WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 10, 2011

เพื่อไทยสรุปเรื่องร้องเรียน รบ.อภิสิทธิ์ย้าย ขรก.ไม่เป็นธรรมเกือบพันกรณี กระทรวงมหาดไทยครองแชมป์

ที่มา มติชน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงเมื่อวันที่ 10 กันยายนว่า สำนักงานปราบโกงของ พท.ได้สรุปเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงต่างๆ ของรัฐบาลนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ พบว่ามีการโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรมจำนวนมาก โดยกระทรวงมหาดไทย มีเรื่องร้องเรียนเข้ามามากที่สุด 400 กว่าเรื่อง รองลงมาเป็นกระทรวงคมนาคม 200 กว่าเรื่อง กระทรวงยุติธรรม 120 เรื่อง และกระทรวงการต่างประเทศ 56 เรื่อง ส่วนกรณีนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ขู่จะร้องคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) หลังถูก ครม.ย้ายพ้นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพราะส่วนตัวเห็นว่านายถวิลไม่ควรร้องต่อ ก.พ.ค. เพราะมีข้าราชการที่ถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมมากกว่านี้ อาทิ นายตำรวจรายหนึ่งในสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 ที่ถูกย้ายให้ไปช่วยราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผบช.ภ.2 คนปัจจุบัน ได้แก่ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู สามีนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ปชป.

อียิปต์ลุกเป็นไฟประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ประท้วงบุกเผา-ทำลายสถานทูตอิสราเอล เจ็บแล้วกว่า 400

ที่มา มติชน















รัฐบาลอียิปต์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่ผู้ประท้วงยังคงชุมนุมตามถนนสายสำคัญในกรุงไคโร หลังจากเกิดเหตุผู้ประท้วงบุกเข้าไปในอาคารสถานทูต เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ตำรวจปราบจลาจลยิงแก๊สน้ำตา และใช้ยานพาหนะหุ้มเกราะเพื่อสลายผู้ประท้วงที่ก่อเหตุรุนแรง และตอบโต้โดยการขว้างปาสิ่งของและระเบิดทำมือ ทั้งนี้ สำนักข่าวมีนาของรัฐบาลอียิปต์เปิดเผยว่า พบผู้บาดเจ็บกว่า 448 คน ล่าสุดมีผู้ประท้วง 1 คนเสียชีวิต เพราะหัวใจวายในระหว่างที่เกิดความรุนแรง ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากจัตุรัสทาห์รีร์

ทหารอียิปต์หลายร้อยนายพร้อมด้วยรถหุ้มเกราะ ได้เข้ารักษาความปลอดภัยใกล้สถานทูตอิสราเอล หลังจากกลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าไปยังสถานทูตอสราเอลในกรุงไคโร และนำเอกสารหลายพันฉบับออกมาทิ้งบนถนน ในระหว่างเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่สถานที่ 6 รายติดอยู่ภายในอาคาร ก่อนที่จะได้รับการช่วยเหลือให้เป็นอิสระจากหน่วยคอมมานโดของอียิปต์ ขณะที่เอกอัครราชทูตอิสราเอลได้เดินทางกลับประเทศแล้ว โดยรัฐบาลอียิปต์เตรียมที่จะจัดการประชุมฉุกเฉินเพื่อประเมินสถานการณ์ที่ เกิดขึ้น ในช่วงเย็นวันนี้ (10 ก.ย.)


เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นหลังจากการสวดมนต์ในช่วงคืนวันศุกร์ เมื่อผู้ชุมนุมราว 1,000 คนได้เคลื่อนขบวนออกจากจัตุรัสทารีร์ ไปยังสถานทูตอิสราเอลที่อยู่ไกลออกไปหลายกิโลเมตร โดยเรียกร้องให้ขับไล่นักการทูต พร้อมกับเรียกร้องไปยังรัฐบาลอิสราเอลให้ขอโทษอย่างเป็นทางการและสอบสวนการ สังหารตำรวจอียิปต์ อีกทั้งเพื่อเรียกร้องให้มีการเร่งปฏิรูปทางการเมืองภายหลังจากการก้าวลงจาก อำนาจของอดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก

เมื่อผู้ชุมนุมเดินทางไปถึงที่ตั้งสถานทูต ซึ่งเป็นอาคารสูง 21 ชั้น ได้ใช้ค้อนและแท่งโลหะทำลายกำแพงรักษาความปลอดภัยที่ตั้งอยู่นอกสถานทูต หลังจากนั้นได้ปีนป่ายขึ้นไปบนอาคารและปลดธงชาติอิสราเอล ขว้างลงมาที่ผู้ชุมนุมที่รออยู่เบื้องล่าง ผู้ประท้วงยังได้ก่อความรุนแรงด้วยการจุดไฟเผารถบรรทุกตำรวจ 2 คัน และสร้างความเสียหายแก่รถรักษาความปลอดภัยอีก 4 คันที่อยู่รอบอาคารสถานทูต รวมถึงใช้ก้อนหินขว้างปาไปยังตำรวจปราบจลาจล และบุกเข้าไปในสถานทูตนำเอกสารหลายพันฉบับที่ตีตราความลับขว้างออกมาบนถนน บางฉบับเขียนเป็นภาษาอาหรับและดูเหมือนเป็นเอกสารโต้ตอบระหว่างเจ้าหน้าที่ อิสราเอลกับอียิปต์

ความสัมพันธ์ระหว่างอียิปต์กับอิสราเอลตึงเครียดมาตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม หลังจากทหารอิสราเอลสังหารตำรวจอียิปต์ 5 นาย ในระหว่างที่ทหารอิสราเอลตามไล่ล่ากลุ่มติดอาวุธที่ชายแดนติดกับอียิปต์ เหตุการณ์ครั้งนั้นตามมาด้วยการซุ่มโจมตีทหารอิสราเอลหลายครั้งที่ทะเลทราย เนเกฟ มีชาวอิสราเอลเสียชีวิต 8 คน

