WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 15, 2011

เปิดงานวิจัย: จากกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำฯ ต้านสวนส้ม-สู่การเป็นคนเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

สืบสกุล กิจนุกร” นำเสนองานวิจัย “ประชาธิปไตยชายแดน: ประสบการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่” นำเสนอเส้นทางการต่อสู้ของกลุ่มชาวบ้านสันทรายคลองน้อย ที่ฝาง จ.เชียงใหม่ ว่ามีพัฒนาการจากกลุ่มอนุรักษ์-ทำประเด็นสวนส้ม กลายเป็นกลุ่มเสื้อแดงย่อยระดับอำเภอได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการอภิปรายหัวข้อ เวที “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” โดยมีการนำเสนอบทความจากงานวิจัย “พัฒนาการจิตสำนึกและขบวนการทางการเมืองของชาวเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” โดยคณะผู้วิจัยซึ่งเป็นอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษย วิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, ดร.อรัญญา ศิริผล, นพพล อาชามาส และสืบสกุล กิจนุกร

และผู้วิจารณ์ ประกอบด้วย ศ.ทามาดะ โยชิฟูมิ มหาวิทยาลัยเกียวโต, รศ.ดร.อร รถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ

โดยก่อนหน้านี้ประชาไทได้นำเสนอส่วนหนึ่งของการวิจารณ์การนำเสนอโดยไชยันต์ รัชชกูล [1] และการนำเสนอของปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี [2] และในตอนนี้จะเป็นการรายงานการนำเสนอของสืบสกุล กิจนุกร หนึ่งในคณะผู้วิจัย ซึ่งนำเสนอหัวข้อ “ประชาธิปไตยชายแดน: ประสบการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่” โดยมีรายละเอียดการนำเสนอดังนี้

000

ประชาธิปไตยชายแดน:
ประสบการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

“ที่ ชาวบ้านต่อสู้เรื่องสวนส้มเพราะพวกเขาต้องการความเป็นธรรมหรือความยุติธรรม มันก็เช่นเดียวกันกับการเข้าร่วมกับคนเสื้อแดง เพราะพวกเขาต้องการประชาธิปไตย สำหรับชาวบ้านแล้ว ความยุติธรรมและประชาธิปไตยเป็นสิ่งเดียวกัน สำหรับคนสันทราย คลองน้อย”

สืบสกุล กิจนุกร

เริ่มต้นสืบสกุล ระบุว่ามีประเด็นที่อยากจะนำเสนอ 4 ประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง เสนอให้ทำความเข้าใจขบวนการเสื้อแดงในฐานะที่เป็นกระบวนการเรียนรู้ภายใต้ บริบทท้องถิ่น ประเด็นที่สอง เงื่อนไขที่ทำให้คนเสื้อแดงบ้านสันทรายคลองน้อยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวในเขตอำเภอฝาง ประเด็นที่สาม จะอธิบายถึงองค์ประกอบของแกนนำชมรมคนรักฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ ที่ทำให้องค์กรหลักของคนเสื้อแดงบริเวณนี้มีความเข้มแข็ง ประเด็นสุดท้าย จะพูดถึงกิจกรรมของชมรมคนรักฝางในฐานะที่เป็นรูปแบบการต่อสู้ทางวัฒนธรรม

ทุก คนที่อำเภอฝาง แม่อาย และไชยปราการซึ่งอยู่ในพื้นที่ชายแดนและชายขอบอำนาจรัฐ ได้มีการเรียนรู้ประชาธิปไตยผ่านปัญหาในชีวิตประจำวันมาก่อนเข้าร่วมขบวนการ "คนเสื้อแดง" ผล การเรียนรู้ดังกล่าวทำให้พวกเขามีความตื่นตัวสูงในการเข้าร่วมเคลื่อนไหวใน การเมืองระดับชาติ พลิกโฉมหมู่บ้านให้กลายเป็นศูนย์กลางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และได้ก่อรูปความเข้าใจและท้าทายอำนาจนำในสังคมไทยอย่างถึงรากถึงโคน

สืบสกุลกล่าวถึง หมู่บ้าน “สันทรายคลองน้อย” ว่าก่อนหน้านี้เคยมีกลุ่ม “เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำฝาง” ภายใต้การสนับสนุนอย่างแข็งขันจากเอ็นจีโอ ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้เรื่องการจัดสรรทรัพยากร ทำให้ในสมัยรัฐบาลทักษิณปี 2546 มีการตั้งกรรมการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งขึ้นมา 6 คณะ อีก 2 ปีถัดมารัฐบาลใหม่ก็ยกเลิกกลไกดังกล่าวนี้ไป

ลักษณะของหมู่บ้านสันทรายคลองน้อย ว่ามีลักษณะการปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจสมัยใหม่ ความเป็นอยู่ของผู้คนเหล่านี้ขึ้นอยู่กับเงินทุนและความรู้ มากกว่าการถือครองที่ดินและการเกษตร หรือถ้าจะมีก็ต้องผูกโยงเข้ากับอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร ชีวิตของชาวบ้านจึงเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีทั้งด้านที่เป็นโอกาสและความเสี่ยง รัฐบาลทักษิณซึ่งชนะการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2544 มีหลายนโยบายที่ทำให้ชาวบ้านปรับตัวเข้ากับยุคโลกาภิวัตน์ได้ เช่น การเข้าถึงเงินทุนหรือการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ เป็นต้น

ถึงแม้ว่าชาวบ้านสันทรายคลองน้อยจะมองด้วยมุมมองทางเศรษฐกิจหรือ อัตถประโยชน์นิยมเป็นหลัก แต่พวกเขาก็ตีความอำนาจของทักษิณในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งในชนบท ที่สามารถเลือกรัฐบาลของตัวเองได้ ซึ่งไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะได้เป็นรัฐบาล” สืบสกุลกล่าว เขาบอกอีกว่านอกจากเรื่องอำนาจในการเลือกรัฐบาลแล้ว ชาวบ้านยังรู้สึกตระหนักว่าพวกเขาสามารถจัดการเงินทุนของตัวเองได้

ต่อเรื่องการชุมนุมของคนเสื้อแดงว่า เนื่องจากชาวบ้านสันทรายคลองน้อยเคยต่อสู้เรื่องสวนส้มมาก่อน จึงมีความแข็งขันในการเข้าร่วมชุมนุม โดยแบ่งกลุ่มกันไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ แบบผลัดกันไปกลับ และเมื่อเสื้อแดงถูกปราบก็มีสมาชิกกลุ่ม 6 คน ที่ติดอยู่ในวัดปทุมวนารามในคืนวันที่ 19 พ.ค. 2553

ความเข้มแข็งของชาวบ้านสันทรายคลองน้อยทำให้ชาวบ้านที่อื่นๆ ถือว่าหมู่บ้านแห่งดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงใน บริเวณนี้

ที่ชาวบ้านต่อสู้เรื่องสวนส้มเพราะพวกเขาต้องการความเป็นธรรมหรือ ความยุติธรรม มันก็เช่นเดียวกันกับการเข้าร่วมกับคนเสื้อแดง เพราะพวกเขาต้องการประชาธิปไตย สำหรับชาวบ้านแล้ว ความยุติธรรมและประชาธิปไตยเป็นสิ่งเดียวกัน สำหรับคนสันทราย คลองน้อย” สืบสกุลกล่าว

จากนั้นสืบสกุลจึงได้กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของชมรมคนรักฝาง-แม่ อาย-ไชยปราการ ต่อ โดยกลุ่มดังกล่าวถือเป็นองค์กรหลักของการเคลื่อนไหวในพื้นที่ และมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อการเคลื่อนไหวระดับท้องถิ่น และระดับชาติ โดยเฉพาะในระหว่างการชุมนุมช่วง มี.ค. ถึงช่วง พ.ค. 2553 มาจนถึงปัจจุบัน ชมรมคนรักฝางฯ โดยมาจากผู้นำสามกลุ่มที่แม้จะแตกต่างกันแต่ก็หนุนเสริมให้องค์กรเข้มแข็ง

สามกลุ่มที่ผู้นำเสนอกล่าวถึงคือ หนึ่ง อดีตสหายจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ทำงานเคลื่อนไหว ก็จะคอยทำหน้าที่แลกเปลี่ยนข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ เป็นปัญญาชนของชาวบ้าน กลุ่มที่สอง คือผู้ประกอบการในท้องถิ่นทั้งรายย่อยอย่างพ่อค้าแม่ค้าในตลาด หรือนักธุรกิจท้องถิ่นรายใหญ่ที่เป็นคณบดี กลุ่มนี้จะไม่มีประสบการณ์การต่อสู้แต่จะมีทุนทางเศรษฐกิจ เช่น คหบดีซึ่งเป็นที่เคารพนับถือในท้องถิ่นก็บริจาคเงินและให้พื้นที่บ้านเป็น สถานีทำการวิทยุชุมชน สุดท้าย คือกลุ่มข้าราชการในท้องถิ่น กลุ่มนี้ครูจะเป็นอาชีพที่กระตือรือร้นมากที่สุด และมักจะอาศัยทักษะทางวิชาชีพในการช่วยเหลือกลุ่ม อาทิเช่น การจดบันทึก การทำเอกสาร การทำบัญชี การเงิน ตลอดจนการพูดในที่สาธารณะ ทำให้พวกเขาหลายคนมีบทบาทเป็นโฆษกเวทีการชุมนุมระดับท้องถิ่น และเป็นนักจัดรายการวิทยุ

สืบสกุลกล่าวถึงกลุ่มคนรักฝางอีกว่า กลุ่มนี้จะมีการระดมทุนของตนเอง เช่น การจัดผ้าป่า จัดเลี้ยงโต๊ะจีน และการจัดคอนเสิร์ต โดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากส่วนกลาง

(ที่มาของภาพ: สืบสกุล กิจนุกร)

สืบสกุลกล่าวถึงลักษณะกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงหลังถูกสังหารที่ราชประสงค์ว่า เริ่มมีการหันมาต่อสู้ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น เช่น กิจกรรมแรก กรณีที่มีการผูกผ้าแดงที่สี่แยกราชประสงค์เพื่อระลึกถึงผู้ตาย กลุ่มชมรมคนรักฝางก็มีการจัดงานบายศรีสู่ขวัญซึ่งเป็นพิธีแบบดั้งเดิมในภาค เหนือเพื่อเรียกขวัญกำลังใจในหมู่สมาชิก จัดขึ้นเมื่อ29 ส.ค. 2553 มีคนเข้าร่วมประมาณพันคน นอกจากนี้ยังมีการทำบุญไปถึงคนตาย การเผาหุ่นเผด็จการ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)

"กิจกรรมเหล่านี้มันช่วยบรรเทาความเศร้าโศก ปลดปล่อยความโกรธ ปลุกความหวัง และแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงยังมีชีวิตอยู่" สืบสกุลกล่าว

กิจกรรมที่สอง คือการจัดเวทีปราศรัยทางการเมืองโดยสุรชัย แซ่ด่าน ที่เดินสายรณรงค์พูดทั่วประเทศเกี่ยวกับบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์กับการ เมืองไทย ซึ่งเป็นหัวข้อต้องห้ามในสังคมไทยตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านในชนบทเข้าร่วมฟังอภิปรายสาธารณะใน ประเด็นนี้โดยเปิดเผยตรงไป ตรงมาและอาจเป็นครั้งสุดท้าย เพราะสุรชัย แซ่ด่านอยู่ในคุก

กิจกรรมที่สาม ตั้งสถานีวิทยุที่สันทรายคลองน้อย ที่ย้ายมาจากสถานีเดิมที่ตั้งอยู่บนที่ดินของคหบดีท้องถิ่น ซึ่งสถานีแห่งนั้นถูกสั่งปิดทันทีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 53 เหตุที่เลือกที่นี้ เพราะชมรมคนรักฝางฯ ประเมินแล้วว่าชาวบ้านที่นี้มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงเมื่อเทียบกับหมู่ บ้านอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ การจัดเนื้อหาให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมท้องถิ่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีภาษาไทยใหญ่สำหรับพี่น้องแรงงานข้ามชาติ

นอกจากพิธีกรรมท้องถิ่นแล้ว กิจกรรมที่สี่ ของคนเสื้อแดงสันทรายคลองน้อยนั้น สืบสกุลบอกว่า เสื้อแดงยังมีการจัดพิธีกรรมตามวันสำคัญ เช่น การวางพวงมาลาในวันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สามัญชนเข้าไปร่วมกิจกรรม และตีความหมายใหม่ของรัฐพิธีให้เชื่อมโยงกับความหมายใหม่ในเชิงประชาธิปไตย ของประชาชนมากยิ่งขึ้น นอกจากวางพวงมาลาแล้วยังมีการเดินขบวนรณรงค์ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและ เรื่องการกระจายอำนาจ รวมถึงรณรงค์ให้ฝางเป็นจังหวัด


(ที่มาของภาพ: สืบสกุล กิจนุกร)

กิจกรรมที่ห้า คือกิจกรรมเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2553 (ข่าวที่เกี่ยวข้อง) ซึ่งรัฐไม่ได้จัดพิธีกรรมอันใดเลย แต่เสื้อแดงถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นศูนย์กลางของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มีการถ่ายทอดรายการเสวนา มีการทานอาหารร่วมกัน แสดงความในใจ รวมถึงการจุดเทียนชัยและปล่อยโคมพร้อมร้องเพลง "ตะโกนบอกฟ้า" ของอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

