WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 24, 2011

วิกิลีกส์ -อภิสิทธิ์ยินดีปรีดาต่อรัฐประหาร19กันยา

ที่มา Thai E-News

เป็น เรื่องที่มีความสำคัญมากกว่า ซึ่งเห็นได้ชัด ก็คือ นายอภิสิทธิ์นั้น ได้ยินดีปรีดาต่อการกระทำรัฐประหารว่าเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เพื่อจะนำตัวเขาเอง ใกล้เข้ามากว่าเก่าอีกหนึ่งขั้นต่อตำแหน่งของการเป็นนายกรัฐมนตรี โดยการทำให้คู่แข่งทางการเมืองของเขานั้นได้อ่อนแอลง หรืออาจจะถึงกับทำลายมันลงไปด้วย

แปลโดย ดวงจำปา
ที่มา เว็บบอร์ด Internet Freedom

ห้าปีให้หลังจากการก่อการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549,เคเบิ้ลของวิกิลีกค์ ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งแสดงให้เห็นโดยพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูเหมือนว่่า มีคุณค่าต่อความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

เพราะในเนื้อหาของมันที่ เอกอัครราชฑูต ราล์ฟ บอยซ์ ได้รายงานเกี่ยวกับการประชุมที่เขาได้พบกับนายอภิสิทธิ์ ที่สำนักงานใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อคุยสนทนาในเรื่องของการเมือง และการก่อการรัฐประหาร

นายอภิสิทธิ์ได้เริ่มขึ้นโดยการกล่าวยกย่องความมั่นใจใน “บุคลิกภาพ” ของหัวหน้าผู้ก่อการรัฐประหาร นั่นก็คือ พลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน โดยกล่าวว่า เขา “มี่ความมั่นใจว่า พลเอกสนธินั้น ไม่ได้ก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน เพื่อที่จะนำให้ตัวเขาเองนั้น ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจได้”

นายอภิสิทธิ์ได้อ้างว่า เขาเองนั้น “มีความวิตกกังวลมากกว่า กับกลุ่มที่มีความจงรักภักดีกับนายกฯ ทักษิณนั้น จะพยายามที่จะกลับหวนคืนเข้ามาสู่ชีวิตทางการเมืองอีก...” เขาเชื่อว่า การกระทำต่างๆ ของ ผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อนายกฯ ทักษิณ (ชินวัตร) นั้น จะ “นำความยุ่งยากมาให้กับ คณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข (คปค) เพื่อที่จะฟื้นฟูเสรีภาพของประชาชนกลับมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

เขายังอ้างต่ออีกว่า ภรรยาของนายกฯ ทักษิณนั้น มีเงินสดอยู่กับเธอพร้อมแล้ว และ กลุ่มผู้จงรักภักดีต่อนายกฯ ทักษิณนั้น ได้ทำการเผาโรงเรียนหลายแห่งเมื่อสองสามวันก่อนหน้านี้

นายอภิสิทธิ์ก็ยังต้องการให้ รัฐบาลเผด็จการทหารนั้น “ได้ดำเนินการฟ้องร้องตัวบุคคลที่ก่อการทุจริตคอรัปชั่นเมื่อสมัยรัฐบาล นายกฯ ทักษิณเป็นผู้นำของประเทศ เพื่อที่จะนำให้สถานการณ์เข้าไปสู่ความสงบอย่างพอเพียง ต่อการอนุญาติให้ฟื้นฟูเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ”

เขาได้ถามว่า รัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ช่วยจัดส่ง “ข้อมูลกับ คปค มากขึ้นกว่าเก่าในเรื่องของความน่าสงสัยที่อาจจะได้เกิดขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับ การซื้ออุปกรณ์จากบริษัท เจนเนอรัล อิเล็กตรีค เกี่ยวกับ อุปกรณ์ตรวจค้นวัตถุระเบิด CTX”

นายอภิสิทธิ์ยังได้พรรณาต่อไปแบบ “ลุยแหลก” ในเรื่องของความเป็นไปได้ที่ “องคมนตรีพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์นั้น อาจจะได้ถูกเสนอตัวให้เป็นผู้ทีถูกคัดเลือกอย่างเหมาะสมที่สุดต่อตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีชั่วคราว....” ถึงแม้ว่า เขาก็ชอบอีกหลายๆ คนด้วย รวมไปถึง อีกหลายๆ คนในพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีความสามารถอย่างเก่งกล้า

ดูเหมือนกับว่า ตัวเอกอัครราชฑูตและนายอภิสิทธิ์นั้น ได้มีความเห็นพ้องต้องกันในเรื่อง ของ“ความสำคัญที่ คปค ได้ทำการเปลี่ยนผ่านอำนาจมาสู่รัฐบาลที่นำโดยฝ่ายพลเรือนอย่างเร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ และในการกระทำเช่นนี้ ก็เป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับสังคมนานาชาติที่ว่า สมาชิกในกลุ่มของ คปค เอง ไม่มีความตั้งใจที่จะคงเรืองอยู่ในอำนาจ” ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ได้ชักตัวพลเอกสุรยุทธขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่สนับสนุนโดยฝ่ายเผด็จการทหาร นั่นเอง

ปัญหาหนักเรื่องหนึ่งที่เป็นที่วิตกกังวลของนายอภิสิทธิ์ก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า พรรคไทยรักไทยที่ถูกขับไล่ออกไปนั้น อาจจะยังคงมีอำนาจอยู่ในทางการเมือง และเขาก็ห่วงว่า “พรรคไทยรักไทยจะชักจูงให้มีการใช้การลงประชามติในรัฐธรรมนูญฉบับหน้า เพื่อพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงการทำคะแนนนิยมด้วยการคัดค้านต่อการทำรัฐ ประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน เพื่อการฟื้นกลับคืนเข้ามาสู่แรงผลักดันทางการเมืองอีก....”

นายอภิสิทธิ์ดูเหมือนมีความรู้สึกว่า พรรคของเขานั้นได้เริ่มตีคะแนนสร้างความนิยมให้ขึ้นมาเทียบกับพรรคไทย โดยอ้างว่า ได้มี ‘การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่’ ในทัศนคติของทางฝ่ายสาธาณะชนที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ โดยการเพิ่มพูนต่อความเห็นที่ว่า มีนโยบายและความคิดที่มีความหมายสำคัญต่อประชาชน รวมไปถึงการเอาใจใส่ดูแลคนยากคนจน และ ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างทันท่วงที”

เขาก็ยังกล่าวอ้างต่อไปว่า พรรคของเขานั้นจะทำคะแนนนิยม ขึ้นมาในทางภาคเหนือและภาคกลาง และอาจจะถึงกับแบ่งครึ่งในคะแนนเสียงของทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย

เวปของ PPT เองก็ยังสงสัยอยู่ว่า เขามี่ความคิดเห็นอย่างแน่ชัดเแบบนี้หรือเปล่าในปี พ.ศ. 2554?

เอกอัครราชฑูตได้แสดงความคิดเห็นต่อไปว่า:

นายอภิสิทธิ์เองก็ดูเหมือนกับประชาชนในกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่ซึ่งเห็นว่า การกระทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายนนั้น เป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการกำจัดนายกฯ ทักษิณออกไปนอกประเทศ เขาดูเหมือนกับว่าไม่ได้มีปัญหาความยุ่งยากใจอย่างเฉพาะเจาะจงในการควบคุม จำกัดต่อสถานการณ์ในเรื่องเสรีภาพของพลเมืองและกิจกรรมของพรรคการเมืองในขณะ นี้ แต่เขาก็หวังอย่างเห็นได้ชัดว่า เรื่องเหล่านี้ ควรที่จะมีการผ่อนผันลงมาในอนาคตอันใกล้นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า คปค เอง มีความสามารถจัดการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีชั่วคราวเสียก่อน ซึ่งเป็นผู้มีความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ในเรื่องความมั่นคงของประเทศ และสามารถจำกัดอิทธิพลที่ยังเกาะกุมอยู่โดยฝ่ายผู้จงรักภักดีกับนายกฯ ทักษิณ

เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่า ซึ่งเห็นได้ชัด ก็คือ นายอภิสิทธิ์นั้น ได้ยินดีปรีดาต่อการกระทำรัฐประหารว่าเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เพื่อจะนำตัวเขาเอง ใกล้เข้ามากว่าเก่าอีกหนึ่งขั้นต่อตำแหน่งของการเป็นนายกรัฐมนตรี โดยการทำให้คู่แข่งทางการเมืองของเขานั้นได้อ่อนแอลง หรืออาจจะถึงกับทำลายมันลงไปด้วย

เรื่องที่กล่าวมาแล้วทุกอย่าง ไม่ได้มีความแปลกใจอะไรเลย ถ้าท่านผู้อ่านได้ย้อนกลับไปถึง การแสดงความคิดเห็นของนายอภิสิทธิ์ที่ให้กับทางฝ่ายสื่อมวลชนในสมัยของการ กระทำรัฐประหาร การลำดับเหตุการณ์รายละเอียดนั้น เข้าชุดกันได้เป็นอย่างดีเยี่ยม นายอภิสิทธิ์เองก็ได้แสดงตัวเขาเองให้เห็นมาอย่างยาวนานแล้วว่า ตัวเขานั้น ไม่ใช่ผู้ที่มีความเชื่อมั่นต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (เหมือนตามที่เขาได้ใช้ชื่อของพรรคว่า “ประชาธิปไตย”) เลยแม้แต่เพียงนิดเดียว



