WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 11, 2011

กินเนื้อหมาหรือเลี้ยงสุนัข ตอน 2

ที่มา Voice TV



รายการ คิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา ประจำวันที่ 10 กันยายน 2554

รายการคิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา เรายังคงพูดคุยเกี่ยวกับเรื่อง กินเนื้อหมาหรือเลี้ยงสุนัข กันต่อกับประเด็นการกินหมา ที่ไม่ใช่เรื่องใหม่...แต่กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กับ กระแสสองนคราเรื่อง หมา ๆ แบบ “จะกิน” หรือ “จะเลี้ยง” ที่ผู้สนับสนุนสองสายต่างถกเถียงกันในวงกว้าง

การบริโภคเนื้อสุนัข ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นมาแล้วกว่า 3,000 ปี! และเก่าแก่มากกว่าความเชื่อบางประการ เช่น สุนัขคือเพื่อนที่ซื่อสัตว์ มาจนถึงวิวัฒนาการที่มนุษย์เริ่มลำดับญาติกับสุนัข โดยแทนชื่อเล่นกันว่า “น้องหมา”

ความจริงที่เป็นความจริงสากลก็คือ...ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีการ บริโภคเนื้อสุนัข เพราะประชากรเกือบทุกทวีปบนโลกใบนี้ เคยลิ้มรสชาติของเจ้าเอ๋งสี่ขามาแล้วทั้งสิ้น (อ่านต่อ : http://www.dogilike.com/board/view.php?id=2438#ixzz1VwXGA48c) ผิดก็แต่เมื่อมีการสถาปนาให้ “หมา” กลายมาเป็นสัตว์เลี้ยง ความนิยมในการบริโภคเนื้อหมาก็ลดลง แต่ก็ใช่ว่าจะหมดสิ้นไป เพราะในบางพื้นที่ เช่นที่จังหวัดสกลนครของไทย ยังมีผู้ที่ชื่นชอบเปิปเมนูหมาอีกมากมาย คิดเป็นมูลค่าการตลาดได้ปีละหลายล้านบาท

เมื่อเป็น เช่นนี้ รายการคิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา จึงอยากชวนกันมา คิด เล่น เห็น ต่าง ในหัวข้อการบริโภคเนื้อหมา มิใช่เพื่อจะบอกว่า การกินเนื้อหมาดีหรือไม่ดี แต่เพื่อให้เห็นมิติของ “อาหาร” ใน 3 มิติ คือ อาหารในฐานะที่เป็นธรรมชาติ, ในฐานะที่เป็นสินค้า และในฐานะที่เป็นวัฒนธรรม อีกทั้งมิติของ “หมา” หรือ “สุนัข” ในฐานะที่เป็นสัตว์เลี้ยงนั้นมีความคลี่คลายจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างไร

นอกจากนี้ ยังแถมเรื่อง “เนื้อต้องห้าม” และการบริโภคสิ่งที่คนบางกลุ่มเห็นว่า “ประหลาด” มาให้ด้วย เพื่อให้ชาวคิดเล่นเห็นต่าง ขยายโลกทัศน์ที่ว่าด้วยเรื่องของการกิน ที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงหมู..กา ไก่.. ดังนั้น เมื่อชมจบแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละปัจเจก ที่เลือกรับประทานอะไร

(อ่านเพิ่มเติม งานวิจัยเรื่อง “หมาในฐานะอาหาร สุนัขในฐานะวัตถุทางศีลธรรม : โวหารและการเมืองเรื่องข้อห้ามในการกิน)

ครั้งแรกก็ว่าเลวแล้ว ครั้งที่2ต้องเรียกว่าสันดาน

ที่มา Thai E-News








ภาพต้นฉบับ คนในงานเชิญคุณยิ่งงลักษณ์ขึ้นไปร้องเพลง คุณยิ่งลักษณ์เคอะเขิน คุณอริสมันต์จึงไปคะยั้นคะยอขึ้นเวที อริสมันต์อธิบายภาพนี้ว่า คุณยิ่งลักษณ์ถูกเชิญให้ขึ้นร้องเพลงแต่ร้องไม่ค่อยเก่ง ทุกคนบอกพี่กี้ร์ดีงพี่ปูไปร้องเพลงก็เท่านั้น ไม่มีใครเมาครับ
เว็บASTVผู้จัดการตัดตอน-โดยคร็อพภาพมาเหลือแค่อริสมันต์ประคองยิ่งลักษณ์ แล้วบรรยายว่า"ด้วยท่าทางเคลิบเคลิ้ม" เพื่อให้คนเข้าไปในทำนองเรื่องชู้สาว
ภาพที่ASTVตัดต่อขึ้นปก-ยิ่ง ลักษณ์ไม่ได้โต้ตอบใดๆในคราวนั้น นอกจากจะบอกว่า "ปูขอขอบคุณมากๆเลยค่ะที่(ผู้สนับสนุน)ช่วยบอกเล่าความจริง ถึงแม้ความจริงนี้จะไม่ได้เผยแพร่หรือกระจายไปเร็วและแพร่หลายเท่ากับภาพลบ และข้อความหยาบคายที่ออกไป แต่ได้เห็นโพสต์ของ(ผู้สนับสนุน)ปูก็พอใจแล้ว ปูก็ยังยืนยันว่าปูจะไม่อ่อนแอ ปูจะไม่ท้อแท้ และจะทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ต่อไป เยาวชนรุ่นต่อๆไปควรจะได้เห็นการทำงานเพื่อประเทศชาติ ทำงานเพื่อคนไทยทุกคน ปูขอขอบคุณอีกครั้งค่ะ :)"

นี่อาจทำให้ASTVผู้จัดการได้ใจ เริ่มจากมีพันธมิตรแต่งเพลงล้อเลียน"คันหู"ที่โด่งดังก่อน แล้วก็กลายเป็นภาพตัดตอนขึ้นปกASTVผู้จัดการสุดสัปดาหฺฉบับล่าสุด แล้วสาวกพันธมิตรก็นำไปเสียดสีล้อเลียนอย่างแพร่หลาย
กาละเทศะและความไร้รสนิยม-ปก ผู้จัดการASTVสุดสัปดาห์ฉบับอื้อฉาวออกวางจำหน่าย ระหว่างนายกฯยิ่งลักษณ์ปรากฎตัวบนเวทีนานาชาติ โดยการเยือนบรูไนได้รับการต้อนรับจากพระราชาธิบดีบรูไน

การล้อเลียนเสียดสีผู้บริหารหรือผู้นำประเทศ แม้แต่ประมุขของประเทศเป็นกิจกรรมปกติของสื่อมวลชนในต่างประเทศ เพื่อความบันเทิง หรือล้อเลียนให้เป็นที่ขำขันของผู้อ่าน แต่เจตนาของASTVผู้จัดการที่นำภาพนี้มาตัดตอน และตัดต่อซ้ำๆขนาดนี้ จะเพื่อความบันเทิง หรือมีเจตนาเพื่อดิสเครดิตผู้บริหารประเทศระหว่างที่กำลังมีบทบาทในเวทีนานา ชาติกันแน่

เป็นการตัดตอนเพื่อเน้นความบันเทิงของคนดู หรือตัดตอนนำเสนออย่างไร้รสนิยม ไม่รู้กาละเทศะของสื่อค่ายนี้

วิญญูชนย่อมรับรู้ได้

จากผู้ชายหลายฉายาถึงนายกฯเงา

ที่มา Thai E-News

การ์ตูนลายเส้นGAG LAS VEGAS
จากผู้ชายหลายฉายา

"ดีแต่พูด" "สูตรราบ11"
"มาร์ค ม.7" "มะม่วงจำบ่ม"
"ทรราช ฟันนำ้นม"
"เทพอุ้มสม" "ฟ้าประทาน"

อยากโก้ๆ "โอบามาร์ค"
"หมีหน้าฮ้าก" "หนีทหาร"
"มาร์คกู้ๆ" แสนรู้งาน
"กู้ โกง แจก แดก" จริงๆ

จบ "อ๊อกเหล็ก" "เด็กนรก"
"หล่อแม่ยก" สาวกหญิง
"หล่อหลักลอย" "ร้อยศพ"ยิง
อิง "โพเดี้ยม" บีบนำ้ตา

"ฆาตกร" บนกองศพ
เลียประจบ ซบ "กราบหมา"
"คนดี"(ของ) เปรมิกา
นาม "ไอ้ฟัก" "มาร์คมุขควาย"

"เด็กดิ้อ" หรือ "เด็กโง่"
"ไข่ชั่งโล" โก้ ship หาย
" ตอแหล" "แถ" น่าอาย
ชายผ้านุ่ง ......... "หัวถุงยาง"

โดย Ngaesai เผยแพร่ครั้งแรกในไทยอีนิวส์

สู่ นายกเงา


จากชาย หลายชื่อ......ยื้อยุดหัวโขน
เศษเงาเขาโยน..........โจรรับงับร่าง
หลงไหลได้ปลื้ม .........กินดื่มเลียราง
เลวหัวชั่วหาง............เน่าทั้งนอกใน

อยากเป็นนายก........หัวอกกลัดหนอง
คั่งแค้นขุ่นข้อง.........นวลน้องหน้าใหม่
สี่เดือนลงแข่ง..........ตำแหน่งได้ไป
ลงทุนร้องไห้...........กลับพ่ายนารี

จึงขุดมุดรู ............คิดอยู่หลายวัน
ความอยากกระสัน.... บรรลุเห็นขี้
แต่งตั้งนั่งเงา...........หล่อเหลาเข้าที
ทุกรัฐมนตรี............ยินดีปรีดา

