WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 17, 2011

เครือข่ายชาวบ้านปักษ์ใต้เดินหน้าทำแผนพัฒนาภาคประชาชนสู้รัฐ

ที่มา ประชาไท

เครือข่ายประชาชนภาคใต้ ประกาศเดินหน้าพัฒนาศักยภาพชุมชน ฝ่าสารพัดปัญหามุ่งสู่ชุมชนเข้มแข็ง เตรียมทำแผนพัฒนาที่คนใต้ต้องการ สู้แผนพัฒนาภาครัฐ ดับฝันเมกะโปรเจ็กต์ จัดกระบวนการสื่อสารชุมชน พร้อมตอบโต้สร้างความยอมรับ

เมื่อเวลา 13.00–14.00 น. วันที่ 14 กันยายน 2554 ที่ห้องประชุมปาริชาติ มหาวิทยาลัยทักษิณ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โครงการประชุมวิชาการระดับชาติ “ชุมคน ชุมชน คนใต้ ครั้งที่ 3 เสียงจากผู้ไร้สิทธิชายแดนใต้” (Voices of the Voiceless : from the southernmost People in Thailand) ซึ่งจัดโดยโครงการจัดตั้งศูนย์อิสลามศึกษาเพื่อการบูรณาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ มีการสรุปภาพได้ภาพรวมจากเวทีสมัชชาประชาชน “ว่าด้วยเสียงจากผู้ไร้สิทธิ” โดยนายนฤทธิ์ ดวงสุวรรณ จากเครือข่ายลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา


นฤทธิ์ ดวงสุวรรณ

นายนฤทธิ์ สรุปว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชนมี 2 ส่วนคือ กลุ่มผู้กระทำ และกลุ่มผู้ถูกกระทำ 2 กลุ่มนี้มีมุมมองต่างกัน เจ้าของปัญหาคือ ชุมชนมีแนวคิดต้องการจัดการตนเอง โดยใช้พื้นที่และเครือข่าย รวมทั้งยอมรับความหลากหลายทั้งภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในการทำงานร่วมกัน ทุกกลุ่มมองว่าวิถีชีวิตอิงอยู่กับฐานทรัพยากรทุกประเภทในภาคใต้ ในการดำรงชีวิตจึงต้องใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้ศาสนาและวัฒนธรรมเป็นหลัก

นายนฤทธิ์ กล่าวถึงปัญหาจากกลุ่มผู้กระทำว่า ส่งผลกระทบต่อเครือข่ายต่างๆ จากหลักคิดต้องการพัฒนาให้เป็นเอกภาพหนึ่งเดียว ก่อให้เกิดแรงต้าน เมื่อพูดแผนพัฒนาต่างๆ แนวคิดเรื่องความเจริญ ความทันสมัย ทุนไร้พรมแดนยังคงครอบงำ และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่วนความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ หรือการใช้อำนาจพิเศษจัดการกับผู้ขัดขวางความเจริญ ผู้ที่คิดต่าง การกีดกันการเข้าถึงความช่วยเหลือสนับสนุน ซึ่งเกิดจากมุมมองการพัฒนาที่ต่างกัน ส่งผลให้เกิดการกดดันชนกลุ่มน้อยที่ถูกมองว่า เป็นผู้ขัดขวางความเจริญ โดยมองว่าไม่ใช่คนไทย มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่แยกแยะ

นายนฤทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีปัญหานโยบายจากส่วนกลางส่งตรงถึงพื้นที่ ปากบารา ทะเลสาบสงขลา ที่อยู่อาศัยของชาวเล คนพลัดถิ่น พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการพัฒนาอุตสาหกรรม และปัญหาความอยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ผลกระทบจากภัยพิบัตินับเป็นอีกสาเหตุ ที่ทำให้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยหลุดมือไปจากชาวบ้านในชุมชน นายทุนฉวยโอกาสออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินชาวบ้าน ขณะที่ปัญหาจาหภัยพิบัติโดยตรง เกิดจากไม่มีการเตือนภัยล่วงหน้า ความช่วยเหลือเข้าไปถึงพื้นที่ล่าช้า ไม่ทั่วถึง เล่นพรรคเล่นพวก

นายนฤทธิ์ กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ทั้งหมด ส่งผลให้ฐานทรัพยากรของคนใต้เสื่อมโทรมลงอย่างรุนแรง ปัญหาที่พบคือ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกจำกัดพื้นที่ทางวัฒนธรรมรัฐไม่ยินยอมให้แสดงออก การถูกเบียดเบียนแหล่งทำกินของชาวเล ความไม่เสมอภาคที่คนไทยพลัดถิ่นได้รับ นำมาสู่การเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่ม จนถูกกล่าวหาเป็นพวกหัวรุนแรง

“จากความขัดแย้งแบ่งแยกที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ความเป็นอยู่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน นอกจากความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับชุมชนจะเกิดขึ้นแล้ว ยังเกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเอกชน ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับหน่วยงานของรัฐ ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนักวิชาการที่ศึกษาโครงการขนาดใหญ่กับกลุ่มผู้ได้ รับผลกระทบ” นายนฤทธิ์ กล่าว

นายนฤทธิ์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ของกลุ่มสตรีก็ซับซ้อนเช่นกัน โดยเฉพาะความเท่าเทียมทางวัฒนธรรม ที่นำมาสู่การกดขี่ผู้หญิง เช่น มีภรรยา 4 แล้วไม่เลี้ยงดู เมื่อมีปัญหาก็หย่าร้างกัน ส่งผลให้เกิดปัญหาการศึกษา เศรษฐกิจ การดูแลบุตร ครอบครัวที่ไม่มั่นคง ซึ่งมีผลกระทบต่ออนาคตของชาติ ขณะที่คุณภาพในการจัดการด้านการศึกษาด้อยลง ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาลดลง เด็กถูกจัดการให้เหมือนกันทั่วประเทศ เด็กในโรงเรียนตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงและความแตกแยก

นายนฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า เรื่องทั้งหมดต้องการการพัฒนาแกนนำ เพิ่มศักยภาพในการจัดการครอบครัวให้กับกลุ่มสตรี ต้องสร้างความมั่นใจที่จะลุกขึ้นมายืนหยัดและต่อสู้กับปัญหา ขณะที่รัฐใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือจัดการคน ชุมชนต้องใช้ความกลัวเป็นโอกาสในการยืนหยัดต่อสู้กับปัญหา ต้องมีกระบวนการจัดการกลุ่มและเครือข่าย ทั้งด้านทุน การศึกษา สร้างความเข้มแข็ง และการรับมือภัยพิบัติ พร้อมกันไปกับการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิ์ ที่กระทบจากแผนพัฒนา จากการจัดการที่ดิน และการรุกเข้าของธุรกิจการท่องเที่ยว ที่กระทบต่อชาวเลโดยตรง

“สำหรับการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายของภาคใต้ ตอนนี้มีการนำเสนอเแผนพัฒนาภาคใต้ที่คนภาคใต้ต้องการ การเสนอรูปแบบการจัดการการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตัว เอง มีกองทุนพัฒนาสตรี การพัฒนาสร้างความมั่นคงความยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมบ้างแล้ว

ภายใต้การขับเคลื่อนกิจกรรมทั้งหมด ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพัฒนาศักยภาพของคน การเรียนรู้ประสบการณ์ทั้งด้านลึก และด้านกว้างข้ามพื้นที่ ข้ามประเด็น ข้ามภาค” นายนฤทธิ์ กล่าว

นายนฤทธิ์ กล่าวต่อไปว่า อีกส่วนที่สำคัญคือ การจัดกระบวนการโต้ตอบของชุมชน การจัดการตนเองให้เป็นที่ปรากฏ ทำให้กิจกรรมต่างๆ ในระดับพื้นที่มีความยั่งยืน มีการขับเคลื่อนเชิงรุกไปถึงทำเนียบรัฐบาล ไปถึงศูนย์กลางอำนาจ ซึ่งจะต้องเพิ่มพื้นที่สื่อสารให้กับภาคพลเมือง ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับเครือข่าย และระดับประเทศ

นายนฤทธิ์ สรุปถึงความก้าวหน้าของชุมชนว่า ที่เห็นชัดเจนคือรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่นำหน้าสังคมไปแล้ว แต่ยังไม่แสดงออกมาให้เห็นชัดๆ เป็นการสร้างความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเสรีอาเซียน ในมิติที่มากกว่าเศรษฐกิจขณะที่ศักยภาพด้านการศึกษาของคนรุ่นใหม่ดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด มีรูปแบบการศึกษาหลายรูปแบบ ตั้งแต่โรงเรียนตาดีกา ปอเนาะ การจัดการศึกษาของรัฐ ความก้าวหน้าที่น่าสนใจคือ การจัดการภัยพิบัติด้วยตัวเองของประชาชนที่ตื่นตัว มีการวางแผน มีการทำข้อมูล จนสามารถจัดการตัวเองได้เรียบร้อย และความก้าวหน้าในกลุ่มชาติพันธุ์ในมิติและประเด็นต่างๆ เช่น ความมั่นคงในชีวิต การศึกษา และพัฒนาเยาวชน การพัฒนาฐานอาชีพ การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

นายนฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ความก้าวหน้าที่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือ การพัฒนาสตรีเข้าสู่มิติต่างๆ โดยใช้วัฒนธรรมการเลี้ยงลูก วัฒนธรรมความเป็นอยู่ วัฒนธรรมการทำมาหากิน วัฒนธรรมการใช้ชีวิตในครอบครัว วัฒนธรรมศาสนา เป็นเครื่องมือจัดตั้งเครือข่ายต่างๆ ส่วรความก้าวหน้าอีกเรื่องคือ การใช้จุดอ่อนจากที่ถูกระแวง ไม่ได้รับการยอมรับ เป็นโอกาสในการสร้างชุมชนศรัทธา จนเกิดการยอมรับในสังคมเพิ่มขึ้น สามารถสร้างความสงบ สันติสุข สมานฉันท์ ได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นกระบวนการ เปิดให้ภาคีทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมร่วมกันได้

“รัฐต้องปรับวิธีคิดในการพัฒนา ด้วยการให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมจริงๆ รัฐต้องพร้อมที่จะรับข้อเสนอจากประชาชน รัฐต้องทบทวนและหยุดโครงการต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น และหันมาฟังประชาชน หยุดสนับสนุนให้ประชาชนทะเลาะกันในชุมชน เพื่อผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ รัฐต้องขยายเครือข่าย ดึงภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นเข้าไปร่วมวางแผนการพัฒนา ขณะที่เครือข่ายประชาชนต้องเข้ามาร่วมผลักดันแก้ไขปัญหาต่างๆ ในระดับเชิงนโยบายด้วย” นายนฤทธิ์ กล่าว

นายนฤทธิ์ กล่าวว่า กระบวนการการเมืองภาคประชาชน หรือการเมืองภาคพลเมือง ยังต้องการให้รัฐบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น และต้องการให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายบางฉบับ ที่สร้างปัญหาให้กับชุมชน นี่คือกระบวนการขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชน ที่ทำให้คนในชุมชน คนยากจน คนไร้ที่อยู่ คนไร้สัญชาติ เป็นคน เป็นพลังของบ้านเมือง

ป.ป.ช.แจ้งเชือดคดี "ไร่ส้ม-สรยุทธ์" 138 ล้าน

ที่มา ประชาไท

สอบนาน 4 ปี อนุฯ ป.ป.ช.มีมติแจ้งข้อกล่าวหา “ไร่ส้ม-สรยุทธ์” และ จนท.อสมท. คดีเงินค่าโฆษณา อสมท.138 ล้าน

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 54 ที่ผ่านมาเว็บไซต์เดลินิวส์รายงาน ว่านายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า จากกรณีที่บริษัท อสมท. จำกัด ( มหาชน ) ร้องทุกข์กล่าวโทษพนักงาน อสมท. เมื่อปี 2550 ในข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 รวมถึงบริษัทไร่ส้มจำกัด และกรรมการบริษัทไร่ส้ม ซึ่งมีนายสรยุทธ์ สุทัศนจินดา พิธีชื่อดังรวมอยู่ด้วย ทำให้ อสมท. ได้รับความเสียหายจากค่าโฆษณาเป็นเงิน 138,790,000 บาท จนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ทางคณะอนุกรรมการซึ่งมีนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธาน ได้รายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ว่า เบื้องต้นได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้เกี่ยวข้องแล้ว ส่วนขั้นตอนต่อไปนั้น ผู้ที่ได้รับแจ้งข้อกล่าวหาต้องเข้าชี้แจง หรือทำเป็นหนังสือชี้แจงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. จากนั้นคณะอนุกรรมการไต่สวนจะรวบรวมพยานหลักฐานและสรุปความเห็นเพื่อเสนอต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่วินิจฉัยต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าว คณะกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) มีคำสั่งลงวันที่ 21 ธ.ค.49 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่มี พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเป็นประธาน โดยฝ่ายบริหารมีมติให้แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่พนักงานของบริษัท อสมท. 2 คน คือ 1.นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด ผู้ดูแลเวลาโฆษณาของบริษัทไร่ส้ม ถูกกล่าวหาว่า มีพฤติการณ์ในการปลอมแปลงเอกสารและทำลายเอกสาร รวมทั้งรับสินบนจากบริษัทไร่ส้ม ทั้งนี้นางพิชชาภา ถูกไล่ออกไปแล้ว 2.นางเบจมาศ นนท์วงศ์ เป็นผู้ส่งโฆษณาให้แก่ นางพิชชาภาและบริษัทไร่ส้ม ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ทั้งนี้บริษัทไร่ส้มขณะที่ถูกกล่าวนั้น มีนายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา และ น.ส.อังคณา วัฒนมงคลศิลป์ เป็นผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท ส่วนพนักงาน อสมท. ที่เกี่ยวข้องรายอื่น ๆ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อไป ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อนายภักดี เพื่อสอบถามถึงรายละเอียดของผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด ปรากฏว่านายภักดี ได้เดินทางไปต่างประเทศ และจะกลับมาในสัปดาห์หน้า.

“อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์” ชี้ ‘ความอยุติธรรมที่ชายแดนใต้ลึกมาก’

ที่มา ประชาไท

สรุปความ “รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์” ในการบรรยายพิเศษเรื่อง “พลังชุมชน–พลังผู้ไร้สิทธิกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงจากข้างล่าง” ในงานโครงการประชุมวิชาการระดับชาติ “ชุมคน ชุมชน คนใต้ ครั้งที่ 3 เสียงจากผู้ไร้สิทธิชายแดนใต้” (Voices of the Voiceless : from the southernmost People in Thailand)

ระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2554 โครงการจัดตั้งศูนย์อิสลามศึกษาเพื่อการบูรณาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้จัดโครงการประชุมวิชาการระดับชาติ “ชุมคน ชุมชน คนใต้ ครั้งที่ 3 เสียงจากผู้ไร้สิทธิชายแดนใต้” (Voices of the Voiceless : from the southernmost People in Thailand)

เวลา 09.30 น. วันที่ 13 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการจัดงาน ก็เป็นคิวของ “รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์” อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขึ้นบรรยายพิเศษเรื่อง “พลังชุมชน–พลังผู้ไร้สิทธิกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงจากข้างล่าง” ณ หอประชุมอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

ต่อไปนี้ เป็นข้อความเฉพาะบางส่วนที่น่าสนใจ ที่เก็บได้จากการบรรยายทางวิชาการในหัวข้อนี้

………………………………………………

“ปัจจุบันในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการคืนความยุติธรรมให้กับชุมชนมากขึ้น เอกสารของคนทำงานพัฒนาในพื้นที่นี้ ชี้ให้เห็นว่าหลังจากรัฐได้ฟังเสียงของคนในชุมชนแล้ว ในช่วงหลังองค์กรของรัฐได้ตระหนักว่า ความอยุติธรรมที่มีอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ลึกซึ้งมาก องค์กรของรัฐจึงพยายามปรับตัวคืนความยุติธรรมให้กับชุมชนในหลายมิติ ไม่ว่าการยอมรับให้มีสภาชุมชน หรือการสร้างนิติธรรมชุมชน นี่ถือเป็นเสียงที่ยอมรับในความชอบธรรมของชุมชน ที่เกิดจากปฏิบัติการของเสียงผู้ไร้เสียงที่ดังมากขึ้น จากการแสวงหาทางออกของสังคมที่มีความหลากหลาย

โครงสร้างฐานที่มั่นของชุมชนคือ การสร้างชุมชนในอุดมคติ และฐานในการปกครองตนเอง ที่มีอยู่ 3 ฐานคือ การปกครอง สังคมชุมชน และจิตวิญญาณ กรณีชุมชนตักวา 4 ชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เกิดเสาหลัก ทำให้เกิดพื้นที่สาธารณะ มัสยิดก็ถือเป็นพื้นที่สาธารณะเช่นกัน จากการอ่านเรื่องชุมชนตักวา พบว่า เริ่มจากบ้านมั่นคง จากการพูดคุยกันหลายฝ่าย เริ่มขยับจากบ้านไปสู่ชุมชน จากชุมชนไปสู่อุดมคติชุมชน นี่คือความต่อเนื่อง และการตกผลึก

การสร้างตัวตนของผู้ไร้สิทธิ์ท่ามกลางการกดทับ ผ่านปฏิบัติการทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ นำไปสู่การตกผลึกทางอุดมคติของชุมชนและมนุษย์ นี่คือการท้าทายสังคม ด้วยการกระตุกเตือนให้คนคิดถึงสิ่งที่สูงกว่ามนุษย์ ซึ่งไม่ได้สร้างจากตัวเปล่า แต่เป็นการขยายรากฐานทางปัญญาเดิม

แม้ในวันนี้ อาจจะยังไม่สามารถบรรลุทุกอย่างได้อย่างที่คาดหวัง แต่สิ่งที่ทำลงไปแล้ว และกำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบั คือ การวางรากฐานทุกอย่างไว้ให้แก่อนุชนคนรุ่นหลัง เพื่อให้เขาสามารถเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่า และเข้าถึงอุดมคติสูงสุดของชีวิตมนุษย์

มนุษย์ต้องเชื่อมั่นในสังคมโดยรวม จึงจะสามารถแก้ปัญหา และกระบวนการต่อสู้ต่อรองของหลายฝ่าย จะเข้าสู่ความทรงจำกลายเป็นประวัติศาสตร์ร่วมกันของมนุษย์ เกิดปรากฎการณ์การสร้างชุมชน เช่น ชุมชนศรัทธา ภายใต้อุดมคติใหม่ ถ้าหากปราศจากความเชื่อมั่นทางสังคมแล้ว ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์จะเกิดปัญหามากมาย ถ้าหากมนุษย์กับมนุษย์เชื่อมั่นกันแล้ว หนทางการแก้ปัญหาก็จะมีมากยิ่งขึ้น ความเชื่อมั่นนี้หมายความว่า มนุษย์กับสังคมโดยรวม จะต้องเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ความเชื่อมั่นแบบนี้เป็นแนวทางสำคัญ ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในอนาคต ภายใต้ความเชื่อมั่นนี้ แม้กระทั่งหน่วยงานที่ค่อนข้างแข็งตัว และไม่ค่อยคิดอะไรมากนัก ก็สามารถปรับตัวเข้าใจปัญหาได้มากขึ้น

ชุมชนคนไทยมักจะบอกว่า สังคมของตัวเองเป็นสังคมแห่งความสุข แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นที่กระทบกระเทือนได้ง่าย สังเกตจากกลุ่มทุนเข้าไปมีบทบาทในชุมชนมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลก มาจากการแสวงหาอย่างต่อเนื่อง ความพยายามปรับเปลี่ยนเรื่องเล่า เพื่อให้เกิดการประนีประนอมมากขึ้น ครั้งหนึ่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ที่จังหวัดเชียงใหม่ เคยเขียนประวัติศาสตร์ชายแดนภาคใต้ รศ.ดร.รัตติยา สาและ จากมหาวิทยาลัยทักษิณ นำไปแปลเป็นภาษามลายู คนในชุมชนชายแดนภาคใต้บอกว่า อยากได้ประวัติศาสตร์แบบนี้