ความคิดเห็นของผู้แปล:

บทความนี้ เป็นบทความสำคัญต่อการ “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” ซึ่งเราได้เห็นนายอภิสิทธิ์เอง ได้กล่าวต่อเอกอัครราชฑูตบอยซ์ ซึ่งกลายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำรัฐประหารอย่างลับๆ จากการ lobby โดยฝ่ายอำมาตย์ อย่างที่เคยแปลไว้ใน วิกิลีกค์ ฉบับเก่าๆ

สิ่งที่ดิฉันแปลกใจก็คือ การกระทำของตัวเอกอัครราชฑูตบอยซ์เอง ซึ่งเป็น “ผู้ไปเยี่ยม” ถึงสำนักงานใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งๆ ที่การทำรัฐประหารเพิ่งจะจบลงได้ประมาณอาทิตย์เดียวเท่านั้นเอง แสดงว่า พรรคการเมืองนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทางฝ่ายสหรัฐอเมริกา รวมไปถึง การให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยนักป้อนข้อมูล นายสุเทพ เทือกสุบรรณด้วย

นายอภิสิทธิ์เล่นตามบททุกอย่าง ด้วยการกล่าวหาในเรื่องของ การทุจริตคอรัปชั่นโดยฝ่ายรัฐบาลเก่า แต่สิ่งที่น่าแปลกใจต่อดิฉันในบทความนี้ ก็คือ ไม่มีการกล่าวหาใดๆ ต่อนายกฯ ทักษิณ เกี่ยวกับเรื่องการหมิ่นสถาบันฯ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักของการกระทำรัฐประหาร นายอภิสิทธิ์ ไปห่วงอยู่กับคะแนนความนิยมของพรรคตนเอง มากกว่าเรื่องการหมิ่นฯ นะคะ

เหมือนกับที่ทางเวป PPT ได้กล่าวไว้ว่า การที่นายอภิสิทธิ์ไปโม้กับ เอกอัครราชฑูตบอยซ์ เมื่อปี พ.ศ. 2549 นั้นว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมเพิ่มมาขึ้น เนื่องจากนโยบายและการช่วยเหลือคนยากจน แต่ทำไมพรรคตนเองถึงพ่ายแพ้ต่อพรรคพลังประชาชนของท่านสมัคร สุนทรเวช เมื่อปลายปี พ.ศ. 2550 ล่ะ? ทั้งๆ ที่ตนเองบอกว่า คะแนนความนิยมกำลังตีตื่นขึ้นมา นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความโกหกตอแหลที่ตนเองมี และใช้อยู่อย่างประจำทีเดียว

การที่นายอภิสิทธิ์ยกยอ พลเอกสุรยุทธ นั้น ก็คือ การเปิดทางให้กับตัวเขาด้วย เพราะเขาก็รู้ว่า ไม่มีทางที่พรรคของตนเองจะชนะการเลือกตั้ง ก็ต้องใช้วิธีประจบสอพลอกับบุคคลผู้มีอำนาจ เพื่อจะได้นำตนเองขึ้นมาสู่เวทีทางการเมืองให้ได้

การเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ก็ยังมีมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน เคเบิ้ลฉบับนี้ ได้เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2549 ปีนี้ ก็ ปี พ.ศ. 2554 เป็นไงคะ วิธีสกปรก ก็ยังติดอยู่กับพรรคนี้ ประชาชนเขาจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างคะ?

สำหรับความคิดเห็นของดิฉันนั้น บุคคลที่ควรจะถูกต่อว่ามากที่สุด คือ ตัวเอกอัครราชฑูตบอยซ์เอง ในการเขียนเคเบิ้ลให้กับทางฝ่ายรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างมีอคติ ทุกอย่างกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยการอ้างอิงว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่นั้น เห็นด้วยกับการกระทำรัฐประหาร การเขียนเคเบิ้ลอย่างนี้ แสดงถึงภาพพจน์ที่ว่า กรุงเทพฯ คือประเทศไทย เอกอัครราชฑูตบอยซ์ ไม่กล้าเขียนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นด้วยกับการกระทำรัฐประหาร เพราะความหมายจะเปลี่ยนแปลง จากดำเป็นขาว และ ขาวเป็นดำโดยทันที ดิฉันคิดว่า จะได้รับการต่อต้านเป็นอย่างยิ่งกับทางวอชิงตันด้วย

เมื่อแปลบทความจากวิกิลีกค์คราใด ก็ยังอดห่วงไม่ได้ที่จะต้องเตือนรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ให้กระทำการสื่อสารกับคณะฑูตานุฑูตอย่างดีที่สุด ไม่อย่างนั้น พวกเขาจะไปหาข้อมูลจากฝ่ายตรงข้ามทันที เรื่องนี้ แท้จริงแล้ว มันโยงไปถึงฝ่ายรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะจะต้องเป็นผู้แถลงข่าวและออกข่าวให้กับรัฐบาลนานาชาติเขาทราบถึง ฐานะ, สถานการณ์และสภาพทางการเมืองของรัฐบาลในปัจจุบัน

ประเทศอื่นๆ เขารอรับฟังข่าวสารจากฝ่าย รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ เพราะมันเกี่ยวกับนโยบายและความเชื่อมั่นในการลงทุนกับประเทศไทยในอนาคตนะคะ

ถ้าตัวรัฐมนตรียังอยู่เฉยๆ หรือเงียบๆ อย่างนี้ อีกสักพัก ดิฉันก็คงจะต้องเขียนบทความแรงๆ เสียหน่อย เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องเสื้อแดง ไม่ใช่กับพรรคเพื่อไทยค่ะ เพราะการนำบุคคลที่ขาดคุณสมบัติมาปฎิบัติงานนั้น มันเป็นผลร้ายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

ถ้าดิฉันเป็นพลเมืองของประเทศไทย ดิฉันจะเลือกการช่วยเหลือกับประเทศชาติก่อนพรรคเพื่อไทยค่ะ เราต้องคิดกันอย่างนี้ การยึดถือตัวบุคคลและกับพรรคการเมืองจะหมดไป เราจะไปพิจารณากันทางนโยบาย เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติในอนาคตสืบต่อไป

ขอบคุณค่ะ

ดวงจำปา

Thursday, September 22, 2011

นี่คือผลผลิตจากเงิน"บาป"กระนั้นหรือ?

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome




รูปภาพบนกระดาน

‎....นี่คือผลผลิตจากเงิน"บาป"กระนั้นหรือ?...

นาย สุนทร เมืองมนประเสริฐ
การศึกษา
ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเมจิ (ประเทศญี่ปุ่น)
คณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
เอกวิชา เคมีประยุกต์
เป็น นร.ในโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนของ"ทักษิณ"
ซึ่งระหว่างที่เรียนอยู่ญี่ปุ่น ก็ทำงานเป็นล่ามให้ผู้ขายสินค้าโอท็อป
ในงานแสดงสินค้าที่ญี่ปุ่น...
สำหรับโครงการนี้ ฝ่ายตรงข้ามนำมาโจมตีว่าเป็นการเอาเงิน"บาป"มาใช้ผิดวัตถุประสงค์

และเมื่อวานนี้เอง ทางทำเนียบฯได้เปิดให้นร.ทุนจำนวน 100 คน
เข้ารับฟังโอวาทจาก"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"...

จาก นั้น นายสุนทร เมืองมนประเสริฐ นักเรียนทุนจากจ.นครปฐม ที่ได้รับทุนไปศึกษาปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น รุ่นที่ 1 ปี 2547 กล่าวตอนหนึ่งว่า พวกตนทุกคนมีความดีใจที่รัฐบาลสนับสนุนโครงการนี้ต่อเนื่อง โดยไม่ลืมเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ บางคนยากจน ขาดโอกาส แต่ยังได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล ในฐานะตัวแทนนักเรียนต้องขอขอบคุณ และยืนยันว่าจะนำโอกาสที่ได้รับครั้งนี้ กลับไปพัฒนาท้องถิ่น ให้สมกับความตั้งใจของโครงการดังกล่าว ตนเป็นนักเรียนรุ่นแรก ปี 2547 ยังจำคำกล่าวของพ.ต.ท.ทักษิณ และพร้อมนำมาปฏิบัติอย่างขึ้นใจ ในประโยคที่ว่า "ให้ไปเรียนมาให้จบ และกลับมาพัฒนาชาติ" คำๆนี้ทุกคนยึดมั่น และจะกลับมาสานต่อให้กับสังคมและประเทศชาติ เพื่อที่การให้ครั้งนี้จะได้ไม่มีที่สิ้นสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายสุนทรกล่าวถึงพ.ต.ท.ทักษิณ และยืนยันจะทำตามคำสอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ถึงกับน้ำตาคลออีกครั้ง และพยายามกลั้นน้ำตาไว้ ....

