WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 9, 2011

สายฝนโปรย

ที่มา Thai E-News


สายฝนโปรย....

น้องสาวผู้เฝ้ารอพี่ชายได้เพียงเกาะลูกกรงรอ...
มาม่า และยารักษาอาการเกร็งใกล้จะหมด ๕ วันแล้วที่พี่ไม่มา

ไม่เคยเป็นเช่นนี้... เธอบ่นรำพึงกับสายฝนที่กระเซ็น ...

น้ำตาเริ่มไหล


อีกมุมหนึ่งของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ... พี่ชายเธอเกาะลูกกรง เงียบ...เหงา... ไม่มีใครรู้เรื่องนี้

เขาบ่นรำพึงกับสายฝนที่กระเซ็น... "พี่ขอโทษนะ ดา ที่พี่ไปเยี่ยมไม่ได้...."


สายฝนโปรย..

โดย อานนท์ นำภา

ท่าทีต่อศีลธรรมและการผลิตนิทานปรัมปราของสื่อมวลชนไทย

ที่มา Thai E-News

โดย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
การ์ตูนประกอบ GAG LAS VEGAS

เหตุการณ์ล่าสุดที่ผู้สื่อข่าวช่อง 7 นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทรถูกคุกคามโดยกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มเล็กที่ไม่พอใจการนำเสนอข่าว ที่พวกเขาคิดว่าไม่เป็นกลาง และมีการเรียกร้องปลดให้ผู้สื่อข่าวคนดังกล่าว

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่โชคร้ายยิ่งนัก ผมกับคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ขอสนับสนุนเสรีภาพของการแสดงออกของคุณสมจิตต์ รวมถึงสิทธิของนักข่าวไทยทุกคนในการตั้งถามคำถามต่อบุคคลใดก็ได้ และตีพิมพ์ความคิดเห็นดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือแน่นอนที่สุดคือถูกจับกุม

แต่มันน่าขบขัน เมื่อกลุ่มบุคคลเดียวกันนี้กลับนิ่งเฉย เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมถูกยิงโดยพลซุ่มยิง และเพื่อนนักข่าวร่วมวิชาชีพถูกดำเนินนคดีจอมปลอมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพที่ไม่มีมูล

แน่นนอนว่าสื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเรื่องภาพรวม พวกเรากำลังมองดูการตีโพยตีพายตามสัญชาตญาณทั่วโป และการผสมปนเปเรื่องราวดังกล่าว

มีสร้างกระแสความตื่นตระหนกเกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมที่สูงเกินจริง โดยพยายามป้ายสีคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ใหญ่และกล้าหาญที่สุดกลุ่ม หนึ่งในโลก ว่าเป็นสัญลักษณ์จิตในคับแคบ

ผู้นำกลุ่มโดยธรรมชาติอย่างนักข่าวของเดอะเนชั่นที่มักเจตนาเพิกเฉยต่อข้อมูล และที่พยายามบิดเบือนกรณีสมจิตต์ให้ตรงกับความเห็นส่วนตัวอย่างถึงที่สุด

ไม่ต่างจากเหตุการณ์เรื่องการเผาตึก Reichstag [เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยเผด็จการนาซีเรืองอำนาจ และนาย Van der Lubbe ถูกประหารชีวิตหลังจากถูกทรมานให้รับสารภาพ-ผู้แปล]

นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ก็ มีพฤติกรรมไม่ต่างกัน เนื่องจากมีการตีพิมพ์บทความเข้าข้างกลุ่มอำมาตย์หลายบทความ ซึ่งพิจารณาได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในแคมเปญใส่ร้ายป้ายสี

เสื้อแดงบางคนเกิดความรู้สึกอึดอัดและใจร้อนกับรัฐบาลใหม่ ซึ่งสนใจที่จะรักษาเสถียรภาพท่ามกลางอำนาจที่มองไม่เห็นของตุลาการนอกระบบ ซึ่งคุกคามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (ตามบทความของผมเรื่องรัฐซ้อนรัฐ) แต่ละเลยที่จะปกป้องกลุ่มเคลื่อนไหวจากการถูกโจมตีเหล่านี้

พวกเขาไม่ควรต้องรู้สึกเช่นนั้นเลย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรควรจะเคลื่อนไหวหรือพูดอะไรมากกว่านี้เพื่อปกป้องสมาชิกของกลุ่มคน เสื้อแดง

เพราะไม่มีเหตุผลใดที่พวกเขาควรจะอดทนต่อข้อกล่าวหาอันไร้สาระอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นผลมาจาก “แคมเปญ” ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อคุกคาม

ท่าทีเกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมจอมปลอมของกลุ่มสื่อมวลชนชั้นนำที่ถูกควบคุมใน ประเทศไทยไม่ได้เป็นเรื่องของอุบัติเหตุหรือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

การกระทำของพวกเขาเป็นการผลิตนิทานปรัมปราโดยตรง เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับแต่งเรื่องราวและสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ ความรุนแรงต่อคนเสื้อแดงในสลายการชุมนุมนองเลือดในปี 2553

เมื่อข่าวจอมปลอมเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้น มันจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับพลเรือนและผู้สังเกตการณ์ชาวต่างชาติ ที่จะหวนกลับไปมองเหตุการณ์เมื่อครั้งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ปิดวิทยุชุมนุมหลาย ร้อยสถานี

จำคุกนักโทษทางการเมืองร่วมร้อยราย เพราะพวกเขาใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และแน่นอนคือ สั่งให้กองทัพยิงสังหารผู้ชุมนุมมือเปล่า

พวกกลุ่ม “เอ็นจีโอ” เหล่านี้ไม่พูดอะไรแม้แต่นิดเดียว และการคนกลุ่มเดียวกันนี้ต้องการที่จะเคลื่อนไหวปกป้องผู้สื่อข่าวช่อง 7 กลายมาเป็นเรื่องของความแสแสร้ง และการฉกฉวยโอกาสอย่างล้ำลึก

และยังทำให้สร้างความสับสนต่อความเข้าใจของประชาชนถึงประเด็นปัญหาที่สำคัญ

นี่คือข้อเท็จจริง ประเทศไทยมีปัญหาใหญ่เกี่ยวกับเรื่องเสรีภาพของการแสดงออก

นี่คือประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากกว่าประเทศใดในโลกนี้

ประเทศที่กฎเกณฑ์อันเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่เป็นลายลักษณ์อักษรถูกนำไปใช้ อย่างเลินเล่อร้ายแรง ถึงขั้นที่สื่อมวลชนถูกท้าทายอย่างล้ำลึกในการทำหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อ อำนวยความสะดวกให้กับการกระทำผิด และทำให้ผู้กระทำผิดรู้สึกสบายใจ

