WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 12, 2011

แก๊งลิ้มแชมป์สื่อเอียง ธีระ-กนกลิ่วคุกคามประชาชน นักข่าวต้องมีใบอนุญาต-เลิกเป็นทาสเผด็จการ

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 กันยายน 2554

สำรวจพบสื่อลิ้มแชมป์เอียง ธีระ-กนกที่1คุกคามประชาชน ค่ายมติชนมีเครดิตกว่าหมอวิชัย ถึงคิวนักข่าวต้องมีใบอนุญาตเลิกเป็นทาสเผด็จการ

ในสัปดาห์ก่อนไทยอีนิวส์ได้จัดทำแบบสำรวจเกี่ยวกับสื่อหลายหัวข้อ โดยท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ตอบแบบสอบถาม มีผลการสำรวจเป็นดังนี้
พาดหัวและภาพตกแต่งหน้าปกของ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ฉบับ ล่าสุด โดยค่ายนี้นิยมนำภาพตกแต่งทำนองนี้ลงเรื่อยๆแล้วก็ปผลิตซ้ำ จนสาวกแยกเรื่องจริงกับเรื่องตกแต่งขึ้นไม่ออกมาในระยะหลายปีมานี้ แต่ก็ไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆในทางกฎหมาย และไม่เคยมีการลงโทษใดๆจากสภาการหนังสือพิมพ์ หรือสมาคมสื่อ(อ่านเรื่อง:ครั้งแรกก็ว่าเลวแล้ว ครั้งที่2ต้องเรียกว่าสันดาน)

1.สื่อค่ายไหนลำเอียงที่สุด ค่ายลิ้มแชมป์-โล้นรั้งรอง (ให้เลือกคำตอบได้หลายข้อ)มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้นมี2787 ราย

-ผู้จัดการ-ASTV จำนวน 2004 (71%)
-เครือเนชั่น 1466 ราย (52%)
-ช่อง7 จำนวน 457 ราย (16%)
-เดลินิวส์ 466 (16%)
-แนวหน้า 453 (16%)
-ไทยโพสต์ 446 (16%)
-TNEWS 411 (14%)
-ช่อง3 จำนวน 370 (13%)
-บางกอกโพสต์-โพสต์ทูเดย์ 332 (11%)
-ไทยรัฐ 122 (4%)
-มติชน-ข่าวสด 86 (3%)
-ASIA UPDATE 65 (2%)
-โลกวันนี้ 36 (1%)
-อื่นๆ 36 (1%)

พาดหัวคมชัดลึกในเครือเนชั่น

2.สื่อคนไหน?คุกคามประชาชนที่สุด-ธีระ+กนกนำลิ่ว ลิ้มหล่นที่2 (เลือกคำตอบได้หลายข้อ) มีผู้ตอบแบบสอบถาม 2853 ราย ผลสำรวจเป็นดังนี้

-ธีระ+กนก เนชั่น 1511 (52%)
-สนธิลิ้ม+ASTV 1144 (40%)
-เจิมศักดิ์-เสรี 1198 (41%)
-สมจิตต์ นักข่าว 7 สี 723 (25%)
-ผู้แทน3สมาคมสื่อ 706 (24%)
-สนธิญาณTNEWS 623 (21%)
-สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา 517 (18%)
-อื่นๆ 88 (3%)

3.ข่าวสด+มติชนVSหมอวิชัย+สภานสพ.ใครถูก?ใครผิด?-คะแนนหมอวิชัย+สภาการต่ำน่าใจหาย มีผู้ตอบแบบสอบถาม 1710 ราย(เลือกคำตอบได้ขช้อเดียว)ผลสำรวจเป็นดังนี้

-มติชน+ข่าวสดถูก หมอวิขัย+สภาการนสพ.ผิด 1490 (87%)
-ไม่มีข้อมูลพอจะชี้ผิด-ถูกได้ 99 (5%)
-หมอวิชัย+สภาการนสพ.ถูก มติชน+ข่าวสดผิด 64 (3%)
-พอๆกัน 57 (3%)


4.ต้องปฏิรูปสื่อด้านใดบ้าง?-ให้นักข่าวต้องมีใบอนุญาต เลิกเข้าข้างเผด็จการ มีผู้ตอบแบบสำรวจ 1523 ราย(เลือกคำตอบได้หลายข้อ) ผลสำรวจเป็นดังนี้

