WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 19, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 19/09/54 บันไดอำนาจวันนี้

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ห้าปี..รัฐประหาร ใคร..ผลาญชาติ
ใคร..อุบาทว์ ใคร..ครอบครอง สนองตัณหา
ใคร..กดขี่ คนไทย ใต้บาทา
ใคร..ชั่วช้า คิดผูกขาด อำนาจตน....


ประเทศนี้ อ้างว้าง ใคร..สร้างบาป
กลายเป็นภาพ ใคร..ทำดี ที่สับสน
ใคร..ปลิ้นปล้อน ซ่อนความจริง ยิ่งวกวน
ใคร..หลอกคน ให้ชมชอบ หวังตอบแทน....


ผ่านปีแล้ว ปีเล่า ใคร.."เขา"..ปล้น
ใคร..ปี้ป่น ใคร..ทุกข์ยาก ลำบากแสน
ใคร..ย่อยย่อบ ใคร..อนาถ ใคร..ขาดแคลน
ทุกเขตแดน ใคร..แบ่งสี ทวีคูณ....


ครบห้าปี พวกริยำ..ทำรัฐประหาร
ความสามานย์ สร้างไว้ ไม่สิ้นสูญ
คิด-ทำเลว ต่อเติม ให้เพิ่มพูน
คนอาดูร คือเพื่อนพ้อง พี่น้องไทย....


๑๙ กันยา เวียนมาอีก
จะไม่หลีก พวกอัปรีย์ หนีไปไหน
ขอพวกเรา จงพร้อม หล่อหลอมใจ
ไว้อาลัย อำนาจทราม..ตามกล่าวมา....


๓ บลา / ๑๙ ก.ย.๕๔

สิทธิธรรมเหนือสิทธิเสรีภาพ, แหล่งอำนาจและรากเหง้าของปัญหาสังคมการเมืองไทย

ที่มา ประชาไท

สิทธิธรรมคือ การใช้อำนาจเหนือชีวิตและความตายของผู้คนโดยอ้างแหล่งที่มาของอำนาจมาจากที่ ใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น สายเลือดศักดิ์สิทธิ์ สมมติเทพ ทศพิธราชธรรม เทวราชา ศาสนจักร วิมุติภาวะ หรือความดีงามความชอบธรรมอื่นใด

สังคมการเมืองของมนุษย์ในยุคก่อนสมัยใหม่คือสังคมที่ปกครองด้วยสิทธิธรรม

รัฐที่ปกครองโดยศาสนา ก็คือ รัฐที่ปกครองด้วยสิทธิธรรมโดยอ้างอิงแหล่งอำนาจตามความเชื่อทางศาสนา

รัฐที่ปกครองโดยกษัตริย์ ก็คือ รัฐที่ปกครองด้วยสิทธิธรรมโดยอ้างอิงแหล่งอำนาจจากที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโดยสายเลือดของบรรพบุรุษ โดยความเชื่อมโยงกับพระเจ้า โดยความเชื่อมโยงกับพระพุทธเจ้า โดยความเชื่อมโยงกับเทวดา หรืออำนาจเหนือมนุษย์ใด ๆ ก็ตามแต่จะรังสรรค์ขึ้นมา

กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนับแต่รัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๔ นั้นอ้างอิงแหล่งอำนาจตามจารีตของอยุธยาที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ ประกอบไปด้วยอำนาจพระพุทธเจ้า อำนาจเทวดา อำนาจผี และเพิ่มอำนาจจากทศพิธราชธรรม ประกอบกับอำนาจชนเผ่าก่อนอารยธรรม คืออำนาจของกำลังที่เหนือกว่าผู้ปราบยุคเข็ญของความไร้ระเบียบ (กรุงแตก) และกอบกู้ระเบียบใหม่รวบรวมบ้านเมืองกลับมาให้เป็นปึกแผ่นได้ เรื่องเล่าเกี่ยวกับสัญญาวิปลาสของพระเจ้าตากและจลาจลเมื่อครั้งกรุงธนบุรี มีหน้าที่ทำให้เห็นว่า ความไร้ระเบียบตั้งแต่ครั้งกรุงแตกยังไม่จบสิ้น แต่จบสิ้นก็ต่อเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากระษัตรศึกเสด็จกลับมาปราบจลาจล และขึ้นเถลิงอำนาจสถาปนากรุงขึ้นใหม่ให้วัฒนาสถาวรสืบไปชั่วกัลปาวสาน

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๔ เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์ต้องเผชิญกับอำนาจของตะวันตกที่มาพร้อมกับแสนยานุภาพที่เหนือกว่า

ทำให้เวลาต่อมารัชการที่ ๕ ต้องปรับตัวในการอ้างอิงแหล่งอำนาจด้วยการอ้างแหล่งอำนาจใหม่สมทบเพิ่มเข้า มา และนั่นคือ “ความเป็นสมัยใหม่”

การเสด็จประพาสยุโรป การเลิกทาส การสถาปนาสถาบันการศึกษา และการสร้างถนน รางรถไฟ และความก้าวหน้าอื่น ๆ ทั้งมวลล้วนคือการสถาปนาสิทธิธรรมของผู้สามารถเข้าถึง “ความเป็นสมัยใหม่” ก่อนใครในสยาม

เป็นอุบัติการณ์ที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงหลักการของคานท์ เมื่อตัว “ความเป็นสมัยใหม่” เองกลายเป็นแหล่งอ้างอิงของการใช้สิทธิธรรมที่เหนือกว่า ทั้งที่การกำเนิดขึ้นของสมัยใหม่คือการปฏิเสธสิทธิธรรมทั้งมวลที่มีมาก่อน หน้า

ความสว่างคือการปลดปล่อยคนออกจากตัวตนแห่งความเสื่อม ซึ่งอยู่ในโอวาท การอยู่ในโอวาทของคนคือความไม่สามารถที่จะมีความเข้าใจโดยปราศจากการชี้นำ จากผู้อื่น ตัวตนอันเสื่อมสภาพนี้คือสิ่งที่อยู่ในโอวาทและมันก่อให้เกิดความลวง ไม่ใช่เพราะไม่สามารถใช้เหตุผล แต่เพราะขาดไร้ซึ่งการตัดสินใจและความกล้าหาญที่จะใช้เหตุผลโดยปราศจากการ ชี้นำของผู้อื่น ซัปเออเร ออเด! “จงกล้าที่จะใช้เหตุผลของคุณเอง” – นั่นคือคำขวัญของความสว่างทางปัญญา [1]

