WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 22, 2011

'นิติราษฎร์' ท้ารบ ร่อนจดหมายเชิญ ถาวร-อภิสิทธิ์-สื่อ ถกถามทุกประเด็นอาทิตย์นี้

ที่มา ประชาไท

คณะนิติราษฎร์ประกาศเชิญชวนบรรดาผู้วิพากษ์ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ทั้ง หลายมาซักถาม และแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2554 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

21 กันยายน 2554 เว็บไซต์นิติราษฎร์ แจ้งกำหนดการแถลงข่าวข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยระบุว่า สืบเนื่องจากการแถลงข้อเสนอทางวิชาการ "5 ปี รัฐประหาร 1 ปี นิติราษฎร์" เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน 2554 ปรากฏว่าได้มีการนำเสนอข่าวสารโดยสื่อมวลชนจำนวนมาก ในลักษณะที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ จนสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณะชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอให้ "ลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549" ประกอบกับมีผู้ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดของข้อเสนอดังกล่าวให้เข้าใจ อย่างเพียงพอ

"ดังนั้น คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร จึงขอเรียนเชิญสื่อมวลชนทุกแขนง และบรรดาผู้วิพากษ์ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ทั้งหลาย มาซักถาม และแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2554 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้อง 123 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์"

ทั้งนี้ รศ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เปิดเผยว่า งานแถลงข่าวดังกล่าว มีขึ้นหลังจากสื่อมวลชนบางสำนักนำเสนอข่าวให้ร้าย คลาดเคลื่อน และเพื่อให้เรื่องดำเนินไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตย จึงได้หารือกับคณะนิติราษฎร์เพื่อให้มีการแถลงข่าว โดยจะเปิดให้มีการซักถามถกเถียงทุกประเด็น และขอเรียนเชิญผู้วิพากษ์วิจารณ์ได้โปรดมา "ซักถามให้กันให้ตรงไปตรงมา ถึงเลือดถึงเนื้อกันไปเลย ทุกคำถาม ทุกประเด็น" รศ.วรเจตน์ ระบุ

อาจารย์ภาควิชามมหาชนยังเปิดเผยด้วยว่า ได้เตรียมทำจดหมายเชิญนายถาวร เสนเนียม และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมซักถามด้วย หลังจากที่ทั้งสองท่านได้วิพากษ์วิจารณ์ทางหน้าสื่อมวลชนก่อนหน้านี้

ผอ.ประชาไท เบิกความศาลแจงระบบดูแลเว็บบอร์ด สืบพยานนัดหน้า 11 ต.ค.

ที่มา ประชาไท

ระบุเว็บบอร์ดได้รับความนิยมเพิ่มกว่า 10 เท่าหลังเหตุรัฐประหาร ยันทีมงานมีมาตรการที่เข้มงวด ให้ความร่วมมือไอซีทีในการลบข้อความไม่เหมาะสมโดยตลอด ชี้เหตุเล็ดรอดเพราะเว็บบอร์ดข้อความทะลักจากสถานการณ์ร้อนหลังเหตุการณ์ 7 ตุลา

21 ก.ย.54 ที่ห้องพิจารณาคดี 910 ศาลอาญา ถนนรัชดา มีการสืบพยานจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 1167/2553 ซึ่งอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ภายใต้มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ในความผิดตามมาตรา 15 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดกเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กรณีที่มีผู้อ่านโพสต์ข้อความไม่เหมาะสมในเว็บบอร์ด

ทั้งนี้ มาตรา 15 ระบุความผิดของ ‘ตัวกลาง’ เจ้าของพื้นที่ซึ่งจงใจ สนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดในการโพสต์ข้อความที่เป็นความผิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการสืบพยานจำเลยอันได้แก่ นางสาวจีรนุช มีผู้แทนจากสถานทูตประเทศต่างๆ รวมถึงนักข่าวต่างชาติจำนวนมากเข้าสังเกตการณ์คดี และศาลได้นัดสืบพยานครั้งหน้าในวันที่ 11 ต.ค.54

ผอ.ประชาไท เบิกความว่า เว็บบอร์ดของประชาไทเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 47 เพื่อเป็นพื้นที่ส่งเสริมเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลข่าว สารของประชาชน จนถึงเดือนกรกฎาคม 2553 คณะกรรมการและทีมงานได้ตัดสินใจปิดให้บริการ เนื่องจากโดนฟ้องคดีและเกรงจะเกิดปัญหาอีกระหว่างการต่อสู้คดี อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญของเว็บบอร์ดประชาไทคือ หลังการรัฐประหาร 2549 ที่มีผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดกว่าสิบเท่าตัว โดยในปี 50-51 มียอดคนอ่าน 20,000-30,000 คนต่อวัน มีคนตั้งกระทู้ใหม่ราว 300 กระทู้ต่อวัน และมีการโต้ตอบแสดงความเห็นในกระทู้ต่างๆ เฉลี่ยแล้ว 2,800-2,900 ความเห็นต่อวัน ข้อความที่ถูกฟ้องนั้นเป็นของผู้ใช้นามแฝง ‘เบนโตะ’ ซึ่งโพสต์ในเดือนต.ค.51 ถือเป็นข้อความลำดับที่ 1,193,245 และหากเปรียบเทียบปริมาณการโพสต์ข้อความและการปิดข้อความไม่เหมาะสม จะพบว่าประชาไททำการปิดกั้นข้อความราว 3%

นอกจากนี้พยานยังยกตัวอย่างอีเมล์ที่เจ้าหน้าที่จากไอซีทีทำการส่ง URLs ของข้อความที่ไม่เหมาะสมจากเว็บต่างๆ เพื่อให้ผู้ดูแลเว็บต่างๆ ทำการปิดกั้น เมื่อนับและเปรียบเทียบสัดส่วนตั้งแต่ ส.ค.-พ.ย.51 แล้ว จะพบว่า URLs ที่เป็นของประชาไทนั้นมีเพียง 0.8% เท่านั้น

จีรนุช เบิกความในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำนินคดีว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาจากกรณีของผู้โพสต์ข้อความที่ใช้นามแฝง ว่า ‘เบนโตะ’ ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมีจดหมายเรียกตนไปสอบปากคำในเดือนพ.ย.51 ตนก็ได้ตรวจสอบหมายเลขกระทู้ตามแจ้งและเมื่อพบข้อความดังกล่าวก็ดำเนินการลบ ข้อความทันที และไปให้ปากคำในฐานะพยาน ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาตน แต่ทราบในภายหลังเมื่อได้รับเอกสารแจ้งการฟ้องคดีในเดือนธ.ค.51 จากนั้นมีการบุกจับกุมที่สำนักงานในวันที่ 6 มี.ค.52 เบื้องต้นให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัว ต่อมาวันที่ 7 เม.ย.52 เจ้าหน้าที่ได้แจ้งความผิดข้อหาเดียวกันอีก 9 กระทง จาก 9 URLs รวมเป็น 10 กระทง ซึ่ง 9 กระทงที่แจ้งเพิ่มเติมเป็นข้อความที่มีผู้โพสต์ไว้นานแล้วและไม่มีข้อมูล อยู่ในระบบแล้ว จึงไม่สามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ในสำนวนของเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดของข้อความทั้ง 9 แต่อย่างใด

ทั้งนี้ เมื่อเดือนต้นปี 2554 ศาลได้พิพากษายกฟ้องคดีของ ‘เบนโตะ’ เนื่องจากไม่สามารถระบุได้ว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความ อย่างไรก็ตาม ไอซีทีระบุว่าข้อความของ ‘เบนโตะ’ ปรากฏอยู่ในระบบ 20 วันก่อนถูกลบ ซึ่งจีรนุช เบิกความว่า เหตุเกิดเนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงสถานการณ์ร้อนทางการเมืองหลัง เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีการสลายการชุมนุมหน้าทำเนียบ จำนวนกระทู้และการแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ดสูงมาก เป็นไปได้ที่จะมีการตรวจสอบที่ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะหากไม่มีผู้แจ้งลบ อย่างไรก็ตาม กระทู้ของ ‘เบนโตะ’ นั้นมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นโต้ตอบเพียง 3 รายเท่านั้น

สำหรับระบบการตรวจสอบนั้น ผอ.ประชาไท เบิกความว่า มีผู้ดูแลหลักอย่างเป็นทางการคนเดียวคือตนเอง ต่อมาหลังมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นมากจากสถานการณ์การเมือง ประชาไทได้เพิ่มมาตรการต่างๆ หลายขั้นตอน คือ 1.จากเดิมคนทั่วไปโพสต์ได้ ก็เปลี่ยนเป็นต้องสมัครสมาชิก ซึ่งต้องยืนยันกับระบบผ่านอีเมล์ที่ใช้จริง 2.มีช่องทางให้รายงายแจ้งลบข้อความไม่เหมาะสม 3.ตั้งให้เป็นระบบลบอัตโนมัติหากสมาชิกจำนวน 3 คนเห็นว่าไม่เหมาะสม 4.มีการตั้งอาสาสมัครเพื่อช่วยดูแลและมีอำนาจในการปิดกั้นข้อความไม่เหมาะสม ทันที 5.มีการเปิดเผย IP Address (บางส่วน) ของผู้ใช้บริการพร้อมแจ้งว่าประชาไทจำเป็นต้องเก็บข้อมูลการจราร 90 วันตามกฎหมายและเจ้าหน้าที่สามารถเรียกดูได้ 6.กระทั่งท้ายที่สุดอนุญาตให้สมาชิกทุกคนมีอำนาจในการลบข้อความไม่เหมาะสม

ในส่วนของการประสานงานจากหน่วยงานรัฐนั้น ผอ.ประชาไท เบิกความว่า บางครั้งหากมีข้อความไม่เหมาะสมเล็ดรอด เจ้าหน้าที่ไอซีทีจะโทรมาแจ้ง ทางประชาไทก็จะดำเนินการตรวจสอบและลบทันที นอกจากนี้ต้นปี 2551 ทางไอซีทีและสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีการเชิญประชุมผู้ดูแลเว็บต่างๆ หารือเรื่องการปิดกั้นข้อความไม่เหมาะสม ได้ข้อสรุปว่าหากไอซีทีพบข้อความไม่เหมาะสมจะแจ้งผู้ดูแลเว็บ หากยังไม่ดำเนินการปิดกั้น จะทำหนังสือเตือน หากยังไม่ดำเนินการอีกจะดำเนินการตามกฎหมาย แต่ข้อความของผู้ใช้นามแฝงว่า “เบนโตะ” ในเว็บบอร์ดประชาไทที่เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีนั้น ไม่มีการแจ้งเตือนก่อนแต่อย่างใด และจนถึงปัจจุบันหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบก็ยังไม่มีการกำหนดมาตรการ แนวทางการพิจารณาข้อความไม่เหมาะสมที่ชัดเจน

สำหรับกติกาในเว็บบอร์ดประชาไท มีการกำหนดหลักเกณฑ์กว้างๆ คือ 1. ไม่ปิดกั้นความเห็นที่แตกต่าง 2.ไม่สนับสนุนให้มีการดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 3 ขอความร่วมมือไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย 4. ขอให้ปฏิบัติภายใต้หลักของกฎหมาย

มาตรา 14 ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(1) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบาง ส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน (2) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน (3) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการ ก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา (4) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ (5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูล คอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)

มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอม ให้มีการกระทําความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทําความผิดตาม มาตรา 14

ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว "เจาะข่าวร้อน" ออนแอร์ต่อ

ที่มา ประชาไท

ศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราวสั่งกรมประชาสัมพันธ์คืนเวลารายการเจาะข่าวร้อน ห้ามระงับออนแอร์


(ภาพจากเว็บไซต์ทีนิวส์)

เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ รายงาน ว่า นายประวิตร บุญเทียม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะ มีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ห้ามไม่ให้กรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้อง ระงับการออกอากาศรายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ที่บริษัท กรีน อินเทลลิเจ้นท์ จำกัด โดยสถานีโทรทัศน์ ที-นิวส์ เช่าสัญญาออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(เอ็นบีที) ทุกวันจันทร์ เวลา 21.00 – 22.00 น. ตามที่กำหนดในสัญญาจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา หรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ศาลเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ได้บัญญัติคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไว้ว่าจะจำกัดเสรีภาพดัง กล่าวไม่ได้ รวมทั้งการให้นำข่าวหรือบทความให้เจ้าหน้าตรวจก่อนก็ทำไม่ได้เว้นแต่อาศัย อำนาจตามบทบัญญัติกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ

ดังนั้นการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างผู้ฟ้อง และผู้ถูกฟ้องจึงต้องคำนึงถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ แม้ผู้ถูกฟ้องจะให้การว่ารายการของผู้ฟ้องมีผลกระทบต่อความมมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ห้ามตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 37 แต่ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องได้แจ้งถึงการกระทำที่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว กับผู้ฟ้อง เพียงแค่มีหนังสือขอความร่วมมือให้จัดส่งเทปล่วงหน้า และระมัดระวังในการผลิตรายการตามสัญญาข้อ 9 ที่ว่าให้ต้องส่งเทปและข้อความที่ใช้ออกอากาศแก่เจ้าหน้าที่ของสถานีเพื่อ ตรวจสอบ และ ข้อ 13 ห้ามไม่ให้ผู้เช่าเวลาจัดรายการเกี่ยวกับการเมืองที่อาจทำให้เกิดความเสีย หายแก่ทางราชการหรือผู้หนึ่งผู้ใด และมีหนังสือแจ้งถึงสาเหตุที่ระงับการออกอากาศในวันที่ 5 ก.ย.2554 เท่านั้น

ขณะที่การไต่สวนผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องให้การว่า รายการของผู้ฟ้องมีแนวทางแสดงความเห็นทางการเมืองในการต่อต้านการล้มสถานบัน มาโดยตลอดซึ่งรายการที่จะออกอากาศในวันที่ 5 ก.ย. ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงไม่ปรากฏเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า รายการผู้ฟ้องมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน รวมทั้งการไต่สวนยังฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องยังไม่ได้ใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 13 จึงเห็นว่าเมื่อผู้ถูกฟ้องยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา ผู้ถูกฟ้องย่อมมีหน้าที่ต้องออกอากาศรายการของผู้ฟ้องตามที่กำหนดในสัญญา ถึงแม้ผู้ถูกฟ้องจะมีสิทธิตามสัญญาข้อ 12 ที่จะใช้เวลาออกอากาศของผู้ฟ้องออกรายการอื่นแทนได้แต่ตามสัญญาก็กำหนดให้ ใช้กรณีที่จำเป็นเท่านั้น การที่ผู้ถูกฟ้องมีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องว่าจะนำเทปรายการพิเศษของสภากาชาดไทย และการประกวด วงโยธวาทิตระดับนานาชาตินั้น ก็ไม่ปรากฏว่ามีความจำเป็นและต้องเร่งรีบดำเนินการในวันเวลาดังกล่าวแต่ อย่างใด

ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องระงับการออกอากาศ จึงไม่ใช่การใช้สิทธิตามสัญญาโดยชอบ แต่เป็นการกระทบต่อเสรีภาพผู้ฟ้องในการแสดงความคิดเห็นตาม รธน. ขณะที่หากศาลจะกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก็ไม่กระทบต่อการบริหารงานของ รัฐ และการบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้อง ศาลจึงมีคำสั่งห้ามไม่ให้กรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้อง ระงับการออกอากาศรายการของผู้ฟ้องตามที่กำหนดในสัญญาจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา หรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ที-นิวส์ กล่าวว่า การฟ้องคดีนี้ก็อยากให้เป็นบรรทัดฐานเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่บริษัทยังมีเวลาเหลือการออกอากาศครั้งสุดท้ายคือวันจันทร์ที่ 26 ก.ย. เนื่องจากหมดสัญญา 30 ก.ย.นั้น ก็ต้องปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่อีกครั้งว่าจะนำเทปที่ผลิตไว้เพื่อออกอากาศใน วันที่ 5 ก.ย. มาออกอากาศหรือไม่ หรือจะดำเนินการผลิตเทปออกอากาศใหม่

เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ที่กรมประชาสัมพันธ์ จะใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 13 ที่ระบุถึงการกระทำที่จะเป็นให้บอกเลิกสัญญา ตามที่ศาลวินิจฉัย นายฉัตรชัย กล่าวว่า คิดว่ากรมประชาสัมพันธ์จะถือปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครอง โดยจะไม่กระทำการดังกล่าว ไม่เช่นนั้นกรมประชาสัมพันธ์ก็ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อไป

คนลุ่มน้ำปิง-แตง รุกต้านหลังกรมชลฯยังเดินหน้าเขื่อนกั้นแม่น้ำปิง

ที่มา ประชาไท

ตามที่กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการเข้ามาทำการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เบื้องต้นทางคณะศึกษาฯร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ ได้เข้ามาจัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ปิง 3 ครั้งที่ผ่านมา ครั้งที่ 1 เดือนมกราคม 2554 ครั้งที่ 2 วันที่ 5 เมษายน 2554 และครั้งที่ 3 วันที่ 24 มีนาคม 2554 ประเด็นการรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผล กระทบด้านสิ่งแวดล้อม โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน

นอกจากการจัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นแล้ว คณะศึกษาฯ ยังได้ลงพื้นที่ ณ ที่ตั้งโครงการ คือ บ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อจัดทำข้อมูลทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ระบบนิเวศพื้นที่ และสุขภาพของคนในชุมชน

ล่าสุด ล่าสุด สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะกรรมการดูแลกำกับงานที่ปรึกษาด้านวิชาการ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เตรียมจัดเวทีประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 2 การศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 22 กันยายน 2554 นี้ ณ หอประชุมเทศบาลตำบลเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

โดยในหนังสือดังกล่าว ระบุว่า นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงบการ ประธานคณะกรรมการดูแลกำกับงานที่ปรึกษาด้านวิชาการ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้ทำหนังสือเชิญองค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม โดยข้อความอ้างถึง การเข้ามาดำเนินการของกรมชลประทาน ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งประกอบด้วย บริษัทพี แอนด์ ซีแมเนจ เมนท์ จำกัด บริษัท พิสุทธิ์ เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ดำเนินการศึกษาโครงการดังกล่าว ระยะเวลา600 วัน
ในหนังสือระบุอีกว่า ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย องค์กรอิสระและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบผลสรุปการประชุม รับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 และความก้าวหน้าโครงการ จึงได้จัดให้มีการจัดประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 2 ขึ้น ในวันที่ 22 กันยายน 2554 เวลา 08.30 น. - 12.00 น. ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลเชียงดาว
ทั้งนี้ แหล่งข่าวในพื้นที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า จากรายละเอียดเอกสารการประชุมในครั้งนี้ ไม่ได้มีการระบุว่า ผู้เข้าร่วมที่เชิญมีใครบ้าง อย่างไร แม้กระทั่ง ชื่อ ตำแหน่งของตัวแทนกรมชลประทานและวิทยากรที่จะเข้าร่วมประชุมนั้น ก็ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าเป็นใคร และดูเหมือนการประชุมเวทีครั้งนี้ มีความเร่งรีบและร้อนรน เพราะใช้เวลาประชุมเพียงครึ่งวัน
การประชุมกลุ่มย่อยของการศึกษาโครงการดังกล่าวครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเหลืออีก 1 ครั้ง ตามสัญญาว่าจ้างที่จะดำเนินการแล้วเสร็จ ก่อนทีมศึกษา จะส่งมอบให้กรมชลประทานดำเนินการต่อไป
อย่างไรก็ตาม หลังทราบข่าว ชาวบ้านโป่งอาง ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำ ปิงในครั้งนี้ ได้แสดงความไม่พอใจและพร้อมจะออกมาเคลื่อนไหว ให้กรมชลประทานยุติการดำเนินการนี้ให้ได้ เพราะเห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นลักษณะของกระบวนการที่ได้ละเมิดสิทธิชุมชน และฐานทรัพยากรฯในประเด็นสำคัญๆ ดังนี้

1.การรับรู้ข้อมูลข่าวสารการดำเนินงานตามโครงการ ชุมชนไม่มีโอกาสเข้าถึง รับรู้ข่าวสาร รายละเอียดโครงการฯ
2.กระบวนการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจไม่ได้เกิดขึ้นจากคนในชุมชนอย่างแท้จริง
3.ขั้นตอน กระบวนการศึกษามีลักษณะเร่งรัดในการดำเนินการ ขาดความละเอียดของการศึกษาความเหมาะสม ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
4.ที่ตั้งโครงการฯ ดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ปิง ซึ่งถือว่าเป็นขุนน้ำสำคัญไหลหล่อเลี้ยงชุมชนในพื้นที่อำเภอเชียงดาว เชียงใหม่จนถึงที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา
5.ที่ตั้งโครงการฯดังกล่าว เป็นพื้นที่ป่าของชุมชน ที่ชุมชนได้อาศัย พึ่งพาเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร ไม้ใช้สอยของคนในชุมชน
6.ไม่มีการใช้ฐานต้นทุนองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามามีส่วนในกระบวนการศึกษาความเหมาะสม และดำเนินการทั้งทางสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ชาวบ้านชุมชนบ้านโป่งอาง ได้ออกมายืนยันว่า การเข้ามาศึกษาฯครั้งนี้ไม่ได้ตรงกับข้อเท็จจริงและสิ่งที่ชุมชนเสนอ ทั้งที่ผ่านเอกสาร และการศึกษาข้อมูล เพราะผลที่ออกมาเป็นรูปแบบของการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ทั้งความสูง พื้นที่รองรับน้ำ ความยาวของตัวเขื่อน ที่สำคัญการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การเข้ามาดำเนินการกระบวนการศึกษา ไม่ได้เปิดโอกาสให้ชุมชนได้รับรู้อย่างทั่วถึงหรือไม่เปิดเผยข้อมูลที่แท้ จริง ที่จะนำไปสู่การตัดสินใจร่วมของคนในชุมชน ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลให้ชุมชนในพื้นที่เป็นอย่าง ยิ่ง
“พวกเราขอยืนยันอย่างมั่นคงว่า จะติดตาม ทวงถามและพิทักษ์สิทธิของชุมชนอย่างต่อเนื่อง หากยังไม่มีความคืบหน้า หรือเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้อง หรือมีการกระทำใดๆ อันเป็นการข่มขู่คุกคามผู้นำ แกนนำ หรือชาวบ้าน พวกเราจะดำเนินการทุกวิถีทางตามสิทธิอันพึงมีของชุมชนเพื่อให้โครงการ อ่าง(เขื่อน)เก็บน้ำแม่ปิงตอนบนล้มเลิก จนถึงที่สุด”
ทั้งนี้ มีรายงานแจ้งว่า หลังจากกรมชลประทานยังคงเดินหน้าเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงเชียงดาว จัดเวทีในวันที่ 22 ก.ย.นี้ ได้ทำให้ชาวบ้านในหลายๆ พื้นที่ อาทิ พี่น้องประชาชนบ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ต.เมืองนะ ชุมชนลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน /ลุ่มน้ำแม่คอง เครือข่ายทรัพยากรอำเภอเชียงดาว พี่น้องปลายน้ำลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน และชุมชนลุ่มน้ำแม่ป๋าม ประมาณ 500 คน ได้พร้อมใจกันจะออกมากดดันเคลื่อนไหวหากกรมชลประทาน ยังไม่ล้มเลิกโครงการดังกล่าว

คุยกันยาวๆ กับ ‘วรเจตน์ ภาคีรัตน์’: อ่านกันชัดๆ ว่าด้วยความพยายามเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันการฉีกรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท

ก่อนจะถึงวันครบรอบ 5 ปี การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และครบรอบ 1 ปีการก่อตั้ง และก่อนที่คณะนิติราษฎร์จะออกแถลงการณ์ในวาระครบรอบซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุม 4 ประเด็นใหญ่ คือ หนึ่ง การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สอง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 สาม กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และสี่ การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ประชาไท มีโอกาสคุยยาวๆ กับ รศ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการรัฐประหาร การลบล้างผลของการรัฐประหาร และการป้องกันการรัฐประหารโดยรัฐธรรมนูญ รวมถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ขอขอบคุณ: ภาพจากเว็บไซต์มติชน

0 0 0

เราจะอธิบายความจำเป็นของการแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร หลักการอยู่ตรงไหน
ถ้าเราดูปัญหาการเมืองไทย ตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา เราก็จะพบว่า รัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแน่ๆ ที่จริง ถ้าเราย้อนกลับไปดูก่อนหน้านั้น ผมเองก็เคยวิจารณ์รัฐธรรมนูญ 2540 ว่ามีปัญหาเหมือนกัน เราจะเห็นว่า ในช่วงท้ายๆ ของรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร ก็มีทีท่าว่าจะเกิดการปฏิรูปการเมือง เพราะมีข้อวิจารณ์เรื่ององค์กรอิสระ แต่ยังไม่ทันได้ทำก็มีรัฐประหารเสียก่อน พอหลังรัฐประหารจึงเกิดรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี49 ขึ้นมา หลังจากนั้นก็เป็นรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน

ทีนี้คำถามว่า มีความจำเป็นที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญปี 50 ไหม คำตอบคือ มีความจำเป็น และจำเป็นมากด้วย ยิ่งถ้าแก้เร็วเท่าไร หรือเลิกการใช้บังคับแล้วแทนที่ด้วยรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเร็วเท่าไร ก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติเร็วเท่านั้น

ในแง่ของที่มา รัฐธรรมนูญปี 50 เป็นรัฐธรรมนูญที่สืบเนื่องมาจากรัฐประหาร แม้จะไม่ใช่ผลพวงโดยตรงแต่ก็เป็นผลพวงทางอ้อม จริงอยู่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการออกเสียงประชามติ แต่ผมเคยให้ความเห็นไปแล้วว่า ประชามติที่ทำกัน ไม่ใช่เป็นประชามติแท้ เพราะประชาชนที่ออกเสียงประชามติไม่มีทางเลือก คนเขียนรัฐธรรมนูญปี 49 เขาล็อคเอาไว้ว่า ถ้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 50 คณะรัฐมนตรี และ คมช. จะสามารถหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ได้เลย ประชาชนจำนวนหนึ่งที่ออกเสียงไปเพราะเกรงว่า ไม่รู้จะมีรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายกว่า 50 หรือไม่จึงไม่มีทางเลือก นอกจากนี้ ประชาชนยังต้องการกลับไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว

เพราะฉะนั้นในแง่ของที่มาจึงมีปัญหา ไม่มีความชอบธรรมในระดับที่ควรจะเป็น การออกเสียงประชามตินั้นจึงไม่ใช่ประชามติแท้

ทีนี้เมื่อพิจารณาเนื้อหาของรัฐธรรมนูญปี 50 ยิ่งแย่เข้าไปอีก รัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ได้มีปัญหาแค่ในแง่ของโครงสร้างองค์กร แต่ยังมีปัญหาในแง่ของหลักการ เพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหลายบทบัญญัติขัดกันเอง ขัดกับหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ

ในเชิงของโครงสร้างรัฐธรรมนูญ ปัญหาเดิมๆ เช่น ที่มาของวุฒิสภา ครึ่งหนึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้ผ่านการเห็นชอบของประชาชน จึงไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตย ทั้ง ส.ว. ยังมีอำนาจมากถึงขนาดถอดถอนบุคคลที่มีตำแหน่งในองค์กรสำคัญ รวมทั้งที่มาจากการเลือกตั้งได้ด้วย ปัญหานี้จึงไม่แก้ไม่ได้ ส่วนเรื่องระบบเลือกตั้งได้แก้ไขไปแล้วในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งได้ทำให้ปัญหาบรรเทาลงไปได้ระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่ององค์กรอิสระ รัฐธรรมนูญปี 50 ได้ตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเป็นจำนวนมาก การที่มีองค์กรอิสระจำนวนมาก ในด้านหนึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ แต่องค์กรอิสระหลายองค์กรไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมถึงต้องเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น อัยการ ไม่มีเหตุผลในทางหลักวิชาการหรือตามหลักทฤษฎีเลยว่า ควรมีฐานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือบรรดาองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ไม่ควรต้องเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ อันนี้ต้องเอาออก

ในเรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจของคณะกรรมการเลือกตั้งก็มีมากมายมหาศาล ผมเคยวิจารณ์คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะตีความกฎหมายการเลือกตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมี อำนาจที่จะยับยั้งหรือหน่วงเจตจำนงของปวงชนในนามของการไปตรวจสอบความสุจริต ความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง โดยไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะด้วยการรอเอาไว้ หรือแขวนเอาไว้ก็ตาม การมีอำนาจให้ใบแดงในช่วงเวลา 30 วันหลังเลือกตั้ง อันนี้ตอบคำถามในแง่ของหลักประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะคนแค่ห้าคน ทำไมถึงมีสิทธิในการระงับเจตจำนงของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจ ผมพูดมานานแล้วว่า หน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องมีหลักที่การยืนยันผลของคะแนน หากมีการทุจริตการเลือกตั้งจริงๆ มีการกล่าวหาร้องเรียนกันจริงๆ ก็ต้องไปดู แล้วไปดำเนินการกับคนนั้นภายหลังที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้ว จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจก่อนการเลือกตั้งอย่างนี้ไม่ได้

