WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 10, 2011

เปิดพิมพ์เขียวโรดแมปปรองดอง ฉบับ "ดร.คณิต ณ นคร"

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์พิเศษ




อาจกล่าวได้ว่า มีแต่ "ดร.คณิต ณ นคร" และคณะ เท่านั้น ที่ได้รับอาณัติให้เขียน "โรดแมป-ปรองดอง"

ในฐานะอดีตอัยการสูงสุด "ดร. คณิต" บอกว่า กระบวนการยุติธรรมทั้งหมด เป็นอุปสรรคต่อการปรองดอง

ในฐานะหัวขบวนค้นคว้าความจริง "ดร.คณิต" สารภาพกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ยากที่สุด-เหนื่อยที่สุด ในชีวิต

ทุก บรรทัดจากนี้ไป คือรายงานปากเปล่าจาก "ดร.คณิต" ถึงรัฐบาล...ถึง ผู้ก่อการร้าย...ถึงผู้น้ำม็อบ และถึงทุกคนที่ต้องการ สันติ-ปรองดอง

- ขับเคลื่อน คอป.มาถึงวันนี้ เหนื่อยและยากไหมกับการค้นหาความจริง

ยาก ที่สุดในชีวิตผม (เน้นเสียง) เพราะเรื่องมันยังไม่จบ เราไม่ใช่ทำในสิ่งที่จบไปแล้ว เช่น พฤษภาทมิฬ ที่เรื่องจบไปแล้ว มันถึงยากที่สุด คุณคิดว่าผมอยากทำ เหรอ ผมไม่อยากทำหรอก แต่ผมไม่รู้ จะหนีไปไหน ในเมื่อทุกคนพุ่งมาที่ผม เพราะผมพอเชื่อถือได้มั้ง ผมเลยต้องทำ

- ภาพรวมในการหาความจริงสำเร็จไปกี่เปอร์เซ็นต์

มัน ไม่ใช่เหมือนการสร้างบ้าน เวลานี้เราเหมือนมุงหลังคาแล้ว ล่าสุดผมเพิ่มลงนามในหนังสือเพื่อส่งไปถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้เขาส่งข้อมูลมาให้กับเรา เพราะรัฐบาลชุดนี้สนับสนุนให้ คอป.ได้ทำงานต่อ

ที่ผ่านมาภาครัฐยังให้ความร่วมมือน้อย และเราไม่มีอำนาจในการเรียกข้อมูล รายงานที่เสนอต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เช่น การปล่อยตัวชั่วคราว ห้ามตีตรวนผู้ที่ถูกคุมขังในเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 แต่การตอบสนองกลับมาไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เพราะกระบวนการยุติธรรมของเรามีความเข้าใจกฎหมายคลาดเคลื่อน

- ทำไมภาครัฐถึงไม่ให้ความร่วมมือ

ผม คิดว่าเขาคงกลัวมั้ง ความจริงถ้าภาครัฐร่วมมือก็อาจจะเสร็จไปแล้ว ผมไปพบปลัดกระทรวงกลาโหมคนก่อน ตอนนั้นท่านบอกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกำลังรวบรวมข้อมูลแต่จนถึง วันนี้ผมก็ยังไม่ได้อะไร

สิ่งที่เราอยากได้ เช่น แผนยุทธการของทหาร เพราะการเคลื่อนกำลังของทหารอยากจะไปไหนต้องมีแผน ถ้าเราได้แบบนั้นก็จะได้รู้ว่าใครรับผิดชอบตรงไหนบ้าง เพื่อจะได้ไปพบและขอความร่วมมือ แต่จนวันนี้ยังไม่ได้เลย

- รัฐบาลยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ความสำคัญกับ คอป.มากน้อยแค่ไหน

เขา เขียนไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ก็คิดว่าจะให้ความร่วมมือที่ดี ถ้าเราขอข้อมูลไปเขาก็สั่งมาหน่อยก็น่าจะได้ เราต้องอยู่ห่างจากการเมือง ถ้าผมเข้าไปใกล้การเมืองก็จะยุ่งอีก ความน่าเชื่อถือจะไม่มี

- การค้นหาความจริงจะเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล และอาจทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีส่วนได้ส่วนเสีย

ความ จริงมันก็ต้องยอมรับว่ามันได้อะไร เพราะเราต้องทำงานเพื่อที่จะใช้ความจริงมาตีแผ่ให้เห็น จะได้เป็นบทเรียนไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ซึ่งรายงานของเราทำทั้ง 2 ภาษาไทย-อังกฤษ เพราะเราไม่อยากให้ไปแปลกันผิด ๆ ถูก ๆ ซึ่งเราจะออกรายงานฉบับที่ 2 ภายในเดือนนี้ ในรายงานจะมีข้อเสนอแนะไปให้รัฐบาลด้วย เหมือนที่เราเสนอตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วว่าให้มีการเลิกตีตรวน เรื่องประกันตัว แต่ก็ไม่ได้

- ผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง ในมุมของ คอป.จำเป็นต้องปล่อยไปหรือไม่

การ ก่อการร้ายไม่ใช่ในแบบที่เราเข้าใจ แต่ก่อการร้ายมันเป็นความผิด ที่เขาลงโทษก่อนการกระทำ เช่น คุณตั้งสมาคมอั้งยี่เพื่อจะไปทำผิด เขาลงโทษแล้ว แต่โทษอย่างนี้จะน้อย แต่ของเราโทษถึงประหารชีวิตก็ไปกันใหญ่ แต่ถ้าเขาตั้งสมาคมอั้งยี่แล้วไปทำอะไรต่อ เช่น ฆ่า ไปเผา ก็ว่ากันไป

นอก จากนี้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับก่อการร้ายของเราได้มาโดยไม่ถูกต้อง เพราะออกโดยพระราชกำหนด ไม่ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเหมือนปกติ กฎหมายอาญามีที่ไหน เร่งด่วนขนาดนี้ ก็ในสมัยคุณทักษิณ ชินวัตร (อดีตนายกรัฐมนตรี) นั่นแหละเป็นคนทำ

- แสดงว่าสิ่งที่เรียกว่าชายชุดดำ หรือคำว่าก่อการร้าย กลายเป็นอุปสรรคในการปรองดอง

เรื่องนี้กระบวนการยุติธรรมเราไปตั้งคำว่า ก่อการร้าย เพราะเราไม่เข้าใจความผิดฐานก่อการร้ายดีพอ

- คอป.ควรจะเสนอให้รัฐบาลรื้อระบบกระบวนการยุติธรรมใหม่หรือไม่

เรา กำลังดูอยู่ โดยกระบวนการยุติธรรมของเราจะต้องมีการปฏิรูปหลาย ๆ ด้าน เรื่องหนึ่งที่เรากำลังทำอยู่คือ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

- ฝƒายไหนในกระบวนการยุติธรรม ที่คิดว่าเป็นอุปสรรคต่อการปรองดอง

ทั้ง หมด ทั้งตำรวจ อัยการ และศาล เช่น อัยการ ซึ่งเป็นสำนักงานเก่าของผม ผมเคยเสนอไปว่า ความผิดที่เกิดการมั่วสุมกันเกิน 10 คนที่เป็นเรื่องของการชุมนุมมันอาจจะเกินเลยไปบ้าง ถ้าจะสั่งไม่ฟ้องให้หมดมันน่าจะดีนะ

ใช้กฎหมายเถรตรงเกินไปมันก็ไม่ เกิดประโยชน์หรอก เพราะฉะนั้นในสถานการณ์อย่างนี้มันต้องมีความคิดกันบ้าง มีดุลพินิจในการไม่ฟ้องได้ เพราะเมื่อคุณใช้กฎหมายแล้วมันสร้างปัญหา คุณก็จะกลายเป็นปัญหาเสียเอง แต่ผมมองว่าที่เป็นปัญหาไม่ใช่กฎหมาย แต่คนเป็นปัญหา

เราไม่สามารถที่จะไปบังคับรัฐบาลได้ ถ้ารัฐบาลเห็นว่าสิ่งที่เราเสนอไปนำไปสู่ความสันติเขาก็เอาไปปฏิบัติ แต่ถ้าผมเป็นอัยการสูงสุดผมจะไม่สั่งฟ้องเสียเลย การเป็นอัยการไม่ยากแต่เป็นอัยการที่ดีมันไม่ใช่ง่าย เพราะคุณต้องมีความคิดช่วยให้สังคมสงบ หากเป็นอัยการเช้าชามเย็นชามจะมีประโยชน์อะไร

