WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 22, 2011

"แม้ว"โชว์ตัวจริง สไกป์เรียกประชุม ครม.เพื่อไทย ตรวจงาน"รัฐมนตรี"รายตัว ดักคอหน้าเก่าเขย่าหนัก

ที่มา มติชน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อไทย(พท.)ทั้งหมดกว่า 30 คน ที่ห้องประชุมชั้น 8 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย อาคารโอเอไอทาวเวอร์ เมื่อสายวันที่ 21 กันยายน เพื่อประเมินสถานการณ์การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีพท.เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ(รมว.)กระทรวงมหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ใช้เวลาในการประชุมทั้งหมดกว่า 1 ชั่วโมง 30 นาที


ทั้งนี้ระหว่างการประชุม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สื่อสารผ่านโปรแกรมสไกป์มาร่วมหารือและติดตามการทำงานตามนโยบายรัฐบาล พรรคเพื่อไทยของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเป็นเวลากว่า 30 นาที ซึ่งระหว่างนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีนั่งรับฟังอยู่ด้วย


ภายหลังการประชุมนายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า เป็นการเรียกประชุม ครม.พรรคเพื่อไทย ซึ่งที่ประชุมได้สรุปร่วมกันว่าจะมีการประชุม ครม.พรรคเพื่อไทยในลักษณะนี้ทุกสัปดาห์ โดยจะมีการนัดประชุมกันทุกวันจันทร์ เวลา 09.00 น.


แหล่งข่าวจากแกนนำรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ช่วงเริ่มต้นการประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้นนั่งหัวโต๊ะการประชุม โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ให้รัฐมนตรีแต่ละคนชี้แจงถึงความคืบหน้าในการปฏิบัติ ตามนโยบายรัฐบาลพรรคเ รวมไปถึงปัญหาอุปสรรคและการจัดโครงสร้างการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละคนทั้งหมด ซึ่งเมื่อการประชุมผ่านไประยะหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้สไกป์เข้ามาร่วมพูดคุยกับที่ประชุม โดยได้กล่าวกับรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยว่า "เราชนะการเลือกตั้งเข้ามานั้นถือว่าประชาชนได้ให้โอกาสพรรคเพื่อไทยได้เข้า มาทำงาน ดังนั้นขอให้รัฐมนตรีทุกคนตั้งใจทำงาน เพราะขณะนี้ปัญหามีอยู่มาก ไม่ต้องห่วงเรื่องการต่อต้านต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นในระยะนี้ เพราะเป็นพวกหน้าเก่าทั้งนั้น เชื่อได้เลยว่าขณะนี้พวกหน้าเก่ากำลังพยายามเขย่ารัฐบาลอย่างหนัก เพื่อที่หวังจะได้อำนาจกลับคืนไปอีกครั้ง ตามวิถีทางที่พวกเขาชำนาญและเคยทำมาแล้ว แต่ไม่ต้องไปห่วงอะไร ถ้าเราเอาผลงานมาเป็นตัวตั้งในการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้มาก"


พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวกับรัฐมนตรีพท.ด้วยว่า เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจสำคัญมาก เพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ไม่เคยได้รับการแก้ไขอะไร มันก็วนมาเกิดขึ้นอีกพอดีในช่วงที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งจากการที่รัฐบาลที่ผ่านมาๆ มาไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไรไว้ ทำให้รัฐบาลนี้ทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชน แต่รัฐบาลต้องฟื้นฟูไปพร้อมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการเอสเอ็มแอลและกองทุนหมู่บ้านที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อนหน้า นี้นั้นให้รัฐบาลพิจารณานำกลับมาใช้ โดยให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดความต้องการของตัวเอง ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เพื่อให้เขาได้แก้ไขปัญหาที่เขาต้องการจริงๆ เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูไปพร้อมกับการเยียวยาด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วจะทำให้เราได้เห็นภาพของความสำเร็จที่ชัดเจน แต่ขออย่าไปทำอะไรให้เกิดการทุจริตเหมือนรัฐบาลชุดที่แล้ว


แหล่งข่าวระบุว่า นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังแนะนำให้รัฐบาลไปพิจารณาเรื่องโครงการเมกะโปรเจ็กต์ ที่เป็นอีกช่องทางสำคัญที่จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำว่า หากโครงการไหนเป็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่ได้ทำเอาไว้แล้ว รัฐบาลและรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงจะต้องดำเนินการต่อ ก็ขอให้พิจารณาภาพรวมทั้งหมดที่เรียกว่าแมคโครก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้วค่อยมาดูไมโครในรายละเอียดเพื่อให้ประหยัดงบประมาณ ส่วนโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่ไม่เคยดำเนินการมาก่อนเลย ก็ขอให้รัฐมนตรีแต่ละคนละเอียดรอบคอบและระวัดระวังเรื่องการทุจริตให้ดีๆ ถ้าเป็นไปได้รัฐบาลก็ควรเสนอให้มีการตั้งกรรมการมาศึกษาแต่ละโครงการให้ ชัดเจนก่อน เช่นเดียวกับเรื่องปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม และความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ที่ผู้ปฏิบัติและรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบจะต้องมีความเข้มแข็ง

"อุกฤษ"ออกแถลงการณ์ฉบับ 2 ขอยึดหลัก"ยุติธรรม-นิติธรรม-สันติธรรม"ไม่ทรยศ"สถาบัน-ปชช.-วิชาชีพ"

ที่มา มติชน


อุกฤษ มงคลนาวิน


นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ผ่านเว็บไซต์อุกฤษ มงคลนาวิน เพื่อชี้แจงหลักการทำงานของ คอ.นธ.ว่า จะยึดมั่นในหลักกฎหมายที่ว่าด้วยยุติธรรม นิติธรรม สันติธรรม ประกอบกับหลักเมตตาธรรมโดยเคร่งครัดซึ่งได้ประกาศแนวทางนี้มาตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2534 ทั้งนี้ "ผล" ย่อมมาจาก "เหตุ" ดังนั้น คอ.นธ.จะยกปัญหาหลักนิติธรรมมาพิจารณา ดังนี้ 1 "หลักนิติธรรม" คืออะไร 2 "นิติรัฐ" คืออะไร 3 "ยุติธรรม" คืออะไร ควรมีมาตรฐานเดียวหรือไม่ 4 ความเสมอภาคในสังคมไทย และ 5 เสรีภาพในสังคมไทย

คำแถลงการณ์ระบุด้วยว่า คอ.นธ.จะเผยแพร่แนวทางการดำเนินงานทางสื่อมวลชนโดยเฉพาะทางโทรทัศน์ ด้วยการหยิบยกปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาพิจารณา เพื่อสรุปการแก้ปัญหาที่ชอบด้วยหลัก "นิติธรรม และหลักยุติธรรม" ที่แท้จริง เพื่อทุกองค์กรอาจยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งเป็นแนวทางแก่คณาจารย์ผู้สอนวิชากฎหมาย และผู้ใช้วิชาชีพทางกฎหมายอีกด้วย นอกจากนี้ จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไปถามปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมายังคณะกรรมการ คอ.นธ. รวมทั้งได้เปิดตู้ ปณ. และ Website ของ คอ.นธ.(WW.NRLCTHAILAND.ORG) ขึ้น เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่ข่าวและบทความทั้งหมด ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพื่อเป็นการให้ข้อมูลและรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจากประชาชนเจ้าของประเทศ

“คอ.นธ.จะไม่ก้าวล่วงไปใช้อำนาจกับองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ แต่จะรายงานสรุปปัญหา และข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล รัฐสภา ศาล องค์กรต่างๆ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 3 ส่วนการปฏิบัติใดๆ ให้เป็นรูปธรรมจะเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว ผมขอยืนยันว่าผมจะไม่ยอมทรยศต่อวิชาชีพ ต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต่อประชาชนชาวไทยเป็นอันขาด” นายอุกฤษกล่าว

กลียุค?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง ในช่วงครบรอบ 5 ปีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549

เพราะ อย่างที่รู้กันว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ร่างขึ้นจากกลุ่มอำนาจเผด็จการ คมช. หลังจากฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ไปเรียบร้อยแล้ว

รัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกขนานนามต่างๆ นานา อาทิ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ ฉบับจีเอ็มโอ ฉบับผลไม้พิษ ฉบับเผาป่าล่าสัตว์ เนื่องจากมีจุดมุ่งหมายจัดการกับคนๆ เดียวคือ "ทักษิณ"

ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยหาเสียงว่าจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ถึงกับเสนอเป็นแคมเปญด้วยซ้ำไปว่า

ถ้าประชาชนต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญฉบับ ผลไม้พิษให้เลือกพรรคเพื่อไทย ถ้าไม่ต้องการให้แก้ไขก็เลือกพรรคฝ่ายตรงข้าม

ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกเข้ามาถล่มทลายเกินครึ่งสภา

จึง ถือเป็นความชอบธรรมที่หลังจากเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยจะอ้างฉันทานุมัติจากประชาชนในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญหน้า แหลมฟันดำ

แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญคือกฎหมายแม่บท ของประเทศ การบอกจะแก้แล้วทำได้เลยเป็น ไปไม่ได้ จะต้องมีกระบวนการแก้ไขที่ทุกฝ่ายยอมรับ

ตาม ที่รัฐบาลเพื่อไทยเสนอ อันดับแรกคือแก้มาตรา 291 เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่าง หรือส.ส.ร.จากการเลือกตั้ง เข้ามาเป็นผู้ยกร่าง คล้ายกับเมื่อครั้งรัฐธรรมนูญปี 2540

ยกร่างเสร็จแล้วก็จะจัดให้มีการทำประชามติ สอบถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่

ทั้งหมดคือกระบวนการคร่าวๆ ซึ่งไม่เห็นว่าหากดำเนินการตามนั้นแล้วจะทำให้ประเทศชาติเกิดความขัดแย้งถึงขั้นกลียุคได้อย่างไร

ส่วน "พรรคแมลงสาบ" ที่ได้รับประโยชน์จากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 จะคัดค้านการแก้ไขก็ถือเป็นสิทธิ์ แต่ต้องอยู่ในกรอบกติกา

เช่น สามารถรณรงค์ชี้แจงต่อประชาชนได้ในขั้นตอนการทำประชามติ ว่ามีเหตุผลความจำเป็นอย่างไรที่คนไทยต้องช่วยกันปกป้องรักษาไว้ซึ่งรัฐ ธรรมนูญปี 2550

อันเป็นมรดกอำนาจกลุ่มเผด็จการ ที่มุ่งหวังใช้เป็นเครื่องมือสร้างความทุกข์ทรมานให้คนคนเดียว แต่กลับมีผลข้างเคียงในการทำลายระบอบการเมืองอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง

ขอเตือนไว้ก่อนว่าต้องอธิบายให้ดี

อย่าหน้ามืดตามัวเหมือนสมัยเรียกร้อง "มาตรา 7" ก็แล้วกัน

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 22/09/54 ดูแล..แบบหลอกๆ คือสิ่งที่คนกรุงเทพฯ ภูมิใจ

ที่มา blablabla

โดย


โจรฮิโฮโห่ฮิ้ว...เฮฮา
ไชโยโหพารา...ล่อนจ้อน
ทำผิดปิดหูตา.... กลอกกลับ
รีบขอบคุณกล่องก้อน...โล่งโจ้ง จับเงา


ผีเน่าเอาแค่แง้ม...ดัมมี่
กล้องซีซีทีวี...โดดได้
กล้องเสียอ้างยามมี...เหตุวุ่น
คนกรุงถูกจัดให้...ห่อนรู้ ตายฟรี


คนดี อัปรีย์นัก...เป็นทั้งพรรค กันหรือไร
โกงกิน สิ้นปลอดภัย...กล้องยัดไส้ ใส่ของปลอม


คิดว่า ซื้อเสียงแล้ว...คงเพริศแพร้ว ขี้แก้วหอม
ไม่ฝัน แมงวันตอม...เน่าเหม็นหึ่ง ถึงไหนไหน


ทำไป ไม่เคยผิด...เลยไม่คิด คนสาวไส้
แถมปาก ยังลากไหล...ถากถางไซร้ ใส่ไคล้คน


ใครกล้า จะมาเฉ่ง...พวกกูเก่ง เร่งล่องหน
คอยดู กูจะดล...พ้นความผิด ปลิดทิ้งไป


ยุติธรรม กูคร่ำหวอด...กูต้องรอด ต้องปลอดภัย
ควรรู้ กูคือใคร...กูเส้นใหญ่ ไยไม่จำ


บรรจงร้อยนิราศวันนี้ โดย ท่านห้าบี (BBBBBFC)
ขอบพระคุณครับ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 21/09/54 คืนแรม..หนึ่งปีที่แล้วในกัมพูชา

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ใคร..ผู้วางแผนให้..ใครกำกับ
คำสั่งลับ เพื่อใคร ในวันนั้น
"รู้คนเดียว" คำพูดไว้ จากใครกัน
ใครดึงดัน กลายกล้ำ จนล้ำแดน....


