ที่มา ข่าวสด
ศักดิ์สกุล กุลละวณิชย์
ทุกวันนี้แท็บเล็ตพีซี กำลังมีบทบาทกับชีวิตประจำวันของพลเมืองโลก และพลเมืองไทย
เอ็นซีอาร์ ซิสเต็ม 3125 (NCR System 3125) พ.ศ. 2534
ทั้งด้วยคุณประโยชน์ในตัวมันเอง ไปจนถึงการเข้ามาในรูปของนโยบายรัฐ
ที่ ผ่านมามีหลายประเทศเริ่มโครงการสนับ สนุนการใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตประกอบการเรียนการสอนในโรงเรียนกันบ้างแล้ว อาทิ ประเทศเกาหลีใต้ ไต้หวัน ยุโรปบางประเทศ
และประเทศไทย
โดย เฉพาะในไทยกับนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งเสนอโครงการ 1 แท็บเล็ตพีซีต่อเด็ก 1 คน และเริ่มดำเนินการไปบ้างแล้วที่จังหวัดนครราชสีมา
แต่ยังเป็นการแจกแบบกระจายให้กับโรงเรียนต่างๆ ในสังกัดเท่านั้น แต่ก็ถือว่าได้เริ่มแล้ว
จะเห็นได้ว่า แท็บเล็ตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ไม่ใช่อุปกรณ์ไฮเทคที่ใช้ได้เฉพาะคนมีเงินในเมืองใหญ่เท่านั้น
เพราะเด็กนักเรียนต่างจังหวัดก็มีสิทธิ์ใช้เพื่อพัฒนาการ เรียนรู้
ทีนี้ลองย้อนไปดูตั้งแต่จุดเริ่มต้นก็จะพบว่า แท็บเล็ตพีซีมีขั้นตอนการพัฒนาที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย
และใครจะรู้ว่า ไอเดีย การใช้กระดานชนวน อัจฉริยะนั้น มีมานานแล้ว
ความ หมายของแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า 'แท็บเล็ต' คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้ในขณะเคลื่อนที่ได้ และใช้หน้าจอสัมผัสในการทำงานเป็นอันดับแรก
มีคีย์บอร์ดเสมือนจริง หรือปากกาดิจิตอลในการใช้งานแทนที่แป้นพิมพ์คีย์บอร์ด และมีความหมายครอบคลุมถึงโน้ตบุ๊กแบบพลิกหน้าจอกลับข้างได้ และมีหน้าจอแบบสัมผัส และมีแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดติดมาด้วยไม่ว่าจะเป็นแบบหมุนหรือแบบสไลด์ก็ตาม
จาก การรวบรวมของสำนักข่าวออนไลน์ฮัฟฟิงตัน โพสต์ (Huffington Post) ของอเมริกาเหนือ ระบุเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ 'เข้าข่าย' ที่จะเรียกได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของแท็บเล็ต สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปีพ.ศ. 2507
เกือบ 47 ปีก่อน!
และถ้าสมมติให้เครื่องไอแพดของ แอปเปิ้ลเป็นตัวแทนของแท็บเล็ตยุคปัจจุบันก็จะพบว่า แท็บเล็ตนั้นวิวัฒนาการต่อเนื่องกันแบบปีต่อปี โดยมีปัจจัยอยู่ที่เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการผลิตขณะนั้น
เมื่อย้อนกลับไปดูเครื่องต้นตระกูลแท็บเล็ตทั้งหลาย เราจะแบ่งออกเป็นเครื่องต่างๆ ได้ดังนี้
1.แรนด์ แท็บเล็ต
(RAND Tablet) พ.ศ. 2507
ผู้ใช้สมัยนั้นนิยมเรียกว่าเครื่องแปลงภาพกราฟิก มีลักษณะเหมือนชุดเมาส์ปากกาในยุคนี้ คือมีแผ่นรองเมาส์ขนาดใหญ่กับปากกา ไฟฟ้า ใช้ความต่างของแรงดันไฟฟ้าเป็นเงื่อนไขการรับข้อมูล สนนราคาในยุคนั้นอยู่ที่ประมาณ 540,000 บาท (คาดว่ารวมเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย)
2.ดิจิตอล กราฟิก 15
(Digital Graphic 15) พ.ศ. 2515
มี ชื่อเรียกอีกชื่อว่า เครื่องแอตลาส 15 มีเป้าหมายการตลาดสำหรับโรงเรียน หรือใช้ในห้องแล็บของมหาวิทยาลัย มีลักษณะเหมือนตู้เกมที่ประกอบด้วยแป้นพิมพ์ดีด กระดานรองกับปากกาไฟฟ้า ใช้พิมพ์งาน บันทึกข้อมูลเอกสารกับวาดรูปประกอบได้
3.แอปเปิ้ล กราฟิกส์ แท็บเล็ต
(Apple Graphics Tablet) พ.ศ. 2522
คุณปู่ทวดของไอแพด ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์อยู่ในหัว สตีฟ จ็อบส์ มานานแล้ว แต่ในอดีตเทคโนโลยียังไม่อำนวย
สำหรับ กราฟิก แท็บเล็ตเครื่องนี้เป็นอุปกรณ์เสริมที่ต้องใช้กับเครื่อง 'แอปเปิ้ล II' เท่านั้น มีลักษณะเหมือนชุดเมาส์ปากกา แต่แผ่นกระดานไฟฟ้าจะมีตารางกราฟมาให้ เพื่อความสะดวกของนักออกแบบ จุดเด่นอยู่ที่ราคาสุดโหดถึงเกือบ 2 หมื่นบาท
