ที่มา thaifreenews
โดย bozo
“เสื้อแดงแม้จะมีจำนวนมาก ในระยะหนึ่งมีอำนาจสูงก็จริง
แต่ถ้าไม่เข้าใจสถานภาพของตัวเองก็พังได้
เพราะการเมืองภาคประชาชนต้องรู้จุดยืนว่ายืนอยู่ที่ไหน
เมื่อเสร็จเลือกตั้งเราต้องหวนกลับไปทำการเมืองภาคประชาชน
ถ้าขลุกอยู่แต่ระบบรัฐสภา เรื่องนั้นก็จะยุ่ง
ก็จะเหมือน 14 ตุลา ที่นักศึกษาเข้าไปยุ่งกับปัญหาทุกอย่างของประเทศ...
เมื่อคนเสื้อแดงมีประสบการณ์มาแล้ว เราอย่าไปยุ่ง”
นายวีระ หรือวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ให้สัมภาษณ์กับ “มติชน” หลังชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นของพรรคเพื่อไทย
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่าส่วนหนึ่ง มาจากพลังของ “คนเสื้อแดง”
ที่มีความศรัทธาใน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
หรือ “กระแสทักษิณ” จนถึงปรากฏการณ์ “อะเมซิ่งยิ่งลักษณ์”
ฎีกาคนเสื้อแดง
ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยหรือการได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
จึงไม่อาจปฏิเสธที่จะต้องแบกรับความหวังของคนเสื้อแดงและผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยกว่า 15 ล้านเสียง
ซึ่งไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและข้าวยากหมากแพงเท่านั้น
แต่ยังต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง และคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน
ในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” อีกด้วย
จึงไม่แปลกที่คนเสื้อแดงจะทวงถามเรื่องฎีกาที่มีรายชื่อจำนวน 3,532,906 คน
ขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณต่อสำนักราชเลขาธิการ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552
ซึ่งนายวีระครั้งเป็นประธาน นปช. เป็นผู้นำในการถวายฎีกาดับทุกข์ทั้งแผ่นดิน
โดยมีพิธีพราหมณ์บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนยื่นถวายฎีกา
แต่กว่า 2 ปีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีความคืบหน้า จึงทวงถามรัฐบาลยิ่งลักษณ์
และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่กำกับกรมราชทัณฑ์
เรื่องการตรวจสอบรายชื่อในใบฎีกา
คืนความยุติธรรม
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
ให้ความเห็นเรื่องฎีกาว่า เป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่ควรรายงานความคืบหน้าต่อประชาชน
เพื่อให้เกิดความเข้าใจและรับรู้ตรงกันว่าขั้นตอนไปถึงไหนแล้ว
และเหลือระยะเวลาอีกเท่าไรกว่าจะตรวจรายชื่อครบ
“สิ่งที่ประชาชน 3 ล้านรายชื่อเข้าชื่อถวายฎีกานั้นจะปล่อยให้เงียบหายไปเฉยๆ ไม่มีความคืบหน้า
คงจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง กระบวนการทั้งหมดควรได้รับการเปิดเผย และเป็นหน้าที่ของฝ่ายราชการ
ที่ดูแลที่น่าจะให้ข้อเท็จจริงและรายละเอียดได้”
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำ นปช. ที่ร่วมยื่น รายชื่อถวายฎีกาด้วย กล่าวว่า
ขณะนี้ประชาชนมีความคลางแคลงใจว่าเหตุใดชื่อของประชาชน 3 ล้าน รายชื่อ
ที่ร่วมกันขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ
จึงยังไม่มีความคืบหน้า กินเวลานานมากเกินไปหรือไม่
เพราะเป็นความต้องการโดยบริสุทธิ์ใจของประชาชนที่หวังพึ่งพระบารมีและพระราชอำนาจ
เมื่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ยอมทูลเกล้าฯเดินเรื่องให้
รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ควรทำเรื่องนี้ให้เป็นไปตามขั้นตอน
เพราะฝ่ายกฎหมายได้ตรวจสอบแล้วว่าไม่จำเป็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะต้องถูกจำคุกก่อน
วันนี้ประชาชนเริ่มมีความหวัง ถ้ารัฐบาลสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนก็จะเป็นเรื่องดี
ส่วนจะยื่นก่อนหรือหลังวันที่ 5 ธันวาคมก็ให้เป็นไปตามขั้นตอน
เพื่อให้ความยุติธรรมกับประชาชน แต่ยืนยันว่าจะไม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจแน่นอน
อ้างต้อง “จำคุก” ก่อน?
แต่เว็บไซต์ทีนิวส์อ้างรายงานข่าวจากสำนักพระราชวังถึงการยื่นถวายฎีกาดังกล่าวว่า
ให้ยึดตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2550
ซึ่งมีความชัดเจนตามมาตรา 4 ที่ระบุว่า ผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้
ต้องมีตัวตนอยู่ในความควบคุมของทางราชการ หรือถูกกักขังไว้ในสถานที่หรือที่อาศัย
ที่ศาลหรือทางราชการกำหนด
การยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับผู้ใดจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอน
และยึดกฎหมายวิธีการพิจารณาคดีความอาญาเป็นบรรทัดฐาน
หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เป็นไปตามกฎหมาย ก็ไม่ควรที่เสนอมา
ขณะเดียวกันกฎหมายยังกำหนดคุณสมบัติด้วยว่าผู้ยื่นถวายฎีกา
ต้องเป็นบุตร ภรรยา หรือญาติสนิทรวมอยู่ด้วย
แต่จากการตรวจสอบจากกรมราชทัณฑ์ที่ส่งเรื่องให้ พล.ต.อ.ประชาพิจารณา
ทำความเห็นเสนอนั้นมีนามสกุล “ชินวัตร” เพียง 3 คน
แต่ไม่ใช่บุตรและภรรยา หนึ่งในจำนวน นั้นคือ น
ายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งสมัยที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ทำหนังสือให้นายพายัพ มาแสดงตัวยืนยัน
แต่นายพายัพไม่ติดต่อกลับมา
ล่าสุดนายพายัพกล่าวถึงกรณีที่นายพีระพันธุ์ระบุว่าตนไม่ได้ยืนยันกลับมาจึงเดินเรื่องต่อไม่ได้ว่า
ยืนยันที่จะร่วมเข้าชื่อเพื่อถวายฎีกา ถ้าหากต้องการหลักฐานอะไรเพิ่มเติมก็พร้อมจะมอบให้
อย่างน้อยก็มีสิทธิในฐานะประชาชนคนหนึ่งและในฐานะเป็นญาติ ซึ่งญาติทุกๆคนก็พร้อมจะร่วมลงชื่อด้วย
แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะร่วมยื่นหรือไม่ก็เป็นสิทธิ เนื่องจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่
ต้องปฏิเสธอำนาจเผด็จการ
แต่นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย
และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า
รัฐบาลไม่ต้อง สนใจเสียงคัดค้าน เพราะพระราชกฤษฎีกาพระราชทาน อภัยโทษ พ.ศ. 2550
ที่ออกในรัฐบาลเผด็จการทหาร ซึ่งยึดอำนาจจากประชาชนนั้นไม่มีความชอบธรรม
หากสนใจว่าบุคคลที่ควรได้รับการอภัยโทษนั้นต้องเคย ถูกดำเนินคดี
หรือต้องรับโทษก่อนก็เท่ากับรัฐบาลประชาธิปไตยชุดนี้ยอมรับรัฐบาลเผด็จการทหาร
ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่คณะรัฐมนตรีหรือสภาผู้แทนราษฎร
จะต้องไปแก้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
แต่กระทรวงยุติธรรมต้องพิจารณาว่าควรทำอย่างไร
เพราะคดีที่ตัดสินให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณนั้นไม่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย
ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวถึงเรื่องฎีกาว่า
ให้ทุกอย่างเป็นไปตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะทำเรื่องต่างๆที่ผ่านมา
ซึ่งเป็นเรื่องที่ตกค้าง เป็นการนำมาพิจารณาตามขั้นตอน
ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาเรื่องก่อน ไม่มีการเร่งรัดเป็นกรณีพิเศษ
เชื่อคนวางยาปล่อยข่าว
ที่น่าสนใจคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้นำเอกสารมาแจกกับผู้สื่อข่าวและ ชี้แจงว่า
การขอพระราชทานอภัยโทษ รัฐธรรมนูญ มาตรา 191 ระบุว่า
“พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระ ราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ”
และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259-267
ผู้ที่ทูลเกล้าฯถวายเรื่องราวหรือผู้ถวายฎีกาคือ
1.ผู้ต้องโทษคำพิพากษา (ม.259)
2.ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องฯ (ม.259) และ
3.คณะรัฐมนตรี (ม.261 ทวิ)
สำหรับผู้ที่หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาและศาล
ได้อ่านคำพิพากษาลับหลังให้ลงโทษจำคุกมีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่นั้น
ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดตัดสิทธิห้าม
และการพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจเฉพาะพระองค์
ไม่มีกฎหมายบัญญัติกรอบอำนาจของพระมหากษัตริย์ ว่าจะอภัยโทษในกรณีใดบ้าง
คดีประเภทใดอภัยโทษได้ คดีประเภทใดอภัยโทษไม่ได้
หรือการอภัยโทษต้อง มีเงื่อนไขใดบ้าง หรือต้องจำคุกมาแล้วนานเท่าใด
ส่วนมาตรา 4 และ 5 ก็เป็นกรณีเฉพาะรายที่ขอ
เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา
จึงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก
โดยออกพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์และตั้งคณะกรรมการขึ้นมา
พิจารณาการอภัยโทษเป็นรายกรณี ไม่ใช่กรณีเหมารวม
อีกทั้งพระราชกฤษฎีกาก็มีศักดิ์ทางกฎหมายน้อยกว่าพระราชบัญญัติ
อำนาจนอกระบบ
ร.ต.อ.เฉลิมจึงเชื่อว่าเรื่องฎีกามีการปล่อยข่าวและพยายามปลุกระดมให้ต่อต้านรัฐบาล
เป็นแผนของคนบางกลุ่มที่มีวาระซ่อนเร้น เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน
เนื่องจากเป็นพระราชอำนาจ และทำไมกรมราชทัณฑ์เพิ่งจะมาขยันตอนนี้ 2 ปีกว่าไปทำอะไร
ต้องมีความเป็นธรรมบนพื้นฐานความถูกต้อง
สอดคล้องกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า
ขณะนี้มีกลุ่มที่ต้องการจะล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ซึ่งอาจทำการปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้งเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอีกก็เป็นได้
แต่หากประชาชนรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งและเหนียวแน่น ใครที่คิดจะล้มรัฐบาลก็คงไม่กล้าทำอย่างแน่นอน
แต่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่เป็นหนึ่งในผู้ถูกตั้งข้อหามาตรา 112 กลับไม่เห็นด้วยกับการขอพระราชทานอภัยโทษ
เพราะเท่ากับ “ยอมรับผิด” ทั้งการดำเนินคดีต่างๆกับ พ.ต.ท.ทักษิณก็ต้องถือว่าเป็นโมฆะทั้งสิ้น
เพราะผิดกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง (due process)
ซึ่งนายสมศักดิ์เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องถือว่าเป็นนายกฯที่ได้รับการเลือกตั้ง
ตามกระบวนการที่ถูกต้องคนสุดท้าย ตามหลักการ พ.ต.ท.ทักษิณ
จึงสามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีวันนี้พรุ่งนี้ได้เลยทันทีด้วยซ้ำ
อ้างกดดันสถาบัน!
