WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 10, 2011

ยื่น 700 รายชื่อเสนอ “รมว.ศธ.” ยกเลิก “TQF” ชี้ทำให้อุดมศึกษาไทยล้าหลัง

ที่มา ประชาไท

วานนี้ (9 ก.ย.54) เวลา 16.30 น.ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และนักวิชาการ 10 คน ในฐานะตัวแทนคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ เข้าพบ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมยื่นรายชื่อคณาจารย์ราว 700 คน ที่ร่วมลงชื่อแสดงความไม่เห็นด้วย และขอให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) พ.ศ.2552 ต่อนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดยมี ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ. ร่วมรับฟัง
ก่อนหน้านี้ รศ.ดร.กฤตยา และคณะตัวแทนฯ ส่งจดหมายขอเขาพบรมว.ศธ.โดยระบุถึงวัตถุประสงค์ในการเข้าพบครั้งนี้ว่า เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย และปัญหาจากการประกาศใช้TQF โดย กกอ.ที่จะนำมาซึ่งความล้าหลังในการจัดการอุดมศึกษาของไทย และก้าวไม่ทันกับการจัดการศึกษาแบบบูรณาการเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ใน พ.ศ.2558 โดยต้องการให้รัฐมนตรีสั่งการให้ กกอ.และสกอ.ยกเลิกการใช้ TQF เนื่องจากเป็นการขัดกับการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ บั่นทอนเจตจำนงและความรับผิดชอบต่อสังคมของอุดมศึกษาอีกทั้งยังคุกคาม เสรีภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย
นายวรวัจน์กล่าวว่า จากการหารือตนรับข้อเสนอของคณาจารย์ไปพิจารณา เบื้องต้นคงไม่สามารถยกเลิกกรอบ TQF ทั้งหมดได้ เพราะยังมีความจำเป็นต้องมีกรอบมาตรฐานการศึกษาขั้นต่ำไว้ แต่สิ่งที่จะยกเลิกได้อย่างแรกคือ เรื่องวิธีการกรอกข้อมูลเอกสารการประเมินต่างๆ ที่ทางอาจารย์คิดว่าเป็นเรื่องซ้ำซ้อนและเป็นภาระงาน ซึ่งตนมอบให้ สกอ.ไปดูในรายละเอียดต่างๆ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยจะต้องเป็นแนวทางที่ให้อิสระทางวิชาการแก่มหาวิทยาลัย
ด้าน รศ.นพ.กำจรกล่าวว่า หลังจากที่ได้พูดคุยกับกลุ่มคณาจารย์ที่มาคัดค้าน TQF และได้รับทราบถึงเหตุผลในการเข้ามายื่นหนังสือคัดค้านครั้งนี้ จึงได้อธิปรายต่อกลุ่มคณาจารย์ว่า ขณะนี้ สกอ.กำลังปรับบทบาทอยู่แล้ว และเห็นด้วยในบางประเด็นของการคัดค้าน TQF โดยเฉพาะในขั้นตอนการกรอกเอกสาร ซึ่งในส่วนนี้คงต้องหาช่องทางในการยกเลิก และจากนี้ สกอ.จะต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือ กกอ.เพื่อดูว่าจะมีแนวทางในการปรับวิธีการในการดำเนินการอย่างไร จะได้ไม่ให้เกิดปัญหากับทุกฝ่าย
สำหรับข้อเสนอของคณาจารย์ทั่วประเทศ มีดังนี้ 1.ทิศทางการพัฒนาอุดมศึกษาต้องเน้นเป้าหมายเชิงคุณภาพและการรับใช้สังคม เพื่อให้การปฏิรูปอุดมศึกษา นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างแท้จริง ขอให้ สกอ.ทบทวนแนวทางการผลักดันมหาวิทยาลัยที่มุ่งแข่งขันไปสู่ World Class Universities มุ่งสู่ความเป็นเลิศ ด้วยมาตรฐานเชิงเดี่ยวของการจัดอันดับ และการยึดหลักเกณฑ์การประกันคุณภาพเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว
สกอ.ควรหันมาพัฒนาแนวทางความเป็นเลิศของอุดมศึกษาที่วางอยู่บนหลักการ ที่เคารพต่อความหลากหลายทางวิชาการ และความแตกต่างของมหาวิทยาลัย บูรณาการแนวทางเชิงคุณภาพเข้าเป็นส่วนหนึ่งการพิจารณาความเป็นเลิศ ให้ความสำคัญต่อการตอบสนองและรับผิดชอบต่อสังคม และตอบปัญหาต่อท้องถิ่นที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ อันเป็นพันธะกิจสำคัญที่สถาบันอุดมศึกษาควรให้ความสำคัญ
2. การปฏิรูปอุดมศึกษาต้องวางอยู่บนหลักการของการเคารพเสรีภาพทางวิชาการ แนวทางการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย ควรเปลี่ยนจากระบบการรวมศูนย์อำนาจที่เน้นการควบคุมบังคับ มาสู่การสนับสนุนและส่งเสริม ให้สถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนสมาคมวิชาการต่างๆ ได้มีอิสระ และเสรีภาพ ตลอดจนมีส่วนในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับคุณภาพทางวิชาการของ ตนเอง สนับสนุนทางเลือกอื่นๆ ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลาย และแตกต่างของลักษณะเฉพาะของสาขาวิชา
สกอ.ควรปรับบทบาทของตนเองไปสู่การสนับสนุนเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของสถาบันต่างๆ ในการพัฒนาคุณภาพทางวิชาการลดความซ้ำซ้อนและภาระงานทางเอกสารของระบบประกัน คุณภาพที่มีอยู่ และหันมาสนับสนุนให้เกิดเวทีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบประกันคุณภาพทางวิชาการอย่างแท้จริง
3.ขอให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2552 เนื่องจากซ้ำซ้อนกับระบบการประกันคุณภาพการเรียนการสอนที่มีอยู่แล้วของ สมศ.และการประกันคุณภาพภายใน (SAR) ที่ต้องจัดทำอยู่แล้วทุกปี ตลอดจนขัดกับอิสรภาพของมหาวิทยาลัย
สกอ.ควรจัดให้มีการประมวลและรวบรวมปัญหาระบบการประกันคุณภาพการเรียน การสอนของอุดมศึกษาไทย เปิดให้การประชุมเพื่อรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องแนวทางการพัฒนาแนวทางการประกันคุณภาพที่มี ความยืดหยุ่น คำนึงถึงความแตกต่างและหลากหลายของมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ โดยการมีส่วนร่วมของคณาจารย์ สมาคม วิชาการ และสมาคมวิชาชีพ ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ
อนึ่ง การขอเข้าพบครั้งนี้ สืบเนื่องจากผลการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง “ความเป็นเลิศของอุดมศึกษาไทยกับการแข่งขันการจัดอันดับมหาวิทยาลัยตามเกณฑ์ มาตรฐานนานาชาติ: สิทธิ อำนาจ และความรับผิดชอบต่อสังคม” เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น จัดโดย คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา และ มหาวิทยาลัยมหิดล (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม และโครงการจัดตังสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา) ร่วมกับ สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย และสมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม โดยที่ประชุมมีมติให้จัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งลงนามโดยคณาจารย์ทั่วประเทศ

เรียบเรียงบางส่วนจาก: ไทยโพสต์

AttachmentSize
ข้อเสนอของคณาจารย์และรายนามผู้ลงชื่อทั่วประเทศ (7กย.2554)209.61 KB

สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากลจี้ "ยิ่งลักษณ์" เร่งดำเนินการส่งเสริมการปกป้องสิทธิฯ

ที่มา ประชาไท

สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล และองค์กรสมาชิกในประเทศไทย คือ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ร่อนจดหมายจี้รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ให้ความสำคัญสูงสุดและดำเนินการอย่างมีประสิทธิผลต่อการส่งเสริมและปกป้อง สิทธิมนุษยชน

9 ก.ย. 54 - สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights: FIDH) และองค์กรสมาชิกในประเทศไทย คือ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ทำจดหมายเปิดผนึก เรื่องขอเร่งรัดให้รัฐบาลของให้ความสำคัญสูงสุดและดำเนินการอย่างมี ประสิทธิผล ต่อการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ จะเป็นครั้งแรกที่จะมีการตรวจสอบรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของ ประเทศไทยภายใต้กลไกการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review) ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย (รายงาน UPR) โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


9 กันยายน 2554
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย
ทำเนียบรัฐบาล
ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต
กทม.10300 ประเทศไทย
โทรสาร +66 (0) 2288-4016

เรื่อง การเคารพหลักนิติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการยุติการไม่ต้องถูกลงโทษ

กราบเรียน นายกรัฐมนตรี

สหพันธ์สิทธิ มนุษยชนสากล (International Federation for Human Rights: FIDH) และองค์กรสมาชิกในประเทศไทย คือ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ขอเร่งรัดให้รัฐบาลของท่านให้ความสำคัญสูงสุดและดำเนินการอย่างมีประสิทธิผล ต่อการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ จะเป็นครั้งแรกที่จะมีการตรวจสอบรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของ ประเทศไทยภายใต้กลไกการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review) ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย(รายงาน UPR)ฉบับนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งที่รัฐบาลแสดงให้ประชาคมโลกและประชาชน ไทยเข้าใจการเคารพหลักนิติธรรมได้อย่างชัดเจน ความรับผิดชอบแท้จริงที่จะฟื้นฟูประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ รวมถึงขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมที่จะให้บรรลุเป้าหมายของพันธกิจนี้

ในฐานะประเทศ ภาคีสมาชิกของกติกาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 7 ฉบับ ประเทศไทยมีพันธกรณีที่ไม่เพียงแต่ต้องเคารพและดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย ด้านสิทธิมนุษยชน แต่ยังต้องใช้มาตรการที่จำเป็นทุกอย่างที่จะประกันการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน อย่างเต็มที่

ถึงแม้ว่าความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อในช่วงหกปีที่ผ่านมา นั้นมีความซับซ้อน องค์กรของเราเชื่อว่าการไม่เคารพสิทธิมนุษยชนและการที่ผู้ตกเป็นเหยื่อไม่ สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้นั้นเป็นสาเหตุและปัจจัยหลักที่ทำให้ ความรู้สึกไร้ซึ่งความยุติธรรมมีอยู่ทั่วไป และขยายไปทั่วประเทศ

การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพสื่อมวลชน

เสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็นเป็นรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตยทุก แห่ง เสรีภาพนี้ได้รับการคุ้มครองภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 (หมวด 7 มาตรา 45) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 ซึ่งประเทศไทยได้ภาคยานุวัติเมื่อปี พ.ศ.2539 โดยในรายงาน UPR ที่จัดทำโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เรียกร้องให้รัฐบาล “ยึดถืออย่างเคร่งครัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในการประกันเสรีภาพของ สื่อมวลชนและประชาชน”

การจำกัด เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้นได้รับการยอมรับภายใต้ กฎหมายระหว่างประเทศเพียงในกรณีที่มีการกำหนดไว้ในกฎหมายที่จะ คุ้มครองสิทธิต่าง ๆ ของบุคคลอื่นหรือเพื่อความมั่นคงของชาติและความสงบเรียบร้อยของประชาชน เท่านั้น โดยให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เท่าที่จำเป็นและเหมาะสม การจำกัดเสรีภาพเช่นนี้จำเป็นต้องมีข้อยกเว้น และต้องมีคำนิยามที่จำกัดให้แคบและชัดเจน พร้อมการคุ้มครองที่เข้มแข็ง พร้อมทั้งมีมาตรการเยียวยาเพื่อตรวจสอบการละเมิดต่างๆ