นอกจากนี้คณะกรรมการเลือกตั้ง ยังมีสิทธิถึงขนาดเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของบุคคลก่อนประกาศผลการเลือก ตั้ง ซึ่งเท่ากับให้คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้ทั้งอำนาจตุลาการและอำนาจบริหารใน องค์กรเดียว ซึ่งขัดหลักการแบ่งแยกอำนาจแน่ๆ

ในกรณีนี้ รัฐธรรมนูญต้องปรับ กกต.อาจจะมีอยู่ต่อไป เพราะเป็นองค์กรจัดการการเลือกตั้ง แต่ในแง่ของอำนาจต้องไม่มีอย่างนี้ กกต.ควรมีอำนาจเฉพาะการบริการ การจัดการเลือกตั้งเท่านั้น

รัฐธรรมนูญ 50 ยังมีปัญหาในแง่ของนิติรัฐ หรือหลักความเป็นสูงสุดของกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะปัญหาในมาตรา 309 เพราะมาตรานี้ไประงับการตรวจสอบของรัฐธรรมนูญในบรรดาการกระทำทั้งปวงที่เกิด ขึ้นหลังการรัฐประหารปี 49 ซึ่งต้องไปอ่านเชื่อมกับมาตรา 36 ในรัฐธรรมนูญปี 49

นอกจากนี้ ยังต้องทบทวนองค์กรอื่นๆ อีกที่ไม่ได้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญเขียนถึง เช่น คณะกรรมการปฎิรูปกฎหมาย และคณะกรรมการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม เหล่านี้ควรจะต้องบัญญัติหรือเขียนถึงในรัฐธรรมนูญอย่างไร และจะไปซ้ำซ้อนกับงานขององค์กรอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วหรือไม่

ยังมีปัญหาใหญ่อีกหลักหนึ่งของประชาธิปไตย ก็คือการยุบพรรคการเมืองโดยง่าย ด้วยมาตรา 237 ต้องทบทวนการให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองว่าถูกต้องไหม เพราะในแง่ของสิทธิของบุคคล ควรจะจูงใจให้คนสังกัดพรรคการเมือง มากกว่าการใช้มาตรการบังคับหรือไม่

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงอำนาจตุลาการ ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ตลอดจนบทบัญญัติบางเรื่องในหมวดพระมหากษัตริย์

เข้าใจว่า องค์กรอิสระที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มี เพราะต้องใช้อำนาจตุลาการบางส่วน ออกกฎเองด้วยบางส่วน และทำหน้าที่บริหารด้วย คือมีทั้งสามอำนาจรวมกัน ดังนั้นจึงต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
นี่เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องและคลาดเคลื่อน ซึ่งเมื่อตอนร่างรัฐธรรมนูญปี 40 มีการอธิบายว่า องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่ใช้สามอำนาจในองค์กรเดียว ความจริงความเข้าใจแบบนี้อาจจะมีปัญหา เพราะถ้าเกิดองค์กรใดก็ตามมีสามอำนาจในองค์กรเดียว องค์กรนั้นสมควรเรียกว่า ‘มาเฟีย’ มากกว่า คือถ้าจะออกกฎเอง ตามหลักสากลก็ต้องเป็นการออกกฎในกรอบของกฎหมายแม่บทที่ตราขึ้นโดยสภา แต่การวินิจฉัยสั่งการ เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้หากจะให้เป็นที่สุดเหมือนกับเขาใช้อำนาจตุลาการเอง อันนี้ยอมไม่ได้ องค์กรเหล่านี้สามารถออกคำสั่งได้ แต่คำสั่งที่ออกมาต้องไม่เป็นที่สุด ต้องสามารถถูกฟ้องร้องต่อศาลได้

เพราะฉะนั้น เวลาเรามององค์กรอิสระ ต้องมองให้เหมือนฝ่ายบริหารเฉพาะประเด็น เหมือนกระทรวงหนึ่ง
ถูกต้อง มองเป็นเหมือน คณะรัฐมนตรีน้อยในเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งไม่ขึ้นกับคณะรัฐมนตรี โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ต้องเขียนอำนาจหลักก็ได้ แต่ให้สภาเป็นฝ่ายทำ เป็นฝ่ายออกกฎหมายกำหนดอำนาจ รัฐธรรมนูญอาจจะทำเพียงแค่รับรองความเป็นสถาบันขององค์กรเหล่านี้ไว้เท่า นั้น

ทีนี้ก็จะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วองค์กรอิสระรับผิดชอบกับใคร ครม. เขารับผิดชอบต่อสภาในทางการเมือง และในทางกฎหมายเขาอาจถูกตรวจสอบได้โดยองค์กรตุลาการ แล้วองค์กรอิสระจำนวนหนึ่ง เขาอาจจะทำเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมในทางการเมือง เขาจะต้องรับผิดชอบกับใคร หรือในแง่ของบุคคลที่มีตำแหน่งในองค์กรที่ประพฤติปฏิบัติมิชอบ เขาต้องรับผิดชอบไหม ต้องมีการรับผิดชอบเท่ารัฐมนตรีไหม เราต้องคิดประเด็นความรับผิดชอบแบบนี้ด้วย ไม่ใช่ไม่ได้รับการตรวจสอบจากใครเลย

ถ้าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ จะยกเอารัฐธรรมนูญ 40 มาเลยได้ไหม แล้วแก้ไขบทสำคัญๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ โดยวางระเบียบวิธีพิจารณาคดีให้รัดกุมให้ทำหน้าที่ให้ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐ ธรรมนูญ
ได้ แต่แก้ปัญหาได้ไม่หมดหรอก เพราะถึงที่สุด ปัญหาที่ผ่านมาก็มาจากปัญหาที่บุคคลเหมือนกัน คนที่จะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องการคนที่มีความรู้เรื่องกฎหมายมหาชนเป็นอย่างมาก ฐานความรู้ในทางหลักวิชาการต้องแน่นมากๆ อันนี้คือปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ระบบออกมาอาจจะไม่ได้แย่มาก แต่ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาความสามารถของคน เราต้องยอมรับว่าหลัง 2475 เราแทบจะไม่รู้จักกฎหมายมหาชน อาจจะเพิ่งมารู้จักกันจริงๆ ช่วง 2540 นี่เอง

พูดเหมือนกับว่า หากคนมีความรู้เรื่องกฎหมายมหาชนแล้วจะไม่ขัดแย้งกัน ผมก็เห็นนักกฎหมายมหาชนหลายคนเห็นต่างกันและตีความต่างกัน จนกระทั่งบางรายสนับสนุนการรัฐประหารด้วยซ้ำ
นี่คือความอ่อนแอทางวิชาการของบ้านเรา ซึ่งความอ่อนแอนี้ไปสัมพันธ์กับอุดมการณ์ทางการเมืองที่ผ่านการกล่อมเกลา ทัศนคติ เป็นความพ่ายแพ้ในทางอุดมการณ์ของคณะราษฎรตั้งแต่ปี 2492 นักกฎหมายก็เป็นผลผลิตของการกล่อมเกลาของระบบการศึกษาแบบนี้ แต่ถ้าเรามีความเข้าใจพื้นฐานตามหลักนิติรัฐจริงๆ เราคงไม่เห็นต่างกันเยอะหรอก

กลับมาที่เรื่องที่มาของ ส.ว. เป็นไปได้ไหมที่เราพอจะยอมให้ ส.ว. มาจากการแต่งตั้ง คิดเสียว่า เป็นการประนีประนอมกับอำนาจดั้งเดิมกับกลุ่มอำนาจของข้าราชการ
การยอมได้ไหมนั้นอยู่ที่การประเมิน แต่ในทางหลักการ เป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ ถ้าเราถือหลักการประชาธิปไตย เราจะไม่อ่อนข้อให้กับการประนีประนอมในลักษณะแบบนี้ แต่ถ้าเราบอกว่า เราจะใช้การปกครองประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่มีผู้อนุบาล โอเค เราก็ต้องประนีประนอมกันไป แต่ตราบใดถ้าเราบอกว่า เราต้องการประชาธิปไตย ในความหมายซึ่งเป็นเหตุเป็นผล อย่างนี้ก็ยอมกันไม่ได้

ทีนี้หลายคนชอบยกตัวอย่างอังกฤษว่า ทีอังกฤษยังมีสภาขุนนางที่มาจากการแต่งตั้งเลย ผมก็บอกว่า การจะพูดถึงสภาอังกฤษ ต้องดูอย่างน้อยสองประเด็น และต้องพูดให้หมด ประเด็นที่หนึ่ง คือ สภาขุนนางของอังกฤษไม่ได้มีอำนาจเหมือน ส.ว. บ้านเรา สภาขุนนางอังกฤษไม่มีอำนาจถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้เหมือนบ้านเรา อันที่สองก็คือ ในปัจจุบันนี้ สมาชิกสภาขุนนางอังกฤษที่มาจากการสืบสายโลหิตลดน้อยลงไปมากแล้ว และก็มีความพยายามปฏิรูปและความพยายามจะยกเลิกมาตลอด คือประเทศใดก็ตามที่มีสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะมีเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูป เราต้องถามด้วยว่าการมี ส.ว. ตั้งแต่แรก มีเอาไว้ทำอะไร และมีแล้วจะมาจากไหน เราไม่เคยมีการถกเถียงประเด็นนี้อย่างจริงจัง การที่เราบอกว่า ประนีประนอม ในด้านหนึ่งก็คือ เรายอมให้อำนาจที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเข้ามาในตัวระบบ ทีนี้พวกนี้ก็ต้องอ้างอำนาจจารีต คุณธรรม ซึ่งผมคิดว่า เรามีสถาบันกษัตริย์ ซึ่งก็คือการคงอยู่ของจารีตโดยตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งก็เพียงพอแล้ว ไม่อย่างนั้นเราก็จะเอาเหตุผลนี้ไปอ้างให้มีอำนาจในส่วนอื่นไปได้เรื่อยๆ

เข้าใจว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการคนที่ไม่อิงการเมือง แต่บทเรียนจากรัฐธรรมนูญ 40 ที่กำหนดให้ ส.ว.จากการเลือกตั้ง ไม่ให้สังกัดพรรคการเมือง ไม่ให้หาเสียงก็แล้ว แต่ก็ไม่จริงอีก
ไม่ได้หรอก การเข้าใจแบบนี้มันผิดธรรมชาติ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แต่ไปให้เป็นกลางทางการเมือง เพื่อจะให้ได้องค์กรอิสระที่เป็นกลางทางการเมือง ฝันเฟื่องทั้งนั้น และเป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง และการไปออกแบบประหลาดๆ ไม่ให้ ส.ว. หาเสียง ก็ฝืนกับธรรมชาติของการเลือกตั้ง และถึงที่สุด ถ้ามีการเลือกองค์กรอิสระ มันก็เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ต้องมีการเชื่อมกัน มีการเลือกองค์กรที่ไหนในโลกบ้างที่ไม่มีการเมือง

คือเวลาเราพูดถึงความเป็นกลางทางการเมืองแบบนี้ ผมว่าอย่าพูดเลย เหมือนเป็นการหลอกเด็ก เราอยู่กับการเมืองมาตลอด ทำไมเราไม่ยอมรับมันล่ะ แล้วมาดูกันว่า เราจะอยู่กับมันอย่างไร เป็นกลางทางการเมืองในเซนส์ที่บอกว่าไม่เกี่ยวอะไรกับใครนั้นไม่มีหรอก แล้วไม่ควรด้วย คือผมเข้าใจว่าในทางการเมืองนั้น ไม่มีเรื่องเป็นกลาง เพราะการเมืองนั้นคุณต้องมี Ideology อย่างใดอย่างหนึ่ง คุณอาจจะเสรีนิยม หรืออนุรักษ์นิยม ทุกคนมีความโน้มเอียงหมด และผมถามว่าอะไรคือเป็นกลางของคุณ ทีนี้เวลาที่ผมพูดเรื่องความเป็นกลาง เวลาที่พูดถึงตุลาการหรือคนตัดสิน ผมไม่ได้หมายความว่า เขาเป็นกลางในทางอุดมการณ์ทางการเมือง ในทางอุดมการณ์เขาต้องเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะเขาเป็นตุลาการในระบอบนี้ แต่เป็นกลางหมายถึง ไม่ได้เกี่ยวพันกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเป็นปรปักษ์หรือเป็นมิตรกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่มีอคติต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ถ้าเช่นนั้น เราก็จะมีคณะรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองเลือก จะมีองค์กรอิสระที่พรรคการเมืองเลือก มี กกต. ที่พรรคการเมืองเลือก แล้ว กกต.ก็จะโน้มเอียงมาเข้าข้างรัฐบาลในการเลือกตั้งทุกครั้ง
นี่คือปัญหา เพราะสังคมไทยชอบอ้างเรื่องคุณธรรมจริยธรรม โดยหาคนแบบนั้นมา ซึ่งผมกำลังบอกว่า คนแบบนั้นไม่มี เราต้องยอมรับตรงนี้ก่อน เราจะทำลายความเชื่อเรื่องความเป็นกลางลงไปได้ หากเราเชื่อในความเป็นจริง

พัฒนาการของการเมืองไทยในอนาคตข้างหน้า จะแยกความคิดทางการเมืองอย่างชัดเจนขึ้น ตอนนี้ก็เริ่มปรากฏแล้ว ในสังคมมหาวิทยาลัยก็เริ่มแล้ว มันจะเริ่มแยกคนนี้ว่า คอนเซอร์เวทีฟหน่อย คนนี้ก้าวหน้าหน่อย ซึ่งเป็นธรรมดา และที่สุดก็จะแยกคนเข้าไปด้วย ในต่างประเทศก็จะเป็นแบบนี้ พรรคการเมืองที่ก้าวหน้าก็จะเลือกศาลเลือกคนที่ก้าวหน้า หรือในทางกลับกัน ซึ่งมันต้องเป็นแบบนี้ แล้วบางทีมันก็ไปเปลี่ยนองค์ประกอบที่มีข้างใน ซึ่งเราไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้ เราต้องทำลายมายาคติก่อน เรื่องคุณธรรม จริยธรรม เรื่องเป็นกลางทางการเมืองที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชอบหยิบยกขึ้นอ้างหรือสร้างภาพ ให้ดูดี ซึ่งถ้าทำลายได้ เราก็จะไม่รู้สึกอะไร และนี่คือความยากของการทำรัฐธรรมนูญ เพราะมันฝังรากในสังคมไทยยาวนาน ในหมู่ชนชั้นนำ ถ้าเราสามารถเปิดหน้ากากชนชั้นนำได้ว่า พวกคุณก็มีผลประโยชน์ร่วมกันเหมือนกันหมด เราก็จะไม่บอกว่า คนนี้ดีกว่าคนนี้ สังคมไทยควรเลือกคนที่มีผลงาน เอาวิสัยทัศน์ที่เคยมีอยู่ก่อนในตัวคนมาวัด ไม่ใช่ไปเอามาจากผู้หลักผู้ใหญ่ ที่บอกว่าคนนี้เป็นคนดี แล้วเราก็จะเชื่อตาม