แต่ทีเด็ดที่น่าจดจำ อีกอย่างคือ ต้องไม่ลืมว่ายุคนั้นยังไม่มีโปรแกรมตกแต่งภาพอย่างโฟโต้ช็อป ดังนั้น เครื่องมือชิ้นนี้ของแอปเปิ้ลจึงมีประโยชน์มาก และตอบโจทย์ยุคสมัยได้เป็นอย่างดี
4. กริดแพด (GridPad) พ.ศ. 2532
นับ เป็นอุปกรณ์ไอทีชิ้นแรกที่มีหน้าตาคล้ายแท็บเล็ตในปัจจุบันมากที่สุด มีหน้าจอสัมผัสด้วย มีปากกาสไตลัสใช้ทำงานร่วมกัน ราคาในสมัยนั้นคือราว 7 หมื่นบาท
กริดแพด ออกแบบมาเพื่องานด้านธุรกิจ และงานด้านการจัดการข้อมูลนอกสถานที่ เช่น การเก็บข้อมูลภาคสนาม เป็นต้น
บริษัทเดิมที่พัฒนากริดแพดคือ 'แทนดี' จากนั้นถูกบริษัทเอเอสทีซื้อไป ก่อนล้มละลายในที่สุด จากนั้นกริด แพดก็เหลือเพียงตำนาน
เอ็นซีอาร์ ซิสเต็ม 3125 (NCR System 3125) พ.ศ. 2534
ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 90 กับอุปกรณ์ที่ตอบสนองผู้ใช้ที่แป้นสัมผัส แสดงภาพบนกระดานไฟฟ้าโดยตรงไม่ต้องอาศัยมอนิเตอร์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้ง โต๊ะ โดยสื่ออย่างนิวยอร์กไทมส์ ตั้งชื่อให้ว่า 'โน้ตแพด' ตรงตามลักษณะการใช้งาน
5.เอทีแอนด์ที อีโอ พีซี (AT&T EO PC) พ.ศ. 2536
ตั้ง จุดขายไว้ว่า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารส่วนบุคคล ราคาประ มาณ 48,000 บาท ใช้ระบบปฏิบัติการเพนพอยต์ มีการเสริมส่วนใช้งานโทร ศัพท์เคลื่อนที่ โมเด็มและแฟ็กซ์ ตลอดจนฮาร์ดดิสก์เก็บข้อมูล ไปจนถึงลำโพงและไมโครโฟน
ดูแล้วคล้ายต้นกำเนิดสมาร์ทโฟนยุคนี้ไม่มีผิด
6. นิวตัน เมสเสจ แพด
(Newton Message Pad) พ.ศ. 2536
ถ้า ใครคิดว่า เครื่องแอปเปิ้ล กราฟิก แท็บเล็ต ที่กล่าวไปดูเหมือนเมาส์ปากกามากกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องบอกว่า เครื่องนิวตัน เมสเสจ แพด คือวิวัฒนาการขั้นที่สองที่แอปเปิ้ลก้าวเข้าใกล้ความเป็นแท็บเล็ตแบบใน ปัจจุบัน
สำหรับอุปกรณ์ชิ้นนี้ ถูกจัดอยู่ในหมวดของ 'พีดีเอ' ในช่วงนั้น ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ช่วยงานดิจิตอลส่วนบุคคลนั่นเอง
แต่ ทว่าของใช้ไฮเทคจากแอปเปิ้ลชิ้นนี้กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะเครื่องขัดข้องเป็นประจำ แถมด้วยราคาที่แสนแพง สุดท้ายต้องเลิกผลิตหลังจากวางขายได้เพียง 5 ปี
7.เซนิธ ครุยซ์แพด
(Zenith CruisePad) พ.ศ. 2538
แท็บ เล็ตงานเอกสารและข้อมูล จะสังเกตได้ว่าความบางเริ่มเป็นเทรนด์ที่แท็บเล็ตรุ่นต่อจากนี้เริ่มมุ่งไป หาแล้ว ราคาค่าตัวอยู่ที่ 42,000 บาท
ค ฟูจิตสึ สไตลิสติก 2300 (Fujitsu Stylistic 2300) พ.ศ. 2541
ผู้ผลิตฝั่งญี่ปุ่นเริ่มก้าวเข้าสู่วงการอุปกรณ์พกพาไฮเทคกับแท็บ เล็ตเจ้าแรกๆ ที่โชว์จุดเด่นที่จอสีสดใส
8.คอมแพ็ก แท็บเล็ต (Compaq Tablet) พ.ศ. 2544
เคยสร้างความฮือฮามาแล้ว เพราะเปิดตัวสินค้าโดย นายบิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ เนื่องจากใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์นั่นเอง
ถือเป็นอุปกรณ์ชิ้นแรกที่วงการไอทีต้องบัญญัติศัพท์คำว่า 'แท็บเล็ตพีซี' เพื่อใช้อย่างเป็น ทางการ
9. ไมโครซอฟท์ สมาร์ท ดิสเพลย์ (Microsoft Smart Display) พ.ศ. 2545
รูป ร่างคล้ายปฏิทินตั้งโต๊ะ แต่แท้จริงแล้วทำงานในรูปแบบมอนิ เตอร์จอสัมผัสนั่นเอง เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ยูนิตด้วยไว-ไฟ ทำให้ ต้องอยู่ใกล้กับเครื่องปล่อยสัญญาณ ด้านการตลาดก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า สุดท้ายโดนยกเลิกการผลิตในปีต่อมา
10.โมชั่น คอมพิวติ้ง แอลเอส 800
(Motion Computing LS800) พ.ศ. 2548
เริ่มคล้ายแท็บเล็ตในยุคปัจจุบันแต่ยังมีความหนาอยู่มาก และด้วยความที่ไม่มีคีย์ บอร์ดมาให้ จึงทำหน้าที่เป็นตัวแสดงผลอย่างเดียว
11. อะซิโอตรอน ม็อดบุ๊ก (Axiotron ModBook) พ.ศ. 2550
