WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 12, 2011

อำนาจของประชาชน เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย

ที่มา มติชน



พงศ์โพยม วาศภูมิ

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานปฏิรูป ร่วมกับกลุ่มองค์กรต่างๆ 27 องค์กร 32 อำเภอในจังหวัดนครราชสีมา ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน จัดสัมมนา “ทศวรรษใหม่ ปฏิรูปโคราช ปฏิรูปประเทศไทย” ณ ห้องอรพิม โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนขบวนการปฏิรูปโคราชในทุกอำเภอ หลายประเด็น เช่น การปฏิรูปการทำมาหากิน ปฏิรูประบบการจัดการท้องถิ่นและจังหวัด ปฏิรูประบบจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ มุ่งหวังให้สังคมโคราชและสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเป็นธรรม ไม่มีความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เป็นสังคมอยู่เย็นเป็นสุขอย่างยั่งยืนและเพิ่มอำนาจให้ประชาชน

นายพงศ์โพยม วาศภูมิ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตกรรมการปฏิรูป (คปร.) กล่าวปาฐกถา ในหัวข้อ “อำนาจของประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย”

นายพงศ์โพยม กล่าวถึงแนวคิดของคณะปฏิรูป เรื่องโครงสร้างอำนาจ โดยมองว่าปัจจุบันสังคมไทยมีปัญหาเยอะ ทั้งปัญหาความยากจน สินค้าแพง เป็นหนี้สิน น้ำท่วมที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในเมืองหรือชนบท ซึ่งปัญหาบ้านเมืองที่เราพบเห็นและพูดถึงอยู่ในขณะนี้เป็นปัญหา ภายนอก ดังนั้น ทางคณะปฏิรูปจึงมองว่า ปัญหาบ้านเมืองในปัจจุบันเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจ” กล่าวคือ แบ่งสังคมออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ภาครัฐ (ข้าราชการประจำ พนักงานของรัฐ นักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้ง) ภาคเอกชน (พ่อค้า นักอุตสาหกรรม นักลงทุน) และภาคประชาน (ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน) รวมไปถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทำหน้าที่รับใช้ภาคประชาชน

“บ้าน เมืองเราขาดดุลยภาพ ขาดความสมดุลเชิงอำนาจ อำนาจของรัฐมีมากมายมหาศาล สามารถอนุญาต อนุมัติ ยกเว้น จดทะเบียน กำหนดนโยบาย กำหนดงบประมาณ กำหนดหลักการเก็บภาษีมากน้อย เก็บกองทุนน้ำมัน ฯลฯ เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างไปอยู่ที่รัฐ”

นายพงศ์โพยม กล่าวอีกว่า บ้านเมือง ณ วันนี้ ได้มีการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลง ไป ปัญหาก็เริ่มสลับซับซ้อนมากขึ้น ความต้องการของแต่ละจังหวัด แต่ละภาค แต่ละอำเภอก็ไม่เหมือนกัน ปัญหาภูเขา แม่น้ำ ทะเล ที่ราบก็แตกต่างกัน ดังนั้น การที่ราชการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางของประเทศ แล้วก็จัดการปัญหาทุกอย่างแบบ “คุณพ่อรู้ดี” ไม่สามารถแก้ปัญหาเมืองไทยได้ทุกเรื่องตลอดไปแล้ว ก็จะเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ยากจนสะสมไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะ ความเหลื่อมล้ำ เรื่องการถือครองที่ดิน

“เชื่อ หรือไม่ว่า ในกรุงเทพฯ 50 ตระกูลแรกครองที่กรุงเทพฯ 10% หมายความว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่ 1,500 ตร.กม. ตีเป็นที่หลวงและถนนหนทางไป 500 ตร.กม. อีก 1,000 ตร.กม. มีเจ้าของไปแล้ว 100 ตร.กม. 1 ตร.กม. 625 ไร่ หมายความว่ามี 50 ตระกูลที่ครอบครองที่กรุงเทพฯ ซึ่งแพงมหาศาลคิดดูว่าคนเหล่านี้จะรวยขนาดไหน” อดีตกรรมการปฏิรูป กล่าว


มีตัวเลขที่น่าสนใจ พบว่าที่ในประเทศไทย 100% มีคน10% ถือครองที่ดินไป 90% ส่วนคนอีก 90% ถือครองที่ดินเพียง 10% เหล่านี้คือ ความเหลื่อมล้ำในเรื่องการถือครองที่ดินและเรื่องทรัพย์สิน

ในส่วนความเหลื่อมล้ำเรื่องการ ศึกษา อดีตกรรมการปฏิรูป กล่าวว่า ก็พบว่า ตกระเนระนาด การประเมินผลนักเรียนนานาชาติ PISA อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า น่าสงสาร ในเอเชียประเทศจีน อินเดียเก่งกันหมด มีแต่ไทยกับอินโดนีเซียที่อยู่ในสถานะน่าสงสาร ยังไม่นับเด็กที่ต้องตกหล่นจากระบบการศึกษา จะเห็นได้ว่า ขณะที่เมืองไทยดูเหมือนจะดี แต่จริงๆ ปัญหาฝังตัว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้ ปัญหาการศึกษา ปัญหาการถือครองที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสาธารณสุข

“ เห็นได้ว่า ความเหลื่อมล้ำมีอยู่ทุกหัวระแหง เกิดขึ้นเพราะความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างอำนาจ กล่าวคือ รัฐไปรวมอำนาจไว้หมด ทำให้ประชาชนอ่อนแอลงทุกวัน”

สิ่งที่คณะปฏิรูป เสนอไว้ ได้แก่ 1.ยกเลิกภูมิภาค และโอนอำนาจการจัดการของท้องถิ่นให้ อปท. ประเด็นนี้กระทรวงมหาดไทยตื่นเต้นและวิพากษ์วิจารณ์มาก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่มีผู้ว่า ราชการจังหวัด ไม่มีนายอำเภอ ไม่มีกำนันผู้ใหญ่บ้าน ถ้าอยากจะมีก็มีได้ แต่ให้ไปสังกัดส่วนกลางแทน และ .2.ส่วนกลางลดทอนหน้าที่ให้น้อยลง ให้ประชาชนทำด้วยตนเองมากขึ้น

“สิ่งที่ คณะปฏิรูปเสนอ คือ ให้มีภาคประชาสังคมมีบทบาทถ่วงดุลกับสภาท้องถิ่น หากนโยบายที่ท้องถิ่นจะทำแล้วแล้วประชาชนไม่เห็นตัวก็อาจต้องมีกลไกเช่น ลงประชามติ หรือลงประชามติถอดถอนนายกฯ โดยภาคประชาชน และยังเห็นว่า อำนาจบางส่วนให้ตรงไปที่ภาค ประชาสังคมเลย เช่น ประชาชนมีเครือข่ายการศึกษา วัฒนธรรม ให้อำนาจและงบประมาณส่งตรงไปเลย ให้ประชาชนดูแลเรื่องความสะอาด ความเป็นระเบียบในบ้านเมืองด้วยตัวเอง”

สุดท้ายแนวความคิดเหล่านี้ นายพงศ์โพยม กล่าวว่า ทางคณะปฏิรูปเห็นว่า สามารถนำไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ เห็นด้วยในส่วนใดก็ดำเนินตามในส่วนนั้น และไม่กำหนดขอบเขตเวลาในการดำเนินการ อีกทั้งคณะปฏิรูปก็ไม่มีหน้าที่ในการผลักดันแนวนโยบายได้มากนัก ขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน หากฟังแล้วก็เห็นด้วยก็ปฏิบัติตาม

เทียบฟอร์ม2นายกฯ อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์ โฉ่งฉ่างกับนุ่มนวล เปลี่ยนตัว"ผบ.ตร."

ที่มา มติชน





พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ



พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ



ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง -พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์




คอลัมน์ รายงานพิเศษ ข่าวสด


แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคประชาธิปัตย์อยู่บ้าง เรื่องการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จากพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ซึ่งสมัครใจย้ายไปเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเตรียมเสนอชื่อ พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร.อาวุโสสูงสุดขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

แต่เสียงดังกล่าวก็บางเบาอย่างยิ่ง แม้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ พยายามออกมากรีดการโยกย้ายครั้งนี้ แต่ก็โดนสวนกลับอย่างหนักหน่วง

เพราะในสมัยนายอภิสิทธิ์ ก็ทำเรื่องกระทบวงการตำรวจอย่างรุนแรงด้วยการไม่มีผบ.ตร.ตัวจริงนานถึง 1 ปี ในช่วงพ.ศ.2552-2553 สาเหตุเพียงเพราะไม่สามารถตั้งคนที่ตัวเองต้องการได้ แม้จะใช้สารพัดกลเม็ดก็ตาม

สุดท้ายใช้วิธีตั้งคนที่ตัวเองต้องการรักษาราชการแทนผบ.ตร.ไปเรื่อยๆ จนเกษียณอายุราชการ จึงตั้งพล.ต.อ.วิเชียร เป็นผบ.ตร.ตัวจริงได้สำเร็จ

แม้แต่การจะวิพากษ์รัฐบาลที่ให้นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาฯ สมช. มาช่วยราชการสำนักนายกฯ เพื่อเปิดทางให้พล.ต.อ.วิเชียร มานั่งเก้าอี้ตัวนี้ ก็พูดได้ไม่เต็มปาก

เพราะสมัยนายอภิสิทธิ์ ก็สั่งเด้งพล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และพล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาฯ สมช. มาช่วยราชการ แล้วตั้งคนของตัวเองเข้าไปแทน

รวมทั้งการโยกย้ายอีกหลายกระทรวง และที่ถูกสับเละที่สุดคือปัญหาการโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย

พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ และพรรค ประชาธิปัตย์ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เกี่ยวกับการโยกย้าย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ทำมาแล้วทั้งสิ้น!??

จนถูกฝ่ายรัฐบาลเหน็บกลับว่า "ความจำสั้น"

โดยเฉพาะตำแหน่งผบ.ตร. หากเทียบไปแล้ว การเปลี่ยนตัวผู้นำสีกากีระหว่าง "นายกฯ หล่อ" กับ "นายกฯ สวย" แม้ผลจะเหมือนกัน แต่ขั้นตอนและความเรียบร้อยแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวก็ไม่ปาน

พลิกปูมมาร์คเด้งพัชรวาท

หลังจากนายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นเป็นนายกฯ ช่วงปลายปี 2551 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และ "งูเห่า" ภาค 2 เพราะ นายเนวิน ชิดชอบ ที่เคยอยู่พรรคพลังประชาชน พาส.ส.แยกออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย สนับสนุนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์

เก้าอี้ผบ.ตร.ของพล.ต.อ.พัชรวาท ก็ถูกเพ่งเล็งในทันที เนื่องจาก "ขาใหญ่ม็อบ" ไม่พอใจที่พล.ต.อ.พัชรวาท เอาจริงเอาจังเรื่องคดีความต่างๆ ทั้งการยึดทำเนียบ และสนามบินสุวรรณภูมิ

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่นายอภิสิทธิ์ ดึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ชายพล.ต.อ. พัชรวาท มาเป็นรมว.กลาโหม เพื่อเชื่อมกับกองทัพ ทำให้เก้าอี้ผบ.ตร.ยังนิ่งอยู่

กระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2552 เกิดเหตุมือปืนยิงถล่มนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. (ในขณะนั้น) กำกับดูแลคดีนี้ และให้รายงานความคืบหน้าถึงนายอภิสิทธิ์ โดยตรง จนถูกมองว่าไม่เหมาะสมเหมือนข้ามหัวผบ.ตร.