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า สื่อมวลชนในกรุงเทพฯถูกทุ่มเททำงานห้กับฝ่ายตรงข้ามตนเอง

นักข่าวที่ยึดถือเสรีภาพทางการแสดงไม่ควรแค่ปกป้องสิทธิผู้สื่อข่าวช่อง 7 ในการถามคำถามยากๆ แต่ควรจะใช้เวลาทุกวันถ้าเป็นไปได้ในการเข้าฟังการพิจารณาคดีของผู้อำนวยการ เวปไซต์ประชาไท จีรนุช เปรมชัยพร

พวกเขาควรติดตามข่าวสารล่าสุดของคดีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และเผยแพร่ข่าวสารนั้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการดำเนินคดีเหล่านี้และคดีอื่นๆ

และสำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกโดดเดี่ยวและถูกชักนำในทางที่ผิด พวกเขาควรจะปล่อยให้กลุ่มนักข่าวทุกคนไม่ว่า จะมีจุดยืนในทางการเมืองแบบใดก็ตาม ทำหน้าที่ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกคุกคาม

อย่างไรก็ตาม หากตัดสินจากวันแรกๆที่พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน เรื่องเล่าของสื่อมวลชนมีแนวโน้มว่าจะเพ่งความสนใจไปที่ “โครงเรื่อง”ในจินตนาการที่เกี่ยวกับความรุนแรงของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างขาด ความเชื่อมโยง และไม่สมเหตุสมผลมากขึ้น

รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาจินตนาการเกี่ยวกับทักษิณ และในขณะเดียวกันก็จะเพิกเฉยต่อเรื่องราวที่สำคัญที่สุดนั้นคือ เรื่องราวของประเทศที่เสียหาย และเต็มไปด้วยความวุ่นวายกำลังที่พยายามจะกลับกลับไปปกครองโดยรัฐบาลที่มา จากการเลือกตั้งประชาชน

มีการพิจารณาสร้างความปรองดองผ่านทางการรับผิดของทหารอย่างที่ไม่เคยมีมา ก่อน และการเผชิญหน้ากับสภาวะที่ยุ่งเหยิงของเสรีภาพสื่อมวลชน

แต่หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกที่จะถลำลึกและหลงใหลไปกับเรื่องของทักษิณอย่างผิดๆมากกว่าความสุขของคนไทยมากเท่าไร

พวกเขาก็จะทำให้ตนเองกลายกลุ่มบุคคลนอกประเด็นได้เร็วขึ้นเท่านั้น

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-ธิดา:4แนวปะทะใหม่ทางการเมือง

สว.ลากตั้งสุมหัวสภาทนาย-สมาคมสื่อ-ปชป.คุกคามแดง นักข่าว7สีฉอดๆตร.วางหูใส่ให้เรียกเฉ่ง

ที่มา Thai E-News

ลายเส้นฝีมือGAG LAS VEGAS

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 กันยายน 2554

กลุ่ม 40 สว.ลากตั้งอุ้มนักข่าว7สี สภาทนายกางปีกป้อง นักข่าวอภิสิทธิ์ฟ้องฉอดๆให้ตามเอาเรื่องไม่เลิกรา

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายสมชาย แสวงการ อดีตสื่อ สว.ลากตั้งที่ทำตัวรับใช้เผด็จการมาตลอด เป็นประธาน นายสัก กอแสงเรือง อดีตนายกสภาทนายความ สว.ลากตั้งอีกรายเป็นตัวตั้งตัวตี ได้เชิญ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เข้าร่วมประชุมกรรมาธิการ ในวันนี้( 8 กันยายน) เวลา 14.00 น.

น.ส.สมจิตต์ ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาด้วยได้ฟ้องต่อคณะกรรมาธิการ โดยเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับการตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปจนถึงการ ถูกส่งอีเมล์คุกคาม หลังจากอีเมล๋เผยแพร่ไป ว่าได้มีโทรศัพท์ติดต่อไปที่บ้านพัก และมือถือด่าทอด้วยถ้อยต่อคำที่หยาบคาย

ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับ น.ส.พรทิพย์ ปักษานนท์ ประธานคนเสื้อแดงเพชรบุรีล่าสุดนั้น น.ส.พรทิพย์ได้เข้าพบกับพนังงานสอบสวนในเช้าวันนี้(8กย.)และได้ปฏิเสธทุกข้อ กล่าวหา โดยมีพ.ต.ท.กิตตินันท์ อุทธสิงห์ รองผกก.สส. สน.ดุสิตเป็นผู้สอบปากคำ ตนจึงโทรศัพท์ไปสอบถามความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.กิตตินันท์ แต่พ.ต.ท.กิตตินันท์กลับสอบถามรายละเอียดของคดีและยอมรับว่าไม่ได้อ่านสำนวน ทั้งที่ยอมรับว่าเป็นเจ้าของคดีนี้

“เจ้าหน้าที่ตำรวจถามว่ารายละเอียดคดีของคุณเป็นอย่างไร ใช่เรื่องเกี่ยวกับเฟสบุคหรือไม่ ดิฉันชี้แจงว่าคดีนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเฟสบุค แต่น.ส.พรทิพย์จะนำข้อความจากเฟสบุคมาส่งต่อหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ตำรวจจะต้องตรวจสอบ ทำไมตำรวจจึงไม่ทราบเนื้อหาของคดีแสดงว่าไม่ได้อ่านสำนวนใช่หรือไม่ ซึ่งพ.ต.ท.กิตตินันท์ ก็ยอมรับว่าไม่ได้อ่านสำนวนจริงและเมื่อให้ข้อมูลว่ามีการส่งต่ออีเมล ทาง พ.ต.ท.กิตตินันท์ก็แย้งว่าน.ส.พรทิพย์ยืนยันว่าไม่ได้ส่งอีเมลมาถึงดิฉัน จึงไม่ได้ทำความผิด จึงทักท้วงไปว่าประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งต่ออีเมลถึงใคร แต่อยู่ที่เนื้อหามีลักษณะข่มขู่และการส่งต่ออีเมลไปยังเครือข่ายคนเสื้อแดง โดยมี47 คนที่ได้รับอีเมลนี้ จึงถือเป็นการเผยแพร่ในทางสาธารณะซึ่งเป็นเหตุผลในการดำเนินคดี แทนที่ พ.ต.ท.กิตตินันท์จะชี้แจง กลับกล่าวว่าผมโง่ไม่มีความรู้ความเข้าใจด้านอินเตอร์เน็ต จึงได้แย้งว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญด้านอินเตอร์เน็ต แต่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงและข้อกฏหมายที่ต้องการให้ตำรวจดำเนินการตามกระบวน การยุติธรรม แต่ท่าทีของตำรวจเช่นนี้มีธงอะไรอยู่ในใจหรือไม่ ทำให้พ.ต.ท.กิตตินันท์ไม่พอใจและบอกว่า พูดกันก็คงไม่รู้เรื่องไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วยก่อนจะวางหูโทรศัพท์ไป”