หนึ่งปีแล้ว ที่พ้นผ่าน มานานนับ
คำสั่ง"ลับ" กลับตอกย้ำ ช้ำสุดแสน
แสร้งลืมเลือน เหมือนเฉยชา ว่าดูแคลน
ตอกย้ำแค้น "นายกสั่ง" แทบคลั่งตาย....


เป็นเครื่องมือ สัปดน คนตอแหล
หวังเพียงแค่ คิดสร้าง ทางชิบหาย
ยอมพลีตน คิดระยำ เพื่อทำลาย
หลงงมงาย คำพูดดี มีคุณธรรม....


เหลือเพียงทาง มืดมน คนสิ้นหวัง
ประเดประดัง โถมใส่ ไม่กล้าขำ
พวกลับๆ ล่อๆ รอรับกรรม
เพื่อตอกย้ำ ทำชั่ว มั่วหลอกคน....


เกิดจากใคร เพื่อใคร ไม่อยากถาม
พวกใจทราม ยังหลบหน้า พาสับสน
ใครต้นคิด ใครสับปลับ ใครสัปดน
ยังวกวน พูดย้อนยอก หลอกตัวเอง....


๓ บลา / ๒๑ ก.ย.๕๔

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: นิติราษฎร์ vs นิติแหล

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันอาทิตย์ ผมไปนั่งฟัง อ.วรเจตน์และคณะนิติราษฎร์แถลงเรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยา ซึ่ง แน่นอนว่าเนื้อหาสาระในองค์รวมไม่เหมือนที่ออกมาในหน้าสื่อ โดยเฉพาะสื่อปฏิกิริยาขวาจัด ที่เพียงแต่จับประเด็น “ล้างผิดทักษิณ” แล้วเอาไปโจมตีขยายความ กระทั่งเอาคำพูดของคนอย่างถาวร เสนเนียม ที่กล่าวหาให้ร้ายนิติราษฎร์มาพาดหัว

คำถามก็คือ ทำไมสื่อไม่ไปสัมภาษณ์นักกฎหมาย อย่างวิษณุ เครืองาม, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือมีชัย ฤชุพันธ์ ปรมาจารย์ที่ (เชื่อกันว่า) เป็นที่ปรึกษากฎหมายของ คปค.ดูบ้าง หรือถามสมคิด เลิศไพฑูรย์ ถามจรัล ภักดีธนากุล ถามตุลาการทั้งหลาย ให้โต้แย้งด้วยความเห็นทางหลักกฎหมายดูบ้าง ดูซิว่าจะโต้ขึ้นไหม

แต่สื่อไปถามนักการเมือง และพยายามทำให้มันเป็นประเด็นทางการเมือง ไม่ใช่ประเด็นทางกฎหมาย (เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจมีผู้ให้สัมภาษณ์ที่อ้างว่าเป็นตุลาการคนหนึ่ง แต่ไม่กล้าเปิดเผยตัว ทำไมไม่กล้า ในเมื่อเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต ไม่ใช่การลอบกัด)

นักการเมืองก็เลยแหลไปเรื่อย อย่างอภิสิทธิ์อ้าง “นิติรัฐ” เฮ้ย นิติรัฐอะไรวะ ยอมรับรัฐประหาร รัฐประหารนั่นแหละคือการทำลายล้างนิติรัฐ

สาระสำคัญในข้อเสนอของนิติราษฎร์ ที่สื่อกระแสหลักทำเป็นไม่เข้าใจ คือข้อเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ ให้การรัฐประหาร 19 กันยายน “เสียเปล่า” ไม่เคยเกิดขึ้นและไม่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งหมายความว่า ประกาศ คปค.ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน ถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 ซึ่งแต่เดิมเคยถือกันว่า “ประกาศคณะปฏิวัติเป็นกฎหมาย” นั้น ต้องเสียเปล่าและไม่มีผลทางกฎหมายในทันที

เพื่อให้ “รัฐประหารเสียเปล่า” อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น นิติราษฎร์จึงเสนอด้วยว่า ต้องประกาศให้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 มาตรา 36 และ 37 เสียเปล่า ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลทางกฎหมาย เช่นกัน

“มาตรา 36 บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ที่ได้ประกาศ หรือสั่งไว้ ในระหว่างวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปใด และไม่ว่าจะประกาศ หรือสั่ง ให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้มีผลใช้บังคับต่อไป และให้ถือว่า ประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้น ไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้น จะกระทำก่อน หรือหลัง วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นประกาศหรือคำสั่ง หรือการปฏิบัติ ที่ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

มาตรา 37 บรรดาการกระทำทั้งหลาย ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึด และควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ของหัวหน้า และคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทาง นิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อน หรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง”

มาตรา 36 คือการรับรองประกาศ คปค.ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนมาตรา 37 คือการนิรโทษกรรมให้ คปค.นั่นเอง

ทั้งสองมาตราให้เสียเปล่า ไม่เคยมีผลทางกฎหมาย

นี่คือข้อเสนอที่ยิ่งใหญ่ ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และวงการกฎหมายไทย ซึ่งตลอด 79 ปีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (ที่อยู่ใต้ยุคเผด็จการเสียเกือบครึ่ง) เรามีแต่คำพิพากษาศาลฎีกายุคก่อนกึ่งพุทธกาลที่ว่า “รัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์” คำสั่งของคณะรัฐประหารเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ประกาศคณะรัฐประหารถือเป็นกฎหมาย แล้วก็งมงายกราบกรานยึดถือกันต่อๆ มา

วรรคทองของ อ.วรเจตน์จึงอยู่ที่การตั้งคำถามว่า เมื่อเรากลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแล้ว อำนาจของประชาชนเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว ทำไมเราจะลบล้างประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารไม่ได้

ทำไมเราจะทำให้ “รัฐประหารเสียเปล่า” ไม่ได้

ตรงนี้ต่างหากที่นักกฎหมายจะต้องตอบ ตุลาการจะต้องตอบ ไม่ว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลยุติธรรม หรือตุลาการศาลปกครอง ถ้าพวกท่านยึดมั่นในหลักนิติรัฐจริง เมื่อรัฐประหารหมดอำนาจแล้ว เหตุใดเรายังต้องยึดถือประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารเป็นกฎหมาย

และเหตุใดเราจึงต้องยอมรับการนิรโทษกรรมให้ตัวเองของคณะรัฐประหาร

ข้อเสนอของนิติราษฎร์ จึงเปิดมิติใหม่ของประชาธิปไตยไทย ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ ประเทศนี้ก็จะไม่มีรัฐประหารอีก เพราะรัฐประหารแล้วเสียเปล่า ไม่มีผล รัฐประหารแล้ว นิรโทษกรรมให้ตนเองตามอำเภอใจก็ไม่ได้

โปรดอ่านมาตรา 37 อีกครั้งนะครับ ...ไม่ว่าทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ไม่ว่าทำก่อน 19 กันยา ทำหลัง 19 กันยา “หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย” ให้พ้นผิด พ้นจากความรับผิดโดยสิ้นเชิง

นี่หรือคือหลักนิติรัฐ นี่หรือคือสิ่งที่นักกฎหมายไทย ศาลไทย ยอมรับเสมอมา เพราะมันแปลว่าไม่ใช่แค่นิรโทษกรรมให้คณะรัฐประหารพ้นผิดจากข้อหากบฏ ฉีกรัฐธรรมนูญ “ปล้นอำนาจอธิปไตย” แต่หมายถึงว่าถ้ามีการทุจริตฉ้อฉล ปล้นงบประมาณแผ่นดิน เอางบราชการลับไปใช้โดยมิชอบ ยักยอกเข้ากระเป๋าตัวเอง ฯลฯ ในระหว่างวันที่ 19-30 ก.ย.2549 ก็พ้นผิดโดยสิ้นเชิง

ถามหน่อยว่า ทำไมเราจะลบล้างการนิรโทษกรรมตัวเองของ คปค.ไม่ได้ ลบล้างด้วยอำนาจประชาชน แล้วลากคอนายพลผู้ก่อรัฐประหารขึ้นศาล เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง เป็นที่หลาบจำไปชั่วลูกชั่วหลาน เป็นแบบเรียนเร็วใหม่ในโรงเรียนนายร้อย จปร.ว่าพวกเมริงอย่าริอ่านทำรัฐประหารเชียวนะ ต่อให้นิรโทษกรรมตัวเองไว้ แต่เมื่อไหร่มีการเลือกตั้ง อำนาจอธิปไตยกลับไปเป็นของประชาชน ประชาชนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ก็ทำให้นิรโทษกรรมเสียเปล่าได้ คราวนี้แหละ พวกเมริงติดคุกหัวโต

เว้นเสียแต่จะทำรัฐประหารแล้วยึดอำนาจไปจนวันตาย

สื่อลองยกประเด็นนี้ไปถามนักกฎหมายทั้งหลายใหม่สิครับ ว่าเห็นด้วยไหม ทำไมไม่เห็นด้วย ลองแจกแจงเหตุผลให้ฟังหน่อยสิ เปิดชื่อเปิดตัวมา ถามถาวร ถามอภิสิทธิ์ก็ได้ ถ้าคุณคัดค้านนิรโทษกรรมทักษิณ ทำไมคุณสนับสนุนนิรโทษกรรม คปค. ถ้าจะลากคอคนที่ก่อรัฐประหารขึ้นศาล ทั้งผู้กระทำ ผู้สนับสนุน และ “ผู้บงการ” คุณเห็นด้วยไหม มีเหตุผลอะไรที่คัดค้าน จะโทษว่าเป็นเพราะความชั่วความเลวของทักษิณจึงทำให้เกิดรัฐประหาร ก็ว่าไป ประชาชนจะได้เห็นธาตุแท้ว่าใครเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ใครที่ปากอ้างว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารแต่ปกป้องรัฐประหาร

แต่สื่อส่วนใหญ่ไม่ได้เสนอข่าวนิติราษฎร์ในประเด็นนี้ด้วยซ้ำ ไม่ได้พูดถึงการลบล้างผลพวงรัฐประหารทั้งหมด ไม่ได้พูดถึงการลบล้างนิรโทษกรรม คปค.เพียงจับประเด็นเดียวว่า “ล้างผิดทักษิณ”