-ผู้สื่อข่าวต้องสอบและมีใบอนุญาต ต่อใบอนุญาต เพิกถอนใบอนุญาตหากทำผิดแบบวิชาชีพอื่น 726 (47%)
-ห้ามสมคบเผด็จการ ต่อต้านประชาธิปไตย ห้ามตั้งม็อบไล่รัฐบาลประชาชนเลือกมา 674 (44%)
-ห้ามสื่อมีตำแหน่งการเมือง ที่ปรึกษาการเมือง ธุรกิจ พีอาร์ จัดอีเว้นต์ ที่ปรึกษาตำรวจ ทหาร บ่อน ซ่องฯลฯ 430 (28%)
-ห้ามนายทุนสื่อรับเงินสินบน รับสัมปทานคลื่น รับโฆษณาต้องโปร่งใส ชี้แจงต่อสาธารณชนเรื่องรายรับ-จ่ายแบบนักการเมือง
395 (25%)
-ไม่ต้องปฏิรูป ห้ามแตะต้องสื่อ เดี๋ยวเป็นการคุกคามสื่อ 48 (3%)
-อื่นๆ 39 (2%)

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-ธิดาจัดหนักสื่อโดนทุกค่าย:ใกล้บ้าแล้วให้มันอาฆาตแค้นไปเถิดเขาโกรธจัดที่ฝ่ายประชาชนได้รับชัยชนะ

อภัยโทษชงร้อนๆ 3จชต.ขอด้วย

ที่มา Thai E-News


โดย ปาแด งา มูกอ
11 กันยายน 2554

ถูกต้องและขอร่วมด้วย ครับ !!!! สมศักดิ์ เจียมฯ:อย่าดำเนินการเรื่องอภัยโทษเลยครับ จะทำให้ระบบกฎหมายเสียหายในระยะยาว

มาคราวนี้ผมต้องขอสนับสนุนข้อคิดเห็นของท่านอาจารย์สมศักดิ์ เจียมฯอย่างเต็มร้อย ข้อคิดเห็นและเหตุผลถูกต้องทุกอย่าง ควรที่พลังมวลชนคนเสื้อแดงทั่วโลก และรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ฯ ต้องร่วมกันพิจารณาตรึกตรองอย่างรอบคอบ ถึงผลได้ผลเสียในประเด็นที่อาจารย์สมศักดิ์ฯแนะนำ

มิฉะนั้นพวกเรามวลชนคนเสื้อแดงและรัฐบาลอาจจะสะดุดขาตัวเองได้

พูดถึงเรื่อง “อภัยโทษ” ทางจังหวัดชายแดนใต้ก็มีเรื่องดังกล่าวผุดขึ้นมาเหมือนกัน แต่เป็นการผุดที่เกิดจากข้อคิดเห็นของ แม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบัน (พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ )

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจและทำความรู้จักกับเรื่องที่กำลังฮอทอยู่ในขณะนี้ ว่า มันมีที่มาที่ไปอย่างไรในเรื่องของการ “นิรโทษกรรม, ล้างมลทิน, อภัยโทษ”

“นิรโทษกรรม” คือ “เสมือนไม่เคยทำความผิดเลย” ขอโดยรัฐสภา ออกเป็นพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม การขอนิรโทษกรรมทำได้ทุกขั้นตอนของคดีความ โดยไม่จำเป็นคดีต้องสิ้นสุดก่อน

“ล้างมลทิน” ออกเป็นพระราชบัญญัติ ใช้กับข้าราชการที่กระทำความผิดทางวินัย

“อภัยโทษ” อภัยโทษโดยพระมหากษัตริย์เท่านั้น และมีคำพิพากษาศาลฎีกา พิพากษาเป็นเด็ดขาด การอภัยโทษเป็นการลดโทษ จากมากไปน้อย

การพระราชทานอภัยโทษ หมายถึง การพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แก่ผู้ต้องโทษประเภทต่าง ๆ ให้ได้รับการปล่อยตัวหรือลดโทษ โดยมีทั้งการพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลแก่ผู้ต้องโทษซึ่งทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานพระมหากรุณาขึ้นมาและในรูปของการพระราชทานอภัยโทษเป็น การทั่วไป ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการเสนอให้มีการพระราชทานอภัยโทษ

ผลของการพระราชทานอภัยโทษตามกฎหมาย อาจแยกพิจารณาได้เป็นสองกรณี คือ กรณีที่มีการพระราชทานอภัย โทษเด็ดขาดปราศจากเงื่อนไข กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้บังคับโทษนั้น กล่าวคือ ถึงแม้จะมีการบังคับโทษไปบ้างแล้ว ก็ต้องหยุดการบังคับโทษนั้นทันทีส่วนกรณีการอภัยโทษเป็นแต่เพียงเปลี่ยนโทษ หนักเป็นเบา หรือลดโทษเท่านั้น