ในประเทศไทย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกนำมาใช้ในลักษณะที่เป็นการละเมิดและไม่โปร่งใส ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลในการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และยังสามารถกล่าวได้ว่าการใช้กฎหมายพิเศษที่เกี่ยวกับความมั่นคง อีกหลายฉบับนั้น เป็นไปในลักษณะเดียวกันนี้ กฎหมายเหล่านี้ถูกเขียนอย่างเคลือบคลุมและกว้างมากเกินไป ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวางและไม่ถูกตรวจสอบ ในการที่จะเซ็นเซอร์สื่อโดยพลการ ; ดำเนินคดีอาญาต่อการแสดงความคิดเห็นโดยสงบ และจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายที่เหมาะสมและการ ตรวจสอบโดยอิสระอื่น ๆ กฎหมายเหล่านี้ยังถูกนำมาใช้มากขึ้นเพื่อที่จะจำกัดการแสดงความเห็นโดยสงบ และชอบธรรมของผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง ในปี พ.ศ.2553 เมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่น ๆ นั้น ได้มีการปิดกั้นเว็บเพจจำนวนหลายหมื่นแห่ง การปิดสถานีวิทยุชุมชนของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล มากกว่าหนึ่งร้อยแห่ง การเซ็นเซอร์การนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนหลายแห่ง หรือบางแห่งถูกสั่งให้หยุดดำเนินการทุกอย่าง

สหพันธ์สิทธิ มนุษยชนสากล (FIDH) และ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ขอเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการให้มีการทบทวนอย่างรอบคอบและเคร่งครัดเกี่ยวกับ มาตรการต่าง ๆ ทางกฎหมายและการบริหารราชการที่กระทบต่อเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น และให้ดำเนินการแก้ไข หรือยกเลิกมาตรการต่าง ๆ ที่ขัดกับหรือละเมิดกฎหมายและมาตรฐานสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องเปิดเผยรายละเอียดและจำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพฯ ต่อสาธารณชน ยุติการพิจารณาคดีลับ และยุติการเซ็นเซอร์และข่มขู่ทุกรูปแบบที่กระทำต่อสื่อมวลชน ผู้ใช้อินเตอร์เนท และผู้ให้บริการอินเตอร์เนท

การปิดปาก ประชาชนที่ใช้สิทธิอันชอบธรรมไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของ ระบอบอำนาจนิยม แต่ยังเป็นวิธีการสร้างความขัดแย้งและความตึงเครียดในสังคม ขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่รัฐบาลไทยจะดำเนินการอย่างจริงจังและเป็นรูป ธรรมในอันที่จะยุติและแก้ไขการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

การลงโทษประหารชีวิต

ปัจจุบัน จำนวนสองในสามของประเทศในโลกได้ทำการยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2553 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ได้ลงมติเป็นครั้งที่สาม เรียกร้องให้ทั่วโลกชะลอการลงโทษประหารชีวิต โดยมตินี้ได้รับการรับรองจากภาคีสมาชิก 109 ประเทศ เราบันทึกไว้ว่าประเทศไทยซึ่งเคยลงนามคัดค้านมติสองครั้งก่อนหน้านี้ ได้งดออกเสียงในการลงมติ ปี พ.ศ. 2553 และไม่ลงนามในแถลงการณ์ที่ไม่รับรองมติดังกล่าว

ในข้อ 3.1 ของแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2552-2556) เสนอให้ใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทนโทษประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม เรามีความห่วงใยอย่างยิ่งที่รายงาน UPR ของรัฐบาลไม่กล่าวถึงข้อเสนอนี้และไม่ให้คำมั่นใดที่จะยกเลิกโทษประหารชีวิต การประหารชีวิตเป็นความโหดร้ายโดยแท้และเป็นการลงโทษที่ไร้ มนุษยธรรมซึ่งไม่อาจย้อนคืนได้ พยานหลักฐานสำคัญได้แสดงให้เห็นแล้วว่าโทษประหารชีวิตไม่มีผลในการยับยั้ง อาชญากรรมต่าง ๆ รัฐบาลต้องแสดงภาวะผู้นำที่แท้จริงในการให้ข้อมูลและเปลี่ยนแปลงมากกว่าการ แอบอยู่ข้างหลังมติมหาชนต่อโทษประหารชีวิต

นอกจากนี้ เรายังมีความห่วงใยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมและ ทารุณโหดร้ายที่มีการล่ามโซ่นักโทษชายที่รอการประหารชีวิต การปฏิบัตินี้ยังคงดำเนินอยู่ทั้ง ๆ ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ยุติการกระทำนี้ใน ปี พ.ศ. 2548 และศาลปกครองแห่งประเทศไทยได้มีคำวินิจฉัยในปี พ.ศ. 2550 ว่าการปฏิบัติเช่นนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

สหพันธ์สิทธิ มนุษยชนสากล (FIDH) และ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) เรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภารับรองโดยทันทีทันใด ต่อมติการชะลอการลงโทษประหารชีวิต ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด ให้ยุติการล่ามโซ่ผู้ต้องโทษประหารชีวิตชาย และร่วมมือกับภาคประชาสังคมในการที่จะกระตุ้นให้สาธารณชนเห็นถึงความจำเป็น ของการยกเลิกโทษประหารชีวิต เราขอย้ำถึงคำเตือนก่อนหน้านี้ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่ มีถึงรัฐบาลไทยว่าการประหารชีวิตอาจกระทำได้กับ“อาชญากรรมที่ร้าย แรงที่สุด” เท่านั้น และความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดไม่นับเป็น “อาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด” ตามความหมายในข้อ 6.2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เป็นเรื่องที่ต้องเน้นย้ำด้วยว่าการผ่อนปรนในข้อนี้ไม่อาจนำมาอ้าง “ที่จะถ่วงเวลาหรือขัดขวางการยกเลิกโทษประหารชีวิต” (ข้อ 6.6 ICCPR)

กฎหมายพิเศษเกี่ยวกับความมั่นคง

การกำหนดให้มี การใช้กฎหมายพิเศษต่าง ๆ เกี่ยวกับความมั่นคง รวมถึงกฎอัยการศึก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในจังหวัดชายแดนใต้ และในจังหวัดอื่น ๆ ระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อไม่นานมานี้ นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง รวมทั้งการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การคุมขังโดยไร้หลักเกณฑ์ การจับกุมโดยไม่มีหมายจับ และการยืดเวลาการควบคุมตัวโดยไม่มีการการแจ้งข้อหา การปฏิบัติเหล่านี้ยังส่งผลให้มีการละเมิดอื่น ๆ ที่รุนแรง เช่น การบังคับให้บุคคลสูญหาย การทรมาน และการวิสามัญฆาตกรรม

ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายพิเศษที่เกี่ยวกับความมั่นคงให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการใช้ ดุลยพินิจอย่างกว้างขวางโดยไม่ถูกตรวจสอบอย่างรอบคอบจากองค์กรอิสระ รวมทั้งฝ่ายตุลาการและองค์กรอื่น ๆ ข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ในกฎหมายนั้นคุ้มกันรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ จากการถูกลงโทษในอาชญากรรมที่พวกเขาก่อขึ้น ความคุ้มกันเช่นนี้เป็นผลลบต่อกระบวนการสมานฉันท์ในชาติและก่อให้เกิดความ รู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้ง

สหพันธ์สิทธิ มนุษยชนสากล (FIDH) และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับการฟื้นฟูสิทธิมนุษยชนโดย เร่งด่วน ตลอดจนกระบวนการทางกฎหมายและสิทธิต่าง ๆ ในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม รวมถึงกฎหมายทั้งปวงที่เกี่ยวกับการคุ้มครองความมั่นคงแห่งรัฐและความสงบ เรียบร้อยของประชาชนและการปฏิบัติที่เป็นผลจากกฎหมายเหล่านี้ ขอให้ดำเนินการยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายพิเศษต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงเพื่อทำให้กฎหมายเหล่านี้สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิ มนุษยชนและมาตรฐานสากลซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี

อำนาจพิเศษใด ๆ ควรต้องนิยามอย่างแคบ ๆ และระมัดระวัง และให้มีการทบทวนกฎหมายเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอและเคร่งครัดโดยรัฐสภาและได้ รับการตรวจสอบโดยองค์การอิสระอื่น ๆ นอกจากนี้ การนำมาใช้ต้องสอดคล้องอย่างเคร่งครัดกับการพิจารณาคดี ความจำเป็น และความเหมาะสม ความผิดที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐระหว่างที่มีการใช้กฎหมายเหล่านี้ต้องถูก สอบสวนและลงโทษ

การไม่ต้องถูกลงโทษ และการไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม

การไม่ต้องถูก ลงโทษของเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่ในกองกำลังรักษา ความมั่นคงแห่งรัฐนั้นยังคงได้รับการคุ้มครองอย่างกว้างขวางและต่อ เนื่อง ทั้งในกฎหมายและในทางปฏิบัติ แม้รายงาน UPR ของรัฐบาลยอมรับว่า “ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงความยุติธรรม” เป็นปัญหา แต่ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รัฐที่พัวพันในความผิดต่าง ๆ เช่น การบังคับให้บุคคลสูญหาย และการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ แทบจะไม่เคยถูกดำเนินคดี ในจำนวนคดีที่มีการลงโทษซึ่งมีไม่มากนัก พวกเขาถูกลงโทษในความผิดลหุโทษที่ไม่ได้สะท้อนถึงความร้ายแรงของ อาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริง ๆ หรือไม่ก็ถูกสั่งปล่อยตัวทั้งหมด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือคดีของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายสิทธิมนุษยชนที่ถูกทำให้สูญหายไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นคดีที่มีความผิดร้ายแรงนั้น สิ้นสุดลงโดยจำเลยทุกคนถูกปล่อยตัวไป ภาระความรับผิดต่อการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสังหารผู้ต้องสงสัยก่อ ความไม่สงบ 32 ศพ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2547 ในมัสยิดกรือเซะ หรือความตายของผู้ชุมนุมประท้วงจำนวน 84 ศพเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2547 ในคดีตากใบยังคงไม่ได้รับการตัดสินเนื่องจากไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐถูก ลงโทษ ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานชัดเจนที่ชี้ให้เห็นถึงความรับผิดทางอาญา

ความตาย 92 ศพ และผู้บาดเจ็บ 1,885 คน ในระหว่างการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ.2553 ยังคงไม่มีการชดใช้ หรือลงโทษที่เหมาะสมและเป็นธรรม เรายินดีที่ได้ยินคำมั่นสัญญาของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่าจะสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ในการที่จะสอบสวนและหาความจริงในเหตุการณ์รุนแรงของการชุมนุมประท้วงเหล่า นี้ แต่เราผิดหวังอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าฝ่ายความมั่นคงที่มีส่วนในปฏิบัติการทาง ทหารเพื่อสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงนี้ไม่ให้ความร่วมมือกับคณะ กรรมการค้นหาความจริงฯ

ความสมานฉันท์แห่งชาติต้องการความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อหลัก นิติธรรมและสถาบันประชาธิปไตยรวมถึงฝ่ายตุลาการ ความล้มเหลวในการให้ความยุติธรรมและการเยียวยาเมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงของกระบวนการสมานฉันท์ ด้วยเหตุนี้ การไม่ต้องถูกลงโทษเช่นนี้ต้องถูกยกเลิก ความยุติธรรมไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นพันธกรณีและเป็นกฎเกณฑ์บังคับ

สหพันธ์สิทธิ มนุษยชนสากล (FIDH) และ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเยียวยาเหยื่อและครอบครัวโดยเร็วและอย่าง เหมาะสม รวมทั้งดำเนินการทางกฎหมายและอื่น ๆ ตามที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง

การเพิ่มงบประมาณสำหรับการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ถูก ละเมิดสิทธิมนุษยชนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และการบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายทหารต้องให้ความร่วมมือกับการทำงานของ คอป. และองค์การอิสระอื่นๆที่ตรวจสอบหาความจริงเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญยิ่ง รัฐบาลไทยควรเร่งรัดการให้สัตยาบันกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ฉบับอื่น ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมิให้บุคคลหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) และปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายไทยให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศดังกล่าว นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างกลไกฝ่ายพลเรือนที่เข้มแข็งและมี ประสิทธิภาพในการกำกับดูแลกองทัพ เราขอเรียกร้องรัฐบาลไทยให้มีการพิจารณาทบทวนคดีกรือเซะและตากใบเพื่อที่จะ ดำเนินการลงโทษผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตที่เกิดขึ้น

ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิงเพื่อหลบภัย และผู้ย้ายถิ่น

รายงาน UPR ของรัฐบาลไทยไม่ให้ความสนใจอย่างชัดเจนกับกรณีที่มีการอ้างอิงใด ๆ ถึงการละเมิดหลักการที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ ของการไม่บังคับส่งกลับผู้ลี้ภัย (the non-derogable principle of non-refoulement) การละเมิดเหล่านี้รวมถึงการบังคับให้ชาวม้งลาวจำนวนมากกว่า 4,600 คนกลับสู่ถิ่นฐานในประเทศลาวเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2552 โดยในจำนวนนี้ มี 158 คนมีสถานะเป็น “บุคคลในความห่วงใย”ของ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ; การบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวพม่าหลายพันคนที่หลบหนีการปราบปรามทางทหารมา พักอาศัยในเขตพื้นที่แนวชายแดน ; และกรณีที่กองทัพเรือของไทยบังคับผลักดันชาวโรฮิงยาจากพม่าและบังคลาเทศให้ กลับออกไปในเขตน่านน้ำสากลโดยส่งลงเรือที่มีสภาพทรุดโทรม พร้อมจัดน้ำดื่มและอาหารให้เพียงเล็กน้อยเป็นเหตุให้มีการเสียชีวิต รัฐบาลชุดก่อนสัญญาว่าจะสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแต่ยังไม่มีการ ดำเนินการใด ๆ

แรงงานย้ายถิ่น ที่ไม่ได้จดทะเบียนจำนวนนับล้านคนจากประเทศเพื่อน บ้านยังคงถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกละเมิดทางเพศ ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และถูกรีดไถ รายงาน UPR ของรัฐบาลได้ให้คำมั่นที่จะปฏิรูปกระบวนการ “พิสูจน์สัญชาติ”ให้มี “ความซับซ้อนและใช้เวลาน้อยลง และมีประสิทธิผลมากขึ้น” โดยรัฐบาลได้ยอมรับว่ากระบวนการจดทะเบียนแรงงานที่มีอยู่นั้นมีข้อบกพร่อง อย่างรุนแรง

สหพันธ์สิทธิ มนุษยชนสากล (FIDH) และ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ขอเรียกร้องรัฐบาลไทยให้นำหลักการไม่บังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหา ที่พักพิง มาจัดทำเป็นนโยบายแห่งชาติ รัฐบาลไทยต้องเคารพบรรทัดฐานระหว่างประเทศและทำให้แน่ใจว่า UNHCR มีอิสระที่จะคัดเลือกและกำหนดสถานภาพของผู้แสวงหาที่พักพิง หรือผู้ลี้ภัยก่อนที่จะมีการตัดสินใจและดำเนินการส่งกลับถิ่นฐานเดิม รัฐบาลควรต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกในการให้ความคุ้มครองทาง กฎหมายแก่ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และผู้ย้ายถิ่น โดยออกกฎหมายที่เหมาะสมและปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 และพิธีสาร พ.ศ.2510 ที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพผู้ลี้ภัย และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานย้ายถิ่นและครอบครัว (พ.ศ.2533) ต้องมีกระบวนการสอบสวนที่น่าเชื่อถือและการลงโทษผู้กระทำผิดที่ทำการละเมิด สิทธิแรงงานย้ายถิ่นและผู้ลี้ภัย

การให้ความร่วมมือกับกลไกสิทธิมนุษยชนต่างๆ

เรามีความ ห่วงใยอย่างยิ่งต่อความล่าช้าในการจัดส่งรายงานที่ผูกพัน ตามกติการะหว่างประเทศฉบับต่าง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก เราขอเรียกร้องรัฐบาลไทยให้เคารพต่อพันธกรณีโดยการจัดส่งรายงานที่เลยกำหนด มาแล้วโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และขอให้การส่งรายงานในอนาคตเป็นไปตามกำหนดเวลาด้วย ในการจัดทำรายงานเหล่านี้ รัฐบาลไทยควรต้องจัดการประชุมหารือกับองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมให้กว้าง ขวางและครอบคลุมทั่วประเทศและนำข้อมูลที่ได้มาบรรจุในรายงานของ รัฐบาลด้วย

เมื่อประเทศไทย ส่งผู้แทนเข้าชิงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council) ได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับกลไกต่าง ๆ ในองคาพยพของสหประชาชาติ แต่ในขณะนี้ ยังมีคำถาม 11 ข้อ ที่ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติรอคำตอบอยู่ ดังนั้น เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเคารพต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้นี้โดยตอบคำถาม เหล่านี้และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการอนุญาตให้ผู้รายงาน พิเศษสหประชาชาติเข้ามาตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้รายงานพิเศษฯ ต่อไปนี้

  • ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของแรงงานย้ายถิ่น
  • ผู้รายงานพิเศษด้านเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการชุมนุมโดยสงบ
  • ผู้รายงานพิเศษด้านการส่งเสริมและการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความ คิดเห็นและการแสดงออก
  • ผู้รายงานพิเศษด้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่ทารุณโหด ร้าย ไร้มนุษยธรรม
  • คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ
  • คณะทำงานว่าด้วยการบังคับให้บุคคลสูญหาย

ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี รัฐบาลไทยจำเป็นที่จะต้องก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้องไปสู่ประชาธิปไตยที่เข้ม แข็ง มีการเคารพและยึดถือสิทธิมนุษยชนเป็นแกนหลักในการวางนโยบายเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ถ้อยคำเพียงอย่างเดียวไม่อาจปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ คำมั่นสัญญาเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดความแน่ใจในกระบวนการสมานฉันท์ แม้ว่ารายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศที่รัฐบาลจัดทำ นั้น ระบุรายละเอียดของกฎหมาย ข้อบังคับ แผนงาน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้สะท้อน หรือประกันการปกป้องสิทธิมนุษยชน หากนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องและไม่ถูกตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจถึงผลกระทบที่ ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ เป็นเรื่องจำเป็นที่สุดที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมที่จะทำให้ เกิดความแน่ใจและสร้างความเข้มแข็งในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและ หลักนิติธรรม โดยการยุติการไม่ต้องถูกลงโทษทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติ และทำให้เกิดความยุติธรรมอย่างเสมอภาคโดยทันทีทันใด

ในวันที่ 5 ตุลาคมที่จะถึงนี้ การนำเสนอรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน UPR ของรัฐบาลจะเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งของประเทศไทยในการอธิบายให้รายละเอียด เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงคำมั่นสัญญา เพื่อที่จะบรรลุเป้าประสงค์เหล่านี้

ขอกราบขอบคุณ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ที่กรุณาให้ความสนใจรับฟังข้อเสนอแนะของเรา หากท่านต้องการรายละเอียดใดเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้เพิ่มเติม เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะจัดเตรียมและให้คำปรึกษาหารือ

ขอแสดงความเคารพอย่างสูง

Ms. Souhayr Belhassen
ประธานสหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH)
นายแดนทอง บรีน
ประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
สำเนาถึง :
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการการะทรวงยุติธรรม
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร
พลเอกธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา
ศาสตราจารย์ อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

น้ำท่วมภาคกลางยังหนัก เตือนอีสานฝนถล่มอีก

ที่มา ประชาไท

สถานการณ์น้ำท่วมภาคกลางยังหนักทุกพื้นที่ ด้านอุตุเตือนฝนตกหนักภาคอิสาน เรือปลัดกระทรวงสาธารณสุขล่มโชคดีที่ช่วยได้ทันส่วนเรือทหารช่างล่มเกาะญวน จ.นครสวรรค์รอด 2 หาย 1 โฆษก ปชป.ซัด นายกฯ ต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการน้ำท่วมมากกว่านี้

9 ก.ย. 54 - นายแพทย์ไพจิตร วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นางณภัค วินิจจินดา นักวิชาการกระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างนั่งเรือพายกลับจากเยี่ยมนายพัด ควรสมทบ พื้นที่หมู่ 1 ตำบลบางหลวงโดด อำเภอบางบาล โดยเรือของปลัดกระทรวงสาธารณสุข ต้องฝ่าดงกล้วยหอมออกมาจากบ้านนายพัด และแล่นผ่านสายไฟฟ้าที่อยู่ระดับต่ำ ปรากฎว่าจังหวะที่ปลัดและนักวิชา กำลังจะก้มหลบสายไฟอยู่นั้นเรือเกิดเอียงและล่มในน้ำท่วม แต่เคราะห์ดีชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ได้เข้าไปช่วยเหลือทั้ง 2 ได้อย่างปลอดภัย

จังหวัดพิษณุโลก พบผู้ประสบภัยน้ำท่วมตกอยู่ในภาวะเครียด เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายจำนวนมาก ซึ่งนายชินวัฒน์ ชมประเสริฐ สาธารณสุขอำเภอบางระกำ บอกว่า จากการลงพื้นที่มาให้บริการตรวจสุขภาพกับชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมอำเภอบาง ระกำ พบว่ามีผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงถึงขั้นฆ่าตัวตายแล้วจำนวน 78 ราย ถือว่าเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมที่สำรวจพบกว่า 30 ราย สาเหตุนั้นมาจากเครียดจากน้ำท่วมทรัพย์สิน น้ำท่วมนาข้าว รวมถึงน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ซึ่งขณะนี้ได้จัดทีม อสม.เฝ้าระวังดูแลผู้ป่วยโรคเครียดทุกราย จัดยาลดเครียดและให้ทีมอาสาสมัครเข้าไปพูดคุยเพื่อผ่อนคลายภาวะเครียด เบื้องต้นพบว่าผู้ป่วยหลายรายอาการดีขึ้น

ส่วนความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในที่ต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนกำลังเร่งเข้าไปบรรเทาทุกข์เบื้องต้น เช่นที่จังหวัดนครสวรรค์สภากาชาดไทย ร่วมกับนายกเหล่ากาชาดจังหวัด มอบชุดธารน้ำใจพร้อมน้ำดื่ม จำนวนกว่า 2,700 ชุด ให้กับชาวบ้านพื้นที่ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง เพื่อบรรเทาทุกข์เบื้องต้น

จังหวัดสิงห์บุรี นายฐานิสร์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมอำเภออินทร์บุรี พร้อมกับมอบถุงยังชีพ เรือ และสุขากระดาษแก่ผู้ประสบภัยด้วย พร้อมกำชับหน่วยงานที่ข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านอย่างรวดเร็วครอบคลุมทุกพื้นที่

จังหวัดสุพรรณบุรี กำลังเร่งระดมช่วยกันทำแนวเขื่อนกั้นน้ำบริเวณตลาดเก้าห้องร้อยปี อำเภอบางปลาม้า หลังแม่น้ำท่าจีนเอ่อล้นเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจ ทำให้ชุมชนเก่าแก่กว่า 300 ห้องได้รับความเดือดร้อน

เตือนภัย 19 จังหวัดภาคอีสานฝนตกหนัก

ด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุบลราชธานี ประกาศฉบับที่ 1 ( 22/2554) เรื่อง สภาวะน้ำท่วมจากฝนตกหนัก เนื่องจากร่องมรสุมกำลังปานกลางพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้ง 19 จังหวัดของภาคมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ราบลุ่ม ระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 9 - 12 กันยายน 2554 และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง ใกล้ชิดในระยะนี้

ส่วนการคาดหมายลักษณะอากาศใน 7 วันข้างหน้า ( 9 –15 กันยายน 2554 ) การคาดหมายในช่วงวันที่ 9-12 ก.ย. ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ส่วนในช่วงวันที่ 13-15 ก.ย. ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย จะมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงวันที่ 9-12 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไปและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม ส่วนในช่วงวันที่ 13-15 ก.ย.มีฝนฟ้าคะนองกระจาย และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศา เซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90 % ลมตะวันตก ความเร็ว10-30 กม./ชม.