ทั้ง นี้โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน เริ่มสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ เมื่อปี 2547 แต่ถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีอย่างหนักว่านำเงินบาปจากหวยบนดินมาใช้ผิดประเภท

โดย: หน่วยงานลับ แดงใต้ดิน

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=210175199046407&set=a.106044192792842.8791.100001617860643&type=1&theater

กล้องซีซีทีวีพ่นพิษ เพื่อไทยจ่อชงเรื่องให้ดีเอสไอ เร่งเป็นคดีพิเศษ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"จิรายุ ห่วงทรัพย์" ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดย่านมหาวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ
พบกล้องซีซีทีวี 4 ตัว แต่เป็นกล่องเปล่า 2 กล่อง ลั่นเตรียมชงเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษในวันพรุ่งนี้...


เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่บริเวณสะพานลอยหน้ามหาวิทยาเทคนิคกรุงเทพ
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ดังกล่าว
ตรวจสอบกรณีการติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ในพื้นที่กรุงเทพฯ
ซึ่งไม่มีอุปกรณ์ภายใน
โดยตลอดช่วงคืนที่ผ่านมาจนถึงช่วงเช้าวันนี้
รองโฆษกพรรคเพื่อไทยได้สั่งให้ทีมงาน 2 คน คอยดูกล้องวงจรปิด
และรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกรงว่ากล้องวงจรปิดที่มีแต่กล่อง
อาจถูกเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มาถอดออก หรือเปลี่ยนแปลง
ทันทีที่มาถึงนายจิรายุได้เดินสำรวจกล้องวงจรปิด 4 ตัวที่ติดตั้งอยู่บนสะพายลอยทั้ง 2 ฝั่ง
ปรากฏว่า พบกล้องวงจรปิดที่สมบูรณ์แค่ 2 ตัว อีก 2 ตัวมีเพียงกล่องเปล่า
เพราะดูข้างในไม่พบวงจรกล้อง




นายจิรายุ กล่าวว่า จากนี้ไปทางพรรคเพื่อไทยจะปรึกษาหารือกับทีมกฎหมายของพรรค
และจะดำเนินการยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ให้กรณีการจัดซื้อจัดจ้างติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วพื้นที่ กทม. เป็นคดีพิเศษ
เพราะการตรวจสอบต่อไปหลังจากนี้ จะกระทำได้ง่าย
เนื่องจากการขอข้อมูล สัญญาการว่าจ้างต่างๆ จากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอสามารถทำได้
คาดว่าหลังจากในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการยื่นกระทู้ถามสดในรัฐสภา
จากนั้นวันที่ 23 ก.ย. จะดำเนินการส่งเรื่องให้ดีเอสไอ



รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า
ยินดีที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าว
แต่ขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบทบาทของผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ อย่าง
พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ
มาทำหน้าที่เป็นประธานว่ามีความเหมาะสมหรือไม่
เนื่องจากสังคมต่างจับจ้องในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม ทางพรรคเพื่อไทยก็จะตั้งทีมขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้เช่นกัน
เพราะไม่อยากให้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ กทม. ถูกหลอก

นอกจากนี้ นายจิรายุ กล่าวต่อว่า
การที่ผู้ว่าฯ กทม. ออกมายอมรับว่า กล้องวงจรปิดที่ไม่มีอุปกรณ์เป็นกล้องดัมมี่
และทำตามขั้นตอนในสัญญาทุกอย่างนั้น
อยากให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ออกมาระบุให้ชัดเจน
เนื่องจากกล้องดัมมี่เป็นกล้องเปล่าที่ติดตั้งขึ้นมา
แต่ยังมีตัววงจรกล้องให้เห็น ส่วนรูปแบบของกล้องที่ไม่มีอุปกรณ์ใดๆ
ที่ทาง กทม. นำมาติดตั้งนั้น ถือเป็นเพียงกล่องเปล่าเท่านั้น
ในกรณีนี้ต้องออกมาอธิบายให้ชัดเจน

ส่วนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่สมัย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน
ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตผู้ว่าฯ กทม.
มีการทำสัญญากับบริษัทรับประมูลต่างๆ ต่อเนื่องมาถึงสมัยของผู้ว่าฯ คนปัจจุบันนั้น
กรณีนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ นายจิรายุ กล่าวว่า
เนื่องจากแหล่งข่าวได้เข้ามาให้ข้อมูล มีกระบวนการที่ซ้ำซ้อน
มีการหักหลังกันจากธุรกิจรับประมูลกล้อง
จนสุดท้ายจำนวนกล้องที่ระบุไว้ในสัญญา อาจได้มาไม่ครบ เพราะเกิดการทุจริต
ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจะเร่งดำเนินการตรวจสอบต่อไป


"มันเป็นกระบวนการที่ซ้ำซ้อน มีการหักหลังกันของบริษัทฮั้วประมูลเกิดขึ้น
อย่างการติดตั้งกล้องต้องมีคนทำสร้าง
ดังนั้น ต้องไปจ้างบริษัทผลิตเสาและบริษัทกล้อง
คาดว่าน่าจะมีการขัดแย้งกันในเรื่องผลประโยชน์
จึงทำให้เกิดกรณีความไม่โปร่งใสและกล้องเปล่าเกิดขึ้น
สร้างความเดือดร้อนให้คนกรุงเทพฯ" นายจิรายุกล่าว

ทั้งนี้ การที่นายอภิรักษ์ออกมาระบุว่า กล้องซีซีทีวีที่มีแต่กล่องเปล่า
มีการติดตั้งในพื้นที่ที่มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่ผ่านมานั้น
เรื่องนี้รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ปฏิเสธว่า ไม่น่าจะเป็นความจริง
เพราะอย่างพื้นที่มหาวิทยาเทคนิคกรุงเทพ ก็ไม่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
อย่างพื้นลาดพร้าว ฝั่งธนฯ บางส่วน ก็ยังพบกล่องเปล่าพวกนี้จำนวนมาก
เพราะฉะนั้นจะนำข้อมูลนี้มากล่าวอ้างไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังประสานไปยัง ส.ส.ของพรรค รวมทั้งทีมงานในแต่ละจังหวัด
ให้สำรวจการติดตั้งกล้องวงจรปิดในแต่ละพื้นที่ว่าพบเหตุการณ์ในลักษณะ กทม. บ้างหรือไม่
หากพบก็จะตรวจสอบกันต่อไป.


http://www.thairath.co.th/content/pol/203690

ย้อนคดี 13 ศพเหยื่อปราบม็อบ เม.ย.-พ.ค. 53 หลักฐานชี้ "จนท.รัฐ" ทำให้ตาย

ที่มา ข่าวสด


หลังเกิดเหตุรัฐบาลชุดที่แล้ว สั่งกำลังทหารติดอาวุธครบมือเดินหน้าสลายและปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ในช่วงเดือนเม.ย. ถึง 19 พ.ค. 2553 ผลสอบสวนของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ชี้ว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ศพนั้น เชื่อว่ามีผู้เสียชีวิตเพราะฝีมือของเจ้าหน้าที่ 13 ราย ล่าสุด ดีเอสไอได้ส่งคดี 13 ศพดังกล่าวคืนให้ตำรวจ "บช.น." รับสำนวนและศพกลับไปชันสูตรหาสาเหตุการตายที่แท้จริงอีกครั้ง โดยตำรวจประจำสน. เจ้าของคดีแต่ละแห่งจะรับหน้าที่พิสูจน์ความจริงต่อไป
สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง13ศพและสน.พื้นที่เจ้าของคดีรวมถึงข้อมูลสำนวนการสอบสวนโดยสรุปของดีเอสไอ มีดังนี้

1.นายมานะ อาจราญ ในพื้นที่สน.ดุสิต , พนักงานดูแลบำรุงรักษาสัตว์สวนสัตว์ดุสิต ถูกยิงตายในสวนสัตว์ดุสิต เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ในสำนวนระบุว่า มีพยานรวม 14 ปาก ทั้งเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ และเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งรวมพลกันในลานจอดรถสวนสัตว์ดุสิต

รายนี้หลักฐานชัดเจนมากเพราะในที่เกิดเหตุมีแต่ทหารที่เข้าไปประจำการอยู่ คาดว่าเกิดความเข้าใจผิด สุดท้ายนายมานะ ก็ถูกยิงตาย ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 2 ปลอก โล่ปราบจลาจล และเสื้อลายพรางระบุชื่อ "บารมี ชีพไธสงค์"

2.พลฯ ณรงฤทธิ์ สาละ พื้นที่สน.พญาไท, ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553 บริเวณใกล้อนุสรณ์สถานแห่งชาติ บนถ.วิภาวดี-รังสิต เขตดอนเมือง กทม. มีพยานรวม 26 ปาก ส่วนใหญ่เป็นตำรวจ ทหาร และพยานที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งระหว่างนั้นตำรวจ-ทหารตั้งแถวป้องกันกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางผ่านมาทาง ถ.วิภาวดีฯ พลทหารณรงค์ฤทธิ์ กับพวกขี่รถจักรยานยนต์มาสมทบโดยมาทางกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อมาถึงแถวทหารก็ถูกยิงเสียชีวิต

