WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 13, 2011

เปิดสเป็กรถคืนภาษีคันแรก "อีโคคาร์ -ซิตี้คาร์-ปิคอัพ ตีปีก วาดฝันดันยอดขายพุ่ง5แสนคัน

ที่มา มติชน






















































คลอดออกมาแล้วสำหรับมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุน สำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตรถยนต์คันแรก (ภาษาราชการ) ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ไฟเขียวอนุมัติการคืนภาษีรถคันแรกตามที่กระทรวงการคลังเสนอเรียบร้อยแล้วโดย มาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554-วันที่ 31 ธันวาคม 2555 ร่นเร็วจากเดิมที่จะเริ่มวันที่ 1ต.ค.2554

"เชื่อว่าผลจากมาตรการดังกล่าวจะทำให้ภาคอุตสากรรมรถยนต์ขยายตัวและมียอด ขายรถยนต์ในปี 2555 เพิ่มขึ้น 5 แสนคัน เบื้องต้นได้ประมาณการภาษีที่ต้องคืนให้กับประชาชนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 3 หมื่นล้านบาท" นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวแถลง

สำหรับหลักเกณฑ์และแนวทางดำเนินการในโครงการดังกล่าว มีดังนี้

1.เป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน2554 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2555

2.เป็นรถยนต์ราคาขายปลีกไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อคัน

3.เป็นรถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร/รถกระบะ (Pick up)/รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cab)

4.เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้าใช้แล้วจากต่างประเทศ (รถยนต์จดประกอบ)

5.คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อคัน

6.ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

7.ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี

8.การคืนเงินจะคืนเมื่อครอบครองรถยนต์ 1 ปี ไปแล้ว (เริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2555 เป็นต้นไป)

ส่วนแนวทางการดำเนินงาน

1.ผู้ซื้อรถยนต์ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2554 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2555 ต้องยื่นคำขอคืนเงินกับกรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ พร้อมเอกสารหลักฐาน ดังนี้

-หนังสือยินยอมสละสิทธิการโอนภายใน 5 ปี

-สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ซื้อ

-สำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อ (ในกรณีเช่าซื้อ)

2.กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่มีหนังสือถึงกรมการขนส่งทาง บกหรือสำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อขอตรวจสอบการครอบครองรถยนต์คันแรก และแจ้งการสละสิทธิการโอนภายใน 5 ปีของผู้ซื้อ

3.กรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบและบันทึก “ห้ามโอนภายใน 5 ปี” ลงในคอมพิวเตอร์และในสมุดคู่มือการจดทะเบียน

4.กรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่งจังหวัดส่งหนังสือรับรองการครอบครอง รถยนต์คันแรก และสำเนาคู่มือการจดทะเบียนที่บันทึก “ห้ามโอนภายใน 5 ปี” ให้กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่

5.กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ และสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2555 เป็นต้นไป

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน www.excise.go.th

ย้อนกลับมาดูรุ่นรถที่เข้าหลักเกณฑ์ตามประกาศของกระทรวงการคลัง ในส่วนของ"อีโคคาร์"ดู จะเข้าเกณฑ์หมด อาทิ รถที่ขายดีที่สุดของค่ายนิสสันอย่าง"มาร์ช" เครื่อง1,200ซีซี เกียร์ธรรมดา และออโต(CVT) ราคาอยู่ระหว่าง375,000-537,000บาท


เช่นเดียวกับ"บริโอ"ของค่ายออนด้า ที่มีขนาดเครื่องยนต์1,200ซีซีเช่นเดียวกัน ราคาขายอยู่ระหว่าง 399,900-508,500 บาท

นอกจากนี้ค่ายออนด้ายังมีตัวขายเพิ่มอย่าง"ฮอนด้า ซิตี้"เข้า มาเป็นตัวเลือกอีกคันด้วย เพราะมีเครื่องยนต์ตรงตามสเป็ก 1,500 ซีซี สนนราคาอยู่ระหว่าง574,000-644,000บาท และหากอยากได้รถอเนกประสงค์แบบครอบครัว 6-7ที่นั่ง ฮอนด้า"ฟรีด"รุ่นต่ำสุดก็ยังอยู่ในเกณฑ์ เพราะใช้เครื่องยนต์1,500ซีซี ตัวเดียวกับซิตี้ ราคาอยู่ที่894,000-914,000บาท ส่วนรุ่นท็อปจะทะลุหลักล้านบาทไปแล้ว

สำหรับค่ายมาสด้ามีรถที่โดนใจวัยจ๊าบอย่าง"มาสด้า2"เป็นรถธง เลือกได้หมดทั้งรุ่นแฮทช์แบ็ค และ4 ประตู เพราะใช้เครื่องยนต์1,500 ซีซี ราคาอยู่ระหว่าง535,000-690,000บาท


ส่วนค่ายใหญ่อย่าง"โตโยต้า"ก็เข้าเกณฑ์หลายรุ่น ทั้งรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง อย่าง"อแวนซา" ในส่วนของเครื่องยนต์เบนซิน1,500ซีซี ราคาอยู่ระหว่าง 579,000-704,000บาท


ตามมาด้วยรถยอดฮิตอย่างเก๋งเล็ก"วีออส" เครื่องยนต์1,500ซีซี เช่นกัน ราคาอยู่ระหว่าง574,000-714,000บาท นอกจากนี้ยังมี "ยาริส" อีก1รุ่นที่ใช้เครื่องยนต์1,500ซีซีเช่นเดียวกัน ราคาอยู่ระหว่าง539,000-714,000บาท


ค่ายเชฟโรเลตมีรุ่นเก๋งเล็ก"อาวีโอ" แต่จะเป็นรุ่น1,400 ซีซีเท่านั้น เพราะรุ่น1,600ซีซีไม่เข้าเกณฑ์ ราคาอยู่ระหว่าง555,000-658,000บาท


นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกอย่าง "เฌอรี่" จากจีนแดงของค่ายไทยเฌอรี่ยานยนต์ เช่นรุ่นQQ เครื่องยนต์1,100ซีซี ราคาอยู่ระหว่าง 379,500-422,500บาท ส่วนรุ่นเอ1 เครื่องยนต์1,300ซีซี ราคา438,000บาท

ขณะที่ "โปรตอน" ของค่ายพระนครโอโตเซลส์ มีรุ่นที่เข้าเกณฑ์คือSAGA เครื่องยนต์1,300ซีซี ราคาอยู่ระหว่าง399,000บาท-464,000บาท และ"แซฟวี่" 5 ประตู เครื่องยนต์1,100ซีซี ราคาอยู่ระหว่าง399,000-469,000บาท

อย่างไรก็ตามทั้ง3รุ่นคือเฌอรี่ โปรตอน แซฟวี่ รวมถึงฟรีดของฮอนด้า อาจไม่เข้าเกณฑ์ เพราะเป็นรถนำเข้า ไม่ได้เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศตามเกณฑ์ข้างต้น


ส่วนรถกระบะหรือปิคอัพ เนื่องจากไม่จำกัดซีซีเครื่องยนต์ เรียกได้ว่าเลือกได้ทุกยี่ห้อ และเกือบทุกรุ่น (ถ้าไม่ใช่รุ่นท็อปสุด เพราะบางยี่ห้อรุ่นท็อปสุดเกิน1ล้านบาทไปแล้วก็มี) ทั้งโตโยต้า แชมป์ อีซูซุ ดีแมกซ์ มิตซูบิชิ ไตรตัน นิสสัน นาวารา มาสด้า บีที-50 ทาทาปิคอัพ เป็นต้น

พลิกแฟ้มมติครม.13 ก.ย.แต่งตั้งโยกย้ายล็อตใหญ่"ขรก.ประจำ-การเมือง"น้องปอย-พี่แป๊ง มาแล้ว!!!