หลักการของยุคแสงสว่างอันเป็นยุคซึ่งให้กำเนิดความเป็นสมัยใหม่ คือ จงกล้าที่จะรู้! จงกล้าที่จะใช้เหตุผลของตนเอง!! เพราะเหตุว่า มนุษย์เกิดมาเสรี แต่เขาถูกพันธนาการอยู่ทุกแห่งหน [2] สิ่งที่คนสมัยใหม่จะต้องตระหนักก่อนสิ่งอื่นใดก็คือ เขาเกิดมาพร้อมกับสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอยู่เหนือสิทธิธรรมทั้งหมดทั้งปวงไม่ว่าสิทธิธรรมนั้นจะ อ้างอิงแหล่งอำนาจใดก็ตาม มนุษย์ต้องยอมตัดใจจากการพึ่งพิงสิทธิธรรมซึ่งอ้างแหล่งที่มาจากสิ่งเหนือ มนุษย์ และต้องก้าวเดินต่อไปด้วยขาของตนเอง พร้อมกับเสรีภาพและหน้าที่ซึ่งวางอยู่บนบ่า

อำนาจเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถบังคับสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ได้ก็คืออำนาจ ของรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งต้องมาจากเจตจำนงร่วมของคนทั้งสังคม อันบังเกิดและเป็นไปก็เพื่อรับรองและปกป้องสิทธิเสรีภาพแต่กำเนิดของมนุษย์ มิให้ถูกละเมิดด้วยสิทธิธรรม หรืออำนาจโบราณก่อนอารยธรรมเช่นการใช้กำลังที่เหนือกว่า ผู้แข็งแรงที่สุดไม่เคยแข็งแรงพอที่จะเป็นนายได้ตลอดไป ถ้าเขาไม่แปลงกำลังของตนไปเป็นสิทธิ และทำให้การเชื่อฟังตนกลายเป็นหน้าที่ [3]

แม้แต่ผู้แข็งแรงก็ต้องสมัครใจยอมรับอำนาจของเจตจำนงร่วม ด้วยเหตุว่าเขาเองก็อาจถูกสังหารในยามหลับ รัฏฐาธิปัตย์คือเจตจำนงร่วม และเหตุที่มันมีอำนาจเหนือชีวิตและความตายของผู้คนก็เพราะว่ามันคือสิทธิ เสรีภาพของคนทั้งสังคมซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพที่ใหญ่กว่าคนเพียงคนเดียว และคนแต่ละคนยอมเข้ามาอยู่ใต้อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ก็ด้วยเหตุของการยอมรับ การปกป้องคุ้มครองจากสิทธิเสรีภาพที่มีพลังกว่าของตนเพียงลำพัง เพื่อว่าตนจะไม่ถูกล่วงละเมิดจากสิทธิธรรม หรืออำนาจก่อนอารยธรรม

บ่อเกิดของความเป็นสมัยใหม่จึงไม่ใช่การเลิกทาส ไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่ใช่รัฐสภา ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรือกลไฟ ไม่ใช่ไฟฟ้า ไม่ใช่ถนน ไม่ใช่รถไฟ ไม่ใช่สิ่งก่อสร้างใด ๆ ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้นนอกจากการตระหนักว่า มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความเท่าเทียมกันในสิทธิเสรีภาพ ซึ่งจะต้องไม่ถูกล่วงละเมิด

อำนาจเดียวที่คนสมัยใหม่ยอมอยู่ในบังคับก็คืออำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ซึ่ง อ้างอิงแหล่งอำนาจจากสิทธิเสรีภาพของคนทุกคนในสังคมที่ยอมเข้ามาอยู่ใน บังคับนั้นเอง ดังนั้นสิทธิเสรีภาพจึงเป็นแหล่งอำนาจโดยตัวของมันเอง และเป็นแหล่งอำนาจแหล่งเดียวเท่านั้นที่โลกสมัยใหม่ยอมรับ

แต่การณ์ที่บังเกิดในสังคมไทยกลับกลายเป็นว่า “ความเป็นสมัยใหม่” ได้กลายเป็นแหล่งอำนาจให้กับการใช้สิทธิธรรมเข้าบังคับชีวิตและความตายของ ผู้คน โดยที่สิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมของมนุษย์ไม่เคยดำรงอยู่ หรือกล่าวอีกทางได้ว่า ผู้ปกครองได้แปลง “ความเป็นสมัยใหม่” ให้กลายเป็นนามธรรมเหนือมนุษย์เช่นเดียวกับ พระพุทธเจ้า, เทวดา, ผี เพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงอำนาจ และบังคับใช้สิทธิธรรมต่อไปในลักษณาการที่โดยแก่นแท้แล้วไม่ผิดไปจากเดิม เพียงแต่ปรุงแต่งโฉมหน้าของอำนาจขึ้นใหม่ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของสมัย ใหม่

ความเป็นสมัยใหม่ในสังคมไทยจึงเป็นเพียงองค์จำแลงที่สามารถเป็นบ่อเกิด ของอำนาจได้ในตัวของมันเอง โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมที่เป็นต้นกำเนิด เป็นหลักการ และสาระสำคัญที่สุดของความเป็นสมัยใหม่ที่แท้จริงแม้แต่น้อย

แต่แม้ว่าความเป็นสมัยใหม่จะกลายเป็นแหล่งอำนาจของสิทธิธรรมตามที่กล่าว มาแล้ว ก็ไม่อาจปกปิดและค้ำจุนความอ่อนแอที่เกิดจากการสืบทอดสิทธิธรรมได้ เมื่อเปลี่ยนรัชกาลจากรัชกาลที่ ๕ มาสู่ที่ ๖ และมาสู่ที่ ๗ ในที่สุดผู้คนจำนวนหนึ่งก็ได้เห็นแล้วว่า องค์จำแลงก็คือองค์จำแลง มันหาได้เป็นตัวตนที่แท้จริงของความเป็นสมัยใหม่ การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ จึงบังเกิดขึ้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุของเคราะห์กรรมอันใดก็ตาม คณะราษฎร์กลับหลงลืมประเด็นสำคัญที่สุดจนทำให้เกิดการยินยอมให้มีการแก้ไข ข้อความเล็กน้อยในรัฐธรรมนูญ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ โดยเติมคำว่า “ชั่วคราว” ลงไป [4] จนกระทั่งนำไปสู่รัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕

สาระสำคัญที่สุดของเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เนื้อหาของตัวรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหาของแหล่งกำเนิดของรัฐธรรมนูญ การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม คือการเปิดพื้นที่เล็ก ๆ ให้กับสิทธิธรรมที่มีมาแต่เดิม จนกระทั่งก่อให้เกิดการบิดเบือนเหตุการณ์ทางสังคมการเมือง และนำไปสู่การบิดเบือนอำนาจทางการเมือง การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ หรือแหล่งที่มาของรัฐธรรมนูญกลายเป็น “การต่อรอง” ระหว่างกษัตริย์กับคณะราษฎร์ หรือกระทั่งเป็นการ “มอบให้” ของกษัตริย์ไปในที่สุด

การที่รัฐธรรมนูญซึ่งเปรียบเสมือนกายที่จับต้องได้ของเจตจำนงร่วมได้กลาย เป็นสิ่งที่พระราชทานมาจากกษัตริย์นั้น มีความหมายเท่ากับ การยินยอมให้สิทธิธรรมที่มีมาแต่เดิมดำเนินสืบต่อไป แม้ว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะผูกมัดไว้ซึ่งกษัตริย์ให้ต้องปฏิบัติตาม มันก็เป็นเพียงการล่ามโซ่สิทธิธรรมก่อนสมัยใหม่ไว้ชั่วคราว รอคอยวันที่โซ่ขึ้นสนิมและสิ่งที่ถูกล่ามไว้จะหลุดออกมาอีกครั้ง

“มนุษย์เกิดมาเสรี แต่เขาถูกพันธนาการอยู่ทุกแห่งหน” หมายความว่า ไม่มีใครสามารถมอบเสรีภาพหรือความเท่าเทียมให้กับมนุษย์ได้ แม้แต่สิทธิธรรมที่อ้างว่ามาจากพระเจ้า สิทธิเสรีภาพของมนุษย์มีอยู่แล้วในตัวของมนุษย์เอง ไม่ใช่สิ่งที่ได้รับมอบจากใครทั้งนั้น นี่คือสำนึกเบื้องลึกของความเป็นสมัยใหม่ที่แท้จริง แต่มนุษย์ถูกพันธนาการอยู่ทุกแห่งหน หมายความว่า เขาถูกผูกมัดไว้ด้วย “หน้าที่” ในอันที่จะต้องปกป้องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมดังกล่าวไว้ในนามของเจต จำนงร่วม เพื่อมิให้ถูกละเมิดโดยสิทธิธรรมหรืออำนาจอนารยะใด

สิ่งที่ทำให้คณะราษฎร์ต้องพลาดหวัง คือการไม่ได้ “ยกเลิก” สิทธิธรรมอย่างถาวร และสร้างสังวรให้สังคมไทยมองเห็นอย่างแท้จริงว่า สิทธิธรรมไม่ใช่สิทธิธรรมอีกต่อไป มันไม่มีความชอบธรรมที่จะมาอ้างใช้อำนาจบังคับเหนือชีวิตและความตายของผู้คน อีกต่อไป อำนาจเดียวที่คนจะยอมรับคืออำนาจจากเจตจำนงร่วม และเหตุที่เจตจำนงร่วมมีอำนาจก็เพราะมนุษย์แต่ละคนล้วนเกิดมาพร้อมกับสิทธิ เสรีภาพเท่าเทียมกัน หากไม่มีสิทธิดังกล่าวก็ไม่มีเจตจำนงร่วม เพราะนั่นหมายความว่า มนุษย์ยังไม่ได้เป็นมนุษย์ มนุษย์จะเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงได้ต้องตระหนักใน “เจตจำนงเสรี” ของตน ซึ่งมาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” การอ้างสิทธิธรรมคุณงามความดีต่าง ๆ มาบงการบังคับใช้อำนาจเหนือมนุษย์อื่น คือการทำให้มนุษย์กลายเป็นทาส เป็นเด็ก เป็นคนที่ไม่โต สิทธิธรรมเหล่านี้มีได้ตามวัฒนธรรม หรือจารีตประเพณี หากแต่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับของสิทธิเสรีภาพแต่กำเนิด อันเป็นสิทธิเสรีภาพจริงแท้ นี่คือแหล่งอำนาจเดียวของรัฏฐาธิปัตย์ในโลกสมัยใหม่

ในเมื่ออำนาจบังคับเหนือชีวิตและความตายของสิทธิธรรมไม่ได้ถูกยกเลิก อย่างถาวร คนยังไม่ตระหนักอย่างแท้จริงว่าตนมีสิทธิเสรีภาพ และมีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิเสรีภาพ ความเป็นสมัยใหม่ก็เป็นเพียงองค์จำแลงและแหล่งอ้างอิงให้กับการใช้อำนาจที่ ไม่มีความชอบธรรมต่อไป โดยมิได้สังวรเลยว่า รัฐสภาก็ดี รัฐธรรมนูญก็ดี รัฐบาลก็ดี ศาลก็ดี กฎหมายก็ดี องค์กรอิสระก็ดี สถาบันทางสังคมการเมืองทั้งหมดเหล่านี้และอื่นใด หรือแม้แต่ประชาชนเองก็ดี มีหน้าที่เบื้องต้นคือต้องปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้คน ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นสิ่งดีงาม แต่เพราะว่ามันคือแหล่งอำนาจต้นกำเนิดเพียงแหล่งเดียวของตัวสถาบันนั้น ๆ และตัวคน ๆ นั้นเอง

เผด็จการมักกล่าวอ้างชาตินิยมเพื่อรักษาอำนาจ แต่แหล่งอำนาจของเผด็จการอยู่ในอนาคตเสมอ

