WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 9, 2011

มาร์ค 2 แล้วนะจ๊ะ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
สามขุม ผูกประเจียด



ขอแสดงความยินดีย้อนหลังกับครม.ใหม่ที่ทำคลอดออกมาได้ไฉไลใช้ได้

โดยเฉพาะบรรดารมต.หน้าใหม่ที่เพิ่งได้สัมผัสกับตำแหน่งเสนาบดีครั้งแรก

ยินดี ยินดี และยินดี อย่างจริงใจ

อย่าเพิ่งงงว่าทำไมความรู้สึกช้า ในเมื่อครม.ปู 1 ได้รับโปรดเกล้าฯ ตั้งแต่ 9 ส.ค. ผ่านมาครบ 1 เดือนแล้ว

ที่ร่วมแสดงความยินดีครั้งนี้คือ ครม.เงา และรมต.เงาของพรรคประชาธิปัตย์ต่างหาก

เขียนให้สวยๆ หน่อยก็คือ "ครม.เงามาร์ค 2" นั่นแหละ

มาร์คนั่งนายกฯเงาควบรมว. กลาโหมเงาอีกเก้าอี้ แม่ทัพนายกองคงแฮปปี้เหมือนตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา

แหะ แหะ อย่าลืมเรื่องเรือดำน้ำด้วยนะ อันนี้แม่ทัพเรือฝากมา (ฮา)

รองนายกฯเงามากันครบทั้ง กรณ์ จาติกวณิช ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ เกียรติ สิทธีอมร

และกษิต ภิรมย์ เป็นรมต.สมัยเดียวขึ้นชั้น "ท่านรอง" เรียบร้อย

แสดงว่าประชาธิปัตย์ประทับใจผลงานว่าการต่างประเทศ

สุเทพ เทือกสุบรรณ อุตส่าห์ทิ้งตำแหน่งเลขาฯ พรรค เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายตังค์ เอ๊ยไปทำงานเบื้องหลัง ก็ยังกลับมารับงานรมต.มหาดไทยเงา

ทิ้งพรรคไปไม่ได้จริงๆ

ส่วนรมต.หน้าใหม่ถึงเวลาผงาดของศิริโชค โสภา จากวอลเปเปอร์นายกฯกลายเป็นรมต.ไอซีทีเงา

เท่ระเบิด

อีกคนเทพไท เสนพงศ์ จากโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค ขยับนั่งรมต.สำนักนายกฯเงา

ไม่รู้จะได้แบ่งงานดูแลสื่อ สำนักงบประมาณ กฤษฎีกา หรือคุ้มครองผู้บริโภค เพราะเหมาะสมไปหมด

ยังไงๆ ท่านนายกฯกรุณาแบ่งงานให้สมน้ำสมเนื้อด้วยก็แล้วกัน (ฮาอีกที)

ครม.เงา มาร์ค 2 ยังสร้างความฮือฮาด้วยการตั้งจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นเลขาธิการ ครม.เงา หมอบุรณัชย์ สมุท รักษ์ เป็นผู้ช่วยเลขาฯครม.เงา

และตั้งอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เป็นโฆษกครม.เงา

เอาให้มันครบเซ็ตสมบูรณ์

ไหนๆ ก็ไหนๆ ก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ

รัฐบาลเงาอย่าลืมแถลงนโยบายต่อประชาชนด้วยล�ะ

ฮา!!!

ฮา!!!

ยุคเพรียวพันธ์

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


เมื่อ ได้รับการผลักดันให้มาเป็นผบ.ตร.เพื่อทำหน้าที่ลุยปราบปรามยาเสพติด ดังนั้นวันแรกที่พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ทำหน้าที่รักษาการผบ.ตร.แทนพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ก็เริ่มภารกิจแรกคือเรื่องนี้

ประชุมร่วมกับมหาดไทยให้นายอำเภอและ ปลัดมหาดไทยทั่วประเทศช่วยกันปราบ พร้อมกับเดินทางไปพื้นที่คลองเตย จุดยุทธศาสตร์ด้านยาเสพติดในกทม.

แน่นอนว่า สงครามยาเสพติดครั้งนี้ พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ย่อมต้องระมัดระวังการนองเลือดและซากศพ

อย่าให้เสียหายซ้ำรอยเดิม

ดังนั้นมาตรการตรวจจับสกัดกั้นและบำบัดผู้เสพ จะต้องเป็นหลัก

ก่อนหน้านี้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯส่งสัญญาณการระดมตำรวจตชด.เข้ามาร่วมการตั้งด่านสกัดทั่วพื้นที่ภาคเหนือ

เพราะเป็นทางเข้าใหญ่ของยาเสพติด 70-80 เปอร์เซ็นต์เข้ามาทาง 8 จังหวัดภาคเหนือ!

ดังนั้นพล.ต.อ.เพรียวพันธ์จึงรับนโยบาย วางกำลัง ตชด.ตั้งเป็นชุดเฉพาะกิจ ตั้งด่านสกัดกั้นในเส้นทางเข้าทั้งหมด

เท่ากับภารกิจด้านยาเสพติดของรักษาการผบ.ตร. เริ่มเดินเครื่องแล้ว

เมื่อมาด้วยคุณสมบัติมือปราบยาเสพติด ก็ต้องโชว์ฝีมือกันให้ประจักษ์ก่อนเข้ารับตำแหน่งจริงๆ

งานเฉพาะหน้าเรื่องต่อไป ไม่พ้นการแต่งตั้งโยกย้ายนายพลประจำปี

ต้องทำอย่างรอบคอบมีเหตุผล แต่ต้องกล้าจะล้างบางในตำแหน่งแห่งหนที่แต่งตั้งกันเอาไว้อย่างผิดพลาดในยุคก่อนๆ!!

ต้องสร้างขวัญกำลังใจให้เหล่าตำรวจฟื้นคืนมา

หลังจากระส่ำระสายมาแล้วหลายปี เพราะการแทรกแซงอย่างผิดๆ ของการเมือง

ส่วนงานด้านสืบสวนปราบปรามโจรผู้ร้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบกับชีวิตชาวบ้านโดยตรง สำคัญยิ่ง

ด้านหนึ่งเมื่อยาเสพติดลดลงโจรผู้ร้ายก็จะหดหายตามไปด้วย

อีกด้านหนึ่งน่ายินดีที่ขุนพลมือดีของตำรวจคือพล.ต.อ. ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา มือสืบสวนชั้นครูยังเป็นหลักต่อไป

อย่างน้อยโจรผู้ร้ายยังเกรงกลัว

พร้อมมือสอบสวนชั้นเยี่ยมพล.ต.อ.ปานศิริ ประภา วัต ก็จะช่วยเป็นหลักได้อีกแรง ดูแลคดีความใหญ่ๆ ได้หมด

คดีอิทธิพล เจ้าพ่อมือปืน คดีความมั่นคง แม้แต่คดีประชาชนถูกอำนาจรัฐเข่นฆ่าในยุคก่อน

ถ้าทำให้ระบบตำรวจฟื้นคืนเข้าร่องเข้ารอย

ผบ.ตร.ใหม่อยู่ครบเกษียณอายุได้แน่นอน!

ใต้ภูเขาน้ำแข็ง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



โดย ปราปต์ บุนปาน


(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 กันยายน 2554)

เชื่อและเข้าใจกันว่า การโยกย้ายข้าราชการประจำขนานใหญ่
ตลอดจนการแต่งตั้งคนเสื้อแดงจำนวนมากมาเป็นข้าราชการการเมือง

จะนำพา "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ให้ลื่นถลำเข้าสู่วงจรความขัดแย้งเร็วขึ้นโดยไม่จำเป็น

แต่มุมมองเช่นนี้อาจเป็นการทำความเข้าใจกับการเมืองไทยแบบเดิมๆ

ซึ่งสุดท้าย ก็เห็นเพียงแค่การเมืองของชนชั้นนำที่ศูนย์กลางอำนาจ

เมื่อต้นเดือนกันยายน มีการจัดงานเสวนาหัวข้อ
"ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่" ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โดยนักวิชาการ-นักศึกษา มช. ได้ร่วมกันนำเสนองานวิชาการอันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยใหญ่ชื่อ

"ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทางการเมืองในชนบท"

ซึ่งเว็บไซต์ "ประชาไท-ประชาธรรม" ได้ทยอยนำเนื้อหามาเผยแพร่กันบ้างแล้ว

ในตอนหนึ่งของงานเสวนา อ.ไชยันต์ รัชชกูล
แห่งสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
ซึ่งได้รับเชิญมาเป็นผู้วิจารณ์งานวิจัยชุดนี้

ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับร้านอาหาร "เสื้อแดง" 2 แห่งในภาคเหนือ

ร้านแรก ทำอาหารไป เสิร์ฟไป ก็เปิดโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง "แดง" ไปด้วย

ปรากฏว่า มีลูกค้า "เสื้อเหลือง" จาก กทม. เข้ามาใช้บริการ
พร้อมกับร้องขอให้ทางร้านช่วยเปลี่ยนช่องทีวี

เจ้าของร้านจึงตอบกลับว่า "ก็เปิดไว้อยากดูก็ดู ไม่อยากดูก็ไปกินร้านอื่น"

ตัดไปร้านที่สอง มีนักศึกษาเข้ามาสั่งอาหารแล้วนั่งพูดคุยในบางประเด็นอย่างเมามัน

บังเอิญว่าเรื่องที่ลูกค้าวัยรุ่นสนทนากันดันไปโดนใจแม่ค้าเจ้าของร้าน

นำมาสู่การแถมข้าว แถมกับ ยกใหญ่

จากเรื่องเล่าทั้ง 2 เรื่อง อ.ไชยันต์วิเคราะห์ว่า
ความขัดแย้งได้แทรกไปทั่วทุกหนแห่งในสังคมไทยแล้ว

ทั้งระดับมหภาคและจุลภาค

ด้าน อ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี แห่งคณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ได้นำเสนองานวิจัยชื่อ
"พัฒนาการจิตสำนึกและปฏิบัติการทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่"