การสร้างความเข้าใจใหม่ หรือการแสวงหาแนวทางเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนเห็นเราได้ชัดขึ้น ขณะเดียวกันเราก็มีโอกาสเห็นคนอื่นได้ชัดเช่นเดียวกัน นอกจากการนำเสนอในส่วนที่เป็นแนวทางปฏิบัติการของเรา ยังมีส่วนสำคัญคือ บทสุรปที่บอกว่ามีเสียงในการปฏิบัติการของผู้ไร้เสียงจะดังมากขึ้น หากเสียงของผู้ไร้เสียงดังมากขึ้น ไม่มีใครอยู่เฉยได้ ไม่มีใครปฏิเสธความชอบธรรมได้ ดังนั้นเราจะเห็นว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีปฏิบัติการที่ทำให้สังคมมองชุมชนคนใต้ได้ชัดขึ้น จากการสร้างอุดมคติก้าวข้ามความต้องการส่วนตัว จนเกิดแรงผลักดันและการเสียสละร่วมกัน”

Asia Sentinel: Understanding the Thai Political Crisis

ที่มา Thai E-News


Written by Pavin Chachavalpongpun
Asia Sentinel
FRIDAY, 16 SEPTEMBER 2011

All of the aspects of Thailand’s calamity will be on display in Singapore Monday

On Monday, September 19, Thailand will commemorate the fifth anniversary of the military coup that ousted the elected government of Thaksin Shinawatra. That fateful coup has changed Thailand’s political landscape.

Political developments that took decades to come to fruition elsewhere before they could become visible have been compressed into a brief period of five years in Thailand. The country has seen many tragic incidents and thus fallen deeper into a state of polarization.

Watching many incidents in Thailand in the last five years is like watching a surreal soap opera. The plot is replete with heinous stories. The old elites have gone all out to eliminate their challengers, apparently by unlawful coup. They wanted to get rid of their number-one enemy, Thaksin, and eventually kick him out of the country.

But when Thaksin’s opponents returned to politics in 2008, they upgraded their strategies. This time, they seized the House of Government. They occupied the Suvaranabhumi International Airport, during which good food and good music could be found. They declared war with Cambodia so as to delegitimize the pro-Thaksin regimes. Thai upper class became more royalist that the royals themselves. The military walked into politics and threatened to stage another coup should the Thaksin cronies refuse to step down.

It seemed that they won in the first round, with the formation of the pro-elite regime under Abhisit Vejjajiva. As a posh, Oxford-educated baby-face premier, Abhisit had no time for the underprivileged. What he cared was how to defend the interests and power of the elitist class. When the underprivileged defied his legitimacy, he collaborated with the military and launched a most deadly crackdown against their opponents on the streets. As a result, 91 people were killed, over 2,000 injured.

But the killing of the protesters did not stop the Thaksin faction from coming to power yet again. In many ways, it made them stronger in pushing their agenda to remove the old status quo that only benefitted the elites. On July 3, 2011, Yingluck Shinawatra, youngest sister of Thaksin, arrived in power—a big slap in the face for the establishment.

Throughout the past five years, the political stalemate that has shaken the nation - playing with the Thai people's emotions and deeply polarising our society - has unveiled many dark secrets in politics. For one thing, it has revealed the anxiety on the part of the old establishment about a more open society. This has now clearly emerged as a threat to their power position. From this view, Thaksin is not really a menace to the Thai elite - an open political space is.

Thus, it is crucial to look back over the past five years and examine the changes in politics since the coup of 2006.

Accordingly, a one-day conference entitled "Five Years After the Coup: Thailand's Political Developments Since Thaksin's Downfall" s being held Monday at the Institute of Southeast Asian Studies in Singapore. The primary aim of the conference is to discuss the lessons learned (or not learned) from the coup, to explore the role of the key players, and to investigate issues that generated the legitimacy crises in Thailand.

I have brought together leading experts on Thai politics to provide an in-depth examination of Thailand's unending political and social crisis. The first session will deal with the impact of the coup in the political domain. Federico Ferrara, an assistant professor from the City University of Hong Kong, will kick off the conference with his talk on "Unfinished Business: The Contagion of Conflict Over a Century of Thai Political Development." This talk will be followed by one from Pitch Pongsawat from Chualongkorn University entitled, "Four Forms of Democracy in Thailand's Current Democratization."

The second session will focus on the theme, "Defending the Old Political Consensus: The Military and the Monarchy." James Ockeys of Canterbury University will elaborate on the role of the military in the political turmoil. His paper is entitled, "Broken Power: The Thai Military in the Aftermath of the 2006 Coup."

The next two speakers will touch upon a sensitive subject: the monarchy. Thongchai Winichakul of the University of Wisconsin-Madison will present his thought-provoking paper, "The Monarchy and Anti-Monarchy: Two Elephants in the Room." Meanwhile, David Streckfuss, an independent scholar, will deliver his speech on "Freedom and Silencing Under the Neo-Absolutist Monarch Regime in Thailand, 2001-2006."

In the third session, the discussion will concentrate on new political discourses and players. Michael Nelson from Thammasat University will speak on, "Vote No! The PAD's Decline from Powerful Movement to Political Sect?" Nick Nostitz, a journalist who has followed the red-shirt movement closely since its inception, will give a talk entitled, "The Red Shirts: From Anti-Coup Protesters to Social Mass Movement." Andrew Walker of the Australian National University, also a founder of the New Mandala website, will present a discussion entitled "Is Peasant Politics in Thailand Civil?"

For the final session, the attention will move over to the legitimacy crises in the wake of the 2006 coup. Marc Askew from Melbourne University will speak on the crisis in the South, "Shooting Themselves In the Foot: The Army and the South After the Coup." I will close the conference with a talk on the Thai-Cambodian conflict, "From Marketplace Back to Battlefield: Thai-Cambodian Relations in the Age of Militarised Politics."

Details of the event can be found at http://www.iseas.edu.sg.

I recommend that the traditional elite and the military send their representatives to the conference in order to understand that the outside world has changed much and that the idea of a military coup is obsolete.

(Pavin Chachavalpongpun is a fellow at Singapore’s Institute of Southeast Asian Studies. Follow Pavin at www.facebook.com/pavinchachavalpongpun)