วิถีกระสุนมาจากซ้ายข้างจุดที่มีทหารถือปืนเอ็ม 16 เอชเค และลูกซองประจำการอยู่ และมีพยานยืนยันว่าเห็นทหารชุดดังกล่าวยิงปืนเข้าใส่กลุ่มรถจักรยานยนต์ที่แล่นเข้ามา สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่าความตายของพลฯ ณรงค์ฤทธิ์ เกิดจากเหตุ "เฟรนด์ลี่ไฟร์" หรือ ทหารยิงทหารฝ่ายเดียวกันตายโดยไม่ได้ตั้งใจ

3.นายชาติชาย ชาเหลา พื้นที่สน.ปทุมวัน , หนึ่งในผู้ชุมนุมถูกยิงตายเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ระหว่างเดินถ่ายวิดีโอบริเวณริมถนนพระราม 4 ตรงข้ามสวนลุมพินี จุดดังกล่าวมีทหารประจำอยู่บนสะพานลอยบริเวณตึกอื้อจือเหลียง มีพยานรวม 3 ปากเป็นทหาร และหลักฐานภาพถ่ายจากกล้องวิดีโอของนายชาติชาย

ช่วงเกิดเหตุนายชาติชายถือกล้องวิดีโอถ่ายภาพมาตามบาทวิถี แล้วมาหยุดห่างจากด่านของทหารประมาณ 100 เมตร ระหว่างถ่ายภาพทหารบนสะพานลอยก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

4.นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ พื้นที่สน.พลับพลาไชย 1 , ถูกยิงขณะทำข่าวอยู่ในแนวของคนเสื้อแดง ถ.ราชดำเนิน วันที่ 10 เมษายน 2553

5.นายรพ สุขสถิต พื้นที่สน. ปทุมวัน , ถูกยิงตายในวัดปทุมวนาราม วันที่ 19 พ.ค.2553

6. นายมงคล เข็มทอง พื้นที่สน.ปทุมวัน , ถูกยิงตายในวัดปทุมวนาราม วันที่ 19 พ.ค.2553

7. นายสุวัณ (สุวรรณ) ศรีรักษา พื้นที่สน.ปทุมวัน , ถูกยิงตายในวัดปทุมวนาราม วันที่ 19 พ.ค.2553

8. นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสกุล พื้นที่สน.วัดพระยาไกร , ถูกยิงที่หน้าอกซ้าย พบศพใต้ทางด่วนพระราม 4

9. นายประจวบ ประจวบสุข พื้นที่สน.วัดพระยาไกร , เหยื่อกระสุนจากการกระชับพื้นที่ย่านบ่อนไก่ เดือนพ.ค. 2553

10.นายบุญมี เริ่มสุข อายุ 71 ปี พื้นที่สน.ปทุมวัน , ถูกยิงเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 บริเวณทางเท้าข้างร้านอาหารระเบียงทอง เขตปทุมวัน กทม. โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเลย เพราะช่วงเกิดเหตุนายบุญมี ไปทานอาหารที่ร้านระเบียงทอง เมื่อเดินออกมาก็ถูกยิง

นายบุญมี ได้รับบาดเจ็บนอนรักษาตัวอยู่ราว 2 เดือน ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ซึ่งระหว่างรักษาตัวเหยื่อบอกกับภรรยาและแพทย์ที่รักษาว่า ถูกยิงโดยกลุ่มทหาร

11.ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ พื้นที่สน.พญาไท กับ 12.นายพัน คำกอ สน.พญาไท ถูกยิงตายบริเวณ ถ.พญาไท เขตราชเทวี มีพยานระบุชัดว่าเป็นความเข้าใจผิดของทหารที่ตั้งด่านสกัดแล้วมีรถตู้พยายามแล่นเข้ามา จึงใช้อาวุธปืนยิงใส่หลายนัด หลังเหตุการณ์สงบพบว่าด.ช.คุณากร และนายพัน ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง

13.นายชาญณรงค์ พลศรีลา พื้นที่สน.พญาไท , ถูกยิงเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 14.00 น. บริเวณถ.พญาไท เขตราชเทวี กทม. ระหว่างชุมนุมแล้วใช้หนังสติ๊กยิงสู้กับทหาร

นายนิโคลัส นอร์ติสส์ ช่างภาพต่างชาติที่อยู่กับผู้ชุมนุมให้ปากคำชัดเจนว่า นายชาญณรงค์ ถูกยิงบาดเจ็บ ก่อนที่เพื่อนๆ จะพาหนีเข้าไปในห้องน้ำปั๊มน้ำมันใกล้ๆ กัน พยานระบุว่ามีทหารตามเข้ามาแล้วเกิดเสียงปืนอีกหลายนัด ก่อนที่จะลากนายชาญณรงค์ออกไป และเสียชีวิตในเวลาต่อมา



Share84






มรดกและบทเรียนรัฐประหาร?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ
หมายเหตุ - คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จัดเสวนา "มรดกและบทเรียนจากรัฐประหาร 19 กันยา" โดยเชิญนักวิชาการและภาคประชาธิปไตยที่เกาะติดความเคลื่อนไหวทางการเมือง มาร่วมแสดงความคิดเห็นในโอกาสครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร ที่ห้องประชุม คณะสังคมศาสตร์ มช. เมื่อวันที่ 21 ก.ย.


ศรีวรรณ จันทร์ผง

นปช.เชียงใหม่


การ รัฐประหารทำให้คนสนใจการเมือง ต่อยอดจากคนเดือนตุลารุ่น 16 และ 19 มาเป็นคนชั้นกลางและสังคมอินเตอร์เน็ต ทำให้เห็นว่าไทยไม่ได้โดดเดี่ยว

แต่ช่องว่างระหว�างคนรวยคนจนห่างชั้นมากขึ้น ส่งผลต่อภาวะความกดดันของประชาชนที่อยากได้รัฐธรรมนูญปี"40

พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้มีส่วนร่วมต่อสู้เลย ก่อนการเลือกตั้งทุกพรรคนำเสนอนโยบายเหมือนกัน แต่พ.ต.ท.ทักษิณเสนอนโยบายตรงใจ เป็นประโยชน์แก่คนรากหญ้ามากกว่า

ทำลาย โครงสร้างอำนาจเก่าหรือไม่ ไม่รู้ ชาวบ้านรู้อย่างเดียวว่าได้ประโยชน์ พ่อแม่หลายคนได้ลูกคืนจากนโยบายปราบยาเสพติด คนยากจนได้อานิสงส์หมด

แต่ไม่รู้มีกระบวนการใด ทำให้เกิดการก่อหวอดทำรัฐประหารขึ้น

ก่อน ปี"49 กลุ่มพันธมิตรออกมา มีข้อกล่าวหาและปลุกกระแสมวลชน ใช้สื่อตนเองโจมตีรัฐบาลทักษิณ เงื่อนไขดังกล่าวส่อแววให้กลุ่มอำนาจเก่าผนึกกำลังเพื่อจัดการกับรัฐธรรมนูญ ปี"40 และรัฐบาลทักษิณ เพื่อฆ่าประชาธิปไตยอีกครั้ง

คนเสื้อแดง ต่อสู้ด้วยเหตุผลหลายเรื่อง ไม่ว่า สองมาตรฐาน ความไม่เป็นกลาง และรัฐธรรมนูญปี"50 การต่อสู้ของคนเสื้อแดง ผมไปร่วมทุกครั้ง ตั้งแต่ ปี"52-53

พวกผมไม่อยากเห็นความขัดแย้งของคนในสังคม โดยเฉพาะการเอาชีวิตและเลือดเนื้อไปแลกกัน



ธเนศวร์ เจริญเมือง

คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มช.


ยัง ไม่เคยมีวิทยานิพนธ์ที่แข็ง แกร่งเกี่ยวกับการรัฐประหาร เหตุ การณ์เมื่อ 5 ปี มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ แบ่งงานกันทำ ในทางวิชาการน่าจะรวบรวมข้อมูล และบทสัมภาษณ์ต่างๆเก็บไว้เพื่อการศึกษา

หลังเลือกตั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ ได้ไม่ถึงเดือน ถูกด่ามากมาย จึงต้องเรียกร้องผ่านทางวิชาการไปยังสภาถึงฝ่ายค้านว่า มารยาทควรจะมีอย่างไรบ้าง

กรณีเรียกร้องไม่ให้ไปต่างประเทศ ทำไมไม่ยุบกระทรวงต่างประเทศเสียเลย การไปเยือนต่างประเทศของนายกฯ มีมากกว่าการไปแนะนำตัว เพราะก่อนหน้านั้นสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านไม่ค่อยดี

รัฐบาล นี้ถูกจำกัดด้วยวัฒนธรรมและโดนตีกรอบ ตอกย้ำสิ่งที่ภาคประชาธิปไตยรับรู้ คือ ชนะการเลือกตั้งเพียงคะแนน แต่ประชาธิปไตยยังไปไม่ถึงไหนเลย

ใน รอบ 5 ปี ความอยุติธรรมที่เคยเกิดขึ้นได้รับการแก้ไขแค่ไหน ดังนั้นต้องมาช่วยกัน ทำความเข้าใจในระบบรัฐสภามากขึ้น เพราะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ความคิดประชาธิปไตยได้เปล่งเสียงออกมา