พร้อมข้อเสนอหลักว่า "กลุ่มคนเสื้อแดง"
มิได้เป็นการรวมตัวของคนชั้นกลางระดับล่างอย่างที่เข้าใจกัน
ทว่า พวกเขากอปรขึ้นมาจากคนหลายชนชั้นหลากสถานะในสังคม

ซึ่งมีโลกทรรศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป
ภายหลังการเกิดขึ้นของรัฐบาลไทยรักไทย รวมทั้งเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองหลายระลอก

โดยเฉพาะเหตุความรุนแรงเดือนพฤษภาคม 2553

คนเสื้อแดงเหล่านี้มีจุดร่วมเดียวกัน คือ
การประกาศ "ตัวตนใหม่ของพลเมืองเสรีนิยม"
ที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย และรักความจริง

มีงานวิจัยอีกหลายชิ้นซึ่งถูกนำเสนอในงานเสวนาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาทิ
การศึกษาเกี่ยวกับ "แม่ค้าเสื้อแดง" หรือ "วิทยุชุมชนกับคนเสื้อแดง"

ที่อาจช่วยให้เราเข้าใจพลวัตของการเมืองและประชาชนระดับ "รากหญ้า" มากขึ้น

เพราะต้องไม่ลืมว่า ผู้คนเหล่านี้ถือเป็น "พลังสำคัญ"
ซึ่งผลักเคลื่อนสังคมการเมืองไทยมาจนถึงจุดที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน

เพียงแต่พวกเขาอาจเป็นแรงสั่นสะเทือน "ใต้ภูเขาน้ำแข็ง"

ที่บ่อยครั้ง เรามักลืมเลือนจะคำนึงถึง


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315480377&grpid=&catid=02&subcatid=0207

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย

ผมคิดว่า กรอบการวิเคราะห์เรื่องการโยกย้ายใหญ่ จะนำไปสู่ความขัดแย้ง แล้วรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็จะมีปัญหา นั้นเป็นการวิเคราะห์ ภายใต้กรอบการเมืองเดิมก่อนปี 2549

ตอนนี้ภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว การวิเคราะห์โดยใช้กรอบเดิมนั้น ไม่อาจได้คำตอบที่ถูกต้องแล้ว การใช้สื่อปั่นกระแส ก็ไม่มีพลังเหมือนก่อนปี 2549 แล้ว เพราะคนไทยแบ่งออกเป็นสองฝ่ายแล้ว ฝ่ายเสื้อแดงก็ไม่สนใจสื่อว่าจะปั่นกระแสอย่างไรหรอก

หากพวกเสื้อเหลืองออกมา พวกเสื้อแดงจะออกมาปกป้องรัฐบาลของตนมากกว่าเสื้อเหลือง
ดัง นั้น คำพุดที่ว่า "คนชนบทเรื่องรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล" นั้นไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว เพราะใน กทม. อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งที่เป็นเสื้อแดง และเป็นพวกที่ออกมาเคลื่อนไหวตลอดในช่วงปี 2550-2554 นี้ คนเสื้อแดงใน กทม. นี้ จะกลายเป็นพลังปกป้องรัฐบาลของพวกเขา

การใช้สื่อปลุกกระแส คนชั้นกลางใน กทม. ก็คงไม่มีผลถึงกับล้มรัฐบาลได้เหมือนในอดีต หากมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของพวกเสื้อเหลืองตามกระแสสื่อ พวกเสื้อแดงก็จะออกมาเหมือนกัน

เกมนี้ ผลของเกมจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เร่งทำเพื่อคนๆเดียว หรือไม่?สังคมไทยจะเป็นผู้ตัดสิน

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ต้องยอมรับว่า สังคมไทยยังอดสงสัยไม่ได้ กับท่าทีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1
ที่ปากบอกว่า ไม่มีนโยบายเร่งนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
แต่การกระทำที่ผ่านๆมา
ก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์เหมือนกับมีความพยายามปูทาง
ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านได้รับการขอพระราชทานอภัยโทษให้ได้
โดยเฉพาะการที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม สั่งตั้งคณะทำงานศึกษากรณีดังกล่าวในทันที
โดยไม่สนใจแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่



ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งคงอดที่จะคิดไปไม่ได้ ว่า
ที่รัฐบาล ปู 1 โดยกระทรวงยุติธรรมดำเนินการในลักษณะนี้
เกิดจากมีการรับคำสั่งมาจากใครมาหรือไม่?
ทั้งคนที่อยู่ในประเทศ หรือ พานคิดเลยไปถึงคนที่อยู่ต่างประเทศ
ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด หากกฎหมายนิรโทษกรรม
หรือการขอพระราชทานอภัยโทษสามารถกระทำได้สำเร็จ
แม้นายกรัฐมนตรีหญิงจะออกมายืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า
รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบาย
หรือไม่ใช่เป้าหมายเร่งด่วนในการดำเนินการก็ตาม
แต่การกระทำที่ผ่านมาของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1
ก็ถือเป็นตัวที่ทำให้ประชาชนคนไทยตัดสินได้ว่า กำลังทำเพื่อคนๆเดียวหรือไม่?
ซึ่งไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ

กับอีกด้านที่แยกกันไม่ออก
การเคลื่อนไหวทางการเมืองของรัฐบาลชุดปัจจุบัน กับ มวลชน
กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช.
ที่เป็นไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ทั้งเรื่องเป้าหมายเพื่อการเรียกร้องให้พิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ
ด้วยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. 3 เพื่อออกกฎหมาย นิรโทษกรรม
ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายน.ส.ยิ่งลักษณ์
หรือแม้แต่ กรณีสภาผู้แทนฯมีมติไม่ให้ส่งตัว 9 ส.ส.เพื่อไทยกลุ่มเสื้อแดงไปดำเนินคดีความว่า
แม้ส.ส.ทั้ง 9 คน มีความประสงค์ไม่ขอใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง



โดย พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวแสดงความเห็น
การยื่นฎีกาขออภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า
ส่วนตัวไม่ขัดข้องที่จะยื่นฎีกาของพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ทำอะไรผิด
แม้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาว่า
มีความผิด แต่ศาลแพ่งพิจารณาแล้ว เห็นว่า ไม่มีการซื้อที่ดิน
และสั่งให้คืนเงินให้คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ
จึงสรุปได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ทำสัญญาใดๆกับรัฐทั้งสิ้น



ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์
กรณี พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ระบุ
"ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
พิจารณากลับคำตัดสินคดีซื้อขายที่ดินรัชดาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีใหม่ว่า
ที่ศาลฎีกาฯตัดสินจำคุกพ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปีนั้น ไม่ใช่คดีทุจริต
แต่เป็นการทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กฎหมายอาญา
ซึ่งต่อมาเมื่อศาลแพ่งตัดสินใจว่า
สัญญาการซื้อขายที่ดินระหว่าง
คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ กับกองทุนฟื้นฟูฯเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น
เท่ากับว่า ไม่มีการซื้อขาย ทุกอย่างต้องกลับไปสู่จุดเดิม
และให้กองทุนฟื้นฟูคืนเงินคุณหญิงพจมาน
ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการซื้อขายแล้ว เพราะสัญญาเป็นโมฆะ
แต่คดีที่ศาลฎีกาสั่งจำคุก 2 ปีในข้อหานี้ ซึ่งกำลังคิดว่า จะทำอย่างไรต่อไป
คดีนี้ต้องให้ความเป็นธรรม พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องไปคิดกัน"

ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน โดยนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรค ปชป.
ก็ชิงออกมาดักคอรัฐบาลทันที
มีการยกกรณีการขอพระราชทานอภัยโทษของคดีอื่น
ที่มีความใกล้เคียงขึ้นมาเทียบ กับคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่า
หากจะเข้าเกณฑ์ขออภัยโทษ ผู้ต้องหาต้องยอมรับติดคุกก่อน
เพราะในสมัย ที่ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็น รมว.มหาดไทย
ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ ก็มีการพิจารณา
กรณีญาติผู้ต้องหาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับบิดา
ที่เป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดี ซึ่งสุดท้ายก็ยกคำร้อง
เพราะไม่เข้าเกณฑ์เพราะผู้ต้องหายังไม่ได้รับโทษในเรือนจำ



ประกอบกับพ.อ.อภิวันท์ ยังได้กล่าวถึง
กรณีสภาผู้แทนฯมีมติไม่ให้ส่งตัว 9 ส.ส.เพื่อไทยกลุ่มเสื้อแดงไปดำเนินคดี
ทั้งที่แกนนำทั้ง 9 ไม่ขอใช้เอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครอง อีกว่า
"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบุคคล แต่เป็นเรื่องขององค์กร
ซึ่งตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการไม่ให้อำนาจอื่น
ทั้งฝ่ายบริหาร ตุลาการเข้ามาก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติ
จึงไม่อนุญาตให้ส่งตัวไปดำเนินคดี ยืนยันไม่ได้เล่นละครตบตาประชาชน

" นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
และแกนนำนปช.ไม่สบายใจ มาพูดกับตนในที่ประชุม ส.ส.
แต่ตนย้ำว่า เป็นเรื่องของหลักการ และศักดิ์ศรีของรัฐสภาจะต้องเท่าเทียมกัน" พ.อ.อภิวันท์ กล่าว

ขณะที่อีกด้านก็ปรากฏข่าวแกนนำ นปช.ที่หลบหนีคดีไปพากันเดินทางกลับเข้าประเทศ
โดยเฉพาะกระแสข่าว กรณีนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หรือ กี้ร์ แอบเดินทางกลับ
และยังคงหลบหนีการจับกุมอยู่ภายในประเทศ ร้อนถึงผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล
ต้องออกมาปฏิเสธข่าวลือ ว่า กี้ร์ไม่ได้อยู่ในประเทศ แต่ยังคงกบดานอยู่ต่างประเทศ
ข่าวนี้น่าเป็นข่าวปล่อยเสียมากกว่า



กับปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าสุดท้ายจะเป็นเพราะรัฐบาลต้องการทำให้มันเป็นไปอย่างที่เห็นจริงๆหรือ
เพราะมีฝ่ายตรงข้ามพยายามสร้างข่าว
เพื่อดิสเครดิตล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตามที่นายจตุพร พรหมพันธ์ุ พยายามปูดข่าวก็ตาม
สุดท้ายสังคมไทยจะเป็นผู้ตัดสินเอง ว่า
รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยทำไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนส่วนรวมหรือไม่?
หรือทำเพื่อเป้าหมายช่วยคนเพียงคนเดียว อย่างที่หลายฝ่ายพยายามออกมาโจมตี.


http://www.thairath.co.th/content/pol/200274

เอียงเพื่อ91ศพ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



เป็นเวลาเกือบ 10 วันแล้ว

"ข่าวสด"เปิดพื้นที่ในหน้า 1 เสนอข่าวการทวงยุติธรรมคดีสลายม็อบแดง 91 ศพติดต่อกันทุกวัน

ตามสัมภาษณ์ญาติพี่น้องผู้เสียชีวิต 91 ศพถึงผลกระทบตลอดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือน

ได้เห็นหลายๆ ชีวิต ทั้งเศร้าสลด-สะเทือนใจ

เริ่มจากพ่อนายสวาท วางาม นปช.เหยื่อสไนเปอร์ศพแรกที่คอกวัว ทุกวันนี้ยังไม่เผาศพลูกชาย

พ่อ นายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ คนเสื้อแดงอีกศพเล่าถึงนาทีที่ลูกชายถูกสไนเปอร์ยิงตายต่อหน้าต่อตาที่คอกวัว

เมีย ลุงชาญณรงค์ พลศรีลา แท็กซี่เสื้อแดงที่ยิงหนังสติ๊กสู้ปืนเอ็ม16จนถูกยิงเสียชีวิตที่แยกราช ปรารภ ยืนยันว่าเงินเยียวยาไม่คุ้มกับการสูญเสียเสาหลักครอบครัว

แม่ของ นายสุวัน ศรีรักษา ซึ่งถูกยิงตายในวัดปทุมฯ ยังตรอมใจจนถึงทุกวันนี้

แม่ของนายมานะ แสนประเสริฐศรี เจ้าหน้าที่กู้ภัย ยังโศกเศร้าเสียใจที่ลูกชายถูกยิงตาย ขณะเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บที่บ่อนไก่

ลูกสาววัยเพียง 13 ปีของนายทิพเนตร เจียมพูล คนเสื้อแดงที่ถูกยิงเสียชีวิต ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า

เมียและลูกสาวของ นายอุทัย อรอินทร์ เหยื่อปืน ต้องตกระกำลำบากเพราะสูญเสียผู้นำครอบครัว

พ่อของ น้องเฌอ น.ร.วัย 17 ปี 1 ในเหยื่อปืนสไนเปอร์ที่ซอยรางน้ำ เรียกร้องให้เอาผิดกับคนสั่งฆ่าเด็กอายุ 17 ปีใจกลางเมืองหลวง

พี่ ชายนายมงคล เข็มทอง เจ้าหน้าที่กู้ภัย 1 ใน 6 ศพวัดปทุมฯ เรียกร้องให้เร่งรัดคดี เพราะทั้งดีเอสไอ-ตำรวจสรุปแล้วว่าถูกจนท.รัฐยิงตาย แต่คดีไม่คืบหน้า

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของผู้สูญเสีย 91 ศพ

ยังไม่รวมผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคนที่ต้องการความเป็นธรรมเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าทั้งหมดเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ เร่งรัดคดีที่ไม่มีความคืบหน้า

ให้เอาผิดกับคนที่สั่งสลายม็อบแดง 91 ศพ

นี่คือจุดยืนของ "ข่าวสด" ที่เกาะติดความสูญเสียครั้งนี้มาตลอดกว่า 1 ปี 5 เดือน

เป็นหนังสือพิมพ์ที่ตีแผ่ความจริง 91 ศพมาอย่างต่อเนื่อง

และเรียกร้องให้ "อำนาจรัฐ" ในขณะนั้น รับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น

ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลนี้หรือเปล่า

เป็นชนวนเหตุให้ข่าวสดถูกพิพากษาโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งว่า"เอนเอียง"!?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 09/09/54 ไอ้หนุ่มจับกัง

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



คิดสร้างสรรค์ สิ่งดี ให้มีผล
เพื่อทุกคน สุขสม อารมณ์หวัง
ให้ชีวิต กิน-อยู่ดี มีพลัง
เดิน-ยืน-นั่ง ยิ้มร่า จนหน้าบาน....


คนบางพวก กลับวิปริต จิตสกปรก
ดั่งนรก ครอบงำ ซ้ำหักหาญ
พวกนายทุน พวกพ่อค้า วิชามาร
ต่างออกมา คัดค้าน หน้าด้านจริง....


นักวิชาการ วิชาเกิน ร่วมเดินหน้า
ขัดแข้งขา หวังให้ดับ พับทุกสิ่ง
แล้วออกมา ร่วมด้วย ช่วยประวิง
ทำได้จริง กลับว่าโม้ โธ่..พวกเวร....


เคยเอาเปรียบ ชาวนา มานานโข
จึงอวดโอ้ เรื่องอัปรีย์ ตามที่เห็น
ใช้วาจา มาสำราก สมกากเดน
ซ้ำขู่เข็ญ ทำไม่ได้..ไม่ให้ทำ....


ช่างสมชื่อ ตอแหลแลนด์ แดนอุบาทว์
พวกเลวชาติ กลับเชิดชู..ดูแล้วขำ
ส่วนคนดี ถูกกดหัว มั่วประจำ
คิดเหยียบย่ำ กันนานไหม? ไอ้พวกเลว....


๓ บลา / ๙ ก.ย.๕๔

การ์ตูนเซียสี ที่ท่านไม่เคยเห็นในไทยรัฐ ๘ ก.ย.๕๔

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



สองเก้าอี้..สองเงา..เอ้า..ฮาหน่อย
ประดิษฐ์ประดอย..ชื่อมา..ว่าเลิศหรู
นายกเงา..เอากะมัน..ซะพันตู
เห็นเห็นอยู่..ว่าโชว์โง่..โธ่..ไอ้ฟาย....



สองสัญชาติ..อุบาทว์ล้ำ..ย้ำบุคลิก
ทำยุกยิก..เฉไฉ..ไอ้..ชิบหาย
สองปีกว่า..หลอกสาวก..อกแตกตาย
ยังงมงาย..งี่เง่า..หลงเงาตัว....



จะเอาฮา..ถึงไหน..ไอ้พวกเปรต
โคตรทุเรศ..วิปริต..คิด?..ชั่วชั่ว
เสพอำนาจ..บ้าบ้า..จนตามัว
ลืมเงาหัว..มั่วหลอกตน..ไม่พ้นเงา....



เป็นฝ่ายค้าน..ก็เคืองแค้น..แสนอัปยศ
ยังโป้ปด..สร้างริยำ..ทำโง่เขลา
สมกับพรรค..ชั่วช้า..ปัญญาเบา
เป็นแค่เงา..เอาฮา..บ้าสิ้นดี....อิอิ



๓ บลา / บ่าย ๘ ก.ย.๕๔
ขอบคุณคุณพลูโต ที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ครับ

เจ็ดประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งบางกลอย (แก่งกระจาน)

ที่มา ประชาไท

บันทึกร่องรอย-เรื่องราวกะเหรี่ยงบางกลอยบน (แก่งกระจาน) ตอน 2

หลังจากได้ฟังข้อมูลและคำชี้แจงจากตัวแทนของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยหัวหน้าอุทยานฯ ที่เข้าชี้แจงต่อกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา การรับฟังข้อเท็จจริงจากพื้นที่จึงเป็นเรื่องจำเป็นและต้องทำ เพื่อให้การรับฟังข้อเท็จจริงมีความรอบด้านมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ประเด็นหนึ่งที่มีการโต้แย้งกันก็คือ คนกะเหรี่ยงที่ได้รับคำสั่งให้อพยพโยกย้ายจากบ้านบางกลอยบนลงมายังบ้านโป่ง ลึก-บางกลอย หรือกลุ่มเป้าหมายของปฏิบัติการบางกลอยหรือโครงการอพยพผลักดัน/จับกุม ชุมชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย–พม่า ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น เป็น “กะหร่าง” “ชนกลุ่มน้อย” “เป็นคนที่มาจากข้างนอก ไม่ใช่คนที่อยู่ที่นี่” ฯลฯ และเป็นกลุ่มบุคคลที่ตัดไม้ ทำลายสภาพความสมบูรณ์ของป่าแก่งกระจาน [1]

จากการลงพื้นที่ [2] การสัมภาษณ์บุคคล การตรวจสอบเอกสาร หลักฐานต่างๆ ในเบื้องต้น พบว่า น่าจะมีสักเจ็ดประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิม แห่งบางกลอย (แก่งกระจาน)

1. ท.ร.ช.ข. พยานเอกสารที่แสดงความเชื่อมโยงคนและชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งบางกลอย (แก่งกระจาน) กับประเทศไทย

นายพันธ์ทิพย์ เจริญวัย อดีตเจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนบุรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเคยได้รับมอบหมายให้มาสำรวจพื้นที่ใจแผ่นดินและบ้านบางกลอยในปี 2528 ด้วยเพราะเวลานั้นกรมประชาสงเคราะห์ได้ข่าวว่าบริเวณดังกล่าวมีชุมชน กะเหรี่ยงอาศัยอยู่