Friday, September 16, 2011

ทำไมต้อง อุกฤษ! เกมนี้..แค่ขยับก็สะดุ้งโหยง! ผวากลัวฉีก”รธน.ฟันดำ”ทิ้ง

ที่มา บางกอกทูเดย์





เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว
การเปรียบเปรยที่สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงจากสิ่งที่ดูเหมือนเล็กๆน้อยๆ
แต่สามารถสร้างความสั่นสะเทือนได้ถึงสิ่งที่ใหญ่โต หรือเรื่องราวที่สำคัญ
จับตามองการเดินเกมประลองกำลังกันทางการเมืองระหว่างรัฐบาลปัจจุบัน กับอดีตรัฐบาล
หรือก็คือระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว
จะเห็นว่าประเด็นที่โหมกระแสจะเป็นจะตายอยู่ในเวลานี้ของพรรคฝ่ายค้านที่ระบุว่า
จะเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์
ก็คือเรื่องของการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการ และเจ้าหน้าที่พนักงานของรัฐในส่วนงานสำคัญๆต่างๆ
ทำไมคนเหล่านี้จึงเป็นเหมือนดอกไม้ ที่สามารถจะสร้างความสั่นสะเทือนถึงดวงดาวได้
หากถูกเด็ด และพรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องการที่จะให้ดอกไม้เหล่านั้น
ซึ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์เป้นคนเลือกสรรคัดพันธ์ุมาด้วยมือตนเอง
แล้วมาวางเอาไว้ในตำแหน่ง ในกลไกที่สำคัญๆ
ประชาธิปัตย์จึงรู้ดีว่า หากถูกเด็ด หากถูกเปลี่ยนแปลง งานนี้สะเทือนจนเกินจะรับไหวแน่ๆ
เพราะอาจจะหมายถึงอนาคตเส้นทางบนถนนการเมืองของใครหลายๆคน
หรือของพรรคประชาธิปัตย์เลยก็ว่าได้
การโยกย้ายคนของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงถูกโหมภาพสร้างกระแสว่า
เป็นการโยกย้ายที่มีการเล่นพรรคเล่นพวก และเป็นระบบคุณธรรมที่มีปัญหา
ว่ากันว่ามีการเดินเกมกระตุ้นให้คนที่ถูกโยกย้ายบางคนในลุกขึ้นสู้
โดยมีการหยิบยกเอาเรื่องของนายวงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครองมาเป็นโมเดล
จูงใจคนที่ถูกคำสั่งย้าย
ทั้งๆที่โมเดลวงศ์ศักดิ์นั้น ยังไม่มีการโยกย้ายกรณีใดๆของรัฐบาลนี้
ที่พอจะเทียบเคียงกับการที่ กระทรวงมหาดไทยยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำ ได้เลยสักกรณีเดียว
เป้าหมายในการโยกย้ายของคนในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กับ รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์
จริงๆแล้วไม่ได้มีพื้นฐานที่แตกต่างกันเลย นั่นคือ
การเปลี่ยนคนมาเป็นคนที่ไว้ใจได้ มาเป็นคนที่สั่งได้ มาเป็นคนของตนเอง
เพื่อที่จะได้มั่นใจได้ว่า ทุกสิ่งที่สั่งการลงไปจะได้รับการตอบสนอง
เพียงแต่ในช่วงท้ายของการโยกย้ายคนในปลายรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
โดยเฉพาะที่กระทรวงมหาดไทย มีเป้าหมายพิเศษเกิดซ้อนขึ้นมา นั่นคือ
ต้องการวางคน วางตัว เพื่อมุ่งหวังผลการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในตอนนั้น
ตามความเชื่อตามเป้าหมาย คนเหล่านั้น ถูกวางหมุดเอาไว้
เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคูมิใจไทยได้เปรียบในการเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด
และจนถึงวันนี้ ลึกๆในพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย
ยังเชื่อว่าภายในไม่เกิน 6 เดือนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้ง
และจะมีการเลือกตั้งใหม่ตามมา???
ถึงตอนนั้นหากหมุดทุกตัวที่เคยตอกเคยวางเอาไว้สมัยที่เป็นรัฐบาล ยังไม่ถูกเปลี่ยน
โอกาสของความได้เปรียบก็ยังคงจะมีอยู่
แต่หากคนที่วางไว้ถูกเปลี่ยนหมดในตอนนี้ ก็เหมือนกับการเด็ดดอกไม้
ที่จะสะเทือนถึงดวงดาว แผนที่จะย้อนคืนกลับมาเป็นรัฐบาลให้สง่างามหน่อย
โดยไม่ต้องพึ่งพาการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีกครั้ง ก็จะสะเทือนไปด้วย
วันนี้จึงได้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ทุกส่วนจึงโหมกระหน่ำในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายคนมากเป็นพิเศษ
บรรดากลุ่มคนเสื้อแดง บรรดากลุ่มคน นปช. ซึ่งต่อสู้ทวงประชาธิปไตยจนได้การเลือกตั้งมา
และพรรคเพื่อไทยเห็นว่า เพราะคนเสื้อแดงทำให้มีการเลือกตั้ง จึงควรที่จะให้กำลังใจคนเหล่านั้น
จึงได้มีการแต่งตั้งคนที่เหาะสมให้มามีตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง
แต่ก็ไม่ใช่ตำแหน่งบริหาร ไม่ใช่ตำแหน่งรัฐมนตรีเลยแม้แต่เก้าอี้เดียว
พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังโจมตีไม่หยุด
เรียกว่าเดือนกันยายน ซึ่งปกติของทุกปีจะเป็นเดือนแห่งการโยกย้าย
เพราะเป็นเดือนเกษียณอายุราชการนั้น ในปีนี้เกมการเมืองจึงแหลมคมและรุนแรงอย่างยิ่ง
เพราะมีการพยายามโยงที่จะให้เกิดความเชื่อว่า การแต่งตั้งโยกย้ายที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะในกระทรวงยุติธรรม
เป็นไปเพราะมุ่งหวังที่จะช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เป็นไปเพื่อที่จะให้มีการขอพระราชทานอภัยโทษ
เพราะตามมาตรา 191 แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญไทย ปี พ.ศ.2550 ระบุชัดเจนว่า...
พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ
พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งทางการเมืองโดยตรงกับพรรคเพื่อไทย
จึงต้องทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นเบี้ยล่างในเกมการเมืองให้ได้
ซึ่งการสร้างภาพเกี่ยวกับเรื่องความจงรักภักดี เรื่องเกี่ยวกับสถาบัน
เป็นอะไรที่สามารถใช้ทำลายกันในทางการเมืองมาได้โดยตลอด
ประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยมีบทเรียนและความทรงจำมาแล้วว่า
แค่การตะโกนในโรงหนังเพื่อป้ายสีนายปรีดี พนมยงค์ ก็สามารถทำให้เป็นกระแส
และทำให้นายปรีดี ซึ่งวันนี้พิสูจน์แล้วว่า เป็นผู้ทรงคุณประโยชน์ต่อประเทศไทย
ยังต้องกระเจิงเพราะพิษการเมืองที่ชั่วร้ายจนอยู่เมืองไทยไม่ได้
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่วันนี้จะมีการเดินเกมว่า
จะมีการเร่งขอพระราชทานอภัยโทษ จะมีการรือฟื้นคดีต่างๆขึ้นมาใหม่
รวมทั้งการโยกย้ายคน แต่งตั้งคนก็เพื่อรองรับวัตถุประสงค์เหล่านั้น
ทำให้คำสั่งโยกย้าย พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย
ผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีที ไปเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ถูกใช้ปลุกกระแสทันที

