WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 8, 2011

SIU รายงาน รัฐประหาร-คอรัปชั่น-การเมืองไม่นิ่ง ส่งผลความสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจไทยตก 1 อันดับ

ที่มา ประชาไท

SIU ระบุ World Economic Forum (WEF) ตีพิมพ์รายงานขีดความสามารถการแข่งขันระดับโลกปี 2011 – 2012 พบขีดความสามารถการแข่งขันไทยร่วง 1 อันดับจากอันดับ 38 ในปีที่แล้ว มาเป็นอันดับที่ 39 ในปีนี้จากทั้งหมด 142 ประเทศ โดยคะแนนรวมอยู่ที่ 4.52 คะแนน

สำหรับประเทศเอเชียอื่น ๆ ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าไทยมีดังต่อไปนี้

SIU รายงาน รัฐประหาร-คอรัปชั่น-การเมืองไม่นิ่ง ส่งผลความสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจไทยตก 1 อันดับ

อันดับ 37 บาห์เรน (อันดับคงที่) คะแนนรวม 4.54 คะแนน
อันดับ 34 คูเวต (อันดับเพิ่มขึ้น 1 อันดับ) คะแนนรวม 4.62 คะแนน
อันดับ 32 โอมาน (อันดับเพิ่มขึ้น 2 อันดับ) คะแนนรวม 4.64 คะแนน
อันดับ 28 บรูไน (อันดับคงที่) คะแนนรวม 4.78 คะแนน
อันดับ 31 สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (อันดับร่วงลงมา 2 อันดับ) คะแนนรวม 4.89 คะแนน
อันดับ 30 จีน (อันดับเพิ่มขึ้น 1 อันดับ) คะแนนรวม 4.90 คะแนน
อันดับ 24 เกาหลีใต้ (อันดับร่วงลงมา 2 อันดับ) คะแนนรวม 5.02 คะแนน
อันดับ 21 มาเลเซีย (อันดับเพิ่มขึ้น 5 อันดับ) คะแนนรวม 5.08 คะแนน
อันดับ 14 กาตาร์ (อันดับเพิ่มขึ้น 3 อันดับ) คะแนนรวม 5.24 คะแนน
อันดับ 13 ไต้หวัน (อันดับคงที่) คะแนนรวม 5.26 คะแนน
อันดับ 11 ฮ่องกง (อันดับคงที่) คะแนนรวม 5.36 คะแนน
อันดับ 13 ญี่ปุ่น (อันดับร่วงลงมา 3 อันดับ) คะแนนรวม 5.40 คะแนน
อันดับ 3 สิงคโปร์ (อันดับเพิ่มขึ้น 1 อันดับ) คะแนนรวม 5.63 คะแนน

ส่วนประเทศที่มีขีดความสามารถการแข่งขันเป็นอันดับหนึ่งของโลกคือประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นอันดับเดียวกับปีก่อนนี้โดยทำคะแนนรวมได้ที่ 5.74 คะแนน ในขณะที่ประเทศที่ได้อันดับรองลงไปคือ สิงคโปร์ (5.63), สวีเดน (5.61), ฟินแลนด์ (5.47), สหรัฐอเมริกา (5.43), เยอรมนี (5.41), เนเธอร์แลนด์ (5.41), และ เดนมาร์ก (5.40) ตามลำดับ

หากเทียบพัฒนาการด้านรายได้ประชาชาติต่อหัว (GDP per capita) พบว่าในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 1986 ประเทศไทยทำได้อยู่เหนือเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนาในทวีปเอเชีย

WEF ได้มีการแบ่งคะแนนขีดความสามารถการแข่งขันออกเป็น 3 ด้านใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ (1) ความต้องการพื้นฐาน (น้ำหนัก 40%) ไทยทำได้ 4.9 คะแนน ถือเป็นอันดับที่ 46 โดยหัวข้อย่อยในหมวดนี้จะประกอบไปด้วย ความเป็นสถาบัน, โครงสร้างพื้นฐาน, สภาพแวดล้องทางเศรษฐกิจมหภาค, การศึกษาขึ้นพื้นฐานและสาธารณสุข (2) ปัจจัยการขยายประสิทธิภาพ (น้ำหนัก 50%) ไทยทำคะแนนในหมวดนี้ได้ 4.4 คะแนนถือเป็นอันดับ 43 โดยหัวข้อย่อยในหมวดนี้จะประกอบไปด้วย การศึกษาและการฝึกอบรมขึ้นสูง, ประสิทธิภาพตลาดสินค้า, ประสิทธิภาพตลาดแรงงาน, การพัฒนาตลาดการเงิน, ความพร้อมทางด้านเทคโนโลยี และขนาดตลาด (3) ปัจจัยด้านนวัตกรรมและปัจจัยที่ซับซ้อนขึ้น (น้ำหนัก 10%) ไทยทำคะแนนในหมวดนี้ได้ 3.7 คะแนน ถือเป็นอันดับ 51 โดยหัวข้อย่อยในหมวดนี้ประกอบไปด้วย ความซับซ้อนด้านธุรกิจ และนวัตกรรม

สำหรับสาเหตุ 3 อันดับแรกที่สร้างปัญหาต่อการประกอบธุรกิจในไทยนั้น WEF พบว่าสาเหตุมาจาก ความไม่มั่นคงของรัฐบาลและการรัฐประหาร (15.2 %) ตามมาด้วย การคอรัปชั่น (14.5 %) และการเมืองไม่เสถียร (12.9%) ตามลำดับ

ทั้งนี้ WEF จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ประสิทธิภาพ ซึ่งกำลังจะก้าวเป็นขั้นเปลี่ยนผ่านเพื่อไปสู่ประเทศที่ใช้เทคโนโลยีขับ เคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

เข้าดูและดาวน์โหลดรายงาน The Global Competitiveness Report 2011-2012 ได้ที่เว็บไซต์ของ WEF

10โมงหนุนแกนนำแดงเพชรบุรีสู้หมาหมู่ 40สว.ลากตั้งสุมหัวปชป.-สมาคมสื่อถือหางนักข่าว7สี

ที่มา Thai E-News








ภาพมันฟ้องพฤติการณ์-ส.ส.ประชาธิปัตย์กางปีกป้องนักข่าวช่อง7บอก ว่า"ท่านทำงานตรงไปตรงมากับทุกฝ่ายเป็นสไตล์ของท่าน" แต่ให้สังเกตเวลาสัมภาษณ์สุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยท่าทางนอบน้อมมีสัมมาคารวะผู้ใหญ่ จนแทบจะถอนสายบัวสัมภาษณ์อยู่แล้ว นอกจากนั้นยังมีคลิปข่าวนักข่าวช่อง7เดินตามมาร์ค แล้วมัวแต่มองสุดปลื้มจนทำให้เดินสะดุดหัวปักหัวปำ วันมาร์คไปเปิดตัวหนังสือที่เธอเป็นคนเขียนเชลียร์ เรียกว่าคนละอารมณ์กับตอนถามจิกตีจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนีเลยทีเดียว

ล่าสุดยังปากตีออกมาโต้ตอบเฉลิมอีกว่าพูดเรื่องของเธอได้"ปื๊ดจริงๆ"...

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 กันยายน 2554


กลุ่ม 40 สว.ลากตั้งช่วยนักข่าว7สี นักข่าว7สีปากดีโต้"เหลิม"เรื่อง"ปื๊ด"

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายสมชาย แสวงการ อดีตสื่อ สว.ลากตั้งที่ทำตัวรับใช้เผด็จการมาตลอด เป็นประธานได้ส่งหนังสือเชิญ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เข้าร่วมประชุมกรรมาธิการ ในวันนี้( 8 กันยายน) เวลา 14.00 น.

ในหนังสือมีเนื้อหาฟันธงเข้าข้างกันชัดเจน ทั้งที่ยังไม่มีการสืบสวน โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการตระหนักถึงความสำคัญในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามสิทธิและเสรีภาพการทำ หน้าที่ของสื่อมวลชนในการเสาะแสวงหาและนำเสนอข้อเท็จจริง รวมทั้งเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชน จึงเชิญ น.ส.สมจิตต์ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อ กรรมาธิการฯตามวันและเวลาดังกล่าว

ก่อนหน้านี้พรรคฝ่ายค้านก็ได้นำเรื่องดังกล่าวไปตั้งกระทู้ถามในสภา โดยอ้างว่านางสาวสมจิตต์ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง โดยนายอรรถพร พลบุตร ส.ส.ประชาธิปัตย์กล่าวว่า"คุณสมจิตต์ท่านก็มีสไตล์การทำงานของท่านแบบถามตรง ไปตรงมา หัวหน้าพรรคของผมก็โดนถามแบบนี้เหมือนกัน" แต่ร.ต.อ.เฉลิม อยูบำรุง รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี นางสาวพรทิพย์ ปักษานนท์ ส่งอีเมล์ว่าน.ส.สมจิตต์ทำหน้าที่ไม่เป็นกลางนั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ตำรวจก็รับแจ้งความ"ผมก็บอกตำรวจว่าทำไปตามขบวนความ แม้ว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรเป็นการใชสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ตำรวจอย่าซ้ำเติมเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา"

น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า ได้รับหนังสือเชิญจากกรรมาธิการแล้วและพร้อมที่จะเข้าให้ข้อมูลตามวันที่ 8 กันยายน ซึ่งในวันเดียวกัน เวลา 10.00 น.ตำรวจก็ได้ออกหมายเรียกให้ น.ส.พรทิพย์ เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ดุสิตด้วย แต่ตนคงไม่เดินทางไปที่ สน.ดุสิต เพราะได้รับคำแนะนำจากผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย ว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดำเนินการ หาก น.ส.พรทิพย์ แจ้งความกลับตามที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ค่อยไปรับทราบข้อกล่าวหาจากทางตำรวจ

อีกเหตุผลหนึ่งที่ตัดสินใจไม่ไป สน.ดุสิต เป็นเพราะในขณะนี้มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงกล่าวหาว่า ตนมีเจตนายั่วยุ ดังนั้น หากเดินทางไปเผชิญหน้ากับ น.ส.พรทิพย์ ก็จะถูกนำไปขยายผลอีก ทั้งๆ ที่การแจ้งความของตนเป็นเพียงการรักษาสิทธิตามกฎหมาย เช่นเดียวกับ น.ส.พรทิพย์ หากคิดว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายก็สามารถแจ้งความได้เช่นเดียวกัน ส่วนการถูกผิดเป็นหน้าที่ของศาลจะเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งยังยืนยันว่าจะดำเนินคดีจนถึงที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดอย่างไรที่ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า คำว่าจัดให้ไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า ผิดหรือไม่ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน เช่นเดียวกับคำพูดของร.ต.อ.เฉลิม ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าท่านได้ทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจต่อการดูแล ความปลอดภัยให้กับคนไทยหรือยังผ่านเหตุการณ์นี้ โดยเห็นว่า หากคำว่า “จัดให้” มีคำว่า “ปื๊ด” นำหน้า ร.ต.อ.เฉลิม อาจจะมีความเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้