- อัยการทำหน้าที่ตอบโจทย์แนวทาง ปรองดองมากน้อยขนาดไหน

ไม่ ได้ทำอะไรเลย ผมเท้าความให้เห็นว่า สมัยหนึ่งครั้งหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ฆ่ากันตายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกจับไปกว่า 2 พันคน อธิบดีกรมอัยการขณะนั้นสั่งไม่ฟ้องหมดเลย เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดี ต่อมาคนที่หลบหนีในป่าก็ออกมาช่วยชาติเห็นหรือเปล่า ถึงยุครัฐบาลของ พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้ทำผิดได้กลับเข้ามา พอถึงยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็ออกคำสั่ง 66/23 ทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทาง

- กรณีที่กลุ่มเสื้อเหลืองบุกยึดสนามบิน และกรณีเสื้อแดงปิดแยกราชประสงค์ เผาเซ็นทรัลเวิลด์ อัยการควรไม่ฟ้อง

ก็ สั่งไม่ฟ้องได้ ฟ้องไปแล้วถอนฟ้องยังได้เลย เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน อัยการของเราเป็นคนที่จะช่วยให้เกิดความสงบได้เยอะ แต่ศาลเนี่ยยาก เมื่อส่งฟ้องไปแล้วก็ต้องตัดสิน จะให้เจ๊าเสมอกันไม่ได้ แต่อัยการได้ โดยเฉพาะตำรวจและอัยการจะต้องทำงานร่วมกัน รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วย

- ทำเช่นนี้จะพ้นจากข้อครหาว่าถูกแทรกแซงหรือไม่

แทรก แซงใคร ในเมื่อคุณมีดุลพินิจของคุณเองที่จะแก้ป้ญหาได้ แต่แน่นอนคุณก็ต้องรับผิดชอบ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์คุณก็ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าเราทำด้วยสุจริตก็ไม่ต้องไปกลัวอะไร สมัยที่ผมเป็นอัยการสูงสุด ผมไม่เคยกลัวนักการเมือง ผมก็ทำไปตามหน้าที่ เรื่องไหนเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ทำไป

- นอกจากอัยการที่จะต้องปฏิรูปตัวเองแล้ว ยังมีองค์กรไหนที่ต้องปฏิรูปเพื่อความปรองดอง

ทุก องค์กรโดยเฉพาะทหาร ผมไปอ่านเจอในรัฐธรรมนูญเยอรมนีเขากำหนดให้มีผู้ตรวจการทหาร ไม่ใช่กรรมาธิการ มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขทหารได้ แต่หากทหารคนไหนทำออกนอกลู่นอกทางเขาปลดเลย

- ทหารต้องปฏิรูปอย่างไรเพื่อให้เข้าสู่โหมดปรองดอง

ใคร จะคาดคิดว่าหลังปี 2540 จะมีทหารมายึดอำนาจ แล้วคนยึดอำนาจตอนนี้อยู่ไหน ก็อยู่ในสภา เห็นไหมประหลาดนะ ทั้งที่คนยึดอำนาจต้องไม่สนับสนุนประชาธิปไตย แต่ตอนนี้ก็เข้าสู่ประชาธิปไตยแล้ว นี่มันเป็นอะไรกัน ไม่เห็นมีใครพูดสักคน เรื่องแบบนี้เราต้องพูดเพื่อปราม โดยใช้ social sanction มาตรการทางสังคมกดดัน จะทำให้คนไม่ดีต้องม้วนเสื่อ

- เวลานี้ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ ยังไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการเยียวยาได้

สิ่ง ที่ผมพยายามทำคือ ทำให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้น การที่จะนำคนผิดขึ้นศาลทั้งหมดอาจเป็นเรื่องไม่ดี ความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นศาลหมดมันมีประโยชน์อะไร ควรเอาแต่เรื่องใหญ่ ๆ

- แสดงว่าควรเอาโรดแมปจากเหตุ การณ์หลัง 6 ตุลาคม 2519 มาปรับใช้เพื่อให้เกิดความปรองดองในยุคปัจจุบัน

ผม เขียนไว้ในรายงาน แนะนำรัฐบาลผมเขียนไปโดยเชื่อว่าเขาไม่กล้าทำหรอก เพราะมันขี้กลัว คนที่อยู่ในสถานะเช่นนั้น เป็นอัยการสูงสุดเขาไม่ใช่ให้คุณ ไปเผยอหน้าอยู่ในสังคม แต่เขาต้องการให้มาแก้ไขปัญหาประเทศชาติ

ผม เสนอให้สั่งไม่ฟ้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเหลือง แดง เขียว เพราะมันเป็นเรื่องของการชุมนุม อาจเกินเลยไปบ้างก็ไม่เป็นไร มันไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ถ้าไปฆ่าคนเราค่อย single out-เลือกเฉพาะบางคดีออกมา แต่เรื่องของม็อบมันต้องคิด และยิ่งสถานการณ์แบบนี้ต้องคิดให้มากเพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่อย่างงั้นจะไปแก้ปัญหาประเทศชาติได้อย่างไร อัยการประเทศอื่นมันแก้ปัญหา แต่ประเทศเรามันไม่ใช่

- หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง จำเป็นหรือไม่จะต้องออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

ไม่จำเป็น เพราะเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องก็คือจบ การนิรโทษกรรมก็ไม่จำเป็น

- คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณจำเป็นต้องมีการนิรโทษกรรมหรือไม่

คดี ของคุณทักษิณเป็นคดีการเมืองตรงไหน มันไม่ใช่การเมือง บังเอิญเป็นนักการเมือง จึงคนละเรื่องกัน นักการเมืองทำผิดไม่ได้เหรอ ก็ต้องทำผิดได้เหมือนนายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นยังติดคุก อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศเกาหลีใต้ยังกระโดดหน้าผาตายเลย ของไทยมันอย่างหนาไม่ทำอะไร

- แต่ พ.ต.ท.ทักษิณมักพูดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ตรงไหนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลดำเนินคดีศาลก็พิพากษาแล้ว ไม่ได้รับความเป็นธรรมตรงไหน

- เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นชนวนเหตุหนึ่งของความขัดแย้งในสังคมไทย เราจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร

บท ความที่ผมเขียนเรื่อง "หักดิบกฎหมาย" เพราะการหักดิบกฎหมายเป็นที่มาของความไม่สงบ มันเกิดขึ้นในสมัยที่คุณทักษิณซุกหุ้นภาค 1 แล้ว จริง ๆ ผมวิเคราะห์ว่าคุณทักษิณแพ้คดี แต่มันเล่นแร่แปรธาตุจนชนะเห็นไหม เขาแพ้คดี 7 ต่อ 6 แต่ตุลาการ รัฐธรรมนูญไม่พิพากษา แล้วเอาคะแนนมารวมเป็น 8 ต่อ 7 อย่างนี้จะไม่เรียกว่าหักดิบได้อย่างไร นี่คือรากเหง้าของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

เวลานั้นแต่ละคนเชียร์คุณ ทักษิณ สุด ๆ คือคนในบ้านเมืองเราไม่ยึดหลัก แต่มันยึดคนคิดว่าคนนี้มันดี ผมจึงบอกว่าคนมันดีไม่ได้นานหรอก ตอนไม่มีอำนาจก็ดีหรอก แต่พอมีอำนาจเต็มที่ก็ออกลาย นี่คือสาเหตุที่เกิดการฆ่ากัน

-หลังจากนี้โอกาสที่เราจะเห็นความ ปรองดองยังมีอยู่หรือไม่

ชีวิต มันต้องมีความหวัง เราหวังว่าทุกอย่างมันจะดีขึ้นแล้วนำไปสู่ความสงบในอนาคต แต่จะเมื่อไรไม่มีใครตอบได้หรอก มันจะอยู่กันอย่างนี้ได้อย่างไร

-ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยทั้ง 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19, พฤษภาทมิฬ ความขัดแย้งที่กลับมาปรองดองกันได้เพราะเขายอมกัน

มันคนละอย่างนะ เหตุการณ์ 14 ตุลา, 6 ตุลา มันเป็นเรื่องของทหารกับประชาชน แต่คราวนี้เป็นเรื่องของประชาชนด้วยกัน

