล ปัทมะ ยันอีกรายครม.เงามาร์คต่างจากแม่แบบอังกฤษ!

ทางด้านนายนพดล ปัทมะ เขียนลงในเฟสบุ๊คว่า อังกฤษที่เป็นแม่แบบประชาธิปไตย เขาก็ไม่เคยเรียกฝ่ายค้านว่ารัฐมนตรีเงาเหมือนที่บ้านเราทำ แต่จะใช้คำว่าโฆษกแทน เช่น ในขณะที่ ปชป ตั้ง รัฐมนตรีการศึกษาเงา ในประเทศอังกฤษจะใช้คำว่า Education spokesman แปลว่า โฆษกด้านการศึกษา ความแปลกประหลาดจึงเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ที่ยังสับสนว่าคุณอภิสิทธิ์จะนั่งควบสองตำแหน่ง คือผู้นำฝ่ายค้าน ตามรัฐธรรมนูญ แต่ ปชป ตั้งให้เป็น นายกเงา ฟังแล้วสับสนอลหม่านดีแท้ๆ

Tuesday, September 6, 2011

1 ปีถูกจองจำ ยิ่งย้ำยุติธรรมไทยบิดเบี้ยว

ที่มา Voice TV



รายการข่าว Voice News ประจำวันที่ 6 กันยายน 2554 ( 19.00น.)

- 1 ปีถูกจองจำ ยิ่งย้ำยุติธรรมไทยบิดเบี้ยว

- เขื่อนแก่งเสือเต้น ทางออกของปัญหาลุ่มน้ำ

- ทหาร ครองสัดส่วน กสทช. ไม่ใช่เรื่องแปลก

1 ปีถูกจองจำ ยิ่งย้ำยุติธรรมไทยบิดเบี้ยว

รายงานพิเศษขอคืนความยุติธรรม เปิดใจอดีตผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน ถูกพิพากษาขังทันที เจ้าตัว เผยกว่า 1 ปีที่ถูกขัง ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่ากระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหา

เขื่อนแก่งเสือเต้น ทางออกของปัญหาลุ่มน้ำ

เปิดพื้นที่รับฟังเสียงอีกด้าน ฝ่ายสนับสนุนการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่สุโขทัย ชาวบ้านในพื้นที่ มั่นใจหน้าฝนหรือหน้าแล้ง แก่งเสือเต้นคือทางออกของการบริหารจัดการน้ำ

ทหาร ครองสัดส่วน กสทช. ไม่ใช่เรื่องแปลก

ว่าที่ กสทช. ย้ำ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทหารครองสัดส่วนคณะกรรมการ กสทช.มากที่สุด เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการสื่อสาร ส่วนงานเร่งด่วน คือจัดระเบียบวิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวี และเครือข่ายระบบ 3 จี

ป.ป.ช. ลงมติ"คุณหญิงจารุวรรณ"ผิดมาตรา 157 ไม่ได้จัดสัมมนา สตง.จริง แค่ไปกฐิน "พิศิษฐ์"รอดหวิว

ที่มา มติชน





ผิดมาตรา 157



รอดไม่ผิด

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ได้มีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีเรื่องสำคัญคือ กรณีการกล่าวหา คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กับพวก จัดสัมมนาโครงการ "สตง. ในความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภา" เป็นเท็จ โดยมีวัตถุประสงค์ นำบุคลากรสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เข้าร่วมถวายผ้าพระกฐิน พระราชทาน ประจำปี 2546 ณ จังหวัดน่าน

ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง เรื่องดังกล่าวมี ศ. ภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการ

คณะอนุกรรมการไต่สวน ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยรวบรวมพยาน หลักฐาน และไต่สวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง แล้วปรากฏข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สำนักงานการตรวจเงิน- แผ่นดิน โดยคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือถึงกรมการศาสนา แสดงความประสงค์จะขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินประจำปี 2546 ไปถวายพระสงฆ์จำพรรษา ณ วัดพญาภู และวัดพระธาตุช้างค้ำ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2546 แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการการถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2546 ซึ่งได้กำหนดในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2546 ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร วัดพญาภู และวัดศรีพันต้น (วัดราษฎร์) อำเภอเมือง จังหวัดน่าน โดยคณะกรรมการดำเนินการมีนางสาววิไลลักษณ์ อัญมณีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นประธานกรรมการ และมีนายคัมภีร์ สมใจ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล เป็นรองประธานกรรมการ โดยให้ คณะกรรมการพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานกฐินพระราชทานดังกล่าว
รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องบรรลุวัตถุประสงค์