ในตอนท้าย สืบสกุล เสนอว่า เราต้องทำความเข้าใจการเกิดขึ้นของคนเสื้อแดงจากบริบทของท้องถิ่น ให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันประชาธิปไตยคือการเรียนรู้ ขบวนการเสื้อแดงที่ฝางแสดงให้เห็นว่าประชาชนเรียนรู้ประชาธิปไตยผ่านการ ต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ชาวบ้านมีประสบการณ์ต่อสู้กับความเป็นชายขอบของการพัฒนามาก่อนที่จะเป็นคน เสื้อแดง ในขณะที่นักวิชาการเรียกร้องให้ชนชั้นนำยอมรับผลการเลือกตั้งและปรับทัศนคติ ใหม่เกี่ยวกับประชาธิปไตย การเมืองไทยยังอยู่ในมือของชนชั้นนำอยู่หรือไม่ ผมคิดว่าไม่สำคัญตราบที่คนเสื้อแดงยังแสวงหาคำตอบต่อคำถามของพวกเขาที่ถาม ว่า “ใครคือคนบงการฆ่า” “ประชาธิปไตยคืออะไร” “ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน” “คนเสื้อแดงเป็นใคร”

ใครจะให้คำตอบได้ ? นักวิชาการ ? สื่อ ? กรรมการสิทธิ ? หมอประเวศ ? อานันท์ ? คณิต ? พระไพศาล ? ถามดิน ถามฟ้าใครตอบได้ … สำหรับผมไม่มีคำตอบ แต่เสนอว่า “คนเสื้อแดงรู้คำตอบและความจริง” ซึ่งอยู่ในการต่อสู้ของพวกเขาแล้ว ด้วยเหตุนี้ทำให้พวกเขาก้าวเข้ามาสู่การนิยามประชาธิปไตยจากชายขอบของสังคม ไทยและมันจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป สืบสกุลทิ้งท้าย

(หมายเหตุ: ประชาไทจะทยอยนำเสนอคลิปการอภิปรายของสืบสกุล และการอภิปรายของผู้นำเสนอผลงานท่านอื่นๆ ในโอกาสต่อไป)

ประกาศพื้นที่การอ่านต้นแบบ "วินมอเตอร์ไซค์" ดิดอันดับด้วย

ที่มา ประชาไท

ประกาศพื้นที่การอ่านต้นแบบ 30 แห่ง โครงการกรุงเทพมหานครเมืองหนังสือโลก 2556 พบ "วินมอเตอร์ไซค์-คาร์แคร์-ร้านอาหาร" ติดอันดับ ส่งเสริมการอ่านคนกรุง

14 ก.ย. 54 - เนื่องด้วยด้วยโครงการกรุงเทพมหานครเมืองหนังสือโลก 2556 ได้จัดกิจกรรมประกาศพื้นที่การอ่านต้นแบบ และประกาศเกียรติคุณให้แก่พื้นที่หลากหลายรูปแบบ (3rd Place) ที่ได้ดำเนินการสนับสนุนด้านการอ่าน และก่อให้เกิดกระแสความตื่นตัวในการพัฒนาพื้นที่การอ่านในกรุงเทพมหานคร โดยไม่จำกัดเพียงห้องสมุดเท่านั้น

ทั้งนี้ทางโครงการกรุงเทพมหานครเมืองหนังสือโลก 2556 ได้ดำเนินการคัดเลือกพื้นที่การอ่านต้นแบบ ที่มีการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้บริการ มีบรรยากาศชวนอ่านหนังสือ และมีหนังสือให้บริการ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2554 โดยมีพื้นที่ที่ได้รับการคัดเลือก 30 พื้นที่ ดังต่อไปนี้

ลำดับ

ชื่อพื้นที่

ประเภท

ที่ตั้ง (เขต)

1

ไล บรา รี่

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตสวนหลวง

2

Coppi coffy

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตบางกะปิ

3

กาแฟบ้านบางอ้อ

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตบางพลัด

4

คาเฟ่ เดอ บางอ้อ

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตบางพลัด

5

Yellow submarine

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตบางพลัด

6

ก.เอ๋ย ก.กาแฟ

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตบางกอกน้อย

7

Ristretto Coffee

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตลาดพร้าว

8

Vivi

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตพระนคร

9

Seat2Cup Coffee

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตห้วยขวาง

10

หอมกรุ่น

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตวังทองหลาง

11

ดอยช้าง

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตจตุจักร

12

My cafe' The Library

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม/ ซ่อมหนังสือ

เขตลาดพร้าว

13

สตาร์บัค มศว.

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตคลองเตย

14

Sugar Lust Cafe & Bistro

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม

เขตคลองเตย

15

Chico interior products café

ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม/ ของใช้ ของตกแต่งบ้าน/ คาเฟ่แมว

เขตวัฒนา

16

บ้านไอซ์

ร้านอาหาร

เขตจตุจักร

17

นั่งสบาย หายหิว

ร้านอาหาร

เขตห้วยขวาง

18

House Cafe’ (House RCA)

ร้านอาหาร/ โรงภาพยนตร์

เขตห้วยขวาง

19

Barn@36

Car care / ร้านอาหาร/ เครื่องดื่ม/ ร้านขายเสื้อผ้า

เขตคลองเตย

20

คาร์แคร์ กาแฟ หมอดู

Car care

เขตจตุจักร

21

วินมอเตอร์ไซค์สี่แยกประชานุกูล

บริการ/ มอเตอร์ไซด์

เขตบางซื่อ

22

ICE HAIR

ร้านทำผม

เขตปทุมวัน

23

บ้านหนังสือ ชินเขต 1

บ้านหนังสือ เอกชน

เขตหลักสี่

24

สวนหนังสือเจริญกรุง

ห้องสมุด เอกชน

เขตบางคอแหลม

25

Reading Room

ห้องสมุด เอกชน

เขตบางรัก

26

ห้องสมุดประชาชน แสงอรุณ

ห้องสมุด เอกชน

เขตบางรัก

27

ห้องสมุดสิขาเอเชีย

ห้องสมุดมูลนิธิ

เขตคลองเตย

28

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก

(ศูนย์ดวงแข)

ห้องสมุดมูลนิธิ

เขตปทุมวัน

29

มุมหนังสือ เรือนสรรปัญญา

ห้องสมุด

เขตคลองสาน

30

สวนโมกข์ กรุงเทพฯ

ห้องสมุด

เขตจตุจักร

โดยโครงการกรุงเทพมหานคร เมืองหนังสือโลก 2556 จะมีการจัดงานแถลงข่าวและมอบโล่ประกาศเกียรติคุณใหแก่พื้นที่การอ่านต้นแบบ จำนวน 30 พื้นที่ ในวันอังคารที่ 20 กันยายน 2554 เวลา 14.00-16.00 น. ณ ลานสานฝัน อุทยานการเรียนรู้ TK Park

ประกาศปฏิญญาผู้ไร้สิทธิ ชูหลักศาสนานำการพัฒนา

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่หอประชุมอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โครงการจัดตั้งศูนย์อิสลามศึกษาเพื่อบูรณาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ร่วมกับภาคีเครือข่ายอีก 12 องค์กร ร่วมกันจัดโครงการประชุมวิชาการระดับชาติ “ชุมคนชุมชนคนใต้ครั้งที่ 3 เสียงจากผู้ไร้สิทธิชายแดนใต้” (Voices of Voiceless: from the Southernmost People in Thailand) เป็นวันที่ 2 มีประชาชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล คนไทยพลัดถิ่น เครือข่ายชุมชนในพื้นที่ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักพัฒนาเอกชน (NGOs) นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยทักษิณ และสื่อมวลชน ร่วมงานประมาณ 500 คน

หลังจากเวทีเสวนา “นโยบายองค์กรภาคีเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้เข้าร่วมทั้งหมดได้ขึ้นเวทีเพื่อร่วมประกาศปฏิญญาสงขลาเพื่อการพัฒนาภาค ใต้ยั่งยืน ชื่อว่า ปฏิญญาสงขลา สังคม-ชุมชนใหม่ที่เป็นไปได้ โดยมีแนวทางสู่การปฏิบัติการและการเคลื่อนไหวทางสังคม 5 แนวทาง คือ การใช้หลักศาสนานำการพัฒนา สิทธิกลุ่มทางวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ จะต้องได้รับการคุ้มครอง เปิดพื้นที่เหมาะสมสำหรับหญิง-ชายในงานพัฒนา เด็กและเยาวชน จะต้องมีหลักประกันในความเท่าเทียม ยุติและทบทวนแผนพัฒนาภาคใต้ทั้งระบบ และปฏิเสธการจัดการศึกษาแบบดิ่งเดียวหรือรูปแบบเดียว

สำหรับการระดมความคิดเห็นกลุ่มย่อยสมัชชาประชาชน”ว่าด้วยเสียงผู้ไร้ สิทธิ” มี 3 ประเด็น คือ ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ การเมืองภาคพลเมืองภาคใต้ และปัญหาภาคใต้

นายแวรอมลี แวบูละ ที่ปรึกษาเครือข่ายชุมชนศรัทธา กล่าวในกลุ่มการพัฒนาและการปรับตัวของชุมชนชายแดนใต้ ในประเด็นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ถึงการเกิดขึ้นของชุมชนศรัทธาว่า การพัฒนาต้องเดินไปพร้อมกับความสามัคคีและการปรับตัวให้เข้ากับสังคม จึงเกิดแนวคิดในการแก้ไขปัญหาด้วยการพึ่งพาตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคมอื่นๆ ที่ร่วมกันเป็นเครือข่ายในการสร้างความยุติธรรมและเยียวยาผลกระทบจากความไม่ สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายแวรอมลี กล่าวว่า กระบวนการจัดการในหมู่บ้าน ผู้นำหรือชุมชนต้องมีความเข้าใจปัญหา โดยอยู่ในกรอบของศาสนา จึงเกิดแนวปฏิบัติที่เป็นนวัตกรรมใหม่และกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นเยอะมาก ถือเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ เช่น กิจกรรมการสอนอ่านคำภีร์อัลกุรอ่านแบบกีรออาตีในเครือข่ายชุมชนศรัทธาที่ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา กำลังขยายตัวเพิ่มเป็น 3 พื้นที่ มีคนเข้าร่วมกว่า 700 คน ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพทางด้านศาสนาของเด็กได้ดีขึ้นมากกว่าเดิม จากงบประมาณเพียง 100,000 บาท จึงอยากให้รัฐบาลส่งเสริมในเรื่องนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม

“กว่า 3,000 หมู่บ้านใน 3 จังหวัดชายแดนใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา หากมีการขับเคลื่อนเครือข่ายชุมชนศรัทธาหรือชุมชน“ตักวา” จะทำให้สามารถพัฒนาชุมชนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นการนำหลักการทางศาสนามาเป็นตัวนำในการพัฒนา” นายแวรอมลี กล่าว

นายแวรอมลี กล่าวอีกว่า นโยบายของรัฐบาลหลายอย่างดีแล้ว แต่การปฏิบัติการล้มเหลว โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาหลักในจังหวัดชายแดนใต้ ขณะเดียวกันก็ยังขาดการพัฒนา จึงต้องการให้รัฐบาลเหลียวแลประชาชนให้มากขึ้น เช่น การยกระดับและพัฒนาศักยภาพของ คน ศาสนา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ อาชีพ ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยที่ การมีส่วนรวมของชุมชน เป็นต้น

นางพาฮีสะ ท้วมงาน อาสาสมัครชุมชนศรัทธา กล่าวในประเด็นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ในกลุ่มนโยบายการพัฒนาของภาครัฐกับผลกระทบชุมชนชายแดนใต้ ที่ห้อง 15202 อาคารเรียนรวม 15 มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลาว่า พื้นที่หมู่ที่ 4 ชุมชนวังกระ ตำบลตาเซะ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ เนื่องจากหลังจากมีการสร้างเขื่อนปัตตานีขึ้น ทำให้พื้นที่ชุมชนวังกระเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนปัตตานี

“ผลของการสร้างกำแพงกั้นน้ำที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ชุมชนวังกระถึงปีละ 2 ครั้ง ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำนาได้ จนกลายเป็นนาร้างอยู่หลายปี แต่เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านพยายามฟื้นฟูนาร้างขึ้นมา แต่สามารถทำนาได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น” นางพาฮีสะกล่าว

นางนิธิมา บินตำมะหงง จากสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า ทัศนียภาพของภาคใต้เป็นเชิงเขา ทุ่งนาและทะเล ปัจจุบันพื้นที่เชิงเขากำลังมีการบุกรุกทำลายป่าไม้หลายพื้นที่ เช่น ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าป่าบาลาฮาลา และเขตอนุรักษ์ป่าไม้ในจังหวัดสตูล ส่วนพื้นที่ทุ่งนาหลายแหล่งถูกทิ้งร้าง เช่น ในพื้นที่ตำบลท่าสาป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ซึ่งเกิดจากการที่ภาครัฐไม่ส่งเสริมเกษตรกรรมมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมมากกว่า ขณะที่พื้นที่ทางทะเลก็ถูกนายทุนทำประมงแบบทำลายล้าง ส่งผลให้ชาวประมงพื้นบ้านได้รับกระทบอย่างหนัก