สำหรับผลกระทบต่อการเกษตร เกษตรกรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยควรระวังอันตรายและป้องกันความเสีย หายที่จะเกิดกับทรัพย์สินและ พืชผลทางการเกษตรจากสภาวะน้ำท่วมฉับพลันสภาพอากาศมีความชื้นสูง เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดควรป้องกันกำจัดโรคราสนิมและโรคราน้ำค้างผู้ที่เลี้ยง โคและกระบือไม่ควรปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในที่ชื้นแฉะ เพราะอาจป่วยเป็นโรคปากและเท้าเปื่อยได้

ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 9 – 12 ก.ย. ขอให้เกษตรกรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหล ผ่าน และพื้นที่ราบลุ่ม ระวังอันตรายจากฝนตกหนักที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

รมว.ทส.ประชุมผู้ว่า 12 จว. แก้น้ำท่วมภาคกลาง

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)เปิดเผยภายหลัง เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา 12 จังหวัด อาทิ สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง สมุทรปราการ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าประชุมแนวทางการบูรณาการ การดำเนินงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยในเขตพื้นที่ภาคกลาง (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) โดยสรุปว่าให้แต่ละจังหวัดเตรียมมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ เบื้องต้นหลายจังหวัดได้รายงานว่ามีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว เช่น การจัดหาเครื่องจักรกล พร้อมกับคนสำหรับกรณีฉุกเฉินได้ทันที ส่วนระยะกลางและระยะยาวสำรวจพื้นที่รับน้ำ และอ่างเก็บน้ำตั้งแต่พื้นที่ทางตอนเหนือลงมาจนถึงท้ายน้ำ เพื่อบูรณาการให้เป็นแผนเดียวกัน รวมทั้งสำรวจความเสียหายเพื่อเตรียมจ่ายค่าชดเชยให้กับชาวบ้านที่ได้รับความ เดือดร้อน โดยจะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วันด้วย

เรือทหารช่างล่มเกาะญวนจ.นครสวรรค์รอด 2 หาย 1

ด้านทหาร ช.พัน 4 ค่ายจิระประวัติ จ.นครสวรรค์ ซึ่งมาช่วยเทศบาลนครนครสวรรค์ลำเลียงกระสอบทรายไปทำแนวกั้นน้ำบริเวณเกาะยวน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เพื่อป้องกันน้ำท่วม เจอกระแสน้ำไหลเชี่ยวพัดเรือท้องแบนล่ม โดยจ่าสิบตรีฐิติวุฒิ กุลนาดา และจนท.เทศบาลอีกคนว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้ ขณะที่จ่าสิบเอกวสันต์ ทันนิติ อายุ 55 ปี ทหารช่างสูญหายไป ล่าสุดชุดประดาน้ำยังไม่สามารถลงค้นหาได้ เนื่องจากกระแสน้ำไหลแรง

"ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" สั่งการให้ รมช.มหาดไทย อยู่ในพื้นที่ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ เพื่อค้นหาผู้สูญหายจากเหตุดินถล่มจนกว่าจะพบร่าง

นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานดินถล่มหลังฝนตกหนักในพื้นที่ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และสูญหาย 7 ราย บ้านเรือนพังเสียหาย 13 หลัง แต่ยังไม่สามารถเข้าสำรวจพื้นที่ได้ทั้งหมด เนื่องจากถนนทั้งสายถูกตัดขาด อีกทั้งยังไม่สามารถติดต่อ ผวจ.อุตรดิตถ์ ได้เพราะอยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่

ทั้งนี้ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทย สั่งการให้นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มหาดไทย ท่ีอยู่ระหว่างลงพื้นที่สำรวจน้ำท่วมที่จ.นครสวรรค์ ให้เดินทางไปจ.อุตรดิตถ์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุทันที นอกจากนี้ยังสั่งการให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ดูแลเพิ่มเติมด้วย ล่าสุด รมว.มหาดไทย สั่งให้รมช.มหาดไทยอยู่ในพื้นที่เพื่อค้นหาจนกว่าจะพบผู้สูญหาย

โฆษก ปชป.ซัด นายกฯ ต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการน้ำท่วมมากกว่านี้

ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค ปชป. แถลงว่า ภาพรวมการทำงานของรัฐบาลในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เห็นชัดเจนว่ามีภารกิจที่ไม่ใช่เรื่องของประชาชนเป็นหลัก แต่เป็นการช่วยเหลือพรรคพวกของตัวเอง สร้างวาทกรรมทางการเมืองใส่ร้าย ปชป. เช่น เรื่องน้ำท่วมที่พยายามกล่าวโทษรัฐบาลในอดีตใช้งบกลางหมด แต่สุดท้ายมาอนุมัติเงิน เข้าใจว่าออกมาแล้ว 34 จังหวัดใช้งบประมาณไป 871 ล้านบาท ดังนั้น อยากถามว่าทำไมเงินก้อนนี้ มีได้ทั้งที่ก่อนหน้านี้อ้างว่าไม่มีงบฯ ทำไมต้องรอให้ประชาชนทนลำบากในสถานการณ์น้ำท่วม ใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน ถือว่าไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศ

นายชวนนท์กล่าวว่า กรณีการถามกระทู้สดของ ปชป.ในสภาเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา เรื่องการช่วยเหลือน้ำท่วม นายกฯก็ไม่มาตอบแต่มอบให้ รมช.มหาดไทยตอบแทน ตอบก็ไม่ตรงคำถาม ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันว่าจะช่วยเมื่อไหร่ ช่วยเท่าไหร่ ตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้ตั้งใจที่จะช่วยเหลือ อยากถามกลับว่าจะเอาอย่างไรเรื่องเงินส่วนต่างการประกันรายได้ ถ้าไม่ให้ก็บอกไม่ให้ แล้วถ้าไม่ให้เงินส่วนต่าง แล้วเริ่มต้นโครงการจำนำ ประชาชนที่ถูกน้ำท่วมกว่าค่อนประเทศจะเอาอะไรไปจำนำ สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องตอบ

"การทำงานของสารพัดโฆษกรัฐบาลคงสับสนหน้าที่ เพราะไม่พูดอะไรที่เป็นประเด็นของบ้านเมือง มากัดจิก อ้างเสียงข้างมากปฏิเสธการตรวจสอบ ถามมากๆ ขู่จะฟ้อง ที่หาเสียงไว้ไม่เกิดอะไรสักอย่าง ถามไปก็ไม่ตอบ นายกฯ ก็เลือกตอบกับคนที่เตรียมไว้ ดังนั้น คนถามต้องถามให้ตรงคำตอบ อีกหน่อยจะคุยกับนายกฯ คงต้องดูโพยคำตอบจะได้ถามให้ตรง ไม่คิดว่านายกฯ จะมีสิทธิในการบริหารประเทศอย่างนี้ ประเทศมีปัญหาวิกฤตหลายเรื่อง แต่กลับมาเล่นวาทกรรม เล่นการตลาดช่วยเหลือประชาชนในการตั้งธงไว้ในใจก่อน ประชาชนต้องร่วมกันพิจารณา ในฐานะนายกฯต้องมีความสามารถมากกว่านี้" นายชวนนท์กล่าว

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: ครอบครัวข่าว, กรุงเทพธุรกิจ, สำนักข่าวไทย, ไทยรัฐ, ประชาชาติธุรกิจ

ผู้นำอิหร่าน ร้องซีเรียเลิกปราบผู้ชุมนุม

ที่มา ประชาไท

ปธน. มาห์มูด อะมาดิเนจัด ของอิหร่าน ประเทศพันธมิตรระดับต้นของซีเรีย เรียกร้องให้ผู้นำซีเรียเลิกปราบผู้ชุมนุม ขณะที่รมต. ต่างประเทศของฝรั่งเศสประกาศ รัฐบาลซีเรียก่อ "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ"

8 ก.ย. 2011 - ประธานาธิบดีอิหร่าน มาห์มูด อะมาดิเนจัด เรียกร้องให้ บาชาร์ อัล อัสซาด ผู้นำซีเรีย ยกเลิกการปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง และเปิดให้มีการเจรจากับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย

เมื่อวันพุธ (7) ที่ผ่านมา อะมาดิเนจัด กล่าวออกอากาศผ่าน Radiotelevisao Portuguesa ของโปรตุเกสว่า ควรมีการเปิดเจรจาระหว่างรัฐบาลซีเรียกับฝ่ายต่อต้าน และย้ำว่า "การใช้กำลังทหารไม่เคยเป็นทางออกที่ถูกต้อง"

"พวกเราเชื่อว่าเสรีภาพ ความยุติธรรม และความเคารพในตัวผู้อื่นถือเป็นสิทธิสำหรับทุกชาติ รัฐบาลทุกประเทศควรคำนึงถึงสิทธิเหล่านี้ ควรจัดการปัญหาด้วยการเจรจาหารือ" ปธน.อิหร่านกล่าว

"ประเทศอื่นในภูมิภาคนี้สามารถช่วยเหลือให้รัฐบาลซีเรียและประชาชนได้หารือกัน ด้วยมุมมองที่จะแก้ปัญหาความแตกต่างและนำเสนอการปฏิรูปซึ่งเป็นที่ต้องการ"

สำนักข่าวอัลจาซีร่ารายงานว่า ความสัมพันธ์ของซีเรียที่มีต่ออิหร่านในฐานะประเทศพันธมิตรระดับต้น เป็นกุญแจสำคัญสำหรับรัฐบาลอัสซาด ซึ่งในตอนนี้กำลังถูกนานาชาติละให้โดดเดี่ยว

ก่อนหน้านี้ความเห็นจากอิหร่านต่อเหตุไม่สงบในซีเรียส่วนใหญ่จะเน้นพูดถึง "การสมคบคิดของต่างชาติ" ในการทำให้ประเทศซีเรียขาดเสถียรภาพ แต่รัฐบาลอิหร่านเองก็ค่อยๆ เปลี่ยนท่าทีอย่างเป็นนัย

เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน อาลี อัคบาร์ ซาเลฮี ก็เสนอให้รัฐบาลอัสซาดตอบสนอง "ข้อเรียกร้องที่ชอบธรรม" ของประชาชนบางข้อ โดยย้ำว่าอิหร่านยังคงสนับสนุนซีเรีย

อัลจาซีร่าตั้งข้อสังเกตว่า การแสดงความเห็นของอะมาดิเนจัดในครั้งนี้ดูพลิกความคาดหมายเล็กน้อย และน่าจะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเริ่มหมดความอดทนต่ออัสซาดในอิหร่าน

การแสดงความเห็นนี้มีขึ้นในวันเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ของซีเรียนำรถถังเข้าปราบประชาชนใจกลางเมืองฮอม จนมีผู้เสียชีวิตราว 20 กว่าราย จากปากคำของนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนในซีเรีย โดยก่อนมีการปราบปรามมีประชาชนมาชุมนุมตามท้องถนนกว่า 2,000 คน

