WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 24, 2011

เบื้องหลัง "ทักษิณ" นายกฯตัวจริง คอนเน็กชั่นพิเศษ "วัฒนา-อุกฤษ"

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ


ภาพ:รอยเตอร์




ทั้งเกม-แผนปรองดอง ทุกวาระที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ล้วน เป็น "ราก" และข้อเสนอของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

เบื้องหลังการขับเคลื่อน กระดานการเมืองทั้งในฝ่ายบริหาร-กระบวนการยุติธรรม-อัยการ-ตำรวจ ล้วนถูกเซตติ้ง เป็นระบบ

เบื้อง หลังการอนุมัติและปฏิบัติการแต่งตั้ง "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เดินตาม "แผน" ของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อความปรองดอง แห่งชาติ (คอป.) ก็มาจากการนำความตั้งใจของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ส่งผ่าน "วัฒนา เมืองสุข" ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย ปฏิบัติหน้าที่ผู้ประสานงานในกระบวน การยุติธรรม และปฏิวัติกฎหมายทั้งหมด

จากนั้น "วัฒนา" นำความเห็นของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ส่งตรงถึง "กิตติพงษ์ กิตติยารักษ์" ในฐานะปลัดกระทรวงยุติธรรม มือทำงานใน คอป. จัดทำ "รายงานฉบับที่ 2" ส่งตรงถึงมือ "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี

คำ สั่งอย่างไม่เป็นทางการของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ยังครอบคลุมให้อำนาจหน้าที่ของ "วัฒนา" สามารถดึงรัฐมนตรียุติธรรม-รัฐมนตรีมหาดไทย และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯที่กำกับดูแลงานด้านกิจการตำรวจ และรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาประสานงานให้เกิดการ "ปรองดอง" ด้วย

วาระบรรยายเรื่อง "เส้นทางปรองดอง" ระดับนานาชาติและแนวปฏิบัติในประเทศไทย จึงเกิดขึ้นที่อาคารรัฐสภา มี "วัฒนา" เป็นผู้บรรยาย โดยมี "น.ส.ยิ่งลักษณ์" และคณะรัฐมนตรีจากเพื่อไทย "ถูกสั่ง" ให้เข้าร่วมวง

เบื้อง หลังการแต่งตั้ง นายอุกฤษ มงคลนาวิน ให้เป็นประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรม แห่งชาติ (คอ.นธ) นับเป็นอีก 1 แผนที่ขับเคลื่อนมาจาก "พ.ต.ท.ทักษิณ+ วัฒนา" เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไก-สั่งการ-ส่งลูกให้คณะกรรมการชุด "ยงยุทธ" ปฏิบัติการปรองดองได้ราบรื่น

เบื้องหลังการเข้าประจำการที่บ้าน พิษณุโลกของ "คณะเนติบริกร" ทั้ง พงศ์เทพ เทพกาญจนา-นพดล ปัทมะ และ ภูมิธรรม เวชยชัย แต่ไม่ให้ "อำนาจ" และไม่ "แต่งตั้ง" ก็เป็นไปตามแผน "ใช้หนี้-ใช้งาน" ของเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง

เบื้องหลังการ เคลื่อนที่เร็ว-ยึดญัตติ สาธารณะ-ยึดพื้นที่สื่อ ของคณะ "น.ส. ยิ่งลักษณ์" จึงมาจากสมองกลของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ที่สั่งการกลุ่ม "ม้าเร็ว-ม้าใช้" ในเครือข่ายบ้านเลขที่ 111+37 อดีตกรรมการบริหารพลังประชาชนทั้งแผง

แม้ เบื้องหลังการขับเคลื่อนการ "ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ของคณะ "นิติราษฎร์" จะ "บังเอิญ" สอดคล้องต้องกันกับข้อเสนอของ "นายจาตุรนต์ ฉายแสง" และข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แทบทุกมาตราล้วน "แตะสัมผัส" ความได้- เสียทางการเงิน-การเมืองของ "พ.ต.ท. ทักษิณ"

เบื้อง หลังชื่อ "วัฒนา เมืองสุข" คือคนเคยเป็นแคดิเดด รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" แต่เมื่อชื่อของเขาหลุดโผ คนใกล้ชิด "พ.ต.ท.ทักษิณ" อธิบายว่า "วัฒนามีภาพที่เป็นคนสนิทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชัดเจน หากให้เป็นรับมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ ก็จะถูกโยงมีผลประโยชน์ ทับซ้อนกับเจ้าของทุนสินค้าเกษตรยักษ์ใหญ่ หากให้เป็นรัฐมนตรีด้านความมั่นคง จะถูกครหาว่าตั้งใจช่วย พ.ต.ท. ทักษิณ โจ่งแจ้งเกินไป"