นายกฯ ให้สัมภาษณ์สื่อ ก่อนออกเดินทางไปเยือนประเทศบรูไน ที่ บน.6

ที่มา มติชน



น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนที่จะเดินทางไปเยือนประเทศบูรไน ณ ท่าอากาศยานทหาร บน.6 ดอนเมือง เมื่อวันที่ 10 กันยายน

แห่ศพนปช.ไว้อาลัยรอบเมือง ครบรอบ1ปี5เดือน

ที่มา ข่าวสด


เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 10 ก.ย. ภายในวัดตำหรุ ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นายกลิ่น เทียนยิ้ม สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลแพรกษาใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ พร้อมกลุ่มคนเสื้อแดง กว่า 300 คน พร้อมด้วย รถจักรยานยนต์หลายร้อยคัน และรถยนต์กว่า 50 คัน ได้แห่ศพนายวสันต์ ภู่ทอง อายุ 39 ปี 1 ในกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช. ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุมบริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่ผ่านมา โดย นายกลิ่น ซึ่งเป็นพี่ชายของนายวสันต์ ระบุว่า เนื่องจากวันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปี 5 เดือน การเสียชีวิตของนายวสันต์ ภู่ทอง จากเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุม ตนจึงพร้อมด้วยแนวร่วมกลุ่มประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช. ทั้งในสมุทรปราการ และจังหวัดใกล้เคียง มาร่วมขบวนแห่เพื่อไว้อาลัยกับการจากไปของน้องชายตน

โดยจะแห่ไปรอบๆ จังหวัดสมุทรปราการ เริ่มจากวัดตำหรุ ต.บางปูใหม่ ถ.ตำหรุ-คลองเก้า อ.เมือง ใช้เส้นทางถนนตำหรุ-คลองเก้า มุ่งหน้าไปยังคลองด่าน อ.บางบ่อ แล้ว ตัดเข้าการเคหะบางพลี ถนนเทพารักษ์ แล้ววนไปตัดเข้าสุมขุมวิท มุ่งสู่วัดตำรุ บางปู ไปตั้งศพที่บริเวณเมรุลอย ที่สร้างไว้ ที่ลานวัด และทำการสวดพระอภิธรรมต่อในช่วงค่ำของวันที่ 10 ก.ย. ส่วนวันที่ 11 ก.ย. จะมีพิธีฌาปนกิจศพ ซึ่งตามกำหนดการ จะมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ส.ส.สมุทรปราการ และแกนนำกลุ่มนปช.เข้าร่วมงานด้วยต่อไป

"สุกำพล"ดันไฮสปีดเทรนนำร่องสาย"กรุงเทพฯ-โคราช"

ที่มา มติชน

"สุกำพล" เดินหน้าเต็มสูบเมกะโปรเจ็กต์คมนาคม ลั่น 6 เดือนเห็นรูปธรรมชัดเจน เซ็นรถไฟฟ้า 2 สาย ส่วนไฮสปีดเทรนทุ่มแสนล้านนำร่อง "กรุงเทพฯ-โคราช" เปิดทางทุกชาติลงทุน ตัดทิ้ง "กรุงเทพฯ-ระยอง" หลังขยายแอร์พอร์ตลิงก์ไปถึงพัทยา-ชลบุรี เดินหน้ารถไฟทางคู่เฟสแรก 5 สาย 767 ก.ม. ชง ครม.โยกย้าย 6 ตำแหน่งว่าง เปิดทางซี 9 ลงสมัครแข่งคัดเลือกขึ้นอธิบดี 3 กรมใหญ่



พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ใน 6 เดือนนี้มีเป้าหมายจะผลักดันโครงการขนาดใหญ่ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ต้องเร่งให้เสร็จใน 4 ปีนี้ เรื่องแรกคือเร่งเซ็นสัญญาก่อสร้างรถไฟฟ้า 2 สาย ส่วนที่เหลือจะทยอยให้แล้วเสร็จใน 3 ปี หรือ ปี 2557 โดยรถไฟฟ้าทั้ง 10 สายจะใช้เวลาก่อสร้าง 8 ปี พร้อมเปิดบริการ

แต่มีบางสายทางที่กำลัง ก่อสร้างจะเปิดบริการก่อน เช่น สีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) เปิดปี 2557 และสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) เปิดปี 2559 โดยสายสีน้ำเงินมองว่าเป็นส่วนสำคัญสุด เพราะเป็นเส้นวงแหวนที่ต่อเชื่อมทุกสายได้

อีกทั้งจะเร่งศึกษารถไฟ ความเร็วสูง 3-4 สายให้เสร็จ 4 ปีนี้ ได้แก่ 1.กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 745 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 229,809 ล้านบาท 2.กรุงเทพฯ-โคราช 256 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 96,826 ล้านบาท 3.กรุงเทพฯ-หัวหิน 225 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 82,166 ล้านบาท และ 4.กรุงเทพฯ-ระยอง 221 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 72,265 ล้านบาท

"ปี 2555 จะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง สายแรก จากกรุงเทพฯ-โคราช เป็นเส้นเดิมของสายกรุงเทพฯ-หนองคาย ที่คมนาคมศึกษาไว้ แต่จะสร้างไปแค่โคราช เพราะใช้เงินลงทุนสูง แค่โคราช ก็เกือบแสนล้านแล้ว ต้องปรับแนว เส้นทางให้สั้นลง และอยู่บนความจริงมากขึ้น" พล.อ.อ.สุกำพลกล่าวและว่า

ส่วนกรอบบันทึกข้อตกลง (MOU) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำไว้ ยังเป็นแค่ความร่วมมือ ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม ก็เดินหน้าต่อภายใต้กรอบนี้ แต่อยู่ที่ว่าจะเลือกใครมาลงทุน ล่าสุดมีทูตจากหลายประเทศเข้ามาพบ อาทิ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย

พล.อ.อ.สุกำพลกล่าวต่อว่า สายที่ 2 คือกรุงเทพฯ-หัวหิน ส่วนสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ยังเร็วเกินไปที่จะตอบ เพราะเงินลงทุนสูงกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่สายกรุงเทพฯ-ระยอง กำลังดูว่ายังจำเป็นอีกหรือไม่ เพราะได้ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ศึกษาส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ไปถึงพัทยาและชลบุรี เป็นรถไฟฟ้าวิ่งด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหมือนรถไฟไฮสปีดเทรนอยู่แล้ว

ขณะที่รถไฟทางคู่จะเดินหน้าในเฟสแรก 5 เส้นทาง 767 กิโลเมตร ได้แก่ 1.ลพบุรี-ปากน้ำโพ 2.มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ 3.ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น 4.นครปฐม-หนองปลาดุก-หัวหิน และ 5.ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ร.ฟ.ท.มีเงินลงทุนไว้แล้วภายใต้กรอบ 1.76 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลชุดที่แล้วอนุมัติไว้ เพราะเป็นความจำเป็นเร่งด่วน จะหารือกับ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยฯ ที่กำกับดูแล และกำลังจะปรับแผนการใช้เงินก้อนนี้อยู่ ให้ยังคงแผนรถไฟทางคู่ เฟสแรกนี้ไว้ เพื่อให้มีทางคู่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีแค่ 300 กิโลเมตร

"ผม วาดภาพอนาคตรถไฟไทยไว้เลย อยากเห็นเขตทางรถไฟสองข้างทาง 80 เมตร มี 5 รางอยู่ในเส้นทางเดียวกัน เป็นทางคู่เล็ก ๆ 2 ราง มีรางขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร อีก 2 ราง และมีไฮสปีดเทรน 1 ราง วิ่งขนาบไปกับทางรถไฟทั้งหมด โดยที่ไม่ต้องเวนคืนเลย เพราะมีเขตทางเหลืออยู่แล้ว"

สำหรับนโยบาย การจัดตั้งสายการบินต้นทุนต่ำ "ไทย ไทเกอร์ แอร์เวยส์" พล.อ.อ.สุกำพลกล่าวว่า การบินไทยยังไม่ได้รายงานมา ยังตอบอะไรไม่ได้ แต่เรื่องของบทบาทสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองมีนโยบายชัดเจนให้ สนามบินสุวรรณภูมิเป็นซิงเกิลแอร์พอร์ต เพราะปีหน้าจะลงทุน 6 หมื่นล้าน สร้างเฟส 2 อยู่แล้ว ต้องใช้ประโยชน์ให้เต็มที่

"หน่วยงานที่เกี่ยว กับการบิน 4 หน่วยงาน คือ ทอท. การบินไทย บพ. วิทยุการบิน ต้องมีความแน่นแฟ้น และมีบอร์ดที่เป็นชุดเดียวกัน เวลาทำงานจะได้ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างสนามบินดอนเมือง เจ้าของคือ ทอท.จะนำมาใช้เป็นศูนย์ซ่อมไม่ได้ ผู้ที่ทำได้คือการบินไทย ต้องมาคุยกันให้เข้าใจ"

อีกเรื่องที่จะต้องเร่งโดยเร็ว คือการแต่งตั้งข้าราชการที่เกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายนนี้ กระทรวงคมนาคมมี 6 ตำแหน่ง คือผู้ตรวจราชการ 3 ตำแหน่ง กับอธิบดี 3 กรม คือกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และ กรมการขนส่งทางบก ปีนี้จะแตกต่างจากทุกปี คือจะเปิดรับสมัครผู้บริหารระดับ ซี 9 และซี 10 สมัครเข้ามาก่อนถึงจะมีการคัดเลือก จากเดิมจะแต่งตั้งจากระดับ ซี 10 ของแต่ละกรมได้เลย เพื่อเปิดทางข้าราชการระดับซี 9 ขึ้นมานั่งตำแหน่งระดับสูงได้ ตามระเบียบของสำนักงาน ก.พ.ที่ออกมาใหม่

อุปสรรค ขวากหนาม นโยบายค่าแรง นโยบายข้าว ผู้ใช้แรงงาน ชาวนา

ที่มา มติชน



ไม่ว่านโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ไม่ว่านโยบายรับจำนำข้าวโดยมีราคาเริ่มต้นที่ 15,000 บาทต่อเกวียน

ล้วนดำเนินไปด้วยความยากลำบาก

กล่าว สำหรับนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ไม่เพียงแต่จะถูกต่อต้าน จากสถาบันอันเป็นตัวแทนของทุนใหญ่ อย่างเช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย

หากแม้กระทั่งองค์กรอันเป็น "ตัวแทน" ของผู้ใช้แรงงาน ทั้งแรงงานทั่วไปและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ก็มองด้วยความคลางแคลง ไม่แน่ใจ

ยิ่งนโยบายรับจำนำข้าว ยิ่งถูกประสานเสียงต่อต้านทั้งจากผู้ส่งออกและนักวิชาการ

เหตุผลที่ยกมาคัดค้าน ไม่ว่าจะมาจากนักวิชาการ ไม่ว่าจะมาจากผู้ประกอบการ แน่นหนาด้วยข้อมูลและสถิติ

แสดงให้เห็นหายนะมากกว่าจะวัฒนะ

หาก รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ยืนหยัดในแนวคิดปรับฐานค่าแรง ไม่ยืนหยัดในแนวคิดยกระดับรายได้ให้แก่ชาวนา ก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่นโยบายเหล่านี้จะเดินหน้าต่อไปได้

การช่วยเหลือชาวนา การช่วยเหลือผู้ใช้แรงงาน ลำบากยากยิ่งในสังคมแห่งนี้



คล้ายกับว่า การนำเสนอนโยบายปรับฐานค่าแรงขั้นต่ำมาอยู่ที่ 300 บาทต่อวัน เป็นการนำเสนอในแนวทางอย่างที่เรียกว่า