นายสมบูรณ์ คำแหง เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล กล่าวในกลุ่มแผนพัฒนาภาคใต้และการจัดการทรัพยากรที่ดินชายฝั่ง ประเด็นปัญหาภาคใต้ว่า แผนพัฒนาภาคใต้ เป็นคำที่คนเข้าใจผิดว่าเป็นแผนที่ทำให้ภาคใต้เจริญ แต่อีกนัยยะหนึ่ง คือ แผนที่จะผลักดันให้โครงการขนาดใหญ่ลงมามากกว่า จึงถูกเรียกว่า “แผนพัฒนาภาคใต้” เช่น โครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก เป็นต้น

นายสมบูรณ์ กล่าวอีก เหตุที่ทำให้ต้องมีการขยายอุตสาหกรรมมายังภาคใต้เพิ่มขึ้น เนื่องจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยองไม่สามารถขยายตัวได้อีกแล้ว เพราะผลกระทบจากมลภาวะต่างๆ ภาครัฐจึงต้องเล็งหาพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ซึ่งภาคใต้มีความเหมาะสมทั้งสภาพภูมิภาคและทำเลที่ตั้ง แต่รัฐบาลจะไม่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กระจุกตัวอยู่แห่งหนึ่งแห่งใด จะใช้วิธีกระจายให้ทั่วชายฝั่งทะเลแทน

นายสมบูรณ์ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคใต้ให้เร็วขึ้น เพื่อให้ทันกับการเปิดเสรีอาเซียน โดยคาดหวังว่า ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางในการขนส่งระดับอาเซียน ถ้าภาคใต้จะถูกพัฒนาไปในทิศทางนั้น ถามว่า รัฐบาลได้ถามประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นั้นแล้วหรือยังว่า พวกเขาต้องการโครงการนั้นหรือไม่ ทำไมภาครัฐไม่ชี้แจงให้ประชาชนในพื้นที่ทราบว่า จะสร้างอะไร แต่ละโครงการมีผลกระทบอะไรบ้าง

ประกาศปฏิญญาผู้ไร้สิทธิ ชูหลักศาสนานำการพัฒนา
ผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการระดับชาติ “ชุมคนชุมชนคนใต้ครั้งที่ 3 เสียงจากผู้ไร้สิทธิชายแดนใต้” (Voices of Voiceless: from the Southernmost People in Thailand) ประชาชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล คนไทยพลัดถิ่น เครือข่ายชุมชนในพื้นที่ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักพัฒนาเอกชน (NGOs) นิสิตนักศึกษา ร่วมประกาศปฏิญญาสงขลา เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่หอประชุมอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา

ปฏิญญาสงขลา

สังคม-ชุมชนใหม่ที่เป็นไปได้

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมจากการเข้าสู่สังคมโลกาภิวัตน์ การเติบโตของระบบการค้า นโยบายการพัฒนา การผันแปรทางการเมือง ภัยคุกคามและความไม่มั่นคงในภาคใต้ ได้ส่งผลกระทบอย่างขนานใหญ่ต่อพวกเราในฐานะประชาชน คนธรรมดาสามัญ ที่ถูกกำหนดชะตาชีวิตให้เดินในเส้นทางที่ไม่ได้กำหนด ทำให้เผชิญกับความเจ็บปวด ทรมาณอย่างแสนสาหัส

และบัดนี้เราได้ประจักษ์ชัดถึงความจำเป็นในเส้นทางที่เป็นไปได้ สำหรับการสร้างสรรค์สังคมใหม่ ที่ทำให้ประชาชน ธรรมดา สามัญ สามารถกำหนดนิยามสังคม-ชุมชนใหม่ ที่เราต้องการ ด้วยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ต่อเนื่องและโยงใย เพื่อปฏิบัติการปกป้อง คุ้มครอง และร่วมกันสร้างสังคมใหม่-ชุมชนใหม่อย่างมุ่งมั่นและจริงจัง

ในฐานะประชาชน ธรรมดาสามัญ เราทั้งหลาย ณ ที่นี่ จึงร่วมกันประกาศปฏิญญา “สังคม-ชุมชนใหม่” ดังต่อไปนี้

  1. เราจะกระทำทุกวิถีทางที่ชอบธรรมในการส่งเสริม สนับสนุนความเข้มแข็ง ภาคประชาชนในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การสร้างสังคม ชุมชนใหม่ ที่เราสามารถกำหนดด้วยตัวเองอย่างมีเกียรติ์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งในฐานะที่เป็นศูนย์กลางและเป้าหมายของการพัฒนา
  2. เราจักต่อสู้ ยืนหยัดอย่างต่อเนื่องและกล้าหาญในการปกป้อง ผืนแผ่นดิน มาตุภูมิของเรา, การรุกราน ยัดเยียด การกระทำใดที่ปราศจากความชอบธรรม จะได้รับการตอบโต้ และต่อต้าน ในฐานะประชาชน สิทธิชุมชน ความเป็นพลเมือง ในทุกการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่ได้เดือนร้อน เจ็บปวดเช่นที่ผ่านมา
  3. เราขอยืนยันว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคม เราทุกคนไม่ว่าจะเป็น ผู้หญิง เด็ก เยาวชน เกษตรกร กลุ่มชาติพันธุ์ จะต้องได้รับการปกป้อง คุ้มครอง ปลอดพ้นจากเลือกปฏิบัติขุมขู่ คุกคาม ทุกรูปแบบ อันรวมถึงการเลือกปฏิบัติใดๆอันเนื่องมาจากความแตกต่าง
  4. เราได้ใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่จากเส้นทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน จึงขอประกาศว่านับจากนี้พลังชีวิตทั้งมวลของพวกเราจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่าง สร้างสรรค์และมีสามัญสำนึก สำหรับการสร้างสรรค์สังคม-ชุมชนใหม่ ที่เท่าเทียมและกำหนดโดยตัวเรา
  5. เราทั้งหลายจะนำปฏิญญาสงขลา สังคม-ชุมชนใหม่ที่เป็นได้ ออกสู่การปฏิบัติการและการเคลื่อนไหวทางสังคม เพื่อให้ได้ซึ่งสิ่งปรารถนา ในทุกระดับ ดังนี้
    1. การใช้หลักศาสนานำการพัฒนา ตามแนวทางเครือข่ายชุมชนศรัทธาหรือกัมปง ตักวา ด้วยรูปแบบการพัฒนา “สี่เสาหลัก” โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนด้วยการสร้างพื้นที่สังคม การปฏิบัติการ และการสนับสนุนที่เหมาะสมจากภายนอก เพื่อให้สามารถสร้างความมั่นคงของชุมชนตามแนวทางศรัทธา
    2. สิทธิกลุ่มทางวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ จะต้องได้รับการคุ้มครองทั้งในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคม ความเป็นมนุษย์ มีศักดิ์ศรี อิสระ ความเท่าเทียม กับกลุ่มอื่นๆในสังคม ปลอดพ้นจากการอคติ การรังเกียจ เบียดขับทางชาติพันธุ์ และการถูกกีดกันจากระบบทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม
    3. เปิดพื้นที่เหมาะสมสำหรับหญิง-ชาย ในงานพัฒนา มีสิทธิอย่างเท่าเทียมในการเข้าร่วมอย่างแข็งขันในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจ และการดำเนินการ การกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ การใช้ความรุนแรงจะได้รับปกป้อง คุ้มครองในทุกรูปแบบ
    4. เด็กและเยาวชน จะต้องมีหลักประกันในความเท่าเทียม ปราศจากการแบ่งแยก กีดกันใดๆ อันเนื่องมาจากความแตกต่างด้านชาติพันธุ์ ภาษา การเมือง ศาสนาและวัฒนธรรม และการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้แสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการเป็นส่วน หนึ่งของการพัฒนาสังคม ชุมชนท้องถิ่น
    5. ยุติและทบทวนแผนพัฒนาภาคใต้ทั้งระบบ การดำเนินการใดๆที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วม และปราศจาการยินยอมจากชุมชนท้องถิ่นจะได้รับการคัดค้าน ต่อต้านในระดับที่ทันกันอย่างที่สุด
    6. ปฏิเสธการจัดการศึกษาแบบดิ่งเดียวหรือรูปแบบเดียว ทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาอย่างเหมาะสม อาทิ การจัดการศึกษาภายใต้แนวคิดและรูปแบบโรงเรียนตักวาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ณ มหาวิทยาลัยทักษิณแห่งนี้ เราขอยืนยันและแสดงเจตนารมณ์อย่างแจ้งชัดและแน่วแน่ ว่าเราจักมุ่งมั่นในวิถีและเส้นทางใหม่ที่เลือกแล้ว

เสมอมั่นในแนวทาง
มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา
13 กันยายน 2554

ปฏิทิน5ปีรัฐประหาร19กันยาทั่วไทยทั่วโลก

ที่มา Thai E-News




5ปี19กันยาและตลอดกาล-ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา 49 เป็นต้นมา และความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำซากของ"บางคน บางครอบครัว บางคณะ"โดยไร้สำนึกผิดชอบชั่วดีใดๆ จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปตลอดกาล ความพยายามดิ้นรนไขว่คว้าจะหมุนเข็มนาฬิกากลับไปสู่วันคืนเก่าๆแห่งการ"กด ขี่อย่างปรานีและแนบเนียน" มันจบสิ้นลงแล้ว


ไม่มีวันที่จะหมุนเข็มนาฬิกากลับไปที่เดิม..ไม่มีวัน!

เสาร์ 17 กันยายน 5ปี รัฐประหาร 19 กันยา "เผด็จการ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง! "
เสวนา 5 ปี รัฐประหาร 19 กันยา "เผด็จการ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง! " พอ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ จอม เพชรประดับ

เสาร์ 17 กันยายนนี้ 13.00 - 20.00 น. ณ ห้อง ราชา รร.รัตนโกสินทร์
[งานวันเดียวกัน] พบกับแนวร่วม ศิลปะ บทกวี ดนตรีแห่งการต่อสู้ "หลังกลีบกุหลาบโรย"
อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ ชาย อิสรชน ซันชิโร่ จ.เจตน์ ประกายไฟการละคร ฯลฯ 17.00 - 20.00 น.***

หนังสือบทกวีโดยอานนท์ นำภา-เพียงคำประดับความชงร้อนๆต้อนรับ5ปี19กันยา
หนังสือ ใหม่หมาด รวมบทกวีสองเล่มคู่ : "ราษฎรที่รักทั้งหลาย" โดย เพียงคำ ประดับความ และ "เหมือนบอดใบ้ไพร่ฟ้ามาสุดทาง" โดย อานนท์ นำภา วางจำหน่ายในงานรำลึกครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร 19 กันยา เสาร์-อาทิตย์ที่จะถึงนี้ ราคาเล่มละ 112 บาท รายได้มอบให้ผู้ต้องขังคดีการเมืองทั่วประเทศ***


17 กันยายน เสวนารัฐ ความรุนแรง ประชาชน
ที่ลานปฏิมากรรม 6 ตุลา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 12.00-14.30***

18 กันยายน นิติราษฎร์เสวนา "5 ปี รัฐประหาร 1 ปี นิติราษฎร์"
คณะนิติราษฎร์ จัดแถลงข้อเสนอทางวิชาการ

1. การลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

2. การขับเคลื่อนข้อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

3. กระบวนการยุติธรรมไืทยกับนักโทษทางการเมือง

4. การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

ณ ห้อง 222 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

นิติราษฏร์ จึงขอเรียนเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจร่วมแลกเปลี่ยนซักถามในวันและเวลาดังกล่าว***

18 กันยายน อภิปรายสิ่งตกค้างจากการรัฐประหาร
ขอเชิญรับฟังการอภิปราย เนื่องในวาระครบรอบ 5 ปีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

เรื่อง รัฐธรรมนูญ 2550 : สิ่งตกค้างจากการรัฐประหาร ในวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน 2554 เวลา 13.00-17.00 น.ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา (ตึกหลัง) สี่แยกคอกวัว

ปาฐกถานำโดย คุณจาตุรนต์ ฉายแสง

ผู้อภิปราย

รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการสถาบันและมูลนิธิปรีดี พนมยงค์

ดำเนินการอภิปรายโดย
ประวิตร โรจนพฤกษ์ บรรณาธิการอาวุโส เครือเดอะนชั่น

จัดโดย สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย***

อาทิตย์ 18 กันยายน รำลึก5ปีรัฐประหาร19กันยา49-14เดือนราชประสงค์

นปช.แถลงข่าวจัดกิจกรรมต้านรัฐประหารครบรอบ 19 กันยา 49 และ 14 เดือนวีรชนราชประสงค์ ในวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พร้อมยุทธศาสตร์ 4 แนวปะทะข้ามผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง สถานที่จะแจ้งให้ทราบอีกรอบ โปรดรอฟังอีกครั้งหนึ่ง!***

