ที่มา thaifreenews
โดย bozo
วันที่ 9 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ให้การต้อนรับคณะเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศอาเซียนที่เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะ
เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของประเทศอินโดนีเซีย
ที่นำพาอาเซียนไปสู่ความสำเร็จ เข้มแข็ง รวมทั้งหวังความสำเร็จในการประชุมอาเซียนซัมมิท
ที่จะมีขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซีย
ในเดือน พ.ย.นี้ โดยนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ จะเดินทางมาร่วมประชุมด้วย
ด้านอัครราชทูตอินโดนีเซียกล่าวแสดงความยินดี และชื่นชมประเทศไทย รวมทั้งระบุว่า
พร้อมให้การสนับสนุน และให้ความร่วมมือในทุก ๆ ด้านกับรัฐบาลไทย รวมทั้งได้ชื่นชมเศรษฐกิจไทย
โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะโตมากขึ้น และชื่นชมบทบาทของประเทศไทย
ในการเป็นสมาชิกอาเซียนที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของอาเซียน
และได้เน้น 3 เสาหลักของการเป็นประชาคมอาเซียน
ทั้งด้านการเมืองความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคมและวัฒนธรรม
ที่จะร่วมมือกันให้เกิดผลสำเร็จ เพื่อการเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 หรือ พ.ศ.2558
จากนั้น นายกรัฐมนตรี ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศ
และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ
และกงสุลต่างประเทศ จำนวน 102 ประเทศ ที่ประจำการในประเทศไทย
นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลไทยได้จัดลำดับความสำคัญใน 4 เรื่องคือ
รัฐบาลจะเร่งสร้างความปรองดอง
และสมานฉันท์ รวมทั้งจะนำความสามัคคีกลับสู่สังคมไทยเป็นเรื่องแรก
รัฐบาลจะเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืน
ควบคู่ไปกับการค้า และการลงทุนกับต่างประเทศ
รัฐบาลจะเดินหน้าสู่การ เป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015
และรัฐบาลให้คำมั่นในการเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนระหว่างประเทศ
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNeE5UVTFNRFF3Tnc9PQ==§ionid=
Re:
เขียนโดย JJ_Sathon
นายกรัฐมนตรีพบคณะเอกอัครราชทูตอาเซียน
และคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศและหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ
นายกรัฐมนตรีพบคณะเอกอัครราชทูตอาเซียน
และคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศและหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ (9/9/2011)
นายกรัฐมนตรีพบคณะเอกอัครราชทูตอาเซียน และคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศ
และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศตามลำดับ ในโอกาสดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
วันนี้ เวลา 10.00 น. ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
คณะเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศอาเซียน เข้าเยี่ยมคารวะ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย
และมีการสนทนา สรุปดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีต้อนรับคณะเอกอัครราชทูตประเทศอาเซียน
จาก กัมพูชา บรูไนดารุสซาราม ฟิลิปินส์ มาเลเซีย ลาว สหภาพเมียนมาร์ สิงคโปร์ เวียดนาม
และอินโดนีเซีย พร้อมกล่าวแสดงความชื่นชมต่อบทบาทที่สร้างสรรค์ของอินโดนีเซีย
ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จของอาเซียน
ทั้งในกรอบความร่วมมือต่างๆ และความเข้มแข็งของอาเซียน
อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และภูมิภาคอาเซียนโดยแท้จริง
ทั้งนี้ การประชุมอาเซียนซัมมิทที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่อินโดนีเซีย
นายกรัฐมนตรีหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้มีการหารือ เพื่อขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ
ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศฯสมาชิก และภูมิภาค ซึ่งอาเซียนจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่นคงต่อไป
ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าการประชุมฯจะประสบความสำเร็จด้วยดี
อีกทั้ง ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ของสหรัฐอเมริกาจะมาร่วมประชุมฯในครั้งนี้ด้วย
ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ร่วมมือและผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจ
และความมั่นคงร่วมกันต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศในอาเซียน
ในโอกาสนี้ นายโมฮัมมัด ฮัตตา
เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย
ในฐานะประเทศที่เป็นประธานอาเซียน ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรี
ในโอกาสดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย
ซึ่งอาเซียนมีความยินดีที่จะให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทย
และมั่นใจว่าประเทศไทยจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สดใส
ภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาล รวมทั้งมั่นใจว่า
ทยจะขยายและเสริมสร้างความร่วมมือในกรอบอาเซียนให้เข้มแข็งแ
ละเกิดประโยชน์ต่อประเทศ และภูมิภาคต่อไป
ทั้งนี้ ขอชื่นชมบทบาทที่เข้มแข็งของไทยในฐานะสมาชิกอาเซียน
และหวังว่าจะได้ร่งวมมือกับไทยเพื่อให้ 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียน
ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ได้แก่
เสาหลักด้านการเมืองและความมั่นคง เสาหลักด้านเศรษฐกิจ และเสาหลักด้านสังคม
และวัฒนธรรม บรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จเพื่อเจริญมั่นคงของภูมิภาค
และของโลกต่อไป นอกจากนี้ ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคีกับอินโดนีเซีย
ยินดีเป็นอย่างสำหรับความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและพัฒนาก้าวหน้าไปด้วยดี
และยินดีต้อนรับนายกรัฐมนตรีเยือนอินโดนีเซีย ในสัปดาห์หน้า
จากนั้น เอกอัครราชทูตฯ แต่ละประเทศได้กล่าวแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรี
และได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่น
ในการสานต่อความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือในระดับทวิภาคีในทุกด้าน
รวมถึง ต่างแสดงความเชื่อมั่นว่าอาเซียนจะร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง
เพื่อผลักดันและเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนต่อไป
นอกจากนี้ แต่ละประเทศได้แสดงความกระตือรือล้น
ในการต้อนรับนายกรัฐมนตรีเยือนประเทศภูมิภาคอาเซียน ในอนาคตอันใกล้ ด้วย
จากนั้น นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังตึกสันติไมตรี
เพื่อพบปะกับ คณะทูตานุทูต หัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ
และกงสุลต่างประเทศที่ประจำการอยู่ที่ประเทศไทย
โดยนายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้ กล่าวแสดงความขอบคุณ
สำหรับสารแสดงความยินดีที่ได้รับจากประเทศต่างๆ
หลังจากที่ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา
และแสดงความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศชาติ การเมือง เศรษฐกิจและสังคม
ให้มีความมั่นคงเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
ตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง
พร้อมกล่าวกล่าวย้ำ สิ่งที่รัฐบาลให้ลำดับความสำคัญสูงสุด 4 ประการ ได้แก่
1. รัฐบาลจะเร่งสร้างความปรองดองสมานฉันท์และนำความสามัคคีกลับสู่สังคมไทย
สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวไปข้างหน้าต่อไปได้
2. รัฐบาลจะเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนควบคู่กับการค้า
และการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยโอกาส
3. รัฐบาลจะเดินหน้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2015(พ.ศ.2558)
ประเทศไทยจะมีบทบาทนำในอาเซียน เร่งสร้างความเชื่อมั่นกับประเทศเพื่อนบ้าน