-ข้อเสนอ คอป.ต่อรัฐบาลเป็นโรดแมปความปรองดองที่เคยปฏิบัติสำเร็จมาแล้วในต่างชาติ เช่น แอฟริกา หรือรวันดา

บริบท ทางสังคมไม่เหมือนกัน แต่ของไทยเราอยู่กันสงบมานานแล้ว แม้ว่าเราจะมีชนกลุ่มน้อยหลายเชื้อชาติหลายภาษาแต่เราไม่เคยสู้รบปรบมือกัน นะ ผมยังมีความหวังว่าจะกลับไปแบบเดิมได้ คนไทยไม่ได้เป็นคนใจไม้ไส้ระกำเราเวลานี้นานาชาติได้ส่งนักวิชาการที่เคยทำ เรื่องปรองดองสำเร็จในแอฟริกาใต้ และรวันดาเข้ามาช่วยเรา

-บริบทบ้านเรามีวาทกรรมสองมาตรฐาน

ผม ไม่เห็นว่าสองมาตรฐานตรงไหน แต่การปฏิบัติที่ไม่มีมาตรฐานมันมี เช่น การตีตรวนมันมี การนำคนมาขังโดยไมˆมีเหตุ อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าสองมาตรฐาน ต้องเรียกว่าไม่มีมาตรฐาน

-ประเทศไทยต้องปฏิรูปขนานใหญ่ถึงจะปรองดองได้

ทุก ภาคส่วนช่วยกันก็จะดีขึ้น แต่คราวนี้ไม่ได้ใช้ระยะเวลาอันสั้น มันต้องใช้เวลา เพราะความขัดแย้งคราวนี้มันลงลึกมาก คณะผมไม่ได้รับผิดชอบ ต่อรัฐบาลนะ แต่ผมรับผิดชอบต่อ ประชาชน ยึดประชาชน เพราะเรารู้ว่าตอนตั้งคณะกรรมการใหม่ ๆ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่เราไม่ได้ห่วง ถ้าเราทำงานแล้วประชาชนเชื่อถือเราก็ทำงานต่อ แต่ถ้าทำงานแล้วถูกมองว่าไม่ได้เรื่องเราก็หยุด ผมไม่ติดยึดอะไร

-อีกนานแค่ไหนสังคมไทยจะได้เห็นความปรองดองเกิดขึ้น

บาง ประเทศ 20 ปีนะมันต้องค่อย ๆ แก้ แต่มันอาจจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นก็ได้ใครจะไปรู้ แต่เวลานี้คำว่าปรองดองพูดกันเปรอะ ผมไม่ได้พูดเรื่องปรองดอง แต่ผมพูดว่าจะมีสันติภาพเกิดขึ้น เมื่อไรสันติจะกลับคืนมาสู่สังคมเรา คำว่าสันติมันสำคัญยิ่งกว่าปรองดอง

-นักการเมืองพูด-หากินกับเรื่องปรองดอง มันจะปรองดองได้จริงหรือ

ตอน ช่วงหาเสียงเขาก็เอาผมไปหาเสียงด้วย ไม่รู้เขาคิดอย่างไร แต่ถ้าเขาบอกว่าต้องการสันติอย่างนี้มันน่าสนใจ เพราะผมคิดว่าปรองดองคือการสันติ คือไม่ได้มาเกี้ยะเซียะกัน

-การเยียวยาที่จะเสนอต่อรัฐบาล

กำลัง คิดกันอยู่เพื่อเสนอต่อรัฐบาล ที่กลุ่มคนเสื้อแดงบอกว่าต้องเยียวยาผู้ที่เสียชีวิตรายละ 10 ล้าน มันเป็นคนละเรื่องกัน เพราะเราต้องการเยียวยาด้านจิตใจ เช่น ลูกเขาตาย เขาก็เดือดร้อน

-กรณีที่ทหาร ตำรวจที่เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานต้นสังกัดต้องเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ก็ อาจจะจำเป็น โดยเราจะใช้หลักวิชาการในการพิจารณา สมมติว่าการเยียวยาความเสียหายด้านจิตใจควรจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องดูกฎหมายของต่างประเทศประกอบไป เราไม่ได้มานั่งคิดว่าจะชดเชย 10 ล้าน 20 ล้านบาท

(ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12-14กันยายน 2554)

"วีระกานต์"ชี้ทวงฎีกาไม่มีกฎหมายห้าม มั่นใจไม่ทำรัฐอายุสั้น

ที่มา มติชน

นายวีระกานต์ (วีระ) มุสิกพงศ์ อดีตประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยถึงกรณีการทวงฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และการเตรียมพร้อมเดินทางไปกัมพูชาเพื่อเตะฟุตบอลในวันที่ 24 กันยายนนี้ ว่า ตนเองไม่สามารถไปร่วมงานนี้ได้ เพราะมีภารกิจส่วนตัว แต่ไม่ขัดข้อง ไม่ขัดขวางเพื่อนๆ ที่จะทำกิจกรรมดังกล่าว และไม่รู้ว่ามีการเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณมาร่วมงานหรือไม่


ส่วนกรณีการทวงฎีกานั้น นายวีระกานต์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวที่หลายคนมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเป็นการกดันรัฐบาลหรือเปล่า ว่า ไม่ได้เป็นการกดดัน ทวงมาตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็ต้องทวง ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล เพราะว่ามันล่าช้ามาก และที่ผ่านมา เรื่องดังกล่าวดำเนินการผิดวิธี ไม่ตรงกับที่สำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์ เพราะตามจริงรัฐบาลแค่แสดงความเห็นว่าควรหรือไม่ มีความเห็นอย่างไรเท่านั้น ซึ่ง ณ เวลานี้ก็ได้รับความคืบหน้าแล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นการเร่งรัดกดดันรัฐบาลแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามการถวายฎีกา และไม่มีข้อกฎหมายใดห้ามเรื่องการไม่รับโทษมาขออภัยโทษด้วย จึงต้องรอดูการทำงานของคณะกรรมการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตั้งมา ต่อไป และจะมีความเห็นเป็นอย่างไร ก็ว่ากันไป ไม่มีการทักท้วง หรือเรียกร้องใดๆ อีก


นายวีระกานต์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่หลายคนมองว่าการดำเนินการทวงฎีกาจะเป็นการทำให้รัฐบาลอายุสั้น นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เชื่อว่าไม่มีปัญหาแน่นอน แต่ละคนมีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีสิทธิที่จะขัดขวาง เพราะว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวเท่านั้น

ยิ่งลักษณ์ เยือนบรูไน หวังทำชาติมุสลิมเข้าใจไทยมากขึ้น

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หวังการเดินทางเยือนประเทศบรูไนวันนี้
จะช่วยทำให้ชาติมุสลิม เข้าใจไทยมากขึ้น...

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทาง
เยือนประเทศบรูไนอย่างเป็นทางการในวันนี้ (10 ก.ย.) ว่า
การเดินทางไปในครั้งนี้จะมีโอกาสได้เข้าเฝ้า สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน
และหารือข้อราชการ
โดยจะเป็นชาติแรกที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ
หลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

และจะถือโอกาสแสดงความขอบคุณที่ทางการบรูไนได้ส่งสารแสดงความยินดีมายังตน
และเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ไทยและบรูไนมีความประสงค์ตรงกัน คือ
ในเรื่องของการแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านการเกษตรและอาหารฮาลาล
ที่บรูไนถือเป็นประเทศสมาชิกองค์การการประชุมอิสลามหรือ OIC
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการส่งออกอาหารฮาลาลในกลุ่มประเทศมุสลิม

นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้
จะเป็นโอกาสที่กลุ่มประเทศมุสลิมเพิ่มความสัมพันธ์และเข้าใจประเทศไทยมากขึ้น
เพราะประเทศบรูไนที่ผ่านมาในเวทีของ OIC ก็ได้แสดงเจตนา
ในการร่วมกันแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
และค่อนข้างมีบทบาทใน OIC

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวันนี้
ในเวลาประมาณ ​15.15 น. และจะเดินทางกลับในเวลา 01.00 น. ของวันที่ 11 ก.ย.


http://www.thairath.co.th/content/pol/200693

สรุปการใช้เงินคงคลังสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ( 2 ปี 7 เดือน)

