WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 18, 2011

นปช.5หมื่นคนรำลึก5ปีรัฐประหาร-15เดือนสลายชุมนุม

ที่มา ข่าวสด



ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนินกลาง กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(นปช.) เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมรำลึก 5 ปี ครบรอบวันรัฐประหาร และครบรอบ 15 เดือน เหตุการณ์สลายการชุมนุม มีประชาชนทยอยเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบังคับการตำรวจนครบาล 1,2,3,6และกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน รวมกว่า 1,300 นาย ให้การดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ตามจุดต่างๆ

บรรยากาศทั่วไปภายในงานมีการตั้งเต็นท์ไว้เป็นจุดๆ โดยเฉพาะบริเวณตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา ได้มีการจัดรูปภาพพร้อมชื่อโดยเขียนว่ากรวดน้ำคว่ำกะลา ดาราศิลปินฝ่ายเผด็จการ ซึ่งมีรูปพระเอก นางเอก นักร้อง ดารา พิธีกร กว่า 100 คน ติดอยู่บนบอร์ด โดยมีประชาชนกลุ่มผู้ชุมนุมผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปดูจนแน่นเต็นท์ และมีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์

สำหรับกลุ่มแกนนำต่างทยอยเดินทางมายังพื้นที่การชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นนางธิดา ถาวรเศรษฐ น.พ.เหวง โตจิราการ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก และจะขึ้นปราศรัยในเวลา 19.30 น. โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะกลับมาจากประเทศกัมพูชามาร่วมงานด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.30 น. มีคนเสื้อแดงมาร่วมชุมนุมประมาณ 5 หมื่นคน ส่งผลให้ต้องปิดการจราจรทั้งฝั่งขาเข้าและขาออกตั้งแต่แต่แยกสะพานผ่านฟ้า จนถึงแยกโรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยเมื่อเวลา 18.20 น. มีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่คนเสื้อแดงได้เตรียมร่มและเสื้อกันฝนมาพร้อม โดยไม่มีใครเดินทางกลับ ยังคงนั่งปักหลักรอฟังปราศรัยอยู่

'เพรียวพันธ์' ลุยตรวจบึมโก-ลก จ่อหมายจับ 2 RKK-เหยื่อตายอีก1

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"เพรียวพันธ์" ลงใต้ติดตามคาร์บอมบ์สุไหงโก-ลก สั่งปรับแผน รปภ.เมืองใหม่
เตรียมออกหมายจับ 2 คนร้าย เผยกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพพฤติกรรมไว้ได้อย่างชัด
ด้านเหยื่อตายเพิ่มอีก 1 ราย รวมเป็น 5 รายแล้ว...


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 ก.ย.
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รรท.ผบ.ตร.
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง ผบ.ตร.
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยคณะ
ได้เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์มายังพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
โดยมี พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผบช.ศชต.
และ พล.ต.ต.ชัยทัต อินทนูจิตร ผบก.ภ.จ.นราธิวาส
คอยให้การต้อนรับ และนำคณะตรวจเยี่ยมสถานที่เกิดเหตุ
คนร้ายวางระเบิดคาร์บอมบ์ และจยย.บอมบ์ จำนวน 3 จุด เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ก.ย.
บริเวณถนนเจริญเขต ซอย 3 เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก
โดย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ได้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
พร้อมทั้งสังเกตอาคารที่ตั้งของโรงแรมจำนวน 3 แห่ง
ซึ่งเป็นตึกสูงและเป็นสถานที่เหมาะที่คนร้ายจะเปิดห้องพักของโรงแรมในละแวกดังกล่าว
เพื่อจุดชนวนระเบิดเหมือนกับที่คนร้ายเคยใช้ห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง
เป็นสถานที่จุดชนวนระเบิดคาร์บอมบ์ หน้า สภ.สุไหงโก-ลก เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2551 ที่ผ่านมา

จากนั้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ และคณะ ได้เดินทางต่อไปยัง สภ.สุไหงโก-ลก
เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่กำลังพล
ก่อนที่จะเข้าประชุมร่วมกับชุดคลี่คลายคดีความมั่นคง ศชต.โดยมี
พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผบช.ศชต.กล่าวสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ภาพรวม
ถึงเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันพบว่า เหตุร้ายที่เกิดขึ้นลดลงตามลำดับ



พล.ต.ต.ชัยทัต อินทนูจิตร ผบก.ภ.จ.นราธิวาส ได้กล่าวสรุปเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.นราธิวาส
โดยมีสถิติเหตุร้ายเกิดขึ้นลดลง
แต่เหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงกว่าจังหวัดอื่นๆ
ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
รวมทั้งรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับผลการสืบสวนสอบสวนคดี
คนร้ายลอบวางระเบิด จำนวน 3 จุดที่ผ่านมา ว่า
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพ
พฤติกรรมของคนร้ายเอาไว้ได้โดยมีภาพ 2 คนร้ายที่ร่วมก่อเหตุได้ค่อนข้างเด่นชัด
ซึ่งทั้ง 2 คน เป็นสมาชิกแนวร่วมเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี
ซึ่งขณะนี้ อยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน
และขอความร่วมมือพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์เดินทางเข้าให้ปากคำ
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดนอกเครื่องแบบ
ตามประกบบุคคลต้องสงสัยทั้ง 2 คนแล้วในขณะนี้

ด้าน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวคืบหน้าไปมาก
เตรียมจะออกหมายจับคนร้ายในเบื้องต้น 2 คน
ซึ่งเป็นสมาชิกแนวร่วมกองกำลังติดอาวุธ RKK
ที่มีความเกี่ยวโยงจากการว่าจ้างของกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่
ซึ่งจากเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้น ต้องมีการปรับระบบการ รปภ.เมืองสุไหงโก-ลกใหม่
พร้อมทั้งให้กำลังเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ฝ่ายทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง
โดยต้องมีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบให้ชัดเจน และต้องทำงานให้สอดคล้องกัน
เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเกิดความรู้สึกปลอดภัยในการดำรงชีวิต
และขณะเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่สุไหงโก-ลก



ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตล่าสุด พบว่า
นายจันทร์ ดาเวง อายุ 53 ปี ชาวมาเลเซีย ที่ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.ศูนย์ยะลา
ได้เสียชีวิตลงแล้วในช่วงคืนที่ผ่านมา รวมยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว 5 ราย.





http://www.thairath.co.th/content/region/202667

เปิดแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ "ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.-จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"(ชมคลิป)

ที่มา มติชน











แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์


ประเด็นที่ ๑
การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดังต่อไปนี้

๑. ประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และการกระทำใดๆที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๒. ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๓. ประกาศให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อาศัย อำนาจตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (คปค.)

และคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นผล ต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกิดจากการเริ่มกระบวนการ โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

๔. ประกาศให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่ และเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาล ที่เกิดจากการเริ่มเรื่องโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นอันยุติลง

๕. การประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาตามข้อ ๓ และการยุติลงของกระบวนการตามข้อ

๔ ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษหรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูกกล่าว หาว่ากระทำความผิด และไม่ใช่เป็นการลบล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิด ดังนั้น หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทาง กฎหมายปกติได้

๖. เพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ

ประเด็นที่ ๒
การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒

ตามที่คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และนำเสนอสู่สาธารณะตั้งแต่วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๔ แล้วนั้น

๑. คณะนิติราษฎร์ยังยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีปัญหาทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้ และอุดมการณ์ และจำเป็นต้องแก้ไข บุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ควรปฏิเสธว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ไม่มีปัญหาและไม่จำเป็นต้องแก้ไข ทั้งที่ยังไม่มีการศึกษาและอภิปรายในวงกว้างอย่างจริงจัง

๒. คณะนิติราษฎร์เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับ โทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ จึงไม่เป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๙

๓. คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในประเด็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไปตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๑๙ (๓)

ประเด็นที่ ๓
กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย
และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

สืบเนื่องจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเรื่อยมา มีการชุมนุมของฝ่ายต่างๆ มีการใช้ความรุนแรง มีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และมีผู้ได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ดังนั้น เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย และเพื่อบรรเทาความเสียหายของประชาชน คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้ดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร่งด่วน และเป็นรูปธรรม

