ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำกลุ่ม นปช. เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 กันยายนนี้ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงมีนัดหมายแข่งขันฟุตบอลนัดกระชับมิตรกับทีมรัฐบาล กัมพูชา ที่สนามฟุตบอลในกรุงพนมเปญ ซึ่งสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะมาร่วมแข่งขันด้วย โดยจะออกเดินทางด้วยรถบัสในเช้าวันที่ 23 กันยายน ทางด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เข้าสู่ฝั่งปอยเปต โดยจะใช้โอกาสนี้เจรจากับรัฐบาลกัมพูชาขอปล่อยตัวนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติที่ถูกคุมขังในเรือนจำกัมพูชาด้วย แม้ว่านายวีระและ น.ส.ราตรีจะมีความคิดที่แตกต่างจากเรา
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, September 7, 2011
"จตุพร"เผยนัดเตะบอลกระชับมิตร"เสื้อแดง-ฮุนเซน" 24 ก.ย.นี้ พร้อมเจรจาปล่อยตัว "วีระ-ราตรี"
จับ‘ปราโมทย์ นาครทรรพ’ นักวิชาการพธม.คดีปิดสนามบิน
ที่มา มติชน พล.ต.ท.สมยศ เปิดเผยว่า ผู้ต้องหารายนี้ไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหา ทั้งที่ออกหมายเรียกไปแล้ว จนกระทั่งต้องมีการออกหมายจับกุม ส่งนการสอบสวนดำเนินคดีก็คงเป็นไปในแนวทางเดียวกับผู้ต้องหาทั้งหมดก่อนหน้า นี้ เบื้องต้นจากการสอบสวนนายปราโมทย์ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ภายหลังการสอบสวนก็ได้อนุญาตให้ผู้ต้องหาประกันตัวได้ สำหรับผู้ต้องหาที่มีชื่อนามสกุลและยังไม่ถูกจับกุมดำเนินคดีนั้นเหลือเพียง คนเดียวคือ นายวีระ สมความคิด ส่วนผู้ต้องหาอีกจำนวนหนึ่งที่ทราบเพียงชื่อเล่นหรือมีเพียงภาพถ่ายนั้น พนักงานสอบสวนจะตรวจสอบชื่อนามสกุลจริงต่อไป สำหรับข้อหาของนายปราโมทย์ ที่ถูกดำเนินดำเนินคดีนั้นประกอบด้วย 1.มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง 2.ฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งของผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 3.ทำลายหรือทำให้เสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยาน หรือทำให้การบริการหยุดชะงัก 4.กระทำด้วยประการใดๆ ให้ทางสาธารณะอยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตราย และ 5.กระทำการด้วยประการใดๆ ให้การสื่อสารสาธารณะทางไปรษณีย์ขัดข้อง โดยไม่มีข้อหาก่อการร้าย
วันที่ 7 ก.ย. พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี นำหมายศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 1639/2554 เข้าตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 614 ถ.สามัคคี ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี พร้อมจับกุม นายปราโมทย์ นาครทรรพ อายุ 73 ปี นักวิชาการอิสระ และแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2384/2553 ลงวันที่ 27 ต.ค. 2553 ในคดีร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ก่อนให้นำตัวมาสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาที่กองปราบปราม
มาดูแฟชั่นเสื้อผ้า หน้า ผม "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เจิด แจ่ม แหล่ม เก๋ แม้ไม่ต้องจัดเต็ม !!
ที่มา มติชน
สมกับเป็นสตรีหมายเลข 1 จริงๆกับ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ของประเทศไทย "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่ไม่ว่าจะขยับไปทางไหน คุยกับใคร ทำอะไร สั่งการอย่างใด ก็กลายเป็นข่าว ถูกแชะภาพ ตามติดไปทุกอิริยาบถ ทุกสถานที่ ให้ตามเก็บกันไม่หวาดไม่ไหว
และยิ่งเป็นผู้นำระดับประเทศ ด้วยวัยที่ยังดูสาว แถมยังรูปร่างหน้าตาดีด้วยแล้ว เสื้อ ผ้า หน้า ผม ของนายกฯ ปู ยิ่งต้องเนี้ยบ เก๋ กู๊ด ดูดี มีสไตล์ บนลุคส์สง่าผ่าเผยให้สมสถานะให้มากที่สุด
ซึ่งต้องยอมรับสไตล์การแต่งตัวของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นับว่า พอดี มีคลาส และไม่เยอะเกินไป จนดูโอเวอร์จริงๆ
จะเห็นได้ว่า นายกรัฐมนตรี คนแรกของประเทศไทย จะเน้นแต่งกายโทนเสื้อผ้าสีดำ น้ำเงิน ขาว และ เทา เป็นส่วนใหญ่ ในชุดเสื้อเชิ้ต กระโปรงบ้าง กางเกงผ้าบ้างแล้วแต่กาลเทศะการปฏิบัติภารกิจหน้าที่งานบริหารประเทศ
ส่วนในสถานการณ์ที่ต้องลงพื้นที่ พบปะประชาชน หรือพิธีเปิดงานต่างๆ หรือแม้แต่ในวันสบายๆ เธอจะเน้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใส หลากหลาย ดูขับให้กลายเป็นความเริงร่าน่าเข้าหาสุดๆ ของผู้หญิงแนวหน้าในอันดับต้นของประเทศ
มติชนออนไลน์ จึงได้รวบรวมแฟชั่นการแต่งกาย ที่แมตช์กันทั้งเสื้อ ผ้า หน้า ผมของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในแต่ละวัน ต่างงาน หลากสถานที่มาให้ชมกัน สวยๆ โอๆ เดิร์นๆ ทั้งนั้น ไม่เชื่อพินิจกันดูเอาเองสิ Keep looks สุดๆ
พิธีเปิดการประชุมเชิงปฎิบัติการปลัดจังหวัด นายอำเภอ เพื่อรับทราบนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติด
ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 7 กันยายน นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ พร้อม นายฐานิสร์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะรักษาการณ์ ผบ.ตร. นายอารีย์ ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย และนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง ร่วมกันทำพิธีเปิดการประชุมเชิงปฎิบัติการปลัดจังหวัด นายอำเภอ เพื่อรับทราบนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติด ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยจัดขึ้น ที่โรงแรมรามาการ์เดนท์
น้ำลด-ตอผุด
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
ปฏิเสธพัลวันไม่ได้ถลุงงบฯ ช่วยน้ำท่วม
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลิกเล่นการเมือง เลิกดิสเครดิตรัฐบาลประชาธิปัตย์ เพราะที่จริงรัฐบาลมีงบฯ กลางอยู่ในหลักพันล้านบาท สามารถใช้ได้อยู่แล้วในระยะ 1 เดือน
ก็จริงอย่างที่นายอภิสิทธิ์พูด
เพราะ จากการตรวจสอบงบฯ กลางของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ พบว่าในปี"54 ตั้งงบฯ ไว้ 4.7 หมื่นล้าน ต่อมาโอนงบฯ เพิ่มอีก 2 หมื่นล้าน รวมเป็น 6.7 หมื่นล้าน เพื่อใช้ช่วยเหลือเหยื่อน้ำท่วม
พอมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปรากฏว่ามีงบฯ เหลือแค่ 3.5 พันล้าน
เท่ากับว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้งบฯ กลางไปถึง 6.3 หมื่นล้านในช่วงเวลาไม่ถึง 1 ปี
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร หากนำงบฯ ไปเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างทั่วถึง
แต่ที่ผิดปกติก็ตรงที่มีชาวบ้านโดยเฉพาะในภาคใต้หลายพันครัวเรือนที่ยังไม่ได้รับเงินช่วยน้ำท่วม 5 พันบาทเลย
ย้อน กลับไปดูข่าวเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ชาวบ้านนับพันคนจาก 4 ตำบลในอ.ชะอวด จ.นครศรี ธรรมราช ชุมนุมประท้วง เพราะยังไม่ได้รับเงินเยียวยา 5 พันบาท
ถัดมาอีกสัปดาห์ชาวบ้านนับพันครัวเรือนในอ.ท่าศาลาก็ปิดถนนทวงถามเงินชดเชยเช่นกัน
เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่แล้วต้องชี้แจงให้กระจ่างว่าเงินไปอยู่ที่ไหน !?
อีกเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ขย่มแบบรายวัน
โจม ตีการโยกย้ายข้าราชการยุคนี้ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม โดยเฉพาะการย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ไปเป็นเลขาฯ สมช.แทน นายถวิล เปลี่ยนศรี
ตรงนี้นายอภิสิทธิ์วิพากษ์คนอื่นโดยลืมย้อนกลับไปดูการโยกย้ายในยุคที่ตัวเองเป็นนายกฯ
ก็เคยย้าย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. แบบเกิดปัญหา
ก็เคยย้าย พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาฯสมช.ไปช่วยราชการแล้วตั้งนายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นเลขาฯ สมช.แทน
โยงใยไปถึงการเพิ่มเสียงโหวตจากนายถวิลในก.ต.ช. เพื่อตั้งผบ.ตร.คนใหม่ แต่สุดท้ายก็ตั้งไม่ได้
ขณะพล.ต.อ.พัชรวาทก็เช่นกัน ก.ตร.มีมติรับรองการอุทธรณ์ และเสนอให้นายอภิสิทธิ์คืนตำแหน่งผบ.ตร.ให้พล.ต.อ.พัชรวาท
แต่จนถึงวันนี้นายอภิสิทธิ์ยังไม่ยอมเซ็น
ต้องถามกลับไปว่าจะเยียวยาข้าราชการ ประจำที่โดนโยกย้ายในยุคก่อนอย่างไร!?
"เครือมติชน" ยื่นลาออกสภานสพ. ชี้องค์กรวิชาชีพถูกบิดเบือนด้วยการเมืองภายนอก
ที่มา ข่าวสด
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2554 นายปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นหนังสือจำนวน 2 ฉบับ ให้แก่ ประธานคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และ คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โดยเป็นหนังสือ "แจ้งลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ" และ "ชี้แจงข้อเท็จจริง อ้างถึง หนังสือสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่ สนช.129/13/2554 วันที่ 19 สิงหาคม 2554" ตามลำดับ ซึ่งมีเนื้อหาโดยละเอียด ดังนี้
----------
7 กันยายน 2554
เรียน ประธานคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
เรื่อง แจ้งลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สิ่งที่ส่งมาด้วย หนังสือชี้แจงสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
ในฐานะภาคีสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และให้ความร่วมมือกับการทำหน้าที่และกิจกรรมของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติด้วยดีตลอดมา
กระผมในฐานะตัวแทนของภาคีสมาชิกอันประกอบด้วยหนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ขอแจ้งต่อคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ว่า หนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับขอลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2554