นักกิจกรรมและผู้อยู่ในพื้นที่เล่าว่าได้ยินเสียงปืนกลจากที่ บาบ อัล-เดรียบ (ประตูเมืองทางฝั่งตะวันออกของฮอม) และจากเขตบอสตาน ดิวาน ติดกับฮอม ในคืนวันอังคาร (7) หลังจากที่ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังฝั่ง บาบ แทดมอร์ (ประตูฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ)

ขณะเดียวกันสำนักข่าว SANA ของฝ่ายรัฐบาลซีเรียก็รายงานว่ามี "กลุ่มผู้ก่อการร้าย" ลักพาตัวเจ้าหน้าที่ พรรครัฐบาลไป 2 ราย ใกล้กับเมืองฮอม

ฝรั่งเศสประกาศ รัฐบาลซีเรียก่อ "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ"

ในวันพุธ (7) ที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศสกล่าวหาว่าซีเรียได้ก่อ "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" และแสดงความต้องการให้รัสเซียสนับสนุนการประณามการปราบปรามผู้ชุมนุมของสหประชาชาติ โดยกล่าวว่าต้องมีการส่งสารอันหนักแน่นต่อรัฐบาลซีเรียห้ามพวกเขาไม่ให้กระทำการปราบประชาชนเช่นนี้อีกต่อไป

ขณะที่เซอกี ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียปฏิเสธ โดยกล่าวว่า พวกเขาการยุยงส่งเสริมคนในกลุ่มต้านรัฐบาลด้วยการบอยคอตต์การเจรจาเป็นหนทางที่อันตรายและเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์แบบในลีเบียซ้ำอีก ซึ่งทั้งรัสเซียและฝรั่งเศสต่างก็ไม่ต้องการให้เกิด

ทางรัฐบาลซีเรียได้สัญญาว่าจะมีการปฏิรูปขนาดใหญ่เพื่อตอบสนองต่อผู้ประท้วง แล้วกล่าวหาว่าเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นผลงานของ "กลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธ" ที่มีชาวต่างชาติหนุนหลัง รัฐมนตรีการคลังซีเรียก็ออกมาประกาศในวันพุธ (7) ที่ผ่านมาว่าเหตุรุนแรงทำให้เศรษฐกิจซีเรียตกต่ำ และควรแก้ปัญหาด้วยการปฏิรูป

ทางด้านเลขาธิการใหญ่กลุ่มสันนิบาตชาติอาหรับ นาบิล อิลาราบี ซึ่งมีหมายจะเดินทางไปยังซีเรียพร้อมสมาชิกอีก 22 รายในวันพุธ (7) ก็ถูกรัฐบาลซีเรียขอร้องให้เลื่อนการมาเยือน เนื่องจาก "มีสถานการณ์ที่เหนือการควบคุม" อยู่ ซึ่งทางสันนิบาตชาติอาหรับก็ยอมเลื่อนไปเป็นวันเสาร์ (10) ที่จะถึงนี้

อิลาราบี จะเดินทางไปเยือนซีเรียพร้อมกับเอกสารนำเสนอให้รัฐบาลซีเรียหยุดการปราบปรามประชาชนและดำเนินการปฏิรูป จากสำเนาของเอกสารระบุว่าอัสซาดควรจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 3 ปี เดินหน้าสู่ระบอบหลายพรรคการเมืองและหยุดการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลโดยทันที

ที่มา

Ahmadinejad urges Syria to end crackdown, Aljazeera, 08-09-2011
http://english.aljazeera.net/news/middleeast/2011/09/20119814058609374.html

Deaths reported in 'fresh Syrian assault' , Aljazeera, 08-09-2011
http://english.aljazeera.net/news/middleeast/2011/09/20119785531287269.html

กสม. และ 17 สถาบันสิทธิฯ ร่วมกันสนับสนุนสิทธิในการพัฒนาให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในอีก 17 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้รับรองผลการประชุมอย่างเป็นทางการของการประชุมประจำปี ครั้งที่ 16 และการประชุมทุกสองปีของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจักขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 6- 8 กันยายน ณ โรงแรมแชงกรี-ล่า กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน

สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีการรวมตัวกันในกรอบ ความร่วมมือที่เรียกว่า APF หรือ Asia Pacific Forum of National Human Rights Institutions เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการทำหน้าที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิ มนุษยชนระหว่างกัน และร่วมมือกันในประเด็นสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค APF มีสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นสมาชิก 17 สถาบัน ได้แก่ สถาบันสิทธิมนุษยชนของประเทศอัฟกานิสถาน จอร์แดนกาตาร์ ปาเลสไตน์ อินเดีย ศรีลังกา มัลดีฟส์ เนปาล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย ติมอร์เลสเต้ เกาหลีใต้ มองโกเลีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

การประชุมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปีนี้เป็นโอกาสให้สมาชิก APF ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการ ส่งเสริมสิทธิในเรื่องต่างๆ โดยเปิดเวทีให้ภาคประชาสังคมและหน่วยงานของรัฐเข้าร่วมให้ข้อคิดเห็นด้วย ในโอกาสที่ กสม.เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ กสม. ได้พยายามสนับสนุนให้ NGOs ของไทยได้มีส่วนร่วมให้ข้อคิดเห็นต่อการประชุม โดยจัดเวทีคู่ขนานกับการประชุมให้ NGOs ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคได้หารือร่วมกันในประเด็นที่มีการพิจารณาในที่ ประชุม ได้แก่ สิทธิในการพัฒนาและสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ และจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการส่ง เสริมสิทธิดังกล่าวด้วย

ผลการประชุมที่สำคัญ สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เป็นสมาชิก APF ให้คำมั่นที่จะผลักดันให้สิทธิในการพัฒนาเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง การแสดงคำมั่นครั้งนี้เกิดขึ้นในโอกาสครบรอบ 25 ปีที่ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนาได้รับการรับรองโดยสหประชาชาติ โดยจะดูแลให้ภาคส่วนต่างๆ เคารพสิทธิมนุษยชนในกระบวนการพัฒนาของแต่ละประเทศ เพื่อให้การพัฒนานำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง

ศ.ประเวศ วะสี ประธานสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย และ ดร.หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้ให้เกียรติมากล่าวเปิดการประชุมและกล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิ มนุษยชนและสิทธิในการพัฒนา ซึ่งถือเป็นสิทธิมนุษยชนประเภทหนึ่ง ศ.ประเวศได้ให้ข้อคิดเห็นว่า มนุษย์จะต้องมีจิตสำนึกที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเคารพสิทธิมนุษย ชน จิตสำนึกดังกล่าวเท่านั้นที่จะช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมและนำพามนุษยชาติให้อยู่รอดต่อไปได้ ส่วนประธานศาลปกครองสูงสุดได้กล่าวถึงบทบาทของศาลปกครองในการคุ้มครองสิทธิ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการพัฒนาซึ่งได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ ได้แก่ สิทธิชุมชนในมาตร 66 และ 67 เพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาและถูกละเมิดสิทธิได้ รับความเป็นธรรม

ในการส่งเสริมให้สิทธิในการพัฒนาเกิดผลจริงจัง ที่ประชุมเห็นพ้องว่าสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรดูแลผู้พิทักษ์สิทธิ มนุษยชนที่ปกป้องสิทธิในการพัฒนาให้ได้รับความคุ้มครองจากการถูกข่มขู่คุก คาม ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อให้การพัฒนามีประชาชนเป็นศูนย์ กลาง และสนับสนุนบทบาทของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสังคมแห่งการสื่อสาร ให้เข้ามามีบทบาทตรวจสอบการละเมิดสิทธิและสร้างตระหนักแก่สังคมในเรื่องของ สิทธิมนุษยชนและสิทธิในการพัฒนา

นอกจากการส่งเสริมสิทธิในการพัฒนาแล้ว ที่ประชุม APF ยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิของผู้มีความหลากหลาย ทางเพศในภูมิภาค ที่ประชุมเห็นว่าความหลากหลายทางเพศเป็นความหลากหลายทางธรรมชาติ บุคคลกลุ่มนี้จึงควรได้รับการเคารพและคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป และสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรส่งเสริมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ด้วยเหตุแห่งความหลากหลายทางเพศ ซึ่งในส่วนของ กสม. ได้มีการทำงานร่วมกับเครือข่ายความหลากหลายทางเพศมาอย่างต่อเนื่องและมีแผน จะร่วมมือกับเครือข่ายในการส่งเสริมให้คนกลุ่มนี้ได้รับการเคารพสิทธิเช่น บุคคลอื่นทั้งในเรื่องของการรับรองสถานะทางกฎหมายและสิทธิในการใช้ชีวิตคู่ ต่อไป

ในการประชุมครั้งนี้ ศ. ดร. อมรา พงศาพิชญ์ ประธาน กสม. ได้รับเลือกเป็นเอกฉันท์ให้เป็นประธานการประชุม และนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการ กสม. ยังได้รับความเห็นชอบให้เป็นประธานเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงของสำนักงาน ที่สนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ เป็นสมาชิก APF ด้วย

ผลการประชุมอื่นๆ ที่ประชุมได้รับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของบังกลาเทศเข้าเป็นสมาชิก APF ในการประชุมครั้งนี้ และได้เลือกสถาบันสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเพื่อเป็นตัวแทนของ APF ไปทำงานร่วมกับสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจากภูมิภาคอื่นๆ ในคณะกรรมการระหว่างประเทศเพื่อการประสานงานระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่ง ชาติ หรือที่เรียกว่า ICC (International Coordinating Committee of National Institutions for the Promotion and Protection of Human Rights) ซึ่งเป็นเครือข่ายของสถาบันสิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ จากทุกภูมิภาคทั่วโลก โดย กสม. ได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนของ APF ในคณะกรรมการบริหารของ ICC ซึ่งมีบทบาทในการกำกับดูแลการดำเนินงานที่สำคัญๆ ของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั่วโลกให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ที่สมาชิก ICC ได้ร่วมให้ความเห็นชอบไว้

มันเจ็บมั้ยครับตุลย์ ยะใสม็อบรุ่นพี่ขยี้ซ้ำ

ที่มา Thai E-News

ภาพ มุมสูงบริเวณที่ชุมนุม ส่วนภาพกลางกระบะมิตซูฯขาวไอ้8หลอดเจ้าประจำที่หมอตุลย์ใช้ร่วมกับพรรคประชา ธิปัตย์มาเหมือนเคย ภาพล่างสุดชูป้ายฟ้อนต์เดียวกันเด๊ะ จนมือก่อม็อบรุ่นพี่อย่างสุริยะใสส่ายหน้าออกมาด่าซ้ำ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 กันยายน 2554

เฮียฟัดเฮีย ยะใสพธม.ตื้บหมอตุลย์ซ้ำหลังทำม็อบปกป้องสถาบันโหรงเหรง
นาย สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้พูดในรายการ "คนเคาะข่าว" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV เมื่อช่วง 3 ทุ่มวันเดียวกัน ซึ่งเว็บไซต์ASTVผู้จัดการรายงานในหังข้อข่าว "ยะใส" แนะ "หลากสี" ชุมนุมระวัง หวั่นงานมวลชนดูหลักลอย โดยรายงานในตอนหนึ่งว่า

"ยะใส" ชี้เกมมวลชนจะเป็นสิ่งเดียวที่เบรกระบอบทักษิณได้ แนะ "คนหลากสี" ต้องระวัง หวั่นชุมนุมจังหวะไม่เหมาะจะทำให้งานมวลชนดูหลักลอย

วันนี้ที่คนหลากสีออกไป ผมไม่ค่อยเห็นด้วยแต่ก็เคารพการตัดสินใจ แต่ต้องระวังเพราะเกมมวลชนคือสิ่งที่จะจัดการระบอบทักษิณได้ ทุกวันนี้ไม่ค่อยวางใจตุลาการณ์ภิวัฒน์ ไม่เชื่อมั่นฝ่ายค้าน ไม่มั่นใจองค์กรอิสระ ส่วนกองทัพก็เอาตัวเองก่อน คิดว่ามวลชนนี่แหละเป็นไม้เดียวที่จะเบรกระบอบทักษิณได้ จังหวะก้าวต้องระมัดระวัง ไม่ใช่ละเลงงานมวลชนไปหมดแล้วดูหลักลอย

ยังงี้มันเสียมั้ย?ปกป้องสถาบันทั้งทีมีไม่ถึงร้อย

เว็บไซต์go6tvรายงานภาพข่าวเรื่อง "เครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน" แป้ก!! ชุมนุมใหญ่ไม่ถึง 100 คน โดยนำเสนอภาพถ่ายบรรยากาศการชุมนุมในมุมสูง และรายงานข่าวว่า
นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน หรือกลุ่มเสื้อหลากสี ได้จัดชุมนุมใหญ่ ร่วมกับเครือข่ายราษฏรอาสาปกป้องแผ่นดินที่สวนลุมพินีตั้งแต่เวลา 16.30-19.30 น.