18 กันยายน เดินขบวนในปารีสรำลึก 5 ปี รัฐประหาร ประเทศไทย ได้อะไร ?
นปช.สหภาพ ยุโรปขอเชิญพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยในยุโรป ทุกท่าน เข้าร่วมกิจกรรม รำลึกวันครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร ร่วมแสดงพลัง ปกป้องรัฐบาล ต้านรัฐประหาร ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 18 กันยายน

-เวลา 14:00 PM รวมพลที่ Rassemblement a laPlace de la Nation

-เวลา 15:00 PM เดินขบวนแสดงพลังบนท้องถนน Rue du Fbg Sainte Antoine

-เวลา 16:00 PM ถึง Place de la Bastille (ตรงหน้า opera)

ร่วมแสดงพลัง จุุดยืน และรับฟังการปราศรัยจากพี่น้องร่วมอุดมการณ์ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ประธาน มนูญ 0666154349 / คุณ น้อย 0614453785 / คุณ แดงแจ๊ด 004915151232320 /คุณ นิตยา 004571634532 / คุณ โอ 0647490160 ***

18 กันยายนล่องเรือแม่น้ำเทมส์ในลอนดอนต้านรัฐประหาร


กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร ล่องเรื่อแม่น่ำเทมส์ต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ

14.30 น พบกันที่ London Eye

15.00 น พร้อมกันที่ท่าเรือ Westminster Millennium Pier และ เตรียมตัวสัมผัสบรรยากาศการล่องเรือ

15.41 น. ถึงท่าเรือ London Bridge City Pier

16.00 น พบกันที่ผับ เพื่อทานอาหาร และ พูดคุย อัพเดท สถานการ์ณ และ กับก้าวต่อไปภายใต้ รัฐบาล ยิ่งลักษณฺ1

หมายเหตุ 1.ให้เตรียมค่าใช้จ่าย สำหรับการล่องเรื่อ ค่าอาหาร และ เครื่องดิ่ม มาให้พร้อม
2.สวมเสื้อสีแดง

คอนเฟริมที่นั่ง ได้ที่ โทร 07757865853 or email konthaiuk.com@hotmail.com***

19 กันยาวันประชาชนแห่งชาติ
พบกันที่สวนลุมฯ16.00แล้วเดินไปยแกราชประสงค์รำลึกวีรชน และต้านรัฐประหาร จัดโดยสมัชชาประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย***

19 กันยายน เสวนารัฐประหารเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างไร?


ในวันครบรอบ 5 ปี เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 องค์การนักศึกษามหาวิทยาััลัยธรรมศาสตร์(อมธ.) ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังการเสวนาในหัวข้อ "การรัฐประหารเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างไร?"

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน 2554 เวลา 13.30 น. - 16.30 น.ณ ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร (LT.1) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
...
วิทยากร
ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ (หมอตุลย์)
คุณแทนคุณ จิตต์อิสระ (อี้)
คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด)
อาจารย์คณิน บุญสุวรรณ (อยู่ในระหว่างการเชิญ)

ดำเนินรายการโดย
อ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ

ประเด็นในการเสวนา เบื้องต้น
- การเมืองหลังการรัฐประหารกับเสรีภาพของประชาชนและเสรีภาพสื่อ
- ความคาดหวังทางการเมืองหลังการรัฐประหาร และบทบาทของรัฐบาลปัจจุบัน
- ความคาดหวังต่ออนาคตการเมืองไทย
- อิทธิพลของนโยบายประชานิยมต่อประเทศไทยในปัจจุบัน
- บทบาทของทักษิณที่มีต่อการเมืองไทย
- ถ้ามีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จะเกิดขึ้นเพราะอะไร และประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
วันทิพย์ 086-557-3900
tel/fax : 02-564-4444 ต่อ 1791
e-mail : domesu@gmail.com***

19 กันยา 5 ปีรัฐประหารครั้งสุดท้ายของประเทศไทย?

นอก จากจะมีนปช.สหภาพยุโรป(RED UDD EU)ที่เป็นแหล่งรวมคนไทยในยุโรปที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และเป็นกลุ่มที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรแล้ว ล่าสุดในภูมิภาคยุโรป ได้มีการประกาศจัดตั้งสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน ของกลุ่มคนไทยในยุโรป 6 + 3 ประเทศ ขึ้นอีกเครือข่ายหนึ่งเพื่อเดินหน้ารณรงค์เรื่องยกเลิกมาตรา 112 และยุติคดีและปล่อยนักโทษคดีการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ ทุกคน ทั้งนี้ประกาศรณรงค์พร้อมกันในวันที่ 19 กันยายน ครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร 19 กันยา
คนไทย9ชาติยุโรปตั้งสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน เลิก112เรียกร้องประชาธิปไตยแท้จริง

รายละเอียดข่าวคลิ้ก ลิ้งค์

19 กันยาของขวัญจากแดงชิคาโก้ USAแด่เพื่อนผู้ต้องขัง
***ทนาย อานนท์ นำภา แจ้งว่า ได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อนนักโทษการเมืองจากพี่ๆ USA ชิคาโก ๑๐,๐๐๐ บ. เพื่อเข้าเยียวยาในโครงการ "ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง" คุยกันกับเพื่อนๆเบื้องต้นว่าจะจัดกิจกรรมทุกวันที่ ๑๙ ของทุกเดือน และทุกวันที่ ๑๐ จะมีกิจกรรม "จิบกาแฟ-ปันกำลังใจ" โดยจะเข้าเลี้ยงกาแฟเพื่อนผู้ต้องขัง ( กาแฟสดมีขายที่เรือนจำ แต่ต้องสั่งจากข้างนอก แก้วละ ๓๕ บาท อารมณ์ประมาณ จิบกาแฟคุยกัน เพราะข้างในเขาไม่ให้ฟังข่าวปัจจุบัน และกาแฟเย็นก็ไม่มีขาย... อิอิ" กล่าวโดยสรุปคือ วันที่ ๑๐ เยี่ยมเล็ก ส่วน ๑๙ เยี่ยมใหญ่ " โชคชะตานำพาเรามาถึงจุดนี้ เราจะทิ้งกันได้อย่างไร..." !***


21 กันยายน เชียงใหม่จัดเสวนาวิชาการ "5 ปี รัฐประหาร 19 กันยา ปฏิรูปการเมืองรอบใหม่ และ ไปให้พ้นจากระบอบอำมาตย์"


13.00 - 14.00 น. "บทเรียน 5 ปี รัฐปรหาร 19 กันยา 2549"

วิทยากร
ศ. ดร. ธเนศร์ เจริญเมือง
รศ. ดร. วรวิทย์ เจริญเลิศ
รศ. ดร. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
ศรีวรรณ จันทน์ผง นปช. เชียงใหม่
ผุ้ดำเนินรายการ
อ.ดร. เกรียงศักดิ์ (ม.ธรรมศาสตร์ ลำปาง)

14.00 - 14.15 พักรับประทานอาหารว่าง

14.15 - 15.15 น. "ปฏิรูปการเมืองรอบใหม่ ไปให้พ้นจากระบอบอำมาตย์"
วิทยากร
รศ. ดร. ไชยันต์ รัชชกูล
อ.ดร. สมชาย ปรีชาศิลปกุล
ภัควดี ไม่มีนามสกุล
ผุ้ดำเนินรายการ
อ.ณัฐกร วิทิตานนท์

วันที่ 21 กันยายน 2554 เวลา 13.00-17.00 น.

สถานที่จัด ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผู้รับผิดชอบจัดงาน

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สำนักข่าวประชาธรรม
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ***

บทสัมภาษณ์คุณจรรยา ยิ้มประเสริฐ ฝรั่งฟังแล้วหูผึ่ง

ที่มา Thai E-News

ถ้า เราได้ดูในประวัติศาสตร์ของประเทศพม่า ซึ่งตอนนี้เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่มีการต่อสู้กันอยู่ ประเทศไทยก็เป็นการพิสูจน์อีกเหมือนกันที่เป็นเวลา 5 ปีแล้วในตอนนี้ และพวกเขา (ประชาชน) ก็ยังดิ้นรนขวนขวายอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลง ความจริงจังในเรื่องเหล่านี้อยู่ที่นั่น และชาวโลกก็ไม่ควรที่จะเพิกเฉยกับเรื่องนี้เลย ชาวโลกก็ควรที่จะให้ความสนใจมากขึ้นกับคนไทยผู้ที่ยังดิ้นรนขวนขวาย ต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังเสียที

ที่มา เว็บไซต์ Thaipoliticalprisoners
แปลโดย: ดวงจำปา เว็บไซต์ Internet Freedom
หมายเหตุไทยอีนิวส์: เราได้เซ็นเซอร์บางข้อความที่ละเอียดอ่อนกับกฎหมายไทยบางมาตรา


ขอขอบพระคุณความพยายามของผู้รายงานข่าว คุณมาร์ค ทิว์เฟิล, เวปไซต์ของ PPT จึงสามารถนำเสนอเรื่องราวเป็นภาษาอังกฤษของการสัมภาษณ์ ที่เขาได้เป็นผู้ร่วมดำเนินการกับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คุณจรรยา ยิ้มประเสริฐ (หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โดยใช้ชื่อว่า คุณเล็ก) ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อวันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554
คุณ เล็กเป็นวิทยากรคนหนึ่งของการสัมนา ซึ่งจัดโดยกลุ่มสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน ที่เมืองดอร์ทมุนด์, ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 11 กันยายน ที่ผ่านมา หัวข้อของการประชุมในครั้งนี้ คือ “ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและ การลุกฮือของประชาชนเพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” คุณมาร์คได้กระทำเรื่องราวเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อแจกจ่ายให้กับเวปของ PPT

คุณมาร์ค: สวัสดีครับ ผมขอขอบพระคุณคุรเล็กที่ให้การสัมภาษณ์ในครั้งนี้ และขอต้อนรับสู่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แต่คิดว่าการมาครั้งนี้ คงจะไม่ใช่ครั้งแรกใช่ไหมครับ?

คุณจรรยา: สวัสดีค่ะ ดิฉันดีใจมากเหมือนกันที่ได้พบกับคุณในที่สุดค่ะ สำหรับเรื่องของเยอรมนีนั้น ดิฉันได้เคยมาเยี่ยมเยียนที่เยอรมนีเป็นเวลาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ส่วนใหญ่จะเป็นการเชื้อเชิญจากองค์กรหลายๆ แห่ง ดิฉันได้เคยพูดถึงเรื่องสถานการณ์เกี่ยวกับสภาพแรงงานในประเทศไทย ดิฉันยังได้เคยเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องของสตรี ดิฉันได้มีส่วนร่วมในการรณรงค์เรื่องเสื้อผ้าสะอาด เพื่อที่จะกดดันให้ทางบริษัทผู้ผลิตสินค้าเช่น อาดิแดส และ พูม่า นั้น ได้กำหนดกฎเกณฑ์เพื่อให้ ผู้จัดส่งชิ้นส่วนต่างๆ หยุดกระทำการละเมิดสิทธิของลูกจ้าง ดิฉันมาอยู่ที่นี่หลายครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2542 ค่ะ

คุณมาร์ค: อย่างนั้น คุณก็คงรู้จักกับประเทศเยอรมนีดีแล้วน่ะซิครับ

คุณจรรยา: ไม่มากเท่าไรหรอกค่ะ ประเทศเยอรมนีเป็นประเทศที่ใหญ่มาก และสังคมนั้นมีความแน่นหนาและความแตกต่างมากมายหลายเรื่อง คุณไม่สามารถที่จะรู้จักประเทศเยอรมนีได้อย่างจริงจัง เมื่อได้อยู่ที่นี่เพียงสองสัปดาห์ และแถมยังต้องไปที่นี่บ้าง ที่โน่นบ้าง และเรื่องภาษานั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากอยู่เหมือนกันค่ะ

คุณมาร์ค: ดังนั้น เราควรที่จะเริ่มการสนทนาเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งคุณรู้มากกว่าแน่ๆ คุณเล็กครับ เราทราบว่าคุณไม่ได้เดินทางกลับไปยังประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 แล้ว ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า คุณได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้วเกี่ยวกับข้อหาที่ยังรอคุณอยู่เกี่ยวกับเรื่อง คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใช่ไหมครับ?

คุณจรรยา: ดิฉันยังไม่ได้รับหมายประกาศอะไรเลยจากฝ่ายตำรวจนะคะ ข้อมูลข่าวสารที่มาถึงดิฉันนั้นก็คือว่า ถ้าดิฉันมีความต้องการที่จะทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตนเอง ดิฉันก็ควรที่จะเดินทางกลับไปยังประเทศไทย และจะได้เห็นกันว่าอะไรจะเกิดขี้น เมื่อถึงสนามบินแล้ว!