แต่ ไม่ใช่เล่นสำนวนเหมือนฝ่ายค้านกำลังทำขณะนี้ เป็นการโต้วาทีที่ไม่ใช�เหตุผล ไม่อยากได้ยินความคิดที่ขอเป็นแค่ความสะใจ ควรพูดและคิดให้ไกลกว่านี้ รักษาสภาวะประชาธิปไตยให้นานกว่านี้

การโหมวิธีการของฝ่ายค้านที่ค้านทุกเรื่องโดยไม่เคารพกติกา ทั้งเรื่องการปฏิรูป แก้ไขแต่งตั้ง นายทหาร โยกย้ายข้าราชการที่แตะไม่ได้

รวมถึงปัญหาของวงราชการที่ไม่ยอมรับว่า ผู้บริหารที่ประชาชนเลือกมานั้น หากเขาจะเลือกใครไปทำงานในตำแหน่งไหนแล้วก็ควรจะยอมรับ

แต่ดูแล้ววิธีคิดยังเป็นแบบเก่า อยู่ในวัฒนธรรมแบบเดิม ข้าราชการแตะไม่ได้ รัฐบาลที่มาจากประชาชนแต่ไปแตะระบบราชการไม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีการนำเรื่องคำทำนาย ความไม่พอใจของหน่วยงานต่างๆ มาบั่นเซาะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วย

แต่ไม่ใช่ปัญหา การเกิดหมู่บ้านเสื้อแดงหรือหมู่บ้านต่างๆ เป็นวิธีการผลักดันให้กระบวนการประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้น



สมชาย ปรีชาศิลปกุล

คณะนิติศาสตร์ มช.


การรัฐประหารปี"49 ถือว่าล้มเหลว หากมองเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเข้าใจอะไรได้มากขึ้น

รัฐ ธรรมนูญปี"50 กับปี"40 ต่างกัน โดยการเมืองหลังรัฐประหารปี"49 สร้างระบอบกึ่งรัฐสภาและกึ่งอมาตยาธิปไตย จำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง และเป็นระบอบที่ปฏิเสธไม่ได้เพราะเป็นแรงกดดันจากสากลด้วย

แต่การ เลือกตั้งอย่างเดียวไม่พอ เพราะมีการออกแบบรัฐธรรมนูญที่กำกับรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง คือ มีบางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องให้ยอมรับรัฐประหาร

ไม่ว่า เรื่องผูกพันที่เรียกว่าอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับข้าราชการ ประจำ ซึ่งเป็นปัญหาต่อรัฐบาลกับข้าราชการประจำโดยเฉพาะทหาร

โดยหลัก การ รัฐบาลน่าจะมีอำนาจเหนือข้าราชการประจำในการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นไปโดย ชอบ สามารถทำได้ แต่ก็ยังเป็นปัญหาในส่วนของทหาร

เพราะอำนาจร มว.กลาโหม เป็นเพียงแค่ตรายาง ไม่สามารถโยกย้ายข้าราชการระดับสูงสุดได้ อันเป็นผลจากกฎหมายในยุคคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

2.กระบวน การยุติธรรมและองค์กรอิสระ มีความรับผิดชอบอะไรบ้าง ทำหน้าที่โดยมีข้อกังขา เมื่อใดที่มีข้อขัดแย้ง องค์กรอิสระจะมาชี้ถูกชี้ผิดเสมอ ซึ่งบางครั้งก็ไม่มีมาตรฐาน

3.รากฐานรัฐธรรมนูญ ต้องถามว่ารับรองเสรีภาพได้หรือไม่ แต่จะมีกฎหมายพิเศษ กฎหมายยกเว้น ถามว่าเราจะทำได้หรือไม่ เพื่อให้รัฐธรรมนูญรับรองเสรีภาพกับเราได้

ดังนั้นต้องผลักดัน มีคนไม่น้อยที่ประสบปัญหาไม่กล้าพูดอะไรเพราะกลัวผิดกฎหมาย

4.เรื่องสถาบันและองคมนตรี ต้องจัดวางสถานะให้พ้นจากการเมือง

และ 5.รัฐธรรมนูญที่จะร่างขึ้นมาใหม่นี้ ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ตรงตามความต้องการของประชาชนทุกคน ผลักสังคมไทยไปข้างหน้า ให้เกิดความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน



อรรถจักร สัตยานุรักษ์

คณะมนุษยศาสตร์ มช.


การ เมืองหลังรัฐธรมนูญปี"50 มีความพยายามสืบทอดอำนาจ ระบบราชการเองก็พยายามสร้างกฎเกณฑ์การรักษาอำนาจขึ้นเพื่อรักษาระบอบ ประชาธิปไตยครึ่งใบ

กระบวน 5 ปี เป็นการยื้ออำนาจของประชาธิปไตยครึ่งใบ และเป็นการรุกอำนาจของประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง

เช่น เดียวกัน เหตุการณ์ความรุนแรงปี"52-53 เป็นการยื้ออำนาจระหว่างประชาธิปไตยครึ่งใบกับประชาธิปไตย ทำให้ความเป็นชนบทกับเมืองไม่มีอีกแล้ว

สรุปได้ว่าการยื้อทางอำนาจไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมโดยรวม เกิดความขัดแย้ง จำเป็นต้องคิดหาทางออก

ข้อเสนอของผม คือ

1.ปลด ล็อกและสร้างกติกาใหม่ ถ้าปล่อยให้ยื้อต่อไปโศกนาฏกรรมจะเกิดอีก การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยกลไกรัฐธรรมนูญปี"40 ทำให้สังคมไทยเคลื่อนไปสู่การตกลงง่ายขึ้น

เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการลงประชามติ ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ จะเป็นทางออกที่ช่วยเปิดหน้าประวัติศาสตร์แก้ไขความขัดแย้ง

แต่ข้อกังวลคือ หากพรรครัฐบาลปัจจุบันมีความสุขกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลไกการร่างรัฐธรรมนูญ และ ส.ส.ร.จะไม่เกิด

2.สร้างแนวทางแก้ไขข้อขัดแย้งโดยให้สังคมตัดสินเพื่อไม่ให้เกิดรัฐประหาร

3.กลุ่ม สนับสนุนการเมืองต้องใจเย็น การรัฐประหารมีโอกาสเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝั่ง ไม่ว่าฝั่งที่อยากรักษาประชาธิปไตยครึ่งใบ และฝั่งทหารแตงโม

แต่ถ้าทหารแตงโมจะทำรัฐประหาร เราต้องคัดค้านด้วย

"อริสมันต์" อ้างมาไทยหลายรอบแล้วแต่ยังไม่คิดมอบตัว

ที่มา มติชน

วันที่22ก.ย. นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ระบุถึงการตัดสินใจมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ ผ่านไอเอ็นเอ็นว่า ที่ผ่านมาได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนๆ ที่ได้พบเจอกันอยู่หลายครั้ง ส่วนเรื่องของการเข้ามอบตัวนั้น ยืนยันว่า ยังไม่มีความคิดที่จะเข้ามอบตัวในช่วงเวลานี้ เนื่องจากเท่าที่มองดูสถานการณ์ประเทศไทยแล้ว แม้รัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนแต่ก็ยังไม่ถือว่ามีความมั่นคงเพียง พอ โดยส่วนตัวมองว่า ภาพของกองทัพยังคงดูแข็งแรงกว่ารัฐบาล และรัฐบาลไม่อาจเข้าไปนำทหารได้อย่างที่ควรจะเป็น โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็ได้เดินทางเข้า-ออกประเทศไทยหลาายครั้งแล้ว แต่เห็นบรรยากาศยังไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ทั้งนี้ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ก็ถือเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจเดินทางกลับประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม การพักอาศัยตามต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมานั้น ยังคงใช้ชีวิตอยู่ได้ เนื่องจากมีเพื่อนพ้อง และญาติมิตรยังให้การดูแล ขณะที่มีข่าวก่อนหน้านี้ว่า แกนนำ นปช. ได้รับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาจัดการชุมนุมนั้น นายอริสมันต์ ยืนยันว่าไม่เคยรับจ้างใครมาทำงานต่อสู้ทางการเมือง แต่การให้ความช่วยเหลือของ พ.ต.ท.ทักษิณ ระหว่างอยู่ในต่างประเทศก็มีบ้าง เช่น การแนะนำนักธุรกิจในต่างประเทศให้ได้มีโอกาสรู้จักและทำการค้าขาย

จริยธรรมผู้เชี่ยวชาญของศาล

ที่มา มติชน



สราวุธ เบญจกุล

ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล ศาลจำเป็นต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยการใช้ดุลพินิจชั่ง น้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่ศาลจะรับฟังประกอบการ พิจารณาหรือไม่ โดยเฉพาะในคดีอาญาที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 กำหนดไว้ว่า

“ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำ ความผิดนั้น”


ทั้งนี้ ในการรับฟังพยานหลักฐานนั้น นอกจากหลักเรื่องความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานที่มีความสำคัญแล้ว ในการพิจารณาคดีบางประเภทที่มีข้อเท็จจริงที่สลับซับซ้อน หรือเป็นคดีที่การอ้างถึงพยานหลักฐานบางประเภทไม่สามารถอธิบายได้โดยง่าย การนำบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขานั้นๆมาเบิกความย่อมเป็นประโยชน์ แก่ศาลในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น