แต่หลังจากเลยเวลานัดหมายจนถึงเวลา 18.00 น.ก็ยังไม่มีมวลชนจำนวนมหาศาลอย่างที่กล่าวอ้าง ทีมงานได้เดินเข้าไปสำรวจในสวนลุมพินี ทราบว่า กลุ่มคนที่มาขณะนี้ เป็นมวลชนที่ถูกว่าจ้างมาจากชุมชนหนึ่ง ผสมรวมกับคนมาออกกำลังกายไม่เกิน 100 คน และทีมงานได้เริ่มปราศัยเรียกแขกไปเป็นระยะๆ

สื่อพวกเดียวกันรายงานแบบบวกๆให้100คนมาปกป้องสถาบัน

ทางด้านเว็บไซต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า ซึ่งนำเสนอข่าวโจมตีเครือข่ายเสื้อแดงและทักษิณอย่างต่อเนื่อง นำเสนอข่าวปชช.สุดทน รัฐบาลเหิมอำนาจ รวมตัวสวนลุมฯ ยัน มาทุกศุกร์ จนกว่าสถาบันจะปลอดภัย ดังต่อไปนี้
บวร ยสินธร ลงทุนชูป้ายเองในงานนี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 16.30 น.กลุ่มเครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน (ครส.) นำโดยนายบวร ยสินทร ประธานเครือข่ายฯ และผู้ชุมนุม 100 คน ได้เดินทางมาชุมนุมบริเวณลานพระบรมรูป ร.6 สวนลุมพินี โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีการปราศรัยบนรถกระบะดัดแปลงติดเครื่องขยายเสียง สลับกับการเปิดเพลงปลุกใจ อีกทั้งมีการชูป้ายข้อความที่ระบุว่า “ห้าแตะ ม.112” หรือ “คนโกงต้องติดคุก ไม่เอานายกฯ หุ่นเชิด” ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี จำนวนกว่า 40 นาย

โดยนายบวร อ่านแถลงการณ์ว่า ทาง ครส.เกิดขึ้นจากสถานการณ์บีบคั้นจิตใจที่เกิดขึ้นจากการกระทำของขบวนการ ที่ต้องการล้มเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นรากฐานของประเทศ ทั้งในรูปแบบเปิดเผยและแอบแฝงตัว โดยพบว่ามีการกระทำอย่างเป็นขั้นตอน ที่มีแกนนำและมีแนวร่วมในด้านต่างๆ ทั้งกลุ่มนักคิด นักวิชาการ สื่อมวลชน รวมถึงข้าราชการและนักการเมือง ซึ่งจะมีการใช้วิธีการจัดฉากสมรู้ร่วมคิด ให้เห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า อ้างประชาธิปไตยต่อต่านเผด็จการ รวมทั้งการสร้างภาพให้เชื่อว่ามีกลุ่มอำมาตย์และอำนาจมืด พร้อมกับการใช้นโยบายหาเสียงในการหาเสียง ในลักษณะสัญญาว่าจะให้ต่างๆ

นายบวร กล่าวต่อว่า ขณะนี้สถานการณ์เลวร้ายลง หลังพรรคเพื่อไทย (พท.) ชนะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กว่า 15 ล่านเสียง โดยตัวเลขดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้อ้าง เพื่อขยายความแตกแยกในสังคม ให้เกิดการมีชนชั้นขึ้น ส่วนการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มของการสถาปนารัฐไทยขึ้นมาใหม่ เป็นการสร้างอำนาจรัฐซ้อนรัฐ ซึ่งทางรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงจะยอมไม่ได้ แต่กลับสงบปากสงบเสียง ทั้งนี้ทาง ครส.เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องออกมาปกป้องสถาบันอย่างเปิดเผย และไม่ประมาทอย่างที่ผ่านมา โดยจะมีการชุมนุมเคลื่อนไหวให้ความรู้ประชาชน ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 16.30 — 18.30 น.ที่ลานพระบรมรูป ร.6

นายบวร เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีการใช้วิธีการหลอกล่อ ด้วยการให้ผลประโยชน์ให้กับแนวร่วม ทั้งสื่อมวลชน หรือนักวิชาการ เพื่อทำให้ตนเองได้กลับมายังประเทศอีกครั้งหนึ่ง ส่วนการยื่นฎีกาขออภัยโทษนั้น คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่า เมื่อพรรค พท.ชนะการเลือกตั้ง จึงมีการลุแก่อำนาจและเหิมเกริม ถ้าไม่ได้กลับ ก็จะมีการใช้วิธีการกดดันในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ส่วนตัวคิดว่า พรรค พท.กับเสื้อแดง แกล้งทำเป็นว่าแยกอกจากกัน แต่จริงแล้วมีศูนย์การอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้สั่งการ และถ้าพรรค พท.จะถึงจุดจบ ก็จะเป็นเพราะมวลชนเสื้อแดงนั่นเอง เนื่องจากไม่มีใครคุมมวลชนเหล่านี้อยู่ โดยขอยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของ ครส.ไม่ได้รับงานมาจากฝ่ายค้าน เพราะ ครส.เคลื่อนไหวในภาคประชาชนที่มีสิทธิเท่านั้น และไม่ได้เพื่อโค่นล้มรัฐบาลพรรค พท.แต่จะมาให้ความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์จริงๆ และเพื่อให้ประชาชนเลิกกลัวนักการเมืองชั่ว

นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน หรือกลุ่มคนเสื้อหลากสี ได้เปิดเผยกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ว่า ในวันนี้ตนจะเดินทางไปเข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายราษฎร์อาสาปกป้อง สถาบัน ที่จะมีการนัดชุมนุมกันที่บริเวณพระราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี เนื่องจากมีแนวทางเหมือนกันในเรื่องการปกป้องสถาบัน ซึ่งทางเครือข่ายจะนำกลุ่มคนเสื้อหลากสีร่วมชุมนุม และทำกิจกรรม โดยตนจะขึ้นกล่าวปราศรัยในส่วนของกระบวนการหมิ่นสถาบันของกลุ่มเคลื่อน ไหวกลุ่มหนึ่งที่เกิดขึ้นภายในประเทศและนอกประเทศ

ส่วนกรณีการขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น ทางเครือข่ายเตรียมที่จะประชุมกันในวันที่ 23 ก.ย. นี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ และแสดงออกทางการเคลื่อนไหวที่สงบต่อไป

การเมืองเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ300

ที่มา Thai E-News

การเมืองเรื่อง300-นาย บุญสม ทาวิจิตร ประธานสหภาพแรงงานจังหวัดสระบุรี นำกลุ่มผู้ใช้แรงงานในจังหวัดสระบุรีรวมตัวกันเดินทางมาที่ศาลากลางจังหวัด ขอพบผู้ว่าฯเพื่อทวงสัญญาขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันทั่วประเทศในทันทีต่อรัฐบาล สำหรับนายบุญสมเป็นเลขาธิการคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ซึ่งมีนายชาลี ลอยสูง อดีตกรรมการพรรคการเมืองใหม่เป็นประธาน

โดย เปลวเทียน ส่องทาง

รัฐบาล ต้องไม่ไหวเอนไปตามการคัดค้านของนายทุนและเครือข่ายอำมาตยาธิปไตย ทั้งหลาย และจงมุ่งมั่นทำตามนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ มิใช่เพียง 7 จังหวัดนำร่องเท่านั้น

การเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจำนวนกว่าเกือบ 16 ล้านเสียง จนนำสู่การจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งคะแนนเสียงที่ได้รับความไว้วางใจมากมายในครั้งนี้

ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมทั้งผู้ใช้แรงงานต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบ ประชาธิปไตย โดยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

มิใช่ “อำนาจนอกระบบ” “มือที่มองไม่เห็น” แทรกแซงการเมืองเหมือนที่ผ่านมาและก็ยังเป็นปัญหาอยู่ถึงปัจจุบัน

ภารกิจรัฐบาล จึงต้องเป็นกลไกหลักในการสร้างประชาธิปไตยให้มั่นคง โดยหาความจริงเหตุการณ์อำมหิตเมษา-พฤษภา53 นำผู้รับผิดชอบและสั่งฆ่าสังหารประชาชนมาลงโทษ

ต้องมีการวางแผนปฏิรูปกองทัพมิแค่เพียงโยกย้ายผู้นำเหล่าทัพเท่านั้น ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50ฉบับอำมาตย์ และอื่นๆ เพื่อขจัดเสี้ยมหนามประชาธิปไตย ไม่ยอมให้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยเป็นใหญ่ในแผ่นดินอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีหาเสียงการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้เสนอนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เป็นผลให้ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ได้สนับสนุนในการเลือกพรรคเพื่อไทย เนื่องเพราะนโยบายนี้จะทำให้ผู้ใช้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ภายหลังจากที่นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยนับเป็นเวลาร่วม หลายสิบปีไม่ได้มีนโยบายที่มีจุดยืนเคียงข้างผู้ใช้แรงงานเช่นนี้ แต่กลับเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเท่านั้น ทำให้ผู้ใช้แรงงานมีสภาพความเป็นอยู่อย่างอัตคัต มีหนี้สินล้นพ้นตัว จักมีชีวตอยู่รอดได้ต้องทำให้หนักขึ้น ต้องทำงานล่วงเวลา ต้องไม่มีวันหยุด เป็นการทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้แรงงาน

นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการคืน “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”ให้กับผู้ใช้แรงงาน และคืน “ความยุติธรรม” ให้กับผู้ใช้แรงงาน ในฐานะผู้ใช้แรงงานเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม เป็นผู้สร้างสรรค์ผลิตสรรพสิ่งให้กับสังคม ในฐานะผู้ใช้แรงงานมีส่วนสำคัญในการสร้างความเจริญ ความมั่งคั่งให้กับประเทศ

ท่ามกลางที่ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่สนับสนุนนโยบายนี้ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย กลับมีนายทุน องค์กรนายจ้าง เครือข่ายสื่อมวลชน นักวิชาการ ของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ที่ออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา รัฐบาลได้ใช้คำว่า “รายได้” มิได้ใช้คำว่า “ค่าจ้างขั้นต่ำ” ทำให้เกิดคำถามว่า รายได้หมายถึงการทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงหรือไม่ ? รวมถึงสวัสดิการอื่นๆด้วยหรือไม่ ? ซึ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ สื่อมวลชน นักวิชาการ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ฉวยโอกาสวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลหลอกลวงประชาชน

แม้ว่า รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ได้แถลงข่าวยืนยันว่า “รายได้” เท่ากับ “ค่าจ้างขั้นต่ำ” เพียงแต่ใช้คำต่างกัน ซึ่งที่จริงแล้วผู้เขียนคิดว่า รัฐบาลควรใช้คำว่า “ค่าจ้างขั้นต่ำ” เพื่อมิให้เกิดความสับสนคลุมเคลือ และคงต้องพิสูจน์รูปธรรมกันต่อไปว่า “รายได้” เท่ากับ “ค่าจ้างขั้นต่ำ” ที่ทำงาน 8 ชั่วโมงและไม่รวมสวัสดิการอื่นๆ จริงหรือไม่ ?