ตำแหน่งที่ลงตัวของ "วัฒนา" จึงเป็นคนเชื่อม-ตัวประสาน กับบุคคล ชั้นสูง-นายทหารในกองทัพ-ข้าราชการในกระบวนการยุติธรรม ด้วยคอนเนกชั่น พิเศษ ในนาม "ปราจีนบุรีคอนเน็กชั่น"

เกมใต้ดิน ของ "วัฒนา" จะถูกนำไปปฏิบัติบนดิน ด้วยคำสั่งของ "พ.ต.ท. ทักษิณ" ส่งตรงถึง "ครม.ยิ่งลักษณ์" ในห้องประชุมพรรคเพื่อไทย

การขับเคลื่อนรัฐบาล "น.ส.ยิ่งลักษณ์" จึงเป็นจังหวะก้าว จังหวะคิด ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ทุกวาระ

นอก จากการประชุมคณะรัฐมนตรี "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ทั้ง 35 คนแล้ว ยังต้องมีวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี "พ.ต.ท.ทักษิณ" ร่วมกับนักการเมืองจากบ้านเลขที่ 111 + อดีตกรรมการบริหารพลังประชาชน อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ "พี่น้องชินวัตร" ที่พรรคเพื่อไทย ทุกเช้าวันจันทร์ ผ่านโปรแกรมสไกป์

วาระเพื่อไทย ท้าชนกับทุกโครงสร้างอำนาจ ไม่เกรงหน้าอินทร์ หน้าพรหม เพราะ "พ.ต.ท.ทักษิณ" สั่งการว่า "เราชนะการเลือกตั้งเข้ามานั้นถือว่าประชาชนได้ให้โอกาสพรรคเพื่อไทย ได้เข้ามาทำงาน ไม่ต้องห่วงเรื่อง การต่อต้าน เพราะเป็นพวกหน้าเก่าเขย่ารัฐบาลตามวิถีทางที่พวกเขาชำนาญ"

นอก จากวาระ "สั่งการ" แล้ว "พ.ต.ท.ทักษิณ" ยังมีวาระให้การบ้าน รัฐมนตรีไปสานต่อนโยบายประชานิยม ที่เคยสร้างชื่อยุคไทยรักไทย โดยเฉพาะโครงการปล่อยกู้-ให้เงินในโครงการกองทุนหมู่บ้าน เพื่อให้เงินหมุนไปในระบบเศรษฐกิจ

จากนี้ไปอาจไม่มีอำนาจใด ขวาง เส้นทางอำนาจของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

เบื้องหลัง "ทักษิณ" นายกฯตัวจริง คอนเน็กชั่นพิเศษ "วัฒนา-อุกฤษ"

ที่มา มติชน




ทั้งเกม-แผนปรองดอง ทุกวาระที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ล้วน เป็น "ราก" และข้อเสนอของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

เบื้องหลังการขับเคลื่อน กระดานการเมืองทั้งในฝ่ายบริหาร-กระบวนการยุติธรรม-อัยการ-ตำรวจ ล้วนถูกเซตติ้ง เป็นระบบ

เบื้อง หลังการอนุมัติและปฏิบัติการแต่งตั้ง "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เดินตาม "แผน" ของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อความปรองดอง แห่งชาติ (คอป.) ก็มาจากการนำความตั้งใจของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ส่งผ่าน "วัฒนา เมืองสุข" ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย ปฏิบัติหน้าที่ผู้ประสานงานในกระบวน การยุติธรรม และปฏิวัติกฎหมายทั้งหมด

เบื้องหลังการแต่งตั้ง นายอุกฤษ มงคลนาวิน ให้เป็นประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรม แห่งชาติ (คอ.นธ) นับเป็นอีก 1 แผนที่ขับเคลื่อนมาจาก "พ.ต.ท.ทักษิณ+ วัฒนา"

เกมใต้ดิน ของ "วัฒนา" จะถูกนำไปปฏิบัติบนดิน ด้วยคำสั่งของ "พ.ต.ท. ทักษิณ" ส่งตรงถึง "ครม.ยิ่งลักษณ์" ในห้องประชุมพรรคเพื่อไทย

การขับเคลื่อนรัฐบาล "น.ส.ยิ่งลักษณ์" จึงเป็นจังหวะก้าว จังหวะคิด ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ทุกวาระ

เบื้องหลัง "ทักษิณ" นายกฯตัวจริง คอนเน็กชั่นพิเศษ "วัฒนา-อุกฤษ" มีที่ไป ที่มา

คลิกอ่านรายละเอียด

เปิด 4 สัญญากทม. ติดตั้งกล้อง"ซีซีทีวี-ดัมมี่"

ที่มา มติชน

ที่มา - ส่วน หนึ่งเอกสารสัญญาที่กรุงเทพมหานครลงนามว่าจ้าง 3 บริษัท คือบริษัท จีเนียส ทราฟฟิค ซีสเต็ม จำกัด, บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด และกิจการค้าร่วม ทีเอ็นบี จำนวน 4 สัญญาเพื่อให้ติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) 2,046 ตัว และกล้องดัมมี่ 1,325 ตัว ในเขตต่างๆ ทั่ว กทม.

รายการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือซีซีทีวี พร้อมอุปกรณ์กล้องดัมมี่ จากสัญญาจ้างเหมา 4 โครงการ

1.โครงการ จ้างเหมาติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือซีซีทีวี พร้อมอุปกรณ์ประกอบและการเชื่อมโยงสัญญาณไปยังสำนักงานเขตพระนคร และสำนักงานดุสิต จำนวนกล้องติดจริง 347 ตัว และจำนวนกล้องดัมมี่ 242 ตัว มีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ เป็นผู้อนุมัติจ้าง โดยเงินงบกลาง รายการเงินสำรองทั่วไปกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในลักษณะหมวดรายจ่ายอื่น ลงนามสัญญาวันที่ 25 ธันวาคม 2550 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 23 เมษายน 2551 โดยมีนายรัฐพล มีธนาถาวร เป็นผู้ลงนามสัญญา และบริษัท จีเนียส ทราฟฟิค ซีสเต็ม จำกัด เป็นผู้รับจ้าง มูลค่าสัญญา 106,900,000 บาท

2.โครงการ จ้างเหมาติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือซีซีทีวี รวมอุปกรณ์การทำงาน ในพื้นที่ 1 ได้แก่ ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ จตุจักร บางซื่อ ปทุมวัน ราชเทวี พญาไท ดินแดง ห้วยขวาง และคลองเตย จำนวนกล้องติดจริง 533 ตัว และจำนวนกล้องดัมมี่ 373 ตัว มีนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ เป็นผู้อนุมัติจ้าง จากเงินอุดหนุนจากรัฐบาลปี 2549 ลงนามสัญญาวันที่ 2 กันยายน 2552 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 1 ธันวาคม 2552 โดยมีนายจุมพล สำเภาพล เป็นผู้ลงนามสัญญา และบริษัท จีเนียส ทราฟฟิค ซีสเต็ม จำกัด เป็นผู้รับจ้าง มูลค่าสัญญา 67,800,000 บาท




3.โครงการ จ้างเหมาติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือซีซีทีวี รวมอุปกรณ์การทำงาน ในพื้นที่ 2 ได้แก่ สาทร บางรัก วัฒนา ยานนาวา บางคอแหลม บางนา คลองสาน ธนบุรี บางกอกใหญ่ บางกอกน้อย บางพลัด จอมทอง ภาษีเจริญ หลักสี่ ลาดพร้าว สายไหม ดอนเมือง บางกะปิ วังทองหลาง สะพานสูง บึงกุ่ม สวนหลวง ประเวศ มีนบุรี ตลิ่งชัน บางบอน ทุ่งครุ และทวีวัฒนา คลองเตย จำนวนกล้องติดจริง 490 ตัว และจำนวนกล้องดัมมี่ 343 ตัว มีนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ เป็นผู้อนุมัติจ้าง จากเงินอุดหนุนจากรัฐบาลปี 2549 ลงนามสัญญาวันที่ 7 กันยายน 2552 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 6 ธันวาคม 2552 โดยมีนายจุมพล สำเภาพล เป็นผู้ลงนามสัญญา และบริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด เป็นผู้รับจ้าง มูลค่าสัญญา 66,240,000 บาท

4.โครงการจ้างเหมาติดตั้งกล้องโทรทัศน์ วงจรปิด หรือซีซีทีวี พร้อมอุปกรณ์การทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นจำนวนกล้องจริง 676 ตัว จำนวนกล้องดัมมี่ 367 ตัว มีนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ เป็นผู้อนุมัติจ้าง จากเงินอุดหนุนจากรัฐบาลปี 2550 ลงนามสัญญาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 15 เมษายน 2553 โดยมีนายวินัย ลิ่มสกุล เป็นผู้ลงนามสัญญา และกิจการค้าร่วม ทีเอ็นบี เป็นผู้รับจ้าง มูลค่าสัญญา 86,664,069.85 บาท



หมายเหตุ รวมจำนวนกล้องจริง 2,046 ตัว และกล้องดัมมี่ 1,325 ตัว โดยโครงการที่ 1 และ 3 ได้มีการรื้อย้ายอุปกรณ์หุ้มกล้องดัมมี่ออกแล้วทั้งหมด เพื่อป้องกันการสับสนของประชาชน ส่วนโครงการที่ 2 และ 4 ได้มีการรื้อย้ายอุปกรณ์หุ้มกล้องดัมมี่ออกบางส่วน และมีคงเหลืออยู่ในพื้นที่โครงการประมาณ 500 ชุด เพื่อใช้ในการป้องปรามอาชญากรรมในพื้นที่ดังกล่าวจนกว่าจะมีการติดตั้งกล้อง จริง



นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน

ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้ว่าฯกทม.