นับหนึ่งใหม่
เพื่อไทยไม่ทำหรอก

ประกาศ คปค.ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายนถึง 30 กันยายน 2549 มี 30 ฉบับ ที่ส่งผลทางการเมืองอย่างสำคัญคือประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 เพิ่มโทษกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ ตาม พรบ.พรรคการเมือง 2541 ให้ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี กับประกาศ คปค.ฉบับที่ 23 และ 30 ฉบับแรกตั้ง คตส.โดยมีท่านสวัสดิ์ โชคิพานิช เป็นประธาน พร้อมกับกรรมการโดยตำแหน่งจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง แต่กลับลำเปลี่ยนใจออกประกาศฉบับสุดท้ายในวันที่ 30 พ.ย.พอดี คราวนี้ตั้ง คตส.โดยระบุตัวบุคคลซึ่งก็เห็นกันชัดเจนว่าอยู่คนละข้างกับรัฐบาลที่ถูกโค่น ล้ม

ที่จริงไม่ต้องพูดว่าเป็นผลพิษรัฐประหาร ประกาศ คปค.ทั้งสองฉบับก็ส่อเจตนาเล่นไม่ซื่ออย่างชัดเจน

รัฐประหารทุกครั้งต้องฉีก พรบ.พรรคการเมือง ต้องสั่งยุบพรรคการเมือง มีแต่รัฐประหารครั้งนี้แหละครับ ที่ประกาศให้ พรบ.พรรคการเมืองบังคับใช้ต่อไป แต่ไปแก้กฎหมายเพิ่มโทษตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค แล้วเอาเรื่องยุบพรรคขึ้นศาล ต่อให้เด็กอมมือก็มองออกว่าจ้องยุบพรรคไหน (พรรคประชาธิปัตย์มั้ง)

ประกาศตั้ง คตส.ครั้งแรกดูเหมือนจะเป็นกลาง น่าจะให้ความเป็นธรรมได้ แต่พอใครต่อใครวิ่งเข้าไปล็อบบี้โวยวาย บิ๊กบังก็หลายใจตั้งใหม่ คราวนี้แจ่มแจ้งเหลืองแจ๋ ไม่ต้องอ้าปากก็เห็นทะลุลำไส้ใหญ๋ ท่านสวัสดิ์ต้องลาออก เพราะต้องการรักษาชื่อเสียงเกียรติภูมิไว้ ไม่อยากมาแปดเปื้อน

พอเริ่มต้นก็มีพิรุธแบบนี้ จะให้ประชาชนเขาเชื่อถือได้อย่างไร คดีความต่างๆ ที่วินิจฉัยออกมาจึงสร้างความแตกแยกในสังคมไทย เกิดวิกฤติศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ เพราะมีตุลาการโดดออกมาร่วม คตส. มีตุลาการได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารให้เป็นรัฐมนตรี เป็นปลัดกระทรวง เป็น สนช.เป็น สสร.อย่างที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์การรัฐประหารทุกครั้ง (แล้วท่านก็กลับไปขึ้นนั่งบัลลังก์ตัดสินคดีที่ส่งผลทางการเมือง)

การลบล้างประกาศรัฐประหาร ตลอดจนคำวินิจฉัยของศาลต่างๆ ที่อาศัยอำนาจจากประกาศรัฐประหารโดยเฉพาะกระบวนการสอบสวนที่เริ่มต้นจาก คตส.นอกจากเป็นการกลับไปยึดหลัก “นิติรัฐ” ยังเป็นการยุติความแตกแยกในสังคมด้วย เพราะนี่ไม่ใช่ “เรื่องของคนคนเดียว” อย่างที่อ้าง แต่เป็นเรื่อง “สังคมแตกแยกกันเพราะการจัดการกับคนคนเดียว” ด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม

และการลบล้างก็ไม่ได้หมายถึงพ้นผิด ล้างผิด แต่หมายถึงคดีความต่างๆ “เสียเปล่า” กลับไปนับหนึ่งใหม่ ซึ่งใครที่ต้องการเอาผิดทักษิณ ก็สามารถไปแจ้งความกล่าวโทษ ยื่นเรื่องต่ออัยการหรือ ปปช.ให้ดำเนินกระบวนการเอาผิดใหม่ได้ทันที

มีคนถามว่าถ้าลบล้างคำพิพากษายึดทรัพย์ ต้องคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านให้ทักษิณไหม คืนสิครับ แต่วันรุ่งขึ้นคุณก็สามารถไปแจ้งอัยการหรือแจ้ง ปปช.ขอคำสั่งศาลอายัดไว้ก่อนได้ เพื่อดำเนินคดีกันใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่คดีที่ดินรัชดา คดียึดทรัพย์ แต่คดี CTX ที่หญิงเป็ดเงียบหายไปเฉยๆ คดีกล้ายาง คดีอื่นใดก็แล้วแต่ “นับหนึ่งใหม่” ได้หมด

การดำเนินคดีใหม่ ต้องไม่ใช้สำนวนการสอบสวนของ คตส. แต่ถ้าสอบสวนออกมาแล้ว อัยการ ปปช.ได้หลักฐานเหมือน คตส.เห็นด้วยกับ คตส.ก็เป็นสิทธิอิสระในการวินิจฉัยของท่าน ศาลจะมีคำพิพากษาออกมาเหมือนเดิม หรือยึดวัวทั้งตัว ก็เป็นสิทธิอิสระในการวินิจฉัยของท่าน ใครจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย แม้อาจยังวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ไม่สามารถกล่าวว่าเป็นผลพวง “รัฐประหารตุลาการภิวัตน์”

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะเห็นด้วยและทำตามข้อเสนอของนิติราษฎร์ไหม ออเหลิมทำท่าเห็นด้วย แต่ก็บอกว่าทำยาก คนในรัฐบาลหลายคน “เห็นด้วยในหลักการ” แต่เอาเข้าจริงผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะรับไปทำหรอก เพราะอะไร เพราะรัฐบาลหวังใช้วิธีการนิรโทษกรรม หรือถวายฎีกา ซึ่งง่ายกว่า มีการเคลื่อนไหวกันมาเป็นขั้นเป็นตอนอย่างน่าสังเกต

ขณะเดียวกัน รัฐบาลที่ได้อำนาจแล้ว ก็ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บไปลบล้างนิรโทษกรรม คปค. เอาบิ๊กบัง บิ๊กชลิต อนุพงษ์ ประยุทธ์ ดาวพงษ์ ฯลฯ มาขึ้นศาลหรอก รัฐบาลอยากใช้วิธีการทางการเมืองเข้าไปแต่งตั้งโยกย้ายแย่งยื้อซื้อตัวซื้อ ใจซื้ออำนาจมากกว่า

ส่วนคดียุบพรรคไทยรักไทย 111 กรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ ก็จะครบกำหนดเดือน พ.ค.ปีหน้า ไม่มีใครเดือดร้อนต้องการลบล้างคำพิพากษาหรอก

ฉะนั้นผมจึงไม่เชื่อว่าข้อเสนอของนิติราษฎร์จะมีผลในทางปฏิบัติ เว้นเสียแต่จะมีมวลชนเสื้อแดงเข้าชื่อกันเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แล้วเคลื่อนไหวให้ลงประชามติ (เพราะรัฐสภาคงไม่รับร่างอยู่ดี)

ข้อกล่าวหาสกปรกที่ว่านิติราษฏร์ “รับงาน” “รับจ๊อบ” จึงไม่จริง เพราะถ้าทักษิณ “สั่งงาน” ได้ทักษิณคงอยากให้นิติราษฎร์แถลงสนับสนุนนิรโทษกรรมหรือสนับสนุนการถวาย ฎีกามากกว่า เพราะการ “นับหนึ่งใหม่” ไม่ได้หมายความว่าทักษิณจะอยู่สุขสบายดี แต่ต้องมีชนักปักหลังไปตลอดชีวิต นิสัยทักษิณไม่ชอบนับหนึ่งใหม่ แต่ทักษิณชอบเรียนลัดกระโดดข้ามไปเลข 10 มากกว่า

ข้อเสนอของนิติราษฎร์จึงเป็นข้อเสนอทางทฤษฎี ซึ่งไม่มีทางเป็นจริงทางปฏิบัติ แต่เป็นการประกาศแนวคิดที่ถูกต้อง ถูกหลักการ ซึ่งจะพิสูจน์กันต่อไปในภายหน้า เป็นการเปิดประตูปัญญา คิดนอกกรอบ จากกรอบจารีตที่ยอมรับอำนาจรัฐประหาร มาสู่แนวคิดใหม่ว่า อำนาจประชาชนสามารถลบล้างอำนาจรัฐประหาร และสามารถเอาผิดรัฐประหารได้ในภายหลัง (ไม่ใช่เอาผิดย้อนหลัง เพราะรัฐประหารเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ที่บังคับใช้อยู่ขณะนั้น)

อย่างน้อย ทหารที่จะทำรัฐประหารครั้งหน้า ก็จะได้รู้ตัวว่า ครั้งนี้พวกเมริงอาจจะไม่ลอยนวลอีกแล้วนะ

อย่างที่บอกว่าวันที่นิติราษฎร์แถลง ผมไปนั่งฟังอยู่ด้วย ท่ามกลางคนเสื้อแดงเกือบทั้งหมด ขอบอกว่าคนเสื้อแดงไม่ได้มีปฏิกิริยายินดียินร้ายอะไรนัก กับข้อเสนอให้ “นับหนึ่งใหม่” ในคดีทักษิณ แต่ที่พวกเขาปรบมือไชโยโห่ร้องด้วยความดีใจคือ การได้รับรู้ว่า อำนาจรัฏาธิปัตย์ของประชาชนสามารถลบล้างนิรโทษกรรมรัฐประหารได้ คำถามที่พวกเขาถาม ความเห็นที่พวกเขาแสดง ล้วนแล้วแต่อยู่ในประเด็นนี้ ไม่ได้มีใครซักถามเรื่องทักษิณ

ขอบอกว่าผมทึ่งด้วยครับ มวลชนที่มาหลากหลาย มีจำนวนมากไม่ใช่ “คนกรุงคนชั้นกลางผู้มีการศึกษา” แต่พวกเขาสามารถทำความเข้าใจประเด็นกฎหมาย ซึ่งต่อให้ “คนกรุงคนชั้นกลางผู้มีการศึกษา” ก็เข้าใจได้ไม่หมด แน่นอน ผมคิดว่ามวลชนเสื้อแดงไม่เข้าใจทั้งหมดหรอก แต่ที่เขาเข้าใจเนื้อหา เข้าใจหลักการและเหตุผลได้มากกว่า 70% ก็ถือว่าพวกเขามาไกลมากแล้ว

หลักการทำให้เสียเปล่า

อ.แก้วสรร อติโพธิ เขียนถาม-ตอบลงในสยามรัฐ บอกว่ากฎหมายเป็นโมฆะไม่ได้

“ในระบบกฎหมายมหาชนไม่มีข้อความคิดนี้ เพราะถ้ายอมให้กฎหมายฉบับหนึ่งถูกชี้ในวันนี้ว่าเป็น”กฎหมาย” แล้ววันหน้ากลับมีแมวโดราเอมอนขี่ยานข้ามกาลเวลาย้อนหลังมาชี้ว่าไม่เคยมี กฎหมายนั้นอยู่เลยได้อย่างนี้แล้วล่ะก็ สังคมก็อยู่กันไม่ได้เพราะระบบการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หาความแน่นอนไม่ได้เลย”

ความจริงมีนะครับ อ.แก้วสรรอาจจะลืมไป รัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้ในเรื่องการออกพระราชกำหนดของรัฐบาล

รัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสาม กำหนดว่าถ้ารัฐสภาไม่อนุมัติ ก็ให้พระราชกำหนดนั้นตกไป “ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พระราชกำหนด นั้น”

ขณะที่มาตรา 185 วรรคสามกำหนดว่า ในกรณีที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อกันให้ศาลรัฐ ธรรมนูญตีความ ว่าการออกพระราชกำหนดขัดต่อรัฐธรรมนูญ “ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลบังคับมาตั้งแต่ต้น”