๑. คณะนิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีเป้าหมายแอบแฝง เพื่อยุติกระบวนการพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง หรือมีประเด็นทางการเมืองเป็นองค์ประกอบอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับการประกันตามกระบวนการที่ถูกต้องและเป็นธรรม (Due Process) ในลักษณะที่ไม่แตกต่างจากผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในกรณีทั่วไป

สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวต้องถูกพิจารณาโดยเคร่งครัดและอย่าง เป็นภาวะวิสัย ในขณะที่การเรียกประกันหรือหลักประกันก็ต้องไม่เกินความจำเป็นแก่กรณี ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๐ วรรคท้าย แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งสอดคล้องกับหลักให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหรือจำเลยเป็นผู้ บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) และก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ ตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๙

๒. โดยอาศัยหลักความรับผิดของรัฐ คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาออกมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความช่วย เหลือหรือจ่ายค่าทดแทนแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทาง การเมืองที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ อย่างไม่เลือกปฏิบัติ โดยอาจแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราค่าทดแทน สามารถอาศัยแนวทางตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว

เช่น พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดี อาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ หรือพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติหรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ.๒๕๔๓ เป็นต้น และการได้รับค่าทดแทนดังกล่าวไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ผู้เสียหาย พึงได้ตามกฎหมายอื่น

๓. คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติติดตามตรวจสอบการกระทำ หรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยองค์กรต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพื่อเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามพระราชบัญญัติคณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๘

ประเด็นที่ ๔
การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นผลพวงต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จึงมีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แม้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านการออกเสียงประชามติก็ตาม แต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการจัดให้มีการออกเสียงประชามติไม่สอดคล้องกับหลักการ ประชาธิปไตย
๑. คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะรัฐมนตรีเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม “หมวด ๑๖ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่”

๒. คณะนิติราษฎร์เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่จะนำมาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ใหม่ สมควรเป็นพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ และอาจนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ในส่วนของการประกันสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนโครงสร้างสถาบันการเมืองและองค์กรทางรัฐธรรมนูญเท่าที่สอดคล้องกับ พัฒนาการในยุคร่วมสมัยมาเป็นแนวทางในการยกร่าง

๓. เพื่อมิให้การรัฐประหารทำลายหลักการอันเป็นรากฐานของนิติรัฐ-ประชาธิปไตยจน หมดสิ้น คณะนิติราษฎร์เสนอให้มีการจัดทำ “คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย” แม้คำประกาศดังกล่าวจะไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย แต่คำประกาศดังกล่าวเป็นวิญญาณของระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ไม่มีบุคคลใดหรือ ไม่มีวิธีใดทำลายหรือทำให้สูญสิ้นไปได้

๔. คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย ยืนยันว่ามนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิอำนาจ สูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย ไม่มีผู้ใดและไม่มีวิธีใดที่จะพรากไปจากราษฎรได้ การปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรมเป็นคุณค่าพื้นฐานของรัฐ และการแบ่งแยกอำนาจเป็นอุดมการณ์ในการจัดรูปการปกครองที่ต้องธำรงไว้ให้มั่น คงตลอดกาล

๕. หลังจากสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ให้นำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบ


วรเจตน์ ภาคีรัตน์
จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
ธีระ สุธีวรางกูร
สาวตรี สุขศรี
ปิยบุตร แสงกนกกุล
ปูนเทพ ศิรินุพงศ์

คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, ๑๘ กันยายน ๒๕๕๔

"ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์" ว่าที่เจ้าบ่าวตระกูล "ชินวัตร" เอม-พินทองทา กับชุดเจ้าสาวของ "เวร่า แวง"

ที่มา มติชน



อิลลา อิลลาช : เรื่อง



งาน เปิดตัวคอนโดฯ มิลเลนเนียม เรสซิเดนซ์ แอท สุขุมวิท ที่พักหรูห้องละ 33 ล้าน บนถนนสุขุมวิท 16-20 มีชื่อบริษัท Pitchman consultant หรือ PM เป็นที่ปรึกษาโครงการ ภายใต้การบริหารงานของ 2 นักธุรกิจหนุ่มสาวอายุ 30 ต้น ๆ

2 คนที่ว่าไม่ใช่ใครอื่น คนแรก พงศ์-ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สถาปนิกหนุ่มรูปหล่อ แฟนของ "เอม-พินทองทา" ว่าที่ลูกเขย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ณัฐพงศ์เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับสาวชาวปักษ์ใต้นัยน์ตาคม "พิชชากร มีศักดิ์ หรือจ้าน"

ทั้ง คู่ได้ร่วมกันทำบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในการเข้าไปดูแลโครงการ "เฮ้าส์ 23 รัชดา-ลาดพร้าว" จนประสบความสำเร็จเกินคาดมาแล้ว

มาถึงโครงการคอนโดฯ มิลเลนเนียมฯ บริษัท Pitchman consultant ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นที่ปรึกษาอีกเช่นกัน

ฉะนั้นหากสามารถจับโครงการอภิโปรเจ็กต์ได้ ผู้บริหารย่อมไม่ธรรมดา

ทั้ง สองคนเคยร่วมงานกันมาในบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลต์แห่งหนึ่ง ก่อนจะออกมาร่วมกันตั้งบริษัทของตัวเอง เพราะเห็นตรงกันว่า "ทำไมเราไม่ทำงานหนักเพื่อให้เงินมาเป็นของเรา" จึงตัดสินใจมาเปิดบริษัทพีเอ็มแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก เนื่องจากเราถูกชะตากันและทำงานด้วยกันได้ดี

พิชชากร หรือจ้าน เรียกหุ้นส่วนคนสำคัญของเธอว่า พี่พงศ์ คือคนที่เธอยกย่องว่า

"เป็นสุภาพบุรุษหรือชายในฝันของผู้หญิง"

สำหรับเธอแล้ว พงศ์ คือพี่ชายที่แสนดีและเป็นเจนเทิลแมนที่สุดเท่าที่เธอลองวัดจากผู้ชายที่เคยพบเห็นทั่วไป



"พี่ พงศ์เป็นคนเก่ง รอบคอบ ใจเย็น แต่ไม่ได้เฉื่อยนะ ส่วนจ้านเป็นคนใจร้อน ทำงานเร็ว แต่ไม่ค่อยรอบคอบ ดังนั้นพี่พงศ์จะเป็นคนที่คอยช่วยตบให้ทุกอย่างลงตัว ตามมาชี้แนะว่า ต้องทำยังไง จ้านกับพี่พงศ์ห่างกันไม่เยอะ แต่เรายอมรับในฝีมือเขามาก เพราะว่าเขาเก่งจริง ๆ สนิทสนมทำงานร่วมกันเมื่อ 5 ปีที่แล้ว"

ส่วน บุคลิกและอุปนิสัยใจคอ หากสาว ๆ ได้ยินจากปากหุ้นส่วนสาวคนนี้จะต้องอิจฉาแน่ ๆ นอกจากมีหน้าตาเป็นทรัพย์แล้ว ยังมีจิตใจอ่อนโยน ดูแลเพศหญิงได้เป็นอย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด

"จ้านไม่ใช่น้องที่เขาจีบ แต่เป็นน้องที่เขาด่าได้ เวลาไปไหนด้วยกันเขาจะเปิดประตูให้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นประตูลิฟต์ ประตูรถ ประตูทุกอย่าง และทำทุกครั้งตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนถึงวันนี้ ถ้ามีเขาอยู่ด้วยไม่เคยจะต้องเปิดประตูรถเองแน่นอน

พี่พงศ์เป็นคนดี ประนีประนอมกับทุกคน จ้านจะเป็นฝ่ายที่ไปตีกับคนอื่น แล้วพี่พงศ์ก็จะมาเตือนจ้านให้คิดอีกมุม ลองใจเย็น ๆ เขาเป็นคนที่ค่อนข้างคิดบวก ก็ทำให้เราเลิกด่าคนไปทั่ว มาทำงานกับพี่พงศ์ทำให้เป็นคนที่ใจเย็นขึ้น แต่ถ้าเวลาต้องเด็ดขาดก็เด็ดขาดอย่างน่ากลัว น่ากลัวเลย" น้ำเสียงที่ย้ำว่าเป็นจริงพร้อมกับเสริมอีกว่า