ขณะที่นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
รองคณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
ให้ความเห็นผ่านรายการ “คนเคาะข่าว” ทาง ASTV News1
ตอบโต้ ร.ต.อ.เฉลิมที่ว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามฎีกาผู้หลบหนีคดีนั้น
ความจริงกฎหมายไม่ได้ห้ามตั้งหลายอย่าง
แต่คนที่มีอารยะ มีสามัญสำนึก ต้องรู้ว่าอะไรควรไม่ควร รู้จารีตประเพณีก็ไม่ทำ
อย่างการพระราชทานอภัยโทษตามจารีตประเพณีที่ทำมาแต่อดีต
คนคนนั้นต้องติดคุกมาก่อนและมีความสำนึกในความผิด
นายพิชายให้ความเห็นว่า เจตนาจริงๆคงไม่ได้ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้อภัยโทษ
ถึงไม่เป็นไปตามกระบวนการที่ควรจะเป็นด้านหนึ่งต้องการสร้างภาพข่าวให้กว้างขวาง
อีกด้านหนึ่งอาจหวังผลทางการเมืองในแง่ของความต้องการกดดันสถาบัน
ความเห็นดังกล่าวจึงไม่ต่างจากบทวิเคราะห์ใน ASTV ผู้จัดการออนไลน์
คอลัมน์ “ผ่าประเด็นร้อน” ที่พาดหัวว่า
“หยุดเอาเปรียบ-หยุดก้าวล่วง-หยุดกดดันพระราชอำนาจ!!”
ซึ่งระบุว่า ร.ต.อ.เฉลิมกำลังทำทุกทางเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณพ้นผิด
และกลับเข้ามามีอำนาจทางการเมืองโดยเร็วที่สุด
โดยอ้าง “พระราชอำนาจ” เพื่อตัดตอนไม่ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์หรือ “หุบปาก”
และสรุปว่าหากมีการถวายฎีกาในนามของคณะรัฐมนตรี
โดยอ้างรายชื่อของคนเสื้อแดงนับล้านสนับสนุนก็ไม่ต่างจากการใช้วิธี
“กดดันบีบคั้นให้ใช้พระราชอำนาจ”
ม.112 เครื่องมือการเมือง!
ขณะที่เว็บไซต์วิกิลีกส์ได้เผยแพร่โทรเลขสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย
โดยระบุบันทึกของนายราล์ฟ แอล บอยซ์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยปี 2550
ที่มีข้อความถึงรัฐบาลสหรัฐในหัวข้อ
“คู่มือของการรอดพ้นจากคดีหมิ่นพระบรมฯจากกรณีของชาวสวิส”
ที่อ้างกรณีนายโอลิเวอร์ จูเฟอร์ ชาวสวิส
ที่ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี ข้อหากระทำการดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษอย่างรวดเร็วหลังถูกจำคุกเพียง 13 วันว่า
ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ถูกนำมาใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง”
ซึ่งชาวอเมริกันเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีนี้ รัฐบาลสหรัฐควรจะต้อง “เงียบเอาไว้”
นายบอยซ์ระบุอีกว่า สำนักพระราชวังนั้นอ่อน ไหวและอึดอัดมากกับมาตรา 112
ที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดในทางการเมือง
และยังทำให้มีปัญหาต่อความสัมพันธ์กับประเทศอื่นอีก
เพราะการกล่าวหาผู้อื่นโดยใช้กฎหมายหมิ่นฯเป็นอาวุธที่น่าเกรงขามอย่างหนึ่งในทางการเมืองไทย
ทั้งที่มีพระราชดำรัสจะพระราชทานอภัยโทษแก่ทุกคนที่ทำผิดข้อหานี้
อย่างกรณีนายจูเฟอร์หรืออัยการที่ยกฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ
ปลดล็อก ม.112 เพื่อสถาบัน!
การออกมาเคลื่อนไหวเรื่องฎีกาของคนเสื้อแดง จึงเป็นธรรมดา
ที่กลุ่ม “อำนาจนอกระบบ” จะใช้ “ขาประจำ” ออกมาปลุกระดมว่า
เป็นการ “กดดันและก้าวล่วง” เพื่อให้ใช้ “พระราชอำนาจ”
เพื่อสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งรุนแรงในการล้มรัฐบาลเพื่อไทย
และทำลายขบวนการคนเสื้อแดงหากรัฐบาลและคนเสื้อแดงประมาท
หรือประเมิน “อำนาจนอกระบบ” ต่ำเกินไป
นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เขียนบทความใน “มติชน”
หัวข้อ “ความคลุมเครือ-ที่มาของอำนาจนอกระบบ”
ว่าพัฒนาการทางการเมืองไทยน่าจะเดินมาถึงแพร่งสำคัญที่ต้องเลือกว่าจะไปทางใด
โดยเฉพาะเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ความจงรักภักดี และมาตรา 112
จึงผิดหวังที่รัฐบาลนี้เลือกที่จะเล่นเกมการเมืองเก่า คือ
ยืนยันความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ไม่ชัดเจนดังเดิม
ด้วยการประกาศความจงรักภักดีอย่างท่วมท้นของตน
และอย่างที่ฝ่ายค้านวางเส้นทางให้เดิน คือ
ไม่คิดจะทบทวนมาตรา 112 ไม่ว่าในแง่เนื้อหาหรือในแง่ของการปฏิบัติ
เพราะหากยังมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ต่อไปก็ต้องชัดเจนว่า
การกระทำการอย่างใดจึงจะถือว่าละเมิดกฎหมาย
ไม่ปล่อยให้ขึ้นอยู่กับการตีความของเจ้าหน้าที่และผู้ฟ้องร้องตามอำเภอใจ
และเพราะกฎหมายมาตรานี้ถูกนำมาใช้
เพื่อกลั่นแกล้งกันทั้งในเชิงบุคคลและในเชิงการเมืองอยู่เสมอ
จึงจำเป็นต้องสร้างกระบวนการกลั่นกรองการฟ้องร้องที่ละเอียดรอบคอบและโปร่งใส
ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งนักรัฐประหารและนักการเมือง
ต่างช่วยกันทำความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันตลอดมา และใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือ
การจะหยุดการทำร้ายสถาบันจึงต้องทบทวน มาตรา 112
เพื่อให้ทุกฝ่ายไม่สามารถทำร้ายศัตรูของตนโดยใช้มาตรานี้เป็นเกราะกำบังอีกต่อไป
การประกาศว่าจะทบทวนมาตรา 112 จึงไม่ได้หมายความว่าไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน
ตรงกันข้ามกลับเป็นการขจัดความคลุมเครือในเรื่องนี้ ทำให้เกิดความมั่นคงแก่สถาบัน
เพราะในความคลุมเครือของรัฐอภิสิทธิ์นั้นย่อมไม่มีความมั่นคงแก่สถาบันใดๆทั้งสิ้น
สถาบันกับมือที่มองไม่เห็น
ดังนั้น แม้พรรคเพื่อไทยจะได้ชัยชนะอย่างถล่มทลายจนได้เป็นรัฐบาล
เพราะ “มือที่มองเห็น 15 ล้านเสียง” แต่ก็ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการต่อสู้
เพื่อให้บ้านเมืองมีประชาธิปไตยที่แท้จริง อย่างที่
ในหนังสือ “อะเมซิ่งยิ่งลักษณ์” เตือนไว้ว่า “มือที่มองไม่เห็น” และ “กองกำลังทราบฝ่าย”
เพียงแค่พักยกเลียแผลใจเพื่อรอเวลาหาจังหวะแทรกซ้อนครั้งใหม่
จาก “นวัตกรรมรัฐประหาร” ที่คนไทยตามไม่ทัน
และอำนาจแทรกซ้อนที่น่ากลัวที่สุดและเปราะบางที่สุดคือการใช้สถาบันมาปลุกระดม
ซึ่งขบวนการ “ดึงฟ้าต่ำ” ก็เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดของ พ.ต.ท.ทักษิณ
รวมถึงการใช้ทำลายคนเสื้อแดงที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยัดเยียดข้อหาว่าเป็นเครือข่าย “ขบวนการล้มเจ้า” จาก “ผังกำมะลอ”
ที่อุปโลกน์ขึ้นเอง รวมถึงมาตรา 112 ที่กลายเป็น “เครื่องมือทางการเมือง”
ในการกำจัดผู้ที่มีความเห็นต่าง แม้แต่สื่อ นักวิชาการ และชาวต่างชาติก็ถูกกล่าวหา
และถูกคุมขังมากมาย จนประเทศไทยกลายเป็นตัวประหลาดในสายตาของประชาคมโลก
ถึงเวลาแล้วหรือไม่? ที่สังคมไทยจะต้องเปิดใจยอมรับการทบทวนมาตรา 112
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับที่ 327 วันที่ 10 - 16 กันยายน พ.ศ. 2554 หน้า 16 – 17
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=12060
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, September 14, 2011
จากฎีกาแดง ถึงมาตรา 112
ฮุน เซ็น สวมบทโฆษกเพื่อไทย เสิร์ฟแกงเลียง เปิดวิวาทะ"กษิต-เทพเทือก-มาร์ค"
ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 13 กันยายน เว็บไซต์ฟิฟทีนมูฟ รายงานว่า สื่อกัมพูชารายงานคำกล่าวของสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรี ถึงเรื่องการเดินทางเยือนกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตนจะให้การต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยจะเปิดสำนักนายกรัฐมนตรีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ในฐานะมิตรแท้ และในฐานะวิทยากรคนหนึ่งสำหรับการสัมมนาเกี่ยวกับเศรษฐกิจเอเชีย และขออย่ามาสั่งให้จับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้านของไทย หรือรัฐบาลไทย เพราะนี่คือดินแดนกัมพูชาและเป็นสิทธิของตน และจะมีการเลี้ยงรับรองที่สำนักนายกรัฐมนตรี