ที่มา มติชน


นาย ​พ​สิ​ษฐ ศักดา​ณรงค์ อดีต​เลขานุการ​ศาล​รัฐธรรมนูญ ขึ้น​กล่าว​ปราศรัย​บน​เวที​การ​ชุมนุม​ของ​กลุ่ม​คน​เสื้อ​แดง บริเวณ อนุ​เสา​ว​รี​ย์​ประชาธิปไตย เมื่อ 10 เม.ย. 2554



นายปิยะ อังกินันทน์ (แป๊ง)


การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีวาระการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ จำนวนมาก

จากนั้นนางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ และนายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวดังนี้

1. แต่งตั้งผู้แทนรัฐบาลสำหรับการนำเสนอรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของ ประเทศไทยภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและรับทราบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอดังนี้

1.เห็นชอบแต่งตั้งให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ นครเจนีวา เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการนำเสนอรายงาน Universal Periodic Review (UPR) ในฐานะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลไทย

2. รับทราบเกี่ยวกับการเตรียมการนำเสนอรายงานทั้งในส่วนของถ้อยแถลง การจัดทำคำชี้แจง ท่าทีเบื้องต้นต่อข้อเสนอแนะ และการพิจารณาคำมั่นโดยสมัครใจ โดยการเตรียมการดังกล่าวจะใช้บริบททางการเมืองและนโยบายของรัฐบาลชุด ปัจจุบันเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินการ โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลการจัดทำรายงานประเทศภายใต้กลไก UPR กลั่นกรอง และนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้ความเห็นชอบเพื่อคณะผู้แทน ไทยดำเนินการต่อไป


2. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งนายสมคิด ใจยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป และให้ข้าราชการดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เนื่องจากครบเกษียณอายุราชการต่อไป


3. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน สามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิจำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

1. นางจรุงศรี โกสินทรเสนีย์ ทันตแพทย์ เชี่ยวชาญ ด้านทันตกรรม กลุ่มงานทันตกรรม กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ดำรงตำแหน่ง ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านทันตกรรม กลุ่มงานทันตกรรม กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2554

2. นางสาวดารณี หมู่ขจรพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข (นักวิชาการอาหารและยาเชี่ยวชาญ) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข (นักวิชาการอาหารและยาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2554

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป และให้ข้าราชการทั้ง 2 รายดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เนื่องจากครบเกษียณอายุราชการต่อไป


4. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งนักการข่าว ระดับทรงคุณวุฒิ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติเสนอแต่งตั้งข้าราชการ พลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

1. นายกัมพุช วุฒิวงศ์ ผู้อำนวยการสำนัก 1 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบงานการข่าว (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2553

2. นายสุรพล แสงหัตถวัฒนา ผู้อำนวยการสำนัก 11 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2553

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


5. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน สามัญ สังกัดกระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

1. นายนิพิฐ อริยวงศ์ รองอธิบดีกรมธนารักษ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2554

2. นางสาวจารุวรรณ จันทิมาพงษ์ รองอธิบดีกรมธนารักษ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการบริหารเหรียญกษาปณ์และทรัพย์สินมีค่า (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2554

3. นายวัฒนา เชาวสกู รองอธิบดีกรมธนารักษ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2554

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป และให้ข้าราชการลำดับที่ 2. พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการบริหารเหรียญกษาปณ์และทรัพย์สินมีค่า (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เนื่องจากครบเกษียณอายุราชการต่อไป

6. แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 158/2554 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงาน สภาผู้แทนราษฎร

เพื่อให้การดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา เป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผนตามระบบรัฐสภา ตลอดจนการประสานงานกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภา และพรรคการเมือง ในปัญหาต่าง ๆ ในด้านนิติบัญญัติให้ดำเนินการไปอย่างราบรื่น ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสนับสนุนการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีในการ เสนอร่างกฎหมาย และดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานด้านนิติบัญญัติ และส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเรียบร้อย จึงสมควรแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มี ความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญเหมาะสม เพื่อทำหน้าที่ประสานงานระหว่างคณะรัฐมนตรีกับสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการในการบริหารราชการแผ่นดินขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ปสส.) โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1. องค์ประกอบ

1.1 ที่ปรึกษา/กรรมการ ประกอบด้วย นายวิทยา บุรณศิริ นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์

1.2 คณะกรรมการ ประกอบด้วย นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานกรรมการ นายไพจิต ศรีวรขาน รองประธานกรรมการ คนที่ 1 นายพีรพันธุ์ พาลุสุข รองประธานกรรมการ คนที่ 2 นายนพคุณ รัฐผไท รองประธานกรรมการ คนที่ 3 พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ รองประธานกรรมการ คนที่ 4 นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองประธานกรรมการ คนที่ 5 นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ รองประธานกรรมการ คนที่ 6 นายชยุต ภุมมะกาญจนะ รองประธานกรรมการ คนที่ 7 นายสันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ รองประธานกรรมการ คนที่ 8

กรรมการประกอบด้วย นายกมล บันไดเพชร นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ นายโกศล ปัทมะ นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นางชมภู จันทาทอง นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นายชาญชัย ประเสริฐสุวรรณ นายไตรรงค์ ติธรรม นายธนิก มาสีพิทักษ์ นางนันทนา ทิมสุวรรณ นายนิทัศน์ ศรีนนท์ นายนิยม เวชกามา นายนิรมิต สุจารี นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง นายปริญญา ฤกษ์หร่าย นางปานหทัย เสรีรักษ์ นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน นางสาวพรพิมล ธรรมสาร นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นางพัชรินทร์ มั่นปาน นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน นายพินิจ จันทร์สมบูรณ์ นายภราดร ปริศนานันทกุล นางสาวภูวนิดา คุนผลิน นายยุทธพล อังกินันทน์ นางสาวละออง ติยะไพรัช นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ นายสมชัย อัศวชัยโสภณ นายสัญชัย วงษ์สุนทรนายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ นายสุนัย จุลพงศธร นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ นางอนุรักษ์ บุญศล นางอนุสรา ยังตรง นายอภิรัต ศิรินาวิน นายอรรถพล วงษ์ประยูร และนายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ โดยมีนายชลน่าน ศรีแก้ว เป็นกรรมการและเลขานุการ ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช และนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

1.3 ผู้แทนจากส่วนราชการ ประกอบด้วย 1) ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 2) ผู้แทนสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 3) ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำด้านประสานกิจการภายในประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการ

1.4 ฝ่ายเลขานุการ ประกอบด้วย 1) ผู้อำนวยการสำนักประสานงานการเมือง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 2) ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานการเมือง 1 สำนักประสานงานการเมือง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
3) เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย จำนวน 2 คน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ 4) นางสาวทัศนีย์ สุวรรณเมฆ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป

7. แต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอแต่งตั้ง พันตำรวจเอก สีหนาท ประยูรรัตน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้แจ้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อ พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะขอให้สำนักราชเลขาธิการนำความกราบบังคม ทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

8. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน สามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงยุติธรรม จำนวน 7 ราย ดังนี้

1. นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดี (บริหารสูง) กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (บริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม

2. นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดี (บริหารสูง) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (บริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม

3. นายพิทยา จินาวัฒน์ รองปลัดกระทรวง (บริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (บริหารสูง) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

4. นางสุรีย์ประภา ตรัยเวช เลขาธิการ (บริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (บริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม

5. พันตำรวจเอก สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวง (บริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (บริหารสูง) กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม

6. พันตำรวจเอก ดุษฎี อารยวุฒิ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (บริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ (บริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม

7. นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการ (บริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (บริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

9. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอแต่งตั้งข้า ราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 1 ตำแหน่ง คือ นายสุวัตร สิทธิหล่อ อธิบดี (นักบริหารระดับสูง) สังกัดกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

10. แต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการอื่น ในคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 5 คน รวม 7 คน ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. 2498 มาตรา 15 ดังนี้ 1. นายสุรศักดิ์ ศรีประภา ประธานกรรมการ 2. ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร. พิศาล มุขแจ้ง รองประธานกรรมการ 3. รองศาสตราจารย์ พันเอก นพ. เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ กรรมการ

4. นายประสิทธิ์ บัวรักษ์ กรรมการ 5. ดร. อเนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ กรรมการ 6. นายณัฐศิลป์ จงสงวน กรรมการ 7. ดร. พิชัย สนแจ้ง กรรมการ (หมายเลข 5.-7. คัดเลือกจากบัญชีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง) โดยให้เริ่มวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2554 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณี นายประสิทธิ์ บัวรักษ์ ให้เริ่มวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่คณะกรรมการอัยการอนุมัติเป็นต้นไป

11. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งบุคคล ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้ 1. นางสาวช่อเพชร พึ่งพานทอง 2. นายวิสิทธิ์ ใสกระจ่าง 3. นางเรือนแก้ว ศรีหาคิม 4. นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง

12. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นางสาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

13. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 4 ราย ดังนี้

1. นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ (ปอย)ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

2. นายปิยะ อังกินันทน์ (แป๊ง) ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

3. นายธวัชชัย สุทธิบงกช ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

4. นายเกรียงไกร กิตติธเนศวร ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2554 เป็นต้นไป

14. ต่อเวลาการดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งของเลขาธิการ กปร.