รวมทั้งความเชื่อมโยงกันในภูมิภาค (Connectivity) และการเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน
พร้อมสร้างความตระหนักแก่ประชาชนให้มีส่วนร่วมในการเป็นประชาคมอาเซียน
4. ในระดับนานาชาติ รัฐบาลให้คำมั่น
ที่จะเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศ
รักษาสันติภาพและความรุ่งเรืองของโลก
ไทยจะปฏิบัติตามข้อตกลงและความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก
และเร่งฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจโลก ผ่านการค้า การลงทุน และการเจริญเติบโตด้านอุตสาหกรรม
โดยในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวย้ำกับคณะทูตานุทูตว่า
รัฐบาลชุดปัจจุบันมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับนานาประเทศ
และองค์กรระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
ภายใต้บทบาทที่เข้มแข็งและกระตือรือร้น
เพื่อการสร้างสันติภาพและความรุ่งเรืองของโลกให้ดีกว่ายิ่งขึ้นกว่าเดิม
จากนั้น นายปีเตอร์ ชาน เจอร์ ฮิง เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย
ในฐานะหัวหน้าคณะทูตานุทูต ได้กล่าวแสดงความขอบคุณ
และถือโอกาสแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โดยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้ จะสามารถสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ประชาชนชาวไทย
โดยเฉพาะในเวลานี้ ที่เรากำลังจะก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน
ซึ่งไทยมีบทบาทที่สำคัญในภูมิภาคนี้
นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ ยังกล่าวว่า
ไทยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าของโลก ในศตวรรษที่21 นี้
ทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และยังมีบทบาทที่สำคัญยิ่ง
ในเวทีระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ
ทั้ง ในกรอบอาเซียน (ASEAN- สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้),
การประชุมผู้นำอาเซียน+3 (ASEAN + 3),
เอเปค (APEC-ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย- แปซิฟิก) ,
การประชุมเอเชีย - ยุโรป (ASEM) ทั้งในระดับอนุภูมิภาค และภูมิภาค
ในการนำมาซึ่งความสงบสุข สันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของโลก ร่วมกับนานาประเทศ
-------------------------------------------
http://www.go6tv.com/2011/09/blog-post_8723.html
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, September 9, 2011
“ยิ่งลักษณ์” ต้อนรับคณะทูต กงสุลทั่วโลก ย้ำไทยเดินหน้าสู่ประชาคมอาเซียน
ยิ่งลักษณ์ไม่ห่วง'ปาก'เฉลิม เผยโผทหารถึงมือแล้ว
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
"ยิ่งลักษณ์" ไม่ห่วง "เฉลิม" พูดมาก ระบุ
การให้สัมภาษณ์ของแต่ละคนถือเป็นสิทธิสวนบุคคล เผย โผทหารถึงมือแล้วยังไม่เปิดดู
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. เวลา 14.00 น. ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าว
ส.ส.พรรคเพื่อไทยแสดงความเป็นห่วงบทบาทของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี
ที่จะกลายเป็นสายล่อฟ้าของรัฐบาล และให้ลดบทบาทในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนลงว่า
การสัมภาษณ์ของแต่ละคนถือเป็นสิทธิสวนบุคคล
ตราบใดที่อยู่ในส่วนของการให้ข้อมูลชี้แจงกับพี่น้องประชาชน จะเป็นผู้ที่พิจารณาเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ คิดว่าบทบาทของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่พูดออกไปเหมาะสมแล้วหรือไม่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "อย่าพูดคำว่าที่พูดดีกว่านะคะ
เพราะท่านเองก็คงจะมีในส่วนของข้อคิดเห็นของท่าน
ในการแสดงออกกับพี่น้องประชาชน ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านอยู่แล้ว"
เมื่อถามว่า ถือว่า ร.ต.อ.เฉลิม แสดงความเห็นที่มากไปหรือไม่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ทุกคนก็มีสิทธิแสดงความเห็นแต่ว่าสื่ออาจจะให้ความสนใจท่านเป็นกรณีพิเศษ"
เมื่อถามต่อว่า การแสดงความเห็นของร.ต.อ.เฉลิม มีผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องถามว่าเรื่องไหน ต้องคุยกันทีละเรื่อง
เมื่อถามต่อว่า อย่างเรื่องถวายฎีกา
ที่ล่าสุด ร.ต.อ.เฉลิม ออกมาพูดว่า อาจจะไม่เป็นการขอพระราชทานอภัยโทษ
ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
แต่จะเป็นการถวายฎีการ้องทุกข์แทน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องแยกความเห็นส่วนบุคคลกับทางด้านของนโยบาย
สำหรับเรื่องฎีกา เป็นกระบวนการปกติที่เรามารับงานใหม่ในส่วนของรัฐบาล
ก็ต้องมาดูว่าเรื่องที่ค้างของรัฐบาลเก่ามีอะไรบ้าง อะไรที่จะต้องสานต่อ มันก็อยู่กระบวนการปกติ
เมื่อถามว่า แต่ ร.ต.อ.เฉลิม พูดชัดว่าจะไม่เป็นการขอพระราชทานอภัยโทษ
จะเป็นถวายฎีการ้องเรียนเกี่ยวกับความผิด
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ไม่หรอก เพราะทางด้านนโยบายของรัฐบาล เราไม่มีตรงนั้น
ที่จะมาเร่งรัดในส่วนตรงนี้"
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ได้รับบัญชีรายชื่อปรับย้ายนายทหารหรือยัง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ได้รับแล้ว ยังไม่มีเวลาดูเลย ขอดูในรายละเอียดก่อน ยังไม่ได้เปิดดูเลย"
จากนั้น ก็รีบเดินเลี่ยงกลุ่มผู้สื่อข่าว ตรงขึ้นไปยังห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้าทันที
http://www.thairath.co.th/content/pol/200541
ผบช.น. เด้ง 3 ผกก. พญาไท เตาปูน บางยี่ขัน เซ่นพิษบ่อนพนัน
ที่มา ข่าวสด
ภาพ : พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จเรตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบอาคารภายในซอยรัชดาฯ 14 ซึ่งนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ระบุในสภาว่าเป็นบ่อนใหญ่ โดยการตรวจสอบพบร่องรอยเพิ่งมีการเคลื่อนย้ายสิ่งของออกไปไม่นาน เมื่อวันที่ 26 ส.ค
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. คำสั่ง บช.น. ที่ 364/2554 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการและรักษาราชการแทน ระบุว่า
ด้วย บช.น. ได้ตรวจสอบพบว่ามีสถานีตำรวจบางแห่ง ไม่ปฏิบัติตามนโยบายในการกวดขันจับกุมแหล่งอบายมุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ่อนการพนัน ดังนั้นเพื่อให้การบริการงานในภาพรวมของ บช.นง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
ดังนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 72 แห่ง พร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 , ระเบียบ ก.ต.ช.ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการในฐานะเป็นอธิบดีหรือแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2551 และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 จึงสั่งการให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการและรักษาราชการแทน ดังต่อไปนี้
1.พ.ต.อ.สมาน รอดกำเนิด ผกก.สน.พญาไท ปฏิบัติราชการ บก.อก.บช.น. 2.พ.ต.อ.วิชาญญ์วัชร บริรักษ์กุล รอง ผบก.น.1 รักษาราชการแทน ผกก.สน.พญาไท 3.พ.ต.อ.วีระ จิรวีระ ผกก.สน.เตาปูน ปฏิบัติราชการ บก.อก.บช.น. 4.พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รอง ผบก.น.2 รักษาราชการแทน ผกก.สน.เตาปูน 5.พ.ต.อ.อดิศักดิ์ คุณพันธ์ ผกก.สน.บางยี่ขัน ปฏิบัติราชการ บก.อก.บช.น. และ6.พ.ต.อ.ชวลิต ประสพศิลป รอง ผบก.น.7 รักษาราชการแทน ผกก.สน.บางยี่ขัน มีกำหนด 30 วัน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ที่ผ่านมา มีการโยกย้ายนายตำรวจมาช่วยราชการไปแล้ว โดยการย้ายช่วยราชการล่าสุดมาจากการปล่อยปละละเลยให้มีการเล่นการพนัน ทั้ง บ่อนกิ่งเพชร พื้นที่ สน.พญาไท บ่อนเตาปูน พื้นที่ สน.เตาปูน และบ่อนลอยฟ้า พื้นที่ สน.บางยี่ขัน
หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งรถเสื้อแดงโดนยิงพรุนในวัดปทุม
ที่มา thaifreenews
โดย คนเมืองกาญ
โดน Tawan472
คนที่ชอบเก็บคลิป เตรียมหากันได้เลยนะครับ พอเปลี่ยนรัฐบาล คลิปพวกนี้ก็จะออกมา ให้เก็บกัน
การเมืองเรื่อง"ล้างผิด" "ทักษิณ"ได้ประโยชน์ ? และ เหมือน-ต่าง 3 กฎหมายล้างผิด !!