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย the Butcher

จิ๊กมาจากเพจคุณ Achilles Phoenix // FB จ๊ะ

สรุปการใช้เงินคงคลังสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ( 2 ปี 7 เดือน )



2552 ใช้เงินคงคลังสุทธิ = -109,404 ล้านบาท
2553 ใช้เงินคงคลังสุทธิ = -152,446 ล้านบาท
2554 (ม.ค.-ก.ค.) ใช้เงินคงคลังสุทธิ = 44,483 ล้านบาท
สรุป 2 ปี 7 เดือน ใช้เงินคงคลังสุทธิ = -217,367 ล้านบาท
หมายเหตุ ถ้าตัวเลขติดลบคือ คืนเงินคงคลัง
ที่มา : รวบรวมมาจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย
http://www2.bot.or.th/statistics/BOTWEBSTAT.aspx?reportID=38&language=TH

สรุปการกู้ยืมเงินในประเทศสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ( 2 ปี 7 เดือน )

2552 กู้ยืมเงินในประเทศสุทธิ = 522,589 ล้านบาท
2553 กู้ยืมเงินในประเทศสุทธิ = 420,802 ล้านบาท
2554 (ม.ค.-ก.ค.) กู้ยืมเงินในประเทศสุทธิ = 16,050 ล้านบาท
สรุป 2 ปี 7 เดือน กู้ยืมเงินในประเทศสุทธิ = 959,441 ล้านบาท

หมายเหตุ ถ้าตัวเลขติดลบคือ คืนเงินที่กู้

ที่มา : รวบรวมมาจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย
http://www2.bot.or.th/statistics/BOTWEBSTAT.aspx?reportID=38&language=TH

จากตารางข้อมูลในปี 2553 จะเห็นว่า
มีการกู้ยืมเงินจากแหล่งต่างในประเทศ 420,802 ล้านบาท
ข้อ 7 กู้ยืมในประเทศสุทธิ = 420,802 ล้านบาท

เพื่อนำไปชดเชยดุลเงนสดที่ขาดดุล 265,893 ล้านบาท
และใช้คืนหนี้ต่างประเทศ 2,463 ล้านบาท
ข้อ 6 การชดเชยดุลเงินสด 6/= 265,893 ล้านบาท
ข้อ12 กู้ยืมต่างประเทศสุทธิ = -2,463 ล้านบาท

ที่เหลือกลายเป็นเงินคงคลัง 152,446 ล้านบาท
ข้อ15 เงินคงคลังในปี 2553 = -152,446 ล้านบาท

สรุป 2 ปี 7 เดือนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ กู้มา 959,441 ล้านบาท
เพื่อชดเชยดุลเงินสดที่ขาดดุล และใช้คืนเงินกู้ต่างประเทศอีกนิดหน่อย
ที่เหลือก็กลายเป็นเงินคงคลังโดยอัตโนมัติ
ซึ่งเงินคงคลังเพิ่มขึ้นจากตอนที่เข้ามา 217,367 ล้านบาท
ไม่ได้เกิดจากการบริหารจนเศรษฐกิจดี
ทำให้มีรายได้มากกว่ารายจ่ายอะไร
แต่เงินคงคลังเหลือเยอะ เพราะกู้มามากกว่าที่ต้องใช้ก็เลยเหลือ
เหมือนคนไปกู้เงินมา 1 ล้านบาท
แล้วใช้ไป 5 แสนบาทเหลือ 5 แสนบาท
แล้วมาคุยว่าทำงานเก่งมีเงินเหลือ 5 แสนบาท
แต่ไม่พูดถึงยอดหนี้ที่กู้มาทั้งหมด และการหาเงินใช้หนี้คืนในอนาคต

โดย คุณ มาหาอะไร

Credit: จากคุณAchilles Phoenix/ FB
http://www.prachatalk.com/board/คุณขนานแท้..ประชาไท

กฎแห่งกรรม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



เรื่องวุ่นๆ เกี่ยวกับการโยกย้ายเลขาธิการสมช.

มา ถึงจุดที่นายถวิล เปลี่ยนศรี ไม่พอใจที่ครม.มีมติโอนย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ เห็นว่าเป็นการลุแก่อำนาจและอคติของฝ่ายการเมือง

จึงเตรียมจะยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือก.พ.ค. และยังอาจฟ้องร้องต่อศาลปกครองด้วย

ซึ่งทั้งสองช่องทางเป็นสิทธิที่ทำได้และเคยมีข้าราชการบางคนทำสำเร็จมาแล้ว กระทั่งได้ย้ายกลับตำแหน่งเดิม

แต่ ที่อยากพูดถึงคือ ช่วงก่อนถูกย้าย นายถวิลให้สัมภาษณ์ไว้ในมติชน ตอนหนึ่งถึงกรณีที่เคยทำหน้าที่เลขานุการศอฉ.ช่วงเหตุการณ์นองเลือดปี 2553

นาย ถวิลชี้แจงว่า ไม่มีทางเลี่ยง เพราะตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินกำหนดให้เลขาฯสมช.ต้องทำหน้าที่เลขาฯศอฉ. และการทำงานทุกอย่างเป็นไปตามคำสั่งการของรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตาม ไม่ทำไม่ได้

ที่สมช.ทำไปก็ไม่มีการเลือกสี เลือกฝ่าย ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าคนเสื้อแดงเป็นมวลชนของใคร

ผู้สัมภาษณ์จึงถามย้ำว่า ถ้าย้อนกลับไปได้จะทำตามคำสั่งรัฐบาลเหมือนเดิมหรือไม่ นายถวิลตอบว่า "แน่นอนๆ"

จาก คำถาม-ตอบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า นายถวิลพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาลโดยไม่คัดง้าง แม้คำสั่งนั้นจะนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่กว่า 90 ศพ เจ็บอีกเป็นพัน

แต่นายถวิลอ้างว่าเมื่อรัฐบาลสั่ง สมช.ไม่ทำไม่ได้

ที นี้ต้องมาดูว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น พอรัฐบาลชุดนี้มีคำสั่งย้ายพ้นจากเลขาฯสมช. ทำไมนายถวิลถึงไม่ยอมรับ โวยวายเอาเรื่องไปร้องต่อก.พ.ค.

หมายความว่าถ้าเป็นคำสั่งให้ลุยม็อบ ยอมรับได้ แต่คำสั่งที่กระทบต่อตำแหน่งของตัวเอง ยอมรับไม่ได้ อย่างนั้นใช่หรือไม่

ส่วน ที่บอกว่าตอนนั้นไม่รู้คนเสื้อแดงเป็นมวลชนของใครนั้น เอาเป็นว่าคนอื่นเขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่เลขาฯสมช.กลับไม่รู้ แบบนี้สมควรเป็นเลขาฯสมช.ต่อไปหรือไม่ คิดกันเอาเอง

จะอย่างไรก็แล้วแต่คงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการยื่นอุทธรณ์ต่อก.พ.ค.จะออกมาอย่างไร

สุดท้ายใครจะเป็นคนรู้ซึ้งถึงกฎแห่งกรรม

การ์ตูนเซียสี ที่ท่านไม่เคยเห็นในไทยรัฐ ๑๐ ก.ย.๕๔

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


ถึงเป็นเงา..ก็เงา..อำมหิต
เงาซาดิสต์..เงาโฉด..เงาโหดร้าย
เงาของคน..สั่งล่า..ฆ่าคนตาย
เงาฉิบหาย..พวกอันธพาล..สามานย์ชน....


คนเบื้องลึก..เบื้องหลัง..ยังคลั่งแค้น
มันสุดแสน..เจ็บร้าว..คราวปี้ป่น
จึงแอบแฝง..สิ่งชั่ว..ทุกตัวตน
หวังหลอกคน..โง่เซ่อ..ให้เอออวย....


ภาพสั่งฆ่า..ย้อนยอก..ตามหลอกหลอน
ไม่สังวรณ์..แสร้งมุบมิบ..หวังหยิบฉวย
ใต้เงามืด..ภาพจัญไร..ไอ้ตัวซวย
มันฉาบด้วย..เงาแสง..แห่งมืดมน....


หรือเอากฎ..แห่งกรรม..ตอกย้ำให้
ยิ่งเฉไฉ..ใช้มารยา..พาสับสน
ยิ่งต้องรับ..โทษทัณฑ์..ในบันดล
สักกี่ล้าน..พูดวกวน..ไม่พ้นกรรม....