ดิฉันไม่ทราบเกี่ยวกับระดับการดักสังเกตุการณ์ที่พวกเขากระทำกันและพวกเขา ได้ติดตามสภาพการณ์ของดิฉันมากน้อยแค่ไหน แต่เป็นเรื่องที่ชัดเจนก็คือ ทางการนั้นได้แจ้งเตือนให้ดิฉันทราบ เมื่อปีที่แล้ว เมื่อดิฉันได้เดินทางไปที่ประเทศฟินแลนด์เพื่อที่จะร่วมสมทบกับงานใหญ่ของ ทางกลุ่มเอนจีโอ (องค์กรอิสระ) ดิฉันได้บรรยายถึงสถานการณ์ในประเทศไทย เพราะว่า มันเป็นเดือนพฤษภาคม ซึ่งเกิดขี้นหลังจากที่มีการปราบปราม (ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยคนเสื้อแดง)

เพียงไม่กี่วัน ดิฉันได้ถูกซักถามว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้าประชาชนชาวไทยไม่รัก(เซ็นเซอร์)) และดิฉันก็ได้ตอบไปว่า คุณก็คงจะถูกส่งเข้าไปอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 15 ปี สำหรับเรื่องง่ายๆ เช่นนี้ และก็มีกลุ่มคนไทยอยู่ที่นั่นด้วย และพวกเขาก็ไปบอกกับทางสถานฑูต หลังจากนั้น ผู้ร่วมจัดงานหลายคน ก็ได้รับการติดต่อจากทางสถานฑูตฯ และทางสถานฑูตไทยได้กระทำการข่มขู่พวกเขาว่า ดิฉันเป็นพลเมืองของประเทศไทย และดิฉันจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย

ดังนั้น อย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ดิฉันคิดว่า ตนเองกำลังถูกจับตามองอยู่ และ พวกเขาก็ได้จัดหาบุคคลากรเพื่อที่จะจับตามองดิฉัน และได้เกิดขึ้นกับสถานที่ที่ให้ความเคารพกับเสรีภาพในการคบค้าสมาคมค่ะ

เมื่อดิฉันได้ถูกเชิญให้เดินทางไปแถบยุโรป ดิฉันไม่ได้มีแผนการที่จะอยู่ในแถบยุโรปเลย ดิฉันได้ไปเยี่ยมเยือนประเทศสวีเดน, ประเทศฟินแลนด์ และ ประเทศโปแลนด์ เพื่อที่จะสนทนาถึงเรื่องการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นกับคนไทยหลายร้อยคน ดิฉันมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์หลักอันนี้

แต่การปราบปรามประชาชน เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม (พ.ศ. 2553) ทำให้ดิฉันต้องตอบโต้เรื่องนั้นโดยด่วน ดิฉันก็ได้เริ่มการทำการเข้าชื่อเป็นคำร้อง โดยการสนทนาทางอินเตอร์เนทกับผู้คนในประเทศไทย เราสามารถล่าลายชื่อได้ 9 พันคนภายในเวลา 2 วัน และหลังจากนั้น รัฐบาล (ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้ทำการบล๊อคเวปไซต์นั้น และจากนั้น ดิฉันก็เข้าไปร่วมในองค์กรหนึ่ง ซึ่งกำลังมีการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการปราบปรามประชาชนในประเทศฟินแลนด์

และหลังจากนั้น ดิฉันก็ได้เขียนบทความของฉันซึ่งมีชื่อว่า “ทำไมดิฉันถึงไม่รัก(เซ็นเซอร์)”

ดิฉันพยายามที่จะกล่าวว่า ดิฉันไม่ใช่ผู้ลี้ภัยทางการเมือง เพราะมันเป็นการตัดสินใจของดิฉันเองที่จะอาศัยอยู่ในยุโรปนี้ ดิฉันไม่ได้สมรสกับผู้หนึ่งผู้ใดในยุโรป ดิฉันส่งคำร้องในเรื่องการขอวีซ่าด้วยกระบวนการเดียวกันกับที่ทุกๆ ท่านได้กระทำกัน และบางครั้งมันก็เป็นเรื่องที่ยากและทำให้ดิฉันต้องหยุดการเดินทางไปไหนมา ไหน

จนกระทั่งดิฉันได้รับวีซ่าว่าเป็นพลเมืองถาวรและไม่ใช่ผู้ลี้ภัยแต่อย่าง หนึ่งอย่างใด เหตุผลที่ดิฉันพยายามที่จะไม่ระบุตัวเองว่าเป็น ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ก็เพราะว่า ดิฉันขอยืนยัน ในฐานะเป็นพลเมืองของโลกนี้ว่า ดิฉันขอใช้สิทธิเสรีภาพของการคบค้าสมาคมและสิทธิเสรีภาพของการพูดแสดงความ คิดเห็น

เรื่องนี้เป็นหัวข้อหลักและรับรองโดยปฎิญญาสากลของสิทธิมนุษยชนและประเทศไทย ก็ได้ให้สัตยาบันแล้วด้วย ดิฉันขอพูดในฐานะที่ขึ้นอยู่กับสิทธิเหล่านี้ และขอปฎิเสธที่จะก้มหัวยอมรับกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อต่อสู้กับตัวเอง ไม่มีใครที่สมควรที่จะต้องมาเป็นนักโทษการเมืองเนื่องจากการวิจารณ์สถาบันฯ ต่างๆ ในประเทศไทยด้วยความศรัทธาอันดีงาม เมื่อประเทศชาติได้เคลื่อนเข้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยประชาชนทุกคนทุก เหล่ามีสิทธิเท่าเทียมกัน นั่นก็คือแก่นแท้ของสิทธิมนุษยชนค่ะ

คุณมาร์ค: ผู้สังเกตการณ์บางท่านได้กล่าวว่า กลุ่ม “สหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน” นั้น เป็นเพียงกลุ่มนักวิชาการเล็กๆ ที่มีความคิดแยกแยะกัน และก็ไม่มีการสนับสนุนโดยมวลชนประชาชนทั่วไปในประเทศไทยเลย ความเชื่อของคุณในเรื่องสถานการณ์ของประเทศไทยนั้นเป็นอย่างไรครับ? คุณเชื่อว่ามีประชาชนสักเท่าไร ที่เแสดงความเห็นอกเห็นใจอยู่อย่างเงียบๆ กับแนวความคิดของกลุ่มนี้ ซึ่งคุณก็เพิ่งประกาศตัวออกมาเมื่อไม่นานนัก?

คุณจรรยา: กลุ่มสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน นั้นไม่ใช่กลุ่มทางวิชาการค่ะ ความซับซ้อนของประชากรไทยที่อยู่ในทวีปยุโรปนั้นไม่แตกต่างอะไรกันมากนัก จากประชากรที่อยู่ในประเทศไทย พวกเขามาจากสาขาหลากหลายอาชีพและมีประวัติภูมิหลังแตกต่างกัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็เพิ่งจะเปิดเผยรานงานฉบับหนึ่งเกี่ยวกับความแตกต่าง ของผู้มีส่วนร่วมสมทบกัน...

กับฝ่ายเสื้อแดง ดิฉันคิดว่าในยุโรปก็คงจะเป็นสถานภาพอย่างเดียวกัน ดิฉันเพิ่งได้พบกับแกนนำของฝ่ายเสื้อแดงหลายท่านจากเก้าประเทศและพวกเขาส่วน ใหญ่นั้น ก็ไม่ใช่นักวิชาการ พวกเขาเกือบทั้งหมดได้เดินทางมาที่ยุโรปนี้เพื่อการสมรสหรือการงานอาชีพและ ได้อาศัยอยู่ทีนี่ในขณะนี้เป็นเวลา 20 หรือ 30 ปีแล้ว และพวกเขาก็ไม่รับรู้ถึงสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศไทยจนกระทั่งมีการปราบปรามเมื่อปี พ.ศ. 2552 และ 2553 แกนนำบางคนได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการ เมื่อปี พ.ศ. 2516 และ 2519 มีหลายท่านซึ่งต้องหลบหนีออกไป แต่เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็เป็นเพียงจำนวนที่น้อยมากค่ะ

กลุ่มเสื้อแดงในยุโรปและกลุ่มสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชนนั้น ไม่ใช่เป็นกลุ่มเล็กๆ เลย คุณจะเห็นกลุ่มชนประเภทเดียวกันนี้เช่นเดียวกันกับที่อยู่ในประเทศไทย ในการจัดงานต่างๆ คุณก็จะเห็นประชาชนจากหลายๆ ประเทศเช่นกัน.............

พวกเขาเหล่านั้นได้เคยพบกันมาก่อนในเรื่องของกิจกรรมทางวัฒนธรรมประเพณี พวกเขาได้จัดงานประเพณีทางศาสนาพุทธในเรื่องงานสงกรานต์และอีกหลายเรื่อง ดังนั้น ประเภทของกลุ่มทางสังคมนี้ ก็ประกอบด้วยกลุ่มผู้คนซึ่งได้รู้จักกันดีมาเป็นเวลายาวนานแล้วค่ะ

พวกเขาเหล่านี้ได้ถูกกระตุ้นออกมาทำการเคลื่อนไหวในบทบาททางการเมืองเพราะ ว่า (รัฐบาลในปี พ.ศ. 2553) ได้เริ่มการปราบปราม (กับกลุ่มเสื้อแดง) การปราบปราบนี้ ก่อให้เกิดผลกระทบที่ใหญ่มากในการริเริ่มการสนทนาในทางการเมืองระหว่างพวก ของเขา พวกเขาได้รวมตัวหรือก่อการจัดตั้งสมาคมมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วและก็ได้ สมาชิกมาเป็นจำนวนมากพอสมควรทีเดียว

เป็นต้นว่า เป็นผู้ดูแลร้านค้า, คนรักษาความสะอาด, เจ้าของกิจการบาร์, แม่บ้าน, แพทย์, พยาบาล และทำงานอยู่ในโรงยิม เป็นผู้คนที่มาจากหลายสาขาอาชีพ ดิฉันไม่คิดว่า กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ เลยค่ะ เราอาจจะมีพลเมืองสัญชาติไทยอยู่ในยุโรปประมาณ 2 แสนคน และคุณสามารถเห็นได้ว่า ในทุกๆ ประเทศนั้น เมื่อคุรได้รวมตัวจัดงานอะไรกันสักอย่างหนึ่ง คุณอาจจะหาคนมาร่วมได้ประมาณ 1 ถึง 2 ร้อยคน ไม่ว่าจะเป็นโดยเหตุผลทางการเมืองประเภทใด ถ้าไม่ใช่ในเรืองของกิจกรรมทางวัฒนธรรมประเพณี (ซึ่งจะมีมากกว่านี้ – ผู้แปล)

นี่คือจุดเริ่มต้น ถ้าคุณได้รู้เห็นถึงเรื่องราว (ในอดีต) เมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้ ประชาชนไทยไม่ได้มีการรวมตัวกันเป็นอย่างมากในทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น นี่คือการพัฒนาในรูปแบบที่ดีที่มีการเปลี่ยนแปลงกันอยู่ในขณะนี้ อาจจะมีโอกาสที่ว่า การเคลื่อนไหวในรูปแบบนี้จะขยายตัวออกไปอีกได้ แต่ดิฉันไม่คิดว่า คนไทยที่อยู่ต่างประเทศทั้งหมดหรือในยุโรปนั้น สามารถมารวมตัวกันได้ค่ะ

คุณมาร์ค: มีความหนักแน่นขนาดไหนในความรู้สึกของการเป็นสาธารณรัฐ (ภายในกลุ่ม) ครับ? ผมเชื่อว่า คุณใจ อึ๊งภากรณ์ได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้อยู่ และรวมไปถึงคุณจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งได้โทรศัพท์เข้ามาในการประชุม มันเป็นเรื่องที่สำคัญขนาดไหนต่อความรู้สึกในเรื่องของการเป็นสาธารณรัฐ หลังจากการปราบปราม (กลุ่มคนเสื้อแดง) แล้วครับ?

คุณจรรยา: อุดมการณ์ทางการเมืองภายในกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นยังไม่แข็งแกร่งมากเท่าไรนัก นะคะ พวกเขาสามารถพูดถึงเรื่องสาธารณรัฐและการปฎิวัติ แต่ถ้าคุณต้องการสนทนาให้ลึกลงไปถึงแก่นนั้น สิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริงคือจุดเริ่มของกระบวนการทางระบอบ ประชาธิปไตย การพัฒนาความก้าวหน้า (ของพวกเขา) ควรจะยอมให้เกิดขึ้นโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ

ดิฉันไม่คิดว่าความปรารถนาอย่างแท้จริงนั้น คือความต้องการที่จะมุ่งหน้าให้ประเทศเข้าไปสู่ระบบสาธารณรัฐเลยค่ะ อาจจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนั้น เพราะว่า ตอนนี้เราได้ยินเรื่องแบบนี้หนาหูมากขึ้น แต่ความคิดหลักคือว่า พวกเขาต้องการให้เป็นรูปแบบของยุโรปในเรื่องประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบพระมหากษัตริย์ หรือรูปแบบของฝรั่งเศส.....

ทุกๆ คนซึ่งได้อาศัยอยู่ในประเทศหนึ่งมาเป็นเวลายาวนาน ก็จะยกย่องรูปแบบนั้นๆ ขึ้นมา ดิฉันไม่คิดว่า พวกเขาจะพร้อมโดยแท้จริงในเรื่องของการปฎิวัติ ในรูปแบบของการปฎิวัติที่มีการเสียเลือดเนื้อกัน ไม่มีใครชอบในรูปแบบนี้แน่นอนค่ะ

คุณมาร์ค: มันได้มีความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในภาพพจน์ของสถาบัน(เซ็นเซอร์)และความ รู้สึกของประชาชนตั้งแต่หลังเกิดการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549 คุณคิดว่า บทบาทของทางฝ่ายสถาบัน(เซ็นเซอร์)นั้นควรจะเป็นอย่างไรในอนาคตครับ?

