WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 16, 2011

ยกฟ้อง5แพะเสื้อแดง ทนายเตรียมยื่นฟ้องอาญาอภิสิทธิ์ เทพเทือก ศอฉ.และ ทบ.ฐานยัดข้อหา ซ้อมทรมาณ

ที่มา ประชาไท

ri, 2011-09-16 02:44

15 กันยายน 2553 ห้อง 913 ศาลอาญากรุงเทพฯ ศาลได้อ่านคำพิพากษาสั่งยกฟ้องปล่อยจำเลย 5 คน จากข้อหาฝ่าฝืน พรก.,อาวุธสงคราม วัตถุระเบิด จากจำนวนหลักฐาน จำนวนกว่า 30รายการ หลังบางรายถูกขังยาวเกือบปี

การจัดกุมดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าทำการจับกุม ทำร้ายร่างกายและแจ้งข้อหาดำเนินคดีจำเลยทั้ง 5คน โดยเหตุเกิดที่วัดสะพานในช่วงบ่ายของวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 ณ บริเวณ วัดทัศนารุณสุนทริการาม (วัดตะพาน) สามเหลี่ยมดินแดง หลังจากมีการสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดี นายประสงค์ ปัญญาธรรม และพวกรวม5คน ในข้อหา ร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ณ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ และร่วมกันมี วัตถุระเบิด เช่น ระเบิดขวด ระเบิดปิงปอง ระเบิดแสวงเครื่อง และอาวุธมีดต่างๆ อาทิเช่น อีโต้ ลูกแก้ว มีดทำครัว และวิทยุสื่อสาร ไว้ในครอบครอง โดยศาลได้ตัดสินยกฟ้องจำเลยทั้ง 5 ด้วยเหตุว่าหลักฐานที่ทางโจทก์ใช้ในการกล่าวหาจำเลยไม่ได้มาพร้อมกับตัว จำเลย ประกอบกับในคดีนี้มีอัตราโทษสูง จึงยกผลประโยชน์ให้จำเลย

ในการฟังผลการพิจารณาคดีดังกล่าวได้มีครอบครัวของจำเลยและคนเสื้อแดงเข้า ร่วมรับฟังผลการพิพากษาประมาณ 20 คน อาทิเช่น นางนฤมล วรุณรุ่งโรจน์ อดีตจำเลย คดีผู้หญิงยิง ฮ.

อนึ่งนั้นนายประสงค์ ปัญญาธรรม เป็นคนเร่ร่อน ตาบอดหนึ่งข้าง มีอาชีพเก็บของเก่าขายอยู่ย่านสามเหลี่ยมดินแดง นายคำสุข คำโพธิ์ อายุ 46 ปี มีอาชีพขับแท็กซี่ , ปรีชา งามตาอายุ35 ปี เป็นเด็กวัดอยู่ในวัดตะพาน นายเฉลิมพงษ์ กลิ่นจำปา อายุ 43 ปี เป็นคนพิการ หูหนวกและเป็นใบ้ นายสุรชัย บุญเสริมทรัพย์ อายุ46 ปี มีอาชีพ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง

ทีมงานของทนายจำเลยกล่าวกับประชาไทว่ากำลังเตรียมทำเรื่องฟ้องกลับโดยจะ ให้ นายเฉลิมพงษ์ กลิ่นจำปา ที่เป็นใบ้และหูหนวก เป็นโจทก์ที่หนึ่ง และอีกสี่คนเป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้องอาญากลับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ศอฉ. และกองทัพบก เนื่องจากถูกซ้อมทรมานจนสลบระหว่างจับกุมคุมขัง และนอกจากนั้นยังทำให้ผู้เสียหายต้องคดีอาญาร้ายแรงและสูญเสียอิสรภาพโดยมิ ได้กระทำความผิดใดๆ

ผอ.ประชาไท คนไทยคนแรกรับรางวัล "เฮลมาน-ฮามเมตต์" ต่อสู้ด้านสิทธิฯ

ที่มา ประชาไท

จีรนุช เปรมชัยพร ผอ.เว็บไซต์ประชาไท รับรางวัลจากฮิวแมนไรท์ วอทช์ ร่วมกับนักกิจกรรมจากกว่า 24 ประเทศ ระบุการเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล แสดงถึงเสรีภาพการแสดงออกของไทยที่ลดต่ำลงจากการรัฐประหาร 2549 ทางคณะกรรมการเพื่อพิทักษ์ผู้สื่อข่าว (ซีพีเจ) เผย สื่อออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างตกเป็นเป้านิ่งของรัฐมากขึ้น

14 ก.ย. 54 - ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย มีการมอบรางวัล เฮลมาน-ฮามเมตต์ ซึ่งเป็นรางวัลที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2532 ภายใต้องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ เพื่อมอบเงินรางวัลช่วยเหลือให้แก่นักเขียนและนักเคลื่อนไหวที่รณรงค์ด้าน สิทธิมนุษยชน ซึ่งตกเป็นเหยื่อจากการดำเนินคดีของรัฐ รางวัลดังกล่าว ตั้งชื่อตาม เฮลมานและฮามเมตต์ นักเขียนบทละครการเมืองชาวอเมริกัน ที่ตกเป็นเหยื่อของการล่าแม่มดจากลัทธิต่อต้านคอมมิวนิสต์ ภายใต้รัฐบาลแม็คคาร์ธีในทศวรรษ 1950 โดยในปีนี้ มีผู้ได้รับรางวัลทั้งหมด 48 คนจาก 24 ประเทศ จากวงการนักเขียน นักข่าว และนักเคลื่อนไหว

ไทย: “ความเศร้าในความยินดี”
จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทดอทคอม ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลดังกล่าวจากการถูกดำเนินคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เปิดเผยว่า แม้จะมีความยินดีกับการได้รับรางวัลนี้ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเศร้าใจ เนื่องจากเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงการลดต่ำลงของเสรีภาพในเมืองไทยอย่าง ชัดเจน อันเป็นผลมาจากการรัฐประหารปี 2549 ซึ่งทำให้ทหารมีอำนาจในการเมืองมากขึ้น

เธอกล่าวว่า ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะมองเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกเป็นเรื่องไม่สำคัญ และแย้งว่าเรื่องปากท้องอาจจะเป็นเรื่องที่ต้องมาก่อน แต่เธอมองว่า เสรีภาพจะนำไปสู่การคิดต่าง อันจะนำมาซึ่งความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการไม่ยอมรับความไม่เป็นธรรมในสังคม ดังนั้น เสรีภาพและประชาธิปไตยที่กินได้ ย่อมมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ได้

“การไร้ซึ่งเสรีภาพเป็นดุจการขาดอากาศหายใจ เสรีภาพก็เหมือนอากาศที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยตา แต่จะรู้สึกได้ในทันทีหากมีมันอยู่เบาบางหรือขาดหายไป และหากเราต้องอยู่ในสภาพที่ขาดอากาศนานเกินไป ก็จะส่งผลให้สมองตาย กลายสภาพเป็นมนุษย์ผักที่ไม่ยินดียินร้ายกับความเป็นไปรอบตัว” จีรนุชกล่าว