หลังจากที่คณะกรรมาธิการฯได้รับการชี้แจงแล้ว ได้เตรียมเรียก พ.ต.ท.กิตตินันท์ มาชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินคดี ขณะที่นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมาธิการฯในฐานะนายกสภาทนายความ เสนอว่าหากต้องการทนายความสามารถติดต่อไปยังสภาทนายความเพื่อมาช่วยเหลือ ด้านกฏหมายในทางคดีได้และจะเชิญรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสื่อ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์และผู้อำนวยการช่อง 11 มาชี้แจงต่อกรรมาธิการในสัปดาห์หน้าด้วย

นอกจากนี้ ในระหว่างการชี้แจงกรรมาธิการหลายคนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการคุกคามสื่อ ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น โดยเห็นว่าควรจะมีการคุ้มครองเพื่อให้สื่อมีอิสระในการทำหน้าที่

ประธานเสื้อแดงเพชรบุรีเข้ารายงานตัว ตร.ให้กลับบ้านไม่ต้องประกันเพราะคดีขี้หมา
ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ

วันนี้(8 ก.ย.) เมื่อเวลา10.00 น. ที่สน.ดุสิต น.ส พรทิพย์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงเพชรบุรี เข้าพบพ.ต.ท.พิตตินันท์ อุทธสิงห์ รอง ผกก.สส.สน. ดุสิต เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทำให้เกิดความกลัว และทำให้ได้รับความเดือดร้อน กรณีส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล์ แฉพฤติกรรมของนางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สี กองทัพบกช่อง 7 หลังจากที่พนักงานสอบสวนได้ส่งหมายเรียกไปเพื่อให้มาพบพนักงานสอบสวนใน วันนี้

ทั้งนี้ น.ส.พรทิพย์ ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมอ้างว่าสิ่งที่ทำไม่ผิด เพราะไม่ได้มีเจตนาจะส่งอีเมล์ให้นางสาวสมจิตร โดยเชื่อว่าเป็นการส่งต่อข้อความกันไปเองพร้อมยืนยันไม่มีอคติกับสื่อ และไม่รู้สึกโกรธที่ถูกออกหมายเรียก และยินดีที่สื่อพึ่งกระบวนการทางกฎหมาย โดยหวังว่าตำรวจจะทำหน้าที่แบบตรงไปตรงมา

ด้าน พ.ต.ท.พิตตินันท์ ได้เปิดเผยว่า สำหรับคดีดังกล่าวนี้ถือเป็นคดีลหุโทษ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือ ทั้งจำ ทั้งปรับ ส่วนของการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล์นั้น ไม่เข้าข่ายกระทำความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ดีหลังจากที่ น.ส.พรทิพย์ ได้ติดต่อเข้ามอบตัวกับทางพนักงานสอบสวนแล้ว ก็สามารถเดินทางกลับได้ทันที โดยไม่ต้องประกันตัวแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ น.ส.พรทิพย์ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากมาให้มอบดอกไม้และกำลังใจ หลายคนเข้าสวมกอดเพื่อให้กำลังใจต่อสู้ ท่ามกลางความตื้นตันใจของประธานเสื้อแดงเพชรบุรี โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีเหตุรุนแรง หลังจากมอบตัวเสร็จทั้งหมดก็ต่างแยกย้ายทยอยเดินทางกลับ

มาคมสื่อกร่างไม่รับหนังสือประท้วง ออกท่าไม่สบอารมณ์

เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมานี้สมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ได้ไปยื่นหนังสือถึง สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพื่อเรียกร้องให้สื่อหยุดคุกคามประชาชน ภายหลังจาก 2 สมาคมออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าการที่คนเสื้อแดงไปยื่นหนังสือประท้วงต่อช่อง 7 เป็นการคุกคามสื่อ และให้ท้ายนักข่าวช่อง 7 ว่า่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน

ตัวแทนสมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้ไปยื่นหนังสือให้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่ทางสมาคมฯ บอกไม่ขอรับหนังสือ และแสดงท่าทางไม่พอใจกับการไปยื่นหนังสือในวันนี้ทั้ งๆ ที่มีตัวแทนสมัชชาฯ ไปแค่ 5 คนเท่านั้นเอง ไม่ได้มีท่าทางจะไปคุกคามใดๆ ทำให้มีนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ไปรอทำข่าวได้ท้วงติงว่าควรรับหนังสือจากตัว แทนสมัชชาฯ แต่ก็ยังทำท่าเมินเฉยกับตัวแทนสมัชชาฯ ทำให้ตัวแทนสมัชชาฯ จำต้องเปิดจดหมาย และอ่านข้อความข้างในเพื่อให้นักข่าวที่มาทำข่าวได้ยินในถ้อยแถลงนั้น

ส.ส.เมืองเพชรพรรคแมลงสาบเรียก"ท่านนักข่าว"เป็นกลางสุดๆแล้ว

ก่อนหน้านี้พรรคฝ่ายค้านก็ได้นำเรื่องดังกล่าวไปตั้งกระทู้ถามในสภา โดยอ้างว่านางสาวสมจิตต์ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง โดยนายอรรถพร พลบุตร ส.ส.ประชาธิปัตย์กล่าวว่า"คุณสมจิตต์ท่านก็มีสไตล์การทำงานของท่านแบบถามตรง ไปตรงมา หัวหน้าพรรคของผมก็โดนถามแบบนี้เหมือนกัน" แต่ร.ต.อ.เฉลิม อยูบำรุง รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี นางสาวพรทิพย์ ปักษานนท์ ส่งอีเมล์ว่าน.ส.สมจิตต์ทำหน้าที่ไม่เป็นกลางนั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ตำรวจก็รับแจ้งความ"ผมก็บอกตำรวจว่าทำไปตามขบวนความ แม้ว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรเป็นการใชสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ตำรวจอย่าซ้ำเติมเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา"

มาดูพฤติการณ์นักข่าว7สีที่ปชป.บอกว่า"ท่าน"สัมภาษณ์นักการเมืองทุกฝ่ายสไตล์ดุดัน

สัมภาษณ์สุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยท่าทางนอบน้อมคารวะผู้ใหญ่ จนแทบจะถอนสายบัวสัมภาษณ์อยู่แล้ว

คลิปข่าวนักข่าวช่อง7เดินตามมาร์ค แล้วมัวแต่มองสุดปลื้มจนทำให้เดินสะดุดหัวปักหัวปำ วันมาร์คไปเปิดตัวหนังสือที่เธอเป็นคนเขียนเชลียร์ เรียกว่าคนละอารมณ์กับตอนถามจิกตีจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนีเลยทีเดียว

และไปชมช็อตเด็ดด้านล่างนี้แล้ว ขอให้สมาคมสื่อตอบมาชัดๆว่านี่เป็น พฤติการณ์ที่"เป็นกลาง ปราศจากอคติ ยึดถือผลประโยชน์ประเทศประชาชน ขอให้กำลังใจ"ตามที่สมาคมสื่อออกแถลงการณ์ให้ท้ายนักข่าวรายนี้หรือไม่...