อีกอย่างการเลือกคนจะต้องออกแบบให้ได้คนที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ให้เป็นไปได้มากที่สุด เช่น กำหนดคะแนนเสียงในการได้มาซึ่งบุคคลไว้สูงมากพอเพียงให้เกิดการต่อรองกัน ระหว่างพรรคการเมืองต่างๆในสภา ส่วนการเอียงหรือไม่ วินิจฉัยอยู่ในกรอบของกฎหมายหรือไม่ เหล่านี้ก็มีระบบกฎหมายควบคุมอยู่ ก็ต้องวางระบบควบคุมไว้ให้ดี

ศาลมาจากการเลือกตั้งได้ ไหม ถ้าไม่ได้ เพราะอะไร หรือเราออกแบบให้ศาลเชื่อมโยงกับประชาชน เช่น พรรคการเมืองต้องคัดเลือกผู้พิพากษาศาลฎีกา ให้มาลงปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 2 อะไรอย่างนี้ได้ไหม
ที่จริง เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เถียงกันมาก แล้วหลายประเทศก็ใช้โมเดลที่แตกต่างกันอยู่ ถ้าเราดูที่อเมริกา ผู้พิพากษาระดับท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง แต่ส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยให้ผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้ง เพราะไปทำให้มีลักษณะที่เป็นการเมืองมากเกินไป อีกอย่างหนึ่งคือ อำนาจตุลาการเป็นอำนาจในเชิงรับ ไม่ใช่อำนาจในเชิงรุก จึงแตกต่างจากอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ซึ่งเป็นอำนาจในเชิงรุก ในแง่ของขอบเขตอำนาจ การตัดสินใจทางการเมืองจะกว้างกว่าศาล ศาลตัดสินในทางกฎหมายมันแคบกว่า อำนาจตุลาการ เขาเลยบอกว่า เป็นอำนาจที่อันตรายน้อยที่สุดในสามอำนาจ แต่ถ้าไม่ระวังให้ดีก็อาจเป็นอำนาจที่อันตรายมากที่สุด แล้วก็ตรวจสอบไม่ได้ด้วยเหมือนกัน ในที่สุดถึงต้องมีองค์กรที่สร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจตุลาการ ประเด็นที่ขาดหายไปในบ้านเรา คือคอนเซ็ปต์นี้ คือความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยขององค์กรตุลาการ และทุกครั้งที่มีคนพูดเรื่องนี้ คนพูดจะถูกปิดปากทันที ว่าคุณกำลังทำให้การเมืองครอบงำศาล ก็เลยไม่ได้พูดกัน

ทีนี้จะเป็นไปได้ไหมที่ให้การขึ้นสู่ศาลในระดับสูงต้องผ่านการรับรอง ผมคิดว่าเป็นไปได้ และต้องทำด้วย ประเด็นที่ผมอยากนำเสนอที่จะให้ศาลเชื่อมโยงกับประชาชน อาจจะต้องคิดแบบศาลสูง-ศาลล่าง

ระดับศาลสูง อาจจะต้องให้คณะรัฐมนตรีเป็นคนเสนอชื่อ และให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นคนรับรอง แต่การเสนอชื่อไม่ใช่ว่าจะเสนอใครก็ได้นะ แต่คือคนในศาลนั้นเองที่จะขึ้นไปสู่ศาลสูง แน่นอนการเสนอชื่อก็ต้องถูกอภิปรายได้ ซึ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยที่หลายประเทศในเอเชียใช้กัน แต่ข้อเสนอแบบนี้ ศาลก็จะรับไม่ได้ จะหาว่าไปอะไรกับการเมือง แต่ถ้าเราคิดว่า อาณัติความชอบธรรมในการปกครองมาจากประชาชน ก็ต้องทำให้ศาลรู้สึกว่าศาลมีความเชื่อมโยงกับประชาชนเหมือนกัน

กรณีของศาลล่าง ก็มีการเสนอระบบลูกขุน ซึ่งอันนี้จะต้องใช้รายละเอียดมากกว่านี้ แต่ที่เราพอทำได้ คือการใช้ระบบผู้พิพากษาสมทบ หมายความว่า ในคดีที่อยู่ในศาลล่าง ในคดีทั่วๆไป อาจจะเปิดให้คนทั่วๆ ไปซึ่งอาจจะไม่ได้เรียนกฎหมายเข้าไปนั่งเป็นผู้พิพากษาสมทบ ประเด็นว่า ผู้พิพากษาสมทบจะมีอำนาจแค่ไหน อาจจะต้องมาพูดกัน แต่อย่างน้อย การที่มีคนข้างนอกเข้ามานั่ง ก็จะทำให้ศาลระมัดระวังในการใช้อำนาจ เพื่อสร้างความโปร่งใสมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังต้องพูดถึงระบบบริหารงานบุคคลของศาล โครงสร้างขององค์กรที่มาบริหารงานบุคคลของศาลก็ต้องคิดกันใหม่ อย่างน้อยที่สุด คณะกรรมการตุลาการก็ต้องมาจากประชาชน องค์กรที่จะคัดเลือกผู้พิพากษาต้นทางในการคัดคนเข้าไป ต้องมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชน หรือมีสัดส่วนของคณะกรรมการมากกว่าครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่แค่คนสองคนอย่างที่เป็นอยู่

เราจะออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันการรัฐประหารให้ได้มากที่สุดได้ไหม
ได้ และเรื่องนี้ต้องทำ ต้องมีบทบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ กองทัพ องค์กรต่างๆของรัฐมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แล้วต้องให้สิทธิทหารในการปฏิเสธผู้บังคับบัญชาที่สั่งให้ทำรัฐประหาร ผมเคยไปบรรยายที่โรงเรียนนายร้อย นักเรียนนายร้อยปี 4 เขาถามผมว่า อาจารย์แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เขาสั่งให้เราไปทำรัฐประหาร ผมก็บอกว่า ถ้าเขาสั่งให้คุณไปยึดสถานีโทรทัศน์แล้วคุณไม่รู้หรือว่า นี่คือการรัฐประหาร คุณมีหน้าที่อะไรที่จะไปยึดสถานีโทรทัศน์ เขาสั่งให้คุณเคลื่อนกำลังแบบประหลาดๆ เข้ามาในเมือง แล้วคุณไม่รู้หรือว่า นี่คือรัฐประหาร

เท่ากับเรายอมเสี่ยง ที่ผ่านมาเราฉีกรัฐธรรมนูญได้อย่างสงบ ไม่มีทหารขัดขวาง เพราะเรากลัวสงครามกลางเมือง
หากมันต้องมี ก็ต้องมี เราจะไปกลัวทำไม กลัวแล้วรัฐธรรมนูญเราก็ถูกฉีกอยู่เรื่อยๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่เราควรจะต้องทำ ก็คือ การลบล้างคำสั่ง คำวินิจฉัย คำพิพากษาที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร ซึ่งการลบล้างบรรดาคำพิพากษาที่ผมพูดถึงนี่ ไม่ใช่การนิรโทษกรรม นิรโทษกรรมนี่เบาไป เพราะเท่ากับว่า การกระทำอันนั้น การตัดสินอะไรของศาลหรือกระบวนการที่เกิดขึ้นมานั้นโอเคแล้ว ถูกต้องแล้ว แล้วไปยกเว้นความผิดให้ หรือถ้าอภัยโทษ ก็คือระงับโทษไป ไม่เอาโทษ ซึ่งไม่พอ

เราน่าจะได้เวลาที่จะมาคิดกันจริงๆ ว่า เราจะยอมรับผลพวงที่เกิดขึ้นจากรัฐประหารแค่ไหน ซึ่งแน่นอน บางเรื่องก็จบไปแล้ว และในทางความเป็นจริง ถ้าไม่ใช่ในทางกฎหมายบางทีก็ไปรื้อไม่ได้ ถ้ามันจบก็ต้องจบ ถ้าเราไม่ยอมรับผล ก็จะพังกันหมด มันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งผมก็ไม่ได้สุดโต่งขนาดนั้น แต่ผมกำลังจะบอกว่า อะไรที่มันก่อให้เกิดผลในทางกฎหมาย แล้วอะไรที่มันลบล้างได้ก็ควรลบล้างให้หมดเท่าที่จะทำได้ เราไม่ควรถูกขังอยู่ในกรอบความคิดว่ารัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว แล้วก็ถูกบังคับให้รับผลของรัฐประหารต่อไปเรื่อยๆ อย่างเซื่องๆ ทีนี้จะลบล้างอะไรบ้าง ก็มานั่งดูกัน เช่น คำวินิจฉัยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเรื่องยุบพรรค ที่เอากฎหมายย้อนหลังมาตัดสิทธิบุคคล อย่างนี้ลบล้างเสีย ถูกไหมครับ คำตัดสินที่เกิดจากการดำเนินการชั้นต้นของ คตส. ลบล้างมันเสีย เมื่อลบล้างแล้ว ถ้ายังเป็นความผิดอยู่ ความผิดนั้นก็ยังไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ต้องเริ่มกระบวนการกันใหม่ ซึ่งต่างจากการนิรโทษกรรมที่ทำให้ความผิดที่เกิดขึ้นพ้นไปเลย เว้นผิดไปเลย

รูปธรรมกรณีคดีของคุณทักษิณนี่ ผลของการลบล้าง คือลบล้างทั้งหมดที่เกิดจาก คตศ. แล้วให้คดีทั้งหมดเริ่มต้นใหม่ที่เป็นธรรม
ถูกต้อง คือสำนวนนั้นอาจไม่ใช้เลย หมายถึง ตั้งแต่กระบวนการสอบ คือไม่เอา คตส.เลย ว่ากันใหม่เลย เริ่มกระบวนการกันใหม่หมดภายใต้ระบบซึ่งมันถูกปฏิรูปแล้ว กรณีอย่างนี้ ว่ากันใหม่ได้ ส่วนอะไรที่ทำไม่ได้ จะต้องพ้นไป ก็ทำไม่ได้ ช่วยไม่ได้ก็ต้องจบไป หรือถ้าอะไรที่ขาดอายุความก็ต้องปล่อยไป

นี่คือเรื่องใหม่เลย ต้องเขียนเป็นมาตราใหม่
ใช่ครับ ต้องเขียนขึ้นมาใหม่เลย ต้องเขียนขึ้นมาอีกมาตราหนึ่งหรือเป็นหมวดหนึ่ง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องซึ่งใหญ่กว่านิรโทษกรรม รุนแรงกว่า ที่ผมพูดออกไปนี่ รับรองว่าต้องมีคนออกมาโต้แย้ง ผมถามว่า แล้วในทางกฎหมายทำได้ไหมล่ะ จะมีใครไหมบอกว่าทำไม่ได้ ถ้าจะทำ มันทำได้ ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่จะทำให้เห็นว่า โอเค คุณยึดอำนาจได้คุณก็ยึดไป ถ้าคุณยึดสำเร็จคุณก็ยึดไป แต่ถ้าวันหนึ่งเมื่อประเทศกลับสู่สิ่งที่มันถูกต้องในทางระบบ เราจะชะล้างสิ่งที่มันไม่ถูกต้องออกไป จะไม่เหลือสิ่งซึ่งเป็นผลพวงของสิ่งซึ่งไม่ถูกต้องเอาไว้

อย่างนี้เราล้างไปถึง 2475 ได้ไหมครับ
ตามหลัก จะชะล้างกลับไปถึงรัฐประหารทุกครั้งก็ได้ครับ แต่ต้องมาดูว่า ที่ผ่านมามีคนรับโทษ คนรับอะไรจากคำกล่าวหาของคณะพวกนี้แค่ไหนอย่างไร ต้องมาดู แต่ในชั้นต้นตั้งแต่ 2549 เป็นต้นมา มันเห็นชัด

กฎหมายมันไม่ใช้ย้อนหลังไม่ใช่หรือ
ไม่ใช่ อันนี้ไม่ได้ไปย้อนหลัง อันนี้เป็นการทำรัฐธรรมนูญ แล้วใช้อำนาจในทางรัฐธรรมนูญนั้นลบล้างผลในทางกฎหมายของบรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัยต่างๆที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร อันนี้ไม่ได้ย้อนหลัง มันเป็นการประกาศความเสียเปล่าของการกระทำที่มุ่งต่อ ผลในทางกฎหมายทั้งหลายของคณะรัฐประหารตลอดจนองค์กรที่รับเอาประกาศคณะรัฐ ประหารไปใช้

ในไอเดียของผม คือต้องทำให้การรัฐประหารและสิ่งที่ทำกันมาต่อจากนั้นมัน ‘เสียเปล่า’ รัฐธรรมนูญจะประกาศความเสียเปล่านั้น หมายความว่า อะไรๆ ที่ตัดสินกันจากผลของการรัฐประหาร จะไม่เคยเกิดมีขึ้นในทางกฎหมาย ซึ่งนี่อาจจะเป็นเรื่องที่นักกฎหมายไทยอาจจะยังไปไม่ถึง ไม่รู้จัก และอาจจะสงสัยว่า เฮ้ย! มันจะเป็นอย่างไร ประกาศความเสียเปล่าของคำสั่ง ของคำวินิจฉัยของศาล แต่มันทำได้ในทางกฎหมาย

เอาล่ะ เราเข้าใจว่าคดียุบพรรคไทยรักไทย 111 คนนั้นจบไปแล้ว ถ้าเราลบล้างหรือทำให้การรัฐประหารมันเสียเปล่า ด้วยการประกาศความเสียเปล่า แล้วต่อมาเราก็บัญญัติในรัฐธรรมนูญประกาศความเสียเปล่าของคำวินิจฉัยของคณะ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ผลก็จะเหมือนกับว่าบุคคลเหล่านั้นไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเลย ซึ่งกว่าจะมีประกาศการเสียเปล่าด้วยรัฐธรรมนูญ ผลการตัดสิทธิคงจะหมดไปแล้ว การประกาศความเสียเปล่านั้น จะไม่มีผลในทางความเป็นจริง แต่มีผลในทางกฎหมาย

แต่มันทำให้เขาบริสุทธิ์
มันทำให้เขาบริสุทธิ์หรือไม่ไม่รู้ แต่ถือว่า เขาไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรืออะไรเลยในชีวิต

แต่การเสียสิทธิ โอกาส และเวลาไป 5 ปี จะไปเรียกร้องอะไรคืนไม่ได้ใช่ไหม
อันนี้จะเป็นปัญหา ต้องมาคิดกันว่า เราจะยอมแค่ไหนอย่างไร ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งว่าด้วยการเยียวยา รัฐบาลอาจจะบอกว่าโอเค จบๆ ไป เรียกร้องอะไรไม่ได้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนปั่นป่วน ในระบบกฎหมายอาจจะไม่เยียวยาให้ในกรณีเหล่านี้ หรืออาจจะเยียวยาในบางกรณีก็ได้

แต่กรณีข้อสงสัยในความผิด หรือข้อกล่าวหา เช่น กรณีคุณทักษิณ ก็อาจจะยังถูกดำเนินคดีตามกระบวนการได้
ก็ต้องว่ากันไป ตราบเท่าที่ยังอยู่ในอายุความดำเนินคดี ถ้าไม่อยู่ก็ต้องจบไป ช่วยไม่ได้

มาถึงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราจะเริ่มอย่างไร คนเสื้อแดงเขาเสนอให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้
ที่ผ่านมา มีคนเสนอให้ออกประชามติเลือก 2540 กับ 2550 แต่ปัญหาคือ ถ้าคนเลือก 2540 แล้วจะเป็นอย่างไร ระบบองค์กรต่างๆ จะเป็นอย่างไร เพราะบางองค์กรไม่มีในรัฐธรรมนูญปี 40 เช่น องค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญมีไม่เท่ากัน จะทำอย่างไร ถ้าเกิดว่าเอา 40 มาใช้ ก็ต้องเป็น 40 บวกบทเฉพาะกาล คือถ้าจะทำก็มีวิธีการทำ โดยการเพิ่มบทเฉพาะกาลลงไปในรัฐธรรมนูญ 2540 ก่อน แล้วจึงนำรัฐธรรมนูญ 40 บวกบทเฉพาะกาลนั้น กับรัฐธรรมนูญปี 50 ไปให้ประชาชนเลือกด้วยการออกเสียงประชามติ ถ้าประชามติเลือก 40 ผ่าน 40 ก็จะกลับมา พร้อมบทเฉพาะกาล อย่างนี้ก็ได้ ถ้าจะเอาแบบนี้ แต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วย

เพราะข้อบกพร่อง 2540 ก็ยังมีอีกเยอะ
ใช่ โดยส่วนตัว ผมถึงคิดว่าทำกันขึ้นใหม่ดีกว่า เราอาจจะยกรัฐธรรมนูญฉบับหลักๆ ที่เป็นประชาธิปไตยมาเป็นหลักในการยกร่าง ใจผมเห็นว่า เอารัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ฉบับที่ 2 ฉบับที่ 3 แล้วอาจจะบวกกับบางส่วนปี 40 เป็นแกน อย่างนี้น่าจะดีกว่าการใช้ 2540 เพียงฉบับเดียว คือย้อนกลับไปที่รัฐธรรมนูญก่อน 2490 (การรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งแรก) ไปที่ 3 ฉบับแรก เพราะ 3 ฉบับแรก ยังสืบสายอุดมการณ์ประชาธิปไตยในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องเอาธรรมนูญฉบับชั่วคราวบวกกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม 2475 บวกกับ 2489 แล้วบวกบางส่วนของปี 2540 อันนี้คือแนวทางในแง่ของการรื้อสร้าง

การทำประชามติมีไม่ชอบ ธรรมด้วยหรือ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ลงไปแล้ว ไม่ว่าจะถูกหลอกไม่หลอก เราก็ต้องเชื่อ ไม่เช่นนั้นถ้าเราอธิบายว่าถูกหลอก ก็เหมือนกับที่พรรคเพื่อไทยโดนกล่าวหาว่าซื้อเสียง
คำถามนี้ดี คืออย่างนี้ สมมติว่าเรายอมรับว่าเป็นการประชามติจริง แต่ประชามติก็ไม่ได้เป็นสรณะว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้ เราอาจจะประชามติใหม่อีกทีหนึ่งอย่างนี้ก็ได้ ถูกไหม เพราะฉะนั้นประชามติก็ต้องเจอประชามติอีกทีหนึ่ง อันนี้ไม่เป็นปัญหา ทำได้

คำถามคือ ประชามติที่ทำขึ้นมานั้นมีความชอบธรรมไหม เราจะบอกปฏิเสธความชอบธรรมโดยสิ้นเชิงเลยนั้นก็ไม่ได้ ถูกไหม เราปฏิเสธไม่ได้ทั้งหมด เพราะอย่างน้อยมันก็ผ่านการออกเสียงประชามติ แม้ว่าในบริบทของการออกเสียงประชามติจะไม่ถูกต้องตามหลักประชามติก็ตาม

แต่ว่าความชอบธรรมที่มีอยู่มันไม่บริบูรณ์ ความไม่บริบูรณ์หมายความว่า การออกเสียงประชามติที่ออกเสียงไปเมือปี 2550 มันไม่เป็นไปตามหลักการการออกเสียงประชามติที่แท้จริง คือเป็นปัญหาที่ตัวกฎเกณฑ์ เพราะการออกเสียงประชามติโดยแท้จริง ประชาชนเขาต้องมีทางเลือกที่ชัดเจน แต่ในวันที่เขาไปออกเสียงประชามติ เขาไม่ได้มีทางเลือกที่ชัดเลย เพราะเขาไม่รู้ว่า ถ้าเขาไม่เอารัฐธรรมนูญที่เป็นร่างปี 50 เขาจะได้รัฐธรรมนูญอะไร ไม่เห็นตัวเลือกที่ชัดเจน คือถ้ายังมีรัฐธรรมนูญฉบับเก่าอยู่ มีปี 50 มาเทียบ แล้วให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่า จะรับฉบับใหม่ไหม ถ้าไม่รับก็ใช้ฉบับเก่า อันนี้ก็เคลียร์ในแง่ของการออกเสียงประชามติจริงๆ มีความชอบธรรมจริงๆ

ประชามตินี้ก็มีที่มาจากการรัฐประหารเหมือนกัน แล้วต้องยอมรับไหม
ไม่รับได้ไหม นี่ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยในทางรูปแบบแล้วมันมีการออกเสียง คือผมถึงมีความเห็นว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงต้องมีการทำประชามติไง

โดยกระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากจะมีขึ้น ต้องเริ่มที่การลบล้างประชามติเดิมก่อน
ที่จริงก็ทำได้หลายวิธี คือถ้าชอบธรรมมากๆ ก็ต้องทำประชามติ ถามประชาชนดูว่าจะแก้หรือไม่แก้ อันนี้มีความชอบธรรมเต็มที่ แต่อาจจะไม่ต้องทำก็ได้ ถ้าเราถือว่า มีนโยบายที่เสนอไว้เมื่อตอนหาเสียงแล้ว แล้วรัฐบาลก็ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งเข้ามา สภาที่ได้มาจากการเลือกตั้งจึงมีความชอบธรรมในระดับหนึ่ง แล้วก็ทำการแก้ไขบนฐานของตัวองค์กรที่เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2550 เองด้วย เพื่อที่จะเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) กัน แต่สุดท้ายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นใหม่ ก็ให้ไปออกเสียงประชามติในตอนจบ ไปทำตอนนั้น คือตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วให้คนมาเลือกกันระหว่างปี 50 กับฉบับที่ทำขึ้นมาใหม่

ถ้าจะทำประชามติก่อนว่าจะแก้หรือไม่แก้ ขั้นตอนคือ แก้ไขมาตรา 291 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วจึงให้ประชาชนลงประชามติรับรอง
ก็ได้ อย่างนั้นก็ได้ ทำอย่างนั้นก็จะมีความชอบธรรมมากขึ้น แต่ตอนที่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือกระบวนการทำรัฐธรรมนูญปี 40 เราก็ไม่ได้เริ่มที่ประชามติในรอบแรกนะ และที่จริงๆ ก็ไม่ได้แค่แก้ 291 คือถ้าเราจะทำรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ วิธีการที่มันพร้อมกว่าสมบูรณ์กว่า คือการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกระบวนการ 291 โดยเพิ่มหมวดว่าด้วยกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่โดยที่ยังคง มาตรา 291 แบบเดิมไว้ ซึ่งหมวดที่เพิ่มมาทั้งหมวดจะบอกวิธีการว่า จะมี ส.ส.ร.ขึ้นมาได้อย่างไร ขั้นตอนจะเป็นอย่างไร จะไปออกเสียงประชามติอย่างไร ส่วนในระหว่างกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งอาจใช้เวลาปีสองปี หากมีความจำเป็นต้องแก้มาตราอื่นๆ ก็ใช้ 291 แก้ไป ไม่ต้องเอาสภาร่างฯไปแก้ เพราะ ส.ส.ร.มีหน้าที่ทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ มันควรต้องเป็นแบบนี้

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง พูดในสภาว่า จะให้มี ส.ส.ร. 99 คน มาจากจังหวัดละคน 77 และบวกผู้ทรงคุณวุฒิอีก 22 เหมือนตอนยกร่างปี 40 อาจารย์เห็นอย่างไร
การได้มาซึ่ง ส.ส.ร. ที่จริง ตอนนั้นก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจริงๆ ตอนนั้นในแต่ละจังหวัดให้มาสมัคร แล้วเลือกกันเองให้ได้ 10 คน จากนั้นก็ส่งมาที่สภา แล้วสภาก็เป็นคนเลือกให้เหลือจังหวัดละคน ไม่ได้เลือกจากประชาชนโดยตรง แต่ใจผม ถ้าให้มีความชอบธรรมมากกว่า ก็ต้องให้เลือกจากประชาชนโดยตรง ประชาชนก็ออกไปเลือกตั้ง ซึ่งก็คงยุ่งยากกว่าแต่ก็โอเค ที่จริงการให้สภาเลือกนั้นก็มีฐานความชอบธรรมอยู่ เพียงแต่ว่าตอนนี้วุฒิสภาครึ่งหนึ่งมาจากการสรรหา ฐานความชอบธรรมจึงมีไม่เต็มที่ แต่ถ้าเราคิดว่า สุดท้ายแล้วจะไปให้ประชาชนลงประชามติอยู่แล้ว และเพื่อให้กระบวนการเดินไปได้เร็ว ก็อาจจะให้สภาเป็นคนเลือกก็ได้

อย่างไรก็ตามการเลือกจังหวัดละคนนั้น ไม่ค่อยสอดรับกับหลักคิดเท่าไร ที่มาของ 77 คนนี่ไม่ถูกในเชิงหลักการ เพราะบ้านเราไม่มีระบบแบบมลรัฐที่แต่ละรัฐจะใหญ่เท่าๆ กัน เพราะจังหวัดของเราเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคเท่านั้นเอง เรื่องนี้จึงต้องคิดต่อว่าจะทำอย่างไร เดิมทีผมคิดว่า ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยจัดกลุ่มจังหวัด แล้วให้ประชากรแต่ละกลุ่มมีจำนวนใกล้เคียงกัน กรุงเทพอาจจะมีมากกว่า 1 คน เพราะประชากรเยอะกว่า เป็นไปตามสัดส่วนประชากร

ตอนนั้นการเมืองยังไม่แบ่งขั้ว แต่ตอนนี้ถ้าให้เลือกกันเอง สมัครกันเอง น่าจะเกิดการบล็อกโหวต กลายเป็นการช่วงชิงกันแบบไม่มีกติกา
ใช่ นั่นก็จะเกิดปัญหา

แล้วถ้าจะเป็นการเลือกตั้งโดยตรงเหมือน ส.ว.
จะเอาแบบเลือกตั้ง สว. จังหวัดละคน อย่างนั้นก็ดีขึ้นมาหน่อย แต่อย่างที่บอก ให้จัดกลุ่มที่มีประชากรใกล้เคียงกันจะดีกว่า เอาจำนวนประชากรเป็นตัวตั้ง แล้วลองดูว่าใช้สัดส่วนประชากรกี่คนแล้วรวมกัน ซึ่งอาจจะต้องทำแบบนั้น เพราะไม่มีวิธีการอื่น อาจจะดูยากหน่อยในส่วนของจังหวัด นอกจากนี้ก็อาจจะมีข้อเสียเพราะจะถูกมองว่าเป็นการเมืองมากไป เพราะเวลาลงเลือกตั้งนั้นอย่างไรเสียก็ต้องเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองแน่นอน ดังนั้นวิธีที่ดีพร้อมจึงยังไม่มี หรือไม่อย่างนั้นก็ให้สภาตั้งเลย กำหนดคุณสมบัติ ใครอยากเป็นก็ให้สมัคร ไม่ต้องเลือก สมัครแล้วให้สภาประชุมกันแล้วมีคณะกรรมการขึ้นมาเลือก จากนั้นสภาก็เลือก อาจมีช่องให้กาว่า จะเลือกลงช่องผู้ทรงคุณวุฒิหรือช่องอะไรก็ว่าไป คือใช้ตัวสภานั้นแหละ ซึ่งถ้าจะให้ดีก็คือให้สภาผู้แทนราษฏรเลือก แต่วุฒิสภาก็คงไม่ยอม หรืออาจจะทำในเชิงข้อตกลงกันว่า ผู้ได้รับการเลือกจะต้องได้คะแนนเสียงมากเป็นพิเศษ เช่น 2 ใน 3 เป็นต้น

2 ใน 3 ก็คือต้องใช้ 400 กว่าเสียง เพื่อให้เกิดการประนีประนอมกันระหว่างรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว. ไม่ให้ใครผูกขาดได้
ก็ต้องว่ากันไป แต่ประเด็นที่สำคัญนั้นอยู่ที่กรรมาธิการยกร่าง เรื่องการยกร่างความสำคัญจะไปอยู่ตรงนั้น

ตอนยกร่างฉบับปี 40 นี่ มีนักกฎหมายมหาชนครึ่งหนึ่ง นักรัฐศาสตร์ครึ่งหนึ่งใช่ไหม
ตอนนั้นนักกฎหมายมหาชน 8 คน นักรัฐศาสตร์ 8 คน แล้วผู้เชี่ยวชาญการร่างกฎหมายอีก 7 คน เพราะ ส.ส.ร.ชุดนั้นผู้ทรงคุณวุฒิมีได้ 23 คน จาก 76 จังหวัด บวกอีก 23 เพื่อให้เป็น 99

ทำไมจึงมีแค่ 3 อาชีพนี้
เรื่องนี้ก็ถกเถียงกันได้ ในชั้นของ ส.ส.ร. ผมไม่ค่อยกังวล แต่ตอนที่เป็นกรรมการยกร่าง คุณสมบัติต้องเฉพาะเจาะจง ต้องเอาคนซึ่งรู้เรื่องเรื่องพวกนี้เข้าไป ส่วนคนซึ่งรู้เรื่องทั่วไปก็ไปอภิปรายในชั้นของสภา แต่เราไม่ควรคิดถึงแต่ตัวสภาร่าง เราควรคิดถึงตัวกรรมาธิการยกร่างไปด้วยเลยโดยให้ความสำคัญเท่ากับสภา ซึ่งตรงนั้นใช้คนไม่เยอะ