นี่แหล่ะ คนโง่..........อยากโชว์สามารถ
นิสัย ขี้ขลาด...........วางมาดเอาหน้า
ขี้แพ้ ขี้คุย...............ถ่มถุยวาจา
ทั่วทั่งพารา..............เมินหน้า ชิงชัง

เคยมีตัวช่วย............ฉกฉวยเก้าอี้
เขียวเหลืองหลากสี.....ยกฟรีให้นั่ง
วันนี้พี่เลี้ยง ..........ใกล้เดี้ยงถึงฝั่ง
ยื่นหอกบอกดัง........ ตั้งเงาท้าทาย

เงามัจุราช ..............สาดสอนนอนดิ้น
ฟ้าผ่าฆ่าดิน ...........ก่อนสิ้นสลาย
เงามืดหนาวเหน็บ.....ต้องเจ็บต้องตาย
ศัทธาสูญหาย...........สุดท้าย...ไร้เงา

by Ngaesai 7/9/11

ตู่-เต้นจัดเต็มเตี้ย อูตุกติกตามตอด

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Youtube อัพโหลดโดย redasia9

บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา เมื่อนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยลุกขึ้นอภิปรายขอให้ที่ประชุมสภาอนุมัติให้ส. ส.แกนนำเสื้อแดง 9 คนไม่ขอใช้เอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครองในการถูกดำเนินคดี เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้เข้ามาเป็นส.ส.เพื่อขอใช้เอกสิทธิ์คุ้ม ครองให้ไม่ต้องถูกดำเนินคดี

ซึ่งนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ประชาธิปัตย์ได้ลุกขึ้นมาอภิปรายว่า พรรคเพื่อไทยกำลังเล่นละครตบตาประชาชน เพราะแม้ส.ส.แกนนำเสื้อแดงขอไม่ใช้เอกสิทธิ์ แต่พรรคเพื่อไทยก็อาจยกมือไม่อนุมัติ และนำเรื่องสถาบันกษัตริย์ขึ้นมาโจมตีส.ส.แกนนำเสื้อแดง

ทำให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.เพื่อไทยลุกขึ้นมาใช้สิทธิถูกพาดพิง โดยบอกว่าส.ส.แกนนำเสื้อแดงถึงขั้นไปDSIขอถอนเอกสิทธิ์จะมาบอกว่าเล่นละครตบ ตาได้อย่างไร และการที่มาบอกว่าตนพูดหมิ่นสถาบันได้อย่างไร เพราะนายสาทิตย์ไม่ใช่ศาลจะตัดสินได้อย่างไร นายสาทิตย์ได้ลุกขึ้นตอบโต้ว่า ทำอะไรก็รู้แก่ใจ พร้อมทั้งกล่าวว่าเรื่องที่ส.ส.เพื่อไทยกล่าวว่าเสธ.ไก่อู โฆษกศอฉ.ยอมรับกลางศาลว่าผังล้มเจ้าเป็นเรื่องเท็จนั้นก็ไม่ใช่ เพราะเสธ.ไก่อูโทรมาและSMSมาบอกเขาว่าไม่ได้พูดแบบนั้นกลางศาล

นายสาทิตย์ยังกล่าวว่าการที่นายจตุพรกล่วเสียดสีเขาเรื่องเตี้ยนั้นอยากบอก ว่า ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่สูงหรือเตี้ย เพราะคนหน้าตาดีทำชั่วก็มาก

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.เพื่อไทย บัญชีรายชื่อลุกขึ้นอภิปรายว่า นายสาทิตย์อ้างมานั้นผิด เพราะคนที่พูดเรื่องแกนนำเสื้อแดงจะลงส.ส.เพื่อขอใช้เอกสิทธิ์นั้นก็ไม่ ได่ลงส.ส.แต่อย่างใด หากจะพูดเหมาแบบนั้น ก็ต้องบอกว่าส.ส.ประชาธิปัตย์คนหนึ่งเคยพูดว่าคนอีสานเป็นได้แค่คนับใช้ตาม บ้านหรือเด็กปั๊ม แบบนี้เป็นทัศคติของคนทั้งพรรคหรือไม่ หากไม่ก็มาเหมาเสื้อแดงทั้งหมดไม่ได้

ส่วนที่พ.อ.สรรเสริญโทรหานายสาทิตย์เรื่องผังล้มเจ้าว่าไม่ได้สารภาพกลางศาล นั้นก็ไมจริง เพราะมีเอกสารคำแถลงต่อศาลชัดเจนอยู่ครบถ้วนแล้ว

"แต่นายสาทิตย์พูดถูกอยู่เรื่องหนึ่งที่ว่าคนหน้าตาดีทำชั่วก็มาก ครับพวกผมหน้าตาไม่ดีก็ขอยอมรับว่าคนหน้าตาดีทำชั่วนี่มีจริงๆ"

เสียงข้างมากกระหนาบเสียงข้างน้อย-ก่อน หน้านี้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.เพื่อไทย กับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ประชาธิปัตย์ ลงมาใช้บริการนวดเท้าผ่อนคลายระหว่างอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยนายณัฐวุฒิและนายจตุพร นั่งนวดขนาบข้างนายสาธิตซึ่งนั่งอยู่ตรงกลาง และมีการทักทายแซวกัน(ภาพข่าว:มติชนนออนไลน์)

ทั้งสองจะร่วมกันออกมาดำเนินรายการทางAsia Update เริ่มวันเสาร์10ก.ย.ตั้งแต่19.30น.เป็นต้นไป

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เอกสารไก่อูรับสิ้นไส้กลางศาลผังล้มเจ้ามั่วทั้งดุ้น โยนบาปสื่อหรือใครนำไปขยายผลก็ซวย พ่นพิษธาริตงานเข้า(ต่อมาไก่อูโทรบอกสาทิตย์ให้แก้ข่าวว่าไม่ได้พูดตามคลิปข้างต้น)







ดร.สุธาชัยได้ถอนฟ้องเสธ.ไก่อูหลังศาลเจรจาไกล่เกลี่ย ภายหลังจากพ.อ.สรรเสริญ ในฐานะจำเลยที่สาม ได้แถลงต่อศาล ดังนี้

"ประการที่หนึ่ง ศอฉ ในขณะนั้นเชื่อมั่นว่ามีขบวนการที่จ้องจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จริง

ประการที่สอง ในช่วงเวลานั้น มีข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเตอร์เน็ตกล่าวหาในลักษณะทำนองว่า ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ซึ่งเป็นราชเลขาธิการในพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โทรศัพท์มาสั่งการศอฉ อยู่ตลอดเวลา ให้ดำเนินการนานับประการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่น ซึ่งหมายความว่ามีความพยายามยามจะสร้างภาพให้สังคมเห็นว่า พระองค์ท่านมีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องการเมือง ซึ่งมิได้เป็นความจริง ศอฉ ก็มีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้สีงคมได้รับทราบความจริงเป็น เช่นไร

นอกจากนั้นแล้ว ศอฉ ก็ได้ขยายความลงไปเพราะว่าทางราชการมีหน่วยงานทางด้านความมั่นคง ที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งขึ้น โดยมีหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงก็มีการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของขบวนการที่จ้องจะ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด จึงได้นำข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้มาประกอบเพื่อใช้ในการชี้แจงทำความเข้าใจกับ สังคม

ประการที่สาม ในช่วงเวลาเช้าของวันเกิดเหตุ ข้าฯได้มีการแถลงข่าวให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าไมม่เป็นความ จริงตามข้อมูลที่พยายามกล่าวหาใส่ร้ายท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ โดยแถลงกำกับตอบไปด้วยว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้านั้น ในขณะนั้นมีคุณดาตอร์ปิโด กับคุณจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งทั้งสองคนนี้มีหมายจับไว้แล้ว ในช่วงเวลาเย็นเกิดจากการประชุมในช่วงบ่ายของศอฉ.ได้มติของศอฉ ที่ต้องการจะให้นำเสนอข้อมูลข่าวสารแก่สังคมเป็นลายลักษณ์อีกษรอีกทางหนึ่ง เพื่อให้สังคมพิจารณา

ข้าฯได้รับมอบหมายให้นำเอกสารเหล่านั้นไปแจกแก่สื่อมวลชน ซึ่งเอกสารที่ไปแจกนั้นมิได้หมายความว่าผู้ที่มีชื่อในเอกสารเป็นผู้เกี่ยว ข้องในฐานะอยู่ในขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ ซึ่งให้สังคมพิจารณาและวินิจฉัยเอาเอง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในเอกสาร ว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น

แต่หลังจากนั้นมีสื่อมวลชนนำเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ไปขยายผล ขยายความ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในแผนผังดังกล่าว ทำให้ได้รับความเสียหายจากมุมมองของสังคม เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสิน ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยายความใน ทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของศอฉ ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา
"

คุกการเมืองเสื้อแดงอึดทำนบแตก รัฐบาล-แกนนำจะช่วยวีระ-ราตรีอภัยโทษแม้วก็ทำไปแต่อย่าขังลืมเรา