จริงๆ แล้วอุปกรณ์ชิ้นนี้เป็น 'เครื่องโม' หรือการดัดแปลงเครื่องคอมพิวเตอร์แมคบุ๊กให้ใช้งานได้เหมือนแท็บเล็ต โดยทางแอปเปิ้ลไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับเจ้า 'ม็อดบุ๊ก' แต่อย่างใด สนนราคาในการจ้างบริษัท อะซิโอตรอน สำหรับการดัดแปลงคือ 24,000 บาท แต่ถ้าใครไม่มีแมคบุ๊ก แต่ต้องการซื้อเครื่องที่ดัดแปลงแล้วต้องจ่ายเงินถึง 6 หมื่นบาทเลยทีเดียว
12.ไอแพด (Apple iPad) พ.ศ. 2553
เข้าสู่เส้นชัยกับแอปเปิ้ล ไอแพด รุ่นแรก โดยไอแพดนำเสนอการใช้งานด้านมัลติมีเดียต่างๆ อาทิ ภาพยนตร์ เพลง เกม อีบุ๊ก และท่องเว็บไซต์ ขนาดและน้ำหนักของไอแพดมีขนาดเบากว่าแล็ปท็อป สถิติช่วงแรกของการวางจำหน่าย คือสามารถทำยอดขายได้ถึง 3 ล้านเครื่องในช่วงเวลาเพียง 80 วัน ส่วนการวางจำหน่ายผ่านตัวแทนอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เริ่มเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2553
13. ไอแพด 2 (Apple iPad 2) พ.ศ. 2554
เวอร์ชั่นต่อจากไอแพดที่ออกแบบและพัฒนาโดยแอปเปิ้ล เปิดตัวครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาในวันที่ 2 มี.ค. 2554 ส่วนการวางจำหน่ายในอเมริกา เริ่มวันที่ 11 มี.ค. 2554 และจำหน่ายในอีก 26 ประเทศทั่วโลกในวันที่ 25 มี.ค. 2554 สำหรับการจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2554 คุณสมบัติเด่นๆ ของไอแพดทั้งสองรุ่น ได้แก่ สามารถเล่นวิดีโอ ฟังเพลง ดูรูปภาพและเล่นอินเตอร์เน็ตได้ เล่นเกมได้ ดูหนังออนไลน์ได้
หลัง จากนั้นเป็นต้นมา ในปี 2554 หรือในปีปัจจุบัน ตลาดไอทีโลกก็เต็มไปด้วยแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติใด ก็พร้อมจะวางขายแท็บเล็ตของตน
แต่ด้วยเวลาอันรวดเร็วอีกเช่นกัน ก็มีผู้ผลิตหลายเจ้าเริ่มม้วนเสื่อกันไปบ้างแล้ว เพราะผลิตเครื่องสู้เจ้าใหญ่ๆ อย่างแอปเปิ้ลไม่ได้ และเกรงว่าจะขาดทุน
ส่วนผู้บริโภคอย่างเราก็ต้องหันมาดูตัวเองว่า จริงๆ แล้ว เจ้าอุปกรณ์ชนิดนี้เหมาะสมกับการใช้งานของเราหรือไม่!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, September 13, 2011
วิวัฒนาการ'แท็บเล็ต' จากของล้ำยุคสู่อุปกรณ์สามัญ
บารมีนายกฯ
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
กระแส ตอบรับการทำงานของ 'รัฐบาลยิ่งลักษณ์' ช่วงก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 หลังแถลงนโยบาย อาจไม่ถึงขั้นน่าผิดหวัง แต่ก็ไม่ค่อยประทับใจนัก
อาจเป็นเพราะรัฐบาลอยู่ในช่วงกระชับกลไกอำนาจรัฐ
โดยเฉพาะในส่วนของการโยกย้ายข้าราชการที่ยังไม่เสร็จสิ้นลงตัว จึงเป็นธรรมดาที่การขับเคลื่อนนโยบายยังเดินหน้าได้ไม่เต็มที่
อีก ทั้งองค์ประกอบรัฐบาลส่วนใหญ่ก็เป็นมือใหม่หัดขับ เช่นเดียวกับตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่อาศัยเวลาสั้นๆ ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมือง
เลยต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้สัมภาษณ์ชี้แจงนโยบายต่างๆ หรือการตอบโต้ประเด็นทางการเมืองที่นายกฯ หญิงยังตะกุกตะกัก ไม่ฉะฉาน
จนทำให้พรรค 'เก่งแต่พูด' หยิบจับเอาไปเป็นประเด็นค่อนแคะว่า
อึกอัก เพราะไม่เป็นตัวของตัวเอง ต้องคอยเงี่ยหูฟังสัญญาณทางไกลจากคนอยู่ต่างประเทศตลอดเวลาว่าจะให้พูด เรื่องอะไร ไม่พูดเรื่องอะไร ทำอะไร ไม่ทำอะไร
จริง-ไม่จริงไม่รู้ แต่ใจกองเชียร์ก็อยากเห็นนายกฯ ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์แบบมีลูกดุดันบ้าง
แต่คงไม่ถึงกับต้องเอาอย่างรองนายกฯ บางคนที่กรำศึกการเมืองมาแล้วโชกโชน รายนั้นออกแนวบู๊ล้างผลาญมากไปจนน่าหวาดเสียว
ขนาดคนกันเองยังต้องท้วงติงให้เพลาๆ ดีกรีลงบ้าง ไม่เช่นนั้นอาจเสียหายถึงนายกฯ และรัฐบาลโดยรวม แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล
แน่นอนว่าคนเป็นนายกฯ ไม่จำเป็นต้องออกมาชี้แจงตอบโต้ทุกเรื่องจนถึงขั้นได้รับฉายา 'บิดาแห่งการดีแต่พูด'