หมายความว่า คุณสมบัติของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องระบุในรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขไว้เลย
ใจผมอยากให้เป็นแบบนั้น คือแต่เดิมที เขาไม่ได้วางสเป็ก เขาให้ ส.ส.ร.ไปว่ากันเอง

ในส่วนเนื้อหาที่จะแก้ไข ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะได้อย่างที่หลายๆ ฝ่ายเสนอไหม เราจะยอมรับได้แค่ไหน หรือเราจะผลักดันได้แค่ไหน
ก็ต้องดูก่อนว่ากระบวนการออกมาอย่างไร แต่ผมสนใจในแง่โครงสร้าง เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องของประชาธิปไตยต้องผลักให้สุด คือต้องผลักให้ได้ อะไรที่มาจากการสรรหาต้องเลิก องค์กรอิสระบางองค์กรต้องเอาออก ปรับระบบอำนาจ วางเชื้อเรื่องการปฏิรูปองค์กรตุลาการ ปฏิรูปกองทัพ หรือการมีผู้ตรวจการกองทัพ ไอเดียที่ผมเคยนำเสนอ พวกนี้ควรจะต้องได้

คืออย่างน้อยก็ขอให้มีรูปเป็นร่าง
ใช่ จะอย่างไร หากไม่สามารถสำเร็จได้ในทีเดียว ก็ขอให้มีไว้เป็นฐานในการทำต่อ คือทำแล้วครั้งหน้าไม่ต้องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับแล้ว มีโครงสร้างแล้ว ข้างหน้าหากจะมีการปรับอะไรก็ไปปรับบางหมวดพอ คือจะต้องคิดแบบนั้น ต้องคิดเผื่อไว้

คอป.จัดหนัก! ทางออกภาพรวม จี้รัฐประกันผู้ชุมนุม-ผู้ต้องหาหมิ่นสถาบัน

ที่มา ประชาไท

คอป.เสนอรัฐบาลยิ่งลักษณ์ครั้งแรก เน้น “กระบวนการยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน” เสนอเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายทั้งก่อน–หลังรัฐประหาร จี้ให้สิทธิพื้นฐานประกันตัวคดีการเมือง ผู้ชุมนุมเสื้อแดง พร้อมแนะแนวทางแก้ปัญหาคดีหมิ่นฯ เสนอพื้นที่พิเศษคุมนักโทษการเมือง‘ยิ่งลักษณ์’ รับลูกเร่งเยียวยา ตั้ง รมว.มหาดไทย ประธานประสาน คอป.

20 ก.ย.54 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ที่ประชุมครม.รับทราบ และมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ การปรองดองแห่งชาติ(คอป.)ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน โดยคอป.ได้เคยเสนอรายงานมาแล้วครึ่งหนึ่งในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เป็นครั้งแรกของรัฐบาลนี้ที่คอป.นำเสนอต่อรัฐบาลให้เกิดการปฏิบัติ อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างบรรยากาศปรองดอง สิ่งที่ทางคอป.เสนอคือให้ยึดหลักยุติธรรม นิติธรรม เคารพกฎหมาย และยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และขอให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในการชี้แจงความชัดเจนเกี่ยวกับการ แจ้งข้อกล่าวหาในการดำเนินคดีอาญา และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง หมายความว่า เร่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดกระบวนการในการสืบสวนสอบสวนอย่าง ยุติธรรมเป็นไปตามหลักนิตธรรม เพื่อให้ได้ข้อมูลค้นหาความจริง ซึ่งไม่ให้จำกัดอยู่แค่เหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.53 แต่ให้ดูภาพรวมทั้งหมดทั้งหลังและก่อนเกิดกการปฏิวัติ

ส่วนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น จะเป็นไปในเรื่องการป้องกันเพื่อไม่ให้บุคคลต่างๆ เหล่านี้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จะต้องดำเนินการทุกวิถีทาง โดยที่เป้าหมายสุดท้ายเพื่อเป็นการปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คอป.ยังมีข้อเสนอในเรื่องการเร่งดำเนินการเยียวฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ความรุนแรงของทุกฝ่ายอย่างรวดเร็ว และจริงจัง โดยที่ไม่ได้ยึดติดกับกรอบเดิมๆ แต่ขอให้มีการตั้งกรอบในการดูแลเยียวยาฟื้นฟูที่เป็นกรอบแนวกว้าง เพื่อให้การปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นไปตามหลักนิติธรรม และให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวตามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลย หมายความว่าในช่วงที่มีการพิจารณาคดีนั้น ขอให้มีการเร่งปล่อยตัวชั่วคราว หรือหากผู้ที่จะถูกคุมขังจองจำก็ขอให้เป็นไปตามสิทธินักโทษทางการเมือง ดังนั้นที่ประชุมครม.จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประสาน และติดตามผลการดำเนินงานข้อเสนอของ คอป.เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีเจตนาและความจริงใจที่จะทำงานร่วมกันกับทาง คอป.เพื่อให้การดำเนินการสามัคคีปรองดองสมานฉันท์เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยแต่งตั้งให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งจะดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

สำหรับ คอป.นั้นได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.) ต่อนโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย ลงวันที่ 15 ก.ย.54 นำเสนอรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

1. คอป. เห็นว่า ในระหว่างที่สังคมไทยยังมีความขัดแย้งอยู่นั้น รัฐบาลต้องมีเจตนารมณ์ ทางการเมือง (Political Will) ที่จะยึดถือหลักนิติธรรม (Rule of Law) ในการบริหารประเทศโดยเคารพกฎหมาย และยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง รัฐบาลต้องดำเนินมาตรการเพื่อลดความขัดแย้ง โดยตรวจสอบว่าเจ้าพนักงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารปฏิบัติตาม กฎหมายอย่างเคร่งครัด ให้ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนและผู้ต้องหา ที่ต้องการความช่วยเหลือ

2. ในระหว่างที่ความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ และสังคมไทยเริ่มมีความหวังที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่ความปรองดอง คอป. ขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกากับและควบคุมการใช้อานาจรัฐ พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง กลุ่มบุคคล และองค์กรต่างๆ ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในการกระทาการใดๆ ซึ่งอาจเป็นการกระทบกระเทือนถึงบรรยากาศในการปรองดอง

3. คอป. เห็นว่าสภาพความขัดแย้งในทางการเมืองในห้วงเวลาที่ผ่านมาเป็นสาเหตุสาคัญ ที่นามาสู่ความรุนแรงและการกระทาความผิดกฎหมายอาญาของผู้ที่เกี่ยวข้องใน ความขัดแย้งฝ่ายต่างๆ ความรุนแรงและการกระทาความผิดกฎหมายอาญาในลักษณะเช่นนี้มิใช่พฤติกรรมที่ เกิดขึ้นในสังคมในภาวะปกติทั่วไปที่ไม่มีความขัดแย้งในทางการเมืองเช่นนี้ เพราะการกระทาความผิดมีมูลฐานเริ่มต้นจากความคิดเห็นในทางการเมือง การดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองยังมีปัญหาที่ เกิดขึ้นจากข้อจากัดของกระบวนการในการสืบสวนสอบสวน การตั้งข้อหาการรวมรวมพยานหลักฐานที่ถูกมองว่าไม่เป็นกลางและโน้มเอียงไปใน ทางที่เป็นคุณต่อผู้กุมอานาจรัฐในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย คอป. จึงมีความเห็นว่าการดาเนินคดีอาญาในคดีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และคดีที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทั้งหลายทั้งก่อนและหลังการรัฐ ประหาร 19 ก.ย. รวมทั้งคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ล้วนเป็นเรื่องที่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง รัฐบาลสมควรดาเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับการดาเนินคดีในความผิดดังกล่าว ดังนี้

3.1 เร่งรัดตรวจสอบให้ชัดเจนว่าการแจ้งข้อหาและการดาเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา และจาเลยสอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งการกระทาหรือไม่ และทบทวนว่ามีการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินสมควร หรือการดาเนินคดีที่พยานหลักฐานอ่อนไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ความผิดหรือไม่

3.2 ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้มีการปล่อยชั่วคราวอันเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ ต้องหาและจำเลย เพื่อให้ผู้ต้องหาและจาเลยสามารถต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัวอันเกิดจากการถูกจากัดเสรีภาพ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ยื่นคาร้องต่อศาลเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาและจาเลยว่ามีเหตุที่จะ หลบหนี เหตุที่จะทาลายพยานหลักฐาน หรือเหตุที่จะเป็นอันตรายต่อสังคมหากได้รับการปล่อยชั่วคราวหรือไม่ หากไม่มีสาเหตุดังกล่าว ให้ยืนยันหลักกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานว่าผู้ต้องหาหรือจาเลยมีสิทธิ ได้รับการปล่อยชั่วคราว

3.3 เนื่องจากผู้ต้องหาและจาเลยมิใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรดังเช่นในคดีอาญาตาม ปกติ แต่เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทาความผิดอันมีมูลเหตุเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ในทางการเมือง รัฐบาลสมควรจัดหาสถานที่ในการควบคุมที่เหมาะสมที่มิใช่เรือนจาปกติเป็นสถาน ที่ควบคุมผู้ต้องหาและจาเลย ดังเช่นที่เคยใช้กับนักโทษทางการเมืองในอดีต

3.4 เนื่องจากคดีอาญาเหล่านี้เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการ เมืองที่ดาเนินอยู่ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาโดยผู้กระทาผิดมีมูลเหตุจูงใจ ในทางการเมือง และปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มีรากเหง้าที่สาคัญมาจากสภาพสังคมไทยอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน (Transition) การนาเอาหลัก ความยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice) ที่มีเพียงมาตรการการฟ้องคดีอาญาในเชิงลงโทษมาใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง จึงไม่เหมาะสมกับสภาพของปัญหา ดังนั้น จึงสมควรที่จะนาเอาหลักวิชาการเกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) มาศึกษาและปรับใช้ เพื่อนาหลักการและแนวทางของหลักวิชาการดังกล่าว ตลอดจนประสบการณ์ของต่างประเทศที่เคยเผชิญความขัดแย้งอย่างรุนแรงมาปรับใช้ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศไทย

4. คอป. เห็นว่า รัฐบาลควรเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง โดยกลุ่มเป้าหมายในการเยียวยาไม่ควรจากัดเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์ในช่วงเดือนเมษายน -พฤษภาคม 2553 เท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ที่สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารเป็น ต้นมา โดยให้รวมถึงประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ สื่อมวลชน และภาคเอกชน ตลอดจนครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ควรขยายขอบเขตการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบในระดับพื้นที่ ชุมชน และสังคมด้วย โดยเฉพาะแหล่งที่อยู่อาศัยและย่านการค้าที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมและ เหตุการณ์ความรุนแรงและควรจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อทาหน้าที่ในการให้ การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายอย่างจริงจัง โดยจัดให้มีองค์กรเฉพาะกิจที่มีประสิทธิภาพ

รายละเอียดข้อเสนอ คอป. ฉบับเต็ม อยู่ในไฟล์แนบด้านล่าง

AttachmentSize
ข้อเสนอของ คอป. ต่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครั้งแรก (15 ก.ย.54)137.59 KB

สัมภาษณ์วัฒน์ วรรลยางกูร รัฐประหาร 5 ปี ยังมีศัตรูของระบอบประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

ประชาไทสัมภาษณ์ วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนผู้ร่วมขบวนการคนเสื้อแดงตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เขาเห็นว่า ภารกิจของคนเสื้อแดงยังไม่ลุล่วง กลุ่มอำนาจที่เป็นศัตรูต่อระบอบประชาธิปไตยยังคงอยู่ และไม่เห็นทิศทางการปรับตัวของอำนาจเหล่านี้



ครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร ขณะนี้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนส่วนใหญ่แล้ว ยังมีสิ่งใดที่ประชาชนยังไม่บรรลุอีกหรือ

“ความรู้สึกในเวลานี้ อย่างเมื่อวานนี้ (18 ก.ย.54) คนเสื้อแดงก็มากันเยอะมาก มันก็สะท้อนว่า พวกเขายังไม่มั่นใจว่าการใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของเขาจะเป็น ที่ยอมรับของกลุ่มอำนาจต่างๆ มันยังมีการฮึ่มๆ ฮั่มๆ ว่าจะมีการรัฐประหาร บอกว่ารัฐบาลที่คนเลือกมาแล้วด้วยเสียงส่วนใหญ่ จะมีอายุแค่ไม่กี่เดือน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มีพื้นฐานเหตุผลชัดเจน ไม่ใช่การวิตกไปเอง คนถึงต้องออกมา เพราะว่า กลุ่มที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับระบอบประชาธิปไตย เขาก็ยังมีอำนาจ มีกำลังอยู่ ยังสามารถคุมกำลังในกองทัพได้อยู่ ยังสามารถโน้มนำหรือชี้นำในกลุ่มพนักงานตุลาการได้อยู่ เป็นเรื่องที่คนเขารู้กันทั่วไปแล้ว

เพราะฉะนั้นคนมีความไม่เชื่อมั่นว่าผลการเลือกตั้งของเขาจะเป็นที่เคารพหรือยอมรับของกลุ่มอำนาจที่อยู่นอกระบบระบอบประชาธิปไตย

ก็เห็นกันว่า อำนาจนอกระบบประชาธิปไตยก็ยังอยู่ และพร้อมที่จะเข้ามาทุบทำลายด้วยการรัฐประหารได้อีก ถ้าหากว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมีการทำงานที่พลาดพลั้งไป

พูดง่ายๆ ว่าภารกิจของคนเสื้อแดงที่ออกมาต้านรัฐประหารเมื่อ 5 ปีที่แล้วยังไม่ลุล่วง หมายถึงกลุ่มอำนาจเดิมๆ ที่มีผลต่อการโค่นอำนาจของประชาชน ยังมีอิทธิพลอยู่ในการเมืองไทย

“ใช่ครับ มันเหมือนนิยายที่ผู้ร้ายยังไม่ตาย ผู้ร้ายยังมีฤทธิ์มีเดช ยังสามารถสำแดงเดชเมื่อใดก็ได้ อันนี้คือความจริงในขณะนี้ ถึงแม้ผู้ร้ายจะเป็นกลุ่มชนชั้นที่มีอายุมากแล้วก็ตาม”

ภายใน 5 ปีมานี้ คุณมองเห็นไหมว่า ประชาชนได้แสดงให้เห็นว่าตัวเองเป็นกลุ่มอำนาจกลุ่มหนึ่ง ที่มีพลังกลุ่มและเข้ามามีพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้นแล้ว

