WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 16, 2011

"คำ ผกา" วิพากษ์ "จ้ะ คันหู"/ "ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์"ชี้ ความไม่หลากหลายทางเพศวิถีเป็นเรื่องอันตราย

ที่มา มติชน





















ลักขณา ปันวิชัย หรือ "คำ ผกา" นักเขียน นักแปล และคอลัมนิสต์ชื่อดังที่มีผลงานทางด้านเพศวิถีได้กล่าวถึง "เสรีภาพเพศวิถีในสังคมไทย" ในงานประชุมวิชาการเพศวิถีศึกษา ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมเดอะรอยัลริเวอร์ เมื่อเช้าวันนี้ (15 ก.ย.) ว่า

ข้อถกเถียงหลักเรื่องเสรีภาพในเรื่องเพศของสังคมไทยนั้นมีอยู่ 2 ประการ ประการแรกคือข้อถกเถียงที่ว่า สังคมไทยดั้งเดิมหรือวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมเป็นวัฒนธรรมที่มีความเข้มงวดทาง จริยธรรมทางเพศ และความเข้มงวดดังกล่าวมีไว้เพื่อปกป้องไม่ให้ผู้หญิงถูกเอารัดเอาเปรียบ เพื่อรักษาความสง่างามของผู้หญิงและวัฒนธรรมของชาติ อย่างในเพลงที่ร้องว่า "ดอกบัวตองนั้นบานอยู่บนยอดดอย ดอกเอื้องสามปอย บ่เกยเบ่งบานบนลานพื้นดิน..." ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวคิดที่ว่า ผู้หญิงมีสถานะอันสูงค่าและพึงระวังปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง และต้อง "ไม่ใจง่าย!"


ซึ่งข้อถกเถียงดังกล่าวนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ยกย่องให้เกียรติผู้หญิงอย่างมาก เช่นคำว่า "แม่พระแม่นาง" "แม่เรือน" หรือการที่อ้างว่าการเรียกผู้หญิงที่แต่งงานแล้วว่า "นาง" นั้น หมายถึงการยกย่องให้เป็นเจ้าหญิง ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการกดสถานะของผู้หญิงที่ไม่แต่งงานว่า มีสถานะที่ต่ำกว่า

ข้อถกเถียงดังกล่าวยังได้นำไปสู่ข้อเสนอที่ว่า วัฒนธรรมไทยของเราดีมาแต่เดิม เราไม่มีการกดขี่ผู้หญิงเหมือนวัฒนธรรมจีนหรืออินเดีย การมีหนึ่งผัวหลายเมียนั้นก็ไม่ใช่วัฒนธรรมไทยทว่าเป็นสิ่งที่เรารับมาจาก จีน


"คนไทยแท้อย่างชาวนาก็ไม่ได้มีเมียหลายคนแต่ไม่ได้พูดถึง เหตุผลที่แท้จริงว่าชาวนาที่มีเมียคนเดียวอาจเป็นเพราะว่าเลี้ยงไม่ไหว การมีเมียหลายคนของชนชั้นสูงก็เป็นเรื่องการเมืองมากกว่าเรื่องตัณหาหรือ เรื่องทางเพศ ซึ่งจบลงด้วยข้อสรุปคลาสสิกที่บอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่อาจรักษาความลึกซึ้งทางภูมิปัญญาไทยสมัยโบราณได้ คนไทยสมัยใหม่จึงตกเป็นทาสวัฒนธรรมตะวันตก"


ในขณะที่ข้อถกเถียงข้อที่สอง คือการบอกว่าความเข้มงวดในเรื่องเพศนั้นเป็นวัฒนธรรมตะวันตกหรือวัฒนธรรมแบบ "วิคตอเรียน" เพราะวัฒนธรรมไทยโดยเนื้อแท้แล้วเป็นวัฒนธรรมที่มีความเป็นเสรีนิยมทางเพศ มากกว่าวัฒนธรรมฝรั่ง ผู้หญิงไทยในวรรณคดีโบราณมีบทบาทที่แอ็คทีฟทางเพศและแสดงออกทางเพศได้อย่าง เปิดเผย กลุ่มคนที่สนับสนุนข้อถกเถียงประเภทนี้ก็มักจะยกบทละครนอก บทอัศจรรย์ทางเพศในวรรณคดีต่างๆ รวมไปถึงวรรณกรรมของชาวบ้านเช่น ลำตัด เพลงฉ่อย มาอ้าง


รวมถึงการอธิบายบทบาทของผู้หญิงไทยที่เป็นชนชั้นล่างและเป็นคนชนบทว่ามีความเข้มแข็ง กล้าหาญ สามารถตบตี

กับสามีหรือไล่สามีออกจากบ้านได้หากไม่พอใจ และสามารถพูดจาหยาบโลนได้


ซึ่งข้อถกเถียงอันนี้ก็นำไปสู่ข้อสรุปคลาสสิกอีกอย่างหนึ่ง ที่ว่า การที่ผู้หญิงไทยอ่อนแอลงก็เพราะว่าเราไปรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมานั่นเอง


"จะเห็นว่าทั้งสองข้อถกเถียงนี้แม้ว่าจะกลับหัวกลับหางกันก็ตาม แต่ก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า ไม่มีอะไรผิดปกติในวัฒนธรรมไทย ที่มันมีปัญหาก็เพราะปัญหาของวัฒนธรรมอื่นทั้งสิ้น"


"ถ้าไม่ใช่จีนหรืออินเดีย ก็เป็นวัฒนธรรมฝรั่ง หรือวัฒนธรรมต่างถิ่น เช่นที่บอกว่าผู้หญิงอีสานไปแต่งงานกับฝรั่งว่า เป็นเพราะเห็นแก่เงินจึงไปแต่งงานกับฝรั่งแก่ๆ" คำ ผกา กล่าวว่า ดังนั้นการพูดเรื่องเสรีภาพเพศวิถีไทย สิ่งที่ยากที่สุดคือกรอบความเป็นไทย อย่างอคติของความเป็นไทย


คำ ผกา กล่าวต่อไปว่า เราจะพูดเรื่องเพศวิถีในสังคมไทยได้ยากมากถ้าหากเราไม่แบ่งสังคมไทยออกเป็น 2 ยุคใหญ่ๆ อันได้แก่ ยุค "Pre-Thai" (ยุคก่อนไทย) กับ ยุคโมเดิร์นไทย (ไทยสมัยใหม่) ที่มีจุดแบ่งอยู่ที่การกำเนิดของรัฐไทยสมัยใหม่ โดยการแบ่งสังคมไทยออกเป็น 2 ยุคดังกล่าวน่าจะช่วยแก้ไขปัญหาความลักลั่นของข้อถกเถียงข้างต้น


"เช่นในการพูดถึงเพศวิถีในยุค "พรี-ไทย" เราจะได้ไม่จำเป็นต้องพูดถึงมันในฐานะที่เป็นสังคมไทยภายใต้จินตนาการว่า ด้วยความเป็นไทยที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างซับซ้อนสร้างรื้อแล้วสร้างใหม่จนกลาย มาเป็นความเป็นไทยฉบับทางการแบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน"


"เพศวิถีในสังคมในยุคพรี-ไทยน่าจะมีชีวิตชีวามากขึ้น หากได้ถูกนำไปศึกษาในแนวทางสังคมวิทยาหรือมานุษยวิทยามากขึ้น แล้ววางพรี-ไทยไว้ในภูมิศาสตร์ของภูมิภาค มากกว่าภูมิศาสตร์ของรัฐไทยในรูปขวานทอง และวางมันในมิติเวลาที่อยู่ในระนาบเดียวกันกับสังคมพรีโมเดิร์นอื่นๆ เพื่อจะหลุดพ้นจากภาพที่ว่า วัฒนธรรมไทยพิเศษกว่าวัฒนธรรมอื่น"


คำ ผกา กล่าวต่อไปว่า เพศวิถีของไทยเมื่อเข้าสู่ความเป็น "รัฐชาติ" แล้ว ก็ต้องถูกนำมาพิจารณาโดยไม่จำเป็นต้องมีความสืบเนื่องกับเพศวิถีในยุค พรี-ไทย แต่กลับเป็นสิ่งที่มีลักษณะร่วมกับเพศวิถีของสังคมสมัยอื่นๆแม้จะต่างกันใน มิติของเวลา เพศวิถีในภูมิศาสตร์ทางการเมืองแบบใหม่จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการพิจารณา จากมุมของรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญาการเมือง สังคมวิทยาการเมืองมากขึ้น


"นั่นแปลว่า เพศวิถีแยกไม่ออกจากการสร้างชาติ แนวคิดชาตินิยม ประชาธิปไตย การเลือกตั้ง เศรษฐกิจแบบเสรีนิยม การเกิดขึ้นของชนชั้นกลาง ฯลฯ"


เราจึงจะสามารถเห็นการเกิดใหม่ของความเป็นไทยที่เป็น "วัฒนธรรมลูกผสม มีความเป็นเอกเทศในตัวเอง โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีความสืบเนื่องจากอดีต"


"คันหู"!

คำ ผกา ยังได้ยกกรณี "จ้ะ คันหู" ขึ้นมากล่าวด้วยว่า เพลงและท่าเต้นดังกล่าวเป็นปัญหาของวัฒนธรรมมวลชนที่ไม่สามารถนับรวมให้อยู่ ในความเป็นไทยได้ ท่าทีของสังคมไทยที่มีต่อเพลงและท่าเต้นดังกล่าวมีด้วยกันสองกลุ่ม กลุ่มแรกเห็นว่าไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมอันดีของไทย กลุ่มที่สองเห็นว่า "นี่คือวัฒนธรรมไทยแท้ไง ล่ะ! ที่ไม่มีความดัดจริตในเรื่องเพศ นี่คือไทยพื้นบ้าน นี่คือเรื่องธรรมดาของวัฒนธรรมชาวบ้านที่พูดเรื่องเพศอย่างเปิดเผย"


สองข้อถกเถียงนี้ตรงกับข้อถกเถียงหลักดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งทำให้เรามองศิลปะไทยแขนงนี้ค่อนข้างจะคลาดเคลื่อนไป


"จริงๆแล้วเพลงคันหูอยู่ในประเภทหนึ่งของความบันเทิงของชนชั้น กลางกลุ่มหนึ่งในสังคมไทย ซึ่งเป็นกลุ่มทางสังคมที่ไม่สามารถจัดวางลงไปบนความเป็นไทยแบบทางการได้ ชนชั้นกลางเหล่านี้สามารถเข้าถึงการบริโภคได้ไม่ต่างจากชนชั้นกลางที่มีการ ศึกษาอีกประเภทหนึ่ง ด้วยรสนิยมที่แตกต่างออกไป ชนชั้นกลางเหล่านี้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมที่เราเรียกกันว่าเป็นวัฒนธรรมแบบ "ไทยๆ" หรือ "very Thai" พวกเขาอาจเป็นนายทุนในชนบท คนทำงานที่อยู่ในเมือง หรือจะเป็นใครก็ได้ที่ไม่สมาทานการหล่อหลอมรสนิยมแบบกระแสหลักที่มีฐาน มารยาทอยู่ที่หนังสือสมบัติผู้ดี ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ลุ่มหลงในวัฒนธรรมพื้นบ้านในฐานะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่จะต้องรักษาเอาไว้ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง"


