WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 9, 2011

การ์ตูนเซียสี ที่ท่านไม่เคยเห็นในไทยรัฐ ๘ ก.ย.๕๔

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



สองเก้าอี้..สองเงา..เอ้า..ฮาหน่อย
ประดิษฐ์ประดอย..ชื่อมา..ว่าเลิศหรู
นายกเงา..เอากะมัน..ซะพันตู
เห็นเห็นอยู่..ว่าโชว์โง่..โธ่..ไอ้ฟาย....



สองสัญชาติ..อุบาทว์ล้ำ..ย้ำบุคลิก
ทำยุกยิก..เฉไฉ..ไอ้..ชิบหาย
สองปีกว่า..หลอกสาวก..อกแตกตาย
ยังงมงาย..งี่เง่า..หลงเงาตัว....



จะเอาฮา..ถึงไหน..ไอ้พวกเปรต
โคตรทุเรศ..วิปริต..คิด?..ชั่วชั่ว
เสพอำนาจ..บ้าบ้า..จนตามัว
ลืมเงาหัว..มั่วหลอกตน..ไม่พ้นเงา....



เป็นฝ่ายค้าน..ก็เคืองแค้น..แสนอัปยศ
ยังโป้ปด..สร้างริยำ..ทำโง่เขลา
สมกับพรรค..ชั่วช้า..ปัญญาเบา
เป็นแค่เงา..เอาฮา..บ้าสิ้นดี....อิอิ



๓ บลา / บ่าย ๘ ก.ย.๕๔
ขอบคุณคุณพลูโต ที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ครับ

เจ็ดประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งบางกลอย (แก่งกระจาน)

ที่มา ประชาไท

บันทึกร่องรอย-เรื่องราวกะเหรี่ยงบางกลอยบน (แก่งกระจาน) ตอน 2

หลังจากได้ฟังข้อมูลและคำชี้แจงจากตัวแทนของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยหัวหน้าอุทยานฯ ที่เข้าชี้แจงต่อกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา การรับฟังข้อเท็จจริงจากพื้นที่จึงเป็นเรื่องจำเป็นและต้องทำ เพื่อให้การรับฟังข้อเท็จจริงมีความรอบด้านมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ประเด็นหนึ่งที่มีการโต้แย้งกันก็คือ คนกะเหรี่ยงที่ได้รับคำสั่งให้อพยพโยกย้ายจากบ้านบางกลอยบนลงมายังบ้านโป่ง ลึก-บางกลอย หรือกลุ่มเป้าหมายของปฏิบัติการบางกลอยหรือโครงการอพยพผลักดัน/จับกุม ชุมชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย–พม่า ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น เป็น “กะหร่าง” “ชนกลุ่มน้อย” “เป็นคนที่มาจากข้างนอก ไม่ใช่คนที่อยู่ที่นี่” ฯลฯ และเป็นกลุ่มบุคคลที่ตัดไม้ ทำลายสภาพความสมบูรณ์ของป่าแก่งกระจาน [1]

จากการลงพื้นที่ [2] การสัมภาษณ์บุคคล การตรวจสอบเอกสาร หลักฐานต่างๆ ในเบื้องต้น พบว่า น่าจะมีสักเจ็ดประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิม แห่งบางกลอย (แก่งกระจาน)

1. ท.ร.ช.ข. พยานเอกสารที่แสดงความเชื่อมโยงคนและชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งบางกลอย (แก่งกระจาน) กับประเทศไทย

นายพันธ์ทิพย์ เจริญวัย อดีตเจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนบุรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเคยได้รับมอบหมายให้มาสำรวจพื้นที่ใจแผ่นดินและบ้านบางกลอยในปี 2528 ด้วยเพราะเวลานั้นกรมประชาสงเคราะห์ได้ข่าวว่าบริเวณดังกล่าวมีชุมชน กะเหรี่ยงอาศัยอยู่

ในเวลานั้นนายพันธ์ทิพย์ได้เดินเท้าจากบ้านพุระกำ (อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี) เข้าทางต้นน้ำลำพาชี ผ่านสันปันน้ำและเดินลงมาทางต้นน้ำบางกลอย โดยมีคนกะเหรี่ยงที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นลูกหาบและคนนำทางคือนายกระทง จีโบ้ง [3] เท่าที่เดินเท้าไปพบ เขาพบบ้านเพียงหนึ่งหลังที่ใจแผ่นดิน มีคนอาศัยอยู่ด้วยกันประมาณ 12 คน ส่วนที่บางกลอย [4] มีคนกะเหรี่ยงตั้งบ้านเรือนอยู่กระจัดกระจายตามลำห้วยลำน้ำ บางจุดตั้งบ้านเรือนเพียงหนึ่งหลัง บางจุดตั้งบ้านเรือนใกล้ๆ กัน 3-4 ครอบครัว

เจ็ดประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งบางกลอย (แก่งกระจาน)

ภาพที่ถูกถ่ายเมื่อเมษายน 2531 ในระหว่างที่ทีมงานของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา
จังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการสำรวจและจัดทำท.ร.ชข. ที่ใจแผ่นดิน บ้านบางกลอย

ในปี 2531 ภายใต้โครงการสำรวจข้อมูลประชากรชาวเขา หรือโครงการสิงห์ภูเขา (เป็นการสำรวจชาวเขาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2527) โดยมีส่วนราชการหลายหน่วยงานร่วมกันสำรวจ โดยมีกรมประชาสงเคราะห์เป็นหน่วยงานหลักในการสำรวจและจัดทำ ทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน หรือ ท.ร.ช.ข. พื้นที่ใจแผ่นดิน บางกลอยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนบุรี ต้องดูแล ครั้งนั้นนายพันธ์ทิพย์ได้ร่วมทีมสำรวจ โดยมีนายสมจิต กว่าบุ [5] เป็นผู้นำทาง พบว่าในเวลานั้นสภาพการสร้างบ้านเรือนของกะเหรี่ยงใจแผ่นดิน บางกลอยยังมีสภาพเหมือนเดิม โดยส่วนใหญ่จะรู้จักกัน เป็นญาติกัน ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นชุมชนที่นอกจากจะเชื่อมโยงกันด้วยวิถีชีวิต จารีตประเพณีและวัฒนธรรมแล้ว ยังเชื่อมโยงกันด้วยความเป็นเครือญาติอีกด้วย

เท่าที่ตรวจสอบจากเอกสารคือสำเนาท.ร.ช.ข. ที่ถูกจัดทำขึ้นในปี 2531 ในเบื้องต้นพบว่ามีจำนวน 8 เล่ม(แฟ้ม) ด้วยกัน ในเวลานั้นพื้นที่เหล่านี้ขึ้นกับกิ่งอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรีประกอบไปด้วยบางกลอย 1 บางกลอย 2 บางกลอย 3 บางกลอย 4 บางกลอย 5 บางกลอย 6 บ้านโป่งลึก 1 และบ้านโป่งลึก 2 รวมแล้ว 71 ครอบครัว 367 คน

ตารางจำนวนคนกะเหรี่ยงในพื้นที่ใจแผ่นดิน บางกลอยและบ้านโป่งลึก ในอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ในปี 2531

สำรวจเมื่อ พื้นที่ ครอบครัว คน
20 เมษายน 2531 บางกลอย 2 6 23
20 เมษายน 2531 โป่งลึก 1 14 49
20 เมษายน 2531 โป่งลึก 2 15 74
23 เมษายน 2531 บางกลอย 1 4 18
24 เมษายน 2531 บางกลอย 5 2 7
24 เมษายน 2531 บางกลอย 6 3 28
25 เมษายน 2531 บางกลอย 3 7 48
25 เมษายน 2531 บางกลอย 4 20 120

71 367

ที่มา เอกสารทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน จัดทำโดยศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนบุรี กรมประชาสงเคราะห์ เมษายน 2531 รวบรวมโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT) กันยายน 2554

2. สมาชิกของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอยถูกบันทึกว่าเกิดในประเทศไทย

จากการตรวจสอบเอกสารท.ร.ช.ข. รายครอบครัวพบว่า เอกสารระบุชี้ชัดเจนว่ากะเหรี่ยง 71 ครอบครัว หรือ 367 คนที่ได้รับการบันทึกชื่อของตัวเองและสมาชิกในครอบครัวใน เกิดที่จังหวัด “เพชรบุรี” ประเทศ “ไทย” เผ่า “กะเหรี่ยง” ศาสนา “ผี”

เจ็ดประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งบางกลอย (แก่งกระจาน)

ส่วนหนึ่งของทะเบียนสำรวจบัญฃีบุคคลในบ้าน หรือท.ร.ช.ข ในภาพเป็นแฟ้มของบ้านบางกลอย 4

อาทิ กรณีของปู่คออี้ หรือนายโคอิ-ชื่อที่ปรากฎตามท.ร.ช.ข. แฟ้มบางกลอย 4 ครอบครัวที่ 3 หรือจออี้-ชื่อที่นายดุลยสิทธิ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา หลานชายในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคลเรียก โดยนายดุลยสิทธิ์ให้ข้อมูลว่ารู้จักกับปู่โคอิ๊ ในฐานะของสหายของเสด็จตา และเคยพบกับปู่โคอี๊ ในช่วงเวลาที่ติดตามเสด็จตามาเดินป่าใจแผ่นดิน บางกลอย (แก่งระจาน) [6] ซึ่งปู่คออี้เกิดในปี 2454 ที่เพชรบุรี ประเทศไทย เป็นคนเผ่ากะเหรี่ยง มีพ่อชื่อมิมิ และแม่ชื่อพินอคี ปัจจุบันปู่โคอิ๊ เป็นคนที่อายุสูงที่สุดของบ้านบางกลอย

หรือนายจ่อโจ่ เกิดเมื่อปีพ.ศ.2476 มีชื่อปรากฎในท.ร.ช.ข.แฟ้มบางกลอย 6 ครอบครัวที่ 2 เป็นลูกของนายฮะลั๊ว และแม่ชื่อพือริ

นอกจากนี้ นายดู๊อู จีโบ้ง [7] ในวัย 60 ปี ให้ข้อมูลว่านายอำเภอท่ายางที่ชื่อ “ถวัลย์” เคยเดินสำรวจพื้นที่ใจแผ่นดิน บางกลอย และเคยมาแวะพักค้างคืนที่บ้าน โดยผู้ใหญ่กระทง ให้ข้อมูลในเวลาต่อมาว่านายอำเภอถวัลย์ “เดินไปจนถึงบ้านสุดท้ายสุดขอบป่า”

3. กะเหรี่ยงใจแผ่นดิน บางกลอยไม่เคยโยกย้ายบ้านออกนอกผืนป่า เดินทาง(เท้า)บ้าง ก็เพื่อเยี่ยมเยียนญาติ หรือไปรับจ้างที่อื่น ยกเว้นการ(บังคับ)ให้อพยพโยกย้ายในปี 2539 และการอพยพผลักดัน/จับกุมฯ ในช่วง เมษายน 2553 - มิถุนายน 2554

ผู้ใหญ่บ้านกระทง นายลอย จีโบ้ง ผู้ใหญ่บ้านโป่งลึก-บางกลอย หมู่ 2 และนายนิรันดร์ พงษ์เทพ ประธานองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน [8] ได้ให้ข้อมูลว่าคนกะเหรี่ยงที่บ้านใจแผ่นดิน บางกลอย เกิดและอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ไม่เคยมีการอพยพโยกย้ายไปไหน อาทิ กรณีของปู่คออี้ หรือนายโคอิ หรือจออี้ [9] หรือนายดู๊นุ หรือนายจ่อโจ่

ส่วนกรณีที่ข้ามไปฝั่งพม่า น่าจะเป็นลักษณะเดินข้ามไปเที่ยวเล่น ในส่วนของการข้ามไปเยี่ยมญาติที่อยู่ในฝั่งพม่านั้นเป็นส่วนน้อยมาก แทบจะไม่มีใครได้ยินถึงเรื่องนี้เลย

สำหรับประเด็นนี้ จากประสบการณ์ในการเดินเท้าสำรวจพื้นที่ในแถบจังหวัดตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ระหว่างการทำงานกับศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาฯ นายพันธ์ทิพย์ก็ได้ให้ข้อมูลในเชิงสนับสนุนผู้ใหญ่บ้านกระทง ผู้ใหญ่บ้านลอย และประธานอบต. นิรันดร์

เช่นเดียวกับนายวุฒิ บุญเลิศ นักประวัติศาสตร์ชุมชนและผู้เชี่ยวชาญชาติพันธ์กะเหรี่ยงและรู้จักกับปู่โค่ อี๊ผ่านบันทึกของบิดาของตน [10] โดยยืนยันตรงกันว่ามีคนกะเหรี่ยงที่ใจแผ่นดิน บางกลอย (ทั้งจุดบางกลอยบนและบางกลอยล่าง) จำนวนไม่น้อยจะมีญาติไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านพุระกำ บ้านห้วยน้ำหนัก จังหวัดราชบุรี โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ซึ่งบริเวณบ้านพุระกำ และบ้านห้วยน้ำหนักนี้จะเป็นพื้นที่ที่ใกล้กับจุดหรือพรมแดนของพม่าที่มีการ ข้ามแดนกันสะดวก และใกล้เมืองมากกว่า

หรือเดินตามลำน้ำแม่น้ำบางกลอยลงมายังบ้านโป่งลึก-บางกลอย (อยู่คนละฝั่งของแม่น้ำเพฃรบุรี โดยบ้านโป่งลึกจะอยู่ด้านซ้ายของแม่น้ำ ส่วนบ้านบางกลอยจะอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำ อย่างไรก็ดี บ้านบางกลอยตรงจุดนี้มักถูกเรียกว่า บ้านโป่งลึก-บางกลอย เพื่อความเข้าใจว่าเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง) โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน (แล้วแต่สภาพปริมาณน้ำในพื้นที่ป่า)

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายครอบครัวที่เดินทางลงไปทางใต้ไปยังป่าเด็ง ห้วยสัตว์ใหญ่ ซึ่งจะเป็นจุดหรือพื้นที่ที่ใกล้กับพรมแดนพม่าและมีถนนลาดยางเดินทางสะดวก และใกล้ตัวเมืองเช่นเดียวกับด้านบ้านพุระกำ และบ้านห้วยน้ำหนัก [11]

ดังนั้นต่อข้อสงสัยที่ว่าพื้นที่ใจแผ่นดิน บางกลอยจะเป็นพื้นที่ที่ชนกลุ่มน้อยหรือคนพม่าจะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน คนในพื้นที่อย่างผู้ใหญ่กระทง ผู้ใหญ่ลอย และประธานอบต.นิรันดร์ มีความเห็นว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะกะเหรี่ยงกลุ่มที่อาศัยอยู่ตั้งแต่ก่อนและหลังการจัดทำท.ร.ชข. จนถึงปัจจุบัน ก็ยังเป็นคนกลุ่มเดิมที่รู้จักและมีความสัมพันธ์ผ่านสายเครือญาติและความ เป็นชุมชนกะเหรี่ยงมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ยังไม่พบว่ามีคนภายนอกปะปนเข้ามาตั้งบ้านเรือนอาศัย และคนนอกพื้นที่อย่างนายพันธ์ทิพย์ และนายวุฒิ ต่างให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่าหากคนพม่าหรือชนกลุ่มน้อยต้องการเข้ามาทำ งานการเดินทางผ่านช่องทางป่าเด็ง ห้วยสัตว์ใหญ่ ในจังหวัดเพชรบุรี หรือทางบ้านพุระกำ ห้วยน้ำหนัก จังหวัดราชบุรี ย่อมจะสะดวกกว่า