"ทุกคนบอกว่า พี่พงศ์โชคดีที่ได้เอมเป็นแฟน แต่จ้านจะบอกว่า เอมโชคดีที่ได้พี่พงศ์เป็นแฟน" เธอบอกในฐานะเพื่อนที่รู้จักทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย

เมื่อถามถึงสาวเอมบ้าง เจ้าตัวก็รีบออกตัวทันทีว่า ไม่ขอพูดถึง เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่บอกได้อย่างเดียวว่า "เอมเป็นคนนิสัยดี"



พยายาม จะสอบถามถึงความรักของทั้งคู่อยู่หลายครั้ง แต่แหล่งข่าวท่านนี้ก็ให้เกียรติทั้งคู่ ไม่ยอมเปิดเผยใด ๆ ขอให้ไปถามกับเจ้าตัวเอง บอกเพียงแต่ว่า ทั้งคู่พบรักกันระหว่างที่ไปเรียนคอร์สอสังหาริมทรัพย์ RE-CU จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มาถึงขั้นนี้แล้วก็ถามต่ออีกนิดเรื่อง ประวัติการศึกษาของณัฐพงศ์ที่ดูมึนงงสับสนกันมาก รวมทั้งทรัพย์สินและกิจการที่เผยแพร่อยู่ในขณะนี้ไม่ตรงกันเลยสักเรื่อง

จึง ได้ความกระจ่างว่า หนุ่มโสด รูปหล่อ มาดเข้ม เคยได้รับโหวตให้เป็นขวัญใจไฮโซฯของนิตยสารคลีโอในปี 2007 เป็นทายาทนักธุรกิจส่งออกเสื้อผ้ารายใหญ่ จบปริญญาตรี คณะสถาปัตย์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทบริหารจากชิคาโก สหรัฐอเมริกา และเรียนหลักสูตรอสังหาริมทรัพย์ RE-CU เป็นที่พบรักกับแฟนสาว เอม-พินทองทา

ส่วน ที่ว่าเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมระดับหรูที่ถนนสุขุมวิท คือดี 65 และ Hive ในย่านใกล้เคียงกันนั้น ก็เป็นเพียงเจ้าของห้องคอนโดฯที่ซื้อไว้เก็งกำไรตามประสาคนมีสตางค์เหลือ เท่านั้นเอง

สำหรับโปรเจ็กต์จริงที่ณัฐพงศ์จะทำและเป็นเจ้าของ คือ โครงการ Lemontea ขอที่ดินเสี้ยวหนึ่งย่านประตูน้ำจากพ่อที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย มาสร้างโรงแรมแบบประหยัดไว้บริการชาวต่างชาติ เป็นการดำเนินของบริษัท Koon development ซึ่งมีณัฐพงศ์เป็นประธาน อันนี้สืบจากนามบัตรที่ได้รับแจกเมื่อครั้งเปิดตัวคอนโดฯเฮ้าส์ 23 ก่อนที่จะกลายเป็นคนดังที่ต้องคอยหลบสื่อ เนื่องจากต้องไปดองกับคนดังของบ้านเมือง

กลับมาที่การร่วมหุ้นในบริษัทพีเอ็มว่าประสบความสำเร็จมากแค่ไหน

พิช ชากรถึงได้เล่าแบบเต็มคำได้ว่า ณ จุดที่เราอยู่คิดว่าประสบความสำเร็จ เราไม่ได้เป็นบริษัทใหญ่ มีคนอยู่ไม่กี่คน ทุกอย่างต้องลงมือทำเอง ทุกรายละเอียด กระทั่งการดูอีเวนต์ทำเองเหมด

"เหมือนตอนที่ทำคอนโดฯเฮ้าส์ 23 พี่พงศ์ก็ไปยืนกดสไลด์เอง"

ตอน นี้เราดูแลด้านสื่อ ดูคอมมูนิ เคชั่น ทำการตลาด ซื้อสื่อด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ ทุกอย่างในโครงการเฮ้าส์ จึงถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของเราเหมือนกัน เพราะเริ่มตั้งแต่ต้น และเน้นการทำงานแบบทีมเวิร์กมาก

หากพูดถึงเรื่องการทำงานแล้ว ต้องยอมรับว่า ทั้งคู่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จและมีผลงานที่น่าติดตาม

เรื่อง ราวทั้งหมดนี้เป็นการเล่าผ่านปากหุ้นส่วนที่สนิทชิดเชื้อกับณัฐพงศ์เป็น อย่างดี แต่ก็ย้ำว่า อย่างไรให้ไปคุยกับเจ้าตัวอีกที แต่เมื่อต่อสายไปแล้ว ถึงว่าที่เจ้าบ่าวจะรับสายแต่ขอสงวนสิทธิ์ที่จะพูดในตอนนี้

ที่ลุ้น กันว่าพิธีวิวาห์จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่นั้น มีการคอนเฟิร์มจากคอลัมนิสต์ชื่อดังหนังสือพิมพ์หัวสียืนยัน ว่าที่เจ้าสาวพิน ทองทาเตรียมพร้อมทั้งเสื้อผ้าหน้าผม และเตรียมตัวไปฟิตติ้งชุดเจ้าสาวของ เวร่า แวง แต่ก็มีเรื่องเดียวที่ไม่มั่นใจว่าจะพร้อมคือ เรื่องพูดบนเวทีที่ "เอม-พินทองทา" สารภาพว่าประหม่ามาก...

(ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่19-21 เมษายน 2554)

′ธาริต′ผู้ตุ้ยนุ้ย ...จะยื้อเก้าอี้ได้ถึงเมื่อไหร่ เมื่อคนเสื้อแดงไม่พอใจ

ที่มา มติชน



คอลัมน์ ลีลาการเมือง มติชน 18 กันยายน 2554



ถือเป็นเป้าหมายแรกๆที่ต้องถูกเขี่ยออกจากเก้าอี้ สำหรับ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ

เพราะ "ธาริต" เป็นศัตรูตัวฉกาจของคนเสื้อแดง ในการดำเนินคดีกับกลุ่ม ผู้ชุมนุมและแกนนำคนเสื้อแดง ที่ออกมาขับไล่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้า "ธาริต" จะตกที่นั่งลำบาก เมื่อพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล ที่คนเสื้อแดงมีส่วนช่วยผลักดัน แต่เกมกลับตาลปัตร เมื่ออยู่ๆ เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ออกมาชื่นชมการทำงาน แถมยังออกปากว่า

"ธาริต" เป็นคนน่ารัก ตุ้ยนุ้ย ทำเอาคนเสื้อแดงต่างงงไปตามๆ กัน

แต่หากย้อนกลับไปดูในอดีต ช่วงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย "ธาริต" อยู่ในตำแหน่งอัยการ ถูกชักชวนให้ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยเป็นที่ปรึกษาให้ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปรึกษาคนสำคัญของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

อีกทั้งด้วยความที่มีความสัมพันธ์เป็นอย่างดีกับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกฯ และได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างดีจาก "ทักษิณ"

นอกจากนี้ "ธาริต" ยังมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และในยุคที่ "สมชาย" เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี "ธาริต" กระโดดข้ามห้วยจากสำนักงานอัยการสูงสุด มาดำรงตำแหน่งรอง

อธิบดีดีเอสไอ ข้ามหน้าข้ามตาคนไปเป็นจำนวนมาก

แต่เมื่อเกิดการพลิกขั้วรัฐบาล โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำ และพรรคเพื่อไทยต้องตกอยู่ในที่นั่งฝ่ายค้าน "ธาริต" ในสายตาของใครต่อใคร ที่ถูกมองว่าเป็นเด็กของ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับถูกตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ และทำงานสนองต่อนโยบายของประชาธิปัตย์ได้เป็นอย่างดี

เพราะคนไม่ธรรมดาอย่าง "ธาริต" ก็มีความสนิทสนมเป็นอย่างดีกับบิ๊กๆ ในพรรคประชาธิปัตย์

แต่ในท้ายที่สุด เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย "ธาริต" ยังคงเกาะเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอไว้ได้ และยังมีคนแอบไปเห็น "ธาริต" ในงานทำบุญ 100 วัน ของมารดา สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ และยังแสดงอาการสนิทสนมเป็นพิเศษกับ "เยาวภา" อย่างออกนอกหน้า