"การ ติดตั้งกล้องดัมมี่นั้นยอมรับว่าดำเนินการจริง เพราะในช่วงต้นปี 2550 มีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะนั้นมีกล้องวงจรปิดเพียงไม่กี่หลักร้อยเครื่องเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงกล้องจราจร ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเสนอแนวทางติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มมาตรการด้านความมั่นคง แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครบถ้วนทุกจุดได้ จึงต้องออกสำรวจและติดตั้งกล่องเปล่า เพื่อกำหนดจุดติดตั้ง ก่อนดำเนินการติดตั้งกล้องจริงให้ครบถ้วนเมื่อมีงบประมาณ ซึ่งในส่วนของรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับงบประมาณหรือการจัดซื้อ เป็นเรื่องที่สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) ต้องชี้แจง"

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

ผู้ว่าฯกทม.

กทม.ได้ จัดซื้อและติดตั้งกล้องวงจรปิดแล้ว 2 รุ่น คือรุ่นแรก มีการจัดซื้อและดำเนินการติดตั้งหลังเหตุการณ์ระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ ปลายปี 2550 ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 330 ล้านบาท สำหรับนโยบายในการจัดซื้อเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 และได้มีการจัดซื้อในเดือนพฤศจิกายน 2552 และได้มีการยกร่างประกวดราคา 4 ครั้ง ในปี 2550-2551 ซึ่งในร่างการประกวดราคาในการจัดซื้อกล้องรุ่นแรกนั้น ได้มีการกำหนดให้ซื้อกล้องดัมมี่ไว้ด้วย ส่วนการจัดซื้อครั้งที่ 2 จำนวน 10,000 ตัว มาจากการที่ได้ให้คำมั่นสัญญาสมัยหาเสียงเลือกตั้ง

"กล้อง รุ่นแรกมาจากเหตุฉุกเฉินที่รัฐบาลให้ กทม.ติดตั้งกล้องวงจรปิด ด้วยเงินงบประมาณที่จำกัดเพียง 330 ล้านบาท จึงได้มีการจัดซื้อและติดตั้งกล้องวงจรปิด 2,046 ตัว และมีกล้องดัมมี่ 1,325 ตัว เกินกว่าครึ่งของกล้องจริง เพราะขณะนั้นกล้องของจริงมีราคา 34,000-130,000 บาท ส่วนกล้องดัมมี่ราคา 2,500-2,700 บาท ในขณะนั้นกล้องดัมมี่ถือว่ามีประโยชน์ต่ออาชญากร เพราะทำให้เกรงกลัวการทำความผิด ประชาชนมีสิทธิที่จะคิดและวิพากษ์วิจารณ์ว่าการติดตั้งดัมมี่มีความสมควร หรือไม่ แต่ไม่อยากให้สรุปว่าเป็นการคอร์รัปชั่น เพราะกล้องดัมมี่อยู่ในแผนการจัดซื้ออยู่แล้วตั้งแต่แรก เรื่องกล้องดัมมี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในต่างประเทศก็นิยมใช้กล้องดัมมี่ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมเช่นกัน"

(มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2554 หน้า2)


แนวประชานิยม เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ต่างที่ "โนว์ฮาว"

ที่มา มติชน




ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านหลังแรกในวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถยนต์คันแรกลดภาษี 100,000 บาท ภายใน 1 ปี

ยังอยู่ในกรอบแห่ง "เคนเนเซี่ยน" ของ จอห์น เมย์นาร์ด เคย์นส์

แม้ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในราคา 15,000 บาทต่อเกวียน พร้อมกับเงินที่ทุ่มลงไป 4.3 แสนล้านบาท เป้าหมายจะอยู่ที่ชาวนา

สะท้อนกลิ่นอายกระดูกสันหลังแห่งชาติ ซึ่งถูกทอดทิ้งมาอย่างยาวนาน

แต่ก็ยังอยู่ในหลักการแห่งการเข้าไปแสดงบทบาทของรัฐในจุดอันเหมาะสม ตามแนว ทางของ เคย์นส์

นั่นก็คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจโดย "รัฐ" เป็นกองหน้า

