WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 11, 2011

หมายเหตุการต่อสู้.....นับจากนี้คืออุดมการณ์เปลี่ยนผ่าน

ที่มา Thai E-News


โดย ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ

คนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคเพื่อไทยและนิยมตัวคุณทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นคนรากหญ้า ชนชั้นกรรมาชีพ และพอใจในนโยบายพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย (นโยบายประชานิยม)

คนชั้นกลาง ชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางในเมือง พนักงานปกคอขาว ทั้งหลายที่ชื่นชอบความเป็นแดงซึ่งไม่เกี่ยวว่าชอบทักษิณหรือไม่ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอด

หากเทียบ คนหลากสี คนเสื้อเหลือง กลุ่ม พันธมิตรฯ อาจมีจำนวนพอๆกันด้วยซ้ำ

และการที่พรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมในปัจจุบัน จึงแตกต่างในอดีต ที่มีคุณทักษิณเป็นนายกฯ คือ 1 การต่อสู้ในเชิงชูบุคคล 2 การต่อสู้ในเชิงมิติทางอุดมการณ์

การต่อสู้ในเชิงชูตัวบุคคล ยอมรับว่าเมื่อ3-4 ปีก่อน มีความจำเป็นในการต่อสู้เพื่อให้ได้รับชัยชนะและมีความชอบธรรม

แต่การพัฒนาการในทางการต่อสู้ในปัจจุบันซึ่งเป็นรอยต่อการเปลี่ยนผ่าน ในเชิงโครงสร้างและในภาวะอุดมการณ์ต่างชนิดกัน

ลำพังการชูตัวบุคคลมิใช่ความทันต่อสภาวะการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากประชาชนฝ่ายนิยมประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องการชัยชนะ การเน้นที่ความเป็นอุดมการณ์ ความคิดเชิงระบอบ โครงสร้าง โมเดล จึงเป็นสิ่งที่ควร และสำคัญในวิถีแห่งการต่อสู้ขึ้นใหม่

ระบอบเก่าในเชิงความเป็นบุคคลกำลังอ่อนเเอจวนเจียนแก่เวลาอำลา

แต่การสร้างสิ่งใหม่จะต้องปะทะกับสิ่งเก่าและสิ่งนั้นนานวันฝ่ายเขา(อำมาตย์ เผด็จการ) กำลังทำทุกวิธีการเพื่อตัดกำลังฝ่ายประชาธิปไตย

เขาใช้กฎหมาย ใช้ศาล ใช้ทหาร ใช้วัฒนธรรม สื่อสารมวลชน และงบประมาณมหาศาลเพื่อคงความอุดมการณ์อำนาจนิยม

แต่ความได้เปรียบของฝ่ายเราคือ วิถีแห่งโลก ความเป็นธรรม ความจริง สัจจะธรรม ความกล้าหาญ และความต้องการเห็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

ดังนั้น หมายเหตุแห่งการต่อสู้ครั้งนี้ คือ อุดมการณ์ประชาธิปไตยแท้จริง จงเชิดชู เผยแพร่สัจจะธรรม และประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยแท้จริงจะชนะในที่สุด

ผู้เขียนจึงทดลองนำเสนอสูตรต่างๆในการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง มีดังนี้

สูตรที่หนึ่ง สูตรใช้อำนาจทางการเมืองเข้าประหัตประหารคู่ต่อสู้ แต่ต้องให้ฝ่ายการเมืองพรรคเพื่อไทยเข้มแข็ง โดยเฉพาะ บุคคลากรที่มีความเป็นนักต่อสู้เสื้อแดง จะต้องชิงไหวชิงพริบในระบบรัฐสภา

แต่หลังการแถลงนโยบายและงานเปิดตัวแกนนำ(งานคอนเสิร์ตคุณจตุพร) สะท้อนว่า แกนนำเสื้อแดงที่นั่งในตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีทิศทางการต่อสู้ ไม่มีแนวทาง ทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีที่จะชนะอำมาตย์ และไม่มีการเตรียมความพร้อมในการต่อสู้แตกหักที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ทั้งหมดนี้ไม่อยากจะกล่าวเลยว่า ฝากความหวังกับพวกท่านเหล่านี้คงยาก

สูตรที่สอง นปช คืออาวุธทำลายฝ่ายอำมาตย์ ซึ่ง นปช ต้องมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหา สาระ ในการต่อสู้ ต้องเน้นที่งานให้มวลชนนำการต่อสู้ และเน้นที่การชูอุดมการณ์หลากหลายมิติ

แต่สิ่งนี้ อ.ธิดา และคณะนอกจากไม่จับประเด็นทางรูปสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนไปแล้ว อ.ธิดายังโจมตีแนวทางอุดมการณ์แดงที่ก้าวหน้ากว่า นปช และกีดกันทุกรูปแบบ

มองเช่นนี้แล้วก็สุดจะบรรยายความปลวกต่อขบวนการ และไร้เดียงสาทางการนำการต่อสู้เมื่อสูตรหนึ่งและสูตรสอง ใช้ไม่ได้ผล

สูตรที่สาม คือ สูตรธรรมชาติ แต่ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่มีธรรมชาติในชีวิตจริง และความพ่ายแพ้ ดูเหมือนกับว่าเกิดขึ้นได้มากกว่า ปาฏิหารย์

การกล่าวถึง สถานการณ์สร้างผู้นำ จึงเป็นเรื่อง "นิทานสอนเด็ก" มากกว่าจะเป็นเรื่องจริงจัง

ผู้นำการต่อสู้ในทางระบอบประชาธิปไตย เกิดขึ้นมาจาก ระบบการจัดตั้งทางอุดมการณ์ ทางการศึกษา(ไม่ใช่ระบบการศึกษา ป.ตรี โท เอก ) และประสบการณ์ในการต่อสู้ และความทุ่มเทชีวิตทั้งหมด ซึ่งต้องมีคนเห็นและยอมรับเป็นจำนวนมาก และผู้เสียสละขนาดนี้ อาจมีอยู่จริงในโลก แต่ ตอแหลแลนด์ ตอบยาก

สูตรสี่ ให้กาลเวลาเป็นผู้จัดการ ซึ่งสูตรนี้เป็นการนำเอาหลักการ วงล้อแห่งธรรมชาติ ตามสภาพ สภาวะธรรม หรือกฎธรรมชาติเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต รวมถึงระบอบ ระบบต่างๆของโลกนี้

โดยที่เราสามารถนึกย้อนไปถึงอาณาจักรแห่งความเสื่อมทั้งหลายที่เคยตั้งอยู่

บนโลกใบนี้ไม่ว่าจะรุ่งโรจน์สักปานใดก็ย่อมถึงวันร่วงโรยเป็นธรรมดา กาลเวลาสามารถวัดความมีประสิทธิภาพและบ่งชี้ความจริงของสิ่งต่างๆได้เยี่ยม ที่สุด

และระบอบการเมืองการปกครองของมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่มีการประดิษฐ์โดยมนุษย์เอง ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

แต่ระบอบประชาธิปไตยบ้านเราที่ตั้งมั่นความเป็นเผด็จการซ่อนรูป และบางครั้งเปิดเผยถึงธาตุแท้ได้ดำรงอยู่อย่างค่อนข้างมั่นคงมาถึง76 ปี เพราะความเหี้ยมโหด เด็ดขาดและชาญฉลาด(ชาญฉลาดไม่ได้แปลว่าดีงาม) ของชนชั้นปกครองไทย

แต่ใช่ว่านักเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรม ความเป็นประชาธิปไตย จะปล่อยให้เป็นไปเอง เพราะมันจะกลายสภาพให้กระแสการเคลื่อนไหว เป็นดั่งน้ำตก ย่อมไหลสู่ที่ต่ำ

ดังนั้นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในประเด็นเชิงอุดมการณ์ที่สร้างสรรค์และ การผลักดัน กดดัน ในรูปแบบต่างๆจะช่วยให้ระบอบเผด็จการต่างๆถึงวาระแห่งความเสื่อมตามธรรมชาติ พังพ่ายเร็วขึ้น

แต่ข้อเสียข้อสูตรที่สี่ คือ ความเฉื่อยเนือยของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงและความไม่เอาใจใส่ ของผู้นำมวลชน เพราะมักคิดว่า รอเวลาไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวระบอบมันพังเอง

ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ คงจะลืมกันไปว่าระบอบเผด็จการมันสามารถอยู่ได้เป็นร้อยปีพันปี หากขาดความกระตือรือร้นและความตื่นตัวของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้จริง

สูตรที่ห้า ชนชั้นกรรมาชีพแดง คือตัวแทนแห่งชั้นชนผู้สรรค์สร้างประชาธิปไตยแท้จริง ซึ่งการสร้างค่านิยมประชาธิปไตย หรือการสร้างวัฒนธรรมการเมืองสมัยใหม่

เห็นได้ชัดว่า พี่น้องเสื้อแดงส่วนใหญ่ มาจากระบบชนชั้นกรรมาชีพอันหมายถึง ลูกจ้าง ข้าราชการ นักวิชาการ (ไม่ว่าระดับไหน) ผู้ใช้แรงงาน พ่อค้า แม่ค้า และนี่เองเป็นสิ่งที่จะสามารถเติบโตไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองซึ่งมีลักษณะ พลวัตรแห่งการเปลี่ยนผ่าน

จากที่แต่เดิมมักมองชนชั้นกรรมาชีพเป็นเพียง แนวหลัง กองหลัง หรือสีสัน หางเครื่อง แต่เวลาออกยืนสู้ในภาวะสุ่มเสี่ยงถึงชีวิตพวกเขากลับเป็นกองหน้า แถวหน้า เป็นฝ่ายประจันหน้ากับความตาย แต่พอการเมืองเข้าสู่โหมดปกติพวกเขากลับเป็น กองหลังซะงั้น

ดังนั้นการสร้างสภาวะปลดแอกทางชนชั้น น่าจะมาจากชนชั้นที่ตนสังกัด และเป็นชนชั้นที่เข้าใจกฎแห่งการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ซึ่งนับรวมถึงผลประโยชน์ทางชนชั้น โครงสร้่างพื้นฐานเศรษฐกิจ สังคม การขยายพลังการเปลี่ยนผ่าน

หากชนชั้นกรรมาชีพสามารถยึดอุดมการณ์หลัก ท่ามกลางกระแสแห่งการต่อสู้อันแหลมคมนี้ได้รับชัยชนะในอนาคตย่อมมีอนาคตแก่ สถานะและบทบาทใหม่ของกรรมาชีพทั้งระบบ มิใช่แค่ค่าจ้าง วันละ300 ที่เป็นประเด็นถกเถียงขณะนี้ แต่จะเป็นการสร้างค่านิยม มุมมอง วัฒนธรรมศิลปะ สุนทรียศาสตร์ และนิยามคำว่า "ชาติ" ก็จะมีลักษณะตรงกับแนวคิดชนชั้นกรรมาชีพสมัยใหม่

อันหมายถึงความไม่มี"ชาติ" หรือ การก้าวข้ามความเป็น"ชาติ"เพราะชาติของพวกเขา คือ การปลดปล่อยพี่น้องผู้ถูกกดขี่ทั่วโลก

สูตรที่หก ชนชั้นนายทุนสมัยใหม่เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่าน แต่การใช้ สูตรนี้ได้ การรวมตัวของนายทุนสมัยใหม่ ต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าจะนายทุนชาติ นายทุนข้ามชาติ ซึ่งข้อดีคือ สามารถระดมการช่วยเหลือได้ทุกระบบและทุกวิถีทางในท่ามกลางเปลวเพลิงที่โชติ ช่วง สมรภูมิการรบพุ่งจะกดประสาทของศัตรู ให้ยอมเปลี่ยนข้างได้โดยง่าย เพราะการกระจายเม็ดเงินมหาศาลเป็นเครื่องมือปลดอาวุธศัตรูที่ดีได้

ซึ่งการสร้างอุดมการณ์เฉพาะขึ้นมา(มีลักษณะชั่วคราว) ไม่ว่าจะเป็น ชาติไทยใหม่ รัฐไทยใหม่ เป็นวาทกรรมการเมือง ในการรวมตัวรวมมวลชนให้มองไปที่การก่อกำเนิด อิสรภาพใหม่แห่งชุมชนในจินตกรรม

แต่เนื้อหาด้านหลัก ยังคงเป็นประชาธิปไตยในระดับการเจรจา นอกเสียจากว่า ชนชั้นนายทุนจะปลดแอกตนเองทั้งระบบ อย่างที่ เฟรเดอริค เองเกิลส์ อุทิศตนเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก เพื่อสร้างประชาธิปไตยแท้จริงถาวรให้กับเพื่อนร่วมโลก

กล่าวสรุป

ทั้ง6 สูตรที่ผู้เขียนนำเสนอ มีข้อดีและข้อเสียในตัวมันเองและสูตรนี้จะเกิดขึ้นได้นั้นอยู่ที่ปัจจัยหลาย ภาวะหลายเงื่อนไข และอาจจะมีเป็นสิบๆสูตรแห่งการต่อสู้

แต่ท้ายที่สุด สภาะการณ์ชี้นำได้ดีที่สุด คือ ภาวะอุดมกาณ์หลักในการต่อสู้ในขั้นแตกหัก อุดมการณ์ด้านใดเป็นผู้กุมสภาพ อุดมการณ์นั้นจะชี้นำสังคมให้ก้าวนำพัฒนาของมันขึ้นมา แต่จะก้าวข้าม ผ่าน เปลี่ยน ไปอย่างไร?