ถ้ายังมีโทษหลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษให้เปลี่ยนเป็นเบา หรือลดโทษแล้วยังเหลืออยู่ ตามกฎหมายก็ให้บังคับเฉพาะโทษที่ยังเหลือนั้นต่อไป จนกว่าจะครบกำหนดโทษตามคำพิพากษาของศาล

เมื่อทราบถึงความเป็นมาของการ “นิรโทษกรรม, ล้างมลทิน, อภัยโทษ” แล้ว ก็มาเข้าเรื่อง “อภัยโทษ” ของปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ กันดูบ้าง เพื่อจะได้เห็น ประเทศไทยเราในปัจจุบัน มันโคตรที่จะมีปัญหามากมายเสียจริงๆ

แม่ทัพภาค 4 เสนอแนวทางดับไฟใต้ "อภัยโทษ"ผู้หลงผิดคดีความมั่นคง!!

พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ความไม่สงบในขณะนี้ มีสาเหตุจาก “ภัยแทรกซ้อน” คือกลุ่มอิทธิพลมืด ค้ายาเสพติด น้ำเถื่อน และสินค้าเถื่อน มากถึง 80% ส่วนสาเหตุจากการแบ่งแยกดินแดนจริงๆ มีเพียง 20% เท่านั้น

โดยกลุ่มอิทธิพลเถื่อนใช้เงินจ้างกลุ่มติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ มีอุดมการณ์ “ญิฮาด” (ทำสงครามและพร้อมพลีชีพเพื่อศาสนา) ให้ก่อเหตุรุนแรงรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะลอบวางระเบิด เพื่อให้เจ้าหน้าที่พะวงหรือเทกำลังไปยังจุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการเปิดทางหรือเปิดพื้นที่อีกหลายๆ จุดที่เป็นเส้นทางขนถ่ายยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย

“เรามีหลักฐานการโอนเงินจากกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมายไปยังบัญชีของกลุ่มที่อยู่ ในโครงสร้างของขบวนการแบ่งแยกดินแดน เมื่อผมได้ข้อมูลตรงนี้ ผมก็สั่งจับหมด ทำให้มีการก่อเหตุระเบิดตอบโต้บ่อยครั้งในระยะหลัง” แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุ

สำหรับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง 20% ที่เป็นระดับปฏิบัติการจริงๆ ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนนั้น พล.ท.อุดมชัย กล่าวว่า จริงๆ แล้วมีไม่มากนัก ตัวเลขล่าสุดน่าจะไม่เกิน 7 พันคน โดยพื้นที่ก่อเหตุจะวนเวียนอยู่ในราว 12 อำเภอจาก 33 อำเภอ (เฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากรวม 4 อำเภอของ จ.สงขลาด้วยจะเป็น 37 อำเภอ) และหมู่บ้านที่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการซึ่งเรียกว่า “หมู่บ้านที่มีอำนาจซ้อนอำนาจรัฐ” มีอยู่ 309 หมู่บ้านจาก 2 พันหมู่บ้าน

จากข้อมูลดังกล่าวนำมาสู่การสังเคราะห์ และกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาของฝ่ายทหารใน 2 มิติ คือ

1.จัดการกับกลุ่มอิทธิพลเถื่อนและผู้ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ด้วยการประสานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินคดีและยึดทรัพย์ขบวนการเหล่านี้ เพื่อหยุดวงจรธุรกิจเถื่อนและตัดเส้นทางเงินสนับสนุนกลุ่มก่อความไม่สงบ

2.จัดการกับกลุ่มติดอาวุธและแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยใช้นโยบาย “อภัยโทษ” เพื่อให้เกิดผลทางจิตวิทยาดึงคนเหล่านั้นให้เข้ามอบตัวกับทางราชการ

พล.ท.อุดมชัย ชี้ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงซึ่งมีอยู่ 20% ไม่ใช่อาชญากรโดยสันดาน แต่ถูกปลูกฝังความเชื่อผิดๆ ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และศาสนา ทำให้จับอาวุธขึ้นมาสู้กับรัฐ ฉะนั้นจึงเสนอให้ “อภัยโทษ” กับคนกลุ่มนี้ ขณะเดียวกันก็เยียวยาผู้เสียหายจากสถานการณ์ความไม่สงบทุกคนทุกกลุ่ม โดยให้ฝ่ายทหารรับผิดชอบดูแลทั้งกระบวนการ