มาเลเซีย: การ์ตูนที่ปลุกระดม?
“ซูนาร์” หรือ ซุลกิลฟลี เอสเอม อันวาร์ อัล ฮาค นักวาดภาพการ์ตูนการเมืองชาวมาเลเซีย ผู้มีผลงานวิพากษ์วิจารณ์การคอร์รัปชั่นของรัฐบาลในหนังสือพิมพ์รายวัน และในเว็บไซต์สื่อทางเลือก www.malaysiakini.com อย่างต่อเนื่องมากว่า 20 ปี เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าเขาจะถูกคุกคาม คุมขัง ถูกแบนหนังสือ แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถหยุดสิ่งที่เขาทำอยู่ได้

“ผมจะวาดการ์ตูนการเมืองต่อไปจนแม้จะเหลือน้ำหมึกหยดสุดท้าย และหากรัฐบาลต้องการจะห้ามไม่ให้ผมวาดการ์ตูนวิจารณ์การเมือง เขาคงจะต้องสั่งหยุดผลิตน้ำหมึกในมาเลเซียให้ได้ก่อน” ซูนาร์กล่าว

เขากล่าวว่า ในมาเลเซีย มีกฎหมายหลายฉบับที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของพลเมือง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.สื่อสิ่งพิมพ์และการพิมพ์ พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งทำลายพื้นที่ของคนที่มีความคิดต่างในสังคม โดยหนังสือของเขา 7 เล่ม ถูกสั่งห้ามไม่ให้ตีพิมพ์ และยังถูกจับกุม คุกคาม เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าการ์ตูนที่เขาวาดปลุกระดมและทำลายศีลธรรมและความ เป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม

ด้วยเหตุนี้ ซูนาร์จึงมองว่าในมาเลเซีย โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ ไม่ใช่สื่อทางสังคมอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อที่มีพลังในการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วย เนื่องจากเป็นพื้นที่ให้กับคนที่เห็นต่าง ดังเช่นเหตุการณ์การชุมนุมของฝ่ายค้าน “Bersih 2.0” ซึ่งใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือการระดมพล

สิงคโปร์และกัมพูชา: พูดความจริงอาจเข้าตาราง
นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ยังมีนักข่าวจากกัมพูชาและอังกฤษที่ถูกจำคุก เนื่องมาจากการเปิดโปงการคอร์รัปชั่นของรัฐ เช่นในกรณีของ ฮัง ชากรา นักข่าวชาวกัมพูชาอายุ 57 ปี บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Khmer Machasrok โดยเขากล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการทำข่าว 20 ปี เขาถูกคุกคามโดยไม่เว้นจากนักธุรกิจ นักการเมือง และผู้มีอิทธิพล

จนมาในปี 2552 เมื่อเขาตีพิมพ์บทความเปิดโปงการคอร์รัปชั่นของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ซก อาน ส่งผลให้เขาถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท และจำคุกเกือบหนึ่งปี จนภายหลังได้รับอภัยโทษจากกษัตริย์ ฮังจึงได้รับการปล่อยตัว

ขณะที่ อลัน ชาเดรก นักข่าวสัญชาติอังกฤษอายุ 77 ปี ได้รับโทษประหารชีวิตจากรัฐบาลสิงคโปร์ เนื่องมาจากการตีพิมพ์หนังสือที่วิจารณ์ศาลและโทษประหารชีวิตในสิงคโปร์ หลังจากถูกจำคุกเป็นเวลา 5 สัปดาห์ เขาก็ถูกเนรเทศกลับไปยังอังกฤษ อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า เขาจะยังวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นดังกล่าวต่อไป

“ตราบใดที่สิงคโปร์ยังมีโทษประหารชิวิต ผมก็จะคอยเป็นเสี้ยนหนามบ่งรัฐสิงคโปร์เช่นนี้ตลอดไป” อลันระบุในแถลงการณ์


องค์กรสิทธิชี้ รัฐหันมาจัดการสื่อออนไลน์มากขึ้น

ชอว์น คริสปิน ตัวแทนจากองค์กรพิทักษ์สิทธิผู้สื่อข่าว หรือซีพีเจ (Committee for Protection of Journalists – CPJ) กล่าวว่า รัฐบาลต่างๆ ในแถบเอเชีย จงใจที่จะควบคุมสื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากผู้สื่อข่าว บล็อกเกอร์ และนักเขียน หันมาตีพิมพ์ข่าวและเนื้อหาต่างๆ ในอินเตอร์เน็ตมากขึ้น

นอกจากนี้ คริสปินยังมองว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ของไทยมีความคลุมเครือในการบังคับใช้และการตีความ ขณะที่ข้อกำหนดต่างๆ ก็ไม่เคยได้รับการนิยามที่ชัดเจนจากภาครัฐ นอกจากนี้ เขายังมองว่า ท่าทีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทัพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ต่อกฎหมายดังกล่าวยังเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอีกด้วย

“รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องถือโอกาสนี้ถอนฟ้องข้อกล่าวหาต่อจีรนุช เปรมชัยพร รวมถึงแก้ไขข้อกฎหมายในส่วนที่ไม่ชัดเจนของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มิเช่นนั้น คำกล่าวอ้างเรื่องประชาธิปไตยของ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็จะเป็นเรื่องที่มีไว้ตบตาเพียงเท่านั้น” คริสปินกล่าว

ทางฟิล โรเบิร์ตสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวด้วยว่า แนวโน้มการทะลวงข้อมูลและปิดกั้นจากรัฐ เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมยกตัวอย่างประเทศจีนที่คิดค้นเทคโนโลยีด้านความมั่นคงทางอินเทอร์เน็ต และจัดอบรมให้กับรัฐบาลประเทศอื่นๆ เช่นในเวียดนามและลาว

รายงานจาก อ.น้ำปาด พื้นที่ประสบอุกทกภัย "ประชาชนในพื้นที่ฝากขอบคุณนายกฯ"

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 กันยายน 2554

(15 ก.ย.54) แมวอ้วนอ้วน ผู้สื่อข่าวจากเว็บไซต์ไทยฟรีนิวส์ ได้รายงานการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่พื้นที่ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ เมื่อวานนี้ โดยลงไปเก็บข้อมูลพร้อมกับเพื่อนนักข่าวประชาชนอีก6คนมีรายละเอียดพร้อมรูป ภาพดังนี้

เรื่องจริงจากน้ำปาด...ที่สื่อหลักไม่ค่อยนำเสนอ

เมื่อ 2 วันที่แล้วได้มีโอกาสขึ้นไปที่พื้นที่ภัยพิบัติดินโคลนถล่ม ที่ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ โดยได้ร่วมเดินทางและทำงานกับพี่คนริมคลอง คุณนายท้ายซอย คุณไม้ตะพด คุณอิงค์เรดร็อค และผู้สื่อข่าวต่างชาติอีก 1 คน รวม 6 ชีวิต เพื่อสำรวจสถานการณ์จริงเพื่อนำมารายงานให้เพื่อนๆ ได้ทราบ จะได้เตรียมตัวทำงานได้เหมาะสม ไม่ซ้ำซ้อน

และอีกส่วนที่ผมสงสัยก็ คือ ทำไมไม่ค่อยมีข่าวรายงานการทำงานของภาครัฐ? เห็นแต่ข่าวความทุกข์ยากของประชาชน รัฐบาลได้ทำงานจริงหรือไม่? งานเดินรวดเร็วหรือเชื่องช้า? พี่น้องประชาชนต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร?