สมเด็จฯฮุน เซน กล่าวถึงเรื่องผลประโยชน์น้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลว่า ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณนั้น มีการเจรจาอย่างเปิดเผย มีคณะกรรมการร่วม 2 คณะ คือสำหรับกำหนดเขตแดน และเกี่ยวกับพื้นที่พัฒนาร่วม แต่จนบัดนี้ยังไม่มีความเห็นชอบอะไรทั้งสิ้น และไม่สามารถมีเรื่องผลประโยชน์ซ่อนเร้นอย่างหนึ่งอย่างใด อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ยกขึ้นกล่าวหา
"ผมต้องแจ้งเรื่องนี้ให้ฝ่ายไทยได้ทราบ ผู้ใดเปิดการเจรจาลับ? ในยุคของทักษิณ การเจรจาก็ทำอย่างเปิดเผย ส่วนสมัคร สุนทรเวช มากรุงพนมเปญก็พูดกับผมเปิดเผยในการเจรจา หากแต่ต่างจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เขาว่าเป็นรัฐบาลโปร่งใส ผมไม่ได้เตรียมตัวหารือกับสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบฝ่ายความมั่นคงของไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประวิตร วงษ์สุวรรณ แต่อย่างใด" สมเด็จฯฮุน เซน กล่าว
"นายสุเทพมากัมพูชาสามครั้ง เขาคงลืมไป ครั้งแรกในเดือนเมษายน ตอนนั้นมาไกล่เกลี่ยเพื่อรับรองให้ผมไปพัทยาร่วมการประชุมอาเซียน หลังจากมีเรื่องในสภาไทยที่กษิต ภิรมย์ เรียกผมว่าเป็นนักเลง ต่อมาก็มีทำหนังสือขอโทษ ภายหลังนายสุเทพก็มากัมพูชาอีกพร้อมกับรัฐมนตรีกลาโหม แล้วก็ได้มีการหารือเรื่องนั้นเรื่องนี้ โดยไม่ได้พูดถึงเรื่องน้ำมันเลย วันที่ 27 มิถุนายน ภริยาผมทำอาหารเลี้ยงส่วนตัวคือทำแกงเลียง ให้เขารับประทาน
หากแต่เรื่องที่แปลกคือ นายสุเทพได้เอาเอกสารแผนที่เกี่ยวกับบล็อกน้ำมันในทะเลมาด้วย แล้วเขาได้แจ้งว่า อภิสิทธิ์ได้แต่งตั้งเขาให้มาเจรจากับสมเด็จฯฮุน เซน ให้เสร็จภายในสมัยของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ดังนั้น เขาไม่ต้องการเจรจากับรองนายกรัฐมนตรี ซก อาน เขาต้องการเป็นคู่เจรจากับ ฮุน เซน เท่านั้น ผมได้แจ้งกลับไปว่า ผมมีรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเจรจาเรื่องนี้ ไม่สามารถเป็นคู่เจรจากับ ฯพณฯ ได้ สุเทพต้องการยกตัวให้เสมอกับฮุน เซน เรื่องการเจรจาบนพื้นที่ทางทะเล ซึ่งการเจรจาเบื้องต้นได้เกิดขึ้นที่ตาเคมา จ.กัณดาล ที่ตอนนั้น เราได้ต้อนรับเขาด้วยแกงเลียง แล้วก็ขณะที่มาพบนั้นไม่มีประเด็นอื่นอีก การเจรจาลับเริ่มต้นจากตาเคมา ส่วนการเจรจาที่ฮ่องกงและที่คุนหมิง ประเทศจีน เป็นเรื่องถัดมา"
สมเด็จฯฮุนเซน ยังกล่าวพาดพิงถึงนายอภิสิทธิ์ว่า "ถ้าไม่ชัดเจนอย่าพูด นำคนต่อต้าน ผมไม่ต้องการพูดถึง หรือว่าผมต้องสอนอภิสิทธิ์อีก เมื่อตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน ผมก็สอนแล้วสอนอีก ตอนนี้ผมยังต้องสอนอีกหรือ ผมขอแนะนำไปถึงอภิสิทธิ์และสุเทพที่กรุงเทพฯ ว่า ใครคนไหนหอบเอาเอกสารมาที่บ้านผมที่ตาเคมา สุเทพรับรู้เรื่องนี้ ใครคนไหนหอบเอาเอกสารไปที่ตาเคมา ผมไม่รับรู้ด้วย ดังนั้น ขอให้ฝ่ายไทยไปดูไปตรวจสอบ เรื่องที่มาลักลอบเจรจาลับอย่างนั้น"
ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 กันยายน นายกษิต ภิรมย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึง กรณีที่สมเด็จฮุนเซ็น ระบุว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯได้เข้าเจรจาลับที่บ้านพักส่วนตัวของสมเด็จฮุนเซ็น นายกษิตกล่าวว่า ไม่มีคำว่าเจรจาลับ ตามหลักปฏิบัติ จะมีการเจรจาอย่างเป็นทางการกับไม่เป็นทางการ บางครั้งต้องไปจับเข่าคุยกันภายในก่อน จึงเข้าสู่การเจรจาบนโต๊ะ ซึ่งการเจรจาทั้งหมดเป็นประโยชน์ประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อส่วนตัว ซึ่งในช่วงนั้นเมื่อเจรจาแล้วนายสุเทพก็กลับมารายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยว ข้องรับทราบ โดยการทำหน้าที่ของนายสุเทพเป็นไปตามมติครม.ที่ตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะเจรจา ฝ่ายไทยในเรื่องผลประโยชน์และพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
เมื่อถามว่า สมเด็จฮุนเซ็นระบุว่านายสุเทพต้องการยกตัวเองขึ้นเจรจาเทียบชั้นสมเด็จฮุน เซ็น นายกษิตกล่าวว่า ไม่จริง สมเด็จฮุนเซ็นจะพูดอะไรก็ได้ เพราะสมเด็จฮุนเซ็นมีความรู้สึกว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์หรือตนทำตัวเป็น ปฏิปักษ์ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง เพราะแง่ความช่วยเหลือและการลงทุนต่าๆงไทยก็ดำเนินการให้กัมพูชาหลายเรื่อง ทุกอย่างเป็นเรื่องของการเปิดใจเท่านั้นเอง ในการปะทะก็แค่เฉพาะจุด สมเด็จฮุนเซ็นอยากจะทะเลาะกับเราที่อาเซียนเราก็ไป ยูเนสโกเราก็ไป ยูเอ็น ศาลโลกเราก็ไป เพราะเราใช้การเจรจาเป็นตัวตั้ง ทั้งนี้ เป็นเพราะเรามาเป็นรัฐบาลในช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้แถลงการณ์ร่วมเป็น โมฆะและสมเด็จฮุนเซ็นได้ตั้งพ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษา จึงเป็นปฏิกิริยาต่อการกระทำของสมเด็จฮุนเซ็นเอง จะมาโยนภาระความผิดให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ได้ แม้เราจะแพ้เลอืกตั้งไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่รัฐบาลนี้ก็ต้องปกป้องประโยชน์ประเทศ ทำเป็นกรอบเสนอต่อรัฐสภาเห็นชอบ โดยต้องยึดว่าเกาะกูดเป็นของไทย
“ทั้งนี้แม้สมเด็จฮุนเซ็นจะบอกว่ากับพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพื่อนรักกัน แล้วจะมาพัวพันกับเรื่องประโยชน์ของชาติ ก็ถือเป็นความผิดของสมเด็จฮุนเซ็น ซึ่งรับไม่ได้ ฝ่ายค้านก็ต้องค้าน ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งยอมไม่ได้เด็ดขาด ให้ผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนครอบครัว ส่วนพรรคการเมือง มาพัวพันประโยชน์ชาติ ผมหวังว่ารัฐบาล 15 ล้านเสียง จะทำเพื่อเสียงของคนไทยทั้งหมด 65 ล้านคน”นายกษิตกล่าว
น้ำท่วมปาก
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
สมิงสามผลัด
ต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
หลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ
ความร่วมมือต่างๆ โดยเฉพาะด้านการทหารมีความชัดเจนยิ่งขึ้น และมีแนวโน้มว่าปัญหาความขัดแย้งตามชายแดนจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น
แทบไม่เชื่อเลยแค่ไทยเปลี่ยนนายกฯ จากอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ท่าทีของนายกฯ ฮุนเซนจะเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้
ทั้งที่เมื่อต้นปียังยิงถล่มกันดุเดือดอยู่เลย
ปัญหาอีกเรื่องที่ดูจะคลี่คลายลงในเร็วๆ นี้
คือกรณีนายวีระ สมความคิด และนางราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ยังถูกขังในคุกเปรย์ซอร์ กรุงพนมเปญ มานานถึง 9 เดือนแล้ว
หลังโดนจับตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2553
ต่อมาศาลกัมพูชาพิพากษาให้จำคุกนายวีระ 8 ปี นางราตรี 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในข้อหาโจรกรรมข้อมูลทางการทหาร
ล่า สุดนายปรีชา สมความคิด น้องชายนายวีระ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ให้เร่งช่วยเหลือพี่ชาย เพราะเคยร้องต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์แล้วไม่มีความคืบหน้า!