"ประชานิยม"

คล้ายกับว่า การนำเสนอนโยบายตามโครงการจำนำราคาข้าวโดยเริ่มต้นที่เกวียนละ 15,000 บาท จะเป็นการนำเสนอในแนวทางอย่างที่เรียกว่า

"ประชานิยม"

ทั้งๆ ที่หากกล่าวสำหรับการนำเสนอค่าแรงขั้นต่ำให้อยู่ที่ 300 บาทต่อวัน เป้าหมาย 1 เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของ ผู้ใช้แรงงาน ขณะเดียวกัน เป้าหมาย 1 เพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างค่าแรงให้สอดรับและใกล้เคียงกับสภาพความเป็น จริง

ประการหลังนี้ จะส่งผลสะเทือนอย่างสูงต่อโครงสร้างการผลิตภายในประเทศ

หากพิจารณาโครงการนี้อย่างสอดรับกับการปรับฐานเงินเดือนปริญญาตรีไปอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน

ทั้งหมดนี้คือการยกระดับครั้งใหญ่ภายในโครงสร้างเงินเดือนของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน

ประชา นิยมอย่างนี้มิได้เป็นประชานิยมที่หวังสร้างและสะสมคะแนนเสียงเพียงด้าน เดียว ตรงกันข้าม คำนึงถึงโครงสร้างการผลิตของประเทศโดยองค์รวมไปด้วยในขณะเดียวกัน

นี่ก็สอดรับไปกับการยกระดับชีวิตชาวนาด้วยการปรับราคาข้าวให้สูงขึ้น



หากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สามารถดำเนินนโยบายตามที่ประกาศระหว่างหาเสียงได้อย่างครบถ้วน ทั้งนโยบายเฉพาะหน้าและนโยบายระยะยาว

ก็เป็นเรื่องน่ากลัว

เป็น ความน่ากลัวสำหรับพรรคการเมืองอันเป็นคู่แข่ง เพราะทั้งหมดนี้เท่ากับเป็นการต่อยอดความสำเร็จ อันพรรคไทยรักไทยได้เคยทำไว้จากการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544 จนถึงรัฐประหารเดือนกันยายน 2549

รูปธรรมแห่งความสำเร็จของพรรค ไทยรักไทย คือ การได้รับเลือกตั้ง 377 จากจำนวน ส.ส.ทั้งสภา 500 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548

นี่คือชนวนอย่างแท้จริงอันนำไปสู่การโค่นล้ม ทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

การหวนกลับมาของพรรคพลังประชาชนในการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 การหวนกลับมาของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554

1 เพื่อตอกย้ำและยืนยันความล้มเหลวของรัฐประหารเดือนกันยายน 2549

ขณะเดียวกัน 1 เพื่อเดินหน้าความสำเร็จในยุคพรรคไทยรักไทยได้ปฏิบัติเอาไว้

กระแส คัดค้าน กระแสต่อต้าน ไม่ว่าต่อนโยบายอันนำเสนอเข้ามา ไม่ว่าต่อแต่ละจังหวะก้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป้าหมายก็เพื่อเตะสกัดขาในทาง การเมือง

พื้นฐานมาจากความระแวง พื้นฐานมาจากความหวาดกลัว



กระนั้น จุดแข็งเป็นอย่างมากในเชิงนโยบายของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ทรงความหมาย

ความ หมาย 1 เป็นนโยบายเพื่อคนยากคนจนทั้งที่เป็นคนจนเมือง คนจนในชนบท ความหมาย 1 เป็นนโยบายเพื่อปรับโครง สร้างของคนส่วนใหญ่ทั้งในชนบทและในเมือง

ความหมายนี้มีผลต่อพัฒนาการของประเทศ มีผลต่อคะแนนเสียงพรรคเพื่อไทย

บริหารแบบประชาธิปัตย์... ‘จังไร’ สมบูรณ์แบบ!!!

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ผู้เขียนรู้สึกรื่นรมย์เป็นอันมาก สาเหตุก็มาจากผู้หญิงคนดังที่ชื่อ จารุวรรณ “ยัยเป็ด หัวยักษ์” เมณฑกา ซึ่งมีข่าวเมื่อต้นสัปดาห์ว่า จะต้องถูกฟ้องร้องในคดีอาญา โดยป.ป.ช.ได้จัดส่งเรื่องไปให้ทางพนักงานอัยการ เป็นผู้ดำเนินการ
ทั้งนี้ ก็เพราะตัวเองเคยเขียน เปิดโปงพฤติกรรมทุจริตของผู้หญิงคนนี้ ตั้งแต่ 9 พฤษภาคม 2552 (กว่า 2 ปี มาแล้ว) ในคอลัมน์ ชื่อ
จารุวรรณ “เป็ด หัวยักษ์” โป๊ะเชะ!!! (
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=145)
ซึ่งมีคนเข้ามาดู เกือบ 1.6 หมื่น คน/คลิก และยังกระทุ้งต่ออีกครั้งในสองสัปดาห์ถัดมา เมื่อ 23 พฤษภาคม 2552 ด้วยคอลัมน์ชื่อ
“จารุวรรณ เมณฑกา ใสซื่อหรือ...โสโครก!?”
(
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=149)
คอลัมน์นี้ มีแฟนๆ เข้าไปอ่านกว่าครึ่งหมื่นคน/คลิก!