ที่มา Thai E-News

"วัน นั้น..พวกเรานักโทษเสื้อแดงมาส่งคุณตู่ และพอคุณตู่เดินออกไปแล้ว แกหันหน้าเดินกลับมาหาพวกเราในเรือนจำจับมือผมไว้แน่น และบอกกับผมว่า แกจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือพวกเราทุกคนให้ได​้รับอิสรภาพ และให้คำมั่นว่าจะไม่มีทางทอดทิ้งผู้ต้องขังข้างในแน่นอน"-หนุ่ม เรดนนท์ ผู้ต้องขังคดี112(อ่าน:ฉากจตุพรก่อนพ้นคุกจับมือนักโทษเสื้อแดงแน่นเพื่อนต้องได้อิสรภาพ)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 กันยายน 2554


สุรชัย แซ่ด่านขอให้ช่วยนักโทษเสื้อแดงเหมือนวีระ-ราตรีหน่อย

นายสุรชัย แซ่ด่าน ซึ่งอยู่ในระหว่างถูกจำคุกระหว่างพิจารณาคดี 112 ในเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้ส่งบันทึก"เสียงจากคุก"ออกมาเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ผ่านทางเฟซบุ๊คของแดงสยาม เนื้อความว่า

ณ เวลานี้ นักโทษหลายคนที่คดียังไม่สิ้นสุด ที่เกิดจากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 ได้รับการประกันตัวหลายคน แต่ก็มีอีกหลายคนที่คดีสิ้นสุดแล้วยังถูกขังอยู่ในคุก รวมทั้งคดี ม.112

ตามความเห็นของผม นายสุรชัย แซ่ด่าน มีความเห็นเกี่ยวกับการช่วยเหลือนักโทษที่อยู่ในคุกขณะนี้ รัฐบาลควรแถลงให้ชัดถึงแนวทางการช่วยเหลือคนไทยที่ถูกดำเนินคดีในความผิดตาม มาตรา 112 ว่าจะทำอย่างไร ยกตัวอย่าง ดังต่อไปนี้

1. ร้องขอต่อศาลให้ปล่อยตัวชั่วคราวตามนโยบายสร้างความปรองดอง
2. จะมีการออกฎหมายนิรโทษคลุมถึงคดีนี้ด้วย
3. รัฐจะเป็นผู้ดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษพิเศษให้เมื่อคดีสิ้นสุด เช่นเดียวกับที่จะไปช่วยเหลือนักโทษไทยในกัมพูชา

ยื่นจดหมายขอเมตตาจากยิ่งลักษณ์-รัฐมนตรียุติธรรม

นอกจากนี้มีความเคลื่อนไหวจากผู้ต้องขังคดี112รายอื่นด้วย โดยมีการเผยแพร่ในเฟซบุ๊คของ ผู้ที่ได้เข้าไปเยี่ยมในเรือนจำว่า นักโทษเสื้อแดงในเรือนจำ นำโดยพี่หนุ่ม ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ได้ล่ารายชื่อกันมาเพื่อเตรียมเขียนจดหมายสองฉบับ เพื่อให้พวกเราที่อยู่ข้างนอกช่วยนำไปยื่นส่งให้ถึงมือคนสำคัญดังนี้

ฉบับแรก ยืนจดหมายแสดงความยินดีกับนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และขอให้ช่วยเหลือในประเด็นเรื่องการดูแลช่วยเหลือนักโทษการเมืองที่ยังตก ค้างในเรือนจำทั่วประเทศ รวมถึงแนวทางช่วยเหลือเรื่องคดี และการเยียวยาครอบครัวของเขาเหล่านั้

จดหมายฉบับที่สองที่พี่น้องเราในเรือนจำอยากยื่นถึงคือ รมว.กระทรวงยุติธรรม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เกี่ยวกับเรื่องการดูแลสวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของนักโทษในเรือนจำทุกๆคน เรื่องความแออัด การฝึกอาชีพ และประเด็นสำคัญคือการแยกนักโทษการเมืองจากนักโทษคดีอื่นๆในเรือนจำปกติ เพื่อปรับปรุงมาตรฐานเรือนจำไทยให้ทัดเทียมอารยประเทศ

วันที่ 19 กันยายนนี้ หลังจากเสร็จกิจกรรม"ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง ครั้งที่3"แล้ว พวกเราจะเป็นสื่อกลางให้พี่น้องเราในเรือนจำไปยื่นจดหมายเหล่านี้

เหมือนทำนบจะแตกแล้วถามใจแกนนำ-เพื่อไทยทำไมไม่เร่งช่วย

ทางด้านเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวในโลกอินเตอร์เน็ตแจ้งรายงานในเว็บบอร์ดประชาทอล์ก ว่า นักโทษจากเรือนจำฝากข่าวมากับป้านินจา (ชื่อที่ใช้ในโลกไซเบอร์ของคนเสื้อแดงรายหนึ่งที่คอยติดตามไปเยี่ยมดูแลนักโทษการเมืองสม่ำเสมอ-ไทยอีนิวส์) ดังนี้ค่ะ
ไม่เคยได้รับความสนใจ ช่วยเหลือดูแลจาก นปช. เลย แกนนำสักคนก็ไม่ไปเยี่ยม ตั้งแต่แกนนำออกจากคุกแล้วไม่มีใคร
มาเหลียวแลพวกเขาที่ยังต้องโทษ กันอยู่อีกเป็นจำนวนมากอีกเลย จะมีแต่พี่น้องเสื้อแดงที่ยังช่วยเหลือดูแลกันตามมีตามเกิด หลาย ๆ คนเริ่มรู้สึกไม่ดีกับ นปช. มาก ๆ

เรื่องนี้ ก็งง ๆ นะคะ ไหนมีข่าวว่า คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กำลังดำเนินการช่วยเหลือนักโทษการเมืองเหล่านี้อยู่ ตกลงยังไงกันแน่ค่ะ ดิฉันจะเชื่อ ข่าวไหนดี

ประเด็นเหล่านี้ และอีกหลาย ๆ เรื่องกำลังสร้างความแตกแยก เกลียดชังให้เกิดขึ้นในหมู่คนเสื้อแดง กับ นปช.อย่างหนัก ถ้า นปช. ไม่เร่งแก้ไข ก็ไม่ต้องมาแก้ตัวภายหลังหากโดนคนเสื้อแดง ขีดเส้นแบ่งให้อยู่คนละฝั่งด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
จะด้วยความไปไม่เป็นอ่อนด้อย หรือด้วยอะไรก็แล้วแต่

คนเสื้อแดง เชื่อใจไว้ใจ ให้ นปช. เป็นแกนนำ ฝากความหวังทั้งหมดไว้หมดใจ ด้วยความรักศัทธาเต็มเปี่ยม ขอร้องเถอะค่ะ อย่าทำให้พวกเขาผิดหวัง อีก เพราะพวกเขาได้รับความทุกข์ทรมานมามาแล้ว ทั้งจากเป็นเพราะต้องโทษ จากตาย เพราะโดนสังหารอย่างเลือดเย็นจากกองกำลังติดอาวุธ ที่เราเคยเรียกเขาว่า ทหารรั้วของชาติ

ยังไงดิฉันก็ยืนยัน ว่าเราต้องพูดต้องสื่อกันทุกเรื่องอย่างตรงไปตรงมาให้เคลียร์ ๆ ปัญหาจะได้ไม่เป็นปัญหา ทุกวันนี้ปัญหาซุกไว้ใต้พรมเพียบ พูดอะไรไม่ได้เลย ไม่โดนข้อหาแดงเทียม ก็โดนปัญหาจะทำให้แตกแยก

พวกเหลือบเสื้อแดงเลยอิ่มอ้วนท้วนกันถ้วนหน้า แถมได้หน้าได้ตาเป็นคนดีของสังคมพวงอีกตำแหน่ง ทั้งที่เบื้องหลังเน่าเหม็น หากินบนความลำบากของคนที่จิตใจดี โดยไม่รู้สึกละอาย อย่างว่าถ้าไม่ด้านพอจะกล้าทำเรื่องเลว ๆ แล้วอวดอ้างว่าตัวเองดีได้หรือ แอบอ้างเอาความเดือดร้อนของคนอื่นมาสร้างผลงานให้ตัวเอง เงินทองไหลมาเทมาผลาญกันเพลิน เงินไปถึงคนเดือดร้อนจริง ๆ เท่าไหร่

สมศักดิ์ผิดหวังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่เคยแสดงเยื่อใยท่าทีใด

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนในเฟซบุ๊ค ว่า เรื่องรายละเอียดของข้อเสนอคุณสรุชัยนั้น ผมว่า ยังถกเถียงกันได้ แต่หลักการ ซึ่งเหมือนกับที่ผมเสนอมาแต่วันแรกๆของ รัฐบาลนี้ คือ

รัฐบาล ควรต้องออกมาแสดงท่าทีช่วยอย่างเป็นทางการต่อคนที่ถูกจับ ยังไม่ได้ประกันอีกหลายคน, ที่ตัดสินไปแล้ว 33 ปี ฯลฯ รวมทั้ง กรณี ม.112 ด้วย

(ซึ่งรวมไปถึงควรมีการพูดอย่างเป็นทางการ ให้มีการ "ปฏิรูปศาล" เพื่อยุติความไม่ยุติธรรมแบบที่ยังเป็นอยู่นี้อีก)

บอกตรงๆว่า เสียดาย ผิดหวังมาก ที่จนบัดนี้ ไม่เคยมีท่าทีทางการจาก รัฐบาลเลย

อย่างมากที่มีคือเรื่อง สส.ไปประกัน แต่ก็มาจาก สส.ในลักษณะส่วนตัว ไมใช่มาจาก รัฐบาล