นับจากนี้อย่ากระพริบตา เพราะการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเริ่มขึ้น อีกครั้งและอีกครั้ง......!

หมากตาสุดท้าย

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 กันยายน 2554)

มี 2 วรรคทองของ "บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา" เจ้าสัวสหพัฒน์ ที่ผมชอบมาก

วรรคทองแรก

"ชีวิตของคนเราจะสำเร็จหรือไม่ต้องดูหมากตาสุดท้าย"

คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่า "บุณยสิทธิ์" ประสบความสำเร็จแล้วเพราะมีธุรกิจมากมาย อาณาจักรสหพัฒน์ก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

แต่ "บุณยสิทธิ์" คิดว่าแม้เขาจะอายุ 73 ปีแล้ว แต่เขาถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ

"จนกว่าจะวางหมากตาสุดท้าย"

เขายกตัวอย่างนักธุรกิจบางคนรุ่งเรืองและร่ำรวยตอนอายุ 40 ปี แต่ตอนตายธุรกิจกลับไม่เหลือเลย

แบบนี้ถือว่าวาง "หมากตาสุดท้าย" ผิดพลาด

ครับ ไม่ใช่เพียงแต่ "นักธุรกิจ" เท่านั้น

"คนดี" ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน

สะสม "ความดี" และได้รับแต่คำชื่นชมมาชั่วชีวิต

แต่วาง "หมาก" ผิดไปตัวเดียว

ระเนระนาดเลยครับ

จนถึงวันนี้ยังงงๆ และก่งก๊งอยู่เลย

ไม่รู้ว่าก่อนถึง "หมากตาสุดท้าย" เขาจะแก้เกมได้หรือไม่

เพราะ "หมากตาสุดท้าย" คือ "ภาพจำ" ของคนเรา

จะให้คนรุ่นหลัง "จำ" ว่าเราเป็นอย่างไร

"หมากตาสุดท้าย" สำคัญที่สุด

อีกประโยคหนึ่งของ "บุณยสิทธิ์"

เมื่อมีคนถามว่าทำไมเขาจึงใช้ชีวิตอย่างสมถะมาก รวมทั้งบริษัทในเครือสหพัฒน์ก็ไม่หวือหวา สำนักงานก็เรียบง่าย

"บุณยสิทธิ์" ตอบด้วยการถามกลับว่า "คุณเคยเห็นคนปีนเขาไหม"

ตอนที่ขึ้นเขา ทุกคนต้องก้มตัวเพื่อรักษาสมดุล

แต่ตอนลงเขา ทุกคนจะยืดตัว

"ถ้าคนไหนยืดมาก แสดงว่าเขากำลังลงจากยอดเขาแล้ว"

อ่านวรรคทองนี้แล้วนึกถึง "นักการเมือง"

ลำพังแค่นักการเมืองฝ่ายค้านที่เปรียบเหมือนกับคนที่กำลังจากยอดเขา

การยืดตัวเพื่อแสดงให้เห็นว่า "ฉันยังแน่" ไม่ใช่เรื่องแปลก

เพราะวิญญาณ "รัฐบาล" ยังไม่ออกจากร่าง

การยืดตัวจึงเป็นท่าทีปกติของคนที่เพิ่งเดินลงจากยอดเขาแห่ง "อำนาจ"

แต่ที่น่าแปลกก็คือฝ่ายรัฐบาล

ทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางคน

เพิ่งขึ้นสู่ "อำนาจ" แท้ๆ

ภาพที่ทุกคนเห็นคือการเดินขึ้นยอดเขา

แต่สังเกตไหมครับว่าการวางตัวและการให้สัมภาษณ์ของเขาเหมือนกับคนที่เดินลงจากยอดเขา

ทะนงตนและวางอำนาจ

ไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน

คำสัมภาษณ์แต่ละประโยคเหมือนกับวิญญาน "ฝ่ายค้าน" ยังไม่ออกจากร่าง

กลายเป็น "ฟาร์มเพาะศัตรู" โดยไม่จำเป็น

ถ้ารัฐมนตรีแต่ละคนคือ "หมาก" ของรัฐบาล

การวางหมากผิด 1 ตัว

บางทีอาจนำไปสู่การแพ้ทั้งกระดานก็ได้

รักอยู่ยาวให้บั่น รักสั้นให้ดึงดันต่อ

ที่มา มติชน



โดย จำลอง ดอกปิก

(ที่มา คอลัมน์ระหว่างวรรค หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 กันยายน 2554)

ภาพรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อาจยังตามหลอกหลอนรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทายาทผู้สืบทอดมรดกการเมืองจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงหยิบยกบางวาระขึ้นมาดำเนินการเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญลำดับแรกๆ

ใน สมัยรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชายนั้น ยังไม่ทันได้ทำอะไร รัฐบาลก็มีอันล้มคว่ำไปเสียก่อน ด้วยปัญหาคุณสมบัติผู้นำรัฐบาล และการยุบพรรค อันนำมาสู่การเปลี่ยนขั้วรัฐบาลในที่สุด

จึงเป็นไป ได้ว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยเกรงประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จึงไม่รีรออีกต่อไป คิดอยากทำอะไรก็ลงมือทำทันที แม้แต่เรื่องร้อนๆ อย่างเช่นการผลักดันตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ และโดยเฉพาะการทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ใน มุมมองรัฐบาลการดำเนินการช่วงนี้อาจถูกจังหวะเวลายิ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากกลิ่นอายของชัยชนะจากการเลือกตั้ง ที่ประชาชนไว้วางใจพรรคเพื่อไทยเข้าบริหารประเทศยังไม่จางหาย ฝ่ายตรงกันข้ามเองก็ไม่อยู่ในฐานะพอทัดทาน หรือหาเหตุผลและเงื่อนไขใดมาหักล้าง การดำเนินการเรื่องต่างๆ ของรัฐบาล ที่มีความชอบธรรม มาจากการเลือกตั้งได้

กระนั้นรัฐบาลก็พึงต้องตระหนัก!

ไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่า การคืนความชอบธรรม หรือแม้แต่การนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านนั้นเป็นหนึ่งในนโยบาย และทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง

แต่ ก็ต้องตอบคำถามเช่นกัน การตอบแทนประชาชนด้วยการผลักดันเรื่องเหล่านี้ทันที แทนที่การแก้ไขปัญหาอีกมากมายอันเป็นผลประโยชน์ต่อสาธารณะนั้นเป็นเรื่องถูก ต้องแล้วหรือไม่

แม้ทำคู่ขนานกันไป มิได้ละทิ้งเรื่องอื่นๆ อาทิ นโยบายเร่งด่วนการลดค่าครองชีพตามการให้คำมั่นสัญญาไว้ก็ตาม แต่นั่นก็ใช่ว่า จะนำมากล่าวอ้างเป็นความชอบธรรมในการดำเนินการ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงอยู่แล้ว ในฐานะอาสาเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน

รัฐบาลจึงควรตัดทิ้งวาระ หรือเรื่องไม่เป็นเรื่องออกไปก่อน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริงดำเนินไป อย่างราบรื่น ไม่สะดุดขาดตอนหรือเสียเวลาไปกับวาระรอง

ขณะนี้หลาย เรื่องถูกสังคมจับตามอง และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามเชิงสงสัย ไม่ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง การถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือแม้แต่แนวคิดการตั้งกองทุนความมั่งคั่ง

จริงอยู่บางเรื่องอาจจำเป็นต่อการขับเคลื่อนนโยบายแต่ก็ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะประเด็นคาบเกี่ยว หมิ่นเหม่ถูกมองเป็นเรื่องการเมือง

บาง กรณีอย่างการตั้งกองทุนความมั่งคั่งนั้น เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย จึงถูกต้องแล้ว ต้องถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผลอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ได้ข้อสรุปออกมาดีที่สุด แต่เรื่องนี้ก็น่ายินดี ที่เมื่อมีเสียงท้วงติง วิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อดี-ข้อเสีย ฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีรับฟังเสียงต่างเหล่านั้น โดยไม่ยืนกราน ดื้อดึงดันต้องทำให้ได้

ตรงกันข้ามกลับยอมทบทวนพับโครงการแต่โดยดี

เหลือ เพียงเรื่องการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้นที่ยังไม่มีความชัดเจน ว่ากระทรวงยุติธรรมหรือนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เนื่องจากอยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง เสนอแนะแนวทาง

เรื่องอันละเอียดอ่อน หมิ่นเหม่ต่อการถูกตีความอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นนี้ การหยิบยกขึ้นมาพิจารณาทันทีทันใด อาจมิใช่ให้ผลร้ายเสมอไป

มัน อาจเป็นผลดีก็ได้ หากรัฐบาลรีบตัดสินใจ ยุติการดำเนินการ โดยยกฎีกานี้เสีย อะไรที่ทำแล้วสังคมไม่สบายใจ ก็อย่าได้ไปแตะต้อง สร้างเงื่อนไข

หากทำได้อย่างนี้ แน่นอนว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากประชาชนอีกมากโข

การรู้จักเสียสละ เป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่มิใช่หรือ!