ต่อมา วันที่ 16 ตุลาคม 2546 สำนักงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยนายคัมภีร์ สมใจ ผู้อำนวยการ ได้ขออนุมัติจัดโครงการสัมมนา เรื่อง “สตง. ในความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภา” ในวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ระหว่างเวลา 08.30 – 18.30 น. ณ โรงแรมซิตี้ปาร์ค อำเภอเมือง จังหวัดน่าน โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนา จำนวน 175 คน วิทยากรโดยนายสันติภาพ อินทรพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา และวิทยากรของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประมาณการค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 479,980 บาท และคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ลงนาม อนุมัติในวันเดียวกันคือ วันที่ 16 ตุลาคม 2546

ระหว่างวันที่ 22 – 24 ตุลาคม 2546 นางสาววิไลลักษณ์ อัญมณีรัตน์ แจ้งว่า ได้มีการสำรวจรายชื่อผู้เข้าร่วมกฐินพระราชทาน ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่าย และค่าที่พักด้วยตนเอง มีจำนวน 100 คนเศษ และเมื่อรวมกับผู้บริหารอีก 30 คน ก็จะได้เพียง 130 คนเศษ จึงได้มีการหารือกันระหว่าง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย นางสาววิไลลักษณ์ อัญมณีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และนายคัมภีร์ สมใจ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นสมควรให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเข้าร่วมพิธีกฐินพระราช ทานก่อน เมื่อถวาย ผ้าพระกฐินพระราชทานเสร็จ จึงกลับมาสัมมนาที่โรงแรมซิตี้ปาร์ค โดยรวมหัวข้อเช้าและบ่าย เข้าด้วยกัน เริ่มสัมมนาตั้งแต่เวลา 15.45 น. จนถึง 19.00 น. ซึ่งผู้เข้าร่วมหารือไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ผู้มีรายชื่อเข้าร่วมสัมมนา และผู้สังเกตการณ์เดินทางโดยรถโดยสารปรับอากาศ และรถตู้ไปเข้าร่วมงานถวายผ้าพระกฐิน พระราชทานตามกำหนดการถวายกฐินพระราชทานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ช่วงเช้า ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร รับประทานอาหารกลางวันที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ช่วงบ่าย ณ วัดพญาภู และถวายกฐินสามัคคีของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ณ วัดศรีพันต้น

งานการถวายกฐินพระราชทานแล้วเสร็จประมาณ 16.00 น. คณะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้เดินทางเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวในที่พักและเดินทางไปยังสโมสรหมู่บ้าน สันติภาพ 2 เป็นสถานที่เปิดโล่ง ไม่มีหลังคาคลุม มีอาคารอยู่หนึ่งหลังมีลักษณะชั้นเดียว หลังคาเป็นระเบียง ข้างอาคารมีสระว่ายน้ำอยู่หนึ่งสระ มีการตกแต่งไฟ มีเครื่องขยายเสียง มีการจัดเวทีเขียนป้าย บนเวทีที่มิได้มีข้อความระบุว่ามีการสัมมนา แต่กลับมีข้อความว่า “ขอต้อนรับ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา และคณะ ด้วยความรักยิ่ง 31 ตุลาคม 2546” มีการจัดโต๊ะกลมแบบโต๊ะจีนหันหน้า เข้าหากัน แต่ละโต๊ะนั่งประมาณ 9 – 10 คน จัดอยู่ชั้นระเบียง และชั้นล่างรอบสระว่ายน้ำและพื้นที่ โดยรอบ

เมื่อผู้เข้ารับการสัมมนามาถึงสโมสรหมู่บ้านสันติภาพ 2 จะมีการลงทะเบียน ในรายชื่อผู้เข้าร่วมการสัมมนา เรื่อง “สตง. ในความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภา” วันที่ 31 ตุลาคม 2546 ระบุสถานที่ว่า โรงแรมซิตี้ปาร์ค อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเจ้าหน้าที่ สำนักงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลรับลงทะเบียนหน้าสถานที่จัดงาน ไม่มีการแจกเอกสาร ในการสัมมนา หรือการกำหนดกลุ่มให้ระดมความคิดเห็นแต่ประการใด

จากการไต่สวนฟังได้ว่าการจัดสัมมนาเรื่อง “สตง. ในความคิดเห็นของสมาชิก- วุฒิสภา” ไม่มีการสรุปผลการสัมมนาในครั้งนี้เป็นเอกสารแต่อย่างใด โดยปกติการจัดสัมมนา หากมีการเปลี่ยนแปลงวิทยากร เทคนิคการนำเสนอ และสถานที่รวมทั้งงบประมาณจะต้องทำการ เสนอขออนุมัติการเปลี่ยนแปลงกับผู้มีอำนาจ