"เพราะฉะนั้นเพลงคันหูก็เป็นมหรสพความบันเทิงประเภทดังกล่าวคือเป็น "ป็อปปูลาร์คัลเจอร์" ของชนชั้นกลางที่มีรสนิยมไม่ตรงกับจินตนาการชนชั้นกลางในจินตนาการของเรา"


"มันไม่ถึงอกถึงใจชัดเจนเหมือนกับหมอ ลำซิ่งตามงานวัดหรือในหมู่บ้าน ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ใช่การเต้นยั่วยวนตามขนบอย่างที่เราเห็นของพริตตี้มอเตอร์โชว์ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีลูกเล่นแยบคายเหมือนการแสดงของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้มีความ sophisticated (ซับซ้อนและมีชั้นเชิง) พอสำหรับรสนิยมของชนชั้นกลางอย่างเราๆเป็นต้น"


คำ ผกา กล่าวว่า ดังนั้น ความไม่ลงรอยกับอะไรเลยของเพลงคันหูและท่าเต้นดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็น พื้นที่ที่ขาดหายไปของการศึกษาเรื่องเพศวิถีของสังคมไทยที่จำเป็นต้องถูกนำ มาวิเคราะห์ใหม่โดยไม่จำเป็นต้องยึดโยงอยู่กับความสืบเนื่องของความเป็นไทย แต่ในฐานะที่เป็นหน่วยทางสังคมของรัฐชาติสมัยใหม่ ที่มีการแตกตัวไปในสังคมอย่างค่อนข้างเป็นเอกเทศ


และ "นี่คือชนชั้นกลางที่หลุดรอดมาจากกระบวนการการกล่อมเกลาทางสังคมของรัฐสมัย ใหม่ และมีอำนาจทางเศรษฐกิจมากพอที่จะสร้างประเภทของความบันเทิงของตนเองขึ้นมา" คำ ผกา กล่าวทิ้งท้ายถึงมุมมองที่มีต่อข้อถกเถียงในเรื่องเพศวิถีที่เป็น "ทอร์ค ออฟ เดอะ ทาวน์" ของกรณีดังกล่าว


ทางด้าน ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอีกบทบาทหนึ่งในฐานะประธานมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ หรือ SWING ที่เธอบอกว่า ทั้งเธอและคนทำงานในมูลนิธิ "เชื่อว่า งานบริการคือ งาน"


ซึ่งในการสัมมนา "จุดเปลี่ยนเรื่องเพศประเทศไทย" เช้าวันนี้ ชลิดาภรณ์กล่าวว่า สิ่งที่ถูกนำเสนอผ่านทางภาครัฐและสื่อกระแสหลักนั้นให้ภาพลวงตาเสมือนว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลยในเรื่องเพศ ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลยในเรื่องการเรียกร้องว่าเราจะต้องชัดเจนในเรื่องความ เป็นชาย-ความเป็นหญิง ว่ามนุษย์มีแค่ 2 เพศสภาพ หรือการจำกัดหรือขังเรื่องเพศไว้ภายใต้สถาบันการแต่งงาน


อย่างไรก็ดี จากการเรียกร้องการคุ้มครองจากรัฐของขบถทางเพศหลายกลุ่ม ซึ่งสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างนั้น เราต้องยอมรับว่า ปัจจุบันรัฐและสื่อกระแสหลักระมัดระวังขึ้นมากในการรับมือกับขบถทางเพศทั้ง หลาย "รัฐไทยยอมถอยในบางเรื่องที่ขบถทางเพศเรียกร้อง"


ชลิดาภรณ์กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งที่เราได้เห็นก็คือ การที่คนหลายกลุ่มไม่รอความเมตตาจากรัฐ ไม่รอให้รัฐเปลี่ยนใจ แต่ได้พยายามจะสร้างพื้นที่และเครือข่ายของตัวเองที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปัญหา และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จนกลายเป็นชุมชนที่น่าสนใจ กลายเป็นเครือข่ายที่เพิ่มทางเลือกให้แก่คนในหลายๆสถานการณ์


"เครือข่ายเหล่านี้ไม่ได้ทำงานเป็นข่าวในสื่อกระแสหลัก แต่เรารู้ว่ามีคนทำงานที่พร้อมจะสร้างพื้นที่ทางเลือกเหล่านี้อยู่ ในที่สุดกิจกรรมที่มองไม่เห็นเหล่านี้ได้สร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน คนหลายกลุ่มในสังคมไทยสามารถที่จะจัดการกับกิจกรรมต่างๆของตนเองได้โดยไม่ ต้องรอรัฐ โดยเฉพาะในสถานการณ์เรื่องเพศทางเลือกทั้งหลาย"


"นี่มิใช่หรือที่เป็นองค์ประกอบหลักของประชาธิปไตยในความ หมายของการปกครองโดยประชาชน การทำงานเพื่อเพิ่มความสามารถของคนในการสำเสนอปัญหาเฉพาะของตัวเอง การร่วมมือกันจัดการกับปัญหาของตัวเองได้มากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพิงรัฐ เป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อทั้งการทำงานในเรื่องเพศวิถีและต่อสังคมการ เมืองไทยโดยรวม"


ทั้งนี้ ชลิดาภรณ์ย้ำว่า กลุ่มคนที่โต้เถียงและตั้งคำถามกับเรื่องเพศกระแสหลักทั้งหลายควรจะต้อง ตระหนักว่า นี่เรากำลังตั้งคำถามไปเพื่ออะไร เรากำลังพยายามจะเปลี่ยนอะไร การผูกขาดความถูกต้องในเรื่องเพศนั้นไม่ได้แปลว่า เรากำลังจะเปลี่ยนให้คนทุกคนมามองเรื่องเพศในทางบวก "เพราะถ้าเช่นนั้นมันก็จะไม่ต่างกับคนพวกที่พยายามรณรงค์ให้มองเรื่องเพศใน ทางลบ"


"เป็นไปได้ไหมที่ภารกิจของเราคือการพยายามทำ ให้คนสามารถจะเห็นต่าง เชื่อต่างกัน โดยไม่รู้สึกผิดหรือต่ำต้อย ไม่มีวิธีมองเรื่องเพศแบบไหนที่ดีไปกว่ากันตราบใดที่วิธีมองเรื่องเพศแบบ นั้นๆไม่ไปละเมิดหรือรังแกคนอื่น ที่สุดแล้ว การพยายามจะทำให้คนมีวิธีคิดและวิธีมองเรื่องเพศแบบเดียวกันเป็นเรื่อง อันตราย"


และนี่คือจุดเปลี่ยนเรื่องเพศประเทศไทยในสายตา ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์

เพศวิถี จาก "สงกรานต์สีลม" ถึง "เรยา-จ๊ะ คันหู" "ผู้หญิงเสื้อแดง-เสื้อเหลือง" และ "คำ ผกา"

ที่มา มติชน



เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ได้มีการ ประชุมวิชาการเพศวิถีศึกษา ครั้งที่ 3 ณ โรงแรมเดอะรอยัลริเวอร์ ถนนจรัญสนิทวงศ์ โดยในงานได้มีเวทีเสวนาเรื่อง "เพศที่เปลี่ยนไปในสื่อและสิทธิทางเพศ" โดยจีรนุช เปรมชัยพร, สมสุข หินวิมาน และสุภัทรา นาคะผิว และมีการปาฐกถาในหัวข้อ "เพศกับการเมืองที่เปลี่ยนไป" โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทดอทคอมและเจ้าของรางวัลเฮลมานฮามเมตต์จากการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน ออกตัวว่า สิ่งที่ตนจะพูดต่อไปนี้นั้นเป็นการ "พูดจากจริตชนชั้นกลาง" ก่อนที่จะกล่าวถึง "สื่อและสิทธิทางเพศที่เปลี่ยนไป" ว่า


เวลาที่เราพูดถึงสื่อนั้น สื่อก็มี 2 สายใหญ่ๆด้วยกัน หนึ่งคือสื่อกระแสหลัก ซึ่งมีความย้อนแย้งในตัวเอง หรือจะพูดง่ายๆได้ว่า สื่อกระแสหลักนั้นมีความ "ตอแหลต่อกัน"


"เนื่องจากสื่อกระแสหลักมีความเป็นทุนนิยมอยู่แล้ว และด้วยความเป็นทุนนิยมนี้เอง เรื่องเซ็กซ์จึงเป็นเรื่องที่ขายได้ แต่ขณะเดียวกัน สื่อกระแสหลักก็มีลักษณะที่ว่า ตัวเองจะต้องรักษาค่านิยมที่มีคุณค่าแบบเดิมหรือความเคร่งครัดทางศีลธรรม บางอย่าง ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ว่า สื่อกระแสหลักนั้นมีสภาพ มือถือสากปากถือศีล " จีรนุชกล่าว


"ยกตัวอย่างรายการ คนละดาวเดียวกัน ที่ "เกือบ" จะเป็นรายการน้ำดี ซึ่งถ้าใครที่อ่านหนังสือ ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์ ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ก็คงจะรู้สึกเป็นปลื้มกับรายการนี้ แต่ถ้าเราลองดูรายการนี้ในบริบทที่ว่า หากเราเองไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย หรือผู้ชายที่ชอบผู้หญิง แต่เป็นคนที่อยู่ในวิถีชีวิตทางเพศอีกแบบหนึ่ง เราจะรู้สึกได้ว่า รายการนี้ไม่ได้พูดอะไรถึงเราเลย มันไม่ได้บอกถึงความมีอยู่ของเราเลย"


"นี่คือภาพเหมารวมทางเพศแบบหนึ่งที่สื่อกระแสหลักมองไม่เห็น" จีรนุชกล่าว

(จากซ้ายไปขวา) สมสุข หินวิมาน, สุภัทรา นาคะผิว, จีรนุช เปรมชัยพร


จีรนุชกล่าวต่อว่า สื่ออีกกระแสหนึ่งก็คือ สื่อประเภท "ร้อยพ่อพันแม่" ซึ่งเป็นสื่อที่ไม่ได้รวมเป็นกระแสใดๆที่ชัดเจน สื่อเหล่านี้ได้แก่ สื่ออินเตอร์เน็ตหรือ สื่อใหม่ ซึ่งกำลังนำเสนอสิ่งที่ต่างออกไปที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้นำเสนอบนพื้นที่ ของสื่อหลัก เราจะได้เห็นความหลากหลายของเรื่องราวที่มากกว่า และสื่อประเภทดังกล่าวยังมีลักษณะของการโต้กลับ หรือเป็นปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ถูกนำเสนอบนสื่อกระแสหลัก


จีรนุชพูดถึงสื่อกระแสรองดังกล่าวว่า "มันมีลักษณะของการรวมกลุ่มคนที่มีความคิดความสนใจไปในทางเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการก่อให้เกิดการขับเคลื่อนอะไรสักอย่าง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจทำให้เราติดกับอยู่ในมายาภาพบางอย่างที่ว่า สังคมมันดีแล้ว"


"เรานั่งเล่นเฟซบุ๊กทั้งวัน เรามี "เฟรนด์" มีสิ่งแวดล้อมที่คิดไปในทางเดียวกันกับเรา แล้วเราก็คิดไปว่า อ๋อ เดี๋ยวนี้สังคมมันทันสมัยแล้ว"


ทั้งนี้ ในสายตาของจีรนุชนั้น เธอกล่าวว่า โลกสองโลกดังกล่าวนั้นเดินคู่ขนานกันไปเป็นระยะๆ และก็มีการปะทะสังสรรค์กันบ้างตามวาระและโอกาส


"อยากจะหยิบปรากฏการณ์การปะทะกันของสื่อสองกระแสนี้ขึ้นมาเป็น ตัวอย่าง ตัวอย่างแรกคือคลิปสาวสีลม ปมขัดแย้งที่สำคัญคือ การที่ทั้ง 3 สาวต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณะ ซึ่งกรณีที่น่าสนใจก็คือ ถ้าสาวๆที่เต้นตรงนั้นไม่ใช่สาวแท้ แต่เป็นสาวข้ามเพศเนี่ย มันจะเป็นเรื่องขนาดนี้ไหม?"