เรื่องเล่าบ้านสันทรายคลองน้อย : จากหมู่บ้านรักษ์สิ่งแวดล้อมสู่หมู่บ้านเสื้อแดง

ที่มา มติชน



(ที่มา สำนักข่าวประชาธรรม)


เมื่อวันที่ 1 กันยายน ณ ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดเวทีวิชาการ "ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่" โดยนายสืบสกุล กิจนุกร หนึ่งในทีมนักวิจัยของโครงการ "ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทางการเมืองในชนบท" ได้นำเสนอบทความเรื่อง "ประชาธิปไตยชายแดน: ประสบการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่" ซึ่งเว็บไซต์สำนักข่าวประชาธรรมได้ถอดความมาเผยแพร่ดังนี้


ผมมีประเด็นที่อยากจะนำเสนอ 4 ประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง เสนอให้ทำความเข้าใจขบวนการเสื้อแดงในฐานะที่เป็นกระบวนการเรียนรู้ภายใต้บริบทท้องถิ่น


ประเด็นที่สองจะกล่าวถึงเงื่อนไขที่ทำให้คนเสื้อแดงบ้านสันทรายคลองน้อยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวในเขตอำเภอฝาง


ประเด็นที่สามจะอธิบายถึงองค์ประกอบของแกนนำชมรมคนรักฝางแม่อายไชยปราการ ที่ทำให้องค์กรหลักของคนเสื้อแดงบริเวณนี้มีความเข้มแข็ง


ประเด็นสุดท้ายจะพูดถึงกิจกรรมของชมรมคนรักฝางในฐานะที่เป็นรูปแบบการต่อสู้ทางวัฒนธรรม


ขอเสนอให้ทำความเข้าใจการเกิดขึ้นของขบวนการคนเสื้อแดงในฐานะที่เป็น ขบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตย และต้องใส่ใจบริบทท้องถิ่นที่เฉพาะเจาะจงของคนเสื้อแดง คน เสื้อแดงในด้านหนึ่งถูกสร้างขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งพวกเขาก็สร้างตัวเองท่ามกลางกระบวนการต่อสู้เพื่อปรับ เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่


ทุกคนที่อำเภอฝาง แม่อาย และไชยปราการ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ชายแดนและชายขอบอำนาจรัฐ ได้มีการเรียนรู้ประชาธิปไตยผ่านปัญหาในชีวิตประจำวันมาก่อนเข้าร่วมขบวนการ "คนเสื้อแดง" ผลการเรียนรู้ดังกล่าวทำให้พวกเขามีความตื่นตัวสูงในการเข้าร่วมเคลื่อนไหว ในการเมืองระดับชาติ พลิกโฉมหมู่บ้านให้กลายเป็นศูนย์กลางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และได้ก่อรูปความเข้าใจและท้าทายอำนาจนำในสังคมไทยอย่างถึงรากถึงโคน


สันทรายคลองน้อยเป็นหมู่บ้านหนึ่งของคนเสื้อแดงที่มีความเข้มแข็งมาก ที่สุด หมู่บ้านนี้อยู่ในพื้นที่ชายแดนอำเภอฝาง ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการปลูกสร้างสวนส้มโดยธุรกิจการเกษตรซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอนี้ (ฝาง แม่อาย และไชยปราการ) มากกว่าสามแสนไร่


ในปี 2540 ชาวบ้านได้ประท้วงสวนส้ม เนื่องจากผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและการแย่งชิงทรัพยากรส่วนรวมไปใช้ ประโยชน์ บ้านสันทรายคลองน้อยกลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำฝาง ภายใต้การสนับสนุนอย่างแข็งขันจากเอ็นจีโอ และมีหลายหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันเข้าร่วมเป็นสมาชิก


ในปี 2546 รัฐบาลทักษิณตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาหกคณะ แต่อีก 2 ปีต่อมา กลไกดังกล่าวก็ถูกยกเลิกไป เพราะรัฐมนตรีผู้มีอำนาจดูแลรับผิดชอบขณะนั้นให้เหตุผลว่าสวนส้มสร้างมูลค่า ทางเศรษฐกิจมหาศาล


ทุกวันนี้ชาวบ้านก็ยังบ่นเรื่องสารเคมีจากสวนส้ม ผู้ใหญ่บ้านก็ได้แต่คอยประสานงานทางโทรศัพท์ไปยังบริษัทให้ลดปริมาณการใช้ สารเคมีลงไปแต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงจากบริษัทเสมอมา ในขณะที่ชาวบ้านสันทรายคลองน้อยกำลังต่อสู้เพื่อสิทธิในการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติ เราพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงสำคัญในพื้นที่ ชนบทของไทย คือเกิดความหมายใหม่ในการพัฒนาและการเลือกตั้งระดับชาติ กล่าวคือ ในบริบทการปรับโครงสร้างในชนบทหรือความเป็นสมัยใหม่ของเศรษฐกิจชนบทนั้น ความเป็นอยู่ของผู้คนขึ้นอยู่กับเงินทุนและความรู้มากกว่า การถือครองที่ดิน และการผลิตทางการเกษตร ปัจจัยเรื่องเงินทุนและความรู้ได้ผูกโยงอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร ชีวิตของชาวบ้านเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ ซึ่งมันมีทั้งด้านที่เป็นโอกาสและความเสี่ยง รัฐบาลทักษิณที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 ได้มีหลายนโยบายที่ช่วยให้ชาวบ้านสามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตยุคโลกาภิวัตน์ เช่น การเข้าถึงเงินทุน การเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ เป็นต้น


ถึงแม้ว่าชาวบ้านสันทรายคลองน้อยจะให้ความหมายแก่นโยบายเหล่านี้จากมุมมองทางเศรษฐกิจเป็นหลัก หรือเป็นอรรถประโยชน์นิยม แต่ ว่าพวกเขายังตีความนโยบายทักษิณในฐานะที่เป็นอำนาจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน พื้นที่ชนบทที่สามารถเลือกรัฐบาลของตัวเองได้ ซึ่งไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนหน้าที่พรรครัฐบาลไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล


นอกเหนือไปจากความหมายเกี่ยวกับสิทธิทางการ เมืองแล้ว พวกเขายังตระหนักว่าพวกเขามีความรู้ ความสามารถในการจัดการกับเงินทุนของตัวเองได้ ซึ่งมีความแตกต่างจากกลไกการจัดการงบประมาณของรัฐบาลก่อนหน้านี้เป็นอย่าง มาก ที่พวกเขาถูกบังคับให้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ จึงเป็น ที่ชัดเจนว่าการเมืองระดับชาติและชีวิตประจำวันของชาวบ้านเป็นส่วนเติมเต็ม ของกันและกัน ชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจมากขึ้น และนี่เป็นอัตลักษณ์ใหม่ของคนในชนบท


รัฐประหาร 19 กันยาเป็นจุดเปลี่ยนของสำนึกทางการเมืองที่สำคัญของชาวบ้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเข้าร่วมการต้านรัฐประหารโดยทันที กองกำลังทหารที่อยู่ตามชายแดนเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อบังคับหว่านล้อมให้ทุกคน ยอมรับรัฐธรรมนูญปี 2550


พวกเขาเริ่มเห็นความอยุติธรรมทางการเมืองมาก ขึ้น หลังจากนายกรัฐมนตรีนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งมาจากการเลือกตั้งถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง พรรคพลังประชาชนถูกยุบในปีเดียวกัน และพวกเขาก็ผิดหวังเป็นอย่างมากเมื่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกจัดตั้งขึ้นโดยทหารแทนที่รัฐบาลของพวกเขาที่มาจากการเลือกตั้ง


ทั้งนี้เนื่องจากบ้านสันทรายคลองน้อยมีประสบการณ์ในการต่อสู้กับสวน ส้มมาก่อน พวกเขาจึงมีความมั่นใจในการเข้าร่วมการชุมนุมกับคนเสื้อแดงมากกว่าหมู่บ้าน อื่นในละแวกนั้น ประมาณการว่ามีชาวบ้านไม่ น้อยกว่า 100 คน เข้าร่วมชุมนุมแบบสลับกำลังไปมาระหว่างที่บ้านกับที่กรุงเทพฯ ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 และมีชาวบ้านจำนวน 6 คนติดค้างอยู่ในวัดปทุมวนารามระหว่างที่มีการสังหารหมู่เดือนพฤษภาคม 2553


ความเข้มแข็งของชาวบ้านสันทรายคลองน้อยทำให้ชาวบ้านที่อื่นๆ ต่างยกย่องให้หมู่บ้านดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงใน บริเวณนี้


ซึ่งอาจจะกล่าวโดยสรุปว่า ในอดีตที่ผ่านมาชาวบ้านต่อสู้เรื่องสวนส้มเพราะพวกเขาต้องการความเป็นธรรม หรือความยุติธรรม เช่นเดียวกันกับการเข้าร่วมกับขบวนการเสื้อแดงก็เพราะว่าพวกเขาต้องการ ประชาธิปไตย สำหรับชาวบ้านสันทรายคลองน้อยแล้ว ความยุติธรรมกับประชาธิปไตยเป็นสิ่งเดียวกัน


ขณะที่ "ชมรมคนรักฝาง แม่อาย ไชยปราการ" ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการเคลื่อนไหวในพื้นที่และมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อ การเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่นกับระดับชาติ โดยเฉพาะระหว่างการชุมนุมเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 และหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน ถูกก่อตั้งขึ้นหลังรัฐประหาร 2549 โดยมีผู้นำจาก 3 กลุ่มสำคัญที่มีประสบการณ์ทางการเมืองและสถานะทางสังคมที่แตกต่างกัน แต่ว่าก็หนุนเสริมให้องค์กรมีความเข้มแข็ง


กลุ่มแรกคือสหายจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กลุ่มนี้มีประสบการณ์การจัดตั้งองค์กรเคลื่อนไหวชาวนา ในนามสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ในแถบนี้มาก่อน เมื่อเกิดเหตุ 6 ตุลา 19 พวกเขาก็เคลื่อนไหวกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และพื้นที่ฝาง แม่อาย ไชยปราการก็เป็นพื้นที่ที่ขยายงานของพคท.มาก่อน พวกเขาปฏิบัติงานในพื้นที่จนถึงต้นทศวรรษ 2520 หลังจากนั้นพวกเขาก็มีการประชุมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูล พบปะพูดคุยกันโดยตลอดเวลา และแน่นอนว่าพวกเขามีเครือข่ายและความสัมพันธ์ที่ดีกับสหายปีกหนึ่งที่ทำงานกับพรรคเพื่อไทย


สำหรับพวกเขาแล้วการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเช่นอดีตที่ผ่านมา แต่มีสามประเด็นที่แตกต่างกันคือ ประเด็นแรกคือ มีชาวบ้านชนบทจำนวนมากเข้าร่วมการเคลื่อนไหว ประเด็นที่สองชาวบ้านมีความคิดเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนมากกว่าที่พวกเขาคาดคิด และประเด็นสุดท้าย แม้ว่าคนเสื้อแดงบางส่วนถูกฆ่าตาย ขบวนการต่อสู้ก็ยังไม่ยุติ


สำหรับบทบาทของสหายในกลุ่มจะเป็นปัญญาชนของขบวนการ นำการประชุมและวิเคราะห์สถานการณ์ รวมทั้งคอยแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง


ผู้นำกลุ่มที่สอง มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือผู้ประกอบการในท้องถิ่น พวกเขาอาจจะไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองแบบกลุ่มสหาย แต่เขามีทุนทางเศรษฐกิจ พวกเขาเป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและกลางในเมือง พวกเขาเป็นผู้บริจาครายใหญ่ เวลาชมรมฯต้องการระดมทุนกิจกรรม อย่างไรก็ตาม มีนักธุรกิจรายใหญ่คนหนึ่ง หรือจะเรียกว่าเป็นคหบดีท้องถิ่น ที่นอกจากจะร่ำรวยแล้ว ยังมีบารมีสูงเป็นที่ยอมรับและเคารพจากผู้คนเนื่องจากเป็นนักปฏิบัติธรรม บริจาคเงินให้กับวัดหลายแห่ง รวมถึงสนับสนุนเทศกาลและกิจกรรมสาธารณะของหน่วยงานราชการท้องถิ่นด้วยดีตลอด


นอกจากจะบริจาคเงินแล้ว คหบดีผู้นี้ยังอนุญาตให้ใช้บ้านเป็นที่ทำการวิทยุของคนเสื้อแดงแห่งแรกใน พื้นที่ (ออกกระจายเสียงเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2552 ซึ่งจะเน้นการถ่ายทอดสดการชุมนุมจากคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯเป็นหลัก) การตัดสินใจเข้าร่วมเป็นประธานชมรมฯ ของเขา ทำให้ชาวบ้านทั่วไปเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมด้วยมากขึ้น และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น