และที่ตลกก็คือ แม้แต่คนที่ไม่ถูกโยกย้าย อย่างเช่น
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ก็ยังอุตส่าห์มีการตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น
ทำไมถึงยังไม่ถูกย้าย
เรียกว่ารัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ขณะนี้ ย้ายคนก็ถูกโจมตี ไม่ย้ายคนก็โดนสงสัย

เป็นเพราะเล่นการเมืองกันแบบหวาดระแวงไปหมดหรือไม่
ที่ทำให้ขณะนี้มีการวิ่งพล่านกันไปหมดว่า
ทำไมจึงมีการแต่งตั้ง นายอุกฤษ มงคลนาวิน มานั่งเป็นประธาน
คณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ หรือ คอ.นธ.
เป็นเรื่องนามของคน เงาของไม้ ที่แผ่กิ่งก้าน
มีผลงานในอดีตว่าเป็นนักกฎหมายที่ไม่เป็นรองใครในแวดวงกฏหมายยุคปัจจุบัน
จึงทำให้เกิดอาการกระเพื่อมและหวาดวิตกกันอย่างรุนแรงในทันทีว่า
รัฐบาลนี้ตั้งนายอุกฤษ มาทำอะไรกันแน่???
ถ้ารัฐบาลที่แล้ว มี เนติบริกร หลายคนคอยช่วย
แล้วจะแปลกอะไรหากรัฐบาลนี้จะหานักกฎหมายมือฉมังมาช่วยบ้างไม่ได้
รัฐบาลที่แล้วซุกอะไรไว้ใต้พรม หรือว่ามีอะไรในรัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำ
ที่เกิดขึ้นหลังการทำรัฐประหารได้ซ่อนหรืออำพรางอะไรเอาไว้

แค่ปรากฏชื่อของนายอุกฤษ มงคลนาวิน จึงทำให้สะท้านไหวกันขนาดนี้
ทั้งๆที่การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นเรื่องที่กระทรวงยุติธรรม ชงขึ้นมา
ตามร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ...ระบุว่า
คอ.นธ.ตั้งขึ้นมาเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา ครม.ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
และหน่วยงานของรัฐเป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง

มีการจุดประเด็นว่า นายอุกฤษ ซึ่งเคยเป็นอดีตประธานรัฐสภา
และเป็นมือกฎหมายชั้นเซียนคนหนึ่งในประเทศไทย จะเข้ามาทำหน้าที่อะไร
ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่
เอาเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ มาโยงสร้างภาพสร้างกระแสอีกตามเคย

ก็ต้องเข้าใจ เพราะเส้นทางชีวิตของนายอุกฤษ การจะขุดคุ้ยโจมตีไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะไม่เพียงเป็นนักกฎหมายระดับหัวแถว
ยังเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539
แต่ได้ขอลาออกหลังจากรับการแต่งตั้งในเดือนเดียวกัน
อีกทั้งยังเคยเป็นอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อดีตประธานวุฒิสภา และอดีตประธานรัฐสภา

และที่สำคัญจะเล่นงานโจมตีแบบเดียวกับที่เสื้อแดง เพื่อไทย โดนก็คงไม่ได้
เพราะนายอุกฤษ สมรสกับท่านผู้หญิง มณฑินี มงคลนาวิน (บุณยประสพ)
นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ข้อกล่าวหาข้อป้ายสีบางเรื่องจึงทำไม่ได้
เหลือเพียงแค่ข้อเดียวว่า จะมารื้อรัฐธรรมนูญปี 50 เพื่อคนๆเดียวหรือไม่???
ประเด็นนี้เท่านั้นที่พอขายได้

เพราะเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2550 นายอุกฤษ เคยให้สัมภาษณ์ในเว็บไซต์เดลินิวส์
ถึงร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 หลายช่วงหลายตอน อย่างมีคำถามหนึ่งถามถึงเรื่องมาตรา 309
นายอุกฤษ ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“แค่มาตรานี้มาตราเดียวก็ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้เสียทั้งฉบับ
ไม่รู้ว่ามีเจตนาอะไรที่มีการนิรโทษกรรมการกระทำที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 ได้นิรโทษกรรม คมช.เอาไว้แล้ว
ในอดีตทุกครั้งที่มีการปฏิวัติจะมีการออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรม
โดยให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ตรากฎหมาย
ถ้าเราทำผิดแล้วเขียนกฎหมายยกโทษให้ตัวเอง มันขัดหลักสากล
แล้วถ้าคนที่มาเป็นรัฐบาลทีหลังไม่เห็นด้วย
หากจะเอาผิดกันย้อนหลัง ก็สามารถทำได้ตามกฎหมาย เพราะคดีมีอายุความถึง 20 ปี”

ขณะที่อีกคำถาม ถามว่าหากสมมุติว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ
รัฐบาลและคมช. ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับใดมาปรับใช้
นายอุกฤษ ตอบไว้ว่า “ควรนำรัฐธรรมนูญปี 40 มาปรับแก้และเพิ่มเติมบางประเด็น
เพื่อจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด
และให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นเพื่อปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการถาวร
เนื่องจากยอมรับกันว่ารัฐธรรมนูญปี 40 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเพียงฉบับเดียวโดยแท้
การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง การแก้ปัญหาบ้านเมืองเหมือนการเล่นหมากรุก
ไม่ใช่แค่รู้ว่าเรือ ขุน โคน เดินกันอย่างไรเท่านั้น

แต่ต้องดูภาพรวมทั้งกระดาน ต้องวางหมากให้สัมพันธ์กัน
การเมืองจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ระบอบประชาธิปไตยเราใช้ระบบตัวแทน
ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประชาชน
ถ้าได้เสียงข้างมากก็เป็นรัฐบาล ถ้าบริหารงานได้ดีก็ต้องสนับสนุน
การจะกำหนดเรื่องอะไร นักการเมืองต้องไปถามประชาชน
จะเขียนกฎหมายให้ประชาชนใช้หัวเดินต่างเท้าได้
แต่ถ้ามวลชนไม่ปฏิบัติตาม ความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นในบ้านเมือง”
จุดนี้หรือไม่ที่ทำให้ใครบางคนเริ่มผวาหวาด!!!
แม้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะบอกว่า
หลักการนายอุกฤษจะศึกษาในเรื่องกฎหมาย และหลักกระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่า
ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ต้องดูรายชื่อคณะกรรมการที่นายอุกฤษจะเชิญเข้ามาร่วมทำงาน
และนายอุกฤษคงจะได้ชี้แจงให้ทราบต่อไป

ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก็บอกว่าเป็นการให้มาดูเรื่องการปฏิรูปกฎหมายทั้งหมด
อะไรที่ไม่เป็นธรรมต้องสังคายนาใหม่ ซึ่งอาจารย์อุกฤษ เป็นคนเก่ง
ส่วนคณะกรรมการที่จะเข้ามาดูแลเป็นใครบ้างนั้นยังไม่ทราบรายละเอียดว่า
อาจารย์อุกฤษมีแนวคิดอย่างไร แต่รัฐบาลได้ให้ภาพกว้างในการทำงานไปแล้ว
จึงต้องมีคณะทำงานขึ้นมาเพื่อให้เกิดการเริ่มต้น