ที่มา มติชน
หาก "การเมือง" หมายถึงการแย่งชิง-จัดสรรทั้ง "ผลประโยชน์" และ "อำนาจ"
การติดตาม "เบื้องหลัง" เกมการเมืองแต่ละช็อต จึงต้องดูว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีใครได้ประโยชน์
เหมือนจู่ๆ ที่ "ฎีกาแดง-อภัยโทษ" ให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี กลายเป็นประเด็น
ก่อนที่ข้อเสนอ "บันได 3 ขั้น" สู่การ "นิรโทษกรรม" ให้คนทุกสี-ทุกขั้ว ฉบับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) จะถูกเปิดออกมา
ไปจนถึงการชงให้มี "พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ล้างมลทิน" จากซีกฝ่ายค้านที่เข้ามาชิงพื้นที่ข่าวจนอีนุงตุงนังไปหมด
ทั้ง 3 กรณีต่างมีเบื้องลึก-เบื้องหลังที่น่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับคนที่ชื่อ "พ.ต.ท.ทักษิณ" อย่างไม่น่าเชื่อ?
1.กรณี ประชาชนเข้าชื่อเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ที่จู่ๆ ก็เปรี้ยงปร้างมา จน "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี ต้องงัดตำรากฎหมายมาแก้ข่าวไม่เว้นวัน
แม้ "สารวัตรเฉลิม" จะตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้น่าจะถูกใคร "วางยา"
หลังตรวจพบว่า ทันทีที่ "หนังสือพิมพ์มหาประชาชน" ฉบับวันที่ 2-8 กันยายน พาดหัวข่าว "ทวงราชทัณฑ์ 3 ล้านฎีกาแดง"
อีก 1 วันถัดมา "ชาติชาย สุทธิกลม" อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ก็โยนฎีกาขออภัยโทษ "พี่ชายนายกฯ" แนบชื่อประชาชน 3.6 ล้านรายชื่อ ให้กับ "พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรมคนใหม่ทันที
แต่เหตุที่รัฐบาลถูก "เผือกร้อน" นี้ "ลวกมือ" เป็นเพราะพฤติกรรมที่ไม่เคยปฏิเสธว่าจะไม่ช่วย "พ.ต.ท.ทักษิณ" แม้จะบอกว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนก็ตาม
ทั้งนี้หากลองสืบประวัติดีๆ จะพบว่า "ฎีกาแดง" ไม่มีเจตนาจะให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ได้รับอภัยโทษมาแต่ต้น
แต่ ต้องการใช้ "จำนวน" อันมหึมาของประชาชนที่มาลงชื่อ ต่อรองบางอย่างในทางการเมือง เพราะเป็นการรวบรวมรายชื่อคนเสื้อแดง หลังถูกสลายการชุมนุมในเหตุการณ์ "สงกรานต์เลือด" เมื่อปี 2552
แม้เบื้องหน้า "ฎีกาแดง" จะถูกคนในรัฐบาล-พท. พูดไปในทางเดียวกันว่า เป็นการชงประเด็นจากฝ่ายตรงข้ามให้คนด่ารัฐบาล
แต่ โดยข้อเท็จจริงเมื่อข่าวนี้ถูกเปิดจาก "หนังสือพิมพ์มหาประชาชน" ที่มี "วีระกานต์ มุสิกพงศ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ-จตุพร ใสยเกื้อ" เป็นคอลัมนิสต์ประจำอยู่
จึงเกิดข้อสังเกตว่า "เบื้องหลัง" เรื่องนี้ จะเป็นการจุดพลุเพื่อหยั่งกระแสล้างผิดให้กับ "พ.ต.ท.ทักษิณ" หรือไม่?
2.บันได 3 ขั้นสู่การปรองดองของ "วัฒนา เมืองสุข" ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พท. ที่ขอปวารณาตัวเป็น "โปรโมเตอร์ปรองดอง" ผลักดันขึ้นมา
ซึ่งถกมองว่าอาจเป็น "แผนสอง" หาก "แผนแรก" คือ "ฎีกาแดง" ไม่ได้รับการตอบรับจากสังคม
ด้วย ข้อเสนอที่มีความประนีประนอมสูงกว่า ทั้ง 1.ค้นหาความจริง 2.เยียวยาผู้เสียหาย และ 3.ยกเลิกความผิดนักโทษการเมืองทุกฝ่าย ทั้งสีเหลือง สีแดง ตำรวจ ทหาร ฯลฯ
คดีที่อัยการ-ให้อัยการไม่ฟ้อง คดีที่ศาลรับฟ้องแล้ว-ให้ประกันตัวผู้ต้องหา แช่แข็งคดี หรือยกฟ้อง ส่วนคดีที่ศาลตัดสินแล้ว-ให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม
แม้ "เสี่ยไก่" จะมีเจตนาดี แต่อย่าลืมด้วยสถานะ "อดีตมือดีล" กับรัฐบาล-กองทัพ ที่นำไปสู่การปล่อยตัว "แกนนำคนเสื้อแดง" ในปี 2553
รวมถึงเป็นผู้ส่งสารให้ "นายใหญ่" ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ดูไบ-บรูไน-ฮ่องกง-มาเก๊า-รัสเซีย
หาก "บันได 3 ขั้น" สำเร็จ ไม่เพียงคนอื่นๆ จะได้ประโยชน์
คนชื่อ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ก็ได้ประโยชน์ไปด้วย
3.ร่าง พ.ร.บ.ล้างมลทิน ที่จู่ๆ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก็ผลักดันเข้าสภาผู้แทนราษฎร
แม้ "ศุภชัย ใจสมุทร" ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษก ภท. จะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับ "นายเก่า" เพราะจะมีผลกับคนที่รับโทษแล้ว ทั้งทางวินัย-อาญาเท่านั้น
แต่มีข้อสังเกตว่านอกจากทำเพื่อ "ข้าราชการสาย ภท." ที่อาจมีคดีติดตัว
และให้รวมถึง "คนเสื้อแดง" ที่ติดตะรางในเวลานี้ ด้วยแอบหวังลึกๆ ว่า จะเป็นไมตรีที่ทอดไปหา "นายใหญ่" ให้กลับมาเอ็นดูดังเดิม?