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจัดตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์เพื่อเป็นองค์กร ควบคุมกันเอง และส่งเสริมเสรีภาพและความรับผิดชอบยกระดับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์และ กิจการหนังสือพิมพ์ให้ดียิ่งขึ้นแต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในกรณีล่าสุดกับ ภาคีสมาชิกอย่างหนังสือพิมพ์มติชนและหนังสือพิมพ์ข่าวสดสะท้อนว่าหลักการ ข้างต้นมิได้รับการธำรงรักษา ซ้ำยังถูกบิดเบือนด้วยอิทธิพลการเมืองจากภายนอก
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเป็นที่ประจักษ์ว่ามีอิทธิพลการเมืองภายนอกเข้าแทรกแซง และมีภาคีสมาชิกตกเป็นเหยื่อของการต่อสู้ทางการเมืองนั้น คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติยังมิได้แสดงความกระตือรือล้นจะจัดการแก้ไข รวมไปถึงดำเนินการระงับความเสียหายผู้ได้รับผลกระทบ ที่เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศศักดิ์ศรีไปแล้วดังที่ควรปฏิบัติ กลับแสดงท่าทีเหมือนเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม
ตลอดเวลากว่า 30 ปี เครือมติชนได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความหนักแน่นมั่นคงในวิชาชีพ เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากประชาชน ด้วยความเป็นมืออาชีพและวัตรปฏิบัติที่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสียด้านจรรยาบรรณ จนกระทั่งประสบกับข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอยไร้สาระเช่นนี้
ด้วยเหตุนี้ กระผมในฐานะตัวแทนของภาคีสมาชิกทั้ง 3 จึงขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ขอลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โดยหวังว่าการแสดงออกเช่นนี้จะทำให้เกิดการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ และการเปลี่ยนแปลงที่จะนำสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติกลับไปสู่มาตรฐานของเจตนารมณ์เมื่อครั้งก่อตั้งได้
หนังสือพิมพ์มติชนหนังสือพิมพ์ข่าวสด และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ขอยืนยันว่า แม้จะมิได้เป็นภาคีสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติแล้ว แต่หนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับไปจนถึงกิจการอื่นๆในเครือ จะยังคงธำรงรักษาซึ่งมาตรฐานจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ดังเช่นที่ยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่ก่อนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจะถือกำเนิด พร้อมจะให้สังคมตรวจสอบความสุจริตโปร่งใสในการปฏิบัติงานได้ทุกเวลา และพร้อมให้ความร่วมมือกระทำการในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประชาชนส่วนใหญ่ ไปจนถึงการการทบทวนสถานภาพและท่าที หากเจตนาและมาตรฐานเมื่อครั้งก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติได้รับการฟื้นฟูกลับมาสู่ความเป็นปกติดังเดิม
จึงเรียนมาด้วยความเคารพ
ปิยะชาติมงคลไชยสิทธิ์
กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน)
----------
7 กันยายน 2554
เรียน คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
เรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริง
อ้างถึง หนังสือสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่ สนช.129/13/2554 วันที่ 19 สิงหาคม 2554
หนังสือพิมพ์มติชนและข่าวสด ซึ่งเป็นภาคีสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ขอเรียนชี้แจงคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติว่า ตามที่ คณะกรรมการมีมติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 ให้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีข่าวอีเมลที่อ้างว่าเป็นของบุคคลในพรรคเพื่อไทยระบุว่ามีการจ่ายสินบนให้กับสื่อมวลชน และแถลงผลการสอบสวนไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2554
หนังสือพิมพ์มติชน-ข่าวสด ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ เพื่อชี้ให้เห็นความผิดปกติและความไม่ชอบมาพากลของการสอบสวนดังกล่าว ว่า
1.ดำเนินการไปโดยผิดหลักการ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งหัวข้อสอบสวนตามชอบใจ เมื่อบุคคลไม่ผิดก็ขยายไปที่องค์กร ไปจนถึงการสอบสวนลับหลังโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อเท็จจริง
2.วิธีการสอบสวนและการสรุปผลสอบสวนขาดตรรกะและความรู้ความเข้าใจในการประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์
3.พฤติกรรมแห่งการสอบสวนและผู้สอบสวนมีเจตนาน่าเคลือบแคลง โดยเฉพาะความพยายามในการใช้ผลการสอบสวนนี้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของคนบางกลุ่ม
หนังสือ พิมพ์มติชน-ข่าวสดเรียนย้ำว่าจะไม่ขอใช้สิทธิ์ในการอุทธรณ์ต่อสภาการหนังสือ พิมพ์แห่งชาติเพราะยืนยันมาแต่ต้นแล้วว่าไม่ยอมรับผลการสอบสวนที่ผิดปกติของ คณะอนุกรรมการได้ แต่การชี้แจงครั้งนี้เนื่องจากการสอบสวนพาดพิงถึงองค์กรหนังสือพิมพ์ ซึ่งคณะอนุกรรมการและสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติมิได้เปิดโอกาสให้ได้แสดง ข้อเท็จจริงมาก่อน
ในฐานะภาคีสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติหนังสือพิมพ์มติชน-ข่าวสดขอยืนยันว่า ทั้งองค์กรและผู้ปฏิบัติงานของหนังสือพิมพ์ทั้งสอง ได้ประพฤติปฏิบัติตามกรอบจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพและข้อบังคับด้านจริยธรรมของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติอย่างซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด
หนังสือ พิมพ์มติชน-ข่าวสดหวังว่าคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติที่ประกอบไป ด้วยผู้อาวุโสในวิชาชีพสื่อมวลชนและผู้ทรงคุณวุฒิจากวิชาชีพอื่นๆจะพิจารณา เหตุที่เกิดขึ้นด้วยใจเป็นธรรมและแก้ไขความเสียหายให้กับภาคีสมาชิกที่ได้ รับความเสื่อมเสียทั้งที่มิได้ประพฤติตามที่ถูกกล่าวหา
จึงเรียนมาด้วยความเคารพ
ปิยะชาติมงคลไชยสิทธิ์
กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน)
วิกิลีกส์ เคเบิลส์: คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รัฐบาลสหรัฐฯ ควร “เงียบเอาไว้”
ที่มา ประชาไท
จาก สยาม วอยซ์ (Siam Voice) วันที่ 5 กันยายน 2554
http://asiancorrespondent.com/author/siamvoices/ -- เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2554
โดย ลิซ่า การ์ดเนอร์
แปลโดย อารยา สุวรรณคำ
(ที่มาของภาพ http://www.globalresearch.ca/index.php?context=va&aid=22278)
การจับกุม และตามมาด้วยการพระราชทานอภัยโทษให้แก่ชาวสวิสคนหนึ่งที่ถูกข้อหากระทำการดู หมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช นั้น เป็นบทเรียนของการพระราชทานอภัยโทษอย่างรวดเร็วในคดีหมิ่นฯ ที่ทำโดยชาวต่างชาติ รายละเอียดตามที่เคเบิ้ลทางการทูตของสหรัฐฯที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ เขียนโดยทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2550 ราล์ฟ บอยส์ มีข้อความว่า ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นอาจเรียกได้ว่าถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” เช่นนั้นแล้ว ในกรณีที่ประชาชนชาวอเมริกันเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีนี้ รัฐบาลสหรัฐฯจึงควรจะ “เงียบเอาไว้”
ในเคเบิ้ลที่ให้ชื่อว่า “คู่มือของการรอดพ้นจากคดีหมิ่นพระบรมฯ จากกรณีของชาวสวิสฯ” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงเคเบิ้ลทางการทูตเมื่อปี 2550 เกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของ โอลิเวอร์ จูเฟอร์ (Oliver Jufer) ชาวสวิสฯ คนหนึ่งที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและต้องโทษจำคุกมากถึง 75 ปี จากการยอมรับสารภาพว่า จะไม่แสดงความเห็นในทางที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ และจะได้รับการลดโทษลงเหลือจำคุกเพียง 10 ปี เขาถูกปล่อยตัวจากการพระราชทานอภัยโทษหลังจากที่ถูกจำคุกอยู่เพียงแค่ 13 วัน
ระยะเวลาที่ใช้ในการวิ่งเต้นเพื่อแก้ปัญหาในคดีที่เป็นไปอย่างรวดเร็วนี้ เป็นที่ “ตื่นตกใจแก่ชาวสวิสฯ” ตามที่ทูตบอยส์เขียน “ประสบการณ์ของชาวสวิสฯ กับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น บอกถึงของการตอบสนองอันเป็นไปได้ของ (รัฐบาลสหรัฐฯ) ในกรณีที่ (ชาวอเมริกัน) ถูกกล่าวหาว่า ทำผิดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ท่านทูตได้เขียนไว้ว่า:
ในกรณีฉุกเฉินนั้นให้เงียบเอาไว้:
รัฐมนตรีลอเออร์ (Lauer) (ของสวิสเซอร์แลนด์) ให้เครดิตเกี่ยวกับคดีที่จูเฟอร์ (Jufer) ได้รับพระราชทานอภัยโทษอย่างรวดเร็วว่า มาจากการที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ไม่ได้แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อเจ้าหน้าที่ ของไทยโดยการออกมาให้ความเห็นแก่สาธารณะ เพราะว่ากระทำเช่นนั้นอาจจะนำไปสู่การยั่วยุให้สาธารณชนเกิดความโกรธเนื่อง จากพระมหากษัตริย์นั้นเป็นที่เทิดทูนมาก
ลอเออร์ (Lauer) อ้างว่า การให้ความสนใจมากเป็นพิเศษของสื่อ และการร้องแรกแหกกระเชอของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ต่อการปล่อยตัวของจูเฟอร์ (Jufer) จะทำให้มีความยากลำบากต่อการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับตัวแทนการเจรจาของทาง การไทย ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงให้เห็นต่อสายตาของสาธารชนชาวสวิสฯ ว่าทางการได้ทำงานเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหานี้
ที่ผ่านมาชาวต่างชาติที่ถูกข้อหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีค่อนข้างน้อย ลอเออร์ (Lauer) ได้เตือนว่า หากมี (ชาวอเมริกัน) ที่ถูกจองจำด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะ หรือความพยายามอุทธรณ์ของเจ้าหน้าที่ (รัฐบาล) สหรัฐฯ จะเท่ากับเป็นการ “ราดน้ำมันใส่ในกองไฟ”
เห็นได้ชัดว่ามันเป็นจริงตามที่กล่าวไว้ ในคดีที่มีการเอาเรื่องนี้ออกสู่สาธารณะของนายโจ กอร์ดอน ชาวอเมริกัน อายุ 54 ปีที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในเดือนพฤษภาคม กรณีที่ให้ลิ้งค์เพื่อดาวน์โหลดบทแปลของ “The King Never Smiles” ซึ่งเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทย เขาอาจจะถูกจองจำโดยที่ยังไม่มีการส่งฟ้องต่อศาลเป็นระยะเวลา 84 วัน ขณะนี้นายกอร์ดอนยังอยู่ในช่วงการจำคุกเพื่อรอวันไต่สวน