กฎหมายจึงกำหนดให้ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรหรือเมื่อมีคำขอของคู่ความ ศาลมีอำนาจออกคำสั่งแต่งตั้งบุคคลที่เรียกว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” ขึ้นได้ โดยบุคคลที่ถูกแต่งตั้งต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในทางที่เกี่ยว ข้องกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นและความเห็นของผู้นั้นอาจเป็นประโยชน์ในการ วินิจฉัยชี้ขาดคดี เช่น มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปะ ฝีมือ พาณิชยการ การแพทย์ ภาษาต่างประเทศ หรือกฎหมายต่างประเทศ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 129 กำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งแต่งตั้งหรือไม่ก็ได้ หากมีการแต่งตั้งศาลอาจใช้วิธีเรียกคู่ความมาให้ตกลงกันกำหนดตัวผู้เชี่ยว ชาญที่จะแต่งตั้งก็ได้ แต่ศาลจะบังคับบุคคลใดให้เป็นผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ นอกจากบุคคลนั้นได้ยินยอมลงชื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญไว้ในทะเบียนผู้เชี่ยวชาญ ของศาลแล้ว


ในการขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมนั้น ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับประธานศาลฎีกา ว่าด้วยผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม พ.ศ. 2546 และต้อง “เป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญหรือมีความชำนาญพิเศษโดยมีประสบการณ์ในทางที่ขอ ขึ้นทะเบียนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี”


บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นสามารถยื่นคำขอโดยมีผู้รับรองตาม แบบที่กำหนดต่อผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการที่เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมแต่งตั้งขึ้นและคณะ กรรมการจะพิจารณาเสนอความเห็นในการรับขึ้นทะเบียนบุคคลเป็นผู้เชี่ยวชาญของ ศาลต่อเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งจะเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งรับหรือไม่รับขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของ ศาล และถ้าไม่รับขึ้นทะเบียนต้องแสดงเหตุผลในคำสั่งนั้นด้วย


เมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจำต้องประพฤติและปฏิบัติตนตามที่กำหนดไว้ในประมวลจริยธรรมผู้ เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม ทำนองเดียวกับกรณีที่ผู้พิพากษาต้องประพฤติและปฏิบัติตนตามที่กำหนดในประมวล จริยธรรมข้าราชการตุลาการ และผู้ประนีประนอมต้องประพฤติและปฏิบัติตนตามที่กำหนดในประมวลจริยธรรมผู้ ประนีประนอม นั่นเอง


ในกรณีของประมวลจริยธรรมผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมนั้น ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติตนของผู้เชี่ยวชาญไว้ทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ การให้ความเห็น และการดำรงตนไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญจะต้องเป็นพยานในคดี และความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอาจใช้เป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของ ศาล ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่ความ ผู้เชี่ยวชาญจึงต้องมีหน้าที่สำคัญในการ “ให้ความ เห็นตามความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพของตน เพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล โดยจักต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นกลาง ปราศจากอคติ ประพฤติตนตามกฎหมายและทำนองคลองธรรม อยู่ในกรอบศีลธรรมและจริยธรรม มีความรู้และเข้าใจในเรื่องที่ให้ความเห็นอย่างถ่องแท้ และมีความพร้อมที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม...”


นอกจากนี้ “ผู้เชี่ยวชาญจักต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตามมาตรฐาน วิชาชีพ มาตรฐานวิชาการ หรือมาตรฐานอื่นใด วิธีปฏิบัติ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมอย่างมี ประสิทธิภาพ” โดยในส่วนของการใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการให้ความเห็นนั้น ประมวลจริยธรรมผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม กำหนดให้ต้องประกอบด้วยหลักการสำคัญ อันได้แก่

1. การให้ความเห็นที่เป็นกลาง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญต้องให้ความเห็นโดยปราศจากอคติ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่ปล่อยให้มีอิทธิพลใดๆ เข้ามาทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของตนขาดความเป็นธรรมหรือเสียความเป็นกลาง และหากมีข้อเท็จจริงใดอันอาจเป็นเหตุให้คู่ความมีความสงสัยตามสมควรในความ เป็นกลาง ผู้เชี่ยวชาญต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ผู้รับผิดชอบราชการศาล องค์คณะผู้พิพากษา และคู่ความทราบ

2. การให้ความเห็นเฉพาะเรื่อง ที่ผู้เชี่ยวชาญมีคุณสมบัติ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ เพียงพอในเรื่องนั้นๆ เพื่อที่จะช่วยศาลในการพิจารณาพิพากษาคดี

3. การให้ความเห็นต้องชัดเจน เป็นไปในลักษณะที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และไม่คลุมเครือเพื่อลดปัญหาที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจที่แตกต่างกัน อีกทั้งต้องไม่ให้ความเห็นหรือรายงานอันเป็นเท็จ และหากมีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแสดงก็ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือ รายงานเท็จด้วย

นอกจากการให้ความเห็นที่ต้องมีความเป็นกลาง ชัดเจน และเป็นความเห็นที่เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังต้องมีจริยธรรมในการประพฤติ ปฏิบัติและดำรงตนในฐานะผู้เชี่ยวชาญอีก อาทิเช่น

4. การวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งในคดี โดยไม่ควรจะแสดงความเห็นใดๆ ไม่ว่าจะกระทำต่อสาธารณชนหรือไม่ หากการแสดงความคิดเห็นนั้นอาจกระทบกระเทือนต่อการพิจารณาคดี และทำให้บุคคลทั่วไประแวงสงสัยในความเป็นกลาง

5. การดำรงตนในเรื่องอื่นๆ เช่น ต้องไม่กระทำการใดๆอันอาจเป็นเหตุให้การพิจารณาพิพากษาคดีขาดความเป็นอิสระ หรือความยุติธรรม ไม่ประพฤติตนให้เกิดความเสื่อมเสียโดยต้องปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของกฎหมาย ศีลธรรม และจริยธรรม อย่างเคร่งครัด และผู้เชี่ยวชาญจะต้องไม่อวดอ้างหรือแสวงประโยชน์ใดๆจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญ ที่ได้รับรองจากศาลยุติธรรม

จากคุณลักษณะพิเศษของ “ผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ และความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอาจใช้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ที่มีผลกระทบต่อคู่ความในคดีโดยตรงนั้น บุคคลที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญจึงต้องปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ศีลธรรม และจริยธรรม อย่างเคร่งครัด ตามที่ประมวลจริยธรรมผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมกำหนด เพื่อประโยชน์ในการรักษาและผดุงความยุติธรรม และเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมแก่ ประชาชน

( เรื่อง สราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม )

ความเหลื่อมล้ำด้านวัฒนธรรมกับการปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรม

ที่มา มติชน



โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร

(ที่มา คอลัมน์ดุลยภาพ ดุลยพินิจ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 21 กันยายน 2554)


เป็น ที่ยอมรับกันว่า สังคมไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน เป็นความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเสียจนผู้คนตั้งรับไม่ทันในกระบวนการนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มาปะทะกันหรือเดินสวนทางกัน ก่อเกิดเป็นความลักลั่นด้านความคิด โลกทรรศน์ และการปรับตัวปรับใจทั้งจากแง่ของปัจเจก และของสถาบันต่างๆ เกิดเป็นภาวะไร้ระเบียบ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกหวาดหวั่น ขาดความมั่นคง จนอาจกลายเป็นความกลัว

ปัจจัยเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ คือพัฒนาการเศรษฐกิจไทยในชั่วอายุคนที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งผลที่เป็นรูปธรรม คือรายได้ต่อหัวตามราคาจริงเพิ่มขึ้น 3 เท่าในเวลาเพียง 25 ปี

ขณะนี้ไทยได้รับการจัดอันดับเป็นเศรษฐกิจรายได้ปานกลาง (ระดับบน) ไม่ใช่ประเทศยากจนอีกต่อไป

คน รุ่นปัจจุบันมีฐานะดีกว่าคนรุ่นก่อนหน้า มีทรัพย์สินที่จะปกป้องมากขึ้น มีความคาดหวังกับรัฐบาลและสถาบันสำคัญต่างๆ ของชาติที่เปลี่ยนไปและมากขึ้น

ความ เปลี่ยนแปลงที่เรากำลังเผชิญอยู่ในท้ายที่สุดก็คือ ความเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมในหลายๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นความตื่นตัวด้านความมีตัวตน (อัตลักษณ์) ความมีศักดิ์ศรี การต้องการการยอมรับนับถือ ความต้องการความเสมอภาค การไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ความคาดหวังใหม่ๆ เหล่านี้มักประสบกับความผิดหวังเสมอ ความรู้สึกว่าถูกปฏิบัติแบบไม่แฟร์ เป็นต้นเหตุประการสำคัญของความเหลื่อมล้ำด้านวัฒนธรรม

ในเรื่องวัฒนธรรมนี้ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิเคราะห์ว่า คนเสื้อเหลืองออกมาเดินขบวนก่อนใครเพื่อน เพราะว่าเขามีปัญหากับความไม่แฟร์ หรือความเหลื่อมล้ำด้านวัฒนธรรม คือคนเสื้อเหลืองรับไม่ได้ที่นักการเมืองจำนวนมากโกงกินแต่ก็ลอยนวลอยู่ได้ แม้เราจะมีกฎหมายต่อต้านการคอร์รัปชั่น