ไหนว่าไม่มีอคติกับเสื้อแดง ไหนว่าเป็นกลางไง..?-มินตรา โสรส (ภาพที่2) ซึ่งเป็นหญิงเสื้อแดงที่ถูกจิกหัวในเหตุการณ์ประท้วงสงกรานต์เลือดปี52 มีสีหน้าสลดหลังนักข่าวช่อง 7 สมจิตต์ นวเครือสุนทร (ภาพที่3-4) ตั้งป้อมเข้าข้างรัฐบาล โดยแทนที่จะทำหน้าที่สื่อกลาง กลับมาทำตัวเป็นคู่กรณีพิทักษ์รัฐบาลอภิสิทธิ์กล่าวหาว่าเธอถุยน้ำลายใส่ชาย คู่กรณี(ภาพแรก)ก่อนจึงถูกจิกหัว มาพูดเรื่องเท็จ มาผิดที่แล้ว จะมาสภาแถลงข่าวทำไม ควรไปแจ้งตำรวจมากกว่ามาแถลงข่าว และฯลฯ(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)

“ทุเรศ นักข่าวไม่เป็นกลาง จะเขียนเข้าข้างก็เขียนไป”-ส.ส.สตรีเพื่อไทยบริภาษนักข่าวช่อง7ด้วยความเหลืออดจากรกณีข้างต้น

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

'อาย'-คำที่สมาคมสื่อสะกดไม่เป็น

-ไหนว่าไม่มีอคติแฉวีรกรรมเก่านักข่าว7สีจิกหัวเสื้อแดงซ้ำ ไำม่ทำหน้าที่สื่อสวมบทองครักษ์พิทักษ์มาร์ค

Thursday, September 8, 2011

ค่ายเนชั่นปริ่มว่าใจจะขาดตามดุสิต นนทะนาคร

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 กันยายน 2554

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น จัดทำคลิปวิดิโอไว้อาลัยนายดุสิต นนทะนาคร ในหัวข้อ อาลัย..ดุสิต ดุสิต นนทะนาคร แม้จะจากไปแล้ว แต่ได้ฝากผลงานเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างยิ่งและความพยายามของเขา จะก่อเกิดเป็นพลังเปลี่ยนแปลงประเทศในอนาคต

โดยเขียนประกอบด้วยว่า "หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจขอสดุดีในคุณความดีและไว้อาลัยอย่างสุดซึ้งต่อ การจากไปของคุณดุสิต นนทะนาคร นักธุรกิจต้นแบบของสังคมธุรกืจไทย ผู้สร้างภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นและมุ่งมั่นอย่างไม่ท้อถอยใน ช่วง2ปีที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหาสุขภาพก็ตาม"

นอกจากนั้นเครือเนชั่นยังมีหนังสือลงนามคุณปิยาวันทน์ ประยุกต์ศิลป์ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท กรุงเทพธุรกิจมีเดีย จำกัด ส่งถึงกลุ่มนักธุรกิจ โดยมมีเนื้อความว่า

เรียน ท่านผู้มีเกียรติ

ในนามของ "กรุงเทพธุรกิจ" พวกเรารู้สึกเสียใจและอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ "คุณดุสิต นนทะนาคร" ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพธุรกิจมีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกับท่านในฐานะภาคีแบบไม่เป็นทางการ มีส่วนร่วมในการนำเสนอข่าว และสร้างเวทีสัมมนาโต๊ะกลมเพื่อขับเคลื่อนและให้ความรู้แก่สังคมธุรกิจไทย ด้านการต่อต้านคอรัปชั่นอย่างต่อเนื่อง




และนี่เป็นคลิปหนึ่ง ที่กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ผ่าน www.bangkokbiznews.com เพื่อคารวะและสดุดีแด่หัวใจอันยิ่งใหญ่..ของคุณดุสิต นนทะนาครอีกครั้ง

สำหรับภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นที่นายดุสิตเป็นประธานและเป็นตัวตั้ง ตัวตีนั้น มีเครือเนชั่นของสุทธิชัย รับจ้างเป็นผู้จัดการกิจกรรม หรือ อีเว้นต์ ออแกไนเซอร์มาตลอด นายดุสิตได้ขอให้สภาหอการค้าไทยที่เขาเป็นประธานอยู่เข้าร่วม รวมทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยด้วย

"เท่าที่ทราบสภาอุตสกรรมฯถูกขอให้ร่วมภาคีฯ แต่ไม่ให้ผลงาน กำลังโดนไถเสื้้อยืด 10,000 ตัว เป็นเงินมหาศาลที่ สภาอุตฯต้องไปไถต่อกับพวกกรรมการสภาอุตฯด้วยกัน นอกจากนั้นจะต้องเกณฑ์คนสภาอุตสหกรรมมากถึง 1,000 คนให้ไปเข้าร่วมกิจกรรม ก็ต้องไปเกณฑ์พวกโรงงาน เดือดร้อนพนักงานในกลุ่มกรรมการอีก ต้องไปแสดงพลัง แสดงว่า ต้องออกสื่อ เลยเกณฑ์มากหน่อย

แล้วก็บอกว่าคนมาร่วมงานเยอะเพื่อต่อต้านคอรัปชั่น ก็นินทากันว่านี่หรือต้านคอร์รัปชั่น แค่เริ่มต้นก็ไถ่เงินกันแล้ว ไปซื้อเสื้้อยืดใส่เฉพาะงานนี้ และเกณฑ์คนไปเดินอีก แล้วก็สื่อเนชั่นเอาไปลง"นักธุรกิจรายหนึ่งกล่าว

ดุสิตกับปชป.วัวเคยขาม้าเคยขี่แนวร่วมปชป.ด้วยกัน

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสียชีวิตลงในวัย 64 ปี ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เมื่อเวลา 20.00 น.ของวันที่ 6 กันยายน 2554 หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มาได้ระยะหนึ่ง

นายดุสิต เคยได้รับทุนจากบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (ยูซีแอลเอ) สหรัฐอเมริกา และเป็นลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทยมาจนเกษียณอายุ จากนั้นได้รับตำแหน่งเป็นประธานหอการค้าไทยต่อจากอดีตผู้บริหารเครือซิเมนต์ ไทยอีกราย แบบที่คนวงในมองว่าพลิกผัน เพราะมีแคนดิเดตรายอื่นอยู่แล้ว