ในคดีของนายกอร์ดอน เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ได้ทำการกดดันผ่านสาธารณะ เพื่อให้มีการปล่อยตัว และให้มีการดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างรวดเร็ว ในขณะนี้ตัวแทนของสถานทูตสหรัฐฯ นั้นไม่ใช่ทูตบอยส์แล้ว แต่คือทูตคริสตี้ เคนนี่ย์ ซึ่งได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคดีนี้ โดยเรียกร้องให้ “เจ้าหน้าที่รัฐไทยเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก”
เล่นเกมการเมือง
ตามที่ระบุในเคเบิ้ล ประสบการณ์ของชาวสวิสฯ ต่อคดีหมิ่นพระบรมเดชนุภาพฯ ยังได้ชี้ให้เห็นถึง “ปฏิกิริยาของสำนักพระราชวัง อันเป็นที่เห็นได้ยากต่อกรณีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
“พระราชวังนั้นอ่อนไหวต่อความเป็นไปได้ของการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ไปในทางที่ผิดเพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง” ทูตบอยส์กล่าว “การกล่าวหาผู้อื่นโดยใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เห็นได้ชัดว่าเป็นอาวุธที่น่าเกรงขามอันหนึ่งในทางการเมือง (...) พระราชดำรัสของในหลวงที่ว่า จะพระราชทานอภัยโทษแก่ทุกคนที่ทำผิดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และในกรณีการปล่อยตัวของจูเฟอร์ (Jufer) ที่รวดเร็วกว่าที่คาดไว้ ดูเหมือนจะชี้ให้เห็นท่าทีของพระราชวังที่มีความอึดอัดต่อเข้มงวดของกฎหมาย ตัวนี้”
เคเบิ้ลยังกล่าวถึง “การยกเลิกข้อหาที่คล้ายกันต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร” โดยบอกว่า “ผู้นำประเทศของไทยที่ถูกชิงอำนาจโดยการทำรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนในปี 2549 ด้วยเหตุผลที่ว่า...ทักษิณ ชินวัตรนั้นดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์”
“อัยการได้ยกฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อทักษิณเพียงแค่หนึ่งวัน ก่อนที่จะมีการพระราชทานอภัยโทษให้แก่จูเฟอร์ (Jufer) ถึงแม้ว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่เป็นไปได้มากทีเดียวที่ทางพระราชวังไม่ต้องการให้การกล่าวหากันโดยใช้ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือขัดต่อความสัมพันธ์กับประเทศอื่น
เคเบิ้ลทั้งหลายที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้ถูกจัดให้เป็นข้อมูลลับ แต่ถูกจัดให้เป็น ‘สำหรับใช้ในทางการเท่านั้น’ และเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่เป็นที่ถกเถียงกันมาก ด้วยเหตุที่วิกิลีกส์ได้ปล่อยข้อมูลโดยไม่เซ็นเซอร์ชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องออก มาจำนวน 251,287 เคเบิ้ล
วิกิลีกส์ยังคงมีผลกระทบต่อความอ่อนไหวในประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของไทยได้ “ใช้อำนาจฉุกเฉินในการปิดกั้นการเข้าถึงของเว็บไซต์วิกิลีกส์ ด้วยเหตุผลที่ขัดต่อความมั่นคง”
ในเดือนมิถุนายน มีการปิดกั้นการเข้าถึงงานวิเคราะห์ประวัติศาสตร์อันยาวเหยียดที่ใช้ข้อมูล ส่วนใหญ่จากวิกิลีกส์ ‘Thai Story: A Secret History of 21st Century Siam’ เขียนโดยอดีตนักข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล เป็นที่กล่าวกันว่า เนื้อหานั้นถูกเขียนขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากวิกิลีกส์เคเบิ้ล และงานทางวิชาการที่มีเนื้อหาออกไปทางหมิ่นเหม่สถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นผลให้นายมาร์แชลไม่สามารถกลับเข้าไปในประเทศไทย ด้วยเหตุที่เขาอาจจะถูกหลายข้อหาเกี่ยวกับกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
“เนื้อหาในเคเบิ้ลบอกว่า ชาวต่างชาติที่ถูกตัดสินให้โทษในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ทางสถานทูตของแต่ละประเทศ ควรจะทำงานอย่างเงียบเชียบอยู่เบื้องหลัง, หลีกเลี่ยงการร้องแรกแหกกระเชอในสื่อต่างๆ, เคารพในกฎหมาย, และคาดหวังสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งก็คือการพระราชทานอภัยโทษ” มาร์แชลกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
“ในขณะที่ยุทธวิธีนี้อาจจะได้ผลบ้างในบางกรณี แต่มันก็ไม่ถือว่าเป็นประโยชน์ในระยะยาว ด้วยเหตุที่ว่ามันยังเป็นการยอมให้กฎหมายที่ล้าหลังและกดขี่นี้ยังมีอยู่ต่อ ไปโดยไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือตั้งคำถามในระดับนานาชาติในยุคศตวรรษที่ 21 นี้
ถึงเวลาแล้วที่นานาชาติจะมองภาพใหญ่ที่ชี้ว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ‘ผิด’ ชาวไทยและต่างชาติทุกคนจะต้องไม่เจอกับโทษจำคุก เพียงเพราะว่าพวกเขาแค่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ประเทศไทยควรจะมีการ ปกครองอย่างไร ประเทศไทยควรถูกประณามเรื่องการใช้กฎหมายนี้จนกว่ามันจะถูกยกเลิกไป”
.............................