"ในสังคมไทยมันมีพื้นที่ที่จะอนุญาตให้ใคร ทำอะไร ปรากฏการณ์ดังกล่าวมันเกิดขึ้นตามท้องถนนในช่วงสงกรานต์มาหลายปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ ทีนี้พอมันเกิดขึ้นแล้วและเราไปพบว่า เฮ้ย! ผู้หญิงพวกนี้เป็นผู้หญิงจริงๆ ก็เลยเกิดเป็นเรื่อง แลัวมันก็มาเกิดขึ้นในวาระอันเหมาะสมกับการพูดว่า เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ ′ขัดต่อประเพณีและศีลธรรมอันดีงามของสังคมไทย′"


หรือแม้แต่ปรากฏการณ์ "เรยา" ที่จีรนุชบอกว่า ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องการพูดถึงความสัมพันธ์นอกสมรสที่เกิดขึ้นโดยละคร ผู้หญิงซึ่งเป็นตัวนำในเรื่อง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อ "กระแสเรยา" ได้รับการยอมรับ ผู้รักษากฎในสังคม- ซึ่งเราไม่รู้ว่าเป็นใครนั้น กลับ "รับไม่ได้"


"เพราะว่าผู้รักษาศีลธรรมอันดีของสังคมไม่เชื่อว่า คนที่ดูละครคิดเองได้ ก็เลยมีการจบด้วยการมีพระเทศน์ในตอนจบ ซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ"

โปสเตอร์ให้ความรู้ภายในงาน


"ต่อมาคือปรากฏการณ์ "จ๊ะ คันหู" ที่คุณจ๊ะไปออกรายการวู้ดดี้ แล้ววู้ดดี้ก็โดนด่าเยอะมาก ส่วนตัวคิดว่าเหตุผลที่วู้ดดี้โดนด่านั้นไม่ใช่เพราะว่าวู้ดดี้เป็นคนเคร่ง ศีลธรรม "ซึ่งถ้าเทียบกับตอนที่วู้ดดี้เชิญนักร้องต่างประเทศมาสัมภาษณ์ เขาก็ไม่เคยอยู่ในบทผู้มีศีลธรรม" แต่สิ่งที่คนดูรับไม่ได้คือวิธีการที่วู้ดดี้ตั้งคำถามดูถูกแขกรับเชิญ ซึ่งนี่เป็นขนบที่สังคมไทยไม่ยอมรับ"


จีรนุชกล่าวว่า นอกจากนี้ ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเรื่องคุณค่าบางอย่างที่ซ้อนกันอยู่ในสังคม เป็นคุณค่าสองชั้น จากการที่ต่อมา "จ๊ะ" ต้องออกมาตอบโต้ว่า ตัวตนจริงๆของเธอนั้นเป็น "good girl"


"แล้วถ้าตัวตนจริงๆของเธอเป็น ′bad girl′ แล้วมันยังไงล่ะ? แล้ว ′So what?′" จีรนุชกล่าวพร้อมกับส่งท้ายว่า นี่คือคุณค่าสองชั้นที่มันทับซ้อนกันอยู่


ทางด้าน สมสุข หินวิมาน อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความเชื่อเกี่ยวกับสื่อในยุคปัจจุบันมีอยู่ว่า สื่อมีนั้นอิทธิพลทางความคิดของผู้คนในเรื่องเพศ มีงานวิจัยที่บอกว่า เวลาที่เราอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันๆ ซ้ำๆ เราก็จะได้รับการหล่อหลอมวิธีคิดแบบหนึ่ง


สมสุขได้ยกละครโทรทัศน์เรื่อง "จำเลยรัก" ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ก่อนจะกล่าวว่า ละครเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของชนชั้นกลางที่ต้องเผชิญปัญหาต่างๆ ในชีวิต มีการสร้างฉากให้เหมือนฉากแฟนตาซีในนิยาย มีฉาก "คลาสสิกๆ" ซึ่งสมสุขบอกว่า "นี่มันเป็นแฟนตาซีของผู้หญิงชนชั้นกลาง" ซึ่งสื่อให้เห็นวิธีการหล่อหลอมกระบวนทัศน์ในเรื่องเพศในสื่อ


สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวในแง่ของสิทธิทางเพศและ "เพศศึกษา" ว่า ข้อถกเถียงที่เป็นเรื่องใหญ่และมีความเกี่ยวข้องกับทัศนคติของคนในสังคมก็ คือ เรื่องของเพศศึกษา ที่เป็นที่ถกเถียงกันมากว่า "เราควรมีหลักสูตรเพศศีกษาแล้วหรือยัง? มันจะไปเป็นการชี้โพรงให้กระรอกไหม? มันจะไปเป็นการยุยงส่งเสริมไหม?" หรือเรื่องของการจะมี/ไม่มีตู้ถุงยางอนามัยในโรงเรียนก็ยังเป็นโจทย์ที่หลาย คนตั้งคำถามถึง


"เราไม่เคยเชื่อมั่นในศักยภาพเยาวชนของเรา ว่าพวกเขาจะมีความสามารถในการคิดและตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง และเรื่องเพศก็เป็นตัวสะท้อนที่สำคัญว่า ผู้ใหญ่เป็นผู้ที่คอยควบคุมดูแลในเรื่องดังกล่าว" สุภัทรากล่าว

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ในขณะที่พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และพิธีกรรายการ Wake Up Thailand กล่าวในหัวข้อ "เพศกับการเมืองที่เปลี่ยนไป" ว่า


เรื่องของเพศกับการเมืองนั้น ตนจะไม่ขอตอบว่าขบวนการไหนจริงแท้กว่ากันในแง่ประชาธิปไตย หรือขบวนการไหนที่ผู้หญิงมาร่วมต่อสู้จริงแท้กว่ากัน แต่ "ผมสนใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีวิธีแสดงออกทางเพศสภาวะและเพศวิถีอย่างไร"


พิชญ์กล่าวว่า "ผม ไม่ได้บอกว่าเสื้อแดงต้องเป็นแม่ค้าเท่านั้น หรือว่าเสื้อเหลืองต้องเป็นชนชั้นสูงเท่านั้น เพราะผมไม่เชื่อในวิธีคิดเช่นนั้น ผมเชื่อว่าคนทั้งสองสีมาจากทุกชนชั้น นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของการเมืองระดับชาติก็มีเรื่องของเพศสภาวะและเรื่องของเพศ วิถีอยู่ด้วย และสิ่งเหล่านี้ก็ไม่เคยปรากฎอย่างชัดเจนเช่นนี้มาก่อน"


"ผมไม่ได้จะดูว่ามีผู้หญิงเข้าร่วมขบวนการ เหล่านี้มากน้อยเพียงไร คือไม่ได้ดูว่าขบวนการไหนมีผู้หญิงมากกว่ากัน แต่อยากมองไปที่ภาพลักษณ์ของผู้หญิงและเพศสภาวะ-เพศวิถีที่มีการนำมาอ้างผสม รวมอยู่ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองดังกล่าว"


จากรูป (บน) ที่เขานำมาแสดงให้ผู้ฟังเห็นนั้น พิชญ์กล่าวอธิบายว่า "มีการกำหนดเพศสภาวะของบุคคลทางการเมือง ทั้งคนที่คุณโจมตีเขาว่าเขามีสภาพเช่นนั้น หรือถ้าหากว่าคุณไม่เห็นว่าคนเหล่านั้นมีสภาพเช่นนั้น คุณทำให้มันดูเป็นเรื่องขำซะ"


"การทำให้กลายเป็นผู้หญิง (จากตัวอย่างในรูปดังกล่าว) นั้นมีส่วนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา ที่จริงแล้ว ผู้หญิงนั้นเข้าร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองมานานแล้ว แต่ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อไม่นานมานี้ เราจะเห็นได้ว่า มันมีการให้ความหมายกับบทบาทของหญิงชายในการเคลื่อนไหวดังกล่าว มีการโจมตีและกำหนดเรื่องเพศต่อศัตรูทางการเมืองในกระบวนการ ′การทำให้เป็นอื่น′ มันลามจากห้องเรียนขึ้นไปบนเวที ไปยังสื่อต่างๆ ก่อให้เกิดคำถามว่า ที่จริงแล้วประชาธิปไตยนั้นก้าวหน้าจริงหรือเปล่า"


"มิติเรื่องเพศทั้งหลายนี่มันสะท้อนความก้าวหน้าของประชาธิปไตยจริง ไหม สังคมได้เปิดกว้างขึ้นไหม หรือว่าสิ่งเหล่านี้มันยัง ′วนๆ′ อยู่รึเปล่า"


สงครามความสวยระหว่าง "สาวเสื้อแดง" กับ "สาวเสื้อเหลือง"


พิชญ์ยกตัวอย่างกรณีศึกษาขบวนการเสื้อ เหลืองซึ่งมีผู้หญิงจำนวนมากเข้าร่วม โดยให้ดูภาพเปรียบเทียบระหว่างผู้หญิงในขบวนการพันธมิตรกับขบวนการ นปก. (ก่อนที่จะมาเป็น นปช.) ซึ่งจะมีข้อถกเถียงที่ยกขึ้นมาว่า "สาวพันธมิตรกับสาวเสื้อแดง ฝ่ายไหนสวยกว่ากัน"

ใน การต่อสู้ของขบวนการเสื้อเหลือง ได้มีการให้ภาพความใสบริสุทธิ์ของเด็ก (รูปข้างซ้ายมือ) และผู้หญิงมาเป็นเครื่องหมาย หรือภาพความเป็นสาวชนบท ความเป็นสาวชนชั้นล่างของผู้หญิงในขบวนการเสื้อแดง


"ในขณะที่ขบวนการเสื้อหลากสี ซึ่งแม้จะมีผู้หญิงเข้าร่วมเยอะ แต่ก็ไม่ได้มีการนำเสนอภาพออกมาในรูปการเคลื่อนไหวของผู้หญิง แม้ว่าจะมีรูปผู้หญิงแต่มันก็ไม่ได้ถูกเล่นเป็นประเด็น" พิชญ์กล่าว


"กองเชียร์เสื้อแดง"


"ถ้าถามว่าการพูดถึงคำ ผกานี่แปลว่าเราให้ราคาคุณคำ ผกามากเกินไปไหม ผมยืนยันว่า ′ต้องให้′ ครับ ผมคิดว่า กระแส ′รู้ทันคนดี′ ของคุณคำ ผกามีนัยยะบางอย่างที่นอกเหนือไปจากเรื่องเพศและเรื่องของการร่วมเพศ โดยมีลักษณะไปรื้อทำลายแนวทางการศึกษาเรื่องเพศสภาวะของไทย"

"ในงานของคำ ผกา และนักวิชาการที่เป็น ′กองเชียร์เสื้อแดง′ นั้นมีมิติของความเป็นผู้หญิงที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม มันมีความกระจัดกระจายและสลับซับซ้อน มีความเปลี่ยนแปลงหลายๆด้าน และเราควรต้องดูในหลายๆมุม" พิชญ์กล่าว

"รำลึก" รัฐประหารครั้งสุดท้าย?