แนวทาง “อภัยโทษ” ของแม่ทัพภาคที่ 4 ใช้หลักการเดียวกับมาตรา 17 สัตต ของพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 25 ลงวันที่ 17 ต.ค.2519) ซึ่งเลิกใช้ไปแล้ว และคล้ายคลึงกับคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ซึ่งทำให้คนที่เข้าป่าจับปืนสู้กับรัฐออกมามอบตัวเป็นจำนวนมาก (เพราะได้รับการยกเว้นความผิด) และแก้ไขปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ได้อย่างเบ็ดเสร็จในที่สุด

ประเด็นดังกล่าว อดีต แม่ทัพภาค 4 พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาคที่ 4 ก็เสนอแนวทางให้รัฐบาลรื้อฟื้นมาตรการตามมาตรา 17 สัตต แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2543 กลับมาบังคับใช้ใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบที่หลงผิดเข้ามอบตัวกับทางการ

ซึ่งข้อเสนอดังกล่าว พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ก็เห็นด้วย แต่ต้องศึกษาในรายละเอียดต่อไป
มาตรา 17 สัตต ที่ว่านี่คืออะไร

มาตรา 17 สัตต อยู่ใน " พระราชบัญญัติ ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495 " ซึ่งประกาศใช้เมื่อ วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495

มาตรา 17สัตต ในกรณีที่มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าพนักงาน สอบสวนเห็นว่า ผู้ต้องหาคนใดได้กระทำความผิดดังกล่าวเพราะหลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ มีเหตุที่ไม่สมควรดำเนินคดีกับผู้ต้องหาคนใด ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนสำหรับผู้ต้องหาคนนั้น พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีเขตอำนาจ เหนือท้องที่ที่มีการสอบสวน

ถ้าผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ตามวรรคหนึ่ง เห็นชอบ ด้วยกับความเห็นของพนักงานสอบสวน ว่าไม่สมควรดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ให้ผู้อำนวยการป้องกัน การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ต้องหาปฏิบัติแทนการถูกฟ้อง คดี

โดยให้ผู้ต้องหาดังกล่าวเข้ารับการอบรม ณ สถานที่ที่กำหนดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน และจะกำหนดเงื่อนไข ให้มารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นครั้งคราวตามที่กำหนด ภายหลังการอบรมแล้วด้วยก็ได้ แต่จะกำหนดระยะเวลาที่ให้มารายงานตัวเกินหนึ่งปีไม่ได้การกำหนดเงื่อนไขให้ ผู้ต้องหาปฏิบัติแทนการฟ้องคดีตามวรรคสอง จะกระทำได้ ต่อเมื่อผู้ต้องหายินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว และเมื่อผู้ต้องหาได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว จะฟ้องผู้ต้องหาสำหรับการกระทำที่ต้องหานั้นอีกไม่ได้ "

( มาตรา 17 สัตต เพิ่มความโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 25 ลงวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2519)หากจะบอกกันตรงๆว่าแนวคิดนี่ดีหรือไม่ บอกว่าดีครับ...แต่ถามว่าในทางปฎิบัติ ใช้ได้แค่ไหนเท่านั้นครับ

พล.ท.อุดมชัย บอกว่า สาเหตุที่ต้องการประกาศนโยบาย “อภัยโทษ” ก็เพื่อให้เกิดผลสะเทือนทางจิตวิทยาในวงกว้าง เนื่องจากกระบวนการตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากเกินไป หลังจากประกาศใช้มาระยะหนึ่งในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา และ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ปรากฏว่ามีผู้เข้ามอบตัวกับรัฐเพียง 4 คนเท่านั้น

อย่างไรก็ดี แนวทาง “อภัยโทษ” ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่ามีความพร้อม และยินดีให้ตั้งคณะกรรมการจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลการดำเนินงานของ ฝ่ายทหารนั้น ปรากฏว่ายังไม่เคยเสนอต่อรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ฉะนั้นเรื่องนี้จึงจะเป็นข้อมูลสำคัญที่แม่ทัพภาคที่ 4 เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ตัดสินใจด้วย

เป็นยังไงครับ ประเทศไทยเรามันโคตรที่จะมีปัญหามากมายเสียจริงๆ ไหมครับ ดังนั้นพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าท่านจะอยู่ฝ่ายไหน ข้างใด สีอะไร ยากดีมีจนแค่ไหน มียศฐาบรรดาศักดิ์เพียงใด ท่านก็จะต้องพบกับโคตรปัญหาเหล่านี้ร่วมกันและเท่าเทียมกัน

ไม่ว่าอ้ายอีหน้าไหนก็ตาม......