คล้าย กับโครงการบ้านหลังแรกและโครงการรถยนต์คันแรกจะกำหนดเป้าหมายอยู่ที่คนชั้น กลางในเมือง ขณะที่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะกำหนดเป้าหมายไปยังชาวนาในชนบท แต่ทั้งหมดนี้ดำเนินไปภายในกรอบแห่งการสร้างกลไกให้เกิดการหมุนเวียนของทุน

เมื่อ เป็นบ้านหลังแรกย่อมอยู่ในกรอบแห่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเป็นรถยนต์คันแรกย่อมอยู่ในกรอบแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่เรื่องของชาวนาอยู่ในกรอบแห่งการ เกษตร

นี่คือ ดู-อัล แทร็ก กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในเมืองและในชนบท



ถึง แม้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะมีคนเสื้อแดงเป็นรากฐานทางการเมือง แต่กรอบแห่งการกำหนดนโยบายก็ยังเป็นนโยบายประชานิยมภายใต้กระแสทุน

ยังมิได้เป็น "ลัทธิแดง" อย่างที่มีบางคนป่าวร้องเพื่อสร้างความหวาดกลัว

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ไม่ว่าคนเสื้อแดงจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ว่าคนเสื้อแดงจากภาคเหนือ ไม่ว่าคนเสื้อแดงจากภาคกลาง

ล้วนเสพติดกับนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทย

เป็น นโยบายประชานิยมอย่างที่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำไปขยายให้ อลังการใหญ่โตมากยิ่งขึ้น จาก 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นรักษาฟรี เป็นนโยบายประชานิยมอย่างที่พรรคภูมิใจนำไปประกาศเป็นของตนเอง

เพียงแต่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำ ชาวบ้านเขาไม่เชื่อ เพียงแต่เมื่อประกาศจากพรรคภูมิใจไทย ชาวบ้านเขาไม่ศรัทธา

อย่าได้แปลกใจหากคำขวัญที่นำเสนอใหม่คือ "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ"

คำ ขวัญนี้ทำให้พรรคเพื่อไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ได้รับเลือกมากถึง 265 ส.ส. กำชัยเหนือทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และสามารถต่อยอดนโยบายจากพรรคไทยรักไทยมาถึงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทุกอย่างอยู่ในกรอบของประชานิยม ทุกอย่างดำเนินไปตามแนว จอห์น เมย์นาร์ด เคย์นส์



กระแสคัดค้านต่อต้าน ไม่ว่าจะมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะมาจาก ทีดีอาร์ไอ ไม่ว่าจะมาจากปัญญาชน นักวิชาการ ยังเป็นเหมือนเดิม

นั่นก็คือ เสมอเป็นเพียงการคัดค้านในเรื่องวิธีการ ในเรื่องกระบวนการ

มิได้เป็นการคัดค้านในเรื่องหลักการอันเป็นแก่นแท้ นั่นก็คือ มิได้เป็นการเอาแนวคิดตรงกันข้ามกับหลักการทุนเสรีไปคัดค้าน

ทีดีอาร์ไอก็คิดในกรอบของทุนนิยม พรรคประชาธิปัตย์ก็คิดในกรอบของทุนนิยม

ที่มีการหยิบยกเอาคำว่า "ลัทธิแดง" มาเป็นอุทานเสริมบทก็เสมอเป็นเพียงถนิมพิมพาภรณ์ สร้างอลังการแห่งวาทกรรมเท่านั้น

พรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังอยู่ในกรอบแห่งทุนเช่นเดียวกัน

เพียงแต่ความเก่งของพรรคเพื่อไทยก็คือ การสร้างสีสันให้กับทุนโดยการกระตุ้นทั้งระดับชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง

ทั้งในเมือง ทั้งในชนบท

แท้ จริงแล้ว โครงการจำนำข้าวเปลือกก็เท่ากับเป็นการแจกเงินให้ชาวนา เพียงแต่มีข้าวเปลือกมาเป็นสินทรัพย์เพื่อต่อยอด อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงไปกับโครงการแจกเงินเฉยๆ ของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นี่คือความวิลิศมาหราอันเหนือกว่าของพรรคเพื่อไทยเมื่อเทียบกับของพรรคประชาธิปัตย์



มีความพยายามในการใส่สีตีไข่ วาดหัวต่อหาง นโยบายพรรคเพื่อไทยอย่างเจตนามากมาย

แต่ เมื่อกล่าวในเชิงเปรียบเทียบแล้ว นโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทยกับนโยบายประชานิยมของพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในกรอบใกล้เคียงและเหมือนๆ กัน