จึงน่าสนใจว่าประธานหอการค้าคนใหม่ยังจะเป็นคนจากเครือซิเมนต์ไทยต่อไปอีกหรือไม่

ในทางการเมืองนายดุสิตมีบทบาทสำคัญตอนเป็นรองประธานหอการค้าไทยเมื่อออกมา แถลงข่าวร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯและสมาคมธนาคารไทยในปี2551หลังพันธมิตรยึด สนามบิน และศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคพลังประชาชน โดยเรียกร้องให้เปลี่ยนขั้วมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล

และเมื่อได้เป็นประธานหอการค้าแล้วก็ออกมาปกป้องรัฐบาสประชาธิปัตย์อย่างต่อ เนื่อง และเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังจัดตั้งครม.เขาให้ความเห็นว่า ทีมงานเศรษฐกิจไม่มีใครเป็นที่รู้จักเลย อยากให้มีคนฉลาดๆมาเป็นรัฐมนตรี และคัดค้านนโยบายค่าแรง 300 บาท

ส่วนสุทธิชัย หยุ่นและเครือเนชั่น เป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และต่อต้านเครือข่ายของทักษิณกับเสื้อแดงอย่างออกนอกหน้า ได้ผลประโยชน์มากหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้งในรูปของการเข้าไปทำรายการในฟรีทีวีแทบทุกช่อง ส่วนเทพชัย หย่อง น้องชายของเขาได้เข้าไปบริหารTPBS รวมถึงได้โฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนับสนุนรัฐบาล เป็นอีเว้นต์ ออแกไนเซอร์ให้รัฐบาลประชาธิปัตย์และแนวร่วม (หรือที่ค่ายเนชั่นเรียกว่า"ได้ทำงานใกล้ชิดกับท่านในการะสร้างเวทีสัมมนา โต๊ะกลม) ซึ่งก็รวมทั้งภาคีเครือข่ายต้านคอร์รัปชั่นที่ดุสิต นนทะนาคร เป็นประธาน

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:69รหัสกรรมสมุนบริวารเผด็จการต้านประชาธิปไตย เจ๊งตายคุก!มาพร้อมกันในวันเดียวไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

จับเงียบพี่ชายดา ตอร์ปิโดคาดโดนDSIล่อซื้อ

ที่มา Thai E-News







ผู้หญิงยิงฮ.-เปิดใจในรายการประชาชนสนทนา หลังถูกขังคุกมา1ปี4เดือนด้วยคดีโลกตะลึงตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ความอยุติธรรมสำหรับคนเสื้อแดงยังดำรงอยู่ ช่วงเดียวกันนี้โดนจับขังคุกคดี112อีก2รายรวมทั้งพี่ชายดา ตอร์ปิโด (ภาพบน)ที่ถูกจับกุมแบบเงียบเชียบ ด้วยข้อหาที่ยังคลุมเครือ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 กันยายน 2554

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องขังคดี 112 แจ้งกับผู้เข้าไปเยี่ยมเขาในเรือนจำว่า นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายที่คอยดูแลน้องสาว"ดา ตอร์ปิโด"ถูกจับเงียบๆเมื่อวันที่ 2กันยายนที่ผ่านมา และถูกนำมาขังอยู่แดนเดียวกับเขา โดยตกอยู่ในสภาพยากลำบาก ไม่มีทั้งข้าวของเครื่องใช้ เนื่องจากถูกจับอย่างกะทันหัน ครอบครัวที่อยู่ จ.ภูเก็ตก็ยังไม่ทราบข่าว

นายกิตติชัยเป็นคนที่คอยดูแลน้องสาวของเขาตลอดช่วงเวลาที่ถูกจำคุก 3 ปีที่ผ่านมา โดยเดินทางด้วยรถบัสโดยสารมมาจากบ้านที่ภูเก็ตแล้วเข้าเยี่ยม แล้วนั่งรถบัสกลับแบบนี้ทุกสัปดาห์

ล่าสุดนายกิตติชัยนั่งรถทัวร์จากภูเก็ตเดินทางมากรุงเทพฯเมื่อวันที่ 1 กันยายนเพื่อเยี่ยมน้องสาวตามปกติ พอวันรุ่งขึ้น 2 กันยายน ก็มีรายงานข่าวจากนายสมยศว่าโดนนำตัวเข้าเรือนจำแล้ว

ขณะที่ประชาไท รายงาน ว่า จากการตรวจสอบ แหล่งข่าวซึ่งเข้าเยี่ยมนายกิตติชัย ระบุว่า นายกิตติชัย ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ แดน 1 โดยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นายจับกุมบริเวณห้าแยกปากเกร็ด ด้วยความผิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ตามมาตรา 147 และ 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

สำหรับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ระบุว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท"

ขณะที่มาตรา 157 ระบุว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ"

เผยเหตุการณ์ก่อนโดนจับสงสัยโดนล่อซื้อ

ผู้ที่สนับสนุนดา ตอร์ปิโดด้วยมนุษยธรรมรายหนึ่ง เปิดเผยว่า "
ราวๆ 5 โมงเย็นวันที่ 1 กันยายน ได้โทรศัพท์
ไปถึงคุณกิตติชัย ซึ่งคุณกิตติชัย เล่าให้ฟังว่าขณะนั้น เขากำลังนั่งอยู่บนรถทัวร์เดินทางจากภูเก็ตขึ้นกรุงเทพฯ
เช้าวันรุ่งขึ้นก็จะไปเยี่ยมคุณดา พร้อมเล่าให้ฟังว่า มีคนโทรศัพท์ถึงเขานัดหมายพบกันที่ย่านแจ้งวัฒนะ ตอน 10 โมงเช้าวันศุกร์ที่ 2 กันยายน โดยพวกเขาแจ้งว่าขอไปเยี่ยมคุณดาด้วย

ฟังแล้วได้แต่แปลกใจว่าทำไมไม่นัดเจอกันที่เรือนจำ ทั้งที่ย่านแจ้งวัฒนะ กับเรือนจำกรุงเทพฯ ก็อยู่ไม่ไกลกัน คนอยู่กรุงเทพฯ รู้จักดี แม้ขณะนี้ ยังไม่รู้รายละเอียดการจับกุมคุณกิตติชัย ก็ได้แต่คาดเดาว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นแผนของเจ้าหน้าที่ ...DSI ก็อยู่ย่านแจ้งวัฒนะ !!!"