จากนั้นเก้าอี้ผบ.ตร.ก็เริ่มร้อน เมื่อมีรายงานว่าผู้ยิ่งใหญ่บางคนใช้คดีนี้เขย่าบัลลังก์ผบ.ตร. โดยกล่าวหาว่าพยายามแทรกแซงคดี

พล.ต.อ.พัชรวาท ตัดสินใจลาพักร้อนช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เพื่อให้ทำงานกันไปเต็มที่ ซึ่งปกติแล้วเมื่อผบ.ตร.ไม่อยู่ต้องให้รองผบ. ตร.อาวุโสสูงสุด รักษาราชการแทน แต่เนื่องจากรองผบ.ตร.อาวุโสสูงสุดชื่อ "พล.ต.อ. เพรียวพันธ์" ทำให้นายอภิสิทธิ์ตั้งพล.ต.อ. วิเชียร ขึ้นมารักษาการผบ.ตร.แทน

แม้พล.ต.อ.พัชรวาท เหมือนกับจะปล่อยวางแล้วเพราะตัวเองกำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน แต่ก็ไม่วายโดนตามล้างตามเช็ดเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคดีอาญาและวินัยร้ายแรงจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

นายอภิสิทธิ์ ฉวยดาบนี้สั่งเด้งพล.ต.อ.พัชรวาท มาช่วยราชการสำนักนายกฯ ในวันที่ 9 กันยายน พล.ต.อ.พัชรวาท จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง และต่อสู้ตามกระบวนการจนพ้นความผิดเรื่องสลายม็อบ

มีรายงานว่าสาเหตุสำคัญที่พล.ต.อ.พัชรวาท โดนเด้งทั้งๆ ที่กำลังจะเกษียณในอีกไม่กี่วัน ไม่ใช่เพราะเรื่อง ป.ป.ช.ชี้มูลเท่านั้น แต่น่าจะมาจากเรื่องโผแต่งตั้งนายพล และการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนายอภิสิทธิ์

ตั้งผบ.ตร.ยุคชุลมุน

นายอภิสิทธิ์ มีความพยายามจะดัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ มาเป็นผบ.ตร.คนใหม่ ซึ่งเป็นการแหกประเพณีของวงการสีกากีที่ปกติแล้วจะให้รองผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 ขึ้นมาเป็นผบ.ตร.

แต่พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ซึ่งเป็นรองผบ.ตร. อาวุโสสูงสุด ไม่ มีทางได้ขึ้นอยู่แล้วเพราะเป็นเครือญาติกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

กระนั้นก็น่าจะเลือกรองผบ.ตร.อาวุโสรองๆลงมา แต่กลับโดดข้ามไปเลือกจเรตำรวจแห่งชาติแทน

ช่วงนั้นวิเคราะห์กันมากมายว่าเหตุใดพล.ต.อ.ปทีป จึงเข้าตานายอภิสิทธิ์ ทั้งๆ ที่ดูตามเส้นทางชีวิตแล้ว ทั้งคู่แทบไม่เคยรู้จักหรือสนิทสนมกันเลย

อีกทั้งประวัติการรับราชการของพล.ต.อ. ปทีป ก็ไม่ได้โดดเด่นกว่ารองผบ.ตร.คนอื่นๆ

จนมีรายงานว่าพล.ต.อ.ปทีป ได้แรงหนุนจากขาใหญ่ม็อบที่ตอนนั้นยังญาติดีกับนายอภิสิทธิ์

และที่สำคัญเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ ถูกใจพล.ต.อ.ปทีป เพราะเก่งเรื่องการบริหารงบประมาณอย่างมาก!??

นายอภิสิทธิ์ เสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป ขึ้นเป็นผบ.ตร.คนใหม่ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2552 แต่ก.ต.ช. เสียงข้างมากไม่เห็นชอบ!!!

นับเป็นว่าที่ผบ.ตร.คนแรกที่ถูกก.ต.ช. คว่ำชื่อกลางวงประชุม

สำหรับรายชื่อก.ต.ช.ในขณะนั้นประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี, นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม, นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม, นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นก.ต.ช.โดยตำแหน่ง

ที่เหลืออีก 4 คนเป็นก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย, นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านงบประมาณ, นายนพดล อินนา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพัฒนาองค์กร และพล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนหรือการบริหารจัดการ

มีคนที่โหวตเห็นด้วยเพียง 3 คนคือ นายพีระพันธุ์, นายถวิล และนายปิยพันธุ์

เบื้องหลังคว่ำชื่อปทีป

ก.ต.ช.เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าผบ.ตร.คนใหม่น่าจะเป็นพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผบ.ตร. เพราะโดดเด่นทั้งงานบริหารและปราบปราม รวมทั้งมีสายสัมพันธ์อันดีกับคนในหลายแวดวง แม้แต่ในระดับสูง

นอกจากนี้ ก.ต.ช.เสียงส่วนใหญ่ได้ "ข้อมูลสำคัญ" ที่มิอาจเพิกเฉยได้ เป็นข้อมูลส่งผ่านนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ (ในขณะนั้น)

"ข้อมูลสำคัญ" นี้นอกจากก.ต.ช.ทุกคนจะรู้แล้ว นายอภิสิทธิ์ เองก็ทราบเช่นกัน แต่เหมือนไม่สนใจหรือไม่เชื่อ จึงดึงดันเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป แทนที่จะเป็นพล.ต.อ.จุมพล

ผลที่ออกมาจึงคว่ำไม่เป็นท่า

บรรดาส.ส.รุ่นใหม่ของประชาธิปัตย์ ดาหน้าออกมาถล่มก.ต.ช.กันสนุกปาก เหมือนไม่รู้คำว่า "ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ"

ขณะที่ส.ส.รุ่นใหญ่แม้แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ยังต้องเงียบเสียง เพราะรู้ดีถึงที่มาของ "ข้อมูลสำคัญ"

หลังโดนสอนเชิงในก.ต.ช. แต่นายอภิสิทธิ์ยังแสดงบท "ดื้อ" ด้วยความพยายามจะส่งชื่อพ.ล.ต.อ.ปทีป เข้าที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 16 กันยายน

โดยก่อนหน้านั้นก็พยายามเดิมเกม "แย่งเสียง" ชนิดที่อึ้งกันไปทั้งบาง

แรกสุดที่เข้าทางคือพล.ต.อ.พัชรวาท ซึ่งถูกเด้งไปช่วยราชการจากคดีสลายม็อบ 7 ตุลาคม 2551 แล้วตั้งพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.ขึ้นมารักษาราชการแทน

โดยนายอภิสิทธิ์ เลี่ยงที่จะตั้งพล.ต.อ.ปทีป ซึ่งเคยเป็นรักษาราชการแทนผบ.ตร.มาก่อนหน้านี้ เพราะต้องการให้พล.ต.อ.ธานี ใช้สิทธิ์ออกเสียงในก.ต.ช.ได้นั่นเอง

รายถัดมาคือ พล.ต.อ.สุเทพ ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีลูกชายเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจลาออกจากก.ต.ช.เพราะแบกรับความกดดันไม่ไหว

สุดท้ายคือนายกิตติพงษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งบังเอิญต้องไปราชการในวันเลือกผบ.ตร.พอดี ซึ่งคนที่มารักษาการแทนคือนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม

ตั้งเป็นรรท.ยันเกษียณ

หากดูเสียงตอนนี้เหมือนกับฝ่ายหนุนพล.ต.อ.จุมพล เหลือเพียง 4 เสียงนำโดย นายชวรัตน์ ส่วนฝ่ายนายอภิสิทธิ์ นอกจาก 3 เสียงเดิมแล้วยังเพิ่มพล.ต.อ.ธานี ที่มาแทนพล.ต.อ.พัชรวาท และนายชาญเชาวน์ รวมเป็น 5 เสียง

แต่ทว่าเมื่อถึงวันประชุมจริง นายอภิสิทธิ์ ก็โดนน็อกรอบ 2 เพราะก.ต.ช.ฝ่ายนายอภิสิทธิ์ อย่างน้อย 3 คนปิดห้องคุยกับนายกฯ ก่อนการประชุมก.ต.ช.ไม่นาน โดยระบุว่าไม่สามารถโหวตหนุนพล.ต.อ.ปทีป ได้

เนื่องจากได้รับรู้ถึง "ข้อมูลสำคัญ" ที่ย้ำมาอีกรอบ

นายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจเลื่อนการแต่งตั้งผบ.ตร.ออกไปไม่มีกำหนด และใช้วิธีที่ไม่มีใครคาดคิดคือตั้งพล.ต.อ.ปทีป รักษาราชการแทนผบ.ตร.นานถึง 1 ปีเต็มๆ กระทั่งพล.ต.อ.ปทีป เกษียณอายุพร้อมพล.ต.อ.จุมพล ในเดือนกันยายน 2553

ผลจากนั้นนอกจากทำให้วงการตำรวจต้องติดขัดในการทำงาน เพราะไม่มีผู้นำตัวจริงแล้ว แม้แต่นายนิพนธ์ ยังต้องลาออกจากเลขาธิการนายกฯ เพื่อรับผิดชอบที่ไม่สามารถทำให้นายอภิสิทธิ์ ยอมรับฟัง "ข้อมูลสำคัญ" ได้

เมื่อพล.ต.อ.ปทีป เกษียณอายุราชการ คราวนี้ที่ประชุมก.ต.ช.ไม่มีปัญหาเมื่อนายอภิสิทธิ์เสนอชื่อพล.ต.อ.วิเชียร เพราะเห็นว่าเหมาะสมและที่สำคัญเป็นนายตำรวจราชสำนักประจำ มาอย่างยาวนาน

การบริหารงานเรื่องผู้นำตำรวจระหว่างนายอภิสิทธิ์ กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ด้วยความเรียบร้อย และเป็นไปอย่างละมุนละม่อม

จึงเป็นภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนยิ่ง!??

สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ คัมแบ๊กกองสลาก

ที่มา ข่าวสด

ข่าวทะลุคน



มติ ครม.เมื่อวันที่ 6 ก.ย. นอกจากการย้ายข้าราชการระดับสูงล็อตใหญ่ ทั้งในส่วนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว

ยังมีการแต่งตั้ง พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้คัมแบ๊กหน่วยงานนี้อีกครั้ง

ในฐานะกรรมการในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล แทนนายฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล

นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

นรต.รุ่นที่ 26 ปริญญาโทสาขาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โรงเรียนสาร วัตร และหลักสูตรการบริหารงานตำรวจชั้นสูง

เคยเป็น ผบก.ภ.นนทบุรี ผบก.ทล. ผบก.ป. และผู้ช่วยผบช.ก. ในปี 2545

ก่อนเป็นผอ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ขณะที่มีการออกหวยบนดินสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ

หลัง ปฏิวัติ 19 ก.ย. 2549 ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีการออกเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดินในสำนวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่รัฐ(คตส.)

ลาออกจากราชการ ไปรับจ้างทำธุรกิจให้พ.ต.ท.ทักษิณ

กลับมาเมืองไทยหลังพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล

ปรากฏตัวครั้งแรกในงานสถาปนากองบังคับการปราบปรามครบรอบ 63 ปี เมื่อ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา

ก่อนจะคัมแบ๊กกองสลากอีกครา

ประชาชนตัดสิน

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


เมื่อ สัปดาห์ที่แล้ว เครือข่าวสด-มติชน ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติไปแล้ว ด้วยเหตุผลสำคัญคือ สภาหนังสือพิมพ์ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรปกป้องเสรีภาพหนังสือพิมพ์

แต่วันนี้องค์กรนี้ เปิดช่องให้อำนาจการเมืองภายนอกเข้ามาแทรกแซง

จะหาเรื่องกล่าวหาข่าวสด-มติชนเสียให้ได้

เพราะอะไร เพราะการเมืองที่ว่านั้น มีอารมณ์แค้นอารมณ์ค้างมาจากผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม!

เริ่มจากเกิดเรื่องอีเมล์ฉาวพาดพิงถึงผู้คนในหนังสือพิมพ์ตั้ง 6-7 ฉบับ จึงตั้งอนุกรรมการสอบสวนแล้วสรุปว่าไม่มีมูล

*แต่อนุกรรมการกลับเพิ่มเรื่องสอบ เพื่อจะหาเรื่องข่าวสด-มติชนเป็นการเฉพาะ*

ด้วยวิธีตรวจพาดหัวข่าวและนับรูปหน้า 1 แล้วสรุปว่า 2 ฉบับนี้เอนเอียงเข้าข้างเพื่อไทย

ถ้าบอกว่าพาดหัวเป็นเท็จ รูปที่ลงไม่ใช่รูปจริง อันนี้ผิดแน่นอน

แต่เพราะไม่ผิด ก็เลยสรุปแบบถูไถไปว่าเอนเอียง

*ไม่เท่านั้นอนุกรรมการสอบสวน ยังละเมิดจรรยาบรรณหนังสือพิมพ์ ด้วยการเปิดเผยชื่อคอลัมนิสต์ แต่สภาการหนังสือพิมพ์ก็ปล่อยให้เขาละเมิดกันหน้าตาเฉย*

สมาชิกเตือนว่า วิธีการเข้ามาดูพาดหัวข่าวและตรวจรูปภาพหน้า 1 นั้น คือ การคุกคามเสรีภาพ ทำราวกับเป็นกรรมการเซ็นเซอร์ของสันติบาล

เตือนแล้ว สภาหนังสือพิมพ์ยังไม่รู้เรื่อง!*

สมาชิก ใช้สัญชาตญาณนักข่าว หยิบจดหมายส่วนตัวของประธานอนุกรรมการขึ้นมาเตือน ว่าทำไมเขาสามารถเขียนจดหมายโดยใช้ถ้อยคำแสดงความผูกพันในพรรคการเมืองได้ ขนาดนี้

แล้วการตรวจพาดหัวข่าวและรูปภาพ ที่แอบตั้งเรื่องเองนั้น ก็สอดรับกับคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ขณะที่ข้อกล่าวหาของอนุกรรมการสอบต่อข่าวสด-มติชนนั้นเลื่อนลอย ไม่มีหลักฐาน

แต่ข้อท้วงติงของสมาชิกต่อประธานอนุกรรมการสอบสวน มีจดหมาย มีคำพูด มีการบ่งชี้วิธีการ

ทั้งหมดนี้กรรมการสภาหนังสือพิมพ์ยังเชื่อหมอมากกว่านักข่าว

ก็เอาเถิด

เพราะข่าวสด-มติชน อยู่บนความยอมรับของประชาชนมากว่า 30 ปี

*คนอ่านเป็นผู้ตัดสินมาตลอด และในเหตุการณ์นี้เช่นกัน!!*

ถ้าคนอ่านเห็นว่าเอนเอียงก็คงไม่ใช่หนังสือพิมพ์ที่มียอดสูงเช่นทุกวันนี้

รับฟังประชาชน แต่ไม่ขอรับองค์กรที่โดนการเมืองครอบแต่ยังไม่รู้ตัว!?!

จับตาจำนำข้าว

ที่มา ข่าวสด

บทบรรณาธิการ


สิ่งที่รัฐบาลหรือผู้ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาเห็นว่าเป็นปัญหาหรืออุปสรรคใหญ่ในการทำงานของรัฐบาลนั้น

อาจ จะกลายเป็นเรื่องเล็กแบบไม่มีความหมายในทันที เมื่อนำมาเทียบกับโครงการขนาดยักษ์ที่รัฐบาลประกาศจะเดินหน้าดำเนินการให้ ได้ในต้นเดือนตุลาคมนี้ นั่นคือโครงการรับจำนำข้าว

ส่วนหนึ่งเพราะ ในอดีตนั้น โครงการรับจำนำข้าวเป็นช่องทางในการแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบของนักการเมือง ที่รวมหัวกับพ่อค้าและข้าราชการมาโดยตลอด

รัฐบาลจะสามารถรับประกันได้เพียงใดว่าการรับจำนำข้าวครั้งนี้จะปลอดหรือมีการทุจริตน้อยที่สุด

ประการ ต่อมา การรับจำนำข้าวของรัฐครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งที่ผ่านๆ มาซึ่งมีการกำหนดจำนวนการรับจำนำเอาไว้แน่นอน เช่น 2 ล้านตัน หรือ 6 ล้านตัน

แต่ครั้งนี้รัฐบาลประกาศว่าพร้อมจะรับจำนำข้าวทั้งหมดที่ชาวนาผลิตได้ ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณประมาณ 23 ล้านตัน

การประกาศดังกล่าวอาจจะเป็นเพียงวิธีการที่จะแสดงให้เห็นว่าครั้งนี้รัฐบาล'เอาจริงเอาจัง'กับนโยบายดังกล่าว

แต่กระนั้นเจตนาดีและความเอาจริงเอาจัง ก็ยังต้องการวิธีปฏิบัติที่สุจริต รอบคอบ และครบถ้วนรอบด้านประกอบ

เพราะมีตัวอย่างของความล้มเหลวของเจตนาดีที่การปฏิบัติผิดพลาดให้เห็นมามากแล้วในอดีต

ข้อพึงระวังอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อรับประกันราคาข้าวเปลือกในราคาที่สูงถึงตันละ 15,000 บาท

รัฐบาล จะต้องมีมาตรการที่เข้ามาช่วยเหลือดูแลผู้มีรายได้น้อย หรือผู้รับเงินเดือนประจำทั้งหลาย ไม่ให้เดือดร้อนกับค่าครองชีพที่จะปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่จะต้องพึงระวังก็คือนโยบายนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ราคาข้าวในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลผลิตลดลงหรือคงที่เพราะปัญหาภัยธรรมชาติ

ซึ่งหากความเป็นจริงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ รัฐบาลจะมีมาตรการใดมารองรับความเปลี่ยนแปลง

นี่จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญระดับชี้เป็นชี้ตายของรัฐบาลปัจจุบัน

เวทีนี้ไม่มี “มิดะ”

ที่มา ประชาไท

เมื่อ ค่ำคืนวันที่ 3 กันยาฯ ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานรำลึกครบรอบ “60 ปีเกิด 10 ปีจาก...จรัล มโนเพ็ชร” ศิลปินยิ่งใหญ่ของล้านนาที่ข่วงประตูท่าแพ (จ.เชียงใหม่) มาครับ ปีนี้จัดใหญ่กว่าทุกปี นอกจากเวทีแสดงก็ยังมีส่วนที่เป็นนิทรรศการบอกเล่าชีวิตและผลงานของจรัล รวมถึงซุ้มจำหน่ายของที่ระลึก หนังสือ และซีดีเพลงของเขา แต่ปลอดเหล้า-เบียร์ทุกชนิดนะครับ เนื่องด้วยมีผู้สนับสนุนหลักคือ สสส.