สำหรับคนเสื้อแดงก็เผชิญกับความเหลื่อมล้ำด้านวัฒนธรรมหลายรูปแบบ

งานวิจัยของ อาจารย์ ดร.อภิชาติ สถิตนิรมัย ที่ธรรมศาสตร์ สอบถามผู้ที่สนับสนุนคนเสื้อแดงที่เป็นชาวอีสาน มีคนตอบว่า เข้าร่วมกับคนเสื้อแดงเพราะเจ็บใจที่มีคนพูดในรายการโทรทัศน์ว่า คนอีสานเป็นได้แค่เด็กปั๊มหรือคนใช้

งานศึกษาเรื่องคนเสื้อแดงโดย นักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด รายงานผลการวิจัยโดยสัมภาษณ์คนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ จำนวนมาก ได้ข้อค้นพบว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ ให้มี fairness สักหน่อยทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง พวกเขาพูดถึงความสำคัญของการศึกษาเสมอภาคที่ได้มาตรฐานเพื่อปรับปรุงตนเอง และอนาคตของลูกหลาน ที่พวกเขาอาจเข้าไม่ถึง

ดิฉันเคยคุยกับคนขับรถ แท็กซี่จากภาคอีสานที่ไม่ได้ไปร่วมการเดินขบวนกับคนเสื้อแดง แต่ก็ชื่นชอบ โดยเขาบอกว่า เขาชอบเรื่องที่เรียกร้องให้ยกเลิกการเลือกปฏิบัติ เขาไม่ชอบที่ได้รับการปฏิบัติไม่ดีเมื่อไปติดต่อกับราชการ คือ เขารู้สึกว่าทำกับเขาแบบดูถูกดูแคลน

ศัพท์ที่ใช้ เช่น ไพร่ อำมาตย์ ที่ผู้พูดจงใจเสียดสีแดกดันคนหัวเก่า ทั้งที่ปัจจุบันไม่มีไพร่ ไม่มีอำมาตย์แล้ว ส่งสัญญาณบอกว่าทนไม่ได้กับระเบียบสังคมที่มีพื้นฐานจากสังคมมีช่วงชั้น โดยต้องการสังคมเสมอภาค การใช้ศัพท์ดังกล่าวยังมีนัยยะต้องการ fairness ในกระบวนการยุติธรรมด้วย

สิ่งที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าได้เกิด ′รอยเลื่อนทางวัฒนธรรม′ หรือ cultural shift ขึ้นแล้ว และเป็น cultural shift ที่ต้องให้ความใส่ใจ มิฉะนั้นอาจจะปะทุเป็นสึนามิได้โดยไม่คาดฝัน

เราจึงจะต้องตอบคำถามว่าควรทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวข้ามจุดอ่อนนี้ไปได้

ดิฉัน ไม่ได้พูดถึงความเสมอภาคในทุกๆ เรื่อง เป็นไปไม่ได้ว่าทุกคนจะเสมอเหมือนกันหมด ทุกด้าน ทั้งเรื่องรายได้ ความสามารถ พรสวรรค์ ความต่างยังมีอยู่ แต่ต้องมี fairness

ดิฉัน กำลังพูดถึง fairness ในมิติด้านความเท่าเทียมกันในมุมมองของกฎหมาย หรือ fairness ในระบบกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรวมทั้ง ตำรวจ อัยการ และศาล

ตัวอย่าง เช่น ทำไมคนหิวโซขโมยข้าวสักถังอาจติดคุกหลายปี แต่นักการเมือง ข้าราชการขโมยเงินภาษีของประชาชนเป็นร้อยเป็นพันล้านจากงบประมาณรัฐ จึงลอยนวลอยู่ได้ ไม่ถูกลงโทษ

ทำไมลูกผู้มีอิทธิพลถูกข้อกล่าวหาฆ่าคนตาย โดยมีคนเห็นเหตุการณ์ แต่ท้ายที่สุดหลุดรอดเงื้อมมือกฎหมายไปได้

ปัญหาการหลีกเลี่ยงกฎหมายได้ เพียงเพราะเป็นคนรวยคนมีอำนาจ มีนัยต่อไปถึงความเหลื่อมล้ำหรือความไม่แฟร์ในมิติอื่นๆ อีก

ขณะ ที่การเมืองไทยพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เราก็หวังว่าสังคมจะมีความเสมอภาคกันมากขึ้น แต่ในเมื่อไม่มี fairness ในมิติของกฎหมาย การพัฒนากลับนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจ และเศรษฐกิจที่ใครๆ ก็มองเห็นได้ นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร พลเรือนระดับบิ๊กๆ โกงกิน ร่ำรวยขึ้น มีอำนาจมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เกิดการก่อตัวของเครือข่ายการเมืองระหว่างกลุ่มเหล่านี้ ผนวกกับนักลงทุนขนาดใหญ่ผูกโยงเข้าด้วยกัน ร้อยรัดเป็นพวกเดียวกันเพราะมีผลประโยชน์ร่วม แล้วก็ช่วยกันปกป้องพวกเดียวกันจากเงื้อมมือของกฎหมาย ปิดกั้นพัฒนาการสู่สังคมเสมอภาค อีกทั้งวิ่งเต้นส่งอิทธิพลต่อการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดสำคัญที่กำหนดนโยบาย สำคัญของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง

ในท้ายที่สุด สังคมที่มีช่วงชั้น การดูถูกคนที่ด้อยกว่า การเลือกปฏิบัติ ผู้ทำผิดลอยนวลอยู่ได้จึงคงอยู่

ดังนั้นข้อเสนอของดิฉัน คือ สังคมต้องลงทุนในการหาทางปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรมให้มี fairness ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ

และ ที่เสนอเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า ผู้พิพากษาเป็นคนไม่ดี ผู้พิพากษาส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนดี แต่ระบบไม่ดี เราจึงต้องการการปรับปรุงทั้งระบบกระบวนการยุติธรรม

เรื่อง นี้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องการการลงทุนเป็นระยะยาว เพราะจะเกี่ยวโยงกับทั้งเรื่องการปฏิรูปการฝึกอบรมนักกฎหมาย ผู้พิพากษา การจัดระบบตำรวจ และกระบวนการตุลาการอื่นๆ อย่างน้อยให้เป็นการกระจายอำนาจ ให้องค์กรบริหารและผู้คนในท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วม จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาทำงานด้านนี้โดยตรง ซึ่งแนวทางการปฏิรูปสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศที่มีการปฏิรูป ประสบความสำเร็จไปแล้ว

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด รวมทั้งระบบตำรวจ อัยการ และศาล เป็นเรื่องจำเป็นเพราะว่าจะทำความเจริญให้แก่หมู่คณะ เราจึงต้องรีบคิดและลงทุน

เพื่อให้สังคมไทยพัฒนาสู่ความมั่นคงด้านวัฒนธรรม และการเมืองที่มีเสถียรภาพ อันเป็นสิ่งที่นักธุรกิจ และประชาชนทุกคนต้องการ

หากเราไม่ทำสิ่งเหล่านี้ เราอาจตกอยู่ในสภาวะความชุลมุนวุ่นวายไม่สิ้นสุด

ปิดฉาก 19 ก.ย.

ที่มา มติชน


โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 21 กันยายน 2554)

บรรยากาศรำลึก 5 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คึกคักและมีแง่มุมน่าสนใจ

ก่อนหน้า 19 กันยายน คือรัฐประหารโดย รสช. ล้มรัฐบาลน้าชาติเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534

เวลาห่างของ 2 เหตุการณ์ คือ 15 ปี อาจนานเกินไป จนลืมว่า หลังปฏิวัติ รมช.เมื่อ 2534 ประเทศไทยหืดขึ้นคอกันอย่างไรบ้าง

มาถึง 19 กันยาฯ ก็เลยหลงๆ กันว่า การเปิดเพลงมาร์ช เอารถถังออกมาวิ่ง จะเป็น "ทางออก" ของวิกฤตการเมืองได้

สุดท้ายก็คือ ออกจากป่าช้าหนึ่ง มาสู่อีกสุสานหนึ่ง ที่หลอนไม่แพ้กัน

การ รัฐประหาร 2549 วางระบบสืบทอดและรักษาอำนาจไว้อย่างเป็นเครือข่าย ประกอบด้วยภาครัฐ กลุ่มทุน และกลุ่มการเมือง ได้แก่นักการเมืองและพรรคการเมืองบางพรรค ระบุตัวศัตรูชัดเจน

มีความเข้มแข็งระดับหนึ่งก็จริง แต่สุดท้ายเอาไม่อยู่ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายประชาชนรวมตัวกันติด ชี้ความไม่ชอบธรรมของผู้กุมอำนาจ

กลายเป็นปัจจัยให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง

รัฐประหาร 2549 จึงยกระดับการเมืองไทยขึ้นไปอีกมาตรฐานหนึ่ง

สำหรับชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป เกิดแนวคิดปฏิเสธการรัฐประหาร ใครที่โผผวาเข้าหาประโยชน์จากการรัฐประหาร ย่อมจะถูกปฏิเสธไปด้วย

ประเด็นเหล่านี้เองที่เป็นตัวกำหนดผลแพ้ชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