สองมาตรานี้แตกต่างกัน กรณีแรก สมมติ พ.ร.ก.แปรสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ถ้าไม่ผ่านสภา ไอ้ที่เปลี่ยนมาเก็บค่าสัมปทานเป็นภาษี ระหว่าง 2-3 เดือนที่ใช้ พ.ร.ก.ไม่ต้องส่งคืนไม่ต้องยกเลิก เพียงแต่เมื่อ พ.ร.ก.ตกก็กลับไปใช้แบบเดิม ส่วนกรณีที่สอง ไม่มีผลบังคับมาตั้งแต่ต้น แปลว่าต้องล้างบัญชีส่งคืนให้หมด

สาเหตุที่แตกต่างกันเพราะกรณีที่สองขัดรัฐธรรมนูญ จึงเสียเปล่าทั้งหมด กรณีแรก ตกไปเพราะรัฐบาลมีความเห็นอย่างนี้แต่สภาไม่เห็นด้วย เป็นแค่เรื่องความเห็นไม่ใช่ขัดหลักกฎหมาย

กฎหมายจึงทำให้เสียเปล่าได้ กรณีตามมาตรา 185 พระราชกำหนดที่ออกโดยรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เมื่อขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องเสียเปล่า แล้วกฎหมายที่ออกโดยคณะรัฐประหารถือปืนขี่รถถังประกาศปากเปล่า (ไม่มีพระปรมาภิไธยเสียด้วยซ้ำ) ไม่ร้ายแรงยิ่งกว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือ (อ้อ เขาฉีกรัฐธรรมนูญไปแล้ว จึงไม่ขัด)

เพียงแต่การทำให้เสียเปล่าต้องคำนึงถึงความเป็นจริง คำนึงถึงผลกระทบ ที่มีต่อสังคม ต่อประชาชน ต่อผู้มีส่วนได้เสียโดยสุจริต ฉะนั้นการทำให้เสียเปล่าจึงต้องขีดวงให้จำกัดเท่าที่จำเป็น เท่าที่เป็นไปได้ และให้มีผลกระทบน้อยที่สุด แต่ตรงเป้า และเข้าจุดประสงค์มากที่สุด

นิติราษฎร์จึงเสนอให้การทำรัฐประหารเสียเปล่า โดยขีดวงจำกัดเฉพาะวันที่ 19 กันยายน ถึง 30 กันยายน 2549 ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญเฉพาะกาล 2549 โดยถือว่าอะไรก็ตามที่คณะรัฐประหารทำในระหว่างนั้นไม่มีผล ถือเสียว่าระหว่างนั้นรัฐธรรมนูญ 2540 ยังใช้บังคับอยู่ ถือเสียว่าประเทศถูกยึดครองโดยอำนาจเถื่อน และไม่ยอมรับอำนาจเถื่อนนั้น

ส่วนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงแม้เราจะไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 และรัฐบาลที่ตั้งโดย คปค.ว่ามีความชอบธรรม แต่เราก็ต้องยอมรับว่า รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว รัฐบาลทักษิณถูกยึดอำนาจไปแล้ว จะบอกว่าลบล้างทั้งหมดโดยถือว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ยังอยู่ รัฐบาลทักษิณยังอยู่ มันก็ขัดความเป็นจริงและจะมีปัญหายุ่งยากซับซ้อนตามมามากมาย อาทิเช่น มติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลสุรยุทธ์ กฎหมายที่ออกโดย สนช.ถ้ายกเลิกเสียทั้งหมดก็จะส่งผลกระทบวงกว้างต่อประชาชนผู้สุจริต ต่อการทำสัญญาผูกพันกับต่างประเทศ ต่อการบริหารราชการ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การจัดการงบประมาณ ฯลฯ ซึ่งเราไม่ใช่โดราเอมอนที่จะย้อนไปแก้ไขทุกสิ่งอย่างได้

ประเด็นคือเรามีเป้าประสงค์อะไร เป้าประสงค์คือการสร้างมิติใหม่ของระบอบประชาธิปไตยที่ปฏิเสธอำนาจรัฐประหาร ฉะนั้นการจำกัดวงไปทำให้รัฐประหารเสียเปล่า ให้ประกาศคณะรัฐประหารเสียเปล่า ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน ถึง 30 กันยายน จึงเพียงพอแล้ว เพราะครอบคลุมประเด็นสำคัญที่สุดนั่นคือ ไม่ยอมรับการนิรโทษกรรมตนเองของคณะรัฐประหาร

ส่วนประกาศ คปค.ทั้ง 30 ฉบับ การทำให้เสียเปล่า ในบางฉบับ ก็ไม่ได้มีความหมายความสำคัญอยู่แล้ว เช่นประกาศห้ามกักตุนสินค้า (ตามฟอร์มรัฐประหารทุกยุคทุกสมัย) ประกาศห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว

ประกาศบางฉบับมีผลสืบเนื่อง เช่น ประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 และคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยของตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อทำให้เสียเปล่าก็ต้องแยกแยะตามความเป็นจริง เช่น ไม่ใช่ว่าเสียเปล่าแล้วพรรคไทยรักไทยก็ยังอยู่ เพราะพรรคไทยรักไทยตายไปแล้ว เพียงแต่ต่อไป ใครจะกลับมาจดทะเบียนใช้ชื่อพรรคไทยรักไทยก็ย่อมได้ 111 กรรมการบริหารพรรคก็ไม่ใช่ว่าจะกลับมาทวงตำแหน่ง ส.ส.รัฐมนตรี ที่แล้วก็ต้องแล้วไป เพียงแต่กฎหมายถือว่าคุณเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่เคยถูกตัดสิทธิ

ประกาศ คปค.ยังรวมถึงการตั้ง กกต.และ ปปช.ถามว่าถ้าทำให้เสียเปล่าจะมีผลอย่างไร ที่แน่ๆ กกต.และ ปปช.ต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าการกระทำของ กกต.และ ปปช.เสียเปล่าทั้งหมด เพราะเราไม่สามารถย้อนเวลาไปแก้ไขให้เลือกตั้ง 2550,2554 กันใหม่ การใดที่ทำไปโดยสุจริตหรือแก้ไขไม่ได้แล้ว ก็ต้องรับรองว่าไม่กระทบกระเทือน (เหมือนพระราชกำหนดตามมาตรา 184)

การทำให้เสียเปล่าต้องคำนึงถึงความเป็นจริง จึงไม่ใช่ว่าจะต้องย้อนไปล้างประกาศคณะปฏิวัติตั้งแต่ปี 2475 อย่างที่พวกฝ่ายแค้นประชด(ทั้งที่รู้เจตนาแต่พยายามพูดให้เลอะ) การคำนึงถึงความเป็นจริงที่ดีที่สุดคือขีดเส้นเวลา ณ วันที่ 30 ก.ย.อะไรที่คณะรัฐประหารทำก่อนหน้านั้น ทำให้เสียเปล่าหมด มีข้อยกเว้นเฉพาะเรื่องที่แก้ไขไม่ได้แล้วตามความเป็นจริง ส่วนอะไรที่คณะรัฐประหารทำหลังจากนั้น ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่แก้ไขไม่ได้แล้ว มีข้อยกเว้นบางเรื่องที่ต้องตามไปแก้ไข ด้วยการออกพระราชบัญญัติ หรือด้วยการเพิกถอนเป็นเรื่องๆ อย่างที่ อ.แก้วสรรเขียน

“ถาม แล้วที่ผ่านมา เมื่อเปลี่ยนเข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญแล้ว เราจะจัดการกับผลพวงทางกฎหมายในช่วงรัฐประหารได้หรือไม่อย่างไร ?

ตอบ ได้เสมอครับ แต่ต้องอยู่ในกรอบต่อไปนี้

  1. ถ้าเป็นกฎหมายที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม สภาผู้แทนก็ตราพระราชบัญญัติยกเลิกแก้ไขเป็นฉบับๆไป โดยชี้บ่งได้ว่าไม่ดีไม่เหมาะอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีหรอกครับที่จะบอกว่าโมฆะมาแต่แรกทั้งหมด
  2. ถ้าเป็นคำสั่งที่มีผลบังคับเฉพาะ และมีเหตุไม่ยุติธรรมละเมิดสิทธิพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ ก็เพิกถอนหรือไม่รับบังคับใช้อีกต่อไป อาจทำได้โดยสภาเช่นการที่ตรากฎหมายปล่อยคุณอุทัย พิมพ์ใจชน ออกจากคุก เพราะถูกอำนาจเผด็จการสั่งขังโดยอำเภอใจ หรือกรณีที่ศาลปฏิเสธไม่รับบังคับให้มีการยึดทรัพย์ อดีตนายกฯชาติชายและคณะ ที่ถูก รสช.สั่งยึดทรัพย์โดยพลการ สองคดีนี้มันไม่ใช่การทำงานของกระบวนการยุติธรรมปกติ จึงถูกปฏิเสธโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้ทั้งสิ้น”

ที่จริงผมชอบที่ อ.แก้วสรรเขียนตรงนี้มากเลย เพราะ อ.แก้วสรรก็ยอมรับว่าคำสั่งรัฐประหารที่ไม่ยุติธรรม ละเมิดสิทธิพื้นฐาน สามารถยกเลิกได้โดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ อ.แก้วสรรเห็นว่าต้องยกเลิกเป็นฉบับๆ ขณะที่ อ.วรเจตน์เห็นว่าต้องยกเลิกทั้งพวง เพื่อแสดงเจตจำนงลบล้างรัฐประหารโดยสิ้นเชิง

ใจผมนะครับ ใครไม่ยอมรับการลบล้างผลรัฐประหารทั้งพวง ก็ไม่เป็นไร ผมอยากเอาตาม อ.แก้วสรร ลบล้างเรื่องเดียวพอ คือเข้าชื่อกันลงประชามติ ให้รัฐธรรมนูญ 2549 มาตรา 27 เสียเปล่า คปค.นิรโทษกรรมตัวเองไม่ได้ ต้องขึ้นศาลสถานเดียว (แต่อาจจะกันบิ๊กบังไว้เป็นพยาน ลดโทษเหลือ 1 ใน 3 ถ้ายอมซัดทอดผู้บงการ-ฮิฮิ)

คราวนี้จี้ถามใหม่เรียงตัว ใครจะตอบว่ารัฐประหารทำเพื่อชาติราชบัลลังก์ ทำเพื่อกวาดล้างคนโกง ไม่ควรเอาโทษ หรือเอาโทษแล้วกลัวคุณพ่อทหารจะยึดอำนาจอีก ฯลฯ ก็เชิญตามสบาย

ใบตองแห้ง
21 ก.ย.2554

ชำนาญ จันทร์เรือง: สิ่งที่เวทีเสวนาครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร 19 กันยาไม่ได้พูด

ที่มา ประชาไท

ผมติดตามการเสวนาเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี ของการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ในหลายๆ เวที ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ออกไปในทิศทางที่ไม่เห็นด้วย พร้อมทั้งชี้โทษภัยของการรัฐประหารครั้งนี้ บ้างก็ถึงกับออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ร่วมกันต่อต้านการรัฐประหารที่จะเกิด มีขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งเรียกร้องให้องค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยหรือตัดสินคดีมิ ให้ถือว่าการกระทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งการเป็นรัฏฐาธิปัตย์ดังเช่น ที่ศาลฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยไว้ ทั้งที่ไม่มีปรากฏอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมายใด

ในทางตรงข้าม บางเวทีก็มีการพูดถึงผลที่คาดไม่ถึงของการรัฐประหารครั้งนี้ ซึ่งก็คือการที่ประชาชนมีจิตสำนึกหรือมีความตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น มีส่วนร่วมในการเมืองภาคประชาชนมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการออกมาเรียกร้องทางการเมืองหรือการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบ จนทำให้เข้าใจว่าได้ชัยชนะต่อฝ่ายอำมาตย์หรือฝ่ายอำนาจเก่าได้แล้ว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นอย่างเช่นที่ว่าแล้วจริงๆ ล่ะหรือ

จริงอยู่เมื่อมองเผินๆ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะประชาชนออกมาแสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ต้องการการปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการ จัดตั้งในค่ายทหาร ไม่ต้องการรัฐบาลที่มีผลพวงจากการรัฐประหารไม่ว่าจะเป็นผลของการเลือกตั้งใน ปี 2550 หรือ 2554 ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วฝ่ายอำมาตย์หรือฝ่ายอำนาจเก่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ฝ่ายทหารนั้นได้เรียนรู้ประสบการณ์อย่างมากมายไม่ว่าจากเหตุการณ์เมษา 52 หรือ พฤษภา 53 ว่าวิธีที่จะจัดการกับกระบวนการเสื้อแดงนั้นจะจัดการอย่างไร ทั้งๆ ที่รัฐบาลไหนก็ตามทั่วโลกถ้ามีคนตายจำนวนมากขนาดนี้ไม่มีทางที่อยู่ในอำนาจ ต่อไปได้ แต่ของไทยเรารัฐบาลกลับอยู่ต่ออย่างหน้าตาเฉย มิหนำซ้ำกองทัพซึ่งเป็นเครื่องไม้เครื่องมือหลักในการจัดการกับผู้ชุมนุม กลับเพิ่มพลังต่อรองไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายหรืองบประมาณที่เพิ่ม ขึ้นอย่างมากมาย โดยที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่กล้าหือ


แฟ้มภาพ: ประชาไท

แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ผมจะชี้ให้เห็นก็คือ การ “ฮั้ว” กัน ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้าไปบริหารประเทศ แต่ก่อนที่จะแสดงให้เห็นว่ามีการฮั้วกันอย่างไร นั้น ผมขอนำเอาคำจำกัดความที่เสาวลักษณ์ เชฎฐาวิวัฒนา (2539) ได้อธิบายความหมายของคำว่า “ฮั้ว” ในทางธุรกิจ ไว้ในคู่มือไขปริศนาดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมจะยกตัวอย่างต่อไป

การฮั้ว (Collusion) คือ การทำข้อตกลงในทางลับระหว่างบริษัทตั้งแต่สองบริษัทขึ้นไป ที่ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันหรือมีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ทั้งสองบริษัทได้ประโยชน์มากกว่าบริษัทอื่นๆ หรือมากกว่าที่ควรจะได้รับ

ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือก็คือการแบ่งกันกินนั่นเอง เพราะเป็นการทำข้อตกลงในทางลับระหว่างบริษัทตั้งแต่สองบริษัทขึ้นไปที่ ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันหรือมีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ทั้งสองบริษัทได้ประโยชน์มากกว่าบริษัทอื่นๆ หรือมากกว่าที่ควรจะได้รับ การฮั้วกันเกิดขึ้นในธุรกิจทุกระบบไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ และอาจจะถูกต้องตามกฎหมายหรือผิดกฏหมายก็ได้แล้วแต่การยอมรับของสังคม และข้อกฎหมายในประเทศแต่ละประเทศ เช่น การกำหนดราคาและปริมาณการผลิตน้ำมันร่วมกันของกลุ่มโอเปค เป็นต้น

ฉะนั้น เมื่อหันกลับมาพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันในโอกาสครบรอบ 5 ปีของการรัฐประหาร 19 กันยาแล้วจะเห็นได้ว่า

  1. แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เสียงข้างมากมาอย่างถล่มทลายถึงกว่า 15 ล้านเสียง สามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดถึง 300 เสียง แต่ต้อง “ฮั้ว” กับกลุ่มอำนาจเก่าที่ห้ามเอาคนนั้นหรือคนกลุ่มโน้นเป็นรัฐมนตรี เพื่อแลกกับความสะดวกในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ตลอดจนการ “ฮั้ว” กับกลุ่มอำนาจเก่าที่ทำให้ผลการสรรหาคณะกรรมการ กสทช.กลายเป็น กสทบ.ไป เพราะมีแต่ทหารเข้าไปยึดครองจำนวนมากรวมทั้งตำแหน่งประธานและรองประธาน ในส่วนกรรมการที่เหลือส่วนใหญ่ก็เป็นภาคธุรกิจที่เป็นพันธมิตรกับนายทุนของ รัฐบาล ฉะนั้น จึงอย่าไปหวังว่าจะสามารถไปจัดระเบียบคลื่นความถี่ของทหารหรือคลื่นความถี่ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย คงทำได้เฉพาะคลื่นวิทยุชุมชนตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น
  2. มีการ “ฮั้ว” กันระหว่างแกนนำเสื้อแดงให้ละทิ้งอุดมการณ์ของการเป็นการเมืองภาคประชาชน ด้วยการปูนบำเหน็จในตำแหน่งข้าราชการการเมือง ซึ่งทำให้เกิดการแปลกแยกระหว่างกลุ่มที่เคยเรียกตนเองว่าไพร่กลับกลายเป็น อำมาตย์ จนมีผลทำให้การตรวจสอบของการเมืองภาคประชาชนของกลุ่มคนเสื้อแดงอ่อนแอลง เพราะแกนนำกลายเป็นเครื่องมือของอำมาตย์ที่ “ฮั้ว”กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไปเสียแล้ว ทั้งๆ ที่คนเสื้อแดงยังถูกจองจำอยู่ในเรือนจำอีกเป็นจำนวนร้อย
  3. มีการ “ฮั้ว” กันระหว่างรัฐบาลและผู้สนับสนุนกับกลุ่มอำนาจเก่าในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ใน สื่อต่างๆ ของรัฐบาล สื่อออนไลน์หรือเครือข่ายสังคมของกลุ่มที่สนับสนุนตนเมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้าน ให้เปลี่ยนแปลงจุดยืนของตนเองโดยหลับหูหลับตาโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสิ่งที่ ตัวเองเคยไม่เห็นด้วย เช่น การโฆษณาอุดมการณ์ล้าหลังคลั่งชาติทั้งหลาย เป็นต้น

เบื้องหน้าฉากของการเมืองในปัจจุบันอาจจะดูเหมือนว่ากำลังต่อสู้ยื้อยุด ฉุดกระชากอำนาจกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่มอำมาตย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ กลุ่มทหาร แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังฉากเต็มไปด้วยการ “ฮั้ว” กันอย่างมหาศาล ปล่อยให้ประชาชนตาดำๆ ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทำตาปริบๆ ถูกหลอกไปวันๆ

0000000000000000000
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 21 กันยายน 2554