ผู้นำกลุ่มสุดท้ายของกลุ่มคนรักฝาง แม่อาย ไชยปราการ คือบรรดาข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น พวกเขาเป็นคนที่นี่ หรือย้ายมาทำงานแล้วมีครอบครัวที่นี่ กลุ่มครูเป็นกลุ่มที่มีความกระตือรือร้นมากที่สุด พวกเขาใช้เวลาหลังเลิกเรียนหรือวันหยุดสุดสัปดาห์หรือปิดเทอมเข้าร่วม กิจกรรม ลักษณะร่วมที่โดดเด่นของพวกเขาคือ ทักษะทางอาชีพของพวกเขาเอง อาทิเช่น การจดบันทึก การทำเอกสาร การทำบัญชีการเงิน ตลอดจนการพูดในที่สาธารณะ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมีบทบาทเป็นโฆษกเวทีการชุมนุมระดับท้องถิ่นและเป็นนัก จัดรายการวิทยุ เป็นต้น


แน่นอนว่าชมรมคนรักฝางฯ เติบโตขึ้นมาพร้อมกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในส่วนกลาง แต่ทั้งนี้ชมรมคนรักฝางฯ ได้ระดมทรัพยากร สร้างสรรค์กิจกรรมขึ้นมาเองในเงื่อนไขที่เป็นจริงและสอดคล้องกับท้องถิ่น อาทิเช่น การระดมทุนโดยการจัดผ้าป่า การจัดเลี้ยงโต๊ะจีน และการจัดคอนเสิร์ต เป็นต้น ไม่ ใช่การรอคอยการสนับสนุนจากคนเสื้อแดงส่วนกลาง ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นชมรมคนรักฝางฯ จะไม่มีวันเติบโตและฟื้นตัวได้ภายหลังการสังหารหมู่ที่ราชประสงค์ ซึ่งการต่อสู้ทางการเมืองหลังจากนั้นได้เปลี่ยนไปสู่การต่อสู้ทางวัฒนธรรม มากขึ้น


หลังการสังหารหมู่พฤษภา 53 มี 4 คำถามใหญ่ที่ระอุอยู่ในคนเสื้อแดง คือ ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน ประชาธิปไตยคืออะไร ใครเป็นคนสั่งฆ่า คนเสื้อแดงคือใคร ซึ่งคำถามเหล่านี้พุ่งตรงไปที่ความจริง หรือวัฒนธรรมที่เรามักจะถูกทำให้ลืมความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน สังคมไทยมาโดยตลอด รัฐเชื่อว่าการฆ่า การจับกุมและการสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมืองจะหยุดการเคลื่อนไหวของ กลุ่มคนเสื้อแดงได้ แต่เนื่องจากมีคนเสื้อแดงหลายกลุ่มอยู่ในขบวนการเคลื่อนไหว หนึ่งเดือนหลังจากการปราบปรามจึงมีคนบางกลุ่มกลับไปที่สี่แยกราชประสงค์และ ผูกผ้าสีแดง รำลึกถึงคนที่ถูกเข่นฆ่า ซึ่งเขาไม่ได้เรียกร้องทางการเมืองอะไรเลย เพียงแต่บอกว่าที่นี่มีคนตาย และผมคิดว่าตรงนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการต่อสู้ของคนเสื้อแดงทั่ว ประเทศ


ชมรมคนรักฝางฯ กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในสถานการณ์ใหม่ สำหรับครั้งนี้หัวใจการต่อสู้อยู่ที่การต่อต้านความรุนแรงทางการเมืองและการ ครอบงำอุดมการณ์ของรัฐ ซึ่งพวกเขาได้จัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นมา


กิจกรรมแรก คือ งานบายศรี สู่ขวัญซึ่งเป็นพิธีแบบดั้งเดิมในภาคเหนือเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้กับ หมู่สมาชิก งานนี้จัดขึ้นที่วัดสันทรายคลองน้อยเมื่อเดือนสิงหาคม 2553 มีคนเข้าร่วมประมาณ 1,000 คน นอกจากนี้ยังมีการทำบุญให้คนตาย มีการเผาหุ่นเผด็จการ ซึ่ง กิจกรรมเหล่านี้ช่วยบรรเทาความเศร้าโศก ปลดปล่อยความโกรธ ปลุกความหวัง และแสดงให้เห็นว่า กลุ่มคนเสื้อแดงยังมีชีวิตอยู่ พวกเขายังแสดงให้เห็นเป็นนัยอีกว่า วัดเป็นสถานที่การทำบุญมิใช่เป็นสถานที่สำหรับการเข่นฆ่า เฉกเช่นรัฐบาลทำกับคนเสื้อแดงที่วัดปทุมฯ


กิจกรรมที่สอง คือ การจัดเวทีปราศรัยทางการเมืองโดยนายสุรชัย แซ่ด่าน ที่เดินสายรณรงค์พูดทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านได้เข้าร่วมฟังการอภิปรายสาธารณะในประเด็นที่ นายสุรชัยนำเสนอ และหลังจากนั้น นายสุรชัย แซ่ด่าน ก็ถูกจับกุมและถูกนำตัวไปคุมขังในเรือนจำ


กิจกรรมที่สาม คือ การจัดตั้งสถานีวิทยุที่สันทรายคลองน้อย ที่ย้ายมาจากสถานีเดิม (ที่ตั้งอยู่บนที่ดินของคหบดีท้องถิ่น) ซึ่งสถานีแห่งนั้นถูกสั่งปิดทันทีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เหตุที่เลือกที่นี้ เพราะชมรมคนรักฝางฯ ประเมินแล้วว่าชาวบ้านที่หมู่บ้านนี้มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงเมื่อเทียบ กับหมู่บ้านอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ การจัดเนื้อหาให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมท้องถิ่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีภาษาไทยใหญ่สำหรับพี่น้องแรงงานข้ามชาติ


กิจกรรมที่สี่ คือ การเข้า ร่วมวางพวงมาลาเนื่องในวันเลิกทาสในวันที่ 23 ตุลา 2553 ที่มักจะเป็นรัฐพิธีเท่านั้น แต่ในงานครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สามัญชนเข้าไปร่วมกิจกรรมและตีความหมายใหม่ ให้พิธีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับความหมายของประชาธิปไตยที่เชื่อมโยงกับ ประชาชนมากยิ่งขึ้น มีทั้งการวางพวงมาลา การเดินขบวนรณรงค์ปล่อยตัวนักโทษการเมือง การกระจายอำนาจ รวมถึงรณรงค์ให้ฝางเป็นจังหวัด


กิจกรรมที่ห้า คือ การเฉลิม ฉลองรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 ในขณะที่รัฐไม่ได้มีกิจกรรมหรือพิธีอันใดเลยในวันนี้ แต่สำหรับคนเสื้อแดงแล้วพวกเขารู้ว่า รัฐธรรมนูญเป็นศูนย์กลางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กิจกรรมนี้จัดขึ้นที่สถานีวิทยุมีผู้เข้าร่วมประมาณ 300 คน ซึ่งวันนั้นรายการวิทยุปกติถูกยกเลิก เปลี่ยน เป็นรายการพิเศษเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของรัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตย ภายนอกห้องส่งมีการถ่ายทอดสดการเสวนาที่จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยกลุ่มนิติราษฎร์ในวันเดียวกัน สลับกับการถ่ายทอดบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยเป็นระยะๆ ให้สมาชิกคนเสื้อแดงได้รับชม และในเวลาตอนเย็น มีการรับประทานอาหารร่วมกัน เปิดตัวนักจัดรายการให้ผู้ฟังได้รู้จัก ตัวแทนเสื้อแดงแต่ละพื้นที่ขึ้นแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หลังจากนั้นก็มีการจุดเทียนชัยพร้อมกัน ก่อนจะปิดท้ายด้วยการปล่อยโคมไฟ พร้อมร้องเพลง "ตะโกนบอกฟ้า" ของอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง


กล่าวโดยสรุปแล้ว ขอเสนอว่าเราต้องทำ ความเข้าใจการเกิดขึ้นของคนเสื้อแดงจากบริบทของท้องถิ่นให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันประชาธิปไตยคือการเรียนรู้ ขบวนการเสื้อแดงที่เมืองฝาง แสดงให้เห็นว่าประชาชนเรียนรู้ประชาธิปไตยผ่านการต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ชาวบ้านมีประสบการณ์ต่อสู้กับความเป็นชายขอบของการพัฒนามาก่อนที่จะเป็นคน เสื้อแดง ในขณะที่นักวิชาการเรียกร้องให้ชนชั้นนำยอมรับผลการเลือกตั้งและปรับทัศนคติ ใหม่เกี่ยวกับประชาธิปไตย การเมืองไทยยังอยู่ในมือของชนชั้นนำอยู่หรือไม่ ผมคิดว่าไม่สำคัญตราบที่คนเสื้อแดงยังแสวงหาคำตอบต่อคำถามของพวกเขาที่ถาม ว่า ใครคือคนบงการฆ่า? ประชาธิปไตยคืออะไร? ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน? "คนเสื้อแดง" เป็นใคร?


ใครจะให้คำตอบได้ ? นักวิชาการ ? สื่อ ? กรรมการสิทธิ ? หมอประเวศ ? อานันท์ ? คณิต ? พระไพศาล ? ถามดิน ถามฟ้าใครตอบได้


สำหรับผมไม่มีคำตอบ แต่ผมเสนอว่า "คนเสื้อแดง" รู้คำตอบ และ "ความจริง" มันอยู่ในการต่อสู้ของพวกเขาแล้ว ด้วยเหตุดังนี้ มันทำให้พวกเขาก้าวเข้ามาสู่การนิยามประชาธิปไตยจากชายขอบของสังคมไทย และมันจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร: มนต์เสน่ห์ที่หายไป

ที่มา มติชน



โดย Siam Intelligence Unit

(ที่มา http://www.siamintelligence.com/the-lost-of-yinglucks-charm/)


คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2554


นับถึงวันนี้ก็หนึ่งเดือนเต็มพอดี


การทำงานของรัฐบาลเพื่อไทยในหนึ่งเดือนแรก คงหาวลีไหนมาบรรยายได้ไม่ดีเท่ากับ "กลับสู่ความเป็นจริง"


มหัศจรรย์ "49 วันทำได้จริง" ในช่วงหาเสียง ที่สามารถพลิกโฉมคุณยิ่งลักษณ์จาก Nobody มาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ได้ผ่านพ้นไปหมดแล้ว


สิ่งที่เราเห็นในรอบ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมาสู่ "การเมืองที่แท้จริง" (realpolitik) ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง หรือการแก้ปัญหายากๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างวิกฤตน้ำท่วมรอบใหม่


และการหายไปอย่างสิ้นเชิงของ "มนต์เสน่ห์" ของคุณยิ่งลักษณ์ที่สร้างขึ้นในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง


สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการ "เดี่ยวไมโครโฟน" ของคุณเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และการให้สัมภาษณ์สื่อแบบหลบฉากซ้ำๆ ซากๆ ของคุณยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น "ต้องดูภาพรวม" "ขอเวลาทำงาน" "ว่ากันไปตามผลงาน" "ให้โอกาสทุกคนเท่ากัน"


สภาพการณ์เหล่านี้กำลังจะกลายเป็นหอกที่กลับมาทิ่มแทงคุณยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลเพื่อไทยโดยตรง เพราะสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ "ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย" ต้องการจะเห็น


ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง วาทะเด็ดอันหนึ่งของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่ลอยข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแดนไกล ก็คือ "คุณยิ่งลักษณ์เป็นโคลนนิ่งของผม"


ประโยคนี้เปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทยรุมถล่มปูพรมตามหน้าสื่ออย่างหนัก ด้วยวาทกรรมว่า "เลือกยิ่งลักษณ์ได้ทักษิณ"


ในทางกลับกัน มันก็ช่วยให้ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย กลุ่มที่ยังนิยมคุณทักษิณอยู่ ก็เลือกคุณยิ่งลักษณ์แบบไม่ลังเล ด้วยเหตุผลว่า "เลือกยิ่งลักษณ์ได้ (สไตล์การทำงานแบบ) ทักษิณ" นั่นเอง


แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ 1 เดือนแรกกลับไม่เป็นเช่นนั้น รัฐบาลยิ่งลักษณ์แสดงจุดอ่อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ต่างคนต่างทำงาน ไม่มีความเป็นเอกภาพ และคุณยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่ได้แสดง "ภาวะความเป็นผู้นำ" (leadership) แบบทักษิณให้เห็น


ในด้านหนึ่งเราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับคุณยิ่งลักษณ์ เพราะ "เก้าอี้นายกรัฐมนตรี" ไม่ใช่ของที่จะไขว่คว้ามาได้ง่ายๆ บางคนบ่มเพาะตัวเองมาชั่วชีวิตก็ไม่อาจได้มาครอบครอง แต่คุณยิ่งลักษณ์ที่ไม่มีพื้นเพทางการเมืองเลย กลับต้องมารับภาระนี้แบบไม่คาดฝัน การเตรียมพร้อมคงไม่มากเท่ากับ "นักการเมืองอาชีพ" ที่เตรียมตัวเป็นนายกฯ มาตั้งแต่เด็ก


พรรคเพื่อไทยใช้กลยุทธ์ด้านการสร้างภาพลักษณ์และการประชาสัมพันธ์ตาม ที่ถนัด เสริมจุดแข็งปิดจุดอ่อน ช่วยดันคุณยิ่งลักษณ์ให้เป็นนายกหญิงคนแรกของประเทศได้อย่างมหัศจรรย์ในช่วง การเลือกตั้ง ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้เพราะคนที่กาเลือกพรรคเพื่อไทย "คาดหวัง" ในตัวคุณยิ่งลักษณ์เป็นอย่างมาก


แต่เมื่อเข้าสู่อำนาจ เกมของอำนาจในโลกความเป็นจริงอันโหดร้าย เปลี่ยนไปจากเกมหาเสียงที่พรรคเพื่อไทยเอาชนะมาได้อย่างสิ้นเชิง


คุณยิ่งลักษณ์ต้องเผชิญกับความท้าทายโหดๆ ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ และการบริหารราชการแผ่นดิน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยุทธศาสตร์สร้างภาพ-ประชาสัมพันธ์ที่พรรคเพื่อไทยถนัด ก็ใช้ไม่ได้เลยในเกมใหม่เกมนี้


หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เราสามารถพูดได้เต็มปากว่า คุณยิ่งลักษณ์ล้มเหลวในการบริหารจัดการ "ความคาดหวัง" ของคนไทย และถ้าปล่อยทิ้งไว้ ย่อมมีแต่ผลเสีย


สิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยต้องปรับกลยุทธ์โดยด่วน ก็คือ "ภาพลักษณ์และการบริหารจัดการข่าวสาร" ของรัฐบาล


ตัวคุณยิ่งลักษณ์เองต้องออกมาแสดงภาวะความเป็นผู้นำให้มาก ขึ้น กล้าที่จะฟันธง เป็นผู้นำให้สังคมเห็นว่า การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาล มีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมจึงต้องตัดสินใจเช่นนี้ มีเหตุผลอะไรสนับสนุน ทำแบบนี้แล้วประเทศจะได้อะไร


การออกมาแสดงภาวะผู้นำ ไม่ได้แปลว่าต้องออกมาพูดกับสื่อทุกวัน หรือกล่าวปาฐกถาต่อที่สาธารณะบ่อยๆ แต่แปลว่าการออกมาแต่ละครั้งควรมีความหมาย จับต้องได้ และแสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ


ส่วนคณะรัฐมนตรีเองก็ต้องปรับยุทธศาสตร์การออกสื่อให้ชัดเจน มีทีมงานกลางคอยแจกงาน ควบคุมภาพลักษณ์ให้ไปในโทนเดียวกัน มอบหมายภาระงานให้ทีมโฆษกของรัฐบาลมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐมนตรีบางคนมีบทเด่นแต่เพียงคนเดียว หรือรัฐมนตรีแต่ละคนต่างให้สัมภาษณ์ไปคนละทาง


คุณยิ่งลักษณ์ไม่ควรกลัวเสียงวิจารณ์จากฝ่ายตรงข้าม ในการออกมาแสดงบทบาทความเป็นผู้นำในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะไม่ว่าจะทำอะไร ก็มีเหตุให้วิจารณ์ได้อยู่แล้ว


แต่ถ้าเสียความเชื่อมั่น ทำลายความคาดหวังของฐานเสียงตัวเองที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย เมื่อนั้น รัฐบาลเพื่อไทยก็คงจะอยู่ต่อไปลำบาก

ฎีกา-รื้อคดีแม้ว "รบ.ปู"เล่นกับไฟ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ



สถานการณ์การเมืองปัจจุบันเป็นอย่างที่หลายคนวิเคราะห์วิจารณ์ไว้

ว่าถึงแม้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเป็น "จุดแข็ง" ช่วยให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งถล่มทลายเกินครึ่งสภา

แต่หลังจากนั้นเมื่อพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับกลายเป็น "จุดอ่อน" มากที่สุดของรัฐบาลเพื่อไทย

ไม่ ว่าเรื่องใดก็ตามมีชื่อ"ทักษิณ" เข้ามาเกี่ยวข้อง มักจะถูกเครือข่ายฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนำไปขยายผลทางการเมืองอย่างรวดเร็ว เหมือนไฟลามทุ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องระมัดระวัง

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์และรัฐบาลชุดนี้มีภาพลักษณ์ติดตัวมาตั้งแต่แรกว่า

มี จุดมุ่งหมายสูงสุดในการทวงคืนทรัพย์สมบัติของทักษิณ ซึ่งถูกยึดไปหลังการรัฐประหาร 19 กันยาฯ 49 รวมทั้งการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมช่วยเหลือเดินทางกลับประเทศโดยไม่ต้องติด คุก

ถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะกล่าวย้ำหลาย ครั้งว่า รัฐบาลชุดนี้จะทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนทั้งประเทศ ไม่ทำงานแก้ไขปัญหาเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง

แต่หลังจากรัฐบาลเข้ามาบริหารงานเต็มตัว เพียงแค่ไม่ถึง 2 สัปดาห์นับจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม

กลับมีภาพบางอย่างโยงใยระหว่าง"รัฐบาลยิ่งลักษณ์"กับ"ทักษิณ"สะท้อนออกมาในทิศทางตรงกันข้าม

ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวติดตามความคืบหน้าฎีกาของคนเสื้อแดงจำนวน 3 ล้านชื่อที่ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณ

หรือ การจุดพลุเปิดประเด็นของพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองพิจารณาคำตัดสินคดีซื้อขายที่ดินรัชดาฯ ใหม่

โดยมีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ "สายล่อฟ้า"ประจำรัฐบาลคนล่าสุดออกมา ประสานเสียงขานรับ

พ.อ.อภิวันท์ กับร.ต.อ.เฉลิม ยกแง่มุมที่ว่า กรณีศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี ไม่ใช่คดีทุจริต แต่เป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กฎหมายอาญา

ต่อ มาเมื่อศาลแพ่งตัดสินว่าสัญญาการซื้อขายที่ดิน ระหว่างคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยาของพ.ต.ท.ทักษิณ กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นโมฆะ และให้คืนเงินแก่คุณหญิงพจมาน เท่ากับไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น จึงถือว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการซื้อขายเพราะสัญญาเป็นโมฆะ ตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ตามทั้งหมดเป็นการตีความของทางฝั่งพรรคเพื่อไทย ซึ่งต่อมาได้เป็นหัวข้อถกเถียงกว้างขวางในหมู่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นแย้งทันทีว่า ถึงศาลแพ่งตัดสินให้การซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ แต่ถือว่าการซื้อขายมีการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นจริง จึงไม่สามารถหยิบยกคำพิพากษาศาลแพ่งขึ้นมาหักล้างคำพิพากษาของศาลฎีกาฯได้

พร้อมกันนั้นยังขยายผลโจมตีทางการเมืองข้อหาเดิมๆ คือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์มุ่งทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือทักษิณให้พ้นผิด

นอกจากนี้ยังตอกย้ำว่า การเปิดประเด็น ขอให้ศาลฎีกาฯ รื้อคดีที่ดินรัชดาฯขึ้นมาวินิจฉัยใหม่

คือ"แผน สอง" ต่อเนื่องจาก"แผนแรก"กรณีคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวทวงถามความคืบหน้าการยื่นถวาย ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ที่ถูก"ดอง"ไว้นานกว่า 2 ปีในยุค"รัฐบาลอภิสิทธิ์"เรืองอำนาจ

อย่างไรก็ตามกรณี"ฎีกาแดง" รัฐบาลพยา ยามชี้แจงว่าเป็นการสานต่อตามขั้นตอนปกติ ไม่ได้เกิดจากการเร่งรัดด้วยวิธีพิเศษ

สอดรับกับการที่พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง

สั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย นักวิชาการ อัยการ ศาล และอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นหลัก

ทำ หน้าที่กลั่นกรองตรวจสอบข้อเท็จจริงการยื่นถวายฎีกาดังกล่าว ให้ทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมาย และจารีตประเพณีการปฏิบัติ โดยไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะต้องดำเนินการให้เสร็จเมื่อใด

อย่างไรก็ตามวิธีการของพล.ต.อ.ประชา ถึงจะช่วยลดแรงเสียดทานจากสังคมภายนอกได้ส่วนหนึ่ง

แต่ ด้านหนึ่งก็ฉายให้เห็นถึง กลยุทธ์ของฝ่ายตรงข้าม ที่พร้อมนำเรื่องที่เกี่ยวพันกับการช่วยเหลือทักษิณ ซึ่งมีทั้งเรื่องจริง เรื่องไม่จริง และเรื่องที่ยังคลุมเครือ

อย่างเช่น การคืนพาสปอร์ตแดง การถอนหมายจับของตำรวจสากล หรือการเดินทางเข้ากัมพูชา เป็นต้น มาขยายผลโจมตีได้ตลอดเวลา

ในจังหวะที่รัฐบาลเองก็มีปัญหาเต็มไม้เต็มมือให้ต้องเร่งรีบแก้ไข

ด่วนที่สุดตอนนี้ คือการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม น้ำป่า ดินโคลนถล่มที่กลืนชีวิตประชาชนไปแล้วเกือบ 80 ราย

ปัญหา เศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านที่ยังแก้ไขเห็นผลไม่ชัดเจน การโยกย้ายข้าราชการที่สังคมเริ่มเคลือบแคลงสงสัยว่า มีอะไรนอกเหนือจากเหตุผล"เพื่อความเหมาะสม"หรือไม่

ทุกอย่างเป็นปม ท้าทายรัฐบาลและนายกฯหญิงที่เคยขอเวลาพิสูจน์ผลงานใน 3 เดือน 6 เดือน ในสถานการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่เห็นความจำเป็นว่ารัฐบาลต้องเร่งช่วยเหลือทักษิณใน เวลานี้

อีกทั้งล่าสุดตามสัญญาณที่ส่งผ่านมาจากแดนไกล ก็ไม่ได้แสดงอาการปลาบปลื้มใจกับแผนหนึ่ง-แผนสอง ที่คนในรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย พยายามทำเพื่อเอาใจสักเท่าไหร่

หาก ย้อนกลับไปตอนพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งใหม่ๆ แม้ทักษิณจะโผล่หน้าออกสื่อไทยสื่อเทศไม่เว้นวัน ด้วยเพราะเก็บอาการสะใจในชัยชนะไว้ไม่อยู่

แต่พอตั้งสติได้ทักษิณก็ รู้ดีว่า ตัวเองคือเงื่อนไขสำคัญหากต้องการให้ประเทศชาติเกิดความปรองดองเดินหน้าต่อ ไปได้ และที่สำคัญคือ ถ้าหากตนเองอยู่ต่างประเทศนานเท่าไหร่ พรรคเพื่อไทยก็อยู่เป็นรัฐบาลนานเท่านั้น