การทุจริตที่ผมเปิดโปง นั้น เป็นคนละกรณีกับเรื่องที่ ป.ป.ช.มีมติไปแล้ว แต่เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปต่างประเทศ เลยใช้เวลามากกว่า แต่ได้ข่าวว่าใกล้เสร็จเต็มทีแล้ว
คดีที่สอบโดย ป.ป.ช.ก็ดองกันจนเป็น ‘ปลาร้าค้างปี๊บ’ อย่างนี้แหละ!
การที่ข้าราชการตัวใหญ่ ที่มักแสดงตนต่อสังคมว่า เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สูง แต่เบื้องหลังกลับมีแผลทุจริต เหวอะหวะ เน่าเฟะ จนถูกฟ้องร้องต่อศาล ในความผิดฐานเป็นข้าราชการทุจริตคอรัปชั่น จะได้เป็นเครื่องเตือนใจพี่น้องประชาชน ว่า
คราวหน้าคราวหลัง อย่าไปเชื่อใครง่ายๆ!

ที่ดีใจมาก่อนหน้านั้น ก็เป็นคนดังอีกราย ที่ผมเคยเขียนถึงด้วยความมั่นใจว่า อย่างไรเสียนักการเมืองที่ผมหมายหัวเอาไว้ ในที่สุดก็จะต้องถูกฟ้องร้องในข้อหาทุจริต มีสิทธิไปใช้ชีวิตในเรือนจำ และก็เป็นไปตามคาด นั่นคือ
เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2554 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ประทับรับฟ้องคดี ที่ป.ป.ช.เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม.ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 จากกรณีการจัดซื้อรถ และเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ตามโครงการพัฒนาระบบบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสำนักป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,687,489,000 บาท
นอกจากนายอภิรักษ์แล้ว ยังมีนักการเมืองอีกหลายคนที่ติดร่างแหเข้าไปด้วย มีดังต่อไปนี้

- นายโภคิน พลกุล อดีต รมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นนักกฎหมายชื่อดัง มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แต่ตอนนี้ขาข้างหนึ่งของเขา ได้แหย่เข้าไปในตะรางแล้ว อาจารย์ใหญ่คงได้ใช้วิชากฎหมายเพื่อปกป้องตัวเอง ไม่ให้ขาดอีกข้างหนึ่ง หลุดเข้าไปในตะรางร่วมกับขาข้างแรกให้จงได้
- คนต่อไปก็คือ นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย คนโตของช่อง 3 คงต้องภาวนาให้ตัวเองรอดให้จงได้ ไม่อย่างนั้นช่องอื่นๆจะตัดหน้า นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ตามไปทำข่าวตอนเจ้าตัวเยื้องย่างเข้าสู่ประตูเรือนจำ
- นักการเมืองอีกคนหนึ่ง คือ นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ ต้องดิ้นรนอย่างสุดขีด เพราะปากอย่างนายวัฒนา หากเข้าไปอยู่ในคุก หากเผลอไปพูดจาอย่างที่ตัวเองเคยกระทำ เวลาอยู่ข้างนอกคุก
จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง!

จำเลยทุกคน ล้วนเป็นคนดังในสังคม ผู้คนจึงให้ความสนใจอย่างมาก ถึงกับมีการเล่นพนันขันต่อกันว่า
จะ ‘ติดคุก’ กี่คน!?

เรื่องการทุจริตของนายอภิรักษ์ นั้น ผมได้เคยเขียนถึงหลายครั้งแล้ว เพราะผมมั่นใจว่า อย่างไรเสีย จะต้องมีวันนี้แน่ คือวันที่นายอภิรักษ์ฯต้องเดินขึ้นศาล ในฐานะจำเลยคดีทุจริต
นอกจากเรื่องทุจริตเรือและรถดับเพลิง นายอภิรักษ์ฯ ก็ยังถูกอดีตปลัด กทม. คือ คุณหญิง ณัฐนนท์ ทวีสิน ร้อง เรียนกล่าวหาว่าทุจริต การจัดซื้อรถโดยสารประจำทาง ชนิดใช้ก๊าซเอ็นจีวี ในโครงการรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) เมื่อปี 2547 ของกรุงเทพมหานคร จำนวน 45 คัน วงเงิน 368 ล้านบาท
ซื้อกันในราคา...แพงเกินจริง!
คดีนี้ ผู้อำนวยการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เดินไปยื่นสำนวนการไต่สวนและหลักฐานการทุจริตการจัดซื้อ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วตั้งแต่ 3 กรกฎาคม 2552
เวลาล่วงมาเป็นเวลานานกว่า 2 ปี แต่ทาง ป.ป.ช. ยังเก็บเรื่องดองไว้ ไม่กระดิกกระเดี้ยไปถึงไหน
ทุเรศมาก!
ดัง นั้น ไอ้หน่วยงานที่ไร้สมรรถภาพอย่าง ป.ป.ช. ที่ทำให้การปราบปรามคอรัปชั่นของประเทศ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงนั้น ยังทำให้ผมจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ ถึงอย่างถึงพริกถึงขิงต่อไป โดยมีทีเด็ดซ่อนไว้อีก
หากท่านอยากทราบ ขอให้ติดตามต่อไป!!

ผมอยากชี้ให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่เคยสนใจใยดีว่าคนของตน จะมีเบื้องหลังจากทุจริตอย่างไร ขอเพียงให้พรรคได้ประโยชน์ พรรคดักดานก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้
จึงไม่น่าแปลก ที่คนอย่างนายอภิรักษ์ ซึ่งมีแผลทุจริตเหวอะหวะเต็มตัวอย่างนี้ จนเจ้าตัวเองยังต้องลาออกจากตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่สำนึก หัวหน้าพรรคอย่างนายมาร์ค มุกควาย ยังผลักไสให้นายอภิรักษ์ไปลงเลือกตั้ง เป็น ส.ส.กทม. อีกครั้ง ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว โดยให้ลงเลือกตั้งซ่อม
ผมทนไม่ไหว เขียนคอลัมน์ วันเสาร์ ที่ 27 พ.ย. 2553 ถามพรรคดักดานไปตรงๆว่า
ทำไมพวกมึงเอา ‘ขี้โกง’ ลงเลือกตั้ง ส.ส.กรุงเทพ!?”
(
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=263)
แต่ไม่ได้ผล ไอ้พรรคเวรนี่ยังทำหน้าหนา ส่งลงเลือกตั้งอีก และเมื่อมีการยุบสภา ก็โยกเอานายคนนี้ ไปลงแบบสัดส่วนอีก
ผมได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯนั้น ไม่ได้ไปแต่ตัว แต่ได้ทิ้งภาระหนี้สินที่เป็นปัญหา ไว้ให้ กทม. แก้ไขอย่างมากมาย แถมยังเพิ่มค่าอนุญาโตฯและค่าทนายความ อีกกว่า...ค่อนพันล้านบาท
น่าตกใจจริงๆ!