ใต้เท้าขอรับ: 5 ปีรัฐประหาร ได้ในสิ่งที่ไม่เคยได้ และเสียในสิ่งที่ไม่ควรเสีย

ที่มา ประชาไท

เราจะทบทวนวาระครบรอบครึ่งทศวรรษการรัฐประหาร 19 กันยาอย่างไรดี

สำหรับผม บทสรุปที่ดีที่สุดอยู่ในประโยคที่ว่า "ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม" เพราะมันเป็นประโยคที่สะท้อนทั้งอดีต ปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความวาดหวังในอนาคต
แน่นอน เราควรจะเริ่มต้นวาระนี้ด้วยการรำลึก คารวะ และแสดงความอาลัยต่อผู้สูญเสียทุกผู้นาม ทุกสี ทุกชนชั้น ทุกความเชื่อ กระนั้นแม้เราจะกราบจรดดิน กู่ก้องยกย่องในจิตใจกล้าหาญและเสียสละให้ฟ้าได้อิจฉา จะอย่างไรมนุษย์ก็ไม่ควรต้องสูญเสียเพียงเพราะคิด เชื่อ ฝัน หรือวาดหวังต่างกัน และไม่มีอำนาจใดที่มีสิทธิพรากชีวิตและวิญญาณของผู้คนที่เป็นเจ้าของแผ่นดิน ที่แท้จริง
ถัดจากนั้น นี่สมควรเป็นวาระที่เราจะได้ทบทวนว่า นอกจากความสูญเสียชีวิตของเพื่อนร่วมแผ่นดินแล้ว เรายังได้สูญเสียอะไร และได้อะไรมา
ผมอยากจะใช้โอกาสนี้พูดถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยมองย้อนกลับไปที่รัฐบาลไทยรักไทยในสมัยเริ่มต้น ก่อนจะจบฉากด้วยการรัฐประหาร เพื่อเริ่มฉากใหม่ เป็นรัฐบาลที่ไม่เหมือนเดิมในชื่อพรรคเพื่อไทย
รัฐบาลไทยรักไทย เริ่มต้นหลังจากที่พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งครองเสียงอันดับหนึ่งใน สภา จัดตั้งรัฐบาลผสม ก่อนจะควบรวมพรรค กลายเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง นัยว่าเพื่อจัดการความมั่นคงทางการบริหาร และสร้างอำนาจต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ
ย่างก้าวของการบริหารราชการ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยเริ่มด้วยการจัดการกับระบบงบประมาณ เปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณที่ใช้กระทรวงเป็นตัวตั้ง มาเป็นภารกิจตามนโยบายที่ได้หาเสียงเลือกตั้งไว้ และสร้างระบบการบริหารงบประมาณที่คล่องตัว พร้อมๆ ไปกับยกเครื่องระบบการจัดเก็บภาษี และทำให้กรมสรรพากรกลายเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพอย่างก้าวกระโดด
ไม่กี่ปีของการเป็นรัฐบาล รัฐบาลไทยรักไทยทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชการใหม่ จัดตั้งกระทรวง กรมใหม่ โยกย้ายสังกัดระดับกรม กอง ให้สอดคล้องกับภารกิจและยุทธศาสตร์ พร้อมๆ ไปกับสร้างกระแสการเปลี่ยนแปลง แล้วเรียกมันว่า "การปฏิรูประบบราชการ" มีความพยายามโปรโมทว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงระบบราชการขนานใหญ่ในรอบ 100 ปี มีการเตรียมการถ่ายทอดสดวันเริ่มต้นการปฏิรูปอย่างขนานใหญ่ ก่อนจะงดไปแบบไม่ทราบสาเหตุ
แม้โดยเนื้อหาของสิ่งที่เรียกว่า ปฏิรูประบบราชการจะเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสังกัดกรม กอง และเปิดหน้างานใหม่ๆ ให้มีผู้รับผิดชอบโดยตรง แต่สาระสำคัญสำหรับผม กลับไปอยู่ที่การสร้างกระแส เพราะแม้การเปลี่ยนแปลงสับเปลี่ยนสังกัดกรมกองในกระทรวง ทบวง กรม จะไม่ได้มีผลต่ออำนาจแนวดิ่งในระบบราชการ แต่กระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ที่หากพุ่งขึ้นสูงได้จริง ก็ไม่แน่ว่า โครงสร้างที่ถูกเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิด จะได้ลากการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระดับวัฒนธรรมในระบบราชการ ที่มีภารกิจเป้าหมายเพื่อรับใช้และบริการประชาชน แทนการเป็นนายของประชาชน
ไม่ว่าจะอย่างไร เราได้เห็น One Stop Service ผุดขึ้นในหน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน เรารู้สึกได้ในความเป็นผู้ใช้บริการยามเมื่อเราเดินเข้าโรงพยาบาล และกลับออกมาด้วยความภาคภูมิใจที่เราเป็นคนไทยที่มีคนให้บริการที่ดี ผิดแผกไปจากเดิมที่ต้องรู้สึกขอบคุณและเป็นหนี้บุญคุณแพทย์และพยาบาลที่สู้ อุตสาห์รักษาเรา หรือยอมให้เราเป็นคนไข้อนาถา
เรารับรู้ได้ว่า ลานจอดรถด้านหน้าอาคารโรงพยาบาลทหาร สงวนไว้เพื่อบริการประชาชน ซึ่งช่างผิดแผกแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในรัฐบาลชุดหลังการรัฐประหาร ที่ลานจอดรถกลายมาเป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่ถูกกั้นด้วยเชือก โดยมีป้ายติดว่า "ที่จอดรถสำหรับนายทหาร"
แม้กระทั่ง เรารู้สึกได้ว่า เราต้องจ่ายภาษีเงินได้ เพราะเมื่อปีที่แล้วเราได้คืนภาษีอย่างรวดเร็ว หรือยอมจ่ายภาษีด้วยความเต็มใจ หลังจากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเพียรอธิบายถึงปัญหาการกรอก ภงด.และเหตุผลในการไม่คืนภาษีด้วยจิตใจแห่งการบริการ
ยังไม่ต้องพูดถึงผลจากนโยบายสารพัดที่ได้สร้างให้เกิดคนชั้นกลางเกือบ เต็มประเทศไทย ความใฝ่ฝันที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โอกาสปรากฏที่ตรงหน้าอยู่ที่ใครจะปรารถนาฉกฉวยไว้หรือไม่
จะมากจะน้อย เศรษฐกิจดีขึ้นหรือไม่ ปัญหายาเสพติดจะดีขึ้นแค่ไหน เห็นความรุดหน้าของบ้านเมืองอย่างไร ก็ไม่สู้ความรู้สึกรวมๆ ที่ได้รับตลอดช่วงรัฐบาลไทยรักไทยเหล่านี้ เป็นความรู้สึกที่ขี้ครอกอย่างเรากล้าออกมาเดินถนนทัดเทียมกับทุกถ้วนคน ปล่อยให้ผู้ดีที่แอบรังเกียจเราต้องหลบไปเดินตรอก
ความมั่นใจในการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยลงรากในระดับความมั่นใจ แห่งชาติ ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นแค่สัญลักษณ์ ที่จะอย่างไรก็ต้องลงเลือกตั้งทุก 4 ปี จะอย่างไรก็ผ่านมาแล้วผ่านไป
ครึ่งแรกของรัฐบาลไทยรักไทย ผมเคยพูดเปรยกับเพื่อนนักข่าวว่า หากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างได้ผล ชะตากรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ หนีไม่พ้นที่จะถูกลอบสังหารหรือไม่ก็รัฐประหาร และโชคร้ายของประเทศไทยที่ผมเดาถูก ความปรารถนาของเราที่จะเห็นประชาธิปไตยที่ดีกว่าเดิม เห็นพรรคการเมืองและการบริหารที่ดีขึ้น และแสดงออกด้วยการแห่แหนออกมาไล่ทักษิณหรือไม่ก็เมินเฉยไม่ปกป้อง ได้ถูกหยิบใช้กลายมาเป็นเครื่องมือล้มล้างประชาธิปไตย
แน่นอน เราไม่อาจหลงลืมผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากมาตรการ นโยบาย และยุทธศาสตร์ที่ทรงประสิทธิภาพต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีฆ่าตัดตอน การทุจริตคอรัปชั่น กระทั่งเราไม่อาจลืมนโยบายและมาตรการที่ผิดพลาดอย่างกรณีการจัดการปัญหาสาม จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่รุนแรงจนไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ กระนั้นก็ไม่ใช่เหตุผลใดๆ ที่จะนำมาใช้อ้างเพื่อทำรัฐประหารได้
แต่ผลข้างเคียง ผลกระทบ การบริหารจัดการที่ผิดพลาด หรือแม้กระทั่งการรัฐประหาร การจัดตั้งรัฐบาลเสื้อคลุมประชาธิปไตย ก็ไม่อาจกลบหรือถูกขับเน้นให้บดบังการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ได้ ประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหมือนเดิมแล้ว ประชาชนตื่นจากความคิดความเชื่อเรื่องกรรมเรื่องเวรแล้ว
ขบวนการคนเสื้อแดง คือเครื่องพิสูจน์ว่า เขากำหนดอนาคตตัวเองได้ และผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 คือสิ่งยืนยันการเปลี่ยนแปลงนั้น
แต่ผมสงสัยอยู่ว่า การเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงแบบถล่มทลาย รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่เปลี่ยนนามมาจากพรรคไทยรักไทย จะยังคงรักษาจิตวิญญาณที่ได้เคยกระทำมาในนามเดิม และรักษาความงอกเงยที่ได้จากการต่อสู้ของมวลชนคนเสื้อแดงในทุกมิติหลังการ รัฐประหารได้หรือไม่
เรารอพิสูจน์อยู่ว่า นโยบายที่ลดแลกแจกแถมอยู่ในเวลานี้ จะผลิดอกออกผลงดงามเหมือนที่เคยเป็นในอดีตหรือไม่ นโยบายที่เน้นการปรองดอง นโยบายที่จะคืนความเป็นธรรม จะมีส่วนในการยกระดับโครงสร้างในมิติต่างๆ หรือไม่ โดยเฉพาะมันยังคงขับเคลื่อนความฝัน ความหวังของผู้คน และสร้างความมั่นใจในความเป็นนายเหนือข้าราชการ และเจ้าขุนมูลนายเดิมหรือไม่
หรือมันทำหน้าที่เพียงแค่เลี้ยงตัวเองให้อยู่ได้ แต่สูญเสียความฝันที่จะเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยอาจจะได้ "ทักษิณ" กลับมา แต่จะได้กลับมาแบบไหน
"ทักษิณ" ที่มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ จะออกจากแผ่นดินนี้ไปด้วยความหนุ่ม แล้วกลับมาด้วยความแก่หรือไม่
5 ปีที่ผ่านมา ความบอบช้ำ ราคาได้-ราคาจ่ายที่ต้องนำมาชั่งน้ำหนัก ทำให้เราอายุมากขึ้นด้วยกันทั้งนั้น โชคดีที่ว่า เมื่อเราหันไปดูรอบๆ ตัว คนหนุ่มและความหนุ่มกำลังดาหน้าเติบโต เหมือนน้ำที่ไหลเข้าสะสมในเขื่อนรอวันท่วมทะลาย เพียงแต่ว่าเมื่อไรเท่านั้นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องยากเกินคาดเดา
สำหรับนักการเมือง ปลายขบวนแถวแห่งการเปลี่ยนแปลงในวาระ 5 ปีรัฐประหาร ผมนึกถึง พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ผู้เป็นประธานที่ปรึกษารัฐบาล 2 สมัย คือรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เราเคยถามเขาว่า จะขัดข้องไหมหากจะแนะนำประวัติในบทสัมภาษณ์ว่า "ประธานที่ปรึกษาสองรัฐบาลที่ถูกทำรัฐประหาร" อดีตที่ปรึกษาผู้นี้ยิ้มรับ ผมแอบนึกเสียด้วยซ้ำว่า นั่นคือความภูมิใจ
นักการเมืองไม่ได้มีชีวิตเพื่อเป็นนักการเมือง แต่มีเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ความหวังใหม่ของจำเลยในคดีความมั่นคง

ที่มา ประชาไท

พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดี อาญา พ.ศ. 2544 เป็นกฎหมายที่บัญญัติภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ซึ่งวางหลักการให้บุคคลที่เป็นผู้เสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาได้รับการคุ้ม ครอง โดยมีเจตนารมณ์ที่จะชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายให้แก่ประชาชนที่เป็นเหยื่อ หรือได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดอาญาโดยที่ตนเองไม่ได้มี ส่วนร่วมในการกระทำความผิด และความเสียหายของผู้ที่ถูกคุมขังและดำเนินคดีระหว่างพิจารณา เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้นั้นไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับมาแล้วเป็นเวลาเกือบสิบปีสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 มีเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายต่อชีวิตและร่างกาย รวมทั้งทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

จากข้อมูลสถิติของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 (หลังเหตุการณ์ปล้นปืน) ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2554 มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นทั้งสิ้น 12,167 เหตุการณ์ โดยมีเหตุการณ์ความรุนแรงมากที่สุดในปี พ.ศ.2550 มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 4,771 ราย แบ่งเป็นตำรวจ 274 นาย ทหาร 331 นาย ประชาชน 4,166 ราย บาดเจ็บรวม 8,512 ราย บุคคลเหล่านั้น ถือว่าเป็นผู้เสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดอาญา ที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

สำหรับผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือแม้แต่ทรัพย์สิน หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐจะจัดสรรงบประมาณในการให้ความช่วยเหลือเยียวยา หากปรากฏว่าผู้นั้นได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐทั้งสามฝ่าย คือ ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้ให้ความเห็นว่า เหตุดังกล่าวเนื่องจากการก่อความไม่สงบ บุคคลเหล่านั้นก็จะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐ ซึ่งนอกเหนือค่าตอบแทนความเสียหายตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและ ค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544

ด้วยเหตุที่ว่า หน้าที่ในการที่จะต้องให้การปกป้องและคุ้มครองชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน ก็คือรัฐ เพราะการที่คนอยู่รวมกันเป็นสังคม จะต้องมอบอำนาจให้ผู้ปกครองในการที่ทำหน้าที่ในการปกป้อง คุ้มครองให้ได้รับความปลอดภัย และเกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม แต่จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในสามจังหวัด จะเห็นได้ว่านอกจากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถที่จะปกป้องและคุ้มครองชีวิตและ ทรัพย์สินของประชาชนได้แล้ว แม้แต่เจ้าหน้าที่เองยังต้องระมัดระวังกับการลอบทำร้าย เพื่อปกป้องชีวิตของตนเอง การที่รัฐจัดสรรเงินเยียวยาให้แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความ ไม่สงบ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งที่มีต่อประชาชน

อย่างไรก็ตาม นอกจากหน้าที่ของรัฐในการปกป้องคุ้มครองประชาชนแล้ว รัฐไม่ควรละเลยหน้าที่ในการอำนวยความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม เมื่อผู้เสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐจัดสรรงบประมาณและเยียวยาให้ในลักษณะพิเศษ ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมและได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีโดยตนเองไม่ได้ กระทำความผิดก็เช่นเดียวกัน บุคคลเหล่าก็คือผู้เสียหายในเหรียญอีกด้านหนึ่ง ที่สมควรได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือด้วยเช่นกัน เว้นแต่ว่ารัฐจะมองว่าบุคคลเหล่านี้คือศัตรู

จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2554 มีคดีความมั่นคงที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี 1,338 คดี เป็นคดีที่ได้มีคำพิพากษาแล้ว 262 คดี จำนวนของจำเลยที่ถูกดำเนินคดี 484 คน ศาลมีคำพิพากษาลงโทษ 143 คดี จำนวนจำเลยที่ถูกลงโทษ 243 คน และศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง (ปล่อยจำเลย) 119 คดี จำนวนจำเลยที่ศาลพิพากษายกฟ้อง 241 คน ข้อมูลเหล่านี้นับว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ นอกจากข้อมูลของความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวัน

จะเห็นได้ว่าบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง หรือที่อยู่ระหว่างการพิจารณา หากต้องถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี บุคคลเหล่านี้ก็คือผู้เสียหาย และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบเช่นเดียวกัน มีจำเลยในคดีความมั่นคงหลายคดีที่ต้องถูกคุมขังเป็นเวลาหลายปีระหว่างการ พิจารณา สุดท้ายศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ทำให้เกิดผลกระทบทั้งต่อตนเองและครอบครัวอย่างมหาศาล ความรับผิดชอบของรัฐต่อบุคคลเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับผู้เสียหายที่ได้รับเงิน เยียวยาจากรัฐในเหตุการณ์ความไม่สงบ ถ้ามองจากหลักการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ภายหลังที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยหลายรายได้มาร้องเรียนมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เพื่อร้องขอเงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายในระหว่างที่ถูกคุมขังระหว่างการ พิจารณาคดี เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายหรือผลกระทบที่ได้รับกับตัวเองหรือ ครอบครัวในระหว่างที่ต้องถูกคุมขังในเรือนจำ ทางมูลนิธิก็ได้ให้ความช่วยเหลือในการดำเนินการเรื่องเอกสาร และประสานงานไปยังสำนักงานยุติธรรมจังหวัดที่เป็นหน่วยงานต้นเรื่องเพื่อส่ง ต่อให้คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่ จำเลยในคดีอาญา เพื่อช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้น

แต่เมื่อยื่นเรื่องเสนอไปยังคณะกรรมการแล้ว ปรากฏว่าคณะกรรมการจะพิจารณาในทำนองว่า ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน เนื่องจากเหตุผลแห่งคำพิพากษาของศาลที่ยกฟ้อง เพราะศาลมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ในการได้รับเงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติ ดังกล่าว อย่างไรก็ตามผู้ร้องก็สามารถอุทธรณ์คำวินิจฉัย แม้มติคณะกรรมการดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยของฝ่ายบริหาร แต่อย่างน้อยก็ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจในการใช้ชีวิตใหม่ สำหรับจำเลยในคดีความมั่นคงที่เพิ่งก้าวเท้าออกมาจากเรือนจำ ภายหลังที่ถูกขังเป็นแรมปี

เมื่อเร็วๆ นี้ นับว่าเป็นข่าวดีที่คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาได้พิจารณาจ่ายเงินทดแทนให้แก่จำเลยในคดี ความมั่นคง 2 ราย โดยพิจารณาตามความเสียหายที่ได้รับ คำวินิจฉัยดังกล่าวนับว่าเป็นมิติใหม่ของกระทรวงยุติธรรม ในบทบาทด้านการอำนวยความเป็นธรรมให้กับประชาชน และเป็นการจุดประกายความหวังของจำเลยที่ได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะคดีความมั่นคงที่มองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และอาจกล่าวได้ว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของสังคมปลายด้ามขวาน ที่เป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของรัฐที่มีต่อประชาชน

พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดี อาญา พ.ศ.2544 เป็นกฎหมายที่บัญญัติภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2544 ซึ่งวางหลักการให้บุคคลที่เป็นผู้เสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาได้รับการคุ้ม ครอง โดยมีเจตนารมณ์ที่จะชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายให้แก่ประชาชนที่เป็นเหยื่อ หรือได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดอาญาโดยที่ตนเองไม่ได้มี ส่วนร่วมในการกระทำความผิด และความเสียหายของผู้ที่ถูกคุมขังและดำเนินคดีระหว่างพิจารณา เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้นั้นไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับมาแล้วเป็นเวลาเกือบ 10 ปี

สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 มีเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายต่อชีวิตและร่างกาย รวมทั้งทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลสถิติของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 (หลังเหตุการณ์ปล้นปืน) ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2554 มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นทั้งสิ้น 12,167 เหตุการณ์ โดยมีเหตุการณ์ความรุนแรงมากที่สุดในปี พ.ศ. 2550 มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 4,771 ราย แบ่งเป็นตำรวจ 274 นาย ทหาร 331 นาย ประชาชน 4,166 ราย บาดเจ็บรวม 8,512 ราย บุคคลเหล่านั้น ถือว่าเป็นผู้เสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดอาญา ที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

สำหรับผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือแม้แต่ทรัพย์สิน หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐจะจัดสรรงบประมาณในการให้ความช่วยเหลือเยียวยา หากปรากฏว่าผู้นั้นได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐทั้ง 3 ฝ่าย คือ ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้ให้ความเห็นว่า เหตุดังกล่าวเนื่องจากการก่อความไม่สงบ บุคคลเหล่านั้นก็จะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐ ซึ่งนอกเหนือค่าตอบแทนความเสียหายตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและ ค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544

ด้วยเหตุที่ว่า หน้าที่ในการที่จะต้องให้การปกป้องและคุ้มครองชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน ก็คือรัฐ เพราะการที่คนอยู่รวมกันเป็นสังคม จะต้องมอบอำนาจให้ผู้ปกครองในการที่ทำหน้าที่ในการปกป้อง คุ้มครอง ให้ได้รับความปลอดภัย และเกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม แต่จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในสามจังหวัด จะเห็นได้ว่านอกจากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถที่จะปกป้องและคุ้มครองชีวิตและ ทรัพย์สินของประชาชนได้แล้ว แม้แต่เจ้าหน้าที่เองยังต้องระมัดระวังกับการลอบทำร้าย เพื่อปกป้องชีวิตของตนเอง การที่รัฐจัดสรรเงินเยียวยาให้แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความ ไม่สงบ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งที่มีต่อประชาชน

อย่างไรก็ตาม นอกจากหน้าที่ของรัฐในการปกป้องคุ้มครองประชาชนแล้ว รัฐไม่ควรละเลยหน้าที่ในการอำนวยความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม เมื่อผู้เสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐจัดสรรงบประมาณและเยียวยาให้ในลักษณะพิเศษ ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมและได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีโดยตนเองไม่ได้ กระทำความผิดก็เช่นเดียวกัน บุคคลเหล่าก็คือผู้เสียหายในเหรียญอีกด้านหนึ่ง ที่สมควรได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือด้วยเช่นกัน เว้นแต่ว่ารัฐจะมองว่าบุคคลเหล่านี้คือศัตรู

นอกจากความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวันจะเห็นได้ว่าบุคคลที่ศาล มีคำพิพากษายกฟ้อง หรือที่อยู่ระหว่างการพิจารณา หากต้องถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี บุคคลเหล่านี้ก็คือผู้เสียหาย และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบเช่นเดียวกัน มีจำเลยในคดีความมั่นคงหลายคดีที่ต้องถูกคุมขังเป็นเวลาหลายปีระหว่างการ พิจารณา สุดท้ายศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ทำให้เกิดผลกระทบทั้งต่อตนเองและครอบครัวอย่างมหาศาล ความรับผิดชอบของรัฐต่อบุคคลเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับผู้เสียหายที่ได้รับเงิน เยียวยาจากรัฐในเหตุการณ์ความไม่สงบ ถ้ามองจากหลักการดังที่ได้กล่าวมาแล้วภายหลังที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องคดีถึง ที่สุดแล้ว จำเลยหลายรายได้มาร้องเรียนมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เพื่อร้องขอเงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายในระหว่างที่ถูกคุมขังระหว่างการ พิจารณาคดี เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายหรือผลกระทบที่ได้รับกับตัวเองหรือ ครอบครัวในระหว่างที่ต้องถูกคุมขังในเรือนจำ

ทางมูลนิธิจึงได้ให้ความช่วยเหลือในการดำเนินการเรื่องเอกสาร และประสานงานไปยังสำนักงานยุติธรรมจังหวัดที่เป็นหน่วยงานต้นเรื่องเพื่อส่ง ต่อให้คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่ จำเลยในคดีอาญา เพื่อช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้น แต่เมื่อยื่นเรื่องเสนอไปยังคณะกรรมการแล้ว ปรากฏว่าคณะกรรมการจะพิจารณาในทำนองว่า ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน เนื่องจากเหตุผลแห่งคำพิพากษาของศาลที่ยกฟ้อง เพราะศาลมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ในการได้รับเงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติ ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้ร้องก็สามารถอุทธรณ์คำวินิจฉัย แม้มติคณะกรรมการดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยของฝ่ายบริหาร แต่อย่างน้อยก็ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจในการใช้ชีวิตใหม่ สำหรับจำเลยในคดีความมั่นคงที่เพิ่งก้าวเท้าออกมาจากเรือนจำ ภายหลังที่ถูกขังเป็นแรมปี เมื่อเร็ว ๆ นี้ นับว่าเป็นข่าวดีที่คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่า ใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาได้พิจารณาจ่ายเงินทดแทนให้แก่จำเลยในคดีความมั่น คง 2 ราย โดยพิจารณาตามความเสียหายที่ได้รับ

คำวินิจฉัยดังกล่าวนับว่าเป็นมิติใหม่ของกระทรวงยุติธรรม ในบทบาทด้านการอำนวยความเป็นธรรมให้กับประชาชน และเป็นการจุดประกายความหวังของจำเลยที่ได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะคดีความมั่นคงที่มองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และอาจกล่าวได้ว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของสังคมปลายด้ามขวานที่เป็นการ แสดงออกถึงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของรัฐที่มีต่อประชาชน