๓ บลา / บ่าย ๑๐ ก.ย.๕๔

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 10/09/54 ถึงเป็นเงา..ก็เงาอำมหิต

ที่มา blablabla



ภายใต้เงา มืดดำ แฝงอำมหิต
ยังโหดเหี้ยม วิปริต คิดชั่วชั่ว
ใช้วาจา สามานย์ สันดานตัว
หางยันหัว หวังย้ำแค้น ด้วยแผนเลว....


หรือต้องรอ กฎแห่งกรรม ย้ำคนผิด
แม้นปกปิด สิ่งชั่ว มั่วแหลกเหลว
เหมือนพวกมาร ถาโถม โหมเพลิงเปลว
พาดิ่งเหว ดับสลาย แล้วหายพลัน....


ใคร..สั่งปราบ สั่งฆ่า ประชาราษฎร์
ใคร..พิฆาต เข่นฆ่า จนอาสัญ
ใคร..ลั่นไก ตรงเป้า เข้าโรมรัน
ใคร..พวกนั้น เหตุไฉน ใยลอยนวล....


หวังสร้างเงา ถากถาง พลางเย้ยเยาะ
เสียงหัวเราะ โลดแล่น แทนกำสรวล
คนไม่ผิด ยัดห้องขัง นั่งคร่ำครวญ
ถูกตีตรวน ร่ำไห้ ในเรือนจำ....


ภายใต้เงา มืดดำ ยังอำมหิต
ถูกปกปิด ด้วยมารยา พาตอกย้ำ
เห็นแผนชั่ว พวกจัญไร ใจระยำ
ยิ่งชอกช้ำ เหน็บหนาว ร้าวอารมณ์....


๓ บลา / ๑๐ ก.ย.๕๔

มา...มาถึงคบเพลิงคนละอัน..ไล่จี้ก้น รมต.คุมสื่อกัน

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ฮู้ว..รัฐมนตรี..อยู่ไหน..ใยเงียบกริบ
ทำมุบมิบ..ฉุยฉาย..เล่นหายหัว
อย่าลืมล่ะ..อย่าลืมนะ..ธุระตัว
หรือแอบมั่ว..หลบฉาก..ไม่อยากทำ....


ร้อยปัญหา..หมักหมม..ทับถมแน่น
มันง่อนแง่น..เกินเสาะหา..คำว่า "ขำ"
หรือปล่อยพวก..ผีห่า..บ้าระยำ
พูดตอกย้ำ..ก่นด่า..ว่ารัฐบาล....


ก๊อกๆ ..รมต..คุมสื่อ..อยู่หรือเปล่า?
กี่เรื่องราว..มากมี..ที่กล่าวขาน
ปล่อยสื่อชั่ว..มั่วตีไข่..ในสันดาน
ยังงุ่นง่าน..เรื่องอะไร..ใยเงียบจัง....


เดี๋ยวจะเอา..คบเพลิงไฟ..ไปลนก้น
เลิกสับสน..เสียบ้าง. สร้างความหวัง
หากยังคิด..เงียบฉี่..ไม่อีนัง
พังกับพัง..หากเก็บตัว..มัวเฉื่อยชา....


๓ บลา / บ่าย ๙ ก.ย.๕๔

บก.โต๊ะข่าว “เนชั่น” อุทธรณ์คัดค้านผลสอบสภาการหนังสือพิมพ์ฯ

ที่มา ประชาไท

บก.การเมือง-อาชญากรรม “เนชั่น” อุทธรณ์คัดค้านผลสอบของอนุกรรมการฯ เผยอนุกรรมการฯ ไม่ยอมนำข้อชี้แจงของทั้งสองประกอบผลสอบ ยันที่ไม่ได้ติดต่อ “วิม รุ่งวัฒนจินดา” อีกเพราะเตรียมดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับผู้ที่ทำให้ตนเองเสียหาย และการติดต่ออาจมีผลกับรูปคดี และผู้บริหาร “เครือเนชั่น” แนะนำเองไม่ให้ติดต่อ พร้อมแนะให้สอบ “เครือเอเอสทีวีผู้จัดการ” ด้วย ฐานเสนอข่าวไม่รอบด้าน - ทำคนอื่นเสียหายร้ายแรง

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. นางฐานิตะญาณ์ ธนพิศุทธิ์กุล บรรณาธิการข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น และนายปรีชา สะอาดสอน บรรณาธิการข่าวอาชญากรรม สำนักข่าวเนชั่น ได้ทำหนังสือ “ขออุทธรณ์คัดค้านผลการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง” โดยแจ้งไปยัง “คณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ วิชาชีพสื่อมวลชน” ซึ่งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติตั้งขึ้น

โดยผู้ยื่นอุทธรณ์ทั้งสองรายแยกกันทำหนังสือร้องเรียนคนละฉบับ โดยชี้แจงกรณีที่ผลสอบฯ ของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวพาดพิงบุคคลทั้งสอง

โดยคณะอนุกรรมการฯ พาดพิงถึงนางฐานิตะญาณ์ว่า “เมื่อปรากฏข่าวของอีเมลที่เป็นปัญหา นางฐานิตะญาณ์ ก็ไม่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามหรือต่อว่านายวิมเลย ทั้งที่นายวิมรู้จักเป็นอย่างดีกับนายปรีชาซึ่งเป็นสามีของตน”

ส่วนนายปรีชา ซึ่งเป็นสามีของนางฐานิตะญาณ์ ผลสอบของคณะอนุกรรมการฯ ได้พาดพิงเขาว่า “... มีข้อสังเกตต่อท่าทีของนายปรีชาในช่วงหลังที่อีเมลดังกล่าวเป็นข่าวขึ้นมา ซึ่งนายปรีชาไม่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามหรือต่อว่านายวิมเลย นอกจากนี้เมื่อนายวิมโทรศัพท์ติดต่อมา นายปรีชาก็ไม่ได้รับสายและไม่ได้ติดต่อกลับ ทั้งที่นายปรีชารู้จักกับนายวิมมาก่อน แต่นายปรีชากลับให้การว่าจะเตรียมการฟ้องร้องต่อผู้ที่ทำให้ตนได้รับความ เสียหาย ซึ่งอาจรวมถึงนายวิมด้วย”

แจงผลสอบอนุกรรมการฯ ไม่ได้นำข้อชี้แจงของทั้งสองมาประกอบทั้งที่เรียกมาถาม

โดยทั้งนางฐานิตะญาณ์ และนายปรีชา ได้ชี้แจงว่า ข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการฯ ยังขาดพยานหลักฐานและเหตุผลอื่นที่ยังไม่ได้พิจารณา” คือ “ยัง ไม่มีการอ้างถึงเหตุผลตามที่ข้าพเจ้าได้เข้าชี้แจงในเรื่องนี้เลย เพราะเมื่อคณะอนุกรรมการฯ ได้ซักถามถึงเหตุผลเรื่องดังกล่าว ข้าพเจ้าก็ได้ชี้แจงไว้แล้วถึงสองประเด็น”

นางฐานิตะญาณ์ ชี้แจงว่าที่ไม่ได้ติดต่อนายวิม หรือวิม รุ่งวัฒนจินดา กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย อีกเนื่องจาก “ไม่ มีเหตุผลและความจำเป็นใดที่จะต้องไปติดต่อกับผู้ที่ทำให้ดิฉันต้องเสื่อม เสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง จากการกล่าวอ้างที่ไม่มีมูลความจริง ถึงแม้ว่าจะรู้จักกันจากการติดต่อประสานงานตามสมควรในเรื่องงานที่ผ่านมาก็ ตาม”

อีกเหตุผลหนึ่งคือนางฐานิตะญาณ์ตัดสินใจจะดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายใน เรื่องหมิ่นประมาท กับผู้ที่กระทำการและเกี่ยวข้องซึ่งทำให้ตนเองได้รับความเสียหาย “จึงเห็นว่าไม่สมควรจะติดต่อใดๆ กับบุคคลดังกล่าว เนื่องจากมีความเกี่ยวพันและอาจมีผลกระทบกับรูปคดีได้”