สรุปสถานการณ์ได้ดังนี้

ความคืบหน้าในการทำงานตามที่ นายกปู สั่งงงานไว้ (สั้งงานเป็นข้อๆ ชัดเจนดีมาก ตามงานได้สะดวกด้วย )

1. ต้องทำให้ระบบขนส่งคมนาคมเข้าถึงได้ โดยสร้างสะพานแบริ่ง
- ผลการทำงาน....สะพานแบริ่งเสร็จแล้ว รถเครื่องจักรใหญ่สามารถเข้าทำงานในพื้นที่ได้แล้ว การขนส่งทางรถเข้าถึงได้ทุกจุดแล้ว

2. ต้องทำระบบการสื่อสาร ให้ใช้งานได้โดยด่วน
- ผลการทำงาน.....ระบบการสื่อสาร AIS, CAT, TOT ใช้งานได้แล้ว วันที่เราเดินทางไปถึง DTAC เริ่มเข้ามาติดตั้งเสาสัณญาณ ด้วยเช่นกัน

3. ระบบบริหารจัดการต้องรวดเร็วทั่วถึง
- ผลการสั่งการ.....ผู้ว่าฯ และทีมงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ประชุมและดูแลพี่น้องประชาชนทุกวัน

4. ต้องดูแลสุขภาพ และสภาพจิตใจพี่น้องประชาชน
- ผลการสั่งการ.....มีหน่วยแพทย์พยาบาล ลงมาถึงพื้นที่อยู่ดูแลตลอดเวลา

ต้องขอขอบคุณกรมทางหลวง ที่ช่วยระดมกันทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ จนงานสะพานและถนนเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ขอบคุณเครือข่ายการสื่อสารต่างๆ ที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว

ขอบคุณ ผู้ว่าฯ และทีมงาน ที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ ประชุมตามงานเช้าเย็น (ผู้ว่าลงมานอนในพื้นที่ด้วยเลยในบางวัน)

ขอบคุณ โรงพยาบาล อ.น้ำปาด ที่ส่งหน่วยแพทย์พยาบาลมาประจำในพื้นที่

ประชาชน ในพื้นที่ฝากขอบคุณนายกปู มาด้วย ที่ท่านนายกได้ลงมาที่พื้นที่ทำให้ขวัญกำลังใจประชาชนดีขึ้นมาก และการสั่งงานที่ชัดเจนทำให้งานดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว


สะพานแบริ่งที่กรมทางหลวง เร่งสร้างกันทั้งวันทั้งคืน เพื่อให้การขนส่งเข้าถึงพื้นที่ได้
ขอบคุณ โรงพยาบาล อ.น้ำปาด ที่ส่งหน่วยแพทย์พยาบาลมาประจำในพื้นที่




ระบบการสื่อสารต่างๆ เข้าถึงพื้นที่



ตอนนี้ขวัญและกำลังใจประชาชนดีมาก

เรื่องเล่าจากประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่จ.อุตรดิตถ์ ประชาชนจากอ.บ้านห้วยคอม เล่าให้ฟังว่า หลังเกิดเหตุน้ำท่วมหนัก
จนทำให้สะพานหัก ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ อย่างทันท่วงที จากคะแนน 10 ให้ 8 คะแนน

นายกมาวันอาทิตย์ เย็นวันจันทร์ใช้ไฟฟ้าได้ทันที คะแนนเต็ม 10 ให้ 8 ตอนนี้ขวัญและกำลังใจประชาชนดีมาก

แต่ยังมีความกังวลใจห่วงเรื่องของการใช้ชีวิตในอนาคต หลังจากที่ทุกอย่างจะกลับไปสู่สภาพเดิม ... ?

มาเลเซียปลดล๊อคกฎหมายปิดกั้นเสรีภาพทางการเมืองที่ใช้มา 51 ปี

ที่มา Thai E-News

เป็นเรื่องยินดีและเฉลิมฉลองกันทั่วโลกในหมู่นักกิจกรรมที่ร่วม รณรงค์ช่วยกดดันให้มาเลเซียยกเลิกกฎหมายความมั่นคงภายในที่ประกาศใช้ตั้งแต่ ปี 2503 เปิดศักราชใหม่ของมาเลเซียสู่ประชาคมโลกแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มภาคภูมิ มาตรา 112 ของไทยถูกประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2499 เป็นเวลา 55 ปีแล้ว ก็สามารถที่จะปลดล๊อคได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าถ้านายกไทยจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลเช่นนายกมาเลเซีย

ข่าวที่น่ายินดีจริงๆ ท่ามกลางกระแสข่าวแจ้งมาว่าเวบไทยอีนิวส์ของเราจะถูกเชือด!

15 กันยายน 2554

ที่มา ประชาไท


นา จิป ราซัก กล่าวสุนทรพจน์ในวันมาเลเซีย ประกาศยกเลิกกฎหมายความมั่นคง ISA เลิกคำสั่งภาวะฉุกเฉิน 3 ฉบับ เลิกควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ ปรับปรุงกฎหมายตำรวจเพื่อเอื้อแก่สิทธิรวมตัวสมาคมลั่น "จะไม่มีใครถูกจับกุมง่ายๆ เพียงเพราะแนวคิดทางการเมือง" พร้อมโอนอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปให้ศาล ยกเว้นกรณีก่อการร้าย

เมื่อ สักครู่ที่ผ่านมา (15 ก.ย.) นายกรัฐมนตรีมาเลเซียนาจิป ราซัก (Najib Razak) ได้กล่าวสุนทรพจน์ซึ่งออกอากาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์มาเลเซียทุกช่อง เนื่องในโอกาสวันมาเลเซีย (Malaysia Day) วันหยุดของทางการมาเลเซียในวันที่ 16 ก.ย. เพื่อรำลึกถึงการที่บอร์เนียวเหนือ ซาราวัก และสิงคโปร์ เข้ามาร่วมในสหพันธรัฐมาเลเซีย ในปี พ.ศ. 2506 (ก่อนที่สิงคโปร์จะแยกตัวออกไปในปี 2508)

โดยในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียได้ประกาศยกเลิกกฎหมายความมั่นคงภายใน (Internal Security Act - iSA) ซึ่งบังคับใช้เป็นเวลากว่า 51 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 พร้อมประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉิน 3 ฉบับ ทั้งนี้การกล่าวสุนทรพจน์ของนาจิ๊ป มีขึ้นต่อหน้าวุฒิสมาชิก และสมาชิกสภาแห่งชาติมาเลเซีย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จะมีการออกกฎหมายใหม่ขึ้นมาแทน เพื่อปกป้องสันติภาพ ความสามัคคี และความปลอดภัยของประเทศ

เขา ยังประกาศด้วยว่า รัฐบาลจะล้มเลิกข้อกำหนดที่บังคับให้การขอใบอนุญาตตีพิมพ์และเผยแพร่สิ่ง พิมพ์ต้องกระทำทุกปี ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้ ใบอนุญาตสามารถถูกยกเลิกได้หากทางการพบว่าผู้รับใบอนุญาตละเมิดข้อกฎหมาย

นาย นาจิปกล่าวยอมรับในถ้อยแถลงของเขาว่า มาตรการยกเลิกกฎหมายความมั่นคงดังกล่าวเพื่อเพิ่มเสรีภาพให้กับประชาชน "แม้ว่าจะเสี่ยง แต่เรากำลังทำสิ่งนี้เพื่อความอยู่รอดของพวกเรา"

"จะไม่มีใครถูกจับกุมง่ายๆ เพียงเพราะแนวคิดทางการเมือง" เขากล่าวระหว่างสุนทรพจน์

ทั้ง นี้ มาตรการยกเลิกกฎหมายความมั่นคงดังกล่าว มีเสียงตอบรับมาจากนายลิ้ม กวน เอ็ง เลขาธิการทั่วไปพรรค DAP และอดีตนักโทษการเมืองตามกฎหมายความมั่นคง หรือ ISA ซึ่งเขากล่าวว่า "เป็นความเคลื่อนไหวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์"

นาย นาจิปซึ่งถือเป็นผู้นำพรรคแนวร่วมแห่งชาติ (Barisan Nasional - BN) กล่าวด้วยว่า จะมีการออกกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ 2 ฉบับแทนที่ฉบับที่จะยกเลิกไปนี้ โดยที่มาตรการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยโดยไม่มีการตั้งข้อหาจะถูกจำกัดให้เหลือ เฉพาะกรณีก่อการร้ายเท่านั้น "เพื่อรับรองว่าสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานจะได้รับการปกป้อง"

นาจิปก ล่าวว่า ภายใต้กฎหมายใหม่ มาตรการขยายเวลาควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจะกระทำโดยศาลเท่านั้น ดังนั้น "อำนาจในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจะเปลี่ยนจากอำนาจของฝ่ายบริหารไปสู่อำนาจ ของฝ่ายตุลาการ ยกเว้นเฉพาะกรณีก่อการร้าย"

นอกจากนี้ เขายังกล่าวด้วยว่า กฎหมายการเนรเทศจะถูกยกเลิก และจะยกเลิกมาตรการที่ต้องขออนุญาตรายปีเพื่อตีพิมพ์สิ่งพิมพ์ ภายใต้กฎหมายตีพิมพ์สิ่งตีพิมพ์และการเผยแพร่สิ่งตีพิมพ์ (Printing Presses and Publications Act - PPPA)

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวด้วยว่าจะ ปรับปรุงกฎหมายตำรวจ เพื่อให้มีเสรีภาพในการรวมตัวสมาคม โดยจะเป็นไปตามบรรทัดฐานของนานาประเทศ แม้ว่าการประท้วงบนท้องถนนจะยังคงเป็นข้อห้ามทางกฎหมายอยู่ก็ตาม

มาเลเซีย อินไซเดอร์ ได้วิเคราะห์ว่า ถ้อยแถลงของนาจิปเหมือนเริ่มเป็นการกดดันเรื่องการเลือกตั้งซึ่งนายก รัฐมนตรีมาเลเซียคงไม่กำหนดจัดการเลือกตั้งในปีนี้แน่นอน แม้ว่าก่อนหน้านี้เคยมีการพิจารณาว่าจะเลื่อนยุบสภาเร็วขึ้นและจัดการเลือก ตั้งในเดือนพฤศจิกายน

ทั้งนี้นาจิปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือน เมษายนปี 2552 พร้อมสัญญาว่าจะทบทวนกฎหมายความมั่นคง ISA ซึ่งขณะนี้จะมีการออกกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่แทน โดยหวังจะเอาใจชาวมาเลเซียสายกลาง

ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีมหาธีย์ โมฮัมหมัดกล่าวในอาทิตย์นี้เสนอให้นาจิปถอยกลับมากำหนดจัดการเลือกตั้งตาม กำหนดเวลาเดิม ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรีและผู้นำอาวุโสของรัฐบาลซึ่งต้องการ ให้พรรคแนวร่วมแห่งชาติ (BN) ได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มมากกว่าเดิม

ทั้ง นี้ผลสำรวจล่าสุดของศูนย์เมอร์เดก้า ระบุว่าคะแนนนิยมของนาจิปอยู่ที่ร้อยละ 59 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่คะแนนนิยมสูงสุดของเขาเคยอยู่ที่ร้อยละ 79 เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา ทั้งนี้คะแนนนิยมที่ตกต่ำของนาจิปเกิดจากปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และการสลายการชุมนุมของกลุ่มเบอร์เซะ 2.0 (Bersih 2.0) ที่รณรงค์ให้มีการปฏิรูประบบเลือกตั้ง เมื่อ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา


ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก

Najib announces repeal of ISA, three emergency declarations, By Shannon Teoh, Malaysianinsider, September 15, 2011 9.45 pm http://www.themalaysianinsider.com/malaysia/article/najib-announces-repeal-of-isa-three-emergency-declarations/

เก็บตกเรื่องขำขัน: ผมขอประท้วงโลโก้ครับทั่นประธาน

ที่มา Thai E-News

FAIL

by oatato (เจอระหว่างดูถ่ายทอดสดอภิปรายฯ กินใจจนต้องถ่ายเก็บไว้)

9 September 2011

เปิดอัตราภาษี'รถคันแรก'189 รุ่นได้คืนจากหมื่นถึงหลักแสน

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ปิกอัพตอนเดียว ได้เต็มที่แค่ 1.3 หมื่น
บีคาร์ ทะลุเพดาน 1 แสนบาท ปิกอัพ 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อได้กว่า 9 หมื่น


ในที่สุด โครงการรถคันแรกที่รัฐบาลหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้
ก็ผ่านมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา
และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 16 ก.ย.2554-31 ธ.ค.2555 โดยมีเงื่อนไขหลักๆ คือ
ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศ และไม่ใช่รถจดประกอบ โดยมีรถยนต์ 2 กลุ่ม คือ
รถยนต์นั่งขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี
และรถปิกอัพราคาจำหน่ายไม่เกิน 1 ล้านบาท
และผู้ซื้อต้องมีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
และต้องครอบครองรถก่อนเปลี่ยนมือเป็นเวลา 5 ปี
โดยมาตรการสนับสนุนของรัฐคือ
การคืนเงินภาษีสรรพสามิตให้เต็มจำนวน
แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท ระยะเวลาการคืน 1 ปี หลังการซื้อ เริ่มคืน 1 ต.ค.2555