ไม่แปลกที่ "ธาริต" จะทำงานได้แบบ ได้ครับพี่ ดีครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับท่าน จึงได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป

แม้ว่า "ธาริต" จะเคยกล่าวไว้ว่า "ความรู้สึกในบุญคุณหรือความเมตตาที่ฝ่ายการเมืองให้กับผม ผมก็เก็บไว้ แต่ผมแยกแยะว่าเมื่อมาทำคดีก็เป็นเรื่องของคดี ความรู้สึกที่ดีหรือความเมตตาที่ได้รับ เราก็ไม่ได้จืดจางหรือเลอะเลือนไป หรือลืมไป แต่เราต้องไม่เอามาปนกับเรื่องงาน"

ดังนั้น จึงไม่มีใครการันตีได้ว่า "ธาริต" จะยื้อเก้าอี้ได้ถึงเมื่อไหร่ เพราะคนเสื้อแดงก็ยังคงไม่พอใจกับบทบาทของ "ธาริต" ในการทำงานร่วมกับรัฐบาลที่ผ่านมา นอกเสียจากว่ามีเงื่อนไขบางอย่างที่พอจะตกลงใดๆ กับคนเสื้อแดง

"ยิ่งลักษณ์" ควง "ประยุทธ์" ตรวจน้ำท่วมอุทัยธานี (คลิกชมภาพชุด)

ที่มา มติชน









น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ตรวจดูสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณ อ.เมือง จ.อุทัยธานี

"ทักษิณ"เปิดบรรยายติวศก. นักเศรษฐศาสตร์-ขรก.เขมร

ที่มา ข่าวสด


เว็บไซต์สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 17 ก.ย. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เดินทางไปยังกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชาในกรุงพนมเปญ เพื่อเปิดบรรยายหัวข้อ "ยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืนและการลดความยากจนในบริบทของเศรษฐกิจและการเงินใหม่ในเอเชีย : นโยบายและทางเลือกสำหรับกัมพูชา" มีนักเศรษฐศาสตร์ รวมถึงข้าราชการระดับสูงชาวกัมพูชา ร่วมรับฟังประมาณ 150 คน และในระหว่างการบรรยายดังกล่าวพ.ต.ท.ทักษิณยังเรียกกัมพูชาว่าเป็นเหมือนบ้านของตนอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น เอพี เอเอฟพี รอยเตอร์ ต่างเผยแพร่ภาพการพบปะของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมาเยือนกัมพูชา กับนายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เปิดทำเนียบรัฐบาล หรือพีซ พาเลซ ต้อนรับในกรุงพนมเปญ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณมาเยือนกัมพูชาไล่หลังจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวเพียงสองวัน ในนาทีที่พ.ต.ท.ทักษิณพบฮุน เซน ต่างสวมกอดกันและต่างฝ่ายต่างเรียกกันว่า brother ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดูอบอุ่นนี้ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก่อนหน้านี้



ปูติดเครื่อง ลุยงาน-อยู่ยาว

ที่มา ข่าวสด



การ ที่รัฐบาลเพื่อไทยภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เริ่มต้นด้วยการหลงเดินวนเวียนอยู่กับ ทักษิณ ทำให้สิ้นเปลืองต้นทุนไปไม่น้อย

ไม่ว่ากรณีการถวายฎีกาขอพระ ราชทานอภัยโทษหรือการจุดประ เด็นรื้อฟื้นคดีที่ดินรัชดาฯ ขึ้นมาเรียกร้องให้ศาลฎีกาฯ เปิดการพิจารณาใหม่

ที่กว่าจะเคลียร์กับกระแสสังคมได้ก็เล่นเอาเหนื่อย

ยัง ดีที่ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณตอบกลับมาในทางบวกจากการเดินหน้าลุยแก้ปัญหาน้ำ ท่วม ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่กินเวลายาวนานเป็นเดือนๆ กลืนชีวิตชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่แล้วเกือบร้อยชีวิต

ไม่นับรวม ความเสียหายด้านทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย เรือกสวนไร่นานับหมื่นนับแสนไร่ ที่รัฐบาลต้องยื่นมือเข้าไปเยียวยาช่วยเหลือเร่งด่วนที่สุด

ในการประ ชุมครม.ที่ผ่านมา นายกฯ สั่งกระจายงานให้รัฐมนตรีแต่ละคนลงพื้นที่ ติดตามแผนบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัยแบบประกบติดรายจังหวัด

แล้วก็เป็นปรากฏการณ์สร้างสีสัน นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ออกโทรทัศน์นั่งรับโทรศัพท์คู่กับดาราแพนเค้ก ในงาน รวมพลังไทย ช่วยภัยน้ำท่วม

จบ รายการ 2 ชั่วโมงเศษ รวบรวมยอดเงินบริจาคได้ 363 ล้านบาท ข่าวแจ้งว่านักธุรกิจระดับหัวแถวของประ เทศ หลายคนแย่งกันควักกระเป๋า เป็นตัวเลขตั้งแต่ 20-30 ไปจนถึง 40 ล้านบาท

ถึงจะเป็นสีสันในช่วง เวลาสั้นๆ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนและนักธุรกิจพร้อมร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือนำพาประเทศออกจากวิกฤตความทุกข์ยาก

เพียงแต่รัฐบาลต้องแสดงความพร้อมเป็นฝ่าย เดินนำ ให้เห็นเสียก่อน



กับอีกเรื่องการโหมนโยบายปราบยาเสพติด นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานเปิดประชุมปฏิบัติการ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด

ยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดขึ้นเป็น วาระแห่งชาติ ดึงหน่วยงานองค์กรภาครัฐทุกระดับเข้าร่วมแก้ปัญหา

หาก ทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้คือลดระดับความรุนแรงปัญหาลงให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ในเวลา 1 ปี ก็เชื่อว่าจะช่วยให้รัฐบาลได้คะแนนมาตุนไว้เป็นกอบเป็นกำ

เพียงแต่ผล งานที่ออกมาต้องไม่ระห่ำซ้ำรอยการทำสงครามปราบยาเสพติดในสมัย รัฐบาลทักษิณ ที่ในเวลา 3 เดือนทำให้ปริมาณยาเสพติด ผู้ผลิต และผู้ค้าลดจำนวนลงทันตาเห็น

แต่ ก็ตามมาด้วยการตาย 2,000 ศพที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นการฆ่าตัดตอนหรือไม่ เป็นอีกบาดแผลหนึ่งที่ติดตัวทักษิณมาจนถึงตอนนี้ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามพร้อมที่จะสะกิดแผลนี้ขึ้นมาตลอดเวลา

นอกจากนี้ การออกเดินสายเยือนผู้นำกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน เริ่มที่ประเทศบรูไน ตามด้วยอินโดนีเซีย กัมพูชา และลาว นอกจากการแนะนำตัวตามธรรมเนียมปฏิบัติหลังเข้ารับตำแหน่ง

ยังถือว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ สอบผ่านบทบาทเวทีเจรจาระดับภูมิภาค โดยเฉพาะคิวเยือนกัมพูชา จับเข่าหารือกับนายกฯ ฮุนเซน ไม้เบื่อไม้เมากับประชาธิปัตย์

เป้าหมายอันดับแรกคือการลุยสางปัญหา ค้างเก่าที่รัฐบาลชุดเก่าขยันก่อไว้ รื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แปรสนามรบตามแนวชายแดนกลับคืนเป็นสนามการค้า

แต่ที่อยู่ในความสนใจ ของสังคมมากที่สุด คือการเจรจาช่วยเหลือนายวีระ สมความคิด กับ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ

เหยื่อเกมการเมืองระหว่างประเทศในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ถูกขังลืมอยู่ในคุกเขมร

ถึง จะไม่สามารถช่วยออกมาได้ทันทีแต่ก็มีแนวโน้มในทางบวก เมื่อนายกฯ ฮุนเซน รับปากจะช่วยลดโทษจำคุก วีระ-ราตรี ให้ลงมาอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะขอพระราชทานอภัยโทษได้

เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นการร่วมกันตบหน้าพรรคประชาธิปัตย์ฉาดใหญ่