ส่วนนายปรีชาชี้แจงกรณีที่ไม่ได้ติดต่อกับนายวิมอีกเนื่องจาก “ไม่ พอใจที่นายวิมทำให้ผมได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการที่นาย วิมนำชื่อของข้าพเจ้าไปอ้างอย่างไม่มีมูลความจริงเพื่อการไต่เต้าทางการ เมือง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ดูหมิ่น เหยียดหยามต่อตัวข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากข้าพเจ้าติดต่อไปอาจเกิดความเข้าใจผิดไปได้ว่า ข้าพเจ้าโทร.ไปนัดแนะหรือเตรียมเรื่องกันไว้ก่อนถ้ามีการสอบสวน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับข้าพเจ้าไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

อีกทั้ง ข้าพเจ้ามีความคิดว่า ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดที่จะต้องไปติดต่อกับผู้ที่ทำให้ต้องเสื่อมเสีย ชื่อเสียงอย่างร้ายแรง จากการกล่าวอ้างที่ไม่มีมูลความจริง ถึงแม้ว่าจะรู้จักกันจากการติดต่อประสานงานตามสมควรในเรื่องงานที่ผ่านมาก็ ตาม”

นายปรีชาชี้แจงในประการที่สองด้วยว่า “ณ เวลานั้น ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจแล้วว่า จะดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายในเรื่องหมิ่นประมาท กับผู้ที่กระทำการและเกี่ยวข้องกับการทำให้ข้าพเจ้าต้องได้รับความเสียหาย จึงเห็นว่า ไม่สมควรจะติดต่อใดๆ กับบุคคลดังกล่าว เนื่องจากมีความเกี่ยวพันและอาจมีผลกระทบกับรูปคดีได้”

เผยผู้บริหาร เครือเนชั่น” แนะนำเองไม่ให้ติดต่อนายวิม

ทั้งนางฐานิตะญาณ์ และนายปรีชา ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงเหตุผลที่ไม่ติดต่อนายวิมอีก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่ได้แจ้งคณะอนุกรรมการฯ ในวันที่มีการสอบสวน เนื่อง จากไม่คิดว่าจะมีผลสำคัญต่อการสอบสวน” ได้แก่ “เป็นเพราะคณะบรรณาธิการอาวุโสของเครือเนชั่น ได้ทำการสอบถามทั้งตัวดิฉันและนายปรีชา สอาดสอนพร้อมกันในทันทีที่ทราบข่าว และได้มีความเห็นร่วมกันว่าทั้งดิฉันและนายปรีชา ไม่สมควรจะติดต่อหรือแม้แต่รับการติดต่อจากนายวิมทั้งสิ้น เนื่องจากไม่เป็นผลดีต่อการสอบสวนต่างๆที่จะมีขึ้น รวมทั้งการฟ้องคดี”

ชี้ ข้อสังเกต” อนุกรรมการฯ ทำสาธารณชนสำคัญผิดในตัวผู้ถูกพาดพิง

นอกจากนี้กรณีที่ผลสอบคณะอนุกรรมการฯ เขียนพาดพิงถึงว่า “คณะอนุกรรมการฯ เชื่อว่า ผู้ที่ถูกพาดพิงส่วนใหญ่น่าจะไม่ได้มีพฤติกรรมการรับสินบนตามที่เป็นข่าว แม้จะยังมีข้อสงสัยต่อท่าทีของผู้ถูกพาดพิงบางรายว่า เหตุใดจึงมีพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งน่าจะขัดต่อวิสัยปรกติของบุคคลทั่วไปในสถานการณ์ดังกล่าว” นั้น ทั้งนางฐานิตะญาณ์ และนายปรีชา ยังชี้แจงในคำอุทธรณ์ว่าข้อสรุปดังกล่าว ไม่ เป็นธรรมกับข้าพเจ้าในประเด็นนี้อย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังจะทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิดเป็นสำคัญต่อตัวข้าพเจ้าจากข้อ สังเกตดังกล่าว”

ด้วยเหตุผลที่ข้าพเจ้าได้ชี้แจงไปแล้วว่า กรณีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมการฟ้องคดี ซึ่งถือเป็นเหตุผลที่สำคัญและเป็นปรกติวิสัยของผู้ที่กำลังจะดำเนินการ เรื่องนี้ เพราะหากมีการพูดหรือเจรจาใดๆกับคู่กรณี ก็อาจถูกนำไปใช้ต่อสู้คดีจนอาจเป็นปฏิปักษ์ในทางคดีกับข้าพเจ้าได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า การที่ข้าพเจ้าไม่ติดต่อ กับนายวิมภายหลังเกิดกรณีดังกล่าว ย่อมถือเป็นวิสัยที่เป็นปรกติของบุคคลทั่วไปที่ตั้งใจจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่แล้ว ในอันจะไม่พูด หรือเจรจา หรือแม้แต่แสดงความเห็นใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีในอนาคต

แนะให้สอบ เมเนเจอร์” ด้วย ฐานเสนอข่าวไม่รอบด้าน-ทำคนอื่นเสียหายร้ายแรง

ในท้ายหนังสืออุทธรณ์ของทั้งนางฐานิตะญาณ์ และนายปรีชา ยังอ้างถึงผลสอบของอนุกรรมการฯ ที่ระบุถึงเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ ที่ว่า “ทีม งานเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ แทบไม่ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข่าวดังกล่าวเลย เช่น ไม่ได้ตรวจสอบบัญชีอีเมลของผู้รับว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เป็นบัญชีของใคร ไม่ได้ตรวจสอบกับผู้ที่ถูกพาดพิงถึงในอีเมล”

โดยทั้งสองขอให้ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ตามจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชน ของเมเนเจอร์ ออนไลน์” ด้วย เนื่องจากเห็นได้ชัดว่า การนำเสนอข่าวไม่รอบด้าน ได้ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อบุคคลและองค์กรวิชาชีพอื่นอย่างร้ายแรง"