3.1 ยกเว้นการ(บังคับ)ให้อพยพโยกย้ายในปี 2539 และการอพยพผลักดัน/จับกุมฯ ในช่วง เมษายน 2553 - มิถุนายน 2554

บ้านโป่งลึก-บางกลอย เป็นอีกพื้นที่ที่กะเหรี่ยงกลุ่มนี้เคยอาศัยอยู่ชั่วคราว แม้ภายใต้โครงการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารอย่างถาวรของชาวไทยภูเขาในเขต อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ภายใต้การทำงานของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 29 และจังหวัดเพชรบุรีจะต้องการให้เป็นบ้านหลังใหม่ของพวกเขา

เวลานั้น 57 ครอบครัว จำนวน 391 คน ถูกอพยพลงมาที่พื้นที่ตรงข้ามกับหมู่บ้านโป่งลึก เป็นหมู่บ้านตั้งใหม่คือ บางกลอยหมู่ที่ 1 และบ้านโป่งลึก หมู่ที่ 2 (หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า “โป่งลึก-บางกลอย”) โดยได้รับการจัดสรรที่ทำกิน 7 ไร่/ครอบครัว อย่างไรก็ดีในทางความเป็นจริงแล้วร่วม 25 ครอบครัวไม่ได้รับการจัดสรรที่ทำกิน หลายครอบครัวไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ใหม่แห่งนี้ได้ หลายครอบครัวจึงย้ายกลับไปบ้านหลังเดิมที่บางกลอยบน

จนมีการดำเนินการภายใต้โครงการอพยพผลักดัน/จับกุม ชุมชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย–พม่า ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่มีการปฏิบัติการทั้งสิ้น 6 ครั้ง (เมษายน 2553 – กรกฎาคม 2554)

ชาวบ้านที่มาให้ข้อมูล อาทิ ปู่คออิ๊และนอแอ, นายดู๊อู จีโบ้ง, นายจ่อโจ่ มิมี เป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นสะท้อนว่าชาวเขาติดแผ่นดิน หรือกะเหรี่ยงดั้งเดิมอย่างพวกเขาได้ตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการดังกล่าว

4. เหรียญชาวเขา พยานวัตถุที่ควรรับฟัง

..แม้น้ำหนักในความน่าเชื่อถือจะมีน้อย

เหรียญชาวเขาที่กะเหรี่ยงที่ใจแผ่นดิน บางกลอยแห่งนี้มีติดตัว (รวมถึงเคยมีติดตัว แต่สูญหาย จากการที่บ้านถูกเจ้าหน้าที่รัฐเผาทำลายเสียหาย) อาจกล่าวได้ว่าเป็นพยานหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงถึงจุดเชื่อมโยงระหว่าง การอาศัยอยู่ของกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยแห่งนี้กับประเทศไทย

คำบอกเล่าจากพื้นที่ อาทิจาก ดุ๊อู จีโบ้ง [12] นอแอะลูกชายของปู่คออี้ รวมถึงผู้ใหญ่กระทง เล่าว่า ช่วงหลังจากการสร้างเขื่อนแก่งกระจาน (สร้างปีพ.ศ.2509) ประมาณหนึ่งหรือสองปีนายอำเภอถวัลย์ (นายอำเภอท่ายาง) ได้เรียกให้ชาวบ้านไปรับมอบเหรียญจากทางอำเภอ

ผู้ใหญ่กระทงเล่าว่า หลังจากนั้นประมาณช่วงปี 2526 นายอำเภอท่ายางได้เรียกให้ชาวบ้านมาทำบัตรประชาชนคนไทย เขาเป็นคนหนึ่งที่ไปทำบัตรประชาชน เวลานั้นเขาไม่เข้าใจว่าบัตรประชาชนคนไทยหมายถึงอะไร แต่ตอนนั้นเขาลงจากบางกลอยบนมาขายพริกที่อำเภอท่ายาง เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกให้ไปทำบัตร ก็ไป เขาจึงมีบัตรประชาชนไทย และต่อมาได้รับการกำหนดเลข 13 หลักขึ้นต้นด้วยเลข 3 [13] แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สนใจที่จะลงมาทำบัตรประชาชน เหตุผลนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะหลายคนเห็นว่า “ไม่จำเป็น”

คล้ายกับที่ปู่คออี้ บอกกับนอแอะว่า “มีบัตรประชาชนก็ต้องกินข้าว ไม่มีบัตรประชาชนก็ต้องกินข้าว” ซึ่งนอแอะเข้าใจดีว่าพ่อของเขาต้องการสอนให้เขาเป็นคนขยันทำมาหากิน ยึดถือในวิถีชีวิตของกะเหรี่ยง [14]

เจ็ดประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่ง

ด้าน หน้าและด้านหลังของเหรียญชาวเขาของปู่คออิ้ที่บอกเล่าว่า ได้รับมาในช่วงหลังการสร้างเขื่อนแก่งกระจานประมาณปี-สองปี และเก็บรักษาติดตัวมาตลอด จนนอแอะ ลูกชายอายุได้ 30 ปี จึงยกเหรียญนี้ให้แก่นอแอะ

ในแง่หลักการแล้วเหรียญชาวเขาเป็นหลักฐานแสดงหรือยืนยันว่าเป็นชาวเขาที่ ได้รับการสำรวจและบันทึกในทะเบียนราษฎรชาวเขาแล้ว (ทะเบียนสำหรับชาวเขาฉบับปี 2499) ซึ่งมีการดำเนินการขึ้นในปีพ.ศ.2512-2513 โดยอำเภอ และเมื่อสำรวจแล้วก็จะมีการมอบเหรียญให้กับผู้ถูกสำรวจ กล่าวได้ว่าเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงว่าชาวเขาที่ถูกสำรวจได้อยู่ภายใน ประเทศไทยแล้ว อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตด้วยว่า ภายหลังปรากฎว่ามีชาวเขาจำนวนไม่น้อยนำเหรียญที่ทางราชการมอบให้ไปขายให้แก่ บุคคลอื่นๆ อันก่อให้เกิดปัญหาการสวมตัว [15]

5. เหตุผลที่หลายคนไม่มีบัตรสีฟ้า หรือเขียวขอบแดง?

มีข้อสังเกตด้วยว่าทำไมกะเหรี่ยงแห่งผืนป่าใจแผ่นดิน บางกลอยแห่งนี้ จึงไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆ อีกเลย ทั้งๆ ที่ในระหว่างปีพ.ศ.2533-2534 กรมการปกครองได้มีโครงการสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง และบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง (บัตรสีฟ้า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2533) [16] รวมถึงโครงการสำรรวจและเพื่อทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวชุมชนบนพื้นที่ สูง (บัตรสีเขียวขอบแดง) ซึ่งมีการดำเนินการในช่วงปีพ.ศ.2542 [17]

คำตอบจากผู้ใหญ่กระทง ก็คือ

“กะเหรี่ยงบ้านเราเป็นคนไทย เลยไม่อยากไปถือบัตรคนต่างด้าว”

อย่างไรก็ดี ในทางข้อเท็จจริงพบว่ามีสมาชิกของชุมชนแห่งนี้มีบ้างเช่นกันที่ถือบัตรเขียว ขอบแดง ซึ่งผู้ใหญ่ลอย ผู้ใหญ่กระทงสันนิษฐาน(เอง)ว่า หลายคนไปได้บัตรเขียวขอบแดงตอนออกจากบ้านบางกลอยบนไปรับจ้างทำงานในต่าง อำเภอ

6. “กะเหรี่ยง” “กะหร่าง” ในผืนป่าใจแผ่นดิน บางกลอยจากมุมของประวัติศาสตร์ [18]

นายวุฒิ บุญเลิศ ได้ให้ข้อมูลว่า ชาวกะเหรี่ยงในเขตภาคตะวันตกนับจากด้านตะวันตกของจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์มีอยู่ 2 กลุ่มสาขาคือกลุ่มที่เรียกตนเอง ปกาเกอะญอ หรือที่คนภายนอกเรียกชื่อพวกเขาว่า กะเหรี่ยงสกอว์ และถูกเรียกอีกชื่อจากคนภายนอกว่า “กะหร่าง”

กะเหรี่ยงกลุ่มนี้อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ป่าเขาตั้งถิ่นฐานอยู่ตลอดแนว ชายแดนไทยพม่าตามแนวเทือกเขาตะนาวศรีอยู่กันอย่างกระจัดกระจายในผืนผ่าและ ต้นที่สำคัญคือ แม่น้ำภาชี แม่น้ำบางกลอย แม่น้ำเพชรบุรี ลำห้วย ห้วยสัตว์ใหญ่ และแม่น้ำปราณไหลผ่าน กะเหรี่ยงอีกกลุ่มหนึ่งเรียกตนเองว่า โพล่ง หรือกะเหรี่ยงโปว์ อาศัยอยู่ในพื้นที่ปลายน้ำราบลุ่ม

เอกสารทางราชการกล่าวถึงการสำรวจเขตแดนระหว่างรัฐบาลสยามกับอังกฤษในรัช สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เมื่อปีพ.ศ.2407 เพื่อปักปันเขตแดนไทย-อังกฤษ พบว่ามีชาวกะเหรี่ยงและละว้าอยู่ตามชายแดน และต้นน้ำ

เจ็ดประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งบางกลอย (แก่งกระจาน)

ใน รัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ปีพ.ศ.2424 นายคาร์ล บ๊อก นักธรรมชาติชาวนอร์เวย์ ได้มาสำรวจกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรี ได้บันทึกเรื่องราวและเขียนภาพคนกะเหรี่ยงเพชรบุรีไว้

7. ไร่หมุนเวียน-วิถีแห่งกะเหรี่ยง

หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่เชื่อ ก็ต้องพิสูจน์ให้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติก่อน-ไม่ใช่ปฏิเสธ

ถ้อยคำที่ปฏิเสธ ไม่เชื่อถึงระบบไร่หมุนเวียนและวิถีชีวิตที่อยู่กับป่าของคนกะเหรี่ยงในผืน ป่าใจแผ่นดิน บางกลอย ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยอ้างผ่านภาพ “..ไร่ซากหลายแปลง รวมถึงแปลงที่มีตอไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบพร้อมคำชี้แจงที่ว่าเป็นไม้ใหญ่ที่มี อายุนับร้อยปี ถูกกะเหรี่ยงในพื้นที่ตัดจนเหลือแค่ตอ จึงเป็นการบุกรุกทำลายป่า..” ได้รับการชี้แจงข้อมูลอีกแบบจากชาวบ้านในพื้นที่ระหว่างการประชุมว่า “ต้นไม้ในภาพน่าจะมีอายุเพียง 10 ปีเท่านั้น เนื่องจากต้นไม้มีลักษณะเป็นโพรงขนาดใหญ่ เป็นต้นไม้ที่ไม่มีการเติบโตสมบูรณ์ และด้านบนสุดที่ยังมองเห็นอยู่มีลักษณะเป็นกิ่งขนาดไม่ใหญ่มาก แยกออกเป็นสามกิ่ง ซึ่งเป็นลักษณะของการแตกยอดใหม่ของตอไม้เก่า”

จำเป็นต้องตระหนักด้วยว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 66 รับรองถึงสิทธิของชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติและมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน

ประเด็นที่จะต้องพิสูจน์จึงเป็นเรื่องที่ว่ากะเหรี่ยงแห่งผืนป่าใจแผ่น ดิน บางกลอย (แก่งกระจาน) แห่งนี้เป็น “ชุมชนท้องถิ่น” หรือ “ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” หรือไม่ หรือเป็นผู้ทรงสิทธิในสิทธิชุมชนตามมาตรา 66 นี้หรือไม่ ได้แก่ มีวิถีชีวิต จารีตประเพณี วัฒนธรรมที่มีความเชื่อมโยงกับการดูแลและใช้สอยทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ใน ผืนป่าแห่งนี้อย่างไร อาทิ มีกฎเกณฑ์ หรือรูปแบบ จารีตประเพณีที่อนุรักษ์ บำรุงรักษาผืนป่าไม่ให้ถูกทำลายอย่างไรบ้าง การล่าสัตว์ป่า หรือตัดไม้มีเหตุผลในทางวิถีชีวิต จารีตประเพณีอย่างไร ฯลฯ หากมีหลักเกณฑ์ดังกล่าวย่อมถือว่าเป็น สิทธิของบุคคล(กะเหรี่ยงแห่งผืนป่าใจแผ่นดิน บางกลอย) ในรวมตัวกันเป็นชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติให้มีความสมดุลและยั่งยืนแล้ว [19]

นอกจากนี้ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงให้อยู่กับป่าและธรรมชาติ ได้กำหนดแนวทางชัดเจนว่า “ให้ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ ดั้งเดิม” ดังนั้นก่อนการปฏิบัติการทั้ง 6 ครั้งภายใต้โครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจึงนำไปสู่คำถามที่ต้องถามกลับ ว่าได้มีการปฎิบัติตามขั้นตอน กระบวนการตามกฎหมาย แนวนโยบายจริงหรือไม่ อย่างไร

ดังจะเห็นได้จากกรณีคดีแม่อมกิ ที่ศาลจังหวัดแม่สอดได้มีพิพาษายกฟ้องกะเหรี่ยงที่ถูกส่งฟ้องเป็นคดีอาญาใน ฐานบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ ด้วยมีการนำสืบตัวชาวบ้านเอง พยานบุคคลรวมถึงพยานผู้เชี่ยวชาญ:

“...สภาพชุมชนที่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ตั้งถิ่นฐานมานาน มีอาชีพทำไร่หมุนเวียน(ต่อมาพื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนแห่ง ชาติ)...มีต้นไม้ใหญ่จำนวนหนึ่ง ที่ชาวบ้านทิ้งไว้ไม่ได้ตัด เพื่อทำให้พื้นที่ดังกล่าวฟื้นตัวเร็วขึ้น ไม้ที่ถูกตัดเป็นไม้ขนาดเล็ก ไม่ใหญ่มาก เป็นไร่ที่ชาวบ้านทำไร่หมุนเวียน โดยให้เหตุผลที่ควรรับฟังว่า “อาศัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 มีพยานหลักฐานรับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทำกินในที่ดินแปลงนี้มาก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ตั้งแต่รุ่นยาวเคยทำกินในลักษณะทำไร่หมุนเวียน เข้าใจว่าทางราชการผ่อนผันให้ทำได้โดยไม่ให้บุกรุกแผ้วถางใหม่ ชุมชนชาวกะเหรี่ยงตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยทำกินกันในบริเวณนี้มานานหลายชั่ว คน.. ข้อที่โจทก์ (อัยการ) พยายามจะนำสืบให้เห็นว่าที่พิพาทไม่ผ่านการทำการเกษตรหรือเข้าทำประโยชน์มา ก่อน เห็นได้ว่าเลื่อนลอยเชื่อถือไม่ได้ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามที่จำเลย (นางน่อเฮมุ้ย)นำสืบว่าที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผ่านการทำประโยชน์มาแล้ว สภาพทั่วไปมีแต่ตอไม้ จะมีต้นไม้ขึ้นบ้างเป็นต้นเล็กๆ บริเวณข้างเคียงก็ล้วนมีราษฎรคนอื่นเข้าทำประโยชน์อยู่ทั่วไป และมีการเข้ายึดถือที่พิพาทก่อนที่ทางราชการจะกำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยเข้าทำประโยชน์ โดยได้รับตกทอดจากบิดามารดา เช่นนี้ย่อมเป้นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ไม่สามารถพูด อ่าน เขียนภาษาไทยได้ และตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในหมู่บ้านแม่อมกิมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งได้อาศัยที่พิพาททำประโยชน์ก่อนที่ทางราชการจะประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่ง ชาติ... กรณีจึงทำให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำไปโดยสำคัญผิดเข้าใจว่าสามารถที่จะเข้าไป แผ้วถางที่บริเวณพิพาทได้ เป็นการขาดเจตนา การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดตามฟ้อง