ผลพวงการกระทำของนายอภิรักษ์ฯ ไม่ผิดอะไรกับการทิ้ง “ขี้กองโต” เอาไว้ให้ "สุขุมพันธุ์ไวน์" ต้องมาล้างตามเช็ด จนเวลาผ่านมาหลายปี แต่เราก็ยังมองไม่เห็น ‘จุดจบ’ ของมหากาพย์แห่งการทุจริต ที่น่าเกลียดน่าชังนี้ แต่อย่างใด

content/picdata/321/data/apirak.jpg

ที่แทงใจชาวบ้านทุกวันนี้ “ซากรถรถดับเพลิง” ที่จะกลายเศษเหล็กกองมหึมา เอาไว้ให้คนกรุงดูเป็น ‘อนุสาวรีย์’ ผลงาน “โลซก” ของพรรคดักดานต่อไป!
เงินของชาติจำนวนหลายพันล้านบาท กำลังกลายเป็นเศษเหล็กกองพะเนินเทินทึก
น่าเศร้าใจจริงๆ เพราะเงินหลายพันล้าน ต้องสูญเปล่าไปโดยไร้ประโยชน์
อยากจะเอาไปกองกันให้เป็นภูเขาเลากา ในสวนสาธารณะของ กทม. เพื่อเตือนใจพี่น้องประชาชนว่า นี่คือ
“ภูเขาแห่ง...ความอัปยศ”
เป็นผลงานอัปรีย์ของไอ้พวกกาลี ที่มันรุมกัน “แดกบ้านและผลาญเมือง” ของพวกเราคนไทยนั่นเอง

ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทย จะทำตามคำแนะนำของผม (หรือความเห็นมาสอดคล้องกัน) ในได้เวลา…ล้างกาลี!!! (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=308) โดยจะตรวจสอบ172 โครงการของรัฐบาลเก่า จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องชอบธรรม เพราะต้องมีเรื่องราวทุจริต หมกเม็ด ซุกซ่อนอยู่มากมาย โดยเฉพาะโครงการ
ไทยเข้มแข็ง!
โครงการดังกล่าว นอกจากเรื่องที่ผมเคยวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้ว ยังมีการใช้จ่ายที่ไร้สาระ เอาเงินไปอุดหนุนบริษัทภาพยนตร์ อย่างไม่มีเหตุผล เช่น
ให้เงินสหมงคล ที่ร่ำรวยอยู่แล้ว ไปเป็นเงินถึง 8 ล้านบาท เพื่อเอาไปสร้างหนังเรื่อง “คนโขน” ออกมา
หนังที่สร้างออกมา ก็ไม่ได้ดีเด่แต่อย่างใด เป็นหนังธรรมดาเท่านั้น ขนาดมีเงินช่วยมา 8 ล้านแล้ว
แต่...
ไม่น่าเชื่อว่า รอบที่ผมไปดู มีคนอยู่ไม่ถึง 10 คน ทั้งๆที่หนังเพิ่งเข้าแท้ๆ!
รายได้โรงใหญ่เขาบอกว่า ได้แค่ 4 ล้านบาท เท่านั้นเอง!
“คนโขน” เลยกลายเป็น “คนขำ” แต่ขำไม่ออก เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลจะเอาเงินไปให้บริษัทเอกชน สร้างหนังพื้นๆออกมาทำไม? ได้ประโยชน์โภคผลอันใด? และดูเหมือนจะทำให้ “ไทยเข้มแข็ง”
กลายเป็น “ไทยขี้เปี้ย” ไปเลย!!
(ใครไม่รู้ว่า “ขี้เปี้ย” แปลว่าอะไร ให้ไปถามคนเหนืออย่างนายกฯปู เอาเอง)

ขอแนะนำอีกอย่างหนึ่ง ที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบทุจริต คือ
ให้ทางรัฐบาลพรรคเพื่อไทย นำนายตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.) มาทำดำเนิน ในการค้นหาการทุจริตของโครงการต่างๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะนายตำรวจจากกองบังคับการนี้ หลายคนมีฝีมือในทางแคะไค้เรื่องการทุจริต ดีกว่า ป.ป.ช.หลายเท่า หากทำตามผม รับรองว่า...
จะได้เห็นอะไรดีๆกันแน่!
นอกจากนั้น ขอทางชุดสืบสวนความกาลีของรัฐบาลเก่า ช่วยตีข่าวให้ประชาชนทราบ เป็นรายสัปดาห์ ตลอดระยะเวลา 4 ปี ของการบริหาร เพื่อให้ประชาชนคนบ้านเรา ได้รับรู้เรื่องราว การทุจริตของพรรคดักดานกันอย่างเต็มที่
ผู้คนจะได้ไม่เลือกพวกมัน!!!

ขอเรียนว่า

content/picdata/321/data/sticker.jpg

www.vattavan.com พร้อมจะนำข้อมูลการทุจริตเหล่านั้น มาย่อยให้แฟนๆฟัง เพื่อจะได้ช่วยกันเผยแพร่ การโกงกินกันอย่างมูมมาม แต่ผลงานห่วยแตก ให้กว้างขวางออกไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ก่อนจบบทความนี้ ผมขอทิ้งท้ายว่า
รัฐบาลนายกฯปูโชคดี สามารถมุ่งหน้าทำงาน แก้ไขปัญหาบ้านเมืองไปได้ ด้วยความสบายใจ เพราะไม่ว่าจะบริหารอย่างไรก็ตาม
ไม่มีทางจะเลวเกินไปกว่า...รัฐบาลชุดที่แล้วได้!