ขึ้นชื่อเป็น "นักการเมือง" ไม่มีทางทำอะไรโดยไม่หวังผล
จึงน่าสนใจว่าในภาวะที่การเมืองแหลมคมเช่นเวลานี้ จะมีกรณีใดได้เกิดก่อน หรือไม่มีเลย!!!
......................
เหมือน-ต่าง3กม.ล้างผิด
อุณหภูมิ การเมืองร้อนขึ้นมาทันที เมื่อ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" แตะเรื่องการช่วยเหลือ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ให้พ้นโทษที่ติดตัวอยู่
โดย "กระทรวงยุติธรรม" ได้รื้อเรื่อง "คนเสื้อแดง" ที่ลงชื่อถวายฎีกาขอ "พระราชทานอภัยโทษ" ให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" กลับมาพิจารณาอีกครั้ง
ทำให้มีการพูดถึงการออก "กฎหมายนิรโทษกรรม" ซึ่งจะเป็นหนึ่งในหนทางรอดของ "นายใหญ่"
ล่าสุด "พรรคภูมิใจไทย" ซึ่งเป็น "ฝ่ายค้าน" ก็ผสมโรงด้วยการเสนอ "พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ล้างมลทิน" เข้ามาอีก
ทำให้เกิดความสับสนว่า "อภัยโทษ-นิรโทษกรรม-ล้างมลทิน" นั้น มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร?
"การอภัยโทษ" นั้น ในรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า เป็น "พระราชอำนาจ" ที่จะปล่อยตัวหรือลดโทษให้ "ผู้ต้องขัง" โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ
1.การพระราชทานอภัยโทษให้แก่ "ผู้ต้องโทษ" เฉพาะราย ที่ได้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
2.การ พระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ในโอกาสสำคัญที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะต้องตรา "พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ"
เช่น กรณีล่าสุดคือการออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกปีที่ 60 ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2553 ซึ่งมีนักโทษกว่า 3 หมื่นคน ได้รับอานิสงส์ในครั้งนั้น
ส่วนการ "นิรโทษกรรม" นั้น ส่วนใหญ่จะออกเป็น "พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม" แต่มีส่วนน้อยที่ตราเป็น "พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โดยระบุถึงเหตุการณ์ กลุ่มบุคคล รูปแบบการกระทำความผิด และระยะเวลาในการกระทำความผิดไว้เสร็จสรรพ
ซึ่งจะมีผลในทางกฎหมายให้ "กลุ่มบุคคล" ที่ระบุอยู่ใน พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก.นิรโทษกรรมพ้นผิดทันที
โดย ถือว่าการกระทำใดๆ ที่เป็นการกระทำผิดตามกฎหมาย แต่เข้าลักษณะที่ระบุเอาไว้ใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่ถือเป็นความผิด-ไม่ต้องรับโทษ-ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
จึงถือเป็นการออกกฎหมายให้มีผลย้อนหลังในทาง "เป็นคุณ" สำหรับกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ที่ ผ่านมาจะพบว่ามีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้ผู้ต้องโทษในคดีทางการเมือง และคณะปฏิวัติรัฐประหารหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงรับรองการกระทำของคณะปฏิวัติว่าชอบด้วยกฎหมายด้วย
อาทิ "พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534" หรือ "พ.ร.ก.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิด เนื่องในการชุมนุมกันระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2535" ฯลฯ
สำหรับการ "ล้างมลทิน" นั้น จะออกเป็น "พ.ร.บ.ล้างมลทิน" ตามกระบวนการออกกฎหมายปกติ ซึ่งส่วนใหญ่จะเสนอโดย "ฝ่ายราชการ" ที่เกี่ยวข้อง และ "รัฐบาล" เพราะจะเป็นการเสนอให้ล้างมลทินในวาระพิเศษต่างๆ
โดยจะล้างมลทินให้กับผู้ที่กระทำผิดและถูกลงโทษ อยู่ระหว่างการถูกลงโทษ หรือรับโทษจนหมดแล้ว
แต่ "ต้องมลทิน" จากการกระทำความผิดและรับโทษ ทำให้ไม่สามารถเข้ารับราชการ เข้าทำงาน หรือสังคมไม่ยอมรับก็จะลบล้างให้
ทว่าการล้างมลทินเป็นการ "ล้างเฉพาะโทษ" ไม่ได้ "ล้างความผิด" โดยถือว่าบุคคลนั้นๆ ทำผิดจริง
เช่น "พ.ร.บ.ล้างมลทินในโอกาสที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550"
ทั้ง หมดนี้คือความเหมือน-ความต่างของกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ที่ "ฝ่ายการเมือง" จากขั้วต่างๆ ขยับเข้ามาปก-ปิด-ปัด-ป้องความผิดให้ "ใคร" บางคน-บางกลุ่ม!!!
(มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 9 กันยายน 2554 หน้า 11)
“ยิ่งลักษณ์” ต้อนรับคณะทูต กงสุลทั่วโลก ย้ำไทยเดินหน้าสู่ประชาคมอาเซียน
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 9 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับคณะเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศอาเซียนที่เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของประเทศอินโดนีเซีย ที่นำพาอาเซียนไปสู่ความสำเร็จ เข้มแข็ง รวมทั้งหวังความสำเร็จในการประชุมอาเซียนซัมมิทที่จะมีขึ้นที่ประเทศ อินโดนีเซีย ในเดือน พ.ย.นี้ โดยนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ จะเดินทางมาร่วมประชุมด้วย
ด้านอัครราชทูตอินโดนีเซียกล่าวแสดงความยินดี และชื่นชมประเทศไทย รวมทั้งระบุว่าพร้อมให้การสนับสนุน และให้ความร่วมมือในทุก ๆ ด้านกับรัฐบาลไทย รวมทั้งได้ชื่นชมเศรษฐกิจไทย โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะโตมากขึ้น และชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นสมาชิกอาเซียนที่ให้ความร่วมมือและสนับ สนุนการดำเนินงานของอาเซียน และได้เน้น 3 เสาหลักของการเป็นประชาคมอาเซียน ทั้งด้านการเมืองความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคมและวัฒนธรรม ที่จะร่วมมือกันให้เกิดผลสำเร็จ เพื่อการเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 หรือ พ.ศ.2558
จากนั้น นายกรัฐมนตรี ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศและหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ และกงสุลต่างประเทศ จำนวน 102 ประเทศ ที่ประจำการในประเทศไทย นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลไทยได้จัดลำดับความสำคัญใน 4 เรื่องคือ รัฐบาลจะเร่งสร้างความปรองดอง และสมานฉันท์ รวมทั้งจะนำความสามัคคีกลับสู่สังคมไทยเป็นเรื่องแรก รัฐบาลจะเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืน ควบคู่ไปกับการค้า และการลงทุนกับต่างประเทศ รัฐบาลจะเดินหน้าสู่การ เป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 และรัฐบาลให้คำมั่นในการเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนระหว่าง ประเทศ
“ยิ่งลักษณ์” ต้อนรับคณะทูต กงสุลทั่วโลก ย้ำไทยเดินหน้าสู่ประชาคมอาเซียน
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 9 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับคณะเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศอาเซียนที่เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของประเทศอินโดนีเซีย ที่นำพาอาเซียนไปสู่ความสำเร็จ เข้มแข็ง รวมทั้งหวังความสำเร็จในการประชุมอาเซียนซัมมิทที่จะมีขึ้นที่ประเทศ อินโดนีเซีย ในเดือน พ.ย.นี้ โดยนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ จะเดินทางมาร่วมประชุมด้วย
ด้านอัครราชทูตอินโดนีเซียกล่าวแสดงความยินดี และชื่นชมประเทศไทย รวมทั้งระบุว่าพร้อมให้การสนับสนุน และให้ความร่วมมือในทุก ๆ ด้านกับรัฐบาลไทย รวมทั้งได้ชื่นชมเศรษฐกิจไทย โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะโตมากขึ้น และชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นสมาชิกอาเซียนที่ให้ความร่วมมือและสนับ สนุนการดำเนินงานของอาเซียน และได้เน้น 3 เสาหลักของการเป็นประชาคมอาเซียน ทั้งด้านการเมืองความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคมและวัฒนธรรม ที่จะร่วมมือกันให้เกิดผลสำเร็จ เพื่อการเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 หรือ พ.ศ.2558
จากนั้น นายกรัฐมนตรี ต้อนรับคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศและหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ และกงสุลต่างประเทศ จำนวน 102 ประเทศ ที่ประจำการในประเทศไทย นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลไทยได้จัดลำดับความสำคัญใน 4 เรื่องคือ รัฐบาลจะเร่งสร้างความปรองดอง และสมานฉันท์ รวมทั้งจะนำความสามัคคีกลับสู่สังคมไทยเป็นเรื่องแรก รัฐบาลจะเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืน ควบคู่ไปกับการค้า และการลงทุนกับต่างประเทศ รัฐบาลจะเดินหน้าสู่การ เป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 และรัฐบาลให้คำมั่นในการเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนระหว่าง ประเทศ
เปิดปมหลอกจับพี่ชายดา ตอร์โดไม่ใช่112ขุดกรุคดีดอง12ปี เชื่อเพื่อดิสเครดิตต่อสื่อต่างประเทศ
ที่มา Thai E-News
ข้อ หาที่ออกหมายจับคุณกิตติชัย เป็นเรื่องส่วนตัวเขาตั้งแต่เมื่อปี 2542 ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้ และไม่ใช่ข้อหา 112 การจับพี่ชายดา ดำเนินคดีอาญา เป็นอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากต้องการ ลดความน่าเชื่อถือของพี่ชายดา ในสื่อต่างประเทศ
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 กันยายน 2554
นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด)เปิดเผยถึงกรณีพี่ชายของดา ตอร์ปิโด นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุลถูกจับกุม ผ่านทางเฟซบุ๊ค ว่า เมื่อเช้าไปเยี่ยมดา พร้อมกับอ.สุธาชัย การไปวันนี้เป็นการปรึกษาเรื่องแนวทางสู้คดี
คดีของดา ตอร์ปิโด ศาลอาญานัดพร้อมเพื่อฟังผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 17 ตุลาคม 2554 เวลา 9.00 น.
ประเวศ ประภานุกูล
จากนั้นไปเยี่ยมคุณสมยศ พฤษาเกษมสุข กับคุณกิตติชัย (พี่ชายดา) ในส่วนคดีคุณสมยศ ศาลอาญานัดพร้อม(นัดแรก)วันที่ 12 กันยายน 2554 เวลา 13.30 น. วันจันทร์ที่จะถึงนี้แล้ว
สำหรับคุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายของดารณี หรือดา ตอร์ปิโด เขาถูกจับเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2554 โดยก่อนโดนจับได้มีโทรศัพท์ไปถึงคุณกิตติชัย เป็นเสียงผู้หญิง บอกว่าอยากไปเยี่ยมดา นอกจากรู้เบอร์โทร.คุณกิตติชัยแล้ว ยังทราบถึงขนาดว่า คุณกิตติชัย ไปเยี่ยมดาทุกวันพุธ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะข้อมูลพวกนี้หาได้ในอินเตอร์เนท ในเฟสบุ๊คผมก็เคยเขียนถึง