มีไม่กี่วัน แล้วเรื่องก็เงียบไปแล้ว

ในทางกลับกัน สิ่งที่ออกมาจาก รัฐบาลอย่างเป็นทางการก็มีแต่เรื่องอภัยโทษทักษิณเท่านั้น

ผมว่าเป็นอะไรที่ไม่ดีเลยครับ

คนที่เดือดร้อนมากๆจริงๆคือบรรดาเสื้อแดงธรรมดาๆทั้งหลายแหล่ที่ติดคุก ถูกตัดสิน ห้ามประกันเหล่านี้

ช่วยคุณทักษิณผมเห็นด้วยมาแต่ไหนแต่ไร

แต่ไมใช่ในลักษณะที่ ท่าทีทางการ ของ รัฐบาลมีแต่เรื่องนี้ แต่ไม่เคยมีแม้แต่ประโยคเดียวเกี่ยวกับคนอื่นๆทั่วๆไป

(ถึงตอนนี้ คงไม่มีใครมาโต้ผม แบบทีโต้ตอนแรกๆว่า "รัฐบาลต้องทำเรื่องอื่นๆ เรื่องปากท้องก่อน บลา บลา" ถ้าเรื่องคุณทักษิณ รัฐบาลออกมาพูดได้เยอะแยะขนาดนี้ เรื่องคนอื่นๆ เรื่องเสื้อแดงธรรมดาๆ ยิ่งต้องพูดได้ และควรพูดใหญ่เลย)

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:สมศักดิ์ เจียมฯ:อย่าดำเนินการเรื่องอภัยโทษเลยครับ จะทำให้ระบบกฎหมายเสียหายในระยะยาว

Saturday, September 10, 2011

การเดินทางของแม่ค้าเสื้อแดง : จากตลาดสู่การเมืองบนท้องถนน

ที่มา มติชน



(ที่มา สำนักข่าวประชาธรรม)


เมื่อวันที่ 1 กันยายน ณ ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดเวทีวิชาการ "ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่" โดยนายนพพล อาชามาส นักศึกษาปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนอผลการวิจัยเรื่อง "การเดินทางของแม่ค้าเสื้อแดง: จากตลาดสู่การเมืองบนท้องถนน" ซึ่งมีเนื้อหาตามที่เว็บไซต์ประชาธรรมได้ถอดความมา ดังนี้


งานนี้เป็นงานย่อยของโครงการวิจัยใหญ่ ซึ่งศึกษาเรื่องกลุ่มแม่ค้าเสื้อแดงที่อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ อยากจะเริ่มว่าผู้หญิงเสื้อแดงเป็นภาพต่อที่หายไปเพราะถึงแม้จะมีผู้นำหญิง แต่เรื่องของผู้หญิงก็ยังไม่มีคนพูดถึงมากนัก โดยเฉพาะ "กลุ่มผู้หญิงที่นำผู้นำหญิงขึ้นสู่ตำแหน่ง"


พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ (อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เคยอธิบายว่า ภาพรวมของขบวนการคนเสื้อแดงนั้น 60-70% ของคนที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวหรือออกไปชุมนุมเป็นผู้หญิง


ภาพของผู้หญิงในขบวนการคนเสื้อแดง ถูกทำให้มองไม่เห็นในถึงสองระดับ ระดับแรก ภาพลักษณ์ของขบวนการคนเสื้อแดงจากภายนอก จะดูรุนแรง เป็นม็อบรับจ้าง-ม็อบล้มเจ้า การรวมตัวของคนชนบทที่ถูกหลอกถูกจ้าง โง่และจน จนเสพติดนโยบายประชานิยม


ระดับที่สอง การศึกษาขบวนการคนเสื้อแดงจากมุมมองภายในขบวนการ แต่ยังไม่ค่อยพูดถึงมิติความหลากหลายซับซ้อนภายในของผู้คนที่ตัดสินใจเข้า ร่วม ทั้งในมิติทางชนชั้น มิติทางชาติพันธุ์ หรือมิติทางเพศสภาพ ในเชียงใหม่เองก็จะมีกลุ่มชาติพันธ์เช่น ปะกากญอ ฯลฯ เข้าไปร่วมด้วย แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาเรื่องนี้มากนัก กลุ่มผู้หญิง หลายกลุ่มในขบวนการเสื้อแดงจึงถูก "มองไม่เห็น" และ "เหมารวม" ให้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่เหมือนกันไปหมด มองไม่เห็นกระบวนการเรียนรู้ทางการเมือง พัฒนาการทางความคิด ความเป็นอิสระบางส่วน และความหลากหลายของผู้เข้าร่วมขบวนการคนเสื้อแดง


กลุ่มผู้หญิงเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนมากและเข้าไปชุมนุมและเกี่ยว ข้องกับการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เช่น กลุ่มเสียงสตรี กลุ่มผู้หญิงเสื้อแดงที่จ.พะเยา เป็นต้น ถ้าเราลองดูในม็อบก็จะมีกลุ่มผู้หญิงเสื้อแดงที่ดูไฮโซ ผู้หญิงที่ดูเป็นชาวบ้าน สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้หญิงเหล่านี้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ทางการเมือง ซึ่งมันเป็นพื้นที่สาธารณะและผู้ชายมักมีบทบาทสำคัญได้อย่างไร


มีงานจำนวนหนึ่งที่พูดถึงบทบาทของผู้หญิงไทย อย่างานของอ.วารุณี ภูริสินสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตว่าบทบาทสองด้านสำคัญที่หายไปจากภาพลักษณ์ "ความเป็นผู้หญิงไทย" คือบทบาทในการเป็นแม่ค้าและบทบาททางการเมือง


งานวิชาการที่ได้รีวิว (ประมวล) มามี 4-5 ชิ้นที่พูดถึงเรื่องแม่ค้า ส่วนงานศึกษาบทบาทของผู้หญิงทางการเมืองยังมีไม่มากนัก บางส่วนศึกษากลุ่มผู้หญิงเดือนตุลาฯ


งานของอ.แคทเธอรีน บาววี่ (Katherine Bowie) มองบทบาททางการเมืองของผู้หญิงที่อยู่หลังฉากหรือในเงามืด คอยสร้างประนีประนอมและความสมานฉันท์ระหว่างเครือญาติ และเครือข่ายระหว่างหมู่บ้านหลังความขัดแย้งในการเลือกตั้ง


กรณีของแม่ค้าเสื้อแดงสะท้อนบทบาทผู้หญิงที่ต่างออกไปจากงานของบา ววี่ ผู้หญิงจำนวนมากร่วมเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยบนท้องถนน เดินทางออกจากบ้านหรือปริมณฑลส่วนตัวในท้องถิ่น ไปปะทะขัดแย้งในท้องถนน ซึ่งเป็นปริมณฑลสาธารณะบนโลกทางการเมืองในระดับชาติโดยตรง


ผู้หญิงจำนวนมากที่เข้าร่วมเสื้อแดง คือ กลุ่ม ผู้หญิงชายขอบในเมือง หรือผู้หญิงชนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่หลุดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดไปมากแล้ว แต่ก็ไม่ได้อยู่ในภาคเศรษฐกิจที่เป็นทางการ เช่น กลุ่มแม่ค้า กลุ่มแรงงานในเมือง เป็นต้น ขบวนการเสื้อแดงสะท้อนการปรากฏตัวของผู้หญิงกลุ่มนี้ในการเคลื่อนไหวทางการ เมืองระดับชาติเป็นครั้งแรกๆ คำถามคือบริบทและเงื่อนไขแบบใดที่ทำให้คนกลุ่มที่ไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อน นี้เข้าร่วมขบวนการเสื้อแดง และการเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อให้เกิดผลในแง่ใดบ้างต่อพวกเธอ


จากการศึกษากลุ่มแม่ค้าในตลาดสันกำแพง ที่ใช้ชื่อว่า "กลุ่มสันกำแพงรักประชาธิปไตย" ซึ่งเริ่มตั้งขึ้นมาปลายปี พ.ศ. 2551 โดยมีคนร่วมก่อตั้ง 9 คน ใน 9 คนนี้ 7 คนเป็นแม่ค้า


มุมมองความเป็นแม่ค้ามีส่วนปลดปล่อยผู้หญิงออกจากพื้นที่ส่วนตัว ผู้หญิงคนหนึ่งพูดถึงความเป็นแม่ค้าของตนเองว่า "เหมือนเป็นแม่น้ำ มีอิสระ และขึ้นๆ ลงๆ คดเคี้ยวไปมา" ซึ่งตรงนี้อธิบายความเป็นแม่ค้าได้เป็นอย่างดี


ภาพรวมแม่ค้าในตลาดสันกำแพงอยู่ในวัย 50-60 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา และสืบทอดความเป็นแม่ค้ามาจากคนรุ่นพ่อแม่


ลักษณะสำคัญของอาชีพแม่ค้าที่หลายคนพูดตรงกันคือ "ความเป็นอิสระ" ของอาชีพตนเอง ที่ให้อิสระในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ ดูแลเรื่องการเงิน โอกาสในการหารายได้ด้วยตนเอง และรับผิดชอบครัวเรือนด้วยตนเอง