เสื้อแดงนัดรวมพลังให้กำลังใจแกนนำแดงเพชรบุรีที่สน.ดุสิต10โมงเช้า8ก.ย.นี้



กลุ่มคนเสื้อแดงได้แจ้งข่าวนัดรวมตัวกัน โดยพบกันที่ สน.ดุสิต 10.00น เพื่อรวมพลังให้กำลังใจแกนนำคนเสื้อแดงเพชรบุรี (คุณพรทิพย์ เพชรบุรี ) กรณีโดนนักข่าวช่อง 7 แจ้งความดำเนินคดีกรณีส่งต่ออีเมล์ต่อต้านพฤติการณ์อคติลำเอียง โดยคนเสื้อแดงเห็นว่า ไม่ใช่เพียงเพื่อไปให้กำลังใจคุณพรทิพย์เท่านั้น แต่ไปเพื่อแสดงให้สื่อมวลชนเห็นว่า พวกคุณ ไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่มวลชนจะแตะต้องไม่ได้ จะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ไปเพื่อบอกกับสังคมว่า การกระทำของสื่อในกรณีนี้ คือการคุกคามประชาชน และเพราะกรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องระหว่าง คนสองคน แต่เป็นปรากฏการณ์สงครามตัวแทน ของการต่อสู้ระหว่าง กลุ่มคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย กับ กลุ่มสื่อที่ชอบอ้างความเป็นวิชาชีพและทำตัวอยู่เหนือประชาชน เอนเอียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตยมาโดยตลอด

สมาคมสื่อกร่างไม่รับหนังสือประท้วง ออกท่าไม่สบอารมณ์

เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมานี้สมัชชา ประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ได้ไปยื่นหนังสือถึง สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพื่อเรียกร้องให้สื่อหยุดคุกคามประชาชน ภายหลังจาก 2 สมาคมออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าการที่คนเสื้อแดงไปยื่นหนังสือประท้วงต่อช่อง 7 เป็นการคุกคามสื่อ และให้ท้ายนักข่าวช่อง 7 ว่า่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน

ที่ไปที่มาเรื่องนี้ อ่านข่าวนี้ประกอบ ดูกับตาอย่าฟังแต่'เขาว่า'คนเสื้อแดงคุกคามนักข่าว อนาถใจ2สมาคมสื่อขวัญอ่อนออกแถลงการณ์อีกแร๊ะ



ตัวแทนสมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้ไปยื่นหนังสือให้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่ทางสมาคมฯ บอกไม่ขอรับหนังสือ และแสดงท่าทางไม่พอใจกับการไปยื่นหนังสือในวันนี้ทั้ งๆ ที่มีตัวแทนสมัชชาฯ ไปแค่ 5 คนเท่านั้นเอง ไม่ได้มีท่าทางจะไปคุกคามใดๆ ทำให้มีนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ไปรอทำข่าวได้ท้วงติงว่าควรรับหนังสือจากตัว แทนสมัชชาฯ แต่ก็ยังทำท่าเมินเฉยกับตัวแทนสมัชชาฯ ทำให้ตัวแทนสมัชชาฯ จำต้องเปิดจดหมาย และอ่านข้อความข้างในเพื่อให้นักข่าวที่มาทำข่าวได้ยินในถ้อยแถลงนั้น

นี่หรือพฤติกรรมของ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย คุณเป็นกลางจริงเหรอ? คุณไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ ถามจริงๆ ประชาชนคือผู้บริโภครู้มั่งไหม หรือว่าคุณไม่ต้องอาศัยประชาชน

ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนผู้รักในความเป็นธรรม และรักในประชาธิปไตยบอยคอต สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพราะการกระทำแสดงให้เห็นว่าไม่มีประชาชนก็อยู่ได้

กลุ่มเสื้อแดงที่เคยบุกช่อง 7 ร้องนักข่าว เข้ายื่นหนังสือให้สมาคมนักข่าวฯ วางตัวเป็นกลาง กรณีออกแถลงการณ์ตอบโต้เสื้อแดงคุกคามสื่อ

เดลินิวส์ออนไลน์ รายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดง ในนามเครือข่ายสมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย จำนวนหนึ่ง ระบุว่า ตามที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปยื่นหนังสือที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เรียกร้องให้สถานีฯ ทบทวนจรรยาบรรณของนักข่าว ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง และเป็นธรรม และจากนั้น สมาคมวิชาชีพได้ออกแถลงการณ์ประณามคนเสื้อแดงว่า เป็นการคุกคามสื่อนั้น ทางกลุ่มมองว่าแถลงการณ์ของสมาคมฯ อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับประชาชนว่าคนเสื้อแดงคุกคามสื่อจริง

จึงขอชี้แจงว่า คนเสื้อแดงไม่ได้มองว่าสื่อละเมิด หรือแทรกแซงการทำงานของสื่อ แต่ทนไม่ได้ที่เห็นสื่อวางตัวไม่เป็นกลาง ขณะที่ประชาชนไม่มีเครื่องมือสื่อสารใด ๆ จึงขอเรียกร้องสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ ให้ออกมาขอโทษประชาชนต่อแถลงการณ์ของสมาคมที่ออกไป ทั้งยังเรียกร้องให้สื่อวางตัวเป็นกลาง ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ หยุดรับใช้ฝ่ายการเมือง ทั้งขอให้หยุดใช้คำว่าคุกคามสื่อ เพื่อนำคำนี้มาเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามด้วย

มาดูพฤติการณ์นักข่าว7สีที่ปชป.บอกว่า"ท่าน"สัมภาษณ์นักการเมืองทุกฝ่ายสไตล์ดุดัน

สัมภาษณ์สุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยท่าทางนอบน้อมคารวะผู้ใหญ่ จนแทบจะถอนสายบัวสัมภาษณ์อยู่แล้ว



คลิปข่าวนักข่าวช่อง7เดินตามมาร์ค แล้วมัวแต่มองสุดปลื้มจนทำให้เดินสะดุดหัวปักหัวปำ วันมาร์คไปเปิดตัวหนังสือที่เธอเป็นคนเขียนเชลียร์ เรียกว่าคนละอารมณ์กับตอนถามจิกตีจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนีเลยทีเดียว

และไปชมช็อตเด็ดด้านล่างนี้แล้ว ขอให้สมาคมสื่อตอบมาชัดๆว่านี่เป็น พฤติการณ์ที่"เป็นกลาง ปราศจากอคติ ยึดถือผลประโยชน์ประเทศประชาชน ขอให้กำลังใจ"ตามที่สมาคมสื่อออกแถลงการณ์ให้ท้ายนักข่าวรายนี้หรือไม่...


ไหนว่าไม่มีอคติกับเสื้อแดง ไหนว่าเป็นกลางไง..?-มินตรา โสรส (ภาพที่2) ซึ่งเป็นหญิงเสื้อแดงที่ถูกจิกหัวในเหตุการณ์ประท้วงสงกรานต์เลือดปี52 มีสีหน้าสลดหลังนักข่าวช่อง 7 สมจิตต์ นวเครือสุนทร (ภาพที่3-4) ตั้งป้อมเข้าข้างรัฐบาล โดยแทนที่จะทำหน้าที่สื่อกลาง กลับมาทำตัวเป็นคู่กรณีพิทักษ์รัฐบาลอภิสิทธิ์กล่าวหาว่าเธอถุยน้ำลายใส่ชาย คู่กรณี(ภาพแรก)ก่อนจึงถูกจิกหัว มาพูดเรื่องเท็จ มาผิดที่แล้ว จะมาสภาแถลงข่าวทำไม ควรไปแจ้งตำรวจมากกว่ามาแถลงข่าว และฯลฯ(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)

“ทุเรศ นักข่าวไม่เป็นกลาง จะเขียนเข้าข้างก็เขียนไป”-ส.ส.สตรีเพื่อไทยบริภาษนักข่าวช่อง7ด้วยความเหลืออดจากรกณีข้างต้น

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

'อาย'-คำที่สมาคมสื่อสะกดไม่เป็น

-ไหนว่าไม่มีอคติแฉวีรกรรมเก่านักข่าว7สีจิกหัวเสื้อแดงซ้ำ ไำม่ทำหน้าที่สื่อสวมบทองครักษ์พิทักษ์มาร์ค

จัดหนักพรรคแมลงสาบ แพ้แล้วพลาดถึงฆาตโดนยุบ

ที่มา Thai E-News



การ์ตูนลายเส้นGAG LAS VEGAS










เป็นเรื่อง!ครม.เงาผิดรัฐธรรมนูญโทษหนักถึงยุบปชป. นักกฎหมายฟันธงเถื่อนต่างจากแม่แบบอังฤษ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กันยายน 2554

นายคนิณ บุญสุวรรณ เขียนบทความลงในเวบไซต์ คณิน บุญสุวรรณเตือน ว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลเงา หรือครม.เงานั้น ผิดกับต้นแบบอังกฤษถึง 4 ประเด็น จึงเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษถึงยุบพรรคและถอดถอนจากตำแหน่งส.ส.



ระวังให้ดีเถอะ ทั้งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. ทั้งหมดของพรรค จะเจอข้อหา “จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๗๑ โทษฐานตั้ง ครม. เงา โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ

แถมยังอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๙๔ (๓) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ โทษฐานกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดห้าปี อีกด้วย

ทั้งนี้นายคนิณกล่าวว่า คำว่า “ครม. เงา” แปลมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “Shadow Cabinet” เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองในระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ ชื่อเต็มๆ ของ Shadow Cabinet ดังกล่าว คือ The Official Loyal Opposition Shadow Cabinet แปลเป็นไทยได้ว่า คณะรัฐมนตรีเงาของฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. อาวุโสของฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล พิจารณาและเสนอแนะนโยบายที่แตกต่างออกไปจากของฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งการควบคุมให้ฝ่ายรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดพลาดของตน

นับตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมา พรรคแรงงาน เป็นฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี และหัวหน้าพรรคก็เป็นผู้จัดตั้ง ครม.เงา ขึ้นมา องค์ประกอบ ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ โดยปกติแล้ว ประกอบด้วย ส.ส. อาวุโสสูงสุด ในซีกฝ่ายค้านประมาณ ๒๐ คน ใน ครม. เงา ของอังกฤษ นั้น มีเพียงผู้นำฝ่ายค้าน ประธานวิปฝ่ายค้าน และรองประธานวิปฝ่ายค้าน เท่านั้น ที่ได้รับค่าตอบแทนในฐานะที่เป็น ครม. เงา นอกเหนือจากเงินประจำตำแหน่งในฐานะ ส.ส. นอกนั้น ไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนใดๆ

เมื่อพรรคแรงงานหรือ เลเบ้อร์ปาร์ตี้ (Labour Party) ของประเทศอังกฤษ เป็นฝ่ายค้าน ครม. เงา ประกอบด้วย อดีตสมาชิกอาวุโส จำนวน ๕ คน และ ส.ส. อีกจำนวน ๑๙ คน ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ ส.ส. ของพรรคแรงงาน โดยผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีเงาของแต่ละกระทรวง และตั้งวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๑๑ เป็นต้นมา ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ ประกอบด้วย ส.ส. เอ็ด มิลลิแบนด์ (Ed Milliband) ผู้นำฝ่ายค้านในสมเด็จพระราชินี ในฐานะหัวหน้าพรรคแรงงานเป็นหัวหน้า รองหัวหน้าพรรคในฐานะรองผู้นำฝ่ายค้าน คือ ส.ส. Harriet Harman เป็นรัฐมนตรีเงา กระทรวงการพัฒนาการระหว่างประเทศ ส.ส. Ed Balls เป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงการคลัง และ ส.ส. Douglas Alexander เป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงการต่างประเทศและกิจการเครือจักรภพ เป็นต้น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอังกฤษ คือ David Cameron ก็เคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้า ครม. เงา มาก่อน และในจำนวน ครม.เงา ที่มี Ed Milliband เป็นหัวหน้า นั้น ก็มีรัฐมนตรีเงาที่มาจากสภาขุนนางรวมอยู่ด้วย จำนวน ๓ คน ได้แก่ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาขุนนาง ประธานวิปฝ่ายค้านในสภาขุนนาง และรัฐมนตรีเงากระทรวงยุติธรรมกำกับดูแลเรื่องเกาะอังกฤษและเวลส์ นอกจากนั้น ยังมีประธาน ส.ส. พรรคแรงงานร่วมอยู่ด้วย

ทีนี้ ลองหันมาดู ครม. เงา ของไทย ที่จัดตั้งกันไปอย่างอึกทึกครึกโครม ทำราวกับว่าเป็นเรื่องที่ “เท่” เสียเต็มประดา นั้น ดูเหมือนว่าจะตั้งขึ้นในเวลาเดียวกับคณะรัฐมนตรีจริง ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนัยว่าจะลอกเลียนแบบมาจาก ครม. เงา ของอังกฤษ ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น นั่นแหละ นี่ถ้าหากเพิ่งมี ครม. เงา ในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้ว ก็คงต้องพูดว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นต้นแบบ เหตุเพราะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เติบโตและเรียนจบมาจากประเทศอังกฤษ แต่บังเอิญที่ว่า ครม. เงา นี้ มีมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว และถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนว่า ทุกครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ก็จะตั้ง ครม. เงา ขึ้นมา เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เรียกเสียงฮือฮาและเป็นข่าวทางสื่อมวลชนได้หลายวัน หลังจากที่เพิ่งแพ้เลือกตั้งไปหยกๆ

แต่เอาเป็นว่า กล่าวโดยเฉพาะเจาะจง ครม. เงา ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค นั้น แตกต่างไปจาก ครม. เงา ของประเทศอังกฤษอยู่หลายประการทีเดียว ดังจะกล่าวต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ มีรัฐธรรมนูญรองรับอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และที่สำคัญ เป็น ครม. เงา ในสมเด็จพระราชินี แต่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีอะไรรองรับเลย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ข้อบังคับการประชุมสภา

ประการที่สอง ครม. เงา ของประเทศอังกฤษ ตั้งขึ้นภายหลังการเข้ารับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาสามัญ” เรียบร้อยแล้ว และผู้นำฝ่ายค้าน นั่นแหละ จะเป็นผู้ตั้ง ครม. เงา ในสมเด็จพระราชินี ส่วน ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น ตั้งขึ้นตั้งแต่ไก่โห่ โดยที่ยังไม่มีแม้แต่ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ประการที่สาม คณะรัฐมนตรีเงาของประเทศอังกฤษ มีผู้ได้รับเงินตอบแทนจากการทำหน้าที่นอกเหนือจากเงินประจำตำแหน่ง ส.ส. ได้แก่ ตัวผู้นำฝ่ายค้านเองในฐานะหัวหน้า ครม. เงา ประธานวิปฝ่ายค้าน และรองประธานวิปฝ่ายค้าน ในขณะที่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีใครได้เงินเดือนเลยสักคน เพราะเป็นตำแหน่งเถื่อนกันทุกคน จะเรียกว่า ครม. นอกทำเนียบ ก็คงจะได้

ประการที่สี่ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีบุคคลภายนอกมาร่วมใน ครม. เงา แต่ ครม. เงา ของอังกฤษ มีสมาชิกสภาขุนนางในซีกฝ่ายค้านมาร่วมอยู่ด้วย ๓ คน

จากข้อเปรียบเทียบ ทั้ง ๔ ข้อ ระหว่าง ครม. เงา ของอังกฤษ กับ ครม. เงา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ก็สรุปได้ว่า ครม. เงา ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้า นั้น เป็นการอุปโลกน์ขึ้นมาเอง โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ โดยมีเจตนาที่จะจับผิดคณะรัฐมนตรีจริงเพียงอย่างเดียว ดังนั้น จึงน่าจะเรียกว่า ครม. นอกทำเนียบ หรือ ครม. เถื่อนมากกว่า หรือไม่อีกทีก็น่าจะเรียกว่า ครม. หลงเงาก็ได้ เพราะแทบจะทุกคนที่อยู่ใน ครม. เงา ล้วนเคยเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้ว ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่า เป็นพวกที่ยังหลงเงาตัวเองอยู่

เพราะมันคงจะฟังดูตลกพิลึกน่าดู ถ้าหากมาตั้งกติกานอกรัฐธรรมนูญกันเอาเองว่า ถ้าพรรคใดชนะเลือกตั้งก็ตั้ง ครม. จริง แต่ถ้าแพ้เลือกตั้ง ก็ตั้ง ครม. เงา

ทำอะไรอย่างอื่นไม่เป็นกันแล้วหรืออย่างไร ?

ระวังให้ดีเถอะ มัวแต่จะจ้องเล่นงานคนอื่นเขา ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้เริ่มต้นทำงานเลย ระวังให้ดีเถอะ ทั้งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. ทั้งหมดของพรรค จะเจอข้อหา “จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๗๑ โทษฐานตั้ง ครม. เงา โดยไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับ แถมยังอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๙๔ (๓) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ โทษฐานกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค มีกำหนดห้าปี อีกด้วย
ตอนเป็นรัฐบาลมีบางคนได้รับสมญานามว่า “ดีแต่พูด” แต่พอเป็นฝ่ายค้าน คนคนเดียวกันอาจได้สมญานามใหม่ คือ “ดีแต่พล่าม” พล่ามจนได้เรื่อง ว่าอย่างนั้นเถอะ

นพดล ปัทมะ ยันอีกรายครม.เงามาร์คต่างจากแม่แบบอังกฤษ!

ทางด้านนายนพดล ปัทมะ เขียนลงในเฟสบุ๊คว่า อังกฤษที่เป็นแม่แบบประชาธิปไตย เขาก็ไม่เคยเรียกฝ่ายค้านว่ารัฐมนตรีเงาเหมือนที่บ้านเราทำ แต่จะใช้คำว่าโฆษกแทน เช่น ในขณะที่ ปชป ตั้ง รัฐมนตรีการศึกษาเงา ในประเทศอังกฤษจะใช้คำว่า Education spokesman แปลว่า โฆษกด้านการศึกษา ความแปลกประหลาดจึงเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ที่ยังสับสนว่าคุณอภิสิทธิ์จะนั่งควบสองตำแหน่ง คือผู้นำฝ่ายค้าน ตามรัฐธรรมนูญ แต่ ปชป ตั้งให้เป็น นายกเงา ฟังแล้วสับสนอลหม่านดีแท้ๆ

สลิ่มต้องอ่าน:งานวิจัยนักวิชาการม.เชียงใหม่ เจาะลึกขบวนการคนเสื้อแดงได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด

ที่มา Thai E-News



นักวิชาการมช.ยกงานวิจัยโต้แนวคิด "คนชั้นกลางระดับล่าง" ชี้เสื้อแดงเป็นพหุลักษณ์ ข้ามชนชั้น ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมเดียวกันได้ ซึ่งขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย..ในที่สุดก็ถามว่าความเป็น แดงคืออะไร ชาวบ้านนิยามในความหมายที่คล้ายๆกัน คือ "ตัวตนใหม่ของพลเมืองเสรีนิยม"

ที่มา สำนักข่าวประชาธรรม

หมายเหตุไทยอีนิวส์ จากรายงานดั้งเดิมชื่อ:"ปิ่นแก้ว" ยกงานวิจัยโต้แนวคิด "คนชั้นกลางระดับล่าง" ชี้เสื้อแดงเป็นพหุลักษณ์ ข้ามชนชั้น

การยกกลุ่มหลากอาชีพเพื่อจะชี้ให้เห็นว่ามันเป็นขบวนการข้ามชนชั้น ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมเดียวกันได้ ซึ่งขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โครงการประชาธิปไตยท้องถิ่น และ Book Re:Public จัดเวทีวิชาการ "ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่"
ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี

ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นำเสนองานวิจัยเรื่อง "พัฒนาการจิตสำนึกและปฏิบัติการทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงในจังหวัด เชียงใหม่" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งโครงการวิจัยโครงการใหญ่ที่ชื่อว่า "ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทางการเมืองในชนบท" ประชาธรรมถอดความเรียบเรียงดังนี้..

"เวลาเรามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียวเราพบ ว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน จากงานวิจัยเราพบว่า มันมีพหุลักษณ์ของเหตุผล และผูกสัมพันธ์กลุ่มชนชั้นต่างๆที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ"

ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่น่าสนใจ ในแง่หนึ่งสมาชิกมีแหล่งกำเนิดมาจากชนบท แต่ขบวนการเสื้อแดงกลับไม่ได้เกาะเกี่ยวกันด้วยความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของ ชนชั้นชาวนา เหมือนกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาเมื่อทศวรรษ 2510 ขณะเดียวกันขบวนการนี้ก็ต่างไปจากขบวนการสมัชชาคนจน

นักวิชาการที่เขียนเรื่องขบวนการเสื้อแดง ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าขบวนการเสื้อแดงมีความสลับซับซ้อนและประกอบไป ด้วยกลุ่มคนหลายสถานะ หลากความคิดทางการเมือง ยากที่จะกำหนดด้วยเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจ หรือกระทั่งความต่างระหว่างเมืองและชนบท

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และอาจารย์อรรถจักร สัตยานุรักษ์ เสนอเรื่องแนวคิดชนชั้นกลางระดับล่างในเมืองและชนบท

อ.ผาสุกและอ.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬารก็เรียกขบวนการนี้ว่าเป็นกลุ่มที่ผสมกันระหว่างกลุ่มที่คัดค้านรัฐประหารกับมวลชนผู้สนับสนุนทักษิณ

อ.เกษียร เตชะพีระ ก็มองว่าขบวนการนี้เป็นแนวร่วมระหว่างชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นนายทุนใหญ่

อ.ไคยส์ (ชาร์ล ไคยส์ (Charles Keyes)) ก็เรียกชาวชนบทที่เข้าร่วมขบวนการนี้ว่าเป็น "กลุ่มคนชนบทผู้เห็นโลกกว้าง" (cosmopolitan villagers)

อ.วัฒนาก็เรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นผู้ประกอบการทางการเมือง

มีหลายคนพยายามตั้งคำถามและหาคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการนี้ งานของเราก็พยายามทำอะไรแบบนั้นเหมือนกัน เรามีคำถามหลักอยู่ 3 คำถาม คือ

1.ขบวนการเสื้อแดงในเชียงใหม่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนสถานะใด ก่อรูปขึ้นเป็นขบวนการเสื้อแดงได้อย่างไร และมีพัฒนาการเช่นไร(ที่เลือกศึกษาเสื้อแดงในเชียงใหม่เพราะว่าเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในเมืองหลวงของเสื้อแดง)

2.เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอะไร ที่มีอิทธิพลต่อการก่อรูปของจิตสำนึกทางการเมืองของพวกเขาเหล่านั้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเข้าร่วมในปฏิบัติการทางการเมือง การสวมรับความเป็นแดงของพวกเขามีนัยยะเช่นไร สะท้อนตัวตนความเป็นพลเมืองที่ต่างไปจากเดิมอย่างไร และมีนัยยะที่เปลี่ยนแปลงไปจากการประทะทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร

3.สื่อเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น อาทิ วิทยุชุมชน มีบทบาทเช่นไรในการสร้างและขับเคลื่อนขบวนการเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น ขบวนการนี้มีความแตกต่างจากขวนการก่อนหน้านี้ถ้าเทียบกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนา หรือสมัชชาคนจน เพราะมีการใช้สื่อค่อนข้างมาก มีสื่อเป็นของตัวเอง ด้วยความแตกต่างนี้มันทำให้ขบวนการนี้แตกต่างจากขบวนการอื่นอย่างไร

ความคิดกระแสหลักเกี่ยวกับคนเสื้อแดงสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มความคิดหลัก

ความคิดแรกมองว่าเป็นชนชาวรากหญ้าที่มีการศึกษาต่ำ เป็นชาวชนบทที่จงรักภักดีต่อทักษิณ และถูกลากเข้าสู่การเมืองของชนชั้นนำ ทัศนะนี้สะท้อนความคิดของผู้ปกครอง ชนชั้นกลาง และนักวิชาการบางท่านก็มองเช่นนี้ คือมองว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามายุ่งทางการเมือง

กลุ่มความคิดอันที่สอง มองจากฐานความคิดเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก คือมองว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นชนชั้นกลางระดับล่างในชนบท ที่ชีวิตทางเศรษฐกิจนั้น "ปริ่มน้ำ" นโยบายไทยรักไทย ได้ช่วยให้คนเหล่านี้พ้นจากอาการปริ่มน้ำหรือความเสี่ยงได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา เมื่อมีการรัฐประหารได้ทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจอันนี้ พวกเขาจึงรวมตัวกันทวงสิทธิให้กับพรรคการเมืองของตนเองที่ได้เลือกขึ้นมา

ความคิดทั้งสองแบบไม่ผิด แต่มันไม่พอ ความคิดที่ว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตนไม่มีความเห็นเพราะเป็นวิธีอธิบายความขัดแย้งในสังคมไทยที่มันดำเนินมา ตลอดช่วงสมัยอยู่แล้ว คือมองว่าประชาชนไม่มีสมองหรือปัญญาเป็นของตนเองที่จะวิเคราะห์การเมือง สามารถที่จะถูกลากมาประหนึ่งว่าเป็นวัวควาย จึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปโต้เถียงทางวิชาการ

ความคิดแบบที่สองอาจจะเป็นหลักคิดที่น่าสนใจกว่า คือ การมองว่าการวมตัวของกลุ่มคนรากหญ้าเหล่านี้ มีแรงผลักทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเคยเถียงกับนักวิชาการหลายท่าน เพราะคิดว่ามันไม่พอที่จะนำมาใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ของ ชนบททั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา พูดง่ายๆคือ การอธิบายแบบใช้เศรษฐกิจกำหนดนั้น ไม่ช่วยให้เข้าใจว่า ความคิดทางการเมืองของชาวบ้านเปลี่ยนไปอย่างไร และเพราะอะไร

งานวิจัยชิ้นนี้จึงพยายามอธิบายแบบกลับหัวกลับหาง คือแทนที่จะมองการเมืองจากด้านบนลงมา เราพยายามทำความเข้าใจในความขัดแย้งทางการเมืองจากฐานคิดของรากหญ้า ชาวบ้านที่เข้าร่วมขบวนการนี้เขาคิดอย่างไร ขบวนการนี้ต่างไปจากขบวนการทางสังคมอื่นในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้อย่างไร บ้าง

ข้อค้นพบเบื้องต้นเราพบว่า ก็จริงที่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้ง( Election Politic) มีผลอย่างยิ่งต่อจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนในชนบท ในหมู่บ้านที่เราศึกษา ทุกหมู่บ้านที่เราไป ในยุคก่อนไทยรักไทย ชาวบ้านไม่เคยคิดว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และไม่คิดว่าการเลือกตั้งคือปริมณฑลทางการเมือง เป็นปริมณฑล(ทางการเมือง)ของคนกรุงเทพ ไม่เคยคิดว่าปริมณฑลของการเลือกตั้งจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในชนบท

รัฐบาลไทยรักไทยสองสมัยได้เปลี่ยนความคิดนี้ แล้วก็ช่วยทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้งนั้นมีผลโดยตรงต่อสถานะทาง เศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นตัวทำให้ชาวบ้านมองว่าสิทธิทางการเมืองจะนำมาซึ่งความมั่นคงทาง เศรษฐกิจในชนบท คือการเชื่อมโยงของสองอันนี้มันทำให้จิตสำนึกทางการเมืองของชาวบ้านในชนบท ปัจจุบันไม่ต่างไปจากสำนึกทางการเมืองของปัญญาชนหรือชนชั้นกลางทั่วไป แต่ก่อนเรามองว่าชาวบ้านนั้นไม่เข้าใจการเมืองในระบอบเลือกตั้ง หรือมองการเมืองในระบอบการเลือกตั้งห่างไกลจากชนบท ซึ่งแต่ก่อนนั้นอาจจะใช่ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาการมองแบบนี้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อีก ต่อไป

เวลาเรามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียวเราพบ ว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน จากงานวิจัยเราพบว่า มันมีพหุลักษณ์ของเหตุผล และผูกสัมพันธ์กลุ่มชนชั้นต่างๆที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ

จากคำบอกเล่าของแกนนำ เหตุผลการขึ้นมาค้านรัฐประหารของเสื้อแดงเชียงใหม่ไม่ใช่เพราะทักษิณ แต่เป็นเรื่องของการประกาศกฎอัยการศึกในเชียงใหม่ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวตกต่ำ เมื่อกลุ่มแกนนำไปประท้วงกัน ทหารก็จับไปขัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ขบวนการต่อเนื่องตามมา

มันมีเหตุผลมากมายของผู้คนที่เข้ามาร่วมกับขบวนการเสื้อแดง ความหลากหลายเหตุนี้มันจึงน่าสนใจถ้าเทียบกับขบวนการเคลื่อนไหวของขบวนการ สังคมในยุคก่อนๆ

ขบวนการชาวนาชาวไร่ประเด็นคือค่าเช่านา

ขบวนการของสมัชชาคนจน ประเด็นคือค้านโครงการขนาดใหญ่

เสื้อแดงอาจจะเป็นขบวนการแรกในประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหว ทางการเมืองที่มีเหตุผลที่มากมายแต่สามารถที่จะเหลาประเด็นให้เป็นประเด็น เดียวกันได้ในเวลาต่อมา

ขบวนการดังกล่าวมีความเป็นเอกเทศ และรวมตัวกันแบบหลวมๆ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับคำอธิบายกระแสหลักที่ว่า เป็นประเด็นที่สั่งการมาจากศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ

เราพบจากการศึกษาว่า ขบวนการนี้รวมตัวกันแบบหลวมๆไม่มีใครสั่งใครได้ ถ้าเห็นพ้องกันว่าการเคลื่อนไหวมีเป้าหมายสำคัญก็รวมตัวกัน เป็นขบวนการแนวนอนเชื่อมโยงในรูปแบบเครือข่ายและพึ่งพาตัวเองในแง่ทุน

เราพบว่า กลุ่มที่เรียกว่าเสื้อแดงในระดับอำเภอ หรือท้องถิ่น พัฒนายุทธศาสตร์อย่างหลากหลาย กล่าวคือ สมัชชาคนจนอาจจะได้ทุนมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากการระดมทุน ส่วนหนึ่งเอ็นจีโอสนับสนุนทุนด้วย แต่ขบวนการของชาวบ้านเสื้อแดงพึ่งพาตัวเองในแง่จัดหาทุนค่อนข้างเติบโตและเป็นตัวของตัวเอง

การเกิดขึ้นของชมรมเสื้อแดงในแต่ละอำเภอมีโทนใหญ่มาจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และนปช.เสื้อแดง ซึ่งแตกต่างจากขบวนการสังคมในอดีต

เราพบว่าในขณะที่ขบวนการชาวไร่ชาวนา กลุ่มจัดตั้งหลักเป็นกลุ่มนักศึกษา หรือชนชั้นกลาง ปัญญาชนในเมือง

ขบวนการสมัชชาคนจนกลุ่มที่จัดตั้งเป็นขบวนการเอ็นจีโอ

ในขบวนการเสื้อแดงเราพบว่าชาวบ้านธรรมดาผันตัวเองขึ้นมาเป็นนักกิจกรรมชนบท ทำงานจัดตั้งกันเอง ทำงานสร้างเครือข่ายกันเอง ซึ่งเป็นมิติที่ไม่มีในขบวนการสังคมในอดีต

งานวิจัยยังพบอีกว่าสิ่งที่เรียกว่า อุดมการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงนั้น มีการเปลี่ยนผ่าน มันไม่ได้เริ่มจากฐานความคิด ความเชื่อเดียวกัน (ตอนแรกเขาอาจจะคิดง่ายๆว่า เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ ) มีการเปลี่ยนผ่านสำคัญที่มีผลอย่างยิ่งต่อวิธีคิดของคนเสื้อแดงในการมองความ สัมพันธ์ของตนเองกับสถาบันต่างๆสองระลอก(จริงๆแล้วเปลี่ยนผ่านหลายระลอก) เหตุการณ์พฤษภา 53เป็นระลอกที่สำคัญ

การก่อตัวเริ่มหลังรัฐประหาร 2549 ความเชื่อที่ว่าคนเสื้อแดงเกิดขึ้นมาเป็นแขนขาพรรคไทยรักไทยเพื่อกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ก็ไม่จริงทีเดียว หลัง จากพรรคไทยรักไทยถูกโค่นใหม่ๆ ไม่มีปฏิบัติการทางการเมืองใดๆ จนกระทั่งมีรัฐประหารแล้ว มันเริ่มต้นจากในเมืองก่อนชนบท มีการก่อตัวของชนชั้นกลางในเมืองที่รวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นมาแล้วค่อยๆขยาย ลงสู่ชนบท และเครื่องมือหรือกลไกสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มในระดับอำเภอคือ วิทยุชุมชน 92.5 MGH

นอกจากนี้เราพบว่าสมาชิกเสื้อแดงในระดับอำเภอมีความหลากหลายทางอาชีพมาก กลุ่มแดงดอยสะเก็ด มีประธานเป็นพ่อค้าในตลาดดอยสะเก็ด แกนนำของกลุ่มประกอบไปด้วย ครู นักธุรกิจท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร ข้าราชการในอำเภอ เกษตรกร แรงงานรับจ้าง และแม่ค้า แม่บ้าน ซึ่งแทบจะเป็นทุกกลุ่มที่เป็นสมาชิกสังกัดสถานะทางสังคมทุกสถานะ มันไม่ใช่แค่เกษตรกรหรือชาวนารับจ้างอย่างเดียว