แต่เขาต้องการจะจับคุณกิตติชัย ในวันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม จำนวนคนที่จะเข้าเยี่ยมจึงต้องล่อใจพอที่จะให้คุณกิตติชัย เดินทางขึ้นมาจากภูเก็ต มาให้จับที่กรุงเทพฯ คนที่จะขอเข้าเยี่ยมดาพร้อมกับคุณกิตติชัย จึงเป็นสาวโรงงานย่านนนทบุรี จำนวน 4 คน จำนวนสูงสุดที่จะเข้าเยี่ยมได้เมื่อรวมกับคุณกิตติชัยเป็น 5 คน
แต่จะด้วยเหตุผลใดไม่ทราบชัด หรือจะเป็นความขี้เกียจ จุดนัดหมายให้คุณกิตติชัยเดินทางมาให้จับ จึงเป็นห้าแยกปากเกร็ด แทนที่จะเป็นทัณฑสถานหญิงกลาง เหตุผลที่อ้างกับคุณกิตติชัย คือ สาวโรงงานทั้ง 4 คน ไม่รู้จักทัณฑสถานหญิงกลาง แต่คุณกิตติชัยเองก็ไม่ชำนาญทางย่านห้าแยกปากเกร็ด เลยโทร.นัดไปคอยอยู่ที่หน้าร้าน KFC ภายในห้างโลตัสปากเกร็ด
สุดท้ายคุณกิตติชัย ก็โดนจับที่หน้าร้าย KFC ภายในห้างโลตัสปากเกร็ด เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2554 เวลา 10.00 น. โดยไม่ได้พบเจอคนที่โทร.นัดขอร่วมเข้าเยี่ยม ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล เลย
หลังจับกุมคุณกิตติชัยแล้ว เจ้าหน้าที่ได้โทร.ประสานงานกับอัยการ และได้นำตัวคุณกิตติชัย ไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ในช่วงบ่ายของวันที่ 29 สิงหาคมเลยทันที โดยศาลอาญาได้รับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.3505/2554 และได้นัดพร้อมในวันที่ 17 ตุลาคม 2554 เวลา 13.30 น. วันเดียวกับการนัดพร้อมในคดีของดา เพียงแต่คนละเวลา
ข้อหาที่ออกหมายจับคุณกิตติชัย เป็นเรื่องส่วนตัวเขาตั้งแต่เมื่อปี 2542 ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้ และไม่ใช่ข้อหา 112
แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมถึงได้มาจับตัวคุณกิตติชัย ในช่วงนี้ ดูจากพฤติกรรมการโทร.หลอกให้คุณกิตติชัย เดินทางขึ้นมาจากภูเก็ต มาให้จับเองถึงในกรุงเทพฯ(อันนี้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปเยอะ เพราะถ้าเดินทางไปจับที่ภูเก็ต ก็ต้องนำตัวคุณกิตติชัย เดินทางมากรุงเทพฯ แต่วิธีการนี้ คุณกิตติชัย ออกค่ารถเอง) และก่อนการจับคุณกิตติชัย ก็ต้องประสานงานกับพนักงานอัยการไว้ก่อนแล้ว เพราะหมายจับของคดีเมื่อ 12 ปีก่อน คงไม่มีอัยการคนไหนจำเรื่องได้แน่ เผลอๆอาจไม่มีเจ้าของสำนวนอยู่ด้วยซ้ำ เมื่อปัดฝุ่นหยิบคดีขึ้นมาดูใหม่ อธิบดีอัยการค่อยจ่ายสำนวน การร่างฟ้องและยื่นฟ้องคดีในวันเดียวกันจึงเป็นไปไม่ได้ เจ้า หน้าที่ผู้จับกุมจึงต้องติดต่อประสานงานอัยการไว้ล่วงหน้า และพนักงานอัยการคงร่างฟ้องไว้ก่อนแล้ว ถึงเวลาก็ปริ้นท์จากคอมพ์ แล้วก็นำมายื่นที่ศาล
ดาไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีก มีเพียงคุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายคนเดียว ชีวิตในเรือนจำของดา ก็อาศัยพี่ชาย ดูแลซื้อของจำเป็นและฝากเงินที่มีคนบริจาคให้เข้าบัญชีในเรือนจำ เพื่อให้ดาใช้จ่ายในนั้น การจับคุณกิตติชัย จึงส่งผลสะเทือนถึงดา ทั้งยังเป็นการดิสเครดิตคุณกิตติชัย เพราะที่ผ่านมา เมื่อสื่อต่างประเทศทำสกู๊ปเรื่องของดา คนหนึ่งที่พวกเขาต้องไปหาคือ พี่ชายดา เพราะเรือนจำไม่ให้นักข่าวเข้าเยี่ยม โดยเฉพาะนักข่าวต่างประเทศ จึงได้กลายเป็นกฎเกณฑ์ว่า คนต่างชาติห้ามเข้าเยี่ยม การจับพี่ชายดา ดำเนินคดีอาญา จึงเป็นอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจากต้องการ ลดความน่าเชื่อถือของพี่ชายดา ในสื่อต่างประเทศ
เป็นแผนการยิงปืนนัดเดียว แต่หวังผล 2 ต่อ แถมการใช้โทรศัพท์หลอกล่อให้คุณกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล เดินทางจากภูเก็ต ขึ้นมาให้จับถึงในกรุงเทพฯ เอง ยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของคนจับอีกด้วย คุณกิตติชัย ออกเงินค่ารถทัวร์ เดินทางจากภูเก็ตมาส่งตัวเองเข้าคุกในกรุงเทพ
สุดท้ายเรื่องการประกันตัว ในเมื่อไม่ใช่ข้อหา 112 อีกทั้งอัยการไม่ค้านการขอประกันตัว คาดว่าศาลน่าจะให้ประกัน ไว้รอวันจันทร์ผมจะไปเช็คข้อมูลเรื่องจำนวนเงินที่จะใช้ยื่นขอประกันตัว แล้วค่อยติดต่อคนที่อยากช่วยเหลือในด้านนี้ครับ
ดา ตอร์ปิโด
จับเงียบพี่ชายดา สมยศที่อยู่ในคุกเป็นคนแจ้งข่าว
ก่อนหน้านี้นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องขังคดี 112 แจ้งกับผู้เข้าไปเยี่ยมเขาในเรือนจำว่า นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายที่คอยดูแลน้องสาว"ดา ตอร์ปิโด"ถูกจับเงียบๆเมื่อสัปดาห์ก่อน และถูกนำมาขังอยู่แดนเดียวกับเขา โดยตกอยู่ในสภาพยากลำบาก ไม่มีทั้งข้าวของเครื่องใช้ เนื่องจากถูกจับอย่างกะทันหัน ครอบครัวที่อยู่ จ.ภูเก็ตก็ยังไม่ทราบข่าว
นายกิตติชัยเป็นคนที่คอยดูแลน้องสาวของเขาตลอดช่วงเวลาที่ถูกจำคุก 3 ปีที่ผ่านมา โดยเดินทางด้วยรถบัสโดยสารมมาจากบ้านที่ภูเก็ตแล้วเข้าเยี่ยม แล้วนั่งรถบัสกลับแบบนี้ทุกสัปดาห์
ล่าสุดนายกิตติชัยนั่งรถทัวร์จากภูเก็ตเดินทางมากรุงเทพฯเพื่อเยี่ยมน้องสาว ตามปกติ พอวันรุ่งขึ้น ก็มีรายงานข่าวจากนายสมยศว่าโดนนำตัวเข้าเรือนจำแล้ว
ขณะที่ประชาไท รายงาน ว่า จากการตรวจสอบ แหล่งข่าวซึ่งเข้าเยี่ยมนายกิตติชัย ระบุว่า นายกิตติชัย ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ แดน 1 โดยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นายจับกุมบริเวณห้าแยกปากเกร็ด ด้วยความผิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ตามมาตรา 147 และ 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
สำหรับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ระบุว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท"
ขณะที่มาตรา 157 ระบุว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ"
เผยเหตุการณ์ก่อนโดนจับสงสัยโดนล่อซื้อ
ผู้ที่สนับสนุนดา ตอร์ปิโดด้วยมนุษยธรรมรายหนึ่ง เปิดเผยว่า "
ได้ โทรศัพท์ไปถึงคุณกิตติชัย ซึ่งคุณกิตติชัย เล่าให้ฟังว่าขณะนั้น เขากำลังนั่งอยู่บนรถทัวร์เดินทางจากภูเก็ตขึ้นกรุงเทพฯ เช้าวันรุ่งขึ้นก็จะไปเยี่ยมคุณดา พร้อมเล่าให้ฟังว่า มีคนโทรศัพท์ถึงเขานัดหมายพบกันที่ย่านแจ้งวัฒนะ ตอน 10 โมงเช้า โดยพวกเขาแจ้งว่าขอไปเยี่ยมคุณดาด้วย
ฟังแล้วได้แต่แปลกใจว่าทำไมไม่นัดเจอกันที่เรือนจำ ทั้งที่ย่านแจ้งวัฒนะ กับเรือนจำกรุงเทพฯ ก็อยู่ไม่ไกลกัน คนอยู่กรุงเทพฯ รู้จักดี แม้ขณะนี้ ยังไม่รู้รายละเอียดการจับกุมคุณกิตติชัย ก็ได้แต่คาดเดาว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นแผนของเจ้าหน้าที่ ...DSI ก็อยู่ย่านแจ้งวัฒนะ !!!"