คาดว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์คงจะหารือเรื่องนี้กับนายกฯ ฮุนเซนในช่วงที่เดินทางไปเยือนกัมพูชาในเร็วๆ นี้
ขณะที่ส.ส.เพื่อไทยและแกนนำเสื้อแดงก็เคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือเช่นกัน มีคิวบินไปเตะบอลกระชับมิตรกับรัฐบาลเขมร 24 ก.ย.นี้
คงเจรจาเรื่องการปล่อยตัวทั้งคู่ด้วย
ถ้า ยังจำกันได้นายวีระ และนางราตรีถูกทางการเขมรจับกุมพร้อมกับนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และพวกอีก 4 คน ซึ่งเดินดุ่มๆ กันเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อน
ก่อนโด่งดังด้วยคลิปที่นายพนิชโทร.บอกเลขาฯ ว่า "อย่าให้ใครรู้นะ เพราะมีนายกฯ (อภิสิทธิ์) รู้คนเดียว"
ส่งผลให้ความสัมพันธ์ไทย-เขมรที่ไม่ค่อยราบรื่น ยิ่งย่ำแย่ขึ้นอีก
จากนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เจรจาช่วยเหลือ 7 คนไทย
แต่ช่วยได้แค่นายพนิชกับอีก 4 คน
ส่วนนายวีระและนางราตรียังติดคุกอยู่ถึงทุกวันนี้
จึงไม่แปลกใจเลยที่การเคลื่อนไหวช่วยเหลือนายวีระและนางราตรีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์และคนเสื้อแดง
ไม่เห็นนายกรัฐมนตรีเงา หรือโฆษกรัฐบาลเงาออกมาท้วงติง หรือไม่เห็นด้วย
อาจเป็นเรื่องเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์พูดไม่ออก
คงน้ำท่วมปากกันหมด !?
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 14/09/54 คืนชีวิต..ให้ลูกหลานไทย
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
จี้ ปล้น ฆ่า จากปัญหา ยาเสพติด
กี่ชีวิต ที่ย่อยยับ ดับสลาย
กี่ล้านคน ป่นปี้ ชีวาวาย
กี่คนตาย หายจาก พรากครอบครัว....
เส้นใหญ่-เล็ก แค่ไหน อย่าไปสน
ต้องกำจัด ให้พ้น คนชั่วชั่ว
ล้างอำนาจ จัญไร ไล่เรียงตัว
แล้วกุดหัว พวกต่ำช้า มาประจาน....
พวกเบื้องหลัง สีอะไร? ใครโอบอุ้ม
มันเกาะกลุ่ม รวมพลัง หวังต่อต้าน
ผลประโยชน์ ก้อนโต โถ..พวกมาร
เห็นวิ่งพล่าน ไปทั่ว โคตร..ชั่วทราม....
คืนชีวิต ลูกหลานไทย ให้เป็นสุข
หมดสิ้นทุกข์ ทั่วแคว้น แดนสยาม
คืนรอยยิ้ม ที่สวยสด อันงดงาม
ให้ลือนาม เลื่องชื่อ คือ..สิ่งดี....
พวกปากหอย ปากหมา พวกกาฝาก
ยังสำราก พูดระยำ คำบัดสี
เพราะจิตใจ ใฝ่ต่ำ ชอบย่ำยี
พวกอัปรีย์ คิดคัดค้าน ต้านปราบยาฯ....
๓ บลา / ๑๔ ก.ย.๕๔
ปิยบุตร แสงกนกกุล: นิติราษฏร์ ฉบับ 29 เรื่องถกเถียงทางกฎหมายที่ฝรั่งเศสหลังสงครามโลกสิ้นสุด
ที่มา ประชาไท
"8:1 And the LORD spake unto Moses, Go unto Pharaoh, and say unto him,
อ่านต่อฉบับเต็มได้ที่นี่
นิติราษฏร์ ฉบับ ๒๙ (ปิยบุตร แสงกนกกุล)
เชิงอรรถ
[1] ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนแรกในสมัยระบอบวิชี่ มีบทบาทสำคัญในการบริหารและกำหนดทิศทางการทำงานของศาลปกครอง
[2] ศาสตราจารย์กฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส ผู้เขียนตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญหลายเล่ม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนที่สองในสมัยระบอบวิชี่
[3] ศาสตราจารย์กฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีการศึกษาและเยาวชน มีบทบาทสำคัญในการปลดศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยที่มีเชื้อชาติยิว
[4] ศาสตราจารย์กฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบอร์กโดซ์ เขียนตำรากฎหมายปกครองหลายเล่ม แม้เขาจะไม่เข้าดำรงตำแหน่งใดๆในรัฐบาล แต่ได้ประกาศอย่างชัดเจนต่อสาธารณะว่าพร้อมปวารณาตัวรับใช้และสนับสนุนระบอบ วิชี่อย่างไม่มีเงื่อนไขและอย่างเต็มความสามารถ โดยมุ่งเน้นไปในงานทางวิชาการเพื่อรับรองความชอบธรรมของระบอบวิชี่และสนับ สนุนนักกฎหมายที่รับใช้ระบอบวิชี่ ผ่านบทความต่างๆที่เสนอในวารสาร Revue du Droit public (วารสารกฎหมายมหาชน) ที่เขาเป็นบรรณาธิการ
[5] คำว่า “สาธารณรัฐ” ในบริบทของฝรั่งเศส ไม่ใช่หมายถึงเพียงรัฐที่มีประมุขของรัฐเป็นประธานาธิบดี ไม่ใช่ตำแหน่งที่สืบทอดทางสายโลหิตแบบกษัตริย์เท่านั้น แต่ยังหมายความถึงความเป็นนิติรัฐ ความเป็นประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและพหุนิยมด้วย จะสังเกตได้ว่า คำว่า République ที่ใช้ในบริบทของฝรั่งเศส จะเขียนด้วยตัวอักษร R ตัวใหญ่เสมอ นั่นหมายความว่า มีลักษณะเฉพาะและแตกต่างจาก république
[6] คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ๑๔ มิถุนายน ๑๙๔๖, Ganascia คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ๔ มกราคม ๑๙๕๒, Epoux Giraud คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ๒๕ กรกฎาคม ๑๙๕๒, Delle Remise
[7] คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ๑๒ เมษายาน ๒๐๐๒, Papon คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๐๐๙, Hoffman Glemane
ที่นี่.....ยังมีเด็กขอทาน
ที่มา ประชาไท
รายงานจากมูลนิธิกระจกเงา พื้นที่จุดบอดที่การปราบปรามการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานในกรุงเทพยังไปไม่ถึง
ภายหลังจากข่าวการช่วยเหลือ “น้องพอมแพม” เด็กหญิงวัย 3 ปี ที่ถูกคนร้ายลักพาตัวไปจากครอบครัวกว่า 20 วัน จนได้รับการช่วยเหลือจากพลเมืองดี ซึ่งพบตัวในขณะที่เด็กถูกนำไปเป็นเครื่องมือในการขอทานยังตลาดนัดแห่งหนึ่ง ของจังหวัดชลบุรีถูกเผยแพร่ออกไปตามสื่อแขนงต่างๆ ทำให้เกิดกระแสการกวาดล้างเด็กขอทานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายๆ พื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด
อย่างไรก็ตามการลงพื้นที่ปราบปรามการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานใน กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ภาครัฐมักเลือกพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือแหล่งเศรษฐกิจ เพียงประการเดียว เช่น พื้นที่ถนนสุขุมวิท, สีลม หรือสยาม เป็นต้น
ซึ่งข้อมูลจากการรับแจ้งเบาะแสการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานจาก พลเมืองดีของโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ทำให้ทราบว่ายังมีอีกหลายพื้นที่ที่ยังสามารถพบเห็นเด็กขอทานได้และพื้นที่ เหล่านี้ก็ยังคงไม่ได้รับการดำเนินการในการช่วยเหลือเด็กขอทานออกจากข้างถนน แต่อย่างใด จึงทำให้จำนวนเด็กขอทานในพื้นที่ต่างๆ เหล่านี้ยังมีปัญหาการนำเด็กมาขอทานอยู่เป็นจำนวนมาก
โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา จึงรวบรวมพื้นที่ที่มักได้รับแจ้งเบาะแสการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอ ทานจากพลเมืองดี รวมถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของทางโครงการฯ เอง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อเป็นข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการลงพื้นที่ ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่อไป ดังนี้
1. พื้นที่ถนนลาดพร้าว
· ห้างเดอะ มอลล์ สาขาบางกะปิ
· ห้างบิ๊กซี สาขาลาดพร้าว
· ห้างยูเนี่ยนมอลล์
· ห้างเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว
2. พื้นที่ถนนพหลโยธิน
· ห้างเมเจอร์ สาขารัชโยธิน
· ตลาดอมรพันธ์ (บริเวณแยกเกษตรนวมินทร์)
3. พื้นที่ถนนวิภาวดี – รังสิต
· ห้างเมเจอร์ สาขารังสิต
· ห้างฟิวเจอร์ ปาร์ค รังสิต
· ห้างเซียร์ รังสิต
· ห้างไอที สแควร์
· ซอยเฉยพ่วง (ข้างตึกซัน ทาวเวอร์)
4. พื้นที่ถนนงามวงศ์วาน
· ห้างพันธุ์ทิพย์ สาขางามวงศ์วาน
· ห้างเดอะ มอลล์ สาขางามวงศ์วาน
· ห้างบิ๊กซี สาขางามวงศ์วาน
5. พื้นที่ถนนราชดำริ – เพชรบุรี
· ห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริ
· ห้างเซ็นทรัล เวิลด์
· ห้างพันธุ์ทิพย์ สาขาประตูน้ำ
· ห้างแพลทตินั่ม ประตูน้ำ
6. พื้นที่ถนนเจริญกรุง
· ท่าเรือสาทร
· หน้าห้างโรบินสัน สาขาบางรัก
7. พื้นที่ถนนบางนา – ตราด
· สี่แยกบางนา
· ห้างเซนทรัล สาขาบางนา
· ห้างโฮมโปร
8. พื้นที่ถนนสุขสวัสดิ์ – ราษฎร์บูรณะ
· ห้างบิ๊กซี สาขาสุขสวัสดิ์
· ตลาดบางปะกอก
· ห้างบิ๊กซี สาขาบางปะกอก
9. พื้นที่ถนนลาดหญ้า
· ห้างโรบินสัน สาขาลาดหญ้า
· บริเวณโดยรอบวงเวียนใหญ่
10. พื้นที่ถนนเพชรเกษม
· ห้างเดอะ มอลล์ สาขาบางแค
· ห้างเดอะ มอลล์ สาขาท่าพระ
11. พื้นที่ถนนพระราม 2
· ห้างเซ็นทรัล สาขาพระราม 2
· ห้างบิ๊กซี สาขาพระราม 2
12. พื้นที่ถนนพรานนก
· ตลาดวังหลัง
13. พื้นที่ถนนบรมราชชนนี
· ห้างเซ็นทรัล สาขาปิ่นเกล้า
· ห้างพาต้า สาขาปิ่นเกล้า
· ห้างเมเจอร์ สาขาปิ่นเกล้า
โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ขอเป็นเสียงสะท้อนให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปดำเนินการปราบปราม และกวดขันไม่ให้มีการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานในพื้นที่ต่างๆ เหล่านี้ด้วย ภาพของเด็กตัวน้อย เนื้อตัวมอมแมม ทำท่าทางก้มกราบคนที่เดินผ่านไป – มา เพื่อเรียกความน่าสงสาร ต้องหมดไปจากสังคมไทยเสียที.......
โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน
มูลนิธิกระจกเงา
ตั้วพ้อพธม.เมินคนโขนรูดม่านวันนี้ ปิดฉากเทศกาลหนังเมืองคลานผลาญเงินภาษีสร้าง-บังคับเด็กดู
ที่มา Thai E-News
วัน ที่ 14 กันยายนจะเป็นวันสุดท้าย ที่หนัง"คนโขน"จะได้ฉายในโรงภาพยนตร์ ไม่มีโรงไหนยอมฉายหนังเรื่องนี้ต่อไปหรอกครับ ในเมื่อแต่ละรอบมีคนดูไม่เกินหลักสิบ ฝันเล่นๆอีกสักครา หากพี่น้องพธม. พร้อมใจ รวมตัวกันมาเหมาโรงเหมารอบดูกันเอง ไม่ต้องทั้งหมดของพธม.หรอกครับ เอาแค่ซักครึ่งหนึ่งของจำนวนพวกเราที่มี วิกฤตของผมครั้งนี้ ก็จะพลิกฟื้น ต่อชีวิตขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
อนิจจา..." ปาฎิหารย์คงไม่มีจริง เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนมีผลมาจากเหตุ และ ปัจจัย "-บันทึกของ ศรัณยู วงษ์กระจ่าง,13 ก.ย.54
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 กันยายน 2554
ศรัณยูเขียนบันทึกปิดม่านคนโขนตัดพ้อพธม.ไม่ช่วยดู ยอมให้ฝ่ายตรงข้ามสมน้ำหน้า
ตั้ว-ศรัณยู วงศ์กระจ่าง ผู้สร้าง ผู้เขียนบท ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องคนโขนเขียนบันทึกในเฟซบุ๊คของเขาเมื่อ 13 กันยายน หัวข้อเรื่อง ปิดม่าน คนโขน" ปาฏิหารย์ไม่มีจริง ทุกสรรพสิ่งมีผลมาจากเหตุและปัจจัย " โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
จั่วหัวไว้อย่างนี้ พี่น้องคงพอเดาได้ ว่าเนื้อหาบรรทัดต่อๆไปของบทความนี้จะเคลื่อนตัวไปในแนวไหน
กว่าสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมทุ่มเททั้งชีวิตให้กับภารกิจทุกอย่างที่เจ้าของหนังคนหนึ่งพึงกระทำได้ นับตั้งแต่เปิดตัวประชาสัมพันธ์ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่ามีหนังเรื่อง คนโขน รออยู่ในโรงฉาย
ชักชวน อ้อนวอนคนรู้จักมากมายให้พากันมาดูหนังเรื่องนี้ ผมแอบฝันเล็กๆ ว่า หากมีพี่น้องพันธมิตร ซึ่งไม่ต้องถึงกับทั้งหมดหรอกครับ เอาเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเท่าที่มี พร้อมใจกันมาดูหนังเรื่องนี้ รายได้ของหนังก็จะทะลุเกินเป้าที่นายทุนตั้งความหวังไว้แล้ว...นายทุนเองยัง พลอยยิ้ม เห็นด้วยกับความฝันของผมเลย แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่!!!
ผมเพิ่งกลับจาก บ.สหมงคลฟีล์ม เพิ่งเปิดบัญชี ดูตัวเลขรายได้ทั้งหมดที่เก็บได้จนถึงรอบเมื่อกี้ ทุกคนตกใจ มันน้อยเกินว่าระดับต่ำสุดที่เราประเมินไว้เสียอีก...น้อยจริงๆครับ อย่าให้ผมบอกตัวเลขเลย ผู้ที่คอยลุ้นคอยให้กำลังใจผมตลอดมาจะพลอยหดหู่ใจกันเปล่าๆ แต่คนที่ีอยู่ฟากฝั่งตรงข้ามหากเห็นตัวเลขนี้เข้า ก็คงจะสมน้ำหน้า ว่าสมแล้วหละมึง...ถ้าจะบอกว่าผมไม่เสียใจ ก็คงจะเป็นการโกหกตัวเองเกินไป เพียงแต่ว่าภายใต้ความชอกช้ำใจครั้งนี้ มันได้บอกอะไรกับผมหลายต่อหลายอย่าง
ในส่วนของตัวงานภาพยนตร์ ผมคิดว่าผมมาถูกทางแล้ว เพราะเกือบทุกคนที่ดูคนโขน ต่างพากันชื่นชมในคุณค่าของงาน ในมุมมองที่ต่างๆกัน ตามแต่รสนิยมในการรับรู้ของแต่ละคน จะมีบ้างบางมุม ที่เห็นต่างกันไป หรือมีบางมุมที่ไม่ชอบ ขัดใจ เช่นชะตากรรมของตัวละครในตอนจบ ซึ่งผมถือว่านี่คือเสียงตอบรับที่ดี ที่ตัวหนังได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์
ไม่ใช่ตั้งใจชม หรือตั้งใจเชียร์แบบไม่ลืมหูลืมตา
นักข่าวอาวุโสหลายท่านต่างเขียนชมภาพยนตร์เรื่อง"คนโขน"นี้กันไม่น้อย ล่าสุดคอลัมน์ ซูม ในนสพ.ไทยรัฐฉบับเมื่อเช้านี้ (13กย.2554)ก็กล่าวชมยาวทั้งคอลัมน์ บนความเสียดายของคุณซูมที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ช้าไป
ในส่วนของกำลังใจจากพี่น้องพธม.นั้น ผมพูดอะไรไม่ออก น้ำตามากมายของผมหยดลงบนบันทึกก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง คำว่าขอบคุณนับล้านคำ นับล้านครั้ง ก็ยังไม่เท่าน้ำใจไมตรีที่พี่น้องมอบให้กับหนังของผม
ผมได้รู้ว่า " เท่าที่ผมเป็น เท่าที่ผมมี "มันยังไม่เพียงพอที่จะให้ผมยืนหยัดอยู่ในอาชีพนี้ได้ ในระดับของโอกาส ที่เท่าเทียมกับคนอื่นในสังคม
ไม่เป็นไรครับ ผมยังไม่ท้อหรอกครับ ผมจะสู้ต่อไป ในอาชีพของผม ด้วยต้นทุนเท่าที่ผมมี
ผมยังหวังว่า สักวันหนึ่งคุณค่าของงานที่ได้สร้างไว้ในวันนี้คงจะมีโอกาสเข้าถึงการรับรู้ ของผู้ชม ด้วยรูปแบบของสื่อที่ต่างกันออกไป เช่นจากแผ่น DVD ไม่ว่าจะเป็นแผ่นแท้หรือแผ่นผี หรือถูกฉายในช่องฟรีทีวี หรือแม้แต่ในวงสนทนาของผู้ที่ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมก็ดีใจแล้วครับ
วันพุธที่14กันยายน2554 ก็จะเป็นวันสุดท้าย ที่หนัง"คนโขน"จะได้ฉายในโรงภาพยนตร์ ไม่มีโรงไหนยอมฉายหนังเรื่องนี้ต่อไปหรอกครับ ในเมื่อแต่ละรอบมีคนดูไม่เกินหลักสิบ ผมไม่โทษโรงภาพยนตร์เลย ออกจะเห็นใจเขาด้วยซ้ำ
แต่ก็ยังดีที่กระทรวงวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของงานที่เหมาะแก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ยังดีที่บ.ไทยประกันชีวิต และ ธอส. ก็เห็นคุณค่านี้ด้วย จึงเอื้อเฟื้อค่าใช้จ่ายในการเหมาโรงฉายให้นักเรียน หลากหลายโรงเรียนได้เข้าชมฟรี โดยแจ้งความจำนงมาที่กระทรวง ณ.วันนี้ มีรอคิวอยู่แล้วประมาณ20โรงเรียน เรียงกันไปจนถึงอาทิตย์หน้า
ฉะนั้ันหากพี่น้องท่านใด อยากดูภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสั่งลา ก็ทำได้ด้วยการรวมตัวกันประมาณ100คนขึ้นไป นัดหมายกันไปซื้อตั๋วดูรอบเดียวกัน โรงภาพยนตร์ก็จะเปิดรอบนั้นฉายให้เป็นกรณีพิเศษเป็นรอบๆไป ซึ่งพี่น้องสามารถเลือกโรงที่สะดวก เดินทางง่าย โรงใดก็ได้ แต่ต้องแจ้งมาที่ผมก่อน หรือจะผ่านทางASTVมายังผมก็น่าจะได้
ผมจะได้ติดต่อเหมาโรงล่วงหน้าให้ในทันที
คิดเล่นๆอีกสักครั้ง ฝันเล่นๆอีกสักครา หากพี่น้องพธม. พร้อมใจ รวมตัวกันมา เหมาโรงเหมารอบดูกันเอง ไม่ต้องทั้งหมดของพธม.หรอกครับ เอาแค่ซักครึ่งหนึ่งของจำนวนพวกเราที่มี วิกฤตของผมครั้งนี้ ก็จะพลิกฟื้น ต่อชีวิตขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
อนิจจา..." ปาฎิหารย์คงไม่มีจริง เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนมีผลมาจากเหตุ และ ปัจจัย "
กราบคารวะน้ำใจของพี่น้องทุกท่านอีกสักครั้ง บนบทความว่าด้วยเรื่อง คนโขน ชิ้นสุดท้ายชิ้นนี้ เพราะรู้ว่า อ้อมแขนอันโอบอุ่นของพี่น้อง ยังคงประคองผมอยู่
จะมากจะน้อยแค่ไหน หากไม่ตาย ผมคงได้ทดแทนคุณครับผม
ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
๑๓ กันยายน ๒๕๕๔
คนโขนหลุดกระทั่งบ๊วย10อันดับแรกหนังทำเงินประจำสัปดาห์