ในเวลานั้นนายพันธ์ทิพย์ได้เดินเท้าจากบ้านพุระกำ (อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี) เข้าทางต้นน้ำลำพาชี ผ่านสันปันน้ำและเดินลงมาทางต้นน้ำบางกลอย โดยมีคนกะเหรี่ยงที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นลูกหาบและคนนำทางคือนายกระทง จีโบ้ง [3] เท่าที่เดินเท้าไปพบ เขาพบบ้านเพียงหนึ่งหลังที่ใจแผ่นดิน มีคนอาศัยอยู่ด้วยกันประมาณ 12 คน ส่วนที่บางกลอย [4] มีคนกะเหรี่ยงตั้งบ้านเรือนอยู่กระจัดกระจายตามลำห้วยลำน้ำ บางจุดตั้งบ้านเรือนเพียงหนึ่งหลัง บางจุดตั้งบ้านเรือนใกล้ๆ กัน 3-4 ครอบครัว

เจ็ดประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งบางกลอย (แก่งกระจาน)

ภาพที่ถูกถ่ายเมื่อเมษายน 2531 ในระหว่างที่ทีมงานของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา
จังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการสำรวจและจัดทำท.ร.ชข. ที่ใจแผ่นดิน บ้านบางกลอย

ในปี 2531 ภายใต้โครงการสำรวจข้อมูลประชากรชาวเขา หรือโครงการสิงห์ภูเขา (เป็นการสำรวจชาวเขาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2527) โดยมีส่วนราชการหลายหน่วยงานร่วมกันสำรวจ โดยมีกรมประชาสงเคราะห์เป็นหน่วยงานหลักในการสำรวจและจัดทำ ทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน หรือ ท.ร.ช.ข. พื้นที่ใจแผ่นดิน บางกลอยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนบุรี ต้องดูแล ครั้งนั้นนายพันธ์ทิพย์ได้ร่วมทีมสำรวจ โดยมีนายสมจิต กว่าบุ [5] เป็นผู้นำทาง พบว่าในเวลานั้นสภาพการสร้างบ้านเรือนของกะเหรี่ยงใจแผ่นดิน บางกลอยยังมีสภาพเหมือนเดิม โดยส่วนใหญ่จะรู้จักกัน เป็นญาติกัน ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นชุมชนที่นอกจากจะเชื่อมโยงกันด้วยวิถีชีวิต จารีตประเพณีและวัฒนธรรมแล้ว ยังเชื่อมโยงกันด้วยความเป็นเครือญาติอีกด้วย

เท่าที่ตรวจสอบจากเอกสารคือสำเนาท.ร.ช.ข. ที่ถูกจัดทำขึ้นในปี 2531 ในเบื้องต้นพบว่ามีจำนวน 8 เล่ม(แฟ้ม) ด้วยกัน ในเวลานั้นพื้นที่เหล่านี้ขึ้นกับกิ่งอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรีประกอบไปด้วยบางกลอย 1 บางกลอย 2 บางกลอย 3 บางกลอย 4 บางกลอย 5 บางกลอย 6 บ้านโป่งลึก 1 และบ้านโป่งลึก 2 รวมแล้ว 71 ครอบครัว 367 คน

ตารางจำนวนคนกะเหรี่ยงในพื้นที่ใจแผ่นดิน บางกลอยและบ้านโป่งลึก ในอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ในปี 2531

สำรวจเมื่อ พื้นที่ ครอบครัว คน
20 เมษายน 2531 บางกลอย 2 6 23
20 เมษายน 2531 โป่งลึก 1 14 49
20 เมษายน 2531 โป่งลึก 2 15 74
23 เมษายน 2531 บางกลอย 1 4 18
24 เมษายน 2531 บางกลอย 5 2 7
24 เมษายน 2531 บางกลอย 6 3 28
25 เมษายน 2531 บางกลอย 3 7 48
25 เมษายน 2531 บางกลอย 4 20 120

71 367

ที่มา เอกสารทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน จัดทำโดยศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนบุรี กรมประชาสงเคราะห์ เมษายน 2531 รวบรวมโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT) กันยายน 2554

2. สมาชิกของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอยถูกบันทึกว่าเกิดในประเทศไทย

จากการตรวจสอบเอกสารท.ร.ช.ข. รายครอบครัวพบว่า เอกสารระบุชี้ชัดเจนว่ากะเหรี่ยง 71 ครอบครัว หรือ 367 คนที่ได้รับการบันทึกชื่อของตัวเองและสมาชิกในครอบครัวใน เกิดที่จังหวัด “เพชรบุรี” ประเทศ “ไทย” เผ่า “กะเหรี่ยง” ศาสนา “ผี”

เจ็ดประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งบางกลอย (แก่งกระจาน)

ส่วนหนึ่งของทะเบียนสำรวจบัญฃีบุคคลในบ้าน หรือท.ร.ช.ข ในภาพเป็นแฟ้มของบ้านบางกลอย 4

อาทิ กรณีของปู่คออี้ หรือนายโคอิ-ชื่อที่ปรากฎตามท.ร.ช.ข. แฟ้มบางกลอย 4 ครอบครัวที่ 3 หรือจออี้-ชื่อที่นายดุลยสิทธิ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา หลานชายในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคลเรียก โดยนายดุลยสิทธิ์ให้ข้อมูลว่ารู้จักกับปู่โคอิ๊ ในฐานะของสหายของเสด็จตา และเคยพบกับปู่โคอี๊ ในช่วงเวลาที่ติดตามเสด็จตามาเดินป่าใจแผ่นดิน บางกลอย (แก่งระจาน) [6] ซึ่งปู่คออี้เกิดในปี 2454 ที่เพชรบุรี ประเทศไทย เป็นคนเผ่ากะเหรี่ยง มีพ่อชื่อมิมิ และแม่ชื่อพินอคี ปัจจุบันปู่โคอิ๊ เป็นคนที่อายุสูงที่สุดของบ้านบางกลอย

หรือนายจ่อโจ่ เกิดเมื่อปีพ.ศ.2476 มีชื่อปรากฎในท.ร.ช.ข.แฟ้มบางกลอย 6 ครอบครัวที่ 2 เป็นลูกของนายฮะลั๊ว และแม่ชื่อพือริ

นอกจากนี้ นายดู๊อู จีโบ้ง [7] ในวัย 60 ปี ให้ข้อมูลว่านายอำเภอท่ายางที่ชื่อ “ถวัลย์” เคยเดินสำรวจพื้นที่ใจแผ่นดิน บางกลอย และเคยมาแวะพักค้างคืนที่บ้าน โดยผู้ใหญ่กระทง ให้ข้อมูลในเวลาต่อมาว่านายอำเภอถวัลย์ “เดินไปจนถึงบ้านสุดท้ายสุดขอบป่า”

3. กะเหรี่ยงใจแผ่นดิน บางกลอยไม่เคยโยกย้ายบ้านออกนอกผืนป่า เดินทาง(เท้า)บ้าง ก็เพื่อเยี่ยมเยียนญาติ หรือไปรับจ้างที่อื่น ยกเว้นการ(บังคับ)ให้อพยพโยกย้ายในปี 2539 และการอพยพผลักดัน/จับกุมฯ ในช่วง เมษายน 2553 - มิถุนายน 2554

ผู้ใหญ่บ้านกระทง นายลอย จีโบ้ง ผู้ใหญ่บ้านโป่งลึก-บางกลอย หมู่ 2 และนายนิรันดร์ พงษ์เทพ ประธานองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน [8] ได้ให้ข้อมูลว่าคนกะเหรี่ยงที่บ้านใจแผ่นดิน บางกลอย เกิดและอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ไม่เคยมีการอพยพโยกย้ายไปไหน อาทิ กรณีของปู่คออี้ หรือนายโคอิ หรือจออี้ [9] หรือนายดู๊นุ หรือนายจ่อโจ่

ส่วนกรณีที่ข้ามไปฝั่งพม่า น่าจะเป็นลักษณะเดินข้ามไปเที่ยวเล่น ในส่วนของการข้ามไปเยี่ยมญาติที่อยู่ในฝั่งพม่านั้นเป็นส่วนน้อยมาก แทบจะไม่มีใครได้ยินถึงเรื่องนี้เลย

สำหรับประเด็นนี้ จากประสบการณ์ในการเดินเท้าสำรวจพื้นที่ในแถบจังหวัดตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ระหว่างการทำงานกับศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาฯ นายพันธ์ทิพย์ก็ได้ให้ข้อมูลในเชิงสนับสนุนผู้ใหญ่บ้านกระทง ผู้ใหญ่บ้านลอย และประธานอบต. นิรันดร์

เช่นเดียวกับนายวุฒิ บุญเลิศ นักประวัติศาสตร์ชุมชนและผู้เชี่ยวชาญชาติพันธ์กะเหรี่ยงและรู้จักกับปู่โค่ อี๊ผ่านบันทึกของบิดาของตน [10] โดยยืนยันตรงกันว่ามีคนกะเหรี่ยงที่ใจแผ่นดิน บางกลอย (ทั้งจุดบางกลอยบนและบางกลอยล่าง) จำนวนไม่น้อยจะมีญาติไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านพุระกำ บ้านห้วยน้ำหนัก จังหวัดราชบุรี โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ซึ่งบริเวณบ้านพุระกำ และบ้านห้วยน้ำหนักนี้จะเป็นพื้นที่ที่ใกล้กับจุดหรือพรมแดนของพม่าที่มีการ ข้ามแดนกันสะดวก และใกล้เมืองมากกว่า

หรือเดินตามลำน้ำแม่น้ำบางกลอยลงมายังบ้านโป่งลึก-บางกลอย (อยู่คนละฝั่งของแม่น้ำเพฃรบุรี โดยบ้านโป่งลึกจะอยู่ด้านซ้ายของแม่น้ำ ส่วนบ้านบางกลอยจะอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำ อย่างไรก็ดี บ้านบางกลอยตรงจุดนี้มักถูกเรียกว่า บ้านโป่งลึก-บางกลอย เพื่อความเข้าใจว่าเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง) โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน (แล้วแต่สภาพปริมาณน้ำในพื้นที่ป่า)