การ ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษา ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร วัดพญาภู จังหวัดน่านในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2546 และทราบกำหนดการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2546 แต่ยังมีการจัดโครงการสัมมนาในวันเวลา เดียวกัน ซึ่งมีกลุ่มบุคคลที่เข้าร่วมงานกฐินพระราชทานเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันกับ กลุ่มบุคคลผู้เข้าร่วม สัมมนา ย่อมเล็งเห็นได้ว่าไม่สามารถดำเนินการตามแผนงานได้ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีเจตนานำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ไปถวายผ้าพระกฐิน พระราชทาน โดยจัดโครงการสัมมนาเพื่อให้ผู้ร่วมเดินทางสามารถเบิกค่าใช้จ่ายจากทาง ราชการได้ โดยมิชอบ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติดังนี้

1. คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

2. นายคัมภีร์ สมใจ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล มีมูลความผิดทางวินัย ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตาม กฎหมาย ระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 85 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

3. นางสาววิไลลักษณ์ อัญมณีรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย ไม่มีหน้าที่ในการจัดสัมมนาดังกล่าว พฤติการณ์และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยังฟังไม่ได้ว่า ได้ร่วมกระทำผิด ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชา ดำเนินการทางวินัย กับนายคัมภีร์ สมใจ และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ฟ้องคดีอาญาต่อศาลที่มีเขตอำนาจกับคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา และนายคัมภีร์ สมใจ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

พ.ศ.2542 มาตรา 92 และมาตรา 97

"ยิ่งลักษณ์"เบรกคลังตั้ง"กองทุนมั่งคั่ง" บอกไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. ถึงกรณีที่นายธีระชัย ภูวนาทนรานุบาล รมว.คลัง ผลักดันเรื่องการตั้งกองทุนมั่งคั่ง ว่า ตอนนี้ยังไม่ได้มีการหารือในรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวเลย เป็นเพียงแนวทางที่ตั้งขึ้นมาเพื่อไปหารือและศึกษาก่อน ยังไม่มีนโยบายในรายละเอียดซึ่งทั้งหมดจะต้องดูข้อกฎหมายและรายละเอียดอีก ครั้ง


เมื่อถามว่าแสดงว่าการแก้ พ.ร.บ.เงินตรานั้นเป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้ลงไปในจุดนั้น ถ้าจะทำทุกอย่างต้องถูกระเบียบหลักเกณฑ์ ข้อกฎหมายและต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย เมื่อถามว่ากองทุนดังกล่าวจะมีขนาดกี่แสนล้านบาท นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า ยังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้เป็นเพียงการหารือของรัฐมนตรีที่ไปนั่งหารือกัน เฉยๆ แต่ในระดับนโยบายและฝ่ายบริหารยังไม่ได้พูดคุยกัน ถ้ามีความชัดเจนก็จะชี้แจงให้ประชาชนทราบ


“ยืนยันว่านโยบายการตั้งกองทุนมั่งคั่งนั้น ไม่ได้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องทำในขณะนี้ เพราะนโยบายเร่งด่วนที่แท้จริงคือการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และภาวะสินค้าซึ่งจะต้องมีการทำเวิร์กช็อปร่วมกัน โดยในที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ไปรับไปดำเนินการและหารือกับหน่วยงานส่วนอื่นๆเพิ่มเติมในเรื่องของค่าครอง ชีพว่าจะมีส่วนไหนบ้างที่จะนำมาพิจารณาปรับลดลง


ผู้สื่อข่าวถามว่าจะบอกให้ รมว.คลังหยุดพูดถึงนโยบายในเรื่องนี้ก่อนหรือไม่เพราะไม่ใช่นโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เป็นแค่แนวทางการหารือ ซึ่งวันนี้ รมว.คลังก็กลับมาทำในเรื่องของงบประมาณและรายได้ของประชาชนแล้ว เมื่อถามว่าเวลาที่เหมาะสมกับการลงทุนในกองทุนมั่งคั่งควรจะเริ่มลงทุนเมื่อ ไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าคงอีกนาน ขอหารือและศึกษาเงื่อนไข รายละเอียดทั้งหมดของกองทุนก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่รู้ว่ากองทุนดังกล่าวจะตั้งเป็นประเภทใดเพราะยังไม่ได้ข้อ สรุป แต่หลักการต่างๆเราจะทำก็ต่อเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นประโยชน์ มีผลตอบแทน และมีความเสี่ยงในระดับที่เราป้องกันได้

เมื่อถามว่าตลาดการเงินทั่วโลกทั่วโลกขณะนี้ยังไม่ใช่ขาขึ้นถือว่าเหมาะ ต่อการตั้งกองทุนไปลงทุนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ก็บอกแล้วว่า ยังไม่ได้บอกว่าเป็นนโยบายเร่งด่วน อยากขอเวลาในการทำงานก่อน วันนี้เป็นเพียงการหารือเบื้องต้นที่ทาง รมว.คลังได้ไปขอรับทราบความคิดเห็นเฉยๆ ซึ่งไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนที่จะมาทำในขณะนี้”