การเมืองไทยมีทั้งเรื่องที่เป็นสาระและไม่เป็นสาระปนๆ กันอยู่
ถ้าหากแยกแยะได้ก็จะพบว่ามีบางเรื่องเช่นกันที่คนเป็นนายกฯ จำเป็นต้องชี้แจงเอง คนถึงจะฟังและมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
เพราะการพูดแล้วคนเชื่อถือนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของ 'บารมี' ที่รองนายกฯ ต่อให้เก๋าการ เมืองแค่ไหน ก็มีไม่เทียบเท่าคนเป็นนายกฯ
ยกตัวอย่างการสับเปลี่ยนโยกย้ายผบ.ตร.และเลขาธิการสมช.ที่ผ่านมา
หลายคนเชื่อว่าถ้าเป็นนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ใช้การพูดจาที่สุภาพนุ่มนวล อธิบายเรื่องราวด้วยเหตุด้วย แทนที่จะใช้อารมณ์กระโชกโฮกฮาก
เรื่องคงไม่ลุกลามวุ่นวายอย่างที่เห็น
สงขลารวมพลังรักประชาธิปไตย ตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดงแห่งแรก
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 10 ก.ย. ที่ห้องประชุมสมิหลาบี โรงแรมไดอิชิ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ชมรมคนรักประชาธิปไตย จ.สงขลา 52 ร่วมกับเครือข่ายคนเสื้อแดงทั้งในจ.สงขลา สตูล และพัทลุง ร่วมกันจัดกิจกรรมรวมพลังมวลชนเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในจ.สงขลา ครั้งที่ 1 โดยมีเครือข่ายคนเสื้อแดงเข้าร่วมกว่า 300 คน มีกิจกรรมทั้งการแสดงละครสะท้อนการเมืองไทยของคณะละครประกายไฟ การเสวนาเรื่องพลังมวลชนคนรักประชาธิปไตยกับความมั่นคงภายในประเทศ และไฮไลต์อยู่ที่การปาฐกถาพิเศษ เรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยของมวลชนคนรากหญ้าเป็นเกราะป้องกันการทำปฏิวัติ รัฐประหารได้จริงหรือ
โดยนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้สะท้อนถึงการต่อสู้ในแนวทางระบอบประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นมีเป้าเหมายเพื่อรวมพลคนรักประชาธิปไตย จ.สงขลา ให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อจัดตั้งเป็นเครือข่าย นปช.สงขลา รวมทั้งการจัดหมู่บ้านคนเสื้อแดงหมู่บ้านแรกขึ้นบ้านคู ต.คู อ.จะนะ จ.สงขลา และผลักดันขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง
นายวิภูแถลง กล่าวว่า การจัดตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดงแห่งแรกใน จ.สงขลา เกิดขึ้นแน่นอนที่บ้านคู ต.คู อ.จะนะ จ.สงขลา เนื่องจากชาวบ้านกว่าร้อยละ 80 มีอุดมการณ์เดียวกันและรักประชาธิปไตย ซึ่งตนได้ลงพื้นที่ไปพบกับชาวบ้านมาแล้วสองครั้งและรับรู้ความต้องการของชาว บ้านได้เป็นอย่างดีที่จะรวมตัวกันเป็นกลุ่ม แต่ยืนยันว่าการจัดตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดงแห่งแรกในจ.สงขลา หรือในอีกหลายจังหวัดของภาคใต้นั้นเป็นการรวมตัวของคนที่รักประชาธิปไตย เหมือนกับคนเสื้อสีอื่น และไม่ใช่เป็นความเลวร้ายว่าจะมาเป็นปฏิปักษ์หรือล้มเจ้าตามที่ถูกกล่าวหา
เสียงจากคุก : นายสุรชัย แซ่ด่าน
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
เสียงจากคุก
ณ เวลานี้ นักโทษหลายคนที่คดียังไม่สิ้นสุด ที่เกิดจากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 ได้รับการประกันตัวหลายคน แต่ก็มีอีกหลายคนที่คดีสิ้นสุดแล้วยังถูกขังอยู่ในคุก รวมทั้งคดี ม.112 ตามความเห็นของผม นายสุรชัย แซ่ด่าน มีความเห็นเกี่ยวกับการช่วยเหลือนักโทษที่อยู่ในคุกขณะนี้ รัฐบาลควรแถลงให้ชัดถึงแนวทางการช่วยเหลือคนไทยที่ถูกดำเนินคดีในความผิดตาม มาตรา 112 ว่าจะทำอย่างไร ยกตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
1. ร้องขอต่อศาลให้ปล่อยตัวชั่วคราวตามนโยบายสร้างความปรองดอง
2. จะมีการออกฎหมานิรโทษคลุมถึงคดีนี้ด้วย
3. รัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษพิเศษให้เมื่อคดีสิ้นสุด เช่นเดียวกับที่จะไปช่วยเหลือนักโทษไทยในกัมพูชา
สุรชัย แซ่ด่าน
เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร
8 กันยายน 2554
https://www.facebook.com/notes/redsiamtv-thailand/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%81-14/172338422843577
http://www.internetfreedom.us/forum/viewtopic.php?f=2&t=8424
คนเสื้อแดงคร้าบ ระดมกันไปช่วยน้ำท่วมอีกไหมครับ ช่วยนายกฯปูทำงาน
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
คือคุณแม่ปังคุง คุยกับผมเมื่อกลางวันนี้ว่า ตอนนี้น้ำท่วมเยอะกว่าเมื่อปีกลายนี้อีก แต่วันนี้ สื่อกระแสหลักเงียบ สรยุทธ์ก็เงียบ ปล่อยให้นายกฯปู วิ่งวุ่นอยู่คนเดียว (อันที่จริงก็มี รมต.อื่นด้วย) แต่ดูเหมือนว่ากระแสจะเงียบอย่างมาก นายกฯปูบินไปบินมา ตั้งแต่เป็นนายกฯมาแล้ว เรื่องน้ำท่วม น้ำก็ยังไม่มีทีท่าจะลด เพราะเข้าสู่ช่วงปลายหน้าฝน ฝนตกหนักทุกวัน ดังนั้น มีแต่น้้ำจะท่วงมากยิ่งขึ้น จนกว่าจะถึงเดือนสิบสองน้ำนองตลิ่ง หรือเดือนอ้ายเดือนยี่โน้นแหละน้ำถึงจะลง
ตอนนี้คนเสื้อแดงเหมือนพัก รบ กล้บบ้าน เงียบหายไปหมด (อันที่จริงงานเผาศพวีรชนก็มีจำนวนมาก แสดงว่าเสื้อแดงยังไม่ได้หายไปไหน) แต่การปลุกกระแสช่วยน้ำท่วมยังไม่มากเท่าที่ควร
คนเสื้อแดงเริ่ม ตั้งเต็นท์ รับบริจาคไปช่วยน้ำท่วมแบบปีกลายนี้อีกดีไหมครับ ปีนี้ดีกว่าปีกลาย ตรงเรามีนายกฯที่น่ารัก ไม่ต้องเหม็นหน้าไอ้มาร์ค
เริ่มปั่นกระแสกันในไทยฟรีนิวส์นี่แหละ เห็นแม่ปังคุงบอกว่า FARED ก็อาจจะออกมารับบริจาคและไปช่วยน้ำท่วม
เราเริ่มกันเลยดีไหมครับ
ไปลุยน้ำท่วมกันสักเดือน ถือโอกาสทำงานมวลชนไปด้วย หากเราปลุกกระแสกันได้ ผมคิดว่า นปช. ก็คงมาลุยด้วย
ปีนี้พวกทหาร หรือผู้ว่าฯ มันคงไม่กีดกันเราเหมือนปีที่แล้ว
Re:
สื่อมันไม่ลง เราก็ลงภาพสร้างกระแสกันในอินเตอร์เน็ตเอง หรือไปให้เอเซียอัฟเด็ทลงให้ ปลุกกระแสคนเสื้อแดง ช่วยเหลือพี่น้องน้ำท่วม
ปีนี้คงไม่มีรบใหญ่ เรามาทำกิจกรรม ช่วยเหลือพี่น้องน้ำท่วม เพื่อกระชับความมันคงขององค์กรกลุ่มต่างๆ น่าจะดี
อย่างน้อยก็เป็นการช่วยกันอุ้มชู รัฐบาลที่เราเลือกมาให้ ฝ่ากระแส 3 เดือนแรกนี้ไปให้ได้
หาก ปรากฎภาพคนเสื้อแดง กองทัพเสื้อแดงขนกันไปช่วยเหลือน้ำท่วม มีภาพขบวนรถเสื้อแดงออกไปช่วยพี่น้องน้ำท่วม เป็นคาราวานออกไป ชวนนายกฯปูมาเปิด หรือเชิญ แกนนำ นปช.ทั้งหลายมานำขบวนก็ได้ ผมว่าจะเป็นภาพที่สวยงามนะครับ
หากทำได้ดี สื่อทั้งหลายก็จะมีภาพให้เห็นว่าเมื่อเราพักรบแล้ว เราก็ทำกิจกรรมช่วยเหลือพี่น้องของเรา เป็น ภารกิจสันติภาพ
น่าจะสร้างความเข็มข้นให้พี่น้องเสื้อแดงเราได้มากมายนะครับ
และเสื้อแดงก็จะมีกิจกรรมด้านมนุษยธรรมอีกนะครับ
งานนี้อาจต้องเชิญ แม่ปังคุงอุ้มน้องพรีมไปเป็น พิธีกรนะครับ
ฝ่ายตรงข้ามระดมกันออกมาถล่มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ รัฐบาลจะอายุสั้นไหม
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
หากเราประเมินแบบความเป็นจริงไม่เพ้อฝัน หรือ "คิดแบบไม่จบ" ก็จะคิดว่ารัฐบาลนี้คงอายุสั้น ฝ่ายตรงข้ามออกมาถล่มผ่านสื่อ รัฐบาลตั้งรับไม่ัทัน เป๋ไปแล้ว
หากใครคิดแบบนี้ผมก็จะคิดว่าเขาคิดแบบไร้เดียงสาครับ
เราลองมาวิเคราะห์กันว่ารัฐบาลจะล้มได้แบบล้มจริงๆ สิ้นสุดความเป็นรัฐบาลได้ตามกฎหมาย นายกรัฐมนตรีหลุดจากตำแหน่ง มีอย่างไรบ้าง
1. รัฐบาลแพ้เสียงโหวตไม่ไว้วางใจในสภา คือฝ่ายค้านเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรี แล้วมีการโหวตในสภา คุณยิ่งลักษณ์ได้คะแนนโหวตในสภาไม่ถึง 250 เสียง อันนี้หลุดจากตำแหน่ง แน่ๆ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ พรรคเพื่อไทยมีงูเห่าแบบเนวินเท่านั้น
2. รัฐบาลโดนรัฐประหาร แบบยุคคุณทักษิณ ชินวัตร อันนี้ก็หลุดทั้งยวงเหมือนกัน