น่าดีใจครับ มีคนไปร่วมงานค่อนข้างเยอะมาก คงมีศิลปินในเมืองไทยน้อยคนเต็มทีที่ยังอยู่ในใจผู้คนได้ขนาดนี้ แม้จรัลจะจากโลกนี้ไปนานร่วม 10 ปีแล้วก็ตาม เท่าที่พอนึกออกตอนนี้เห็นจะมีมิตร ชัยบัญชากับพุ่มพวง ดวงจันทร์เท่านั้นแหละครับ
สำหรับผมและคนรุ่นเดียวกันหลายๆ คน หากจะบอกว่าโตมากับเพลงของจรัลก็คงไม่ผิดนัก จุดเด่นของเขาก็คือการเอาคำเมืองมาประยุกต์เข้ากับดนตรีโฟล์กซองของตะวันตก เพลงที่ติดหูจนร้องตามได้เลยตั้งแต่เด็กก็อย่างสาวมอเตอร์ไซค์, พี่สาวครับ, บ้านบนดอย แต่เพลงที่ทำให้ผมเริ่มสนใจและชื่นชมเขาจริงจัง ไม่ใช่เพลงกลุ่มนี้ (ซึ่งออกแนว ‘ตลาด’ ตามภาษาที่ใช้ในยุคนี้) แต่เป็นเพลงชื่อสั้นๆ ที่ผมเพิ่งมาได้ยินเอาครั้งแรกเมื่อตอนเข้าเรียนมหาลัยแล้ว เพลงที่ว่าคือเพลง มิดะ ยอม รับเลยครับว่าประทับใจแรกตรงท่วงทำนองที่ไพเราะกับเสียงร้องที่มีเสน่ห์ของ จรัล โดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งใจฟังเนื้อเพลงเท่าใด แต่เมื่อได้ฟังซ้ำหลายๆ รอบก็เริ่มชอบเนื้อหา แต่ก็ยังไม่ได้คิดถึงขนาดว่ามันจริงหรือไม่จริง ผมชอบจรัลที่กล้าจะแต่งเพลงที่ไม่ใช่เพลงรักหนุ่ม-สาวที่ถือเป็นกระแสหลัก (กระแสเดียว) ของวงการเพลงไทยในทุกยุคทุกสมัยออกมา
หลังจากนั้นผมก็เริ่มรู้จักเรื่องราวของคนเล็กๆ ที่เขาได้พบเห็นอย่างลุงต๋าคำ อุ้ยคำ ฯลฯ ไปจนถึงภาพชีวิตของชนชั้นสูงล้านนาที่มีทั้งความเป็นประวัติศาสตร์ และตำนานปะปนกัน ผ่านบทเพลงมะเมี๊ยะ น้อยใจยา ฯลฯ จรัลร้องเพลงพวกนี้เหมือนผู้ใหญ่กำลังนั่งเล่านิทานให้เด็กฟัง มันคือบทเพลงแบบบัลลาด (ballad) ถ้าเป็นภาพยนตร์ก็คงออกแนวกึ่งๆ สารคดี (semi-documentary film) นอกจากนี้เพลงของจรัลยังทำหน้าที่บอกเล่าถึงอัตลักษณ์ของล้านนา และความเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นอีกมิใช่น้อย เช่น ของกิ๋นคนเมือง ผักกาดจอ อาขยานล้านนา ล่องแม่ปิง ฯลฯ
ที่ผมเล่ามาเสียยืดยาวก็เพื่อจะบอกว่าในสังคมที่เราเชื่อใน “ความเป็นไทย” แบบหนึ่งเดียวมาอย่างยาวนานนั้น จรัลคือ “คนเมือง”[1] เพียงไม่กี่คนที่สามารถทำให้ผู้คนทั้งประเทศรู้จักและเริ่มเข้าใจ “ความเป็นท้องถิ่น” ว่าแท้จริงแล้วมีสีสัน หลายหลาก และน่าหวงแหนเพียงใด หลายคนถึงกับยกย่องให้เขาเป็น นักรบทางวัฒนธรรม กระทั่งเป็น แก้วก๊อล้านนา (หรือเปรียบดั่งเพชรล้ำค่าของชาวล้านนา) เลยทีเดียว
ยังมิพักเอ่ยถึงเพลงของเขาในภาษากลางที่หลายต่อหลายเพลงโด่งดัง และได้รับความนิยมถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นรางวัลแด่คนช่างฝัน คิดถึงบ้าน เป็นต้น ในสายตาผม จากผลงานระยะหลังๆ ที่จรัลอยู่กรุงเทพฯ ผมว่าเขาได้กลายเป็นศิลปินแห่งชาติอีกคนไปแล้วโดยไม่รู้ตัว
แต่ระหว่างที่กำลังชมศิลปินมากหน้าหลายตาที่ส่วนใหญ่เป็นคนเมือง ที่ดังๆ หน่อยก็สุนทรี เวชานนท์ ไม้เมือง ปฏิญญา ตั้งตระกูล สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นร้องอยู่ ปรากฏว่ามีศิลปินชายคนหนึ่งประกาศว่าจะขอเล่นเพลงมิดะ เท่านั้นแหละครับ ทีมงานรอบเวทีเป็นที่ตื่นตระหนกตกใจกันทั่วหน้า ไม่ทันไรพิธีกรหญิง และคุณมานิด อัชวงศ์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมศิลปินล้านนา หัวเรือใหญ่ของงาน ก็ถึงกับต้องขึ้นมาบนเวทีเพื่อกล่าวขอโทษศิลปิน และผู้ชมที่ไม่อาจจะให้ร้องเพลงนี้ได้ ด้วยเหตุผลเนื่องจากมีกระแสข่าวเกี่ยวกับเพลงมิดะ อย่างที่รู้กัน (?) เป็นอันว่าคืนนั้นผมอดฟังมิดะที่นั่นครับ
จากนั้นผมก็มุ่งตรงกลับบ้าน โดยก่อนที่จะถึงบ้านจะผ่านร้านสายหมอกกับดอกไม้ของคุณอันยา โพธิวัฒน์ คนข้างกายของจรัลในช่วงท้ายของชีวิต ก็เลยขอลองแวะสังเกตการณ์ซักครู่ บรรยากาศที่ร้านนี้เป็นไปตรงข้ามกันเลยครับ มีทั้งเหล้าเบียร์บริการ กลิ่นบุหรี่คละคลุ้ง มีจัดนิทรรศการเล็กๆ รำลึกถึงสิทธิพงษ์ กลยาณี หรือแซม ผู้สื่อข่าวและช่างภาพผู้เชี่ยวชาญด้านพม่าที่เสียชีวิตในวันเดียวกันนี้ เมื่อปีที่แล้ว แต่ที่น่าสนใจกว่าคือที่นี่ร้องเพลงมิดะได้ (แต่ผมมาไม่ทันได้ฟังนะครับ) ยิ่งไปกว่านั้นคือยังมีการเปิดตัวหนังสือ ภารกิจปิดฝังมิดะ[2] อีกด้วย
พอได้ลองพลิกอ่านก็เลยถึงบ้างอ้อครับผม เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้มีแถลงการณ์ของนายอาจู จูเปาะ ประธานชมรมอาข่าในประเทศไทย และมีการจัดเสวนาทางวิชาการขึ้นอีกหลายครั้ง แต่คราวที่เป็นที่ตกเป็นกระแสในสื่อหลักหลายแขนงนั่นคือการเสวนา เรื่อง “มายาคติอาข่าในสังคมไทย คลายปมมิดะและลานสาวกอด” เมื่อปลายเดือนมกราฯ ที่จัดโดยโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง[3]
สรุปสั้นๆ จากคำพูดของนายอาจูได้ว่า “…แท้จริงแล้ว มิดะหรือในภาษาอาข่าอ่านออกเสียงว่า หมี่ดะ หมายถึงหญิงสาวบริสุทธิ์ที่ยังไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน และในสังคมชาวอาข่าไม่เคยมีผู้หญิงที่มีหน้าที่สอนเรื่องเพศให้แก่หนุ่มสาว เช่นนี้ ขณะที่ลานสาวกอดโดยความเป็นจริงแล้วชาวอาข่าไม่มีสถานที่แบบนี้เลย มีแต่บริเวณลานดินที่ใช้สำหรับร้องเพลงตามประเพณีเรียกว่า “แดข่อง” และเป็นสถานที่สำคัญที่หมู่บ้านอาข่าทุกหมู่บ้านจะต้องมี โดยมีลักษณะเป็นลานดิน ชาวบ้านจะนำท่อนไม้มาวางต่อกันเป็นวงกลมรอบๆ ลานแล้วหนุ่มสาวตลอดจนคนทุกวัยสามารถมาร่วมกันใช้สถานที่นี้เพื่อร้องรำทำ เพลงตามประเพณีได้…”[4]
และผลสืบเนื่องของแถลงการณ์ฉบับนี้ ทำให้เพลง มิดะ ได้กลายสภาพเป็นเพลง ‘ต้องห้าม’ ในทางสาธารณะไปในที่สุด มีหลายคราหลังจากนั้นที่มีข่าวว่าศิลปินขึ้นเวทีร้องเพลงมิดะแล้วได้ถูกชาว อาข่าต่อว่าต่อขานทันที ส่วนตัวผมเห็นว่าเป็นสิทธิโดยชอบของชาวอาข่าอยู่แล้วที่จะทำได้ด้วยการออกมา ชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคมถึงความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่จรัลใช้ในการแต่ง เพลงๆ นี้ ซึ่งข้อมูลที่ว่าก็น่าจะนำมาจากหนังสือ 30 ชาติในเชียงราย[5] ของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ แต่มีบางคนพยายามโต้แย้งแทนให้ว่าข้อมูลนี้เป็นเรื่องจริง แต่มาจากเรื่องราวของชุมชมอาข่า (หรือชนเผ่าอีก้อแบบที่คนเมืองเรียก) แบบเก่าแก่ดั้งเดิมที่อาจพอจะมีหลงเหลือให้เห็นกันอยู่บ้างในแถบประเทศ เพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว ขณะที่กลุ่มคนอาข่าที่อพยพเข้ามาในไทยได้ละทิ้งจารีตแบบนี้ไปนานมากแล้ว จึงเป็นเรื่องของนักวิชาการที่สนใจจะไปศึกษาค้นคว้าหาหลักฐานข้อมูลมาคัด ง้างกันต่อไป
แต่ถึงอย่างไร ผมไม่มีทางเห็นด้วยกับมาตรการที่จะบังคับให้มีการ ‘แบน’ เพลงมิดะได้หรอกครับ ผมเชื่อว่ายังไงๆ เพลงก็คือเพลง เพลงเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง จรัลไม่ใช่นักวิชาการหรือนักวิจัย (หรือกระทั่งงานวิจัยเองก็อยู่ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ มากมาย เช่น บริบทเปลี่ยนปรากฏการณ์เปลี่ยน การตีความเหตุการณ์เดียวกันของแต่ละคนก็อาจจะไม่เห็นเหมือนกัน ฯลฯ) ชายผู้นี้เป็นศิลปิน ใช้จินตนาการและความคิดในการสร้างสรรค์บทเพลงต่างๆ ออกมามากมาย อีกทั้งเขาก็ไม่ได้มีเจตนาจะให้ร้ายอาข่า แค่อยากถ่ายทอดเรื่องราวจากมุมเล็กๆ ที่ไม่ค่อยจะมีคนรู้จักหรือให้ความสนใจมาก่อนก็เท่านั้น ในความคิดผม เพลงมิดะไม่สมควรถูกระงับการเผยแพร่ไม่ว่าทางใดครับ การเลือกที่จะปิดกั้นอะไรก็ตามที่มีคนบางคน-บางกลุ่มเห็นว่าไม่เหมาะสมอยู่ ตลอดเวลาเท่ากับจะเป็นการทำลายพลังสร้างสรรค์ของศิลปินลงไปเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าประเด็นต่างๆ ที่กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงทำนองนี้จะส่งผลดีต่อสังคมในระยะยาว ผู้คนก็จะได้เรียนรู้ พิจารณาดูเหตุดูผลของทั้งสองฝ่ายไปพร้อมๆ กัน เขาก็ร้องของเขาไป เราก็บอกของเราไป นักเขียนคนหนึ่งเขียนไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวอย่างนั้น สังคมประชาธิปไตยที่เปิดกว้างต้องไปสู่จุดนั้นให้ได้ ถ้าเรายังอยากจะเป็นอยู่น่ะครับ
ว่าแล้วผมก็เปิดเว็บไซต์ YouTube หาเพลงมิดะฟังซักรอบก่อนเข้านอน “...ฮืม..........บนฟ้ามีเมฆลอย บนดอยมีเมฆบัง...”