คุณจรรยา: สถาบัน(เซ็นเซอร์)กำลังเผชิญหน้ากับการท้าทายอย่างแท้จริงค่ะ ถ้าพวกเขาไม่ยอมปรับตัวกับระบบรูปแบบของประชาธิปไตย พวกเขาก็จะล้าสมัยไปแล้ว

คำถามในเวลานี้ก็คือว่า ประชาชนจะทำอย่างไรกับสถาบัน(เซ็นเซอร์) คำถามคือ สถาบัน(เซ็นเซอร์)นั้น มีความคิดแยบยลพอสมควรที่จะเข้าใจอย่างแท้จริงถึงเรื่อง การปฎิวัติที่มีต่อความตระหนักรู้ขอประชาชนอยู่หรือเปล่า

ถ้าพวกเขาเข้าใจ และต้องการที่จะอยู่รอด พวกเขาก็ควรที่จะยืดหยุ่นการปกป้องสถาบัน(เซ็นเซอร์)โดยทันที ผ่อนเบาในเรื่องของจารีตประเพณีอันเป็นเรื่องที่ผิดสมัยกาลเวลาของทางฝ่าย สถาบัน อย่างที่คุณก็รู้อยู่ และยุติแบบฉบับของพฤติกรรมที่มีความโหดเหี้ยมเหมือนไม่ใช่มนุษย์ พวกเขาก็จะต้องปรับตัวเป็นอย่างมาที่จะเปิดตัวให้กับทางสาธารณชน

ถ้าพวกเขาต้องการที่จะเคลื่อนตัวร่วมเดินไปข้างหน้าด้วยกันกับประชาชนเพื่อ อนาคตของประเทศชาติ นั่นคือคำถามหลัก และดิฉันคิดว่า ถ้าทางสถาบัน(เซ็นเซอร์)ไม่ยอมที่จะปรับตัวเปลี่ยนแปลง มันก็มีแนวโน้มเหมือนกับราชวงศ์อื่นๆ ซึ่งไม่สามารถที่จะปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ พวกเขาเองก็ไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้ค่ะ

เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นนะคะ แต่เป็นเรื่องของโลกาภิวัตน์ เพราะประชาชนเขามีสติรู้เรื่องราวต่างๆ มากขึ้น มันจะมีการล้มล้างในเรื่องต่างชนชั้น ที่เป็นเรื่องของทางพฤติกรรมที่ผิดมนุษย์ หรือมีความเป็นผู้มีอำนาจอิทธิพลเหนือกว่าคนอื่น เป็นต้นว่า ทาส และกษัตริย์ ฯลฯ

พวกเขามีสิ่งที่จะต้องกระทำอีกมากมายหลายอย่าง และพวกเราหลายคนไม่มีความรู้สึกในแง่ดีเท่าไรว่า พวกเขาจะสามารถเคลื่อนตัวและปรับเปลี่ยนแก้ไขตัวพวกเขาเอง เหมือนกับตามตัวอย่างเช่น ในรูปแบบของสหราชอาณาจักรหรือรูปแบบของประเทศนอร์เวย์ค่ะ

คุณมาร์ค: การเปลี่ยนแปลงอย่างแรกซึ่งอาจจะเป็นความต้องการอย่างยิ่งคือ ว่าด้วยเรื่องของมาตรา 112 ตามปรกติในอดีตนั้น ผู้คนจะยอมรับสารภาพ ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ และหลังจากนั้น ก็หวังว่าจะได้รับการอภัยโทษจากองค์พระมหากษัติรย์

แต่เมื่อไม่นานมานี้ หลายคนได้ประกาศกับพวกเขาเองว่า “ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น” (ตัวอย่างเช่น คดีของคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข) และพวกเขาก็ต่อสู้กับการพิจารณาความทางการเมือง หรือที่เราควรจะเรียกว่า การพิจารณาความในเรื่องสิทธิมนุษยชน นี่คือการขยายตัวที่คล้ายคลึงกันกับเมื่อตอนแรกเริ่มของศตวรรษที่แล้วใน ประเทศเยอรมนี เมื่อประชาชนเริ่มต่อสู้กับกฎหมาย (การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ซึ่งต่อมา ได้บังเกิดผลที่เป็นการล้มล้างกฎหมายเรื่องนี้โดยจักรพรรดิ์ของประเทศ เยอรมัน คุณคิดว่า การพัฒนาขยายตัวในเรื่องนี้ สามารถเป็นการเริ่มต้นของจุดจบของกฎหมายนี้ในประเทศไทยด้วยหรือเปล่าครับ?

คุณจรรยา: นั่นเป็นเรื่องที่ตรงจุดจริงๆ ว่าทำไมกลุ่มสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชนถึงได้ก่อตั้งขึ้นมา พวกเราอาศัยอยู่ในทวีปยุโรปและกฎหมายก็ปกป้องพวกเราในทวีปยุโรปด้วย พวกเรามีสิทธิเสรีภาพของการพูดและสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ดังนั้น พวกเราในกลุ่มทั้งหมดเก้าประเทศมีความรู้สึกว่า เราได้นำเอาคดีนี้มาให้ผู้คนได้รับทราบกัน (เรากระทำเรื่องนี้) เพื่อการเปิดโอกาสช่องทางให้พี่น้องในประเทศไทยได้รับรู้กัน

และมันก็จะมีพี่น้องในประเทศไทยเป็นจำนวนมากขึ้นๆ ที่จะก้าวขึ้นมาและ (ถาม) ท้าทายด้วยคำถามในเรื่องของสถาบัน(เซ็นเซอร์) พวกเขาไม่เคยกล่าวว่า เขาไม่ต้องการพระมหากษัตริย์ ถึงแม้ว่า คุณจะสามารถพูดอย่างนี้ได้ในยุโรปก็ตาม ผู้คนส่วนมากที่ถูกจับกุมนั้น ไม่ได้กระทำเรื่องใดๆ ในการดูถูกเหยียดหยามพระมหากษัตริย์เลย

เหมือนกับคุณสมยศ เขาเป็นบรรณาธิการของนิตยสารและอาจจะมีเพียงหนึ่งหรือสองบรรทัดซึ่งมีความ สัมพันธ์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ได้รับจากผู้ที่เขียนเรื่องให้กับ สำนักพิมพ์คนหนึ่ง เพื่อนำไปสู่การพิมพ์จำหน่ายจ่ายแจก เรามีความรู้สึกอย่างรุนแรงในเรื่องนี้

กฎหมายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกลายเป็นเรื่องที่ไร้สาระและวิกลจริต และเพราะเพรื่องนี้เป็นการเคลื่อนไหวในระดับนานาชาติ เราจะต้องช่วยประเทศไทย เราอาจจะมีประชากรไทยประมาณห้าแสนคนทั่วทั้งโลก พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้หนึ่งซึ่งมีโอกาสที่จะพูดออกมาได้มากกว่าโดยไม่ต้อง ไปติดคุกเพราะว่าเขามีสิทธิเฉพาะตัวซึ่งปกป้องพวกเขาอยู่

สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มชนชั้นสูง, กลุ่มอำมาตย์, กลุ่มเจ้าหน้าที่ทางการของรัฐบาล, ผู้พิพากษา และ ผู้พิพากษาระดับอาวุโสอีกหลายท่าน (ซึ่งบุคคลเหล่านั้น) ในตอนนี้กลายเป็นสมาชิกของคณะองคมนตรีไปแล้ว

เป็นเวลา (มากกว่า) 60 ปี อำนาจเหล่านี้ได้ถูกสะสมและเราต้องการให้ความกดดันจากนานาอารยประเทศได้เข้า มาช่วยเหลือประเทศไทย ใช่แล้วล่ะค่ะที่ประชาชนชาวไทยจะต้องลุกขึ้นยืน และแสดงให้เห็นกันว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องที่ไร้สาระ

เพราะว่าประเทศไทยเป็นจุดรวมใหญ่ของการสื่อสารนานาชาติ จึงมีสำนักงานขององค์การสหประชาชาติในกรุงเทพมหานคร และ องค์กรนานาชาติมากมายหลายแหล่ง ผู้(ที่ช่วยเหลือ) ในการบริจาคกองทุนต่างๆ ก็มีสำนักงาน (อยู่ที่นั่น) แต่ประชาชนไทยก็ยังถูกจับกุมอยู่ดี เพราะเรื่องกฎหมายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลคุณ ยิ่งลักษณ์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันคิดว่ามีคนสามคนได้ถูกจับกุมไป และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก

หมายถึงกฎหมายฉบับนี้ ดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่มากเกินไปแล้ว (ที่เป็นภาระอันแสนหนัก) สำหรับประชาชนชาวไทย ถ้าสังคมนานาชาติไม่ได้เข้าไปช่วย สังคมนานาชาติควรที่จะกล่าวว่า “เราจะสนับสนุนคุณ ถ้าคุณพูดตามที่คุณคิดอยู่” และพวกเขาก็ควรที่จะแสดงให้เข้าใจกันว่า นี่แหละคือสิทธิของประชาชน

คุณมาร์ค: แต่คำถามของผมนั้น คือความจริงที่ว่า ผู้คนเขาไม่ได้ยอมรับผิดโดยต่อไปอีกแล้ว อันนี้หรือเปล่าครับ ที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของกฎหมายฉบับนี้?

คุณจรรยา: ดิฉันคิดว่า กฎหมายฉบับนี้กำลังจะใกล้จุดจบแล้ว ดิฉันไม่สงสัยอะไรเลย จากจำนวนผู้คนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความโกรธจงเกลียดจงชัง (และ) ความรู้สึกในความอยุติธรรมซึ่งเกิดขึ้นโดยกฎหมายฉบับนี้ มันเป็นเรื่องที่เกินเลยมากไปแล้วค่ะ

ดิฉันไม่มีข้อสงสัยอะไรเลยที่กฎหมายฉบับนี้จะต้องถูกท้าทายด้วยเหตุใดเหตุ หนึ่ง แต่คำถามก็คือว่า ก่อนที่มันจะสูญสิ้นไปนั้น ประชาชนชาวไทยจะเกิดความเสียหายอีกมากขึ้นเท่าไรจากกฎหมายฉบับนี้คะ? สิ่งที่เราพยายามจะกระทำในขณะนี้ก็คือ การช่วยเหลือกัน เพื่อการเปลี่ยนแปลงจะได้ไม่ก่อความทุกข์จนเกินไปต่อกับประชาชนไทยค่ะ

คุณมาร์ค: ดังนั้นสำหรับคุณ คำถามในเรื่องของสถาบัน(เซ็นเซอร์) ก็เป็นแค่ [ประเภทหนึ่งของ] คำถามย่อยในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย มันไม่ใช่ปัญหาหลักเลยนะครับ บางท่านกล่าวว่ามันคือปัญหาหลัก และโดยปราศจากการล้มล้างสถาบัน(เซ็นเซอร์) และพวกเขาหมายถึงฝ่ายอำมาตย์ ไม่ใช่ (เพียงแต่) สถาบัน(เซ็นเซอร์)เท่านั้น มันก็ไม่มีการเปลี่ยนผ่านใดๆ ไปสู่รูปแบบของระบอบประชาธิปไตยได้ แต่เราได้เห็นประเทศอื่นๆ เช่นประเทศอัฟริกาใต้ ซึ่งมีระบบหนึ่งซึ่งกดขี่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านในรูปแบบที่ไม่เสียเลือดเนื้อนั้นก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ จากที่คุณจรรยาได้กล่าวไว้นั้น ผมเข้าใจ ที่คุณมีความคิดเห็นซึ่งสามารถเป็นเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับประเทศไทยด้วย
คุณจรรยา: แต่ถ้าดิฉันได้มองลึกลงไปในเหตุการณ์ของประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา หลังจากการรัฐประหาร ดิฉันสามารถเห็นได้อย่างแจ่มแจ้งว่า มันมีวิกฤติการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอยู่เสมอค่ะ ถ้าประชาชนชาวไทยไม่ได้เรียนรู้จากกลุ่มสังคมนานาชาติแล้ว เรื่องการรุกรานก้าวร้าว เรื่องความรุนแรงที่กระทำโดยฝ่ายรัฐบาลนั้น ไม่เป็นวิธีที่ถูกต้องเลย และถ้าพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนการปฎิบัตินี้ และถ้าพวกเขายังหลบซ่อนอยู่หลังฉากของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว.... สำหรับความคิดเห็นของดิฉันนั้น ขอกล่าวว่ามันเป็นเรื่องที่อันตรายมากกว่า

สิ่งที่ประเทศไทยต้องการก็คือการเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิตามหลักสากล ประชาชนต้องรู้ถึงหลักการของสิทธิตามหลักสากลอย่างแท้จริง เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้มีการเน้นความสนใจในประเทศไทยเลยค่ะ ดิฉันได้ตอบคำถามหลายข้อจากชาวยุโรป

พวกเขาได้ถามว่า ระเบียบวาระของประเทศไทยนั้นคืออะไรบ้าง? ทัศนวิสัยในอนาคตระยะยาวนั้นเป็นอย่างไร? ดิฉันมองไม่เห็นค่ะ และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชนถึงได้สร้างระเบียบ วาระทางการเมืองของกลุ่มขึ้นมา มีหลายเรื่องที่จะต้องแก้ไขภายในประเทศไทย จิตวิทยาของฝ่ายชนชั้นผู้ปกครองนั้นได้ปกครองด้วยการฆ่าฟันมาก่อน

การเปลี่ยนแปลงราชวงศ์แต่ละครั้งในระยะเวลาร้อยๆ ปีที่ผ่านมา ก็มีแต่เรื่องของการฆ่าฟันผู้คนตลอดมา มีการฆ่าพี่ฆ่าน้อง (ของกษัตริย์) รวมไปถึงการประหารตัวกษัตริย์เองอีกด้วย ดังนั้น มันก็เป็นวิธีปฎิบัติการตามปรกติของไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนของประเทศไทย แม้แต่ นายกฯ ทักษิณเองก็ใช้ระบบของความรุนแรงอยู่ด้วย และประชาชนก็คิดกันว่า มันเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ในการใช้ความรุนแรง เพื่อที่จะสังหารใครต่อใครก็ได้ เมื่อตัวเองขึ้นมาบริหารงานของประเทศ เรื่องเหล่านี้จะต้องเปลี่ยนรูปแบบทั้งหมดค่ะ

คุณมาร์ค: ผมเคยอ่านบทความเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับคำบรรยายของ คุณเครก เจ เรย์โนลด์ ในเวปประชาไท เมื่อไม่นานมานี้ และสร้างความสะดุ้งตกใจให้กับผม เพราะว่า ใครก็ได้ สามารถเข้าใจมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้ถ้าเขาเชื่อว่า ประชาชนที่อยู่ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นั้นชอบอยู่ภายใต้การปกครอง ของฝ่ายอำนาจเผด็จการ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ?