หมายเหตุ: ลิซ่า การ์ดเนอร์เป็นนักข่าวอิสระ และนักเขียนประจำอยู่ในกรุงเทพฯ, ประเทศไทย ติดตามเธอบนทวิตเตอร์ได้ที่ @leesebkk
ใจ อึ๊งภากรณ์: การประกันราคาข้าวของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ดี
ที่มา ประชาไท
ใจ อึ๊งภากรณ์
บางคนที่ไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมืองเพียงพอจะพูดง่ายๆ ว่า ความขัดแย้งในสังคมไทยที่นำไปสู่วิกฤต คือความขัดแย้งระหว่างนโยบาย “โลกาภิวัตน์กลไกตลาดเสรี” ของทักษิณและไทยรักไทย ในฐานะที่เป็น “กลุ่มนายทุนสมัยใหม่” กับนโยบาย “ปิดประเทศต้านโลกาภิวัตน์ ต้านเสรีนิยม” ของอำมาตย์หัวเก่า
ทั้งหมดนี้ไม่เป็นความจริงเลย
ในความเป็นจริง นโยบายของรัฐบาลทหารหลังรัฐประหาร 19 กันยา และนโยบายของรัฐบาลทหารของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ล้วนแต่ใช้แนวเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้วที่คัดค้านการใช้รัฐและงบประมาณรัฐใน การพัฒนาสภาพคนจน
นอกจากนี้มีการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่คัดค้านการกระจายรายได้ แช่แข็งความเหลื่อมล้ำ และเรียกร้องให้คนจนเจียมตัวปรับตัวกับความยากจน ซึ่งเป็นลัทธิที่เข้ากับเสรีนิยมกลไกตลาดได้ดี
รัฐบาลไทยตั้งแต่ยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้กลไกตลาดเสรี มือใครยาวสาวได้สาวเอา หันหลังให้กับประชาชนคนจน ใช้รัฐเพื่อประโยชน์อำมาตย์อย่างเดียว พอถึงรัฐบาลทหาร รสช. ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี มีการเปิดเสรีทางการเงินมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ ในขณะที่อัตรากำไรกำลังลดลง และในที่สุดก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งตามมา ไทยรักไทยจึงนำนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนานเข้ามาเพื่อใช้รัฐพัฒนาชีวิตคนจน
วิโรจน์ ณ ระนอง และอัมมาร สยามวาลา จาก ทีดีอาร์ไอ เป็นพวกคลั่งกลไกตลาดเสรีตามสูตรอำมาตย์มานาน เขาคัดค้านการใช้รัฐเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยคนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คัดค้านไม่ให้ไทยเป็นรัฐสวัสดิการด้วย แต่ไม่เคยคัดค้านการเพิ่มงบประมาณทหาร ไม่เคยวิจารณ์รัฐประหาร ดังนั้นเวลาเขาวิจารณ์นโยบายประกันราคาข้าวของรัฐบาลเพื่อไทย เราไม่ควรแปลกใจหรือตื่นเต้น เขาไม่ใช่ "ผู้รู้" เขาเป็นแค่นักวิชาการฝ่ายที่เข้าข้างคนรวย นายทุน และอำมาตย์เท่านั้นเอง
คนที่ไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมือง มองว่าความขัดแย้งในสังคมไทย คือความขัดแย้งระหว่าง “โลกาภิวัตน์กลไกตลาดเสรี” ของทักษิณที่เป็น “กลุ่มนายทุนสมัยใหม่” กับนโยบาย “ปิดประเทศต้านโลกาภิวัตน์ต้านเสรีนิยม” ของอำมาตย์หัวเก่า แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลทหารหลังรัฐประหาร 19 กันยา รัฐบาลทหารของอภิสิทธิ์ ใช้แนวเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว ที่คัดค้านการใช้รัฐในการพัฒนาสภาพคนจน และมีการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่แช่แข็งความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นลัทธิที่เข้ากับเสรีนิยมกลไกตลาดได้ดี
นี่คือสาเหตุที่คนเสื้อแดงควรคัดค้านเสรีนิยมกลไกตลาด และควรสนับสนุนการใช้รัฐและเก็บภาษีเพื่อประโยชน์คนจน
การใช้รัฐฝืนตลาดเพื่อประกันราคาข้าวให้กับเกษตรกรเป็นเรื่องดี ควรจะนำข้าวนั้นมาขายให้ประชาชนในราคาถูก ส่งออกในราคาถูก และรัฐควรใช้เงินที่มาจากการเก็บภาษีจากคนรวย และการตัดงบประมาณทหารเพื่อทำโครงการนี้ นอกจากนี้ถ้าโอนสื่อทหารให้รัฐบาล รัฐก็จะมีได้รายได้เข้าคลังเพิ่มขึ้น แทนที่จะตกอยู่ในมือนายพลมือเปื้อนเลือด
นอกจากการประกันราคาข้าวแล้ว รัฐบาลควรมีนโยบายเพิ่มค่าจ้างให้เกิน 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ และนโยบายเพื่อเริ่มสร้างรัฐสวัสดิการแบบ “ถ้วนหน้า-ครบวงจร-จากภาษีก้าวหน้าที่เก็บจากคนรวย” อีกด้วย
คดี ผ.อ.ประชาไท ศาลนัดสืบเจ้าของสำนวน พยานโจทก์ปากสุดท้าย
ที่มา ประชาไท
เครือข่ายพลเมืองเน็ต รายงาน
วันนี้ (6 กันยายน) ศาลอาญาได้ทำการสืบพยานฝ่ายโจทก์เป็นวันที่แปด ในคดีที่จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ตกเป็นจำเลยตามความผิดอาญามาตราที่ 14 และ 15 พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยในระหว่างวันที่ 1, 2 และ 6 กันยายนที่ผ่านมา มีผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะทูต คณะผู้แทนสหภาพยุโรป องค์การระหว่างประเทศ สื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมสังเกตการณ์การสืบพยานกว่า 50 ท่าน