ปูมอบโกวิทแก้ปัญหาทุจริต หลังไทยได้คะแนน 3.5 เต็ม 10 ดัชนีความโปร่งใส

ที่มา มติชน

นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 6 กันยายน ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบดูแลปัญหาการคอร์รัปชั่น เนื่องจากดัชนีความโปร่งใสให้คะแนนด้านนี้แก่ประเทศไทย 3.5 จากคะแนนเต็ม 10 น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงเน้นให้รัฐบาลชุดนี้ต้องไม่มีข้อครหานินทาเรื่อง คอร์รัปชั่น และการซื้อขายตำแหน่ง

ครม.ย้ายอีกล็อต เด้งบิ๊กขรก. คลัง-เกษตร-ทส.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ครม.เทกระจาดแต่งตั้ง ขรก.การเมืองอีกล็อต เสื้อแดง -คนใกล้ชิดผงาด
พร้อมเด้งอธิบดีกรมอุทยานฯ รวมทั้งโยกย้ายบิ๊กศุลกากร สรรพสามิต สนง.เศรษฐกิจการคลัง
แขวน "พงษ์ภาณุ" เป็นรองปลัดคลัง ตั้งผู้ช่วย รมต.เพิ่มอีก 4 คน "สุภาพ คลี่ขจาย" ได้ด้วย...

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
แถลงผลการประชุมครม. ว่า ครม.ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองหลายตำแหน่ง
ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. 2554 เป็นต้นไป โดยแต่งตั้ง

นายศักดา นพสิทธิ์ เป็นเลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายไพวงษ์ เตชะณรงค์ เป็นที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย

นายสุนทร รัตนากร เป็นที่ปรึกษา นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย

พล.ท. มนัส เปาริก เป็นที่ปรึกษา นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มหาดไทย

นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ เป็นที่ปรึกษา รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

และ

นายกมล บันไดเพชร เป็นเลขานุการ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ทั้งนี้ ในส่วนกระทรวงการคลัง ครม.เห็นชอบตามที่ รมว.คลัง
เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 6 ราย ดังนี้

1. นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล เป็นที่ปรึกษา รมว.คลัง

2. นายจิรเดช วรเพียรกุล เป็นที่ปรึกษา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง

3. นายภิญโญ ตันวิเศษ เป็นที่ปรึกษา นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง

4. นายไพบูลย์ พิมพ์พิสิฐถาวร เป็นเลขานุการ รมว.คลัง

5. นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ นายบุญทรง

และ

6. นายธนาธร โล่ห์สุนทร เป็นผู้ช่วยเลขานุการนายวิรุฬ

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อ ว่า ครม.ยังแต่งตั้ง

นส.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

นอกจากนี้

ที่ประชุม ครม.ยังให้ความเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบให้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้

นายสุชน ชามพูนท ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษา นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ในฐานะรองนายกฯ

ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2554 ข้อ 2. เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายสุชน ชามพูนท ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ

2. นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายยงยุทธ ในฐานะรองนายกฯ

นอกจากนี้ ครม.ยังได้ให้ความเห็นชอบ แต่งตั้งโยกย้าย
ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ จำนวน 3 ราย ดังนี้

1. นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง

2. นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง

และ

3. นายดำรงค์ พิเดช รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมอุทยานฯ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อ ว่า
ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการ ดังนี้

1. นายจักรี สุจริตธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

2. นายวิมล จันทรโรทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมประมง

3. นายทฤษดี ชาวสวนเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์

4. นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

5. นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม

สำหรับกระทรวงการคลัง ครม.ได้อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้าย จำนวน 6 ราย ดังนี้

1. นายสมชาย พูลสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร

2. นางเบญจา หลุยเจริญ รองปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต

3. นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์

4. นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

5. นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมศุลกากร
ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

และ

6. นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ครม. ยังได้ให้ความเห็นชอบ
ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้

1. นายวิชัย เทียนถาวร

2. นายวุฒิกร อินทรภูวศักดิ์

3. นายสุภาพ คลี่ขจาย

และ

4. นายฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง
และมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นต้นไป

ขณะเดียวกัน ครม. อนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอรับโอน
นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ
โดยให้กำหนดชื่อในสายงานตามตัวบุคคล
ผู้ได้รับการแต่งตั้ง โดยยังคงตำแหน่งในสายงานเดิม
และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และสิทธิประโยชน์อื่นที่ได้รับอยู่เดิม
ทั้งนี้ รัฐมนตรีเจ้าสังกัดของทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว.


http://www.thairath.co.th/content/pol/199786