นอกจากนี้แล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผู้มีส่วนสำคัญของนโยบาบพรรคเพื่อไทยได้สัมภาษณ์ voice tv เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ตอนที่ไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยสึนามึ ได้พูดคุยทำความเข้าใจกับนักธุกิจญี่ปุ่น ถึงความสำคัญและจำเป็นต้องมีนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เพื่อสร้างประสิทธิภาพ แรงจูงใจและให้ความยุติธรรมกับผู้ใช้แรงงาน จนนักธุรกิจญี่ปุ่นเข้าใจและสนับสนุนโยบายดังกล่าวด้วย

ผู้เขียนคิดว่า รัฐบาลต้องไม่ไหวเอนไปตามการคัดค้านของนายทุนและเครือข่ายอำมาตยาธิปไตย ทั้งหลาย และจงมุ่งมั่นทำตามนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ มิใช่เพียง 7 จังหวัดนำร่องเท่านั้น

ซึ่งนายทุนจำนวนมากล้วนแต่ได้รับผลกำไรจากการลงทุนจำนวนมหาศาลด้วยการขูดรีด แรงงานโดยค่าจ้างต่ำ สวัสดิการน้อย และรัฐบาลต้องมีนโยบายแก้ไขปัญหาสำหรับการลงทุนของธุรกิจรายย่อยที่ได้รับ ความเดือดร้อนตามความเหมาะสม

ขณะที่ฝ่ายผู้ใช้แรงงานผู้รักประชาธิปไตยก็ควรมีท่าทีการเคลื่อนไหวเพื่อหา ทางแก้ปัญหามากกว่าเพื่อโค่นล้มรัฐบาล เนื่องเพราะนายทุนโดยเฉพาะนายทุนฝ่ายอำมาตย์ ก็ฉวยโอกาสมีธงไม่ทำตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว หรือฝ่ายอำมาตยาธิปไตยนำประเด็นนี้เพื่อหาสร้างแนวร่วมเป็นส่วนหนึ่งในขบวน การโค่นรัฐบาลก็เป็นไปได้เช่นกัน

ผู้ใช้แรงงานควรสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมผลักดันนโยบายนี้ให้เข้มข้นขึ้นใน รูปแบบต่างๆโดยมีมวลชนผู้ใช้แรงงานพื้นฐานมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ยกระดับสร้างจิตสำนึกในการต่อสู้จากประด็นนี้สู่จิตสำนึกทางการเมือง และสามัคคีกับรัฐบาลเพื่อร่วมสร้าง “ดุลย์อำนาจต่อรองกับทุน โดยดึงรัฐมาเป็นเครื่องมือสนับสนุน”

นอกจากนี้แล้ว ผู้เขียนคิดว่า รัฐบาลต้องมีมาตรการเข้มในการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานมิให้ฉวย โอกาสขึ้นราคาซึ่งจะสร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนและนโยบายค่าจ้างขั้น ต่ำก็จะไม่มีความหมายแต่อย่างใด

รัฐบาลต้องให้การรับรองสัตยาบัน ILO มาตราที่ 87 และ 98 เพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ใช้แรงงานตามหลักการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย และเพื่อมิให้นายทุนทำลายสหภาพแรงงาน

รัฐบาลต้องมีแผนจัดกระบวนการแก้ไขปัญหาด้านนโยบายและกฎหมายของผู้ใช้แรงงาน ในระยะยาวด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและมีความยุติธรรมให้กับผู้ใช้แรงงาน เช่น การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานในปัจจุบันทุกฉบับที่ลิดรอนสิทธิ เสรีภาพผู้ใช้แรงงาน มีช่องโหว่และเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน โดยมีตัวแทนผู้ใช้แรงงานทั้งส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง เข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขปัญหาด้วย ตลอดทั้งการปฏิรูประบบค่าจ้างและระบบไตรภาคี

ท้ายสุด จงเชื่อมั่นเถิดว่าผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่สนับสนุนนโยบายที่มีจุดยืนเคียงข้าง ผู้ใช้แรงงาน เพื่อ คืน “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ”ความยุติธรรม”ให้กับผู้ใช้แรงงาน ขณะเดียวกันหากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาลไม่เกิดเป็นรูปธรรมหรือทำไม่ได้จริง ก็จักเป็นผลทำให้รัฐบาลสูญเสียความนิยมฐานเสียงของผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคน ส่วนใหญ่

และฝ่ายอำมาตยาธิปไตยก็จักใช้ประเด็นนี้โจมตีทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลได้เช่นกัน

เสียมั้ย?ม็อบปกป้องสถาบันจัดกันมาแค่เนี๊ยะ ยะใสได้ทีขี่แพะตุลย์ละเลงงานมวลนซะหลักลอย

ที่มา Thai E-News

ภาพ มุมสูงบริเวณที่ชุมนุม ส่วนภาพล่างกระบะมิตซูฯขาวไอ้8หลอดเจ้าประจำที่หมอตุลย์ใช้ร่วมกับพรรคประชา ธิปัตย์มาเหมือนเคย มีแต่คนพูดนะ คนฟังไม่มี

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 กันยายน 2554

การชุมนุมใหญ่อาศัยฤกษ์มงคลวันที่ 9 เดือน 9 ของกลุ่มที่อ้างตัวว่าจะออกมาปกป้องสถาบันกษัตริย์ออกอาการ"แป้ก"เพราะขนาด สื่อพวกเดียวกันแท้ๆยังรายงานตัวเลขผู้ชุมนุมแบบบวกๆให้แค่ 100 เดียว ก็คงต้องถามว่าแบบนี้มัน"เสียมั้ย"..

เว็บไซต์go6tvรายงานภาพข่าวเรื่อง "เครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน" แป้ก!! ชุมนุมใหญ่ไม่ถึง 100 คน โดยนำเสนอภาพถ่ายบรรยากาศการชุมนุมในมุมสูง และรายงานข่าวว่า
นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน หรือกลุ่มเสื้อหลากสี ได้จัดชุมนุมใหญ่ ร่วมกับเครือข่ายราษฏรอาสาปกป้องแผ่นดินที่สวนลุมพินีตั้งแต่เวลา 16.30-19.30 น.

แต่หลังจากเลยเวลานัดหมายจนถึงเวลา 18.00 น.ก็ยังไม่มีมวลชนจำนวนมหาศาลอย่างที่กล่าวอ้าง ทีมงานได้เดินเข้าไปสำรวจในสวนลุมพินี ทราบว่า กลุ่มคนที่มาขณะนี้ เป็นมวลชนที่ถูกว่าจ้างมาจากชุมชนหนึ่ง ผสมรวมกับคนมาออกกำลังกายไม่เกิน 100 คน และทีมงานได้เริ่มปราศัยเรียกแขกไปเป็นระยะๆ

สื่อพวกเดียวกันรายงานแบบบวกๆให้100คนมาปกป้องสถาบัน
ทางด้านเว็บไซต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า ซึ่งนำเสนอข่าวโจมตีเครือข่ายเสื้อแดงและทักษิณอย่างต่อเนื่อง นำเสนอข่าวปชช.สุดทน รัฐบาลเหิมอำนาจ รวมตัวสวนลุมฯ ยัน มาทุกศุกร์ จนกว่าสถาบันจะปลอดภัย ดังต่อไปนี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 16.30 น.กลุ่มเครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน (ครส.) นำโดยนายบวร ยสินทร ประธานเครือข่ายฯ และผู้ชุมนุม 100 คน ได้เดินทางมาชุมนุมบริเวณลานพระบรมรูป ร.6 สวนลุมพินี โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีการปราศรัยบนรถกระบะดัดแปลงติดเครื่องขยายเสียง สลับกับการเปิดเพลงปลุกใจ อีกทั้งมีการชูป้ายข้อความที่ระบุว่า “ห้าแตะ ม.112” หรือ “คนโกงต้องติดคุก ไม่เอานายกฯ หุ่นเชิด” ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี จำนวนกว่า 40 นาย

โดยนายบวร อ่านแถลงการณ์ว่า ทาง ครส.เกิดขึ้นจากสถานการณ์บีบคั้นจิตใจที่เกิดขึ้นจากการกระทำของขบวนการ ที่ต้องการล้มเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นรากฐานของประเทศ ทั้งในรูปแบบเปิดเผยและแอบแฝงตัว โดยพบว่ามีการกระทำอย่างเป็นขั้นตอน ที่มีแกนนำและมีแนวร่วมในด้านต่างๆ ทั้งกลุ่มนักคิด นักวิชาการ สื่อมวลชน รวมถึงข้าราชการและนักการเมือง ซึ่งจะมีการใช้วิธีการจัดฉากสมรู้ร่วมคิด ให้เห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า อ้างประชาธิปไตยต่อต่านเผด็จการ รวมทั้งการสร้างภาพให้เชื่อว่ามีกลุ่มอำมาตย์และอำนาจมืด พร้อมกับการใช้นโยบายหาเสียงในการหาเสียง ในลักษณะสัญญาว่าจะให้ต่างๆ

นายบวร กล่าวต่อว่า ขณะนี้สถานการณ์เลวร้ายลง หลังพรรคเพื่อไทย (พท.) ชนะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กว่า 15 ล่านเสียง โดยตัวเลขดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้อ้าง เพื่อขยายความแตกแยกในสังคม ให้เกิดการมีชนชั้นขึ้น ส่วนการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มของการสถาปนารัฐไทยขึ้นมาใหม่ เป็นการสร้างอำนาจรัฐซ้อนรัฐ ซึ่งทางรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงจะยอมไม่ได้ แต่กลับสงบปากสงบเสียง ทั้งนี้ทาง ครส.เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องออกมาปกป้องสถาบันอย่างเปิดเผย และไม่ประมาทอย่างที่ผ่านมา โดยจะมีการชุมนุมเคลื่อนไหวให้ความรู้ประชาชน ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 16.30 — 18.30 น.ที่ลานพระบรมรูป ร.6

นายบวร เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีการใช้วิธีการหลอกล่อ ด้วยการให้ผลประโยชน์ให้กับแนวร่วม ทั้งสื่อมวลชน หรือนักวิชาการ เพื่อทำให้ตนเองได้กลับมายังประเทศอีกครั้งหนึ่ง ส่วนการยื่นฎีกาขออภัยโทษนั้น คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่า เมื่อพรรค พท.ชนะการเลือกตั้ง จึงมีการลุแก่อำนาจและเหิมเกริม ถ้าไม่ได้กลับ ก็จะมีการใช้วิธีการกดดันในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ส่วนตัวคิดว่า พรรค พท.กับเสื้อแดง แกล้งทำเป็นว่าแยกอกจากกัน แต่จริงแล้วมีศูนย์การอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้สั่งการ และถ้าพรรค พท.จะถึงจุดจบ ก็จะเป็นเพราะมวลชนเสื้อแดงนั่นเอง เนื่องจากไม่มีใครคุมมวลชนเหล่านี้อยู่ โดยขอยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของ ครส.ไม่ได้รับงานมาจากฝ่ายค้าน เพราะ ครส.เคลื่อนไหวในภาคประชาชนที่มีสิทธิเท่านั้น และไม่ได้เพื่อโค่นล้มรัฐบาลพรรค พท.แต่จะมาให้ความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์จริงๆ และเพื่อให้ประชาชนเลิกกลัวนักการเมืองชั่ว

นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน หรือกลุ่มคนเสื้อหลากสี ได้เปิดเผยกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ว่า ในวันนี้ตนจะเดินทางไปเข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายราษฎร์อาสาปกป้อง สถาบัน ที่จะมีการนัดชุมนุมกันที่บริเวณพระราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี เนื่องจากมีแนวทางเหมือนกันในเรื่องการปกป้องสถาบัน ซึ่งทางเครือข่ายจะนำกลุ่มคนเสื้อหลากสีร่วมชุมนุม และทำกิจกรรม โดยตนจะขึ้นกล่าวปราศรัยในส่วนของกระบวนการหมิ่นสถาบันของกลุ่มเคลื่อน ไหวกลุ่มหนึ่งที่เกิดขึ้นภายในประเทศและนอกประเทศ

ส่วนกรณีการขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น ทางเครือข่ายเตรียมที่จะประชุมกันในวันที่ 23 ก.ย. นี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ และแสดงออกทางการเคลื่อนไหวที่สงบต่อไป

ยะใสพธม.ตื้บหมอตุลย์ซ้ำ


นาย สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้พูดในรายการ "คนเคาะข่าว" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV เมื่อช่วง 3 ทุ่มวันเดียวกัน ซึ่งเว็บไซต์ASTVผู้จัดการรายงานในหังข้อข่าว "ยะใส" แนะ "หลากสี" ชุมนุมระวัง หวั่นงานมวลชนดูหลักลอย โดยรายงานในตอนหนึ่งว่า

"ยะใส" ชี้เกมมวลชนจะเป็นสิ่งเดียวที่เบรกระบอบทักษิณได้ แนะ "คนหลากสี" ต้องระวัง หวั่นชุมนุมจังหวะไม่เหมาะจะทำให้งานมวลชนดูหลักลอย

วันนี้ที่คนหลากสีออกไป ผมไม่ค่อยเห็นด้วยแต่ก็เคารพการตัดสินใจ แต่ต้องระวังเพราะเกมมวลชนคือสิ่งที่จะจัดการระบอบทักษิณได้ ทุกวันนี้ไม่ค่อยวางใจตุลาการณ์ภิวัฒน์ ไม่เชื่อมั่นฝ่ายค้าน ไม่มั่นใจองค์กรอิสระ ส่วนกองทัพก็เอาตัวเองก่อน คิดว่ามวลชนนี่แหละเป็นไม้เดียวที่จะเบรกระบอบทักษิณได้ จังหวะก้าวต้องระมัดระวัง ไม่ใช่ละเลงงานมวลชนไปหมดแล้วดูหลักลอย

สมศักดิ์ เจียมฯ:อย่าดำเนินการเรื่องอภัยโทษเลยครับ จะทำให้ระบบกฎหมายเสียหายในระยะยาว

ที่มา Thai E-News

ถ้า คิดจะช่วยคุณทักษิณนะครับ ไม่ต้องอ้าง 3 ล้านชื่อ(ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ)หรอกครับ อ้างนี่เลย อ้่่างได้ 15 ล้านเสียงที่ลงคะแนนให้ เพื่อไทย ออกเป็น พรบ.นิรโทษกรรมเลยครับ ดีกว่าทำให้ระบบเสียแบบนี้..ในความเห็นของผม คดีต่างๆที่ดำเนินการกับคุณทักษิณ ไม่ว่ากรณีที่ดินรัชดา กรณียึดทรัพย์ ฯลฯ ล้วนเป็นโมฆะทั้งสิ้น เพราะผิดกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง (due process)


โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ผมไม่เห็นด้วยกับการขอพระราชทานอภัยโทษในปี 2552 และยืนยันไม่เห็นด้วย ผมไม่มีเวลาเขียนซ้ำเรื่องนี้โดยละเอียด ขอสั้นๆโดยเฉพาะในแง่ข้อกฎหมาย

1. ในขณะที่การขอ "อภัยโทษ" ไม่ได้แปลว่า คนขอ "ยอมรับผิด" (สุรชัย เคยแสดงความไม่เห็นด้วย โดยใช้เหตุผลนี้ ผมคิดว่า ไม่จำเป็น) กรณีสวรรคตเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดที่สุด ไมมีจำเลยคนไหนใน 3 คนนั้น "ยอมรับผิด" แต่ก็ยื่นฎีกาขออภัยโทษทั้ง 3 คน

แต่ในทางกฎหมาย เป็นการยอมรับว่า ได้มีการตัดสินผิดกฎหมายไปแล้ว นี่คือความแตกต่างระหว่าง "อภัยโทษ" กับ "นิรโทษกรรม" อย่างหลังคือ ไม่มีความผิด ไม่อยู่ในบันทึกเลย

แต่อภัยโทษ แม้ต่อให้ได้ "อภัย" ก็ถือว่า "เป็นคนที่เคยทำผิดตามกฎหมายแล้ว" นี่เป็นบันทึกทางการทีสำคัญมากในทางกฎหมาย (และการเมือง)

ผมนึกไม่ออกว่าคุณทักษิณและผู้สนับสนุนจะต้องการให้คุณทักษิณมีชื่อใน record book ว่าเคยเป็น CONVICTED criminal ทำไม

2. ประเด็น "ต้องติดคุก" หรือไม่? อันนี้ ผมว่าต้องพูดโดยคิดถึงกรณีอื่นๆเป็นบรรทัดฐาน อย่าได้เริ่มจากการคิดว่าจะตีความอย่างไรเพื่อช่วยคุณทักษิณ (ซึ่ง ดังที่ผมเขียนในข้อ 1 ผมไม่คิดว่าเป็นการช่วยที่ดีในทางกฎหมายอยู่แล้ว)

ในความเห็นของผม ต้องติดคุก ในความหมายว่าที่วา กฎหมายวิอาญากำหนดว่า "คดีสิ้นสุด" ซึ่ง หมายความว่า ทั้ง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายจำเลยและฝ่ายโจกท์ (รัฐ) ตัดสินใจไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถดำเนินการใดๆในกระบวนการยุติธรรมปกติอีก แล้ว เช่น โดยทั่วไป หมายถึง ตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์ ฎีกา หรือ ยื่นจนสุดทุกขั้นตอนแล้ว

แต่ในกรณีนี้ จะบอกว่า "คดีสิ้นสุด" โดยแท้จริงไม่ได้ เพราะในแง่รัฐ ยังไม่ "สิ้นสุด" คือ ยังไม่ได้จับกุมผู้ถูกตัดสินมาดำเนินการตามคำตัดสิน (คือ "เข้าคุก" นั่นแหละ) ดังนั้น จะบอก่า "คดีสิ้นสุด" แล้ว "ขออภัยโทษ" ได้ ผมว่า เป็นเการตีความที่เสียหายต่อระบบกฎหมายในอนาคตในระยะยาว (ดูข้อต่อไปประกอบ)

3. แต่ทีสำคัญกว่านั้น ผมเห็นว่า เรื่องนี้ ไม่ตรงตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจริงๆ (ข่าว ที่คุณเฉลิมออกมาพูดว่า อภัยโทษเป็นพระราชอำนาจนั้น ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ไมใช่มีอำนาจทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องมีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำกับ)

ตามกฎหมายวิอาญานั้น ผู้จะยื่นอภัยโทษได้ คือ ผู้ถูกตัดสินที่คดีสิ้นสุด (ดูข้อ 2 ประกอบ) หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องโดยตรง ในกรณีนี้ ทั้งคุณทักษิณและลูก ไม่ได้ยืนฎีกาขออภัยโทษ จึงไม่อยู่ในค่าย การที่กฎหมายกำหนดเช่นนี้ มี "เหตุผล" (rationale) ที่สำคัญอยู่

ผมจะอธิบายโดยลองยกตัวอย่างรูปธรรม สมมุติ "ห้อย" หรือ "เหล่" หรือ "เทือก" ถูกตัดสินผิด ติดคุก เป็นเรื่องยากหรือที่คนเหล่านี้ จะให้ "ฐานเสียง" หรือ "ฐานระบบราชการ" (ผู้ลงคะแนนเสียง, พลทหาร ฯลฯ) ลงชื่อ "ขออภัยโทษ" .. ไม่ยากเลย

และเรื่องนี้ โยงเข้ากับกรณีในข้อ 2 เรื่อง "คดีไม่สิ้นสุด" ด้วย ในตัวอย่างสมมุติเช่นนี้

ถ้า "ห้อย", "เหล่", "เทือก" หลบไปอยู่ต่างประเทศ และให้ "ฐาน" ของตน (ผู้ลงคะแนนเสียงให้ หรือ พลทหาร ฯลฯ) เข้าชื่อกัน แล้วบอกว่า "ไม่จำเป็นต้องติดคุกก่อน" .... ลองนึกดูว่า ถ้าเราใช้การปฏิบัติหรือ "ตีความ" แบบ "ลาก" แบบนี้ (ทั้ง 2 และ 3) จะทำให้ "เสียระบบ" ในระยะยาวขนาดไหน?

และอย่างที่บอกในข้อ 1 ว่า ผมนึกไม่ออกว่า คุณทักษิณจะต้องการให้มีชื่อใน record ว่าเป็น CONVICTED criminal ทำไม (ซึ่งการอภัยโทษ ไม่สามารถลบได้ มีแต่ "นิรโทษกรรม" เท่านั้น)
..................

ปล. จริงๆ ไม่มีความจำเป็นต้องกล่าวก็ได้ แต่เพื่อกันไม่ให้คนที่เชียร์คุณทักษิณแบบหลับหูหลับตา ต้องมาเสียเวลาเถียงกับผม ให้ผมพูดซ้ำอีกครั้ง (เคยพูดไปหลายครั้งแล้ว) ในความเห็นของผม คดีต่างๆที่ดำเนินการกับคุณทักษิณ ไม่ว่ากรณีที่ดินรัชดา กรณียึดทรัพย์ ฯลฯ ล้วนเป็นโมฆะทั้งสิ้น เพราะผิดกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง (due process)

ยิ่งกว่านั้น ในความเห็นผมมาตลอด คุณทักษิณเป็น และยังเป็นนายกฯที่ได้รับการเลือกตั้งมาตามกระบวนการที่ถูกต้องคนสุดท้าย

ถ้าพูดกันตามหลักการจริงๆ คุณทักษิณสามารถ resume (กลับรับ) ตำแหน่ง นายกฯ ในวันนี้พรุ่งนี้ได้เลยด้วยซ้ำ

ถ้าคิดจะช่วยคุณทักษิณนะครับ ไม่ต้องอ้าง 3 ล้านชื่อ(ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ)หรอกครับ อ้างนี่เลย อ้่่างได้ 15 ล้านเสียงที่ลงคะแนนให้ เพื่อไทย ออกเป็น พรบ.นิรโทษกรรมเลยครับ

ดีกว่าทำให้ระบบเสียแบบนี้

คิดดูให้ดี อีกหน่อย นักโทษเป็นพันเป็นหมื่น ที่รัฐจับไม่ได้ (และคดียังไม่สิ้นสุดตามกฎหมาย) ก็สามารถ "ขออภัย" ได้หมด เพราะถือเอาตามการ "ลากความ" แบบที่ นปช. กำลังทำนี้

Friday, September 9, 2011

ปูไม่ได้โม้ ลุยยาเสพติด 11กย. จำนำข้าว 7ตค. ทำเอาTDRIหำสั่นอีกแล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

2011-09-09@0634 นายกยิ่งลักษณ์ ตั้งเฉลิมเป็นผอ.ลุยปราบยาเสพติด



2011-09-09@1641 ศก ยิ่งลักษณ์เอาจริง ประชุมกขช เริ่มจำนำข้าว 7ตค.ตามนโยบายแล้ว ขจัดทุจริต