[1] คนเมือง หรือที่เดิมเคยเรียกว่า คน ไทยวน หรือ โยน หรือ โยนก เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลักที่อาศัยอยู่ในบริเวณ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนของไทยปัจจุบัน ได้แก่ เชียงราย, เชียงใหม่, น่าน, พะเยา, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง และลำพูน นอกจากนี้ยังมี “คนเมือง” กลุ่มใหญ่อาศัยอยู่ในบางอำเภอของจังหวัดใกล้เคียง เช่น ตาก, อุตรดิตถ์ และสุโขทัย
กล่าวในเชิงประวัติศาสตร์ คำว่า “คนเมือง” เริ่มถูกใช้มาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ช่วงล้านนาต้องตกเป็นเมืองขึ้นของสยาม (แบบหลวมๆ) เนื่องด้วยในสมัยนั้น การกอบกู้บ้านเมืองมีการ ‘เทครัว’ กวาดต้อนผู้คนหลายหลากกลุ่มเข้ามามากมาย (หลายคนเรียกว่าเป็นยุค “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง”) ทำให้มีความแตกต่างในแต่ละกลุ่มเป็นอันมาก คำๆ นี้ (นัยก็คือ “คนพื้นเมือง” นั่นเอง) จึงเกิดขึ้นมาใช้เรียกตัวเอง เพื่อแยกความแตกต่างของ ‘ผู้คน’ โดยเริ่มใช้ที่เชียงใหม่ก่อนแล้วค่อยๆ แผ่ลามออกไป โปรดดู ธเนศวร์ เจริญเมือง, คนเมือง, (เชียงใหม่: หจก.เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์, 2544).
[2] ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร และอันยา โพธิวัฒน์, ภารกิจปิดฝังมิดะ, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เนรพูสีไทย, 2554).
[3] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก http://museum.mfu.ac.th/download-pdf/akha001.pdf
[4] อ้างใน “คลี่ปม “มิดะ-ลานสาวกอด” กู้ศักดิ์ศรีหญิงชาวอาข่า,” http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000047707
[5] บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, 30 ชาติในเชียงราย, (พิมพ์ครั้งที่ 3), (กรุงเทพฯ: ศยาม, 2551).

นอม ชอมสกี้ มองย้อนโศกนาฏกรรม 9/11

ที่มา ประชาไท


บทความ : Chomsky: 9/11 - was there an alternative?

บัดนี้ (ตามเวลาของผู้เขียนบทความ) ก็ใกล้จะครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์วินาศกรรมวันที่ 11 ก.ย. 2001 แล้ว ซึ่งเป็นปกติที่จะมีการจัดรำลึก ในวันที่ 1 พ.ค. ผู้ที่น่าจะเป็นตัวบงการเบื้องหลังอาชญากรรม โอซามา บิน ลาเดน ก็ถูกสังหารในปากีสถานโดยหน่วยคอมมานโดของสหรัฐฯ กับนาวีซีล หลังจากที่เขาถูกจับตัวเอาไว้โดยไม่มีอาวุธป้องกันตนเองในปฏิบัติการเจอโรนิ โม

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าแม้บิน ลาเดน จะถูกสังหารแล้ว แต่เขาก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในสงครามที่เขาก่อกับสหรัฐฯ อิริก มารืโกลิสเขียนไว้ว่า "เขาได้ย้ำเสมอว่าวิธีการเดียวที่จะทำให้สหรัฐฯ ออกห่างจากโลกมุสลิมและเอาชนะเหล่าข้าหลวง (satraps-เป็นคำที่ใช้เรียกผู้ปกครองมณฑลของเปอร์เซีย) พวกนั้นได้คือการดึงให้สหรัฐฯ มาทำสงครามย่อมๆ แต่ราคาแพง จนทำให้พวกนั้นล้มละลายได้"

อิริก เขียนไว้อีกว่า "ซึ่งก็คือการ 'การทำให้สหรัฐฯ หลั่งเลือด' ในคำของเขา สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของจอร์จ ดับเบิ้ลยุ บุช ไปจนถึงบารัค โอบาม่า ต่างก็พุ่งเข้าหากับดักของบิน ลาเดน ... ด้วยแผนการใช้จ่ายงบประมาณการทหารที่สุดพิศดารและการเสพย์ติดหนี้... ตัวนี้แหละอาจเป็นภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชายผู้นั้นฝากทิ้งไว้ ชายผู้ที่คิดว่าตนจะเอาชนะสหรัฐฯ" โดยส่วนหนึ่งแล้วการติดหนี้ของสหรัฐฯ ก็ถูกพวกขวาจัดนำมาใช้ประโยชน์กับกาสมรู้ร่วมคิดกับพรรคเดโมแครต เพื่อบ่อนทำลายโครงการณ์ทางสังคมต่างๆ เช่น การศึกษาสาธารณะ, สหภาพแรงงาน และโดยทั่วไปคือเกราะคุ้มกันที่เหลืออยู่ที่จะคอยป้องกับระบอบบรรษัททรราช

การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตอบสนองความปรารถนาอันแรงกล้าของบิน ลาเดน นั้นก็เป็นไปในชั่วพริบตา เช่นที่ผมได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ 9/11 ที่เขียนขึ้นไม่นานหลังจากเหตุการณ์เกิด ใครที่มีความรู้ในด้านนี้คงเข้าใจดีว่า "การโจมตีชาวมุสลิมอย่างหนักนั้นเป็นการตอบสนองคำภาวนาของบิน ลาเดนและพรรคพวกของเขา และจะทำให้สหรัฐฯ กับประเทศพันธมิตรถูกล่อลวงไปสู่ 'กับดักปีศาจ' เช่นที่รัฐบาลต่างประเทศของฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้"

ไมเคิล ชาวเออร์ นักวิเคราะห์อาวุโสของซีไอเอที่มีส่วนรับผิดชอบกับการตามล่าโอซาม่า บิน ลาเดน ตั้งแต่ปี 1996 ก็เขียนเอาไว้ไม่นานจากนั้นว่า "บิน ลาเดน พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าทำไมเขาถึงต้องการทำสงครามกับสหรัฐฯ เขาออกมาเพื่อให้สหรัฐฯ และโลกตะวันตกเปลี่ยนนโยบายการปฏิบัติต่อโลกอิสลาม" แล้วก็สำเร็จลุล่วงด้วย "กองกำลังของสหรัฐฯ ทำให้โลกอิสลามถูกมองเป็นกลุ่มหัวรุนแรง เป็นสิ่งเดียวกับที่โอซามา บิน ลาเดน พยายามจะทำ ซึ่งเขาได้ทำเป็นรูปเป็นร่างมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1990s แล้ว ผลก็คือผมคิดว่า หากเราจะสรุปว่าสหรับอเมริกาเป็นพันธมิตรหนึ่งเดียวที่บิน ลาเดน ขาดไม่ได้ก็คงไม่ผิดนัก" แล้วก็ยังคงเป็นอยู่ด้วย แม้ว่าเขาจะตายไปแล้วก็ตาม

9/11 ของแท้ครั้งแรก

มีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่? มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มสงครามศาสนาซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกวิจารณ์ในเรื่อง นี้จะเป็นเป็นบิน ลาเดน อาจจะถูกแบ่งแยกหรือบ่อนทำลายหลังเหตุการณ์ 9/11 "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" ชื่อเรียกที่ถูก และควรจะมีวิธีทางแก้ปัญหาในฐานะอาชญากรรมโดยปฏิบัติการชองนานาชาติในการจับ กุมผู้ต้องสงสัย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีคนเห็นด้วยในเวลานั้น แต่ไม่มีการพิจารณาใดๆ เลย

ในหนังสือ 9/11 มีการอ้างคำพูดของ โรเบิร์ท ฟิสก์ ซึ่งมีข้อสรุปว่า "อาชญากรรมอันน่าสะพรึง" ของ 9/11 นั้นเป็นการกระทำอย่าง "ชั่วช้าและด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิต" ซึ่งเป็นการตัดสินที่แม่นตรง และควรจะจดจำไว้ว่าไม่มีอาชญากรรมไหนจะเลวร้ายไปกว่านี้อีก จะยกตัวอย่างที่เลวร้ายกว่าคือการไปไกลถึงขั้นระเบิดทำเนียบขาว สังหารประธานาธิบดี อาศัยระบอบเผด็จการทหารสังหารประชาชนนับพันและทรมานประชาชนอีกนับหมื่น ขณะเดียวกันก็จัดตั้งหน่วยงานก่อการร้ายในระดับนานาชาติที่ส่งเสริมให้มีการ ทรมานและสร้างความหวาดกลัวในรัฐอื่น มีการวางแผนลอบสังหารในระดับนานาชาติ และกระตุ้นให้เลวร้ายไปกว่านี้ด้วยการตั้งทีมเศรษฐกิจ ใช้ชื่อว่า "เดอะ กันดาฮาร์ บอย" (Kandahar - เขตปกครองในอัฟกานิสถาน) ผู้ที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ถ้าเป็นเช่นนี้แหละ ถึงจะเรียกว่าเลวร้ายกว่า 9/11

แต่โชคร้ายที่สิ่งที่กล่าวมานี้ไม่ใช่แค่สิ่งที่ทดลองคิดขึ้นมาเล่นๆ มันได้เกิดขึ้นจริง สิ่งเดียวที่ไม่แม่นคือ มันควรจะเอาไปคูณด้วย 25 เพื่อสามารถเทียบกับอัตราเฉลี่ยต่อหัวได้ แน่นอนว่าผมกำลังจะกล่าวถึงสิ่งที่ประเทศละตินอเมริกามักจะเรียกว่า "9/11 ครั้งแรก" คือเหตุการณ์ในวันที่ 11 ก.ย. 1973 เมื่อสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการล้มรัฐบาลประชาธิปไตยของ ซัลวาดอร์ อัลเลนด์ ในชิลี โดยการก่อรัฐประหารและนำนายพลปิโนเชต์ เผด็จการผู้โหดเหี้ยมขึ้นเป้นผู้นำ เป้าหมายจากปากคำของรัฐบาลนิกสันคือการขจัด "ไวรัส" ซึ่งจะคอยหนุนให้ "พวกต่างชาติที่จะมาหาเรื่องเรา" ยึดครองทรัพยากรกลับคืนไปเป็นของพวกเขาเอง และเริ่มมีนโยบายในการพัฒนาประเทศอย่างไม่ขึ้นกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐฯ ยอมไม่ได้ ในเบื้องหลังนั้นสภาความมั่นคงแห่งชาติได้สรุปว่า หากสหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมละตินอเมริกาได้ ก็อย่างหวังที่จะ "ใช้อำนาจควบคุมที่อื่นในโลก"

เหตุการณ์ 9/11 ครั้งแรกนั้นไม่เหมือนครั้งที่สอง มันไม่ได้ถึงขั้นเปลี่ยนโลก "ไม่มีอะไรที่ถือเป็นผลกระทบใหญ่หลวง" เช่นที่เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ รมต.ต่างประเทศในสมัยนั้นได้กล่าวกับประธานาธิบดี

เหตุการณ์ที่ส่งผลน้อยนิดนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การรัฐประหารที่ทำลาย ประชาธิปไตยของชิลีและก่อให้เกิดเรื่องน่ากลัวตามมาเท่านั้น '9/11 ครั้งแรก' เป็นเพียงแค่บทหนึ่งของละครที่เริ่มเรื่องมาตั้งแต่ 1962 เมื่อ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ เปลี่ยนรูปแบบพันธกิจของกองทัพละตินอเมริกาจาก "การคุ้มกันภูมิภาค" ซึ่งต่อเนื่องมาจากสงครามโลกครังที่ 2 ไปเป็น "ความมั่นคงภายใน" ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกตีความอย่างน่าขนลุกภายในวงชาวละตินอเมริกาที่ถูก สหรัฐฯ ครอบงำ