กรณีกลุ่มรักฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ ก็เช่นเดียวกัน แกนนำมาจากหลายหมู่เหล่า ทั้งผู้นำทางการของชุมชน อดีตสหาย กลุ่มครู นักธุรกิจท้องถิ่น โดยมีคหบดีท้องถิ่นเป็นประธานกลุ่ม

ในสันกำแพง กลุ่มสันกำแพงรักประชาธิปไตย กลุ่มหลักประกอบด้วยแม่ค้า และนักธุรกิจ

การยกกลุ่มหลากอาชีพเพื่อจะชี้ให้เห็นว่ามันเป็นขบวนการข้ามชนชั้น ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมเดียวกันได้ ซึ่งขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่างกันจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองได้อย่างไร

คำถามใหญ่ซึ่งมักจะถูกถามอย่างยิ่งจากนักรัฐศาสตร์ คือเสื้อแดงนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับพรรคการเมือง เราพบว่าพรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคไทยรักไทยมีบทบาทสำคัญในขบวนการ เสื้อแดงอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจในช่วงการก่อตัวในยุคแรก พรรคการเมืองหรือนปช.ส่วนกลางมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง หรือไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหว การ เคลื่อนไหวของเสื้อแดงในระดับท้องถิ่นทำกันเอง พรรคการเมืองไม่ได้สนับสนุน แกนนำให้สัมภาษณ์ด้วยซ้ำไปว่า "อยากให้พรรคการเมืองท้องถิ่นสนับสนุน" แต่หลายส่วนค่อนข้างกลัวเพราะอยู่ในช่วงของการรัฐประหาร

เมื่อมีกิจกรรมขึ้นมาแล้ว พรรคการเมืองจึงเริ่มเข้ามาสัมพันธ์ด้วย แต่ความสัมพันธ์เป็นไปในเชิงเครือข่ายพันธมิตร พรรคการเมืองสนับสนุนเรื่องเงินบ้าง แต่ส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนกันเอง เป็นลักษณะของการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันมวลชนที่เข้าร่วมกิจกรรม เป็นมวลชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย

ประเด็นที่สองคือเรื่องการกลายเป็นแดง เสื้อแดงไม่ได้เป็นอัตลักษณ์ที่จะเป็นกันง่ายๆ ในช่วงหลายปีของการเข้าร่วมขบวนการ หรือกลายเป็นแดงค่อนข้างหลากหลายจนสร้างอัตลักษณ์ร่วมขึ้นมาได้ ในที่สุดก็ถามว่าความเป็นแดงคืออะไร ชาวบ้านนิยามในความหมายที่คล้ายๆกัน คือ "ตัวตนใหม่ของพลเมืองเสรีนิยม"

คำพูดของแกนนำนปช.จังหวัดเชียงใหม่คนหนึ่งในระดับชาวบ้านพูดชัด คือต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบ ถ้าระบอบไม่เปลี่ยนสังคมไทยก็ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยได้

"ผมว่าเรื่องที่เราต่อสู้ช่วงแรกเนี่ย ต้องถือว่าปัญหาเป็นหลักใหญ่ใจความก็คือว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็คือ ว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ปวงชน ฉะนั้นนั่นหมายความว่าสามอำนาจต้องถูกเลือกจากประชาชน...แล้วทุกคนพูดถึง ระบอบ ถึงโครงสร้างตัวนั้นเนี่ย ผมบอกว่าตัวนั้นถ้าไม่ปรับตัวนะ ผมว่าพัฒนาการขับเคลื่อนทางสังคม ผมทายไว้ก่อนเลยนะครับ มิคสัญญีจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยล้านเปอร์เซ็นต์?ตราบใดสังคมนี้ไม่ได้ ประชาธิปไตย หนึ่ง โครงสร้างไม่ปรับ สอง ยาก ผมบอกเลย ยาก ที่สังคมจะสงบนะครับ"

คำพูดของชาวบ้านสันทรายคองน้อย อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ก็น่าสนใจ โดยกล่าวว่ากระบวนการกลายเป็นแดงหรืออัตลักษณ์แดงมันไม่ได้คล้ายกับสมบัติ ที่ไปซื้อมาแล้วอยู่ๆก็เป็น แต่เห็นว่าผู้ขึ้นมามีอำนาจไม่ทำตามกติกาจึงกลายมาเป็นแดง คนเสื้อแดงบางส่วนกลายเป็นแดงด้วยเหตุผลนี้

"แต่ก่อนน่ะเหรอ เมื่อก่อนเป็นสีเหลืองน่ะสิ เมื่อก่อนนี้ก็เป็นเสื้อเหลือง อนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม พวกนี้ ในป่า ในอะไรพวกนี้ แล้วที่นี้เรื่องที่เป็นเสื้อแดงก็หมายถึงว่า ความไม่ยุติธรรม หมายความว่า กติกาคนเราจะต้องมีกติกาใช่ไหม กติกาก็หมายถึงสัญญา แล้วทีนี้ รัฐบาลมันไม่ทำตามสัญญาเราใช่ไหม ไม่ทำตามสัญญา ก็หมายความว่า ไปละเมิดข้อสัญญาเรา ไม่มีการเลือกตั้งขึ้นมา มีการไปแต่งตั้งขึ้นมา ไม่มีการเลือก แต่งตั้งแล้วเอาอภิสิทธิ์เป็นนายก อันนี้คือประชาชนเราไม่ได้เลือกตั้งขึ้นมา อันนี้หมายความว่าไม่ทำตามกติกา เหมือนกับชาวบ้านเราเหมือนกันน่ะ เมื่อมีการประชุม เราก็จะมีการกติกานะ ให้ทำตามแบบนี้ แล้วที่นี้ ทางรัฐบาลไม่ยอมทำตามกติกาเรา ตาก็เลยเริ่ม เออ ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นมา ก็เลยเป็นเสื้อแดง เป็นเสื้อแดงแบบนี้แหละครับ"

อันนี้คือสิ่งที่พยายามจะแยกให้เห็นว่า แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรของพรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้เป็นแขนขา ดังตัวอย่างคำพูดของแกนนำนปช.อำเภอดอยสะเก็ดที่ให้สัมภาษณ์ก่อนการเลือกตั้ง ว่า
"แต่ถ้าสมมติว่าพรรคที่ได้รับเลือกมาเป็นพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลนะครับ แล้วทำไม่ดี ทำห่วยยิ่งกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เราก็จะจัดการคนของเราเองนะครับ อันนี้ก็จองกฐินไว้ล่วงหน้าเลย กลุ่มของเราชนะแล้วไม่ใช่จะเลิก"
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เป็นกระบวนการตามกติกาของระบอบการเลือกตั้งที่ ถ้าพรรคการเมืองไม่ทำตามนโยบายที่ได้รับปากไว้ ประชาชนก็มีสิทธิที่จะกดดันเรียกร้องให้เปลี่ยนพรรคการเมือง

มีคำสองคำที่พูดในขบวนการเสื้อแดงมาก คือ ความเป็นแดง กับความเป็นไพร่ ซึ่งเมื่อไปถามคนเสื้อแดงว่า เสื้อแดงคืออะไร ทุกคนก็จะตอบคล้ายกันว่า เสื้อแดงคือ คนที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย เป็นผู้ที่รักความจริง

อันสุดท้ายสำคัญมาก คือชาวบ้านมองสื่อกระแสหลัก และสิ่งที่รัฐพูดนั้นเป็นข้อมูลด้านเดียว เสื้อ แดงเป็นผู้ที่จะมาเปิดข้อมูลอีกด้านหนึ่งให้โลกรู้ นี่เป็นที่มาว่า สื่อเสื้อแดงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะพยายามเปิดเผยความจริงด้านที่สังคมไทยปิด นี่เป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยทางการเมือง

ส่วนความเป็นไพร่สะท้อนความเป็นพลเมืองชั้นสองภายใต้ความสัมพันธ์กับรัฐไทย แต่พอผ่านการเลือกตั้งมาก็ไม่แน่ใจว่า วาทกรรมอันนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนการเลือกตั้งวาทกรรมนี้เป็นวาทกรรมใหญ่ ซึ่งนิยามให้เห็นว่า แม้เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแต่เป็นแค่พลเมืองชั้นสอง ไม่ว่าทำอะไรรัฐไม่เคยรับรู้ และพยายามกดทับอยู่ตลอดเวลา

ความเป็นแดงและความเป็นไพร่ เป็นอัตลักษณ์ร่วม ไม่ว่าจะเป็นใครหรือว่าอยู่ชนชั้นไหน แต่ด้วยความเป็นผู้ที่รักความจริง รักประชาธิปไตย เป็นผู้ไม่มีอำนาจทางการเมืองในสังคมไทย จึงกลายเป็นเสื้อแดง

******
อ่านปฏิกริยาร้อนๆของสลิ่มต่องานวิจัยนี้ที่บอร์ดเสรีไทย

ศาลอุทธรณ์สั่ง ขังยาวจำเลยคดีหมิ่น โจ กอร์ดอน : เป็นความผิดที่กระทบกระเทือนใจปวงชนผู้จงรักภักดี!

ที่มา Thai E-News


ที่มา สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

วานนี้( ๖ ก.ย.)เวลา ๑๑.๐๐ น. ศาลอาญาได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ ซึ่งทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวนายโจ กอร์ดอน หรือนายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยได้ระบุเหตุผลในคำวินิจฉัยว่า

” พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ความผิดมีอัตราโทษสูง ตามพฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะแห่งการกระทำนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อสถาบัน พระมหากษัติริย์อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักการะ กระทบกระเทือนจิตใจปวงชนผู้จงรักภักดี แม้โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้วแต่พยานยังไม่เข้าเบิกความต่ออศาลอาจเกิดความ เสียหายแก่รูปคดี และหากปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยอาจจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ยกคำร้อง และแจ้งเหตุผลการไม่อนุญาตให้จำเลยและผู้ขอประกันทราบโดยเร็ว ”

นาย Joe Gordon หรือ นายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ เป็นอดีตคนไทยที่เปลี่ยนสัญชาติเป็นคนอเมริกา ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ที่จังหวัดนครราชสีมา ที่บ้านพัก และถูกนำตัวมาสอบสวนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรุงเทพมหานครฯ ต่อมาได้นำตัวมาฝากขังและคุมขัง ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ตั้งข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยกล่าวหาว่าเป็นคนแปล หนังสือเรื่อง ” The king never smiles ” ซึ่ง Joe Gordon ให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุม และชั้นสอบสวน