หลังจากการสืบพยานเสร็จสิ้นในช่วงเช้า ศาลมีความเห็นให้เลื่อนการสืบพยานฝ่ายโจทก์ปากสุดท้ายออกไปเป็นวันที่ 9 กันยายน 2554 เวลา 9.30 น.เป็นต้นไป ณ ห้อง 910 ศาลอาญากรุงเทพ และได้ยกเลิกการสืบพยานในวันที่ 7 และ 8 กันยายน ซึ่งเป็นกำหนดเดิม ทั้งนี้ พยานฝ่ายโจทก์ที่จะแสดงตนต่อศาลในวันดังกล่าว คือ พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน
สำหรับการสืบพยานฝ่ายจำเลย ศาลได้กำหนดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 21 กันยายน และวันที่ 11 - 14 ตุลาคม 2554 เวลา 09.30-16.00 น. ในเบื้องต้นนายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเวบไซต์ประชาไท และนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ จะเข้าให้การต่อศาลในช่วงเช้าและบ่ายของวันที่ 20 กันยายนตามลำดับ ส่วนนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร จะให้การต่อศาลในวันที่ 21 กันยายน
ธิดา:4แนวปะทะใหม่ทางการเมือง
ที่มา Thai E-News
วันนี้(7ก.ย.)นปช.แถลงข่าวจัดกิจกรรมต้านรัฐประหารครบรอบ 19 กันยา 49 ในวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายนนี้ พร้อมยุทธศาสตร์ 4 แนวปะทะข้ามผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง
4แนวปะทะทางการเมือง สื่อกระแสหลักในมืออำมาตย์จารีตนิยม,นักวิชาการจัดตั้งของอำมาตย์,กระบวนการ ไม่ยุติธรรมและองค์กรที่ไม่อิสระจริงๆ และการทำรัฐประหาร ฝ่ายประชาธิปไตยมีภารกิจหน้าที่ในการฝ่าแนวปะทะไปได้อย่างไร
โดย ธิดา ถาวรเศรษฐ
7 กันยายน 2554
หลังจากพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะทางการเมืองฝ่ายประชาชน จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นี่มิได้หมายความว่า เป็นการรบชนะทุกแนว
ที่จริงเพิ่งชนะแนวใหญ่แนวเดียวเท่านั้นเอง ยังมีแนวรบอีกหลายแนวที่เป็นเครือข่ายของระบอบอำมาตยาธิปไตย
แต่นี่มิใช่เรื่องเกรงกลัว เพราะการเอาชนะแนวใหญ่ที่สำคัญที่สุดคือ สามารถเอาชนะการเลือกตั้งมาตลอด และชนะยิ่งใหญ่ในครั้งล่าสุด ย่อมเป็นกำแพงที่มีหลังพิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
แต่, ด้วยเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย และการครอบงำที่มีมายาวนาน ในทุกปริมณฑล ทำให้คนชั้นกลางและคนชั้นสูง กลายเป็นพวกอนุรักษ์นิยมที่ได้อำนาจ ได้ผลประโยชน์ จากระบอบอำมาตยาธิปไตย และกลัวการลุกขึ้นต่อสู้ของมวลชนพื้นฐาน
พูดให้ถึงที่สุดก็คือ คนชั้นกลางและคนชั้นสูงเหล่านี้ พึงพอใจในฐานะทางสังคม บทบาท และอำนาจที่ตนมีอยู่ ที่มิได้มาจากการต่อสู้แต่อย่างใด จึงกลัวการเปลี่ยนแปลงและการต่อสู้ของประชาชน
ทั้งที่ยังมิได้เข้าใจว่า การต่อสู้ของประชาชนนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย ได้ความเป็นธรรมในสังคม และความเจริญก้าวหน้าของประเทศ คนทุกกลุ่มในประเทศจะได้รับผลประโยชน์ทั่วหน้า แต่ต้องเป็นผลประโยชน์ที่สมเหตุผล และไม่เป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม
ความซับซ้อนของสังคมไทย เกิดจากการที่โครงสร้างชั้นบนของสังคม อันได้แก่การเมือง การปกครอง, อุดมการณ์, วัฒนธรรม, การศึกษา ความคิดที่ครอบงำชี้นำการปฏิบัติล้าหลัง อยู่ในระบอบอำมาตยาธิปไตย และเป็นรัฐตัวจริงที่มีอำนาจควบคุมประเทศ
ในขณะที่รากฐานเศรษฐกิจเราค่อนข้างพัฒนาตามทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ แต่ทุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ก็พัฒนาไปได้ โดยอาศัยอำนาจรัฐในมือเป็นตัวช่วยสนับสนุนการผูกขาดตลอดมา
ทุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ยังเติบโตพร้อมกับการที่มีอำนาจเหนือประเทศยาวนาน ทำให้ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายก็สวามิภักดิ์ต่อระบอบอำมาตย์ในไทยเช่นกัน
ทุนกลุ่มใหม่ที่นอกเหนืออำนาจการควบคุมที่เติบใหญ่ และยึดครองหัวใจประชาชน มวลชนพื้นฐาน จึงเป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มทุนเครือข่ายอนุรักษ์นิยม และชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง อนุรักษ์นิยม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเอาชนะการเลือกตั้ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เราจึงเห็นแนวรบและสนามฆ่าคนในรูปแบบต่าง ๆ เกิดขึ้นนับจากได้อำนาจรัฐครั้งที่สอง พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา
เพราะเครือข่ายระบอบอำมาตย์ ไม่อาจปล่อยให้การสูญเสียอำนาจและสถานะเกิดขึ้นได้อีกต่อไป เพราะนั่นจะหมายถึงมีจุดสิ้นสุดระบอบอำมาตยาธิปไตยในประเทศไทย
กองกำลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเป็นกองกำลังรบแนวแรกที่ ได้ผลอย่างยิ่ง แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน กองกำลังนี้กำลังถูกสลาย เนื่องจากความขัดแย้งภายใน แกนนำ และความขัดแย้งกับพรรคการเมือง อนุรักษ์นิยม คือ พรรคประชาธิปัตย์
ขณะนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังร้องเพลง “น้ำตาเถ้าแก่” ที่มีเนื้อหาตัดพ้อต่อว่าแม่ยก
“เช่น ดังตัวผมต้องตรมดวงใจกลัดหนอง แม่ยกต้องมาจากจร ตัวอย่างเห็นกันไป ลืมคนเสื้อเหลือง แล้วยังมาว่าร้ายให้ แม่ยกเธอช่างเหลือร้าย โง่เง่าหรือไรถึงคิดไม่เป็น” หรือบางตอน “สิ้นสุดกันเถิดหนา แม่ยกแมลงสาบใจสอง ชาตินี้ไม่ขอใฝ่ปอง ให้มามัวหมองต่อไป หลงรูปคนหล่อ สอบตกคร่ำครวญร้องไห้ ยังเชื่อเจ้าหล่อต่อไป อาจจะชิบหายสักวันนะเธอ”
สรุปว่า แนวปะทะด้านพันธมิตรยังมีอยู่ แต่ยังไม่มีกำลังพอที่จะปะทะเป็นด่านแรก
แนวปะทะแรก จึงเป็นสื่อกระแสหลักที่เป็นสื่อในกำกับของทุนอนุรักษ์นิยม และระบอบอำมาตย์ รวมทั้งองค์กรสื่อที่แสดงบทบาทอยู่ในขณะนี้
การมองสื่อกระแสหลัก จึงต้องมองให้เห็นว่า เป็นแนวปะทะสำคัญในการต่อสู้ระบอบอำมาตย์ จำเป็นที่ต้องมีแนวทางและยุทธศาสตร์ในการทำให้สื่อเข้าสูแนวคิดเสรีนิยม
การปะทะแนวรบสื่ออนุรักษ์นิยม จึงต้องเปิดประตูเสรีภาพของสื่ออย่างเต็มที่ และผลักดันอุดมการณ์ประชาธิปไตย แนวคิดเสรีนิยมให้เข้ามาแทนที่ อุดมการณ์ระบอบอำมาตย์ และความคิดอนุรักษ์นิยม จารีตนิยมให้ได้
การทำลายการผูกขาดของสื่อ และสัมปทานที่ดูแลโดยกองทัพกลุ่มอำมาตย์ กลุ่มจารีตนิยม มุ่งให้สื่อเปิดเสรี และให้เสรีภาพสื่อเต็มที่ ให้กลไกตลาดและความนิยมของประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
นี่จึงเป็นแนวปะทะที่สำคัญที่ฝ่ายประชาชนต้องผลักดันให้เลิกผูก ขาดสื่อให้ได้ ทั้งต้องเปิดโปงเรื่องราวเบื้องหลังสื่อแต่ละค่าย ให้ประชาชนเข้าใจว่า สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนค่ายต่าง ๆ และเชื่อมโยงกับเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างไร
แนวปะทะที่สอง คือ นักวิชาการ เป็นแนวปะทะที่สำคัญอีกแนวหนึ่ง ซึ่งมักเชื่อมโยงกับสื่อ คือ กลุ่มนักวิชาการ ตัวอย่างนักวิชาการที่แสดงตัวให้ปราบประชาชนเมื่อปี 2553 จำนวน 303 คน ก็มีอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์เป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ
หารายชื่ออ่านได้ในมหาประชาชน ปีที่ 1 ฉบับที่ 51 วันที่ 19-25 สิงหาคม 2554 และเร็ว ๆ นี้นักวิชาการค่าย ทีดีอาร์ไอ พูดตรง ๆ เป็นสถาบันที่รวบรวมนักวิชาการที่สนับสนุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ โดยมีคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นผู้สนับสนุนหลักในการก่อตั้งและดำเนินงาน
ในระยะแรกก็ดูเป็นนักวิชาการเสรีนิยม และสนับสนุนกลไกตลาดในการดูแลเศรษฐกิจ สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อต้องการโค่นคุณทักษิณ ชินวัตร ทีดีอาร์ไอ ก็รวมศูนย์ จัดการอย่างมีพลัง เช่น การปล้นสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี และยึดมาอยู่ในเครือข่ายอำมาตย์และค่ายเนชั่น
รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญในการใช้ความเป็นนักวิชาการ จัดการเรื่องคดีของคุณทักษิณ เช่น คดีหุ้น
ยังมีนักวิชาการอื่นอีกมากที่จะโผล่ออกมาในแนวปะทะที่สองนี้ เราจึงต้องขยายกำลังแนวร่วมนักวิชาการประชาธิปไตยให้มีบทบาทมากขึ้น ในหมู่ประชาชน ในสื่อกระแสหลัก สื่ออินเตอร์เนท และสื่อสีแดง
แนวปะทะนี้เป็นแนวที่ต้องต่อสู้ด้วยหลักการและองค์ความรู้ มิใช่ด้วยอารมณ์
นอกจากขยายแนวร่วมนักวิชาการแล้ว ฝ่ายประชาชนเองก็ต้องยกระดับองค์ความรู้เพื่อโต้กับนักวิชาการอำมาตย์ได้ ด้วย และขยายให้ประชาชนส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เสื้อแดงได้ยกระดับด้วย
แนวปะทะที่สาม สำคัญยิ่งคือ กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระต่าง ๆ มากมายที่อยู่ในการครอบงำของระบอบอำมาตย์ค่อนข้างสิ้นเชิง
แนวปะทะแนวรบนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็มีบทบาทเป็นด้านหลักในการต่อสู้ของประชาชนให้ได้ระบอบประชาธิปไตย การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 และเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยมือประชาชน จะเป็นเรื่องหลักในแนวปะทะนี้
การทวงความยุติธรรมให้กับคนตาย 92 + 1 ศพที่เพิ่งฌาปนกิจเมื่อวันที่ 5 ก.ย. นี้เอง (คุณหรั่ง) คนบาดเจ็บและคนถูกจองจำ ตลอดจนคนที่ถูกตั้งข้อหาร้ายแรง อย่างไม่เป็นธรรม
บาปกรรมและชะตากรรมประเทศไทยจึงขึ้นอยู่กับแนวรบให้ได้นิติรัฐ นิติธรรม ว่าจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่
แนวปะทะสุดท้าย คือ การก่อรัฐประหารโดยกองกำลังประจำการของประเทศ นี่เป็น รูปแบบสูงสุดของการขัดขวางระบอบประชาธิปไตย โดยใช้กำลังอาวุธยึดอำนาจ และปราบปรามประชาชน
ถามว่า อาจเกิดได้ไหม ก็ต้องตอบว่า เกิดได้ ถ้าฆ่าประชาชนมือเปล่าตายได้โดยไม่สะทกสะท้าน และไม่มีการยอมรับผิดใด ๆ หรือไม่อาจเปิดเผยความจริงให้ปรากฎได้