เผด็จการคือรูปแบบการปกครองก่อนสมัยใหม่ที่อยู่ในโลกสมัยใหม่ได้ด้วยการ อ้างแหล่งอำนาจจากอุดมคติ หรืออีกนัยหนึ่งคือสัญญาซึ่งสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมที่จะมาถึงในวันข้าง หน้า หากแต่แท้แล้วเป็นอนาคตที่ไม่เคยมาถึง

นโปเลียนอ้างสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคแห่งสาธารณรัฐในการคงอำนาจและทำ สงครามทั่วยุโรป ฮิตเลอร์ใช้ชาตินิยมในการครองอำนาจและเป็นพลังในการทำสงครามขยายอำนาจ

เหตุใดการปฏิวัติคิวบาจึงไม่นำไปสู่ประชาธิปไตย ไม่ใช่เพราะสัญญาที่ไม่เคยมาถึงหรอกหรือ

เหตุการณ์ในพม่าคือการซื้อเวลาและต่อสัญญาไปไม่จบสิ้นใช่หรือไม่

เผด็จการไทยหลังจอมพล ป. เป็นต้นมาอาจจะเป็นกรณีที่ไม่พบบ่อยนัก เนื่องจากเป็นเผด็จการที่อ้างสิทธิธรรมแบบก่อนสมัยใหม่ผสมกลมกลืนไปกับองค์ จำแลงของความเป็นสมัยใหม่

ทุกครั้งที่มีการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน จะต้องมีการอ้างนักการเมืองคอรัปชั่น และอ้างชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ของรัฐบาลเผด็จการทหารนั้นอ้างใช้แหล่งอำนาจที่ หลากหลาย ประการที่หนึ่ง คือ ความเป็นผู้ปราบคอร์รัปชั่น หรือผู้กวาดล้างความไม่ดี ซึ่งหมายความอีกนัยว่า สัญญาถึงอนาคตที่จะดีขึ้น การอ้างแหล่งอำนาจจาก “สัญญา” นี้คือการอ้างแหล่งอำนาจจากอนาคตอันเป็นลักษณะของเผด็จการโดยทั่วไป

ประการที่สอง พร้อมกันนั้นก็เป็นการบอกให้รู้ว่า คณะเผด็จการนี้จะอยู่เพียง “ชั่วคราว” เท่านั้น เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อชำระสะสางนักการเมืองเลว เพื่อซักฟอกระบบ เพื่ออะไรก็ตามแต่จะอ้าง โดยที่ความรู้สึก “ชั่วคราว” นี้ผูกพันกับ “สัญญา” ในประการที่หนึ่ง และก่อให้เกิดความชอบธรรมอีกลักษณะหนึ่ง

ประการที่สาม ทุกครั้งที่มีการรัฐประหารก็จะมีการอ้างสถาบันกษัตริย์ในการทำรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นการอ้างความจงรักภักดี หรืออ้างว่าสถาบันถูกล่วงละเมิด โดยที่ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่สำนักพระราชวังออกมาท้วงติง ปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับ แม้แต่การรัฐประหารล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นอกจากไม่มีการปฏิเสธแล้ว ต่อมาภายหลังในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เมื่อกรรมาธิการองค์การตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และกองทุนสภาผู้แทนราษฎร เรียกเลขาธิการ ป.ป.ช.เข้าชี้แจงในกรณีไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สำนักราชวังก็ได้มีหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ป.ป.ช.ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะยึดอำนาจ และถือเป็นรัฏฐาธิปัตย์ผู้มีอำนาจเด็ดขาดขณะนั้น

ดังนั้นสิทธิธรรมของกษัตริย์ซึ่งเป็นแหล่งอำนาจก่อนสมัยใหม่ จึงได้กลายเป็นแหล่งอ้างใช้อำนาจของระบอบเผด็จการในไทยมาโดยตลอด โดยอีกนัยหนึ่งคือการต่อสัญญาให้กับสิทธิธรรมก่อนสมัยใหม่ไปไม่สิ้นสุด

อ้างอิง:

  1. Immanuel Kant, Answering the question: What is Enlightenment?, 1784
  2. ฌอง ฌากส์ รุสโซ, สัญญาประชาคม หลักแห่งสิทธิทางการเมือง แปลโดย วิภาดา กิตติโกวิท. ทับหนังสือ: กรุงเทพฯ, 2550. น. 3
  3. ฌอง ฌากส์ รุสโซ, สัญญาประชาคม หลักแห่งสิทธิทางการเมือง แปลโดย วิภาดา กิตติโกวิท. ทับหนังสือ: กรุงเทพฯ, 2550. น. 8
  4. ดู ณัฐพล ใจจริง, “ราชธรรมนูญ” กับ “ราษฎร์ธรรมนูญ” : ปัญหากำเนิด “ระบอบรัฐธรรมนูญ และความขัดแย้งของขนาดพระราชอำนาจหลังการปฏิวัติ. (http://thaienews.blogspot.com/2010/12/blog-post_4154.html)