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ
1. การต่อเวลาการดำรงตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่ของ นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันครบ 4 ปี ในวันที่ 30 กันยายน 2554 ออกไปอีก 1 ปีจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2555 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริเสนอ 2. การขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 จากเดิมที่กำหนดให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งเรื่องให้ ก.พ. กลั่นกรองให้ข้อมูลและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีก่อน นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เป็นให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบข้อมูลและประวัติการดำรงตำแหน่ง ร่วมกับสำนักงาน ก.พ. ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามมติ ก.พ. ครั้งที่ 10/2554 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ

15. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

(สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายฉัตรพงศ์ ฉัตราคม ที่ปรึกษาด้านการดำเนินงานข่าวกรองในต่างประเทศ (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

16. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรง ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงที่จะว่างลง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เนื่องจากผู้ครองตำแหน่งเกษียณอายุราชการ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง ดังรายนามต่อไปนี้

1. นายวรเดช หาญประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง โอนย้ายไปดำรงตำแหน่ง อธิบดี กรมการบินพลเรือน

2. นายสมชัย ศิริวัฒนโชค ผู้ตรวจราชการกระทรวง โอนย้ายไปดำรงตำแหน่ง อธิบดี กรมการขนส่งทางบก

3. นายสมชาย จันทร์รอด อธิบดีกรมการบินพลเรือน โอนย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

17. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้ง นายมานะ คงวุฒิปัญญา เป็นข้าราชการการเมืองตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2554 เป็นต้นไป

18. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้ง นายพิเชษฐ์ หวังเทพอนุเคราะห์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2554 เป็นต้นไป

19. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1. นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ 2. นายเอนก หุตังคบดี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้งและมอบหมายให้ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ได้รับแต่งตั้งลาออกจากตำแหน่งอื่น ๆ ที่เป็นลักษณะต้องห้ามได้ดำเนินการให้เรียบร้อย

ครม.ปู ตั้ง "อุกฤษ" นั่งปธ.กก.อิสระนิติธรรมแห่งชาติ-สร้างความเสมอภาค

ที่มา ข่าวสด


เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 13 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม. ว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลัก นิติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. .. ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และเมื่อได้มีการประกาศแล้วให้พิจารณาแต่งตั้ง นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ

นางฐิติมา กล่าวว่า ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์การตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงายของรัฐเป็นไปตามหลักนิติธรมอย่างแท้ จริง โดยมุ่งหมายให้เกิดความเป็นธรรม ความชอบธรรมและความเสมอภาคของบุคคลในสังคม อันจะนำไปสู่สังคมที่พึงปรารถนา จึงเห็นสมควรจัดตั้งคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ เพื่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินการเพื่อเป็นหลักประกันการมีกฎหมายที่ สอดคล้องกับหลักนิติธรรม การใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม สุจริต ภายใต้มาตราเดียวกัน เพื่อให้บุคคลมีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค ตลอดจนได้รับความยุติธรรมจากระบบกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญโดยไม่มีการเลือก ปฏิบัติที่เกิดจากอคติต่างๆ ของผู้ที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

วัฒนธรรมทางการเมืองแบบ “ขอไปที”

ที่มา Thai E-News



การดำเนินนโยบายแบบ “ขอไปที” ในเรื่องของรัฐธรรมนูญนี้ ก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าจะทำให้รัฐบาลอยู่ได้นานจริงหรือ ? ถ้าไม่แตะเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่แตะเรื่องโผทหาร ไม่ให้คนเสื้อแดงเป็นรัฐมนตรี ไม่เร่งรัดเรื่อง ๙๑ ศพ ไม่แก้แค้นแต่จะแก้ไข แล้วรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากขึ้น หรือมือที่มองไม่เห็นจะเอ็นดูให้อยู่ได้นานๆ หรืออาจจะอยู่จนครบวาระเลยหรือเปล่า

แต่ไม่รู้ว่าการดำเนินนโยบายแบบ “ขอไปที” ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ว่านั้น มันจะสวนทางกับภาษิตโบราณที่ว่า “ให้ตีเหล็กเมื่อร้อน” หรือไม่ หรือจะตรงกับภาษิตโบราณเช่นกัน แต่คนละมิติ ที่ว่า “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” หรือเปล่า

โดย คณิน บุญสุวรรณ
ที่มา เว็บไซต์คณิน บุญสุวรรณ

ทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ หรือจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นบางมาตรา ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โต ที่มักจะนำมาซึ่งความขัดแย้งกันระหว่างคนในชาติ

บางครั้งก็บานปลายกลายเป็นวิกฤตร้ายแรงจนถึงทางตัน และในที่สุดก็จะจบลงด้วยการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ นั้น แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ โดยมีคณะรัฐประหารนั่นแหละ เป็นผู้กำหนดทิศทางและรูปแบบ หรือแม้แต่เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ

ซึ่งแน่นอนที่สุด ย่อมพยายามทำให้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ รักษาอำนาจ และกระชับอำนาจ ให้อยู่ในมือของพวกตนให้มากที่สุดและนานที่สุดเท่าที่จะนานได้

ด้วยเหตุนี้ คนที่อยู่เบื้องหลัง และกุมอำนาจเหนือคณะรัฐประหาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่ร่วมกันก่อรัฐประหารเอง จึงต้องพยายามทำให้การร่างรัฐธรรมนูญเป็นประโยชน์ต่อพวกตนมากที่สุด และเอาเปรียบฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองมากที่สุด ถึงขั้นทำลายให้หมดสิ้นเสี้ยนหนามเลยก็ยิ่งดี

นี่แหละ คือ วงจรอุบาทว์ของรัฐธรรมนูญไทย

สภาพเช่นนี้ ทำให้เราไม่มีทางทำนาย หรือกำหนดอนาคตและชะตากรรมของเราเองได้เลยว่า หลังจากที่เรามีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญมาแล้วกว่าสิบฉบับ หลังจากที่เรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นผลพวงสืบเนื่องจากการรัฐประหาร ทั้งทางตรงและทางอ้อม ถึง ๑๕ ฉบับ และหลังจากที่เรามีรัฐธรรมนูญใช้บังคับมาแล้ว ถึง ๑๘ ฉบับ ในชั่วระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง ๘๐ ปี นั้น เมื่อไรเราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้าย ซึ่งเป็นฉบับถาวรจริงๆ อย่างบ้านอื่นเมืองอื่นเขาเสียที

และที่สำคัญ เมื่อไรเราจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารอย่างถาวร แบบบ้านอื่นเมืองอื่นเขาเสียที

ไม่มีใครในประเทศนี้ ให้หลักประกันได้ว่า ถ้าไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประเทศไทยได้หรือไม่

ซึ่งก็พอๆ กับที่จะบอกว่า ไม่มีใครในประเทศนี้ ให้หลักประกันได้ว่า ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นี้ ในบางมาตราแล้ว จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง หรือทำให้การเมืองสะดุด และบ้านเมืองจลาจลวุ่นวายอย่างที่มีใครบางคนชอบออกมาขู่ หรือไม่

และก็ไม่มีใครให้หลักประกันได้ว่า รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นี้ จะไม่ถูกฉีกทิ้งโดยการรัฐประหารอีกครั้ง ไม่มีใครให้หลักประกันได้ว่า เมื่อมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จะโดยนำเอารัฐธรรมนูญปี ๔๐ เป็นหลัก หรือจะนำรัฐธรรมนูญปี ๔๐ มาผสมกับรัฐธรรมนูญปี ๕๐ แล้วยกร่างขึ้นใหม่ หรือจะยกร่างใหม่เลยทั้งฉบับ โดยนำรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๘ ฉบับมาดู

จะร่างได้สำเร็จหรือไม่ เมื่อร่างเสร็จจะได้มีโอกาสนำไปประกาศใช้ หรือไม่ หรือเมื่อนำไปประกาศใช้จะใช้ได้นานแค่ไหน และจะถูกฉีกทิ้งโดยการรัฐประหารอีกครั้งหรือไม่