ทั้งนี้แม้จะกำหนดรถแค่ 2 กลุ่ม แต่สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ไทยระบุว่า
ครอบคลุมตลาด 70-80%
เนื่องจากปัจจุบันปิกอัพมีสัดส่วนการขายประมาณ 50% ของรถยนต์ทั้งหมด
ขณะที่รถยนต์นั่งขนาดไม่เกิน 1,500 ซีซี ทั้งหมด
อยู่ในตลาด บี-คาร์ ซึ่งมีสัดส่วนการขายประมาณ 60% ของตลาดรถยนต์นั่ง
แม้ว่าจะมีบี-คาร์ บางรุ่นที่ไม่เข้าข่ายรถคันแรก
เนื่องจากเป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น
โปรตอน ซาก้า, โปรตอน แซฟวี, เกีย พิคันโต, เกีย พิคันโต เค1, ซูซูกิ สวิฟท์ เป็นต้น
แต่ก็มีสัดส่วนการขายที่ไม่สูงนัก
อีกทั้งรถคันแรกยังครอบคลุมไปถึงรถอีโค คาร์ ที่เพิ่งเปิดตัวมาประมาณ 1 ปีครึ่ง
และมีรถทำตลาด 2 ยี่ห้อ ก็กำลังมีอัตราการเติบโตที่ชัดเจน

ทั้งนี้จากการสำรวจของกรุงเทพธุรกิจ
พบว่ามีรถที่เข้าข่ายโครงการรถคันแรกรวม 189 รุ่นย่อย
โดยรถที่จะได้คืนเงินสูงสุดคือ บี คาร์ เนื่องจากเสียภาษีสรรพสามิตสูงสุด 25%
ตามมาด้วย ปิกอัพ 4 ประตู ที่เสียภาษี 12%
ซึ่งแม้ว่าจะเป็นอัตราที่ต่ำกว่าภาษีรถอีโค คาร์ ที่จัดเก็บ 17%
แต่เนื่องจากมีราคาจำหน่ายที่สูงกว่า

รถที่ได้รับเงินคืนต่ำสุดระดับ 1-2 หมื่น คือ ปิกอัพ ตอนเดียว
และปิกอัพตอนครึ่ง หรือปิกอัพมีแค็บ
ซึ่งเป็นกลุ่มรถที่ส่วนใหญ่ผู้ซื้อนำไปใช้ประกอบอาชีพ มากกว่ารถ 4 ประตู
ที่นิยมใช้แทนรถยนต์นั่งมากกว่าการบรรทุกสิ่งของ



http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/auto-mobile/auto-mobile/20110915/409610/เปิดอัตราภาษีรถคันแรก189-รุ่นได้คืนจากหมื่นถึงหลักแสน.html

“ความสำคัญผิดในสาระสำคัญของคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดา”: สมลักษณ์ จัดกระบวนพล(กก.ปปช

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

สมลักษณ์ จัดกระบวนพล (ภาพจากไทยรัฐ)

สิ่งที่สังคมต้องทำความเข้าใจ ก็คือสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หมายเลขคดีที่ อม.๑/๒๕๕๐ ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ กับพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ที่ ๑ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ ๒ จำเลย หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "คดีที่ดินรัชดา” เนื่องจากผู้เขียนเคยดำรงตำแหน่งอยู่ในสถาบันตุลาการมาเป็นเวลาถึง ๓๖ ปี อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้เมื่อมีสังคมกล่าวขวัญเป็นเชิงตำหนิ หรือวิจารณ์ ผลแห่งคำพิพากษาคดีนี้โดยมิได้ศึกษาและทำความเข้าใจสาระสำคัญในคำพิพากษาคดี นี้ให้ถ่องแท้เสียก่อน


กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับคำ พิพากษาก็มักจะพูดว่า “สามีลงชื่ออนุญาตให้ภรรยาไปทำนิติกรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ กลับมีความผิดถึงติดคุก ๒ ปี ส่วน กลุ่มคนที่ต้องการนำผลคำพิพากษาไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนและทับถมฝ่าย ตรงข้ามก็พูดว่า “เพราะจำเลยทุจริตคอร์รัปชันศาลจึงพิพากษาจำคุก ๒ ปี แล้วหนีไปอยู่ต่างประเทศ” ขอทำความเข้าใจต่อสังคมให้เป็นทีประจักษ์เป็นลำดับดังนี้

(๑) กฎหมาย ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔,มาตรา ๑๐๐ และมาตรา ๑๒๒ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “กฎหมาย ป.ป.ช.” ในกฎหมายดังกล่าว มาตรา ๑๐๐ บัญญัติว่า


มาตรา ๑๐๐ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดดำเนินกิจการดังต่อไปนี้
๑) เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี
๒) ...............................

มาตรา ๑๐๐ วรรคสองบัญญัติว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งใดที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด” (ซึ่งปัจจุบันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดอยู่ ๒ ตำแหน่ง คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี)

มาตรา ๑๐๐ วรรคสามบัญญัติว่า “ให้นำบทบัญญัติในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม วรรคสอง (นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี) โดยให้ถือว่าการดำเนินกิจการของคู่สมรสดังกล่าวเป็นการดำเนินกิจการของเจ้า หน้าที่ของรัฐ (จำเลยที่ ๒ เป็นคู่สัญญาซื้อขายที่ดินรัชดา จึงถือเป็นการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑) ในกรณีที่ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวโดยได้วินิจฉัยว่า

“เมื่อ จำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ ๑ (พ.ต.ท.ทักษิณ) มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการที่จำเลยที่ ๒ (คุณหญิงพจมาน) ดำเนินกิจการตามมาตรา ๑๐๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อแก้ตัวให้จำเลยที่ ๑ พ้นผิดตามมาตรา ๑๒๒ วรรคสอง เช่นนี้ผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยคะแนนเสียง ๕ ต่อ ๔ ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๐๐(๑) ซึ่งต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น”


อธิบาย เพิ่มเติมว่าความผิดทางอาญานั้นมีทั้งความผิดโดยต้องมีเจตนาทุจริต กับความผิดที่ไม่ต้องมีเจตนาทุจริตและต้องชี้แจงว่า การ พิพากษาคดีของศาลต้องถือเสียงข้างมากขององค์คณะผู้พิพากษา คดีนี้มีองค์คณะ ๙ ท่าน เป็นผู้พิพากษาที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำผิดมี ๕ ท่าน แต่มีความเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้กระทำความผิดมีถึง ๔ ท่าน ต้องกล่าวได้ว่าเสียงของผู้พิพากษาก้ำกึ่งกันทีเดียว