สิ่งที่รัฐบาลควรทำตอนนี้ จึงเป็นเรื่องการเดินหน้าสร้างผลงานให้ประชาชนได้ประจักษ์อย่างน้อยภายใน 6 เดือนตามที่เคยขอไว้ เมื่อรัฐบาลตั้งหลักได้มั่นคงแล้ว

ถึงเวลานั้นค่อยมาว่ากันเรื่อง "ของร้อน" อีกที

ใบตองแห้งออนไลน์: ยิ่งเหลิม ยิ่งเละ

ที่มา ประชาไท

ยังไม่เห็นรายชื่อ” “ยังไม่ได้ศึกษารายละเอียด” “ยังไม่ชัดเจน” รวมทั้งยังไม่ตอบ

นั่นคือคำพูดที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆ จากปากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา นับแต่เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

ซึ่งก็ตามมาด้วยคำวิจารณ์ว่า ยังไม่เด่น ประชาชนยังไม่มั่นใจ ฯลฯ และคำถามว่าเมื่อไหร่ยิ่งลักษณ์จะกล้าพูดกล้าตอบกล้าตัดสินใจเสียที

ขณะที่คนพูดคนตัดสินใจคนเป็นข่าวรายวัน กลับเป็นเฉลิม ซึ่งในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ประกาศอย่างเปิดเผยว่าเลือกพรรคเพื่อไทย ผมก็เขียนลงบล็อกในเว็บไซต์ Voice TV ไปแล้วว่า “เลือกยิ่งลักษณ์ได้ออเหลิม” (http://www.voicetv.co.th/blog/513.html อาจจะมีคนได้อ่านไม่มาก ขอเชื่อมลิงก์ให้อ่านหน่อย)

คือผมจำได้แม่นว่าตอนที่พรรคเพื่อไทยหาเสียง ผมไม่เคยเห็นขุนศึกฝั่งธนออกมาแสดงบทบาท ประกาศนโยบาย ออกรายการโทรทัศน์ หรือไปดีเบตที่ไหนๆ ไม่เคยมีภาพ 33 ภาพ 31 ภาพ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ไหงหลังตั้งรัฐบาล เพียง 10 กว่าวันหลังแถลงนโยบาย ออเหลิมกลับกลายเป็นข่าวรายวัน และเป็นข่าวในทางลบกับรัฐบาลเสียด้วย

ฉะนั้นถ้าจะตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่าเป็นรัฐบาล “ยิ่งเหลิม 1” ก็คงไม่ผิด ทั้งๆ ที่ถ้าบอกก่อนว่าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลแล้วจะตั้งออเหลิมเป็นรองนายกฯ คุมตำรวจ คะแนนเสียงอาจหดหายไปกว่านี้

ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าผมคัดค้านการย้ายข้าราชการ ย้ายเลขา สมช. ย้าย ผบ.ตร. รัฐบาลมีอำนาจเต็มอยู่แล้ว แต่ต้องทำอย่างมีเหตุผล และทำให้ “เนียน” หน่อย สมมติเช่น รัฐบาลประกาศย้ายผู้เกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 เพื่อความสะดวกในการสอบสวนข้อเท็จจริงของ คอป.หรือรัฐบาลประกาศตรงๆ ว่าถวิล เปลี่ยนศรี ขึ้นมาดำรงตำแหน่งด้วยอำนาจการเมือง ที่ย้าย พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา ออกไปเมื่อ 2 ปีก่อน ฉะนั้นก็ต้องไปด้วยการเมืองเหมือนกัน เด้งซะ แล้วค่อยหาคนมาเป็น เลขา สมช.ใหม่

แต่นี่มันไม่ใช่อย่างนั้น ภาพมันกลายเป็นรัฐบาลต้องการเด้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เพื่อดัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ แล้วหาที่ให้ลงไม่ได้ มองมามองไปก็มาเจอถวิล เปลี่ยนศรี ที่ “กล้ามเล็ก” หน่อย ภาพทางการเมืองจึงออกว่าถวิลกลายเป็นแพะ บูชายัญเพื่อเพรียวพันธ์

ขณะที่ข้าราชการซึ่งคาดกันไว้แล้วว่าจะโดนย้าย อย่างธาริต เพ็งดิษฐ์ กลับไม่ถูกแตะ ถูกตั้งข้อกังขาว่าธาริตเป็นนก 2 หัวอีกต่างหาก เพราะไปจับผิดการสรรหา กสทช.

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายทหาร ซึ่งสืบทอดอำนาจรัฐประหาร ก็ยังลอยนวลกันอยู่ แถมยังหัวร่อกลิ้งที่รัฐบาลไร้น้ำยา (ถึงขนาดฉีกหน้านายกฯ ไม่ไปร่วมงานแถลงยุทธศาสตร์ชาติของ วปอ.)

แน่นอนเราพูดได้ว่า ฝ่ายแค้นอย่างประชาธิปัตย์และสื่อกระแสหลัก จับจ้องเล่นงานรัฐบาลอยู่แล้ว แต่รัฐบาลก็เปิดคางให้เขาถลุง เรื่องแบบนี้ ความมีเหตุผลและวิธีการที่ “เนียน” เป็นสิ่งสำคัญ เพราะดูอย่างการโยกย้ายปลัดมหาดไทย ไม่มีใครวิจารณ์ได้ เพราะเห็นกันอยู่ว่ารัฐบาลที่ผ่านมายำกระทรวงมหาดไทยเสียเละ มีข่าวอื้อฉาวเรื่องทุจริตและฟ้องร้องกันอุตลุด การจะเด้งปลัดแล้วตั้งพระนาย สุวรรณรัฐ ซึ่งอาวุโสเหนือกว่ามาเป็น จึงไม่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์

แต่สำหรับคุณพ่อโต้งหนุ่มชาย ชีวิตนี้คงไม่เคยรู้ว่าคำว่า “เนียน” มีอยู่ในพจนานุกรม

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลก็ไปยุ่งแต่กับเรื่องของทักษิณ ตั้งแต่ทักษิณไปญี่ปุ่น ทักษิณจะไปเขมร เดี๋ยวก็ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษทักษิณ เดี๋ยวก็จะยื่นศาลฎีกาทบทวนคดีที่ดินรัชดาใหม่

ผมเนี่ยยืนยันมาตลอดว่าทักษิณไม่ผิด หรือถ้าผิดก็เป็นความผิดทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ควรลงโทษทางอาญา “ไม่ ทุจริตแต่ติดคุก” (แถมยังมาจากการสอบสวนของ คตส.ที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร อ้างว่าประกอบด้วยบุคคลผู้ซื่อสัตย์สุจริต ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง แล้วไง ปปช.ชี้มูลความผิด “นางเอก” ไปแล้ว แต่สื่อส่วนใหญ่เอาไปซุกไว้เป็นข่าวหน้าในซะอย่างงั้น)

เพียงแต่การจะทำอะไรก็ต้องอดทนอดกลั้น มีขั้นตอนกันหน่อยสิครับ มีลำดับก่อนหลัง ไม่ใช่เป็นรัฐบาลขึ้นมา ยังไม่ได้ทำอะไรให้ประชาชนเลย ก็จะเอาทั้งยิ่งลักษณ์ ทั้งทักษิณ ทั้งเพรียวพันธ์ มันไม่มากไปหน่อยหรือ

ประชาชนต้องมาก่อน

ยืมสโลแกน ปชป.ซึ่งเอาเข้าจริง ประชาชนตายก่อน

รัฐบาลต้องคำนึงว่า ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยมาเพื่ออะไร หนึ่ง เพื่อให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง สอง สำหรับมวลชนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย ซึ่งเป็นฐานเสียงหลัก ก็คือเพื่อคืนความยุติธรรม และคืนความเป็นประชาธิปไตย

นี่คือยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลต้องจัดวางลำดับขั้นตอนไปสู่สัญญาประชาคมให้ได้

แต่ตอนนี้รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากลดราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีแต่กลับถูกโจมตีเละเทะ สาเหตุหนึ่งก็เพราะรัฐบาลเองทำให้สับสนด้วย

รัฐบาลเข้ามาก็เจอปัญหาน้ำท่วม ยิ่งลักษณ์เดินสายเยี่ยมประชาชน “บาง ระกำโมเดล” “อุดรโมเดล” แต่เอาเข้าจริงยังไม่มีงบประมาณลงไปถึง และยังทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง น้ำก็ท่วมหนักขึ้น และทำท่าจะว่าหนักกว่าปีที่แล้ว หนักที่สุดในรอบหลายปี

เพียงโชคดี ที่รัฐบาลยังไม่กินเกาเหลากับสรยุทธ์ และครอบครัวข่าว 3 ไม่งั้นก็เละเหมือนอภิสิทธิ์

รัฐบาลประกาศนโยบายค่าแรง 300 เงินเดือน 15,000 จำนำข้าว 15,000 แต่พอถูกทักท้วงก็เป๋ ทำท่าจะไปไม่เป็น เหมือนไม่มีความแน่นอนในนโยบาย ล่าสุด รมว.คลังจะให้ตั้งกองทุนมั่งคั่ง พอศิษย์หลวงตาบัวค้านก็พับฐาน ตกลงมันดีหรือไม่ดี ต้องว่ากัน อย่าไปฟังแต่ศิษย์หลวงตา รำคาญ บริจาคทองคำหน่อยเดียว ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของทุนสำรองทั้งประเทศ คำว่าบริจาคก็คือสละ ไม่ใช่ยึดติด ตัวกูของกู

พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 ทั่วประเทศ รัฐมนตรีแรงงานกลับบอกว่าจะใช้นโยบายนำร่องใน 7 จังหวัดก่อน ทำอย่างนี้ก็ฉิบหายสิครับ ที่เหลืออีก 70 จังหวัดเขาไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยหรือ

นโยบายใดที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงและทันที คุณจะมาทำเฉพาะพื้นที่ไม่ได้ เหมือนนโยบาย 30 บาท ก็มีคนค้านว่าให้ทดลองก่อน แต่รัฐบาลไทยรักไทยทำทันที ทำพร้อมกันทั้งประเทศ เพราะการให้สิทธิ “30 บาทรักษาทุกโรค” ต้องเป็นสิทธิที่เท่าเทียม ไม่ใช่คนจังหวัดหนึ่งได้ คนอีกจังหวัดไม่ได้

อย่างว่า ผมไม่เชื่อว่าเผดิมชัย สะสมทรัพย์ จะมานั่ง brainstorm กำหนดนโยบายค่าแรง 300 บาท คนคิดนโยบายไม่ได้เข้ามาทำ แต่คนทำกลับมาจากระบบโควตาการเมืองเก่าเจ้าพ่อท้องถิ่น

เมื่อพูดถึงการคืนความยุติธรรม และความเป็นประชาธิปไตย แน่นอน ทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม เพรียวพันธ์ไม่ได้รับความยุติธรรม แต่คุณทำให้ประชาชนก่อนได้ไหม รัฐบาลเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกงสี รู้จักอดทนอดกลั้นบ้าง ต่อให้ไม่ย้ายวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ตำรวจก็ไปออหน้าห้องเพรียวพันธ์อยู่ดี วิเชียรอยู่ไปก็เป็นแค่เจว็ดเท่านั้น

รัฐบาลต้องคืนความยุติธรรมให้มวลชนเสื้อแดงที่ถูกปราบปรามจับกุมคุมขัง ก่อน ต้องดูแลมวลชนและครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งเท่าที่ทราบ จนบัดนี้ก็ยังดูแลไม่ทั่วถึง บางคนออกจากคุก ถูกยึดรถยึดเครื่องมือทำมาหากิน เป็นหนี้สินล้นพ้น ในเรื่องการสอบสวนข้อเท็จจริง ก็ไม่ควรจะทำแค่โยนให้ คอป.ซึ่งไม่ควรไว้วางใจมากนัก แถมโยนให้แล้วจนบัดนี้รัฐบาลก็ยังไม่เข้าไปช่วยเข้าไปเสริมอะไรซักอย่าง