พร้อมกับกล่าวว่าน่าสลดใจกับชะตากรรมพี่น้องคู่นี้ เพราะที่ผ่านมาดา ตอร์ปิโดถูกคุมขัง 3 ปีก็ได้พี่ชายคนนี้เพียงคนเดียวดูแล เพราะดามีปัญหาสุขภาพด้วย เนื่องจากกินไม่ได้เพราะฟันกรามค้าง แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่ยอมให้ส่งออกไปผ่าตัดข้างนอก และพี่ชายของดาเป็นคนรับเรื่องรับบริจาคเงินและข้าวของบริจาคจากโลกภายนอก ที่เห็นแก่มนุษยธรรมไปช่วยดา ตอร์ปิโด แต่พอโดนทั้งคู่แบบนี้จะทำอย่างไรต่อไปดี

ขณะเดียวกันดา ตอร์โดก็เพิ่งรับทราบข่าวพี่ชายโดนจับกุมตัวเมื่อวานนี้ ระหว่างที่มีคนไปเยี่ยมเธอในเรือนจำ

ญาติของนายสุรชัย แซ่ด่าน ได้ยืนยันข่าวนี้ด้วยว่า พี่ชายดา ตอร์ปิโด ถูกจับขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ แดน 1 (แดนเดียวกับคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข)และเนื่องจากเป็นการจับกุมที่เงียบเชียบทำให้ไม่ทราบว่าโดนคดี อะไร

ซึ่งหากเป็นคดี112ก็จะนับเป็นรายที่ 2 นับตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ รายแรกคือผู้เล่นเฟซบุ๊ค ซึ่งโดนจับกุมในวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา

นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของดา ตอร์ปิโด กล่าวว่า เขายังไม่รู้ชัดเจนว่านายกิตติชัยโดนควบคุมตัวด้วยข้อหาใด ในช่วงหลายวันมานี้พยายามติดต่อทางโทรศัพท์ไม่สำเร็จ แต่ก็อาจเป็นไปได้ที่ว่าอาจถูก"ล่อซื้อ"ก็ได้ เพราะเขาเป็นคนที่อาจจะไม่รอบคอบนัก มีใครติดต่อมาบอกว่าเห็นอกเห็นใจอยากช่วยเหลืออยากบริจาคช่วยดาก็ยินดี ติดต่อหมด ดังนั้นที่มีรายงานว่ามีคนติดต่อให้ไปพบย่านแจ้งวัฒนะในวันที่ 2 แล้วโดนควบคุมตัวก็อาจจะเป็นไปได้

ทางด้านบก.ลายจุดรายงานทางเฟสบุ๊คว่า-ประธานกรรมการสิทธิฯเนปาลเข้าเยี่ยมสม ยศ พฤกษาเกษมสุข วันนี้ แล้วประธานกรรมการสิทธิ์ฯ ไทยล่ะ คิดจะไปมั้ย ?


น.ส.บินดา ภันเด (Binda Pandey) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งรัฐสภาของประเทศเนปาล (Chairperson of Fundamental Rights and Directive Principle Committee of Constituent Assembly of Nepal) และสมาชิกของคณะประศาสน์การขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ประสานงานมายังกลุ่มคนงานเพื่อประชาธิปไตย แจ้งความจำนงในการเดินทางมายังประเทศไทย และขอเข้าเยี่ยมคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข โดยมีกำหนดเข้าเยี่ยมนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ ในวันที่ 15 ก.ย. 54 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

เพื่อไทยเดินตามสูตร "แก้ไข" จับตา "ยงยุทธ" รื้อ-ล้าง มหาดไทย ?

ที่มา มติชน





นโยบาย "แก้ไข ไม่แก้แค้น" วดีเด็ดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าววันเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่โหมดรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มตัว

หลัง ชัยชนะและเข้าสู่ตำแหน่งฝ่ายบริหาร ยังไม่ถึง 1 เดือนดี รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็เริ่มโชว์ลีลา "แก้ไขไม่แก้แค้น" ขนานแท้ให้เห็น ด้วยการจับข้าราชการระดับสูงโยกสลับเก้าอี้กันให้ครึกโครม เพื่อที่จะตั้ง "คนของตัวเอง" เข้ามาแทน แน่นอนว่า "ไม่ใช่ครั้งแรก" เพราะปรากฏให้เห็นในทุกยุคทุกสมัยที่มีการเมืองเปลี่ยนขั้ว

นอกจาก ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็เป็นอีกตำแหน่งหนึ่งที่อยู่ในข่ายถูกย้ายให้พ้นทาง

กระทรวงมหาดไทย มีข้าราชการในสังกัดกว่า 2 แสนคน รู้กันดีว่ามีอิทธิพลอย่างมากกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการกำกับดูแลกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่ถือเป็นหัวคะแนนชั้นดีของพรรคการเมือง

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา "วิเชียร ชวลิต" ปลัดกระทรวงมหาดไทย เกิดอาการหนาวๆ ร้อนๆ เพราะมีชื่ออยู่ในโผที่จะถูกเตะโด่งให้ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ ให้เป็นเพื่อนกันกับ "ถวิล เปลี่ยนสี" อดีตเลขาฯ สมช.

เมื่อพ้นการประชุม ครม.เมื่อ 6 กันยายนที่ผ่านมาก็พอจะทำให้เจ้าตัวหายใจหายคอได้โล่งขึ้นบ้าง เพราะไม่อยู่ในโผที่ต้องเก็บของ แต่ก็ต้องลุ้นกันเป็นรายอาทิตย์ว่าจะเจอแจ๊กพ็อตสัปดาห์ต่อไปหรือไม่ เพราะหลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่าพรรคเพื่อไทยไม่เก็บ "วิเชียร" ไว้ที่มหาดไทยแน่ เพราะมองว่าเป็นคนของโจทย์เก่าที่ชื่อ "เนวิน ชิดชอบ" แห่งพรรคภูมิใจไทย

เมื่อมีเค้าลางว่าจะขยับปรับเปลี่ยนคนนั่งเก้าอี้ ซี 11 กันใหม่ จึงเริ่มมีการปล่อยชื่อแคนดิเดตคนใหม่กระเส็นกระสายออกมา ออกมาเป็นระลอกๆ ตั้งแต่ชื่อ "อุดม พัวสกุล" อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เพราะมีความสนิทสนม "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่สาวของ "นายกฯยิ่งลักษณ์" ซึ่งได้ดิบได้ดี ในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม "สายตรงดูไบ" เช่นกัน แต่มีการยืนยันว่า "อุดม" พอใจที่จะอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาฯต่อไป

ตามด้วยการปล่อย ชื่อ "อนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ" อธิบดีกรมที่ดิน ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมที่ดิน ในสมัยที่ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน อีกทั้งยังเป็นศิษย์ร่วมสถาบันรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หรือสิงห์ดำด้วยกัน ทำให้ทั้ง 2 มีความสนิททสนมกันมาก ซึ่งล่าสุดมีข่าวว่า "อนุวัฒน์" ไม่ขอรับเก้าอี้ปลัดฯด้วยเช่นกัน

พูดกันว่าการปฏิเสธครั้งนี้เพื่อ เป็นการหลีกทางให้กับ "พระนาย สุวรรณรัตน์" รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่มีอาวุโสสูงสุด แถมยังเป็นน้องชายของ "พลากร สุวรรณรัตน์" องคมนตรีอีกด้วย

จึงเกิดเสียงเล่าลือกันในกระทรวงคลองหลอดว่า พรรคเพื่อไทยหยิบแผนนี้ขึ้นมาใช้เพื่อหวังเชื่อม "คอนเนกชั่น" กับอำมาตย์ ด้วยการยกตำแหน่งที่สำคัญให้ดูแล แลกกับความสงบที่จะเกิดขึ้น??