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายครอบครัวที่เดินทางลงไปทางใต้ไปยังป่าเด็ง ห้วยสัตว์ใหญ่ ซึ่งจะเป็นจุดหรือพื้นที่ที่ใกล้กับพรมแดนพม่าและมีถนนลาดยางเดินทางสะดวก และใกล้ตัวเมืองเช่นเดียวกับด้านบ้านพุระกำ และบ้านห้วยน้ำหนัก [11]

ดังนั้นต่อข้อสงสัยที่ว่าพื้นที่ใจแผ่นดิน บางกลอยจะเป็นพื้นที่ที่ชนกลุ่มน้อยหรือคนพม่าจะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน คนในพื้นที่อย่างผู้ใหญ่กระทง ผู้ใหญ่ลอย และประธานอบต.นิรันดร์ มีความเห็นว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะกะเหรี่ยงกลุ่มที่อาศัยอยู่ตั้งแต่ก่อนและหลังการจัดทำท.ร.ชข. จนถึงปัจจุบัน ก็ยังเป็นคนกลุ่มเดิมที่รู้จักและมีความสัมพันธ์ผ่านสายเครือญาติและความ เป็นชุมชนกะเหรี่ยงมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ยังไม่พบว่ามีคนภายนอกปะปนเข้ามาตั้งบ้านเรือนอาศัย และคนนอกพื้นที่อย่างนายพันธ์ทิพย์ และนายวุฒิ ต่างให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่าหากคนพม่าหรือชนกลุ่มน้อยต้องการเข้ามาทำ งานการเดินทางผ่านช่องทางป่าเด็ง ห้วยสัตว์ใหญ่ ในจังหวัดเพชรบุรี หรือทางบ้านพุระกำ ห้วยน้ำหนัก จังหวัดราชบุรี ย่อมจะสะดวกกว่า

3.1 ยกเว้นการ(บังคับ)ให้อพยพโยกย้ายในปี 2539 และการอพยพผลักดัน/จับกุมฯ ในช่วง เมษายน 2553 - มิถุนายน 2554

บ้านโป่งลึก-บางกลอย เป็นอีกพื้นที่ที่กะเหรี่ยงกลุ่มนี้เคยอาศัยอยู่ชั่วคราว แม้ภายใต้โครงการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารอย่างถาวรของชาวไทยภูเขาในเขต อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ภายใต้การทำงานของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 29 และจังหวัดเพชรบุรีจะต้องการให้เป็นบ้านหลังใหม่ของพวกเขา

เวลานั้น 57 ครอบครัว จำนวน 391 คน ถูกอพยพลงมาที่พื้นที่ตรงข้ามกับหมู่บ้านโป่งลึก เป็นหมู่บ้านตั้งใหม่คือ บางกลอยหมู่ที่ 1 และบ้านโป่งลึก หมู่ที่ 2 (หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า “โป่งลึก-บางกลอย”) โดยได้รับการจัดสรรที่ทำกิน 7 ไร่/ครอบครัว อย่างไรก็ดีในทางความเป็นจริงแล้วร่วม 25 ครอบครัวไม่ได้รับการจัดสรรที่ทำกิน หลายครอบครัวไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ใหม่แห่งนี้ได้ หลายครอบครัวจึงย้ายกลับไปบ้านหลังเดิมที่บางกลอยบน

จนมีการดำเนินการภายใต้โครงการอพยพผลักดัน/จับกุม ชุมชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย–พม่า ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่มีการปฏิบัติการทั้งสิ้น 6 ครั้ง (เมษายน 2553 – กรกฎาคม 2554)

ชาวบ้านที่มาให้ข้อมูล อาทิ ปู่คออิ๊และนอแอ, นายดู๊อู จีโบ้ง, นายจ่อโจ่ มิมี เป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นสะท้อนว่าชาวเขาติดแผ่นดิน หรือกะเหรี่ยงดั้งเดิมอย่างพวกเขาได้ตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการดังกล่าว

4. เหรียญชาวเขา พยานวัตถุที่ควรรับฟัง

..แม้น้ำหนักในความน่าเชื่อถือจะมีน้อย

เหรียญชาวเขาที่กะเหรี่ยงที่ใจแผ่นดิน บางกลอยแห่งนี้มีติดตัว (รวมถึงเคยมีติดตัว แต่สูญหาย จากการที่บ้านถูกเจ้าหน้าที่รัฐเผาทำลายเสียหาย) อาจกล่าวได้ว่าเป็นพยานหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงถึงจุดเชื่อมโยงระหว่าง การอาศัยอยู่ของกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยแห่งนี้กับประเทศไทย

คำบอกเล่าจากพื้นที่ อาทิจาก ดุ๊อู จีโบ้ง [12] นอแอะลูกชายของปู่คออี้ รวมถึงผู้ใหญ่กระทง เล่าว่า ช่วงหลังจากการสร้างเขื่อนแก่งกระจาน (สร้างปีพ.ศ.2509) ประมาณหนึ่งหรือสองปีนายอำเภอถวัลย์ (นายอำเภอท่ายาง) ได้เรียกให้ชาวบ้านไปรับมอบเหรียญจากทางอำเภอ

ผู้ใหญ่กระทงเล่าว่า หลังจากนั้นประมาณช่วงปี 2526 นายอำเภอท่ายางได้เรียกให้ชาวบ้านมาทำบัตรประชาชนคนไทย เขาเป็นคนหนึ่งที่ไปทำบัตรประชาชน เวลานั้นเขาไม่เข้าใจว่าบัตรประชาชนคนไทยหมายถึงอะไร แต่ตอนนั้นเขาลงจากบางกลอยบนมาขายพริกที่อำเภอท่ายาง เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกให้ไปทำบัตร ก็ไป เขาจึงมีบัตรประชาชนไทย และต่อมาได้รับการกำหนดเลข 13 หลักขึ้นต้นด้วยเลข 3 [13] แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สนใจที่จะลงมาทำบัตรประชาชน เหตุผลนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะหลายคนเห็นว่า “ไม่จำเป็น”

คล้ายกับที่ปู่คออี้ บอกกับนอแอะว่า “มีบัตรประชาชนก็ต้องกินข้าว ไม่มีบัตรประชาชนก็ต้องกินข้าว” ซึ่งนอแอะเข้าใจดีว่าพ่อของเขาต้องการสอนให้เขาเป็นคนขยันทำมาหากิน ยึดถือในวิถีชีวิตของกะเหรี่ยง [14]

เจ็ดประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่ง

ด้าน หน้าและด้านหลังของเหรียญชาวเขาของปู่คออิ้ที่บอกเล่าว่า ได้รับมาในช่วงหลังการสร้างเขื่อนแก่งกระจานประมาณปี-สองปี และเก็บรักษาติดตัวมาตลอด จนนอแอะ ลูกชายอายุได้ 30 ปี จึงยกเหรียญนี้ให้แก่นอแอะ

ในแง่หลักการแล้วเหรียญชาวเขาเป็นหลักฐานแสดงหรือยืนยันว่าเป็นชาวเขาที่ ได้รับการสำรวจและบันทึกในทะเบียนราษฎรชาวเขาแล้ว (ทะเบียนสำหรับชาวเขาฉบับปี 2499) ซึ่งมีการดำเนินการขึ้นในปีพ.ศ.2512-2513 โดยอำเภอ และเมื่อสำรวจแล้วก็จะมีการมอบเหรียญให้กับผู้ถูกสำรวจ กล่าวได้ว่าเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงว่าชาวเขาที่ถูกสำรวจได้อยู่ภายใน ประเทศไทยแล้ว อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตด้วยว่า ภายหลังปรากฎว่ามีชาวเขาจำนวนไม่น้อยนำเหรียญที่ทางราชการมอบให้ไปขายให้แก่ บุคคลอื่นๆ อันก่อให้เกิดปัญหาการสวมตัว [15]

5. เหตุผลที่หลายคนไม่มีบัตรสีฟ้า หรือเขียวขอบแดง?

มีข้อสังเกตด้วยว่าทำไมกะเหรี่ยงแห่งผืนป่าใจแผ่นดิน บางกลอยแห่งนี้ จึงไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆ อีกเลย ทั้งๆ ที่ในระหว่างปีพ.ศ.2533-2534 กรมการปกครองได้มีโครงการสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง และบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง (บัตรสีฟ้า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2533) [16] รวมถึงโครงการสำรรวจและเพื่อทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวชุมชนบนพื้นที่ สูง (บัตรสีเขียวขอบแดง) ซึ่งมีการดำเนินการในช่วงปีพ.ศ.2542 [17]

คำตอบจากผู้ใหญ่กระทง ก็คือ

“กะเหรี่ยงบ้านเราเป็นคนไทย เลยไม่อยากไปถือบัตรคนต่างด้าว”

อย่างไรก็ดี ในทางข้อเท็จจริงพบว่ามีสมาชิกของชุมชนแห่งนี้มีบ้างเช่นกันที่ถือบัตรเขียว ขอบแดง ซึ่งผู้ใหญ่ลอย ผู้ใหญ่กระทงสันนิษฐาน(เอง)ว่า หลายคนไปได้บัตรเขียวขอบแดงตอนออกจากบ้านบางกลอยบนไปรับจ้างทำงานในต่าง อำเภอ

6. “กะเหรี่ยง” “กะหร่าง” ในผืนป่าใจแผ่นดิน บางกลอยจากมุมของประวัติศาสตร์ [18]

นายวุฒิ บุญเลิศ ได้ให้ข้อมูลว่า ชาวกะเหรี่ยงในเขตภาคตะวันตกนับจากด้านตะวันตกของจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์มีอยู่ 2 กลุ่มสาขาคือกลุ่มที่เรียกตนเอง ปกาเกอะญอ หรือที่คนภายนอกเรียกชื่อพวกเขาว่า กะเหรี่ยงสกอว์ และถูกเรียกอีกชื่อจากคนภายนอกว่า “กะหร่าง”