เว็บไซต์ เอ็นเตอร์เทนวีคลี่ รายงาน Thailand Box Office อันดับ หนังทำเงินในบ้านเราประจำสุดสัปดาห์ที่ 8 - 11 ก.ย. 2554 ซึ่งเป็นรายงานล่าสุดที่ออกเผยแพร่ในวานนี้ ปรากฎว่าภาพยนตร์เรื่องคนโขนหลุดจาก 10 อันดับแรกหนังทำเงินไปเรียบร้อย ขณะที่ภาพยนตร์ตำนานนเรศวรภาค 4 ทำเงินมาเพิ่มอีกเพียง 1.2 ล้านบาท รวมยอดรายได้ 130 ล้าน ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ผู้สร้างหวังไว้ 200ล้านบาท
โดยสัปดาห์ล่าสุดหนังเข้าใหม่เรื่อง อุโมงค์ผาเมือง ของสหมงคลฟิล์มฯเปิดตัวด้วยยอดรายได้ 13.5 ล้านบาท เป็นแชมป์ประจำสัปดาห์ ส่วนอันดับบ๊วยในสัปดาห์นี้คือ Final Destination 5 ทำเงินมาอีก 0.8 ล้านบาท รวมทั้งหมด 49.0 ล้านบาท ดังนั้นการที่คนโขนหลุดอันดับบ๊วย 10 อันดับแรกลงไปก็น่าคาดการณ์ว่าต้องทำเงินได้น้อยกว่ารายที่ได้บ๊วยคือ 8 แสนบาทแน่นอน
เว็บไซต์ เอ็นเตอร์เทนวีคลี่ รายงาน Thailand Box Office ในช่วง 2 สัปดาห์แรกภาพยนตร์เรื่องคนโขนทำเงินได้เพียง 6.9 ล้านบาท ซึ่งก็ยังไม่ถึงทุนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ให้มาทำหนัง 8.58 ล้านบาท(ดูรายละเอียดข่าว:ปิดฉากคนโขนโดนคว่ำบาตรเจ๊งสนิทหมดสิทธิ์ลุ้น)
ศรัณยูยอมรับโดนถอดโรงรายได้เตาะแตะ แต่กระทรวงลูกไภ้กำนันเป๊าะยื่นมือฉุดอีกเฮือก
ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ผู้สร้าง ผู้กำกับ ผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องคนโขน ได้เขียนข้อความในเฟซบุ๊คของเขา เมื่อวันที่ 9กันยายนที่ผ่านมาว่า
เข้าสู่สัปดาห์ที่สามของคนโขนแล้วครับ เวลาของคนโขนในโรงภาพยนตร์เริ่มเหลือน้อยลงทุกที บางโรงถอดหนังออกจากโปรแกรมแล้ว บางโรงลดจำนวนรอบที่ฉายลง รายได้ก็ยังคงกระเตาะกระแตะจนยังไม่มีการสรุปยอดรวมให้รู้ตอนนี้
แต่กระนั้นก็ยังดีที่กระทรวงวัฒนธรรมจะเริ่มเหมาโรงให้นักเรียนในเขตกทม.ได้ดูตั้งแต่ สัปดาห์หน้า ส่วนจะนานกี่รอบกี่โรงเรียนนั้นก็แล้วแต่สปอนเซอร์ผู้ใจบุญ ส่วนผมก็ยังคงรอลุ้นเฮือกสุดท้ายของคนโขนต่อไป แล้วจะนำมาบอกเล่าให้พี่น้องฟังนะครับ
ลูกสะไภ้กำนันเป๊าะชุบชีวิตตั้วอีกเฮือก เจ้าตัวหวังปาฏิหาริย์ช่วย
ว่า
ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน ศรัณยูแจ้งทาง เฟซบุ๊คเมื่อ7กันยายน 2554
วันนี้มีฉายหนังคนโขนรอบพิเศษ ให้กับท่านรมต.วัฒนธรรม (นางสุกุมล คุณปลื้ม)ปลัด กระทรวงฯ คณะสว.หลายท่าน และท่านทูตจากหลายประเทศ อาทิประเทศสวิส สวีเดน โปแลนด์ อิสราเอล เมื่อหนังจบ ทุกท่านต่างกล่าวชื่นชมภาพยนตร์ ท่านรมต.น้ำตาไหลไปกับชะตากรรมของตัวละคร หลายท่านพูดถึงหนทางที่จะทำให้คนไทยได้ดูหนังเรื่องนี้อย่างทั่วถึง...ดู เหมือนว่า หนังคนโขนพอจะมีอนาคตขึ้นมาอีกนิดนึงนะครับพี่น้อง
ไทยประกันชีวิตเป็นสปอนเซอร์เกณฑ์นักเรียนกทม.ดูสนองก.วัฒนธรรม
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กันยายน ศรัณยูเขียนบันทึกลงในเฟซบุ๊คในหัวข้อเรื่อง " คนโขน " ที่ยังเหลืออยู่ว่า
ใกล้ถึงลมหายใจสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง คนโขนแล้วครับ
ณ.เวลานี้ ผมยังไม่อาจสรุปยอดรายได้ทั้งหมด
อันเนื่องมาจากน้ำใจและความช่วยเหลืออย่างทุ่มเทที่พี่น้องกรุณามอบให้ภาพยนตร์เรื่องคนโขนได้
เพราะยังพอเหลือเวลา เฮือกสุดท้ายของความพยายามอยู่
ซึ่งสืบเนื่องมาจากการฉายภาพยนตร์รอบพิเศษเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้กระทรวงวัฒนธรรมได้มีดำริที่จะให้ทุกโรงเรียนที่สนใจพานักเรียนเข้า ชมคนโขนได้ โดย บ.ไทยประกันชีวิตสนับสนุนค่าใช้จ่ายของโรงภาพยนตร์ทั้งหมดให้ ปรากฏว่า มีนักเรียนมากมายจากหลากหลายโรงเรียน ตอบรับและยืนยันการเข้าชม เรียงลำดับกันไปตลอดสัปดาห์นี้ และมีอีกหลายโรงเรียนรอยืนยันในสัปดาห์ต่อไปหลังผ่านการสอบเสร็จ
ดังนั้น ในเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก กับจำนวนโรงและรอบที่เหลืออยู่น้อยนิด ก็ยังเปิดช่องให้ผมแอบคิดแอบลุ้นอย่างเงียบๆ ว่าจะมีปาฏิหารย์เกิดขึ้นกับภาพยนตร์เรื่องคนโขนบ้างไหมหนอ
แขวะ"หนังเมืองคลาน"เกณฑ์นักเรียนไปดู ทั้งที่เอาภาษีไปสร้างทีนึงแล้ว
ที่เว็บบอร์ดประชาทอล์ก มีการตั้งกระทู้เรื่อง คำ สั่งตกค้างกระทรวงวัฒนธรรม สั่งให้โรงเรียนจัดนักเรียน-นักศึกษาไปดูคนโขน ของแกนนำพันธมิตรสร้าง แถวผมให้เด็กไปดูฟรีที่ พาราไดซ์(เสรีเซ็นเตอร์เก่า) ย้ำดูฟรี (แล้วใครจ่ายให้) โดยระบุว่า พาราไดซ์ คือห้างไฮโซจัดให้ อาจจะจ่ายเงินให้ เจ้าของหนัง หรือจะซิกแซกยังไม่ทราบ
โดยมีผู้แจมในอีกกระทู้ว่า
คุณเจ้ยสร้างหนัง ไปได้รางวัลที่เมืองคานส์..มาแล้ว แต่ของตั้ว ยังต้องขอร้องให้คนช่วยไปดู..อยู่ที่เมืองคลาน
เจ๊งทั้งทียังมีเรื่อง ห้องดูหนังเฉลิมไทย พันทิปแซ่ดเพราะคนคว่ำบาตรพันธิตร
หนังเรื่องคนโขนไม่ได้เจ๊งเงียบๆแต่ไปเกิดกระแสร้อนแรงขึ้นในห้องเฉลิมไทย เว็บไซต์พันทิปขึ้นด้วย
โดยกระทู้ส่วนใหญ่นั้นบอกไปในทางที่ว่า เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของหนังก็คงหมดลุ้นจะทำเงิน หรือตีทุนคืนซะแล้ว เพราะโรงหนังส่วนใหญ่ถอดออกจากโรง หรือเหลือรอบฉายน้อยมาก เนื่องจากไม่มีกระแสดีขึ้น บางโรงมีคนดูแค่คนเดียว ขณะที่กองเชียร์สาวกของหนังเรื่องนี้ถึงกับออกมาตั้งกระทู้โวยวายว่า อุตส่าห์ทำหนังดีมีลุ้นรางวัลระดับโลกให้ดูก็ไม่ยอมดูกัน ไม่รักความเป็นไทยไม่รักชาจิกันเลย
แต่แทนที่จะจุดกระแสให้คนอยากไปดู ผู้ร่วมแจมกระทู้กลับพากันเดือดดาลใส่กลับแบบจัดหนัก ส่วนใหญ่บอกว่าเพราะต้องการบอยคอตคว่ำบาตรศรัณยู วงษ์กระจ่าง ที่เป็นแกนนำพันธมิตรยึดสนามบิน ยึดทำเนียบฯแต่กลับไม่ถูกลงโทษทางกฎหมาย แถมได้ทุนจากรัฐบาลอภิสิทธิ์มาทำหนัง จึงต้องลงโทษทางสังคมด้วยการบอยคอต (อ่านรายละเอียดข่าว:ปิดฉากคนโขนโดนคว่ำบาตรเจ๊งสนิทหมดสิทธิ์ลุ้น)
ภาพยนตร์เมืองคลาน ทุนนิยมสามานย์ตัวพ่อ ใช้เงินกู้ของประเทศสร้างแล้วเกณฑ์เด็กนักเรียนมาดู
ภาพยนต์เรื่องคนโขนได้เงินอุดหนุนการสร้างจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยนำมาจากเงินกู้โครงการไทยเข้มแข็ง 8 แสนล้านบาท แบ่งมาเป็นงบอุดหนุนหนังไทย 500 ล้านบาท โดยภาพยนตร์เรื่องตำนานนเรศวรได้ไปมากที่สุด 430 ล้านบาท ส่วนคนโขนได้มากอันดับสองคือ 8,580,000 บาท
โดยเป็นการส่งเสริมภาพยนตร์คนโขนแบบ"ให้เปล่า"แบ่งเป็น2 วงเงินคือก้อนแรก จำนวนเงิน 8,000,000 บาท แก่บริษัท นับหนึ่ง นีโอฟิล์ม จำกัด ของศรัณยู เหตุผลที่ให้การส่งเสริม เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เรื่อง มาตรการในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2552
ข้อ 4 (1) ส่งเสริมประวัติศาสตร์ การเรียนรู้ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศิลปะและวัฒนธรรมหรือขนบธรรมเนียมประเพณี