ที่มา Voice TV



Wake Up Thailand ประจำวันศุกร์ ที่ 16 กันยายน 2554

นำเสนอประเด็น
- 5 ปีรัฐประหาร 19 กันยา ทั่วไทย - ทั่วโลก
- ผลการเยือนกัมพูชา นายกฯ ยิ่งลักษณ์ - พ.ต.ท. ทักษิณ เข้ากัมพูชาวันนี้
- สรุปยอดเงินบริจาคน้ำท่วม 363 ล้านบาท
- สถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ
- รีวิวนิตยสารการเมืองรายสัปดาห์
- โพลชี้คะแนนนิยม "โอบามา" สูงในยุโรป แม้คนอเมริกันกว่าครึ่งเริ่มยี้
- นาซ่าเปิดตัวแบบจรวดรุ่นใหม่ที่มีกำลังสูงที่สุด
-ไมโครซอฟท์ เปิดตัววินโดว์ 8 เน้นเร็วกว่าเวอร์ชั่นเดิม

สุจิตต์ วงษ์เทศ: ชำระประวัติศาสตร์ "ไตรภูมิพระร่วง เป็นของสมัยอยุธยา, ธนบุรี, กรุงเทพฯ"

ที่มา Thai E-News


นัก วิชาการแะประวัติศาสตร์ไทยจำเป็นต้องชำระประวัติศาสตร์ ชำระวัฒนธรรมหลวง ชำระวิถึ "ไทยแท้" ชำระจิตวิญญาณประชาชาติผ่านพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน และสนับสนุนนักวิชาการที่ขุดคุย ค้นคว้า และตั้งคำถามกับอดีต เพื่อเสรีภาพแห่งวิชาการ

ทีมข่าวไทยอีนิวส์


โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
(ที่มา คอลัมน์สยามประเทศไทย หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 15 กันยายน 2554)


ไตรภูมิอยุธยา - สำเนาหนังสือไตรภูมิคัดลอกมาจากต้นฉบับ "ไตร่ยภูมพระมาไลย" จากหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่นายบุญเตือน ศรีวรพจน์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มภาษาและวรรณกรรม กรมศิลปากร นำมาแสดงเมื่อวันที่ 9 กันยายน ชี้เป็นหลักฐานสำคัญที่จะช่วยยืนยันว่าสมัยกรุงศรีอยุธยามีไตรภูมิ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ (ภาพและคำอธิบายจาก มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2554 หน้า 1)

รัฐ สุโขทัยไม่เคยมีหนังสือไตรภูมิ เพราะเล่มที่เรียกไตรภูมิพระร่วงไม่ใช่สำนวนเก่าแก่ แต่เป็นหนังสือแต่งสมัยหลัง เช่น ปลายอยุธยา, หรือไม่ก็ธนบุรี, กรุงเทพฯ

"ไตรภูมิ" เป็นความรู้ชั้นสูงของคนชั้นสูงในสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ ที่รับจากชมพูทวีป(อินเดีย) ตั้งแต่ราว พ.ศ. 1000 หรือก่อนหน้านั้น

ความ รู้ไตรภูมิเป็นเรื่องเกี่ยวกับกำเนิดและความเป็นมาของสิ่งต่างๆ เช่น จักรวาลและโลกแบน มีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง, รวมทั้งคำอธิบายว่า พระราชามาจากไหน? มาอย่างไร? เป็นต้น

พราหมณ์ชมพูทวีปเอาความรู้ ไตรภูมิเข้ามาเผยแผ่ก่อนที่อื่นๆ ให้คนชั้นสูงในสุวรรณภูมิ บริเวณบ้านเมืองแถบลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน(เจ้าพระยา) มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดียืนยันเป็นรูปปูนปั้นต่างๆ ที่อู่ทอง(สุพรรณบุรี) และนครชัยศรี(นาครปฐม)

หลักฐานนั้นได้แพร่หลายไปลุ่มน้ำอื่นๆ เช่น ลพบุรี-ป่าสัก, ปิง-วัง แล้วเข้าถึงรัฐสุโขทัยบริเวณลุ่มน้ำยม-น่าน ในสมัยหลัง

หาก เชื่อได้ตามที่เล่ามาข้างต้น ความรู้ไตรภูมิต้องมีเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในราชสำนักอโยธยา-ละโว้ ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก่อนลุ่มน้ำอื่นๆ โดยเฉพาะก่อนลุ่มน้ำยม-น่าน ที่ราชสำนักสุโขทัยมีขึ้นหลังรัฐอโยธยา-ละโว้

แต่การเมืองในราชสำนัก กรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่สมัยแรกจนสมัยหลัง กำหนดให้ไตรภูมิฉบับพระมหาช่วย อักษรขอม ภาษาไทย จารบนใบลาน เมื่อ พ.ศ. 2321 ปลายแผ่นดินพระเจ้าตาก(กรุงธนบุรี) ว่าเป็น "ไตรภูมิพระร่วง" ทำขึ้นโดยพญาลิไทย หรือพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย ที่ถูกสร้างใหม่ให้เป็นราชธานีแห่งแรกของไทย

"ไตรภูมิพระร่วง"ที่ผ่านมาก็ถูกอุปโลกน์เป็นไตรภูมิฉบับแรกและฉบับเดียวในไทยแล้วห้ามสงสัย ห้ามถาม ห้ามเถียง

ในทำเนียบประวัติวรรณคดีไทยของทางการ จึงไม่มีหนังสือไตรภูมิยุคอยุธยา จะมีก็แต่สมุดภาพไตรภูมิ

อันที่จริงไตรภูมิไม่จำเป็นต้องมีฉบับเดียว จะมีกี่ฉบับก็ได้ เพราะมีประเพณีคัดลอกต่อๆกันไป

การคัดลอกก็อาจเพิ่มข้อความของตนลงตรงไหน หรือตอนหนึ่งตอนใดก็ได้อีก แล้วมีให้จับพิรุธได้บ่อยๆ

ดังนั้นจะเขียนความเชื่อของตัวเองลงไปก็ได้ ว่าพญาลิไทยแต่งไตรภูมิ เมื่อ พ.ศ. 1888

ที่ทางการแถลงว่าพบไตรภูมิฉบับอยุธยา อยู่ในหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส เท่ากับยืนยันว่ายุคอยุธยามีหนังสือไตรภูมิจริงๆ

แต่ นักค้นคว้านอกกระแสไม่เคยคิดว่าไตรภูมิพระร่วงของทางการเป็นวรรณคดี รัฐสุโขทัย เพราะสำนวนโวหารของไตรภูมิฯ ส่วนมากเป็นยุคอยุธยา และยุคกรุงธนบุรี-กรุงเทพฯ ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ เชื่อว่ามีส่วนเป็นพระราชนิพนธ์ ร.4 ด้วยซ้ำไป

รัฐสุโขทัยไม่เคยมีหนังสือไตรภูมิ เพราะหนังสือไตรภูมิที่มีเป็นของรัฐอยุธยา และอาจเป็นของรัฐหลังจากนั้นก็ได้

บอก มาอย่างนี้ นักวิชาการด้านภาษาและวรรณคดีต้องโมโหโกรธาหัวหกก้นขวิดเป็นปกติ เพราะพวกเขาคิดว่าภาษาและวรรณคดีเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นสมบัติของผู้ดี ขุนนางอำมาตย์เท่านั้น คนชั้นอื่นๆไม่เกี่ยว

ภารกิจลับคอ.นธ. สัมพันธ์รัก"อุกฤษ-ทักษิณ" กับ 2 มาตรฐานในใจ"แดง"

ที่มา มติชน


การเมือง มติชน 16 กันยายน 2554


พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับปี พ.ศ.2542 คำว่า "นิติธรรม" หมายถึง หลักพื้นฐานแห่งกฎหมาย

แต่พลันที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติตั้ง "คณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.)" ที่มี "อุกฤษ มงคลนาวิน" เป็นประธาน

พร้อมมอบ "หน้าที่" ให้ ครม. รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ตาม "หลักนิติธรรม" หรือเรียกง่ายๆ ว่า ให้ปฏิบัติตามหลักพื้นฐานของกฎหมาย

ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ก็ออกมาดาหน้าถล่มทันทีว่า "แทรกแซงองค์กรอิสระ-ปฏิวัติเงียบ-ตั้งองค์กรเถื่อนใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ-จ่อรื้อศาล"

ทั้งที่ "อำนาจ" ของ คอ.ยธ.ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2554 หลักๆ มีเพียงการกำหนดยุทธศาสตร์ แนวทาง มาตรการ ข้อเสนอแนะ และกระบวนการต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อหลักประกันการใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม สุจริต ภายใต้ "มาตรฐานเดียวกัน" ตามหลักนิติธรรม

และเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ไปตามหลักนิติธรรม

แปลง่ายๆ คือ ทำรายงาน-ชงข้อเสนอต่อ "นายกรัฐมนตรี" ในฐานะผู้บังคับบัญชา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ส่วนจะ "เดินหน้าต่อ" หรือ "โยนเข้าลิ้นชัก" เป็นอีกเรื่อง!

ในอดีตการตั้ง "คณะกรรมการอิสระ" ด้วยระเบียบสำนักนายกฯ มักมีเหตุผลหลัก 3 ประการ

1.ถ่วงเวลา-ดึงเรื่อง-เบี่ยงความรับผิดชอบ ซึ่งมักใช้เวลาเกิดปัญหาที่เกินกำลังรัฐบาลจะแก้ไข เช่น การตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ที่มี "อานันท์ ปันยารชุน" เป็นประธาน สมัยรัฐบาล "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

2.ไกล่เกลี่ย-หาข้อสรุป มักใช้เวลาที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง อาทิ การตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี "สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" เป็นประธาน สมัยรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"

และ 3.เสนอสิ่งที่รัฐบาลอยากทำ-แต่ยังขาดความชอบธรรม จึงต้องมี "คนกลาง" ขึ้นมาเสนอ ซึ่งการแต่งตั้ง "คอ.นธ." น่าจะเข้าข่ายกรณีนี้

ปัญหาที่ต้องพิจารณาตามมาคือ "คอ.นธ." จะเข้ามาทำอะไร?

"พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม ผู้ชงเรื่องแต่งตั้งเข้า ครม. ปฏิเสธให้ข้อมูลกับนักข่าว โดยกล่าวสั้นๆ แค่ว่า "เข้ามาแก้ไขกระบวนการยุติธรรมที่ยังเป็น 2 มาตรฐาน"

ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.)-แกนนำคนเสื้อแดง ต่างๆ อ้อมๆแอ้มๆ ไม่มีใครให้คำตอบเรื่อง"จุดประสงค์" ของ คอ.นธ.ได้

หากมองในแง่ดี "คอ.นธ." อาจจะเข้ามารับช่วงต่อคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี "คณิต ณ นคร" เป็นประธาน

เพราะ "โมเดลแอฟริกาใต้" ที่ "คณิตและพวก" ยึดเป็น "บันได" ในการพาบ้านเมืองไปสู่ความปรองดอง มีด้วยกัน 3 ขั้นคือ 1.ค้นหาความจริง 2.เยียวยาผู้เสียหาย และ 3.ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม

หาก คอป.เป็นบันไดขั้นแรก คอ.นธ.ก็เป็นบันไดขั้นสุดท้าย

ส่วนบันไดขั้นที่ 2 แว่วว่าจะมีการตั้ง "คณะกรรมการเยียวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง" ไม่ว่าสีเสื้ออะไร โดยมอบหมายให้ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน

แต่ถ้ามองโลกในแง่ร้าย "คอ.นธ." อาจเป็น "เครื่องมือใหม่" ที่ออกแบบเพื่อช่วย "นายใหญ่" แบบซ่อนรูป

เพราะแม้ประธาน คอ.นธ.จะออกแถลงการณ์ปฏิเสธล่วงหน้าว่า จะไม่แตะต้องการ "นิรโทษกรรม-รื้อคดี" ทีเกี่ยวข้องกับ "พ.ต.ท. ทักษิณ" เด็ดขาด

ทว่า หากไล่ดูสายสัมพันธ์ระหว่าง "อดีตประธานรัฐสภา 3 สมัย" กับ "อดีตนายกฯ 2 สมัย" คู่นี้ เป็นที่รู้จักกันดีว่าแนบแน่นในระดับไม่ธรรมดา

การันตีผ่านการใช้บริการมือกฎหมายจาก"สำนักกฎหมายอุกฤษ มงคลนาวิน" ตลอดช่วงอายุรัฐบาลทักษิณ 1 และ 2

หรือ "วัฒนา เมืองสุข" ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พท. มือดีลให้ปล่อยตัวเสื้อแดงในปี 2554 และ "คนส่งสาร-คนสำคัญ" ของ "ผู้นำผลัดถิ่น" ก็เป็นศิษย์เอกของผู้ก่อตั้งคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายนี้

แถมยังมีข่าวไม่กรองว่าชายชื่อ "อุกฤษ" เคยถูกวางตัวเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ระหว่างที่ "คดีซุกหุ้นภาคแรก" ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

แม้จะแว่วว่า งานหลักของ คอ.นธ.คือการแก้รัฐธรรมนูญฉบับท็อปบูต พ่วงรื้อกฎหมายสีเขียวที่ออกหลัง 19 กันยายน 2549 เพื่อล้างภาพ "2 มาตรฐาน" ในสังคมไทย

แต่เชื่อว่าหลายคนยังน่าจะข้องใจว่า หากไม่เกี่ยวข้องกับ "พี่ชาย" แล้ว "รัฐบาลน้องสาว" จะเร่งรีบทำไปเพื่ออะไร?

-----------------------
2มาตรฐานในใจ"แดง"

"สองมาตรฐาน" กลายเป็น "วาทกรรมการเมือง" ที่ "กลุ่มคนเสื้อแดง" นำมาใช้อธิบายความรู้สึกของ "ผู้ถูกกระทำ" นับจากเหตุปฏิวัติ 19 กันยายน 2549

และกลายเป็นตัวจักรสำคัญในการเติบโตอย่างรวดเร็วของ "มวลชนคนเสื้อแดง"

ภายในระยะเวลา 1-2 ปี จาก "ม็อบพีทีวี" ที่เรียกร้องขอให้ "รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์" อนุญาตให้เปิดช่องทางการสื่อสารให้ "สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีเพิล แชนแนล (พีทีวี)" ได้ออกอากาศใน "มาตรฐานเดียวกัน" กับที่ "สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี" ของ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" และทีวีดาวเทียมช่องอื่นๆ ได้รับ

กลายเป็น "ม็อบเสื้อแดง" ที่มีศักยภาพทั้งด้านมวลชน-ด้านการเมือง

"แกนนำเสื้อแดง" แสดงให้เห็น "การปฏิบัติ" และ "การบังคับใช้กฎหมาย" ที่เรียกว่า "สองมาตรฐาน" เพื่อปลุกใจ "มวลชน" อย่างได้ผลในหลายกรณี

ตั้งแต่การถือครองที่ดินในเขตป่าสงวนของ "อำมาตย์" โดยไม่มีการดำเนินคดีใดๆ

โดยเฉพาะกรณีการถือครองที่เดิน "เขายายเที่ยง" ของ "พล.อ.สุรยุทธ์" ที่สุดท้าย "อัยการ" สั่งไม่ฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าไม่มีเจตนา

จนถูกนำมาเปรียบเทียบกับ "คดีที่ดินรัชดาภิเษก" ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี

แต่ที่ได้ผลมากที่สุดในการปลุกอารมณ์ร่วมจาก "คนเสื้อแดง" คือการเรียกร้องไม่ให้ "ปฏิบัติสองมาตรฐาน" กับการชุมนุมของ "คนเสื้อแดง-คนเสื้อเหลือง"

โดย "คนเสื้อเหลือง" มักได้รับการอำนวยความสะดวกในการชุมนุมหลายครั้ง ขณะที่ "คนเสื้อแดง" ถูกสั่งสลายการชุมนุม

โดยครั้งแรกในปี 2550 มีการสลายการชุมนุมบริเวณถนนหน้าบ้านพักสี่เสาเทเวศร์

ครั้งที่ 2 ในปี 2552 สลายการชุมนุมที่ถนนพิษณุโลกหน้าทำเนียบรัฐบาล

และครั้งล่าสุด ในปี 2553 ขอคืนพื้นที่ถนนราชดำเนิน-กระชับพื้นที่ราชประสงค์

ทุกครั้งส่งผลให้แกนนำคนเสื้อแดงถูกดำเนินคดี-ควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ

ร้ายแรงที่สุดคือ ต้องกลายเป็น "ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย" ที่ทำให้หลายคนต้องถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว

กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญให้ "แกนนำ นปช." นำมาใช้ในการเปรียบเทียบกับกรณีของ "พธม." ที่เคยนำกำลังบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 รวมไปถึงการบุกยึดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ในปี 2551

แม้ "คนเสื้อเหลือง" จะถูกดำเนินคดีใน "ข้อหาก่อการร้าย" เช่นเดียวกับ "คนเสื้อแดง" แต่เป็น "คนละมาตรฐาน" เนื่องจาก "แกนนำ พธม." ได้รับการอนุญาตให้ประกันตัว ไม่มีใครต้องเดินเข้าสู่ประตู "ห้องขัง"

ล่าสุด "สมบัติ บุญงามอนงค์" หรือ บ.ก.ลายจุด ถูกพิพากษาให้จำคุก 6 เดือน ในความผิดฝ่าฝืนพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากมีการระดมพลชุมนุมที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ช่วงที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ดังกล่าวในพื้นที่ กทม. ปี 2553

แต่ช่วงเดียวกัน "นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์" ระดมพล "เสื้อหลากสี" ร้องเพลงชาติที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลับไม่มีการจับกุมดำเนินคดีใดๆ

นอกจากนี้คดีที่สร้างคำถามคาใจ "คนเสื้อแดง" มากที่สุด หนีไม่พ้น "คดียุบพรรคไทยรักไทย" และ "คดียุบพรรคพลังประชาชน" ที่ผลลัพธ์แตกต่างกับ "คดียุบพรรคประชาธิปัตย์" อย่างสิ้นเชิง

เหล่านี้คือบางส่วนของคดีคาใจ "คนเสื้อแดง" ที่รอคณะกรรมการนิติธรรม ชุด "อุกฤษ มงคลนาวิน" สลายมาตรฐาน!!!

"เฉลิม"สั่งรื้อคดี 13 ศพม็อบเสื้อแดง ให้ดีเอสไอส่งคืนสน.ท้องที่ ชันสูตรพลิกศพ

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 16 กันยายน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดี 13 ศพ จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งประกอบด้วย 9 ศพ ที่วัดปทุมวนาราม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล นายฮิโร มูราโมโต นักข่าวช่างภาพรอยเตอร์ประเทศญี่ปุ่น นักข่าวอิตาลี และนักข่าวฝรั่งเศส ว่า ได้ติดต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีคนตาย 13 ศพ โดยหลักการพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจชันสูตรพลิกศพ ต้องเป็นพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่พบศพ ดีเอสไอไม่มีอำนาจชันสูตรพลิกศพ แต่มีอำนาจสอบสวนคดีทั้งหมดได้ถ้ารับเป็นคดีพิเศษ

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า นายธาริตบอกว่าในสัปดาห์หน้าจะส่งเรื่องกลับมาให้พนักงานสอบสวนที่พบศพของ สถานีตำรวจนครบาล ทั้งนี้ ในการประชุมดีเอสไอครั้งที่ผ่านมานายธาริตนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม แต่ตนได้บอกให้ถอนเรื่องไป เพราะดีเอสไอไม่มีอำนาจชันสูตรพลิกศพ


“กรณีนักข่าวอิตาลี นักข่าวญี่ปุ่นที่สี่แยกคอกวัว ก็ต้องดูว่าท้องที่ไหน ที่ผ่านมาเอาไปเก็บไว้ไม่ได้ ทั้งนี้ ไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าต้องทำให้เสร็จภายในกี่วัน เพราะการฟ้องคดีถ้าชันสูตรพลิกศพไม่เสร็จก็ฟ้องไม่ได้ แต่ไม่ชันสูตรพลิกศพเลยฟ้องได้ ทุกอย่างจะต้องทำให้เป็นระบบ ” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว


ปราบ"ยา"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ต้องยอมรับว่าการปราบปรามยาเสพติดเป็นนโยบายที่ดีที่สุดของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

การขับเคลื่อนต่างๆ เป็นรูปธรรม บูรณาการ และนิติธรรม

ไม่ใช่ทำกันแบบไฟไหม้ฟาง

นายกฯ ยิ่งลักษณ์เพิ่งเปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ "ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด" ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

นอกจากตำรวจแล้ว ยังดึงทหาร และหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมปฏิบัติการด้วย

ตั้งเป้าลดยาเสพติดให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ใน 1 ปี

มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ซึ่งคุมงานตำรวจ เป็นผอ.ศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะ ยาเสพติดแห่งชาติ (ศพส.)