ประชาชนมีความเหมาะสมที่จะมีพื้นที่ในทางการเมืองตรงนี้ เพราะก่อนหน้านั้นประชาชนเองไม่ค่อยเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างชัดเจน เท่าไหร่ แต่รอบนี้ ในรอบ 5 ปีมานี้ มันชัดเจนว่าประชาชนเขามีความตื่นตัวขึ้นมา แสดงความเป็นเจ้าของอำนาจ แสดงความเป็นตัวตนของปวงชนชาวไทย ซึ่งตรงนี้ชัดเจน ถึงจะชัดเจนอย่างไร ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ชนชั้นผู้มีอำนาจ ชนชั้นอภิสิทธิ์ชน ชั้นชั้นที่เขาเคยได้ผลประโยชน์จากความไม่เป็นประชาธิปไตย จากระบอบอภิสิทธิ์ จากระบอบศักดินา จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เขาจะไม่ยอมปล่อยมือไปง่ายๆ เขาก็จะหาวิธีซิกแซกลดเลี้ยวอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งในทางกฎหมายบ้าง ในทางด้านการเลือกตั้งบ้าง มันก็เป็นเรื่องที่แบบว่า ยังต้องต่อสู้ต่อไป คือนิยายเรื่องนี้ยังไม่จบ ผู้ร้ายก็ยังอยู่แต่พระเอกก็เข้มแข้งขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น coming soon โปรแกรมหน้าสนุกแน่

มองในแง่พัฒนาการการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะจากกลุ่มคนเสื้อแดง คุณเห็นอะไรที่ยังไปไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็นหรือควรต้องปรับปรุงอะไรอีกไหม

ก็มีความไม่อิ่มอกอิ่มใจบ้างในเรื่องของแนวทางการต่อสู้ กลุ่มหนึ่งต้องการเรียกร้องการปฏิวัติประชาธิปไตย แต่กลุ่มหนึ่งก็อยู่ในกลุ่มของปฏิรูปประชาธิปไตย อยากที่จะประนีประนอม อยากที่จะใช้เพียงการต่อสู้ในเชิงของระบอบรัฐสภาเท่านั้น แต่ถ้าเราไปดูประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของระบอบสังคมของโลก การเปลี่ยนแปลงต้องมาในทุกพื้นที่ ทั้งในสภาผู้แทนฯ ในระบอบรัฐสภาและนอกระบบรัฐสภา คือข้างถนนริมถนน มันต้องประสานกันไป แล้วไม่ใช่ว่าพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งจะสำคัญกว่ากัน มันอยู่ที่ความเหมาะสม บางปีบางเดือน พื้นที่ในสภาสำคัญกว่า บางปีบางเดือน พื้นที่ริมถนนมีความสำคัญมากกว่า เพราะฉะนั้นจะต้องปรับให้มันลื่นไหลไปตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตายตัว ตายตัวก็คือว่า พอตัวเองได้เป็น สส.ได้เป็นผู้แทนฯ เป็นรัฐมนตรีแล้วก็อยากจะบังคับให้สู้อยู่แต่ระบอบรัฐสภาเท่านั้น ซึ่งมันไม่ใช่ หากเราดูจากบทเรียนของประวัติศาสตร์สากลมาแล้ว

สิงที่ท้าทายคนเสื้อแดงมากกว่าอำนาจนอกระบอบ อาจจะเป็นเรื่องความรู้สึกว่าตัวเองได้เป็นเสียงส่วนใหญ่แล้ว ได้มีอำนาจในสภาแล้ว อย่างนั้นหรือเปล่า

ก็คือว่า คนเราพอได้รู้สึกว่าตัวเองได้เป็นเจ้าของออำนาจอธิปไตยแล้ว แล้วก็ลุกขึ้นมาแสดงตัวตนของตัวเองแล้ว ตอนนี้พูดตรงๆ ว่าผมเองก็เบาใจลงไปเยอะ เพราะว่ามันไม่มีการต่อสู้ครั้งไหนที่จะมีคนเข้าร่วมมากเท่าครั้งนี้ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2553 ก็เป็นการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองใช้ทุนรอนน้อยมาก เพราะว่าคนเสื้อแดงช่วยกันลงเรี่ยวลงแรง ลงเงินด้วยลงแรงด้วย ลงความคิด ลงหัวใจ นี่มันเป็นปรากฏการณ์ที่ดีมาก เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลัง 14 ตุลา สมัยที่พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยชนะเลือกตั้ง หรือสมัยก่อน 2500 ที่พรรคสหชีพ พรรคที่อยู่ฝ่ายของปรีดี พนมยงค์ได้รับการเลือกตั้ง การเมืองที่ดีมันเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ว่าฝ่ายที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม เป็นฝ่ายไดโนเสาร์ ไม่อยากให้ปรากฏการณ์นี้คงอยู่หรือขยายตัวขึ้น แล้วก็พยายามทำลาย ใส่ร้ายป้ายสี แล้วในที่สุดก็ทุบทิ้งด้วยการใช้รัฐประหาร เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่คนเห็นกันมากแล้วล่ะ ผมเลยไม่รู้สึกหนักใจ และมีความหวังว่าในชั่วชีวิตของผม จะได้เห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเสียที ผมเบื่อมากเลยตลอดชีวิตที่เห็นการรัฐประหาร การเป็นประชาธิปไตยแบบอีแอบ คือมีมือที่มองไม่เห็น ความจริงก็มองเห็นแต่พูดไม่ได้ มาบงการ มาบิดผันผลการเลือกตั้ง มาบิดเบือนอำนาจ มาล้วงลูก จนกระทั่งมาทุบทำลายด้วยการรัฐประหาร ถ้าทำอย่างนั้นอีก ความรุนแรงจะเกิดขึ้น ผมช่วยไม่ได้นะครับ และฝ่ายที่ทำตัวเป็นศัตรูประชาธิปไตยจะไม่มีที่อยู่ที่ยืนในประเทศนี้ ผมขอเตือนเอาไว้ เพราะว่าพลังประชาชนตื่นตัว เติบโต ขยายตัวมากขึ้นแล้ว และมีบทเรียนแล้ว ถ้าหากท่านอยากจะอยู่กับสังคมไทยต่อไป ท่านก็ต้องรู้จักปรับตัวเองบ้าง นี่ผมพูดอย่างไม่มีความหวังอะไรเลยครับ

5ปี19กันยาพลพรรคแดงกระหึ่มโลกต้านรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 กันยายน 2554

คนไทยผู้รักประชาธิปไตยในหลายประเทศทุกมุมโลก เช่น อังกฤษ อเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึกครบรอบเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พร้อมกับชาวไทยผู้รักประชาธิปไตย โดยได้ส่งสัญญาณเตือนว่า จะไม่ยินยอมให้เกิดการรัฐประหารอีกในประเทศไทย

และพร้อมจะร่วมมือกับนานาชาติส่งแรงกดดันมายังกลุ่มผู้สมคบคิดจะทำรัฐประหาร และร่วมพลังกับชาวไทยผู้รักประชาธิปไตยต่อต้านทัดทานอย่างถึงที่สุด

ยุโรป
UDD THAI OF EUROPE กับการเดินขบวนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยในต่างแดน

19.กันยายน ครบรอบ5ปีรัฐประหาร ที่เผด็จการได้ทำลายประเทศชาติเสียหายยับเยิน จนเกิดการรวมตัวกันต่อต้านคัดค้านครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติไทย รวมทั้งพี่น้องผู้รักประชาธิปไตย รักความยุติธรรมที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศไม่สามารถยอมรับการทำลายประเทศชาติ ในครั้งนี้ได้ จึงได้พร้อมใจกันลุกขึ้นมาต่อต้านฝ่ายเผด็จการอำนาจมืดกันทั่วโลก รวมทั้งในโซนยุโรป ฝรั่งเศส เยอรมัน เดนมาร์ก เบลเยี่ยม สวีเดน นอร์เวย์ฯลฯ ได้รวมตัวกันจัดตั้งองค์กรในนามของ UDD THAI OF EUROPE หรือ นปช.อียู และร่วมทำกิจกรรมเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง

คุณมนูญ มิ่งชัย ประธานฯนปช.อียู พร้อมด้วยคุณนิตยา นิลเซ่น คุณขวัญใจ เนตรแสงศรี รองประธานฯและคณะกรรมการจากทุกประเทศได้มีมติในที่ประชุมมอบหมายให้ทาง ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพดำเนินการขออนุญาตจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจใน การเคลื่อนไหว ปกป้องรัฐบาลต่อต้านรัฐประหารในวันครบรอบ5ปี

เมื่อถึงกำหนดวันนัดหมาย พี่น้องนปช.อียูพร้อมใจกันเดินทางมาร่วมแสดงพลังครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ อย่างท่วมท้น โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปารีสที่ได้ขออนุญาตไว้ล่วงหน้า 12 นาย มาคอยอำนวยความสะดวก ปิดการจราจร , นำขบวนและปิดท้ายขบวนอย่างสวยงาม พร้อมเสียงร้องตะโกนกู่ก้องไปบนท้องถนนกลางกรุงปารีสว่า ประชาชน จงเจริญ!!! , Long Live Demomcracy!!!

19 กันยายนปีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการเคลื่อนไหวในต่างประเทศ จะต่างกันก็ตรงที่ครั้งนี้ออกมาเพื่อแสดงพลังปกป้องรัฐบาลที่มาจากเสียงข้าง มากของประชาชน และส่งเสียงเตือนไปยังเผด็จการอำนาจมืดที่ยังมีความพยายามที่จะล้มล้าง รัฐบาลของประชาชนอยู่ตลอดเวลาว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยผู้รักประชาธิปไตยทั้งในและนอกประเทศ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง !!!

การรัฐประหาร ยึดอำนาจที่ผ่านมาทำให้คนทั่วโลกได้เห็นแล้วว่า ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจอมปลอม ไม่สามารถหลอกลวงสายตาชาวโลกได้อีกต่อไป เพราะฉนั้นอย่าได้คิดต่อสู้กับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นการรัฐ ประหารแบบมีเสียง(โดยทหาร )หรือไม่มีเสียง ( อำนาจตุลาการ องค์กรอิสระทั้งหลาย)อีกเลย

มีแต่จะทำให้ประเทศไทยเกิดสงครามกลางเมืองพร้อมกับเสียงตะโกนกู่ร้องก้องโลกว่า ลิเบีย!! ตูนิเซีย!! อียิป!!

ชมภาพกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ www.thairedeu.com

อังกฤษ





เว็บไซต์คนไทยยูเค เปิดเผยให้เห็นภาพถ่ายจำนวนมากของกลุ่มคนไทยในประเทศอังกฤษ ได้รวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมยกป้ายประท้วงเพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี 19 กันยายน 2549

ป้ายแบนเนอร์ที่กลุ่มคนไทยกลุ่มดังกล่าวได้ยกมีข้อความในเชิงไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร อาทิเช่น

- ลดบทบาท ตัดงบกองทัพ คือเป้าหมายเรา
- NO MORE COUP THE WORLD IS WATCHING
- ยกเลิก ม.112 ด่วน
- 5 ปี รัฐประหาร ตากูสว่าง ต่อไปประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
- Free Political Prisoners in Thailand


อเมริกา


สไลด์ภาพคนไทยในลอสแอนเจลิสรวมตัวต้านรัฐประหาร 19 กันยา 49


------------------------------------------------------------------
=======================================


เสื้อแดงแอล.เอ.จัดชุมนุมกันหน้าศาลาว่าการนครลอส แองเจลีส และออกแถลงการณ์ประณามครบ ๕ ปีรัฐประหาร ๒๕๔๙ ดังมีรายละเอียดดังนี้

๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ ครบรอบห้าปีของการปล้นสะดมประชาธิปไตยไทยโดยคณะทหารภายใต้ บุญญาธิการ(เซ็นเซอร์) อันสืบเนื่องนำมาซึ่งการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุด

ทั้งชีวิต และสิทธิพื้นฐานของปวงชนที่ยึดมั่นในปรัชญา “ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน” ไม่น้อยกว่า ๙๒ ราย บาดเจ็บเกือบสองพันคน สูญหายเป็นร้อย เมื่อรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะทหารอันประกอบด้วยพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด พร้อมด้วยเจ้าพนักงานด้านความมั่นคงอีกหลายคน รวมทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ และนายถวิล เปลี่ยนสี ได้ร่วมกันใช้อำนาจนอกเหนือหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยพระราชบัญญัติการก่อการร้าย เข้าเข่นฆ่าประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องให้มีการยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ และที่แยกราชประสงค์เมื่อ ๑๙ พฤษภาคม ปีเดียวกัน

ชาวไทยในพื้นที่ลอส แองเจลีส ผู้ซึ่งตลอดห้าปีที่ผ่านมาคัดค้านการยึดอำนาจปกครองโดยคณะทหาร และประณามการย่ำยีหลักการประชาธิปไตย รวมทั้งการบังคับใช้กฏหมายที่เอาเปรียบต่อผู้ด้อยฐานะทางสังคมซึ่งเรียกกัน ว่า “รากหญ้า” หรือ “ไพร่” และผู้ที่รณรงค์ต่อสู้เพื่อสิทธิของคนเหล่านี้ในขอบข่ายของหลักการ ประชาธิปไตย ดังเช่นการยัดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ทำให้มีผู้ต้องหาถูกจองจำโดยไม่สามารถขอรับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมาต่อสู้ คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนทั้งเก่า และใหม่นับได้ถึงกว่า ๕๐๐ คนนั้น

เห็นว่าแม้ขบวนการประชาชนจะสามารถผลักดันด้วยคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคการ เมืองซึ่งยืนอยู่ข้างประชาชนส่วนใหญ่ได้รับอาณัติจัดตั้งรัฐบาลแล้วก็ตาม แต่อำนาจอิทธิพลของทหารภายใต้ข้ออ้างปกป้องราชบัลลังค์ก็ยังข่มขู่คุกคาม รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ต่อไป ทั้งในทางลับ หรือผ่านทางสมุนบริวารที่ปฏิบัติการในคราบของผู้จงรักภักดี สื่อมวลชนอาวุโส ตุลาการ และผู้มีบารมี

แม้แต่พรรคการเมืองที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งไปแล้วแทนที่จะคอยตรวจสอบการทำงาน ของรัฐบาลใหม่อย่างบริสุทธิ์ใจ และยอมรับวิถีทางประชาธิปไตย กลับตั้งแง่ก่อกวน ติเรือทั้งโกลน และช่วงชิงความดีชอบในนามรัฐบาลเงา ตั้งแต่รัฐบาลจริงยังไม่ได้ลงมือทำงาน