และเป็น "การบ้าน" ที่พรรคการเมืองต่างๆ ต้องตรวจสอบจุดยืนของตัวเองว่าถูกที่ผิดทางอย่างไรหรือไม่

ผลแพ้ชนะนี้ ในแง่หนึ่ง สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน ที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง

ที่ แน่ๆ คือ การเปลี่ยนรัฐบาล ส่วนความเปลี่ยนแปลงเรื่องอื่นๆ เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่ได้รับอาณัติจากประชาชน จะต้องตีความว่ามีอะไรที่จะต้องปรับต้องเปลี่ยน

โดยเฉพาะบรรดาผลพวงของการรัฐประหารทั้งหลาย

ถูกผิดเกินเลย หรือมีเจตนาอื่นแอบแฝง เป็นเรื่องที่ชาวบ้านและสังคมจะทักท้วง

"ความเปลี่ยนแปลง" นี้เอง ที่ทำให้เกิดการเผชิญหน้า เพราะผู้ที่เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง ย่อมตอบโต้ แสดงปฏิกิริยา ผ่านช่องทางและเครือข่ายของตนเอง

อย่างที่ได้เห็นอาการ จากการโยกย้ายของหน่วยราชการต่างๆ ไปจนถึงกองทัพ

การต่อสู้บนพื้นฐานใหม่นี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะคลี่คลายไปทางไหนเป็นเรื่องของฝีมือและความตั้งใจของรัฐบาลใหม่

แต่ภาระหน้าที่สำคัญร่วมกันของรัฐบาลและฝ่ายค้าน ก็คือ ทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในที่เกิดเหตุของการรัฐประหารมาแล้ว

สัมผัสผลร้าย และความสูญเสียต่างๆ มาด้วยตัวเอง

เรื่อง ที่ต้องกระทำและต้องร่วมมือกัน คือแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการผลักดันการเยียวยา ปรองดองสมานฉันท์ ยุติธรรมเปลี่ยนผ่านที่ต้องตีแผ่ความจริง เอาคนผิดมาลงโทษด้วยกระบวนการยุติธรรมปกติ

เพื่อนำไปสู่การสร้างความแข็งแรงของระบบการเมือง และของประชาธิปไตย เอาไว้เป็นภูมิคุ้มกันการปฏิวัติ

จะได้เล่นการเมืองกันตามกติกาที่ตรงไปตรงมา

ไม่ต้องมานั่งฟอร์เวิร์ดเมล์อาหารนายกฯมื้อละสองแสนให้เมื่อยอีก

"ข่าวหุ้น" ลาออกสภาการนสพ. ระบุไม่ขอร่วมสมคบคิดทำลายล้างเพื่อนร่วมวิชาชีพ

ที่มา มติชน


วันที่ 20 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชาญชัย สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ ข่าวหุ้นธุรกิจ ได้ทำหนังสือถึง ประธานคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เพื่อแจ้งลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีเนื้อหาในจดหมาย ดังนี้

ข่าวหุ้นธุรกิจลาออกจากสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
ไม่ขอร่วมสมคบคิดทำลายล้างเพื่อนร่วมวิชาชีพ


20 กันยายน 2554
เรียน ประธานคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
เรื่อง แจ้งลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ


ในฐานะภาคีสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และให้ความร่วมมือกับการทำหน้าที่และกิจกรรมของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ด้วยดีตลอดมา


กระผม ในฐานะตัวแทนของภาคีสมาชิกประกอบด้วยหนังสือพิมพ์ ข่าวหุ้นธุรกิจ ขอแจ้งต่อคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ว่า ขอลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2554 เป็นต้นไป


เหตุผลหลักในการลาออก เกิดจากเป็นที่ประจักษ์ในข้อเท็จจริงว่า มีพฤติกรรมบางประการที่ได้ส่อให้เห็นถึงการละเมิดต่อเจตนารมณ์ของการจัดตั้ง เพื่อเป็นองค์กรควบคุมกันเอง และส่งเสริมเสรีภาพและความรับผิดชอบยกระดับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์และ กิจการหนังสือพิมพ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีล่าสุดที่ปล่อยให้บุคคลภายนอก ซึ่งคณะกรรมการการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีมติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 แต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีข่าวอีเมลซึ่งปราศจากที่มาชัดเจน ซึ่งมีผู้อ้างว่าเป็นของบุคคลในพรรคเพื่อไทยระบุว่า มีการจ่ายสินบนให้กับสื่อมวลชนบางคน ซึ่งปรากฏว่าได้เกิดพฤติกรรมที่ประหนึ่งสมคบคิดเพื่อทำลายล้างเพื่อนร่วม วิชาชีพกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน


คณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ไม่เพียงแต่ไม่ดำเนินการให้บรรลุภารกิจหลักเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงอย่างถึง ที่สุดว่า มีการรับหรือจ่ายสินบนให้กับบุคคลที่ปรากฏในอีเมลดังกล่าวหรือไม่ แต่กลับดำเนินการเบี่ยงเบนหัวข้อสอบสวนตามชอบใจ เมื่อบุคคลไม่ปรากฏหลักฐานความผิด ก็ขยายไปกล่าวหาองค์กรบางแห่งที่ตกเป็นเป้าหมายไว้ก่อนแล้วแทน ดำเนินการสอบสวนลับหลังโดยไม่เปิดโอกาสให้องค์กรที่ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อ เท็จจริง รวมทั้งใช้วิธีการสอบสวนและสรุปผลอย่างขาดตรรกะและความรู้ความเข้าใจในการ ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ตามหลักอาชีวปฏิญาณที่ยึดถือกันมายาวนานว่า "ข้อเท็จจริงในข่าวสารเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ความเห็นเป็นอิสระ"


ไม่เพียงเท่านั้น บุคคลบางคนในคณะอนุกรรมการฯ ยังได้แสดงพฤติกรรมน่าเคลือบแคลงด้วยการขยายผลการสอบสวนดังกล่าวเพื่อ ประโยชน์ทางการเมืองของคนบางกลุ่ม ซึ่งแทนที่ผู้มีบทบาทในสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติบางคน แทนที่จะจะท้วงติง กลับแสดงการสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า โดยไม่คำนึงถึงระเบียบข้อบังคับ และพยายามรวบรัดตัดความว่า คณะกรรมการของสภาฯ ได้รับรองความชอบธรรมของผลการสอบสวนโดยปริยาย ผ่านการประชุมลับเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2554 ไปแล้ว


พฤติกรรมดังกล่าว ยืนยันชัดเจนว่าหลักการและเจตนารมณ์ของการจัดตั้งเพื่อเป็นองค์กรควบคุมกัน เอง และส่งเสริมเสรีภาพและความรับผิดชอบยกระดับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์และ กิจการหนังสือพิมพ์ได้ถูกทำลายลงไป อย่างมีเจตนาสมยอมให้อิทธิพลการเมืองภายนอกเข้าแทรกแซงให้เกิดการทำลายล้าง เพื่อนร่วมวิชาชีพด้วยกันเองอย่างเปิดเผย มิได้แสดงความกระตือรือล้นจะจัดการแก้ไข รวมไปถึงดำเนินการระงับความเสียหายของผู้ได้รับผลกระทบจากข้อกล่าวหาที่ปน เปื้อนอคติของบุคคลภายนอก


โดยหลักอาชีวปฏิญาณ ความขัดแย้งหรือจุดยืนทางความเห็นที่ไม่ตรงกันในวงการสื่อ ไม่เคยถูกถือเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของเสรีภาพทางวิชาชีพ เป็นสิ่งที่ได้รับการเคารพในเกียรติยศของกันและกันมาเสมอมา ความพยายามใดๆ ที่จะขยายผลไปสู่การใส่ร้ายป้ายสีเพื่อทำลายล้าง เป็นพฤติกรรมเกินเลยที่ไม่อาจยอมรับได้


ที่ผ่านมา ตัวแทนของหนังสือพิมพ์ ข่าวหุ้นธุรกิจ ซึ่งร่วมปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้รับรู้และพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อธำรงมาตรฐานและเจตนารมณ์เมื่อครั้ง ก่อตั้งต่อไปอย่างสมเกียรติ แต่เมื่อยังคงมีพฤติกรรมดื้อรั้นและแฝงเร้นอันส่อไปในทางละเมิดต่อปฏิญญาของ จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพที่ยึดถือปฏิบัติมา ก็ไม่มีความจำเป็นต้องร่วมอยู่ในขบวนการสมคบคิดอีกต่อไป


แม้ว่าหนังสือพิมพ์ ข่าวหุ้นธุรกิจ จะมิได้เป็นภาคีสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติอีกต่อไป แต่ก็ยังขอตั้งปณิธานว่า จะยังคงธำรงรักษาเจตนารมณ์และอาชีวะปฏิญาณอย่างเต็มกำลัง จะทำหน้าที่สื่อมวลชนที่สุจริต และพร้อมให้สังคมตรวจสอบความโปร่งใสในการปฏิบัติงานได้ทุกเวลา และให้ความร่วมมือกระทำการในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประชาชนส่วนใหญ่


จึงเรียนมาด้วยความเคารพ


นาย ชาญชัย สงวนวงศ์
ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