อย่าง ไรก็ดี ยังมีอีก 1 ชื่อ คือ "ภาณุ อุทัยรัตน์" เลขาธิการ ศอ.บต. ที่พูดถึง เพราะถือเป็นสายตรงของมหาอำมาตย์ด้วยเช่นกัน แต่มากล้นด้วยบารมีมากกว่าแคนดิเดตคนอื่น

ทำให้ตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย มีเหตุและปัจจัยที่เชื่อมโยงกับคนหลายกลุ่ม และหลายเป้าประสงค์

แม้ มท.1 จะยังยืนยันว่าจะไม่ย้าย "วิเชียร ชวลิต" ไปไหน แต่เหตุการณ์ "ย้ายใหญ่" ที่ทำเนียบรัฐบาล ส่อเค้าว่า "วิเชียร" คงรอดยากเหมือนกัน เพราะมันแตกต่างกันสิ้นเชิงจากที่ "นายกฯยิ่งลักษณ์" ลั่นวาจาเอาไว้ว่าจะแก้ไข ไม่แก้แคน

เพราะแค่กรมการปกครองในยุค "วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์" ก็ย้ายบิ๊กล็อตตั้งแต่ระดับนายอำเภอ ผู้อำนวยการ กันขนานใหญ่ ซึ่งแปลกแต่จริงที่ "วงศ์ศักดิ์" พูดเมื่อครั้งกลับเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองว่า "จะยึดแบบอย่างนายกฯยิ่งลักษณ์ คือการแก้ไข ไม่แก้แค้น"

ทำให้ขณะ นี้ข้าราชการมหาดไทยขวัญหนีดีฝ่อกันเป็นทิวแถว และทำนายกันล่วงหน้าไว้ได้ว่า คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) คงได้เรื่องร้องเรียน "โยกย้ายไม่เป็นธรรม" กันจนล้นสำนักงานแน่นอน

เอ็กซเรย์นโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สิ่งที่ควร"รีบทำ" สิ่งที่ไม่ควร"เร่งทำ"

ที่มา มติชน





จำได้ว่าเมื่อครั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหาเสียง มีหลายสิ่งที่สังคมหวังว่าจะสามารถเดินหน้าได้ทันที ตามนโยบายที่ได้หาเสียงเอาไว้

หนึ่ง ค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ

หนึ่ง ปริญญาตรี 15,000 บาท

หนึ่ง จำนำราคาข้าว 15,000 บาทต่อตัน

หาก แต่เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เข้ามาบริหารประเทศสมบูรณ์แบบ สิ่งที่หลายคนไม่ได้คาดหวังว่ารัฐบาลจะทำทันที กลับเริ่มเดินเครื่องเต็มสูบทันที

หนึ่ง โยกย้ายข้าราชการประจำที่เป็นฝ่ายตรงข้ามแบบ 360 องศา โดยเฉพาะที่เป็นประเด็นร้อนคือการดัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร. ที่เหลืออายุราชการอีกแค่ 1 ปี ขึ้นแท่น ผบ.ตร.

หนึ่ง การเดินเครื่องยื่นถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

หนึ่ง การเตรียมการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จในระยะสั้น

นั่นคือความจริงที่ปรากฏ

จริงอยู่แม้ว่านโยบายที่ "สัญญาว่าจะทำ" จะต้องมีกระบวนการ ขั้นตอน ที่ซับซ้อน และยุ่งยาก

อย่าง เรื่อง 300 บาททั่วประเทศ เป็นเรื่องที่จะทำปุ๊บปั๊บคงไม่ได้ เพราะจะต้องมีการเจรจากับ "ไตรภาคี" สิ่งที่ทำได้คือนำร่องไปก่อน 9 จังหวัด ก่อนที่จะทยอยทำไปเรื่อยๆ ให้ครบทุกจังหวัด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอรงงาน "เผดิมชัย สะสมทรัพย์" ว่าอย่างนั้น

หรือ เรื่องปริญญาตรี 15,000 บาท ก็มีโพลที่สอบถามความเห็นของนักศึกษาที่แสดงความกังวลใจว่าบริษัทเอกชนอาจจะ ไม่รับนักศึกษาที่จบใหม่ เพราะไม่มีประสบการณ์ แต่จะต้องจ่ายเงินค่าจ้างสูง

อาจทำให้บริษัทเอกชนปฏิเสธการว่าจ้าง ทำให้อัตราการตกงานมากยิ่งขึ้น

ไม่ ต้องพูดถึงเรื่องการรับจำนำข้าว ที่นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ออกมาวิจารณ์ว่าเป็นการ "โม้" มากกว่า เวลานี้หลักเกณฑ์การรับจำนำก็ยังค้างเติ่งอยู่ที่ ธ.ก.ส.

แม้ในภาพรวม ดูเหมือนว่ารัฐบาลพยายามจะทำตามนโยบายที่ "สัญญาเอาไว้"

แต่ ด้วยรูปแบบ วิธีการ การดำเนินการ รวมทั้งการไม่ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของนโยบายเร่งด่วนจากปากเจ้ากระทรวง ที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ตรงนี้อาจทำให้สังคมมองและรู้สึกว่ารัฐบาลเชื่องช้า เพิกเฉย ทอดระยะเวลา ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมา "สุมไฟ" ทุกวัน

ในทางการเมือง "ความนิ่ง" อาจทำให้เสียโอกาส

เพราะฉะนั้น นโยบายที่สัญญาว่าจะทำ ก็ควร "รีบทำ"

เมื่อเทียบกับเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ การยื่นถวายฎีกา และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดูเหมือนรัฐบาลคึกคักผิดสังเกต

ไม่แปลกที่สังคมอาจจะเกิดความรู้สึก เกิดการเปรียบเทียบว่า "สิ่งที่สัญญาว่าจะทำ กลับไม่รีบทำ..สิ่งที่สัญญาว่าจะไม่รีบทำกลับเร่งทำ"

อย่างเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ ความจริงเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นไปตามฤดูกาล

ที่สำคัญพรรคเพื่อไทยเข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศแบบพอเหมาะพอดีกับฤดูการโยกย้าย

หากแต่การโยกย้ายครั้งนี้ ดันมีชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมีการออกแรงดันสุดฤทธิ์ให้ขึ้นเป็น ผบ.ตร.

