WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 19, 2011

"ที่เร่งด่วนกว่า" ของเพื่อไทย

ที่มา มติชน



โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

(ที่มา คอลัมน์ที่เห็นและเป็นไป หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 18 กันยายน 2554)


ต้องยอมรับว่าการจัดการนโยบายที่หาเสียงเลือกตั้งไว้ให้สัมฤทธิผลเป็นความจริงขึ้นมา รัฐบาลภายที่ "พรรคเพื่อไทย" เป็นแกนนำ มี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี มี กิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ อยู่ในสภาพอีโหลกโขลกเขลก เดินหน้าได้ลำบากยากเย็น

ค่า แรงขั้นต่ำ 300 บาท กลายเป็นวาระสำคัญที่สมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ออกอาการชัดว่าปวดหัวกับการดูแลปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อสมาชิก โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี หรือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อย ร้องกันเสียงหลงเกรงว่าจะไม่รอด จน เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ชักจะเริ่มลังเล บอกว่าจะสำเร็จชัดเจนได้ต้องใช้เวลา 4 ปี ซึ่งครบเทอมรัฐบาลพอดี

เช่น เดียวกับการรับจำนำข้าว เกิดการออกมาต่อต้านกันเป็นขบวนการ เพราะไปทุบหม้อข้าวกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจนี้เข้าอย่างจัง เครือข่ายที่เคยดูแลกันอยู่จึงออกมาช่วยร่วมด้วยช่วยกันถล่มไม่ยั้ง จนเสียงจากกระทรวงพาณิชย์บางสายเริ่มออกอาการแปร่งๆ

ยังอีกหลายนโยบายดูแล้วยากจะเดินไปข้างหน้า

เหมือนกับรัฐบาลจะย่ำแย่ จะไปไม่รอดเสียแล้วตั้งแต่เริ่ม

เพียงแต่นั่นเป็นมุมมองของฝ่ายตรงกันข้าม หรืออย่างมากที่สุดคือ ฝ่ายที่เป็นกลางๆ

ใน บ้านเมืองที่ความแตกแยกยังเป็นตัวนำความคิด พวกใครก็พวกมัน ถ้าไปคุยกับฝ่ายพรรคเพื่อไทยที่ลึกถึงกลุ่มที่กำหนดยุทธศาสตร์การเมืองสัก หน่อย

จะพบว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้คิดเหมือนกับที่หลายๆ คนคิด

ความ จริงที่คนพรรคเพื่อไทยประจักษ์อยู่ในใจคือ ชัยชนะของพรรคที่ทำให้กลับมามีอำนาจจัดตั้งรัฐบาลได้ในขณะนี้ แทบไม่เกี่ยวกับกระแสที่พยายามโจมตี

ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยโดนกระแสกระหน่ำหนักกว่านี้ หนำซ้ำถูกกลไกอำนาจรัฐเล่นงานทุกวิถีทางเพื่อให้พ่ายแพ้การเลือกตั้งให้ได้

โดนหนักหนาสาหัสขนาดนั้น พรรคเพื่อไทยยังเอาชนะกลับมาเป็นรัฐบาลได้

ถึง วันนี้ เมื่อการโจมตียังเหมือนเดิม คนเกลียดก็รุมถล่ม คนที่หวั่นวิตกว่าผลประโยชน์ของตนจะถูกกระทบก็ช่วยซ้ำ ฝ่ายค้านเล่นบทปกติคือมุ่งทำลาย

เมื่อก่อนหนักกว่านี้หลายเท่า เพราะถึงตอนนี้กลไกอำนาจรัฐบางส่วนพรรคเพื่อไทยจัดการให้มาอยู่ในคอนโทรลได้ระดับหนึ่งแล้ว

เสียงความไม่พอใจในผลงานรัฐบาลที่กระหึ่มอยู่ เป็นจากพวกที่ไม่เคยคิดจะเลือกพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว

ดัง นั้น ในมุมมองของพรรคเพื่อไทยต่อกระแสเหล่านี้ แม้จะเป็นเสียงที่ละเลยไม่ได้เพราะอย่างไรเสียก็เป็นคนไทยที่เห็นว่าตัวเอง เดือดร้อน และรัฐบาลมีหน้าที่แก้ไข แต่นั่นแม้จะเป็นงานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน

เป็นงานยังรอได้ รอให้ความพร้อมมากกว่านี้ค่อยจัดการก็ได้

พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นเสียด้วยซ้ำว่ากระแสเสียงเหล่านี้ไม่กระทบกับรัฐบาล หากรัฐบาลจัดการเรื่องที่สำคัญและเร่งด่วนกว่าได้สำเร็จ

นั่นคือ เรื่องที่จะเยียวยาคนเสื้อแดง

ต้อง ยอมรับว่า พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งเข้ามาเพราะกลุ่มม็อบเสื้อแดงมีความหวังว่าความ เดือดร้อน ความเจ็บช้ำน้ำใจของพวกเขาจะได้รับการเยียวยา

การกระชับ พื้นที่ที่ทำให้ประชาชนบาดเจ็บ ล้มตายจำนวนหนึ่ง และต้องติดคุก ถูกจองจำอีกจำนวนมาก เป็นงานเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะต้องหาทางเยียวยา

เพราะประชาชนส่วนหนึ่งที่เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามา หวังว่าเมื่อมีอำนาจแล้วจะเร่งมาทำหน้าที่นี้

เวลาในคุกเพียงวันเดียว ย่อมยาวนานด้วยความทุกข์กว่าอยู่ข้างนอกเป็นปี เป็นสิบปี เป็นความเดือดร้อนที่รอไม่ได้

เช่นเดียวกับความเจ็บช้ำน้ำใจจากการที่ญาติพี่น้อง ถูกทำร้ายบาดเจ็บ และเสียชีวิต ที่ตัวเองรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม

เพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาด้วยความคาดหวังของคนเสื้อแดงว่าพรรคพวกจะต้องได้รับการเยียวยา

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลชุดนี้จะเร่งทำงานที่ฐานเสียงกระตุ้นเตือนตลอดเวลาก่อนงานอื่น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด

เพราะรัฐบาลรู้อยู่เต็มอกว่าคนที่ตะโกนว่า ทำแต่เรื่องของพวกพ้อง ไม่ทำเรื่องของประเทศชาตินั้น

เป็นพวกที่ถึงอย่างไรก็หาเรื่องด่าไม่เลิก และไม่เคยคิดจะเลือกเพื่อไทยอยู่แล้ว

เป็นแค่พวกต่อต้านเอาเป็นเอาตาย แต่ในที่สุดก็พ่ายแพ้

เอาใจคนที่เทใจให้มาตลอดก่อน น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง

สวย′สนาม-′หมู′สนาม

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 18 กันยายน 2554)


"มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับล่าสุด

หยอกเอิน ทั้งฝ่าย "ยิ่งรัก" และ "ยิ่งเกลียด" นายกรัฐมนตรีหญิง "ของเรา" ด้วยคำพาดปก

"สวย" สนาม

อยากรู้ว่าอยู่ "ข้างไหน" จับความรู้สึกตัวเองเมื่ออ่านคำพาดปกนั้นจบลง

ถ้า ยิ้ม น่าจะเอนไปทาง "ยิ่งรัก"

แต่ถ้า หมั่นไส้ แน่นอน มีแนวโน้ม "ยิ่งเกลียด"

กระนั้นไม่ว่าจะเอนเอียงไปข้างไหน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นก็คือ ณ วันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คือ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

และกำลังเปิดตัวในเวทีต่างประเทศ

สปอตไลต์ฉายแสงจับ

ต่างชาติจะรู้สึกอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป

แต่สำหรับ คนไทย เชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกเดียวกัน

นั่นคือ ถึงจะ "สวย" สนามแต่ก็เป็นเพียง "พิศแรก" ที่ดูดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราคาดหวังไปกว่า "ดูดี" ก็คือ ผลการทำงานมากกว่า

เช่นการไป "เขมร"

ระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน เราสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ดี

ดีกว่า 2 ปี ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามทำ มากมายนัก

แต่นั่นก็เป็นเพียงความรู้สึก

สิ่งที่จะต้องติดตามต่อไปก็คือเมื่อเริ่มต้น "ดี" แล้ว จากนี้จะแปรไปสู่สิ่งที่ดีๆ จริงได้อย่างไร

ต้อง ไม่ลืมว่า ปัญหาไทย-เขมร ที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นหนักหนามาก ไม่ว่าเรื่องเขตแดน เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อน เรื่องที่ค้างคาในศาลโลก ในคณะกรรมการมรดกโลก และอาจจะรวมถึง 2 คนไทยที่ยังติดคุกเขมรอยู่ด้วย

เรื่องเหล่านั้น สามารถชักนำให้กลับไปสู่ความเลวร้ายขนาดเกิดสงครามได้ตลอดเวลา เพราะมีตัว "เร้า" มากมาย

รวมถึงความเคลือบแคลงในประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับสมเด็จฯฮุน เซน ด้วย

นี่จึงท้าทายการบริหารงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยิ่งนัก

นั่น เฉพาะเรื่อง เขมร ซึ่งก็ยุ่งยากแล้ว แต่พอย้อนกลับเข้ามาดูในประเทศ มีปัญหามากมายทั้งเฉพาะหน้า ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดำเนินการ

โฟกัสเฉพาะเรื่องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย สัญญาว่าจะทำ ก็หนักหนาสาหัสยิ่ง

1 เดือนแห่งการทำงานของรัฐบาล คนไทยสัมผัสได้ถึงภาวะแห่งความสับสน รวนเร ในนโยบายของรัฐบาลอย่างชัดเจน

สะท้อนถึงความไม่พร้อม ไม่สุกงอม ค่อนข้างสูง

นโยบายที่ผลักดันออกมา พ่วงคำว่า "แก้ไข" อยู่ด้วยแทบทุกเรื่อง

อาจจะแย้งว่า เป็นเรื่องธรรมดาของการแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติ จะต้องเป็นแบบ "ทำไปแก้ไป"

ซึ่ง ก็ถูกต้อง แต่กระนั้น หลายนโยบายที่รัฐบาลผลักดันออกมา มีสิ่งที่ต้องแก้ เพราะทำการบ้านไม่ดี เพราะปฏิบัติไม่ได้ มากมายหลายเรื่องจริงๆ

คำปรามาสที่มากด้วยอคติ "ดีแต่โม้" ก็เริ่มมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

บททดสอบสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น ในเดือนหน้าคือ โครงการรับจำนำข้าว ที่ใช้เงินมากมายมหาศาลถึง 4.3 แสนล้าน

มหึมาขนาดนั้น จะสุ่มเสี่ยงแบบทำไปแก้ไปไม่ได้เด็ดขาด

แต่ถ้าหากออกมาแบบหลายๆ เรื่องคือ มีข้อติดขัดในการปฏิบัติ แถมถ้าพ่วงเรื่องทุจริตเข้าไปด้วยแล้ว

นั่นจะเป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญของรัฐบาล

หากย้อนกลับไปสมัยพรรคไทยรักไทย ที่ผลักดันเรื่อง "30 บาทรักษาทุกโรค" ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินเป็นแสนๆ ล้าน เช่นกัน มีเสียงต่อต้านคัดค้าน รุนแรงไม่แพ้เรื่อง รับจำนำข้าว

แต่ "30 บาทรักษาทุกโรค" ตั้งอยู่บนพื้นฐานการทำการบ้านอันเข้มแข็ง และแน่นปึ้กของกลุ่มหมอที่ผลักดันเรื่องนี้

ทำให้เรื่องนี้ แม้จะยังมีสภาพทำไปแก้ไปอยู่ แต่ใครจะปฏิเสธว่าโครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ

แล้ว โครงการรับจำนำข้าว ล่ะ

เราก็ต่างหวังว่าคงจะมีการทำการบ้านมาอย่างหนัก เพื่อทำให้ชาวนาดีขึ้น ระบบการค้าข้าวพลิกโฉมไปอีกขั้น

แต่สิ่งที่สัมผัสตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา คงต้องบอกตรงๆ ว่า น่ากังวล และน่าห่วงใยยิ่ง

ก็ได้แต่หวังให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ "สวย" สนาม ต่อไป

มิใช่ "หมู" สนาม ที่รอให้เขาเชือด

โครงการรับจำนำข้าว บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล ยกระดับข้าวไทยบนเวทีโลก

ที่มา มติชน



สุเมธ เหล่าโมราพร

การที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ไฟเขียว โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/2555 ให้เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2554-29 กุมภาพันธ์ 2555 โดยรับจำนำข้าวเปลือกความชื้นไม่เกิน 15% สำหรับข้าวหอมมะลิราคา 20,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมจังหวัด 18,000 บาทต่อตัน ข้าวปทุมธานี 16,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 100% 15,000 บาทต่อตัน โดยใช้งบประมาณรองรับโครงการ 400,000 ล้านบาท


ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ นโยบายนี้ส่วนหนึ่งได้รับการขานรับจากชาวนาไทยว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะชาวนาจะได้ขายข้าวในราคาที่ดี


แต่อีกด้านหนึ่งหลายคนเป็นห่วงว่า การที่รัฐบาลตั้งราคา ข้าวเปลือกหอมมะลิไว้ที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม ข้าวเปลือกเจ้าความชื้นไม่เกิน 15 % กิโลกรัมละ 15 บาท ถ้าเป็นข้าวเปลือกเจ้า 100 % ราคาจะสูงกว่าปัจจุบันเยอะ เพราะปัจจุบันข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15 % จะซื้อขายกันกิโลกรัมละ 11 บาท ขณะที่รัฐบาลตั้งธงราคาจำนำไว้ 15 บาท นั่นหมายความว่าราคาจะสูงกว่าปัจจุบันถึงกิโลกรัมละ 4 บาท


ส่วนข้าวสารขาวคุณภาพปานกลางที่ทุกวันนี้ซื้อขายกันในตลาดกิโลกรัมละ ประมาณ 16-17 บาท จะขยับขึ้นไปเป็นประมาณกิโลกรัมละ 22-24 บาท ด้วยเหตุนี้เมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้ารับจำนำข้าวในวันที่ 7 ตุลาคม

หลายคนจึงกังวลว่าหากราคาข้าวสูง รัฐบาลจะรับมือไหวไหม จุดนี้เป็นประเด็นที่มีคนพูดถึงกันมาก โดยเฉพาะผู้ส่งออกซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาข้าวที่แพงขึ้น เนื่องจากเกรงว่าหากราคาข้าวสูง การขายจะลำบาก เพราะไม่รู้ว่าต่างประเทศจะปรับราคาตามหรือเปล่า

ยิ่งในช่วงสองสามวันที่ผ่านมามีข่าวว่ารัฐบาลอินเดีย ได้ประกาศให้มีการส่งออกข้าวตามเดิม หลังจากที่มีการระงับการส่งออกมาเป็นเวลา 2-3 ปี ยิ่งเพิ่มความไม่สบายใจให้กับผู้ส่งออกไทยว่าจะสู้ในตลาดโลกได้ไหม


สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายของโครงการรับจำนำข้าวของประเทศไทย

หากจะถามว่าราคาข้าวเปลือกเจ้าที่รัฐบาลยกระดับขึ้นมาเป็น 15,000 บาทต่อตัน หรือข้าวเปลือกหอมมะลิ 20,000 บาทต่อตัน มีที่มาของตัวเลขจากไหน ประเด็นนี้รัฐบาลบอกไว้ว่า ได้คำนวณจากปัจจัยพื้นฐานการผลิตและต้นทุนของไทย ระดับรายได้ขั้นต่ำที่ชาวนาควรได้รับ ดัชนีเงินเฟ้อในประเทศ และผลกระทบจากค่าเงินอเมริกันดอลลาร์ที่อ่อนตัวลง การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน และสินค้าเกษตรทั่วโลก เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง น้ำตาล เป็นต้น ราคารับจำนำที่กำหนดนี้จึงเป็นราคาที่เหมาะสมกับราคาข้าวของไทย


ปัจจุบันประเทศไทยมีส่วนแบ่งการส่งออกข้าวอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 33 % ในขณะที่ทั่วโลกค้าขายกันอยู่ประมาณ 28-29 ล้านตันต่อปี เท่ากับไทยมียอดการส่งออกข้าว 1 ใน 3 ของโลก


ดังนั้น ถ้าประเทศไทยขึ้นราคาข้าวจะมีผลทำให้ผู้ส่งออกรายอื่นๆปรับราคาขึ้นตาม ประเทศไทยหรือไม่ ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่ต้องยอมรับว่าท้าทายความสามารถของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นี้อย่างมาก


โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของข้าวขาวและข้าวนึ่ง ซึ่งมีประเทศคู่แข่ง ยกตัวอย่างข้าวนึ่ง วันนี้มีแหล่งผลิตในหลายประเทศ ทั้งจากอินเดีย ปากีสถาน บราซิล ส่วนข้าวขาวก็มีที่มาจากหลายแหล่งเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม พม่า ปากีสถาน ในขณะที่อเมริกาก็มีทั้งข้าวนึ่งและข้าวขาว

ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด (ผู้ผลิตและค้าข้าวภายใต้ “ตราฉัตร”) ในฐานะผู้ประกอบการทั้งส่งออกและขายภายในประเทศ ยอมรับว่านโยบายที่รัฐบาลจะเริ่มทำนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี กล้าที่จะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ยกระดับราคาข้าวไทยให้สูงขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชาวนาไทย

ถึงแม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทาย เพราะหากไม่ปรับราคาจำนำสูงขึ้น รัฐบาลก็ต้องเอาเงินอุดหนุนให้กับชาวนา ในรูปการจ่ายชดเชยรายได้จากนโยบายประกันรายได้ เพราะมิเช่นนั้นชาวนาบางกลุ่มอาจจะเลิกปลูกข้าว เนื่องจากปลูกแล้ว ผลตอบแทนที่ได้รับจากราคาตลาดที่ต่ำไม่คุ้มค่า ซึ่งตรงนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับชาวนาในประเทศกำลังพัฒนา หรือพัฒนาแล้วทั่วโลก ที่ขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร หรือแรงงานภาคเกษตรออกจากภาคนี้ไปประกอบอาชีพอื่น

ฉะนั้นทุกประเทศจึงมีนโยบายแทรกแซง เพื่อยกระดับราคาสินค้าเกษตรที่จำเป็นของตัวเองให้สูงขึ้น พอเพียงสำหรับสร้างความมั่นคงให้อาชีพชาวนา โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง “วิกฤตอาหาร” ที่กำลังเป็นเรื่องใหญ่ในระดับโลก ฉะนั้น ถ้าอาชีพชาวนา หรือเกษตรกรไม่มั่นคง เราจะสร้างผลผลิตให้พอความต้องการของพลเมืองโลกได้อย่างไร


ประเทศไทยเราตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะในการปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้หลาย ชนิด นอกจากข้าว เช่น อ้อย, มันสำปะหลัง, ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลมีนโยบายจะปฏิรูปโครงสร้างพื้นที่การเกษตรของไทยให้ เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจโลกด้านอาหารและพลังงาน ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงและราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ราคาน้ำมันและประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน เช่น เอทธานอล มาผสมกับน้ำมันเบนซิลเป็นแก๊สโซฮอลที่เราคุ้นเคยมากขึ้น เพื่อทดแทนน้ำมันดิบที่เราต้องพึ่งการนำเข้า 100%


โดยเอทธานอลผลิตจากกากน้ำตาลของอุตสาหกรรมน้ำตาล และมันสำปะหลัง ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รัฐบาลชุดนี้จะเริ่มทำนโยบายปฏิรูปนี้อย่างจริง จัง ซึ่งอาจหมายถึงการลดพื้นที่ปลูกข้าวลง แต่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น แล้วไปปลูกพืชที่ใช้ทำพลังงานทดแทนมากขึ้ร ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าลง


อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวไทยที่สูงขึ้นจากราคารับจำนำ จะเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาล ซึ่งก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะรัฐบาลที่มีความสามารถต้องบริหารเรื่องที่ยาก และท้าทายได้ โดยสินค้าข้าวที่น่ากังวลจะเป็นในกลุ่มข้าวขาวและข้าวนึ่ง เพราะไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันจากเวียดนาม, อินเดีย, ปากีสถาน, สหรัฐ, พม่า, บราซิล ซึ่งถ้ารัฐบาลบริหารจัดการได้ดีก็จะสร้างการยอมรับจากสังคมได้


ส่วนข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว อาจมีอุปสรรคไม่มาก เพราะยังไม่มีสินค้าจากประเทศคู่แข่งที่จะมาทดแทนได้ในระยะใกล้นี้ และไทยเองก็มีผลผลิตไม่ล้นมากเกินไป เพราะมีการบริโภคภายในและส่งออกที่ดี


ที่มากกว่านั้นในการดำเนินนโยบายนี้สิ่งที่รัฐบาลจะหลงลืมที่จะดูแลไม่ ได้ คือ การปรับราคาของสินค้าและวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องช่วยเหลือ เหยียวยาผู้บริโภคในประเทศไทยไปพร้อมๆ กัน จากการติดตามข่าวเข้าใจว่ารัฐบาลมีการวางมาตรการหลายรูปแบบ ตั้งแต่การขายข้าวราคาประหยัดในรูปของข้าวธงฟ้า เพื่อลดแรงเสียดทานในเรื่องของภาวะเงินเฟ้อในประเทศลง หรืออาจจะเป็นการแจกคูปองเพื่อซื้อสินค้าสำเร็จรูปในหมวดที่จำเป็นสำหรับการ ดำรงชีพในชีวิตประจำวันให้กับคนยากจนเลย เช่น คูปองสำหรับข้าวสาร น้ำมัน ฯลฯ


นอกจากนั้นรัฐบาลยังมีอีกหลายมาตรการที่กำลังซึ่งศึกษาอยู่เพื่อรองรับสถานการณ์การปรับราคาข้าวที่สูงขึ้น


สำหรับประเด็นเรื่องข้าวถุงที่หลายคนแสดงความเป็นห่วงว่าราคาจะขยับขึ้น ซี.พี.อินเตอร์เทรด ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ประกอบการข้าวถุง เชื่อว่าสมาชิกโดยส่วนใหญ่ไม่ได้มีความตั้งใจเอาเปรียบสังคม ไม่ใช่ว่าข้าวเปลือกราคาปรับขึ้น แล้วข้าวถุงจะถือโอกาสปรับขึ้นอย่างรุนแรง คงจะเป็นการปรับตัวตามปกติซึ่งเป็นผลจากวัตถุดิบราคาสูงขึ้น


และหากผู้ประกอบการจะมีการปรับราคาข้าวถุงก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่า ราคาที่ขึ้นมานั้นได้มีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้นด้วยหรือเปล่า เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากราคาข้าวที่แพงขึ้น ผู้ประกอบการก็ต้องมีทางเลือกที่ดีให้กับผู้บริโภค


ที่สำคัญกว่านั้นในปัจจุบันข้าวที่ขายอยู่ในท้องตลาดทั่วไปมีเป็น 1,000 แบรนด์ เพราะฉะนั้นข้าวสารบรรจุถุงจึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่มีการแข่งขัน สูง


เมื่อการแข่งขันสูง ก็หมายความว่าใครก็ตามที่ต้องการจะเอาเปรียบสังคม โดยขึ้นราคาสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม จะทำได้ยาก เพราะคู่แข่งต่างก็จ้องที่จะแย่งส่วนแบ่งการตลาด


ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงว่าข้าวถุงในประเทศไทยจะหมดไปจากบนชั้นวางของ เหมือนสินค้าอื่นๆ เพราะเชื่อว่าการปรับราคาของข้าวถึงน่าจะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป


ซี.พี.ก็เอาใจช่วย เพราะอยากจะเห็นข้าวไทยมีราคาที่แพงขึ้น สมน้ำสมเนื้อกับค่าแรงงานของชาวนาไทยที่ได้ลงทุนปลูก ซึ่งหากโครงการนี้สำเร็จก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลชุดได้อย่างมาก

( จาก คุยกับซีพี. cp e-news)

จดหมายเปิดผนึกจากกลุ่มแดงนานาชาติถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ที่มา Thai E-News

ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริงและยังมี ประชาชนตกเป็นเหยื่อของการปราบปรามและกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ตราบนั้นการเคลื่อนไหวของคนไทยทั้งในประเทศไทยและในต่างแดนก็ยังคงต้อง ดำเนินต่อไป
โดย กลุ่มแดงนานาชาติ
19 กันยายน 2554

จดหมายเปิดผนึก


เรียน พรรคเพื่อไทย, รัฐบาลไทยและคุณ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ใน ฐานะประชาชนไทยผู้สนับสนุนประชาธิปไตยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ขอส่งจดหมายเปิดผนึกมายังท่าน เพื่อการต้อนรับและแสดงความยินดีต่อพรรคเพื่อไทย คณะรัฐบาลชุดใหม่และคุณ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่ได้รับฉันทานุมัติจากมติร่วมของประชาชนอย่างท่วมท้น รวมทั้งการแสดงความยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมโลก ซึ่งเป็นประจักพยานร่วมรับรู้ให้ขึ้นมาบริหารประเทศ

อนึ่ง เพื่อเป็นการประกาศจุดยืนของคนไทยที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในต่าง ประเทศ (ตามรายชื่อท้ายจดหมาย) ที่พร้อมยืนยันให้การสนับสนุนและร่วมต่อสู้กับพรรคการเมือง ซึ่งยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย และยึดมันอย่างแท้จริงต่อผลประโยชน์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ โอกาสนี้ กลุ่มแดงนาๆชาติ( Thai Red International ) จึงใคร่ขอเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นวัตถุประสงค์และความต้องการ ของประชาชนชาวไทย ต่อพรรคเพื่อไทย คณะรัฐบาล และคุณ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ ที่จะนำไปสู่การแก้วิกฤตและเกิดความปรองดองโดยแท้จริง

1. จากสาเหตุปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมา ( 2548 ก่อนการรัฐประหาร - ปัจจบัน ) ได้มีการกล่าวหา กล่าวโทษ สร้างข้อมูลเท็จ จับกุมคุมขังบุคลด้วยกฏหมายที่ไม่เที่ยงธรรม สร้างการระเมิด การริดรอนสิทธิเสรีภาพและหลักสิทธิมนุษย์ชนที่ขัดต่อกฎหมายและต่อสนธิสัญญา ระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม รัฐบาลต้องดำเนินการโดยทันทีคือ

1.1 ต้องไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อการใช้กฎหมายหรือพระราชกำหนดให้เกิดการนิรโทษกรรมทุกคดีความ

1.2 คดีความทุกคดีที่ฟ้องร้องและยังไม่สิ้นสุด จะต้องดำเนินการพิจารณาตามขบวนการยุติธรรมจนกว่าจะสิ้นสุด ซึ่งผู้เกี่ยวข้องในคดีทั้งหมดต้องได้รับสิทธิการปล่อยตัวหรือการประกันตัว เพื่อต่อสู้คดีในศาล

2. จากเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชน 91 ศพ ( 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553 ) ซึ่งยังไม่มีการพิจารณาหาข้อเท็จจริงเพื่อประกาศให้สังคมรับรู้ และ/หรือนำเอาคนผิดมาลงโทษ

เพื่อการดำเนินการให้เกิดการรับผิดชอบ รัฐบาลต้องดำเนินการโดยทันทีคือ

2.1 ต้องลงสัตยาบันในสนธิสัญญาเพื่อเปิดให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีสิทธิในการพิจารณาคดี

2.2 ต้องไม่ดำเนินการใดๆเพื่อให้เกิดการหยุดยั้งในการหาคนผิดมาลงโทษ หรือใช้กฎหมายและ/หรือพระราชกำหนดเพื่อนิรโทษกรรมยกเว้นความผิด

2.3 เนื่องจากขบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้งและการไม่ยอบรับในขบวนการการตัดสินจากทุกฝ่าย จะต้องไม่ดำเนินการใช้ขบวนการยุติธรรมในประเทศเป็นผู้พิจารณาคดี

3. รัฐบาลต้องดำเนินการให้มีขบวนการสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนยอมรับและมี ส่วนร่วม ทั้งนี้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อประกาศใช้ภายใน 365 วัน

3.1 ระหว่างการดำเนินการ ให้ประกาศระงับการใช้รัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหารฉบับปี 2550 และนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาใช้แทนชั่วคราวจนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ

3.2 การระงับการใช้รัฐธรรมนูญรัฐประหารฉบับปี 2550 ย่อมมีผลให้องค์กรอิสระ องค์กรอื่นและหน่วยงานของรัฐที่เกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ ต้องสิ้นสุดลงโดยทันที

3.3 รัฐธรรมนูณฉบับใหม่ อย่างน้อยจะต้องให้มีการแก้ไขหรือบัญญัติข้อกำหนดคือ

3.3.1 การเปลี่ยนแปลง ล้มล้างอำนาจรัฐที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตยกำหนด หรือการล้มล้างรัฐธรรมนูญ คือความผิดที่ไม่มีอายุความสำหรับการฟ้องร้องกล่าวโทษ และต้องไม่มีอำนาจอื่นใดสามารถยกเว้นหรือล้มล้างความผิด

3.3.2 ต้องมีบทบัญญัติที่มิให้สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและสังคม

3.3.3 ยกเลิกกฎหมายหมิ่น ม.112

3.3.4 ยกเลิกหมวดองคมนตรีในมาตราที่เกี่ยวกับอำนาจและการดำรงสิทธิในการเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์

4. ปฎิรุปขบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยตุลาการและศาลต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน และนำระบบลูกขุนมาใช้เพื่อการพิจารณาคดี

5. ปฎิรุปกองทัพให้เป็นองค์กรของประชาชนและใช้ปกป้องประเทศ

กลุ่ม แดงนาๆชาติ ( Thai Red International ) ตระหนักดีว่า ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในทุกด้านของรัฐบาลที่จะต้องแก้ไขในการขึ้น มาบริหารประเทศครั้งนี้ เป็นภาระที่ต้องใช้ขบวนการทางวิสัยทัศน์อย่างกว้างไกล รวมทั้งยังต้องฟันฝ่าอุปสรรคการต่อต้าน ขัดขวางจากอำนาจเก่า ฉะนั้น การนำพาประเทศให้พ้นวิกฤตและสร้างประชาธิปไตยเพื่อตอบสนองความต้องการแท้ จริงของประชาชน จึงไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จโดยง่ายด้วยการไม่กล้าเผชิญกับปัญหาและทำความ จริงให้ปรากฎ การมุ่งแก้เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว โดยไม่นำเอาหลักนิติรัฐ นิติธรรม แก้ไขโครงสร้างการบริหาร การปกครองและการตุลาการควบคู่พร้อมกันไป คงไม่สามารถนำประชาธิปไตยมาสู่ประชาชนได้เช่นกัน ดังนั้น ข้อเสนอตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด จึงเป็นทางออกของวิกฤตที่แท้จริง ซึ่งหวังว่าพรรคเพื่อไทย คณะรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี จะเห็นด้วยและนำไปพิจารณาถึงแนวทางเพื่อการปฎิบัติ

สุด ท้ายนี้ กลุ่ม Thai Red International ขอเป็นกำลังใจและแรงสนับสนุน ให้พรรคเพื่อไทย คณะรัฐบาล ท่านนายก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำเนินการบริหารประเทศไปสู่ความสำเร็จตามที่ประชาชนมุ่งหวัง


ด้วยจิตคารวะและศรัทธา

กลุ่มแดงนาๆชาติ

(THAI RED INTERNATIONAL)

21 สิงหาคม 2554

Thai Red Australia
Thai Red USA
Thai Red Japan
Thai Red in Japan
Thai Red Taiwan

พ.ต.ท.ทักษิณ ร่วมประชุมรัฐสภาอาเซียน ครั้งที่ 32

ที่มา Voice TV

พ.ต.ท.ทักษิณ ร่วมประชุมรัฐสภาอาเซียน ครั้งที่ 32

พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมรัฐสภาอาเซียน ครั้งที่ 32 ณ สำนักนายกรัฐมนตรี กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "เศรษฐกิจเอเชีย" ซึ่งจัดโดยองค์การรัฐสภาเอเชีย-แปซิฟิก หรือ the Centrist Asia Pacific Democrats International (CAPDI) และราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา หรือ Royal Academy of Cambodia (RAC) โดยมีสมาชิกเข้าร่วม 50ประเทศ รวมกว่า 300คน

นอกจากนี้ยังมีนายสุรเกียรติ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการต่างประเทศ ร่วมกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "อนาตคเอเชีย" รวมทั้งนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อยู่ร่วมบนเวทีด้วยเช่นกัน



รัฐประหาร 2549 : ผลกระทบต่อการเมืองไทย

ที่มา Voice TV









คุณ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ผู้สื่อข่าววอยซ์ทีวี รายงานสดจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประเทศสิงคโปร์ โดยนักวิชาการชี้การเมืองไทยหลังการรัฐประหารยังไม่เปลี่ยนแปลง

สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประเทศสิงคโปร์ จัดสัมมนา 5 ปีหลังการรัฐประหาร: พัฒนาการของการเมืองไทยหลังการโค่นล้มทักษิณรัฐประหาร 2549: ผลกระทบต่อการเมืองไทย

รศ.ดร.เฟเดเรโก เฟอร์รารา คณะเอเชียและการต่างประเทศศึกษา มหาวิทยาลัยฮ่องกงกล่าวในหัวข้อภารกิจที่ยังไม่สำเร็จ: การแพร่กระจายของความขัดแย้งกว่าศตวรรษของการพัฒนาทางการเมืองของไทยโครง สร้างทางการเมืองของไทยไม่ได่เปลี่ยนแปลงมากนักนับจากการรัฐประหารนักการ เมืองทหารแต่สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนไปก็คือ อาจมีตัวแสดงที่วำคัญบางอย่างเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

เสื้อแดงสานต่อภารกิจที่ไม่สำเร็จนับตั้งแต่การปฏิวัติ เรียกร้องความเท่าเทียม ความเป็นพลเมือง นี่คือเหตุผลที่ทำให้เกิดคำว่าไพร่และอำมาตย์การพัฒนาของการเมืองไทยจะเกิด ขึ้นได้ ถ้านักการเมืองจับมือกันเพื่อต่อต้านอำนาจนอกระบบ

ดร.พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า 1980 คือช่วงที่ประชาธิปไตยครึ่งๆ ในช่วงนี้เป็นช่วงทั่วพูดถึงการพัฒนาทางการเมืองอีกครั้ง เพราะว่าไม่มีการแบ่งแยกระหว่างประชาธิปไตยจะทำให้ึนส่วนน้อยแต่มีพลังทาง การเมือง อยู่ในระบบประชาธิปไตย

อาจารย์แบ่งประชาธิปไตยของไทยไว้ 4 แบบ

1. ประชาธปไตยไทยๆ บางคนบอกว่าไม่ใช่ แต่เราก็ยังบอกว่าใช้ ต่อต้านตะวันตก เป็นประชาธิปไตยเพราะว่าเป็นประชาคน ทหารก็เป็นประชาชน การรัฐประหารผิด แต่การคงไว้ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นสิ่งจำเป็น

2. ประชาธิปไตยเลือกตั้ง ต้องการการเลือกตั้ง เสื้อแดง เป็นสัญญาประชาคม ปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น แต่ประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากกว่าคอร์รัปชั่น ปัญหาคือไม่ค่อยเปลี่ยนโครงสร้าง

3. ประชาธิปไตยเสรี เสื้อเหลือง ต้องเท่าเทียมกันใต้กฎหมาย ไม่ต้องให้สวัสดิการมาก

4. ประชาธิปไตยแบบปฏิรูป พวกเอ็นจีโอและภาคประชาสังคม ต่อต้านทักษิณ สนับสนุนการรัฐประหาร หากประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งไม่สามารถจัดการเรื่องโครงสร้างได้ แต่ทำได้แค่เรื่องนโยบายประชานิยมก็จะมีปัญหา

ทำยังไงให้คนส่วนน้อยในสังคมอยู่ในประชาธิปไตย อาจมีการประนีประนอมเป็นการเมืองแบบใหม่ ต้องมีการปฏิรูป รวมถึงการปฏิรูปกองทัพ

ซึ่ง ศ.ธงชัย วินิจจะกุลให้ความเห็นว่าการประนีประนอมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะความขัดแย้งเดินมาถึงจุดที่ถ้ามีการประนอมต้องมีฝ่ายดายฝ่ายหนึ่งสูญ เสียมาก ไม่สามารถมีผลประโยชน์ร่วม

เมื่อแอนดรูว์ มาร์แชล ถามว่าจะมีการรัฐประหารอีกหรือไม่ อาจารย์เฟอร์ราราบอกว่าไม่แน่ใจ แต่ถ้ามีอีก จะทำให้การเมืองไทยดิ่งลง ในขณะที่อาจารย์พิชญ์มองว่ามีการรัฐประหารอยู่แล้ว แต่มีอยู่ 3 แบบ

ส่วนการบริหารของยิ่งลักษณ์ อาจารย์พิชญ์มองว่าไม่น่ามีอะไรเปลี่ยน เพราะความสัมพันธ์กับสื่ยังไม่ดี รัฐมนตรีที่คุมสื่อก็ยังไม่มีอะไรออกมา ส่วนอีกเรืองของการจัดการเรื่องกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ในขณะที่อาจารย์เฟอร์ราราชี้ว่า ยังไม่สามารถสรุปได้เพราะว่ายังเร็วเกินไป

ผบ.ทบ.ยันไม่ปรับโผเลื่อนตำแหน่ง หลังเสื้อแดงยื่นคัดค้าน

ที่มา Voice TV

ผบ.ทบ.ยันไม่ปรับโผเลื่อนตำแหน่ง หลังเสื้อแดงยื่นคัดค้าน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ไม่กังวลที่กลุ่มคนเสื้อแดงยื่นหนังสือคัดค้านการเลื่อนตำแหน่งของทหาร

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงออกมายื่นหนังสือคัดค้านการเลื่อน ตำแหน่งของทหารว่า ไม่กังวลเพราะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกัน ในการปรับย้ายต่างๆเป็นเรื่องของคณะกรรมการของกองทัพบกและคณะกรรมการ ของกระทรวงกลาโหม คนอื่นไม่น่าจะเกี่ยวข้อง ไม่อย่างนั้นก็จะทำอะไรไม่ได้หากบ้านเมืองยังไม่มีระเบียบวินัยมันก็ทำอะไร ไม่ได้ แล้วเราจะพัฒนาไปอย่างไร

นิโคโล มาคิอาเวลลี เรียนคำนับมายัง ฯพณฯ ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ที่มา มติชน



โดย ชินธัช สุนันต๊ะ ปี 2 รัฐศาสตร์ ม.พะเยา

ด้วยข้าพเจ้า ในฐานะราษฎรผู้อยู่ในที่ราบต่ำ ใคร่ขอความนิยมจากท่านนายกฯ ผู้สงบนิ่งบนภูสูง จึงปรารถนากำนัลท่านด้วยสติปัญญาระดับนิสิต ผ่านข้อเสนอที่อาจแลดูข้ามชน ข้ามชั้นฟ้า สถานะ หากมากล้นด้วยความจริงใจ

ตามที่ท่านรู้...ถึงแม้ท่านจะได้อำนาจมาจาก "คุณธรรม" (หมายเฉพาะเจาะจงถึงการกระทำของตัวเอง...?) แต่อำนาจในราชอาณาจักรไทยก็ยังเป็นสิ่งชั่วคราวของบุคคลเยี่ยงท่าน ดังนั้น เพื่อให้ความมั่นคงยังอยู่ในตำแหน่งของท่าน...ชนชั้น สถานะใดที่สนับสนุนท่านขึ้นมา ท่านจงอย่าละเลยที่จะยังคงใช้พวกเขาให้เป็นฐานคานอำนาจนอกระบบต่อไป ผ่านการออกนโยบายที่สอดรับกับความต้องการของพวกเขาเหล่านั้น มิให้เหมือนการตัดกลุ่มนักวิชาการ ปัญญาชน นักธุรกิจ และทหาร ฯลฯ ออกไป ดังเช่นที่พี่ชายของท่านทำมาแล้ว จนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ประการที่สอง ในสังคมโลกสมัยนี้ ท่านต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน และแสร้งตนเป็นผู้อ่อนแอ เพื่อให้คนอื่นเอ็นดูและเห็นใจ ไม่ว่าจะโดยการแกล้งทำหรือด้วยความจริงใจก็ตาม เพราะอย่างที่ท่านรู้ดี สังคมไทยเป็นสังคมที่ขี้สงสาร หากผู้อ่อนแอ (ในทางเพศ อายุ สถานะ ฯลฯ) ถูกทำร้ายในทางใดทางหนึ่ง สังคมไทยจะจัดการกับคนเหล่านั้นเอง โดยที่ท่านแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ขอเพียงท่านรู้จักเล่นกับสื่อ และทำตามข้อเสนอประการแรกของข้าพเจ้าให้ได้

ประการที่สาม ท่านต้องหัดแกล้งโง่บ้าง เพราะคนอวดฉลาดมีแต่ศัตรู และมีแต่มิตรที่โง่ห้อมล้อม การแกล้งโง่จะทำให้ความคาดหวังที่มีต่อผลงานของท่านอยู่ในระดับต่ำในระยะแรก แต่จะสูงขึ้นมากเมื่อผลงานออกมา ในขณะที่การอวดฉลาด แม้สุดท้ายผลงานออกมาจะอยู่ในระดับเดียวกัน แต่ประชาชนและโดยเฉพาะศัตรูของท่านจะรู้สึกว่ามันต่ำต้อยเหลือเกิน ไม่เพียงเท่านั้น การแกล้งไม่ฉลาด ยังทำให้คนของท่านและศัตรูของท่านประเมินความเฉลียวของท่านไว้ต่ำจนชะล่าใจ ทำให้ท่านจับเท็จหรือจับพิรุธคนเหล่านั้นได้ ท่านคิดดู หากพี่ชายของท่านแกล้งโง่บ้าง คงป้องกันหรือป้องปรามการเกิดรัฐประหารได้

ประการที่สี่ ท่านต้องรู้จักการพลิกศัตรูให้เป็นกลายเป็นมิตร และผูกมัดมิตรให้ถาวรยิ่งขึ้นผ่านทุนและศิลปะของความเป็นเพศหญิง ข้าพเจ้าอยากให้ท่านมองการประชุมรัฐสภาที่ผ่านมา ท่านคงเห็นแล้วว่า ฝ่ายค้านนั้นพยายามล่อให้คนของท่านมาติดกับดัก หรือเล่นตามเกมที่พวกเขาปูทางไว้ ไม่ว่าจะกรณีที่ท่านเฉลิมหลุดปากพูดว่าหลายนโยบายประชานิยมเป็นเพียงเทคนิค การหาเสียง หรือท่านณัฐวุฒิที่โต้ตอบกับฝ่ายค้านจนพลั้งพูดถึง "การล้มเจ้า" จนต้องเสียท่าถอนคำพูด ("เขี้ยวลากดิน" ใน มติชน 28 ส.ค. 2554)

การพลิกศัตรูให้กลายเป็นมิตร (หรือการใช้ศัตรูให้เป็นมิตรต่อตัวท่าน) ก็คือการที่ท่านต้องอ้อนวอนต่อพรรคฝ่ายค้านกลางสาธารณชนให้ส่งคนคุณภาพมาทำ งานร่วมกับท่าน แม้นอาจดูเสียท่า แต่หากฝ่ายค้านปฏิเสธ ท่านก็ส่งคนพูดโต้ว่า "พวกฝ่ายค้านไม่ปรองดอง" ได้ หรือหากเขายอมรับเพราะความกดดันของสายตามหาชน นอกจากท่านจะได้ความดีเรื่องการปรองดองแล้ว ท่านยังได้คนคุณภาพมาร่วมงาน ทำให้ฝ่ายค้านเกิดความระแวงในพวกตัวเอง และท่านยังสามารถกดดันคนของพรรคท่านเองให้ทำงานดีๆ

ส่วนการผูกมัดมิตรให้ถาวรยิ่งขึ้น ก็คือ การทำให้พวกเขาเห็นว่า แม้ท่านขึ้นมาได้เพราะพี่ชาย คนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย แต่พวกเขาและแม้กระทั่งพี่ชายของท่านจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีท่าน สิ่งนี้กระทำผ่านบทบาทความอ่อนโยน การประนีประนอม และการตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการลงมือทำอย่างน้ำนิ่งไหลลึก (หรือทำตัวราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอทำงานออกมาแล้ว ผลงานกลับอยู่ในระดับที่สุดยอด) ข้าพเจ้าอยากจะเรียนท่านว่า โดยเฉพาะสองประการแรกนั้นหาไม่ได้ในอัตลักษณ์ของท่านเฉลิม ท่านณัฐวุฒิ และตัวพี่ชายท่านเลย

ประการสุดท้าย เพื่อให้เกิดความมั่นคงต่อเนื่องใน รัฐบาล ท่านต้องเริ่มที่จะทำให้ผู้อื่นรู้สึกกลัวท่านมากกว่ารักท่านในท้ายที่สุด เพราะความรักนั้นลดลงง่าย รักษาระดับยาก แต่ความกลัวนั้นคงอยู่อย่างต่อเนื่องมากกว่า เช่น ท่านต้องสร้างเซอร์ไพร์สทุกคนด้วยการประกาศว่าจะมีการออกเสียงประชามติรับหรือไม่รับหลักการว่าด้วย "หากใคร คณะใด ทำการปฎิวัติหรือรัฐประหาร ผู้นั้นย่อมถือได้ว่าเป็นผู้บ่อนทำลายชาติ และต้องได้รับโทษประหารชีวิตเพียงประการเดียว" หลักการนี้อาจเป็นที่ถกเถียงว่าจะระบุในรัฐธรรมนูญได้อย่างไร เพราะเมื่อปฏิวัติหรือรัฐประหารแล้วย่อมมีการอภัยโทษโดยทันทีจากคณะ ปฏิวัติ/รัฐประหารนั้นเอง แต่กระนั้นท่านก็ได้สร้างเกราะกำบังอำนาจนอกระบบขึ้นมาอีกชั้นแล้ว โดยการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองขึ้นมาใหม่ ผ่านการเล่นกับเสียงส่วนใหญ่ที่ท่านกุมอยู่ในมือ จนผู้ที่ริอาจจะล้มรัฐบาลประชาธิปไตยของท่านด้วยวิถีทางนอกระบอบประชาธิปไตย ต้องกลัวต่อผลที่อาจจะเกิดขึ้น


ฯพณฯ ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่รักยิ่ง ขณะนี้ไม่มีใครอื่นอีกแล้วในราชอาณาจักรไทยที่จะสามารถหวังยิ่งกว่าตัวท่าน ที่ได้อำนาจมาทั้งโดยคุณธรรมและโชคชะตา หวังว่าท่านจะยึดแบบแผนที่ข้าพเจ้าได้เสนอไว้เป็นแนวทาง เพื่อชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ของตัวท่านเอง และเพื่อความเป็นประชาธิปไตยและความสันติของการเมืองไทยในท้ายที่สุด

บทกวีการเมือง...ฝันท่วม

ที่มา มติชน















โดย กฤตตฤณ


นั่งเรือพายบนถนนล้นน้ำหลาก
สายกระแสเชี่ยวกรากจากแห่งหน
ความรวดเร็วรุนแรงแกล้งเล่นกล
ให้ทุกข์ทนถ้วนกันเหมือนฝันร้าย


ฝันที่ฟ้าพิโรธเหมือนโกรธขึ้ง
นำมาซึ่งกระแสบ้าที่บ่าหลาย
หลายพื้นที่มีชีวิตต้องปลิดวาย
ส่วนที่อยู่เหมือนพ่ายฉายน้ำตา

ฝันที่รอความช่วยเหลือเบื่อช้าเชื่อง
หนีไม่พ้นการเมืองเรื่องของหน้า
ท่ามความหวังเกาะเกี่ยวการเยียวยา
ซ่อนราคาของบางสิ่งยิ่งกว่านั้น


ฝันที่เกิดบ่อยครั้งสั่งสะอื้น
ทุกปีมาขมขื่นทนกลืนกลั้น
ให้กล่าวโทษกรรมเวรพิเรนทร์วัน
ที่เย้ยหยันความทุกข์ปลุกระทม


นั่งเรือพายรอคอยการมาถึง
ให้ความคิดคำนึงเข้ากุมห่ม
ภาพฝันร้ายแผ่หยัดดูชัดคม
และที่จมอยู่ท่ามก็ความจริง.


18 กันยายน 2554

5ปี91ศพ

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



19 กันยาฯ 2549 วันที่คณะนายทหารคมช. นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก่อการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ

ถึง วันนี้ครบ 5 ปี ประเทศไทยผ่านรัฐบาลมาแล้ว 5 ชุด คือ รัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย รัฐบาลอภิสิทธิ์ และล่าสุดรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ในจำนวนนี้มีรัฐบาล 2 ชุดไม่ได้มาตามระบอบประชาธิปไตย

รัฐบาลสุรยุทธ์นั้นแน่นอนอยู่แล้ว สำหรับรัฐบาลอภิสิทธิ์แม้จะแอบอ้างตนว่า มาตามระบอบประชาธิป ไตยจากการเลือกตั้งปลายปี 2550

แต่ประชาชนทั่วประเทศรู้ดีว่า เนื้อแท้แล้วรัฐบาลอภิสิทธิ์ คือผลลัพธ์ของ 'โรดแม็ป' บันได 4 ขั้นที่หัวหน้าคณะรัฐประหารขณะนั้นวางไว้

การ มีที่มาไม่ชอบธรรม ก่อตั้งในค่ายทหารนี้เอง คือปมด้อยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ถูกสังคมล้อเลียนมาตลอดเวลา 2 ปีเศษว่าเป็นรัฐบาลที่กำเนิดจากมดลูกของคมช.

คือมีคมช.เป็นมารดา บิดาคือ 'มือที่มองไม่เห็น' กองทัพเป็นพี่เลี้ยง กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเพื่อนกิน พรรคงูเห่าเป็นเพื่อน'ตาย'

โดยมีทักษิณ พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย นปช. คนเสื้อแดงเป็นศัตรูที่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ต้องใช้ทุกวิถีทางกำจัดให้สิ้นซาก

แต่ ก็นั่นแหละ การรัฐประหารของคมช. ที่เปรียบเสมือนการกลัดกระดุมผิดเม็ดตั้งแต่แรกให้กับการ เมืองไทย เม็ดที่สองสามเลยผิดเพี้ยนตามๆ กันมา

ผลคือทำให้การเมืองไทยรูปทรง เบี้ยวบูด ที่แม้แต่คนในประเทศก็ลุกฮือต่อต้าน แถมยังเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ในสายตานานาอารยประเทศโลกประชา ธิปไตย

สุด ท้ายรัฐบาลอภิสิทธิ์และขบวนการโอบอุ้มทั้งหลาย ไม่ว่ามือที่มองเห็นหรือมองไม่เห็น ได้ตัดสินใจสั่งการใช้กำลังรุนแรงเข้าปราบปราบประชาชนฝ่าย ต่อต้านเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553

เป็นเหตุให้ผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ทหาร ตลอดจนประชาชนผู้บริสุทธิ์ เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บพิการร่วม 2,000 คน

ซึ่ง เป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทยในปัจจุบัน ที่นอกจากการเยียวยาผู้สูญเสียแล้ว การหาตัวคนกระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการทางกฎหมายก็จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนกว่า กัน

บางคนมองว่า 91 ศพคือผลพวงจากเหตุขัดแย้งทางการเมืองเดือนเม.ย.-พ.ค.53

แต่ลึกลงไปบางคนกลับมองว่า 91 ศพ

คือผลพวงจากวันนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้วต่างหาก