พิษณุโลกเฝ้าระวังแม่น้ำน่านล้นตลิ่ง หลังระดับน้ำทุบสถิติสูงสุดในรอบ 16 ปี

ที่มา มติชน

สถานการณ์น้ำท่วมในจ.พิษณุโลกเมื่อวันที่ 11 ก.ย. พบว่ายังมีพื้นที่ 3 อำเภอที่ยังประสบภัย คือ อ.วังทอง อ.บางระกำ และอ.เมืองพิษณุโลก นอกจากนี้ปริมาณน้ำของแม่น้ำน่านช่วงไหลผ่านเมืองพิษณุโลกอยู่ในสถานการณ์ น่าห่วงเป็นอย่างมาก ระดับน้ำแม่น้ำน่าน วัดที่เชิงสะพานเอกาทศรถ อ.เมืองพิษณุโลก เวลา 06.00 น. วันที่ 11 ก.ย. อยู่ที่ 10.52 เมตร ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดนับแต่น้ำท่วมใหญ่เมืองพิษณุโลกเมื่อเดือน 28 ก.ย. 2538

อย่างไรก็ตามแนวโน้มระดับน้ำในแม่น้ำน่านช่วงไหลผ่านเมืองพิษณุโลกจะยัง คงเพิ่มระดับสูงขึ้นอีก 5-10 เซนติเมตรในเย็นวันที่ 11 ก.ย.นี้ เมื่อปริมาณน้ำจากอ.น้ำปาด และคลองตรอน จ.อุตรดิตถ์ไหลมาสมทบเพิ่ม

นายบรรดิษฐ์ อินต๊ะ ผอ.โครงการชลประทานจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า สถานการณ์แม่น้ำน่านช่วงไหลผ่านเมืองพิษณุโลกน่าเป็นห่วงอย่างมาก ระดับน้ำได้เพิ่มสูงสุดทำลายสถิติเมื่อปี 2538 ไปแล้ว เนื่องจากน้ำฝนที่ตกหนักมากในเขต จ.อุตรดิตถ์ โดยแม่น้ำน่านช่วงไหลผ่านเมืองพิษณุโลกที่เพิ่มสูงขึ้นมาจากน้ำฝนที่ตกท้าย เขื่อนในอ.น้ำปาด อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ คาดว่าน้ำก้อนใหญ่จะมาถึงเมืองพิษณุโลกในช่วงเย็นวันที่ 11 ก.ย. และส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่านช่วงเมืองพิษณุโลกอยู่ที่ 10.60-10.65 เมตร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพยายามป้องกันไม่ให้ล้นตลิ่งในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก

ทั้งนี้ เมืองพิษณุโลกได้เฝ้าระวังวิกฤตแม่น้ำน่านล้นตลิ่งมาตลอดเดือน ส.ค. 2554 เทศบาล ชลประทาน จังหวัด กองทัพและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ทำแนวป้องกัน สูบน้ำออก และบริหารจัดการน้ำไม่ให้ท่วมเขตเศรษฐกิจจังหวัดพิษณุโลก ตลอดช่วงพายุไหหม่าและนกเต็น แม่น้ำน่านทำสถิติสูงสุดอยู่ที่ 10.39 เมตร แต่ในเขตเทศบาลยังไม่ได้รับผลกระทบ

มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก มอบสิ่งของพระราชทานผู้ประสบอุทกภัยที่จังหวัดชัยนาท

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่บริเวณสำนักงานเทศบาลตำบลตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายอภัย จันทนจุลกะ รองประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นำสิ่งของพระราชทาน จำนวน 800 ชุด ไปมอบให้กับราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่ ตำบลตลุก และ ตำบลหาดอาษา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เพื่อบำรุงขวัญ กำลังใจ และช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ แก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัย โดยพี่น้องประชาชนชาวบ้านตำบลตลุกและชาวบ้านตำบลหาดอาษา มีความปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่พระราชทานเครื่องอุปโภค บริโภค ในการบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น


สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ได้รับผลกระทบจากร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพัดผ่าน ทำให้มีฝนตกชุกติดต่อกันหลายวัน ประกอบกับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงไม่สามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้ ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรและที่พักอาศัยของราษฎรได้รับความเสียหาย ซึ่งจังหวัดได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ จำนวน 5 อำเภอ 23 ตำบล 124 หมู่บ้าน 1 เทศบาลเมือง 10 ชุมชน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน จำนวน 8,822 ครัวเรือน 24,629 คน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 28,625 ไร่ ถนนเสียหาย จำนวน 3 สาย วัดได้รับผลกระทบ จำนวน 18 วัด และโรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอนไปแล้ว จำนวน 17 โรงเรียน