กะเหรี่ยงกลุ่มนี้อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ป่าเขาตั้งถิ่นฐานอยู่ตลอดแนว ชายแดนไทยพม่าตามแนวเทือกเขาตะนาวศรีอยู่กันอย่างกระจัดกระจายในผืนผ่าและ ต้นที่สำคัญคือ แม่น้ำภาชี แม่น้ำบางกลอย แม่น้ำเพชรบุรี ลำห้วย ห้วยสัตว์ใหญ่ และแม่น้ำปราณไหลผ่าน กะเหรี่ยงอีกกลุ่มหนึ่งเรียกตนเองว่า โพล่ง หรือกะเหรี่ยงโปว์ อาศัยอยู่ในพื้นที่ปลายน้ำราบลุ่ม

เอกสารทางราชการกล่าวถึงการสำรวจเขตแดนระหว่างรัฐบาลสยามกับอังกฤษในรัช สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เมื่อปีพ.ศ.2407 เพื่อปักปันเขตแดนไทย-อังกฤษ พบว่ามีชาวกะเหรี่ยงและละว้าอยู่ตามชายแดน และต้นน้ำ

เจ็ดประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งบางกลอย (แก่งกระจาน)

ใน รัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ปีพ.ศ.2424 นายคาร์ล บ๊อก นักธรรมชาติชาวนอร์เวย์ ได้มาสำรวจกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรี ได้บันทึกเรื่องราวและเขียนภาพคนกะเหรี่ยงเพชรบุรีไว้

7. ไร่หมุนเวียน-วิถีแห่งกะเหรี่ยง

หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่เชื่อ ก็ต้องพิสูจน์ให้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติก่อน-ไม่ใช่ปฏิเสธ

ถ้อยคำที่ปฏิเสธ ไม่เชื่อถึงระบบไร่หมุนเวียนและวิถีชีวิตที่อยู่กับป่าของคนกะเหรี่ยงในผืน ป่าใจแผ่นดิน บางกลอย ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยอ้างผ่านภาพ “..ไร่ซากหลายแปลง รวมถึงแปลงที่มีตอไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบพร้อมคำชี้แจงที่ว่าเป็นไม้ใหญ่ที่มี อายุนับร้อยปี ถูกกะเหรี่ยงในพื้นที่ตัดจนเหลือแค่ตอ จึงเป็นการบุกรุกทำลายป่า..” ได้รับการชี้แจงข้อมูลอีกแบบจากชาวบ้านในพื้นที่ระหว่างการประชุมว่า “ต้นไม้ในภาพน่าจะมีอายุเพียง 10 ปีเท่านั้น เนื่องจากต้นไม้มีลักษณะเป็นโพรงขนาดใหญ่ เป็นต้นไม้ที่ไม่มีการเติบโตสมบูรณ์ และด้านบนสุดที่ยังมองเห็นอยู่มีลักษณะเป็นกิ่งขนาดไม่ใหญ่มาก แยกออกเป็นสามกิ่ง ซึ่งเป็นลักษณะของการแตกยอดใหม่ของตอไม้เก่า”

จำเป็นต้องตระหนักด้วยว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 66 รับรองถึงสิทธิของชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติและมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน

ประเด็นที่จะต้องพิสูจน์จึงเป็นเรื่องที่ว่ากะเหรี่ยงแห่งผืนป่าใจแผ่น ดิน บางกลอย (แก่งกระจาน) แห่งนี้เป็น “ชุมชนท้องถิ่น” หรือ “ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” หรือไม่ หรือเป็นผู้ทรงสิทธิในสิทธิชุมชนตามมาตรา 66 นี้หรือไม่ ได้แก่ มีวิถีชีวิต จารีตประเพณี วัฒนธรรมที่มีความเชื่อมโยงกับการดูแลและใช้สอยทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ใน ผืนป่าแห่งนี้อย่างไร อาทิ มีกฎเกณฑ์ หรือรูปแบบ จารีตประเพณีที่อนุรักษ์ บำรุงรักษาผืนป่าไม่ให้ถูกทำลายอย่างไรบ้าง การล่าสัตว์ป่า หรือตัดไม้มีเหตุผลในทางวิถีชีวิต จารีตประเพณีอย่างไร ฯลฯ หากมีหลักเกณฑ์ดังกล่าวย่อมถือว่าเป็น สิทธิของบุคคล(กะเหรี่ยงแห่งผืนป่าใจแผ่นดิน บางกลอย) ในรวมตัวกันเป็นชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติให้มีความสมดุลและยั่งยืนแล้ว [19]

นอกจากนี้ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงให้อยู่กับป่าและธรรมชาติ ได้กำหนดแนวทางชัดเจนว่า “ให้ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ ดั้งเดิม” ดังนั้นก่อนการปฏิบัติการทั้ง 6 ครั้งภายใต้โครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจึงนำไปสู่คำถามที่ต้องถามกลับ ว่าได้มีการปฎิบัติตามขั้นตอน กระบวนการตามกฎหมาย แนวนโยบายจริงหรือไม่ อย่างไร

ดังจะเห็นได้จากกรณีคดีแม่อมกิ ที่ศาลจังหวัดแม่สอดได้มีพิพาษายกฟ้องกะเหรี่ยงที่ถูกส่งฟ้องเป็นคดีอาญาใน ฐานบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ ด้วยมีการนำสืบตัวชาวบ้านเอง พยานบุคคลรวมถึงพยานผู้เชี่ยวชาญ:

“...สภาพชุมชนที่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ตั้งถิ่นฐานมานาน มีอาชีพทำไร่หมุนเวียน(ต่อมาพื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนแห่ง ชาติ)...มีต้นไม้ใหญ่จำนวนหนึ่ง ที่ชาวบ้านทิ้งไว้ไม่ได้ตัด เพื่อทำให้พื้นที่ดังกล่าวฟื้นตัวเร็วขึ้น ไม้ที่ถูกตัดเป็นไม้ขนาดเล็ก ไม่ใหญ่มาก เป็นไร่ที่ชาวบ้านทำไร่หมุนเวียน โดยให้เหตุผลที่ควรรับฟังว่า “อาศัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 มีพยานหลักฐานรับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทำกินในที่ดินแปลงนี้มาก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ตั้งแต่รุ่นยาวเคยทำกินในลักษณะทำไร่หมุนเวียน เข้าใจว่าทางราชการผ่อนผันให้ทำได้โดยไม่ให้บุกรุกแผ้วถางใหม่ ชุมชนชาวกะเหรี่ยงตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยทำกินกันในบริเวณนี้มานานหลายชั่ว คน.. ข้อที่โจทก์ (อัยการ) พยายามจะนำสืบให้เห็นว่าที่พิพาทไม่ผ่านการทำการเกษตรหรือเข้าทำประโยชน์มา ก่อน เห็นได้ว่าเลื่อนลอยเชื่อถือไม่ได้ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามที่จำเลย (นางน่อเฮมุ้ย)นำสืบว่าที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผ่านการทำประโยชน์มาแล้ว สภาพทั่วไปมีแต่ตอไม้ จะมีต้นไม้ขึ้นบ้างเป็นต้นเล็กๆ บริเวณข้างเคียงก็ล้วนมีราษฎรคนอื่นเข้าทำประโยชน์อยู่ทั่วไป และมีการเข้ายึดถือที่พิพาทก่อนที่ทางราชการจะกำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยเข้าทำประโยชน์ โดยได้รับตกทอดจากบิดามารดา เช่นนี้ย่อมเป้นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ไม่สามารถพูด อ่าน เขียนภาษาไทยได้ และตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในหมู่บ้านแม่อมกิมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งได้อาศัยที่พิพาททำประโยชน์ก่อนที่ทางราชการจะประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่ง ชาติ... กรณีจึงทำให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำไปโดยสำคัญผิดเข้าใจว่าสามารถที่จะเข้าไป แผ้วถางที่บริเวณพิพาทได้ เป็นการขาดเจตนา การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดตามฟ้อง

พิพากษายกฟ้อง./”
คำพิพากษาศาลจังหวัดแม่สอด
คดีหมายเลขดำที่ 1770/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 1737/2551
ลงวันที่ 5 เดือนมีนาคม พ.ศ.2553

จะเห็นได้ว่าจำเป็นต้องมีกระบวนการรับฟังความจากผู้เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญที่รอบด้าน รวมถึงศึกษาถึงข้อเท็จจริงแห่งความเป็นชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของแต่ละพื้นที่ โดยควรจะดำเนินการก่อน ไม่จำเป็นต้องให้กระบวนการนี้ไปเกิดขึ้นในชั้นศาล

บทส่งท้าย

บันทึกเรื่องนี้แม้จะเป็นเพียงการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นจากพื้นที่ การสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ รวมถึงตรวจสอบเอกสารต่างๆ ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า น่าจะมีสักหกประเด็นที่อาจยืนยันได้ถึงความเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่ง บางกลอย (แก่งกระจาน) และแม้ว่ามันจะยังมิใช่ข้อสรุปที่ฟันธงอย่างชัดเจน แต่ข้อสังเกตฯ ที่ได้กล่าวมา ก็ย่อมมีความเป็นไปได้ หากไม่มีข้อเท็จจริง พยานหลักฐานอื่นๆ มาโต้แย้ง-หักล้าง [20]


อ้างอิง:

  1. สรุปผลการปฏิบัติงานยุทธการตะนาวศรี โครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุมชุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระหว่างวันที่ 23-26 มิถุนายน 2554 จัดทำโดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, เอกสารนำเสนอ (powper point) โครงการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชุมชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย – พม่า ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จัดทำโดยกรมอุทยานแห่งชาติ
  2. ลงพื้นที่ร่วมกับอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชน ชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบปากคำผู้เสียหายจากการถูกเจ้าหน้าที่รัฐ(ไม่ ทราบสังกัด)เผาทำลายบ้านและยุ้งฉางของกะเหรี่ยงแก่งกระจาน เมื่อวันที่ 3-4 กันยายน 2554
  3. กระเหรี่ยงที่เกิดที่บ้านบางกลอยบน เมื่อปี 2501 ปัจจุบันเป็นผู้ใหญ่บ้านบางกลอย-โป่งลึก หมู่ 1
  4. พื้นที่ที่ใกล้กับใจแผ่นดิน จะมีพื้นที่ที่ถูกเรียกเป็นบางกลอยบน และบางกลอยล่าง โดยจุดที่เรียกว่าบางกลอยบนนั้น จะใกล้กับใจแผ่นดิน ส่วนบางกลอยล่างจะเป็นจุดที่ต่ำลงมาจากบางกลอยบน สามารถเดินถึงกันได้ใช้เวลาประมาณ 1 วัน และหากเดินตามแม่น้าเพชรบุรีลงมาจะเจอกับบ้านโป่งลึก-บางกลอย ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 1-2 วัน
  5. กระเหรี่ยงที่เกิดที่บ้านบางกลอยบน เมื่อปี 2482 ปรากฎในท.ร.ช.ข. บางกลอย 4 ครอบครัวที่ 1 ต่อมาเคยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่
  6. ชื่อโคอิ อ้างอิงตามที่ปรากฎในท.ร.ชข. แฟ้มบางกลอย 4 ครอบครัวที่ 3, อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Royal vouches for103-year-oldKaren วันที่ 3 กันยายน 2554 สืบค้นที่ http://www.bangkokpost.com/news/local/254877/royal-vouches-for-103-year-old-karen -- ดูข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง: ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว, บันทึกร่องรอย-เรื่องราวกะเหรี่ยงบางกลอยบน ย่างเข้าเดือนที่ 2 ที่ถูกอพยพโยกย้าย-ไร้บ้าน สืบค้นได้ที่ http://www.statelesswatch.org/node/462 และดู ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล, บันทึกถึงปู่คออิ๊-กะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งผืนป่าใจแผ่นดิน บางกลอย (แก่งกระจาน)
  7. หนึ่งในชาวบ้านที่ถูกเจ้าหน้าที่สั่งให้อพยพ ออกจากบ้านบางกลอยบน โดยบ้านและยุ้งฉางของเขาถูกเผา ทำลาย อย่างไรก็ดีลุงดู๊อู ไม่ได้รับการสำรวจท.ร.ชข. เพราะเวลานั้นนำพริกลงมาขายที่อำเภอท่างยางพร้อมกับลูกชาย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว, บันทึกร่องรอย-เรื่องราวกะเหรี่ยงบางกลอยบน ย่างเข้าเดือนที่ 2 ที่ถูกอพยพโยกย้าย-ไร้บ้าน สืบค้นได้ที่ http://www.statelesswatch.org/node/462
  8. เกิดที่บ้านบางกลอยบน ปี 2508 ปรากฎตามแฟ้มเอกสารบ้านโป่งลึก 2 ครอบครัวที่ 4
  9. ชื่อโคอิ อ้างอิงตามที่ปรากฎในท.ร.ชข. แฟ้มบางกลอย 4 ครอบครัวที่ 3, ส่วนชื่อจออี้ อ้างอิงตามที่นายดุลยสิทธิ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา หลานชายในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เรียก โดยในดุลยสิทธิ์ให้ข้อมูลว่ารู้จักกับปู่โคอิ๊ ในฐานะของสหายของเสด็จตา และเคยพบกับปู่โคอี๊ ในช่วงเวลา อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Royal vouches for103-year-oldKaren วันที่ 3 กันยายน 2554 สืบค้นที่ http://www.bangkokpost.com/news/local/254877/royal-vouches-for-103-year-old-karen
  10. ดูข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง: ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว, บันทึกร่องรอย-เรื่องราวกะเหรี่ยงบางกลอยบน ย่างเข้าเดือนที่ 2 ที่ถูกอพยพโยกย้าย-ไร้บ้าน สืบค้นได้ที่ http://www.statelesswatch.org/node/462 และดู ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล, บันทึกถึงปู่คออิ๊-กะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งผืนป่าใจแผ่นดิน บางกลอย (แก่งกระจาน)
  11. อยู่ระหว่างการทำแผนที่แสดงพื้นที่การเดินเท้าของชุมชนกะเหรี่ยงใจแผ่นดิน บางกลอย
  12. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว, บันทึกร่องรอย-เรื่องราวกะเหรี่ยงบางกลอยบน ย่างเข้าเดือนที่ 2 ที่ถูกอพยพโยกย้าย-ไร้บ้าน สืบค้นได้ที่ http://www.statelesswatch.org/node/462
  13. ปี 2527 เป็นปีแรกที่มีการตั้งระบบเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยคนที่มีสัญชาติ จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 (กรณีแจ้งเกิดในกำหนด) และเลข 2 (กรณีแจ้งเกิดเกินกำหนด) ส่วนเลข 3 เป็นกรณีของคนไทยที่เกิดและแจ้งชื่อเข้าในทะเบียนบ้าน (ประเภทคนไทย หรือท.ร.14) ก่อนเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2524
  14. ดู ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล, บันทึกถึงปู่คออิ๊-กะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งผืนป่าใจแผ่นดิน บางกลอย (แก่งกระจาน)
  15. สรินยา กิจประยูร และชุติ งามอุรุเลิศ, “คู่มือปฏิบัติการเพื่อให้คนมีสถานภาพทางกฎหมายที่ถูกต้อง” , จัดพิมพ์โดย คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์, พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง สิงหาคม พ.ศ.2544, สำนักพิมพ์วิญญูชน, น.37.
  16. โครงการสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลบน พื้นที่สูงและบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง (บัตรสีฟ้า เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2533 เพื่อสำรวจบุคคลที่อยู่บนพื้นที่สูงทั้งหมด กล่าวคือ ไม่จำกัดเฉพาะชาวเขาเท่านั้น แต่รวมถึงชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่บนพื้นที่สูง 20 จังหวัด, อ้างจากเอกสารเผยแพร่ซึ่งจัดทำโดยฝ่ายการทะเบียนชนกลุ่มน้อย ส่วนการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, “ชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย”, มกราคม 2542
  17. โครงการสำรรวจและเพื่อทำทะเบียนประวัติและ บัตรประจำตัวชุมชนบนพื้นที่สูง (บัตรสีเขียวขอบแดง) ซึ่งมีการดำเนินการในช่วงปีพ.ศ.2542 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำสถิติจำนวนชาวเขาที่อาศัยอยู่ในประเทศ โดยรัฐบาลกำหนดนโยบายให้มีสถานะเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยผ่อนผันให้มีสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราว เพื่อรอการพิสูจน์สถานะต่อไป
  18. วุฒิ บุญเลิศ, เอกสารประกอบการลงพื้นที่ของอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบปากคำผู้เสียหายจากการถูกเจ้าหน้าที่รัฐ(ไม่ ทราบสังกัด)เผาทำลายบ้านและยุ้งฉางของกะเหรี่ยงแก่งกระจาน เมื่อวันที่ 3-4 กันยายน 2554
  19. ขอบคุณอาจารย์ ลักขณา พบร่มเย็น นักวิจัยอิสระ, สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น, สุรชัย ตรงงาม ทนายความ โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม และจันทร์จิรา จันทร์แผ้ว สมาชิกเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
  20. การตรวจสอบข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ และจะยังคงติดตามต่อไป ในระยะอันใกล้นี้จะมีการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในช่วงวันที่ 14-16 กันยายน 2554

ความไม่เป็นธรรมที่ ‘ดา ตอร์ปิโด’ ได้รับ : มองจากทัศนะทางพุทธศาสนา

ที่มา ประชาไท

“อย่างคุณดา ตอร์ปิโดนั้น ผมคิดว่าเธอจริงใจ และพูดออกไปตามที่เธอเชื่อ คนเช่นนี้ผมคิดว่าสมควรที่กระบวนการยุติธรรมจะพิจารณาผ่อนปรนให้เป็นพิเศษ ซึ่งหากระบบยุติธรรมแสดงความเห็นใจ เข้าใจว่าเธอคับแค้นใจ จึงได้แสดงความคิดออกมาอย่างนั้น การผ่อนปรนจากหนักให้เป็นเบา จะเป็นหนทางที่ดีที่สุด”

ข้อความข้างต้นนี้ คือบางส่วนในข้อเขียนชื่อ “ความยุติธรรมและมนุษยธรรม” ของ สมภาร พรมทา (วารสารปัญญา วารสารออนไลน์ ฉบับที่ 11 สิงหาคม 2554 หน้า 703) ซึ่งเป็นข้อเขียนแสดงทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนเพื่อสรุปจบงานวิชาการขนาดยาว ชื่อ “นิติปรัชญา” ที่เขียนต่อเนื่องในวารสารดังกล่าว ตั้งแต่ฉบับที่ 1-11 (รวม 700 กว่าหน้า)

ที่สมภารบอกว่า คำพูดของดาออกมาจากความจริงใจ จากความคับแค้นใจที่กระบวนการยุติธรรมควรเข้าใจ เห็นใจ ผ่อนหนักให้เบานั้น (ตามข้อเท็จจริงศาลตัดสินจำคุกฐานผิด ม.112 เป็นเวลา 18 ปีในความผิด 3 กรรม กรรมละ 6 ปี) เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับคำพูดของฝ่ายที่ประกาศ “สู้เพื่อในหลวง” หรือ “พร้อมสละชีวิตเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และราชบัลลังก์” เช่น สนธิ ลิ้มทองกุล ประพันธ์ คูณมี เป็นต้นแล้ว คนทั่วๆ ไปย่อมจะมองออกว่า คำพูดดังกล่าวยากที่จะทำให้เชื่อได้ว่าออกมาจากความบริสุทธิ์ใจจริงๆ พูดตรงๆ คือการอ้างถึงสถาบันในลักษณะดังกล่าวไม่ว่าจะกระทำโดยใคร หรือกลุ่มใด ตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบันมักจะเป็นการอ้างเพื่อทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง หรือเพื่อให้ตนเองดูเป็นคนดีเสียส่วนใหญ่