เพียงแต่ "โนว์ฮาว" ของพรรคเพื่อไทย อลังการและน่าเชื่อถือมากกว่าเท่านั้น

ตื่นได้แล้ว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



เป็นไปตามคาดกรณี "ทักษิณ" สไกป์เข้ามาร่วมประชุมรัฐมนตรีเพื่อไทยเมื่อวันพุธ

เป็นเหตุให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวต้องเหนื่อยกับคำถามที่ว่า ตกลงใครคือนายกฯ ตัวจริงกันแน่

แต่ จะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทักษิณเสนอแนะต่อรัฐบาล ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับรายงานคล้ายคลึงกัน คือชี้แนะแนวทางทำงานด้านต่างๆ

ไม่ว่าการช่วยเหลือประชาชนหลังน้ำท่วม นำโครงการเอสเอ็มแอล และกองทุนหมู่บ้านที่เคยประสบความสำเร็จกลับมาใช้โดยเพิ่มงบเข้าไป

เปิดโอกาสประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดความต้องการของตัวเองเพื่อให้แก้ไขปัญหาถูกจุด และทำให้เกิดการฟื้นฟูไปพร้อมกับการเยียวยา

ทั้ง ยังแนะนำเรื่องเมกะโปรเจ็กต์ อีกช่องทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นย้ำว่าโครงการใดทำเอาไว้แล้ว รัฐบาลและรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงต้องลุยต่อ

แต่ขอให้พิจารณาภาพรวมหรือแม็กโครก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้วค่อยมาดูไมโครในรายละเอียดเพื่อประหยัดงบประมาณ

ส่วนโครงการใดที่ไม่เคยดำเนินการมาก่อนขอให้รอบคอบและระวังเรื่องทุจริต ถ้าเป็นไปได้ควรตั้งกรรมการมาศึกษาแต่ละโครงการให้ชัดก่อน

เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาภาคใต้ ที่ผู้ปฏิบัติและรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบต้องเร่งดำเนินการด้วยความเข้มแข็ง

แต่ ที่ทักษิณเน้นย้ำกับรัฐมนตรีเพื่อไทย คือขอให้ทุกคนตั้งใจทำงาน ไม่ต้องห่วงเรื่องการต่อต้านที่เกิดขึ้นในระยะนี้เพราะเป็นพวก "หน้าเก่า" ทั้งนั้น

"พวกหน้าเก่ากำลังพยายามเขย่ารัฐบาลอย่างหนัก เพื่อหวังได้อำนาจกลับคืนไปอีกครั้งตามวิถีทางที่พวกเขาชำนาญและเคยทำมาแล้ว แต่ไม่ต้องไปห่วงถ้าเราเอาผลงานมาเป็นตัวตั้ง"

ทักษิณโชว์วิสัยทัศน์กลบรัศมีน้องสาวเสียสนิท

ทั้ง ยังสะท้อนไปถึงใครบางคนที่ยังมัวหลงเคลิ้มกับคำทำนายพระท่านว่า ให้รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี เพราะจะได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ (ด้วยวิธีไหนไม่ได้บอก)

นักเล�นเกมตีรวนการเมืองไปวันๆ พอมาเจอกับนโยบาย "ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ" แบบนี้เข้าไป

ถ้ายังไม่รีบหาทางออกจากความฝัน กลับสู่โลกความเป็นจริงให้ได้ในเร็ววัน

เชื่อว่าอย่างเก่งก็เป็นได้แค่ "นายกฯ เงา" ไปตลอด

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 24/09/54 ลับ-ลวง-หลอก

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ใช้มารยา สับปลับ ลับลวงหลอก
ไม่ต้องบอก ใครก็รู้ ดูก็เห็น
สารพัด หลอกลวงลับ จับประเด็น
สมกากเดน พวกชั่วช้า สุดสารเลว....


ยามพวกมัน เรืองอำนาจ ขาดสติ
มันอุตริ ฉุดเมืองไทย ให้ดิ่งเหว
ใช้เล่ห์กล ปนเหลวไหล สุมไปเปลว
เรียก"โคตรเลว" นั่นไพเราะ เหมาะสมดี....


กุเรื่องราว โป้ปด พูดมดเท็จ
หวังสำเร็จ สาดใส่ ไล่แต้มสี
ที่แท้คือ พวกจัญไร ใจอัปรีย์
หวังลับลวง บดขยี้ บี้แหลกลาญ....


ลับลวงหลอก จัดซื้อ ถือรวบรัด
ความจริงชัด ฉาวโฉ่ โชว์หลักฐาน
ทั้งจีที เรือเหาะ เพราะสันดาน
สร้างสามานย์ แบบระยำ กินคำโต....


ทำลับลวง เร้นลับ จับทักษิณ
แล้วพลิกลิ้น หยดย้อย อวดรอยโง่
พวกลับๆ ลวงหลอก บอกคุยโว
จึงเหม็นโฉ่ โชว์ต่อหน้า ประชาชน....