พิพากษายกฟ้อง./”
คำพิพากษาศาลจังหวัดแม่สอด
คดีหมายเลขดำที่ 1770/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 1737/2551
ลงวันที่ 5 เดือนมีนาคม พ.ศ.2553

จะเห็นได้ว่าจำเป็นต้องมีกระบวนการรับฟังความจากผู้เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญที่รอบด้าน รวมถึงศึกษาถึงข้อเท็จจริงแห่งความเป็นชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของแต่ละพื้นที่ โดยควรจะดำเนินการก่อน ไม่จำเป็นต้องให้กระบวนการนี้ไปเกิดขึ้นในชั้นศาล

บทส่งท้าย

บันทึกเรื่องนี้แม้จะเป็นเพียงการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นจากพื้นที่ การสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ รวมถึงตรวจสอบเอกสารต่างๆ ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า น่าจะมีสักหกประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่ง บางกลอย (แก่งกระจาน) และแม้ว่ามันจะยังมิใช่ข้อสรุปที่ฟันธงอย่างชัดเจน แต่ข้อสังเกตฯ ที่ได้กล่าวมา ก็ย่อมมีความเป็นไปได้ หากไม่มีข้อเท็จจริง พยานหลักฐานอื่นๆ มาโต้แย้ง-หักล้าง [20]


อ้างอิง:

  1. สรุปผลการปฏิบัติงานยุทธการตะนาวศรี โครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุมชุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระหว่างวันที่ 23-26 มิถุนายน 2554 จัดทำโดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, เอกสารนำเสนอ (powper point) โครงการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชุมชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย – พม่า ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จัดทำโดยกรมอุทยานแห่งชาติ
  2. ลงพื้นที่ร่วมกับอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชน ชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบปากคำผู้เสียหายจากการถูกเจ้าหน้าที่รัฐ(ไม่ ทราบสังกัด)เผาทำลายบ้านและยุ้งฉางของกะเหรี่ยงแก่งกระจาน เมื่อวันที่ 3-4 กันยายน 2554
  3. กระเหรี่ยงที่เกิดที่บ้านบางกลอยบน เมื่อปี 2501 ปัจจุบันเป็นผู้ใหญ่บ้านบางกลอย-โป่งลึก หมู่ 1
  4. พื้นที่ที่ใกล้กับใจแผ่นดิน จะมีพื้นที่ที่ถูกเรียกเป็นบางกลอยบน และบางกลอยล่าง โดยจุดที่เรียกว่าบางกลอยบนนั้น จะใกล้กับใจแผ่นดิน ส่วนบางกลอยล่างจะเป็นจุดที่ต่ำลงมาจากบางกลอยบน สามารถเดินถึงกันได้ใช้เวลาประมาณ 1 วัน และหากเดินตามแม่น้าเพชรบุรีลงมาจะเจอกับบ้านโป่งลึก-บางกลอย ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 1-2 วัน
  5. กระเหรี่ยงที่เกิดที่บ้านบางกลอยบน เมื่อปี 2482 ปรากฎในท.ร.ช.ข. บางกลอย 4 ครอบครัวที่ 1 ต่อมาเคยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่
  6. ชื่อโคอิ อ้างอิงตามที่ปรากฎในท.ร.ชข. แฟ้มบางกลอย 4 ครอบครัวที่ 3, อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Royal vouches for103-year-oldKaren วันที่ 3 กันยายน 2554 สืบค้นที่ http://www.bangkokpost.com/news/local/254877/royal-vouches-for-103-year-old-karen -- ดูข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง: ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว, บันทึกร่องรอย-เรื่องราวกะเหรี่ยงบางกลอยบน ย่างเข้าเดือนที่ 2 ที่ถูกอพยพโยกย้าย-ไร้บ้าน สืบค้นได้ที่ http://www.statelesswatch.org/node/462 และดู ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล, บันทึกถึงปู่คออิ๊-กะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งผืนป่าใจแผ่นดิน บางกลอย (แก่งกระจาน)
  7. หนึ่งในชาวบ้านที่ถูกเจ้าหน้าที่สั่งให้อพยพ ออกจากบ้านบางกลอยบน โดยบ้านและยุ้งฉางของเขาถูกเผา ทำลาย อย่างไรก็ดีลุงดู๊อู ไม่ได้รับการสำรวจท.ร.ชข. เพราะเวลานั้นนำพริกลงมาขายที่อำเภอท่างยางพร้อมกับลูกชาย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว, บันทึกร่องรอย-เรื่องราวกะเหรี่ยงบางกลอยบน ย่างเข้าเดือนที่ 2 ที่ถูกอพยพโยกย้าย-ไร้บ้าน สืบค้นได้ที่ http://www.statelesswatch.org/node/462
  8. เกิดที่บ้านบางกลอยบน ปี 2508 ปรากฎตามแฟ้มเอกสารบ้านโป่งลึก 2 ครอบครัวที่ 4
  9. ชื่อโคอิ อ้างอิงตามที่ปรากฎในท.ร.ชข. แฟ้มบางกลอย 4 ครอบครัวที่ 3, ส่วนชื่อจออี้ อ้างอิงตามที่นายดุลยสิทธิ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา หลานชายในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เรียก โดยในดุลยสิทธิ์ให้ข้อมูลว่ารู้จักกับปู่โคอิ๊ ในฐานะของสหายของเสด็จตา และเคยพบกับปู่โคอี๊ ในช่วงเวลา อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Royal vouches for103-year-oldKaren วันที่ 3 กันยายน 2554 สืบค้นที่ http://www.bangkokpost.com/news/local/254877/royal-vouches-for-103-year-old-karen
  10. ดูข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง: ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว, บันทึกร่องรอย-เรื่องราวกะเหรี่ยงบางกลอยบน ย่างเข้าเดือนที่ 2 ที่ถูกอพยพโยกย้าย-ไร้บ้าน สืบค้นได้ที่ http://www.statelesswatch.org/node/462 และดู ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล, บันทึกถึงปู่คออิ๊-กะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งผืนป่าใจแผ่นดิน บางกลอย (แก่งกระจาน)
  11. อยู่ระหว่างการทำแผนที่แสดงพื้นที่การเดินเท้าของชุมชนกะเหรี่ยงใจแผ่นดิน บางกลอย
  12. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว, บันทึกร่องรอย-เรื่องราวกะเหรี่ยงบางกลอยบน ย่างเข้าเดือนที่ 2 ที่ถูกอพยพโยกย้าย-ไร้บ้าน สืบค้นได้ที่ http://www.statelesswatch.org/node/462
  13. ปี 2527 เป็นปีแรกที่มีการตั้งระบบเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยคนที่มีสัญชาติ จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 (กรณีแจ้งเกิดในกำหนด) และเลข 2 (กรณีแจ้งเกิดเกินกำหนด) ส่วนเลข 3 เป็นกรณีของคนไทยที่เกิดและแจ้งชื่อเข้าในทะเบียนบ้าน (ประเภทคนไทย หรือท.ร.14) ก่อนเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2524
  14. ดู ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล, บันทึกถึงปู่คออิ๊-กะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งผืนป่าใจแผ่นดิน บางกลอย (แก่งกระจาน)
  15. สรินยา กิจประยูร และชุติ งามอุรุเลิศ, “คู่มือปฏิบัติการเพื่อให้คนมีสถานภาพทางกฎหมายที่ถูกต้อง” , จัดพิมพ์โดย คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์, พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง สิงหาคม พ.ศ.2544, สำนักพิมพ์วิญญูชน, น.37.
  16. โครงการสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลบน พื้นที่สูงและบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง (บัตรสีฟ้า เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2533 เพื่อสำรวจบุคคลที่อยู่บนพื้นที่สูงทั้งหมด กล่าวคือ ไม่จำกัดเฉพาะชาวเขาเท่านั้น แต่รวมถึงชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่บนพื้นที่สูง 20 จังหวัด, อ้างจากเอกสารเผยแพร่ซึ่งจัดทำโดยฝ่ายการทะเบียนชนกลุ่มน้อย ส่วนการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, “ชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย”, มกราคม 2542
  17. โครงการสำรรวจและเพื่อทำทะเบียนประวัติและ บัตรประจำตัวชุมชนบนพื้นที่สูง (บัตรสีเขียวขอบแดง) ซึ่งมีการดำเนินการในช่วงปีพ.ศ.2542 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำสถิติจำนวนชาวเขาที่อาศัยอยู่ในประเทศ โดยรัฐบาลกำหนดนโยบายให้มีสถานะเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยผ่อนผันให้มีสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราว เพื่อรอการพิสูจน์สถานะต่อไป
  18. วุฒิ บุญเลิศ, เอกสารประกอบการลงพื้นที่ของอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบปากคำผู้เสียหายจากการถูกเจ้าหน้าที่รัฐ(ไม่ ทราบสังกัด)เผาทำลายบ้านและยุ้งฉางของกะเหรี่ยงแก่งกระจาน เมื่อวันที่ 3-4 กันยายน 2554
  19. ขอบคุณอาจารย์ ลักขณา พบร่มเย็น นักวิจัยอิสระ, สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น, สุรชัย ตรงงาม ทนายความ โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม และจันทร์จิรา จันทร์แผ้ว สมาชิกเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
  20. การตรวจสอบข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ และจะยังคงติดตามต่อไป ในระยะอันใกล้นี้จะมีการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในช่วงวันที่ 14-16 กันยายน 2554

ความไม่เป็นธรรมที่ ‘ดา ตอร์ปิโด’ ได้รับ : มองจากทัศนะทางพุทธศาสนา

ที่มา ประชาไท

“อย่างคุณดา ตอร์ปิโดนั้น ผมคิดว่าเธอจริงใจ และพูดออกไปตามที่เธอเชื่อ คนเช่นนี้ผมคิดว่าสมควรที่กระบวนการยุติธรรมจะพิจารณาผ่อนปรนให้เป็นพิเศษ ซึ่งหากระบบยุติธรรมแสดงความเห็นใจ เข้าใจว่าเธอคับแค้นใจ จึงได้แสดงความคิดออกมาอย่างนั้น การผ่อนปรนจากหนักให้เป็นเบา จะเป็นหนทางที่ดีที่สุด”

ข้อความข้างต้นนี้ คือบางส่วนในข้อเขียนชื่อ “ความยุติธรรมและมนุษยธรรม” ของ สมภาร พรมทา (วารสารปัญญา วารสารออนไลน์ ฉบับที่ 11 สิงหาคม 2554 หน้า 703) ซึ่งเป็นข้อเขียนแสดงทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนเพื่อสรุปจบงานวิชาการขนาดยาว ชื่อ “นิติปรัชญา” ที่เขียนต่อเนื่องในวารสารดังกล่าว ตั้งแต่ฉบับที่ 1-11 (รวม 700 กว่าหน้า)

ที่สมภารบอกว่า คำพูดของดาออกมาจากความจริงใจ จากความคับแค้นใจที่กระบวนการยุติธรรมควรเข้าใจ เห็นใจ ผ่อนหนักให้เบานั้น (ตามข้อเท็จจริงศาลตัดสินจำคุกฐานผิด ม.112 เป็นเวลา 18 ปีในความผิด 3 กรรม กรรมละ 6 ปี) เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับคำพูดของฝ่ายที่ประกาศ “สู้เพื่อในหลวง” หรือ “พร้อมสละชีวิตเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และราชบัลลังก์” เช่น สนธิ ลิ้มทองกุล ประพันธ์ คูณมี เป็นต้นแล้ว คนทั่วๆ ไปย่อมจะมองออกว่า คำพูดดังกล่าวยากที่จะทำให้เชื่อได้ว่าออกมาจากความบริสุทธิ์ใจจริงๆ พูดตรงๆ คือการอ้างถึงสถาบันในลักษณะดังกล่าวไม่ว่าจะกระทำโดยใคร หรือกลุ่มใด ตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบันมักจะเป็นการอ้างเพื่อทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง หรือเพื่อให้ตนเองดูเป็นคนดีเสียส่วนใหญ่

ส่วนคำพูดของดานั้น เป็นคำพูดที่ออกมาจากความเชื่อในอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างบริสุทธิ์ใจว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชนจริงๆ หมายความว่าหากมีอำนาจลึกลับใดๆ เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง หรือบิดเบือนเจตนารมณ์ทั่วไปของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองผู้รักประชาธิปไตยที่จะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น นี่คือความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจของดาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ (หากใช้เหตุผล) ส่วนสำนวน หรือลีลาในการพูดของเธอนั้นอาจเป็นเพียงการระบายความคับแค้นใจ ขมขื่นใจ ที่สามารถเข้าใจได้ อธิบายได้อีกเช่นกัน

ฉะนั้น หากกระบวนการยุติธรรมไต่สวน และตัดสินด้วยความเคารพต่อความเชื่อในอุดมการณ์ประชาธิปไตยของพลเมืองคน หนึ่ง และเข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกที่อาจคับแค้นใจกับสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าไม่ถูก ต้องในทางการเมือง การผ่อนหนักให้เป็นเบาย่อมเป็นการให้ "ความเป็นธรรม" ที่อธิบายได้

หากมองตามทัศนะของพุทธศาสนา โทษจำคุก 18 ปี ที่ดาได้รับถือว่าไม่เป็นธรรมแก่เธออย่างยิ่ง บางคนอาจแย้งว่า ทำไม่จะไม่เป็นธรรมในเมื่อศาลตัดสินไปตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ แต่พุทธศาสนามองว่าความเป็นธรรมนั้นไม่อาจมองเฉพาะจากตัวบทกฎหมายเท่านั้น เพราะบางที่กฎหมายก็บัญญัติขึ้นบนพื้นฐานของความเชื่อที่ไม่เป็นธรรมอยู่ ก่อน ขึ้นอยู่กับว่าคนกลุ่มใดเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย เช่น สมัยพุทธกาลศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าพระพรหมสร้างมนุษย์มาให้ไม่เสมอภาคกัน สูงต่ำกว่ากันตามระบบวรรณะสี่ จากพื้นฐานความเชื่อนี้ พราหมณ์จึงออกกฎหมายให้ชนชั้นสูงได้เปรียบ หรือมีอภิสิทธิ์เหนือชนชั้นล่างทุกด้าน

คติความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ก็เป็นคติความเชื่อที่บรรพบุรุษของเราได้ รับอิทธิพลจากความเชื่อแบบพราหมณ์ผ่านทางวัฒนธรรมขอม และภายหลังอาจหนุนเสริมด้วยการตีความคำสอนพุทธศาสนาเรื่องกษัตริย์เป็นผู้ บำเพ็ญบุญบารมีมามากกว่าสามัญชน จึงเป็นผู้มีบุญญาธิการสมควรอยู่ที่สูงเหนือคนธรรมดาทั่วไป แต่ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าปฏิเสธความเชื่อแบบพราหมณ์ และเสนอว่า กษัตริย์จะเป็นกษัตริย์ที่ดีไม่ใช่เพราะได้รับเทวสิทธิ์จากพระเจ้า แต่เพราะมีคุณธรรมของผู้ปกครองที่ช่วยให้ทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ผู้ ใต้ปกครองพึงพอใจ

ฉะนั้น กษัตริย์ตามอุดมคติของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม จึงไม่ใช่ผู้มีอำนาจแบบเทวสิทธิ์ ภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่ดีไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจให้คนกลัวเหมือนกษัตริย์ตาม อุดมคติแบบพราหมณ์ แต่เป็นกษัตริย์ที่ประชาชนรัก เพราะอุทิศตนเสียสละ ซื่อสัตย์ อ่อนน้อมต่อผู้ใต้ปกครองตามหลักทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตร

แต่ทว่าคติเกี่ยวกับกษัตริย์ของไทยนั้นปนๆ กันอยู่ระหว่างพราหมณ์กับพุทธ ภาพลักษณ์ของกษัตริย์จึงมีสองภาพลักษณ์ที่ขัดแย้งกัน ภาพลักษณ์หนึ่งคือภาพลักษณ์ของผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องปกป้องอำนาจ นั้นด้วยการสร้าง “ความกลัว” เช่นมีกฎหมายปกป้องความศักดิ์สิทธิ์นั้นอย่างแน่นหนา ขณะที่อีกภาพลักษณ์หนึ่งคือความเป็นที่รักของประชาชน เพราะเสียสละอุทิศตนเพื่อประชาชน

ถึงตรงนี้เราคงพอจะเข้าใจว่า กฎหมายหมิ่น ม.112 (และกฎหมาย จารีตประเพณีที่มุ่งรักษาอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ด้วยการสร้าง “ความกลัว”) คือ กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของกษัตริย์ตามคติพราหมณ์ ฉะนั้น เมื่อมองตามทัศนะทางพุทธศาสนา กฎหมายดังกล่าวที่มีบทลงโทษสูงเกินไป จึงเป็นกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมตั้งแต่ต้น เพราะเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นบนพื้นฐานความเชื่อที่ไม่เป็นธรรม คือความเชื่อที่ว่ามนุษย์ไม่เท่าเทียมกัน

เมื่อพุทธศาสนาปฏิเสธระบบชนชั้นแบบพราหมณ์ก็เพื่อยืนยันว่า "มนุษย์เท่าเทียมกัน" จึงไม่มีเหตุผลที่พุทธศาสนาจะไม่สนับสนุนความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย และจะไม่สนับสนุนการต่อสู้ของพลเมืองของรัฐที่ยืนยันความเสมอภาคตามระบอบ ประชาธิปไตย

ฉะนั้น ที่นักวิชาการด้านพุทธศาสนาอย่าง สมภาร พรมทา เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมควรพิจารณาอย่างเข้าใจ เห็นใจดา ตอร์ปิโด และควรผ่อนหนักให้เป็นเบานั้น เพราะเมื่อมองตามทัศนะทางพุทธศาสนา ม.112 ก็ไม่ใช่กฎหมายที่ยุติธรรมตั้งแต่แรกดังกล่าว และประชาชนที่ถูกเอาผิดด้วยกฎหมายนี้ ก็คือคนที่โดยใจจริงแล้ว พวกเขาต่อสู้เพื่อปกป้องความเสมอภาคตามอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่พุทธศาสนาก็สนับสนุนหลักการนี้

คิดอย่างตรงไปตรงมาแบบชาวพุทธและผู้ซื่อสัตย์ต่อหลักการประชาธิปไตย คุณดาและคนอื่นๆ ที่ถูกดำเนินการด้วย ม.112 เนื่องจากพวกเขาออกมาต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตย ควรได้รับการปล่อยตัว และกฎหมายฉบับนี้ก็ควรถูกยกเลิกได้แล้ว!

กก.ปฏิรูปกฎหมาย เสนอรัฐบาลใหม่ เร่งพิจารณาร่างกฎหมายต่อ

ที่มา ประชาไท

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นำโดยนายคณิต ณ นคร ทำหนังสือถึงนายกฯ ให้เดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายต่อ แบ่งเป็นร่างที่ควรเห็นชอบ 26 ฉบับ ไม่ควรเห็นชอบ 5 ฉบับ

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.54 นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ทำหนังสือถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แจ้งว่า ตามมาตรา 153 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่าง พ.ร.บ.ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบต่อไปได้ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้น ใหม่หลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป และรัฐสภามีมติเห็นชอบด้วย

โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายระบุว่า มีร่างกฎหมายที่ไม่ควรเห็นชอบให้พิจารณาต่อไป 5 ฉบับ ร่างกฎหมายที่สมควรเห็นชอบให้พิจารณาต่อไป แบ่งเป็นร่างกฎหมายที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอ โดยตรงต่อสภาฯ 7 ฉบับ และร่างกฎหมายที่สำคัญและจำเป็นสมควรให้พิจารณาต่อไป 19 ฉบับ

ทั้งนี้ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่ค้างการ พิจารณาของรัฐสภา พร้อมสาระสำคัญของร่างกฎหมายแต่ละฉบับ และเหตุผลประกอบการพิจารณาต่อนายกฯ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

อนึ่ง ร่างกฎหมายที่ไม่ควรเห็นชอบให้พิจารณาต่อไป 5 ฉบับ ได้แก่
1.ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ
2.ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม
3.ร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์
4.ร่าง พ.ร.บ.เงินทดแทน
5.ร่าง พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน

ร่างกฎหมายที่สมควรเห็น ชอบให้พิจารณาต่อไป แบ่งเป็นร่างกฎหมายที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอ โดยตรงต่อสภาฯ 7 ฉบับ ได้แก่
1.ร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค
2.ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพแพทย์แผนไทย
3.ร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
4.ร่าง พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล
5.ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุข
6.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
7.ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย)

ร่างกฎหมายที่สำคัญและจำเป็นสมควรให้พิจารณาต่อไป 19 ฉบับ
1.ร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
2.ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
3.ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ
4.ร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่...)
5.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
6.ร่าง พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ
7.ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
8.ร่าง พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น
9.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ
10.ร่าง พ.ร.บ.คุมประพฤติ
11.ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการปฏิรูปและพัฒนากระบวนการยุติธรรมแห่งชาติ
12.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์
13.ร่าง พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิและควบคุมดูแลเด็ก
14.ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามสิ่งยั่วยุพฤติกรรมอันตราย
15.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
16.ร่าง พ.ร.บ.การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ
17.ร่าง พ.ร.บ.พระราชบัญญัติ
เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
18.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
19.ร่าง พ.ร.บ.สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ



ความเห็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เรื่อง กฎหมายค้างการพิจารณาของสภา

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรีเสนอ"ความเป็นแดง/ไพร่”อัตลักษณ์ร่วมเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

9-08 17:26

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการอภิปรายหัวข้อ เวที “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” โดยมีการนำเสนอบทความจากงานวิจัย “พัฒนาการจิตสำนึกและขบวนการทางการเมืองของชาวเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” โดยคณะผู้วิจัยซึ่งเป็นอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษย วิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, ดร.อรัญญา ศิริผล, นพพล อาชามาส และสืบสกุล กิจนุกร

และผู้วิจารณ์ ประกอบด้วย ศ.ทามาดะ โยชิฟูมิ มหาวิทยาลัยเกียวโต, รศ.ดร.อร รถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ

โดยผู้อภิปรายคนแรกคือ ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอว่าขบวนการคนเสื้อแดง มีลักษณะที่ต่างไปจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมก่อนหน้านี้ทั้ง สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย (กทส.) และสมัชชาคนจน ในแง่ที่คนเสื้อแดงมีลักษณะของสมาชิกในขบวนการที่ “ข้ามชนชั้น” มีอัตลักษณ์ร่วมกันคือ “ความเป็นแดง/ความเป็นไพร่”

ปิ่นแก้วอภิปรายด้วยว่า การอธิบายการรวมตัวของคนเสื้อแดงแบบสำนักคิดเศรษฐกิจกำหนด จะไม่ช่วยให้เข้าใจว่า ความคิดทางการเมืองของชาวบ้านเปลี่ยนไปอย่างไร ขณะที่อุดมการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดง ก็มีการเปลี่ยนผ่าน คือไม่ได้เริ่มจากฐานความคิด หรือความเชื่อเดียวกัน ในตอนแรกอาจเสนอให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่อุดมการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงก็เปลี่ยนผ่าน หรือในศัพท์ที่คนเสื้อแดงใช้ว่า “ตาสว่าง” ก็เกิดหลายระลอก โดยการอภิปรายของปิ่นแก้ว มีรายละเอียดดังต่อนี้ ส่วนเนื้อหาจากการประชุมทั้งหมด “ประชาไท” จะทยอยนำเสนอต่อไป

(หมายเหตุ: 1. ถอดเทปและขัดเกลาเพิ่มเติมจาก รายงานที่ตีพิมพ์โดยสำนักข่าวประชาธรรม วันที่ 5 ก.ย. 54
2. ข้อความในวงเล็บ เป็นการอธิบายเพิ่มเติมโดยประชาไท)





วิดีโอคลิปการอภิปรายของปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี เมื่อ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ในการประชุม "ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่" ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มีทั้งหมด 2 ตอน)

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี

"งาน วิจัยยังพบอีกว่า สิ่งที่เรียกว่า อุดมการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงนั้น มีการเปลี่ยนผ่าน คือมันไม่ได้เริ่มจากฐานความคิด หรือความเชื่อเดียวกันในตอนแรก

ใน ตอนแรกเขาอาจจะคิดง่ายๆ ว่า เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่อุดมการณ์ทางการเมืองมันเปลี่ยนผ่านอย่างน้อย 2 ระลอก คือก่อนและหลังเดือนพฤษภาคม (2553) จริงๆ เปลี่ยนผ่านหลายระลอก ในศัพท์ที่คนเสื้อแดงเรียกว่า “ตาสว่าง” เกิดหลายระลอก แต่ว่าจุดที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่มีผลอย่างยิ่งต่อวิธีคิดของคน เสื้อแดงในการมองความสัมพันธ์ของตนเอง กับสถาบันต่างๆ ในสังคมไทย รวมทั้งสถาบันสูงสุด ดิฉันคิดว่าเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 เป็นเงื่อนไขที่สำคัญ"

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, 1 ก.ย. 54

000

ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่น่าสนใจ ในแง่หนึ่งสมาชิกมีแหล่งกำเนิดมาจากชนบท แต่ว่าขบวนการเสื้อแดงกลับไม่ได้เกาะเกี่ยวกันด้วยความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ของชนชั้นชาวนา เหมือนกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาแห่งประเทศไทย (กทส.) เมื่อทศวรรษ 2510 ขณะเดียวกันขบวนการนี้ก็ต่างไปจากขบวนการสมัชชาคนจนหรือขบวนการ วิถีชีวิต อำมาตย์

นักวิชาการที่เขียนเรื่องขบวนการเสื้อแดง ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าขบวนการเสื้อแดงมีความสลับซับซ้อนและประกอบไป ด้วยกลุ่มคนหลายสถานะ หลากความคิดทางการเมือง ยากที่จะกำหนดด้วยเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจ หรือกระทั่งความต่างระหว่างเมืองและชนบท

อาจารย์นิธิ (เอียวศรีวงศ์) รวมทั้งอาจารย์อรรถจักร (สัตยานุรักษ์) ที่นั่งอยู่ในที่นี้ เสนอเรื่องแนวคิดชนชั้นกลางระดับล่างในเมืองและชนบท อ.ผาสุก (พงษ์ไพจิตร) และ อ.ไชยรัตน์ (เจริญสินโอฬาร) ก็เรียกขบวนการนี้ว่าเป็นกลุ่มที่ประกอบด้วย/หรือผสมกันระหว่างกลุ่มที่คัดค้านรัฐประหารกับมวลชนผู้สนับสนุนทักษิณ

อ.เกษียร (เตชะพีระ) ก็มองว่าขบวนการนี้เป็นแนวร่วมระหว่างชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นนายทุนใหญ่ อ.คายส์ (ชาร์ลล์ เอฟ คายส์ - Charles F. Keyes) ก็เรียกชาวชนบทที่เข้าร่วมขบวนการนี้ว่าเป็น "กลุ่มคนชนบทผู้เห็นโลกกว้าง" (Cosmopolitan villagers)

อ.พัฒนา (กิติอาษา) ก็เรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นผู้ประกอบการทางการเมือง

คือมีผู้พยายามตอบคำถามว่าขบวนการนี้เป็นอะไรกันแน่ งานของเราก็พยายามทำอะไรแบบนั้นเหมือนกัน

เรามีคำถามหลักอยู่ 3 คำถามใหญ่ คือ หนึ่ง ขบวนการเสื้อแดงในเชียงใหม่ ประกอบไปด้วยกลุ่มคนสถานะใด ก่อรูปขึ้นเป็นขบวนการเสื้อแดงได้อย่างไร และมีพัฒนาการเช่นไร ที่เลือกศึกษาเสื้อแดงในเชียงใหม่เพราะว่าเชียงใหม่เป็นหนึ่งในเมืองหลวงของ เสื้อแดง มีประชากรเสื้อแดงเยอะที่สุด

สอง เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอะไรที่มีอิทธิพลต่อการก่อรูปของจิตสำนึกทางการเมืองของชาวบ้านหรือคนที่เข้าร่วมขบวนการนี้

สาม ขบวนการนี้ก็มีความแตกต่างไปจากขบวนการก่อนหน้านี้ ถ้าเทียบกับสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ฯ หรือสมัชชาคนจน เพราะเป็นขบวนการที่มีสื่อเป็นของตัวเอง การที่ขบวนการนี้มีสื่อเป็นของตัวเองแทนที่จะอิงกับสื่อของรัฐ สื่อของทุน ทำให้ขบวนการนี้ต่างไปจากขบวนการอื่นอย่างไร

ก่อนเริ่มอยากจะพูดถึง ความคิดกระแสหลักเกี่ยวกับคนเสื้อแดงสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มความคิดหลัก