ด้วยความอิสระในความหมายนี้ที่ปลดปล่อย ผู้หญิงในระดับหนึ่งให้ออกจากพื้นที่ส่วนตัวหรือครัวเรือน มายังพื้นที่สาธารณะทางเศรษฐกิจอย่างตลาด และให้อิสระในการตัดสินใจหลายเรื่องของชีวิตด้วยตนเอง โลกของกลุ่มแม่ค้าจึงไม่ใช่โลกของผู้หญิงที่อยู่แต่เพียงในครัวเรือน หากเป็นโลกที่ได้เห็นชีวิตผู้คนที่หลากหลายซึ่งมาปะทะสังสรรค์กันในพื้นที่ สาธารณะมานานแล้ว หลายคนเล่าประสบการณ์ชีวิต ที่เคยเดินทางไปค้าขายต่างจังหวัด บางคนเคยไปค้าขายถึงภาคใต้ บางคนอยู่กรุงเทพฯมาระยะใหญ่ๆ ด้วยเหตุนี้จึงเห็นประสบการณ์ชีวิตที่มันอยู่ในหลายพื้นที่ คือไม่ได้อยู่ในบ้านอย่างเดียวอีกต่อไป


ความเป็นแม่ค้าหรือโลกทัศน์ของแม่ค้าถูกผูก เข้ากับเศรษฐกิจระบบตลาดหรือทุนนิยมมานานแล้ว ทำให้อยู่ภายใต้ระบบตลาดที่มีความไม่มั่นคง (unsecure) และความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจ ที่ตัวแม่ค้าเองไม่สามารถควบคุมได้ แต่มองในภาพระยะยาว ชีวิตครอบครัวของแม่ค้าหลายคนขยับฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ลูกหลานของหลายคนถูกส่งเรียนจนจบปริญญาตรี และเข้าไปทำงานในตัวเมืองเชียงใหม่หรือกรุงเทพฯ ส่งเงินกลับมาช่วยครอบครัว ทำให้ภาระหน้าที่รับผิดชอบของแม่ค้าหลายคนลดลง


แม่ค้าหลายคนพูดถึงฐานะของตัวเองว่า "พอมีพอกิน" ไม่ได้เดือนร้อน หรือถึงกับ "ตุก" อะไรมาก เปรียบเทียบคล้ายกลับแม่น้ำที่ "มันขึ้นๆ ลงๆ เหมือนน้ำ แม่ค้าบางปีก็ดูจะดีๆ หาเงินง่าย บางปีก็รันทดเหลือเกิน หาเงินยาก ฐานะเราไม่ดีมาก พอมีพอกิน แต่ก็ไม่รวย"


มีคำพูดหนึ่งที่สะท้อนมุมมองของแม่ค้าต่อภาพรวมด้านเศรษฐกิจได้เป็น อย่างดี "ปีที่ลงท้ายด้วย 0 จะหาเงินยาก คือปี 10 20 30 40 50 แปลกดีเหมือนกัน ตอนช่วง 30 มาดีหลังปี 31 ดีมาถึงปี 36 จนมาปี 40 กว่าๆ ตอนที่ทักษิณเป็นจึงเริ่มดีใหม่"


อ.ชาร์ลส์ คายส์ (Charles Keyes) ได้พูดถึงประสบการณ์ของชาวบ้านว่าเป็น "ชาวบ้านผู้รู้จักโลกกว้าง" (cosmopolitan villager) มีความสามารถเชื่อมโยงโลกในท้องถิ่นของตัวเองเข้ากับเรื่องระดับชาติ และความเป็นไปของโลกกว้างได้ ซึ่งก็คล้ายๆ กับแม่ค้ากลุ่มนี้ แม้แต่ในมิติการบริโภค กลุ่มแม่ค้ามีวิถีใกล้เคียงกับชนชั้นกลางในเมืองค่อนข้างมาก และความสามารถในการเข้าถึงสื่อประเภทต่างๆ ที่ง่ายมากขึ้น


ในภาคเหนือและอีสานนั้น ฐานของระบบครอบครัวดั้งเดิมคือการสืบสกุลทางฝ่ายมารดา (Matrilineal kinship) คือผู้ชายย้ายเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายหญิง ซึ่งทำให้อำนาจของผู้หญิงในบ้านมีค่อนข้างมาก ด้วยระบบนี้ทำให้ผู้หญิงทางภาคเหนือและอีสานค่อนข้างเป็นอิสระมากในระดับ หนึ่ง และมีรูปแบบชีวิตครอบครัวที่หลากหลายและยืดหยุ่น สร้างโอกาสให้ผู้หญิงเป็นอิสระจากครอบครัวแบบจารีตได้มากขึ้น หลายคนออกมาตั้งครอบครัวเดี่ยวของตัวเองได้ แม่ค้าคนหนึ่งเป็นโสดจึงสามารถเข้าร่วมชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ต่างจากแม่ค้าที่มีครอบครัวที่เข้าร่วมชุมนุมได้บางครั้ง


บริบทของตลาดสันกำแพง คือเคยเป็นศูนย์กลางของตัวอำเภอ แต่ค่อยๆ หมดความสำคัญลงในปี 2540 เพราะมีตลาดย่อยๆ ตามหมู่บ้านหรือตำบลที่ทำให้คนไม่ต้องเข้ามาซื้อสินค้าในตัวอำเภออีกต่อไป พ่อค้าแม่ค้าราว 80% ในตลาดเป็นคนเสื้อแดง โดยมีกลุ่มที่กระตือรือร้นเข้าร่วมชุมนุมหรือติดตามสม่ำเสมอประมาณ 20%


จากการไปสังเกตและสอบถาม เขาจะแบ่งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าสองกลุ่มหลัก คือกลุ่มที่อยู่ตลาดด้านทิศเหนือ ซึ่งจำนวนมากเป็นคนจากต่างถิ่น ขายเฉพาะช่วงเช้าตรู่ (ประมาณตี3 -7 โมงเช้า) แล้วก็จะกลับบ้าน ไม่ค่อยมีการรวมกลุ่มหรือผูกพันกันมากนัก


อีกกลุ่มอยู่ตลาดด้านทิศใต้ เป็นคนพื้นที่ในละแวกเดียวกัน หลายคนเป็นเครือญาติกัน และเติบโตมาในตลาดด้วยกัน ค้าขายในช่วงกลางวันซึ่งเป็นช่วงที่คนซื้อของไม่หนาแน่นนัก


ปัจจัยในเรื่องของการทำอาชีพเดียวกันได้สะท้อน"ความเป็นชุมชน" ที่กลายมาเป็นฐานการรวมกลุ่มของกลุ่มคนเสื้อแดงในตลาดปัจจุบัน


อีกประการหนึ่งตลาดนี้เป็นบ้านเกิดของอดีตนายกฯทักษิณ และตระกูลชินวัตร พ่อค้าแม่ค้าหลายคนมักจะเล่าว่าเคยรู้จักและสนิทสนมกับอดีตนายกฯ มาตั้งแต่เด็ก เพราะสมัยก่อนทักษิณจะมาขายกาแฟ ขายหวานเย็น และก็เล่าอีกด้วยว่าสมัยทักษิณเป็นนายกฯกลับมา เขายังจำชื่อพ่อค้า แม่ค้าบางคนได้ พวกเขาก็เลยค่อนข้างชื่นชมทักษิณ มันเริ่มต้นจากความรู้สึกต่อทักษิณของชาวบ้านที่มองว่าเป็น "คนบ้านเฮา" และเป็นวีรบุรุษทางการเมืองที่ได้รับความนิยมของคนในท้องถิ่นนี้ (Local Hero)


นอกจากนี้ ในอีกมิติหนึ่ง ตลาดยังถูกใช้เป็นพื้นที่หาเสียงสำคัญของนักการเมืองมาตั้งแต่อดีต เนื่องจากมันเป็นพื้นที่สาธารณะ บริเวณใกล้ตลาดเคยเป็นที่ทำการของทั้งพรรคประชาธิปัตย์และไทยรักไทย


แม่ค้าส่วนใหญ่มีประสบการณ์ไปเลือกตั้งส.ส.มาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น แม่ค้าในตลาดจึงล้วนเคยเห็นและสัมผัสประสบการณ์เกี่ยวกับการเมืองอย่างเป็น ทางการมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้าเข้าร่วมขบวนการเสื้อแดงแล้ว ฉะนั้นเรื่องประสบการณ์ทางการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของกลุ่มแม่ค้า


ตลาดเลยกลายเป็นจุดประสานงานด้วยเพราะเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดต่อ การพบเจอ ปะทะประสานของทั้งผู้คน สินค้า และข่าวสาร ในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงจะมีใบปลิววางแจกอยู่ที่ตลาด และเป็นที่ตั้งของการรวบรวมเงินบริจาค


ตลาดแทนที่จะเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้าทาง เศรษฐกิจเท่านั้น ได้กลับกลายไปเป็นสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลทางการเมือง ในลักษณะของการเป็นศูนย์ (Node) ในการกระจายข่าวสาร ดังนั้นตลาดจึงเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อไปยังพื้นที่ทางการเมือง ด้วย


สำหรับโลกทัศน์ของแม่ค้าก่อนสมัยรัฐบาลทักษิณจะเข้ามา เศรษฐกิจของตลาดยังไม่ค่อยถูกเชื่อมกับโลกทางการเมืองเท่าไรนัก แม่ค้าหลายคนไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อน


แต่เมื่อ "นโยบายประชานิยม" ต่างๆ สมัยทักษิณได้ช่วยเอื้ออำนวยต่อสวัสดิการในชีวิตด้านต่างๆ เพิ่มอำนาจต่อรองในตลาด และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ จึงกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยเชื่อมต่อโลกทัศน์ นโยบายของพรรคการเมือง การเลือกตั้ง เข้ากับ ปากท้อง ความกินดีอยู่ดีทางเศรษฐกิจ การเลือกตั้งจึงมีนัยสำคัญต่อชาวบ้านขึ้นมา


ภาวะเศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยที่เฟื่องฟูขึ้นมาก ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากขึ้น คนงานเข้ามาจับจ่าย ซื้อของมากขึ้น ส่งผลสำคัญให้อาชีพพ่อค้าแม่ค้าทำมาค้าคล่องยิ่งขึ้น ผู้คนมีเงินจับจ่ายมากขึ้น


หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในมุมมองแม่ค้า รายได้ลดลงไปประมาณ 1 ใน 3 เมื่อเทียบช่วงก่อนรัฐประหาร และเพราะวิถีชีวิตของแม่ค้าอยู่กับการขึ้นลงของราคาสินค้าตลอดเวลา จึงมีความรู้สึกอ่อนไหว (sensitive) ต่อภาวะเศรษฐกิจมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ


สภาวะเศรษฐกิจซึ่งแย่ลงได้ค่อยๆ ถูกนำไปเชื่อมโยงกับสภาวะทางการเมืองหลังรัฐประหาร เช่นการชุมนุมเรียกร้องยุบสภาด้วยการปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตร การจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากอำนาจนอกระบบ เป็นต้น จนมาสู่ความไม่พอใจ และนำไปสู่การเคลื่อนไหวในเวลาต่อมา ท้ายที่สุดนำมาสู่การตั้งกลุ่ม "กลุ่มสันกำแพงรักประชาธิปไตย" ขึ้นมา


อย่างที่ได้กล่าวไปว่า มีคนร่วมก่อตั้งกลุ่ม 9 คน ใน 9 คนนี้ บางคนเคยร่วมใน "ชมรมคนรักทักษิณ" ตั้งแต่ช่วงปี 2548 (ก่อนรัฐประหาร) ช่วงปี 2551 แม่ค้าหลายคนได้เดินทางเข้าไปในตัวเมืองเชียงใหม่เพื่อฟังปราศรัยของกลุ่ม รักเชียงใหม่ 51 จนเกิดความคิดที่จะตั้งกลุ่มขึ้นมา และเริ่มขยายสมาชิกไปยังคนกลุ่มอื่นๆ มากขึ้น เช่น นักธุรกิจท้องถิ่น สหายเก่า ข้าราชการเกษียณ เป็นต้น และได้เข้าร่วมกับ "ศูนย์ประสานงานกลางนปช.แดงเชียงใหม่" ที่ก่อตั้งในช่วงปลายปี 2552


ก่อนการชุมนุมใหญ่เมื่อปี 2553 มีการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทั้งการขยายมวลชน การตั้งเวทีย่อย การจัดผ้าป่าระดมทุน จัดขายเสื้อ อุปกรณ์การชุมนุม การจัดเวทีตามหมู่บ้าน เข้าร่วมโรงเรียนนปช.

การชุมนุมในตัวเมืองเชียงใหม่และกรุงเทพฯ บทบาทของแม่ค้าในการชุมนุม ได้นำทักษะความชำนาญของตน ออกไปใช้ในพื้นที่สาธารณะทางการเมือง เช่น การทำอาหารในแต่ละมื้อระหว่างชุมนุม เป็นต้น บทบาทของแม่ค้าจึงคล้ายเป็นส่วนขยายจากบทบาทในบ้านและในตลาดของผู้หญิง ที่ออกไปทำหน้าที่ดูแลปากท้องและความเป็นอยู่ให้กับคนเสื้อแดง (care taker)


แม่ค้ามองว่าตนก็มีส่วนร่วมเท่าๆ กันกับกลุ่มผู้ชาย ที่หลายคนมีหน้าที่เข้าไปยกของหนักๆ ไปเดินตรวจตราโดยรอบ หรือไปสมัครเป็นการ์ดดูแลการชุมนุม


ในมวลชนระดับล่าง ความสัมพันธ์ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ค่อนข้างเป็นไปในแนวราบ หรือเท่าเทียมกันมากกว่า แต่ถ้ามองในแนวดิ่งก็อาจจะเห็นความเหลื่อมล้ำอยู่ เช่น บทบาทการตัดสินใจจะอยู่ที่แกนนำมากกว่า


แม่ค้าหลายคนมักจะเล่าว่า การเข้าไปชุมนุมในกรุงเทพฯ ได้ช่วยเปิดมิติใหม่ๆ ในการรับรู้เกี่ยวกับการเมืองและตัวตนของแม่ค้าเอง ผ่านการฟังเวทีปราศรัย และการพูดคุยกับผู้ร่วมชุมนุมซึ่งมาจากที่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะข่าวสารอื่นๆ ที่พูดบนเวทีไม่ได้ กลับไหลเวียนอยู่ด้านล่างในหมู่มวลชน


การเข้าไปมีประสบการณ์โดยตรงมีผลของการชุมนุม เป็น "การติดอาวุธทางความคิด" ให้กลุ่มผู้หญิงมากยิ่งขึ้น พร้อมกับค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนาความคิดและการวิเคราะห์ทางการเมืองใหม่ๆ ที่ถึงรากมากขึ้น จนนำไปสู่อาการที่เรียกว่า "ตาสว่าง" ในภายหลัง


ประสบการณ์การเข้าร่วมต่อสู้โดยตรง คล้ายเป็นการเดินทางเปลี่ยนผ่านที่ช่วยขยายตัวตนในมิติอันแคบอย่างการเชียร์ ตัวบุคคล ไปสู่ความคิดและตัวตนของแม่ค้าในฐานะที่มองว่าตนเป็นพลเมืองที่เป็นสากลมาก ขึ้น (cosmopolitan citizen) ในเรื่องของประชาธิปไตยและความเท่าเทียม ดังเช่น การใช้ชุดภาษาทางการเมือง อย่าง "ประชาธิปไตย" หรือ "ความยุติธรรม" เป็นเหตุผลในการต่อสู้ ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ของคนกลุ่มนี้


การเดินทางเข้าร่วมชุมนุมยังช่วยให้กลุ่มแม่ค้าฝ่าข้ามปริมณฑลสองชั้น คือ ชั้นอำนาจที่กีดกันผู้หญิงออกจากการเมืองที่ถูกมองเป็นพื้นที่โดยตรงของผู้ชาย ซึ่งคำกล่าวแม่ค้าคนหนึ่งสะท้อนแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี "แฟนใหม่ป้าเคยไป (ชุมนุม) ครั้งเดียว ร้อนอึดอัดก็กลับ ผู้หญิงอดทนกว่าผู้ชาย ผู้ดีไฮโซก็ยังมาชุมนุมกับเรา...ตอนนี้ผู้นำไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชาย ผู้หญิงเป็นอาจดีกว่า ผู้หญิงไปช่วยสื่อสารกัน ยิ้มใส่กันรู้จักกันแล้ว ผู้ชายไม่ค่อย อย่างอ.ธิดาเก่งไหม เขารู้งาน มันเท่าเทียมกันหมดเดี๋ยวนี้ ให้สิทธิเท่าเทียมกัน ผัวเมียไม่มีการเท้าหลังเท้าหน้า" และชั้นของอำนาจทางการเมืองต่างๆ ที่ไม่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวางขนาดนี้มาก่อนในสังคมไทย


แต่การเข้าไปเคลื่อนไหวของกลุ่มแม่ค้าก็ยังมีข้อจำกัด พวกเขาไม่ได้กลายเป็นผู้ปฏิบัติการหรือว่าเป็นนักกิจกรรมอย่างเต็มตัวเพราะ อำนาจการตัดสินใจในการเคลื่อนไหวและชี้ขาดในเรื่องต่างๆ ยังคงต้องขึ้นอยู่กับแกนนำส่วนกลางหรือส่วนจังหวัด ว่าจะเคลื่อนไหวแบบไหนอย่างไร


นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในการประกอบอาชีพ ที่แม่ค้ายังคงต้องทำมาค้าขาย หาเลี้ยงตนเองและครอบครัว หลายคนต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อเป็นค่าเดินทางเข้าไปชุมนุม กลายเป็นขีดจำกัดที่สำคัญที่ไม่ได้เปลี่ยนแม่ค้าให้เป็นผู้ลงมือปฏิบัติการ ที่คิดและทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องด้วยตนเองทั้งหมด


กล่าวโดยสรุป แม้ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้หญิงกลุ่มนี้จะไม่ได้ออกไปเรียกร้องประเด็น ปัญหาของผู้หญิงโดยตรง เช่น สิทธิสตรี สัดส่วนสส.ผ้หญิงในสภา แต่ การเคลื่อนไหวของผู้หญิงเสื้อแดงยังเกี่ยวพันอยู่กับการต่อสู้เพื่อความมั่น คงในครัวเรือน กลุ่มแม่ค้าเรียนรู้ว่าการทำให้ครอบครัวดีขึ้นกินดีอยู่ดี แยกไม่ออกจากนโยบายของรัฐที่ตอบสนองต่อพวกเธอ และภาพเศรษฐกิจของประเทศที่วางอยู่บนฐานของประชาธิปไตย โดยเฉพาะความเท่าเทียม หรือการนับสิทธิเสียงทางการเมืองของพวกเธอ