ศาลไทยกับการประหารประชารัฐ

ที่มา ประชาไท

* * *
“จะรักษาไว้และ ปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”
ถ้อยคำตอนหนึ่งของคำถวายสัตย์ที่ตุลาการไทยต้องปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
* * *
เพลงชาติสอนให้เราเชื่อว่าประเทศไทยเป็นประชารัฐ แต่ประชารัฐกลับถูกประหารมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดก็เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แม้วันนี้ผ่านมาได้ ๕ ปี แต่คราบเลือดและรอยแผลยังมีให้พบเห็นได้ทั่วไป ไม่เว้นแต่ในหน้าของรัฐธรรมนูญและอีกหลายหน้าของราชกิจจานุเบกษา
คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑/๒๕๕๐ (“คดีที่ดินรัชดาฯ”) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๒๖ ก
ในหน้าที่ ๘-๙ ศาลฎีกา กล่าวว่า
“เห็นว่า ในการทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจการปกครองประเทศในแต่ละครั้งนั้น ผู้ทำการรัฐประหารมีความประสงค์ที่จะยึดอำนาจอธิปไตยที่ใช้ในการปกครอง ประเทศ ซึ่งก็คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ มารวมไว้โดยให้มีผู้ใช้อำนาจดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวหรือคณะบุคคลคณะเดียว เท่านั้น มิได้มีความประสงค์ที่จะล้มล้างระบบกฎหมายของประเทศทั้งระบบแต่อย่างใด”
“แม้แต่อำนาจตุลาการซึ่ง เป็นอำนาจหนึ่งในอำนาจอธิปไตยก็ยังปรากฏเป็นข้อที่รับรู้กันทั่วไปว่าตาม ปกติผู้ทำการรัฐประหารจะยังคงให้อำนาจตุลาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลยุติธรรม มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่อไปได้ คงยึดอำนาจไว้แต่เฉพาะอำนาจนิตบัญญัติและอำนาจบริหารเท่านั้น”
“ในการทำปฏิวัติรัฐประหาร โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็เช่นกัน เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขยึดอำนาจในการปกครองประเทศได้เรียบร้อย แล้ว คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๓ มีใจความสำคัญว่า ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ สิ้นสุดลง วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีและศาลรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ”
“ส่วนศาลทั้งหลาย นอกจากศาลรัฐธรรมนูญคงมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมาย แสดงว่าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขยึดอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารมารวม ไว้ที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนอำนาจตุลาการยังคงให้ศาลยุติธรรมใช้อำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามบท กฎหมายต่อไป”
(ลงชื่อ นายทองหล่อ โฉมงาม นายสมชาย พงษธา นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย นายสมศักดิ์ เนตรมัย นายวัฒนชัย โชติชูตระกูล นายประพันธ์ ทรัพย์แสง นายพิชิต คำแฝง นายธีระวัฒน์ ภัทรานวัช และนายเกรียงชัย จึงจตุรพิธ องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา)
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๕/๒๕๕๑ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๐๗ ก
หน้าที่ ๓๒ และ ๓๕ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“เห็นว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๓๐ เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐลงวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นคำสั่งของคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ คณะรัฐประหารจึงเป็นรัฏฐาธิปัตย์ซึ่งมีอำนาจสูงสุด คำสั่งของคณะรัฐประหารดังกล่าว จึงเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับเพื่อประเทศชาติจะตั้งอยู่ได้ในความสงบต่อไป”
“โดยที่เหตุการณ์ก่อนการรัฐประหารบ้านเมืองอยู่ในสภาวะแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ประกอบกับ
มีข้อเท็จจริงที่สนับสนุน ให้เห็นถึงการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ อันเป็นสาเหตุแห่งการรัฐประหาร คณะรัฐประหารจึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมาทำหน้าที่ตรวจสอบการกระทำ อันเป็นเหตุการณ์ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติจึงจำต้องให้อำนาจแก่คณะกรรมการตรวจ สอบเพื่อให้การดำเนินการตรวจสอบเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ”
“แต่ประการสำคัญยังมีการ ตรวจสอบถ่วงดุลโดยอัยการสูงสุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบถ่วงดุลและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพโดยศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีแล้วแต่กรณี อันเป็นไปตามหลักการแห่งการปกครองโดยกฎหมาย หรือหลักนิติธรรม (Rule of Law) แล้ว”
(ลงชื่อ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๓๘-๓๙ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“เห็นว่า ประเทศไทยถูกคุกคามและบ่อนทำลายให้เสื่อมโทรมด้วยปัญหาการทุจริตและประพฤติ มิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐมาโดยตลอด เป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาความยากจนและคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำของประชาชนส่วน ใหญ่ ทั้งยังขัดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ปัญหาดังกล่าวนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยระบบงานยุติธรรมปกติที่ออกแบบมา สำหรับอาชญากรรมสามัญทั่วไปได้ โดยเฉพาะในขั้นตอนสืบสวน สอบสวน ก่อนการพิจารณาคดีของฝ่ายตุลาการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังไม่มีอิสระและอำนาจเพียงพอที่จะตรวจสอบหรือ ดำเนินคดีต่อผู้มีฐานะและอำนาจระดับสูงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“สภาพปัญหาดังกล่าวทวีความ รุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขนาดที่อาจกระทบต่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ นับว่าเป็นปัญหาเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่จำเป็นต้องมีมาตรการที่เหมาะสมเป็น พิเศษขึ้นเพื่อแก้ไข ซึ่งประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ฉบับที่ ๓๐ เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่จำเป็นต้องมี ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศสามารถทำหน้าที่ได้ตามวัตถุ ประสงค์ในการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศได้จริง”
“ประกาศคณะปฏิรูปฉบับดัง กล่าวมุ่งเน้นที่การตรวจสอบในขั้นตอนก่อนการพิจารณาคดีของศาลเท่านั้น มิได้มีเนื้อหาส่วนใดก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเลยผู้ ที่ถูกตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายฉบับนี้ยังคงมีสิทธิต่อสู้คดีในชั้นศาล ได้อย่างเต็มที่ทั้งในการตรวจสอบการใช้อำนาจหรือการทุจริตประพฤติมิชอบของ บุคคลตามประกาศนี้จะกระทำได้ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยเท่านั้น กระบวนการตรวจสอบในชั้นก่อนฟ้องตามประกาศดังกล่าวจึงมิได้ฝ่าฝืนหรือขัดแย้ง ต่อหลักนิติธรรม หรือสิทธิมนุษยชนแต่ประการใด…”
(ลงชื่อ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๔๔ นายจรูญ อินทจาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“...การใช้อำนาจอธิปไตยตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจของคณะปฏิรูปฯ เช่นกัน ดังนั้น ประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ ๓๐ จึงมีฐานะ มีศักดิ์และมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย”
“เมื่อคณะปฏิรูปฯ เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในขณะนั้น ใช้อำนาจออกประกาศฉบับนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าคณะปฏิรูปฯ มีวัตถุประสงค์จะให้มีองค์กรทางบริหารที่มีอำนาจหน้าที่เสริมและผสานการใช้ อำนาจซึ่งแบ่งแยกอยู่ใน ๓ องค์กรดังกล่าวมาบูรณาการให้คณะกรรมการตรวจสอบใช้อำนาจหน้าที่ทางบริหารของ ทั้ง ๓ องค์กรนี้ด้วย เพื่อตรวจสอบและสอบสวนเรื่องที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำการทุจริตต่อ ประเทศชาติตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งต้องกระทำโดยเร็วและภายในกรอบระยะเวลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเหมาะสมกับลักษณะ ของการกระทำผิดที่มีความร้ายแรงต่อประเทศชาติ”