โดยรายละเอียดของหนังสืออุทธรณ์ของนางฐานิตะญาณ์ และนายปรีชา มีดังนี้

000

หนังสืออุทธรณ์ “ขออุทธรณ์คัดค้านผลการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง”
ของนางฐานิตะญาณ์ ธนพิศุทธิ์กุล
บรรณาธิการข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น
กองบรรณาธิการ สำนักข่าวเนชั่น
7 กันยายน 2554
เรื่อง ขออุทธรณ์คัดค้านผลการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง
เรียน คณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมวลชน
อ้าง ถึง ผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) ของนักการเมือง ระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมวลชน
ตามผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องฯ ที่อ้างถึง คณะอนุกรรมการฯ ได้ทำการแถลงข่าวต่อสาธารณชนไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2554 โดยในส่วนของรายงานผลการตรวจสอบที่เกี่ยวข้องกับดิฉัน (หน้า16) คณะอนุกรรมการฯให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า “เมื่อปรากฏข่าวของอีเมลที่เป็นปัญหา นางฐานิตะญาณ์ ก็ไม่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามหรือต่อว่านายวิมเลย ทั้งที่นายวิมรู้จักเป็นอย่างดีกับนายปรีชาซึ่งเป็นสามีของตน” ดังความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
ดิฉันนางฐานิตะญาณ์ ธนพิศุทธิ์กุล เห็นว่าข้อสังเกตดังกล่าวยังขาดพยานหลักฐานและเหตุผลอื่นที่ยังไม่ได้ พิจารณา กล่าวคือ ยังไม่มีการอ้างถึงเหตุผลตามที่ข้าพเจ้าได้เข้าชี้แจงในเรื่องนี้เลย เพราะเมื่อคณะอนุกรรมการฯ ได้ซักถามถึงเหตุผลเรื่องดังกล่าว ดิฉันก็ได้ชี้แจงไว้แล้วถึงสองประเด็น จึงประสงค์ยื่นคำคัดค้านผลการพิจารณาดังกล่าวต่อคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องฯ ดังนี้
ประเด็นแรก การที่ดิฉันไม่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามหรือต่อว่านายวิมเลยนั้น เป็นเพราะดิฉันคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องโทรหาบุคคลที่แอบอ้างการติดต่อกับ สื่อเพื่อการไต่เต้าทางการเมืองแต่อย่างใด เนื่องจากหากดิฉันติดต่อไปอาจเกิดความเข้าใจผิดไปได้ว่า ดิฉันโทรไปนัดแนะหรือเตรียมเรื่องกันไว้ก่อนถ้ามีการสอบสวน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับดิฉันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
อีกทั้ง ดิฉันมีความคิดว่า ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดที่จะต้องไปติดต่อกับผู้ที่ทำให้ดิฉันต้องเสื่อม เสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง จากการกล่าวอ้างที่ไม่มีมูลความจริง ถึงแม้ว่าจะรู้จักกันจากการติดต่อประสานงานตามสมควรในเรื่องงานที่ผ่านมาก็ ตาม
ประเด็นที่สอง ณ เวลานั้น ดิฉันได้ตัดสินใจแล้วว่า จะดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายในเรื่องหมิ่นประมาท กับผู้ที่กระทำการและเกี่ยวข้องกับการทำให้ดิฉันต้องได้รับความเสียหาย จึงเห็นว่าไม่สมควรจะติดต่อใดๆกับบุคคลดังกล่าว เนื่องจากมีความเกี่ยวพันและอาจมีผลกระทบกับรูปคดีได้
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากสองประเด็นดังกล่าวที่ได้ชี้แจงคณะอนุกรรมการไปแล้วนั้น ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งดิฉันยังไม่ได้ชี้แจงให้คณะอนุกรรมการฯ ได้รับทราบในวันดังกล่าว เนื่องจากไม่คิดว่าจะมีผลสำคัญต่อการสอบสวน นั่นคือ เหตุผลที่ว่า เป็นเพราะคณะบรรณาธิการอาวุโสของเครือเนชั่น ได้ทำการสอบถามทั้งตัวดิฉันและนายปรีชา สอาดสอนพร้อมกันในทันทีที่ทราบข่าว และได้มีความเห็นร่วมกันว่าทั้งดิฉันและนายปรีชา ไม่สมควรจะติดต่อหรือแม้แต่รับการติดต่อจากนายวิมทั้งสิ้น เนื่องจากไม่เป็นผลดีต่อการสอบสวนต่างๆที่จะมีขึ้น รวมทั้งการฟ้องคดี
ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการฯ ทำความเห็นสรุปประการสุดท้าย ในหัวข้อที่ 4 (หน้า17) ที่ว่า “คณะอนุกรรมการฯ เชื่อว่า ผู้ที่ถูกพาดพิงส่วนใหญ่น่าจะไม่ได้มีพฤติกรรมการรับสินบนตามที่เป็นข่าว แม้ จะยังมีข้อสงสัยต่อท่าทีของผู้ถูกพาดพิงบางรายว่า เหตุใดจึงมีพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งน่าจะขัดต่อวิสัยปรกติของบุคคลทั่วไปในสถานการณ์ดังกล่าว” จึงเป็นบทสรุปที่ไม่เป็นธรรมกับดิฉันในประเด็นนี้อย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังจะทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิดเป็นสำคัญต่อตัวดิฉันจากข้อ สังเกตดังกล่าว
ด้วยเหตุผลที่ดิฉันได้ชี้แจงไปแล้วว่า กรณีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมการฟ้องคดี ซึ่งถือเป็นเหตุผลที่สำคัญและเป็นปรกติวิสัยของผู้ที่กำลังจะดำเนินการ เรื่องนี้ เพราะหากมีการพูดหรือเจรจาใดๆกับคู่กรณี ก็อาจถูกนำไปใช้ต่อสู้คดีจนอาจเป็นปฏิปักษ์ในทางคดีกับดิฉันได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ดิฉันจึงเห็นว่า การที่ดิฉันไม่ติดต่อกับนายวิมภายหลังเกิดกรณีดังกล่าว ย่อมถือเป็นวิสัยที่เป็นปรกติของบุคคลทั่วไปที่ตั้งใจจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่แล้ว ในอันจะไม่พูด หรือเจรจา หรือแม้แต่แสดงความเห็นใดๆที่อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีในอนาคต
นอกจากนั้น ในส่วนผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงส่วนที่ 3 ข้อ 3.1 ว่าด้วยผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการให้ข้อมูลของผู้เกี่ยวข้อง (หน้า 5) ที่อ้างถึงคำให้การของนายนิรันดร์ เยาวภาว ผู้ดูแลเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ ตามด้วยข้อสรุปของคณะอนุกรรมการฯที่ว่า
“คณะอนุกรรมการฯ พบว่าทีมงานเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ แทบไม่ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข่าวดังกล่าวเลย เช่น ไม่ได้ตรวจสอบบัญชีอีเมลของผู้รับว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เป็นบัญชีของใคร ไม่ได้ตรวจสอบกับผู้ที่ถูกพาดพิงถึงในอีเมล โดยอ้างว่า หากสอบถามไป บุคคลที่ถูกพาดพิงก็อาจจะปฏิเสธได้ เพราะในเนื้อข่าวก็ยังไม่แน่ชัดว่าคนที่ถูกกล่าวถึง ถูกพาดพิงถึงนั้นเป็นใคร และไม่ได้ตรวจสอบว่าผู้ที่ส่งข่าวมาให้เป็นใคร เป็นต้น” นั้น
ดิฉันใคร่ขอให้ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติควรดำเนินการตรวจสอบถึงการปฏิบัติหน้าที่ตาม จรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชน ตามที่ปรากฏในข้อเสนอแนะส่วนที่ 5 ข้อที่ 4 เนื่องจากเห็นได้ชัดว่า การนำเสนอข่าวไม่รอบด้าน ได้ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อบุคคลและองค์กรวิชาชีพอื่นอย่างร้ายแรง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการรับอุทธรณ์พิจารณาต่อไปโดยเร็ว
ขอแสดงความนับถือ
นางฐานิตะญาณ์ ธนพิศุทธิ์กุล
บรรณาธิการข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น
กองบรรณาธิการ สำนักข่าวเนชั่น