(๒) เนื่องจากการกระทำความผิดตามกฎหมายนี้ไม่จำเป็นต้องมีเจตนาทุจริต แต่เป็นความผิดเพราะมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นความผิด และคดีนี้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๗ ซึ่งผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาทุจริตด้วย แต่ศาลมีคำวินิจฉัยยกฟ้องในข้อหานี้โดยวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า


“ลำพัง เพียงแต่จำเลยที่ ๑ (พ.ต.ท.ทักษิณ) ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ ๒ จะรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท หาใช่เป็นการกระทำในหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ไม่ เพราะได้ความจาก นายวุฒิสิทธิ จันทสูตร เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาห้วยขวาง ว่า แม้คู่สมรสไม่มาลงลายมือชื่อให้ความยินยอม กรมที่ดินยังสามารถจัดการ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อได้ โดยเจ้าหน้าที่จะสอบถามคู่สัญญาว่าจะบันทึกยืนยันเรื่องโมฆียกรรมและและคู่ สัญญายินยอมตามนั้น องค์คณะ ผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยคะแนนเสียง ๘ ต่อ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๗ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๒ และมาตรา ๑๕๗ จำเลยที่ ๒ ย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของจำเลยที่ ๑ ตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย”


ดังนั้นจึงต้องเข้าใจให้ดีว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ (เฉพาะคดีนี้)ไม่ใช่เป็นการทุจริตหรือคอร์รัปชันแต่ประการใด

(๓) ส่วน ข้อที่ว่าเมื่อไม่ใช่การกระทำความผิดโดยทุจริตแต่เหตุใดศาลจึงพิพากษาจำคุก ถึง ๒ ปี ทั้งยังไม่รอการลงโทษจำคุกให้ ก็ต้องตอบว่าเป็นดุลพินิจของศาล หาใช่เป็นความผิดปกติแต่อย่างใดไม่ เพราะศาลอาจใช้ดุลพินิจในการรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๖ ให้จำเลยหรือไม่ก็ได้ ส่วนดุลพินิจจะเหมาะควรประการใดก็ย่อมแล้วแต่ความเห็นแต่ละคนแต่ละกลุ่ม ศาลวินิจฉัยเรื่องไม่รอการลงโทษให้จำเลยที่ ๑ โดยให้เหตุผลว่า


“จำเลย ที่ ๑ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชน แต่จำเลยที่ ๑ กลับฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายทั้งที่จำเลยที่ ๑ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องกระทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ประพฤติตนในสิ่งที่ดีงามตามจริยธรรมของนักการเมือง ให้เหมาะสมกับที่ได้รับความไว้วางใจในตำแหน่งหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้ จึงไม่สมควรรอการลงโทษ”

ดังนั้น จึงอธิบายได้ชัดเจนว่าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณในคดีที่ดินรัชดานั้น มิใช่เป็นเรื่องทุจริตหรือคอร์รัปชัน แต่เป็นความผิด เพราะมีกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด และความผิดตามกฎหมายหมวดนี้ ตั้งแต่ มาตรา ๑๐๐ ถึง มาตรา ๑๐๓ (รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลเกินสามพันบาท)

เมื่อ กระทำไปแล้วจะอ้างว่าไม่มีเจตนาทุจริตนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะไม่ต้องทุจริตก็มีความผิดแล้ว และต้องขอเตือนคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ได้โปรดอ่านกฎหมาย ป.ป.ช. หมวดนี้ให้เข้าใจ โดยเฉพาะกฎหมายฉบับใหม่ในหมวดนี้มีมาตรา ๑๐๓/๑ บัญญัติว่า

“บรรดา ความผิดที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ให้ถือเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือความผิดต่อหน้าที่ราชการหรือความ ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย” ที่จะ ต้องเตือนมาก ๆ ก็คืออย่าเที่ยวไปรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเกินสามพันบาท แล้วอ้างว่าไม่มีเจตนา หากยังมีการกระทำเช่นนี้อีกก็ต้องกล่าวว่า “เราเตือนท่านแล้วนะ แต่ก็มิได้นำพา”

อนึ่ง ถ้าจะให้ดีขอให้คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาช่วยตรวจดู พ.ร.บ. การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๓ ให้ดี โดยเฉพาะมาตรา ๔ มาตรา ๕ และอย่าลืมตรวจดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖๕ เสียด้วย

ที่มา : มติชนออนไลน์
เขียนโดย พระอินทร์
http://sewanaietv.blogspot.com/2011/09/blog-post_3675.html
วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

Thursday, September 15, 2011

สัจจธรรม:แกนนำมวลชน

ที่มา Thai E-News


โดย หรี่ฟุน
14 กันยายน 2554

“สัจจะธรรมคือความจริงของโลก ไม่มีเรา ไม่มีเขา มีแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”
เห็นความรันทดของอดีตแกน พธม. อย่างศรันยู แล้ว ก็นึกอดสงสารไม่ได้ตามกมลสันดานคนไทยทั่วๆไป ทั้งๆที่เคยหมั่นไส้กับบทบาททางการเมืองถึงขั้นว่าเจอที่ไหนมึงโดนกระทืบแน่ แต่มาวันนี้ข้อความที่ปรากฏเขียนบันทึกในเฟซบุ๊คของเขาเมื่อ 13 กันยายน หัวข้อเรื่อง ปิดม่าน คนโขน "ปาฏิหารย์ไม่มีจริง ทุกสรรพสิ่งมีผลมาจากเหตุและปัจจัย" โดยเฉพาะคำพูดที่กลั่นออกมาจากใจของคนสิ้นหวังที่ว่า
“จะมากจะน้อยแค่ไหน หากไม่ตาย ผมคงได้ทดแทนคุณครับผม”
ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
๑๓ กันยายน ๒๕๕๔
นี่ แสดงว่า ศรันยูฯกำลังหมดหนทางแล้วจริงๆแล้วภรรยาและลูกๆเล่า จะเป็นอย่างไร เอาเป็นว่า เพื่อเป็นการช่วยเหลือตามประสาคนไทย ผมจะพาเพื่อนๆไปดูคนโขน เพื่อเป็นกำลังใจไม่ให้คิดสั้น หากเป็นไปได้ ผมอยากขอเชิญชวนพี่น้องแดงทั้งแผ่นดินที่เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม ความยุติธรรม และความเสียสละ ได้ไปช่วยกันดู คนโขน ด้วยกัน ครับ

และนี่คืออุทาหรณ์ที่แท้จริง สำหรับนักเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมทั้งบรรดาแกนนำมวลชนทั้งหลาย ทุกหมู่เหล่าทุกสีเสื้อในประเทศไทยนี้ พึงจดจำเอาไว้ ว่าการที่มาเป็นแกนนำของพลังมวลชนโดยไม่ใช่จิตวิญญาณที่แท้จริง แต่หวังเพียงเพื่อผลประโยชน์จากพลังมวลชน ไม่ว่าการขายมือตบตีนตบหัวใจตบ เสื้อ เทปเพลง ของที่ระลึกสารพัดหลากหลาย ไปจนถึงการสร้างภาพยนตร์อย่างศรันยูฯ ผลที่ได้รับก็อย่างที่เห็นจาก “คนโขน” นี่ล่ะครับ

จึงขออนุญาตเตือนใจ ไปยังบรรดาแกนนำหรือผู้เข้าร่วมในพลังมวลชนคนเสื้อแดง พึงระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้ให้จงดี และพึงหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลกับผลประโยชน์อันไม่จีรังนี้ มวลชน 15.7 ล้านของคนเสื้อแดง ไม่สามารถจะช่วยอะไรท่านได้ สำหรับท่านที่คิดแต่หวังผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่การใดที่กระทำโดยจิตวิญญาณที่แท้จริงแล้ว มวลชนคนเสื้อแดงกว่า 15.7 ล้าน จะกระโดดเข้าช่วยทันที แม้ชีวิต เรื่องนี้หมายรวมไปถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วย

ขอได้โปรดพึงสำเหนียกไว้ให้จงดี.........................