เมื่อไม่นานมานี้ทางมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็มีหนังสือ History of the Cold War ออกมา โดยนักวิชาการด้านละตินอเมริกา จอห์น โคทเวิร์ธเขียนไว้ว่า ตั้งแต่เวลานั้นมาจนถึง "การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1990 จำนวนนักโทษการเมือง เหยื่อที่ถูกทรมาน และการสังหารผู้ประท้วงทางการเมืองที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรงในละตินอเมริกาก็ มีมากขึ้นจนแซงหน้าสหภาพโซเวียตและประเทศยุโรปตะวันออกที่เป็นประเทศบริวาร" รวมถึงการสละชีพทางศาสนาและการสังหารหมู่ที่มีการสนับสนุนหรือริเริ่มจาก รัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย เหตุรุนแรงครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นคือการสังหารปัญญาชนละตินอเมริกัน 6 รายอย่างโหดเหี้ยม รวมถึงนักบวชนิกายเยซูอิด เพียงไม่กี่วันหลังจากกำแพงเบอร์ลินแตก ผู้ก่อการคือหน่วยทหารพิเศษของเอล ซัลวาดอร์ ที่เคยกระทำการนองเลือดอย่างน่าหวาดผวา ถูกฝึกมาจากโรงเรียนฝึกหน่วยรบพิเศษของจอห์น เอฟ เคนเนดี รับคำสั่งโดยตรงมาจากเบื้องสูงของสหรัฐฯ

ผลที่ตามมายังคงทำให้ภูมิภาคนี้ย่ำแย่ และกระทบกระเทือนอย่างมาก

จากลักพาตัว ทรมาน ไปจนถึงลอบสังหาร

ทั้งหมดนี้รวมถึงเรื่องที่ใกล้เคียงกันกลับถูกเพิกเฉยราวกับว่าไม่ได้ส่ง ผลอะไรมาก แล้วก็ลืมเลือนไป กลุ่มคนที่มีภารกิจต้องคอยปกครองโลกชื่นชมกับภาพลักษณ์ที่ชวนให้ตัวเองสบาย ใจมากกว่า มีการสื่อออกมาอย่างดีในวารสารที่น่านับถือ (และมีคุณค่า) เล่มล่าสุดของสถาบันราชบัณฑิตด้านการต่างประเทศของลอนดอน บทความหลักในเล่มกล่าวถึงเรื่อง "การจัดระเบียบโลกอย่างมีวิสัยทัศน์" ของ "ยุคครึ่งหลังศตวรรษที่ยี่สิบ" โดยเน้นถึง "การทำให้วิสัยทัศน์ด้านความมั่งคั่งทางพาณิชย์ในแบบอเมริกันกลายเป็นสากล โลก" มันก็มีอะไรบางอย่างที่น่าจะจริง แต่ก็ไม่ได้โยงให้นึกถึงคนที่อยู่ปลายปากกระบอกปืน

เป็นเรื่องเดียวกันกับการสังหารโอซามา บิน ลาเดน ที่ทำให้ "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" ดำเนินมาถึงจัดสุดท้าย ซึ่งคำว่า "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" นี้เองถูกประกาศโดยจอร์จ ดับเบิ้ลยุ บุช ในเหตุการณ์ 9/11 ครั้งที่สอง เราลองมาปรับทัศนะเกี่ยวกับเหตุการณ์และความสำคัญของมันดูบ้าง

ในวันที่ 1 พ.ค. 2011 โอซามา บิน ลาเดน ถูกสังหารในที่พักที่ไม่มีการคุ้มกัน โดยกลุ่มจู่โจมนาวีซีล 79 ราย ที่เข้าไปในปากีสถานโดยเฮลิคอปเตอร์ หลังจากมีเรื่องราวน่ากลัวจำนวนมากออกมาจากรัฐบาลแล้วก็เงียบหายไป ในทีสุดรายงานอย่างเป็นทางการก็ทำให้กระจ่างขึ้นมาว่าการปฏิบัติการในครั้ง นี้เป็นการวางแผนสังหาร โดยมีการละเมิดบรรทัดฐานของกฏหมายนานาชาติหลายข้อ เริ่มจากการรุกล้ำเขตแดนอันดับแรก

ดูเหมือนพวกเขาจะไม่พยายามจับกุมผู้ที่ไม่มีอาวุธอยู่ในมือเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้แน่ๆ สำหรับหน่วยรบพิเศษ 79 นายที่ไม่มีอะไรต่อต้าน เว้นแต่ตามที่รายงานบอกคือภรรยาของบิน ลาเดน ซึ่งก็ไม่มีอาวุธเช่นกัน แล้วพวกเขาก็ยิงภรรยาของบิน ลาเดน ขณะที่เธอ "พุ่งเข้าใส่" พวกเขา หากอ้างจากที่ทำเนียบขาวบอก

มีผู้เล่าถึงเหตุการณ์นี้ในอีกมุมมองหนึ่งที่น่าเชื่อถือได้คือจากผู้ สื่อข่าวตะวันออกกลางที่มากประสบการณ์อย่า ง โยชิ เดรียเซน และเพื่อนร่วมงานจากหนังสือพิมพ์ Atlantic เดรียเซนเคยเป็นนักข่าวสายการทหารให้กับ Wall Street Journal มาก่อน แล้วยังเป็นผู้สื่อข่าวอาวุโสให้กับกลุ่มเนชันนัลเจอร์นัลกรุ๊ปในประเด็นการ ทหารและความมั่นคงของประเทศ จากการสืบสวนของพวกเขาแล้วรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้พิจารณาเรื่องการจับเป็นบิน ลาเดน เลย "เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลจากที่ประชุมหารือว่า ทางรัฐบาลได้สั่งการอย่างชัดเจนกับปฏิบัติการลับของหน่วยรบพิเศษร่วมว่าต้อง การจับตายบิน ลาเดน เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงก็ออกคำสั่งอย่างสังเขปกับหน่วยซีลว่าภารกิจของพวก เขาไม่ใช่การจับเป็น"

พวกเขายังได้เสริมไว้ด้วยว่า "หลายคนในเพนทากอนและหน่วยข่าวกรองกลางที่ใช้เวลากว่าทศวรรษออกล่าบิน ลาเดน ต่างก็คิดว่าการสังหารผู้นำกลุ่มติดอาวุธคนนี้เป็นการล้างแค้นที่มีความชอบ ธรรม" นอกจากนี้แล้ว "การจับเป้นบิน ลาเดน อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเจอกับการความท้าทายด้านกฏหมายและด้านการเมืองที่น่ารำคาญสำหรับพวกเขา" ดังนั้นจึงสั่งให้สังหารบิน ลาเดน ไปเลยดีกว่า เอาศพไปทิ้งทะเลโดยไม่มีการพิสูจน์ทางนิติเวช เป็นการกระทำที่เดาทางได้ว่าจะทำให้โลกมุสลิมรู้สึกเคืองและสงสัย

นักสืบสวนสอบสวนตั้งข้อสังเกตว่า "การตัดสินใจสังหารบิน ลาเดน นั้นเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาลโอบาม่าอย่าง ชัดแจ้งจากที่ก่อนหน้านี้มีการแสดงให้เห็นผลงานด้านนี้น้อยมาก ขระที่รัฐบาลบุชจัดกุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายแล้วส่งตัวไป ยังค่ายกักกันในอัฟกานิสถาน, อิรัก และอ่าวกวนตานาโม รัฐบาลโอบาม่าทำอีกอย่างหนึ่งคือ เน้นการกำจัดผู้ก่อการร้ายแบบรายบุคคลแทนการพยายามจับเป็น" นี่คือสิ่งที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างรัฐบาลบุชกับรัฐบาลโอบาม่า มีการอ้างถึงคำพูดของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก เอลมุท ชมิดท์ ที่ "กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ของเยอรมนีว่าการจู่โจมของสหรัฐฯ นั้น 'เห็นได้ชัดว่าเป็นการละเมิดกฏหมายระหว่างประเทศ' และบอกอีกว่าบิน ลาเดน ควรถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดี" ในทางตรงข้าม รมต.กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ อิริค โฮลเดอร์ ได้ออกมา "กล่าวปกป้องการตัดสินใจสังหารบิน ลาเดน แม้ว่าบิน ลาเดน จะไม่ได้มีท่าทีจะทำอันตรายใดๆ กับหน่วยนาวีซีลเลย เขากล่าวในการอภิปรายของรัฐบาลว่าการจู่โจมนั้น 'เป็นไปตามกฏหมาย มีความชอบธรรม และกระทำอย่างเหมาะสมในทุกด้าน'"

การนำศพไปทิ้งโดยไม่มีการชันสูตรยังถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยประเทศพันธมิตร ด้วย ทนายความอังกฤษที่มีความน่าเชื่อถือสูงอย่าง จีออฟรี โรเบิร์ทสัน ผู้ที่สนับสนุนการใช้กำลังทหารของสหรัฐฯ แทรกแซงและไม่เห็นด้วยกับการสังหารบิน ลาเดน ด้วยเหตุผลในทางปฏิบัติ เขาบอกว่าการที่โอบาม่าบอกว่า "ความยุติธรรมบังเกิดแล้ว" นั้นเป็น "เรื่องเหลวไหล" ที่อดีตศาตราจารย์ด้านกฏหมายรัฐธรรมนูญอย่างเขาจะเห็นแบบนี้คงไม่แปลกเท่า ไหร่ เนื่องจากกฏหมายของปากีสถานระบุไว้ว่า "ควรมีการสืบสวนหาความจริงในการเสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติ และกฏหมายสิทธิมนุษยชนสากลก็ย้ำว่า 'สิทธิในการมีชีวิตอยู่' สั่งให้ต้องมีการสืบหาความจริงเกี่ยวกับการตายอย่างผิดธรรมชาติ ที่มาจากการกระทำของรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังนั้นสหรัฐฯ จึงต้องมีการไต่สวนข้อเท็จจริงของสถานการณ์เพื่อให้ชาวโลกพอใจ"