“ศาลใครไปปฏิรูปท่านไม่ได้ แต่ปฏิรูปกฎหมายได้
ซึ่งกฎหมายที่ศาลใช้ทุกวันนี้ก็มาจากรัฐสภาเป็นผู้ออกมาบังคับใช้”
ทั้งนี้จุดประสงค์ของการเสนอร่างระเบียบดังกล่าว
เพราะบางเรื่องจะต้องยอมรับความเป็นจริง ว่ามีที่มาจากการปฏิวัติ
แล้วตอนนี้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยจะเห็นด้วยทั้งหมดก็คงไม่ใช่
ซึ่งส่วนตัวอะไรที่มาจากคณะปฏิวัติตนไม่เห็นด้วย

ก็แบบนี้แหละที่ทำให้คนที่เห็นด้วยกับการทำปฎิวัติรัฐประหาร พากันสะดุ้งสะเทือนไปตามๆกัน

ผบ.สส.ระบุ "บิ๊กอ๊อด" มีสิทธิเรียกถกโผทหารใหม่

ที่มา มติชน

พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการปรับย้ายทหารชั้นนายพลใหม่ว่า ยังไม่ทราบ การดำเนินการของคณะกรรมการปรับย้ายผ่านขั้นตอนนี้มาแล้ว หากมีการพิจารณาในบางตำแหน่งเพิ่มเติม พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สามารถเชิญคณะกรรมการมาประชุมใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และยังไม่ทราบว่าจะเรียกไปเมื่อไหร่ และยังไม่รู้ว่าโผมีปัญหาตรงไหน ที่ผ่านมาก็ดูเรียบร้อยแล้ว

ส.ว.สายตำรวจ ปลื้มมาตรการแก้ปัญหายาเสพติด รบ. แนะแก้ปัญหาทวิภาคีร่วมกับเพื่อนบ้าน

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 16 กันยายน พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชน วุฒิสภา กล่าวถึงนโยบายแก้ปัญหายาเสพติดของรัฐบาลที่ประกาศเป็นวาระแห่งชาติว่า เมื่อเห็นมาตรการของรัฐบาลแล้วรู้สึกมีความหวังในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการจะร่วมมือกับประเทศต้นทางแหล่งผลิต คือ สหภาพพม่า ในการทำลายแหล่งผลิตและลำเลียง ทั้งนี้ที่ผ่านมาการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นมาตรการเดียว ที่ยังไม่ดำเนินการอย่างจริงจัง เห็นได้จากมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) อยู่ในสหภาพพม่าเพียง 1 คน ขณะที่ประเทศอื่นส่งเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดมาอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวน มาก

พล.ต.อ.วงกตกล่าวอีกว่า ปัญหายาเสพติดเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นประเทศไทยควรเป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหาแบบทวิภาคี หรือไตรภาคี โดยต้องสนับสนุนทางวิชาการ การเงิน และช่วยส่งเสริมอาชีพให้ชนกลุ่มน้อยทั้้งว้าแดงและไทยใหญ่ นอกจากนี้รัฐบาลควรให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงต่างประเทศช่วยกันประสานกับประเทศเพื้อนบ้านที่เป็นต้นทางแหล่ง ผลิตเพื่อทำลายแหล่งผลิตต้นทาง และสกัดกั้นการส่งยาเสพติดเข้าประเทศไทยตามแนวชายแดนที่ติดกับสหภาพพม่า กัมพูชาและลาว

"สมชัย"ชี้"จตุพร"ไม่พ้น ส.ส.ตาม รธน. อ้างตั้ง กก.สอบเพื่อความรอบคอบ

ที่มา มติชน

นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 กันยายนว่า การที่ กกต.มีมติเสียงข้างมากให้ตั้งกรรมการไต่สวนพิจารณาข้อเท็จจริงนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จะสิ้นสุดความเป็น ส.ส.หรือไม่ เพื่อดูข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 ให้เกิดความรอบคอบ ว่า กรณีนายจตุพรมีเหตุที่ทำให้ความเป็น ส.ส.ต้องสิ้นสุดลงเพื่อส่งเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่จะต้องดูในเรื่องการสิ้นสมาชิกภาพพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ทั้งนี้กรณีนายจตุพรเห็นว่าไม่เข้าเหตุที่ทำให้สิ้นสุดความเป็น ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106(4) และ (5) แต่อย่างใด แต่กรณีที่นายจตุพรจะสิ้นสุดความเป็น ส.ส.ได้ก็ต่อเมื่อลาออกจาก ส.ส. หรือพรรคเพื่อไทยมีมติขับนายจตุพรออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม กกต.ไม่ได้คิดว่าจะเป็นการยื้อเวลาถ้าตนเป็นคณะกรรมการไต่สวนใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ก็น่าจะพิจารณาได้แล้วเสร็จ แต่เมื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนแล้วตนจะไปก้าวล่วงไม่ได้ ถ้า กกต.เห็นว่านายจตุพรสิ้นสุดความเป็น ส.ส.ก็ต้องส่งเรื่องยังประธานสภาเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ไล่จับเงาตัวเอง..ให้ได้

ที่มา มติชน



โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 16 กันยายน 2554)

อย่าว่าแต่ญาติพี่น้องคนตายเลย ขนาดเอกอัครราชทูตอิตาลีและเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ยังเข้าสอบถาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯด้านความมั่นคง ถึงความคืบหน้าเหตุการณ์ 91 ศพ เมื่อปี 2553 ว่าในฐานะรัฐบาลใหม่จะดำเนินการกับคดีนี้เช่นไร

ไม่เพียงคนไทยเราเองเท่านั้น คนทั่วโลกเขาก็ไม่ลืม

กรณี อิตาลีนั้นแน่นอนว่า เขาต้องทวงถาม เพราะนายฟาบิโอ โปเลงกี้ ช่างภาพอิสระชาวอิตาลี คือหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

ส่วนอังกฤษนั้น คงเพราะในสายตาของประเทศประชาธิปไตย ถือเป็นเหตุการณ์ใช้อำนาจรัฐที่ร้ายแรงมาก

แล้วที่เตรียมรับไว้ได้เลยคือ ตัวแทนของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งจะต้องติดตามทวงถาม หาตัวคนฆ่า นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์ เหยื่อกระสุนสไนเปอร์ที่แยกคอกวัว เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน 2553

เพราะก่อนหน้านี้ตัวแทนของรัฐบาลและสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ตามจี้คดีนี้หลายต่อหลายหน

ขนาดรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ ยังเคยบินมายืนไว้อาลัยที่แยกคอกวัวด้วยตัวเองมาแล้ว

แต่รัฐบาลไทยในช่วงก่อนหน้านี้ คือยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยตอบคำถามเขาได้