เท่าที่ดูจากสถานการณ์ยังคงเหลือการโยกย้ายข้าราช การที่ยังไม่ลงตัว

แต่ดูจากกรณีการย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากเก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ

ตอนแรกมีบางฝ่ายพยายามปลุกกระ แสข้าราชการประจำ ให้ลุกฮือขึ้นต่อต้าน

แต่ เนื่องจากรัฐบาลเพื่อไทยผลัดเปลี่ยนเข้ามาในช่วงถึงฤดูการโยกย้ายเดือน กันยายน การสลับสับเปลี่ยนดึงคนในสายของตัวเองเข้ามาทำงานแทนคนของรัฐบาลชุดเก่า หวังผลให้การผลักดันนโยบายต่างๆ เดินหน้าราบรื่น

จึงเป็นเรื่องอยู่ในขอบเขตที่ข้าราชการทั่วไปทำใจยอมรับได้

อย่าง ไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลควรคำนึงไว้เสมอคือ ต้องไม่ใช้อำนาจโยกย้ายตามอำเภอใจ ทำให้ภาพออกมาในลักษณะของการล้างบางหรือแก้แค้น มากกว่าเหตุผลเพื่อความเหมาะสมในเรื่องงาน

ถ้าทำได้ก็จะไม่เกิดแรงกระเพื่อม ขยายวงรุนแรงออกไป

โดย เฉพาะการโยกย้ายภายในกองทัพ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษหากต้องการยื่นมือเข้าไป แตะต้อง โผรายชื่อที่ผู้นำแต่ละเหล่าทัพเสนอขึ้นมา

ล่าสุดมีข่าว หลุดออกมาทางสื่อบ้างแล้วถึงความไม่ลงตัวในบางจุด ที่ฝ่ายการเมืองกับฝ่ายการเมือง และฝ่ายการเมืองกับบิ๊กกองทัพ อาจต้องเปิดเจรจากันรอบใหม่

ส่วนจะส่งผลให้ระยะเวลาการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องยืดยาวออกไปหรือไม่ ไม่มีใครให้คำตอบได้

หรือ ถ้าหากยืดยาวออกไปจริงจะมีผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างกอง ทัพกับรัฐบาลชุดนี้ที่ลุ่มๆ ดอนๆ อยู่แล้ว เกิด เป็นความอึมครึมระลอกใหม่หรือไม่ ไม่มีใครคาดเดาได้เช่นกัน

ด้วยความ ที่รัฐบาลชุดนี้มีข้อได้เปรียบคือมาตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีเสียงสนับ สนุนของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกราะป้องกันแข็งแกร่ง

การทำอะไรไม่บุ่มบ่ามแต่ก็ไม่จำเป็นต้องพะเน้าพะนอกองทัพเหมือนรัฐบาลที่ถือกำเนิดในค่ายทหารเคยทำ

อย่าง ไรก็แล้วแต่ ถ้าหากรัฐบาลข้ามด่านโผโยกย้ายกองทัพไปได้ การจัดแถวข้าราช การลงตัว บวกกับนโยบายด้านต่างๆ ที่จะเริ่มผลิดอกออกผลในช่วงเดือนมกราคม 2555

ถึงตอนนั้นใครก็คิดโค่นรัฐบาลได้ลำบาก

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 17/09/54 ดีแต่..ลวงโลก

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



มันสร้างภาพ ดีแต่พูด สุดลวงโลก
ปากโสโครก ต่ำทราม พูดยามหยัน
กุเรื่องเท็จ ซ่อนเร้น ไม่เว้นวัน
หลอกพวกมัน ปั่นหัว ชั่วดักดาน....


ทวงพื้นที่ ทับซ้อน อ้อนแม่ยก
แล้วหยิบยก หลอกพวกโง่ ด้วยโวหาร
ปั่นกระแส ความอุบาทว์ ชาติสามานย์
ด้วยสันดาน ปากตอแหล ไม่แคร์ใคร....


มันยังใช้ กลลวง ทวงเขาพระวิหาร
วิชามาร สารพัน มันเฉไฉ
เลวบวกโง่ โธ่..ไอ้ชั่ว ตัวจัญไร
กากแค่ไหน ยังหลงเชื่อ เบื่อสิ้นดี....


มันลับลับ ล่อล่อ จ้อผลประโยชน์
ทำลิงโลด หวานลิ้น สิ้นศักดิ์ศรี
พอจับได้ ไล่ดู จนรู้ที
ไอ้อัปรีย์ กลับย้อนยอก หลอกพวกมัน....


ก็มันดี แต่ลวงโลก..พูดโยกโย้
คำอวดโอ้ เฉไฉ ไม่สร้างสรรค์
หลอกสาวก โง่โง่ คอยโอ๋กัน
ถึงทางตัน มันฉิบหาย ตายยกพวง....


๓ บลา / ๑๗ ก.ย.๕๔

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กับวัฒนธรรมการวิจารณ์ในพุทธศาสนาเถรวาท