ต้องติดคุกเขมรอีกหลายปี...ก็สมควรแล้วนี่ขอรับ !

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

จากคุณ : สาละวิน

เห็นมีข่าวดี้ต้าว่าเขมรจะปล่อยตัวนักโทษไทยสองคนที่ต้องคดีความมั่นคงของกัมพูชา

ล่าสุดเมขรออกแถลงการว่า

เขมรไม่ได้ยื่นขออภัยโทษเพื่อปล่อยตัวนักโทษทั้งสองแต่ประการใด

ไทยปล่อยข่าวมั่วกันเอง

ท่านยิ่งลักษณ์ไปกัมพูชาก็คงได้เจรจาช่วยคนไทยตามหน้าที่ของท่าน

แต่เขมรคงยืนกราน ให้วีระ+ราตรี อยู่คุกยาวไปอีกพักหนึ่ง....

เพราะถ้าขืนปล่อยตัวออกมาเร็วแค่คล้อยหลังวันเยือนของท่านยิ่งลักษณ์

เขมรเกรงว่าจะเป็นการแสดงความหงอต่อไทยอย่างเกินกว่าเหตุ

สำหรับผมเอง แม้ใจหนึ่งต้องประสงค์ให้คนไทยพ้นคุกเขมร

แต่มาคิดอีกที.....นายวีระคนนี้ก็สมควรโดนจริงๆ

โดนเวรกรรมเล่นงานทันตาเห็น

เนื่องเพราะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่กระเหี้ยนกระหือรือ

เอาคดีที่ดินรัชดาเข้าสู่ศาลยุค คมช.จนมีพิพากษาให้จำคุกท่านทักษิณ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญาใดๆ

ในความรู้สึกของคนทั่วไปรู้สึกว่าเป็นคำตัดสินที่ไม่ได้คำนึงถึงคุณความดีที่ท่านทักษิณทำต่อแผ่นดิน

และออกจะเหี้ยมเกรียมไม่น้อย

เพราะถ้าแค่รอลงอาญา...บางทีบ้านเมืองจะสงบเรียบร้อยไปกว่านี้

ประชาชนคนที่รักศรัทธาท่านทักษิณคงไม่รู้สึกโกรธแค้น จนเป็นที่มาของขบวนการเสื้อแดงทั้งแผ่นดิน

วันนี้ วีระ สมความคิด ได้รับกรรมอยู่ในคุกเขมร ในขณะที่ท่านทักษิณยังไม่ได้กลับแผ่นดินเกิด

ก็สมน้ำสมเนื้อกันแล้วนิ ...ว่าไหม !?


http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P11069542/P11069542.html

หมอดูปากหมา "สตรีเป็นอาเพศในแผ่นดิน เป็นผู้นำกาลกิณี"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



เมื่อพูดถึงภัยพิบัติ ช่วงนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องน้ำท่วม
ตามที่ปรากฎเป็นข่าวในหน้าจอโทรทัศน์หรือหน้าหนังสือพิมพ์ จากทั่วทุกภาคของประเทศไทย
โดยเฉพาะภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น พายุ แผ่นดินไหว สินามิ ฝนตก ฟ้ารั่ว
หรือแม้กระทั่ง โลกร้อน ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และเลี่ยงไม่ได้


ทว่า สิ่งเหล่านี้ มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ เป็นเรื่องที่พูดคุยตามหลักของเหตุและผล
หรือใช้หลักวิชาการมาวิเคราะห์แล้วทำให้น่าเชื่อถือได้


แต่ถ้าเป็นสิ่งลี้ลับ ดวง ความเชื่อทางพุทธศาสตร์
หรือแม้กระทั่งการเดาเหตุการณ์ที่เป็นไปตามแรงศรัทธาล่ะ "โหร" เท่านั้น จะบอกเราได้ ...

พอๆกับเหตุการณ์ทางการเมืองและสังคม ที่มีความแตกแยก ปั่นป่วน สับสน
และเกิดอาชญากรรม มากขึ้นเรื่อยๆ
แม้ก่อนหน้านี้ จะมีโหรดังหลายคนได้ทำนายทายทักมาแล้ว ซึ่งเป็นจริงบ้างไม่จริงบ้าง ก็คละเคล้ากันไป


ที่น่าสนใจก็คือว่า แล้ว"มหันตภัย" ที่มีโอกาสเกิดขึ้น
ในปี 2554 ถึงกลางปี 2557 แล้วส่งผลกระทบกับความอยู่รอดของชาติบ้านเมืองอย่างรุนแรงนั้น
เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่สำคัญจะแก้อย่างไร เหล่านี้จึงเป็นที่สงสัยอยู่ไม่น้อย




"กรหริศ บัวสรวง" หนึ่งใน "หมอดู" ชื่อดัง และ "ศาสตร์แห่งโหร" ของสำนักพิมพ์มติชน
ให้สัมภาษณ์กับ "มติชนออนไลน์" ถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและมีแนวโน้มรุนแรงว่า
มีสาเหตุมาจากอิทธิพลของดาวเสาร์ ซึ่งคนทั่วไปไม่รู้ว่าเป็นดาวที่ให้ผลร้ายมากที่สุด
เพราะส่วนใหญ่จะรู้จักแต่ "พระราหู" ซึ่งไม่ใช่ดาวในระบบสุริยะจักรวาล
แต่เป็นเพียงจุดคราสหรือจุดเส้นทางโครจรของดาวที่ตัดกัน (node)
และเป็นส่วนของหัวมังกร ที่ทำให้เกิดความมัวหมอง
แต่โหราศาสตร์ฝ่ายเทวนิยมถือว่า พระราหูเป็นดาวองค์หนึ่งในเทพยดาอัฏฐเคราะห์
จึงนิยมบูชาแทบทุกวัด แม้อาจจะไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดความวิบัติ


จุดสำคัญอยู่ที่ว่า ในปีนี้พระราหูมีการโคจรเข้าสู่ภพมรณะดวงของประเทศ
ดวงเมือง และดวงโลก มีฤทธิ์มากเพราะได้มาตรฐานมหาอุจ
บรรดาลให้เกิดเรื่องร้ายแรง นั่นก็หมายความว่า จะเกิดการสูญเสียดินแดน
บางประเทศหายไปจากแผนที่โลก เช่น
ประเทศในทิศตะวันตกเฉียงเหนือแถบประเทศญี่ปุ่นและหมู่เกาะต่างๆ
รวมถึงประเทศที่แยกตัวจากสหภาพโซเวียต ประเทศในแถบแอฟริกา
และอเมริกาใต้ ภายในเวลา 3 ปีนี้


ส่วนประเทศไทยบางจังหวัด แทบจะไม่เหลือผืนแผ่นดินทำกินและที่อยู่อาศัย
ตลอดจนบังเกิดความโชคร้าย ทำสิ่งอันใดก็สำเร็จได้ยาก
เนื่องจากการโคจรของดาวพฤหัสที่เป็นองค์ประธานของฝ่ายศุภเคราะห์
ถอยหลังเมื่อวันที่1ก.ย.ที่ผ่านมา กล่าวคือ ดาวพฤหัสเป็นศูนย์รวมของประเทศ
และกว่าจะเป็นปกติก็ต้องรอไปจนถึงวันที่24มี.ค.55 เพราะเป็นปีที่เปลี่ยนเป็นนักษัตรมะโรง



มากกว่านั้นดาวเสาร์ที่เป็นบาปเคราะห์ เข้ามาสั่นคลอนดวงเมือง
และดวงโลก ทำมุม 180 องศา จะเกิด "ดวงแตก" หรือ "พระเสาร์เขย่าโลก"
ในวันที่16พ.ย.54นี้ ส่งผลให้เศรษฐกิจ การเงิน และตามความหมายของภพที่ 7 ก็คือ
การส่งออกไปต่างประเทศจะตกต่ำ เพราะเผชิญพิษเศรษฐกิจที่รุนแรงอย่างทั่วถึง
แต่ก็จะไม่บังเกิดผลทันทีทันใด
เนื่องจากดาวเสาร์เป็นธาตุไปที่ค่อยๆ มอดไหม้ กัดกร่อนไปทีละอย่าง
ทำให้ทุกประเทศตั้งตัวแทบไม่ทัน
รวมถึงอิทธิพลของดาวอังคาร
ก็จะทำให้การคลังของประเทศ สถาบันการเงิน ตลาดหุ้น กระเทือนถึงขั้นวอดวาย
ยิ่งเมื่อถึงวันที่31มี.ค.-16พ.ค.55 ก็จะทำให้เกิดความชะงัก จนแก้ไขไม่ได้


ที่สำคัญก็คือว่า ดวงกรุงรัตนโกสินทร์มีดาวอังคารเป็นตนุลัคน์คือเพศชาย
และดาวอาทิตย์ที่กุมลัคน์อยู่นั้นก็เป็นตนุเศษที่เป็นเพศชายอีก
นั่นก็หมายความว่า สตรีเป็นอาเพศในแผ่นดิน หรือไม่เหมาะสมในการเป็นผู้นำ
เพราะในทางทักษาดาวเสาร์ถือว่าเป็นกาลกิณีจร
จะทำลายความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ การคลัง เกิดความย่อยยับ


ปกป้องชาติให้พ้นภัยพิบัติ 5 ประการ

อ.กรหริศ ให้สัมภาษณ์กับ "มติชนออนไลน์" อีกว่า 5 ประการ
ที่จะเป็นการช่วยให้ประเทศพ้นจากภัยพิบัติมีดังนี้
1.รักษาไว้ซึ่งโครงสร้างการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจของนักลงทุน
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกชนิด การท่องเที่ยว การส่งออก ประกันต่างๆ ตลาดหุ้น
รวมไปถึงพ่อค้าขายของริมถนน ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดทุน
เนื่องจากเงินเฟ้อ สินค้าทุกประเภทขึ้นราคา มีการกักตุน เป็นหนี้นอกระบบมากขึ้น


2.ภัยภิบัติทางธรรมชาติจะเกิดความรุนแรงเป็นช่วงๆ ทั่วประเทศ
แต่จะหนักมากขึ้นและมีคนเสียชีวิตนับแสนในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และจังหวัดทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ รวมถึงเกิดสถานกรณ์ที่ร้ายแรง
ยากที่จะป้องกันหรือแก้ไขได้โดยอุกรณ์หรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์


3.สังคมจะเต็มไปด้วยคนไร้คุณภาพ ประกอบกับไม่มีงานทำ
จึงต้องหันไปประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย ฆ่าชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ขาดระเบียบวินัย
ครอบครัวแตกแยก คนในสังคมไม่เกรงกลัวบาปกรรม และที่สำคัญคือ
จะเกิดการสูญเสียดินแดนเพราะมีคนไทยเป็นไส้ศึก


4.รักษาไว้ซึ่งสถานภาพทางเศรษฐกิจ การคลังของประเทศ
โดยไม่นำเงินไปใช้ในโครงการที่เป็นประชานิยม
เพราะจะเกิดผลเสียต่อประเทศ ให้ให้คนรากหญ้า เกษตรกร
เป็นหนี้จากโครงการต่างๆ จนกลายเป็นหนี้นอกระบบ และ


5.การธำรงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ หรือไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงใด
ที่เกิดจากการกระทำของฝ่ายการเมือง หรือกลุ่มคนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ส่วนการสร้างมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่ ก็เปรียบเสมือนเป็นการแก้ดวงเมือง
ให้พ้นจากความเป็นพินทุบาทว์จากดาวเสาร์
เนื่องจากว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หรือสิ่งที่เกิดไปแล้วนั้น ยากเกินกว่าจะแก้ไข
นอกเสียจากกุศลหรือความเชื่อที่สามารถช่วยให้พ้นเคราะห์
อีกทั้งพลังที่เราเชื่อว่า สามารถแก้ไขด้วยการสร้างกุศล

หรือด้วยการสวดนพเคราะห์ สวดแก่อาถรรพ์อุบาทว์ ต่อด้วยการสวดครูธรรม
ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ และอัญเชิญปวงเทพทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน
รวมถึงพิธีไหว้ครูและครอบครูทุกสาขาอาชีพ เพื่อความเป็นสิริมงคล ...



อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาเป็นเพียง "ศาสตร์ทางโหร" ซึ่งไม่ได้บอกว่าจะเป็นจริง
หรือจะไม่เกิดเลย เพราะความเชื่อเหล่านี้ไม่สามารถหักล้างความเป็นวิทยาศาสตร์

ขณะเดียวกัน "วิทยาศาตร์" ก็ไม่สามารถงัดเหตุผลใดมาลบล้างความเชื่อ
ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศาสตร์แห่งโหรได้เช่นเดียวกัน



โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ....



ขอขอบคุณ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316001485&grpid=01&catid=&subcatid=


http://www.go6tv.com/2011/09/blog-post_15.html