ตรงนี้เลยกลายเป็น "เป้าใหญ่" ของพรรคประชาธิปัตย์

ที่พร้อมจะรุมขย้ำ

เพียงเพราะ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ คือพี่ชายคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์ คือพี่เมียของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ก็เท่านั้น แต่นั่นคือประเด็น

ในสมัยพรรคประชาธิปัตย์มาบริหารประเทศ ก็ทำไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทยในเวลานี้

ทั้งการมาของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่มานั่งตำแหน่ง ผบ.ตร.ชนิดอาจไม่เคยจับปลายประบอกปืน

รวมถึงตำแหน่งอื่นๆ ที่สำคัญทุกกระทรวง

ส่วนเรื่องการยื่นถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการสตาร์ตเครื่องที่เร็วไปหน่อย

ความจริงค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการขั้นตอน และควรรออีกระยะ เช่นเดียวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550

เพราะทั้งสองเรื่องหลัง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ที่หลายฝ่ายมี "มุมมอง" ที่แตกต่าง

เป็นความแตกต่างที่หา "จุดลงตัว" ไม่เจอ เพราะต่างฝ่ายต่างมีอคติ

เพราะ ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงเป็นเหมือน "ของร้อน" ที่ควรปล่อยให้เย็นลงสักระยะหนึ่งก่อน แล้วค่อยหยิบขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ก่อนจะแก้ไขอย่างเป็นระบบ และฟังเสียงผู้คนในสังคม

แม้นายกฯยิ่งลักษณ์จะพยายามบอกว่า "เรื่องร้อน" เหล่านี้ "ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน" ที่จะต้อง "เร่งทำ"

แต่สิ่งที่เห็นกลับตรงกันข้าม

จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องจัดเรียงลำดับให้ชัดเจนว่า "อะไรควรทำก่อน..อะไรควรทำหลัง"

ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงเพชรบุรี รับทราบข้อกล่าวหาข่มขู่นักข่าวช่อง 7

ที่มา มติชน



น. ส.พรทิพย์ ปักษานนท์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงเพชรบุรี ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำต่อพนักงานสอบ สวนภายหลังถูกน.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เจ้า ทุกข์แจ้งความดำเนินคดีกรณี ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ลูกโซ่ข่มขู่ด้วยการโพสต์ภาพถ่าย และระบุข้อมูลส่วนตัวทั้งชื่อและนามสกุล ว่าเป็นผู้ซักถามนายกรัฐมนตรีจนต้องเดินหนี ลงในเว็ปไซด์ โดยมี พ.ต.อ.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดุสิต และพนักงานสอบสวน ร่วมสอบปากคำ ที่สถานีตำรวจนครบาลดุสิต เมื่อ 8 ก.ย.

ฝ่ายค้านดี-รัฐบาลดี

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน



อะไรอยู่ในกรอบกติกาและมีประโยชน์ก็ต้องสนับสนุน

อย่างคณะรัฐบาลเงาของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตั้งขึ้นมาติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตัวจริง

นับจำนวนไล่เรียงมาตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เงาที่นั่งควบรมว.กลาโหมเงา

บวกกับรองนายกฯ เงา 4 คน รมต.สำนักนายกฯ เงา 3 คน รัฐมนตรีเงาครบทั้ง 19 กระทรวง ซึ่งมีทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยเงา

เบ็ดเสร็จรวม 29 ตำแหน่ง 35 คน


แถมครั้งนี้ยังมาแปลกเพราะมีการวางคนเป็นเลขาฯ และรองเลขาฯ ครม.เงา ยังไม่นับโฆษกและรองโฆษกรัฐบาลเงาอีกต่างหาก

เรียกว่าตั้งขึ้นมาประกบรัฐบาลจริงแบบตัวต่อตัว กระทรวงต่อกระทรวงกันเลยทีเดียว

หลังจากก่อนหน้านี้ในงานสัมมนาประชาธิปัตย์ มีผู้เสนอไอเดียให้สมาชิกพรรคที่สอบตกเลือกตั้งแต่ละพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นส.ส.เงาด้วย

การ จัดวางทีมสแกนรัฐบาลทุกรูขุมขนนี้ สะท้อนว่าประชาธิปัตย์มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งนี้ มาก เพื่อไม่ให้เสียชื่อฝ่ายค้านมืออาชีพ

และเป็นไปได้ว่าประชา ธิปัตย์เล็งเห็นจุดอ่อนของ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ที่เริ่มมีโผล่ให้เห็นหลายจุดทั้งที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่ถึง 1 เดือน

ไม่ ว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรีหมื่นห้าที่รายละเอียดไม่เป็นไปตามที่หาเสียง การลดราคาน้ำมันเบนซินจนกระทบต่อแก๊สโซฮอล์

การตั้งคนเสื้อแดงเข้ามา กินตำแหน่งการเมืองจำนวนมาก การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่กำลังถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีวาระการเมือง เคลือบแฝง

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ยังไม่เด็ดขาดฉับไวพอ

รวม ถึงประเด็นต่างๆ ที่โยงใยเข้ากับชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จริงบ้างไม่จริงบ้างแต่ก็เป็นประเด็น "เรียกแขก" ได้อย่างดี อย่างกรณีปัดฝุ่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นมาใหม่ เป็นต้น

อย่างไร ก็ตามการตั้งครม.เงาขึ้นมา สิ่งที่ประชา ชนจะได้ประโยชน์ก็คือ จะเป็นการบีบบังคับให้รัฐมนตรีแต่ละคน ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามนอกลู่นอกทาง เนื่องจากรู้ตัวว่ามีคนจ้องตรวจสอบอยู่ทุกฝีก้าว

ตามสูตรที่ว่าประเทศจะมีรัฐบาลที่ดีได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีฝ่ายค้านที่ดีเสียก่อน

คลิปประกาศลวงโลก จากบันทึก เอ็มโอยู 2544 ถึง มรดกโลก

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

5 9 54 คอลัมน์อัพเดท ประกาศลวงโลก จากบันทึก เอ็มโอยู 2544 ถึง มรดกโลก
http://www.youtube.com/watch?v=3iheLxST2LI&feature=related



5 9 54 รายงานพิเศษ ความเป็นธรรมข้าราชการ ยุครัฐบาล ปชป
http://www.youtube.com/watch?v=UZylTFe1TBA&NR=1



5 9 54 รายงานพิเศษ ปชป ปรับยุทธศาสตร์ หวังครองใจประชาชน
http://www.youtube.com/watch?v=kj0BuiR_Udw&feature=related