ทั้งหมดนี้ ทำให้ประเทศไทยทั้งประเทศตกอยู่ในวังวนของความไม่แน่นอน ว่า จะเดินไปในทิศทางใด จะมีรัฐธรรมนูญแบบไหน มีที่มาอย่างไร และจะจบแบบไหน

ที่สำคัญ เราจะต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญไปเรื่อยๆ อีกสักกี่ครั้งกี่หน กี่ฉบับ จึงจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ แล้วให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศสามารถขับเคลื่อนประเทศของตน และกำหนดชีวิตอนาคตของตนและลูกหลานไปในทิศทางที่สดใส และราบรื่นมั่นคงได้อย่างยั่งยืนเสียที

ที่สำคัญที่สุด คือ เมื่อไรเราจะมีรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างแท้จริงเสียที เพราะเท่าที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าทุกฝ่ายจะมองรัฐธรรมนูญเพียงแค่ว่า พวกตน ฝ่ายตน จะได้อำนาจ ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญหรือไม่ แค่ไหน เพียงใด เท่านั้น ซึ่งเป็นมิติที่คับแคบที่สุด เท่าที่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะพึงมองเห็น ละเลย หรือมองข้าม หรือจงใจละเลยมองข้าม

โดยไม่เคยใส่ใจสักนิดว่า แท้ที่จริงนั้น รัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ และสิทธิ

เสรีภาพของคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่อ่อนด้อยต่อภูมิคุ้มกันทางสังคม รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือหรือหลักประกันว่า ทุกคนในประเทศนี้ มีความเสมอภาคกัน

พูดง่ายๆ คือ ทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเหมือนกันหมด โดยไม่มีใครอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ที่ต้องใช้บังคับกับทุกคนในประเทศ อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญใช้บังคับอย่างเคร่งครัดเอาเป็นเอาตายได้เฉพาะแค่กับคนบาง คนบางกลุ่ม แต่ใช้บังคับไม่ได้เลยสำหรับคนบางคนบางกลุ่ม อย่างเช่นที่ผ่านมา

เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ก็อย่ามีรัฐธรรมนูญเสียดีกว่า ถ้ามีรัฐธรรมนูญแล้ว กลายเป็นเครื่องมือของคนที่แข็งแรงกว่าเอาไว้กดขี่และเอาเปรียบคนที่ อ่อนแอกว่า ก็เท่ากับว่าประเทศไทยยังไม่เคยมีการเลิกทาสอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะยังมีการแบ่งชั้นวรรณะกันอยู่อย่างชัดเจน ซึ่งเปรียบไปแล้ว ก็เหมือนกับสภาพของรัฐธรรมนูญในประเทศไทย ซึ่งเป็นแบบ “ขอไปที” มาตลอด จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองไปแล้ว

การร่างรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งก็เป็นแบบ “ขอไปที” อย่างที่ว่า ในอดีตเคยมีการแอบร่างรัฐธรรมนูญเอาไว้ แล้วซ่อนไว้ใต้ตุ่ม รอปฏิวัติเสร็จก็นำเอามาประกาศใช้ในวันรุ่งขึ้น นั่นก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการมองรัฐธรรมนูญแบบ “ขอไปที” การก่อรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญแต่ละครั้ง ก็ทำแบบ “ขอไปที” ให้มันเสร็จๆ ไป เพียงเพื่อจะยึดอำนาจมาไว้ในมือให้ได้เสียก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญหลังการรัฐประหาร ก็ตั้งแบบ “ขอไปที” คือ ตั้งแต่เฉพาะผู้ที่สวามิภักดิ์และยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหาร แต่พอนึกจะทำให้เท่ ตอนนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ก็ทำแบบ “ขอไปที” เพราะร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับซึ่งมีตั้ง ๓๐๐ มาตราและใช้เวลาร่างกันตั้งเกือบปี กลับให้เวลาประชาชนอ่านแค่ไม่กี่วัน

แต่พอเอาร่างรัฐธรรมนูญไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติเข้าจริงๆ เกิดกลัวจะไม่ผ่าน ก็ออกมาโฆษณาชวนเชื่อกันยกใหญ่ แบบ “ขอไปที” ว่า ขอให้รับร่างไปก่อน แล้วค่อยแก้ทีหลัง นั่นก็ยิ่งแล้วเข้าไปใหญ่ เพราะนอกจากจะทำแบบ “ขอไปที” แล้ว ยังเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนอีกต่างหาก

การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ของสภาผู้แทนราษฎร ในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ สภาผู้แทนราษฎรในตอนนั้น ก็ตั้งแบบ “ขอไปที” เพราะผู้คนเรียกร้องกันมาก ก็เลยต้องตั้งให้มันเสร็จ แต่พอทำเสร็จ ก็เอาเก็บใส่ลิ้นชัก (บรรจุในระเบียบวาระ) ยังไม่เคยรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรเลยด้วยซ้ำ

การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ ๒๕๕๐ ตามข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พูดไว้กลางสภาเมื่อตอนเป็นนายกรัฐมนตรี หลังผ่านเหตุการณ์สงกรานต์เลือดเมื่อปี ๒๕๕๒ ที่ว่า จะให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ สักสองสามประเด็น แล้วจะให้มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ นั่นก็เป็นการพูดและการตั้งแบบ “ขอไปที” เช่นกัน เพราะจนแล้วจนรอด แม้เมื่อผ่านเหตุการณ์สลายการชุมนุมของประชาชน จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง ๙๒ ศพ บาดเจ็บเกือบสองพันคน เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน และระหว่างวันที่ ๑๔ – ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ก็ยังไม่ยอมยุบสภา ตามที่พูดเอาไว้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญในสองประเด็น คือ มาตรา ๙๓ – ๙๘ เรื่องเปลี่ยนระบบและวิธีเลือกตั้ง และมาตรา ๑๙๐ เรื่องเงื่อนไขในการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้เสนอ นั่นก็เป็นการแก้แบบ “ขอไปที” เพราะด้านหนึ่ง แก้เพื่อเอาใจพรรคร่วมรัฐบาล และอีกด้านหนึ่ง ก็แก้เพื่อตัวเอง เพราะจะได้ทำงานง่ายขึ้น

กลุ่มคนที่ออกมาต่อต้านคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ครั้งเป็นกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งแตกกันยับไม่มีชิ้นดี หลังพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล เรื่อยมาจนเหลือแต่กลุ่มเล็กๆ ในนามกลุ่มเสื้อหลากสี ที่มีหมอพันธมิตรคนหนึ่ง เป็นหัวหน้า เพียงแค่ได้ไปถือป้ายคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และค้านเรื่องอะไรต่ออะไรอีกหลายเรื่อง ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ก็ถือว่าสมประโยชน์ของใครบางคนแล้ว นั่นก็ทำแบบ “ขอไปที” เพราะกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองนอกสภาไปแล้ว

จนแม้ผ่านการเลือกตั้งใหญ่ไปแล้ว โดยที่พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย สามารถจัดตั้งรัฐบาล ๓๐๐ เสียง เป็นเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก่อนหน้าพรรคเพื่อไทย ทั้งพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน ก็ได้รับพิษและผลพวงของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ถูกยุบพรรคไปถึงสองครั้งสองหน ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแบบเหมาเข่ง ๑๑๑ + ๑๐๙ รวมเป็น ๒๒๐ ถูกไล่ล่า ถูกดำเนินคดี ถูกกระบวนการตุลาการภิวัตน์แบบสองมาตรฐานเล่นงานเสียงอมพระราม

ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องให้ยุบสภา จนถูกปราบปรามอย่างรุนแรงและเสียชีวิตไปถึง ๙๒ ศพ บาดเจ็บ ๒ พันคน มันก็เป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นั่นแหละ

และในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งทุกเวทีที่รับปากกับประชาชนไว้ คือ จะต้องแก้รัฐธรรมนูญทันที เพราะรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร และเป็นรัฐธรรมนูญเปื้อนเลือด