ความคิดแรก มองว่าเป็นเสื้อแดงเป็นชนชาวรากหญ้าที่ไม่ค่อยมีการ ศึกษานัก เป็นชาวชนบทที่จงรักภักดีต่อทักษิณ และถูกลากเข้าสู่การเมืองของชนชั้นนำ การเมืองของพวกคณาธิปไตยทั้งหลาย แน่นอนทัศนะนี้สะท้อนความคิดของผู้ปกครอง หรือว่าชนชั้นกลาง นักวิชาการบางท่านก็มองเช่นนี้เหมือนกัน คือมองว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามายุ่งทางการเมือง

กลุ่มความคิดอันที่สอง มองจากฐานความคิดเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก ก็คือมองว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นชนชั้นกลางระดับล่างในชนบท ที่ชีวิตทางเศรษฐกิจนั้น “ปริ่ม น้ำ” นโยบายไทยรักไทยได้ช่วยให้คนเหล่านี้พ้นจากอาการปริ่มน้ำหรือความเสี่ยงขึ้น มาได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา เมื่อมีรัฐประหาร มันได้ทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจอันนี้ พวกเขาจึงรวมตัวกันทวงสิทธิให้กับพรรคการเมืองของตนเองที่ได้เลือกขึ้นมา

ดิฉันคิดว่า ความคิดทั้งสองอันไม่ผิด แต่มันไม่พอ ความคิดที่ว่าผู้นำตีกันข้างบน แล้วลากชาวบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดิฉันก็ไม่มีความเห็นเพราะเป็นวิธีอธิบายความขัดแย้งในสังคมไทยที่มันดำเนิน มาตลอดช่วงสมัยอยู่แล้ว พูดง่ายๆ คือมองว่าประชาชนไม่มีสมองหรือปัญญาของตัวเองในการวิเคราะห์การเมือง สามารถที่จะถูกลากมาประหนึ่งว่าเป็นวัวหรือเป็นหญ้า หรืออะไรทำนองนั้น ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไปโต้เถียงทางวิชาการ

ความคิดที่สองอาจจะเป็นหลักคิดที่น่าสนใจกว่า คือ การมองว่าการวมตัวของกลุ่มคนรากหญ้าเหล่านี้ แรงผลักสำคัญเป็นแรงขับทางด้านเศรษฐกิจ โดยส่วนตัวของดิฉันเคยเถียงกับนักวิชาการหลายท่านที่เคยมาวิจารณ์วิจัยนี้ ที่ไม่ได้เล่าให้ฟังคือโครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการใหญ่ ของโครงการวิจัยที่ชื่อว่า “การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองใน ชนบท” ที่มีอาจารย์อภิชาติ สถิตนิรมัย และอาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตรเป็นหัวหน้าโครงการ มีหลายท่านร่วมอยู่ในโครงการย่อยนี้ เราก็ยังเถียงอยู่ตลอดเวลา อาจารย์อภิชาติเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎี “ปริ่มน้ำ” ก็มาจากอาจารย์อภิชาติ ดิฉันเองไม่ค่อยเห็นด้วย ในเรื่องเอาเศรษฐกิจมากำหนด เพราะคิดว่าไม่พอ การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางชนบททั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงทศวรรษ ที่ผ่านมา

พูดง่ายๆ คือ การอธิบายแบบใช้เศรษฐกิจกำหนดนั้น ไม่ช่วยให้เข้าใจว่า ความคิดทางการเมืองของชาวบ้านเปลี่ยนไปอย่างไร และเพราะอะไร

งานวิจัยชิ้นนี้จึงพยายามที่จะกลับหัวกลับหางในการวิจัย คือว่าแทนที่จะมองการเมืองจากด้านบนลงมา เราพยายามทำความเข้าใจความขัดแย้งทางการเมืองจากฐานคิดของรากหญ้า คือชาวบ้านที่เข้าร่วมขบวนการนี้เขาคิดอย่างไร และขบวนการนี้ต่างไปจากขบวนการทางสังคมอื่นในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้อย่าง ไรบ้าง

ข้อค้นพบเบื้องต้นเราพบว่า จริงๆ แล้ว ก็จริงที่ว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งนี่ก็เป็นค้นพบของงาน ในโครงการวิจัยอันหนึ่งของอาจารย์เวียงรัฐ (เนติโพธิ์) ในโครงการใหญ่ คือการมองว่า การเปลี่ยนแปลงของ “Electoral politics” หรือการเมืองในระบอบเลือกตั้ง มีผลอย่างยิ่งต่อจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนในชนบท

พูดง่ายๆ ในกลุ่มที่เราศึกษา ชาวบ้านที่เราศึกษา แทบจะทุกหมู่บ้านที่เราไป ในยุคก่อนไทยรักไทย ชาวบ้านไม่เคยคิดว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต “4 ปี ก็มาที” แล้วไม่คิดว่าการเลือกตั้งคือปริมณฑลทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งเป็น ปริมณฑลของคนกรุงเทพ ไม่เคยคิดว่าปริมณฑลของการเลือกตั้งจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในชนบท

รัฐบาลไทยรักไทยสองสมัยได้เปลี่ยนความคิดอันนี้ แล้วก็ช่วยทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงในการเมืองในระบอบเลือกตั้งนั้นมีผลโดยตรงกับสถานะทาง เศรษฐกิจของชาวบ้านเอง พูดง่ายๆ คือ นโยบายทางการเมืองมีผลกับภาวะเศรษฐกิจของชาวบ้าน

อันนี้แหละ เป็นตัวทำให้ชาวบ้านมองว่าสิทธิทางการเมืองจะนำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในภาคชนบท การเชื่อมโยงของสองอันนี้มันทำให้จิตสำนึกทางการเมืองของชาวบ้านในชนบทใน ปัจจุบันไม่ต่างไปจากสำนึกทางการเมืองของปัญญาชนหรือชนชั้นกลางทั่วไป

แต่ก่อนเรามองว่าชาวบ้านนั้นไม่เข้าใจการเมืองในระบอบเลือกตั้ง ไม่เข้าใจหรือมองการเมืองในระบอบการเลือกตั้ง หรือมองในเรื่องการเมืองในระบอบเลือกตั้งห่างไกลจากชนบท ประวัติศาสตร์ในยุคก่อนก็อาจจะใช่ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาวิธีการในการอธิบายแบบนี้นั้น เราพบว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านขบวนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง มันอธิบายไม่ได้หรือตอบไม่ได้อีกต่อไป

เรามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียวเราพบว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน จากงานวิจัยเราพบว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า “พหุลักษณ์ของเหตุผล” และ “พหุสัมพันธ์ของกลุ่มชนชั้นต่างๆ” ที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ

และจริงๆ แล้วถ้าถามว่า เฉพาะในเชียงใหม่ จากการสัมภาษณ์ การลุกขึ้นมาค้านรัฐประหารนั้น เหตุผลจริงๆ ถ้าจริงนะคะ แกนนำว่าเช่นนั้น ว่าไม่ใช่เพราะทักษิณ แต่เป็นเรื่องของการประกาศกฎอัยการศึกในเชียงใหม่ทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวตก ต่ำ และเมื่อกลุ่มแกนนำเขาไปประท้วงกัน ทหารก็จับไปขังในคุก นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ก่อให้เกิดขบวนการต่อเนื่องตามมา

คือมันมีเหตุผลมากมายของผู้คนซึ่งเข้ามาร่วมกับขบวนการนี้ ความหลากหลายนี้มันจึงน่าสนใจถ้าเทียบกับขบวนการเคลื่อนไหวของขบวนการสังคม ในยุคก่อนๆ ขบวนการชาวนาชาวไร่ ประเด็นคือค่าเช่านา ขบวนการของสมัชชาคนจน ประเด็นคือค้านโครงการขนาดใหญ่ เสื้อแดงอาจจะเป็นขบวนการแรกละมั้งในประวัติ ศาสตร์ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีเหตุผลที่มากมายแต่สามารถที่จะ เหลาประเด็นให้เป็นประเด็นเดียวกันได้ในเวลาต่อมา เมื่อมันมีพัฒนาการ

ขบวนการดังกล่าวมีความเป็นเอกเทศ และรวมตัวกันแบบหลวมๆ พูดง่ายๆ คือว่า ตรงกันข้ามกับคำอธิบายกระแสหลักที่ว่า เป็นขบวนการที่สั่งการมาจากศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ “เรียกก็มาม็อบ” เนี่ย เราพบจากการศึกษาว่าขบวนการนี้รวมตัวกันแบบหลวมๆ ไม่มีใครสั่งใครได้ ถ้าเห็นพ้องกันว่าการเคลื่อนไหวเป้าหมาย ณ เวลาหนึ่งๆ มันสำคัญ ก็รวมตัวกัน เป็นขบวนการแบบแนวนอนเชื่อมโยงในรูปแบบเครือข่ายและพึ่งพาตัวเองในแง่ทุน

เราพบว่ากลุ่มที่เรียกว่าเสื้อแดงในระดับอำเภอ ในระดับท้องถิ่น พัฒนายุทธศาสตร์หาทุนอันหลากหลาย กล่าวคือ สมัชชาคนจนอาจจะได้รับทุนมากมาย และส่วนหนึ่งการระดมทุนก็คงจะมีวิธีการระดมทุนของตัวเอง เอ็นจีโอก็สนับสนุนทุนด้วย แต่ขบวนการของชาวบ้านเสื้อแดง ดิฉันว่าการพึ่งพาตัวเองในแง่ทุน ในการจัดหาทุนค่อนข้างเติบโตและเป็นตัวของตัวเอง

การเติบโตในระดับอำเภอ ในกรณีเชียงใหม่ การเกิดขึ้นของชมรมเสื้อแดงในแต่ละอำเภอ อิทธิพลใหญ่มาจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และ นปช. เสื้อแดง และที่สำคัญก็คือแตกต่างจากขบวนการสังคมในอดีต

เราพบว่าในขณะที่ขบวนการสหพันธ์ชาวไร่ชาวนานั้น กลุ่มคนที่เรียกตัวเองเป็น “นัก จัดตั้ง” หลักๆ ก็คือนักศึกษา หรือชนชั้นกลาง ปัญญาชนในเมือง ขบวนการสมัชชาคนจนกลุ่มที่จัดตั้งเป็นขบวนการเอ็นจีโอ ในกรณีของเสื้อแดงเราพบว่าชาวบ้านธรรมดานั้นผันตัวเองขึ้นมาเป็นนักกิจกรรม ชนบท ทำงานจัดตั้งกันเอง ทำงานสร้างเครือข่ายกันเอง ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นมิติที่ไม่มีในขบวนการสังคมในอดีตที่ผ่านมา

งานวิจัยยังพบอีกว่า สิ่งที่เรียกว่า อุดมการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงนั้น มีการเปลี่ยนผ่าน คือมันไม่ได้เริ่มจากฐานความคิด หรือความเชื่อเดียวกันในตอนแรก

ในตอนแรกเขาอาจจะคิดง่ายๆ ว่า เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่อุดมการณ์ทางการเมืองมันเปลี่ยนผ่านอย่างน้อย 2 ระลอก คือก่อนและหลังเดือนพฤษภาคม (2553) จริงๆ เปลี่ยนผ่านหลายระลอก ในศัพท์ที่คนเสื้อแดงเรียกว่า “ตาสว่าง” เกิดหลายระลอก แต่ว่าจุดที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่มีผลอย่างยิ่งต่อวิธีคิดของคน เสื้อแดงในการมองความสัมพันธ์ของตนเอง กับสถาบันต่างๆ ในสังคมไทยรวมทั้งสถาบันสูงสุด ดิฉันคิดว่าเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 เป็นเงื่อนไขที่สำคัญ

ความเชื่อที่ว่าเสื้อแดงเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นคล้ายๆ กับแขนขาของพรรคไทยรักไทย เพื่อจะทำให้พรรคการเมืองกลับเข้ามามีอำนาจอีกก็ไม่จริงที่เดียวนัก เพราะว่าหลังจากพรรคไทยรักไทยถูกโค่นล้มใหม่ๆ นั้นยังไม่มีปฏิบัติการทางการเมืองใดๆ จนกระทั่งมีรัฐประหารแล้ว และมันเริ่มต้นจากในเมืองก่อนในชนบท มีการก่อตัวของชนชั้นกลางในเมืองที่รวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นมา และค่อยๆ ขยายลงสู่ชนบท และเครื่องมือหรือกลไกสำคัญที่ใช้ในการขยายตัวของกลุ่มระดับอำเภอก็คือวิทยุ ชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่อง 92.50 MHz

แต่เรายังพบว่า ในระดับอำเภอนั้น สมาชิกเสื้อแดงก็มีความหลากหลายทางอาชีพมาก “กลุ่ม แดงดอยสะเก็ด” (อ.ดอยสะเก็ด) นั้น มีประธานเป็นพ่อค้าในตลาดดอยสะเก็ด แกนนำประกอบไปด้วย ครู นักธุรกิจท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร ข้าราชการในอำเภอ เกษตรกร พูดง่ายๆ คือว่าแทบจะเป็นทุกกลุ่มที่เป็นสมาชิกสังกัดสถานะทางสังคมแทบทุกสถานะใน สังคม มันไม่ใช่แค่เกษตรกรหรือชาวนารับจ้างอย่างเดียว

กรณีที่ อ.ฝาง (กลุ่มคนรักประชาธิปไตยฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ) ก็เช่นเดียวกัน แกนนำมาจากหลายหมู่เหล่า ผู้นำก็เป็นคหบดีท้องถิ่น ที่เป็นประธานกลุ่มในอดีต ปัจจุบันก็เป็นเจ้าของร้านอาหาร และเป็นอดีตสหาย

ที่ อ.สันกำแพง (กลุ่มสันกำแพงรักประชาธิปไตย) กลุ่มหลักก็คือแม่ค้า

ที่พยายามจะบอกอันนี้ ก็คือจะบอกว่ามันเป็น ขบวนการข้าม ชนชั้น” (Cross Class) ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมๆ เดียวกันได้

ดิฉันคิดว่า ขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย พูดง่ายๆ ก็คือว่า คนซึ่งต่างสถานะทางเศรษฐกิจนั้นจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกันได้อย่างไร

คำถามใหญ่ซึ่งมักจะถูกถามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจากนักรัฐศาสตร์ก็คือว่า เสื้อแดงนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับพรรคการเมือง เราพบว่าจริงๆ แล้ว พรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคไทยรักไทยมีบทบาทสำคัญในขบวนการเสื้อแดง นี้แน่ๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าในช่วงการก่อตัวของขบวนการในยุคแรก พรรคการเมืองหรือกระทั่ง นปช. ส่วนกลางมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง หรือไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว

การเคลื่อนไหวของ นปช. หรือ เสื้อแดง ในระดับท้องถิ่นทำกันเอง พรรคการเมืองไม่ได้สนับสนุน แกนนำให้สัมภาษณ์ด้วยซ้ำไปว่า “จริงๆ อยากให้พรรคการเมืองท้องถิ่นสนับสนุน” แต่หลายส่วนค่อนข้างกลัวเพราะอยู่ในช่วงของการรัฐประหาร