ส่วนคำพูดของดานั้น เป็นคำพูดที่ออกมาจากความเชื่อในอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างบริสุทธิ์ใจว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชนจริงๆ หมายความว่าหากมีอำนาจลึกลับใดๆ เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง หรือบิดเบือนเจตนารมณ์ทั่วไปของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองผู้รักประชาธิปไตยที่จะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น นี่คือความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจของดาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ (หากใช้เหตุผล) ส่วนสำนวน หรือลีลาในการพูดของเธอนั้นอาจเป็นเพียงการระบายความคับแค้นใจ ขมขื่นใจ ที่สามารถเข้าใจได้ อธิบายได้อีกเช่นกัน

ฉะนั้น หากกระบวนการยุติธรรมไต่สวน และตัดสินด้วยความเคารพต่อความเชื่อในอุดมการณ์ประชาธิปไตยของพลเมืองคน หนึ่ง และเข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกที่อาจคับแค้นใจกับสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าไม่ถูก ต้องในทางการเมือง การผ่อนหนักให้เป็นเบาย่อมเป็นการให้ "ความเป็นธรรม" ที่อธิบายได้

หากมองตามทัศนะของพุทธศาสนา โทษจำคุก 18 ปี ที่ดาได้รับถือว่าไม่เป็นธรรมแก่เธออย่างยิ่ง บางคนอาจแย้งว่า ทำไม่จะไม่เป็นธรรมในเมื่อศาลตัดสินไปตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ แต่พุทธศาสนามองว่าความเป็นธรรมนั้นไม่อาจมองเฉพาะจากตัวบทกฎหมายเท่านั้น เพราะบางที่กฎหมายก็บัญญัติขึ้นบนพื้นฐานของความเชื่อที่ไม่เป็นธรรมอยู่ ก่อน ขึ้นอยู่กับว่าคนกลุ่มใดเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย เช่น สมัยพุทธกาลศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าพระพรหมสร้างมนุษย์มาให้ไม่เสมอภาคกัน สูงต่ำกว่ากันตามระบบวรรณะสี่ จากพื้นฐานความเชื่อนี้ พราหมณ์จึงออกกฎหมายให้ชนชั้นสูงได้เปรียบ หรือมีอภิสิทธิ์เหนือชนชั้นล่างทุกด้าน

คติความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ก็เป็นคติความเชื่อที่บรรพบุรุษของเราได้ รับอิทธิพลจากความเชื่อแบบพราหมณ์ผ่านทางวัฒนธรรมขอม และภายหลังอาจหนุนเสริมด้วยการตีความคำสอนพุทธศาสนาเรื่องกษัตริย์เป็นผู้ บำเพ็ญบุญบารมีมามากกว่าสามัญชน จึงเป็นผู้มีบุญญาธิการสมควรอยู่ที่สูงเหนือคนธรรมดาทั่วไป แต่ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าปฏิเสธความเชื่อแบบพราหมณ์ และเสนอว่า กษัตริย์จะเป็นกษัตริย์ที่ดีไม่ใช่เพราะได้รับเทวสิทธิ์จากพระเจ้า แต่เพราะมีคุณธรรมของผู้ปกครองที่ช่วยให้ทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ผู้ ใต้ปกครองพึงพอใจ

ฉะนั้น กษัตริย์ตามอุดมคติของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม จึงไม่ใช่ผู้มีอำนาจแบบเทวสิทธิ์ ภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่ดีไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจให้คนกลัวเหมือนกษัตริย์ตาม อุดมคติแบบพราหมณ์ แต่เป็นกษัตริย์ที่ประชาชนรัก เพราะอุทิศตนเสียสละ ซื่อสัตย์ อ่อนน้อมต่อผู้ใต้ปกครองตามหลักทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตร

แต่ทว่าคติเกี่ยวกับกษัตริย์ของไทยนั้นปนๆ กันอยู่ระหว่างพราหมณ์กับพุทธ ภาพลักษณ์ของกษัตริย์จึงมีสองภาพลักษณ์ที่ขัดแย้งกัน ภาพลักษณ์หนึ่งคือภาพลักษณ์ของผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องปกป้องอำนาจ นั้นด้วยการสร้าง “ความกลัว” เช่นมีกฎหมายปกป้องความศักดิ์สิทธิ์นั้นอย่างแน่นหนา ขณะที่อีกภาพลักษณ์หนึ่งคือความเป็นที่รักของประชาชน เพราะเสียสละอุทิศตนเพื่อประชาชน

ถึงตรงนี้เราคงพอจะเข้าใจว่า กฎหมายหมิ่น ม.112 (และกฎหมาย จารีตประเพณีที่มุ่งรักษาอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ด้วยการสร้าง “ความกลัว”) คือ กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของกษัตริย์ตามคติพราหมณ์ ฉะนั้น เมื่อมองตามทัศนะทางพุทธศาสนา กฎหมายดังกล่าวที่มีบทลงโทษสูงเกินไป จึงเป็นกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมตั้งแต่ต้น เพราะเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นบนพื้นฐานความเชื่อที่ไม่เป็นธรรม คือความเชื่อที่ว่ามนุษย์ไม่เท่าเทียมกัน

เมื่อพุทธศาสนาปฏิเสธระบบชนชั้นแบบพราหมณ์ก็เพื่อยืนยันว่า "มนุษย์เท่าเทียมกัน" จึงไม่มีเหตุผลที่พุทธศาสนาจะไม่สนับสนุนความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย และจะไม่สนับสนุนการต่อสู้ของพลเมืองของรัฐที่ยืนยันความเสมอภาคตามระบอบ ประชาธิปไตย

ฉะนั้น ที่นักวิชาการด้านพุทธศาสนาอย่าง สมภาร พรมทา เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมควรพิจารณาอย่างเข้าใจ เห็นใจดา ตอร์ปิโด และควรผ่อนหนักให้เป็นเบานั้น เพราะเมื่อมองตามทัศนะทางพุทธศาสนา ม.112 ก็ไม่ใช่กฎหมายที่ยุติธรรมตั้งแต่แรกดังกล่าว และประชาชนที่ถูกเอาผิดด้วยกฎหมายนี้ ก็คือคนที่โดยใจจริงแล้ว พวกเขาต่อสู้เพื่อปกป้องความเสมอภาคตามอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่พุทธศาสนาก็สนับสนุนหลักการนี้

คิดอย่างตรงไปตรงมาแบบชาวพุทธและผู้ซื่อสัตย์ต่อหลักการประชาธิปไตย คุณดาและคนอื่นๆ ที่ถูกดำเนินการด้วย ม.112 เนื่องจากพวกเขาออกมาต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตย ควรได้รับการปล่อยตัว และกฎหมายฉบับนี้ก็ควรถูกยกเลิกได้แล้ว!

กก.ปฏิรูปกฎหมาย เสนอรัฐบาลใหม่ เร่งพิจารณาร่างกฎหมายต่อ

ที่มา ประชาไท

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นำโดยนายคณิต ณ นคร ทำหนังสือถึงนายกฯ ให้เดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายต่อ แบ่งเป็นร่างที่ควรเห็นชอบ 26 ฉบับ ไม่ควรเห็นชอบ 5 ฉบับ

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.54 นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ทำหนังสือถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แจ้งว่า ตามมาตรา 153 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่าง พ.ร.บ.ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบต่อไปได้ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้น ใหม่หลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป และรัฐสภามีมติเห็นชอบด้วย

โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายระบุว่า มีร่างกฎหมายที่ไม่ควรเห็นชอบให้พิจารณาต่อไป 5 ฉบับ ร่างกฎหมายที่สมควรเห็นชอบให้พิจารณาต่อไป แบ่งเป็นร่างกฎหมายที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอ โดยตรงต่อสภาฯ 7 ฉบับ และร่างกฎหมายที่สำคัญและจำเป็นสมควรให้พิจารณาต่อไป 19 ฉบับ

ทั้งนี้ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่ค้างการ พิจารณาของรัฐสภา พร้อมสาระสำคัญของร่างกฎหมายแต่ละฉบับ และเหตุผลประกอบการพิจารณาต่อนายกฯ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

อนึ่ง ร่างกฎหมายที่ไม่ควรเห็นชอบให้พิจารณาต่อไป 5 ฉบับ ได้แก่
1.ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ
2.ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม
3.ร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์
4.ร่าง พ.ร.บ.เงินทดแทน
5.ร่าง พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน

ร่างกฎหมายที่สมควรเห็น ชอบให้พิจารณาต่อไป แบ่งเป็นร่างกฎหมายที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอ โดยตรงต่อสภาฯ 7 ฉบับ ได้แก่
1.ร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค
2.ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพแพทย์แผนไทย
3.ร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
4.ร่าง พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล
5.ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุข
6.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
7.ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย)

ร่างกฎหมายที่สำคัญและจำเป็นสมควรให้พิจารณาต่อไป 19 ฉบับ
1.ร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
2.ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
3.ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ
4.ร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่...)
5.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
6.ร่าง พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ
7.ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
8.ร่าง พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองส่วนท้องถิ่น
9.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ
10.ร่าง พ.ร.บ.คุมประพฤติ
11.ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการปฏิรูปและพัฒนากระบวนการยุติธรรมแห่งชาติ
12.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์
13.ร่าง พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิและควบคุมดูแลเด็ก
14.ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามสิ่งยั่วยุพฤติกรรมอันตราย
15.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
16.ร่าง พ.ร.บ.การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ
17.ร่าง พ.ร.บ.พระราชบัญญัติ
เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
18.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
19.ร่าง พ.ร.บ.สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ



ความเห็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เรื่อง กฎหมายค้างการพิจารณาของสภา