แต่พอชนะการเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาลเสร็จเรียบร้อย ความร้อนแรงในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญชนิดทันที ก็ซาลงไป กลายเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาแบบยืดหยุ่นและไม่ผูกมัดตัวเอง คือ จะไม่เร่งรีบแก้ไขในเวลานี้ แต่จะแก้ไขมาตรา ๒๙๑ โดยให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แล้วนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปก้าวก่ายครอบงำ เพราะเดี๋ยวจะหาว่าพรรคเพื่อไทยแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียว

ซึ่งดูเหมือนจะพูดกันกลายๆ แล้วว่า กว่าจะเสร็จเรียบร้อยจนประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๙ ของประเทศไทยได้ ก็อีกสองปีโน่นแหละ นั่นก็เป็นนโยบายแบบ “ขอไปที” ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน

นี่ไม่ได้ว่าหรือตำหนิใครนะครับ เพราะเข้าใจดีว่า ตอนเป็นรัฐบาลพอใครมาพูดถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มักเกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมากะทันหัน แล้วก็จะงัดเอาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ “ขอไปที” มาใช้กันทุกครั้งไป

เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น เป็นอะไรที่เหมือนกับของต้องห้ามในยามที่เป็นฝ่ายรัฐบาลเสมอ เป็นอย่างนี้มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเป็น

ที่ว่าเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ “ขอไปที” ก็เพราะไม่ทำทันที อย่างที่รับปากกับประชาชนไว้เมื่อตอนหาเสียง เหตุที่ไม่ทำทันที ก็เป็นที่เข้าใจว่า รัฐบาลต้องการอยู่นาน ก็เลยไม่อยากให้มีการกระเพื่อม เดี๋ยวจะตกอกตกใจกันหมด เพราะฉะนั้น เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ควรเร่งรีบ รอไว้ก่อนได้ รอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนและสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมเสีย ก่อน

ซึ่งการดำเนินนโยบายแบบ “ขอไปที” ในเรื่องของรัฐธรรมนูญนี้ ก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าจะทำให้รัฐบาลอยู่ได้นานจริงหรือ ? ถ้าไม่แตะเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่แตะเรื่องโผทหาร ไม่ให้คนเสื้อแดงเป็นรัฐมนตรี ไม่เร่งรัดเรื่อง ๙๑ ศพ ไม่แก้แค้นแต่จะแก้ไข แล้วรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากขึ้น หรือมือที่มองไม่เห็นจะเอ็นดูให้อยู่ได้นานๆ หรืออาจจะอยู่จนครบวาระเลยหรือเปล่า
แต่ไม่รู้ว่าการดำเนินนโยบายแบบ “ขอไปที” ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ว่านั้น มันจะสวนทางกับภาษิตโบราณที่ว่า “ให้ตีเหล็กเมื่อร้อน” หรือไม่ หรือจะตรงกับภาษิตโบราณเช่นกัน แต่คนละมิติ ที่ว่า “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” หรือเปล่า ไม่มีใครบอกได้ หรือทำนายได้

“พระเจ้าเท่านั้นที่รู้”

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เรื่องของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และเป็นเรื่องที่กระทบต่อเสถียรภาพของชาติบ้านเมือง และกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากที่สุด จะตกอยู่ในวังวนของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ “ขอไปที” ไปอีกนาน ไม่รู้ว่าจะนานสักแค่ไหน จะว่า นานแสนนาน เดี๋ยวก็จะมีคนมาติงว่า “วิตกจริตเกินไปหรือเปล่า ?” รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จะแก้ไขได้หรือไม่ จะถูกฉีกทิ้งโดยการรัฐประหารอีกหรือไม่ ?

และที่ว่า จะตั้ง ส.ส.ร. นั้น ร. ตัวสุดท้าย ย่อมาจาก “รอ” หรือเปล่า ถ้าแปลว่า “รอ” จริง จะให้รอถึงเมื่อไร ?

ที่สำคัญ จะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางประเด็น บางมาตรา ที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่บ่อนทำลายและขัดขวางเสถียรภาพทางการเมืองมาตลอด ได้หรือไม่ องค์กรอิสระที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารจะยังอยู่ต่อไปจนครบวาระ ๗ ปี ๙ ปี หรือไม่

เราจะต้องทนอยู่กับ ส.ว. สรรหา ที่มาจากคณะบุคคลเพียงเจ็ดคน ต่อไปอีกหกปีเต็ม หรือไม่ บทนิรโทษกรรมแบบไร้เทียมทานตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐๙ จะได้รับการแก้ไขหรือยกเลิกหรือไม่ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครบอกได้

เพราะทุกคนในประเทศนี้ ต่างก็ยึดมั่นในวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ “ขอไปที” เพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ กันทั้งนั้น

หรือใครว่าไม่จริง ?

3แนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ที่มา Thai E-News



การโจมตีว่าแก้ไขเพื่อช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์แก่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือเพื่อนิรโทษกรรมให้แก่ใครบางคน อย่างที่มักจะนำมาพูดกันเป็นแผ่นเสียงตกร่อง จึงจำเป็นต้องปิดช่องโหว่ตรงนี้ โดยการกำหนดเพิ่มเติมลงไปในมาตรา ๒๙๑ เลยว่า ถึงแม้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ยังนำไปประกาศใช้ไม่ได้ จนกว่าจะผ่านการออกเสียงประชามติ คำถามประเภทแผ่นเสียงตกร่องก็จะหมดความชอบธรรมไปโดยปริยาย อย่างที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “หมดมุก” นั่นแหละ

โดย คณิน บุญสุวรรณ
ที่มา เว็บไซต์คณิน บุญสุวรรณ

ณ วันนี้ ถ้าจะพูดถึงแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ อย่างเป็นรูปธรรม ชนิดที่จับต้องได้กันแล้ว เราสามารถสรุปได้เป็นสามแนวทาง ดังนี้

แนวทางที่หนึ่ง แก้ไขเนื้อหาเป็นบางมาตรา โดยเสนอเป็นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญ

ญัตติที่ว่านี้

เสนอได้โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าเข้าชื่อกันเสนอ

โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภารวมกัน จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าเข้าชื่อกันเสนอ

หรือโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนเข้าชื่อกันเสนอ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางที่หนึ่งนี้ ได้ทำไปแล้วสองครั้ง คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๓ – ๙๘ ว่าด้วยระบบและวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ว่าด้วยเงื่อนไขในการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ซึ่งเป็นญัตติที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี

การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางนี้ สามารถดำเนินการได้ทันทีและตลอดเวลา โดยไม่เลือกว่าจะยื่นขอแก้ไขเมื่อไร แก้ไขกี่มาตรา หรือจะแก้ไขทั้งฉบับ อย่างร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับ คปพร. ซึ่งถูกดองอยู่เป็นปี แล้วในที่สุดก็ถูกเขี่ยตกในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ส่วนแนวทางที่สอง เป็นการแก้ไขกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ พูดง่ายๆ คือ แก้ไขมาตรา ๒๙๑ เพื่อเปิดช่องให้มีการนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านความเห็นชอบของ รัฐสภา แล้ว ไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติเป็นการชี้ขาดเป็นขั้นตอนสุดท้าย ทั้งนี้ โดยยังไม่แตะต้องเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าในมาตราใด

การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ นี้ เนื่องจากบทบัญญัติที่มีอยู่แต่เดิมในปัจจุบัน นั้น เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นำไปประกาศใช้ได้เลย เหมือนอย่างร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ๒ ฉบับ ที่ประกาศใช้ไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๔
ซึ่งอาจจะถูกโจมตีได้ ว่าแก้ไขเพื่อช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนิรโทษกรรมให้แก่ใครบางคน อย่างที่มักจะนำมาพูดกันเป็นแผ่นเสียงตกร่อง จึงจำเป็นต้องปิดช่องโหว่ตรงนี้ โดยการกำหนดเพิ่มเติมลงไปในมาตรา ๒๙๑ เลยว่า ถึงแม้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ยังนำไปประกาศใช้ไม่ได้ จนกว่าจะผ่านการออกเสียงประชามติ
ที่ในทางสากลเรียกว่า Referendum เสียก่อน

ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์ที่มักจะตั้งข้อสงสัยกันตลอดมาว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญกันทั้งที ทำไมไม่ถามประชาชนเสียก่อน
เพราะ เมื่อกำหนดให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ เสียแล้ว คำถามประเภทแผ่นเสียงตกร่องว่า จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร หรือว่าถามประชาชนแล้วหรือยัง ก็จะหมดความชอบธรรมไปโดยปริยาย อย่างที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “หมดมุก” นั่นแหละ