พร้อมกับกล่าวว่าน่าสลดใจกับชะตากรรมพี่น้องคู่นี้ เพราะที่ผ่านมาดา ตอร์ปิโดถูกคุมขัง 3 ปีก็ได้พี่ชายคนนี้เพียงคนเดียวดูแล เพราะดามีปัญหาสุขภาพด้วย เนื่องจากกินไม่ได้เพราะฟันกรามค้าง แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่ยอมให้ส่งออกไปผ่าตัดข้างนอก และพี่ชายของดาเป็นคนรับเรื่องรับบริจาคเงินและข้าวของบริจาคจากโลกภายนอก ที่เห็นแก่มนุษยธรรมไปช่วยดา ตอร์ปิโด แต่พอโดนทั้งคู่แบบนี้จะทำอย่างไรต่อไปดี
ขณะเดียวกันดา ตอร์โดก็เพิ่งรับทราบข่าวพี่ชายโดนจับกุมตัวเมื่อวานนี้ ระหว่างที่มีคนไปเยี่ยมเธอในเรือนจำ
ญาติของนายสุรชัย แซ่ด่าน ได้ยืนยันข่าวนี้ด้วยว่า พี่ชายดา ตอร์ปิโด ถูกจับขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ แดน 1 (แดนเดียวกับคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข)และเนื่องจากเป็นการจับกุมที่เงียบเชียบทำให้ไม่ทราบว่าโดนคดี อะไร
ซึ่งหากเป็นคดี112ก็จะนับเป็นรายที่ 2 นับตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ รายแรกคือผู้เล่นเฟซบุ๊ค ซึ่งโดนจับกุมในวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา
นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของดา ตอร์ปิโด กล่าวว่า เขายังไม่รู้ชัดเจนว่านายกิตติชัยโดนควบคุมตัวด้วยข้อหาใด ในช่วงหลายวันมานี้พยายามติดต่อทางโทรศัพท์ไม่สำเร็จ แต่ก็อาจเป็นไปได้ที่ว่าอาจถูก"ล่อซื้อ"ก็ได้ เพราะเขาเป็นคนที่อาจจะไม่รอบคอบนัก มีใครติดต่อมาบอกว่าเห็นอกเห็นใจอยากช่วยเหลืออยากบริจาคช่วยดาก็ยินดี ติดต่อหมด ดังนั้นที่มีรายงานว่ามีคนติดต่อให้ไปพบย่านแจ้งวัฒนะในวันที่ 2 แล้วโดนควบคุมตัวก็อาจจะเป็นไปได้
ท่านสามารถยื่นมือช่วยด้านมนุษยธรรมแก่พี่น้องคู่นี้ผ่านทนายประเวศ
ผู้สนับสนุนพี่น้องคู่นี้ได้แจ้งขอความช่วยเหลือด่วนจากผู้ที่สะดวก พอมีเวลา และกำลังทรัพย์ ช่วยซื้อข้าว-ของใช้ที่จำเป็น ไปฝากดา ตอปิโดและพี่ชายด้วย
"ตอนนี้ยาแก้อาการเกร็งของพี่ดากำลังจะหมดแล้ว ไม่มีใครซื้อไปให้ มีเพียงพี่ชาย คือคุณกิตติชัย ผู้เดียวที่ต้องเดินทางจากภูเก็ต สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เข้ามาจัดหาซื้อสิ่งของและยาให้ บัดนี้พี่ชายของดาถูกจับ สิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละสัปดาห์ ต้องขาดลง สุดจะบรรยายความรู้สึกได้
ขอความช่วยเหลือด่วน..!! รายละเอียด การไปเยี่ยมสิ่งของนำฝากและยา ติดต่อได้ที่ทนายประเวศโทร 083 025 1167 หากแกนนำนปช.จะพิจารณาเยียวยาด้านมนุษยธรรมด้วยก็ดีมาก"
มีผู้ให้ข้อมูลเรื่องบริจาคช่วยกรณีนี้ในเว็บบอร์ดInternet Freedom ว่า คนที่เอาเบอร์โทรทนายประเวศส่งไปลงในไทยอีนิวส์ ไม่ได้บอกล่วงหน้า เลยทำให้งงเมื่อคนติดต่อบริจาค แต่ได้มีการแจ้งมาในภายหลังแล้ว ดิฉันโทรคุยกับแก แกก็บอกไม่อยากรับเงิน แต่มีคนให้มาก่อนดิฉันแล้ว 2,000 บาท แกก็จะเอาไปเข้าบัญชีให้คุณดาไว้ใช้จ่ายในเรือนจำ (คงติดอีกนาน) และจะส่งใบเสร็จมาให้ แกบอกว่าเรื่องนี้ต้อง Clean and Clear ตลอดเวลาคุณดามีพี่ชายดูแลอยู่ ขึ้นมาจากภูเก็ตอาทิตย์ละครั้ง ตอนนี้ไม่มีก็คงลำบากพอดู ใครมีจิตศรัทธาก็เข้าบัญชี
ประเวศ ประภานุกูล
ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนรามอินทรา
เลขที่บัญชี 088-2949303
เสร็จแล้วโทรบอกชื่อผู้ให้ด้วยที่โทร 083 025 1167 ทนายประเวศจะได้ส่งใบเสร็จรับเงินไปให้
“กันยายน” เดือนแห่งการรัฐประหาร
ที่มา Voice TV
Wake Up Thailand ประจำวันศุกร์ ที่ 9 กันยายน 2554
วงศ์ศักดิ์แย้งถวิล โดนเด้ง เทียบเคียงไม่ได้แจงเหตุถูกเขี่ยพ้นอธิบดีปค. เพราะ ...
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
"วงศ์ศักดิ์" แย้ง "ถวิล" เทียบเคียงโดนย้ายไม่ได้
ตอนถูกเด้งจากอธิบดีปกครองเพราะไม่ทำตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนอดีตเลขาฯสมช.เป็นไปตามอำนาจของผู้บังคับบัญชา
เตือนไม่แน่ว่าก.พ.ค.จะรับเรื่องไว้หรือไม่
"เหลิม"ชอบใจถวิลยกเรื่องเวรกรรม ก็ขอให้เป็นจริงทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
"เหลิม"ชอบถวิลยกเรื่องกรรม
ขณะที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กล่าวถึง
กรณีนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ
จะร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)
เพื่อขอความเป็นธรรม หลังถูกย้ายจากเลขาธิ การสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า
เป็นสิทธิ์ของนายถวิล ถ้าเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ไปใช้สิทธิ์ได้
แต่การย้ายไปตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ เงินเดือนเท่าเดิม เงินประจำตำแหน่งเท่าเดิม
อีกทั้งนายกฯยังมอบหมายภารกิจสำคัญให้ทำ เช่น เรื่องน้ำท่วมที่จะต้องเร่งช่วยเหลือประชาชน
"ผมชอบที่นายถวิลให้สัมภาษณ์ไว้ว่าใครทำกรรมอะไรไว้ ขอให้ได้รับกรรมนั้น
เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ผมอยากเห็นเช่นนั้นเหมือนกัน
โดยเฉพาะคนที่ชั่วมากๆ สมควรได้รับ กรรมมากๆ" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว และว่า
รัฐบาลที่ผ่านมาย้ายข้าราชการจำนวนมาก
ตนอยากถามกลับว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลประชาธิปัตย์
ย้ายพล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา จากเลขาธิการสมช.ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ
แล้วตั้งนายถวิลขึ้นมาแทนนั้น ทำไมจึงทำได้
ตนจึงต้องการเปรียบเทียบให้เห็น เช่นเดียวกับการ
ย้ายนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ จากปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ
เหตุผลแค่ลูกของนายพีรพลเป็นเพื่อนกับลูกพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
ย้ายใครต่อใครด้วยเหตุผลว่าเป็นคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ
แล้วรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ บอกว่าย้ายเพื่อความเหมาะสม
ตนจึงขอความเป็นธรรมเรื่องนี้บ้าง และควรดูด้วยว่าอะไรเป็นอะไร ประชาธิปัตย์ต้องดูตัวเองด้วย
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวอีกว่า คำให้สัมภาษณ์ที่ตนเคยพูดนั้นไม่ผิดกฎหมาย
และข้อเท็จจริงคือพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ เป็นคนเซ็นย้าย
และนายกฯมอบงานให้พล.ต.อ.โกวิท แล้วจะไปเสียสถานะอย่างไร
หากจะร้องก.พ.ค.ก็ร้องไป อะไรทำได้ก็ทำไป
ย้อนปชป.ความจำสั้นหรือเปล่า
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีจะนัดนายถวิลกินข้าวปรับความเข้าใจ
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า แล้วเขาว่างหรือเปล่า สำหรับตนไม่มีอะไร
"สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เข้ามาถึงก็ย้าย
พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา จากเลขาฯสมช.