3. คุณยิ่งลักษณ์ โดยตุลาการภิวัฒน์ และยุบพรรค โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง อันนี้ต้องเลือก นายกรัฐมนตรีใหม่ พรรคเพื่อไทยโดยยุบ กรรมการบริหารโดนตัดสิทธิประมาณ 10 คน จะเหลือ สส.พรรคอยู่ประมาณ 255 เสียง หากโหวตเลือกนายกฯใหม่ คุณประชา พรหมนอกคงได้เป็น รัฐบาลก็ยังเป็นฝากทักษิณอยู่นั่นเอง ยกเว้นว่าจะมีกลุ่มงูเห่า แต่บทเรียนของพรรคเนวิน คาดว่า "งูเห่า" จะเกิดได้ยากมาก
วิเคราะห์จากสถานการณ์แล้ว รัฐบาลล้มได้ 3 วิธีนี้เท่านั้น ต่อให้สื่อ ระดมด่าตลอดวันตลอดคืน รัฐบาลก็ไม่ล้ม
การจะทำรัฐประหารนั้น คงเจอกับเสื้อแดงที่มีการจัดตั้งสมบูรณ์แล้ว รัฐประหารคงไปไม่รอด
สื่อ ทั้งหลายที่ออกมาถล่มรัฐบาลร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ คงมียุทธศาสตร์สำคัญคือ ปลุกกระแสให้คนออกมาต่อต้านรัฐบาล โดยใช้กระบอกเสียงสื่อเป็นเครื่องมือ เมื่อมีม็อบจำนวนมากต่อต้านรัฐบาลแบบ พธม. ทหารก็อาจถือโอกาสทำรัฐประหาร
ผมคิดว่าเป็นการฝันกลางวันของพวกอำมาตย์มากเกินไป
สื่อ กระแสหลักไม่มีอิทธิพลแบบเดิมแล้ว ต่อให้เขียนด่ารัฐบาลยังไง คนเสื้อแดงก็ไม่ฟัง คนเสื้อแดงมีเกินครึ่งประเทศ ไม่เอาสื่ออำมาตย์ ดังนั้น ต่อให้เอานักวิชาการอำมาตย์มาสร้างกระแส คนเสื้อแดงก็ไม่ฟังอยู่ดี
ยิ่งสร้างกระแสโดยพรรคประชาธิปัตย์ คนเสื้อแดงยิ่งไม่ฟัง
ดังนั้น การพยายามมาสร้างกระแส คงล้มรัฐบาลไม่ได้ คงไม่ต้องกลัว แต่การตอบโต้ของทีมพรรคเพื่อไทยก็ต้องทำให้ทันท่วงที
หากไม่มี 3 ข้อข้างต้น รัฐบาลก็ไม่ล้มหรอกครับ
แต่ 3 ข้อ ข้างต้นนั้น เกิดขึ้นไม่ง่ายแล้ว ข้อหนึ่งคงเป็นไปไม่ได้
ข้อสองก็ทำได้ยาก
ข้อ สาม อาจมีทางเป็นไปได้ แต่เกมไม่จบโดยเร็ว และไม่แน่ว่า พรรคเพื่อไทยจะตั้งรัฐบาลใหม่อีกไม่ได้ มันไม่ง่ายเหมือนยุคคุณสมชาย แล้ว ตอนนี้ไม่มีเนวิน ในพรรคเพื่อไทย
และเนวิน ก็ถูกชาวบ้านสั่งสอนอย่างแรงไปแล้ว
"เหลิม" สไตล์
ที่มา มติชน
โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 11 กันยายน 2554)
ขณะที่ ลูกชาย "วัน อยู่บำรุง" ได้เป็น ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
ส่วนคนใกล้ชิดก็มีเก้าอี้ใหญ่โตในกระทรวงมหาดไทย
ร.ต.อ.เฉลิมในวันนี้ จึง "ใหญ่บึ้ม"
และเป็นธรรมดาเมื่อได้รับจัดหนักแบบนี้ ร.ต.อ.เฉลิมก็มีหน้าที่ต้อง "จัดให้" คืน
ตามสไตล์ "เฉลิม" เมื่อต้อง "จัดให้" คืน รับประกันได้เลยว่าต้อง "แรง" ถึงใจ
ไม่ว่า การเล่นบทองครักษ์พิทักษ์ "เธอ" ในสภา
ไม่ว่า การฉวยจังหวะคืนชีพให้กับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ พร้อมตำแหน่ง ว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อย่างรวดเร็ว เกินคาด
ไม่ว่า การสวมบทดอกเตอร์ทางกฎหมาย ช่วยอรรถาธิบายและชี้ช่องการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ไม่ ว่า การชี้แนะให้รื้อฟื้นการพิจารณาคดีจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ ขึ้นมาใหม่ ด้วยเหตุที่ศาลแพ่งชี้ว่า สัญญาการซื้อขายเป็นโมฆะ ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่ควรมีความผิดถูกจำคุก 2 ปี
เร็ว-ร้อน-แรง แบบที่รัฐมนตรีคนไหนก็ไม่อาจเทียบเคียงได้
ร.ต.อ.เฉลิมยึดพื้นที่ข่าวได้เหนือใครๆ ซึ่งอาจรวมทั้ง นายกรัฐมนตรีหญิง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ด้วย
แต่ก็นั่นแหละ ภาวะ "เร็ว-ร้อน-แรง" จากทั้ง "ปากและการกระทำ" ของ ร.ต.อ.เฉลิม ก็ใช่จะมีแต่ด้าน "บวก"
หากแต่มีด้าน "ลบ" พ่วงมาด้วย
การให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนแอบหลังในสภา แม้จะดูปลอดภัย แต่ก็ฉุดภาพความเป็น "ผู้นำ" ของนายกรัฐมนตรีหญิง ให้ด้อยไปอย่างมาก
และยิ่งเมื่อต้องอ้อมๆ แอ้มๆ กับความไม่สุกงอมของนโยบาย ที่มีปัญหาเมื่อแปรไปสู่การปฏิบัติด้วยแล้ว
ไม่ถึงเดือน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกปรามาสไปเรียบร้อยแล้วว่า "ดีแต่โม้" "บาร์บี้" "ไม่ใช่ของจริง" ฯลฯ
สภาวะแบบนี้ ถึงจะมีองครักษ์เข้มแข็งอย่างไร ก็ไม่มีประโยชน์