ต่อจากนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็สามารถดำเนินการได้ตลอดเวลา เมื่อไรก็ได้ แก้กี่มาตราก็ได้ หรือจะแก้ทั้งฉบับก็ยังได้

แต่ถ้าถึงขนาดจะทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง จนถึงขั้นที่ว่า แม้จะนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติแล้วก็ยังไม่ยอม เพราะรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ห้ามแตะต้อง ห้ามแก้ไขโดยเด็ดขาด มันก็เกินไป

ส่วนแนวทางที่สาม คือ แก้ไขมาตรา ๒๙๑ เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อทำการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แล้วนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติแบบเดียวกับแนวทางที่สอง ซึ่งแนวทางนี้ ปรากฏว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้นำไปแถลงเป็นนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา

ซึ่งในคำแถลงก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จะเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็ต่อเมื่อถึงตอนเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญประมาณต้นปี ๒๕๕๕

พูดง่ายๆ ว่า ยังไม่รีบ ว่าอย่างนั้นเถอะ

การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ที่จะใช้แนวทางที่สามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว อาจมีคำถามว่าเท่ากับเป็นการผูกมัดคณะรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือไม่ว่า ในส่วนของคณะรัฐมนตรีจะไม่ใช้แนวทางที่หนึ่ง คือ แก้ไขเลยตามช่องทางที่มีอยู่แล้ว ในมาตรา ๒๙๑ หรือแนวทางที่สอง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑

อย่างไรก็ดี การแถลงนโยบายดังกล่าว จะว่าผูกมัดก็ผูกมัดแต่เฉพาะคณะรัฐมนตรีเท่านั้น หาได้ผูกมัดไปถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไปด้วยไม่

พูดง่ายๆ คือ คณะรัฐมนตรีจะรอก็รอไป แต่ส่วนของ ส.ส. ส.ว. หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะไม่รอก็ต้องไม่รอ คือ ดำเนินการได้เลย

ซึ่งก็หมายความว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่มีอยู่ (ไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน) หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของทั้งสองสภา (ไม่น้อยกว่า ๑๓๐ คน) ตลอดจนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน ก็ยังมีสิทธิอย่างเต็มที่ ที่จะเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ได้ตลอดเวลา

กล่าวคือ จะแก้ เมื่อไรก็ได้ แก้มาตราไหนก็ได้ แก้กี่มาตราก็ได้ หรือแม้แต่จะแก้ทั้งฉบับก็ยังได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ที่ได้พูดกันมานานหลายปี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พูดกันหนักในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ จนเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งอย่างถล่มทลายถึง ๒๖๕ เสียง และได้มาเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาด ถึง ๓๐๐ เสียง ซึ่งเมื่อรวมกับสมาชิกวุฒิสภาอีกแค่ ๓๐ เสียง ก็เกินครึ่งของรัฐสภานั้น ตกมาถึงวันนี้ จำเป็นที่จะต้องตัดสินใจแล้วละว่า จะใช้แนวทางไหน

แนวทางที่หนึ่ง แนวทางที่สอง หรือจะรอไปอีกประมาณปีเศษเพื่อใช้แนวทางที่สามตามนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

สรุป การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ก็ทำได้โดยสามแนวทางนี่แหละครับ ขึ้นอยู่กับว่า จะใช้แนวทางไหน

พาณิชย์มั่นใจ ราคารับจำนำข้าวสูง ต่างชาติก็ยังซื้อข้าวไทย

ที่มา Voice TV



รายการ Hot Topic ประจำวันที่ 12 กันยายน 2554

โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเพื่อไทย จะเริ่มต้นในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า โดยในวันพรุ่งนี้คณะรัฐมนตรีจะพิจารณารายละเอียดของการรับจำนำข้าวทั้งหมด แม้จะมีเสียงวิพากวิจารณ์จากหลายฝ่ายก็ตาม รายละเอียดขั้นตอนการรับจำนำข้าวครั้งนี้จะเป็นอย่างไร และจะมีมาตรการใดบ้าง

วันนี้ (12 กันยายน 2554) รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพาณิชย์

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกครั้งนี้ จะเป็นการรับจำนำแบบไม่จำกัดจำนวน โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลให้เกษตรกรรับจำนำข้าวในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุน ที่แท้จริง และจะหาวิธีป้องกันปัญหาการทุจริต รวมถึงข้อเสียของการรับจำนำตามที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงไว้

นายกิตติรัตน์ กล่าวอีกว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้นโยบายรับจำนำดึงราคาข้าวให้สูงขึ้น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ภาคเอกชนหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เพื่อดูแลให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น และยืนยันว่าจะผลักดันเรื่องการส่งออกข้าว โดยจะประสานกับผู้ซื้อในต่างประเทศ ให้ซื้อข้าวจากไทยในราคาที่สูงขึ้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร

น้ำท่วมภู ปูป๋อมแป๋ม

ที่มา Voice TV



Wake Up Thailand ประจำวันอังคาร ที่ 13 กันยายน 2554

นำเสนอประเด็น
- สถานการณ์น้ำท่วมภาพรวมน่าห่วง - กรมชลฯคาดอีก 20 วันน้ำล้นเขื่อนสิริกิติ์
- ภารกิจนายกฯ เยือนอินโดนีเซีย ก่อนเยือนกัมพูชา 15 ก.ย.
- สมเด็จฮุนเซน เผย พ.ต.ท.ทักษิณ เยือนกัมพูชา 16-24 กย. ปัดถกปมน้ำมัน
- ถวิล ยื่น กพค. ฟ้องนายกฯ เรื่องโยกย้าย
- นิด้าโพลระบุบุคลิกภาพยิ่งลักษณ์เด่น แต่ความกล้าตัดสินใจต่ำ
- ควันหลง 10 ปี 9/11 - เปิดโฉมตึก One World Trade กำหนดเสร็จปี 2013
- ลูกชายกัดดาฟี หนีไปกบดานไนเจอร์

เผด็จการทางรัฐสภา

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 12 กันยายน 2554)


รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีเสียงในสภาอย่างท่วมท้น จึงง่ายมากที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการทางรัฐสภา

ยิ่งดำเนินนโยบายที่ชนชั้นนำไม่ชอบ ก็จะยิ่งถูกกล่าวหาเช่นนี้ได้มากขึ้น เพราะเผด็จการทางรัฐสภานั้นเป็นแนวคิดที่ชนชั้นนำประดิษฐ์ขึ้นโดยแท้

เมื่อ รสช.ทำรัฐประหารใน พ.ศ.2534 ข้ออ้างหนึ่งที่ยึดอำนาจและล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็คือ รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา ซึ่งนับเป็นตลกที่ขื่นขันอยู่พอสมควร เพราะแปลว่าเผด็จการนั้นน่ารังเกียจเพราะเป็นเผด็จการทางรัฐสภา ส่วนเผด็จการทางอื่นหาได้น่ารังเกียจแต่อย่างใด ความคิดพิลึกพิลั่นนี้ยังอยู่กับชนชั้นนำไทยสืบมาถึงปัจจุบัน

เผด็จ การทางรัฐสภามีได้จริงไหมในโลกนี้ เพื่อจะตอบคำถามนี้ เราคงต้องนิยามให้ชัดก่อนว่าเผด็จการทางรัฐสภาหมายถึงสภาวะอะไร ผมคิดว่าหมายถึงสภาวะที่เสียงข้างมากในรัฐสภาเป็นผู้ตัดสินใจการบริหาร จัดการสาธารณะทั้งหมด (โดยผ่านฝ่ายบริหารซึ่งคุมเสียงข้างมาก หรือผ่านตัวรัฐสภาซึ่งออกกฎหมายบังคับให้ฝ่ายบริหารต้องทำตาม) ทั้งนี้ โดยไม่มีอำนาจอื่นใดเข้ามาขัดขวางทัดทานได้

ผมออกจะสงสัยว่าหากนิยามตามนี้ เผด็จการทางรัฐสภาไม่น่าเคยมีอยู่จริงเลย แม้แต่รัฐสภาและโซเวียตภายใต้ฮิตเลอร์, สตาลิน หรือท่านประธานเหมา อย่างน้อยคนเหล่านี้ก็ต้องห้ำหั่นศัตรูทางการเมืองของตนตลอดสมัยที่ตนมี อำนาจ แสดงว่าพลังที่จะทัดทานต่อต้านมีอยู่ เพียงแต่ประสบความล้มเหลวเท่านั้น