ทั้งนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๔ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาพิเศษ ๑ สำนักงานอัยการสูงสุดได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโดยกล่าวหาว่า ระหว่างวันที่ 2 พ.ย.50 – 24 พ.ค.54 จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในเว็บบอร์ดคนเหมือนกันและเชื่อมโยงไปสู่ บล็อก โดยจำเลยใช้นามแฝงว่า สิน แซ่จิ้ว ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้แปลหนังสือต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรชื่อ The King Never Smiles จากฉบับอังกฤษเป็นไทย จำเลยนำข้อความซึ่งเป็นคำแปลดังกล่าวลงเพยแพร่ในเว็บบอร์ดเพื่อเผยแพร่บท ความที่มีลักษณะพาดพิง วิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ อันเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จากนั้นยังนำลิงก์ไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ชุมชนฟ้าเดียวกัน และเว็บไซต์ชุมชนคนเหมือนกัน เพื่อให้บุคคลเข้าไปอ่านคำแปลดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน และชั้นศาล ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:จดหมายจากคุกถึงทำเนียบขาว ท่านประธานาธิบดีเสรีภาพอเมริกันถูกย่ำยีโดยประเทศโลกที่3อย่างไทย
กราบเรียน ท่านประธานาธิบดีโอบาม่า-ผม เขียนจดหมายนี้ถึงท่าน เป็นเรื่องความเป็นความตายของผมในคุกที่กรุงเทพฯ,ประเทศไทย ทางการไทยจับกุมผมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมไม่สามารถต่อสู้คดีนี้ในกระบวนการยุติธรรมไทยได้แต่เพียงลำพัง เพราะว่า มันเป็นกระบวนการที่ฉ้อฉล อคติ และละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้ำร้ายยังเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม เป็นต้นว่า ในกรณีของผม มีการจองจำโดยไม่ให้ประกันตัว ผมจึงรู้สึกว่าน่าสลดใจที่เสรีภาพในการแสดงออกของเราชาวอเมริกัน ได้ถูกละเมิด ย่ำยี และลดทอนคุณค่าลงโดยประเทศโลกที่สามอย่างไทย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

มีความลำบากบางประการที่จดหมายจากนักโทษในเรือนจำจะสามารถส่งผ่านออกมาได้ การจดบันทึกจากต้นฉบับจึงเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่เสียงจากแดนตารางจะเร็ด ลอดออกมาได้

คุณโจ กอร์ดอน นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ได้ชื่อว่า “สิทธิมนุษยชน” ถูกบังคับใช้อย่างกว้างขวางและเท่าเทียม ทว่า ชายคนนี้ คนที่ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย ไม่เคยสัมผัสแต่เพียงนิดเดียว…ดังต่อไปนี้

(ฉบับแปล โดย ไทยอีนิวส์)

กราบเรียน ท่านประธานาธิบดีโอบาม่า

ผมเขียนจดหมายนี้ถึงท่าน เป็นเรื่องความเป็นความตายของผมในคุกที่กรุงเทพ,ประเทศไทย ทางการไทยจับกุมผมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รัฐบาลไทยใช้กฎหมายนี้กับนักกิจกรรม ปัญญาชน นักข่าว นักเขียน และนักการเมือง โดยคุมขังคนเหล่านี้ในเรือนจำนานนับทศวรรษในหลายกรณีแล้ว

ผมไม่สามารถต่อสู้คดีนี้ในกระบวนการยุติธรรมไทยได้แต่เพียงลำพัง เพราะว่า มันเป็นกระบวนการที่ฉ้อฉล อคติ และละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้ำร้ายยังเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม เป็นต้นว่า ในกรณีของผม มีการจองจำโดยไม่ให้ประกันตัว ผมจึงรู้สึกว่าน่าสลดใจที่เสรีภาพในการแสดงออกของเราชาวอเมริกัน ได้ถูกละเมิด ย่ำยี และลดทอนคุณค่าลงโดยประเทศโลกที่สามอย่างไทย

ผมอยากเรียกร้องให้อเมริกันชนทั้งมวลลุกขึ้นเถิดเพื่อสนับสนุนการปกป้องต่อ เกียรติภูมิของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาที่บัญญัติให้เสรีภาพในการแสดงออก เป็นข้อบทที่สำคัญยิ่ง ทว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับ รัฐบาลอเมริกันควรต้องพิทักษ์ปกป้องและประณามที่ไทยใช้กฎหมายอันมิชอบนี้ เป็นเครื่องมือปกป้องสถาบันกษัตริย์ให้พ้นไปจากการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอเมริกันเช่นผมที่โดนกระทำอยู่ในเวลานี้ และเพรียกหาอิสรภาพ ประเทศไทยต้องปล่อยผมจากคุกตั้งแต่บัดนี้

ขอพระเจ้าทรงอำนวยพระพรท่านประธานาธิบดี และอเมริกา

ด้วยความเคารพยิ่ง

โจ กอร์ด้อน

เรือนจำกรุงเทพฯ ประเทศไทย

( ฉบับภาษาอังกฤษที่จดบันทึกจากต้นฉบับ )

Dear President Obama :


I am writing to you as a matter of life and dead from jail in Bangkok, Thailand. The Thai authority charges me with lese “ majeste” and computer crime laws. The Thai government uses these laws to target activists , scholars, journalists, authors and politicians and sentence them to decade in prison on multiple charges.


I cannot fight my case against the Thai justice system alone. Because, the system is corrupted , bias, and violated human rights. Therefor, there is no fair treatment. For example, my case, by detaining me and not allowing bail. Beside, I feel sad to see our freedom of expression has been insulted, punished, and degraded by the third world country like Thailand.
I would like to ask all americans to stand up, support, and defence our “proud” U.S.constitutions freedom of expression that the Thai government does not respect. American government should protest and condemn Thailand for using this abusive laws as a tool to protect the royal institution from criticism, especially, my case in American soil. And, demands Thailand to release me from jail immediately.


God bless you , God bless America.
Sincerely,
Joe Gordon
Bangkok Jail, Thailand
_____________________________________________________


Joe Gordon หรือ นายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ เป็นอดีตคนไทยที่เปลี่ยนสัญชาติเป็นคนอเมริกัน ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ที่จังหวัดนครราชสีมา ที่บ้านพัก และถูกนำตัวมาสอบสวนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรุงเทพมหานครฯ ต่อมาได้นำตัวมาฝากขังและคุมขัง ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ตั้งข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยกล่าวหาว่าเป็นคนแปล หนังสือเรื่อง ” The king never smiles ” ซึ่ง Joe Gordon ให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุม และในชั้นสอบสวน

Joe Gordon ได้ถูกพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการได้ร่วมกันสอบสวน และ ได้ฝากขังโดยใช้อำนาจศาลถึง ๗ ผลัดเต็ม (ผลัดละ ๑๒ วัน) จึงยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๔ ซึ่งทนายความและญาติได้ยื่นประกันตัวหลายครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลว่า

“ตามพฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะการกระทำนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย สู่สถาบันกษัติริย์อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักการะ กระทบกระเทือนต่อจิตใจของปวงชนผู้จงรักภักดี ประกอบกับพนักงานสอบสวนได้คัดค้าน จึงเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ”

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาพิเศษ ๑ สำนักงานอัยการสูงสุดได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโดยกล่าวหาว่า ระหว่างวันที่ 2 พ.ย.50 – 24 พ.ค.54 จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในเว็บบอร์ดคนเหมือนกัน และเชื่อมโยงไปสู่บล็อก โดยจำเลยใช้นามแฝงว่า สิน แซ่จิ้ว ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้แปลหนังสือต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรชื่อ The King Never Smiles จาก ฉบับอังกฤษเป็นไทย จำเลยนำข้อความซึ่งเป็นคำแปลดังกล่าวลงเพยแพร่ในเว็บบอร์ดเพื่อเผยแพร่บท ความที่มีลักษณะพาดพิง วิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ อันเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จากนั้นยังนำลิงก์ไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ชุมชนฟ้าเดียวกัน และเว็บไซต์ชุมชนคนเหมือนกัน เพื่อให้บุคคลเข้าไปอ่านคำแปลดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน และชั้นศาล ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔

เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ ทนายความและญาติได้นำหลักทรัพย์จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ยื่นประกันตัวต่อศาลอาญาอีกครั้ง แต่ศาลยังยืนยันคำสั่งเดิม

ต่อมาวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเพื่อหวังขอความยุติธรรมต่อศาลอุทธรณ์

นี่ไม่ใช่นักโทษรายแรกที่ถูกจองจำโดยถูกปฏิเสธการให้ประกันตัว และอาจไม่ใช่รายสุดท้ายเช่นกัน !

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ข้อความจากคุกที่โจ กอร์ด้อน นักโทษ112อยากให้โลกได้ยิน พญาอินทรีได้ฟังเต็ม2หูแล้วถึงกับเต้น

-บทความแปล: ประธานาธิบดี โอบาม่า ลงนามในกฎหมาย ห้ามผู้ฝ่าฝืนสิทธิมนุษยชนเข้าประเทศ

ธิดา:4แนวปะทะใหม่ทางการเมือง

ที่มา Thai E-News


วันนี้(7ก.ย.)นปช.แถลงข่าวจัดกิจกรรมต้านรัฐประหารครบรอบ 19 กันยา 49 ในวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายนนี้ พร้อมยุทธศาสตร์ 4 แนวปะทะข้ามผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

4แนวปะทะทางการเมือง สื่อกระแสหลักในมืออำมาตย์จารีตนิยม,นักวิชาการจัดตั้งของอำมาตย์,กระบวนการ ไม่ยุติธรรมและองค์กรที่ไม่อิสระจริงๆ และการทำรัฐประหาร ฝ่ายประชาธิปไตยมีภารกิจหน้าที่ในการฝ่าแนวปะทะไปได้อย่างไร

โดย ธิดา ถาวรเศรษฐ
7 กันยายน 2554

หลังจากพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะทางการเมืองฝ่ายประชาชน จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นี่มิได้หมายความว่า เป็นการรบชนะทุกแนว

ที่จริงเพิ่งชนะแนวใหญ่แนวเดียวเท่านั้นเอง ยังมีแนวรบอีกหลายแนวที่เป็นเครือข่ายของระบอบอำมาตยาธิปไตย

แต่นี่มิใช่เรื่องเกรงกลัว เพราะการเอาชนะแนวใหญ่ที่สำคัญที่สุดคือ สามารถเอาชนะการเลือกตั้งมาตลอด และชนะยิ่งใหญ่ในครั้งล่าสุด ย่อมเป็นกำแพงที่มีหลังพิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แต่, ด้วยเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย และการครอบงำที่มีมายาวนาน ในทุกปริมณฑล ทำให้คนชั้นกลางและคนชั้นสูง กลายเป็นพวกอนุรักษ์นิยมที่ได้อำนาจ ได้ผลประโยชน์ จากระบอบอำมาตยาธิปไตย และกลัวการลุกขึ้นต่อสู้ของมวลชนพื้นฐาน

พูดให้ถึงที่สุดก็คือ คนชั้นกลางและคนชั้นสูงเหล่านี้ พึงพอใจในฐานะทางสังคม บทบาท และอำนาจที่ตนมีอยู่ ที่มิได้มาจากการต่อสู้แต่อย่างใด จึงกลัวการเปลี่ยนแปลงและการต่อสู้ของประชาชน

ทั้งที่ยังมิได้เข้าใจว่า การต่อสู้ของประชาชนนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย ได้ความเป็นธรรมในสังคม และความเจริญก้าวหน้าของประเทศ คนทุกกลุ่มในประเทศจะได้รับผลประโยชน์ทั่วหน้า แต่ต้องเป็นผลประโยชน์ที่สมเหตุผล และไม่เป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม

ความซับซ้อนของสังคมไทย เกิดจากการที่โครงสร้างชั้นบนของสังคม อันได้แก่การเมือง การปกครอง, อุดมการณ์, วัฒนธรรม, การศึกษา ความคิดที่ครอบงำชี้นำการปฏิบัติล้าหลัง อยู่ในระบอบอำมาตยาธิปไตย และเป็นรัฐตัวจริงที่มีอำนาจควบคุมประเทศ

ในขณะที่รากฐานเศรษฐกิจเราค่อนข้างพัฒนาตามทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ แต่ทุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ก็พัฒนาไปได้ โดยอาศัยอำนาจรัฐในมือเป็นตัวช่วยสนับสนุนการผูกขาดตลอดมา

ทุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ยังเติบโตพร้อมกับการที่มีอำนาจเหนือประเทศยาวนาน ทำให้ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายก็สวามิภักดิ์ต่อระบอบอำมาตย์ในไทยเช่นกัน

ทุนกลุ่มใหม่ที่นอกเหนืออำนาจการควบคุมที่เติบใหญ่ และยึดครองหัวใจประชาชน มวลชนพื้นฐาน จึงเป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มทุนเครือข่ายอนุรักษ์นิยม และชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง อนุรักษ์นิยม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเอาชนะการเลือกตั้ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เราจึงเห็นแนวรบและสนามฆ่าคนในรูปแบบต่าง ๆ เกิดขึ้นนับจากได้อำนาจรัฐครั้งที่สอง พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา

เพราะเครือข่ายระบอบอำมาตย์ ไม่อาจปล่อยให้การสูญเสียอำนาจและสถานะเกิดขึ้นได้อีกต่อไป เพราะนั่นจะหมายถึงมีจุดสิ้นสุดระบอบอำมาตยาธิปไตยในประเทศไทย

กองกำลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเป็นกองกำลังรบแนวแรกที่ ได้ผลอย่างยิ่ง แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน กองกำลังนี้กำลังถูกสลาย เนื่องจากความขัดแย้งภายใน แกนนำ และความขัดแย้งกับพรรคการเมือง อนุรักษ์นิยม คือ พรรคประชาธิปัตย์

ขณะนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังร้องเพลง “น้ำตาเถ้าแก่” ที่มีเนื้อหาตัดพ้อต่อว่าแม่ยก
“เช่น ดังตัวผมต้องตรมดวงใจกลัดหนอง แม่ยกต้องมาจากจร ตัวอย่างเห็นกันไป ลืมคนเสื้อเหลือง แล้วยังมาว่าร้ายให้ แม่ยกเธอช่างเหลือร้าย โง่เง่าหรือไรถึงคิดไม่เป็น” หรือบางตอน “สิ้นสุดกันเถิดหนา แม่ยกแมลงสาบใจสอง ชาตินี้ไม่ขอใฝ่ปอง ให้มามัวหมองต่อไป หลงรูปคนหล่อ สอบตกคร่ำครวญร้องไห้ ยังเชื่อเจ้าหล่อต่อไป อาจจะชิบหายสักวันนะเธอ”

สรุปว่า แนวปะทะด้านพันธมิตรยังมีอยู่ แต่ยังไม่มีกำลังพอที่จะปะทะเป็นด่านแรก

แนวปะทะแรก จึงเป็นสื่อกระแสหลักที่เป็นสื่อในกำกับของทุนอนุรักษ์นิยม และระบอบอำมาตย์ รวมทั้งองค์กรสื่อที่แสดงบทบาทอยู่ในขณะนี้

การมองสื่อกระแสหลัก จึงต้องมองให้เห็นว่า เป็นแนวปะทะสำคัญในการต่อสู้ระบอบอำมาตย์ จำเป็นที่ต้องมีแนวทางและยุทธศาสตร์ในการทำให้สื่อเข้าสูแนวคิดเสรีนิยม

การปะทะแนวรบสื่ออนุรักษ์นิยม จึงต้องเปิดประตูเสรีภาพของสื่ออย่างเต็มที่ และผลักดันอุดมการณ์ประชาธิปไตย แนวคิดเสรีนิยมให้เข้ามาแทนที่ อุดมการณ์ระบอบอำมาตย์ และความคิดอนุรักษ์นิยม จารีตนิยมให้ได้

การทำลายการผูกขาดของสื่อ และสัมปทานที่ดูแลโดยกองทัพกลุ่มอำมาตย์ กลุ่มจารีตนิยม มุ่งให้สื่อเปิดเสรี และให้เสรีภาพสื่อเต็มที่ ให้กลไกตลาดและความนิยมของประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

นี่จึงเป็นแนวปะทะที่สำคัญที่ฝ่ายประชาชนต้องผลักดันให้เลิกผูก ขาดสื่อให้ได้ ทั้งต้องเปิดโปงเรื่องราวเบื้องหลังสื่อแต่ละค่าย ให้ประชาชนเข้าใจว่า สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนค่ายต่าง ๆ และเชื่อมโยงกับเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างไร

แนวปะทะที่สอง คือ นักวิชาการ เป็นแนวปะทะที่สำคัญอีกแนวหนึ่ง ซึ่งมักเชื่อมโยงกับสื่อ คือ กลุ่มนักวิชาการ ตัวอย่างนักวิชาการที่แสดงตัวให้ปราบประชาชนเมื่อปี 2553 จำนวน 303 คน ก็มีอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์เป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ

หารายชื่ออ่านได้ในมหาประชาชน ปีที่ 1 ฉบับที่ 51 วันที่ 19-25 สิงหาคม 2554 และเร็ว ๆ นี้นักวิชาการค่าย ทีดีอาร์ไอ พูดตรง ๆ เป็นสถาบันที่รวบรวมนักวิชาการที่สนับสนุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ โดยมีคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นผู้สนับสนุนหลักในการก่อตั้งและดำเนินงาน

ในระยะแรกก็ดูเป็นนักวิชาการเสรีนิยม และสนับสนุนกลไกตลาดในการดูแลเศรษฐกิจ สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อต้องการโค่นคุณทักษิณ ชินวัตร ทีดีอาร์ไอ ก็รวมศูนย์ จัดการอย่างมีพลัง เช่น การปล้นสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี และยึดมาอยู่ในเครือข่ายอำมาตย์และค่ายเนชั่น

รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญในการใช้ความเป็นนักวิชาการ จัดการเรื่องคดีของคุณทักษิณ เช่น คดีหุ้น

ยังมีนักวิชาการอื่นอีกมากที่จะโผล่ออกมาในแนวปะทะที่สองนี้ เราจึงต้องขยายกำลังแนวร่วมนักวิชาการประชาธิปไตยให้มีบทบาทมากขึ้น ในหมู่ประชาชน ในสื่อกระแสหลัก สื่ออินเตอร์เนท และสื่อสีแดง

แนวปะทะนี้เป็นแนวที่ต้องต่อสู้ด้วยหลักการและองค์ความรู้ มิใช่ด้วยอารมณ์

นอกจากขยายแนวร่วมนักวิชาการแล้ว ฝ่ายประชาชนเองก็ต้องยกระดับองค์ความรู้เพื่อโต้กับนักวิชาการอำมาตย์ได้ ด้วย และขยายให้ประชาชนส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เสื้อแดงได้ยกระดับด้วย

แนวปะทะที่สาม สำคัญยิ่งคือ กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระต่าง ๆ มากมายที่อยู่ในการครอบงำของระบอบอำมาตย์ค่อนข้างสิ้นเชิง

แนวปะทะแนวรบนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็มีบทบาทเป็นด้านหลักในการต่อสู้ของประชาชนให้ได้ระบอบประชาธิปไตย การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 และเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยมือประชาชน จะเป็นเรื่องหลักในแนวปะทะนี้

การทวงความยุติธรรมให้กับคนตาย 92 + 1 ศพที่เพิ่งฌาปนกิจเมื่อวันที่ 5 ก.ย. นี้เอง (คุณหรั่ง) คนบาดเจ็บและคนถูกจองจำ ตลอดจนคนที่ถูกตั้งข้อหาร้ายแรง อย่างไม่เป็นธรรม

บาปกรรมและชะตากรรมประเทศไทยจึงขึ้นอยู่กับแนวรบให้ได้นิติรัฐ นิติธรรม ว่าจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่
แนวปะทะสุดท้าย คือ การก่อรัฐประหารโดยกองกำลังประจำการของประเทศ นี่เป็น รูปแบบสูงสุดของการขัดขวางระบอบประชาธิปไตย โดยใช้กำลังอาวุธยึดอำนาจ และปราบปรามประชาชน

ถามว่า อาจเกิดได้ไหม ก็ต้องตอบว่า เกิดได้ ถ้าฆ่าประชาชนมือเปล่าตายได้โดยไม่สะทกสะท้าน และไม่มีการยอมรับผิดใด ๆ หรือไม่อาจเปิดเผยความจริงให้ปรากฎได้

Wednesday, September 7, 2011

ดีเอสไอ รับคดีคณะกรรมการสรรหา กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ เป็นคดีพิเศษ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ดีเอสไอ มีมติรับคดี คณะกรรมการสรรหา กสทช. เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เข้าเป็นคดีพิเศษ ให้นายกรัฐมนตรีตัดสิน จะนำ 11 ผู้ได้รับเลือกทูลเกล้าฯหรือไม่...



ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ
มีมติรับคดีคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
และโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เข้าเป็นคดีพิเศษ

โดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ได้รับมอบหมายให้แถลงข่าวโดยระบุว่า
การรับเป็นคดีพิเศษจะส่งผลให้ดีเอสไอตรวจสอบทางอาญาต่อคณะกรรมการสรรหา
ไม่เกี่ยวกับ กสทช. ที่ได้รับเลือกทั้ง 11 คน
ส่วนนายกรัฐมนตรี จะมีความเห็นอย่างไรในการทูลเกล้าฯ รายชื่อแต่งตั้ง
ก็เป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ดีเอสไอไม่สามารถก้าวล่วงได้
การตรวจสอบของดีเอสไอเป็นการตรวจกรณีคณะกรรมการสรรหา
มีองค์ประกอบและกระบวนการสรรหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ที่ได้รับเลือก ซึ่งจะต้องเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้


http://www.thairath.co.th/content/pol/200002

"ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล" เปิดใจผ่าน FB แฉ ธปท. ทำเจ๊ง 4 แสนล้านปี 53

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon

"ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล" เปิดใจผ่าน FB
"กองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ" แฉ ธปท. ทำเจ๊ง 4 แสนล้านปี 53




รมว.คลัง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เขียนชี้แจงผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว

กรณีเหตุผลของกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ

โดยขออนุญาตคัดลอกต้นฉบับจาก Facebook ของธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

โดยไม่ตัดทอนใดๆทั้งสิ้นดังนี้


1 การนำเงินทุนสำรองไปลงทุนแบบกองทุนมั่งคั่งของชาติจะมีความเสี่ยงหรือไม่

ต้องยอมรับว่าการลงทุนทุกรูปแบบมีความเสี่ยงทั้งนั้น เช่น
สมมุติให้กู้แก่โครงการรถไฟความเร็วสูงในเอเชีย
ลักษณะความเสี่ยงก็อาจเกิดจากจำนวนผู้โดยสารมีน้อยกว่าที่คาดไว้
แต่ก็น่าจะเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้
เนื่องจากเอเชียเป็นประเทศกำลังพัฒนา การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับที่สูง
ดังนั้น โครงการใดที่สนองความจำเป็นพื้นฐานถึงแม้หากจะบังเอิญมีปัญหาระยะสั้น
แต่ในระยะยาวก็จะมีโอกาสฟื้นได้แน่นอน