(ลงชื่อ นายจรูญ อินทจาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๔๘ นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“เห็นว่าประกาศ คปค. ๓๐ มีสถานะเป็นกฎหมาย เพราะออกโดยผู้ที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์อยู่ในขณะนั้น ดังที่ศาลฎีกาเคยพิพากษาไว้ ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕/๒๔๙๖, ๑๖๖๓/๒๕๐๕ และ ๖๔๑๑/๒๕๓๔ และประกาศ คปค.ดังกล่าวย่อมมีสถานะเป็นกฎหมายอยู่ตราบเท่าที่ยังไม่มีกฎหมาย ที่มีศักดิ์เดียวกันมายกเลิก (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๔/๒๕๒๓)”
(ลงชื่อ นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๕๓ นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“เห็นว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ฉบับที่ ๓๐ เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ซึ่งประกาศ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศที่มีสถานะเป็น “กฎหมาย” ระดับพระราชบัญญัติ เพราะการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองประเทศหัวหน้าคณะปฏิวัติหรือหัวหน้าคณะ ปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองประเทศ ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิรูปสั่งให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติก็ต้องถือ ว่าเป็นกฎหมาย”
(ลงชื่อ นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๕๖ นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“เห็นว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ฉบับที่ ๓๐ เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ (ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐) เป็นคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ได้ยึดและได้ควบคุมอำนาจการปกครอง ประเทศย่อมมีอำนาจสูงสุดในประเทศในฐานะเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์คือเป็นผู้มี อำนาจตรากฎหมาย บังคับให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย และลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายได้หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นผู้ใช้อำนาจ นิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการแต่ผู้เดียว ดังนั้นคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองดังกล่าวจึงถือเป็นกฎหมายมีผลใช้บังคับ”
(ลงชื่อ นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๕๙-๖๐ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“เห็นว่า เมื่อมีบุคคลหรือคณะบุคคลใดเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศได้สำเร็จ บุคคลนั้นหรือหัวหน้าคณะบุคคลเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเรียกตนเองว่าอะไรย่อมได้ไปซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ และมีอำนาจออกประกาศหรือออกคำสั่งอันมีผลเป็นกฎหมายใช้บังคับแก่ประชาชนได้ ทำนองเดียวกับพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ย่อมมีผลเป็นกฎหมาย ดังนั้น การที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คปค. ย่อมมีอำนาจในการปกครองประเทศและมีอำนาจออกประกาศ
หรือคำสั่งต่าง ๆ ให้มีผลเป็นกฎหมาย หลักเกณฑ์เช่นนี้ยึดถือกันมาจนเป็นปกติประเพณีแล้ว”
(ลงชื่อ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๖๓-๖๔ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“ภายหลังจากการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ เรื่อยมา ศาลและนักนิติศาสตร์ไทยให้การยอมรับการทำรัฐประหารที่สำเร็จ โดยวินิจฉัยเสมอมาจนปัจจุบันว่าคณะรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์ คำสั่งของคณะรัฐประหารจึงเป็นกฎหมายและเป็นได้แม้รัฐธรรมนูญ...”
“คณะปฏิรูป ฯ ได้เล็งเห็นปัญหาการทุจริตคอรัปชันในรัฐบาลชุดที่แล้ว จึงได้กระทำการยึดอำนาจ ฯ และเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความต่อเนื่องและเพื่อดำรงสถานะของรัฐ อำนาจอธิปไตย ตลอดจนการบริหารราชการแผ่นดินมิให้สะดุดหยุดลง เพื่อกฎหมายฉบับเดิมที่อาจถูกยกเลิกตามกฎหมายใหม่ ยังมีผลใช้บังคับต่อไปได้ เป็นการกระทำ เท่าที่จำ เป็น ได้สัดส่วนและไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ใน ขณะนั้น ฉะนั้นจึงเห็นว่าไม่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ และไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐”
(ลงชื่อ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๖๗ นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“…ถือ ว่าประกาศและคำสั่งทั้งหลายข้างต้นเป็นกฎหมายที่ออกโดยรัฏฐาธิปัตย์ ใช้บังคับได้ ตามประเพณีการปกครองและเป็นนิติประเพณีของการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ประชาชนและประเทศไทยยึดถือเป็นหลักในการปกครองประเทศตลอดมา ซึ่งต้องสอดคล้องและอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม ตามที่บัญญัติไว้เป็นหลักการและเหตุผลในคำปรารภของรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่า เหตุที่ทำ การยึดอำนาจและประกาศให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเสียนั้นก็โดย ปรารถนาจะแก้ไขความเสื่อมศรัทธาในการบริหารราชการแผ่นดิน...”
(ลงชื่อ นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม. ๙/๒๕๕๒ (“คดีนายยงยุทธ ติยะไพรัช”) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๐ ก
นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แสดงความเห็นแย้ง ความบางส่วนปรากฏว่า
“เห็นว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน...นอกจากนี้ศาลควรมีบทบาทในการพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิ ชอบและพันธกรณีในการปกปักรักษาประชาธิปไตยด้วย”
“การได้อำนาจในการปกครอง ประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยความไม่ยินยอมพร้อมใจจากประชาชน ส่วนใหญ่ เท่ากับเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ย่อมเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ของระบอบประชาธิปไตย”
“หากศาลรับรองอำนาจของบุคคล หรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมา ข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความ ฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ ร่ำไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามา จัดการสิ่งต่างๆ”
“ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกัน โดยทั่วไปว่า ปัจจุบันอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ นานาอารยะประเทศส่วนใหญ่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ยอมรับอำนาจที่ได้มาจากการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ฉะนั้นเมื่อกาละและเทศะในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้วจากอดีต ศาลจึงไม่อาจที่จะรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐ ประหารว่าเป็นรัฎฐาธิปัตย์”
“ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปเช่นกันว่า ผู้ร้องประกอบด้วยคณะกรรมการที่เป็นผลพวงของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) แต่ คปค. เป็นคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๓ จึงเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ของระบอบประชาธิปไตยดังเหตุผลข้างต้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แม้จะได้รับการนิรโทษกรรมภายหลังก็ตาม หาก่อให้เกิดอำนาจที่จะสั่งการหรือกระทำการใดอย่างรัฏฐาธิปัตย์...”
(ลงชื่อ นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา)
อ่านความเห็นได้ที่ http://www.supremecourt.or.th/file/criminal/keerati%209-52.pdf
พิพากษาตุลาการไทยทุกท่านก็ไม่ต่างไปจากท่านกีรติ กาญจนรินทร์ ที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณว่า “จะ รักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”
แต่ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า หากวันหนึ่งประชารัฐถูกประหารอีกครั้ง จะมีผู้พิพากษาและตุลาการไทยกี่ท่านที่พร้อมจะยึดมั่นในคำถวายสัตย์เฉกเช่น ที่ท่านกีรติ กาญจนรินทร์ ได้ประกาศไว้?