ศาลไทยกับการประหารประชารัฐ

ที่มา ประชาไท

* * *
“จะรักษาไว้และ ปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”
ถ้อยคำตอนหนึ่งของคำถวายสัตย์ที่ตุลาการไทยต้องปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
* * *
เพลงชาติสอนให้เราเชื่อว่าประเทศไทยเป็นประชารัฐ แต่ประชารัฐกลับถูกประหารมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดก็เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แม้วันนี้ผ่านมาได้ ๕ ปี แต่คราบเลือดและรอยแผลยังมีให้พบเห็นได้ทั่วไป ไม่เว้นแต่ในหน้าของรัฐธรรมนูญและอีกหลายหน้าของราชกิจจานุเบกษา
คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑/๒๕๕๐ (“คดีที่ดินรัชดาฯ”) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๒๖ ก
ในหน้าที่ ๘-๙ ศาลฎีกา กล่าวว่า
“เห็นว่า ในการทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจการปกครองประเทศในแต่ละครั้งนั้น ผู้ทำการรัฐประหารมีความประสงค์ที่จะยึดอำนาจอธิปไตยที่ใช้ในการปกครอง ประเทศ ซึ่งก็คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ มารวมไว้โดยให้มีผู้ใช้อำนาจดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวหรือคณะบุคคลคณะเดียว เท่านั้น มิได้มีความประสงค์ที่จะล้มล้างระบบกฎหมายของประเทศทั้งระบบแต่อย่างใด”
“แม้แต่อำนาจตุลาการซึ่ง เป็นอำนาจหนึ่งในอำนาจอธิปไตยก็ยังปรากฏเป็นข้อที่รับรู้กันทั่วไปว่าตาม ปกติผู้ทำการรัฐประหารจะยังคงให้อำนาจตุลาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลยุติธรรม มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่อไปได้ คงยึดอำนาจไว้แต่เฉพาะอำนาจนิตบัญญัติและอำนาจบริหารเท่านั้น”
“ในการทำปฏิวัติรัฐประหาร โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็เช่นกัน เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขยึดอำนาจในการปกครองประเทศได้เรียบร้อย แล้ว คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๓ มีใจความสำคัญว่า ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ สิ้นสุดลง วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีและศาลรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ”
“ส่วนศาลทั้งหลาย นอกจากศาลรัฐธรรมนูญคงมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมาย แสดงว่าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขยึดอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารมารวม ไว้ที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนอำนาจตุลาการยังคงให้ศาลยุติธรรมใช้อำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามบท กฎหมายต่อไป”
(ลงชื่อ นายทองหล่อ โฉมงาม นายสมชาย พงษธา นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย นายสมศักดิ์ เนตรมัย นายวัฒนชัย โชติชูตระกูล นายประพันธ์ ทรัพย์แสง นายพิชิต คำแฝง นายธีระวัฒน์ ภัทรานวัช และนายเกรียงชัย จึงจตุรพิธ องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา)
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๕/๒๕๕๑ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๑๐๗ ก
หน้าที่ ๓๒ และ ๓๕ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“เห็นว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๓๐ เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐลงวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นคำสั่งของคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ คณะรัฐประหารจึงเป็นรัฏฐาธิปัตย์ซึ่งมีอำนาจสูงสุด คำสั่งของคณะรัฐประหารดังกล่าว จึงเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับเพื่อประเทศชาติจะตั้งอยู่ได้ในความสงบต่อไป”
“โดยที่เหตุการณ์ก่อนการรัฐประหารบ้านเมืองอยู่ในสภาวะแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ประกอบกับ
มีข้อเท็จจริงที่สนับสนุน ให้เห็นถึงการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ อันเป็นสาเหตุแห่งการรัฐประหาร คณะรัฐประหารจึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมาทำหน้าที่ตรวจสอบการกระทำ อันเป็นเหตุการณ์ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติจึงจำต้องให้อำนาจแก่คณะกรรมการตรวจ สอบเพื่อให้การดำเนินการตรวจสอบเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ”
“แต่ประการสำคัญยังมีการ ตรวจสอบถ่วงดุลโดยอัยการสูงสุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบถ่วงดุลและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพโดยศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีแล้วแต่กรณี อันเป็นไปตามหลักการแห่งการปกครองโดยกฎหมาย หรือหลักนิติธรรม (Rule of Law) แล้ว”
(ลงชื่อ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๓๘-๓๙ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“เห็นว่า ประเทศไทยถูกคุกคามและบ่อนทำลายให้เสื่อมโทรมด้วยปัญหาการทุจริตและประพฤติ มิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐมาโดยตลอด เป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาความยากจนและคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำของประชาชนส่วน ใหญ่ ทั้งยังขัดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ปัญหาดังกล่าวนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยระบบงานยุติธรรมปกติที่ออกแบบมา สำหรับอาชญากรรมสามัญทั่วไปได้ โดยเฉพาะในขั้นตอนสืบสวน สอบสวน ก่อนการพิจารณาคดีของฝ่ายตุลาการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังไม่มีอิสระและอำนาจเพียงพอที่จะตรวจสอบหรือ ดำเนินคดีต่อผู้มีฐานะและอำนาจระดับสูงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“สภาพปัญหาดังกล่าวทวีความ รุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขนาดที่อาจกระทบต่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ นับว่าเป็นปัญหาเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่จำเป็นต้องมีมาตรการที่เหมาะสมเป็น พิเศษขึ้นเพื่อแก้ไข ซึ่งประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ฉบับที่ ๓๐ เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่จำเป็นต้องมี ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศสามารถทำหน้าที่ได้ตามวัตถุ ประสงค์ในการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศได้จริง”
“ประกาศคณะปฏิรูปฉบับดัง กล่าวมุ่งเน้นที่การตรวจสอบในขั้นตอนก่อนการพิจารณาคดีของศาลเท่านั้น มิได้มีเนื้อหาส่วนใดก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเลยผู้ ที่ถูกตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายฉบับนี้ยังคงมีสิทธิต่อสู้คดีในชั้นศาล ได้อย่างเต็มที่ทั้งในการตรวจสอบการใช้อำนาจหรือการทุจริตประพฤติมิชอบของ บุคคลตามประกาศนี้จะกระทำได้ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยเท่านั้น กระบวนการตรวจสอบในชั้นก่อนฟ้องตามประกาศดังกล่าวจึงมิได้ฝ่าฝืนหรือขัดแย้ง ต่อหลักนิติธรรม หรือสิทธิมนุษยชนแต่ประการใด…”
(ลงชื่อ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๔๔ นายจรูญ อินทจาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“...การใช้อำนาจอธิปไตยตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจของคณะปฏิรูปฯ เช่นกัน ดังนั้น ประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ ๓๐ จึงมีฐานะ มีศักดิ์และมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย”
“เมื่อคณะปฏิรูปฯ เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในขณะนั้น ใช้อำนาจออกประกาศฉบับนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าคณะปฏิรูปฯ มีวัตถุประสงค์จะให้มีองค์กรทางบริหารที่มีอำนาจหน้าที่เสริมและผสานการใช้ อำนาจซึ่งแบ่งแยกอยู่ใน ๓ องค์กรดังกล่าวมาบูรณาการให้คณะกรรมการตรวจสอบใช้อำนาจหน้าที่ทางบริหารของ ทั้ง ๓ องค์กรนี้ด้วย เพื่อตรวจสอบและสอบสวนเรื่องที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำการทุจริตต่อ ประเทศชาติตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งต้องกระทำโดยเร็วและภายในกรอบระยะเวลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเหมาะสมกับลักษณะ ของการกระทำผิดที่มีความร้ายแรงต่อประเทศชาติ”
(ลงชื่อ นายจรูญ อินทจาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๔๘ นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“เห็นว่าประกาศ คปค. ๓๐ มีสถานะเป็นกฎหมาย เพราะออกโดยผู้ที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์อยู่ในขณะนั้น ดังที่ศาลฎีกาเคยพิพากษาไว้ ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕/๒๔๙๖, ๑๖๖๓/๒๕๐๕ และ ๖๔๑๑/๒๕๓๔ และประกาศ คปค.ดังกล่าวย่อมมีสถานะเป็นกฎหมายอยู่ตราบเท่าที่ยังไม่มีกฎหมาย ที่มีศักดิ์เดียวกันมายกเลิก (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๔/๒๕๒๓)”
(ลงชื่อ นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๕๓ นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“เห็นว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ฉบับที่ ๓๐ เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ซึ่งประกาศ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศที่มีสถานะเป็น “กฎหมาย” ระดับพระราชบัญญัติ เพราะการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองประเทศหัวหน้าคณะปฏิวัติหรือหัวหน้าคณะ ปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองประเทศ ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิรูปสั่งให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติก็ต้องถือ ว่าเป็นกฎหมาย”
(ลงชื่อ นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๕๖ นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“เห็นว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ฉบับที่ ๓๐ เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ (ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐) เป็นคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ได้ยึดและได้ควบคุมอำนาจการปกครอง ประเทศย่อมมีอำนาจสูงสุดในประเทศในฐานะเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์คือเป็นผู้มี อำนาจตรากฎหมาย บังคับให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย และลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายได้หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นผู้ใช้อำนาจ นิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการแต่ผู้เดียว ดังนั้นคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองดังกล่าวจึงถือเป็นกฎหมายมีผลใช้บังคับ”
(ลงชื่อ นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๕๙-๖๐ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“เห็นว่า เมื่อมีบุคคลหรือคณะบุคคลใดเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศได้สำเร็จ บุคคลนั้นหรือหัวหน้าคณะบุคคลเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเรียกตนเองว่าอะไรย่อมได้ไปซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ และมีอำนาจออกประกาศหรือออกคำสั่งอันมีผลเป็นกฎหมายใช้บังคับแก่ประชาชนได้ ทำนองเดียวกับพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ย่อมมีผลเป็นกฎหมาย ดังนั้น การที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คปค. ย่อมมีอำนาจในการปกครองประเทศและมีอำนาจออกประกาศ
หรือคำสั่งต่าง ๆ ให้มีผลเป็นกฎหมาย หลักเกณฑ์เช่นนี้ยึดถือกันมาจนเป็นปกติประเพณีแล้ว”
(ลงชื่อ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๖๓-๖๔ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“ภายหลังจากการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ เรื่อยมา ศาลและนักนิติศาสตร์ไทยให้การยอมรับการทำรัฐประหารที่สำเร็จ โดยวินิจฉัยเสมอมาจนปัจจุบันว่าคณะรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์ คำสั่งของคณะรัฐประหารจึงเป็นกฎหมายและเป็นได้แม้รัฐธรรมนูญ...”
“คณะปฏิรูป ฯ ได้เล็งเห็นปัญหาการทุจริตคอรัปชันในรัฐบาลชุดที่แล้ว จึงได้กระทำการยึดอำนาจ ฯ และเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความต่อเนื่องและเพื่อดำรงสถานะของรัฐ อำนาจอธิปไตย ตลอดจนการบริหารราชการแผ่นดินมิให้สะดุดหยุดลง เพื่อกฎหมายฉบับเดิมที่อาจถูกยกเลิกตามกฎหมายใหม่ ยังมีผลใช้บังคับต่อไปได้ เป็นการกระทำ เท่าที่จำ เป็น ได้สัดส่วนและไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ใน ขณะนั้น ฉะนั้นจึงเห็นว่าไม่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ และไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐”
(ลงชื่อ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
ในหน้าที่ ๖๗ นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความเห็นส่วนตน ตอนหนึ่งความว่า:
“…ถือ ว่าประกาศและคำสั่งทั้งหลายข้างต้นเป็นกฎหมายที่ออกโดยรัฏฐาธิปัตย์ ใช้บังคับได้ ตามประเพณีการปกครองและเป็นนิติประเพณีของการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ประชาชนและประเทศไทยยึดถือเป็นหลักในการปกครองประเทศตลอดมา ซึ่งต้องสอดคล้องและอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม ตามที่บัญญัติไว้เป็นหลักการและเหตุผลในคำปรารภของรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่า เหตุที่ทำ การยึดอำนาจและประกาศให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเสียนั้นก็โดย ปรารถนาจะแก้ไขความเสื่อมศรัทธาในการบริหารราชการแผ่นดิน...”
(ลงชื่อ นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ)
คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม. ๙/๒๕๕๒ (“คดีนายยงยุทธ ติยะไพรัช”) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๙๐ ก
นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แสดงความเห็นแย้ง ความบางส่วนปรากฏว่า
“เห็นว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน...นอกจากนี้ศาลควรมีบทบาทในการพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิ ชอบและพันธกรณีในการปกปักรักษาประชาธิปไตยด้วย”
“การได้อำนาจในการปกครอง ประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยความไม่ยินยอมพร้อมใจจากประชาชน ส่วนใหญ่ เท่ากับเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ย่อมเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ของระบอบประชาธิปไตย”
“หากศาลรับรองอำนาจของบุคคล หรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมา ข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่าบุคคลใดจะรับประโยชน์จากความ ฉ้อฉลหรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ ร่ำไป ยิ่งกว่านั้นยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวยืมมือกฎหมายเข้ามา จัดการสิ่งต่างๆ”
“ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกัน โดยทั่วไปว่า ปัจจุบันอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ นานาอารยะประเทศส่วนใหญ่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ยอมรับอำนาจที่ได้มาจากการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ฉะนั้นเมื่อกาละและเทศะในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้วจากอดีต ศาลจึงไม่อาจที่จะรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐ ประหารว่าเป็นรัฎฐาธิปัตย์”
“ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปเช่นกันว่า ผู้ร้องประกอบด้วยคณะกรรมการที่เป็นผลพวงของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) แต่ คปค. เป็นคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๓ จึงเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ของระบอบประชาธิปไตยดังเหตุผลข้างต้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แม้จะได้รับการนิรโทษกรรมภายหลังก็ตาม หาก่อให้เกิดอำนาจที่จะสั่งการหรือกระทำการใดอย่างรัฏฐาธิปัตย์...”
(ลงชื่อ นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา)
อ่านความเห็นได้ที่ http://www.supremecourt.or.th/file/criminal/keerati%209-52.pdf
พิพากษาตุลาการไทยทุกท่านก็ไม่ต่างไปจากท่านกีรติ กาญจนรินทร์ ที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณว่า “จะ รักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”
แต่ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า หากวันหนึ่งประชารัฐถูกประหารอีกครั้ง จะมีผู้พิพากษาและตุลาการไทยกี่ท่านที่พร้อมจะยึดมั่นในคำถวายสัตย์เฉกเช่น ที่ท่านกีรติ กาญจนรินทร์ ได้ประกาศไว้?