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์

เท่าที่ผมพอจะทราบขณะนี้พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ท่านอยู่ในช่วงเวลาอาพาธหนัก (ป่วยหนัก) ไม่สามารถพูดได้ ในฐานะตัวบุคคลพระพรหมคุณาภรณ์คือพระสงฆ์ที่ชาวพุทธเคารพนับถือว่า ท่านเป็นปราชญ์ทางพุทธศาสนาที่ทำคุณประโยชน์แก่พุทธศาสนาและสังคมไทยมากมาย เมื่อทราบว่าท่านป่วยหนักผมเองที่เป็นชาวพุทธคนหนึ่งย่อมรู้สึกห่วงใยท่าน เช่นเดียวกับชาวพุทธคนอื่นๆ ที่ทราบเรื่องนี้ แต่ที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นการเขียนถึง “ความคิดบางอย่าง” ของพระพรหมคุณาภรณ์ที่ดูจะมีอิทธิพลต่อวงการพุทธศาสนาในบ้านเราในปัจจุบัน
บังเอิญเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้รับหนังสือของพระพรหมคุณาภรณ์ชื่อ “นักวิชาการเทศ-ไทย หาความรู้ให้แน่ใช่แค่คิดเอง” ตีพิมพ์เป็นธรรมทานในช่วงเข้าพรรษาปี 2554 นี้เอง (ตีพิมพ์ จำนวน 10,000 เล่ม) เนื้อหาภายในเล่มเป็นการตอบโต้นักวิชาการ 4 คน คือ (อดีต) พระมโน เมตฺตานนฺโท ศาสตราจารย์ ดร.สมภาร พรมทา บก.วารสารพุทธศาสน์ศึกษา (ท่านไม่เอ่ยชื่อแต่ใช้คำว่า “ท่าน บก.”) ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน (ท่านใช้ชื่อย่อว่า “ดร.ช.”) และ Dr.McCargo อันที่จริงท่านเจ้าคุณจะเอ่ยชื่อจริงของ บก.วารสารพุทธศาสน์ศึกษา และ ดร.ชาญณรงค์เลยก็ได้ เพราะท่านก็ตอบโต้งานวิชาการของเขาซึ่งเป็นงานที่ปรากฏต่อสาธารณะอยู่แล้ว ผมจึงแปลกใจเล็กน้อยว่าท่านใช้ “ชื่อย่อ”ให้คนอ่านสงสัยไปทำไม
โดยส่วนตัวผมคิดว่า การวิจารณ์โต้ตอบกันในทางวิชาการระหว่างพระสงฆ์กับพระสงฆ์ หรือพระสงฆ์กับนักวิชาการฆราวาสนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะการถกเถียงโต้ตอบกันด้วยด้วยเหตุด้วยผล ด้วยหลักวิชาการย่อมก่อเกิดความงอกงามทางปัญญา หรือทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ ในการทำความเข้าใจปัญหาของพุทธศาสนาและทางออก
แต่ที่น่าสังเกต คือ “ท่าที” ของพระพรหมคุณาภรณ์ต่อบุคคลที่วิจารณ์ท่าน ผมคิดว่าเป็นท่าทีที่มีปัญหา ดังที่ท่านเอ่ยถึงนักวิชาการข้างต้นนั้นว่า
“ทั้งสี่ท่านนี้แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ตัวบุคคล บอกว่าอาตมาคิด พูด ทำ เรื่องนั้นเรื่องนี้ และก็ได้เห็นชัดแล้วว่า ทั้งสี่ท่านนั้นพูดไม่ตรงตามความเป็นจริง แถมยังเลยไปกระทบกระทั่งถึงบุคคลที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 เป็นต้นอีกด้วย” [i]
บังเอิญว่าผมได้อ่านงานของนักวิชาการทั้งสี่คนที่ท่านเจ้าคุณนำมาตอบ โต้ด้วย ผมไม่เห็นว่างานของนักวิชาการทั้งสี่นั้นเน้นไปที่การวิจารณ์ “ตัวบุคคล” แต่อย่างใด หลักๆ เลยคืองานของนักวิชาการชองทั้งสี่คนนั้นมุ่งตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ “ความคิด” ของท่านเจ้าคุณเป็นหลัก
เช่น เมื่อ (อดีต) พระมโน เขียนหนังสือเหตุเกิด พ.ศ.1 ขึ้นมา 2 เล่ม[ii] ท่านเจ้าคุณเห็นว่า “หนังสือนั้นผิดพลาดอย่างหนักชนิดที่ไม่น่าจะเป็น” ดังที่ท่านเขียนว่า
“เมื่อเห็นว่าควรยับยั้งความ เข้าใจผิด อาตมาก็จึงเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งใช้ชื่อว่า ตื่นกันเสียทีจากความเท็จของหนังสือเหตุเกิด พ.ศ.1 เป็นการเตือนสติ โดยเฉพาะท่านที่เป็นผู้ใหญ่ไม่อยากให้ตื่นเต้นไปตามกระแส ควรจะดู ถ้าไม่ตรวจสอบก็ควรจะพิจารณาหาหลักฐานข้อมูลประกอบบ้าง หลังจากนั้นช่วงหนึ่งพระมโน เมตฺตานนฺโท ก็เขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ เหตุเกิด พ.ศ.1 (B.E.0001) เป็นเท็จจริงหรือ? ออกมาตอบโต้ติเตียนอาตมาเป็นการเฉพาะตัว” [iii]
โปรดสังเกตชื่อหนังสือทั้งสองเล่มนะครับ แค่ชื่อหนังสือ (ที่วิจารณ์งานวิชาการของคนอื่น) ของท่านเจ้าคุณก็เป็นการกล่าวหางานของเขาว่าเป็น “ความเท็จ” แล้ว ชื่อหนังสือและเจตนาของท่านเจ้าคุณก็เพื่อต้องการปลุกคนให้ตื่นจากความเท็จ นั้น (ในเนื้อหาทั้งเล่มเป็นเช่นนั้นจริงๆ) และโดยสถานะบารมีความเป็น “ปราชญ์ทางพุทธศาสนา” ด้วยแล้ว การวิจารณ์งานวิชาการของคนอื่นด้วยท่วงทำนองเช่นนี้ ยิ่งเป็นการเพิ่มดีกรีความแรงที่ “กด” งานที่ถูกวิจารณ์หนักเข้าไปอีก ซึ่งผมคิดว่าข้อวิจารณ์ของท่านเจ้าคุณมีอิทธิพลพอสมควร กระทั่งทำให้ชาวพุทธจำนวนหนึ่งออกไปถือป้ายประท้วงให้เจ้าอาวาสวัดต้นสังกัด ขับพระมโนออกจากวัด เพียงเพราะเขียนงานวิชาการขึ้นมา 2 เล่ม ที่มีเนื้อหาการตีความแตกต่างไปจากคัมภีร์ หรือตำราที่ชาวพุทธไทยเชื่อถือกันอยู่ (แม้ท่านเจ้าคุณอาจจะไม่มีเจตนาให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ตาม)
ส่วนชื่อหนังสือของพระมโนเป็นชื่อที่บ่งบอกเจตนาที่จะชี้แจงให้เห็นว่า หนังสือเหตุเกิด พ.ศ.1 เป็นเท็จตามที่พระพรหมคุณาภรณ์วิจารณ์จริงหรือไม่ ผมเองได้อ่านหนังสือของทั้งสองท่าน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะเห็นว่าหนังสือ ตื่นกันเสียทีจากความเท็จของหนังสือเหตุเกิด พ.ศ.1 ของพระพรหมคุณาภรณ์ แม้จะมีจุดแข็งตรงที่มีการยกข้อมูลในพระไตรปิฎกขึ้นมาหักล้างอีกฝ่ายหนึ่ง ได้ดี แต่ก็มีจุดอ่อนตรงที่การวิจารณ์นั้นเลยเถิดไป “กล่าวหา” ตัวตนของพระมโนมากเกินไป เช่น กล่าวหาว่าบิดเบือนพระธรรมวินัย หลอกชาวบ้าน วิชาการผีหลอก ความเท็จ ความไม่สุจริต ข้อมูลเท็จ หลักฐานเท็จ พูดเท็จ ข้อมูลลวง งานบิดเบือน ปั้นแต่งเรื่องเท็จ ข้อเขียนที่เหลวไหล ฯลฯ[iv]
ในหนังสือ เหตุเกิด พ.ศ.1 (B.E.0001) เป็นเท็จจริงหรือ? ของพระมโนกลับเป็นการตอบโต้ข้อวิจารณ์ของท่านเจ้าคุณอย่างเป็นวิชาการ มากกว่า เพราะเป็นการนำข้อมูลอีกด้านมาหักล้างข้อวิจารณ์ของท่านเจ้าคุณเป็นหลัก พร้อมกับจัดทำตารางแสดงข้อความที่ท่านเจ้าคุณวิจารณ์ “ตัวบุคคล” ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีกี่ข้อความ และข้อความนั้นๆ ปรากฏในหน้าไหนบ้าง
ส่วนกรณี บก.วารสารพุทศาสตร์ศึกษา (ศ.ดร.สมภาร พรมทา) ถ้าถามว่าทำไม “ท่าน บก.” (คำที่ท่านเจ้าคุณเรียก) จึงวิจารณ์ความคิดของท่านเจ้าคุณค่อนข้างบ่อย ผมเข้าใจว่าเพราะท่านเจ้าคุณมีผลงานวิชาการทางพุทธศาสนามากกว่าใครๆ ถัดจากท่านพุทธทาส (ซึ่งท่าน บก.ก็วิจารณ์บ่อยทั้งที่เห็นด้วยและเห็นแย้ง) จึงเป็นธรรมดาที่นักวิชาการด้านพุทธศาสนาจะตั้งคำถาม หรือวิจารณ์งานของท่านเจ้าคุณ แต่โดยรวมๆ แล้วก็ไม่ใช่วิจารณ์ “ตัวตน” ของท่านเจ้าคุณที่ส่อไปในทางไม่เคารพ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด
เช่น ที่วิจารณ์ทำนองว่า ท่านเจ้าคุณและพระในมหาวิทยาลัยสงฆ์มักมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม เพราะไม่ค่อยมีเพื่อนต่างศาสนา (น่าจะหมายถึงเพื่อนที่ถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้) ต่างจากท่านพุทธทาสที่คบเพื่อนต่างศาสนามากกว่าจึงมีท่าทีเป็นมิตรกับศาสนา อื่นๆ มากกว่า หรือมีความคิดทางศาสนาแบบก้าวหน้ากว่าเป็นต้น หรือบางที่นักวิชาการหรือลูกศิษย์ลูกหาที่แวดล้อมท่านเจ้าคุณ อาจจะไม่ค่อยมีใครกล้าวิจารณ์ท่านเจ้าคุณ กระทั่งบางคนก็พูดอะไรแบบไม่ค่อยรับผิดชอบ เช่น หมอประเวศ วะสี เคยพูดว่า หนังสือพุทธธรรมของท่านเจ้าคุณเป็น “ผลงานที่เกินรางวัลโนเบล” เป็นต้น[v]
หรือที่วิจารณ์ความคิดของท่านเจ้าคุณ เช่นที่ว่า “อกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดกุศลได้” ก็วิจารณ์เพียงว่าท่านเจ้าตีความหรือยืนยันตามคัมภีร์อธิธรรม ในขณะที่ท่าน บก.ยืนยันข้อมูลตามพระสูตรซึ่งเขาแน่ใจว่าเป็นคำพูดของพระพุทธเจ้ามากกว่า ว่า “อกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดกุศลไม่ได้” เป็นต้น
ส่วนที่ Dr.McCargo ว่าพระประยุทธ์ ปยุตฺโต เป็นนักคิดทางพุทธศาสนาประเภท Fundamentalist ก็เพราะภาพลักษณ์ของท่านเจ้าคุณตามที่สังคมชาวพุทธรับรู้กันนั้น คือภาพลักษณ์ของพระนักคิดนักปราชญ์ที่ให้ความสำคัญและยืนยันความถูกต้องของ คำสอนในพระไตรปิฎกอย่างชัดเจนที่สุด
โดยเฉพาะเมื่อท่านเจ้าคุณออกมา “สะสาง” ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำสอนของพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นกรณีสันติอโศก กรณีธรรมกาย หรือกรณีหนังสือเหตุเกิด พ.ศ.1 ของพระมโน ท่านเจ้าคุณก็อ้างอิงคำสอนของพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกเป็นหลักในการวินิจฉัย ว่า ความเห็น คำสอน การปฏิบัติของคนเหล่านั้นผิดหรือเป็นเท็จอย่างไรบ้าง