ลับลวง..กล้องดัมมี่ ซีซีทีวีหลอก
พอหางงอก กลับแก้ตัว มั่วอีกหน
มันสมแล้ว กับพรรคเปรต พวกเศษคน
เลวมากจน ไม่อยากเพียร เขียนบรรยาย....


๓ บลา / ๒๔ ก.ย.๕๔

ตามหา รมต.ดูแลสื่อ............ผู้หญิงคนนั้น

ที่มา blablabla



เห็นหายเฮด..เลยเฝ้าถาม..ติดตามหา
เลยเวลา..นั่งจุ้มปุ๊ก..เป็นสุขสันต์
เพราะตีนบวม..ส้มหล่นใส่..หรือไรกัน
ชักอัดอั้น..เหมือนสิ้นหวัง..พังทลาย.....

ค่าของคน..ผลของงาน..ควรขานรับ
ลองขยับ..เร่งรุด..สร้างจุดขาย
เอาเวลา..โยนทิ้งขว้าง..ช่างเสียดาย
คนมากมาย..เริ่มโห่ใส่.ไร้ผลงาน....

จัดระเบียบ..สื่อชั่ว..อย่ามัวช้า
แล้วเดินหน้า..รุกคืบ..ช่วยสืบสาน
อย่ามัวนั่ง..ซื่อบื้อ..ถือดักดาน
รองุ่นง่าน..สับสน..โดนรังแก....

ก็เห็นอยู่..จึงถามไถ่..ใช่ทับถม
สื่อโสมม..ยังตั้งท่า..มายุแหย่
หากไม่คิด..จะสนใจ..ใฝ่ดูแล
ยกธงแพ้..ลาออกซะ..อย่าอยู่เลย....

๓ บลา / ๒๓ ก.ย.๕๔

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 23/09/54 บททดสอบกำลังภายใน

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



พวกใคร-มัน นั้นหรือ คือคำตอบ
บททดสอบ ขุมกำลัง ใครยังเจ๋ง
คำฆ่าน้อง ฟ้องนาย ชายนักเลง
ใครอวดเบ่ง เผยออกมา ช้าอยู่ใย....


ต้องผูดขาด..อำนาจไว้ ได้ตามโผ
ต้องคอยโอ่ เร่งรัด คอยจัดให้
ต้องให้พี่ ให้เพื่อน เหมือนจงใจ
ระบบอุปถัมภ์ ค้ำไว้ ไม่รอรี....


คือสันดาน ทาสแท้ แก้ไม่หาย
สมเชิงชาย ตามคาด ขาดศักดิ์ศรี
แม้นปูมหลัง หมดจด สวยสดดี
แต่อัปรีย์ ยังแฝงร่าง อำพรางตัว....


ยุคกดขี่ ข่มเหง นักเลงถ่อย
สร้างด่างพร้อย ประจักษ์เด่น เห็นกันทั่ว
พวกคนดี กลับขี้ขลาด เพราะหวาดกลัว
ปล่อยคนชั่ว ยึดเรียบ เหยียบจมดิน....


บททดสอบ บทนี้ มีความหมาย
เริ่มออกลาย หางยาว ทำด่าวดิ้น
เพราะอำนาจ เสพสุข สนุกกิน
ต่างถวิล จดจ้อง ต้องได้มัน....


๓ บลา / ๒๓ ก.ย.๕๔

ภาระรับผิดของตัวกลาง: คำถามที่ต้องการความชัดเจน

ที่มา ประชาไท

ความเปลี่ยนแปลงของการสื่อสารที่เราเห็นว่าอินเทอร์เน็ตเข้ามาเปลี่ยนแปลง โลกจนน่าตกใจนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคของอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ช่วงปีคริสตศักราช 1440 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของยุคโรงพิมพ์ (printing press) ก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โรงพิมพ์และสิ่งพิมพ์นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทั้งด้านเทคโนโลยี, สังคม, ศาสนา, และเศรษฐกิจ ความเปลี่ยนแปลงนี้นำยุโรปออกจากยุคมืด ระดับความรู้หนังสือของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด นำมิติใหม่ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสิทธิมนุษยชนที่เพิ่มขึ้นสู่ประชากรยุโรป