ผบ.ทบ.ย้ำช่วยเหยื่อน้ำท่วมเต็มที่ หลังประสานนายกฯเคลียร์งบประมาณ

ที่มา มติชน



วันที่11ก.ย. พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวภายหลังการประชุม "พลังแผ่นดิน เอาชนะยาเสพติด" ถึงการเข้าช่วยเหลือน้ำท่วมว่า นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงถึงความรวดเร็วในการเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะที่ อ.น้ำปาด ซึ่งตนได้เรียนกับนายกรัฐมนตรีว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงหลาโหมได้สั่งการตนมาตลอดว่า ขอให้หน่วยทหารในพื้นที่ได้เข้าไปดูแลก่อน ขณะที่ในหมู่บ้านที่ดินโคลนถล่ม จ.อุตรดิตถ์นั้น มีประมาณ 300 ครัวเรือน และได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 3 เข้าไปดูแลแล้ว และเป็นหน่วยงานแรกที่เข้าไปช่วยเหลือ ทั้งนี้ ได้นำเรียนนายกรัฐมนตรีในเรื่องงบประมาณต่างๆ ที่มีปัญหาบ้างเล็กน้อยในการประสานกับส่วนราชการอื่นๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็รับปากว่าจะสั่งการให้เรียบร้อยขึ้น


สำหรับแนวทางในการค้นหาผู้สูญหายว่าเป็นไปได้มีมากน้อยแค่ไหน นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คิดว่าน้ำบางพื้นที่ยังเชี่ยวอยู่มาก โดยเฉพาะพื้นที่ที่เรือล่มทำให้มีการบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่วนทหารที่เสียชีวิต 1 นาย ปรากฏว่าใส่ชูชีพและมีความระมัดระวังเต็มที่แล้ว แต่กระแสน้ำแรงและมีน้ำวนทำให้ดูดลงไปข้างล่าง ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ตนจึงย้ำเตือนไปว่า อย่าให้เกิดกรณีเช่นนี้เด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นประชาชน ทหาร และเจ้าหน้าที่ไปช่วย ทุกคนจะต้องปลอดภัย

นายกฯ เป็นประธานพิธีเปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด

ที่มา มติชน



เมื่อวันที่ 11 กันยายน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

"ยิ่งลักษณ์" อ้างยังไม่ได้ดูโผทหาร-ปัดสั่งการเร่งถวายฎีกาช่วย "ทักษิณ"

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 11 กันยายน ที่กองการบินกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปี 2554 ว่า ยังไม่ได้เข้าไปทำงานเลย เดี๋ยวคงต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จ เพื่อเตรียมทูลเกล้าฯต่อไป ส่วนกรณีการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่า ยังไม่มีการสั่งการแต่อย่างใด

"ยิ่งลักษณ์"ยึด 6 แนวทาง"ทักษิณ"ปราบยาเสพติด ตั้งเป้าลดปัญหาใน 1 ปี


เมื่อวันที่ 11 กันยายน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ผลโพลหลายสำนักระบุว่าอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติดเร่งด่วน เพราะมีการเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขปี 2550 มีผู้เสพ 490,000 ราย แต่กลับเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าในอีก 4 ปี รัฐบาลจึงถือเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยต้องลดปริมาณปัญหาให้ได้ภายใน 1 ปี ที่ทุกฝ่ายต้องทำงานแบบบูรณาการ เพื่อลดความรุนเเรงให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์

"ปัจจัยที่เคยทำมาสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 6 ประการ คือ 1.ยึดพื้นที่เป็นฐาน เพื่อแบ่งพื้นที่ดูแลสอดส่อง 2.มอบบทบาทความรับผิดชอบร่วม 3.เชื่อมระบบข้อมูลผู้ค้าและกลุ่มเสี่ยงจากอำเภอและจังหวัดมายังส่วนกลาง 4.แยกกลุ่มผู้เสพที่บำบัดได้ 300,000 ราย 5.กำหนดกลไกการทำงานของศูนย์อำนวยการที่สั่งการไปยังภูมิภาค และ 6.มีเจ้าภาพที่ชัดเจน นั้นรัฐบาลนี้จะนำผลโพลมาประมวลและประยุกต์เข้ากับแผนปฏิบัติการครั้งนี้ โดยมี 6 ประการ คือ 1.เสริมสร้างพลังแผ่นดินฯ เน้นชุมชนและหมู่บ้านที่ต้องนำพลังจากทุกภาคส่วนและน้อมนำพระราชเสาวนีย์ฯ เป็นหลักปฏิบัติมาประมวล 2.การแก้ปัญหาผู้เสพ โดยถือหลักผู้เสพคือผู้ป่วย" นายกฯกล่าว