ภาพของร.ต.อ.เฉลิมถึงแม้จะดูเอะอะเสียงดัง แต่ในฐานะที่เป็นตำรวจเก่า บอกได้เลยว่าเป็นงานถนัด

ยิ่งได้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็นว่าที่ผบ.ตร. ก็ยิ่งเหมาะ

เพราะมีผลงานโดดเด่นด้านการปราบปรามยาเสพติด

ยัง มี พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร.มือปราบ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รองผบ.ตร. มือสอบสวน กับ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา สบ 10 มาร่วมทีมก็ยิ่งเดินหน้าไปอย่างสบาย

ล่าสุดรัฐบาลยังขอตัว พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผบ.ตร.ไปช่วยงานปราบยาเสพติด ในฐานะเลขาธิการป.ป.ส.

ยิ่งทำให้งานสอดประสานกันอย่างดี

โดยงานเร่งด่วนตอนนี้คือการ "สกัดกั้น-จับกุม"

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ตั้งชุดฉก.ของตชด. 18 ชุดลุยสกัดการลักลอบนำยาเสพติดข้ามชายแดนใน 3 จังหวัดภาคเหนือ

ซึ่งก็ได้ผล เพราะว่าช่วงเวลาแค่ 2 สัปดาห์ จับกุมยาบ้าเกือบ 3 ล้านเม็ด เฮโรอีน-ยาไอซ์อีกมหึมา

และตามมาติดๆ ด้วยนโยบาย "ยึดทรัพย์" ขบวนการยาเสพติด

แต่ที่สำคัญที่สุดคือการ "การบำบัด" ผู้เสพและ ผู้ติดยาให้กลับเป็นคนดีของสังคม

ต้องถือว่าผู้เสพและผู้ติดยาเปรียบเหมือนคนไข้และผู้ป่วย หลังบำบัดแล้วก็ต้องสร้างอาชีพใหม่ให้คนกลุ่มนี้

ไม่ให้หันกลับไปพึ่งยาเสพติดอีก

พอย้อนไปดูสถิติปัญหายาเสพติด จะเห็นได้ชัดว่ากลับมาระบาดหนักในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา !?

เปรียบเทียบจากปี 50 มีผู้ที่เกี่ยวข้องเพียง 409,000 คน แต่ในปีนี้มีถึง 1,386,000 คน

เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก มีคนติดยาเพิ่มขึ้นกว่า 8 แสนคน

หมู่บ้านเสี่ยงก็เพิ่มจาก 6 หมื่น เป็น 8 หมื่นหมู่บ้าน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องทำให้เป็นวาระแห่งชาติ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 16/09/54 ผลประโยชน์ร่วม..ไทย-กัมพูชา

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


ความสัมพันธ์ ฉันเพื่อน ไม่เลือนหาย
ยังมากมาย ท่วมท้น จนล้นเหลือ
ต้องสานรัก เกื้อหนุน คอยจุนเจือ
ความหวังเพื่อ..สิ่งดีงาม..ติดตามมา....


ผลประโยชน์ ร่วมกัน ต้องสรรค์สร้าง
ส่องสว่าง ด้วยรัก ประจักษ์ค่า
ใจแลกใจ จากไทย-กัมพูชา
อย่ารอช้า หากมุ่งหมาย สายสัมพันธ์....


อย่าสนพวก วิปริต..ขี้อิจฉา
คอยเห่าหอน ดั่งหมา ช่างน่าขัน
ทำลับลับ ล่อล่อ จ้อรายวัน
สันดานมัน ชั่วช้า สุดสารเลว....


เอาความคิด โสมม จนล่มสลาย
สร้างวุ่นวาย แตกแยก จนแหลกเหลว
ใช้แผนชั่ว สุดจัญไร สุมไฟเปลว
จนดิ่งเหว ย่อยยับ ชาติอับปาง....


จงร่วมมือ สานฝัน วันฟ้าใส
หล่อหลอมใจ เดินหน้า เพื่อสะสาง
สมบ้านพี่ เมืองน้อง ต้องร่วมทาง
อย่าสนบ่าง ช่างยุแหย่..แค่พวกมาร....


๓ บลา / ๑๖ ก.ย.๕๔

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: อย่าเล่นงานหมอวิชัยแบบนี้

ที่มา ประชาไท

อ่านข่าว “มติชน” เรื่องที่สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) เรียกร้องให้ปลดหมอวิชัย โชควิวัฒน์ จากบอร์ด สปสช.เพราะทับซ้อนกับการดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดองค์การเภสัชกรรม แล้วผมก็รู้สึกเศร้าใจพร้อมกับห่วงใย เพราะมีทีท่าว่าหมอวิชัยจะถูก “ล้างบาง” หลังจากที่การตั้งบอร์ด สปสช.ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คนก่อนหน้านี้ คนของฝ่ายการเมืองได้เข้ามาทั้งหมด กระทั่งหมอสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ก็หลุดไปรายหนึ่งแล้ว

แน่นอน ผมวิพากษ์วิจารณ์เครือข่ายลัทธิประเวศตลอดมา กระทั่งล่าสุดที่หมอวิชัยเป็นประธานอนุกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สอบ “อีเมล์ซื้อสื่อ” แล้วดันมาสรุปว่าค่ายมติชน “เอนเอียง” อย่างไม่ให้ความเป็นธรรม

แต่ในการต่อสู้กับลัทธิประเวศ เราก็ต้องแยกแยะ และต้องให้ความเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชนเป็นสำคัญ

อันที่จริงผมวิพากษ์วิจารณ์เสมอว่า บรรดา “กลุ่มสามพราน” สานุศิษย์หมอประเวศ นั่งไขว้กันไปไขว้กันมาใน 4 ส.คือ สวรส.สช.สปสช.และ สสส.แล้วก็มองเห็นแต่พวกตัวเอง ให้ทุนกันเอง (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเครือข่ายสีเหลือง)

แต่พอเห็นทิศทางของการ “ล้างบาง” ใน สปสช.ก็บอกตรงๆ ว่าผมไม่สบายใจ และเป็นกังวล ถ้าฝ่ายการเมืองจะเข้ามายึด สปสช.เพราะประเด็นที่น่าห่วงใยที่สุดคือ ฝ่ายการเมืองจะยึดอำนาจบริหารจัดการงบประมาณ 30 บาทรักษาทุกโรคกลับไปให้ข้าราชการประจำในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตัวเองสั่งการได้ เข้ามาแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้างได้ และจะทำลายแก่นสำคัญของนโยบาย 30 บาท ที่พรรคไทยรักไทยผลักดันมากับมือ

อย่าลืมนะครับว่า 30 บาทรักษาทุกโรค นโยบายที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด จับใจประชาชนที่สุด และยั่งยืนที่สุด แม้แต่ธีรยุทธ บุญมี หรือพวกที่ต่อต้านนโยบาย “ประชานิยม” ของรัฐบาลทักษิณ ก็ยังต้องยอมรับว่า 30 บาทเป็น “สวัสดิการสังคม” นโยบายนี้ถือกำเนิดมาจากการที่หมอวิชัย กับหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ไปนั่งคุยกับทักษิณ

หมอสงวนเป็นเจ้าของไอเดีย ซึ่งเสนอทุกพรรคนั่นแหละ แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยกล้าคิดกล้าทำสิ่งใหม่ ทั้งที่นโยบาย 30 บาททดลองทำมาแล้วในรัฐบาลชวน ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว หมอวิชัย หมอหงวน ไปคุยกับทักษิณ ผ่านการเชื่อมต่อของหมอมิ้ง ที่เป็นคนเดือนตุลาเพื่อนพ้องน้องพี่มหิดล

เมื่อทักษิณรับมาเป็นนโยบาย พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ผู้ปฏิบัติก็คือหมอเลี้ยบ รมช.สาธารณสุข คนเดือนตุลาจากมหิดลอีกเช่นกัน โดยตอนนั้นหมอมงคล ณ สงขลา เป็นปลัดกระทรวง ร่วมกับหมอสงวน หมอวิชัย เครือข่ายหมอประเวศ และแพทย์ชนบท ช่วยกันผลักดันอย่างเต็มที่ จนประสบความสำเร็จ จากที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายไว้ตอนรัฐบาลไทยรักไทยแถลงนโยบาย ปรามาสว่าทำไม่ได้ (รวมถึงนักวิชาการและสื่ออีกมากมายที่ไม่เชื่อว่าทำได้)

ผมเคยเปรียบเทียบไว้ว่า หมอสงวนกับเครือข่ายหมอประเวศเป็นเหมือนแม่ของนโยบาย 30 บาท ทักษิณเป็นพ่อ คือหมอสงวนคิดมาสำเร็จแล้ว เหมือนไข่สุกแล้ว ขาดแต่สเปิร์ม ต้องอาศัยพ่อที่มีความกล้าคิดกล้าทำ (ปชป.ไม่มีสเปิร์ม ฮิฮิ)

ที่พูดนี่ไม่ใช่ผมจะมาลำเลิกบุญคุณที่มีต่อพรรคไทยรักไทยให้หมอวิชัย แต่ผมกำลังจะพูดถึงแก่นของนโยบาย 30 บาทต่างหาก

นโยบาย 30 บาทไม่ใช่การรักษาฟรีแบบใช้จ่ายสิ้นเปลือง ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่แก่นของนโยบายคือการปฏิรูประบบสาธารณสุข คือเกลี่ยงบประมาณใหม่กระจายลงสู่ชนบท จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามรายหัวประชากร

ในอดีตการจัดสรรงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข จัดให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ตามจำนวนเตียง หมายถึงขนาดใหญ่เล็กของโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลชุมชนมีขนาดไม่เกิน 120 เตียง โรงพยาบาลทั่วไป มีขนาด 120-500 เตียง โรงพยาบาลศูนย์ มีขนาด 500 เตียงขึ้นไป

การจัดตั้งโรงพยาบาลทั่วไปหรือโรงพยาบาลศูนย์ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ไม่ใช่ว่าจังหวัดใหญ่เป็นโรงพยาบาลศูนย์ จังหวัดเล็กโรงพยาบาลทั่วไป เพราะบางจังหวัดเช่น ราชบุรี มี รพ.ศูนย์ 1 แห่ง รพ.ทั่วไป 3 แห่ง จังหวัดปราจีนบุรี มี ร.พ.อภัยภูเบศร์เป็น รพ.ศูนย์ (ยกฐานะสมัยป๋าเหนาะเป็นรัฐมนตรี)

พูดได้ว่าในพื้นที่ไหนที่นักการเมือง พ่อค้าคหบดี หรือหลวงพ่อ หลวงตา มีบารมี สามารถหางบหรือหาเงินมาสร้างโรงพยาบาลได้ สิ่งที่ตกทอดให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ใช่แค่ตัวตึก แต่รวมถึงงบประมาณ บุคลากร ที่จะได้มากขึ้นตามจำนวนเตียง ทุกๆ ปีตลอดไป