ส่วนเรื่อง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ เรื่องรื้อฟื้นคดี เสียงวิจารณ์ ทำสนองคุณ "ชินวัตร" ก็กระหึ่ม
และเรียกแขกได้กว้างขวาง
ในฟากข้าราชการประจำ ก็ได้เห็นการสู้ของนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกย้ายจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ในทางการเมือง ขบวนการ "ต้านทักษิณ" อยู่ๆ ก็เหมือนได้เงื่อนไขพิเศษ และมีเหตุผลที่จะออกมาต่อต้านรัฐบาลปูจ๋าอย่างเร็วเกินคาดด้วย
นี่คือ "ผลด้านลบ" ที่ยากจะปฏิเสธ
และ แน่นอน ทำให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เผชิญคำถามที่หนักหน่วงและตอบยากโดยเฉพาะการไม่สามารถทำตามนโยบายที่รับปาก ไว้ แต่กลับขะมักเขม้นทำเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไม่เกรงใจใคร
ส่วนตัวของ ร.ต.อ.เฉลิมเองนั้น ก็ใช่จะมีต้นทุนทางการเมือง "สูง" เท่าใดนัก
เมื่อมีอำนาจ "ล้นฟ้า"
ประกอบกับคำพูดคำจา และท่าทีอันแข็งกร้าว ล้วนแต่ก่อศัตรูได้ทั้งสิ้น
จำต้องระมัดระวังตัวอย่างสูง
การหลงอยู่ในวังวน "อำนาจ" อาจทำให้บทเรียนเก่าๆ สมัย ที่ ร.ต.อ.เฉลิมดูแลนาย คือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กลับมาหลอกหลอนอีก
ต้องไม่ลืมว่าในตอนนั้น ร.ต.อ.เฉลิมคือ "สายล่อฟ้า" ใหญ่อันหนึ่ง ที่ทำให้สถานการณ์รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย เลวร้ายลงและนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร
การต้องเป็น "ผู้ลี้ภัย" เจ็บปวดเพียงใด ร.ต.อ.เฉลิมน่าจะรู้ดีกว่าใครอื่น
บทเรียนเช่นนั้นไม่ควรกลับมาอีก
"รักจัดหนัก เฉลิมจัดให้" จึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง สมดุล สุขุม รอบคอบ รัดกุม อย่างที่สุด
ไม่เช่นนั้นมีสิทธิ "พัง"
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย (สี) 13/09/54 ลอยตามน้ำคือหมาเน่า..ไม่ใช่หมู
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
หวังโกงกิน ตามน้ำ ตอกย้ำชัด
หวังจะยัด จนพุงกาง อย่างหิวโหย
หวังเร่งรัด จัดให้ ได้กอบโกย
หวังจะโซ้ย อร่อยลิ้น ลาภชิ้นโต....
แม้นวางแผน แยบยล คนก็เห็น
จึงรีบซัด งัดประเด็น จนเหม็นโฉ่
บอกนายจ๋า โปร่งใส ไปคุยโว
แถมอวดโอ้ สรรพคุณ จนวุ่นวาย....
เป็นหมาเน่า ลอยมา น่าสมเพช
พวกทุเรศ มี..ใครบ้าง ลางชิบหาย
ที่รวมหัว แอบปลื้ม จนลืมอาย
บทสุดท้าย หางโผล่เฟื้อย เลื้อยไม่เป็น....
ใครเป็นใคร งัดมา โชว์หน้าหน่อย
อย่าคิดปล่อย ให้มันยัด ซัดเห็นเห็น
เงินภาษี ชาวประชา อย่าใจเย็น
เปิดประเด็น ให้แจ่มชัด รีบจัดมา....
ค่าของคน ผลจากงาน ช่วยขานไข
จะหน้าไหน ใครเร่งรัด ใครจัดหา
กี่หัวคิว ที่เสกสรร ปั้นราคา
ได้เวลา ถึงจุดเดือด จับเชือดเลย....
๓ บลา / ๑๓ ก.ย.๕๔
ขอบคุณภาพสีสวย จากคุณพลูโต ประชาทอล์คครับ
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 12/09/54 คนหนึ่งเงินเป็นกอง..อีกคนท้องหิว
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
พวกนายทุน ก็ตั้งท่า มาสูบเลือด
หวังจับเชือด กินนิ่ม จนอิ่มหนำ
ทางดีดี นั้นหรือ คือ"จำนำ"
บอกอย่าทำ ทำไม่ได้ มันไม่ดี....
นั่งเสวย บนกองเงิน จนเพลินสุข
ชาวนาทุกข์ เวทนา เมินหน้าหนี
พวกนายทุน จัญไร ใจอัปรีย์
ยังไล่บี้ หวังไว้ ได้โกยกิน....
ร้อยปัญหา สารพัด อัดทับถม
ไร่นาล่ม อีกมากมี ทั้งหนี้สิน
บางปีแล้ง บางปีท่วม อ่วมผืนดิน
ยังเล่นลิ้น โยกโย้ โธ่...นายทุน....
นโยบาย เติมฝัน สร้างวันใส
เพื่อพี่น้อง ผองไทย ได้เกื้อหนุน
หวังสิ่งดี ช่วยให้ ได้เจือจุน
ได้พึ่งบุญ เป็นความหวัง กำลังใจ....
ช่างแตกต่าง พวกเงินกอง กับท้องหิว
มันลิบลิ่ว ห่างเหิน เกินทนไหว
กำแพงกั้น รวย-จน ของคนไทย
ยุคไหนไหน ก็แบ่งแยก แตกเหมือนเดิม....
๓ บลา / ๑๒ ก.ย.๕๔
'จังหวัดจัดการตนเอง' ความเพ้อฝันหรือซ่อนเร้นของเหล่า 'ขุนนางเอ็นจีโอ' ?