หากท่านอ่านบทความ ที่ผมวิพากษ์วิจารณ์พรรคดักดานนี้ ตามคอลัมน์ที่ได้แนะนำไว้ก่อนหน้านี้แล้ว จะพบว่า การบริหารของพรรคกาลีนี้

มันจังไร...สมบูรณ์แบบจริงๆ!!!

***************

***ท้ายบท ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ “วาทตะวัน” มายาวนาน บอกให้ผมช่วยวิพากษ์วิจารณ์ เรื่อง “รัฐบาลเงา” ของนายมาร์ค มุกควาย สักหน่อย เพราะอยากอ่าน

เลยบอกท่านไปว่า ถ้าจะเขียน จะต้องตั้งชื่อเรื่องที่ฟังดูแล้วขึงขัง ตึงตัง เข้มแข็งสักหน่อย
ชื่อเรื่องที่คิด ได้โดยฉบับพลันทันที ในขณะนั้น คือ

“นายกฯเงา-นายกฯเงี่ยน” (เงี่ยนจะเป็น ‘นายกฯ’ อีกครั้ง!!!)

อยากอ่านไหมครับ!

จดหมายเก๊! หนังสืออ้าง สมช.ที่แท้ออกจากหน้าห้อง "ถวิล เปลี่ยนศรี"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า
ข้าราชการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
ได้ส่งหนังสือภายใน ที่ นร พิเศษ 2554 ลงวันที่ 9 ก.ย.
เรื่องความคิดเห็นของข้าราชการ สมช. ต่อกรณี
การเปลี่ยนแปลงเลขาธิการสมช.ถึงสื่อมวลชนและสาธารณชน โดยเนื้อหาระบุว่า
การย้ายเลขาธิการ สมช.ซึ่งเป็นข้าราชการที่ทำงานในสมช.มาตั้งแต่ต้นครั้งนี้
ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของสมช.
แม้ที่ผ่านมาได้เคยมีการย้ายอดีตเลขาธิการสมช. และรองเลขาธิการ สมช. ไปประจำที่อื่น
แต่ละท่านเหล่านั้นเป็นบุคคลภายนอกที่เข้ามารับตำแหน่งด้วยเหตุผลทางการเมือง
กรณีที่เกิดขึ้นจึงมีผลกระทบต่อความรู้สึกและขวัญกำลังใจของข้าราชการทุกคน
ในฐานะข้าราชการประจำและทำงานกับนายกรัฐมนตรี
ซึ่งเป็นประธานสมช.โดยตำแหน่ง
พวกเราเคารพการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการเปลี่ยนแปลงเลขาธิการสมช.

อย่างไรก็ตามพวกเราคาดหวังเป็นอย่างสูงว่า
นายกรัฐมนตรีจะรับฟังความคิดเห็นโดยบริสุทธิ์ใจของข้าราชการ
อย่างพวกเราว่าไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของการโยกย้ายที่เกิดขึ้น
ตามที่เลขาธิการสมช.ได้ชี้แจงต่อสาธารณชนไปแล้ว
รัฐบาลได้กำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐและนโยบายการแก้ไขความมั่นคง
เป็นวาระเร่งด่วนในแผนการบริหารราชการแผ่นดิน
ซึ่งส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับหน้าที่รับผิดชอบของสมช.

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วข้าราชการ สมช.จึงหวังว่า
รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ
และสนับสนุนการทำงานของข้าราชการ สมช.
ซึ่งรับผิดชอบการทำงานด้านความมั่นคงเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล
และประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม
และที่สำคัญการให้หลักประกันว่าจะไม่มีการแต่งตั้งบุคคลภายนอก
เข้ามาทำงานใน สมช.อีก อันจะเป็นการยืนยันหลักคุณธรรม
ที่นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อสาธารณชนว่าเป็นหลักประกันที่รัฐบาลชุดนี้ยึดมั่นเป็นสำคัญ

ขอยืนยันว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราจะมุ่งมั่นรับใช้ชาติบ้านเมือง
เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
ผดุงความยุติธรรมของสังคมและเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง

อย่างไรก็ตามทางผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยังที่สำนักงาน สมช.
ตามที่หมายเลขที่ระบุท้ายหนังสือ
ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้โอนสายไปยังหน้าห้องทำงานของนายถวิลและแจ้งว่า
ทาง สมช.ไม่มีออกหนังสือดังกล่าวและทางเลขา สมช.ไม่ทราบเรื่องนี้
แต่จะให้เจ้าหน้าที่รับขอเอกสารดังกล่าวไปตรวจสอบ.


http://www.go6tv.com/2011/09/blog-post_10.html

เรียกตัวเอง ด้วยชื่อตัวเอง เพื่อเป็นกันเองกับคนอื่นๆ

ที่มา มติชน



โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

(ที่มา คอลัมน์สยามประเทศไทย หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 9 กันยายน 2554)


เรียกตัวเอง ด้วยชื่อตัวเอง จะด้วยชื่อจริงหรือชื่อเล่นก็ตาม น่าจะมีต้นแบบอยู่ที่ละคร ทั้ง "ละครนอก" ของชาวบ้าน และ "ละครใน" ของชาววัง รวมทั้งลิเก (ก็มาจากละครด้วย)