โรเบิร์ทสันยังได้กล่าวสิ่งที่มีประโยชน์ที่จะย้ำเตือนพวกเราว่า

"มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เมื่อเวลาพิพากษาตัดสินคนที่จมอยู่ในความชั่วยิ่งกว่าบิน ลาเดน อย่างผู้นำนาซีมาถึง รัฐบาลอังกฤษก็ต้องการให้พวกนาซีถูกแขวนคอภายใน 6 ชั่วโมง หลังการถูกจับตัว ประธานาธิบดีทรูแมนคัดค้าน โดยอ้างถึงข้อสรุปของ รมต.ยุติธรรม โรเบิร์ต แจ็กสัน ว่าการตัดสินประหารชีวิตจะติดฝังอยู่กับจิตสำนึกของชาวอเมริกันอย่างไม่น่า จดจำ หรือจะทำให้เด็กรุ่นต่อไปจดจำมันอย่างภาคภูมิใจนั้น ...สิ่งเดียวที่จะตัดสินคือตัวผู้ถูกกล่าวหามีความผิดจริงหรือไม่นั้น ก็หลังจากกาลเวลาผู้สดับฟังอย่างเป็นกลางจะอนุญาต และหลังจากข้อมูลที่จะทำให้เหตุผลกับแรงจูงใจของเราชัดเจน"

อิริก มาร์โกลิส ให้ความเห็นว่า "รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เคยนำหลักฐานพิสูจน์ว่าโอซามา บิน ลาเดน อยู่เบื้องหลังเหตุการ 9/11 ออกมาสู่สาธารณะ" เหตุผลหนึ่งที่เป็นไปได้คือ "มีผลสำรวจออกมาว่าหนึ่งในสามของกลุ่มประชากรชาวอเมริกันเห็นว่ารัฐบาล สหรัฐฯ และ/หรือ อิสราเอลอยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรม 9/11" ขณะที่ในโลกมุสลิมมีผู้สงสัยในเรื่องนี้มากกว่า อิริก ยังได้กล่าวต่ออีกว่า "หากมีการดำเนินคดีในสหรัฐฯ หรือที่กรุงเฮก (ศาลโลก) คงทำให้เรื่องนี้ถูกเปิดโปงสู่สาธารณะ" ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลสหรัฐฯ ถึงควรทำตามกฏหมาย

สิ่งที่เอฟบีไอเชื่อว่าจริงในเดือน มิ.ย. ปี 2002 คือสิ่งที่พวกเขาไม่รู้มาก่อนว่า 8 เดือนก่อนหน้านั้นรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธข้อเสนอของกลุ่มตอลีบัน (ซึ่งจะจริงจังขนาดไหนเราก็ไม่ทราบ) ที่เสนอว่าว่าจะอนุญาติให้นำตัวบิน ลาเดน ไปดำเนินคดีหากพบหลักฐานว่าเขาผิดจริง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องจริงเมื่อประธานาธิบดีโอบาม่าอ้างในแถลงการณ์ของ ทำเนียบขาวที่ออกมาหลังจากบิน ลาเดน เสียชีวิตว่า "พวกเราทราบอย่างรวดเร็วว่าการโจมตี 9/11 เป็นการกระทำของกลุ่ม อัล-เคด้า"

ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องสงสัยสิ่งที่เอฟบีไอเชื่อในช่วงกลางปี 2002 แต่นั่นก็ยังทำให้เราห่างไกลจากการพิสูจน์ความผิดที่ควรจะมีในสังคมอารยะ เช่นนี้ รวมถึงหลักฐานใดๆ ก็ตามเท่าที่หามาได้ มันไม่มีเหตุผลอันสมควรในการจะสังหารผู้ต้องสงสัยผู้ที่สามารถจับกุมตัวมา ดำเนินคดีอย่างง่ายดาย เรื่องนี้ยังหมายถึงการหาหลักฐานด้วย คณะกรรมการ 9/11 ได้สืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมเรื่องบทบาทของบิน ลาเดน ต่อเหตุการณ์ 9/11 โดยอาศัยข้อมุลหลักแค่จากคำสารภาพของนักโทษในกวนตานาโม น่าสงสัยมากว่าหลักฐานอ้างนี้เอาไปใช้ได้จริงในศาลอิสระได้จริงหรือไม่ เนื่องจากการสารภาพนี้เป็นการถูกกระตุ้นให้สารภาพ แล้วหากข้อสรุปของการสืบสวนจากรัฐบาลสหรัฐฯ พูดในเชิงถ้ามันมีจริง ก็ไม่ได้มีถูกตัดสินความโดยศาลที่น่าเชื่อถือพอที่จะทำให้ผู้ต้องสงสัยกลาย มาเป็นผู้มีความผิดจริง

มีหลายคนพูดถึง "คำสารภาพ" ของบิน ลาเดน แต่นั่นถือเป็นคำคุยโว ไม่ใช่คำสารภาพ มันมีความน่าเชื่อถือพอๆ กับที่ผมจะ "สารภาพ" ว่าผมชนะการแข่งวิ่งมาราธอนของบอสตัน คำคุยโวทำให้เราเห็นบุคลิกหลายอย่างของบิน ลาเดน แต่ก็ไม่มีอะไรโยงไปถึงความรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น "ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่" ที่เขายกเครดิตให้ตัวเองเลย

และแน่นอนว่าเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลในการตัดสินว่าบิน ลาเดน มีส่วนในการก่อวินาศกรรมหรือไม่ ซึ่งก็เห็นได้ชัดทันที แม้ก่อนการสืบสวนของเอฟบีไอด้วยซ้ำ

อาชญากรรมของการรุกราน

ผมอยากจะเสริมไว้ด้วยว่าคนในโลกมุสลืมจำนวนมากก็มองว่าบิน ลาเดน มีส่วนกับเหตุวินาศกรรม 9/11 และได้ประณามเขาด้วย ตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญคือชีค ฟัดอัลลาห์ นักบวชเลบานอนที่เป็นที่เคารพในหมู่เฮซบอลลาและนิกายชีอะห์ที่อยู่ประเทศ อื่น เขาเคยถูกลอบวางแผนลอบสังหารมาก่อน โดยมีคนลอบวางระเบิดรถบรรทุกภายนอกมัสยิด ซึ่งเป็นปฏิบัติการของซีไอเอช่วงปี 1985 เขาหนีรอดมาได้ แต่ก็มีคน 80 คนถูกสังหารไป ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กที่กำลังทยอยออกมาจากมัสยิด นี่เป็นหนึ่งในอาชญากรรมนับไม่ถ้วนที่ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในบัญชีของการก่อการ ร้าย เพียงเพราะการใช้เหตุผลวิบัติของ "หน่วยงานที่มีความผิด" ชีค ฟัดอัลลาห์เองก็ประณามการโจมตี 9/11

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมกับขบวนการสงครามศาสนา ฟาวาซ เกอเจส เสนอว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มอาจถูกทำให้แตกไปได้ในเวลานั้นหากสหรัฐฯ ฉวยโอกาส แทนที่จะยิ่งช่วยขับเคลื่อนขบวนการ ส่วนหนึ่งก็ด้วยการโจมตีอิรัก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากกับบิน ลาเดน ทำให้การก่อการร้ายยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเมื่อมีพวกสายลับเข้ามาร่วมด้วย จากการฟังผลการพิจารณาคดีเบื้องหลังการบุกอิรักโดย (จอห์น) ชิลคอท ผู้ไต่สวนจากอังกฤษ ยกตัวอย่างได้ว่า อดีตองค์กรข่าวกรองภายในประเทศอังกฤษ MI5 ให้การว่า หน่วยข่าวกรองของทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษต่างทราบดีว่าซัดดัมไม่ได้แสดงตนเป็นภัยร้ายแรงใดๆ การบุกอิรักยิ่งทำให้การก่อการร้ายเพิ่มมากขึ้น การบุกอิรักและอัฟกานิสถานยิ่งทำให้เกิดมุสลืมรุ่นต่อมาที่มีความสุดโต่ง ขึ้นเมื่อเขาเห็นว่าปฏิบัติการทางทหารเป็น "การโจมตีอิสลาม" ซึ่งก็ถือเป็นอีกกรณีว่าความปลอดภัยไม่ใช้สิ่งที่คำนึงถึงอันดับต้นๆ ในการปฏิบัติการ

พวกเราควรตั้งคำถามแบบเตือนตัวเองดูว่า เราควรจะทำอย่างไรหากมีทหารหน่วยพิเศษของอิรักบุกไปถึงที่พักของจอร์จ ดับเบิลยู บุช แล้วสังหารเขา เอาร่างเขาไปทิ้งมหาสมุทรแอตแลนติก (แน่นอนว่าหลังจากทำพิธีศพตามประเพณีแล้ว) ไม่มีข้อโต้แย้งเลยว่าบุชไม่ใช่ "ผู้ต้องสงสัย" แต่เป็น "ผู้ตัดสินใจ" สั่งการให้บุกประเทศอิรัก ซึ่งก็อการ "ก่ออาชญากรมร้ายแรงข้ามชาติ ที่ต่างจากอาชญากรรมสงครามอื่นๆ ตรงที่เป็นแหล่งรวมความชั่วร้ายทั้งหมดไว้ในตัว" ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้อาชญากรนาซีถูกแขวนคอ เขาทำให้ประชาชนนับแสนเสียชีวิต อีกกว่าล้านกลายเป็นผู้อพยพ ทำลายประเทศและแหล่งมรดกของชาติ ทำให้เกิดความขัดแย้งในหมู่นิกายย่อยลุกลามไปทั่วภูมิภาค ที่ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ อีกคือ อาชญากรรมเหล่านี้มากเกินกว่าที่บืน ลาเดน ก่อไว้เสียอีก

แม้จะบอกว่าไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ถูกปฏิเสธ การมีอยู่ของกลุ่มผู้เชื่อว่าโลกแบนไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้ แย้งว่า โลกไม่ได้แบน เช่นเดียวกับที่บอกว่าสตาลินและฮิตเลอร์เป็นผู้ก่ออาชญากรรมเลวร้าย แต่กลุ่มผู้ภักดีก็ปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้ทำ เช่นเดียวกันว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สามารถแสดงความเห็นได้ เว้นแต่ในบรรยากาศที่เร้าอารมณ์แบบสุดโต่งเสียจนบดบังความคิดที่มีเหตุผลไป เสียหมด

เช่นเดียวกัน ไม่มีข้อโต้แย้งว่าบุชได้ก่อ "อาชญากรรมข้ามชาติร้ายแรง" คืออาชญากรรมของการรุกราน อาชญากรรมชนิดนี้โรเบิร์ท แจ็กสัน ผู้เคยเป็นหัวหน้าทนายไต่สวนคดีนูเรมเบิร์ก (Nuremberg Trials - คดีที่ฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดำเนินการไต่สวนกับเหล่าผู้นำนาซี) ได้นิยามเอาไว้แล้ว เขากล่าวแถลงต่อศาลว่า "ผู้รุกราน" คือการริเริ่มกระทำการเช่น "การรุกล้ำด้วยหน่วยติดอาวุธเข้าไปในอาณาเขตของรัฐอื่น ทั้งโดยการประกาศและไม่ประกาศสงคราม ..." ไม่มีใครเลย แม้กระทั่งกลุ่มสุุดโต่งที่สนับสนุนการรุกรานปฏิเสธเรื่องที่ว่าบุชและพรรค พวกก็ทำอย่างเดียวกัน