แล้วประชาชนในพื้นที่ห่างไกลพื้นที่ยากจนล่ะ ก็แห้วสิครับ งบประมาณกระทรวงสาธารณสุขจัดให้ รพ.ชุมชนพิบูลมังสาหาร น้อยกว่า รพ.โพธาราม ซึ่งเป็น รพ.ทั่วไป ทั้งที่ประชากรราวๆ 1.3 แสนคนเท่ากัน

ภาคอีสานทั้งภาค มี รพ.ศูนย์ 6 แห่ง รพ.ทั่วไป 17 แห่ง ขณะที่ภาคกลางไม่นับกรุงเทพฯ มี รพ.ศูนย์ 5 แห่ง รพ.ทั่วไป 25 แห่ง ภาคกลางได้งบประมาณมากกว่า ได้หมอพยาบาลมากกว่า ทั้งที่ประชากรน้อยกว่าเยอะ

นโยบาย 30 บาทล้มระบบที่ว่านี้ทั้งหมด แล้วจ่ายงบประมาณใหม่ตามรายหัวประชากร สมมติจ่ายหัวละ 1 พันบาท พิบูลมังสาหารกับโพธาราม ก็จะได้ 130 ล้านเท่ากัน โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ ได้งบเฉพาะประชากรที่ตัวเองดูแล เช่น รพ.สรรพสิทธิ์ประสงค์ อุบลราชธานี ก็ได้เฉพาะจำนวนประชากรใน อ.เมือง แต่เมื่อ รพ.ชุมชนพิบูลมังสาหารส่งคนไข้มารักษาต่อที่ รพ.สรรพสิทธิ์ประสงค์ ก็ต้องเอาเงินมาจ่ายให้

แน่นอนที่ตอนแรกๆ พวก รพ.ศูนย์และ รพ.ทั่วไปโวยวาย เพราะงบประมาณหายไปเพียบ และมีปัญหาเรื่องการเก็บเงินจาก รพ.ชุมชน มีปัญหาในทางปฏิบัติอีกหลายอย่าง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นธรรมดาของการริเริ่มสิ่งใหม่ แต่ถ้าไม่ปฏิรูประบบเช่นนี้ ก็ไม่เกิดความเป็นธรรมและไม่สามารถกระจายสิทธิการรักษาพยาบาลให้ประชาชนได้ ทั่วถึง

ถามว่าการปฏิรูปอย่างนี้ใครเดือดร้อน ก็แพทย์พยาบาลที่อยู่ตาม รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไปสิครับ เพราะเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่แพทย์พยาบาลส่วนใหญ่อยากเลือกอยู่ รพ.มหาวิทยาลัย รพ.ศูนย์ อยากอยู่กรุงเทพฯ ใกล้กรุงเทพณ หรืออย่างน้อยก็ รพ.ในตัวจังหวัด ไม่มีใครอยากไปอยู่ รพ.ชุมชนหรอก การกระจายงบทำให้ รพ.ศูนย์ รพ.ชุมชน ต้องจำกัดจำนวนแพทย์พยาบาล ไม่รับคนใหม่ คนเก่าต้องทำงานหนักขึ้น การจ่ายยาก็ต้องควบคุมให้ใช้เท่าที่จำเป็น (ใช้ยาแพงตามแรงยุดีเทลยาไม่ได้)

นอกจากทำงานหนักขึ้นแล้ว แพทย์พยาบาลยังต้องเผชิญกับ “การใช้สิทธิ” ของคนยากคนจน ซึ่งพวกประชาธิปัตย์อ้างว่าก่อนมี 30 บาทก็ไม่ใช่ว่าโรงพยาบาลปล่อยให้คนไข้ตายถ้าไม่มีเงินรักษา โรงพยาบาลมีเงินกองกลางเงินบริจาค ใช่ครับ แต่มันการขอความอนุเคราะห์ ขอความเมตตาปรานี แต่ 30 บาททำให้คนยากคนจนตระหนักว่าตัวเองมีสิทธิ เป็นสิทธิที่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นสิทธิที่สามารถเรียกร้องทวงถาม ขอเพียงกำเงิน 30 บาทเดินเข้าโรงพยาบาล แพทย์พยาบาลก็ต้องให้การรักษาจนหาย เมื่อประชาชนตระหนักว่าเป็นสิทธิ มันจึงมีเรื่องฟ้องร้องหรือร้องเรียนมากมาย ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยมี

นโยบาย 30 บาทจึงไม่เป็นที่พึงพอใจของแพทย์พยาบาลตามโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป รวมทั้งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย แม้โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยจะมีทางออกด้วยการของบอุดหนุนทางวิชาการ แต่ก็ต้องจำกัดงบประมาณลงเช่นกัน (เชื่อได้ว่าการที่พวกหมอออกมาไล่ระบอบทักษิณเยอะ ก็มีสาเหตุจากเรื่องนี้ด้วย ตลกร้ายคือพวกหมอสายนี้กับสายหมอประเวศต่างก็ใส่เสื้อเหลืองมาเจอกัน)

นอกจากนี้ 30 บาทยังไม่เป็นที่พึงพอใจของผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เพราะหลังจากดำเนินนโยบายมาครบปี หมอเลี้ยบ หมอหงวน ก็ผลักดันให้รัฐบาลไทยรักไทยออกกฎหมายจัดตั้ง สปสช.เป็นหน่วยงานที่ถือเงินงบประมาณค่ารักษาพยาบาลของคนไทยทั้งประเทศ ที่อยู่นอกระบบประกันสังคมและระบบราชการ แล้วเอาไปจัดให้ รพ.ต่างๆ ตามรายหัวประชากร

กระทรวงสาธารณสุขจึงหมดความหมายไปทันที เหลือแต่โครงไก่ ไม่ได้ถือเงินซื้อยาซื้ออุปกรณ์การแพทย์

พึงทราบด้วยว่าแพทย์สายบริหารในกระทรวง กับสายแพทย์ชนบท เครือข่ายหมอประเวศ เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน โดยเฉพาะตอนที่แพทย์ชนบทจับทุจริตยาสมัยหมอปรากรม วุฒิพงศ์ เป็นปลัดกระทรวง

การผลักดันนโยบาย 30 บาทของหมอเลี้ยบ หมอสงวน และแพทย์ชนบทในตอนนั้น จึงเจอศัตรูรอบด้าน ตั้งแต่ผู้บริหารในกระทรวง แพทย์พยาบาลตาม รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป รพ.มหาวิทยาลัย รวมทั้ง รพ.เอกชน และแพทยสภา ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับแพทย์ชนบทมาตลอดเช่นกัน

หลังหมอเลี้ยบออกจากกระทรวงสาธารณสุข ปล่อยให้เจ๊เป็นใหญ่ พวกผู้บริหารในกระทรวงพยายามจะล้มระบบ ด้วยการขอให้แยกเงินเดือนแพทย์พยาบาลออกมาจากงบประมาณรายหัว ซึ่งแปลว่าจะยังทำให้แพทย์พยาบาลกระจุกตัวอยู่ตาม รพ.ใหญ่ต่อไป แต่ก็ไม่สำเร็จ หลายปีที่ผ่านมา พวกผู้บริหารในกระทรวงทำได้แค่ขอแยกงบ 30 บาทเป็น 3 ส่วนคือ งบรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก และงบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ซึ่งยังจ่ายรายหัว แต่ขอให้กันงบผู้ป่วยในไปกองไว้ต่างหาก ให้ รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไปมาเบิกจาก สปสช.โดยตรง ทำให้ รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไปยังได้งบประมาณค่อนข้างเยอะ

ปัญหาก็คือ การที่ฝ่ายการเมืองไล่บี้สาวกหมอประเวศออกไปจาก สปสช.ด้วยความร่วมมือจากผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข แพทย์ รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป เช่นนี้แล้วจะส่งผลอย่างไรต่อนโยบาย 30 บาท เพราะหัวใจของ 30 บาทไม่ได้อยู่ที่การรักษาฟรี แต่อยู่ที่การปฏิรูประบบดังกล่าว ถ้าคุณบอกว่ารักษาฟรี แต่เอางบประมาณและบุคลากรกลับไปกองอยู่ที่ รพ.ศูนย์ รพ.ชุมชน รพ.มหาวิทยาลัย ชาวบ้านเดินไป รพ.ชุมชนแล้วเหลือหมออยู่แค่ 1-2 คน นโยบายนี้จะเดินไปอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

เพราะเท่าที่ได้ข่าวมานะครับ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขกำลังจะเสนอให้รวบงบประมาณโครงการหลักประกัน สุขภาพ (30 บาทนั่นแหละ) ไปอยู่ในมือผู้ตรวจราชการกระทรวงซึ่งมีอยู่ 19 เขต เป็นผู้จัดงบให้โรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งเท่ากับล้ม สปสช.ไปโดยปริยาย แล้วก็จะกลับไปสู่ระบบเก่า ล้มค่าใช้จ่ายรายหัว (รวมทั้งนักการเมืองยังสามารถแทรกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง)

ฉะนั้นที่ผมกังวล จึงไม่ใช่กังวลแทนหมอวิชัย แต่กังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับนโยบาย 30 บาทที่พรรคไทยรักไทยสร้างขึ้นด้วยมือ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนคนยากคนจน

ผมคัดค้านอคติทางการเมืองของเครือข่ายลัทธิประเวศ เรื่องใดที่พวกเขาทำไม่ถูกต้อง ก็ต้องต่อสู้คัดค้าน ไม่ว่าหมอวิชัย หมอชูชัย (ตัวเอ้เลย) แต่เรื่องใดที่พวกเขาทำถูกและเป็นประโยชน์ประชาชน ก็ต้องยอมรับ เมื่อปี 50 ผมเลือกพรรคพลังประชาชน แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการย้ายหมอศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล จากเลขา อย.เพราะหมอศิริวัฒน์ หมอวิชัย หมอสุวิทย์ หมอหงวน หมอมงคล ร่วมมือกันทำ CL ยา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชน (ยาละลายลิ่มเลือดเม็ดละ 80 บาท ทำ CL แล้ว สปสช.ซื้อได้ในราคาแค่เม็ดละ 1.50 บาท)

คณะอนุกรรมการของหมอวิชัย “พิพากษา” มติชนอย่างไม่ยุติธรรม ผมก็ต้องปกป้องมติชน แต่ถ้าจะมีการ “ล้างแค้น” หมอวิชัย อีหรอบนี้ผมก็ต้องปกป้องหมอวิชัย แม้ไม่ทราบว่าจะทำได้แค่ไหน (ทำได้แค่เขียนนี่แหละ)

ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับการ “กวาดล้าง” เครือข่ายลัทธิประเวศใน 4 ส.ซึ่งผมพูดไว้เองว่าถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ หมอประเวศล้มรัฐบาลได้

อย่างเช่นการไล่บี้ สสส.ที่เที่ยวอนุมัติงบ 19 ล้าน 18 ล้าน ให้เครือข่ายกันเอง (วงเงินไม่เกิน 20 ล้าน ผู้จัดการ สสส.อนุมัติได้โดยไม่ต้องผ่านบอร์ด) ซึ่งหลายกรณีก็น่าเกลียด เช่น ให้งบสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ไปจัดตั้งเครือข่ายวิทยุชุมชน หรือให้งบสถาบันอิศราแล้วมาตั้งเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย ที่ลงบทวิพากษ์นโยบายรัฐบาลถี่ยิบ

เพียงแต่เราต้องแยกแยะ และต้องคำนึงถึงเป้าหมายว่า เราต้องการทลายการผูกขาดขุมทรัพย์ภาษีเหล้าบุหรี่ของเครือข่ายลัทธิประเวศ เพื่อให้ภาคประชาสังคมได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ถูกเลือกสี ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ เป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนควรมีอำนาจกำกับดูแลระดับหนึ่ง ไม่ใช่ 4 ส.เป็นรัฐอิสระ

แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาครอบงำ จนนำไปสู่การจัดซื้อยาซื้ออุปกรณ์ราคาแพง หรือเอาเงินไปหาเสียงกับ อสม.ตามสูตร

เราไม่ใช่พันธมิตรนะครับ ที่เห็นใครยืนตรงข้ามเป็นคนชั่วเลวต้องทำลายล้างให้หมด

ใบตองแห้ง
16 ก.ย.54

ศีลธรรมเสรีชน ภายใต้ศีลธรรมประจบ (?)

ที่มา ประชาไท

ผมได้รับสำเนาหนังสือจากสถาบันพระปกเกล้าเชิญนิสิตนักศึกษา (ระดับปริญญาตรี โท เอก) นักวิชาการ อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาให้ส่งบทความทางวิชาการเข้าประกวดชิงเงินรางวัลชนะเลิศ 70,000 บาท เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา หัวข้อที่กำหนดมาคือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับธรรมาภิบาล”

และเมื่อวานมีผู้ที่อ้างว่าเป็นลูกศิษย์พระระดับ “พระราชาคณะ” โทรมาชวนเขียนบทความเรื่องดังกล่าว ทำนองว่าท่านเจ้าคุณไม่ว่าง เลยโยนเรื่องดังกล่าวมาให้ แล้วเขาก็นึกถึงผม อยากให้ผมช่วยเขียน (เห็นเราเป็นมือปืนรับจ้างหรือไง) ผมตอบไปทีเล่นทีจริงว่า “ถ้าจะให้มีธรรมาภิบาลโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เงื่อนไขอย่างต่ำที่สุดต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 8 และกฎหมายหมิ่นฯ มาตรา 112 ก่อนนะ เขียนแบบนี้ได้ไหม” เขาตอบว่า “โอ๊ย ไม่ได้ๆ ต้องยอพระเกียรติเท่านั้น”
ประเด็นของผมคือ ศีลธรรมที่อิงอยู่กับอุดมการณ์ความจงรักภักดี กับศีลธรรมแบบธรรมาภิบาลในโลกยุคใหม่เป็นศีลธรรมคนละระบบกัน และขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง (แต่ดูเหมือนว่าหน่วยงานที่จัดประกวดคงต้องการให้เขียนออกมาในแนวสนับสนุน กัน?) เพราะระบบศีลธรรมที่อิงอุดมการณ์ความจงรักภักดีเป็น “ศีลธรรมประจบ” (ยืมคำของอาจารย์สมภาร พรมทา) ส่วนศีลธรรมแบบธรรมาภิบาลคือ “ศีลธรรมเสรีชน”
ศีลธรรมประจบ คือศีลธรรมที่อยู่บนพื้นฐานความศรัทธาอย่างปราศจากข้อสงสัยในอำนาจ ศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง อำนาจศักดิ์สิทธิ์นั้นอาจจะเป็นเทพเจ้า พระเจ้า หรืออภิมนุษย์ก็ได้ แต่ “ลักษณะร่วม” คือ ผู้ทรงอำนาจศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ มีสถานะดัง “พระบิดา” อาจเป็นพระบิดาของโลก ของมนุษย์ในฐานะผู้สร้างโลกสร้างมนุษย์ หรือพระบิดาของประเทศก็ได้
พระบิดานั้นมีสถานะเป็น “ศูนย์กลางทางศีลธรรม” ในความหมายว่าเป็นที่มาของความดีงามทั้งปวง เป็นผู้สอน เป็นแบบอย่าง เป็นสื่อกลาง หรือเป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีต่างๆ เช่น พระเจ้าคือความดีสูงสุด และเป็นที่มาของความดีทั้งปวง เราทำความดีเพื่อเข้าถึงพระเจ้า เพราะเรารักพระเจ้า เราจึงรักเพื่อนมนุษย์ รับใช้พระเจ้าคือรับใช้เพื่อนมนุษย์ คือพระเจ้าเป็นทั้งสื่อกลาง แรงบันดาลใจ และเป้าหมายในการทำความดีทั้งปวง
ผมไม่ได้บอกว่าความเชื่อดังกล่าวงมงาย หรือไม่ใช่รากฐานทางศีลธรรมที่ดี แต่ความเชื่อเรื่องพระเจ้ามีพัฒนาการที่ซับซ้อน ในสมัยพุทธกาลนั้น การทำความดีเพื่อพระเจ้ามักแสดงออกในรูปแบบของการประจบเอาใจพระเจ้า เพื่อต้องการให้พระเจ้าโปรดปรานประทานพร เช่น พิธีสวดอ้อนวอน บวงสรวง บูชายัญญ์ ล้างบาปในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่พุทธศาสนาปฏิเสธ
เพราะพุทธศาสนาเห็นว่าศีลธรรมแบบประจบพระเจ้า หรือหวังพึ่งพาการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นั้น ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลว่าจะแก้ทุกข์ในชีวิตและสังคมได้อย่างไร บางเรื่องกลับไปสร้างทุกข์ซ้ำเติมอีก เช่น พิธีฆ่าสัตว์ ฆ่ามนุษย์ (ทาส) บูชายัญญ์ เป็นต้น ฉะนั้น พุทธศาสนาจึงเสนอ “ศีลธรรมเสรีชน” หมายถึงการทำความดีบนพื้นฐานการใช้เสรีภาพในการเลือกและรับผิดชอบตนเองบนฐาน คิด “มนุษย์เป็นที่พึงของตนเองได้” ไม่ต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาล
ในยุโรปหลังยุคกลาง นิทเช่ ก็เคยประกาศว่า “พระเจ้าตายแล้ว” เขาเห็นว่าศีลธรรมแบบประจบพระเจ้าเป็น “ศีลธรรมแบบทาส” มนุษย์ควรมี “ศีลธรรมแบบนาย” คือศีลธรรมที่มาจากการใช้เหตุผลตัดสินดีชั่วถูกผิดด้วยตัวเราเอง เราทุกคนคือนายของตัวเอง ความคิดทำนองนี้ คือที่มาของศีลธรรมแบบมนุษยนิยม หรือศีลธรรมเสรีชนอันเป็นที่มาของความคิดเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตยในระยะต่อมา
ศีลธรรมแบบพุทธศาสนาก็คือศีลธรรมเสรีชน หรือศีลธรรมแบบมนุษยนิยมนั่นเอง และระบบธรรมาภิบาลก็อยู่บนพื้นฐานของศีลธรรมเสรีชน แต่ศีลธรรมที่อิงอุดมการณ์ความจงรักภักดี เป็นศีลธรรมประจบที่เชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ ได้
ดูเหมือนคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็เคยพูดทำนองว่า “ทศพิธราชธรรมคือธรรมรัฐ หรือธรรมาภิบาล” ผมคิดว่า ถ้าพูดถึงทศพิธราชธรรมอย่างตรงไปตรงมาตามระบบศีลธรรมแบบเสรีชนของพุทธศาสนา ก็พออธิบายว่าเป็นธรรมมาภิบาลได้ เพราะตามหลักทศพิธราชธรรมจริงๆ ไม่มีข้อใดที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบพระมหากษัตริย์ ยิ่งกว่านั้นสาระสำคัญของทศพิธราชธรรมยังมีนัยให้ต้องตรวจสอบมากกว่า เพราะเราจะรู้ว่า พระมหากษัตริย์มีทศพิธราชธรรมสมบูรณ์ทั้ง 10 ประการได้ ก็ต่อเมื่อพระมหากษัตริย์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้อย่างแท้จริงเท่านั้น
แต่หากนำทศพิธราชธรรมไปสนับสนุนอุดมการณ์ความจงรักภักดีที่ถือว่าพระ มหากษัตริย์อยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ก็เท่ากับไม่ซื่อสัตย์ต่อหลักทศพิธราชธรรมแบบพุทธ เพราะเป็นการนำเอาศีลธรรมของพุทธที่เป็นศีลธรรมเสรีชนไปรับใช้ระบบศีลธรรม แบบประจบ ทศพิธราชธรรมที่ถูกนำไปใช้เช่นนั้นจึงไม่เป็นธรรมาภิบาล (หรือเป็นไม่ได้)
ระยะหลังมานี้สังคมเราโปรโมทในหลวงให้เป็น “ศูนย์กลางทางศีลธรรม” ของสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ พระองค์เป็นทั้งศูนย์รวมความศรัทธาในความดีงามทั้งปวง เป็นผู้สอน เป็นแบบอย่าง เป็นสื่อกลาง เป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีต่างๆ เพื่อ “พ่อ” เช่น ร้องเพลงเพื่อพ่อ เก็บขยะเพื่อพ่อ เลิกยาเสพติดเพื่อพ่อ ปลูกป่าเพื่อพ่อ ฯลฯ (ว่ากันว่ามีอาจารย์บางคนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ สอนนักศึกษาปีสี่ให้ “อ่านหนังสือเตรียมสอบเพื่อพ่อ” ด้วย)
ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นสิ่งที่ดี (ในความเชื่อของเขา) นะครับ แต่น่าสังเกตว่าทำไมประเทศนี้จึงไม่มีการรณรงค์ทำความดีในความหมายของการส ร้าง “ความเป็นธรรมทางสังคม” เพื่อพ่อบ้าง เช่น เรียกร้องเสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตยเพื่อพ่อ ฯลฯ หรือว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความดี? แน่นอนครับ มันไม่ใช่ความดีในความหมายของศีลธรรมแบบประจบ แต่เป็นความดีในความหมายของศีลธรรมแบบเสรีชน
ฉะนั้น ผมจึงรู้สึกทึ่งมากกับการจัดประกวดบทความทำนองนี้ เช่น “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับธรรมาภิบาล” ที่ทึ่งผมหมายความว่า มันเป็นเรื่องน่าอ้ศจรรย์กับความช่างคิดที่จะรวม (ยำ) ศีลธรรมแบบประจบกับศีลธรรมแบบเสรีชนให้เป็นเนื้อเดียวกันให้ได้
เพราะถ้าเรายืนยัน “ธรรมาภิบาล” ตามหลักสากลที่เน้นการมีส่วนร่วม ความโปร่งใสตรวจสอบได้เป็นต้นแล้วละก็ ธรรมาภิบาลโดยสัมพันธ์กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขปรับปรุง หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 และกฎหมายหมิ่นฯ มาตรา 112 (เป็นอย่างน้อย) แล้วเท่านั้น