ประมวลภาพ: คนเสื้อแดงชุมนุมรำลึก 5 ปีรัฐประหาร

ที่มา ประชาไท


5 ปี 19 ก.ย.รัฐประหารปลุกประชาชนตื่น

ที่มา ประชาไท

รัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ผลักดันให้ สุนทร พฤกษพิพัฒน์ ผันตัวเองจากนักการตลาดมาเป็นนั

กกิจกรรมทางการเมือง จากผู้ที่ไม่สนใจการเมือง กลายมาเป็นผู้ใส่ใจต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีจุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเผด็จการ เขาและเพื่อนร่วมกันตั้งเว็บไซต์ "Thaifreenews" เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนทั้งฝั่งเหลืองและแดงอย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่ช่วงที่มีคนหลักร้อยชุมนุมขับไล่ คมช. จนถึงการชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และต่อมาจนถึงการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในปี 2552 และ 2553 จนถึงปัจจุบันสุนทรเป็นหนึ่งในจำนวนคนนับล้าน ที่ตื่นตัวทางการเมืองจากการรัฐประหาร เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา



แถลงการณ์นิติราษฎร์: ครบรอบการก่อตั้ง 1 ปีนิติราษฎร์ เสนอ 4 ประเด็น

ที่มา ประชาไท

18 ก.ย. 54 - ครบรอบการก่อตั้ง “คณะนิติราษฎร์” 1 ปี เสนอ 4 ประเด็น แนวคิดลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยา, การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลยและการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย ภายหลังรัฐประหาร และการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550




คณะนิติราษฎร์
เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์
ประเด็นที่ ๑
การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดังต่อไปนี้
๑. ประกาศให้รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และการกระทำใดๆที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย
๒. ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๗ เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย
๓. ประกาศให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อาศัย อำนาจตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (คปค.) และคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นผล ต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกิดจากการเริ่มกระบวนการ โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย
๔. ประกาศให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่ และเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาล ที่เกิดจากการเริ่มเรื่องโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นอันยุติลง
๕. การประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาตามข้อ ๓ และการยุติลงของกระบวนการตามข้อ ๔ ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษหรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูกกล่าว หาว่ากระทำความผิด และไม่ใช่เป็นการลบล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิด ดังนั้น หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทาง กฎหมายปกติได้
๖. เพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ
ประเด็นที่ ๒
การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒
ตามที่คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และนำเสนอสู่สาธารณะตั้งแต่วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๔ แล้วนั้น
๑. คณะนิติราษฎร์ยังยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีปัญหาทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้ และอุดมการณ์ และจำเป็นต้องแก้ไข บุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ควรปฏิเสธว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ไม่มีปัญหาและไม่จำเป็นต้องแก้ไข ทั้งที่ยังไม่มีการศึกษาและอภิปรายในวงกว้างอย่างจริงจัง
๒. คณะนิติราษฎร์เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับ โทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ จึงไม่เป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๙
๓. คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในประเด็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไปตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๑๙ (๓)
ประเด็นที่ ๓
กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย
และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
สืบเนื่องจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเรื่อยมา มีการชุมนุมของฝ่ายต่างๆ มีการใช้ความรุนแรง มีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และมีผู้ได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ดังนั้น เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย และเพื่อบรรเทาความเสียหายของประชาชน คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้ดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร่งด่วน และเป็นรูปธรรม
๑. คณะนิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีเป้าหมายแอบแฝง เพื่อยุติกระบวนการพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง หรือมีประเด็นทางการเมืองเป็นองค์ประกอบอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับการประกันตามกระบวนการที่ถูกต้องและเป็นธรรม (Due Process) ในลักษณะที่ไม่แตกต่างจากผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในกรณีทั่วไป สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวต้องถูกพิจารณาโดยเคร่งครัดและอย่าง เป็นภาวะวิสัย ในขณะที่การเรียกประกันหรือหลักประกันก็ต้องไม่เกินความจำเป็นแก่กรณี ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๐ วรรคท้าย แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งสอดคล้องกับหลักให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหรือจำเลยเป็นผู้ บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) และก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ ตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๙
๒. โดยอาศัยหลักความรับผิดของรัฐ คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาออกมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความช่วย เหลือหรือจ่ายค่าทดแทนแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทาง การเมืองที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ อย่างไม่เลือกปฏิบัติ โดยอาจแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราค่าทดแทน สามารถอาศัยแนวทางตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดี อาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ หรือพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติหรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ.๒๕๔๓ เป็นต้น และการได้รับค่าทดแทนดังกล่าวไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ผู้เสียหาย พึงได้ตามกฎหมายอื่น
๓. คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติติดตามตรวจสอบการกระทำ หรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยองค์กรต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพื่อเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามพระราชบัญญัติคณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๘
ประเด็นที่ ๔
การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นผลพวงต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จึงมีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แม้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านการออกเสียงประชามติก็ตาม แต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการจัดให้มีการออกเสียงประชามติไม่สอดคล้องกับหลักการ ประชาธิปไตย
๑. คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะรัฐมนตรีเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม “หมวด ๑๖ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่”
๒. คณะนิติราษฎร์เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่จะนำมาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ใหม่ สมควรเป็นพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ และอาจนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ในส่วนของการประกันสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนโครงสร้างสถาบันการเมืองและองค์กรทางรัฐธรรมนูญเท่าที่สอดคล้องกับ พัฒนาการในยุคร่วมสมัยมาเป็นแนวทางในการยกร่าง
๔. เพื่อมิให้การรัฐประหารทำลายหลักการอันเป็นรากฐานของนิติรัฐ-ประชาธิปไตยจน หมดสิ้น คณะนิติราษฎร์เสนอให้มีการจัดทำ “คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย” แม้คำประกาศดังกล่าวจะไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย แต่คำประกาศดังกล่าวเป็นวิญญาณของระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ไม่มีบุคคลใดหรือ ไม่มีวิธีใดทำลายหรือทำให้สูญสิ้นไปได้
๕. คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย ยืนยันว่ามนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิอำนาจ สูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย ไม่มีผู้ใดและไม่มีวิธีใดที่จะพรากไปจากราษฎรได้ การปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรมเป็นคุณค่าพื้นฐานของรัฐ และการแบ่งแยกอำนาจเป็นอุดมการณ์ในการจัดรูปการปกครองที่ต้องธำรงไว้ให้มั่น คงตลอดกาล
๖. หลังจากสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ให้นำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบ
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
ธีระ สุธีวรางกูร
สาวตรี สุขศรี
ปิยบุตร แสงกนกกุล
ปูนเทพ ศิรินุพงศ์
คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, ๑๘ กันยายน ๒๕๕๔

รวมคลิป เสวนา 5 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย.

ที่มา Thai E-News

โดย tammpa
ที่มา เว็บบอร์ดอิสระชน
18 กันยายน 2554

เวลา 13.00 น. วันที่ 17 ก.ย. ที่ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์ มีการจัดงานเสวนา 5 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. 49 หัวข้อ “เผด็จการ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง” จัดขึ้นโดยกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เพื่อรำลึกการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่ทำให้มีผู้ บริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยต้องการปลุกสำนึก ตื่นรู้ และป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีก ซึ่งบรรยากาศภายในงานนี้มีสมาชิกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ(นปช.) คนเสื้อแดง
และผู้ที่สนใจจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมร้องเพลงสังสรรค์ปลุกใจสู้ ก่อนเข้าสู่งานเสวนา

วิทยากรประกอบด้วย

- ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย
- รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
- พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช
- นายกันต์ นาคามดี
- นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ (โฟนอิน)


คลิปงานทั้งหมด(จากทีมงานม้าเร็ว)
http://www.youtube.com/watch?v=ixs3GjHCYBo&feature=player_embedded

http://www.youtube.com/watch?v=uWZCz2lrlao&feature=player_embedded


http://www.youtube.com/watch?v=iqrAGTrbBL8&feature=player_embedded

http://www.youtube.com/watch?v=vMgMdSaht0A&feature=player_embedded

http://www.youtube.com/watch?v=nhZV9tTMbVI&feature=player_embedded

http://www.youtube.com/watch?v=37kshFhiA_M&feature=player_embedded

http://www.youtube.com/watch?v=F1SER90J7Yc&feature=player_embedded

http://www.youtube.com/watch?v=S2vYpUfKvPo&feature=player_embedded

http://www.youtube.com/watch?v=hw04ipVe0oc&feature=player_embedded

http://www.youtube.com/watch?v=wIdLMRJr7to&feature=player_embedded

http://www.youtube.com/watch?v=XZulJk5NVYU&feature=player_embedded

http://www.youtube.com/watch?v=3DWMaUVJ1co&feature=player_embedded

http://www.youtube.com/watch?v=9YjBN2MUCIk&feature=player_embedded

http://www.youtube.com/watch?v=DGQkyiiLqRw&feature=player_embedded


สนับสนุนกิจกรรมนักข่าวอิสระได้ที่ ธนาคารกรุงไทย (ออมทรัพย์) เลขที่ 033-0-22697-5 ชื่อ บ/ช ปัญญา

5ปีรปห.รัตนโกสินท์@2011 09 17.mp3 2.35 ชม. 17 MB


------------------------------------------------------------------
=======================================



คนไทยในอังกฤษรวมตัว ชูป้ายต้านรัฐประหารกลางลอนดอน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 กันยายน 2554

รายงานจากคุณ Cheeky เว็บไซต์คนไทยยูเค เปิดเผยให้เห็นภาพถ่ายจำนวนมากของกลุ่มคนไทยในประเทศอังกฤษ ได้รวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมยกป้ายประท้วงเพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี 19 กันยายน 2549

ป้ายแบนเนอร์ที่กลุ่มคนไทยกลุ่มดังกล่าวได้ยกมีข้อความในเชิงไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร อาทิเช่น
- ลดบทบาท ตัดงบกองทัพ คือเป้าหมายเรา
- NO MORE COUP THE WORLD IS WATCHING
- ยกเลิก ม.112 ด่วน
- 5 ปี รัฐประหาร ตากูสว่าง ต่อไปประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
- Free Political Prisoners in Thailand
- Abolish Draconian Lese Majesty Law
- Justice for 92 People killed by The Thai Army

อนึ่ง นอกจากกิจกรรมการชูป้ายในบริเวณใจกลางเมืองลอนดอนแล้ว กลุ่มคนไทยยังได้จัดเลี้ยงกันเพื่อสังสรรค์และเสวนาเกี่ยวกับการเมืองไทย โดยมี มร. โรเบิรต์ อัมสเตอร์ดัม ทนายความชื่อดังที่ทำคดียื่นเรื่องการสังหารโหดคนไทยด้วยกันเองเข้าสู่ศาล โลก มาร่วมรับประทานอาหาร พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนทัศนะด้วย