แต่เมื่อมีกิจกรรมขึ้นมาแล้ว พรรคการเมืองจึงเริ่มเข้ามาสัมพันธ์ด้วย แต่ความสัมพันธ์เป็นไปในลักษณะของเครือข่ายพันธมิตร พรรคการเมืองสนับสนุนเรื่องเงินไหม สนุนเวลามีม็อบที่กรุงเทพฯ แต่ว่าทุนส่วนใหญ่ก็เป็นทุนมาจากชาวบ้านระดมกันเอง มันเป็นการคล้ายๆ กับ “เกื้อ หนุนซึ่งกันและกัน” เพราะว่ามีเป้าหมายเดียวกัน แต่เวลาพูดถึงพรรคการเมือง ก็ต้องระบุด้วยว่าเป็นปีกหนึ่งของนักการเมืองในพรรคไทยรักไทย มวลชนที่เข้าร่วมกิจกรรมก็ย่อมเป็นมวลชนที่เลือกพรรคไทยรักไทย หรือเพื่อไทยอยู่แล้วแน่นอน

ประเด็นที่สอง คือ การกลายเป็นแดง” เสื้อแดงไม่ใช่สิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ที่อยู่ๆ ก็เป็นกันง่ายๆ ดิฉันมองว่า ในช่วงหลายปีของการเข้าร่วมขบวนการ กระบวนการกลายเป็นแดง มันเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างหลากหลาย จนกระทั่งสร้างอัตลักษณ์ร่วมขึ้นมาได้ ในที่สุดถ้าถามว่า “ความเป็นแดง” คืออะไร ชาวบ้านนิยามในความหมายที่คล้ายๆ กันคือ "ตัวตนใหม่ของพลเมืองเสรีนิยม" ขอใช้คำนี้ก็แล้วกัน

นี่เป็นคำพูดจากแกนนำ นปช. คนหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ก็ชัดเจนว่าในระดับชาวบ้านเองก็พูดชัดว่า สิ่งที่สำคัญที่ชาวบ้านหรือสมาชิกชาวเสื้อแดงพยายามเรียกร้องคือ การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบ” ทีนี้ระบอบคืออะไรก็เป็นเรื่องซับซ้อนที่คุยกันได้ยาว ชาวบ้านอยากเห็นอะไรในแง่จินตนาการทางการเมือง แต่ว่าที่สำคัญก็คือว่าถ้าระบอบนี้ไม่เปลี่ยน คนเสื้อแดงก็คิดว่า สังคมไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยได้

"ผมว่าเรื่อง ที่เราต่อสู้ช่วงแรกเนี่ย ต้องถือว่าปัญหาเป็นหลักใหญ่ใจความก็คือว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็คือ ว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ปวงชน ฉะนั้นนั่นหมายความว่าสามอำนาจต้องถูกเลือกจากประชาชน...แล้วทุกคนพูดถึง ระบอบ ถึงโครงสร้างตัวนั้นเนี่ย ผมบอกว่าตัวนั้นถ้าไม่ปรับตัวนะ ผมว่าพัฒนาการขับเคลื่อนทางสังคม ผมทายไว้ก่อนเลยนะครับ มิคสัญญีจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยล้านเปอร์เซ็นต์?ตราบใดสังคมนี้ไม่ได้ ประชาธิปไตย หนึ่ง โครงสร้างไม่ปรับ สอง ยาก ผมบอกเลย ยาก ที่สังคมจะสงบนะครับ"

นี่ก็น่าสนใจจากคำพูดของชาวบ้านที่ฝาง (บ้านสันทรายคองน้อย ต.เวียง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่) ที่บอกว่าการกลายเป็นแดงหรืออัตลักษณ์แดงมันไม่ได้เป็นคล้ายกับสมบัติที่ไป ซื้อมาแล้วอยู่ๆ ก็เป็น หรือไปนั่งฟังแล้วกลายเป็นแดง คนนี้เขาเป็นเกษตรกรก็บอกว่าแต่ก่อนก็เป็นเหลือง ถามว่า เหลืองคืออะไร เขาบอกเหลืองเป็นพวกอนุรักษ์ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ทำนองนี้ล่ะค่ะ แต่ก่อนก็เป็นอะไรพวกนี้

ทีนี้แดงคืออะไร ชาวบ้านบอกว่าแดงเกิดจากความไม่ยุติธรรม หมายความว่าเวลามีกติกาก็ต้องเคารพกติกา แต่ถ้ารัฐไม่ทำตามสัญญา ก็คือละเมิดข้อสัญญาของเรา มีเลือกตั้งก็ไปล้ม แต่งตั้งมา ไม่มีการเลือก เอาอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ คือประชาชนไม่ได้เลือกมาแสดงว่าไม่ทำตามกติกา เหมือนหมู่บ้านจะมีผู้นำ ก็ต้องมีการประชุม มีการเลือก มีกติกาแบบนี้ เมื่อรัฐไม่ยอมทำตามกติกา แกก็เลยเริ่มกลายเป็นเสื้อแดง เพราะไม่มีความยุติธรรม ดิฉันเข้าใจว่ามีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยกลายเป็นแดงแบบนี้

"แต่ก่อนน่ะ เหรอ เมื่อก่อนเป็นสีเหลืองน่ะสิ เมื่อก่อนนี้ก็เป็นเสื้อเหลือง อนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม พวก นี้ ในป่า ในอะไรพวกนี้ แล้วที่นี้เรื่องที่เป็นเสื้อแดงก็หมายถึงว่า ความไม่ยุติธรรม หมายความว่า กติกาคนเราจะต้องมีกติกาใช่ไหม กติกาก็หมายถึงสัญญา แล้วทีนี้ รัฐบาลมันไม่ทำตามสัญญาเราใช่ไหม ไม่ทำตามสัญญา ก็หมายความว่า ไปละเมิดข้อสัญญาเรา ไม่มีการเลือกตั้งขึ้นมา มีการไปแต่งตั้งขึ้นมา ไม่มีการเลือก แต่งตั้งแล้วเอาอภิสิทธิ์เป็นนายก อันนี้คือประชาชนเราไม่ได้เลือกตั้งขึ้นมา อันนี้หมายความว่าไม่ทำตามกติกา เหมือนกับชาวบ้านเราเหมือนกันน่ะ เมื่อมีการประชุม เราก็จะมีการกติกานะ ให้ทำตามแบบนี้ แล้วที่นี้ ทางรัฐบาลไม่ยอมทำตามกติกาเรา ตาก็เลยเริ่ม เออ ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นมา ก็เลยเป็นเสื้อแดง เป็นเสื้อแดงแบบนี้แหละครับ"

สิ่งที่พยายามจะแยกให้เห็นว่า เสื้อแดงหรือ นปช. แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรกับพรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้เป็นแขนขา เพราะแกนนำพูดชัด ซึ่งอันนี้สัมภาษณ์ก่อนการเลือกตั้งว่า

"แต่ถ้าสมมติ ว่าพรรคที่ได้รับเลือกมาเป็นพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลนะครับ แล้วทำไม่ดี ทำห่วยยิ่งกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เราก็จะจัดการคนของเราเองนะครับ อันนี้ก็จองกฐินไว้ล่วงหน้าเลย กลุ่มของเราชนะแล้วไม่ใช่จะเลิก"

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้ระบบเลือกตั้งก็เป็นเช่นนั้นนั้น ถ้าพรรคการเมืองไม่ทำตามนโยบายที่ได้รับปากไว้ ประชาชนก็มีสิทธิที่จะกดดันเรียกร้องให้เปลี่ยนพรรคการเมือง

ก็มีคำสองคำที่พูดในขบวนการเสื้อแดงอยู่มาก คือ สิ่งที่เรียกว่า ความเป็นแดง” กับ “ความเป็นไพร่” ซึ่ง เมื่อไปถามคนเสื้อแดงว่า เสื้อแดงคืออะไร ทุกคนก็จะตอบคล้ายกันว่า เสื้อแดงคือ คนที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย เป็นผู้ที่รักความจริง

อันสุดท้ายสำคัญมาก คือชาวบ้านมองสื่อกระแสหลัก และสิ่งที่รัฐพูดนั้นเป็นข้อมูลด้านเดียว เสื้อแดงพยายามเข้ามาเปิดข้อมูลอีกด้านหนึ่งให้โลกรู้ อันนี้เป็นที่มาว่า เหตุใดสื่อเสื้อแดงจึงมีความสำคัญอย่างมาก คือความพยายามเปิดเผยความจริงด้านที่สังคมไทยปิดและไม่ยอมเปิดให้มีการรับ รู้ นี่เป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยทางการเมือง

ส่วน “ความเป็นไพร่” สะท้อนความเป็นพลเมืองชั้นสองภายใต้ความสัมพันธ์กับรัฐไทย แต่พอผ่านการเลือกตั้งมาก็ไม่แน่ใจว่า วาทกรรมอันนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนการเลือกตั้งวาทกรรมนี้เป็นวาทกรรมใหญ่ คือ เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแต่เป็นแค่พลเมืองชั้นสอง ไม่ว่าทำอะไรรัฐไม่เคยรับรู้ และพยายามกดทับอยู่ตลอดเวลา

สองอันนี้ (“ความเป็นแดง” และ “ความเป็นไพร่”) เป็นอัตลักษณ์ร่วม ที่ทำให้ ไม่ว่าจะเป็นใครหรือว่าอยู่ชนชั้นไหนก็แล้วแต่ ความเป็นผู้ที่รักความจริง รักประชาธิปไตย เป็นผู้ไม่มีอำนาจทางการเมืองในสังคมไทย มันสร้างอัตลักษณ์ร่วมความเป็นเสื้อแดงขึ้นมา

สายฝนโปรย

ที่มา Thai E-News


สายฝนโปรย....

น้องสาวผู้เฝ้ารอพี่ชายได้เพียงเกาะลูกกรงรอ...
มาม่า และยารักษาอาการเกร็งใกล้จะหมด ๕ วันแล้วที่พี่ไม่มา

ไม่เคยเป็นเช่นนี้... เธอบ่นรำพึงกับสายฝนที่กระเซ็น ...

น้ำตาเริ่มไหล


อีกมุมหนึ่งของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ... พี่ชายเธอเกาะลูกกรง เงียบ...เหงา... ไม่มีใครรู้เรื่องนี้

เขาบ่นรำพึงกับสายฝนที่กระเซ็น... "พี่ขอโทษนะ ดา ที่พี่ไปเยี่ยมไม่ได้...."


สายฝนโปรย..

โดย อานนท์ นำภา

ท่าทีต่อศีลธรรมและการผลิตนิทานปรัมปราของสื่อมวลชนไทย

ที่มา Thai E-News

โดย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
การ์ตูนประกอบ GAG LAS VEGAS

เหตุการณ์ล่าสุดที่ผู้สื่อข่าวช่อง 7 นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทรถูกคุกคามโดยกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มเล็กที่ไม่พอใจการนำเสนอข่าว ที่พวกเขาคิดว่าไม่เป็นกลาง และมีการเรียกร้องปลดให้ผู้สื่อข่าวคนดังกล่าว

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่โชคร้ายยิ่งนัก ผมกับคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ขอสนับสนุนเสรีภาพของการแสดงออกของคุณสมจิตต์ รวมถึงสิทธิของนักข่าวไทยทุกคนในการตั้งถามคำถามต่อบุคคลใดก็ได้ และตีพิมพ์ความคิดเห็นดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือแน่นอนที่สุดคือถูกจับกุม

แต่มันน่าขบขัน เมื่อกลุ่มบุคคลเดียวกันนี้กลับนิ่งเฉย เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมถูกยิงโดยพลซุ่มยิง และเพื่อนนักข่าวร่วมวิชาชีพถูกดำเนินนคดีจอมปลอมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพที่ไม่มีมูล

แน่นนอนว่าสื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเรื่องภาพรวม พวกเรากำลังมองดูการตีโพยตีพายตามสัญชาตญาณทั่วโป และการผสมปนเปเรื่องราวดังกล่าว

มีสร้างกระแสความตื่นตระหนกเกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมที่สูงเกินจริง โดยพยายามป้ายสีคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ใหญ่และกล้าหาญที่สุดกลุ่ม หนึ่งในโลก ว่าเป็นสัญลักษณ์จิตในคับแคบ

ผู้นำกลุ่มโดยธรรมชาติอย่างนักข่าวของเดอะเนชั่นที่มักเจตนาเพิกเฉยต่อข้อมูล และที่พยายามบิดเบือนกรณีสมจิตต์ให้ตรงกับความเห็นส่วนตัวอย่างถึงที่สุด

ไม่ต่างจากเหตุการณ์เรื่องการเผาตึก Reichstag [เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยเผด็จการนาซีเรืองอำนาจ และนาย Van der Lubbe ถูกประหารชีวิตหลังจากถูกทรมานให้รับสารภาพ-ผู้แปล]

นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ก็ มีพฤติกรรมไม่ต่างกัน เนื่องจากมีการตีพิมพ์บทความเข้าข้างกลุ่มอำมาตย์หลายบทความ ซึ่งพิจารณาได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในแคมเปญใส่ร้ายป้ายสี

เสื้อแดงบางคนเกิดความรู้สึกอึดอัดและใจร้อนกับรัฐบาลใหม่ ซึ่งสนใจที่จะรักษาเสถียรภาพท่ามกลางอำนาจที่มองไม่เห็นของตุลาการนอกระบบ ซึ่งคุกคามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (ตามบทความของผมเรื่องรัฐซ้อนรัฐ) แต่ละเลยที่จะปกป้องกลุ่มเคลื่อนไหวจากการถูกโจมตีเหล่านี้

พวกเขาไม่ควรต้องรู้สึกเช่นนั้นเลย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรควรจะเคลื่อนไหวหรือพูดอะไรมากกว่านี้เพื่อปกป้องสมาชิกของกลุ่มคน เสื้อแดง

เพราะไม่มีเหตุผลใดที่พวกเขาควรจะอดทนต่อข้อกล่าวหาอันไร้สาระอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นผลมาจาก “แคมเปญ” ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อคุกคาม

ท่าทีเกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมจอมปลอมของกลุ่มสื่อมวลชนชั้นนำที่ถูกควบคุมใน ประเทศไทยไม่ได้เป็นเรื่องของอุบัติเหตุหรือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

การกระทำของพวกเขาเป็นการผลิตนิทานปรัมปราโดยตรง เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับแต่งเรื่องราวและสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ ความรุนแรงต่อคนเสื้อแดงในสลายการชุมนุมนองเลือดในปี 2553

เมื่อข่าวจอมปลอมเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้น มันจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับพลเรือนและผู้สังเกตการณ์ชาวต่างชาติ ที่จะหวนกลับไปมองเหตุการณ์เมื่อครั้งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ปิดวิทยุชุมนุมหลาย ร้อยสถานี

จำคุกนักโทษทางการเมืองร่วมร้อยราย เพราะพวกเขาใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และแน่นอนคือ สั่งให้กองทัพยิงสังหารผู้ชุมนุมมือเปล่า

พวกกลุ่ม “เอ็นจีโอ” เหล่านี้ไม่พูดอะไรแม้แต่นิดเดียว และการคนกลุ่มเดียวกันนี้ต้องการที่จะเคลื่อนไหวปกป้องผู้สื่อข่าวช่อง 7 กลายมาเป็นเรื่องของความแสแสร้ง และการฉกฉวยโอกาสอย่างล้ำลึก