รัฐบาลนี้มาจากชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนเสื้อแดง การตอบแทนมวลชนกับการตั้งแกนนำ นปช.เป็นที่ปรึกษาเป็นเลขารัฐมนตรีเป็นคนละเรื่องกัน แน่นอน เราไม่ยอมรับการโจมตีของฝ่ายแค้นและสื่อ ที่ต่อต้านคนเสื้อแดงไม่ให้รับตำแหน่ง (พวกสลิ่มบางรายโพสต์ลงเฟซบุคว่า ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน ก็แหงอยู่แล้ว ประชาธิปไตยเป็นของขี้ครอกนี่หว่า แท็กซี่จะเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีคมนาคมไม่ได้หรือ ต้องให้พ่อค้าหรือขุนนางเป็นเท่านั้นหรือ)

แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงว่ารัฐบาลมีหน้าที่เข้ามาบริหารเพื่อประชาชน การตั้งคนต้องดูความเหมาะสม ความสามารถ ที่จะเข้ามาเสริมประสิทธิภาพ สมมติเช่น ถ้ารัฐบาลจะตั้ง บก.ลายจุด แห่งมูลนิธิกระจกเงา เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีพัฒนาสังคม ใครก็คัดค้านไม่ได้ เพราะมีความเหมาะสมไม่ว่าเป็นสีอะไร

ถ้าใครไม่มีความเหมาะสม ก็ตอบแทนเขาอย่างอื่น ให้เขาทำหน้าที่อื่น กรณีนี้เป็นภาพสะท้อนของความสับสนทางยุทธศาสตร์ ที่ไม่เข้าใจว่าจะต้องแยกบทบาท ระหว่างรัฐบาล รัฐสภา พรรคเพื่อไทย และขบวนเสื้อแดง

การตั้งแกนนำ นปช.ให้มีตำแหน่ง เท่าที่ทราบยังทำให้เกิดความแตกแยก ทะเลาะเบาะแว้ง คนที่ไม่ได้ตำแหน่งก็น้อยเนื้อต่ำใจ ต้องเข้าใจว่าเสื้อแดงไม่ใช่มีเฉพาะ นปช. เสื้อแดงมีหลายกลุ่ม ในแต่ละจังหวัดมีการรวมตัวกัน 2-3-4-5 กลุ่ม เพียงแต่เมื่อนัดชุมนุมเขาก็มารวมตัวกัน คนที่บอกว่าเป็นแกนนำไม่ได้ตัวแทนของมวลชนทั้งหมด

มวลชนเสื้อแดงไม่ได้มีเฉพาะ นปช.ที่เป็นสายตรงพรรคเพื่อไทย มวลชนจำนวนไม่น้อยเขามากันเอง มาต่อสู้ด้วยความสมัครใจ เอารถมาเอง เดินเท้ามาเอง ขึ้นรถเมล์รถแท็กซี่มาเอง หลังพฤษภา 53 ที่แกนนำ นปช.ถูกจับ ก็เกิด “แกนนอน” มวลชนต่อสู้ด้วยตัวของเขาเอง “แกนนอน” ในพื้นที่จำนวนไม่น้อย เข้มแข็งยิ่งกว่าแกนนำ นปช.หรือผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย

แต่ใครอยู่ใกล้นายใหญ่ ใครอยู่ใกล้พรรค ใครเป็นหัวคะแนน ใครเป็น organizer จัดงาน event คนนั้นก็ได้ “ทรัพยากร” ได้รับการปูนบำเหน็จ เป็นเช่นนี้มาตลอด ไม่ว่าแพ้หรือชนะ

ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ว่ามวลชนหรือ “แกนนอน” ต้องการบำเหน็จรางวัลอะไร สิ่งที่เขาต้องการคือความช่วยเหลือและความยุติธรรมให้กับพี่น้องที่ถูกเข่น ฆ่าจับกุมคุมขัง สิ่งที่เขาต้องการคือการได้ประชาธิปไตยคืนมา สิ่งที่เขาต้องการคือรัฐบาลที่บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาชัยชนะของประชาชน สิ่งที่เขาต้องการคือการให้สิทธิเสรีภาพ แก่วิทยุชุมชน เว็บไซต์ สื่อที่เป็นปากเสียงของมวลชน สิ่งที่เขาต้องการคือนโยบายที่จะเสริมสร้างเศรษฐฐานะให้แก่คนชนบท

ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลทำในสิ่งที่ควรทำ ต่อให้โพลล์ สื่อ ฝ่ายแค้น รุมกระหน่ำโจมตี มวลชนก็พร้อมจะปกป้อง เช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ต้องฟังเสียงวิจารณ์ว่าจะสร้างความแตกแยก เร็วไป ยังไม่ต้องรีบทำตอนนี้ แก้ปัญหาปากท้องก่อน ฯลฯ เพียงต้องชี้แจงให้เคลียร์ ประกาศให้ชัด เป็นที่เข้าใจทั่วกันว่าจะแก้ไขโดย สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง และต้องผ่านการลงประชามติ พวกเมริงอย่ามากล่าวหาว่าแก้เพื่อใคร ไม่เห็นด้วยก็มาโต้เถียงกันด้วยเหตุผล ไม่อยากให้แก้ก็เชิญเคลื่อนไหวคัดค้าน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ (วันก่อนฟังมาร์คบอกว่า ปชป.จะเดินหน้าเชิดชูเสรีประชาธิปไตยแล้วฮาศาสตร์ โธ่ ไอ้ ม.7)

พท.ไม่ใช่ ทรท.

ปัญหาของพรรคเพื่อไทยคือไม่ได้มีประสิทธิภาพและไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งเหมือนพรรคไทยรักไทยในอดีต

พรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544 เปรียบเหมือนบริษัทในตลาดหุ้น บริหารแบบทุนโลกาภิวัตน์ มีทักษิณเป็น CEO ที่ กล้าคิดกล้าพูดกล้าทำ แม้มีจุดอ่อนของการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คนคนเดียว แต่ทำให้การบริหารในระยะเริ่มแรกมีประสิทธิภาพ ฉับไว รัฐบาลเข้ามาอย่างมีนโยบายและแผนที่ศึกษาไว้เป็นระบบ มียุทธศาสตร์ยุทธวิธี มีขั้นตอน ลงมือทำทันที และมีอะไรใหม่ๆ มานำกระแสและทิศทางข่าวเสมอ รวมทั้งมีศัพท์ใหม่ๆ เช่น บูรณาการ เวิร์คช็อป

พรรคเพื่อไทยเป็นคนละเรื่อง เปรียบเหมือนบริษัทที่ถูกโจร 19 กันยาปล้นจนเจ๊งแล้วยกกงสีมาตั้งร้านขายของเก่า ไม่มี CEO ไม่ มีแผนงาน ไม่มียุทธศาสตร์ยุทธวิธี มีแต่พวกปากเก่งรายวัน และร่วมด้วยช่วยกันวุ่น สิ่งเดียวที่ก้าวหน้าในเวลา 1 ทศวรรษ คือความเข้มแข็งของมวลชน แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ใช่พรรคของมวลชน แม้ชนะมาด้วยมวลชน ผู้กุมอำนาจยังเป็นกงสีตระกูลชินวัตร กับอาเสี่ยอาเฮียการเมืองเก่า

นี่เป็นสิ่งที่ผู้รักประชาธิปไตยมองเห็นอยู่แล้ว เราไม่ได้ฝากความหวังกับพรรคเพื่อไทย แต่เรามีความหวังกับความเข้มแข็งของมวลชน

เพียงแต่ก็ไม่คิดว่าแค่หลังแถลงนโยบาย 10 กว่าวัน มันจะย่ำแย่เร็วขนาดนี้ คงต้องเริ่มมองไปข้างหน้าว่าทำอย่างไรจะรักษาความเข้มแข็งของมวลชน ของพลังประชาธิปไตย ไม่ให้เสื่อมโทรมไปหากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยพังหรือพ่ายแพ้

แน่นอนว่าเราจำเป็นต้องสนับสนุนรัฐบาลต่อไป แต่ก็ต้องควบคู่กับการวิพากษ์วิจารณ์ แยกบทบาทออกมาให้ชัด อะไรที่รัฐบาลทำถูกต้อง ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย ต้องให้การปกป้อง แต่อะไรที่ทำไม่เข้าท่า เลอะเทอะ เอาพวกตัวเองก่อน ก็ต้องด่ากันแรงๆ เพื่อไม่ให้นักการเมืองกเฬวรากทำลายชัยชนะของประชาชน

รัฐบาลจะต้องตั้งหลักให้ได้ โอเค ที่เด้งแล้วก็แล้วไป แต่ต้องหันมาทุ่มเททำงานเพื่อประชาชน ทั้งการแก้ปัญหาน้ำท่วมและเดินหน้านโยบายที่หาเสียงไว้อย่างเด็ดเดี่ยว อะไรที่ทำได้ทำไม่ได้ (เช่นจำนำข้าวที่มีคนค้านเยอะ แม้แต่ ดร.โกร่ง ปรีดิยาธร หรือ อ.วิโรจน์ ณ ระนอง ซึ่งเป็นคนในฝ่ายประชาธิปไตย) ก็ต้องสรุปให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการเมือง เตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ยิ่งลักษณ์จะต้องแสดงความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ซึ่งผมเชื่อว่าเธอมี ไม่ใช่เป็นแค่คุณหนูไฮโซวางท่าโพสต์ภาพสวยๆ (ถ้ามีแค่นั้นจริงๆ ก็จบเห่) เพียงแต่เมื่อน้องเล็กเข้ามาเป็นผู้จัดการกงสี พี่ชาย พี่สาว พี่สะใภ้ ต้องไม่เข้ามายุ่มย่ามก้าวก่าย จนทำให้เสียความมั่นใจ ปล่อยให้เธอตัดสินใจเอง

ยิ่งลักษณ์จะต้องมีอำนาจสั่งการรัฐมนตรี ไม่ใช่คนนี้เป็นคนของพี่ชาย พี่สาว พี่สะใภ้ วิ่งข้ามสายสัมพันธ์ขวางไม่ขึ้นต่ออำนาจบังคับบัญชา ผมไม่รู้ว่ายิ่งลักษณ์รู้เห็นกับแผนเด้ง ผบ.ตร.หรือเปล่า แต่สมมติไม่รู้เห็น ไม่เห็นด้วย ก็คงพูดไม่ออก เพราะออเหลิมทำเพื่อรับใช้พี่สะใภ้ ทำได้แล้วก็ยิ่งฮึกเหิม มีปลอกคอ แล้วจะบังคับบัญชากันอย่างไร

ยิ่งลักษณ์จะต้องมีทีมงานด้านยุทธศาสตร์ หรือทีมที่ปรึกษา ที่ขึ้นตรงกับนายกฯ อย่างที่บอกว่าจะตั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ไม่ต้องตั้งเป็นทางการก็ได้ แต่มีทีมที่กำหนดทิศทางว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้จะเอาอย่างไร สร้างความมั่นใจให้การตัดสินใจแต่ละเรื่อง และสร้างความเป็นเอกภาพในพรรค ไม่ใช่คนนั้นไปทาง คนนี้ไปทาง ร่วมด้วยช่วยกันวุ่น (นักการเมืองพรรคเพื่อไทยไม่เคยเข้าใจสื่อ ไม่รู้ทันสื่อ คุณพูดไปเถอะ พูดยาวเหยียด 2 ชั่วโมง แต่สื่อเอาแค่คำเดียวที่เป็นประเด็นเชิงลบ)

รัฐบาลเข้ามาแบกภาระหนัก แต่ไม่ใช่ทำให้ตัวเองหนักยิ่งขึ้น อันตรายยังมีอยู่รอบด้าน ทั้งภัยคุกคามจากอำมาตย์และพวกสลิ่ม ปัญหาเศรษฐกิจก็ทำท่าจะแย่ เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังจะเข้าสู่วิกฤติอีกรอบ ที่อาจรุนแรงกว่าวิกฤติซับไพรม์