คุณจรรยา: ใช่ค่ะ มันเป็นเรื่องของความโง่เขลาจริงๆ เราไม่สามารถที่จะให้พวกเขาเหล่านั้น นำเอาคุณค่าของความเป็นไทยและค่านิยมแบบเอเซีย (เพื่อมาอธิบาย) ถึงเรื่องการปกครองของฝ่ายอำนาจเผด็จการ นั่นก็รวมไปถึงสิ่งที่ นายกฯ ทักษิณ (ได้เคยกระทำหรือพูดไว้) ด้วย

เขาเป็นผู้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เขาไม่ใช่นักประชาธิปไตย แม้แต่ผู้คนจากพรรคของเขาเองก็ยังเคยบอกกับดิฉันว่า เขาไม่ได้เป็นนักประชาธิปไตย เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่น่าขบขันเป็นอย่างยิ่งที่เราได้ยอมให้ประเทศไทย ได้ใช้ความเป็นไทย เพื่อเป็นข้อแก้ตัว ในการที่ไม่ต้องมาสนทนาในเรื่องของนิเวศน์วิทยาหรือระบอบประชาธิปไตย หรือเพราะว่าเป็นเรื่องของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากว่าทั่วทั้งโลกจะต้องยอมก้มหัวให้กับประเทศนจีน ก็เลยต้องยอมรับถึง “การปกคองควบคุมแบบเอเซีย” หรือ “ค่านิยมแบบแบบเอเซีย”

ประชาชนต้องการเสรีภาพ ประชาชนไม่ชอบการปกครองแบบเผด็จการ เราทราบว่าประชาชนได้ทำการประท้วงในประเทศมาเลเซีย ประชากรของประเทศสิงค์โปร์ที่ไม่เห็นด้วยในเรื่องนั้น ได้ถูกส่งเข้าไปอยู่ในคุกกันเป็นเวลากี่ปีคะ? เพราะว่าพวกเขาพยายามที่จะเรียกร้องความเสมอภาค มันไม่ใช่เจตนารมณ์ของประชาชนหรือเพราะพวกเขามีความสุขกับมันหรอก มันเป็นสิ่งที่ผู้นำต้องการและชอบการนำเอาระบบการปกครองแบบเผด็จการมาใช้ พวกเขาถูกปกครองโดยอาวุธปืนหรือไม่ก็สับฝ่ายตรงข้ามให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ค่ะ

คุณมาร์ค: กลับมาที่นายกฯ ทักษิณ ซึ่งคุณได้กล่าวว่า มีแนวโน้มที่จะชอบใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ และเขาก็ได้ถูกเข้ามาอยู่ภายใต้การวิจารณ์อย่างหนักเพราะเรื่องแบบนี้ บางทีถ้าไม่มีการกระทำการรัฐประหารเกิดขึ้น เขาอาจจะไม่ได้มีบทบาทอย่างสำคัญเหมือนในตอนนี้ก็ได้นะครับ

แต่ที่เขาไม่รู้คือว่า เขาได้เปิดกล่องแห่งความยุ่งเหยิงออกมาด้วยเรื่องทางการเมืองและการสนับสนุน กลุ่มเสื้อแดง ประชาชนมีความรู้สึกว่า พวกเขาสามารถกระทำบางสิ่งบางอย่างได้ และพวกเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างได้เช่นเดียวกัน

วันหนึ่งเมื่อต้นปี พ.ศ. 2551 คุณนิค นอสติทซ์ได้กล่าวว่า อดีตนักการเมืองพรรคไทยรักไทยผู้หนึ่งได้บอกกับเขาว่า เขาทราบถึงเรื่องการก่อตัวของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบในเรื่องของการเมืองที่ใช้รูปแบบของการหว่าน เงินและระบอบความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน และทางฝ่ายไทยรักไทยเอง โดยการร่วมมือกันกับฝ่ายเสื้อแดง ก็จะหมดอำนาจและแรงชักจูงต่างๆ ในระยะยาวด้วย

คุณจรรยา: ดิฉันมีความรู้สึกว่า โดยทางธรรมชาติแล้ว ทุกๆ คนก็ต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อที่จะปลดปล่อยตัวเขาหรือตัวเธอเองให้เป็นอิสระ เมื่อคุณได้มองกลับไปด้วยใจจริง

ในเรื่องของการลุกฮือในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของ(เซ็นเซอร์) ก็จะเห็นเรื่องการนองเลือดอยู่หลายครั้งทีเดียว เรามีการลุกฮือที่ลำพูน,ล้านนาไทย – เชียงใหม่, ลำปาง จากนั้นก็เป็น การลุกฮือที่อุบลฯ, ร้อยเอ็ด ภายใต้การปกครองของรัชกาลที่ห้า

รัชกาลที่หนึ่งถึงรัชกาลที่ห้า ได้ส่งทหารจำนวนมากเพื่อไปยึดครองนครปัตตานี พวกเขาถึงกับได้เผาเมืองทั้งเมืองจนหมดและยุคที่รุ่งเรืองของปัตตานีก็ได้ สาบสูญไป

จิตใจของการลุกฮือขึ้นมา รวมทั้งความรู้สึกของการมีอิสระภาพได้ปรากฎให้เห็นผ่านตลอดของทางราชวงศ์ จักรี สิ่งที่ทำให้ฝ่ายเสื้อแดงมีความพิเศษเกิดขึ้นมานั้น อาจจะเป็นเพราะว่ามีการต่อสู้ทางพรรคการเมืองเข้ามาอยู่ด้วย

ในอดีตนั้น พวกเขาได้ทำลายพรรคการเมืองจนหมด เห็นได้จากคณะราษฎร์ ซึ่งหลังจาก 15 ปี (หลังจากปี พ.ศ. 2475) ก็ได้ถูกถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง, ถูกฆ่า รวมไปถึงตัวรัฐมนตรีหลายคนได้ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม พวกเขาได้ฆ่าผู้นำทั้งหมดและคณะทั้งคณะก็ถึงแก่กัลปาวสาน

แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยนั้น เนื่องจากว่าพรรคเขานั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่า (ผู้มีอำนาจ) ได้กำจัดนายกฯ ทักษิณ รวมไปถึงผู้นำของพรรครุ่นที่สองหรือรุ่นที่สามแล้วก็ตาม พวกเขา (พรรคเพื่อไทย – ผู้แปล) ก็ยังมีบุคลากรเหลืออยู่อีกมากมาย

และนี่คือเรื่องที่ทำให้เกิดความแตกต่างขึ้นมา ประชาชนนั้นก็ต่างที่จะต้องดิ้นรนขวนขวายอยู่เสมอ แต่การดิ้นรนขวนขวายที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองนั้น เป็นพลังอย่างยิ่งใหญ่ทีเดียว เราต้องให้เครดิทเรื่องนี้กับพรรคเพื่อไทย ที่มีประชาชนอยู่พอสมควรที่จะยืนหยัดเคียงข้างอยู่ หลังจากที่แกนนำนั้นได้เปลี่ยนตัวออกไป

จิตวิญญาณของประชาชน เพื่ออิสระภาพและความเป็นเสรีประชาธิปไตย ก็ยังปรากฎให้เห็นอยู่เสมอ และดิฉันก็ไม่เห็นด้วยกับผู้คนที่กล่าวว่า ไม่มีทางที่ประเทศไทยจะมีความพร้อมในเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

คุณมาร์ค: พรรคเพื่อไทยมีกลุ่มเล็กๆ น้อยๆ เป็นจำนวนมาก พวกเขามีทั้งนักการเมืองแบบเก่าที่ร่ำรวย และนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีหัวก้าวหน้า มีทั้งผู้เชี่ยวชาญรุ่นเก่าแก่ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและพวกข้าราช การที่ปฎิบัติงานอย่างจริงจัง แนวร่วมเหล่านี้ได้ถูกนำเข้ามาอยู่ด้วยกันโดยความกดดันทางฝ่ายกองทัพ หรือที่เราเรียกกันว่า ฝ่ายอำมาตย์ คุณคิดว่าพรรคการเมืองนี้จะพังลงมาหรือไม่ครับ?

คุณจรรยา: ดิฉันเห็นว่า เรื่องนี้ (มีแนวโน้ม) เป็นเรื่องที่ดี ถ้าคุณได้เห็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว คุณต้องการพรรคการเมืองสามพรรค (หรือ) มากกว่านั้น ในตอนนี้คุณมีสถาบัน(เซ็นเซอร์)และกลุ่มชนชั้นสูง และอีกด้านหนึ่ง มีส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นสูงที่มั่งคั่ง

กลุ่มใหญ่ของพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนของกลุ่มชนชั้นสูงที่มั่งคั่ง ประเทศไทยต้องการ พรรคการเมืองที่อุทิศให้กับสิ่งแวดล้อม (อย่างแท้จริง) ต้องการพรรคการเมืองที่เป็นของชนชั้นรากหญ้า การแบ่งพรรคเพื่อไทยออกมาเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะมันเป็นการทำให้ประชาชนได้เข้าใจว่า พวกเขาจะต้องไปหากลุ่มของตนเองเพื่อที่จะเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับความกังวล ใจในเรื่องทางรัฐสภาโดยไม่ต้องมีการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น

กลุ่มเสื้อแดงนั้น มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก พรรคเพื่อไทยก็มีความหลากหลายเช่นเดียวกัน และพรรคการเมืองใหม่ๆ ก็ต้องผุดขึ้นมาเพื่อท้าทายและต่อรอง (ในฐานะของ) อุดมการณ์ทางการเมือง ในตอนนี้คุณจะต้องเลือกระหว่างนายอภิสิทธิ์ กับ นางสาวยิ่งลักษณ์หรือ? ดิฉันไม่เอาหรอก เราต้องมีพรรคการเมืองมากกว่านี้ค่ะ

คุณมาร์ค: คุณคิดว่าได้มีการตกลงระหว่างนายกฯ ยิ่งลักษณ์กับฝ่ายอำมาตย์ เพื่อที่จะยอมให้รัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์สามารถบริหารงานต่อไปได้ ตราบนานที่เธอไม่ไปแตะต้องฝ่ายกองทัพ และมีคำถามในเรื่องของการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือเปล่าครับ?
คุณจรรยา: หลายคนเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะว่ามันเป็นประเภทของนโยบายที่เราได้รู้จักมักคุ้นกัน แต่ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้ตกไปอยู่ในกับดักแล้ว เธออาจจะไม่ต้องไปเผชิญปัญหากับฝ่ายอำมาตย์ แต่เธอจะต้องมาเผชิญปัญหาหลายๆ อย่างกับกลุ่มเสื้อแดง ในขณะนี้ ฝ่ายเสื้อแดงได้เรียกร้องถึงความยุดติธรรม ถ้าเธอได้เพิกเฉยต่อพวกเขา โดยคิดว่า พวกเขานั้นเป็นเพียงประชาชนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น และถ้าเชื่อว่า เธอยังสามารถควบคุมเสียงส่วนใหญ่ของคนเสื้อแดงได้อยู่ ดิฉันคิดว่า เธอกำลังคิดผิดอย่างมหันต์ทีเดียวค่ะ