มุมมองสตรีนิยมที่แบ่งอย่างชัดเจนระหว่างปริมณฑลส่วนตัว/บ้าน และปริมณฑลสาธารณะ สร้างทัศนะในการมองปริมณฑลในบ้านที่ค่อนข้างเป็นลบและขาดพลวัต ละเลยการต่อสู้ของผู้หญิงหลายกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อปกป้องปริมณฑลบ้าน ที่ไม่ได้มีแต่เพียงด้านที่ล้าหลังและขาดนัยแห่งการปลดปล่อยเชิงเสรีภาพ หากขึ้นอยู่กับบริบทและประสบการณ์เฉพาะที่ทำให้การต่อสู้เพื่อพื้นที่ส่วน ตัวเป็นการปลดปล่อยผู้หญิง


ในกรณีกลุ่มผู้หญิงเสื้อแดงที่หลุด เข้าไปในระบบตลาดแล้ว การต่อสู้เพื่อปกป้องโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรในตลาดและปากท้อง เช่น เงินกู้ราคาถูก, ราคาสินค้าที่เป็นธรรม, สวัสดิการในชีวิตด้านต่างๆ, โอกาสในการเข้าถึงความกินดีอยู่ดี เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดวางอยู่บนฐานระบบการเมืองที่เป็น "ประชาธิปไตย" และการถูกนับรวมว่าตนก็เป็น "พลเมือง" มีสิทธิมีเสียงเท่ากับคนอื่นๆ จึงไม่อาจถูกละเลย และสามารถมีนัยยะของการปลดปล่อยผู้หญิงได้เช่นกัน

"จาตุรนต์"ยัน"ปู"บริหารตามหลักแก้ไข ไม่ใช่แก้แค้น ปัดเพื่อ"แม้ว" อ้างจังหวะทางการเมืองไม่เอื้ออำนวย

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ปฏิเสธตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลลุแก่อำนาจ หรือหวังเบิกทางให้นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ รวมถึงการเอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ให้เหตุผลว่า จังหวะเวลาทางการเมืองไม่เอื้ออำนวยต่อรัฐบาล ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงทุกเรื่องเกิดขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เป็นไปตามกรอบเวลาที่ต้องดำเนินการแล้ว


ส่วนการแต่งตั้งโยกย้าย การขอพระราชทานอภัยโทษ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายจาตุรนต์ชี้แจงว่า งานการเมืองและงานการบ้านนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำคู่ขนานกัน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยระบอบประชาธิปไตย จำเป็นต้องเร่งแก้ไข และทางที่ดีที่สุดคือ การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.ขึ้นมา โดยขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดตั้ง ส.ส.ร. คาดการณ์ว่าจะมี 99 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงภาคประชาชนทุกภาคส่วน โดยทั้งหมดเป็นการเปิดรับสมัครและมีการเลือกกันเอง

1 ทศวรรษ 9/11 ช็อกโลก ความปลอดภัยกับต้นทุนที่ต้องจ่าย

ที่มา มติชน


ภาพ:AP



ภาพ:รอยเตอร์









ภาพ:รอยเตอร์



ภาพ:รอยเตอร์



ภาพ:เอเอฟพี



วันที่ 11 กันยายน 10 ปีที่แล้วผู้ก่อการร้าย 19 คน จี้เครื่องบิน 4 ลำ เพื่อโจมตีมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก 2 ลำพุ่งเข้าเสียบอาคารแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในย่านธุรกิจของนครนิวยอร์ก ลำที่สามทะยานเข้าหาตึกเพนตากอน ที่ทำการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ส่วนลำสุดท้ายซึ่งคาดว่ามีเป้าหมายที่แคปพิทอล ฮิลล์ อาคารรัฐสภามะกัน ตกในรัฐเพนซิลเวเนีย จนคนบนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมดหลังผู้โดยสารลุกขึ้นต่อสู้กับสลัดอากาศ

การก่อการร้ายวันนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3 พันคน ซึ่งนอกจากชาวอเมริกันแล้วยังมีพลเมืองของอีก 115 ประเทศ

หนึ่ง ทศวรรษผ่านไป รอยเตอร์ส ระบุว่า นักท่องเที่ยวยังแห่กันมายังจัตุรัสไทม์สแควร์ใจกลางเมืองนิวยอร์กเพื่อชม แสงสีและละครบรอดเวย์ แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากก่อนเกิดเหตุการณ์วินาศกรรมครั้งเลวร้ายคือ ตำรวจถือปืนกลที่คอยลาดตระเวนไปทั่วเพื่อตรวจหาวัตถุระเบิดและบุคคลต้อง สงสัย เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่แสดงว่าสหรัฐกำลังพยายามรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพ ของประชาชนกับความปลอดภัยซึ่งผลักประเทศเข้าสู่ยุค "จับตามองทุกฝีก้าว"

ระบบ รักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดดูจะให้ผลน่าพอใจเพราะอย่างน้อยแดนลุงแซมก็ไม่ ถูกโจมตีซ้ำอีกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่สูญเสียไปเพื่อแลกความมั่นคงนี้อาจไม่คุ้มค่า ไม่ว่าจะในรูปตัวเงินหรือสิทธิเสรีภาพ นักเคลื่อนไหวด้านเสรีภาพพลเมืองวิตกว่า ยุคแห่งการถูกเฝ้าจับตามองและการเฝ้าระวังภัยจะกลายเป็นเรื่องถาวร

โจ เซฟ สติกลิทซ์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ กล่าวกับอัลจาซีรา ว่า การบุกอัฟกานิสถานเพื่อล้างบางกลุ่มอัล-กออิดะ หลังเหตุการณ์ 9/11 เป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ แต่การรุกรานอิรักไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่าง สิ้นเชิง การตัดสินใจทำสงครามทั้ง 2 แห่ง กลายเป็นปฏิบัติการแพงหูฉี่ และผลาญเงินภาษีประชาชนเกิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เคยกล่าวอ้างไว้

เพราะเกือบครึ่งของทหารที่ไปรบใน 2 สมรภูมิดังกล่าวกลับมาในสภาพที่มีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญทุพพลภาพ และมากกว่า 6 แสนคนยังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทหารผ่านศึก สติกลิทซ์จึงคาดว่ารายจ่ายช่วยเหลือทหารพิการและค่าใช้จ่ายทางการแพทย์จะ พุ่งทะลุ 6-9 แสนล้านดอลลาร์ในอนาคต

ยังไม่นับรวมความสูญเสียด้าน สังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นในจำนวนทหารผ่านศึกที่ฆ่าตัวตายซึ่งตัวเลขเคยพุ่งไปที่ 18 คนต่อวันเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตลอดจนครอบครัวที่แตกสลายซึ่งล้วนประเมินค่าไม่ได้

สงครามต่อต้าน การก่อการร้ายที่รัฐบาลบุชผู้ลูกจุดไฟขึ้นนั้นเป็นการสู้รบครั้งแรกใน ประวัติศาสตร์ที่งบประมาณมาจากเงินกู้ทั้งหมด ขณะที่ทหารอเมริกันกำลังเข้าสู่สนามรบยอดขาดดุลงบประมาณของมะกันกำลังไต่ ระดับส่วนหนึ่งเป็นผลจากแผนลดภาษีในปี 2544

ปัจจุบันรัฐบาลวอชิงตัน ต้องกระเสือกกระสนหาทางลดการว่างงานและการขาดดุล ปัญหาเศรษฐกิจทั้งสองอย่างซึ่งเป็นภัยคุกคามอนาคตสหรัฐสามารถย้อนหาสาเหตุไป ถึงสงครามที่อัฟกานิสถานและอิรัก รายจ่ายด้านการป้องกันประเทศที่พุ่งกระฉูดประกอบกับแพ็กเกจหั่นภาษีให้คนรวย คือต้นตอหลักที่ผลักดันให้ฐานะการคลังแดนลุงแซมเปลี่ยนจากเกินดุลงบประมาณ 2% ของจีดีพี เป็นเมื่อบุชได้รับเลือกตั้งไปเป็นขาดดุลจำนวนมหาศาลและภูเขา หนี้สินอย่างในทุกวันนี้

ประเมินกันว่ารายจ่ายโดยตรงของรัฐที่ละลาย ไปกับไฟสงครามสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 1.7 หมื่นดอลลาร์ต่อครัวเรือนอเมริกัน ยังไม่รวมรายจ่ายที่ ใบเรียกเก็บเงินยังไปถึง ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขดังกล่าวสูงขึ้นอีก 50%

ไม่ เพียงเท่านั้น ความวุ่นวายในตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันให้ราคาน้ำมันแพงจับจิต บังคับให้อเมริกันชนต้องใช้เงินจำนวนมากไปกับการนำเข้าเชื้อเพลิง แทนที่จะนำมาใช้ซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ

ตอนนั้นธนาคารกลาง สหรัฐพยายามปกปิดความอ่อนแอทางเศรษฐกิจด้วยการขับเคลื่อนฟองสบู่ใน ภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งกระตุ้นให้การบริโภคพลอยบูมไปด้วย แต่เมื่อถึงคราวฟองสบู่แตก ทุกอย่างจึงล้มระเนระนาดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน คาดว่าต้องใช้เวลาอีกหลายปีที่กองหนี้และซากปรักหักพังในธุรกิจก่อสร้างจะ กลับสู่ภาวะสมดุล อีกครั้ง

นอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว เสรีภาพการใช้ชีวิตของคนอเมริกันก็ผันแปรเช่นกัน ประธานาธิบดีและตำรวจมีอำนาจมากขึ้นในการยื่นจมูกเข้าไปสอดส่องชีวิตส่วนตัว ของพลเมืองโดยแทบไม่ต้องขออนุมัติจากศาล การโดยสารเครื่องบินต้องผ่านระบบรักษาความปลอดภัยที่ ซับซ้อนราวกับการเข้าพบบุคคลสำคัญ