รัฐบาลต้องยึดมั่นในฐานเสียงของตน คือคนยากคนจนคนชนบท ที่ต้องการลืมตาอ้าปาก และต้องการสิทธิเสรีภาพ ฉะนั้นในทางเศรษฐกิจต้องมุ่งแก้ปัญหาปากท้อง ไม่จำกัดเฉพาะนโยบายที่ประกาศตอนหาเสียง คิดอะไรใหม่ๆ ได้ต้องรีบทำ ถ้าไม่มีสมองก็ต้องหาคนช่วยคิด

ในทางการเมือง ก็ไม่ใช่แค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องกระจายอำนาจ กระจายสิทธิเสรีภาพ ให้มากที่สุด สนับสนุนการสร้างสื่อของมวลชน ทั้งวิทยุชุมชน เว็บไซต์ ทีวีดาวเทียม เชื่อมต่อโครงข่ายอินเตอร์เน็ตไฮสปีดลงไปถึงทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ แล้วก็ยกเลิกเสียเถอะ พรบ.คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เข้ามาแล้วก็ท่องคาถาตาม ปชป.ตามพวกสลิ่ม ว่าจะเข้มงวดกวดขันปิดเว็บไซต์ ต้องยืนยันว่าถ้าผิดกฎหมายก็ปิด แต่ถ้าไม่มีคำสั่งศาลจะละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนไม่ได้

อันตรายจากรัฐประหารยังคงมีอยู่ แม้พวกทหารไม่สามารถทำรัฐประหารแบบเดิมๆ ได้อีก ก็อาจแปรรูปแปรวิธีการมาโค่นล้มรัฐบาล ผู้ที่จะปกป้องประชาธิปไตยมีแต่มวลชน ฉะนั้นต้องเร่งส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของมวลชน โดยไม่จำกัดว่าสีเหลืองสีแดง (แต่ต้องสร้างความเท่าเทียม แบบพวกที่อ้างปฏิรูปเอาเงินภาษี 600 ล้านไปใช้ เอาเงิน สสส.ไปใช้ ต้องตัดให้หมด)

กล่าวสำหรับมวลชนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย ต้องวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แยกบทบาทจากพรรคเพื่อไทย แน่นอนว่าเราสนับสนุนรัฐบาล แต่ไม่ใช่เดินตามรัฐบาลหรือไว้วางใจรัฐบาลเสียทุกอย่าง บางอย่างต้องเดินนำ เช่นการต่อสู้เรื่องสิทธิประชาธิปไตย การเรียกร้องเรื่องมาตรา 112 กฎหมายความมั่นคง กฎหมายคอมพิวเตอร์ ตลอดจนการกระจายอำนาจ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่วมกันได้ทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง) บางอย่างก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์ เช่นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคคล ความเลอะเทอะ เหลวไหล ไร้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ตลอดจนการหาผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแน่

เราต้องปกป้องรัฐบาลจากรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ และการให้ร้ายป้ายสีของสื่อ นักวิชาการ ที่มี agenda แต่ไม่ใช่ปกป้องกันจนไม่ลืมหูลืมตา ทำอะไรก็เห็นถูกไปหมด

เพราะเราไม่ใช่สลิ่ม เรามีเหตุผล เหตุผลและหลักการประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่จะทำให้เสื้อแดงต่างจากเสื้อเหลือง

ใบตองแห้ง

10 ก.ย.54

ยิงถล่ม “ทัศน์กมล โอบอ้อม” ผู้ประสานเครือข่ายกระเหรี่ยงแก่งกระจานดับคารถ

ที่มา ประชาไท

วันที่ 10 ก.ย.2554 ประมาณ 18.00 น. เกิดเหตุยิงกันบนถนนเพชรเกษม หมู่ 6 ต.ถ้ำลงค์ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ชื่อนายทัศน์กมล โอบอ้อม ซึ่งเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายชาวกะเหรี่ยงไทย-พม่า และอดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย

นายทัศน์กมล ถูกยิงขณะขับรถยนต์กลับจากเล่นฟุตบอลใน อ.ท่ายาง ขณะเกิดเหตุมีรถยนต์วิ่งประกบและระดมยิงเข้าใส่ จนรถเสียหลักพุ่งข้ามคูน้ำกลางถนนข้ามฝั่งไปชนกับต้นไม้

เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์รายงานว่า ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ยี่ห้อ จิ๊ปเชอโรกี สีบรอนซ์-ทอง ทะเบียน ภย 4754 กทม. ที่ตัวรถด้านขวาพบรอยกระสุนปืนไม่ทราบขนาดกว่า 10 แห่ง กระจกประตูหน้าข้างคนขับแตกละเอียด ภายในรถพบศพนายทัศน์กมล โอบอ้อม อายุ 55 ปี ในสภาพถูกยิงที่ศีรษะและหัวไหล่ขวาหลายนัด จนเสียชีวิตคาพวงมาลัยรถ ห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ไกลพบหัวกระสุนปืนขนาด 11 มม. ตกอยู่จำนวน 1 นัด

นายทัศน์กมล เป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับชาวกะเหรี่ยงป่าตะวันตกบริเวณชายแดน ไทย-พม่า และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการประสานระหว่างชาวกะเหรี่ยงป่าแก่งกระจานกับ หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ และมีบทบาทเป็นผู้ประสานให้มีการปล่อยตัวตำรวจตระเวนชายแดน 4 นายที่ถูกจับกุมตัวในฝั่งพม่าในปี 2535

ล่าสุดนายทัศน์กมล พยายามเข้าไปสำรวจพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อมูลช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยงที่ถูก อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเผาไล่ที่ กระทั่งเป็นเหตุให้ทางผู้บริหารอุทยานแก่งกระจาน อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติและระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ออกประกาศห้ามนายทัศน์กมลเข้าเขตอุทยานแก่งกระจานฐานสร้างความปั่นป่วนและ อุปสรรคในการพัฒนาชนกลุ่มน้อย

แหล่งข่าวในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ปรกตินายทัศน์กมลมักเดินทางไปเล่นฟุตบอลในตอนเย็น และชอบเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว ก่อนเกิดเหตุมีผู้เตือนนายทัศน์กมลให้ระวังตัว แต่ก็ถูกประกบยิงเสียชีวิตในที่สุด

ยิงถล่ม “ทัศน์กมล โอบอ้อม” ผู้ประสานเครือข่ายกระเหรี่ยงแก่งกระจานดับคารถ
ทัศน์กมล โอบอ้อม

สืบพยานโจทก์คดีผอ.ประชาไท เผยผู้ว่าเชียงใหม่แจ้งเบาะแสข้อความหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

สอบพยานฝ่ายโจทก์วันสุดท้าย พล.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร เจ้าหน้าที่กองปราบปรามฯ เผย ได้รับแจ้งเบาะแสข้อความหมิ่นในเว็บไซต์ประชาไทดอทคอม จาก ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เมื่อสามปีก่อน พร้อมยืนยัน การดำเนินคดีทำตามหน้าที่ มิได้หวังผลทางการเมือง

9 ก.ย. 54 – เวลา 9.30 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 910 ศาลอาญา รัชดา ศาลออกนั่งบัลลังก์สืบพยานโจทก์ คดีหมายเลขดํา อ.1167/2553 ที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการและผู้ดูแลเว็บบอร์ดประชาไท เป็นจำเลยในความผิดตามมาตรา 14 และ 15 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กรณีมีผู้โพสต์ข้อความในเว็บบอร์ดที่เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายดังกล่าว

จากการสอบพยานโจทก์ปากสุดท้าย พล.ต.ท. บุญเลิศ กัลยาณมิตร พนักงานสอบสวน กองกับกำการ 5 จากกองบังคับการปราบปราม ผู้เป็นพนักงานเจ้าของคดี เบิกความว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับแจ้งเบาะแสจากหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2551 ว่าเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ประชาไท มีข้อความหมิ่นเบื้องสูง

ทั้งนี้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับ 10 (ชช.) ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ปัจจุบัน ม.ล.ปนัดดา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

ต่อมา พยานได้รับแจ้งจาก เจ้าหน้าที่สืบสวนจากกระทรวงเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ (กระทรวงไอซีที) ว่ามีลิงก์ยูอาร์แอลจำนวนหลายร้อยแห่งที่มีข้อความหมิ่นเบื้องสูง จากการตรวจสอบ พบว่า มีข้อความดังกล่าวอยู่ในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ประชาไทจำนวน 9 แห่ง

จากการสอบพยาน พล.ต.ท.บุญเลิศยอมรับว่า นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างดี โดยให้ไอพีแอดเดรสของผู้ที่โพสต์ข้อความหมิ่นแก่เจ้าหน้าที่สอบสวน และได้ลบข้อความที่หมิ่นเบื้องสูงออก ตามที่ได้รับคำเตือนจากเจ้าหน้าที่กองปราบปรามฯ ในทันที อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า การที่ข้อความดังกล่าวอยู่ในเว็บไซต์ของประชาไทดอทคอม เป็นเวลา 11 วัน ถือว่ามีเจตนาตรงกับการกระทำความผิดที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

หลังการสอบพยานเสร็จสิ้น พล.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร เปิดเผยถึงสาเหตุที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล มิได้มาให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวนและชั้นศาลว่า ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เพียงแค่แจ้งเบาะแสการกระทำผิดแก่ตำรวจเท่านั้น แต่มิได้ยื่นเอกสารฟ้องอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

นอกจากนี้ เขาระบุว่า ไม่ได้มีใครอยากทำคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือกฎหมายอาญามาตรา 112 พร้อมยืนยันว่า การดำเนินคดีกับ น.ส.จีรนุช ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองเรื่องสีหรือฝ่าย และไม่ได้เลือกปฏิบัติแต่อย่างใด เพียงแต่ดำเนินการตามความผิดที่บัญญัติไว้ตามกฎหมายเท่านั้น

อนึ่ง ในวันที่ 20-21 ก.ย. 2554 ศาลนัดสืบพยานฝ่ายจำเลยและจำเลย ทั้งหมดรวม 3 ปาก โดยในวันที่ 20 ก.ย. จะมีการเบิกความ นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ประชาไทดอทคอม และ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการมูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาชุมชน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ส่วนในวันที่ 21 ก.ย. จะเบิกความนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท และจำเลยในคดีดังกล่าว

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐

มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบาง ส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการ ก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)(๒)(๓) หรือ (๔)

มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔

ข่าวค่ำDNN 10-9-54

ที่มา Asia Update

เรียกร้องรัฐ ตรวจสอบการทำงาน ไทยพีบีเอส


สัมภาษณ์ซ:”สุนัย จุลพงศธร” มุมมองต่อสถานีไทยพีบีเอส


นายกรัฐมนตรีเยือนบรูไนฯ


ปชป.ชี้รัฐบาล ยังไม่ได้ทำงานตามนโยบาย


เตรียมรื้อคดีที่ดินรัชดาฯ


นายกฯ ยัน ย้ายเลขาฯ สมช.ตามความเหมาะสม


รัฐบาลทำตามหน้าที่ขับเคลื่อนถวายฎีกาฯ


นายกฯ เตรียมเยือนกัมพูชาหาช่อง “ราตรี-วีระ”


“เพรียวพันธ์” ตั้ง ฉก.18 ชุดป้องกันยาเสพติด


นายกฯ สั่งรมต.ประจำสำนักฯ ลงพื้นที่ดินถล่ม


Related posts:

  1. ข่าวค่ำDNN 13-8-54
  2. ข่าวค่ำDNN 15-8-54
  3. ข่าวค่ำDNN 22-8-54
  4. ข่าวค่ำDNN 30-8-54
  5. ข่าวค่ำDNN 1-9-54