ที่มา ประชาไท
ประสาท ศรีเกิด
คำว่า “จังหวัดจัดการตนเอง” ผู้เขียนได้ยินกระแสนี้ดังขึ้น ในช่วงภายหลังจากรัฐอภิสิทธิ์ชนปราบปรามสังหารประชาชนคนเสื้
ผู้เขียนขออนุญาตชวนร่วมกันวิวาทะ และมีข้อวิจารณ์ ตั้งข้อสังเกตบางประการกับ “จังหวัดจัดการตนเอง” ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน
ประการที่หนึ่ง ผู้มีบทบาทนำการขับเคลื่อน “จั
ประการที่สอง บทวิเคราะห์ของพวกเขามองว่า ความขัดแย้งทางการเมือง ความเป็นเหลือง-แดง รากเหง้ามาจากการรวมศูนย์อำนาจ จึงต้องมี “จังหวัดจัดการตนเอง” เป็นทางออกต่อปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองทั้งปวง
ผู้เขียนกลับเห็นว่า ความขัดแย้งที่ผ่านมา เกิดจากการรัฐประหาร 49 เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายอำมาตยาธิปไตย เป็นการต่อสู้ระหว่างความคิดที่ว่าจะเอา “คนดีมีศีลธรรม” หรือ “นักการเมืองที่ประชาชนเลือกเอง” หรือความคิดที่ว่า “คนเราเท่ากัน” “หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียง” มิใช่ “ชาติกำเนิด” “ฐานะทางชนชั้น” ต่างหาก
เป็นความขัดแย้งระหว่างอุดมการอนุรักษ์นิยม-อำมาตย์-คลั่งชาติ กับอุดมการเสรีนิยม-ประชาธิปไตย-รักชาติ
และบทวิเคราะห์ของพวกเขาทำตัวเสมือน “เป็นกลางทางการเมือง” ไม่แดง ไม่เหลือง แต่แท้จริงแล้วพวกเขา “เหลือง” “เหลืองอ่อน” “เหลืองเข้ม” “เหลืองเนียน” “เหลืองซ่อนรูป” และก็คือ ”เหลือง” นั่นเอง ที่ไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตยดั่งอารยชนที่พึงมี
ประการที่สาม การขับเคลื่อนเรื่อง การรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง เป็นปัญหาสำคัญ และต้องยกเลิกส่วนภูมิภาค ต้องให้ประชาชนในจังหวัดเลือกตั้งผู้บริหารเอง เป็นมาตั้งแต่ช่วงหลังพฤษภา 35 ซึ่งต่างกับข้อเสนอของพวกเขาที่ผ่านมา เช่น ต้องมีสภาประชาชน สภาปราชญ์ที่ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง หรือสภาองค์กรชุมชนที่เลือกกันเองภายในกลุ่มคนแวดวงขุนนางเอ็นจีโอ ซ้อนกับองค์กรปกครองท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของคนท้องถิ่นผู้มีสิทธิ์ เสียงเองทั้งหมด
ผู้เขียนรู้สึกมึนงง จึงมีคำถามว่า พวกเขาต้องการมีการเลือกตั้ง หรือต้องการเลือกกันเอง อย่างไรกันแน่?
และทำไมปัจจุบันพวกเขาจึงเสนอ “จังหวัดจัดการตนเอง” หรือพวกเขาเพิ่งจะตกผลึก หรือพวกเขาสามารถเปลี่ยนประด็น เขียนโครงการ ได้เรื่อยๆ ตามแต่เงื่อนไขงบประมาณ และแหล่งทุน ?
ประการที่สี่ บทวิเคราะบทความหลายชิ้นในเวปไซค์ของพวก เขา ยังยึดติดโน้มเอียงกับความเป็นโรแมนติคของคนชั้นกลางในการมองชนบทแบบหยุด นิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ไม่มีความขัดแย้ง ทั้งๆ ที่มีงานวิจัยจำนวนมากบอกว่า “ชนบทไม่เหมือนเดิม” อีกแล้ว แต่พวกเขายังจมปลักกับการมองปัญหาดิน น้ำ ป่า เกษตรอินทรีย์ เศรษฐกิจชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น แบบหยุดนิ่งตายตัวเช่นเดิม ทั้งๆ ที่พวกเขาล้วนมีชิวตอยู่ “ในเมือง” ที่ทันสมัย
ประการที่ห้า ข้อเสนอให้มีการระดมหนึ่งหมื่นรายชื่อเพื่อออก พ.ร.บ. เชียงใหม่จัดการตนเอง เข้าสู่กระบวนการรัฐสภา นับว่า พวกเขายังไม่สรุปบทเรียนความผิดพลาดใหญ่หลวง จากกรณีพระราชบัญญัติป่าชุมชนที่ขับเคลื่อนมาร่วม 20 กว่าปี และได้ออก พ.ร.บ.ป่าชุมชนอย่างรวดเร็วฉับไวสมัย สนช.ที่มีนางเตือนใจ ดีเทศน์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น สนช.ด้วย และสนช.ได้บิดเบือดสาระสำคัญ เช่น แทนที่จะให้อำนาจชุมชนท้องถิ่น กลับให้อำนาจรวมศูนย์ที่กรมป่าไม้เช่นเดิม
หรือแม้แต่กรณีการเลือกคณะกรรมการ กสทช.ล่าสุด ผู้ได้รับการเลือก มีทหารจำนวนถึง 5 คน
เนื่องเพราะวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งจำนวนมาก จึงไม่ต่างจาก สนช.ที่มาจาก คมช. ซึ่งพวกเขาก็น่ารู้ดีว่า ข้าราชการวิธีคิดแบบรวมศูนย์อำนาจ ชอบสั่งการสูง ไม่ชอบการตรวจสอบ ไม่โปร่งใส และที่สำคัญไม่นิยมประชาธิปไตย
ฉะนั้นจึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ก่อน เพื่อมิให้อำนาจวุฒิสมาชิกลากตั้งครอบงำ
แต่พวกเขาอาจเหมือนเดิม “อุดมการอำตยาธิปไตยไม่เปลี่ยนแปลง” จักเข้าร่วมมือกับพันธมิตร พรรคประชาธิปัตย์ และอำมาตย์ ทำนอง “รัฐธรรมนูญข้าใครอย่าแตะ” เนื่องเพราะที่ผ่านมา พวกเขาเป็นจักรกลสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ 50 และผลักดันให้รับร่างรัฐธรรมนูญ 50
เพราะพวกเขาจำนวนหนึ่งเป็น “ขุนนางเอ็นจีโอ”
ประการที่หก งบประมาณจำนวนเท่าไร กี่ล้านบาทในการขับเคลื่อน “จังหวัดจัดการตนเอง” ล้วนเป็นภาษีของประชาชน มาจากองค์กรไหน? พอช. สสส. สภม.? พวกเขาควรทำให้โปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้ด้วย เนื่องเพราะ พวกเขา ล้วนเป็น ”คนดีมีศีลธรรม” และเป็นแบบอย่างตาม ”หลักการธรรมาภิบาล” ให้แก่สังคมไทย .ใช่หรือไม่?