สนช.ในสมัยเผด็จการ คมช.เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด แม้สมาชิกล้วนถูกเลือกมาโดยเผด็จการ คมช.ทั้งสิ้น แต่ก็ไม่สามารถออกกฎหมายลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนไปได้ทุกอย่าง ตามที่ คมช.ต้องการ มีกฎหมายหลายฉบับถูกแก้หรือบรรเทาการเผด็จอำนาจลงไปบ้าง เพราะมีการต่อต้านคัดค้านจากสื่อและองค์กรประชาชน (แม้กระนั้นที่ออกมาเป็นกฎหมายและใช้มาถึงปัจจุบัน ก็ล้วนเลวร้ายทั้งสิ้น) เผด็จการทางรัฐสภาที่ไม่มีพลังอื่นคอยทัดทานเอาเลย จึงไม่ได้เกิดขึ้น

น่า ประหลาดที่ว่า เสียงข้างมากในสภาของไทยนั้น ถูกทัดทานหรือถึงขนาดต่อต้านเสมอมา แต่มักเป็นการทัดทานต่อต้านที่ไม่ถูกกฎหมาย หรือไม่เป็นประชาธิปไตย กลุ่มพลังที่สำคัญในการทัดทานต่อต้านได้แก่กองทัพ, ข้าราชการพลเรือน, ม็อบมีเส้น, อำนาจนำทางวัฒนธรรม, สื่อที่ไม่ทำหน้าที่ของตนอย่างสุจริต ฯลฯ เอาเข้าจริงรัฐสภาไทย หรือรวมถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หาได้มีอำนาจมากนัก

ปัญหากลับเป็นตรงกันข้าม เผด็จการทางรัฐสภาไม่เคยเป็นปัญหาในเมืองไทย แต่พลังและอำนาจที่คอยทัดทานต่อต้านเสียงข้างมากอย่างผิดกฎหมาย หรืออย่างไม่เป็นประชาธิปไตยต่างหากที่เป็นปัญหา ทิศทางที่ถูกต้องก็คือสร้างพลังและอำนาจในการทัดทานต่อต้านที่ถูกกฎหมายและ เป็นประชาธิปไตยขึ้น

รัฐธรรมนูญ 2540 แก้ปัญหาได้ถูกจุด แต่แก้ได้เพียงครึ่งเดียว คือครึ่งที่สร้างองค์กรตรวจสอบที่มาจากวุฒิสภา (ซึ่งสมมุติในรัฐธรรมนูญให้ "ไม่การเมือง") ขึ้นหลายองค์กร นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญลงไปถึง กกต., สตง., จนถึง ป.ป.ช.เป็นต้น อีกส่วนหนึ่งของการทัดทานเสียงข้างมากในรัฐสภาอย่างถูกกฎหมาย เกิดขึ้นจากสังคมเองมาตั้งแต่ก่อนมีรัฐธรรมนูญ 40 แล้ว คือการตั้งองค์กรมหาชนที่เป็นอิสระขึ้น เช่น สกว., สสส., ฯลฯ เป็นต้น และรัฐธรรมนูญก็ได้เสริมเพิ่มเติมเข้าไปเช่น กทช.เป็นต้น

แต่กระบวน การสร้างพลังและอำนาจในการทัดทานตรวจสอบนี้มีอุปสรรคมาก เพราะเป็นอำนาจใหม่ ซึ่งไม่สัมพันธ์กับพลังและอำนาจเก่าซึ่งเคยทัดทานต่อต้านเสียงข้างมากใน รัฐสภามาก่อน จึงทำให้ถูกแทรกแซงจากทั้งฝ่ายการเมืองในระบบ และนอกระบบอย่างหนัก จนกระทั่งส่วนใหญ่ล้มเหลวที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อตรง

ฉะนั้น หากยังต้องการเดินตามวิถีทางสร้างพลังและอำนาจทัดทานอย่างถูกกฎหมายและเป็น ประชาธิปไตยต่อไป จึงต้องมาคิดใหม่ให้ดีว่า จะให้อำนาจนั้นยึดโยงอยู่กับประชาชนต่อไปอย่างไร และจะให้อำนาจใหม่นี้ไม่ถูกแทรกแซงได้อย่างไร โดยมีประชาชนหรือสังคมเป็นเกราะกำบังให้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกครึ่ง หนึ่งที่รัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้แก้เลยก็คือ จะลดหรือทำลายอำนาจเก่าซึ่งทัดทานเสียงข้างมากในรัฐสภาให้ไม่อาจใช้วิธีการ ที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ขอยกตัวอย่างเช่น แม้บัญญัติให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของชาวไทยที่จะต่อต้านการรัฐประหาร แต่ก็ไม่มีบัญญัติใดๆ ที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขการจัดองค์กรของกองทัพ เพื่อทำให้กองทัพต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาอย่างเด็ดขาดของพลเรือนที่มา จากการเลือกตั้งเป็นต้น

สร้างอำนาจใหม่ที่ยังอ่อนแอ โดยไม่คุมอำนาจเก่าที่เข้มแข็ง ทำให้เมื่ออำนาจใหม่ไม่ทำงาน เหล่าปัญญาชนและนักวิชาการจำนวนหนึ่ง จึงหันไปหาอำนาจเก่าและยอมรับการแทรกแซงที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างเต็มหัวใจ

นอกจากคนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ยอมรับการรัฐประหาร 2549 อย่างยินดีเท่านั้น หลายคนยังออกมาปกป้องการฉีกรัฐธรรมนูญที่ตนมีส่วนร่วมผลักดันด้วย และลึกลงไปในความคิดของเขาก็คือ ไม่มีทางที่จะสู้กับเผด็จการทางรัฐสภาด้วยวิธีอื่น ถึงเลือกตั้งใหม่ก็ไม่มีทางที่จะยุติเผด็จการทางรัฐสภาได้

ผมอยาก เตือนให้ระวังว่า ชัยชนะท่วมท้นของพรรค พท.ในการเลือกตั้ง และการคุมเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในรัฐสภา ทำให้สถานการณ์กำลังกลับมาคล้ายปี 2549 อีกแล้ว ทั้งๆ ที่รัฐบาลยังบริหารงานไม่ครบเดือนดี นักวิชาการบางกลุ่มก็เริ่มออกมาโจมตีและตั้งสมญาเช่น "ดีแต่โม้" เป็นต้น

ใน ส่วนการสร้างองค์กรและพลังอำนาจในการตรวจสอบทัดทานเสียงข้างมากนั้น เป็นไปได้ว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ไม่กล้าสร้างความเข้มแข็งของสังคมอย่างชัดแจ้งนัก ข้อกำหนดต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้บัญญัติไว้เป็นแค่หลักการ เช่นการทำประชาพิจารณ์โครงการขนาดใหญ่ หรือการกระจายอำนาจและกระจายงบประมาณลงท้องถิ่น ซึ่งในที่สุดก็ถูกเบี้ยวจนไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ

แท้จริง แล้ว พลังและอำนาจขององค์กรตรวจสอบต่างๆ จะเป็นผลได้จริง ก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากสังคมที่มีพลังและอำนาจเป็นของตนเอง มากกว่าการโวยผ่านสื่อ เช่นหาก อปท.มีอำนาจร่วมทางกฎหมาย ในการอนุมัติและตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ ย่อมเป็นผลให้โครงการทั้งหลายต้องฟังเสียงประชาชนในพื้นที่มากกว่าข่าวและบท ความในสื่อ การทำรัฐประหารเกิดขึ้นได้ยาก หากรัฐบาลกลางไม่ได้มีอำนาจบริหารรวมศูนย์และเด็ดขาดไปทุกเรื่องดังที่เป็น อยู่ ยึดรัฐบาลปั๊บ ก็ยึดประเทศไทยได้หมด