แต่อย่าเข้าใจผิดว่าการที่ ธปท. นำเงินทุนสำรองไปลงทุน
ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและยุโรปดังที่ปฏิบัติอยู่ขณะนี้ไม่มีความเสี่ยงนะครับ
เพราะที่แท้จริงมีความเสี่ยงทั้งในด้านราคาที่ขึ้นๆลงๆ
และในด้านค่าเงินต่างประเทศที่อ่อนตัวเพราะมีการพิมพ์เงินออกมามากเกินไป

ทั้งนี้ ท่านทราบหรือไม่ว่าปี 2553 ธปท. มีผลขาดทุนจากดอกเบี้ย
และอัตราแลกเปลี่ยนสูงถึง 117,473 ล้านบาท
และยังมีขาดทุนจากการตีราคาหลักทรัพย์อีก 260,211 ล้านบาท
จำนวนเงินที่สูงมหาศาลเช่นนี้คือปัญหาที่ควรจะต้องแก้ไขครับ

2 การนำเงินทุนสำรองไปลงทุนแบบกองทุนมั่งคั่งของชาติเป็นการแทรกแซง ธปท. หรือไม่

ไม่เป็นการแทรกแซง ธปท. ครับ แต่เป็นการช่วยกันคิดเพื่อแก้ปัญหา
เพราะ ณ สิ้นปี 2553 ธปท. มีส่วนของทุนติดลบเป็นจำนวนเงินมหาศาล
สูงถึง ติดลบ 431,829 ล้านบาท ถ้าเป็นธุรกิจเอกชนก็จะต้องปิดกิจการไปแล้ว
นี่ไม่ใช่สี่แสนบาทนะครับ แต่เป็นสี่แสนล้านบาท

ถึงแม้ ธปท. ไม่ได้ขอให้รัฐบาลช่วยตั้งงบประมาณมาช่วยแก้ไขขาดทุนของ ธปท.
แต่ทรัพย์สินของ ธปท. ก็เป็นทรัพย์สินของชาติ
ซึ่งควรมีการบริหารจัดการให้ดีที่สุด
นอกจากนี้ การที่ ธปท. ขาดทุนจำนวนมหาศาลเช่นนี้
ก็ทำให้ ธปท. ไม่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระหนี้กองทุนฟื้นฟู
ซึ่งมีอยู่กว่าหนึ่งล้านล้านบาท ได้
ทำให้รัฐบาลมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเพื่อกองทุนฟื้นฟูแต่ละปี 50-60,000 ล้านบาท
และขณะนี้ ธปท. ก็ได้ขึ้นดอกเบี้ยไปอยู่ในระดับสูง
ทำให้ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายให้แก่กองทุนฟื้นฟูต้องสูงขึ้นไปด้วยทุก วัน
จึงเป็นภาระต่อนโยบายทางการคลังอย่างมากครับ

3 จำนวนที่จะกันไปเป็นกองทุนมั่งคั่งของชาติควรจะมาจากบัญชีใดใน ธปท.

ผมได้ให้ ธปท. ไปศึกษา โดยในหลักการ
จะไม่แตะต้องทองคำและเงินบริจาคของหลวงตา
และจะไม่แตะต้องจำนวนที่ต้องใช้หนุนหลังการออกธนบัตร

4 ธปท. จำเป็นต้องกันทุนสำรองสภาพคล่องเอาไว้
เท่ากับเงินที่ต่างชาติได้นำมาซื้อ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์และพันธบัตรหรือไม่
เพื่อรองรับในกรณีที่ต่างชาติอาจจะขายและนำเงินกลับออกไป

ไม่จำเป็นครับ ต่างชาติที่หากจะรุมกันขายหุ้น
ก็จะทำให้ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่ง
ก็จะทำให้ต่างชาติชะลอการขายกันเอง
ส่วนคนไทยก็ไม่ต้องไปตื่นเต้นกับเขาและคอยรอรับซื้อเมื่อราคาลงต่ำก็พอ

นอกจากนี้ หากต่างชาติรุมกันนำเงินกลับออกไป
เงินบาทก็จะอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว
ธปท. ก็ไม่ควรจะไปฝืนสภาพตลาด
ธปท. ควรจะปล่อยให้ค่าเงินปรับลดลงตามธรรมชาติ
ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินทุนสำรองเข้าไปรองรับเอาไว้ดังเช่นในปี 2540


http://www.go6tv.com/2011/09/fb-4-53.html

‘จตุพร’ยันไม่ใช้เอกสิทธ์ ขอสู้คดีเอง หวั่นภาระรัฐบาล

ที่มา ข่าวสด

ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณีที่ส.ส.พรรคเพื่อไทย 9 คน ทำหนังสือถึงประธานสภาฯ ขอให้พิจารณาการสละสิทธิความคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลไม่ประสงค์จะใช้เอกสิทธิว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมาทางพรรคได้มีการหยิบยก ในกรณีเรื่องดังกล่าวมาพิจารณา โดยเอามติของรักษาการวิปรัฐบาล ในกรณีที่ตนและพรรคพวก9 คน ที่ไปแสดงเจตนาที่ดีเอสไอ ประสงค์ที่จะไม่ใช้เอกสิทธิ์ของการเป็นส.ส.ในช่วงสมัยการประชุม และดีเอสไอ ทำเรื่องมายังสภาฯในวันนี้ที่ประธานจะบรรจุระเบียบวาระ


“ผมและเพื่อนๆทั้ง 9 คน ยืนยัน เจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าไม่ประสงค์จะใช้เอกสิทธิ์ แต่ตามรัฐธรรมนูญให้อำนาจเป็นของที่ประชุมสภา วันนี้ผมก็จะร้องขอไปยังเพื่อนสมาชิกให้ลงมติให้พวกผมไม่ต้องใช้เอกสิทธิ์ เพราะคดีนี้ไม่ต้องการค้างคาใจ และไม่ต้องการให้เป็นภาระของรัฐบาล แต่บรรดาเพื่อนสมาชิกต่างก็ยังพูดถึงเรื่องประเพณีปฏิบัติ ผมต้องการไปสู้คดี เพราะในสภาฯ เวลาเปิดสมัยประชุมสมัยแรก 4 เดือน เว้น 4 วันก็เปิดอีกสมัย ระยะเวลาการต่อสู้คดีจึงนานออกไป และหากสภาไม่เห็นด้วย ผมก็จะแจ้งกลับไปที่ดีเอสไอให้ทำเรื่องกลับมาที่สภาใหม่เพราะเป็นเรื่องที่ ผมจะไปดำเนินการตามลำพังไม่ได้ต้องอยู่กับที่ประชุมสภา”นายจตุพรกล่าว

เมื่อถามว่า นายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรค ออกมากล่าวถึงกระบวนการปรองดองของรัฐบาล โดยมีการพูดถึงความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน คดีไหนที่อยู่ในชั้นอัยการก็ขอให้ยกฟ้อง ศาลไหนจบแล้วให้ออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม นั้น นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้ฝ่ายที่ฆ่าประชาชน ไม่มีความรู้สึก เพราะคดีไม่ไปถึงไหน ยังทำท่าทียโสโอหังอยู่ ทั้งที่ควรเข้าตะแลงแกง หรือเข้าเรือนจำอย่างที่ตนเข้าไปมาแล้ว ตนเข้าใจเจตนาของคุณวัฒนา แต่บ้านเมืองต้องเดินหน้า ตนยืนยันได้ว่าพวกตนไม่ใช่อุปสรรคของการสร้างความปรองดอง”นายจตุพรกล่าว และว่าที่ยังไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดของนายวัฒนานั้นไม่ได้หมายความว่าไม่ เห็น แต่ฝ่ายตนฝ่ายเดียวที่ถูกตัดสิน บางคดีถูกขังฟรี บางคดีถูกขังเป็นปีแล้วยกฟ้อง ตรงนี้ใครจะรับผิดชอบไปแล้ว

'วีระกานต์'วอนอย่ากีดกัน ขอพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณ

ที่มา thaifreenews

โดบ bozo



"วีระกานต์ มุสิกพงศ์" วอนพวกเห็นแย้งอย่ากีดกันการยื่นฎีกา
ขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยันไม่กระทบรัฐบาล...



เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 7 ก.ย. นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์
แกนนำนปช. นำกุหลาบแดงช่อใหญ่เข้าอวยพรวันเกิดพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์
ที่บ้านสนามบินน้ำ โดยขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ตอนนี้หน้าตาสดใส อายุเหมือน 29 ปี

จากนั้นนายวีระกานต์ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เท่าที่ทราบ ตอนนี้เรื่องอยู่ที่กรมราชทัณฑ์
และกำลังสรุปส่งไปยังรมว.ยุติธรรม ที่ให้สัมภาษณ์ว่า
หากเรื่องมาถึงมือจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ
ส่วนที่มีการมองว่า มีการเร่งดำเนินการของรัฐบาลนั้น เรื่องนี้เร่งมา 2 ปีแล้ว
ใครเป็นรัฐบาลก็โดนเร่งทั้งนั้น ถ้าพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล ตนก็เร่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่กลัวรัฐบาลจะลำบากใจหรือ นายวีระกานต์ กล่าวว่า
ไม่เห็นรัฐบาลจะมีความลำบากใจอะไร เป็นการปฏิบัติหน้าที่
เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่มีใครบีบบังคับ

เมื่อถามอีกว่า ประเด็นนี้อาจทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอนได้
นายวีระกานต์ กล่าวว่า คนที่ไม่เห็นด้วย ออกมาเคลื่อนไหวก็เป็นสิทธิ์
แต่คนที่ยื่นขอก็เป็นสิทธิ์ของเขาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ชัดว่า
การพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจ
เพราะฉะนั้นคนอื่นจะมายุ่งทำไม ยังไม่รู้ว่าจะมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไร
คนที่ยื่นฎีกาเขาพร้อมจะรับผล ไม่ว่าจะออกมาเป็นทางบวกหรือทางลบ ก็ถือเป็นยุติ
แล้วคนที่ไม่อำนาจจะมายุ่งทำไม

เมื่อถามว่า จะทำให้รัฐบาลอายุสั้นหรือไม่ นายวีระกานต์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกันเลย
การขอพระราชทานอภัยโทษ
ใครๆ ก็ขอได้ ถูกประหารชีวิตก็ขอพระราชทานอภัยโทษได้ ไม่เห็นมีปัญหาอะไร

ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า ที่ผ่านมา ไม่มีใครไม่รับโทษแล้วได้รับการอภัยโทษ
นายวีระกานต์ กล่าวว่า ไม่จริง มีแต่อย่าไปเอ่ยชื่อเขาเลย ยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีปัญหาอะไร
และไม่มีกฎหมายใดเขียนไว้ด้วย เพียงแต่ใครจะขออภัยโทษ
ก็ทำเรื่องไป แล้วเจ้าหน้าที่จะให้ความเห็นประกอบ ข้อสำคัญอย่าไปกีดกัน



http://www.thairath.co.th/content/pol/200018