รัฐบาลสหรัฐยังออกมาตรการป้องกัน ภัยคุกคามจากภายนอกด้วยการส่งตัวผู้ต้องสงสัยชาวต่างชาติที่จับได้นอกประเทศ ไปยังประเทศที่สามเพื่อกักขังและสอบสวน รวมทั้งคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เป็นทหารมายังอ่าวกวนตานาโมในคิวบา ซึ่งมีเสียงเล่าลือเรื่องทรมานนักโทษและละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มะกันอ้างว่า เชิดชูและใช้เป็นประเด็นโจมตีประเทศอื่น

การละเมิดความเป็นส่วนตัว สร้างความเดือดร้อนให้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะมุสลิมหรือผู้มีเชื้อสายตะวันออกกลาง ซึ่งต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและถูกจับกุมโดยไม่มีเหตุ อันควร

ดา วุด วาลิด หัวหน้าสภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม สาขามิชิแกน ชี้ว่า "สถานการณ์ทุกวันนี้เลวร้ายกว่าช่วงหลังเกิด 9/11 ได้หนึ่งปีเสียอีกผมมองไม่เห็นเลยว่าอะไร ๆ จะเปลี่ยน แปลงไปมากนักในอีก 5-7 ปีข้างหน้า"

อย่างไรก็ตาม ปีเตอร์ คิง สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการความปลอดภัยแห่งมาตุภูมิของสภาผู้แทนฯ มองว่า "สำหรับผมไม่สงสัยเลยว่าทุกอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรักชาติ (Patriot Act) การตรวจตราที่สนามบินหรือท่าเรือ ทั้งหมดนี้ดีกว่าการเห็นคนถูกไฟคลอก หรือต้องกระโดดหนีตายจากตึกสูง 106 ชั้นทั้งสิ้น"


(ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ12-14 กันยายน 2554)

เปิดใจ "ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล" เพื่อไทยต้องเหยียบคันเร่ง"

ที่มา ประชาชาติธุุรกิจ




ปม ขัดแย้งระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มักจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการผลัดเปลี่ยนรัฐบาล และประเด็นความขัดแย้งก็เริ่มปะทุขึ้นมา อีกครั้ง หลังจากที่ผู้บริหารของ ธปท.ออกมาให้ข่าวว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยมตามที่หาเสียง ซึ่งอาจส่งผลทำให้งบประมาณปี 2555 ขาดดุลเกินกว่า 3.5 แสนล้านบาท และถ้ารัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ธปท.ก็จำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรักษาระดับของเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ เป้าหมาย เสมือนเป็นการลองของ

ทันที ที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้เชิญ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.เข้ามาปรึกษาหารือ ปรับความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล พร้อมกับฝากการบ้าน 4 ข้อให้ ธปท.กลับไปคิดแล้วนำกลับมาเสนอต่อที่ประชุมใหม่ภายใน 1 เดือนข้างหน้า จากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ปะทะเดือดระหว่างคลังกับ ธปท. ทั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์และเฟซบุ๊ก เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWF) และการปรับปรุงกรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย จนทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมาเบรกว่า เรื่องการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้มีโอกาสพูดคุยกับนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงนำประเด็นความขัดแย้งทั้งหมดไปสอบถามขุนคลัง ตั้งแต่เรื่องของการปรับปรุงกรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย นายธีระชัยตอบว่า มันไม่ค่อยจะเมกเซนส์เท่าไหร่ หากอีกฝ่ายหนึ่งเหยียบคันเร่ง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็คอยดึงเบรกมือ กล่าวคือ รัฐบาลจัดงบฯเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อีกฝั่งหนึ่งคอยขึ้นดอกเบี้ย เท่ากับสิ่งที่ทำไปสลายหมด

และล่าสุดทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน ก็เพิ่งจะปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปเป็น 3.5% ต่อปี หลังจากนั้นผมก็ได้ขอให้ ธปท.มาอธิบาย ทาง ธปท.ส่ง ดร.อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ธปท.มาชี้แจงให้กับสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีผมนั่งฟังอยู่ด้วย จึงถาม ธปท.ว่าจะให้ผมช่วยขยับกรอบเงินเฟ้อกรอบบนไหม ธปท.บอกว่าต้องคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงจากต่างประเทศ ผมจึงจับสัญญาณอะไรบางอย่างได้ว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบที่แล้ว น่าจะเป็น การปรับขึ้นครั้งสุดท้ายของปีนี้ งั้นผมจึงขอให้ไปดูกรอบล่างให้หน่อย กรอบเงินมันกว้างเกินไป ซึ่งผมก็จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมเดือน ธ.ค.นี้

ส่วน แนวความคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ตอนนี้ต้องหยุดไว้ก่อน เพราะไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แต่เป้าหมายหลักที่ฝากให้ ธปท. กลับไปช่วยคิด คือ เรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ (FIDF) วงเงิน 1.1 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมารัฐบาลต้องจัดงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยให้กับ FIDF ปีละ 50,000-60,000 ล้านบาท ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จัดงบฯจ่ายไปแล้ว 6.7 แสนล้านบาท ไม่เสียดายหรือเอาเงินไปลงทุนพัฒนาประเทศได้ตั้งเยอะ ผมจึงชวน ธปท.เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหามากกว่า พูดจริง ๆ นะผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับผู้ว่าการ ธปท.

เรื่องแนวคิดในการจัดตั้ง กองทุนความมั่งคั่งฯนั้น เป็นแค่มาตรการหนึ่งที่จะทำให้ ธปท.มีผลประกอบการดีขึ้น เมื่อมีกำไรก็สามารถนำเงินชำระหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งมันมีความเกี่ยวโยงกับเรื่องการกำหนดนโยบายดอกเบี้ยสูง พอมีเงินไหลเข้าก็ต้องออกพันธบัตร ไปดูดซับสภาพคล่องในต้นทุนสูงขึ้น ทำให้เกิดผลขาดทุนในหลายด้าน จนส่วนของทุนตอนนี้ติดลบกว่า 4 แสนล้านบาท

ต่อ คำถามที่ว่า เมื่อไรรัฐบาลจะเข้าไปรับผิดชอบหนี้ดังกล่าว นายธีระชัยตอบว่า ธปท.คงไม่มาหรอก เพราะถ้ามาให้คลังรับผิดชอบ ผมก็จะต้องตั้งเงื่อนไขอะไรเยอะแยะ แบงก์ขาดทุน หรือส่วนของติดลบเป็นเรื่องธรรมดา ตราบใดที่ ธปท.ยังไปทำโน่นได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร จนกว่าจะติดลบถึงขนาดที่ไม่มีใครค้าขายด้วย ทำสวอป ทำโน่นทำนี่ก็ติดไปหมด เมื่อถึงจุดนั้นรัฐบาลคงต้องเข้าไปช่วย เพื่อให้ ธปท.เดินหน้าต่อไปได้

"ผมยังมีอีกหลายหมาก แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องรอให้ถึงเดือนหน้าก่อนถึงจะรู้ว่าผมจะทำอย่างไร"

ส่วน เรื่องนโยบายอื่น ๆ ที่พรรคได้หาเสียงไว้ ผมได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังทั้ง 2 ท่านรับไปดำเนินการ ส่วนตัวผมจะดูภาพรวมของเศรษฐกิจ และเตรียมหารายได้ภาษีตัวใหม่ ๆ มาชดเชยกับรายได้ที่ สูญเสียไปจากการลดภาษีน้ำมันและภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งที่คิดไว้จะเป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตและจะเสริม ด้วยการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม พวกคาร์บอนเครดิต เป็นต้น ขณะเดียวกันก็จะต้องเดินหน้าทำนโยบายหาเสียงให้เกิดผลเป็น รูปธรรมโดยเร็ว ตอนนี้ต้องขอเข้าไปลุยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบก่อน

เปิดใจขุนคลัง "ธีระชัย" ปมขัดแย้งแบงก์ชาติ เมื่อ"เพื่อไทยต้องเหยียบคันเร่ง" แต่กลับถูกดึงเบรคมือ !!

ที่มา มติชน



ปมขัดแย้งระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มักจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการผลัดเปลี่ยนรัฐบาล และ 2 หน่วยงานที่กุมเศรษฐกิจ-การเงินของประเทศก็จะเริ่มตอบโต้กันไปมา

เช่นเดียวกับการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลครั้งนี้ ทันทีที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้เชิญ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.เข้ามาปรึกษาหารือ ปรับความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล พร้อมกับฝากการบ้าน 4 ข้อให้ ธปท.กลับไปคิดแล้วนำกลับมาเสนอต่อที่ประชุมใหม่ภายใน 1 เดือนข้างหน้า

จากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ปะทะเดือดระหว่างคลังกับ ธปท. ทั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์และเฟซบุ๊ก ซึ่งช่วงหลังโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คยี่ห้อนี้นักการเมืองหยิบมาใช้บริหารประเทศ อยู่บ่อยครั้ง และหลายคน แทนที่จะนั่งคุยกันถกกันบนโต๊ะประชุม

ปัญหาดังกล่าว "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงนำประเด็นความขัดแย้งไปสอบถามขุนคลัง และนี่คือคำตอบจากปากของรมว.คลัง

คลิกอ่านรายละเอียด