ประเด็นคือ หากการอ้างอิงพระไตรปิฎกเพื่อวินิจฉัยความถูก-ผิดตามหลักคำสอนของพุทธศาสนา ของท่านเจ้าคุณ จำกัดอยู่แค่การโต้แย้งกันด้วยหลักฐานข้อมูลทางวิชาการเท่านั้น ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่การวิจารณ์ของท่านเจ้าคุณยังเลยไปถึงการตัดสิน “ตัวตน” ของฝ่ายที่เห็นต่าง เช่น ตัดสินว่าพวกเขามีเจตนาทุจริต ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต เป็นการทำลายพุทธศาสนาอย่างถอนรากถอนโคน เป็นต้น
เฉพาะกรณีสันติอโศกท่านเจ้าคุณถึงกับไปเป็นพยานในการไต่สวน (แม้จะบอกว่าไม่ได้ไปศาลแต่ไปให้ข้อมูลที่วัดมหาธาตุก็ตาม) ในส่วนที่เป็นความผิดถูกตามพระธรรมวินัย ซึ่งเชื่อกันว่าคำให้การของท่านเจ้าคุณมีน้ำหนักให้ศาลวินิจฉัยตัดสินให้ สมณะโพธิรักษ์และสมณะสันติอโศกพ้นจากความเป็นพระสงฆ์ กรณีธรรมกายและ (อดีต) พระมโนก็เช่นกัน การตีความคำสอนพุทธศาสนาผิดจากพระไตรปิฎกก็กลายเป็น “มีเจตนาทำลายพุทธศาสนา” ไป
คนที่ติดตามการถกเถียงเรื่องนี้ ก็จะเห็นว่าแต่ละฝ่ายต่างยืนยันความถูกต้องของตนด้วยการ “อ้างพระไตรปิฎก” ทั้งสิ้น ชาวบ้านทั่วไปอาจงงๆ อยู่ว่าใครผิดใครถูก แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ แม้แต่นักวิชาการสี่คนที่ท่านเจ้าคุณโต้ตอบก็ดูเหมือนจะเห็นว่า หลักฐานข้อมูลที่ท่านเจ้าคุณนำมาแสดงมีความน่าเชื่อถือมากกว่า แต่เขาไม่เห็นด้วยที่จะสรุปว่าการตีความต่างกัน มีความเข้าใจคำสอนต่างกัน ปฏิบัติต่างกันเท่าที่เป็นอยู่ในบ้านเราไม่ว่ากรณีสันติอโศก ธรรมกาย หนังสือเหตุเกิด พ.ศ.1 จะมีความหมายเท่ากับเป็น “การทำพระธรรมวินัยให้วิปริต” เพราะในเมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างพระไตรปิฎก มันก็มีพระไตรปิฎกทั้งภาษาไทย บาลี อังกฤษ เป็นต้น ให้คนทั่วไปตรวจสอบได้อยู่แล้วว่าใครอ้างถูกหรือผิดอย่างไร
พูดตรงๆ คือ ถ้าเชื่อว่า คำสอนที่ถูกต้องของพุทธมีอยู่ในพระไตรปิฎก และพระไตรปิฎกก็เป็นสมบัติสากลของชาวพุทธทั่วโลก แม้สันติอโศก ธรรมกาย พระมโนหรือใครจะตีความผิดจากพระไตรปิฎกก็ไม่มีผลเป็นการทำพระธรรมวินัย (ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก) ให้วิปริตไปได้แต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุผลว่าคนเหล่านี้กำลังทำลายพุทธศาสนาอย่างถอนรากถอนโคน ควรถูกขจัดออกไปจากความเป็นพระ จากพุทธศาสนา แต่ควรที่จะหันหน้ามาคุยกัน หรือถกเถียงแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้วยเหตุผลด้วยผลก็พอ คนอ่านงานของทั้งสองฝ่ายจะเชื่อใครก็เป็นเสรีภาพของเขา ไม่ควรเลยเถิดไปตัดสินว่าความเห็นต่างเป็นความไม่รู้ เป็นความโง่ กระทั่งมีเจตนาทุจริต หรือเป็นความชั่ว
หรือพูดอีกอย่างว่าการที่คนเรา “อ่านต่างกัน” ก็อาจมองต่างกัน เช่นเกี่ยวกับประเด็น “พระสงฆ์กับการเมือง” พระพรหมคุณาภรณ์ มองอย่างโรแมนติกว่า
“ในสังคมไทย บทบาทและหน้าที่ทางการเมืองของพระสงฆ์ได้ดำเนินมาในลักษณะที่เข้ารูปเป็น มาตรฐานพอสมควร พระสงฆ์สั่งสอนหลักธรรมในการปกครองและสอนนักปกครองให้มีธรรม แต่ไม่เข้าไปยุ่มย่ามก้าวก่ายในกิจการเมือง ทางฝ่ายบ้านเมืองก็ยกชูสถาบันสงฆ์ไว้ในฐานะที่ เหนือการเมือง โดยมีประเพณีทางการเมืองที่ปฏิบัติมาเกี่ยวกับวัดและพระสงฆ์ เช่นว่า ผู้ใดหนีเข้าไปในพัทธสีมาของวัดก็เป็นอันพ้นภัยการเมือง เหมือนลี้ภัยออกไป ในต่างประเทศ ผู้บวชแล้วเป็นผู้พ้นภัย และเป็นผู้พ้นภัยจากปรปักษ์ทางการเมือง ดังกรณีของข้าราชบริพารของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่พระสงฆ์สมมติพระราชวังเป็นพัทธสีมาแล้วอุปสมบทให้ พาออกจากวังผ่านกองทัพของผู้ยึดอำนาจ ไปสู่วัดได้โดยปลอดภัย และกรณีของขุนหลวงหาวัด (พระเจ้าอุทุมพร) ในรัชการพระเจ้าเอกทัศน์ เป็นต้น” [vi]
แต่ จิตร ภูมิศักดิ์ มองต่างออกไปว่า พระสงฆ์ไม่ได้อยู่เหนือการเมืองจริง หากแต่มีความสัมพันธ์กับอำนาจรัฐในลักษณะ “สมประโยชน์กัน” เช่นที่เขาเขียนว่า
“ศักดินา (กษัตริย์) แบ่งปันที่ดินให้แก่ทางศาสนา แบ่งปันข้าทาสให้แก่วัดวาอาราม ยกย่องพวกนักบวชให้เป็นขุนนางมีลำดับยศ มีเครื่องประดับยศ มีเบี้ยหวัดเงินปีและแม้เงินเดือน...ศาสนามีหน้าที่สั่งสอนให้ผู้คนเคารพยำ เกรงกษัตริย์ พวกนักบวชทั้งหลายกลายเป็นครูอาจารย์ที่ให้การศึกษาแก่กุลบุตรกุลธิดา ซึ่งแน่นอนแนวทางการจัดการศึกษาย่อมเป็นไปตามความปรารถนาของศักดินา” [vii]
ฉะนั้น การตีความต่างกัน เพราะแต่ละคนอ่านมาต่างกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างปกติธรรมดา มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลยเถิดไปตัดสินคนที่ตีความต่างจากเราว่า มีเจตนาทุจริต บิดเบือนพุทธศาสนา ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ทำให้คนเข้าใจผิด สร้างความเสียหายแก่พุทธศาสนาและสังคม ฯลฯ เพราะจริงๆ แล้วคนอ่านเขาย่อมวินิจฉัยได้เองว่างานของใครมีเหตุผลน่าเชื่อถือมากกว่า ไม่ใช่ว่ามีใครผลิตงานวิชาการที่ตีความผิดจากพระไตรปิฎกขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้ว จะทำให้ชาวพุทธเชื่อถือหลงผิดตามได้ง่ายๆ สร้างความเสื่อมแก่พุทธศาสนาได้ง่ายๆ
แต่จะว่าไปแล้ว วัฒนธรรมการวิจารณ์ที่ทำความเห็นต่าง คนเห็นต่างให้ “กลายเป็นอื่น” คือวัฒนธรรมกระแสหลักของพุทธเถรวาทที่มีมานาน และชัดมากในการสังคายนาครั้งที่ 3 เป็นต้นมาที่มีการยืมมืออำนาจรัฐมากำจัดพระสงฆ์ที่เห็นต่างจากฝ่ายพระโมคคัล ลีบุตรติสสเถระอย่างขนานใหญ่ โดยใช้วิธีการ “จัดสอบความรู้พระ” ถ้าสอบไม่ผ่านก็จับสึก ซึ่งก็คล้ายๆ กับคณะสงฆ์จัดการกับกลุ่มสมณะสันติอโศกเพราะเหตุผลเรื่องสอนผิดจากพระ ไตรปิฎก พระพรหมคุณาภรณ์ก็อาจซึมซับวัฒนธรรมการวิจารณ์ดังกล่าวมาด้วยเช่นกัน ดังเห็นได้จากการวิจารณ์สันติอโศก ธรรมกาย และนักวิชาการทั้งสี่คนดังกล่าว เป็นต้น
ทำให้ผมนึกถึง ว.วชิรเมธี ที่อ้างว่าได้รับอิทธิพลทางความคิดจากพระพรหมคุณาภรณ์มาก ก็ดูเหมือนจะมี “ท่าที” ต่อคนเห็นต่างคล้ายๆ กัน เช่นตอนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์นิตยสาร GM ฉบับเดือนธันวาคม 2553 เกี่ยวกับที่มาของวาทกรรม “ฆ่าเวลาบาปยิ่งกว่าฆ่าคน” ว.วชิรเมธี วิจารณ์นักวิชาการที่วิจารณ์วาทกรรมดังกล่าวว่า
“เมื่อเราอ่านเนื้อใน เราได้ เห็นบทสรุปที่แสนจะตื้นเขิน ดูเสมือนว่านักวิชาการเหล่านั้นกำลังแสดงความ คิดเห็นต่อบ้านนี้เมืองนี้ แต่ถ้าเราอ่านดูจริงๆ มันเป็นเรื่องของการแสดง ความรู้สึก ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการแสดงความคิดเห็น การแสดงความคิดเห็นต้อง มีรากฐานทางวิชาการรองรับอย่างแน่นหนาเป็นหลักฐาน ส่วนการแสดงความ รู้สึก แค่คุณไม่พอใจอะไรใคร คุณก็โพล่งหรือสบถออกมาแค่นั้น แล้วทุกวันนี้ เราได้เห็นนักวิชาการหรือปัญญาชนทำแบบนี้กันมาก แล้วก็เรียกว่าฉันกำลังทำ งานวิชาการ แล้วมันขายดีนะ ติดตลาด เพราะวัฒนธรรมของสังคมไทยเป็นวัฒนธรรม ของความเชื่อ ไม่ใช่วัฒนธรรมแห่งการแสวงหาความรู้ นั่นทำให้นักวิชาการจำนวน มากสามารถสร้างตัวเองขึ้นมาท่ามกลางซากปรักหักพังของเพื่อนร่วมชาติ”
สรุปสั้นๆ ว่านักวิชาการขาดความรับผิดชอบ ไม่ใช้ความรู้ ฉวยโอกาสสร้างตัวเองขึ้นมาท่ามกลางซากปรักหักพังของเพื่อนร่วมชาติ แต่ ว.วชิรเมธี ไม่ได้ตั้งคำถามกับตนเองว่า ที่ตนทวิตเตอร์ข้อความ “ฆ่าเวลาบาปยิ่งกว่าฆ่าคน” ออกมาราวกลางเดือนมกราคม 2553 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สื่อกำลังโหมกระแสการจะออกมาชุมนุมของคนเสื้อแดงและนำ ภาพความรุนแรงในเหตุการณ์สงกรานต์เลือดมาฉายซ้ำแล้วซ้ำอีกนั้น เป็นการ “ผลิตวาทกรรม” ที่รับผิดชอบอย่างไร รู้กาลอันควรไม่ควรหรือไม่ (ยังไม่ต้องพูดถึงการเปรียบเทียบการฆ่าเวลากับองคุลีมาลย์ฆ่าคน 999 คนว่าจะเป็นตรรกะวิบัติเพียงใด)
กล่าวโดยสรุป วิธีการวิจารณ์ความคิดเห็นของคนอื่นเป็นวิธีที่พุทธเถวาทเรียกว่าวิธีกำราบ “ปรัปปวาท” (วาทะของฝ่ายอื่น) พระสงฆ์ที่ใช้วิธีนี้กับนักวิชาการ หรือพระด้วยกันเองในปัจจุบัน จึงแทนที่จะทำเพียงชี้แจงเหตุผล หลักวิชาการเท่านั้น ก็ “ทำเกิน” โดย “ข่มกำราบ” คนอื่นว่าไม่รู้จริงบ้าง ไม่รับผิดชอบบ้าง มีความเห็นผิด เจตนาทุจริต ฯลฯ ซึ่งที่จริงเป็นวิธีที่ล้าสมัยแล้ว เพราะทุกวันนี้ความรู้ไม่ได้อยู่ที่ “ตัวปราชญ์” แต่ค้นคว้าได้จากหลากแหล่งและค้นคว้าได้ง่าย ใครๆ ก็เข้าถึงความรู้ทางพุทธศาสนาได้ไม่ยากถ้าสนใจจะรู้ การวิจารณ์ด้วยท่าทีข่มว่าคนอื่นไม่รู้จริง เห็นผิด ฯลฯ แทนที่จะโต้ “ประเด็น” หรือ arguments ที่เขาเสนออย่างตรงไปตรงมา เช่นที่พระพรมคุณาภรณ์ทำกับงานของ (อดีต) พระมโน เป็นต้น จึงถือเป็นตัวอย่างของ “ท่าที” การวิจารณ์ที่ล้าหลังที่ชาวพุทธรุ่นใหม่ไม่ควรถือเป็นแบบอย่าง