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวต่อว่า 3.การป้องกันพื้นที่กลุ่มเสี่ยง โดยจะมองพื้นที่จาก 8 หมื่นกว่าชุมชนให้เหลือ 6 หมื่นชุมชน 4.การปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดและผู้ทรงอิทธิพลที่ยึดหลักนิติธรรม มาตรการทางกฎหมายต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม 5.ส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศและชายแดนในการป้องกัน ป้องปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติและนำสารตั้งต้นเข้ามาในประเทศ และ 6.ดึงผู้ป่วย 4 กว่าแสนรายมารักษา

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดเป้าหมายเอาไว้ 6 ประการ คือ 1.ลดปัญหายาเสพติดและสร้างความเข้มแข็งให้กับ 6 หมื่นชุมชนเพื่อลดความต้องการยาเสพติดในตลาดทันที 2.กำหนดให้มีศูนย์อำนวยการระดับชาติจากส่วนกลาง คือศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศพส.) ทำงานร่วม จากกระทรวง จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแนวชายแดน 3.จัดโครงสร้างอำนาจหน้าที่ การให้คุณและโทษกับเจ้าหน้าที่ 4.ยึดพื้นที่และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายและทุกภาคส่วน โดยถือเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน 5.ขอให้ ป.ป.ส.ทำหน้าที่เร่งรัดอำนวยการสนับสนุน ศพส. 6.ขอให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณลงไปให้ทุกระดับเพื่อ ให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะการประกาศเจตนารมณ์ครั้งนี้เป็นวาระของชาติที่แท้จริง

"เฉลิม" คง "ปส.315" ใช้ช่วยปราบยาเสพติด อ้างคำ "สุรยุทธ์" ยัน "รบ.แม้ว" ไม่เคยฆ่าตัดตอน

ที่มา มติชน

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 กันยายน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศพส. กล่าวในพิธีเปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ว่า รัฐบาลตั้งทาร์เก็ตเอาไว้ว่า 1 ปี จะลดยาเสพติดให้ได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะกวาดล้างยาเสพติดให้หมดสิ้นไปเลย ดังนั้น ตนตั้งใจว่าประการแรกจะต้องลดปริมาณยาเสพติดและกลุ่มเสี่ยงให้ได้ โดยเฉพาะในสถานบริการ ล่าสุดก็ได้พูดคุยกับเลขา ป.ป.ส.และกลั่นแนวคิดแนวทางเอาไว้แล้ว ที่สำคัญคือจะให้มีการคงหน่วยงาน ปส.315 ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพราะมีความจำเป็นจะต้องเอาไว้ช่วยงานเรื่องยาเสพติด เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้มีความรู้ ความสามารถ นอกจากนี้หน่วยงานอย่างกรมราชทัณฑ์จะต้องเอาจริงเอาจัง เพราะในสมัยหนึ่ง ตนได้เคยไปพบกับหลานชายของนายเหว่ย เซี่ยะ กัง พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ เขาได้บอกว่า เหว่ย เซี่ยะ กังได้จ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ไทย 30 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้บอกว่าจ่ายให้กับใคร แต่ได้ทำให้ตรวนที่ผูกเอาไว้ที่ข้อเท้านายเหว่ย เซี่ยะ กัง หลุดออกจากขาและพ้นจากการถูกจองจำในประเทศไทยเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วได้

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า สำหรับมาตรการปิดรอยตะเข็บชายแดนนั้น พบว่าในพื้นที่เชียงราย แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ เป็นจุดที่มียาเสพติดผ่านทั้งหมด 70 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือมาจากทางอื่น ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ต้องไปจัดการปิดตะเข็บชายแดนให้เรียบร้อย นอกจากนี้ก็ยังต้องมีมาตรการสกัดสารตั้งต้น ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน และต้องขอร้องกระทรวงสาธารณสุขให้ไปหาหนทางควบคุมการนำเข้ายาแก้หวัดและยา แก้ไอให้ได้ เพราะที่ผ่านมาเรามีการนำเข้ากันมากมายจนดูเหมือนว่าไม่สามารถควบคุมอะไรได้

"ในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมากล่าวหากันว่ามีการฆ่าตัดตอน แต่ผลการสอบสวนที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ได้สั่งให้มีการสอบสวนทั้งหมด พล.อ.สุรยุทธ์ได้แถลงผลการสอบสวนเอง ที่กระทรวงมหาดไทย ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชัดเจนว่า ไม่มีการฆ่าตัดตอนแม้แต่คดีเดียว นอกจากนี้คณะกรรมการสอบสวนที่ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ตั้งขึ้นมาอีกคณะหนึ่งก็ระบุเหมือนกันว่าไม่มีการฆ่าตัดตอน และดูเหมือนจะมีเรื่องเดียวที่ตำรวจไปเกี่ยวข้องคือกรณีที่ อดีตตำรวจ สน.บางชัน ไปยิงรถคนร้ายค้ายาเสพติด แล้วแฉลบไปถูกลูกของคนร้ายหรือน้องฟลุ๊คที่อยู่ในรถด้วยเสียชีวิต" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