พวกเราควรจะระลึกถึงคำกล่าวอย่างมีวาทศิลป์ของแจ็กสันที่นูเรมเบิร์กใน เรื่องหลักการของความเป็นสากลด้วย "หากการกระทำใดๆ ที่ละเมิดต่อสนธิสัญญาถือเป็นอาชญากรรม มันก็จะถือเป็นอาชญากรรมไม่ว่าฝ่ายสหรัฐฯ หรือเยอรมนีจะเป็นผู้กระทำ และพวกเราก็ยังไม่ละวางการกฏการตัดสินคดีกับจำเลยอื่น ซึ่งพวกเราคงไม่ต้องการให้ถูกนำมาใช้กับพวกเราเอง"

ชัดเจนว่าเจตนาในคำประกาศนี้ไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์อะไรกัน แม้พวกเขาจะเชื่อเช่นนั้นจริง มีบันทึกภายในเปิดเผยว่าเผด็จการฟาสซิสต์ญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เชื่อว่าการบุกถล่มจีนจะเป็นการช่วยสร้างให้จีนกลายเป็น "สวรรค์บนดิน" และแม้ว่ามันอาจจินตนาการยากไม่หน่อย แต่ก็เข้าใจได้ว่าบุชและพรรคพวกก็เชื่ออย่างเดียวกันว่าพวกเขากำลังกอบกู้ โลกขากการทำลายของอาวุธนิวเคลียร์ที่ซัดดัมมี สองเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวกัน แต่กลุ่มผู้ภักดีต่อฝ่ายตนเองก็คงพยายามทำให้ตัวเองเชื่อตามนั้นไปด้วย

พวกเรามีทางเลือกอยู่สองทางเท่านั้น คือให้บุชและพรรคพวกถูกตัดสินว่ามีความผิดในฐานะที่ก่อ "อาชญากรรมร้ายแรงข้ามชาติ" รวมถึงความผิดอื่นๆ ที่ตามมา หรือประกาศว่ากระบวนการดำเนินคดีนูเรมเบิร์กเป็นแค่ปาหี่ และประเทศพันธมิตรก็มีความผิดฐานฆาตกรรมผ่านกระบวนการศาล

จิตแบบจักรวรรดินิยมกับเหตุ 9/11

ไม่กี่วันก่อนการสังหาร บิน ลาเดน ออลานโด บอช เสียชีวิตอย่างสงบในฟลอริด้า ที่เขาพักอาศัยอยู่กับผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างลูอิซ โปซาดา คาร์ริลส์ และผู้ร่วมขบวนการก่อการร้ายข้ามชาติรายอื่นๆ หลังจากที่เอฟบีไอกล่าวหาว่าเขามีส่วนในการก่อการร้ายหลายสิบคดี บอชก็ได้รับการอภัยโทษโดยประธานาธิบดีบุชผู้พ่อ โดยที่รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมยุคนั้นคัดค้าน ซึ่งให้ข้อสรุปว่า "การให้บอชกบดานอย่างปลอดภัยจะทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ เลวร้ายในสายตาประชาชนอย่างไม่อาจหลีกเเลี่ยง" การเสียชีวิตไล่เลี่ยกันอย่างบังเอิญของทั้งคู่ชวนให้นึกถึงลัทธิบุชผู้ลูก กราแฮม แอลลิสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกล่าวว่า "กฏความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในทางพฤตินัย" (a de facto rule of international relations) ที่บุชกล่าวไว้ได้เกิดขึ้นแล้วคือ "การที่รัฐอธิปไตยให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้าย" (the sovereignty of states that provide sanctuary to terrorists)

แอลลิสันกล่าวพาดพิงถึงการที่บุชผู้ลูกเคยประกาต่อกลุ่มตอลิบันว่า "ใครก็ตามที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้ายก็มีความผิดเช่นเดียวกับผู้ก่อการ ร้าย" ซึ่งหมายความว่าจะทำให้รัฐนั้นๆ สูญเสียอำนาจอธิปไตยและกลายเป็นเป้าหมายของการทิ้งระเบิดและการก่อการร้าย ยกตัวอย่างเช่นรัฐที่ให้ที่อยู่อาศัยบอชกับพรรคพวก เมื่อบุชประกาศ "กฏความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในทางพฤตินัย" ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าเขากำลังเรียกร้องให้มีการรุกรานและทำลายล้างสหรัฐ อเมริกา รวมถึงการสังหารประธานาธิบดีผู้ก่ออาชญากรรม

ทุกอย่างนี้จะไม่เป็นปัญหาเลยหากเราเพิกเฉยต่อหลักการของความเป็นสากลของ แจ็กสันเสีย แล้วก็หันมาใช้หลักการว่าสหรัฐฯ มีภูมิคุ้มกันต่อกฏหมายและอนุสัญญาของนานาชาติ ซึ่งจริงๆ รัฐบาลเราก็แสดงให้เห็นมาโดยตลอดอยู่แล้ว

น่าคิดอีกเรื่องหนึ่งคือชื่อที่ตั้งให้กับปฏิบัติการล่าบิน ลาเดน คือปฏิบัติการเจอโรนิโม (Operation Geronimo) จิตแบบจักรวรรดิ์นิยมแสดงออกมาจากชื่อนี้ชัดแจ้งมากจนนึกไปว่าพวกทำเนียบขาว ถึงขั้นยกย่องบิน ลาเดน โดยเรียกเขาว่า "เจอโรนิโม" ชื่อเดียวกับผู้นำเผ่าอินเดียนแดงอาปาเช่ คนที่นำเผ่าต่อต้านผู้รุกรานแผ่นดินของอาปาเช่

การเลือกใช้ชื่อนี้ชวนให้นึกถึงการที่เรานำชื่อเหยื่ออาชญากรรมของพวกเรา มาตั้งเป็นชื่ออาวุธสังหารของพวกเราเองอย่างง่ายดาย เช่น อาปาเช่, แบล้กฮอว์ก (ทั้งสองเป็นชื่อรุ่นเฮลิคอปเตอร์) พวกเราอาจแสดงออกอีกแบบหนึ่งก็ได้ ถ้าหากหน่วยลูฟท์วาฟ (Luftwaffe - หน่วยทหารอากาศของเยอรมนี) เรียกชื่อเครื่องบินรบของพวกเขาว่า "ยิว" และ "ยิปซี"

ตัวอย่างที่ยกมาอาจตกไปอยู่ในประเด็นเรื่องแนวคิดว่า "อเมริกันคือผู้วิเศษไม่เหมือนใคร" (American Exceptionalism) เว้นแต่เป็นเรื่องปกติที่รัฐที่มีอำนาจทั้งหลายมักจะกลบเกลื่อนความผิดของตน เองอย่างง่ายดาย อย่างน้อยก็กับรัฐที่ไม่ได้ถูกทำให้แพ้พ่ายหรือถูกบีบให้ต้องเผชิญความจริง

บางทีรัฐบาลอาจมองว่าการบุกสังหารเป็น "การแสดงการล้างแค้น" เช่นที่โรเบิร์ทสันสรุปไว้ และบางทีการปฏิเสธการใช้วิธีการดำเนินคดีตามกฏหมายก็สะท้อนความแตกต่าง ระหว่างวิถีทางจริยธรรมของปี 1945 กับปัจจุบัน ไม่ว่าแรงจูงใจเบื้องหลังจะเป็นสิ่งใดก็ตาม มันยากที่จะเรียกว่าเป็นความมั่นคง ดูตัวอย่างการก่อ "อาชญากรรมข้ามชาติร้ายแรง" ในอิรักสิ การสังหารบิน ลาเดน ก็แสดงให้เห็นความจริงข้อหนึ่งว่าความมั่นคงปลอดภัยไม่ใช่สิ่งแรกๆ ที่ปฏิบัติการของรัฐพวกนี้จะนึกถึง ตรงข้ามกับหลักปฏิบัติที่พวกเขาได้เรียนรู้มา

ฌาปนกิจศพ “วสันต์ ภู่ทอง” เหยื่อสไนเปอร์ 10 เม.ย.53

ที่มา ประชาไท

ฌาปนกิจศพ “วสันต์ ภู่ทอง” เหยื่อสไนเปอร์เหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ 10 เม.ย.53 แล้ว ที่วัดตำหรุ จ.สมุทรปราการ คนเสื้อแดงมาร่วมงานจำนวนมาก

ตอนบ่ายของวันที่ 11 ก.ย.2554 มีการจัดพิธีฌาปนกิจศพ นายวสันต์ ภู่ทอง คนเสื้อแดงที่เสียชีวิตจากสไนเปอร์ในเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ 10 เม.ย.2553 โดยพิธีจัดขึ้นที่วัดตำหรุ ต.เมืองใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ มีคนเสื้อแดง หลายพันคนมาร่วมไว้อาลัยจนแน่นขนัดลานวัด

นายวสันต์ ถูกยิงเสียชีวิตในตอนหัวค่ำของวันที่ 10 เม.ย.2553 ที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ในเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ถนนราชดำเนินของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยถูกยิงเข้าที่ศีรษะล้มลงขณะยืนถือธง

สถานที่ตั้งศพจัดขึ้นที่ลานวัด โดยตั้งโลงบรรจุศพนายวสันต์ไว้บนเมรุชั่วคราวขนาดใหญ่ที่ประดับประดาด้วย ดอกไม้และลวดลายอย่างสวยงาม ส่วนอีกด้านหนึ่งของลานวัดมีการจัดเวทีปราศรัยซึ่งฉากหลังเป็นภาพนายวสันต์ ขนาดใหญ่ มีข้อความ “สดุดี วีรชน คนกล้า ประชาธิปไตย วสันต์ ภู่ทอง”

บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างคึกคัก แกนนำสำคัญของคนเสื้อแดงเดินทางมาร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นพ.เหวง โตจิราการณ์, นางธิดา ถาวรเศรษฐ์, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย โดยสลับกันขึ้นปราศรัยถึงการต่อสู้ของคนเสื้อแดงและสดุดีวีรกรรมของนาย วสันต์ในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.2553 จากนั้นเป็นการทยอยกันขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์ที่ชั้นล่างของเมรุด้านหน้าศพ พิธีการสิ้นสุดลงประมาณ 18.30 น. ส่วนการประชุมเพลิง ญาติและคนใกล้ชิดทำในเวลา 21.00 น.



ช็อตอำวันนี้:ผบ.เหล่าทัพหลบอยู่รูเทือก-ครับพ้ม!

ที่มา Thai E-News

ผบ.เหล่า ทัพอยู่ไหน? ทำไมหลบไม่ยอมไปร่วมประชุมยุทธศาสตร์ชาติกับท่านนายกฯหนะเหรอ?...นู้นแหนะ ครับพ้ม...หลบลงรูเดียวกับเทพเทือก-ครับพ้ม!


ที่มา:เฟซบุ๊คนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
คำบรรยายภาพจากเฟซบุ๊ค:นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ดินถล่มที่อุตรดิตถ์ พร้อมทีมแพทย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย และถุงยังชีพ

2ภาพมีค่ากว่าล้านคำ

ที่มา Thai E-News