และยังทำให้สร้างความสับสนต่อความเข้าใจของประชาชนถึงประเด็นปัญหาที่สำคัญ

นี่คือข้อเท็จจริง ประเทศไทยมีปัญหาใหญ่เกี่ยวกับเรื่องเสรีภาพของการแสดงออก

นี่คือประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากกว่าประเทศใดในโลกนี้

ประเทศที่กฎเกณฑ์อันเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่เป็นลายลักษณ์อักษรถูกนำไปใช้ อย่างเลินเล่อร้ายแรง ถึงขั้นที่สื่อมวลชนถูกท้าทายอย่างล้ำลึกในการทำหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อ อำนวยความสะดวกให้กับการกระทำผิด และทำให้ผู้กระทำผิดรู้สึกสบายใจ

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า สื่อมวลชนในกรุงเทพฯถูกทุ่มเททำงานห้กับฝ่ายตรงข้ามตนเอง

นักข่าวที่ยึดถือเสรีภาพทางการแสดงไม่ควรแค่ปกป้องสิทธิผู้สื่อข่าวช่อง 7 ในการถามคำถามยากๆ แต่ควรจะใช้เวลาทุกวันถ้าเป็นไปได้ในการเข้าฟังการพิจารณาคดีของผู้อำนวยการ เวปไซต์ประชาไท จีรนุช เปรมชัยพร

พวกเขาควรติดตามข่าวสารล่าสุดของคดีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และเผยแพร่ข่าวสารนั้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการดำเนินคดีเหล่านี้และคดีอื่นๆ

และสำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกโดดเดี่ยวและถูกชักนำในทางที่ผิด พวกเขาควรจะปล่อยให้กลุ่มนักข่าวทุกคนไม่ว่า จะมีจุดยืนในทางการเมืองแบบใดก็ตาม ทำหน้าที่ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกคุกคาม

อย่างไรก็ตาม หากตัดสินจากวันแรกๆที่พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน เรื่องเล่าของสื่อมวลชนมีแนวโน้มว่าจะเพ่งความสนใจไปที่ “โครงเรื่อง”ในจินตนาการที่เกี่ยวกับความรุนแรงของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างขาด ความเชื่อมโยง และไม่สมเหตุสมผลมากขึ้น

รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาจินตนาการเกี่ยวกับทักษิณ และในขณะเดียวกันก็จะเพิกเฉยต่อเรื่องราวที่สำคัญที่สุดนั้นคือ เรื่องราวของประเทศที่เสียหาย และเต็มไปด้วยความวุ่นวายกำลังที่พยายามจะกลับกลับไปปกครองโดยรัฐบาลที่มา จากการเลือกตั้งประชาชน

มีการพิจารณาสร้างความปรองดองผ่านทางการรับผิดของทหารอย่างที่ไม่เคยมีมา ก่อน และการเผชิญหน้ากับสภาวะที่ยุ่งเหยิงของเสรีภาพสื่อมวลชน

แต่หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกที่จะถลำลึกและหลงใหลไปกับเรื่องของทักษิณอย่างผิดๆมากกว่าความสุขของคนไทยมากเท่าไร

พวกเขาก็จะทำให้ตนเองกลายกลุ่มบุคคลนอกประเด็นได้เร็วขึ้นเท่านั้น

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-ธิดา:4แนวปะทะใหม่ทางการเมือง

สว.ลากตั้งสุมหัวสภาทนาย-สมาคมสื่อ-ปชป.คุกคามแดง นักข่าว7สีฉอดๆตร.วางหูใส่ให้เรียกเฉ่ง

ที่มา Thai E-News

ลายเส้นฝีมือGAG LAS VEGAS

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 กันยายน 2554

กลุ่ม 40 สว.ลากตั้งอุ้มนักข่าว7สี สภาทนายกางปีกป้อง นักข่าวอภิสิทธิ์ฟ้องฉอดๆให้ตามเอาเรื่องไม่เลิกรา

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายสมชาย แสวงการ อดีตสื่อ สว.ลากตั้งที่ทำตัวรับใช้เผด็จการมาตลอด เป็นประธาน นายสัก กอแสงเรือง อดีตนายกสภาทนายความ สว.ลากตั้งอีกรายเป็นตัวตั้งตัวตี ได้เชิญ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เข้าร่วมประชุมกรรมาธิการ ในวันนี้( 8 กันยายน) เวลา 14.00 น.

น.ส.สมจิตต์ ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาด้วยได้ฟ้องต่อคณะกรรมาธิการ โดยเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับการตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปจนถึงการ ถูกส่งอีเมล์คุกคาม หลังจากอีเมล๋เผยแพร่ไป ว่าได้มีโทรศัพท์ติดต่อไปที่บ้านพัก และมือถือด่าทอด้วยถ้อยต่อคำที่หยาบคาย

ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับ น.ส.พรทิพย์ ปักษานนท์ ประธานคนเสื้อแดงเพชรบุรีล่าสุดนั้น น.ส.พรทิพย์ได้เข้าพบกับพนังงานสอบสวนในเช้าวันนี้(8กย.)และได้ปฏิเสธทุกข้อ กล่าวหา โดยมีพ.ต.ท.กิตตินันท์ อุทธสิงห์ รองผกก.สส. สน.ดุสิตเป็นผู้สอบปากคำ ตนจึงโทรศัพท์ไปสอบถามความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.กิตตินันท์ แต่พ.ต.ท.กิตตินันท์กลับสอบถามรายละเอียดของคดีและยอมรับว่าไม่ได้อ่านสำนวน ทั้งที่ยอมรับว่าเป็นเจ้าของคดีนี้

“เจ้าหน้าที่ตำรวจถามว่ารายละเอียดคดีของคุณเป็นอย่างไร ใช่เรื่องเกี่ยวกับเฟสบุคหรือไม่ ดิฉันชี้แจงว่าคดีนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเฟสบุค แต่น.ส.พรทิพย์จะนำข้อความจากเฟสบุคมาส่งต่อหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ตำรวจจะต้องตรวจสอบ ทำไมตำรวจจึงไม่ทราบเนื้อหาของคดีแสดงว่าไม่ได้อ่านสำนวนใช่หรือไม่ ซึ่งพ.ต.ท.กิตตินันท์ ก็ยอมรับว่าไม่ได้อ่านสำนวนจริงและเมื่อให้ข้อมูลว่ามีการส่งต่ออีเมล ทาง พ.ต.ท.กิตตินันท์ก็แย้งว่าน.ส.พรทิพย์ยืนยันว่าไม่ได้ส่งอีเมลมาถึงดิฉัน จึงไม่ได้ทำความผิด จึงทักท้วงไปว่าประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งต่ออีเมลถึงใคร แต่อยู่ที่เนื้อหามีลักษณะข่มขู่และการส่งต่ออีเมลไปยังเครือข่ายคนเสื้อแดง โดยมี47 คนที่ได้รับอีเมลนี้ จึงถือเป็นการเผยแพร่ในทางสาธารณะซึ่งเป็นเหตุผลในการดำเนินคดี แทนที่ พ.ต.ท.กิตตินันท์จะชี้แจง กลับกล่าวว่าผมโง่ไม่มีความรู้ความเข้าใจด้านอินเตอร์เน็ต จึงได้แย้งว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญด้านอินเตอร์เน็ต แต่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงและข้อกฏหมายที่ต้องการให้ตำรวจดำเนินการตามกระบวน การยุติธรรม แต่ท่าทีของตำรวจเช่นนี้มีธงอะไรอยู่ในใจหรือไม่ ทำให้พ.ต.ท.กิตตินันท์ไม่พอใจและบอกว่า พูดกันก็คงไม่รู้เรื่องไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วยก่อนจะวางหูโทรศัพท์ไป”

หลังจากที่คณะกรรมาธิการฯได้รับการชี้แจงแล้ว ได้เตรียมเรียก พ.ต.ท.กิตตินันท์ มาชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินคดี ขณะที่นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมาธิการฯในฐานะนายกสภาทนายความ เสนอว่าหากต้องการทนายความสามารถติดต่อไปยังสภาทนายความเพื่อมาช่วยเหลือ ด้านกฏหมายในทางคดีได้และจะเชิญรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสื่อ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์และผู้อำนวยการช่อง 11 มาชี้แจงต่อกรรมาธิการในสัปดาห์หน้าด้วย

นอกจากนี้ ในระหว่างการชี้แจงกรรมาธิการหลายคนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการคุกคามสื่อ ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น โดยเห็นว่าควรจะมีการคุ้มครองเพื่อให้สื่อมีอิสระในการทำหน้าที่

ประธานเสื้อแดงเพชรบุรีเข้ารายงานตัว ตร.ให้กลับบ้านไม่ต้องประกันเพราะคดีขี้หมา
ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ

วันนี้(8 ก.ย.) เมื่อเวลา10.00 น. ที่สน.ดุสิต น.ส พรทิพย์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงเพชรบุรี เข้าพบพ.ต.ท.พิตตินันท์ อุทธสิงห์ รอง ผกก.สส.สน. ดุสิต เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทำให้เกิดความกลัว และทำให้ได้รับความเดือดร้อน กรณีส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล์ แฉพฤติกรรมของนางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สี กองทัพบกช่อง 7 หลังจากที่พนักงานสอบสวนได้ส่งหมายเรียกไปเพื่อให้มาพบพนักงานสอบสวนใน วันนี้

ทั้งนี้ น.ส.พรทิพย์ ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมอ้างว่าสิ่งที่ทำไม่ผิด เพราะไม่ได้มีเจตนาจะส่งอีเมล์ให้นางสาวสมจิตร โดยเชื่อว่าเป็นการส่งต่อข้อความกันไปเองพร้อมยืนยันไม่มีอคติกับสื่อ และไม่รู้สึกโกรธที่ถูกออกหมายเรียก และยินดีที่สื่อพึ่งกระบวนการทางกฎหมาย โดยหวังว่าตำรวจจะทำหน้าที่แบบตรงไปตรงมา

ด้าน พ.ต.ท.พิตตินันท์ ได้เปิดเผยว่า สำหรับคดีดังกล่าวนี้ถือเป็นคดีลหุโทษ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือ ทั้งจำ ทั้งปรับ ส่วนของการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล์นั้น ไม่เข้าข่ายกระทำความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ดีหลังจากที่ น.ส.พรทิพย์ ได้ติดต่อเข้ามอบตัวกับทางพนักงานสอบสวนแล้ว ก็สามารถเดินทางกลับได้ทันที โดยไม่ต้องประกันตัวแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ น.ส.พรทิพย์ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากมาให้มอบดอกไม้และกำลังใจ หลายคนเข้าสวมกอดเพื่อให้กำลังใจต่อสู้ ท่ามกลางความตื้นตันใจของประธานเสื้อแดงเพชรบุรี โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีเหตุรุนแรง หลังจากมอบตัวเสร็จทั้งหมดก็ต่างแยกย้ายทยอยเดินทางกลับ

มาคมสื่อกร่างไม่รับหนังสือประท้วง ออกท่าไม่สบอารมณ์

เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมานี้สมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ได้ไปยื่นหนังสือถึง สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เพื่อเรียกร้องให้สื่อหยุดคุกคามประชาชน ภายหลังจาก 2 สมาคมออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าการที่คนเสื้อแดงไปยื่นหนังสือประท้วงต่อช่อง 7 เป็นการคุกคามสื่อ และให้ท้ายนักข่าวช่อง 7 ว่า่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน

ตัวแทนสมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้ไปยื่นหนังสือให้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่ทางสมาคมฯ บอกไม่ขอรับหนังสือ และแสดงท่าทางไม่พอใจกับการไปยื่นหนังสือในวันนี้ทั้ งๆ ที่มีตัวแทนสมัชชาฯ ไปแค่ 5 คนเท่านั้นเอง ไม่ได้มีท่าทางจะไปคุกคามใดๆ ทำให้มีนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ไปรอทำข่าวได้ท้วงติงว่าควรรับหนังสือจากตัว แทนสมัชชาฯ แต่ก็ยังทำท่าเมินเฉยกับตัวแทนสมัชชาฯ ทำให้ตัวแทนสมัชชาฯ จำต้องเปิดจดหมาย และอ่านข้อความข้างในเพื่อให้นักข่าวที่มาทำข่าวได้ยินในถ้อยแถลงนั้น

ส.ส.เมืองเพชรพรรคแมลงสาบเรียก"ท่านนักข่าว"เป็นกลางสุดๆแล้ว

ก่อนหน้านี้พรรคฝ่ายค้านก็ได้นำเรื่องดังกล่าวไปตั้งกระทู้ถามในสภา โดยอ้างว่านางสาวสมจิตต์ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง โดยนายอรรถพร พลบุตร ส.ส.ประชาธิปัตย์กล่าวว่า"คุณสมจิตต์ท่านก็มีสไตล์การทำงานของท่านแบบถามตรง ไปตรงมา หัวหน้าพรรคของผมก็โดนถามแบบนี้เหมือนกัน" แต่ร.ต.อ.เฉลิม อยูบำรุง รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี นางสาวพรทิพย์ ปักษานนท์ ส่งอีเมล์ว่าน.ส.สมจิตต์ทำหน้าที่ไม่เป็นกลางนั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ตำรวจก็รับแจ้งความ"ผมก็บอกตำรวจว่าทำไปตามขบวนความ แม้ว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรเป็นการใชสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ตำรวจอย่าซ้ำเติมเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา"

มาดูพฤติการณ์นักข่าว7สีที่ปชป.บอกว่า"ท่าน"สัมภาษณ์นักการเมืองทุกฝ่ายสไตล์ดุดัน

สัมภาษณ์สุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยท่าทางนอบน้อมคารวะผู้ใหญ่ จนแทบจะถอนสายบัวสัมภาษณ์อยู่แล้ว

คลิปข่าวนักข่าวช่อง7เดินตามมาร์ค แล้วมัวแต่มองสุดปลื้มจนทำให้เดินสะดุดหัวปักหัวปำ วันมาร์คไปเปิดตัวหนังสือที่เธอเป็นคนเขียนเชลียร์ เรียกว่าคนละอารมณ์กับตอนถามจิกตีจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนีเลยทีเดียว

และไปชมช็อตเด็ดด้านล่างนี้แล้ว ขอให้สมาคมสื่อตอบมาชัดๆว่านี่เป็น พฤติการณ์ที่"เป็นกลาง ปราศจากอคติ ยึดถือผลประโยชน์ประเทศประชาชน ขอให้กำลังใจ"ตามที่สมาคมสื่อออกแถลงการณ์ให้ท้ายนักข่าวรายนี้หรือไม่...