พลังของสังคมไม่ได้เกิด ขึ้นจากการรับรองสิทธิเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากการจัดองค์กรด้วยตนเอง เพราะอำนาจเกิดขึ้นได้จากการปฏิบัติการทางสังคม จะปฏิบัติการได้ก็ต้องจัดองค์กร รัฐไทยในปัจจุบันไม่ได้ขัดขวางการจัดองค์กรของสังคมก็จริง แต่พื้นที่ซึ่งเปิดให้แก่การจัดองค์กรถูกจำกัดให้เป็นพื้นที่ซึ่งไม่ สัมพันธ์กับอำนาจรัฐเท่านั้น (อย่างน้อยก็ไม่สัมพันธ์โดยตรง) ทำให้องค์กรทางสังคมปราศจากพลังและอำนาจในการทัดทานเสียงข้างมากในรัฐสภา

สิ่ง ที่รัฐบาลพรรค พท.ควรเร่งทำก็คือ เปิดพื้นที่ซึ่งสัมพันธ์กับอำนาจรัฐให้แก่องค์กรทางสังคมให้มาก โดยเฉพาะอำนาจในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นโดยตรง แม้ต้องใช้อำนาจนั้นร่วมกับส่วนกลางก็ตาม แต่ต้องร่วมในสัดส่วนที่มีนัยยะสำคัญ ไม่ใช่ร่วมในเชิงพิธีกรรมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นโยบายและการ ดำเนินการของรัฐบาลเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในสภา จะไม่เป็นนโยบายและการดำเนินการของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นนโยบายและการดำเนินการที่ร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลและองค์กรทางสังคม ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปทั้งประเทศ โดยวิธีนี้เท่านั้น ที่เสียงข้างมากในรัฐสภาจะไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการทางรัฐสภา อันเป็นช่องทางให้ล้มรัฐบาลด้วยวิธีที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นประชาธิปไตย

การ เปิดพื้นที่ให้องค์กรทางสังคมเข้ามาบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งปัจจุบันอยู่ในมือของส่วนกลาง อาจทำได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมายใดๆ ในบางกรณี แต่อีกหลายกรณี จำเป็นต้องแก้กฎหมาย และถึงที่สุดอาจต้องแก้รัฐธรรมนูญซึ่งก็ตรงกับนโยบายของพรรคที่จะเริ่ม กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

ดังนั้น พรรค พท.จึงควรเป็นแกนนำในการผลักดันให้สังคมยอมรับว่า พลังและอำนาจขององค์กรสังคมต้องมีพื้นที่ในการบริหารจัดการรัฐด้วย แล้วก็เริ่มลงมือทำในพื้นที่ซึ่งทำได้ก่อนโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย (เช่นกระทรวงมหาดไทยขอผลประชามติในท้องที่บางเรื่อง เพื่อประกอบการพิจารณา หรือขอความเห็นขององค์กรทางสังคมในพื้นที่เพื่อประกอบการพิจารณา)

"โม้" เลยครับ แต่ "โม้" เรื่องดีๆ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยได้จริง

สุดเจ๋ง!! ไมโครซอฟท์โชว์ วินโดว์ 8 ใช้เวลาเปิดเครื่องไม่ถึง 10 วินาที

ที่มา มติชน



รายงานข่าวแจ้งว่า ทางไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้สาธิตการทำงานของวินโดว์ 8 ระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ ที่แสดงให้เห็นถึงความเร็วในการบู๊ตเครื่องขึ้นทำงานได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ในการใช้งานกับผู้ใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ในการนี้ ไมโครซอฟท์ เปิดเผยว่า ระบบปฏิบัติการวินโดว์ 8 จะใช้การทำงานร่วมกันของรูทีนบูท, Shutdown และไฮเบอร์เนต กับเซสชั่นของแกนหลักในการทำงานของวินโดว์ 8 ทั้งนี้ ยังมีข้อได้เปรียบที่เกิดจากการทำงานของโพรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์ ที่พบได้ในพีซี ผลลัพธ์ก็คือ เวลาเปิดเครื่องสั้นลงจนเหลือเพียงไม่กี่วินาที ทั้งนี้ฝายวิจัยของไมโครซอฟท์ ยังระบุว่า ผู้ใช้เดสก์ทอป 57% และโน้ตบุ๊ค 45% พอใจที่จะชัตดาวน์ และรีบู๊ตเครื่องมากกว่าใช้โหมดพักเครื่อง โดยให้เหตุผลว่า ผู้ใช้ต้องการประหยัดแบตเตอรี่ และต้องการให้เครื่องเริ่มต้นทำงานใหม่ เพื่อทำให้ระบบมีความพร้อมทำงานมากกว่า จึงเป็นเหตุผลให้ไมโครซอฟท์ เพิ่มขีดความสามารถในการเกิดเครื่องและชัตดาวน์ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้ เวลาในการบู๊ตเครื่องที่สั้นลงนี้ จะใช้ได้ดีทั้งกับสตอเรจที่เป็น HDD และ SSD

คลิกดูวีดีโอ

3 ทหารเสือ

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


หนังสือ พิมพ์ข่าวสดนี่แหละเป็นฉบับแรกๆ ที่ท้วงติงสงครามยาเสพติดยุคทักษิณ ในประเด็นที่มีการฆ่าตัดตอนมากเกินไป ชี้ว่ามีศพกองเป็นภูเขาเลากา แต่ไม่ได้คัดค้านแบบเหมารวม ไม่ได้ปฏิเสธว่าการเอาจริงเอาจังเรื่องยาเสพติดในยุคดังกล่าวได้ผลจริง ประชาชนชื่นชมกันทั่ว

แต่ถึงจะได้ผล หากมีแนวโน้มตายมาก ก็ต้องคัดค้าน

เรื่อง แบบนี้บางทีพวกทุ่มเททำงานให้ประชาธิปัตย์ ไม่รู้ประวัติศาสตร์หนังสือพิมพ์ ไปตัดตอนเฉพาะช่วงที่คนรูปหล่อเกลียดชังข่าวสด-มติชนมาเป็นอารมณ์

แล้วมาตรวจพาดหัวข่าว-รูปหน้า 1 ช่วงที่ตั้งธงไว้

ลงเอยสรุปว่าเอนเอียงเพื่อไทย โดยไม่เคยรู้ว่าข่าวสด-มติชน ไม่เคยยืนข้างอำนาจรัฐที่มือเปื้อนเลือด

ไม่ว่าจะยุคสงครามยาเสพติด หรือล่าสุด 91 ศพ!

เหมือนกับที่ชอบโจมตีว่า ตรวจสอบแต่ 91 ศพ ทีกรือเซะ ตากใบไม่เห็นตรวจสอบ

ล้วนแต่พวกความจำสั้น ทั้งที่ตอนนั้นพาดหัวจนโดนกล่าวหาว่าเป็นพวกโจรใต้มาแล้ว

ตอนนี้รัฐบาลเพื่อไทย รื้อฟื้นภารกิจปราบยาเสพติดขึ้นมาอีกหน หลังจากอ่อนล้าไปในยุครัฐบาลที่แล้ว

โดยมอบให้พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ว่าที่ผบ.ตร.เข้ามาเป็นแม่ทัพหลัก

ล่าสุดเปิดแผนออกมาแล้ว เน้นสกัดที่ปากทางเข้ายา เสพติด

ปิดประตูห้ามเข้า ดีกว่าปล่อยให้เข้ามาแล้วแตกกระจายไปทั่ว ยากจะไล่ตามจับ!

โดยจัดชุดปฏิบัติการ 18 ชุด สกัด 18 เส้นทาง ใน 3 จังหวัดเหนือ

ดูแนวแล้วน่าจะมุ่งหยุดยาบ้าได้ตรงจุดดี และน่าจะลดการฆ่าตัดตอนกลางเมืองไปได้

แก้ได้จริง คนคงสาธุกันทั้งเมือง!

นอก จากยุคเพรียวพันธ์ จะมีมือดีเคียงข้างทั้งพล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา มือสืบสวนปราบปราม พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต มือสอบสวนทำสำนวนคดีระดับชาติแล้ว

ล่าสุดยังมีทหารเสือรายที่ 3 คือพล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ภารกิจนี้ดูนุ่มนวลขึ้น

พล.ต.อ.พงศพัศ ได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลสนับสนุนด้านงบประมาณ เครื่องมือเทคโนโลยี ให้ 18 ชุดฉก.

ประเมินผลยุทธศาสตร์ ไปจนถึงประชาสัมพันธ์ต่อสังคม

ครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น

คงช่วยให้ปฏิบัติการปิดประตูห้ามยาเสพติดเข้าได้ผลมากที่สุด!