[i] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)..นักวิชาการเทศ-ไทย หาความรู้ให้แน่ใช่แค่คิดเอง.หน้า 156.
[ii] เมตฺตานนฺโท ภิกขุ.เหตุเกิด พ.ศ. 1(B.E.0001) เล่ม 1 : วิเคราะห์กรณีพุทธปรินิพพาน และ[ii] เหตุเกิด พ.ศ. 1 (B.E.0001) เล่ม 2 : วิเคราะห์กรณีปฐมสังคายนาและภิกษุณี
[iii] เรื่องเดียวกัน หน้า 7-8
[iv] โปรดอ่าน พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต).ติ่นกันเสียทีจากความเท็จของหนังสือเหตุเกิด พ.ศ.1 และดู เมตตานนฺโท ภิกขุ.เหตุเกิด พ.ศ.1 (B.E.0001) เป็นเท็จจริงหรือ?ในหนังสือดังกล่าวมีการจัดทำตาราง ข้อความตัดสินตัวตน ทำนองเดียวกันนี้ถี 4 หน้า คือหน้า 62-65 ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าวิธีวิจารณ์ของพระพรหมคุณาภรณ์เป็นการเลย เถิดจากการวิจารณ์ ความคิด ไปตัดสิน ตัวบุคคล มากเพียงใด
[v] ดูวารสารปัญญา วารสารออนไลน์ ฉบับประจำเดือน กรกฎาคม 2554
[vi] พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต).กรณีสันติอโศก. หน้า 28
[vii] จิตร ภูมิศักดิ์. โฉมหน้าศักดินาไทย.หน้า 66-67