นายกฯ หารือ รมว.กลาโหม-มท.1-ผบ.ทบ.ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่ม

ที่มา มติชน



น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หารือการแก้ไขปัญหาอุทกภัยกับ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ณ ห้องสีม่วง ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเป็นประธานพิธีเปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

นายกฯ ลงพื้นที่น้ำท่วมอุตรดิตถ์ เทงบช่วยเหลือเต็มที่

ที่มา ข่าวสด

วันที่ 11 ก.ย. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หารือร่วมกับ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทน์โอชา ผบ.ทบ. พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ.พร้อมด้วยตัวแทนจากกองทับอากาศ และกองทัพเรือ เพื่อสอบถามความคืบหน้ากรณีหน่วยงานฝ่ายปกครองและกองทัพ ที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะดินโคลนถล่มที่ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันนายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางลงพื้นที่
จ.อุตรดิตถ์

ต่อมา เวลา 12.30 น. ที่ขส.ทบ.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางไปตรวจเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย ดินโคลนถล่ม ที่ จ.อุตรดิตถ์ ว่าตนมีความห่วงใยปัญหาน้ำท่วมมาก โดยเฉพาะพื้นที่จ.อุตรดิตถ์ จึงได้ขอความร่วมมือกองทัพในการส่งเจ้าหน้าที่หน่วยทหารเข้าประจำในพื้นที่ เพื่อช่วยทำงานในพื้นที่บูรณาการ ซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย เพราะกองทัพมีทั้งคนและอุปกรณ์จะได้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อประสานงานในการตรวจเฝ้าระวังพื้นที่อื่นๆเพิ่มเติมด้วย และเพื่อเป็นการป้องกัน ตอนนี้ต้องรีบช่วยทำสะพานเพื่อเข้าไปช่วยคนที่ติดอยู่ในพื้นที่ หรือในเขตที่ยังไม่ปลอดภัยออกมา หากผู้ว่าฯ ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมมานั้นก็จะได้ลงพื้นที่ไปพูดคุยกัน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่าได้มอบรมต.ประจำสำนักนายกฯลงพื้นที่แก้ปัญหาแล้ว และงบประมาณในการช่วยเหลือก็ใช้ได้อย่างเต็มที่เพื่อแก้ปัญหา ตอนนี้ทุกกระทรวงเข้ามาร่วมจัดการปัญหาร่วมกัน ตนลงพื้นที่ไปนี้ก็จะได้หารือผู้ว่าฯเพิ่มเติม และตนยังได้หารือเรื่องระบบเตือนภัยกับทางกองทัพด้วย โดยกองทัพจะเข้ามาบูรณาการรวมเรื่องการเตือนภัยในพื้นที่ด้วย

Sunday, September 11, 2011

วันอาทิตย์ ขำๆ ...จดหมายถึง "ตุ่น"

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน





ณ พื้นที่..อ้างว้าง..กลางเมืองใหญ่
มองทางใด..ก็เงียบฉี่..ไม่มีเสียง
ชะเง้อคอ..รอสดับ..รับสำเนียง
ได้ยินเพียง..ซัดซู่..ของลู่ลม....


มือป้องปาก..หาวหวอด..นั่งกอดอก
สั่นงันงก..เจ็บร้าว..คราวขื่นขม
กรีดน้ำตา..ร่วงล้ำ..ช้ำระทม
ทอดอารมณ์..เศร้าสร้อย..คอย"ตุ่น"มา....


เสียงโหวกเหวก..แว่วแว่ว..มาแล้ว"ตุ่น"
ดั่งอุ้มบุญ..เพิ่มพูนรัก..ประจักษ์ค่า
เป็นความหวัง..พลังระรื่น..ชื่นชีวา
โน้มจากฟ้า..แนบร่าง..ตรงกลางใจ....


คำขอบคุณ..ฝากไว้..มอบให้"ตุ่น"
ที่โอบหนุน..ความรัก..ไม่ผลักใส
คนรัก"ตุ่น"..แม้จืดจาง..เลิกร้างไป
โปรดรู้ไว้..ว่าพี่รัก..ปักดวงแด....นะจ๊ะ...


๓ บลา / ขำๆ ๑๑ ก.ย.๕๔