ไหนว่าไม่มีอคติกับเสื้อแดง ไหนว่าเป็นกลางไง..?-มินตรา โสรส (ภาพที่2) ซึ่งเป็นหญิงเสื้อแดงที่ถูกจิกหัวในเหตุการณ์ประท้วงสงกรานต์เลือดปี52 มีสีหน้าสลดหลังนักข่าวช่อง 7 สมจิตต์ นวเครือสุนทร (ภาพที่3-4) ตั้งป้อมเข้าข้างรัฐบาล โดยแทนที่จะทำหน้าที่สื่อกลาง กลับมาทำตัวเป็นคู่กรณีพิทักษ์รัฐบาลอภิสิทธิ์กล่าวหาว่าเธอถุยน้ำลายใส่ชาย คู่กรณี(ภาพแรก)ก่อนจึงถูกจิกหัว มาพูดเรื่องเท็จ มาผิดที่แล้ว จะมาสภาแถลงข่าวทำไม ควรไปแจ้งตำรวจมากกว่ามาแถลงข่าว และฯลฯ(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)

“ทุเรศ นักข่าวไม่เป็นกลาง จะเขียนเข้าข้างก็เขียนไป”-ส.ส.สตรีเพื่อไทยบริภาษนักข่าวช่อง7ด้วยความเหลืออดจากรกณีข้างต้น

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

'อาย'-คำที่สมาคมสื่อสะกดไม่เป็น

-ไหนว่าไม่มีอคติแฉวีรกรรมเก่านักข่าว7สีจิกหัวเสื้อแดงซ้ำ ไำม่ทำหน้าที่สื่อสวมบทองครักษ์พิทักษ์มาร์ค

Thursday, September 8, 2011

ค่ายเนชั่นปริ่มว่าใจจะขาดตามดุสิต นนทะนาคร

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 กันยายน 2554

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น จัดทำคลิปวิดิโอไว้อาลัยนายดุสิต นนทะนาคร ในหัวข้อ อาลัย..ดุสิต ดุสิต นนทะนาคร แม้จะจากไปแล้ว แต่ได้ฝากผลงานเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างยิ่งและความพยายามของเขา จะก่อเกิดเป็นพลังเปลี่ยนแปลงประเทศในอนาคต

โดยเขียนประกอบด้วยว่า "หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจขอสดุดีในคุณความดีและไว้อาลัยอย่างสุดซึ้งต่อ การจากไปของคุณดุสิต นนทะนาคร นักธุรกิจต้นแบบของสังคมธุรกืจไทย ผู้สร้างภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นและมุ่งมั่นอย่างไม่ท้อถอยใน ช่วง2ปีที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหาสุขภาพก็ตาม"

นอกจากนั้นเครือเนชั่นยังมีหนังสือลงนามคุณปิยาวันทน์ ประยุกต์ศิลป์ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท กรุงเทพธุรกิจมีเดีย จำกัด ส่งถึงกลุ่มนักธุรกิจ โดยมมีเนื้อความว่า

เรียน ท่านผู้มีเกียรติ

ในนามของ "กรุงเทพธุรกิจ" พวกเรารู้สึกเสียใจและอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ "คุณดุสิต นนทะนาคร" ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพธุรกิจมีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกับท่านในฐานะภาคีแบบไม่เป็นทางการ มีส่วนร่วมในการนำเสนอข่าว และสร้างเวทีสัมมนาโต๊ะกลมเพื่อขับเคลื่อนและให้ความรู้แก่สังคมธุรกิจไทย ด้านการต่อต้านคอรัปชั่นอย่างต่อเนื่อง




และนี่เป็นคลิปหนึ่ง ที่กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ผ่าน www.bangkokbiznews.com เพื่อคารวะและสดุดีแด่หัวใจอันยิ่งใหญ่..ของคุณดุสิต นนทะนาครอีกครั้ง

สำหรับภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นที่นายดุสิตเป็นประธานและเป็นตัวตั้ง ตัวตีนั้น มีเครือเนชั่นของสุทธิชัย รับจ้างเป็นผู้จัดการกิจกรรม หรือ อีเว้นต์ ออแกไนเซอร์มาตลอด นายดุสิตได้ขอให้สภาหอการค้าไทยที่เขาเป็นประธานอยู่เข้าร่วม รวมทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยด้วย

"เท่าที่ทราบสภาอุตสกรรมฯถูกขอให้ร่วมภาคีฯ แต่ไม่ให้ผลงาน กำลังโดนไถเสื้้อยืด 10,000 ตัว เป็นเงินมหาศาลที่ สภาอุตฯต้องไปไถต่อกับพวกกรรมการสภาอุตฯด้วยกัน นอกจากนั้นจะต้องเกณฑ์คนสภาอุตสหกรรมมากถึง 1,000 คนให้ไปเข้าร่วมกิจกรรม ก็ต้องไปเกณฑ์พวกโรงงาน เดือดร้อนพนักงานในกลุ่มกรรมการอีก ต้องไปแสดงพลัง แสดงว่า ต้องออกสื่อ เลยเกณฑ์มากหน่อย

แล้วก็บอกว่าคนมาร่วมงานเยอะเพื่อต่อต้านคอรัปชั่น ก็นินทากันว่านี่หรือต้านคอร์รัปชั่น แค่เริ่มต้นก็ไถ่เงินกันแล้ว ไปซื้อเสื้้อยืดใส่เฉพาะงานนี้ และเกณฑ์คนไปเดินอีก แล้วก็สื่อเนชั่นเอาไปลง"นักธุรกิจรายหนึ่งกล่าว

ดุสิตกับปชป.วัวเคยขาม้าเคยขี่แนวร่วมปชป.ด้วยกัน

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสียชีวิตลงในวัย 64 ปี ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เมื่อเวลา 20.00 น.ของวันที่ 6 กันยายน 2554 หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มาได้ระยะหนึ่ง

นายดุสิต เคยได้รับทุนจากบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (ยูซีแอลเอ) สหรัฐอเมริกา และเป็นลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทยมาจนเกษียณอายุ จากนั้นได้รับตำแหน่งเป็นประธานหอการค้าไทยต่อจากอดีตผู้บริหารเครือซิเมนต์ ไทยอีกราย แบบที่คนวงในมองว่าพลิกผัน เพราะมีแคนดิเดตรายอื่นอยู่แล้ว

จึงน่าสนใจว่าประธานหอการค้าคนใหม่ยังจะเป็นคนจากเครือซิเมนต์ไทยต่อไปอีกหรือไม่

ในทางการเมืองนายดุสิตมีบทบาทสำคัญตอนเป็นรองประธานหอการค้าไทยเมื่อออกมา แถลงข่าวร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯและสมาคมธนาคารไทยในปี2551หลังพันธมิตรยึด สนามบิน และศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคพลังประชาชน โดยเรียกร้องให้เปลี่ยนขั้วมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล

และเมื่อได้เป็นประธานหอการค้าแล้วก็ออกมาปกป้องรัฐบาสประชาธิปัตย์อย่างต่อ เนื่อง และเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังจัดตั้งครม.เขาให้ความเห็นว่า ทีมงานเศรษฐกิจไม่มีใครเป็นที่รู้จักเลย อยากให้มีคนฉลาดๆมาเป็นรัฐมนตรี และคัดค้านนโยบายค่าแรง 300 บาท

ส่วนสุทธิชัย หยุ่นและเครือเนชั่น เป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และต่อต้านเครือข่ายของทักษิณกับเสื้อแดงอย่างออกนอกหน้า ได้ผลประโยชน์มากหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้งในรูปของการเข้าไปทำรายการในฟรีทีวีแทบทุกช่อง ส่วนเทพชัย หย่อง น้องชายของเขาได้เข้าไปบริหารTPBS รวมถึงได้โฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนับสนุนรัฐบาล เป็นอีเว้นต์ ออแกไนเซอร์ให้รัฐบาลประชาธิปัตย์และแนวร่วม (หรือที่ค่ายเนชั่นเรียกว่า"ได้ทำงานใกล้ชิดกับท่านในการะสร้างเวทีสัมมนา โต๊ะกลม) ซึ่งก็รวมทั้งภาคีเครือข่ายต้านคอร์รัปชั่นที่ดุสิต นนทะนาคร เป็นประธาน

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:69รหัสกรรมสมุนบริวารเผด็จการต้านประชาธิปไตย เจ๊งตายคุก!มาพร้อมกันในวันเดียวไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

จับเงียบพี่ชายดา ตอร์ปิโดคาดโดนDSIล่อซื้อ

ที่มา Thai E-News







ผู้หญิงยิงฮ.-เปิดใจในรายการประชาชนสนทนา หลังถูกขังคุกมา1ปี4เดือนด้วยคดีโลกตะลึงตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ความอยุติธรรมสำหรับคนเสื้อแดงยังดำรงอยู่ ช่วงเดียวกันนี้โดนจับขังคุกคดี112อีก2รายรวมทั้งพี่ชายดา ตอร์ปิโด (ภาพบน)ที่ถูกจับกุมแบบเงียบเชียบ ด้วยข้อหาที่ยังคลุมเครือ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 กันยายน 2554

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องขังคดี 112 แจ้งกับผู้เข้าไปเยี่ยมเขาในเรือนจำว่า นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายที่คอยดูแลน้องสาว"ดา ตอร์ปิโด"ถูกจับเงียบๆเมื่อวันที่ 2กันยายนที่ผ่านมา และถูกนำมาขังอยู่แดนเดียวกับเขา โดยตกอยู่ในสภาพยากลำบาก ไม่มีทั้งข้าวของเครื่องใช้ เนื่องจากถูกจับอย่างกะทันหัน ครอบครัวที่อยู่ จ.ภูเก็ตก็ยังไม่ทราบข่าว

นายกิตติชัยเป็นคนที่คอยดูแลน้องสาวของเขาตลอดช่วงเวลาที่ถูกจำคุก 3 ปีที่ผ่านมา โดยเดินทางด้วยรถบัสโดยสารมมาจากบ้านที่ภูเก็ตแล้วเข้าเยี่ยม แล้วนั่งรถบัสกลับแบบนี้ทุกสัปดาห์

ล่าสุดนายกิตติชัยนั่งรถทัวร์จากภูเก็ตเดินทางมากรุงเทพฯเมื่อวันที่ 1 กันยายนเพื่อเยี่ยมน้องสาวตามปกติ พอวันรุ่งขึ้น 2 กันยายน ก็มีรายงานข่าวจากนายสมยศว่าโดนนำตัวเข้าเรือนจำแล้ว

ขณะที่ประชาไท รายงาน ว่า จากการตรวจสอบ แหล่งข่าวซึ่งเข้าเยี่ยมนายกิตติชัย ระบุว่า นายกิตติชัย ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ แดน 1 โดยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นายจับกุมบริเวณห้าแยกปากเกร็ด ด้วยความผิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ตามมาตรา 147 และ 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

สำหรับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ระบุว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท"

ขณะที่มาตรา 157 ระบุว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ"

เผยเหตุการณ์ก่อนโดนจับสงสัยโดนล่อซื้อ

ผู้ที่สนับสนุนดา ตอร์ปิโดด้วยมนุษยธรรมรายหนึ่ง เปิดเผยว่า "
ราวๆ 5 โมงเย็นวันที่ 1 กันยายน ได้โทรศัพท์
ไปถึงคุณกิตติชัย ซึ่งคุณกิตติชัย เล่าให้ฟังว่าขณะนั้น เขากำลังนั่งอยู่บนรถทัวร์เดินทางจากภูเก็ตขึ้นกรุงเทพฯ
เช้าวันรุ่งขึ้นก็จะไปเยี่ยมคุณดา พร้อมเล่าให้ฟังว่า มีคนโทรศัพท์ถึงเขานัดหมายพบกันที่ย่านแจ้งวัฒนะ ตอน 10 โมงเช้าวันศุกร์ที่ 2 กันยายน โดยพวกเขาแจ้งว่าขอไปเยี่ยมคุณดาด้วย

ฟังแล้วได้แต่แปลกใจว่าทำไมไม่นัดเจอกันที่เรือนจำ ทั้งที่ย่านแจ้งวัฒนะ กับเรือนจำกรุงเทพฯ ก็อยู่ไม่ไกลกัน คนอยู่กรุงเทพฯ รู้จักดี แม้ขณะนี้ ยังไม่รู้รายละเอียดการจับกุมคุณกิตติชัย ก็ได้แต่คาดเดาว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นแผนของเจ้าหน้าที่ ...DSI ก็อยู่ย่านแจ้งวัฒนะ !!!"

พร้อมกับกล่าวว่าน่าสลดใจกับชะตากรรมพี่น้องคู่นี้ เพราะที่ผ่านมาดา ตอร์ปิโดถูกคุมขัง 3 ปีก็ได้พี่ชายคนนี้เพียงคนเดียวดูแล เพราะดามีปัญหาสุขภาพด้วย เนื่องจากกินไม่ได้เพราะฟันกรามค้าง แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่ยอมให้ส่งออกไปผ่าตัดข้างนอก และพี่ชายของดาเป็นคนรับเรื่องรับบริจาคเงินและข้าวของบริจาคจากโลกภายนอก ที่เห็นแก่มนุษยธรรมไปช่วยดา ตอร์ปิโด แต่พอโดนทั้งคู่แบบนี้จะทำอย่างไรต่อไปดี

ขณะเดียวกันดา ตอร์โดก็เพิ่งรับทราบข่าวพี่ชายโดนจับกุมตัวเมื่อวานนี้ ระหว่างที่มีคนไปเยี่ยมเธอในเรือนจำ

ญาติของนายสุรชัย แซ่ด่าน ได้ยืนยันข่าวนี้ด้วยว่า พี่ชายดา ตอร์ปิโด ถูกจับขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ แดน 1 (แดนเดียวกับคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข)และเนื่องจากเป็นการจับกุมที่เงียบเชียบทำให้ไม่ทราบว่าโดนคดี อะไร

ซึ่งหากเป็นคดี112ก็จะนับเป็นรายที่ 2 นับตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ รายแรกคือผู้เล่นเฟซบุ๊ค ซึ่งโดนจับกุมในวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา

นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของดา ตอร์ปิโด กล่าวว่า เขายังไม่รู้ชัดเจนว่านายกิตติชัยโดนควบคุมตัวด้วยข้อหาใด ในช่วงหลายวันมานี้พยายามติดต่อทางโทรศัพท์ไม่สำเร็จ แต่ก็อาจเป็นไปได้ที่ว่าอาจถูก"ล่อซื้อ"ก็ได้ เพราะเขาเป็นคนที่อาจจะไม่รอบคอบนัก มีใครติดต่อมาบอกว่าเห็นอกเห็นใจอยากช่วยเหลืออยากบริจาคช่วยดาก็ยินดี ติดต่อหมด ดังนั้นที่มีรายงานว่ามีคนติดต่อให้ไปพบย่านแจ้งวัฒนะในวันที่ 2 แล้วโดนควบคุมตัวก็อาจจะเป็นไปได้

ทางด้านบก.ลายจุดรายงานทางเฟสบุ๊คว่า-ประธานกรรมการสิทธิฯเนปาลเข้าเยี่ยมสม ยศ พฤกษาเกษมสุข วันนี้ แล้วประธานกรรมการสิทธิ์ฯ ไทยล่ะ คิดจะไปมั้ย ?


น.ส.บินดา ภันเด (Binda Pandey) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งรัฐสภาของประเทศเนปาล (Chairperson of Fundamental Rights and Directive Principle Committee of Constituent Assembly of Nepal) และสมาชิกของคณะประศาสน์การขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ประสานงานมายังกลุ่มคนงานเพื่อประชาธิปไตย แจ้งความจำนงในการเดินทางมายังประเทศไทย และขอเข้าเยี่ยมคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข โดยมีกำหนดเข้าเยี่ยมนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ ในวันที่ 15 ก.ย. 54 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร