WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 20, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 20/09/54 จระเข้จ้องกิน "ปู"

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



เห็นลับเขี้ยว ยุบยับ รองับเหยื่อ
มันมาเพื่อ ล้มล้าง สร้างปัญหา
ใช้เล่ห์กล สันดาน สุดมารยา
หวังดาหน้า จองกฐิน จ้องกิน "ปู"....


ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่านแค้น แสนอัปยศ
คำโป้ปด โสมม คารมหรู
ชอบวางแผน สุมหัว มั่วในรู
ช่างอดสู เกินคำ พร่ำบรรยาย....


พวกสลิ่ม หลากสี อัปรีย์แท้
เลวเกินแก้ บ้าบอ รอฉิบหาย
กุเรื่องเท็จ สับสน จนวุ่นวาย
ไร้ยางอาย เพราะชั่วช้า วิชามาร....


ขบวนการ ล้มรัฐบาล ต่างขานรับ
หกเดือนนับ ชี้ทาง อย่างห้าวหาญ
ถ้าไม่ได้ มันต้องแตก จนแหลกลาญ
สมเป็นบ้าน ป่าเมืองเถื่อน สุดเลื่อนลอย....


คนมุ่งมั่น ทำดี เป็นที่ตั้ง
กลับต้องนั่ง รอพวกบ้า ตั้งท่าสอย
มาให้ไว รีบจัดมา อย่าสำออย
ชนกลุ่มน้อย พวกใจสัตว์ รีบจัดมา....


๓ บลา / ๒๐ ก.ย.๕๔

"รัฐประหาร19กันยายน2549ถึง6ตุลาคม2519"

ที่มา ประชาไท

1..........
ภาพนี้อยู่ในความทรงจำผมเสมอมา
ภาพที่คนไทยฆ่ากันเองด้วยความเกลียดชัง
......................................................
บ่ายวัน 7 ตุลาคม 2519
เสียงเรียกของพ่อผมเรียกผมให้เอาหนังสือพิมพ์ในเช้าวันนั้นหลายๆฉบับ
มาเผาทิ้งที่หลังบ้านตามคำสั่งของคณะปฎิวัติในขณะนั้น
ที่ให้ทำลายสิ่งพิมพ์ทุกชนิดทิ้งที่มีข้อความหรือรูปอันใด
ที่เกียวกับสถาบันและขบวนการนักศึกษาในช่วงที่ผ่านมา
มิเช่นนั้นจะถูกข้อหาการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคง
หรือพูดง่ายว่าเป็นพวกแดง พวกคอมมิวนิสต์
เราเผาจนหมดเพื่อแน่ใจว่าครอบครัวของเราจะปลอดภัยพอ
.....................................................
ช่วงนั้นมีเพื่อนของพ่อหลายคนแวะเวียนมาพูดคุย
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของลูกๆของเขาที่เป็นนักศึกษาต้องหนีเข้าป่า
ผมรับรู้สึกถึงแรงกดดันของทหารที่กระทำต่อประชาชนอย่างลึกๆ
แม้จะยังอายุน้อยแต่ก็โตพอจะทราบความบางอย่าง
ว่าพ่อแม่และลุงป้าอีกหลายคนเป็นทุกข์อย่างมาก
ทุกคนพยายามสืบหาความเป็นตายร้ายดีของพวกเขา
ผมได้แต่สงสัยอยู่ในใจและมีความรู้สึกที่สะเทือนใจกับเหตุการณ์นั้นอย่างไม่เคยลืม
และไม่เคยติดที่จะให้อภัยต่อผู้อยู่เบื้องหลังกระทำการครั้งนั้น
................................................................
4-5 ปีต่อมา
ที่ท่ารถในจังหวัดจันทบุรี
" อย่าไปยุ่งกับการเมืองนะลูก "
" อย่าไปประท้วงกับเขานะลูก"
" ตั้งใจเรียนหนังสือ "
แม่กับพ่อพูดด้วยเสียงกังวลและเป็นห่วงในวันที่
ผมต้องออกจากบ้านมาไกลเพื่อเรียนหนังสือต่อในกรุงเทพเป็นครั้งแรก
ที่วิทยาลัยช่างศิลป์ ที่ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
2..................
จริงๆชีวิตที่วิทยาลัยช่างศิลป์ หรือโรงเรียนเตรียมศิลปากร ในสมัยก่อน
ก็ไม่ได้สอนอะไรกับเรามากนักเกี่ยวกับเรื่องการเมืองว่าเกี่ยวข้องกับศิลปะอย่างไร?
ส่วนใหญ่ก็สอนให้เราStudyธรรมชาติและก็เรียนรู้พื้นฐานทางศิลปะอย่างเข้มข้น
.........................................................................................
เย็นวันหนึ่งในที่ 6 ตุลาคม 5523
ผมกำลังจะไปดูงานที่หอศิลป์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร
ผมเดินผ่านต้นโพธิ์ใหญ่ที่กำลังจะทะลุออกไปท่าพระจันทน์และท่าช้าง
ผมเห็นรุ่นพี่ธรรมศาสตร์กลุ่มเล็กๆกำลังอ่านบทกวีและรำลึกผู้ที่จากไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น
ไอ้ภาพเก่าๆที่มันหลบซ่อนอยู่ในห้วจาการทหารสั่งทำลาย ก็กลับมาเยือนอีกครั้ง
" พี่ครับผมอยากรู้ความจริง ว่าใครทำให้ประชาชนฆ่ากัน"
................................................................................................
เย็นวันเลยไม่ได้ไปดูงานศิลปะเลยเพราะได้หนังสือหลายเล่มจากพี่ๆกลับไปอ่านที่บ้านแทน
ปลายปีนั้นเริ่มจะมีข่าวดีว่าจะมีการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้หลบหนีเข้าป่า
ผมก็ดีใจนะ เพราะว่าเราจะเจอพี่ๆกันเสียที หลังจากกันไปเป็นปี
.............................................................................................
จากนโยบาย66/23 ของเปรม ติณสูลานนท์
หลายคนได้กลับบ้านและเรียนหนังสือต่อ
จนพัฒนามาเป็นตัวละครในสังคมอีกหลายตัว
ที่มีส่วนที่ทำให้สังคมไทยไปเป็น 6 ตุลารอบสอง
....................................................................................
หล้งจากนั้นบ้านเมืองก็ยังมีการปฎิวัติและรัฐประหารก็ยังมีอยู่อีกหลายครั้ง
แต่ส่วนความขัดแย้งมักเกิดขึ้นกับทหารกัดกันหรือแย่งอำนาจเอง
และมักจะจบลงที่การกล่าวหาว่าใครจงรักภักดีและใครไม่จงรักภักดีกว่าใครเสมอ
แต่มันไม่ได้กระทบสู่ชีวิตประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศ
เพราะเรามีแต่รัฐบาลที่มันง่อยและอยู่ภายใต้การกำกับของทหาร
การแย่งชิงอำนาจจึงมักเป็นเรื่องของคนกลุ่มบนเสียส่วนใหญ่
เป็นเรื่องของทหารล้วนๆ
............................................................................
หลายปีมานี้ผมเกือบจะหมดความสงสัยแล้ว จนกระทั่ง ...........................

3...................
" ผมพอแล้ว "
คำกล่าวของเปรม ติณสูลานนท์ ในวันที่ลงจากอำนาจ
หลังจากอยุู่บนบัลล้งค์อำนาจมา 8 ปี ที่ต้องต่อสู้รบราฆ่าฟันกับน้องๆในกองทัพเสมอ
....................................................................................
ในที่สุดเราก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
ขณะนั้นผมกำลังจะจบการศึกษาที่คณะจิตรกรรม ม.ศิลปากร
ผมรู้สึกเหมือนกับนักศึกษาทั่วๆไปที่ไม่ค่อยไว้ใจในนักการเมืองมากนัก
....................................................................................
แต่พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ทำให้ผมรู้สึกว่า
นายกคนนี้มีวิสัยทัศน์ และดูเหมือนประชาชนในต่างจังหวัด
ก็รักใคร่ท่านมากมายคล้ายๆกับทักษิณในสมัยนี้
กล่าวง่ายเป็นคนที่มีไอเดียและทำงานรวดเร็วแต่ก็มีข้อเสียหลายอย่างเหมือนกัน
แต่โดยรวมก็ได้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่การเมืองไทยในะดับหนึ่งทีเดียว
....................................................................................
หลังจากบริหารประเทศไปสักสองปีกว่าก็มีการร้ฐประหารเกิดขึ้นอีก
ด้วยข้อหาเดิมๆ โกงกินคอร์รัปชั่นและไม่จงรักภ้กดี
และยังมีการทะเลาะระหว่าง จปร.ด้วยกันแย่งกันเป็นใหญ่
....................................................................................
ผมสงสัยว่าอำนาจประเทศนี้
มันเป็นของพวกมึงไม่ใช่ของกูที่เป็นประชาชน
....................................................................................
ผมจึงออกไปเดินถนนเรียกร้องประชาธิปไตยในเดือนพฤษภาคม 2535
....................................................................................
เสียงกระสุนลอยช้ามหัว ภาพคนตาย
ภาพทหารของส6รยุทธ์ จุลานนท์กระทืบคน
ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดและเจ็บใจเสมอเป็นการต่อสู้ที่ว่างเปล่ามากๆ
ในที่สุด เราก็ได้รัฐบาลจับเสือมือเปล่า ที่กล่าวหาจำลองศรีเมืองพาคนไปตาย
คือพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล
....................................................................................
ผมขอสารภาพด้วยความที่ยังไม่โตมากในขณะนั้น รู้สึกผิดหวัง
เราไม่เข้าใจและตกเป็นเครื่องของคนที่ต้องการอำนาจฉวยโอกาสในทางการเมือง
....................................................................................
ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่าผมจะไม่เดินบนถนนเรียกร้องประชาธิปไตยให้ใครอีก.

4.......................
" พี่แมวเป็นเสื้อแดงหรือ ? "
" พี่แมวรักทักษิณเหรอ ? "
หลายปีที่ผ่านมาหลังพฤษภาทมิฬ
คลื่นลมในประเทศนี้ก็ดูสงบเงียบดี
ไม่ว่าเราจะได้รัฐบาลเต่าดีแบบชวนเชื่องช้าแต่โกงแบบเทพเทือก
หรือรัฐบาลแบบบรรหารหรือแบบชวลิตเราก็อยู่กันมาได้
ทั้งที่นักการเมืองเหล่านี้เล่นการเมืองตั้งแต่ครั้งที่ผมยังเป็นเด็ก
ไม่เคยทำให้ประเทศชาติไปถึงไหนเสียที โคตรโกงทั้งนั้น
แต่ผมก็ไม่เคยคิดจะไปขับไล่พวกเขาลงจากเก้าอี้แต่อย่างใด
เพราะถือคติว่า คนส่วนใหญ่เลือกกันมามันย่อมสะท้อนความคิดคนเลือก
ผมจึงทำงานหาเลี้ยงชีพไปโดยไม่ได้คิดมากเรื่องการเมืองแต่อย่างไร
....................................................................................
หลังที่ประชาชนในประเทศนี้ได้ตัดสินให้พรรคไทยรักไทยได้จัดตั้งรัฐบาล
เราก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร
ผมก็เหมือนคนอื่นๆที่ขาดแรงจูงใจเกี่ยวกับการเมือง
เลือกตั้งไปก็เท่านั้น ก็ได้นักการเมืองแบบเดิม ผมจึงไม่เลือกใคร
....................................................................................
แต่หลังจากที่ทักษิณบริหารไปสักสองปี
ผมพูดกับเพื่อนว่า ทักษิณมันได้สร้างมาตราฐานใหม่ในการบริหารประเทศ
คือทำตามนโยบายที่สัญญากับประชาชน ที่สำคัญดันทำสำเร็จ
แต่เรายังไม่วางใจในเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือได้มากนัก
ผมคิดแบบฝันหวานว่า การตรวจสอบที่เข้มข้นของภาคประชาชนนี่แหละ
ที่จะทำให้เราได้นายกที่มาตราฐานในการทำงานแบบทักษิณ
แต่มีความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมืองกว่าในอนาคต
....................................................................................
เวลาเดินไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเลือกตั้งครั้งต่อมา
เมื่อเขาบริหารประเทศได้ครบสี่ปีเป็นคนแรก
คะแนนที่ผมมี จึงเป็นของเขาเป็นครั้งแรก
....................................................................................
เสียงของประชาชนค่อนประเทศที่มอบให้เขานั่นแหละ
ที่นำภัยร้ายแรงมาสู่ชีวิตของเขา
ความเก่งกับความรักที่ประชาชนมีให้เขา
เริ่มไม่เข้าตาใครบางคนในประเทศที่ละครอิจฉาริษยาล้นเมือง
การก่อตัวของกลุ่มอำนาจและพรรคการเมืองจัญไรแบบประชาธิปัตย์
ที่เคยเกาะกุมผลประโยชน์อย่างเงียบๆ
บรรยากาศมันช่างเหมือนกับ 6 ตุลาคม 2519 จริงๆ
มีการปลุกระดมทั้งเรื่องโกงกินและความไม่จงรักภักกดี
ทั้งก่อนหน้าไม่กี่วันคนไทยยังใส่เสื้อเหลืองเต็มพระบรมรูปทรงม้ากันอยู่เลย
....................................................................................
ผมชักสงสัยว่าอำนาจในประเทศนี้
ที่บอกว่าเป็นประชาชนหลังพฤษภาทมิฬน่าจะโดนแหกตา
เพราะกลุ่มอำนาจที่เผยโฉมมามันคือกลุ่มอำนาจโบราณเดิมๆ
แต่ในใจก็คิดยุคนี้ใครแม่งจะปฎิวัติวะ
....................................................................................
และแล้ววันที่ 19 กันยายน 2549 ก็เดินมาถึง................
5........................
" ปฎิวัติเสียทีก็ดีประเทศแม่งจะได้สงบ"
" ตลกดีวะ ลุงแม่งเอาแท๊กซี่ไปชนรถถัง "
" ไอ้พวกเหี้ยทาสเงินทักษิณ "
คืนวันที่ 19 กันยายน 2549
ไม่มีใครมีจิตใจทำงานหรอก
ทุกคนต่างจับจ้องไปที่โทรทัศน์อันดำมืด
และรอคอยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
..................................................
ระหว่างที่ผมขับรถกลับบ้าน
ละครที่ผู้มีอำนาจสบคบกับสื่อและปัญญาชนอีกหลายคนเพื่อไล่ทักษิณตบตาผมไม่ได้หรอก
ผมสงสัยประเทศห่านี้เกิดอะไรขึ้น? แล้วกูจะต้องทำอย่างไร?
อยู่เฉยๆก้มหน้าก้มตาทำมาหากินและยอมรับมันไป
หรือจะออกไปประท้วงเพื่อบอกมันว่ากูเกลียดการรัฐประหารเหลือเกิน
..................................................
วันรุ่งขึ้นอีกวันขณะที่ผมกำลังขับรถกลับบ้านผ่านสยามสแควร์
ผมเห็นกลุ่มคนเล็กๆยืนแจกใบปลิวและพูดโทรโข่งโจมตีการปฎิวัติรัฐประหารอยู่
เขาคือ ใจ อึ้งภากรณ์ กับนักศึกษาของเขาจำนวนหนึ่ง
.....................................................................
วินาทีนั้นผมก็ตัดสินใจได้แล้ว
คือหันหน้าต่อสู้กับเผด็จการกับความจอมปลอมในประเทศอีกครั้ง
ไม่ใช่เพื่อทักษิณ หรือเพื่อผม แต่เพื่ออนาคตของลูกๆเรา
เราไม่ควรยอมให้พวกเขาย่ำยีประเทศอย่างนี้อีกต่อไป
..................................................................................
วันเสาร์แรกหลังจากการปฎิวัติผมได้ไปที่สนามหลวง
โดยหวังว่าจะเจอใครสักคนที่ไม่เห็นด้วยการรัฐประหารคล้ายๆกับเรา
เมื่อมองไกลผมเห็นความว่างเปล่าของสนามหลวง
แต่เมื่อเดินไปใกล้ๆจึงเห็นมีคนจับกลุ่มๆกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย
ด้านเหนือของสนามหลวงมีกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ
ของสุชาติ นาคบางไทรและมีดา ตอร์ปิโด กำลังยืนปราศรัยอย่างเอางานเอาการ
และก็ได้เจอกับ คุณ บก.ลายจุด เป็นครั้งแรกซึ่งก็มีกลุ่มของตัวเอง
ที่ต่อมากลายเป็นกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง
และกลายเป็นสีสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับเผด็จการต่อมา
ด้านทิศตะวันออกมี คุณวรัญชัย โชควัฒนะ
และยังได้เจอนักร้องเพื่อชีวิตที่เป็นแรงบันดาลใจ
และซื่อสัตย์ต่อวิญญานต้วเองเสมอๆในการต่อต้านเผด็จการอย่าง
พี่ จิ้น กรรมาชน ที่ทั้งแต่งเพลงและร้องเพลงให้กำลังใจกับผู้ชุมนุม
และที่สำคัญผมได้เจอน้องรักคนหนึงโดยไม่คาดฝัน
เขาได้เคียงบ่าเคียงไหล่ในการต่อสู้เผด็จการทุกอาทิตย์
แต่ปัจจุบันนี้เขากลับไม่มีโอกาสอยู่บนแผ่นดินแม่ที่เขารัก
..................................................
จากกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในวันนั้น
จนถึงวันนี้ที่จะครบรอบ 5 ปีแห่งการรัฐประหาร
ขบวนของประชาชนที่คุณตราหน้าว่าเขาโง่
และเป็นทาสทักษิณ นั้นเติบโตไม่หยุด
เพราะคุณผลักคนอย่างผมและใครอีกหลายคน
ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
ให้ไปอยู่ในฝั่งที่คุณเรียกว่าพวกไม่รักชาติ
....................................................................
ปลายเดือนกันยายนปีนั้นมีข่าว มีคุณลุง เอารถแท๊กซี่ไปชนรถถัง
และเจ้าของแท๊กซี่คนนั้นได้ผูกคอตายพร้อม
ข้อความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
ที่ใต้สะพานหน้า สนพ.ไทยรัฐในเดือนถัดมา
..................................................
หลายคนอาจมองว่ามันตลกและเป็นการกระทำที่ดูโง่ สุดโต่ง
แต่ผมอยากบอกคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์
ว่าผมเข้าใจในความรู้สึกนั้น
และรู้ว่าคุณลุงต่อสู้เพื่ออะไร?
ขอคาราวะจากใจของคนที่มีความรู้มาก
แต่กล้าหาญน้อยกว่า.
..................................................
6......................
" พวกรักทักษิณกับพวกไม่รักทักษิณ "
" พวกรักในหลวงกับพวกที่ไม่รักในหลวง "
" พวกรักชาติกับพวกไม่รักชาติ "
" พวกกูคนไทยกับพวกมึงไม่ใช่คนไทย "
ก่อนหน้าการปฏิวัติ 19 กันยยายน 2549
ผู้คนส่วนใหญ่ในประทศนี้ก็พร้อมใจกันใส่เสื้อเหลือง
และยิ้มแย้มที่จะได้ออกไปเฉลิมพระเกียรติให้แก่ในหลวงกันอย่างพร้อมหน้า
โดยไม่มีการแบ่งแยกสีมาก่อน
........................................................................................
แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีการก่อตัวของฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ
โดยมุ่งโจมตีในประะเด็นว่าไม่จงรักภักดีและ
ใช้สีเหลืองมาเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้
นับว่าเป็นกลยุทธที่ฉลาดในการผลักดันให้ทักษิณไปเป็นศัตรูกับสถาบัน
นี่ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงสำหรับทุกคนในประเทศนี้
.......................................................................................
ทำให้ผมย้อนความคิดกลับในยุคของการปราบปราม
นักศึกษาในสมัย6ตุลาคม2519
เหตุหนึ่งในนั้นคือการหมิ่นสถาบัน
มีการปลุกะดมอย่างบ้าคลั่งให้ออกมาทำร้ายฝ้ายตรงข้าม
จากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเพื่อสร้างความชอบธรรม
ให้กับการสังหารหมู่ในครั้งนั้น
.......................................................................................
คำถามคือ
คุณจะให้ประชาชนที่รักทักษิณและรักในหลวงทำอย่างไร?
ในเมื่อคุณบีบบังคับให้เขาต้องเลือกข้างเสียแล้ว
ใครกันแน่ที่ทำลายสถาบัน?
.......................................................................................
ดาวสยามเมื่อ2519กับASTVเมื่อ2549
ทำหน้าที่ไม่ตางกันแม้จะต่างยุคสมัยกัน
ยังคงทำหน้าที่แบ่งฟักฝ่ายอย่างแข็งขัน
แต่เป็นที่น่าเสียใจคือASTVในยุคนี้เต็มไปด้วย
อดีตนักศึกษาที่เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายในปี2519มาแล้วทั้งสิ้น
.......................................................................................
ความจอมปลอมและความฉ้อฉลของปัญญาชนพวกนี้เอง
ที่เป็นสะพานทอดให้ทหารเดินเข้ามารัฐประหารฆ่าประชาธิปไตยอย่าง่ายดาย
.......................................................................................
ผมนึกถึงวันที่ผมต้องเผาหนังสือต่างๆ
ที่เป็นภัยของความั่นคงตามคำสั่งทหารกับพ่อเมื่อหลายสิบปีก่อน
ผมเดินไปหยิบหนังสือของหลายคนที่ผมคิดว่า
ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นแรงบันดาลใจและฮีโร่ในวัยเด็กของผม
ในการต่อสู้กับเผด็จการมาเผาทิ้งอย่างไม่ใยดี
ผมว่าผมหมดศรัทธากับมันแล้วและครั้งน้ี้ไม่มีใครบังคับผม
.......................................................................................
เวลาอาจเปลี่ยนเราหลายเรื่องก็จริง
แต่จริงหรือที่คนเราสามรถทรยศต่อจิตวิญญานของตัวเอง
และวิญญานของผู้ที่ตายจากไมากมายในเหตุการณ์6ตุลาและพฤษภาทมิฬได้หรือ
.......................................................................................
ไม่ว่าจะกี่ปีความคิดที่จะไม่ชอบการปฏิวัติ
และรัฐประหารไม่เปลี่ยนจากใจผมเลยแม้แต่น้อย
.......................................................................................
ในที่สุดผู้คนหลายคนก็ผลักให้ผมมาอยู่ใน
ฝั่งที่รักทักษิณและเกลียดพ่อและไม่รักชาติ
จากการคิดเห็นต่างของผม
.......................................................................................
ผมสงสัยว่า
โลกนี้มันมีทั้งเรื่องรักและไม่รักเสมอ
และขัดแย้งกันเสมอ
ทำไมต้องให้ผมเลือกข้าง
ให้ผมอยู่กับความขัดแย้งด้วยเหตุด้วยผล
แบบอารยะชนไม่ได้หรือ.
.......................................................................................
5 ปีมานี้ไม่วันไหนที่ผมไม่เสียใจที่อยู่ในประเทศนี้.
7...........................
หลังประกาศว่ามีการปฎิวัติ19กันยายน2549
การสื่อสารประเทศนี้ก็ดับไปพร้อมกับชีพจรของประเทศ
.................................................................................
ผมอยากจะคุยกับใครสักคนเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ด้วยความคิดโง่ที่ว่า ยุคนี้ไม่มีใครปิดกั้นการสื่อสารได้อีกต่อไป
ซึ่งมันก็ดูเหมือนจะจริง เพราะเวบที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์
ประเภท กิน แดก เที่ยว ก็ยังรับใช้ชีวิตผู้คนตามปกติ
.................................................................................
แต่เว็บบอร์ดที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองนี่สิ หายวับไปกับการปฎิวัติ
เว็บบอร์ดทางการเมืองเกือบทุกเวบต่างปิดตัวเอง
ที่น่าเสียใจที่สุดคือ พันทิพห้องราชดำเนิน
ผมคิดมาตลอดว่า ที่นี่น่าจะเป็นที่ๆชุมนุมของคนหัวใจประชาธิปไตยในประเทศนี้
และเป็นพลังเล็กๆที่จะต่อต้านการรัฐประหาร
และเจ้าของน่าจะเป็นคนที่มีหัวใจประชาธิปไตยและมีความกล้าหาญ
แต่เอาเข้าจริง เจ้าของนี่ขี้ขลาดกว่าใครเพื่อนเลย
เขาเลือกที่จะปิดและเซ็นเซอร์ตัวเอง
.................................................................................
ในขณะที่กำลังสับสนและต้องการข่าวสารอย่างมาก
แต่ดูเหมือนจะมีโชคนิดหน่อยก่อนที่เขาจะเซ็นเซอร์ตัวเอง
มีPostเล็กๆบอกว่าให้ไปแสดงความคิดเห็นที่เว็บประชาไทกัน
นับจากนั้นผมก็ไม่เคยไปเหยียบพันทิพอีกเลย
.................................................................................
แนวรบของคนที่รักประชาธิปไตยเกิดขึ้นที่จุดนี้
ทำให้ผมได้รู้ว่ายังมีนักวิชาการที่กล้าหาญและซื่อสัตย์ต่อตัวเองอีกหลายตน
เช่นอ.สมศักด์ เจียมฯ อ.วรเจตน์ อ.พิชิต และ อีกหลายท่าน
อีกทั้งทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนพี่น้องอีกหลายคนที่เกลียดการรัฐประหารก็จากที่นี่
.................................................................................
นับตั้งแต่ทักษิณขึ้นครองอำนาจ
มันทำให้ผมเห็นเนื้อแทัที่มันจอมปลอมภายใต้หน้ากากของ
วีรบุรุษวีรสตรีเดือนตุลาหลายคนที่ ขี้ขลาดและสอพลอ
จนการปฎิวัติเกิดขึ้น วีรบุรุษเหล่าก็ตายไปจากใจผมตลอดกาล
.................................................................................
ห้าปีมานี้ มีหลายคนที่เป็นฮีโร่และกล้าหาญ
ที่ยืนหยัดอยู่บนความยุติธรรมหลายคน
แต่คนหนึ่งที่ผมอยากยกย่องเธอจากใจของผมก็คือ
คือผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ยืนหยัดที่จะเปิดพื้นที่ทางความคิดนี้
ให้พวกเราได้มีที่การแสดงออกความคิดเห็น
ในยามที่บ้านเมืองถูกกฏหมายเผด็จการควบคุมอยู่
การกระทำอันกล้าหาญของเธอทำให้เธอถูกจับ
จากความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
...............................................................................
เธอคือคุณจีรนุช เปรมชัยพร แห่งประชาไท
...............................................................................
ผมไม่เคยรู้จักเธอมาก่อนแต่ก็รับรู้ได้ว่าเธอต่อสู้เพื่อพวกเราไม่น้อย
สิ่งที่เธอทำได้ขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชนให้เติบโตอย่างไม่เคยมีมาก่อน
นี่นับว่าเป็นคุณูปการณ์ต่อประชาธิปไตยในอนาคต
ผมคิดว่าเธอคือฮีโร่อีกคนหนึ่งในใจผมเสมอ
...............................................................................
ขอบคุณนะครับที่ช่วยเปิดแสงสว่างทางความคิด
ในวันที่มืดที่สุดของระบอบประชาธิปไตย.
8...................
" บก.ลายจุด"
" คนอะไรวะชื่อประหลาดดี "
" แล้วทำห่าอะไรมั่ง "
ผมได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรกในเวบบอร์ดพันทิพห้องราชดำเนิน
ก่อนปฎิวัติสักเล็กน้อย รู้เพียงแต่ว่าเขาเป็นNGOทำงานเกี่ยวกับเด็ก
แต่ก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้สนใจความคิดบนคอมเม้นต์ของเขามากนัก
เพราะเข้าพันทิพมั่งไม่ได้เข้ามั่ง เลยไม่ได้ตามความคิด
..............................................................................
จนวันเสาร์แรกหลังจากการปฎิวัตื19 กันยายน 2549
ผมได้เจอเขาเป็นครั้งแรกเขายืนบนเวทีเตี้ยๆและกำลังปราศัยต่อต้านเผด็จการอยู่
ซึ่งต่อมากลายเป็นกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง
และสีแดงก็กลายเป็นสีสัญญาสักษณ์ในการต่อสู้
เขาเป็นคนแปลกจากนักปราศัยคนอื่นกล่าวคือ
เขาหน้าตาแบบดูดีมีอันจะกิน เป็นคนจีน
แต่สุภาพฉลาดมีอารมณ์ขันและวิธีพูดก็มีความเป็นวิชาการ
ต่างจากผู้ปราศัยท่านอื่นที่เต็มไปด้วยความรู้สึก
และต้องส่งเสียงปลุกเร้าผู้ฟังตลอด
.............................................................................
ในใจก็คิดสู้อย่างนี้กับทหารแล้วมันจะรอดเหลือวะอีกกี่ชาติถึงจะสำเร็จ
และก็ออกจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดของบก.ลายจุดเท่าไรนัก
คือมันใช้เวลานานกว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง
............................................................................
ความคิดที่ว่าของแกก็คือเขาอยากจะปลูกความคิดและสร้างโรงเรียน
ที่สอนประชาธิปไตยให้กับคนรากหญ้า เพื่อเป็นพล้งในการต่อต้านเผด็จการ
ความคิดนี้ดูท่าทางต้องใช้เวลายาวนานในการจะได้ประชาธิปไตยคืน
..............................................................................
แต่ผมว่าด้วยความหลักแหลมของบก.ลายจุดนี่แหละ
4-5ปีที่ผ่านมาในช่วงที่อำมาตย์หลงระเริงในอำนาจ
การก่อต้วของโรงเรียนประชาธิปไตยในความคิดของบก.ลายจุด
หรือที่รู้จักในนามโรงเรียนประชาธิปไตยแกนนอน
ทำให้พลังในการต่อสู้ของประชาชนเติบโตอย่างรวดเร็ว
นี่ก็เป็นคุณูปการณ์และเป็นรากฐานต่อประชาธิปไตยในอนาคตไม่น้อยเลย
..............................................................................
ตั้งแต่วันที่มีคนไม่ถีง500คน
ที่ยืนฟังการปราศรัยที่ท้องสนามหลวงจนถึงวันนี้
ผมเชื่อโรงเรียนประชาธิปไตยที่บกลายจุดทำ
น่าจะเป็นโรงเรียนที่ดีกว่ามหาวิทยาลัยจุฬาหรือธรรมศาสตร์
ที่เราเคยคาดหวังว่าจะเป็นธงนำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและผู้คนที่ยากไร้กว่า
เพราะมันได้ปลูกความรู้บนคนจริงๆและได้ออกดอกผลมาเป็น
คนที่รักประชาธิปไตยเกลียดเผด็จการรัฐประหารอย่างมากมาย
ทั้งเขาเหล่านั้นก็คือคนโง่ในสายตาของคนเมือง
..............................................................................
อยากจะบอกว่าดีใจที่ผมมีส่วนช่วยงานแม้จะเล็กน้อยก็ตามและร่วมต่อสู้มาด้วยกัน
ขอบคุณนะอาจารย์สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ของน้องๆ
9.........................(สุดท้าย.)

" พี่ๆอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร "
" พี่ๆแล้วทหารจะปฏิวัติอีกมั้ย? "
" พี่ๆแล้วจะแบกประเทศกันอยู่มั้ย? "

ตอนเด็กๆผมโตมากับเพลงBlowin' in the wind.แต่งและร้องโดยBob Dylan
ในยุคสมัยที่มีการปราบปรามนักศึกษาเมื่อ 6 ตุลาคม 2519
และสงครามเวียดนามเหนือ-ใต้ที่รบกันกำลังวิกฤต
โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นคู่สงคราม

........................................................................................

The answer, my friend, is blowin' in the wind,
The answer is blowin' in the wind.

........................................................................................

ผมอยากจะบอกว่าคำตอบมันอยู่ในสา
ยลมเพื่อนเอ๋ย
ไม่มีใครรู้ว่ามีคำตอบในอนาคตจะเป็นอย่างไร
จะเป็นแบบเวียดนามเหนือ-ใต้ หรือเปล่าไม่มีใครรู้


........................................................................................

วันนี้เป็นวันที่19 กันยายน 2554
ครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร
ฟ้าที่เราเฝ้ามองว่าวันหนึ่งมันจะสดใส
ก็ยังคงมีเงาทมึนของการแก่งแย่งอำนาจมาบดบังอยู่

..............................
..........................................................

5 ปีมานี้ ตั้งแต่การรัฐประหารเกิดขึ้น
ผมคิดว่าประเทศของเราแตกไปเรียบร้อยแล้ว
ประเทศนี้ถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายจากความเกลียดชัง
และคำดูหมิ่นเหยียดหยามต่างๆนาๆ
ด้วยน้ำมือของคนไทยเอง
การไม่ยอมรับความคิดที่ต่าง
การไม่ยอมรับในเสียงส่วนใหญ่
การคิดว่าตัวเองฉลาดและรู้เท่าทันกว่า
สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยถูกแบ่งออก
เป็นประเทศที่รักทักษิณและประเทศที่ไม่รักทักษิณ
เป็นประเทศที่พวกรักชาติอยู่กับและประเทศที่ไม่พวกรักชาติอยู่

........................................................................................

เราเอาทุกอย่างเข้าแลกจริงๆ
เราสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากมายไม่ว่าจะสีอะไรก็ตาม
........................................................................................

ผมสูญเสียเพื่อนพี่น้องและคนที่
รู้จักไปมากมายหลายคน
บ้่างก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรง
บ้างก็จากแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน
บ้างก็จากกันเพราะทัศนคติทางการเมืองไม่ตรงกัน
ทั้งจากเหลืองหรือพวกหลากสี
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังรักและเป็นห่วงเสมอๆ

........................................................................................

แต่ในขณะเดียวกัน
ผมก็ได้พบเพื่อนพี่น้องใหม่อีกหลายคน
บ้างเป็น ดารา กวี นักเขียน เป็นศิลปิน
บ้างเป็นสื่อมวลชน เป็นครู เป็นอาจารย์
บ้างเป็น NGO เป็นผู้กำกับ นักทำหนัง
บ้างเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพแห่งการเป็นมนุษย์
บ้างเป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้า บ้างเป็นหมอ...ฯลฯ
รวมไปถึงชาวบ้านและผู้นำความคิดอีกหลายท่าน
ที่มีห้วใจที่รักในประชาธิปไตยเหมือนกัน

........................................................................................

สุดท้ายอยากบอกพ่อกับแม่ว่า
สิ่งที่แม่กับพ่อปลูกฝังผมมาหลายปี
ว่าต้องเป็นคนมีใจเป็นธรรม
และช่วยเหลือคนยากไร้กว่า
ผมขอบคุณนะครับ
เพราะมันทำให้ผมเป็นมนุษย์ที่มีเกียรติ

........................................................................................

สุดท้ายสุดๆขอบคุณทุกคนที่อ่านมั
นและหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย


ปล. อาชีพดั้งเดิมผมเป็นคนที่เขียนรูปและคิดงานครีเอทีฟ
ไม่ค่อยชำนาญในการเขียนหนังสือยาวๆนัก แต่ดัดจริตอยากเขียน
การเขียนครั้งนี้เขียนจากใจอยากจะบันทึกให้คนรุ่นใหม่ได้รู้
และอุทิศให้กับผู้ที่เสียชีวิตต่อการเรียกร้องประชาธิปไตยทุกคนในทุกยุคสมัย
บทความทั้ง 9 ตอน.ใช้เวลาเขียน 2 วัน คือวันที่18-19 กันยายน 2554
ดังนั้นคำต่างๆจะผิดและตกหล่นจำนวนมาก ขออภัยและขอบคุณมา ณ ที่นี้
........................................................................................

ที่มา:Prakit Kobkijwattana

เครือข่ายประชาธิปไตย จัดรำลึก 5 ปีรัฐประหาร บรรยากาศคึกคัก

ที่มา ประชาไท

วันที่ 19 ก.ย.54 เวลา 17.30 น. มีการจัดกิจกรรมรำลึก 5 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย.ขึ้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีคนเสื้อแดง ศิลปิน นักวิชาการ และนักกิจกรรมทางการเมืองเดินทางมาร่วมราว 100 คน

กิจกรรมดังกล่าวจัดโดยเครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.) โดยใช้ชื่อว่า “19 กันยา ประชาร่วมใจต้านภัยรัฐประหาร” บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีการงานการแสดงดนตรี สลับกับการขึ้นปราศรัยของแกนนำที่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหา




นายสมบัติ บุญงามอนงค์ อดีตแกนนำกลุ่ม 19 กันยา ต้านรัฐประหาร กล่าวว่า วันนี้ควรเป็นวันที่รำลึกถึงนายนวมทอง ไพรวัลย์ ปัญญาชนสามัญชนที่ต่อต้านรัฐประหาร ด้วยการขับรถแท็กซี่พ่นข้อความต่อต้านรัฐประหาร พุ่งเข้าชนรถถังจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และสละชีพด้วยการผูกคอตายเพื่อลบคำสบประมาทของรองโฆษก คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่กล่าวว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากพอจะสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย

“เขาตัดสินใจที่จะส่งสัญญาณ ส่งข้อความนี้เพื่อไปถึงคณะรัฐประหารและประชาชนทั้งประเทศ เขาใช้สิ่งทีเขามี คือชีวิตของเขาเอง เพื่อที่จะยืนยันว่า ข้อความนี้เป็นข้อความที่มาจากหัวใจและแลกด้วยชีวิต คิดว่าจะทำยังไงให้คนในชาติ คนในสังคมนี้ เข้าใจสิ่งที่ตนเองคิด” นายสมบัติกล่าว

นอกจากนี้ นายสมบัติยังเสนอให้มีการสร้างอนุสาวรีย์ให้กับนายนวมทอง และกล่าวติดตลกว่าหากนำอนุสาวรีย์นายนวมทอง มาตั้งแทนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อาจทำให้การรัฐประหารหมดสิ้นไปจากประเทศไทยก็เป็นได้

ต่อมา นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ รักษาการประธานเครือข่ายประชาธิปไตย ขึ้นปราศรัยโดยกล่าวถึงชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยว่า แม้จะเป็นชัยชนะของคนเสื้อแดง แต่ก็เป็นเพียงการชนะศึก ยังไม่ใช่การชนะสงคราม ประชาชนจึงยังต้องสู้ต่อไป และกล่าวว่า ได้กำหนดเป้าหมายของประเทศไทยจะต้องเป็นประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนอย่าง แท้จริงใน พ.ศ.2560

นายเยี่ยมยอดเผยด้วยว่า จะมีการจัดตั้งสภาประชาชนในวันที่ 28 ก.ย. นี้เพื่อเป็นสภาคู่ขนานไปกับรัฐสภาเพื่อผลักดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยจะเริ่มเปิดให้ประชาชนร่วมลงชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเงื่อนไขรัฐ ธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

“เราจะทำให้ 24 มิ.ย. 2560 เป็นวันประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง” นายเยี่ยมยอดกล่าว

จำเลยเสื้้อแดงร้องประชา พรหมนอก แก้ปัญหารัฐกลั่นแกล้งดำเนินคดีเรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทุกคดีการเมือง

ที่มา ประชาไท

จำเลยและญาติ คดีเสื้อแดงมุกดาหารและเชียงใหม่บุกพบประชา พรหมนอก ร้องไม่ได้สิทธิประกันตัว อัยการยื่นอุทธรรณ์ซ้ำ กระบวนการยุติธรรมมีปัญหา /อัยการสูงสุดชี้รอฟังข้อเสนอ คอป. เครือข่ายประชาธิปไตยยื่นหนังสือยกเลิก 112 ให้ประกันตัวนักโทษการเมืองทุกคน

19 กันยายน 2554 เวลา 11.30 น. จำเลยคดีเผาศาลากลางมุกดาหาร 25 คน ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับอัยการสูงสุดเพื่อให้ดำเนินการถอนฟ้อง จำเลยทั้ง 29 คน ที่พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหารเป็นโจทก์ฟ้องในข้อหา วางเพลิง ทำให้เสียทรัพย์ และบุกรุกสถานที่ราชการ และศาลนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 27 ตุลาคมที่จะถึงนี้ นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ เลขานุการอัยการสูงสุดเป็นผู้ออกมารับหนังสือพร้อมทั้งรับปากว่าจะนำไปหาทาง ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ากระบวนการดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาเท่าใด เพราะคดีอยู่ ที่จังหวัด อย่างไรก็ตาม นายธรัมพ์เปิดเผยว่า นี่เป็นคดีคนเสื้อแดงกรณีแรกที่มายื่นขอความเป็นธรรมกับอัยการสูงสุด ซึ่งทางสำนักงานอัยการสูงสุดก็จะพิจารณาดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ที่สุด รวมทั้ง หาก คอป.มีแนวทางหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้เกิดความปรองดองอย่างไร สำนักงานอัยการสูงสุดก็พร้อมดำเนินการ
15.00 น. จำเลยจากมุกดาหารทั้ง 25 คน พร้อมทั้งกลุ่มญาติผู้ต้องขังจาก จ,เชียงใหม่ เข้าพบ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมในคดีเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร และคดีที่เกิดการปะทะกันของคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงที่ จ.เชียงใหม่ในปี 2551 จนเป็นเหตุให้มีคนตาย 1 คน ซึ่งจำเลยไม่เคยได้รับสิทธิประกันตัว รวมทั้ง คดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมในปี 2553 ซึ่งศาลชั้นต้นตัดสินรอลงอาญาแล้ว แต่อัยการยังยื่นอุทธรณ์ ทำให้จำเลยได้รับความลำบาก ทั้งนี้ พล.ต.อ.ประชา ได้รับเรื่องไว้ และมอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิ และนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนเสื้อแดงรับไปพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป
พร้อมกันนี้ มีตัวแทนจากสหภาพประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของคนไทยที่รักประชาธิปไตยในยุโรป 9 ประเทศ เพื่อรณรงค์ให้ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ,รณรงค์ให้มีการปล่อยตัวนักโทษคดีหมิ่นและนักโทษการเมืองทุกคนในประเทศไทย และให้นำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชนในปี 2553 เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เข้าพบ รมว.ยุติธรรมเพื่อยื่นเอกสารของสหภาพให้กับรัฐบาลเนื่องในวันครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร

การเยียวยาที่เริ่มต้นขึ้นแล้วกับกะเหรี่ยงบางกลอย (แก่งกระจาน)

ที่มา ประชาไท

ภายในศาลาวัดท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพนายทัศน์กมล พบ ปู่คออิ๊ (หรือโคอิ) จากการพูดคุยกับปู่โคอิ ได้กล่าวว่าหลังจากที่ตนได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของ อ.ป๊อด ซึ่งตนจะเรียกอ.ป๊อดว่าเป็นลูกชายคนโต ของตนมาตลอด จึงรู้สึกตกใจ และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก ตนรู้สึกว่า อ.ป๊อดเป็นลูกชายที่น่ารักของตนคนหนึ่ง ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ตนได้สนิทสนมคุ้นเคยกับ อ.ป๊อด มานั้น อ.ป๊อดได้ช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยงมาอย่างมากมาย และสิ่งที่สำคัญ อ.ป๊อดจะบอกกับชาวกะเหรี่ยงทุกคนเสมอว่าให้รักพ่อหลวง แม่หลวง ให้มากๆ และตั้งใจทำสิ่งที่ดีๆ อะไรที่เป็นสิ่งที่ไม่ดี อย่าไปทำ โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด อีกทั้งยังให้ช่วยกันรักษาป่า อย่าไปทำลายป่า

ตนจึงมองว่าการเสียชีวิตขององป๊อดในครั้งนี้นั้นเกิดจากการที่อ.ป๊อดได้ ช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยง หากอ.ป๊อดไม่เข้ามาช่วยเหลือ อ.ป๊อดก็คงไม่ต้องมาเสียชีวิตลงแบบนี้ ซึ่งตนมองว่าเราทุกคนเป็นคนที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะอยู่ในเมือง ในป่า มีพ่อหลวง แม่หลวง อันเป็นที่รัก ต้องรักกัน สามัคคีกัน

ส่วนเมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมาตนก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมากที่ทางแม่หลวง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถฯ ได้ทรงพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งลงมาให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น ตนและพี่น้องชาวกะเหรี่ยงที่ถูกผลักดันลงมานั้นมีความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหา กรุณาธิคุณเป็นอย่ามาก

ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ ได้เดินทางมายังบ้านโป่งลึก บ้านบางกลอย เพื่อนำสิ่งของพระราชทานมามอบให้กับชาวกะเหรี่ยงที่ถูกผลักดันลงมา จำนวน 10 ครอบครัว โดยมอบถุงยังชีพพระราชทาน จำนวน 20 ถุง พระบรมฉายาลักษณ์ จำนวน 10 ภาพ และเงินพระราชทานครอบครัวละ 5,000 บาท ส่วนปู่โคอิ ยังได้รับสังกะสี จำนวน 70 แผ่น เพื่อมาซ่อมแซมหลังคาบ้านที่ปู่ได้อาศัยอยู่ในขณะนี้

ทางทหารกล่าวว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้ทราบถึงปัญหาเกี่ยวกับการที่มีชาวกะเหรี่ยงถูกผลักดันลงมาในเขตพื้นที่ บ้านโป่งลึก บ้านบางกลอย ทางแม่ทัพภาคที่ 1 จึงได้มีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสำรวจ รวบรวมรายชื่อ ผู้ที่ถูกผลักดัน และตรวจสอบถึงความเดือดร้อน ซึ่งในเบื้องต้นทราบว่ามีชาวบ้านที่ถูกผลักดันลงมา และได้มีการมาลงรายชื่อไว้กับทางหมู่บ้านจำนวน 10 ครอบครัว หลังจากนั้นในวันที่14 จึงได้มีการนำสิ่งของพระราชทานจำนวนดังกล่าวเข้ามาบริจาค ให้กับผู้ที่เดือดร้อนทั้งหมด และทางทหารยังรับปากว่าจะดูแลจัดสรรที่ทำกินให้โดยจะประสานกับทางอุทยานฯ และกรรมการหมู่บ้านว่าจะจัดสรรที่ทำกินให้ที่ไหน อย่างไร

โดยเฉพาะปู่คออิ๊ ทางทหารได้สอบถามว่าถ้าหากให้ลงมาอยู่ด้านล่าง ที่บริเวณหมู่บ้าน ปู่จะขออยู่บริเวณใด ซึ่งทางปู่คออิ๊ ได้แจ้งว่าจะขอไปอยู่ที่บริเวณปลายกระทุ้งกลอง ซึ่งจะห่างจากบ้านโป่งลึก ประมาณ 7 กิโลเมตร เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ไม่มีคนอาศัยอยู่มาก อากาศดี อีกทั้ยังเป็นพื้นที่ที่เคยมีการทำกินมาก่อน โดยทางทหารได้รับปากว่าจะไปพูดคุยกับทางอุทยานฯให้

Monday, September 19, 2011

แม้ว"คุยรองนายกฯกัมพูชาระหว่างประชุม ศตวรรษเอเชีย : โอกาสและความท้าทาย

ที่มา มติชน



พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สนทนา กับ พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ระหว่างการประชุมนานาชาติ ศตวรรษเอเชีย : โอกาสและความท้าทาย ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา วันที่ 19 กันยายน

แก้รธน.ลบรัฐประหารโมฆะคำสั่ง-ประกาศ-คำตัดสิน-เอาผิดฐานกบฏ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ออกแถลงการณ์
เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
เพื่อยกเลิก ประกาศ คำสั่ง คปค. กฎหมายที่ออกหลังการรัฐประหาร วันที่ 19 ก.ย. 2549
ตลอดจนกระบวนการสอบสวน และคำตัดสินของศาลที่เป็นผลพวงมาจากการยึดอำนาจ
พร้อมยกเลิกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้ก่อการ ผู้สนับสนุน เพื่อเอาผิดฐานก่อกบฏ
ระบุถึงเวลาที่จะต้องกล้าลบล้างสิ่งเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต
ย้ำไม่ได้ทำเพื่อช่วยใคร
หากจะสอบสวนเอาผิดผู้ถูกกล่าวหาให้ใช้กระบวนการตามกฎหมายปรกติดำเนินการ
เรียกร้องประชาชนร่วมกันแสดงพลังผลักดันให้เป็นรูปธรรมอย่าดีแต่พูดต้านรัฐประหาร

วันที่ 18 ก.ย. 2554 คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ได้จัดเสวนาและออกแถลงการณ์ทางวิชาการ “5 ปีรัฐประหาร 1 ปีนิติราษฎร์”
โดยมีผู้ร่วมเสวนา อาทิ
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายวรเจตน์ได้อ่านแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีนิติราษฎร์ระบุว่า
ประเด็นที่ 1 การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549

รัฐบาลประหารก่อให้เกิดความขัดแย้ง

รัฐประหารวันที่ 19 ก.ย. 2549 เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ ทำลายประชาธิปไตย
และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้มีการลบล้างผลพวงของรัฐประหารดังต่อไปนี้

1.ประกาศให้รัฐประหาร วันที่ 19 ก.ย. 2549 และการกระทำใดๆ
ที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)
ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2549 จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2549 เสียเปล่า
และถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

ยกเลิกรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 49

2.ประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
มาตรา 36 และมาตรา 37 เสียเปล่า และถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

3.ประกาศให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ที่อาศัยอำนาจตามประกาศของ คปค.
และคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร วันที่ 19 ก.ย. 2549
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษา
ที่เกิดจากการเริ่มกระบวนการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำ
ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดย คปค. เสียเปล่า
และถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

ยุติเรื่องที่เริ่มต้นมาจาก คตส.

4.ประกาศให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่
และเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาล ที่เกิดจากการเริ่มเรื่องโดย คตส. เป็นอันยุติลง

5.การประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาตามข้อ 3
และการยุติลงของกระบวนการตามข้อ 4 ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรมหรือการอภัยโทษ
หรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด
และไม่ใช่เป็นการลบล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด
ดังนั้น หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่
ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทางกฎหมายปรกติได้

แก้รัฐธรรมนูญให้ประชาชนลงประชามติ

6.เพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
คณะนิติราษฎร์เสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม
และนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ

ประเด็นที่ 2 การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ตามที่คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
และนำเสนอสู่สาธารณะตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. 2545 แล้วนั้น

ย้ำมาตรา 112 มีปัญหาหลายด้าน

1.คณะนิติราษฎร์ยังยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
มีปัญหาทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้ และอุดมการณ์
จำเป็นต้องแก้ไข
บุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ควรปฏิเสธว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่มีปัญหา
และไม่จำเป็นต้องแก้ไข ทั้งที่ยังไม่มีการศึกษาและอภิปรายในวงกว้างอย่างจริงจัง

2.คณะนิติราษฎร์เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องความสมดุลระหว่าง
ความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับโทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ
จึงไม่เป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุ
ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29

จี้ กก. ปฏิรูปฯเปิดรับฟังความเห็น

3.คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในประเด็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. 2553 มาตรา 19 (3)

ประเด็นที่ 3 กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย
และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร วันที่ 19 ก.ย. 2549

ต้องอำนวยความยุติธรรมกับทุกฝ่าย

สืบเนื่องจากการรัฐประหาร วันที่ 19 ก.ย. 2549
ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเรื่อยมา
มีการชุมนุมของฝ่ายต่างๆ
มีการใช้ความรุนแรง
มีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด
และมีผู้ได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน
ดังนั้น เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย
และเพื่อบรรเทาความเสียหายของประชาชน
คณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้ดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร่งด่วน และเป็นรูปธรรม

สร้างหลักประกันความยุติธรรม

1.คณะนิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีเป้าหมายแอบแฝง
เพื่อยุติกระบวนการพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งต่างๆที่เกิดขึ้น
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด
โดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง หรือมีประเด็นทางการเมืองเป็นองค์ประกอบอย่างมีนัยสำคัญ
ต้องได้รับการประกันตามกระบวนการที่ถูกต้องและเป็นธรรม (Due Process)
ในลักษณะที่ไม่แตกต่างจากผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในกรณีทั่วไป
สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวต้องถูกพิจารณาโดยเคร่งครัดและอย่างเป็นภาวะวิสัย
ในขณะที่การเรียกประกันหรือหลักประกันก็ต้องไม่เกินความจำเป็นแก่กรณี
ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 110 วรรคท้าย แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ซึ่งสอดคล้องกับหลักให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า
ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence)
และก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้น
เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ ตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 39

จี้ ครม. ออกมติช่วยเหลือผู้เสียหาย

2.โดยอาศัยหลักความรับผิดของรัฐ คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะรัฐมนตรี
พิจารณาออกมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความช่วยเหลือหรือจ่ายค่าทดแทน
แก่ผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น
ภายหลังรัฐประหาร วันที่ 19 ก.ย. 2549 อย่างไม่เลือกปฏิบัติ
โดยอาจแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราค่าทดแทน สามารถอาศัยแนวทางตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น
พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544
หรือพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติ
หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. 2543 เป็นต้น
และการได้รับค่าทดแทนดังกล่าวไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ผู้เสียหายพึงได้ตามกฎหมายอื่น

กสม. ต้องติดตามการละเมิดสิทธิ

3.คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
ติดตามตรวจสอบการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิด
สิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยองค์กรต่างๆ
ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
เพื่อเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามพระราชบัญญัติ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 28

ประเด็นที่ 4 การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
เป็นผลพวงต่อเนื่องจากรัฐประหาร วันที่ 19 ก.ย. 2549
จึงมีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
แม้ว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านการออกเสียงประชามติก็ตาม
แต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ
และกระบวนการจัดให้มีการออกเสียงประชามติไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย

1.คณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะรัฐมนตรีเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม
“หมวด 16 การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่”

ใช้รัฐธรรมนูญ 4 ฉบับเป็นต้นร่าง

2.คณะนิติราษฎร์เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่จะนำมาใช้เป็นต้นแบบ
ในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
สมควรเป็นพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489
และอาจนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
ในส่วนของการประกันสิทธิและเสรีภาพ
ตลอดจนโครงสร้างสถาบันการเมืองและองค์กรทางรัฐธรรมนูญ
เท่าที่สอดคล้องกับพัฒนาการในยุคร่วมสมัยมาเป็นแนวทางในการยกร่าง

สร้างจิตวิญาณประชาธิปไตย

3.เพื่อมิให้การรัฐประหารทำลายหลักการอันเป็นรากฐานของนิติรัฐประชาธิปไตยจนหมดสิ้น
คณะนิติราษฎร์เสนอให้มีการจัดทำ
“คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย”
แม้คำประกาศดังกล่าวจะไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย
แต่คำประกาศดังกล่าวเป็นวิญญาณของระบอบเสรีประชาธิปไตย
ที่ไม่มีบุคคลใดหรือไม่มีวิธีใดทำลายหรือทำให้สูญสิ้นไปได้

ทุกคนมีอิสระและเสมอภาค

4.คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตยยืนยันว่า
มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย
ไม่มีผู้ใดและไม่มีวิธีใดที่จะพรากไปจากราษฎรได้
การปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรมเป็นคุณค่าพื้นฐานของรัฐ
และการแบ่งแยกอำนาจเป็นอุดมการณ์ในการจัดรูปการปกครองที่ต้องธำรงไว้ให้มั่นคงตลอดกาล

ลงประชามติรัฐธรรมนูญใหม่

5.หลังจากสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว
ให้นำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบ

นายปิยบุตรกล่าวว่า ประเด็นแรกเรื่องผลพวงรัฐบาลวันที่ 19 ก.ย. 2549
ข้อเสนอนี้ตั้งบนพื้นฐานการไม่ยอมรับรัฐประหาร
หรือบางคนอาจต่อต้าน เวลาการรัฐประหาร 5 ปีที่ผ่านมาเป็นโอกาสอันดีของคน
ที่เคยพูดว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารในการแสดงออกมาเป็นรูปธรรม
ขอเชิญชวนให้คนที่ไม่เห็นด้วยแต่ไม่เคยแสดงออก
ช่วยพิจารณาข้อเสนอของพวกเราเรื่องการล้มล้างรัฐประหาร
ถ้าสักแต่พูดใครก็พูดได้ วิธีการนี้คือวิธีการบอกอย่างชัดเจนว่าไม่เอารัฐประหาร

เสนอเพื่อไม่ให้มีรัฐประหารอีก

ข้อเสนอนี้มีประโยชน์คือ เป็นการประกาศเป็นสัญลักษณ์ว่าต่อไปนี้ในแผ่นดินนี้
มีโอกาสที่รัฐประหารจะถูกประกาศว่าเป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย
มีโอกาสที่ผลผลิตจากรัฐประหารอาจต้องถูกล้มล้าง
และเป็นการป้องกันการทำรัฐประหารที่อาจจะมีขึ้นในอนาคต
เพราะคนที่ทำรัฐประหาร คนรับใช้รัฐประหาร
ต้องพึงสังวรว่าวันข้างหน้าถ้าระบบเข้าสู่ปรกติ
อาจจะถูกระบบการล้มล้างรัฐประหารโต้กลับเกิดขึ้นได้

ศาลต้องกล้าไม่ใช้คำสั่งรัฐประหาร

นายปิยบุตรกล่าวว่า เวลาพูดถึงเรื่องรัฐประหารมักมีคนพูดว่ามีวิธีการป้องกัน แบ่งเป็นสองช่วงคือ
หลังรัฐประหารหมาดๆ คนจะต่อต้านน้อย แต่ยังมีวิธี เช่น
องค์กรผู้ใช้กฎหมาย โดยเฉพาะศาลอาจจะมาช่วยในการตัดสินคดี
ในทิศทางไม่ยอมรับกับสิ่งที่คณะรัฐประหารทำขึ้นมา
แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าหลังรัฐประหารหมาดๆมีแต่อำนาจดิบเถื่อนใครจะไปกล้าขวางทางปืน
และอีกช่วงคือ หลังจากรัฐประหารเสร็จแล้วเริ่มเข้าสู่รูปแบบปรกติ
มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง พอเข้าสู่ช่วงนี้ก็มีวิธีการ เช่น องค์กรนิติกรผู้ใช้กฎหมาย
โดยเฉพาะศาลต้องกล้าพอที่จะหาหนทางไม่ใช้ข้อกำหนดที่เกิดจากการรัฐประหาร
หรือใช้แต่ตีความให้เป็นคุณกับประชาธิปไตย

ย้อนดูคำตัดสินอ้างประกาศรัฐประหาร

“ปัญหาของเราคือพยายามที่จะไม่ใช้ผลผลิตของการรัฐประหาร
หากย้อนไปดูในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าศาลยึดถือคำสั่ง คปค.
ในการตัดสินคดีหลายคดี โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถึงขั้นประกาศว่า
คำสั่ง ประกาศของ คปค. เป็นอำนาจรัฐถาธิปัตย์
บ้างก็อธิบายว่าสถานการณ์ขณะนั้นจำเป็นต้องมีองค์กรอย่าง คตส.
ขึ้นมาตรวจสอบทรัพย์สิน คุณค่าของคำพิพากษาหรือกฎหมายจึงมีแค่ข้อเดียวคือ
เอามาใช้สอนนักศึกษาว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องลบล้างเรื่องเหล่านี้”

ล้างคำสั่งไม่พอต้องเอาผิดฐานก่อกบฏ

นายธีระกล่าวว่า เมื่อมีการทำให้การนิรโทษกรรมเป็นโมฆะ หมายถึง
การนำรัฐประหารมาลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง
ข้อเสนอคือจะประกาศความเป็นโมฆะของรัฐธรรมนูญ
เมื่อประกาศการนิรโทษกรรมถือเสมือนหนึ่งไม่เคยเกิดขึ้น
คณะรัฐประหารก็ยังเป็นกบฏ จึงไม่เฉพาะตัวการคณะรัฐประหารเท่านั้น
ผู้ใช้และผู้สนับสนุนทั้งหลายต้องลากเอามาลงโทษด้วย
จึงเห็นว่าแค่ลบล้างคำสั่งของคณะรัฐประหารไม่เพียงพอ
เพราะไม่เช่นนั้นเขาก็จะทำรัฐประหารใหม่
สิ่งที่จะเสนอควบคู่คือการประกาศการเป็นโมฆะของรัฐธรรมนูญ
ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้
จะประกาศความเป็นโมฆะของนิรโทษกรรมให้ผู้ทำรัฐประหารปี 2549
และขอให้ลงประชามติให้ถล่มทลายเพื่อจะได้ลากพวกเขาออกมา



http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=12144

"ยงยุทธ"ทวงปืนลูกซองอพป. ช่วงปราบม็อบแดง

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 19 ก.ย. ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีหมู่บ้านอาสาพัฒนาป้องกันตนเอง (อพป.) ขอปืนลูกซองที่เคยถูกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เรียกเก็บจากทั่วประเทศกว่า 3,000 กระบอก ในช่วงที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดงคืน ว่า ขอใช้โอกาสนี้ฝากผ่านสื่อไปยังผู้ที่ครอบครองปืนลูกซองของ อพป.อยู่ในขณะนี้ ว่าให้ส่งคืนกระทรวงมหาดไทยด้วย เพราะขณะนี้ไม่ทราบว่าปืนดังกล่าวไปอยู่ที่หน่วยงานใดบ้าง เพราะการนำมาใช้ครั้งนั้นอาจจะมีการแจกจ่ายไปยังหน่วยงานต่างๆ ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใดบ้างจึงอยากให้เอามาคืนเสีย ชาวบ้านจะได้นำไปใช้ป้องกันตัวเอง เพราะเป็นปืนของเขา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปืนลูกซองดังกล่าวที่มีการเรียกเก็บเป็นอาวุธปืนของหมู่บ้านอาสาพัฒนา ป้องกันตนเอง (อพป.) ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีการตั้งมวลชนเพื่อปราบคอมมิวนิสต์ โดย อพป.จะมีอาวุธปืนลูกซองไว้ป้องกันตนเอง ภายใต้การดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งคำสั่งในการเรียกเก็บปืนในครั้งนั้น เป็นคำสั่งของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ขณะนั้น ผ่านไปยังนายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ในฐานะศูนย์อำนวยการร่วม ศอฉ.โดยสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้เรียกเก็บปืนคืน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปืนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

"ที่เร่งด่วนกว่า" ของเพื่อไทย

ที่มา มติชน



โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

(ที่มา คอลัมน์ที่เห็นและเป็นไป หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 18 กันยายน 2554)


ต้องยอมรับว่าการจัดการนโยบายที่หาเสียงเลือกตั้งไว้ให้สัมฤทธิผลเป็นความจริงขึ้นมา รัฐบาลภายที่ "พรรคเพื่อไทย" เป็นแกนนำ มี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี มี กิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ อยู่ในสภาพอีโหลกโขลกเขลก เดินหน้าได้ลำบากยากเย็น

ค่า แรงขั้นต่ำ 300 บาท กลายเป็นวาระสำคัญที่สมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ออกอาการชัดว่าปวดหัวกับการดูแลปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อสมาชิก โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี หรือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อย ร้องกันเสียงหลงเกรงว่าจะไม่รอด จน เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ชักจะเริ่มลังเล บอกว่าจะสำเร็จชัดเจนได้ต้องใช้เวลา 4 ปี ซึ่งครบเทอมรัฐบาลพอดี

เช่น เดียวกับการรับจำนำข้าว เกิดการออกมาต่อต้านกันเป็นขบวนการ เพราะไปทุบหม้อข้าวกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจนี้เข้าอย่างจัง เครือข่ายที่เคยดูแลกันอยู่จึงออกมาช่วยร่วมด้วยช่วยกันถล่มไม่ยั้ง จนเสียงจากกระทรวงพาณิชย์บางสายเริ่มออกอาการแปร่งๆ

ยังอีกหลายนโยบายดูแล้วยากจะเดินไปข้างหน้า

เหมือนกับรัฐบาลจะย่ำแย่ จะไปไม่รอดเสียแล้วตั้งแต่เริ่ม

เพียงแต่นั่นเป็นมุมมองของฝ่ายตรงกันข้าม หรืออย่างมากที่สุดคือ ฝ่ายที่เป็นกลางๆ

ใน บ้านเมืองที่ความแตกแยกยังเป็นตัวนำความคิด พวกใครก็พวกมัน ถ้าไปคุยกับฝ่ายพรรคเพื่อไทยที่ลึกถึงกลุ่มที่กำหนดยุทธศาสตร์การเมืองสัก หน่อย

จะพบว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้คิดเหมือนกับที่หลายๆ คนคิด

ความ จริงที่คนพรรคเพื่อไทยประจักษ์อยู่ในใจคือ ชัยชนะของพรรคที่ทำให้กลับมามีอำนาจจัดตั้งรัฐบาลได้ในขณะนี้ แทบไม่เกี่ยวกับกระแสที่พยายามโจมตี

ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยโดนกระแสกระหน่ำหนักกว่านี้ หนำซ้ำถูกกลไกอำนาจรัฐเล่นงานทุกวิถีทางเพื่อให้พ่ายแพ้การเลือกตั้งให้ได้

โดนหนักหนาสาหัสขนาดนั้น พรรคเพื่อไทยยังเอาชนะกลับมาเป็นรัฐบาลได้

ถึง วันนี้ เมื่อการโจมตียังเหมือนเดิม คนเกลียดก็รุมถล่ม คนที่หวั่นวิตกว่าผลประโยชน์ของตนจะถูกกระทบก็ช่วยซ้ำ ฝ่ายค้านเล่นบทปกติคือมุ่งทำลาย

เมื่อก่อนหนักกว่านี้หลายเท่า เพราะถึงตอนนี้กลไกอำนาจรัฐบางส่วนพรรคเพื่อไทยจัดการให้มาอยู่ในคอนโทรลได้ระดับหนึ่งแล้ว

เสียงความไม่พอใจในผลงานรัฐบาลที่กระหึ่มอยู่ เป็นจากพวกที่ไม่เคยคิดจะเลือกพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว

ดัง นั้น ในมุมมองของพรรคเพื่อไทยต่อกระแสเหล่านี้ แม้จะเป็นเสียงที่ละเลยไม่ได้เพราะอย่างไรเสียก็เป็นคนไทยที่เห็นว่าตัวเอง เดือดร้อน และรัฐบาลมีหน้าที่แก้ไข แต่นั่นแม้จะเป็นงานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน

เป็นงานยังรอได้ รอให้ความพร้อมมากกว่านี้ค่อยจัดการก็ได้

พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นเสียด้วยซ้ำว่ากระแสเสียงเหล่านี้ไม่กระทบกับรัฐบาล หากรัฐบาลจัดการเรื่องที่สำคัญและเร่งด่วนกว่าได้สำเร็จ

นั่นคือ เรื่องที่จะเยียวยาคนเสื้อแดง

ต้อง ยอมรับว่า พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งเข้ามาเพราะกลุ่มม็อบเสื้อแดงมีความหวังว่าความ เดือดร้อน ความเจ็บช้ำน้ำใจของพวกเขาจะได้รับการเยียวยา

การกระชับ พื้นที่ที่ทำให้ประชาชนบาดเจ็บ ล้มตายจำนวนหนึ่ง และต้องติดคุก ถูกจองจำอีกจำนวนมาก เป็นงานเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะต้องหาทางเยียวยา

เพราะประชาชนส่วนหนึ่งที่เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามา หวังว่าเมื่อมีอำนาจแล้วจะเร่งมาทำหน้าที่นี้

เวลาในคุกเพียงวันเดียว ย่อมยาวนานด้วยความทุกข์กว่าอยู่ข้างนอกเป็นปี เป็นสิบปี เป็นความเดือดร้อนที่รอไม่ได้

เช่นเดียวกับความเจ็บช้ำน้ำใจจากการที่ญาติพี่น้อง ถูกทำร้ายบาดเจ็บ และเสียชีวิต ที่ตัวเองรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม

เพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาด้วยความคาดหวังของคนเสื้อแดงว่าพรรคพวกจะต้องได้รับการเยียวยา

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลชุดนี้จะเร่งทำงานที่ฐานเสียงกระตุ้นเตือนตลอดเวลาก่อนงานอื่น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด

เพราะรัฐบาลรู้อยู่เต็มอกว่าคนที่ตะโกนว่า ทำแต่เรื่องของพวกพ้อง ไม่ทำเรื่องของประเทศชาตินั้น

เป็นพวกที่ถึงอย่างไรก็หาเรื่องด่าไม่เลิก และไม่เคยคิดจะเลือกเพื่อไทยอยู่แล้ว

เป็นแค่พวกต่อต้านเอาเป็นเอาตาย แต่ในที่สุดก็พ่ายแพ้

เอาใจคนที่เทใจให้มาตลอดก่อน น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง

สวย′สนาม-′หมู′สนาม

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 18 กันยายน 2554)


"มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับล่าสุด

หยอกเอิน ทั้งฝ่าย "ยิ่งรัก" และ "ยิ่งเกลียด" นายกรัฐมนตรีหญิง "ของเรา" ด้วยคำพาดปก

"สวย" สนาม

อยากรู้ว่าอยู่ "ข้างไหน" จับความรู้สึกตัวเองเมื่ออ่านคำพาดปกนั้นจบลง

ถ้า ยิ้ม น่าจะเอนไปทาง "ยิ่งรัก"

แต่ถ้า หมั่นไส้ แน่นอน มีแนวโน้ม "ยิ่งเกลียด"

กระนั้นไม่ว่าจะเอนเอียงไปข้างไหน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นก็คือ ณ วันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คือ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

และกำลังเปิดตัวในเวทีต่างประเทศ

สปอตไลต์ฉายแสงจับ

ต่างชาติจะรู้สึกอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป

แต่สำหรับ คนไทย เชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกเดียวกัน

นั่นคือ ถึงจะ "สวย" สนามแต่ก็เป็นเพียง "พิศแรก" ที่ดูดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราคาดหวังไปกว่า "ดูดี" ก็คือ ผลการทำงานมากกว่า

เช่นการไป "เขมร"

ระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน เราสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ดี

ดีกว่า 2 ปี ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามทำ มากมายนัก

แต่นั่นก็เป็นเพียงความรู้สึก

สิ่งที่จะต้องติดตามต่อไปก็คือเมื่อเริ่มต้น "ดี" แล้ว จากนี้จะแปรไปสู่สิ่งที่ดีๆ จริงได้อย่างไร

ต้อง ไม่ลืมว่า ปัญหาไทย-เขมร ที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นหนักหนามาก ไม่ว่าเรื่องเขตแดน เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อน เรื่องที่ค้างคาในศาลโลก ในคณะกรรมการมรดกโลก และอาจจะรวมถึง 2 คนไทยที่ยังติดคุกเขมรอยู่ด้วย

เรื่องเหล่านั้น สามารถชักนำให้กลับไปสู่ความเลวร้ายขนาดเกิดสงครามได้ตลอดเวลา เพราะมีตัว "เร้า" มากมาย

รวมถึงความเคลือบแคลงในประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับสมเด็จฯฮุน เซน ด้วย

นี่จึงท้าทายการบริหารงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยิ่งนัก

นั่น เฉพาะเรื่อง เขมร ซึ่งก็ยุ่งยากแล้ว แต่พอย้อนกลับเข้ามาดูในประเทศ มีปัญหามากมายทั้งเฉพาะหน้า ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดำเนินการ

โฟกัสเฉพาะเรื่องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย สัญญาว่าจะทำ ก็หนักหนาสาหัสยิ่ง

1 เดือนแห่งการทำงานของรัฐบาล คนไทยสัมผัสได้ถึงภาวะแห่งความสับสน รวนเร ในนโยบายของรัฐบาลอย่างชัดเจน

สะท้อนถึงความไม่พร้อม ไม่สุกงอม ค่อนข้างสูง

นโยบายที่ผลักดันออกมา พ่วงคำว่า "แก้ไข" อยู่ด้วยแทบทุกเรื่อง

อาจจะแย้งว่า เป็นเรื่องธรรมดาของการแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติ จะต้องเป็นแบบ "ทำไปแก้ไป"

ซึ่ง ก็ถูกต้อง แต่กระนั้น หลายนโยบายที่รัฐบาลผลักดันออกมา มีสิ่งที่ต้องแก้ เพราะทำการบ้านไม่ดี เพราะปฏิบัติไม่ได้ มากมายหลายเรื่องจริงๆ

คำปรามาสที่มากด้วยอคติ "ดีแต่โม้" ก็เริ่มมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

บททดสอบสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น ในเดือนหน้าคือ โครงการรับจำนำข้าว ที่ใช้เงินมากมายมหาศาลถึง 4.3 แสนล้าน

มหึมาขนาดนั้น จะสุ่มเสี่ยงแบบทำไปแก้ไปไม่ได้เด็ดขาด

แต่ถ้าหากออกมาแบบหลายๆ เรื่องคือ มีข้อติดขัดในการปฏิบัติ แถมถ้าพ่วงเรื่องทุจริตเข้าไปด้วยแล้ว

นั่นจะเป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญของรัฐบาล

หากย้อนกลับไปสมัยพรรคไทยรักไทย ที่ผลักดันเรื่อง "30 บาทรักษาทุกโรค" ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินเป็นแสนๆ ล้าน เช่นกัน มีเสียงต่อต้านคัดค้าน รุนแรงไม่แพ้เรื่อง รับจำนำข้าว

แต่ "30 บาทรักษาทุกโรค" ตั้งอยู่บนพื้นฐานการทำการบ้านอันเข้มแข็ง และแน่นปึ้กของกลุ่มหมอที่ผลักดันเรื่องนี้

ทำให้เรื่องนี้ แม้จะยังมีสภาพทำไปแก้ไปอยู่ แต่ใครจะปฏิเสธว่าโครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ

แล้ว โครงการรับจำนำข้าว ล่ะ

เราก็ต่างหวังว่าคงจะมีการทำการบ้านมาอย่างหนัก เพื่อทำให้ชาวนาดีขึ้น ระบบการค้าข้าวพลิกโฉมไปอีกขั้น

แต่สิ่งที่สัมผัสตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา คงต้องบอกตรงๆ ว่า น่ากังวล และน่าห่วงใยยิ่ง

ก็ได้แต่หวังให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ "สวย" สนาม ต่อไป

มิใช่ "หมู" สนาม ที่รอให้เขาเชือด