ข้อ 4 (4) ส่งเสริมศิลปะเชิงสร้างสรรค์
และอีกจำนวนจำนวนเงิน 580,000 บาท ก็เป็นการส่งเสริมแบบให้เปล่าแก่นาย สมบัติ เตชะรัตนประเสริฐ ภาพยนตร์เรื่องคนโขนเช่นเดียวกัน(ที่มา:เว็บไซต์thaicinema)
ส่วนภาพยนตร์ตำนานนเรศวรที่ได้งบอุดหนุน 430ล้านบาทนั้น เป็นการ"ให้การส่งเสริมแบบมีเงื่อนไข" ซึ่งเว็บไซต์thaicinemaนำ เสนอรายงานเรื่อง ลำดับการและข้อสังเกตเกี่ยวกับ ทุนหนังไทย 200 ล้าน และงบนเรศวร 430 ล้านกล่าวในท้ายรายงานว่า ในทางปฏิบัติ งบประมาณน่าจะมาไม่ถึง คาดว่าประมาณ 520 ล้านบาท พร้อมกับให้คลิ้กไปอ่านข่าวการเปิดตัวหนังที่เว็ปไซต์ฉบับภาษาอังกฤษ
-มาร์คทุ่มเงินกู้ไทยเข้มแข็งสร้างหนังพระนเรศวร เฉลิมพระเกียรติราชินี-เทิดทูนสถาบันกษัตริย์
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก รายงานว่า เมื่อเวันที่ 8 สิงหาคม 2552 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3-4 “สงครามยุทธหัตถี” โดยมีมจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม และดารานักแสดงร่วมเป็นสักขีพยานคับคั่ง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีความหมายต่อประวัติศาสตร์และประชาชนชาวไทยภาพยนตร์เรื่องนี้มีวัต ถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาและเพื่อส่งเสริมความรู้ เทิดทูนในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรด้านความกล้าหาญ อดทน เสียสละ กตัญญูต่อแผ่นดินและอัฉริยภาพการรบที่ทำให้ไทยดำรงเอกราชตราบจนทุกวันนี้และ ยังเป็นการปลุกจิตสำนึกให้เกิดความรักชาติสมัครสมานสามัคคีและสร้างให้คนไทย รู้คุณและตอบแทนแผ่นดินไทย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาพยนตร์เรื่องนี้โดยมอบให้กระทรวง วัฒนธรรมเข้าดำเนินการ ซึ่งหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและช่วยปลุก จิตสำนึกคนไทยให้เกิดความรักความสามัคคีความหวงแหนแผ่นดินและเทิดทูนสถาบัน พระมหากษัตริย์ที่ได้ประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์ของคนไทย
ด้านนายธีระ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณที่จะสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาค 3 และ4 ทางกระทรวงนำงบประมาณจากงบไทยเข้มแข็ง โครงการ 2 มาสนับสนุน ส่วนจำนวนเงินที่จะสนับสนุน ต้องหารือกับม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล อีกครั้ง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบต่อไป
อนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานพิธีบวงสรวงเปิดกล้อง ภาพยนตร์เรื่อง “นเรศวร” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2547 ณ กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พร้อมทอดพระเนตรการถ่ายทำฉากเปิดกล้องขบวนเสด็จของสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช เพื่อเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดา ที่เมืองอโยธยา ยิ่งใหญ่สมจริง มีนักแสดงกว่า 1,000 คน ร่วมเข้าฉาก ละลานตากับฉากเมืองเก่าที่สร้างขึ้นใหม่อย่างอลังการบนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ ด้วยทุนสร้างราว 500 ล้านบาท เผยภายหลังพานักแสดงเข้าเฝ้าตามกระแสรับสั่ง ทรงตรัสชื่นชมว่าสามารถสร้างภาพยนตร์ออกมาได้ดี
สำหรับงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนโครงการสร้างภาพยนตร์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่รัฐบาลกู้มาเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทาง เศรษฐกิจ รวมวงเงิน 8 แสนล้านบาท หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการไทยเข้มแข็ง
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงกล่าวว่าภาพยนตร์เรื่องนเรศวร สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา เป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่องยิ่งใหญ่ที่แสดงถึงความโดดเด่นในด้าน ความกล้าหาญ ความอดทน เสียสละ ตลอดจนพระปรีชาสามารถในยุทธศาสตร์การรบที่ทำให้ประเทศไทยดำรงเอกราชตราบจน ทุกวันนี้
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
ข่าวร้ายหนังคนโขนของศรัณยูเจ๊งรายได้หวิว ข่าวร้ายกว่ามาร์คกู้เงินนอกให้ทำทุนคนไทยช่วยใช้หนี้
-เหตุผลที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ทุนทำหนังคนโขน 8,580,000 บาท เป็นอันดับ2รองจากตำนานพระนเรศวร
-ข้อสังเกตเงินกู้ไทยเข้มแข็งให้ทุนหนังไทย 200 ล้าน และตำนานนเรศวรเรื่องเดียวได้มากถึง 430 ล้าน
-ปีติแห่งโขน ใน"สมเด็จราชินี"
Tuesday, September 13, 2011
โฆษกรัฐบาลบลัฟ'มาร์ค' 2ปีล้มเหลวล่า'แม้ว'
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
"ฐิติมา" จวก "มาร์ค" 2 ปีล้มเหลวล่า "ทักษิณ"
ยันรัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ย้อนดูตัวเองสอน "ยิ่งลักษณ์"...
เมื่อวันที่ 13 ก.ย. นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง
กรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเองว่า ไม่ต้องมาสอน น.ส.ยิ่งลักษณ์
เพราะท่านนายกฯ รู้จักหน้าที่ของตัวเองดีว่ากำลังทำอะไร
โดยสิ่งที่นายกรัฐมนตรีกำลังดำเนินการอยู่ ทุกอย่างทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
ซึ่งล่าสุดที่ไปเยือนกัมพูชาก็เป็นการไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ
แต่การที่นายอภิสิทธิ์ออกมาสั่งสอนนั้น
ควรจะกลับไปดูว่ารัฐบาลที่แล้วทำอะไรเอาไว้บ้าง
เพราะขณะที่ไปเจรากับต่างประเทศนั้นก็ยังเป็นการแอบเจรจาลับ ซึ่งเราๆ ก็รู้กันดี
นางฐิติมา กล่าวอีกว่า การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปต่างประเทศ
ก็ไม่จำเป็นว่าต้องไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทุกครั้ง
ดังนั้นจึงอยากให้มั่นใจว่า การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปเยือนกัมพูชานั้นไม่ได้ไปทำอะไรเพื่อคนคนเดียว
ส่วนจุดยืนรัฐบาลในการติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น
รัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
และ 2 ปีที่ผ่านมา ที่นายอภิสิทธิ์ไม่สามารถนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาได้เพราะอะไร
"เราก็ไม่อยากจะได้ยินเรื่องตำรวจสากลอีกแล้ว
เพราะเป็นเรื่องที่โกหก หลอกลวงพี่น้องประชาชนมาเป็นปี
ทำให้เข้าใจว่าตำรวจสากลออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
ดังนั้นการโกหกแบบนี้ รัฐบาลนี้จะไม่ทำอย่างแน่นอน" โฆษกรัฐบาล กล่าว.