และยังเป็นรัฐบาลในช่วงเกิดเหตุด้วย

ตอบไม่ได้และไม่เคยแสดงความรับผิดชอบ

สิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์อ้างอย่างเดียวมาโดยตลอดก็คือ นักรบชุดดำ

ถ้านับจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 อันเป็นวันสุดท้ายของการนองเลือด จากนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์ยังมีอำนาจอยู่อีก 1 ปีเต็มๆ

หากนักรบชุดดำที่รัฐบาลอ้างอิงนั้นมีจริง

คงต้องใช้สรรพกำลังทั้งหมด ใช้อำนาจทุกชนิด ทั้งตำรวจ ทหาร ดีเอสไอ สมช. สขช. แม้แต่กองกำลังเทศกิจของ กทม.ก็อาจต้องเอาออกมาใช้

ต้องพลิกแผ่นดินตามหาตัวนักรบชุดดำมาได้แล้ว

เพราะนักรบชุดดำนั้น หากมีจริง ถือเป็นตัวการสร้างเรื่องใส่ร้ายรัฐบาลอย่างรุนแรงที่สุด

มีแต่ต้องเอาตัวมาให้ได้ เอามายืนยันให้ได้ว่ารัฐบาลไม่เคยทำให้ประชาชนตาย

แต่นี่มีแต่การอ้างลอยๆ เราไม่เคยเห็นการทุ่มเทของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในการไล่ล่านักรบชุดดำมาเลย

มองอย่างนี้แล้วใครจะยังเชื่อว่ามีนักรบชุดดำอยู่อีกหรือ

ท่าทีของตัวแทนรัฐบาลหลายๆ ชาติ ที่เขาเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วทั่วโลก ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่มีใครเชื่อ

ต่อไปนี้จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย รวมทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯด้านความมั่นคง ซึ่งทูต 2 ชาติยังเข้าไปหา ด้วยหวังว่าจะสืบสวนคลี่คลายคดีนี้ให้ได้เสียที

มีสำนวนไทยโบราณที่ว่า "ไล่จับเงาตัวเอง" เปรียบเหมือนทำเรื่องที่ไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีทางเป็นไปได้

แต่บังเอิญรัฐบาลเพื่อไทย มีฝ่ายค้านประกาศตัวเป็นรัฐบาลเงา ตั้ง ครม.เงา มีตำแหน่งแห่งหนเป็นเรื่องเป็นราว

หรือว่าอีกไม่นาน เราจะได้เห็นรัฐบาลเพื่อไทยไล่จับบางคนที่เป็นเงา

เงาที่มีมือเปื้อนเลือด

อาจเป็นการ "ไล่จับเงา" ที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกก็ได้

′ด่า′ รัฐบาล

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 15 กันยายน 2554)

รัฐบาลเพื่อไทยของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีลักษณะเด่นประการหนึ่ง

คือ "ด่า" ได้

เพราะมีที่มาจากการเลือกตั้ง

"ประชาชน" ที่ทั้ง "เลือก" และ "ไม่เลือก" เพื่อไทย จึงสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ได้เต็มที่

ผิดกับช่วงตั้งไข่ของ "รัฐบาลสุรยุทธ์" หรือ "รัฐบาลอภิสิทธิ์"

ที่ "ด่า" ได้ไม่เต็มปากเต็มคำมากนัก กระทั่งไม่กล้า
"ด่า"

เพราะมิได้มีที่มาจาก
"ประชาชน"

เราสามารถ "ด่า" รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้

"ด่า" เรื่องอะไร นโยบายอะไร

ก็ "ด่า" ได้ทั้งนั้น

เนื่องจากตามหลักการ รัฐบาลชุดนี้มีภาระรับผิดชอบสูงสุดต่อประชาชนอยู่แล้ว

แต่จะ "ด่า" อย่างไรนี่สิ ที่น่าสนใจ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคิดจะวิพากษ์วิจารณ์นโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรก

ที่คงเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศของรัฐบาล

จากจุดยืนว่า นโยบายดังกล่าวจะเพิ่มปัญหาการจราจรติดขัดและสร้างปัญหามลพิษให้แก่สิ่งแวดล้อม (ตามประสาคนรักษ์โลก)

ตรรกะการ "ด่า" จะไม่บิดเบี้ยวเลย หาก "ผู้ด่า" ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวอยู่ในครอบครอง

แต่ถ้าตัวเองมีรถขับ จนกลายเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาจราจรและมลพิษ

แล้วไปวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นที่อยากจะมีรถส่วนตัวใช้บ้าง (เพื่อรองรับภาระในชีวิตของเขาที่อาจเหมือนหรือต่างกับเรา)

และด่ารัฐบาลที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย

"ผู้ด่า" ก็เหมือนกำลัง "ด่า" ตัวเองอยู่

หรือเรื่องประเด็นการโยกย้ายข้าราชการล็อตใหญ่

ส่วนหนึ่งคงมิอาจปฏิเสธข้อเท็จจริงได้ว่า รัฐบาลชุดนี้เข้ามารับหน้าที่ในช่วงฤดูกาลการเกษียณอายุพอดี

อย่างไรก็ตาม สำหรับการโยก "คนของตัวเอง" มารับตำแหน่งสำคัญ

แล้วย้าย "คน (ของคน) อื่น" พ้นจากตำแหน่งหลักนั้น

เราคงนำกรอบคิดเรื่อง "ความเป็นธรรม" มาด่ารัฐบาลในประเด็นดังกล่าวได้ลำบากเสียหน่อย

เนื่องจากรัฐบาลชุดไหนๆ ต่างก็ทำอย่างนี้เหมือนกันหมด

ดังนั้น "ความเป็นธรรม" จึงอาจไม่มีความหมายมากเท่ากับ "ประสิทธิภาพในการทำงาน" เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาล และเพื่อ
"ประชาชน"

ขณะเดียวกัน การวิพากษ์วิจารณ์ว่า "ฝ่ายการเมือง" เข้าแทรกแซง "ระบบราชการ" ก็ดูมีปัญหาอยู่มิใช่น้อย

เพราะรัฐไทยปัจจุบันเป็น "รัฐประชาธิปไตย" ไม่ใช่
"รัฐราชการ"

ผู้ทำหน้าที่หลักในการปกครองประเทศ จึงต้องเป็นตัวแทนที่ประชาชนเลือกเข้ามา

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจึงสามารถโยกย้ายปรับเปลี่ยน "ข้าราชการ"

ซึ่งถือเป็นกลไกหนึ่งที่จะถูกรัฐบาลใช้สอยไปในการบริหารจัดการประเทศได้

หากทุกอย่างดำเนินไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของ
"ประชาชน"

ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์และข้าราชการในเครือข่ายจะต้องพิสูจน์ฝีมือกันต่อไป

ส่วนเรา ในฐานะ "ประชาชน" เจ้าของประเทศ ก็คงต้องตาม "ดู" ตาม "ด่า" ตามตรวจสอบกันอย่างไม่ลดละ