แล้วเอานายถวิลขึ้นมาด้วยเหตุผลใด เพราะพล.ท.สุรพลเป็นตท.10 หรือไม่
ย้ายนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เพราะเป็นลูกน้องเฉลิม
จึงเป็นอธิบดีกรมการปกครองไม่ได้ เขาผิดอะไร
ย้ายนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกทม. มาเป็นที่ปรึกษาข้าราชการประจำในทำเนียบเขาผิดอะไร
ย้ายพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เพราะสนิทกับพรรคเพื่อไทย
แล้วเอาคนอื่นขึ้น เขาผิดตรงไหน ประชาธิปัตย์ความจำสั้นแล้วหรือ" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่านายถวิลระบุถูกเยาะเย้ยถากถาง ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า
ตนพูดบนเวทีหาเสียงหนักกว่านี้ เพราะชาวบ้านชอบ
เมื่อถามว่าแต่นี่ไม่ใช่เวทีหาเสียง ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า
ไม่ใช่ ตนถ่ายทอดความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา หรือต้องการนักการเมืองกะล่อน
ย้อนรอยยุค"มาร์ค-เทือก"
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า
ตอนนี้หลายเรื่องกำลังถูกบิดเบือน เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ
บางสื่อระบุว่าย้ายล้างบาง เด้งฟ้าผ่า ไม่ปกป้องข้าราชการ
เมื่อครั้งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ให้เหตุผล
ย้ายนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวงมหาด ไทย มาประจำสำนักนายกฯ ว่า
ย้ายเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารงาน
และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยบอกในกรณีเดียวกันว่า การย้ายข้าราชการ
มีหลายเหตุผล ไม่จำเป็นต้องโยกย้ายเพราะมีความผิดแต่เพื่อความเหมาะสมก็ย้ายได้
นายอนุสรณ์กล่าวอีกว่า ถ้ามีข้าราชการออกมาบอกว่าเสียดาย เสียใจ สงสัย ไม่เข้าใจ
และพูดถึงเรื่องกฎแห่งกรรมอีก ถ้าคนพูดเข้าใจจริง
คงจะไม่พูดถึงคำว่าเสียดาย เสียใจ สงสัย ไม่เข้าใจ
และการที่บอกว่านายกฯไม่ปกป้องนั้น
ยืนยันว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯที่ปกป้องข้าราชการมากคนหนึ่ง
ไม่ทำบัวช้ำน้ำขุ่น ไม่ได้ลดศักดิ์ศรีใคร ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ปกป้องข้าราชการ
การให้สัมภาษณ์ไม่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีข้าราชการ
นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า
ขอให้ข้าราชการทำงานให้ดีที่สุด ดีเสมอต้นเสมอปลายก็ไม่ต้องกลัวโดนย้าย
เหมือนทีมฟุตบอล เมื่อเปลี่ยนโค้ช
ผู้จัดการทีมต้องเลือกนักเตะที่คิดว่ามีประโยชน์และสร้างสรรค์เกมร่วมกับทีมได้
และการเปลี่ยนตัวออก ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคุณค่า
เพียงแต่เกมนั้นเวลานั้น ขอโอกาสผู้จัดการทีมสร้างสรรค์เกมตามรูปแบบของคนทำทีม
นักฟุตบอลต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด และรอโอกาสกลับมาพิสูจน์ฝีมือ
หรือจะไปอยู่ที่ไหนก็ตามต้องเชื่อมโยงกับประชาชน
ระลึกเสมอว่าไม่ว่าอยู่ตรงไหนก็ทำประโยชน์ให้ประชาชนได้ แล้วจะไม่เป็นทุกข์
"วงศ์ศักดิ์"แย้งแตกต่างกับถวิล
วันเดียวกันนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง
ที่เคยร้องก.พ.ค.จนได้กลับคืนตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง
หลังจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และมหาดไทยยุคนาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นรมต. เด้งเข้ากรุ
กล่าวถึงกรณีนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาฯสมช. จะร้องเรียนก.พ.ค.
กรณีถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรม โดยนำมาเทียบเคียงกับกรณีนายวงศ์ศักดิ์ ว่า
การโยกย้ายตนออกจากตำแหน่งแตกต่างกับกรณีนายถวิลอย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากที่ตนถูกย้ายเป็นเพราะไม่ทำตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งเรื่องเช่าระบบคอมพิวเตอร์ และเรื่องรับรองรูปแบบบัตรสมาร์ทการ์ด
จึงต้องนำเรื่องไปร้องก.พ.ค. แต่ของนายถวิลไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง
แต่เป็นการใช้อำนาจตามพ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11(4)
จึงไม่แน่ว่าก.พ.ค.จะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่
"จริงๆ แล้วนายถวิลเองควรจะต้องดูว่า
ตัวเองเป็นอุปสรรคอะไรกับการบริหารงานของรัฐบาลนี้หรือไม่
เพราะเท่าที่ทราบนายถวิลเองก็เป็นเลขาฯของศอฉ. และมีบทบาทหน้าที่หลายอย่าง
ดังนั้น หากไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้ง
แต่เป็นการใช้อำนาจของผู้บังคับบัญชา ก็คงไปร้องเรียนอะไรไม่ได้
และคงเอากรณีผมมาเทียบเคียงไม่ได้เช่นกัน" นายวงศ์ศักดิ์กล่าว
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNakE1TURrMU5BPT0=§ionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1TMHdPUzB3T1E9PQ==
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
จะใช้วิธีให้สื่อสร้างกระแส ยุคนี้คงทำไม่ได้ เพราะประชาชนเสื้อแดงยังจำ ศอฉ. ได้ดีอยู่
ผม ว่าสุดท้ายจะโดนตั้งกรรมการสอบสวนกรณี ผังล้มเจ้า ที่ไม่มีมูลความจริง จนนำไปสุ่การสังหารหมุ่ประชาชนอย่างแน่นอน ให้ไปดีๆ ไม่ยอมไป ก็คงต้องโดนจัดหนักอย่างที่ว่า