http://www.thairath.co.th/content/pol/201409
สัญญาณ ปชป. "วัฏจักร"เลวร้าย ก้าวไม่พ้น"ความขัดแย้ง"
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เป็นใครก็ต้องสงสัยในคำพูดของ "อรรถพร พลบุตร" รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์
ที่ออกมาโหมกระแสเตือนประชาชนให้ระวัง "วิกฤตการเมืองรอบใหม่"
ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า
"ขอเตือนประชาชนให้เตรียมรับมือกับวิกฤตการเมืองรอบใหม่
ที่จะเกิดขึ้นภายใน 6 เดือน
โดยมีสาเหตุมาจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยใช้อำนาจอย่างเกินขอบเขต
เพื่อประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนเกินกว่าที่สังคมจะรับได้
ไม่ว่าจะเป็นการกดดันขอพระราชทานอภัยโทษ
การรื้อฟื้นคดีที่ดินรัชดาฯ การโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม
รวมทั้งการตั้งผู้ต้องหาคดีร้ายแรงมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง"
เพราะคำพูดของ "อรรถพร" สอดรับกับคำพูดของ "จตุพร พรหมพันธุ์"
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า
"ประมาณเดือนธันวาคม กลุ่มบุคคลที่ต้องการล้มรัฐบาลจะเริ่มขยับตัว"
หมายความว่าอะไร
หมายความว่า "วัฏจักรแห่งความเลวร้าย" กำลังจะเกิดขึ้นในสังคมไทยอีกแล้วหรือ
สัญญาณดังกล่าวจะไม่มีความหมายเลย
หากบุคคลทั้งสองฝ่ายไม่ใช่ "คู่ขัดแย้งทางการเมือง" กันมาก่อน
สัญญาณดังกล่าวจะไม่มีความหมายเลย
หาก "เชื้อไฟความขัดแย้ง" ถูกทำให้ดับมอดลงแล้ว
ต้องยอมรับว่า ในวิถีทางการเมือง
สิ่งเดียวที่จะทำให้รัฐบาลพังครืนลงมาได้ก็คือ "ยุทธวิธีทางการเมือง"
ลำพังจะอาศัยหรือยืมมือข้าราชการ
ที่ถูกโยกย้ายแบบไม่เป็นธรรมให้ลุกขึ้นมาปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง
ก็จะกลายเป็น "บูมเมอแรง" ที่เข้าตัว
พรรคประชาธิปัตย์ และ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ก็รู้ดี
ทั้งการโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.
ถูกนำมาเทียบเคียงกับการดัน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
ให้พ้นจากตำแหน่ง ผบ.ตร.แบบไม่เห็นหัว
พี่ชายที่นั่งร่วมรัฐบาลอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในตำแหน่ง รมว.กลาโหม
การย้าย พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
ก่อนดัน "ถวิล เปลี่ยนศรี" มานั่งแทน
ด้วยเพราะ พล.ท.สุรพลเป็นเพื่อน ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
การแต่งตั้ง พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู
สามีนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็น ผบ.สอบสวนกลาง
รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง
ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ตรวจราชการกระทรวงของกระทรวงมหาดไทย 48 ราย
ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อ 28 กันยายน 2553
การโยกย้ายครั้งนั้นถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการแบ่งพื้นที่กัน
ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในการดูแล
หวังผลในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2554
คงไม่ต้องไปว่า "ใคร"
ที่ผ่านๆ มา ไม่ว่านักการเมืองจะดี จะชั่ว
เมื่อมีอำนาจก็แต่งตั้งข้าราชการบนผลประโยชน์ของพวกพ้องทั้งนั้น
ฉะนั้นสิ่งเดียวที่จะทำให้รัฐบาลไปไว ไปเร็ว คือ
ต้องเดินยุทธวิธีทางการเมือง
ด้วยการดึง พ.ต.ท.ทักษิณมาเป็นตัวเล่นบนหมากกระดานนี้
เพราะพรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเหมือน "เชื้อไฟ" ที่ติดง่าย
อีกทั้งการก้าวขึ้นมาสู่อำนาจของพรรคเพื่อไทย
กลุ่มอำนาจหลากหลายกลุ่มในสังคมไทยก็ยังไม่เชื่อว่า
พ.ต.ท.ทักษิณและพลพรรคจะอยู่ในอาการสงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างที่พูด
จึงเพียงแต่รอจังหวะ โอกาสที่เหมาะสม
ซึ่งต้องยอมรับว่า
พรรคเพื่อไทยก็เปิดหน้าให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เห็นช่องจุดไฟหลายประเด็น
แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นผ่านคำพูดของสมาชิกสองพรรคใหญ่ คือ
"ไฟในใจ" ยังคุกรุ่น พร้อมที่จะลุกโชนขึ้นทุกเมื่อ
จริงอยู่สิ่งที่ "อรรถพร" พูดอาจจะเป็นการเตือนสติรัฐบาล
หากแต่เป็นการ "เตือนสติ" ที่อาจทำให้สังคมนึกถึง
"วัฏจักรแห่งความเลวร้าย" ที่กำลังจะหวนคืนกลับมาเร็วกว่ากำหนด
เป็นวัฏจักรที่เกิดจากต่างฝ่ายต่างต้องการ "อำนาจ" โดยไม่สนใจว่าจะได้มาด้วยวิธีการใด
อย่าประมาทคำพูดของ "จตุพร" ที่บอกกล่าวไว้ล่วงหน้า เมื่อต่อด้วยคำพูดของ "อรรถพร"
ก็จะเห็น "จิ๊กซอว์" ที่ชัดเจนขึ้นว่า สังคมไทยยังก้าวไม่พ้นความขัดแย้ง
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315903033&grpid=01&catid=&subcatid=
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
ผมไม่วิตกหรอกครับ รบก็รบ เสื้อแดงพร้อมเสมอ หากไม่พร้อมที่จะมีสันติภาพ ก็รบกันต่อ วันนี้เราเข็มแข็งพร้อมที่จะสู้กับอำนาจนอกระบบได้ทุกรูปแบบ
รัฐบาลจะพังได้นั้นมีแต่โดนรัฐประหาร กับ ตุลาการภิวัฒน์ แต่สองสิ่งนี้หากใช้อีก ก็คงสู้กันพินาศแน่
เรื่องย้ายข้าราชการนั้น ไม่มีปัญหาหรอกครับ รัฐบาลไม่พังหรอก เรื่องนี้
อีกอย่างหากม็อบเสื้อเหลือง ออกมา ม็อบเสื้อแดงก็จะออกมาสู้
เสื้อแดงต้องระดมพลแสดงพลัง ไปช่วยน้ำท่วม ตัดไม้ข่มนามอำมาตย์ ว่าเรายังมีพลังอยู่
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
กระแสที่จะล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ได้ในหกเดือนนั้น พวกเขาวางยุทธศาสตร์เอาไว้ให้สื่อปลุกกระแสเรื่องย้ายข้าราชการ เรื่องอะไรต่างๆ แต่ผมไม่คิดว่าเราต้องกลัว และยุติการกระทำในเรื่องที่ถูกต้อง
แต่ถึงอย่างไรคนเสื้อแดงเราก็ ต้องระดมพล แสดงพลังครับ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณไปยังศัตรูว่า พวกเรายังมีพลัง มีเครือข่ายและเข็มแข็งอยู่นะโว้ย หากพวกอำมาตย์จะคิดการใหญ่ ก็ต้องคำนึงให้ดีว่า พลังของคนเสื้อแดงมีพร้อมมูล
หากเป็นสองประเทศที่เป็นปรปักษ์กันนั้น หากอีกประเทศหนึ่งสืบทราบว่า อีกประเทศหนึ่ง มีเจตนาที่จะก่อสงคราม หรือเคลื่อนไหวทางทหาร การที่ทำให้ไม่ต้องรบกันได้ นั้นอีกฝ่ายต้องแสดงแสนยานุภาพให้ประเทศปรปักษ์ดู การแสดงแสนยานุภาพทางทหาร ไม่มีอะไรดีกว่า "การจัดการซ้อมรบ" ขนาดใหญ่ ระดมทหาร ทัพต่างๆ เข้าซ้อมรบแสดงแสนยานุภาพข่มศัตรู
สงครามการเมืองครั้งนี้ก็เหมือน กันครับ หากคนเสื้อแดงนิ่งเฉย ไม่แสดงพลัง ออกมา ฝ่ายอำมาตย์อาจประเมินว่าเสื้อแดงเสื่อมสลายไปแล้ว เราต้อง "ซ้อมรบใหญ่" ให้พวกอำมาตย์ดู
แต่จะจัดชุมนุมใหญ่คงไม่เหมาะ
ดังนั้น การซ้อมรบของคนเสื้อแดง ควรเป็นการระดมพลไปช่วยน้ำท่วม ให้เอิกเกริกเกรียงไกร ดุจการซ้อมรบ การเคลื่อนทัพสีแดง นอกจากเป็นการข่มศัตรูว่าเครือข่ายเราเข็มแข็งแล้ว ยังได้ช่วยเหลือพี่น้องเราที่ประสบภัยด้วย เป็นการยิงหนังสติ๊กทีเดียวได้นกหลายตัว ไ
ได้ยืดเส้นยืดสาย ได้เจอหน้าสหายร่วมรบ ได้ทำความดี ได้กระชับความเหนียวแน่นของคนเสื้อแดง ได้สร้างสายสัมพันธ์ของกลุ่ม
ดังนั้นกิจกรรมช่วยเหลือน้ำท่วมของคนเสื้อแดงต้องตีปี็บ ตีฆ้องร้องเป่า ให้เอิกเกริกเกรียงไกรครับ