เช่นนี้แสดงว่ากลิ่นอายของการรัฐประหาร และเงาดำของผู้มีบารมีที่ให้การสนับสนุนรัฐประหารอยู่เบื้องหลังตลอดมา จะทำให้ประชาชนไทยต้องได้รับทุกข์ทรมานจากการที่สภาพสังคมยังคงจมปลักอยู่ใน ภาวะแปลกแยก ซึ่งกลุ่มผู้มีอำนาจบารมีส่วนน้อยบังคับใช้มาตรฐานซ้อนทางการเมือง การปกครองแก่ผู้ด้อยศักดิ์ศรีส่วนใหญ่

ชาวไทยในแอล.เอ. เหล่านี้จึงนัดหมายกันไปชุมนุมกันหน้าศาลาว่าการนครลอส แองเจลีส เพื่อชูแผ่นป้ายข้อความประจานแก่ทั้งชาวอเมริกัน และประชาชนเสรีของโลกทั้งหลายให้ทราบว่า คณะทหารไทยนั้นมิได้มีอยู่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติมากไปกว่าปกป้องผล ประโยชน์ของตนเอง และหมู่ชนชั้นอภิสิทธิ์ อีกทั้งมีจิตวิญญานเป็นเผด็จการเต็มคราบ

ตราบใดที่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสทำท่าจะลืมตาอ้าปากจากการรับรู้ หรือเรียนลัดด้วยการสื่อสารโลกาภิวัตร ตราบนั้นทหารจะใช้อาวุธเข้าปราบปราม และปลิดชีวิตอย่างไร้มโนธรรม

กลุ่มเรด ยูเอสเอ


ญี่ปุ่น

คนไทยในญี่ปุ่นในนามกลุ่ม RED IN JAPAN ร่วมใจเสวนาวันต่อต้านรัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ที่ร้านอาหารไทย กุ้งหลวง

การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น เป็นวันที่ทำให้ประเทศไทยได้ความเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้ มีการแบ่งสี แบ่งพวก แบ่งข้าง มีสองมาตรฐาน เลือกปฎิบัติ เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

เป็นเพราะใครอยู่เบื้องหลังและการปฎิวัติทำเพือใคร พวกเราคนไทยในญี่ปุ่นผู้รักชาติรักประชาธิปไตยจะขอต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ รัฐประหาร
ตลอดไป และจะต่อสู้จนกว่า จะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง

USAจัดอีกรอบช่วยน้ำท่วม 24 กันยายนนี้

ขอเรียนเชิญ ทุกท่าน ร่วมงาน 5 ปีรัฐประหาร ในวันเสาร์ ที่ 24 กันยายน 2011 เวลา 6 โมงเย็น ตรงกับ ประเทศไทย 8 โมงเช้า วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน 2554 สถานที่ จัดงาน superbolwthai ร้านเจ๊หน่อย 1105 N. Mountain Ave., Ontario, CA 91762 | T: (909) 395-0480‎

ในงาน บริการ อาหาร เครื่องดื่ม ดนตรี การแสดง กิจกรรมทางการเมือง โฟนอิน (กำลังติดต่อ ทางเมืองไทย) ท่านสามารถ นำ อาหาร ขนม มาร่วมงาน ได้ตามอัธยาศัย

จึง ขอเรียนเชิญ ท่านผู้มีเกียรติ มาร่วมงาน โดยพร้อมเพียงกัน ในงานนี้ ขอ ความร่วมมือ ท่านผู้ สามารถถ่ายทอด เสียง และ ภาพ ไปทั่วโลก ในวัน เวลา ดังกล่าว ติดต่อรายละเอียด ที่ skypre name reporterinusa เบอร์โทร 909-786-2507 ท่าน ที่จะโทรมาร่วมงาน หรือ จะสอบถามรายละเอียด กรุณา ติดต่อ

เจ๊หน่อย 619-549-1857
ลุงเบญจะ 310-516-7671 มือถือ 310-706-7023
สนั่น เมลโรส 323-286-8722

ท่าน ที่ต้องการ มาร่วม ประชุม จัดงาน ธารน้ำใจไทยในอเมริกาซับน้ำตาน้ำท่วม 2554 เชิญ เข้าร่วมประชุม ตั้งแต่เวลา 4 โมงเย็น ในงานนี้ ถ้ามีท่านใดต้องการบริจาค จะเอาไปสมทบงานช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องคนไทยที่โดนอุทกภัย ทุกบาททุกสตางค์

ร้านเกมเป็นกฏหมาย รวมตัวต้านแก๊งจับลิขสิทธิ์

ที่มา Thai E-News

ที่มา เว็บไซต์ดราม่า
21 กันยายน 2554



เรื่อง มันมีอยู่ว่าที่เว็บ ICT (Internet Cafe Thai) มีสมาชิกคนนึงชื่อ “Kookki” เอาคลิปวีดีโอที่มีชื่อว่า “ปลุกใจร้านเน็ทอย่าไปยอมหมา!!” มาเผยแพร่ในเว็บนี้ ก่อนที่จะไปอ่านดราม่ากันแอดมินขอแนะนำให้ดูคลิปจนจบก่อนนะครัฟ



แอดมินอธิบายนิดหน่อยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เห็นในคลิป ก่อนหน้านี้เคยมีพวกแก๊งค์มิจฉาชีพที่อ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของบริษัทเกมไป ตระเวนตามต่างจังหวัดและขู่ร้านเกมหรือร้านอินเตอร์เน็ทว่ากรูมาจับ ลิขสิทธิ์นะ ไปคุยกับกรูเรื่องค่าปรับที่โรงพักซะดีๆ บางแก๊งค์ถึงกับส่งหนอนบ่อนไส้ คือให้พวกเดียวกันทำทีว่าเข้าไปเล่นเกมในร้าน แล้วแอบเอาโปรแกรมที่ผิดลิขสิทธิ์ใส่ไว้ในเครื่องเพื่อมาขู่จับลิขสิทธิ์ใน ภายหลังก็มี หลายปีก่อนตอนที่พฤติกรรมแบบนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย มีคนหลงเชื่อยอมให้คนกลุ่มนั้นไถเงินหรือยึดคอมพ์ไปเป็นเงินจำนวนมหาศาล ทั้งๆที่ไอ้พวกที่มาจับลิขสิทธิ์พวกนั้นหลายๆคนก็เป็นพวกลักไก่ คือไม่ได้เกี่ยวเชี่ยอะไรเลย แต่ทำเนียนใช้วิธีนี้มารีดไถเงินจากร้านเน็ทนั่นเอง

แต่คนที่มาจับลิขสิทธิ์ร้านเน็ทพวกนี้แบบถูกกฏหมายก็มีจริงนะ ไว้อ่านดราม่านี้ให้จบก็จะรู้เองว่าตัวจริงเขาจับลิขสิทธิ์กันยังไง

อ่านรายละเอียดต่อที่เว็บดราม่า "หมานำจับ!!"

ชำนาญ จันทร์เรือง: สิ่งที่เวทีเสวนาครบรอบ ๕ ปี รัฐประหาร ๑๙ กันยาไม่ได้พูด

ที่มา Thai E-News

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
21 กันยายน 2554

ผมติดตามการเสวนา เนื่องในโอกาสครบรอบ ๕ ปี ของการรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในหลายๆเวที ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ออกไปในทิศทางที่ไม่เห็นด้วย พร้อมทั้งชี้โทษภัยของการรัฐประหารครั้งนี้ บ้างก็ถึงกับออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ร่วมกันต่อต้านการรัฐประหารที่จะเกิด มีขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งเรียกร้องให้องค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยหรือตัดสินคดีมิ ให้ถือว่าการกระทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งการเป็นรัฏฐาธิปัตย์ดังเช่น ที่ศาลฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยไว้ ทั้งที่ไม่มีปรากฏอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมายใด

ใน ทางตรงข้ามบางเวทีก็มีการพูดถึงผลที่คาดไม่ถึงของการรัฐประหารครั้งนี้ ซึ่งก็คือการที่ประชาชนมีจิตสำนึกหรือมีความตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น มีส่วนร่วมในการเมืองภาคประชาชนมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการออกมาเรียกร้องทางการเมืองหรือการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบ จนทำให้เข้าใจว่าได้ชัยชนะต่อฝ่ายอำมาตย์หรือฝ่ายอำนาจเก่าได้แล้ว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นอย่างเช่นที่ว่าแล้วจริงๆล่ะหรือ

จริง อยู่เมื่อมองเผินๆก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะประชาชนออกมาแสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ต้องการการปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการ จัดตั้งในค่ายทหาร ไม่ต้องการรัฐบาลที่มีผลพวงจากการรัฐประหารไม่ว่าจะเป็นผลของการเลือกตั้งใน ปี ๒๕๕๐ หรือ ๒๕๕๔ ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วฝ่ายอำมาตย์หรือฝ่ายอำนาจเก่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ฝ่ายทหารนั้นได้เรียนรู้ประสบการณ์อย่างมากมายไม่ว่าจากเหตุการณ์เมษา ๕๒ หรือ พฤษภา ๕๓ ว่าวิธีที่จะจัดการกับกระบวนการเสื้อแดงนั้นจะจัดการอย่างไร ทั้งๆที่รัฐบาลไหนก็ตามทั่วโลกถ้ามีคนตายจำนวนมากขนาดนี้ไม่มีทางที่อยู่ใน อำนาจต่อไปได้ แต่ของไทยเรารัฐบาลกลับอยู่ต่ออย่างหน้าตาเฉย มิหนำซ้ำกองทัพซึ่งเป็นเครื่องไม้เครื่องมือหลักในการจัดการกับผู้ชุมนุม กลับเพิ่มพลังต่อรองไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายหรืองบประมาณที่เพิ่ม ขึ้นอย่างมากมาย โดยที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่กล้าหือ

แต่ ที่ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ผมจะชี้ให้เห็นก็คือ การ “ฮั้ว”กันระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้าไปบริหารประเทศ แต่ก่อนที่จะแสดงให้เห็นว่ามีการฮั้วกันอย่างไร นั้น ผมขอนำเอาคำจำกัดความที่เสาวลักษณ์ เชฎฐาวิวัฒนา (2539) ได้อธิบายความหมายของคำว่า “ฮั้ว”ในทางธุรกิจ ไว้ในคู่มือไขปริศนาดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมจะยกตัวอย่างต่อไป

การฮั้ว (Collusion) คือ การทำข้อตกลงในทางลับระหว่างบริษัทตั้งแต่สองบริษัทขึ้นไป ที่ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันหรือมีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ทั้งสองบริษัทได้ประโยชน์มากกว่าบริษัทอื่นๆหรือมากกว่าที่ควรจะได้ รับ

ซึ่งพูดง่ายๆก็คือก็คือการแบ่งกันกินนั่นเอง เพราะเป็น การทำข้อตกลงในทางลับระหว่างบริษัทตั้งแต่สองบริษัทขึ้นไปที่ประกอบธุรกิจ ประเภทเดียวกันหรือมีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ทั้งสองบริษัทได้ประโยชน์มากกว่าบริษัทอื่นๆหรือมากกว่าที่ควรจะได้ รับ การฮั้วกันเกิดขึ้นในธุรกิจทุกระบบไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ และอาจจะถูกต้องตามกฎหมายหรือผิดกฏหมายก็ได้แล้วแต่การยอมรับของสังคม และข้อกฎหมายในประเทศแต่ละประเทศ เช่น การกำหนดราคาและปริมาณการผลิตน้ำมันร่วมกันของกลุ่มโอเปค เป็นต้น

ฉะนั้น เมื่อหันกลับมาพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันในโอกาสครบรอบ ๕ ปีของการรัฐประหาร ๑๙ กันยาแล้วจะเห็นได้ว่า

๑)แม้ ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เสียงข้างมากมาอย่างถล่มทลายถึงกว่า ๑๕ ล้านเสียง สามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดถึง ๓๐๐ เสียง แต่ต้อง “ฮั้ว” กับกลุ่มอำนาจเก่าที่ห้ามเอาคนนั้นหรือคนกลุ่มโน้นเป็นรัฐมนตรี เพื่อแลกกับความสะดวกในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ตลอดจนการ “ฮั้ว”กับกลุ่มอำนาจเก่าที่ทำให้ผลการสรรหาคณะกรรมการ กสทช.กลายเป็น กสทบ.ไป เพราะมีแต่ทหารเข้าไปยึดครองจำนวนมากรวมทั้งตำแหน่งประธานและรองประธาน ในส่วนกรรมการที่เหลือส่วนใหญ่ก็เป็นภาคธุรกิจที่เป็นพันธมิตรกับนายทุนของ รัฐบาล ฉะนั้น จึงอย่าไปหวังว่าจะสามารถไปจัดระเบียบคลื่นความถี่ของทหารหรือคลื่นความถี่ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย คงทำได้เฉพาะคลื่นวิทยุชุมชนตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น

๒)มีการ “ฮั้ว” กันระหว่างแกนนำเสื้อแดงให้ละทิ้งอุดมการณ์ของการเป็นการเมืองภาคประชาชน ด้วยการปูนบำเหน็จในตำแหน่งข้าราชการการเมือง ซึ่งทำให้เกิดการแปลกแยกระหว่างกลุ่มที่เคยเรียกตนเองว่าไพร่กลับกลายเป็น อำมาตย์ จนมีผลทำให้การตรวจสอบของการเมืองภาคประชาชนของกลุ่มคนเสื้อแดงอ่อนแอลง เพราะแกนนำกลายเป็นเครื่องมือของอำมาตย์ที่ “ฮั้ว”กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไปเสียแล้ว ทั้งๆที่คนเสื้อแดงยังถูกจองจำอยู่ในเรือนจำอีกเป็นจำนวนร้อย

๓)มี การ “ฮั้ว”กันระหว่างรัฐบาลและผู้สนับสนุนกับกลุ่มอำนาจเก่าในการโฆษณาประชา สัมพันธ์ในสื่อต่างๆของรัฐบาล สื่อออนไลน์หรือเครือข่ายสังคมของกลุ่มที่สนับสนุนตนเมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้าน ให้เปลี่ยนแปลงจุดยืนของตนเองโดยหลับหูหลับตาโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสิ่งที่ ตัวเองเคยไม่เห็นด้วย เช่น การโฆษณาอุดมการณ์ล้าหลังคลั่งชาติทั้งหลาย เป็นต้น

เบื้องหน้าฉากของการเมืองในปัจจุบันอาจจะดูเหมือนว่ากำลัง ต่อสู้ยื้อยุดฉุดกระชากอำนาจกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่มอำมาตย์โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคือกลุ่มทหาร แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังฉากเต็มไปด้วยการ “ฮั้ว” กันอย่างมหาศาล ปล่อยให้ประชาชนตาดำๆที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทำตาปริบๆถูกหลอกไปวันๆ

------------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