แล้วเติบโตอยู่ใน "วัฒนธรรมหลวง" ของพวกผู้ดีก่อน ถึงลงไปสู่ไพร่สมัยหลังๆ

ละครมีเครื่องแต่งตัวที่เป็นหลักอย่างน้อย 3 แบบ คือ ตัวนาง, ตัวพระ และตัวประกอบ

ตัวนาง, ตัวพระ เมื่อแต่งตัวละครเรียก "รัดเครื่อง" เพราะต้องมีด้าย, เชือก คอยผูกมัดรัดต่างๆ ให้กระชับตัว

ตัวประกอบ เช่น จำอวด ฯลฯ แต่งตามสะดวกให้เข้ากับเรื่องที่แสดง

เครื่อง แต่งตัวของพระ, นาง โรงหนึ่งมีชุดเดียว จะเล่นละครต่างเรื่องแต่เครื่องแต่งตัวชุดเดียวกัน เพราะเสื้อผ้าเครื่องละครไม่ได้ทำง่ายๆ เหมือนปัจจุบัน

ตัวนางเล่นเป็นนางสีดา, นางมโนห์รา, นางเมรี, นางรจนา ฯลฯ ก็รัดเครื่องชุดเดิมเหมือนกันหมด คนดูไม่รู้ว่ากำลังเล่นเป็นตัวอะไร

เมื่อ คนดูแยกไม่ได้ แล้วจำไม่ได้ว่าตัวอะไรกำลังเล่นอยู่ข้างหน้า ทางแก้คือคนเล่นต้องบอกคนดูว่าตัวละครที่กำลังเล่นชื่ออะไร? บทร้องก็บอก บทเจรจาก็บอก

บทละครนอก พระราชนิพนธ์ ร.2 เรื่องสังข์ทอง ตอนรจนาเลือกคู่ แอบดูเจ้าเงาะครั้งแรก มีกลอนขึ้นต้นต้องบอกเลยว่าที่กำลังเล่นคือนางรจนาว่า

เมื่อนั้น รจนานารีศรีใส

เทวดาเดินหนดลฤทัย อยากจะใคร่ดูเงาะเจาะจง

ครั้นเจ้าเงาะพาไปอยู่กระท่อมปลายนา รจนาหุงข้าวไม่เป็น ก็มีกลอนว่า

เมื่อนั้น รจนาโศกศัลย์รำพันว่า

น้องนี้แต่กำเนิดเกิดมา จะหุงข้าวหุงปลาก็ไม่เคย

บทเจรจาของคนเล่นเป็นรจนา ก็ต้องจีบปากจีบคออย่างเสรี เรียกตัวเองทุกครั้งว่า "รจนา" อย่างโน้นอย่างนี้ เช่น

"รจนา หุงข้าวไม่เป็น ตั้งแต่เกิดมารจนาไม่เคยหุงข้าวกินเอง มีแต่พวกวิเสทในวังทำให้กิน โธ่เอ๋ย-น่าสงสารรจนาจริงๆ ใครจะช่วยรจนาหุงข้าวได้ล่ะ"

ลิเกได้แบบอย่างจากละครนอก ก็ยิ่งจีบปากจีบคออย่างเสรีมากขึ้นไปอีก จนเป็นที่รู้กัน บางทีในวงสนทนาจึงล้อเลียนลิเก

ขอ ให้สังเกตด้วยว่าการเรียกตัวเองด้วยชื่อตัวเอง มักใช้กับนางเอกเพื่อแสดงความเป็นกันเองกับคนดูละคร, ลิเก ตัวละครอื่นๆ ไม่ใช้ หรือถ้าใช้ก็ไม่มาก

แต่มีผู้ให้ข้อสังเกตว่าเจ้านายมีศักดิ์ เป็นหม่อมเจ้า, หม่อมราชวงศ์ มีคำสรรพนามว่า ท่านชาย, ท่านหญิง และคุณชาย, คุณหญิง มักได้ยินเรียกแทนตัวเองว่า "ชาย", "หญิง" ซึ่งไม่รู้ว่ามีที่มายังไงแน่? จะเกี่ยวข้องกับละคร, ลิเก หรือไม่? ไม่รู้

ถึงกระนั้นก็มีลักษณะลด "ราชาศัพท์" ลงสู่สามัญให้เป็นกันเองกับคนอื่นๆ

ไม่ พบหลักฐานหรือร่องรอยใดๆ ที่จะบอกได้ว่าประเพณีเรียกตัวเองด้วยชื่อตัวเองมีมาแต่ครั้งไหนแน่ๆ? แล้วเริ่มที่คนกลุ่มไหน? ไพร่ หรือ ผู้ดี?

แต่อย่างน้อยราว 50 กว่าปีมาแล้ว คนบ้านนอกแถวบ้านผมทางลุ่มน้ำบางปะกง ยังไม่เรียกตัวเองด้วยชื่อตัวเอง ผมไม่เคยได้ยิน

เมื่อเข้ามาเรียนต่อชั้นมัธยม จึงเริ่มได้ยินคนกรุงเทพฯเรียกตัวเองด้วยชื่อเล่นของตัวเอง คนกรุงเทพฯพวกนี้มีพ่อแม่ฐานะดีถึงดีมาก

แต่พวกรากหญ้าในกรุงเทพฯยังไม่เรียกอย่างนั้น ต้องรออีกนานหลายสิบปีถึงใช้กันแพร่หลายทั่วไปทุกระดับ

นปช.พร้อมญาติร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลครั้งสุดท้ายให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปะทะ

ที่มา มติชน



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมญาติ ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลครั้งสุดท้ายให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปะทะ กันขณะเจ้าหน้าที่ทหารเข้ากระชับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมคนเสื้อแดง หลายครั้งเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา ก่อนจะเคลื่อนศพไปทำพิธีฌาปณกิจที่เมรุวัดบำเพ็ญเหนือ มีนบุรี ในวันที่ 15-16 ตุลาคม 2554 ที่จะถึงนี้ โดยมีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หลังจากร่วมกันจัดพิธีทำบุญต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนที่ผ่านมา ที่วัดพลับพลาชัย เมื่อวันที่ 10 กันยายน