ขอให้ดิฉันพูดถึงประเทศเยอรมนีสักนิดนะคะ เนื่องจากดิฉันคิดว่าประเทศเยอรมนีสามารถเล่นบทบาทที่สำคัญได้ วิถีทางที่ประเทศเยอรมนีได้อนุญาติให้มี (เสรีภาพ) ทางการพูดเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นตัวอย่างอันสำคัญต่อประเทศไทย และวิธีการที่ทางศาลได้ดำเนินการในคดีของ (การยึด) เครื่องบินของ(เซ็นเซอร์)นั้น ก็เป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่า ศาลยุติธรรมของประเทศเยอรมนีนั้น มีความเป็นอิสระอย่างไร และ (ยังได้แสดงให้เห็นว่า) ความยุติธรรมนั้น มีรากฐานอันแข็งแกร่งในประเทศเยอรมนี นี่ก็เปิดให้เห็นถึงพฤติกรรมในประเทศอื่นๆ ซึ่งได้ทำการประนีประนอมมาก่อนหน้าแล้ว เพื่อเป็นการสนทนาถึงคำถามที่มีต่อสถาบัน(เซ็นเซอร์)ไทย

ในวันที่ 19 กันยายน เอกสารที่สำคัญเรื่องหนึ่งจะนำมาปรากฎให้เห็น ก็คือ การรวบรวมข้อมูลของการสังหารบุคคลทางการเมืองเมื่อ 60 ปีที่ผ่านมาโดยทางฝ่ายอำมาตนย์ มีรายชื่อของประชาชนไทย ผู้ที่ได้ถูกฆ่า, ถูกลอบสังหาร, ถูกสำเร็จโทษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 ภายใต้การปกครองของ(เซ็นเซอร์)ปัจจุบัน

ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ประหลาดใจ นี่คือตัวเลขอย่างเป็นทางการ ดังนั้นมันก็ยังเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดอยู่ มีจำนวนทั้งหมด 11,000 คน ดังนั้น ดิฉันต้องการถามประเทศต่างๆ ในยุโรปนะคะว่า ประเทศคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำการเงียบเฉยอยู่เกี่ยวกับวิกฤติการณ์ทางการเมือง ในประเทศไทย? อาจจะเป็นเพราะว่าจำนวนศพที่นับอยู่นั้น มีจำนวนน้อยมาก (ในปี พ.ศ. 2553) หรือคะ?

แต่ถ้าคุณได้เห็นในระยะเวลา 60 ปี คุณจะได้เรียนรู้ว่า มีการลอบสังหารทางการเมืองประมาณ 11,000 คนค่ะ ซึ่งตัวเลขนี้เป็นจำนวนที่ทางการได้ยอมรับ ในขณะที่จำนวนที่แท้จริงนั้น จะต้องสูงมากกว่านี้แน่นอน ในการปกป้องสถาบัน(เซ็นเซอร์) สงครามต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ และเพื่อความสงบสุขของประเทศ อาจจะมีประชาชนจำนวนถึง 30,000 คน ที่ได้ถูกฆ่าตายในระยะเวลาดังกล่าว และรับรู้อย่างเป็นทางการเพียงแค่ 11,000 คนไงคะ และเราจะเสนอเรื่องนี้ให้กับรัฐบาลทุกๆ แห่งเท่าที่เราสามารถจะติดต่อได้

ในขณะนี้ ดิฉันคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่สังคมนานาชาติควรที่จะกล่าวถึงคำถามเกี่ยวกับ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ในสมัยรัฐบาลของนายกฯ ทักษิณนั้น เราได้พบว่า ประชาชนจำนวน 6,000 คน (ได้ถูกฆาตกรรม) มันเป็นเรื่องสงครามเกี่ยวกับยาเสพติดและสงครามในทางภาคใต้ของประเทศไทย อุดมการณ์เรื่องนี้, ซึ่งสามารถเห็นภายใต้การบริหารของทุกรัฐบาลว่า ความรุนแรงนั้น สามารถนำเอามาใช้ได้เพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์ภายในประเทศ, ต้องถูกเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงค่ะ

คุณมาร์ค: คนไทยหลายคนซึ่งผมรู้จัก ก็ไม่ต้องการที่จะรู้เรื่องใดๆ ทั้งสิ้นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง พวกเขามีความรู้สึกซึมเศร้าและเสียใจและส่วนใหญ่มีความละอายใจเกี่ยวกับ เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ภายในประเทศของพวกเขา และพวกเขาก็ไม่ต้องการที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องหรือสนทนาในเรื่องการเมืองเลย และพวกเขาบอกกับผมว่า ไม่มีทางที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงได้ คุณควรจะบอกกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไรบ้างครับ?

คุณจรรยา: ดิฉันได้ยินเรื่องแบบนี้ทุกวันค่ะ ดิฉันต้องเผชิญกับคำถามหลายข้อจากกลุ่มสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน (เกี่ยวกับ) ว่าจะทำอย่างไร (ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้) สหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชนได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาจากกลุ่มสาขาหลายแขนง ในวันนี้เราได้พูดกันถึงคนไทยบางท่านที่มาจากฝรั่งเศส ผู้ซึ่งกล่าวว่า ระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่มีอะไรที่จะต้องไปทำเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน

ในวาระการประชุมของเรานั้น เรามีภาพแบบองค์รวมและเราได้ไปสัมผัสในเรื่องของสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก “เราต้องการที่จะตรงไปถึง (ผู้คน) ที่ยังคงดิ้นรนขวนขวายเพื่อที่จะได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตย” พวกเขาคิดว่า ยังมีขั้นตอนต่อไปอีก ดิฉันได้พูดอยู่เสมอว่า มันถึงเวลาแล้วในตอนนี้ ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพื่อความดีงามทั้งหลาย

พลังของประชาชนในขณะนี้ก็เปรียบเสมือนรถยนต์ที่กำลังขับเข้าในเกียร์ที่สี่ มันไม่สามารถจะหยุดลงได้ต่อไปอีกแล้ว มีประชาชนจำนวนมากพอสมควรในประเทศไทย ซึ่งทราบว่า ระบอบประชาธิปไตยคืออะไร และใครเป็นผู้ที่ต้องการให้ประเทศชาติสามารถพัฒนาต่อไป เพื่อจะได้เป็นระบอบประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริงเสียที นั่นก็คือ เป็นของประชาชน, เพื่อประชาชน และ โดยประชาชน

ถ้าเราได้ดูในประวัติศาสตร์ของประเทศพม่า ซึ่งตอนนี้เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่มีการต่อสู้กันอยู่ ประเทศไทยก็เป็นการพิสูจน์อีกเหมือนกันที่เป็นเวลา 5 ปีแล้วในตอนนี้ และพวกเขา (ประชาชน) ก็ยังดิ้นรนขวนขวายอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลง ความจริงจังในเรื่องเหล่านี้อยู่ที่นั่น และชาวโลกก็ไม่ควรที่จะเพิกเฉยกับเรื่องนี้เลยค่ะ

ประเทศไทยได้ผลิต (สินค้าและโภคภัณฑ์) เพื่อชาวโลก ได้อุทิศให้หลายสิ่งหลายอย่างกับชาวโลก และในขณะนี้กำลังอยู่บนหนทางของการเปลี่ยนแปลง ชาวโลกก็ควรที่จะให้บางสิ่งบางอย่างกลับคืนมากับเราบ้าง ไม่ใช่ว่าจะเอาแต่เรื่องง่ายๆ ใส่ตัวเท่านั้น

และชาวโลกก็ควรที่จะให้ความสนใจมากขึ้นกับคนไทยผู้ที่ยังดิ้นรนขวนขวาย ต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังเสียทีค่ะ

ช็อตเด็ดวันนั้น:สถานการณ์สร้างวีรสตรี

ที่มา Thai E-News

หญิง แกร่งคนนี้ไม่รู้ชื่ออะไร แต่ในวันที่ 14 พ.ค. 53 ขณะที่ทหารกำลังยิงพวกเราล้มไปหลายคน เธอกลับคว้าล่วมยาพยาบาลว่าฝ่าดงกระสุน เพื่อเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ โดยไม่หวั่นพรั่นพรึงกับความตายเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่ผู้ชายส่วนมากนอนหมอบราบอยู่กับพื้น ศรัทธาเธอจริงๆ(ที่มา:เฟซบุ๊คของผู้ก่อการร้ายราชประสงค์)

Wednesday, September 14, 2011

"เฉลิม" ชี้ "ทักษิณ "เยือนกัมพูชาเป็นสิทธิ

ที่มา เพื่อไท


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางทางเยือนกัมพูชาหรือไม่ และหากพ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเยือนจริงก็เป็นอำนาจของประเทศกัมพูชา และที่ผ่านมา 2 ปี 7 เดือน รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่สามารถนำตัวพ.ต.ท.ทักษิณกลับไทยได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีความผิดเข้าข่ายผู้ร้ายข้ามแดน

กต.เผยกัมพูชาเตรียมปล่อย วีระ-ราตรี

ที่มา Voice TV

กต.เผยกัมพูชาเตรียมปล่อย วีระ-ราตรี

เลขาฯรมว.กต. รับ ได้รับรายงานการเตรียมปล่อยตัว "วีระ - ราตรี" ของกัมพูชา จริง แต่ยังไม่ยืนยันว่าวันไหน คาด นายกฯ ไปเยือน หารืออีกครั้งชัดเจน

นายนาวิน บุญเสรฐ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเกี่ยวกับกระแสข่าวว่า ทางการกัมพูชา เตรียมปล่อยตัว นายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ 2 คนไทยที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเพรย์ซอว์ ว่าได้รับรายงานว่ามีเรื่องดังกล่าว แต่เรื่องของกำหนดการว่าเป็นวันไหนนั้นยังไม่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับขั้นตอนต่างๆ ของทางกัมพูชา แต่ คาดว่าในการเดินทางไปเยือนกรุงพนมเปญ ในวันพรุ่งนี้ ของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ น่าจะมีการหารือเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นการเร่งรัดให้มีการปล่อยตัวเร็วขึ้น


ทั้งนี้ นายนาวิน กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงจะพยายามเร่งรัดประสานงานให้มีการปล่อยตัวโดยเร็วที่สุด ไม่แบ่งแยกว่าเป็นสีใดด้วย

ด้าน นายปรีชา สมความคิด น้องชายของนายวีระ เปิดเผยว่า รู้ข่าวดังกล่าว จากการรายงานของสื่อเช่นกัน แต่ยังไม่มีการติดต่อประสานงานจากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ หรือ ภาครัฐ เกี่ยวกับความชัดเจนเรื่องดังกล่าว แต่อย่างใด แต่ยอมรับว่า ดีใจกับข่าวนี้ และทางครอบครัวกำลังรอความชัดเจนจากข่าวดังกล่าวจากรัฐบาลว่า จริงหรือไม่ และจะสามารถร่วมเดินทางไปรับตัวพี่ชายได้หรือไม่


ทั้งนี้ สำหรับ นายวีระ และ น.ส.ราตรี นั้น ถูกทางการกัมพูชา จับตัวไปเมื่อปลายเดือนธันวาคม ปีก่อน และถูกตั้งข้อหาจารกรรมข้อมูลทางทหาร ก่อนถูกตัดสินจำคุก ถูกคุมตัวที่ ประเทศกัมพูชา นานร่วม 9 เดือนแล้ว

"พร้อมพงศ์"จี้อภิสิทธิ์-สุเทพแจงเจรจาลับ

ที่มา เพื่อไทย


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนในกรณีที่นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เปิดเผยว่าเมื่อครั้งที่นายสุเทพ มีตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้แอบเดินทางไปเจรจาลับเรื่องน้ำมันในพื้นที่ ทับซ้อนทางทะเล


ซึ่งก่อให้เกิดความสงสัยว่านายสุเทพซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องใดๆ จึงแอบเดินทางไปเจรจาเองน่าจะมีเป็นเรื่องของผลประโยชน์ โดยมีเจตนาที่ไม่โปร่งใสหรือไม่ แล้วเมื่อน้ำลดตอก็ผุด นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพกล่าวหา โจมตีรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในกัมพูชา ทั้งที่ได้ทำการเจรจาอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด ตรงข้ามกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่แอบไปเจรจาลับเหมือนมีวาระซ่อนเร้น สุภาษิตไทยเขาเรียกว่า “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา”


โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติจะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไปและหากพบว่า มีการกระทำความผิดจริงในขณะดำรงตำแหน่งจะดำเนินการยื่นถอดถอนนายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ตามที่กฎหมาย ป.ป.ช.เปิดให้ยื่นถอดถอนย้อนหลังพ้นจากตำแหน่งได้ภายในเวลา 2 ปี


ผู้สื่อข่าวถามว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางเยือนกัมพูชาวันที่ 15 ก.ย.นี้จะขอข้อมูลจากนายฮุนเซนหรือไม่ นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า เมื่อมีการตรวจสอบก็อาจจะต้องขอข้อมูล


เมื่อถามต่อว่ามั่นใจได้อย่างไรว่านายฮุนเซน พูดเรื่องจริง นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตนเชื่อเพราะนายฮุนเซน เป็นผู้นำประเทศมาหลายปี การเปิดเผยข้อมูลแต่ละครั้งน่าจะมีข้อมูล แต่ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะเป็นเรื่องจริงเพราะมีการแอบพบกันถึง 3 ครั้ง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมนายกรัฐมนตรีก็เปิดเรื่องนี้ออกมา


ประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ ต้องติดคุกก่อนหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น 14-9-54

ทีี่มา Asia Update