หนังสืออุทธรณ์ “ขออุทธรณ์คัดค้านผลการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง”
ของนายปรีชา สะอาดสอน
บรรณาธิการข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น
กองบรรณาธิการ สำนักข่าวเนชั่น
7 กันยายน 2554
เรื่อง ขออุทธรณ์คัดค้านผลการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง
เรียน คณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมวลชน
อ้าง ถึง ผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) ของนักการเมือง ระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมวลชน
ตามผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องฯ ที่อ้างถึง คณะอนุกรรมการฯ ได้ทำการแถลงข่าวต่อสาธารณชนไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2554 โดยในส่วนของรายงานผลการตรวจสอบที่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า(หน้า16) คณะอนุกรรมการฯใข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า “คณะอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตต่อท่าทีของนายปรีชาในช่วงหลังที่อีเมลดังกล่าวเป็นข่าวขึ้นมา ซึ่งนายปรีชาไม่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามหรือต่อว่านายวิมเลย นอกจากนี้เมื่อนายวิมโทรศัพท์ติดต่อมา นายปรีชาก็ไม่ได้รับสายและไม่ได้ติดต่อกลับ ทั้งที่นายปรีชารู้จักกับนายวิมมาก่อน แต่นายปรีชากลับให้การว่าจะเตรียมการฟ้องร้องต่อผู้ที่ทำให้ตนได้รับความ เสียหาย ซึ่งอาจรวมถึงนายวิมด้วย” ดังความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
ข้าพเจ้า นายปรีชา สอาดสอน เห็นว่า ข้อสังเกตดังกล่าวยังขาดพยานหลักฐานและเหตุผลอื่นที่ยังไม่ได้พิจารณา กล่าวคือ ยังไม่มีการอ้างถึงเหตุผลตามที่ข้าพเจ้าได้เข้าชี้แจงในเรื่องนี้เลย เพราะเมื่อคณะอนุกรรมการฯ ได้ซักถามถึงเหตุผลเรื่องดังกล่าว ข้าพเจ้าก็ได้ชี้แจงไว้แล้วถึงสองประเด็น จึงประสงค์ยื่นคำคัดค้านผลการพิจารณาดังกล่าวต่อคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องฯ ดังนี้
ประเด็นแรก เหตุที่ข้าพเจ้าไม่ต้องการคุยกับนายวิม แม้แต่ในทางโทรศัพท์นั้น เพราะข้าพเจ้าไม่พอใจที่นายวิมทำให้ผมได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อ เสียงจากการที่นายวิมนำชื่อของข้าพเจ้าไปอ้างอย่างไม่มีมูลความจริงเพื่อการ ไต่เต้าทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ดูหมิ่น เหยียดหยามต่อตัวข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากข้าพเจ้าติดต่อไปอาจเกิดความเข้าใจผิดไปได้ว่า ข้าพเจ้าโทร.ไปนัดแนะหรือเตรียมเรื่องกันไว้ก่อนถ้ามีการสอบสวน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับข้าพเจ้าไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
อีกทั้ง ข้าพเจ้ามีความคิดว่า ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดที่จะต้องไปติดต่อกับผู้ที่ทำให้ต้องเสื่อมเสีย ชื่อเสียงอย่างร้ายแรง จากการกล่าวอ้างที่ไม่มีมูลความจริง ถึงแม้ว่าจะรู้จักกันจากการติดต่อประสานงานตามสมควรในเรื่องงานที่ผ่านมาก็ ตาม
ประเด็นที่สอง ณ เวลานั้น ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจแล้วว่า จะดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายในเรื่องหมิ่นประมาท กับผู้ที่กระทำการและเกี่ยวข้องกับการทำให้ข้าพเจ้าต้องได้รับความเสียหาย จึงเห็นว่า ไม่สมควรจะติดต่อใดๆ กับบุคคลดังกล่าว เนื่องจากมีความเกี่ยวพันและอาจมีผลกระทบกับรูปคดีได้
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากสองประเด็นดังกล่าวที่ได้ชี้แจงคณะอนุกรรมการไปแล้วนั้น ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้ายังไม่ได้ชี้แจงให้คณะอนุกรรมการฯได้รับทราบในวันดังกล่าว เนื่องจากไม่คิดว่าจะมีผลสำคัญต่อการสอบสวน นั่นคือ เหตุผลที่ว่า เป็นเพราะคณะบรรณาธิการอาวุโสของเครือเนชั่น ได้ทำการสอบถามทั้งตัวข้าพเจ้าและนางฐานิตะญาณ์ ธนพิศุทธิ์กุลพร้อมกันในทันทีที่ทราบข่าว และได้มีความเห็นร่วมกันว่าทั้งข้าพเจ้าและนางฐานิตะญาณ์ ไม่สมควรจะติดต่อหรือแม้แต่รับการติดต่อจากนายวิมทั้งสิ้น เนื่องจากไม่เป็นผลดีต่อการสอบสวนต่างๆที่จะมีขึ้น รวมทั้งการฟ้องคดี
ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการฯ ทำความเห็นสรุปประการสุดท้าย ในหัวข้อที่ 4 (หน้า17) ที่ว่า “คณะอนุกรรมการฯ เชื่อว่า ผู้ที่ถูกพาดพิงส่วนใหญ่น่าจะไม่ได้มีพฤติกรรมการรับสินบนตามที่เป็นข่าว แม้ จะยังมีข้อสงสัยต่อท่าทีของผู้ถูกพาดพิงบางรายว่า เหตุใดจึงมีพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งน่าจะขัดต่อวิสัยปรกติของบุคคลทั่วไปในสถานการณ์ดังกล่าว” จึงเป็นบทสรุปที่ไม่เป็นธรรมกับข้าพเจ้าในประเด็นนี้อย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังจะทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิดเป็นสำคัญต่อตัวข้าพเจ้าจากข้อ สังเกตดังกล่าว
ด้วยเหตุผลที่ข้าพเจ้าได้ชี้แจงไปแล้วว่า กรณีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมการฟ้องคดี ซึ่งถือเป็นเหตุผลที่สำคัญและเป็นปรกติวิสัยของผู้ที่กำลังจะดำเนินการ เรื่องนี้ เพราะหากมีการพูดหรือเจรจาใดๆกับคู่กรณี ก็อาจถูกนำไปใช้ต่อสู้คดีจนอาจเป็นปฏิปักษ์ในทางคดีกับข้าพเจ้าได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า การที่ข้าพเจ้าไม่ติดต่อกับนายวิมภายหลังเกิดกรณีดังกล่าว ย่อมถือเป็นวิสัยที่เป็นปรกติของบุคคลทั่วไปที่ตั้งใจจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่แล้ว ในอันจะไม่พูด หรือเจรจา หรือแม้แต่แสดงความเห็นใดๆที่อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีในอนาคต
นอกจากนั้น ในส่วนผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงส่วนที่ 3 ข้อ 3.1 ว่าด้วยผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการให้ข้อมูลของผู้เกี่ยวข้อง (หน้า 5) ที่อ้างถึงคำให้การของนายนิรันดร์ เยาวภาว ผู้ดูแลเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ ตามด้วยข้อสรุปของคณะอนุกรรมการฯที่ว่า
“คณะอนุกรรมการฯ พบว่าทีมงานเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ แทบไม่ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข่าวดังกล่าวเลย เช่น ไม่ได้ตรวจสอบบัญชีอีเมลของผู้รับว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เป็นบัญชีของใคร ไม่ได้ตรวจสอบกับผู้ที่ถูกพาดพิงถึงในอีเมล โดยอ้างว่า หากสอบถามไป บุคคลที่ถูกพาดพิงก็อาจจะปฏิเสธได้ เพราะในเนื้อข่าวก็ยังไม่แน่ชัดว่าคนที่ถูกกล่าวถึง ถูกพาดพิงถึงนั้นเป็นใคร และไม่ได้ตรวจสอบว่าผู้ที่ส่งข่าวมาให้เป็นใคร เป็นต้น” นั้น
ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติควรดำเนินการตรวจสอบถึงการปฏิบัติหน้าที่ตาม จรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชน ตามที่ปรากฏในข้อเสนอแนะส่วนที่ 5 ข้อที่ 4 เนื่องจากเห็นได้ชัดว่า การนำเสนอข่าวไม่รอบด้าน ได้ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อบุคคลและองค์กรวิชาชีพอื่นอย่างร้ายแรง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการรับอุทธรณ์พิจารณาต่อไปโดยเร็ว
ขอแสดงความนับถือ
นายปรีชา สะอาดสอน
บรรณาธิการข่าวอาชญากรรม สำนักข่าวเนชั่น

ฟื้นคุกพิเศษคุม "นักโทษการเมือง-ความมั่นคง"

ที่มา ประชาไท

"อธิบดีกรมราชทัณฑ์" ยืนยันโปรเจกต์ฟื้นเรือนจำหลักสี่ ไม่เน้นไฮเทคใช้งบปรับปรุงแค่ 5 ล้าน รองรับนักโทษได้ 300 ราย ไว้ควบคุมนักโทษคดีความมั่นคง คดีการเมือง และนักโทษต่างชาติ

9 ก.ย. 54 - สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นรายงาน ว่านายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงกรณีแนวคิดการนำสถานที่คุมขังชั่วคราวหลักสี่ ซึ่งอยู่ในบริเวณสโมสรตำรวจ หรือเดิมเรียกว่า โรงเรียนพลตำรวจบางเขน ที่ได้ประกาศยกเลิกไปเมื่อปี 2553 กลับมาปรับปรุงให้เป็นสถานที่ควบคุมนักโทษคดีความมั่นคง คดีการเมือง และนักโทษต่างชาติ ว่า สำหรับการเข้าดำเนินการปรับปรุงนั้น ทางสันติบาลจะเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบ โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์เข้าไปช่วยดูแล สำหรับจุดที่ต้องปรับปรุงใหม่ คือ ลูกกรงเหล็กที่ถูกรื้อออกไป เพราะต้องทำเป็นสำนักงาน โดยเบื้องต้น ได้กำหนดงบประมาณไว้ประมาณ 5,000,000 บาท หากดำเนินการเสร็จสิ้น สามารถรองรับนักโทษได้จำนวน 300 ราย ขณะนี้ ยังไม่ได้มีการกำหนดกรอบเวลา ว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อใด แต่การประกาศให้เป็นเขตคุมขังพิเศษนั้น สามารถประกาศเมื่อใดก็ได้

ทั้งนี้ อธิบดีกรมราชมทัณฑ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ทางกรมราชทัณฑ์เองมีความต้องการที่หาพื้นที่เพื่อรองรับนักโทษอยู่แล้ว เมื่อมีช่องทางและคิดว่าสามารถทำได้ จึงได้เสนอรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้ดำเนินการ ทั้งนี้ยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการสร้างให้เป็นเรือนจำไฮเทค หรือ มีสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับบุคคลใดเป็นกรณีพิเศษ แต่รูปแบบและลักษณะของเรือนจำ ตลอดจนกฎเกณฑ์การเข้าเยี่ยม ไม่แตกต่างจากเรือนจำทั่วไป