พร้อมๆ กับคุณประโยชน์ของเสรีภาพในการสื่อสารที่เพิ่มขึ้น โทษของการสื่อสารทั้งในแง่ของรัฐที่กลัวคำวิจารณ์ หรือข้อเขียนที่ดูหมิ่นตัวบุคคลจนเกินเลยเสรีภาพก็เกิดขึ้นได้เสมอๆ กลไกการหาตัวผู้รับผิดชอบจึงพัฒนาขึ้นมาไล่ๆ กัน อย่างที่ทุกวันนี้เวลาที่เราอ่านหนังสือเราอาจจะสังเกตว่าหนังสือต้องมีชื่อ และสถานที่พิมพ์ พร้อมกับคนรับผิดชอบในการตรวจสอบข้อความนั้นๆ ไว้ก่อนเสมอ และเมื่อเกิดเหตุที่ข้อความใดๆ ในหนังสือมีปัญหาทางกฎหมาย ผู้รับผิดชอบนั้นๆ ก็อาจจะถูกดำเนินคดีหรือต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อหาตัวผู้ ประพันธ์มารับผิดต่อไป

ถ้าเรามองย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปี เราจะเห็นว่าอินเทอร์เน็ตกำลังก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นอีก ครั้ง การสื่อสารที่มากขึ้นกำลังก่อให้เกิดการวิจารณ์ต่อเรื่องต่างๆ ในวงกว้าง การพูดคุยการตรวจสอบกำลังเกิดขึ้นทั่วไป

แต่ไม่มีสิ่งใดมีแต่ด้านดีเพียงด้านเดียว อินเทอร์เน็ตเองก็สร้างปัญหาจากเนื้อหาและข้อความขึ้นจำนวนมาก ข้อมูลให้ร้ายต่อกัน หรือการนำข้อมูลส่วนตัวมาเปิดเผยในที่สาธารณะสร้างความเสียหายต่อตัวบุคคล เกิดขึ้นเรื่อยๆ ในอินเทอร์เน็ตทั่วโลก แม้แต่ในไทยเองที่ผู้ใช้ยังไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ

เรื่องเหล่านี้มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเรามีบริการใหม่ๆ ที่ใช้งานสะดวกขึ้นเช่น เครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) ที่ทุกอย่างเผยแพร่ไปเร็วกว่าเมื่อครั้งที่เราใช้เว็บบอร์ดหรืออีเมลเป็น หลักในอินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ตจึงไม่ควรเป็นดินแดนไร้กฎหมาย ไร้การควบคุมที่ทุกคนจะทำอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เราทุกคนเองควรได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเพื่อไม่ให้ใครสามารถเข้ามาใส่ ร้าย หรือนำเรื่องส่วนตัวมาเปิดเผย

คำถามสำคัญที่เราควรคิดกันก็คือ ภายใต้ความควบคุมเหล่านั้น เราต้องการทำให้เกิดอะไรขึ้นกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย? เราต้องการอินเทอร์เน็ตที่มีเพียงข้อมูลที่คัดกรองแล้วว่าดีงาม เราต้องการการจำกัดการแบบทันทีเช่นที่ทุกวันนี้เราใช้บริการ Twitter, WhatsApp, หรือ Facebook กันหรือไม่

สิ่งที่เราควรตระหนักคืออินเทอร์เน็ตไม่ใช่สิ่งพิมพ์ และผู้ให้บริการ หรือตัวกลาง (เช่น เว็บมาสเตอร์ Internet service provider: ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต) ก็ไม่ใช่ผู้พิมพ์ แม้สุดท้ายแล้วเราต้องการให้มีการควบคุมอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ความคุ้มครอง กันและกันของประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต แต่การหาทางออกง่ายๆ โดยการหาใครสักคนมาเป็นผู้รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต เพียงเพราะว่า เป็นการยากที่ผู้รักษากฎหมายจะไปหาตัวผู้กระทำผิดตัวจริงมาลงโทษได้นั้นไม่ ใช่เรื่องที่ดีทั้งต่อผู้เสียหายและต่อสังคมโดยรวม

ธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตนับแต่วันที่มันถูกออกแบบมาคือการสื่อสารระหว่าง กัน (point-to-point) โดยไม่มีศูนย์กลาง (decentralised) ทุกวันนี้เราใช้ความสามารถเช่นนี้โดยเราไม่รู้ตัวเสมอๆ เช่น Skype นั้นสามารถต่อสายโทรศัพท์ระหว่างคนสองคนได้โดยที่ไม่มีข้อมูลเสียงที่เราคุย กับปลายทางถูกส่งไปยังบริษัท Skype เองเลย แต่ Skype มีเพียงหน้าที่นัดแนะให้ปลายทางทั้งสองมาเชื่อมต่อกันเท่านั้น

ส่วนบริการที่มีศูนย์กลางเช่น Facebook, Twitter, หรือ Gmail นั้นก็มักเป็นบริการที่สามารถขยายตัวตามผู้ใช้ได้อย่างแทบไม่มีขีดจำกัด ระบบที่ใหญ่ รองรับผู้ใช้จำนวนมหาศาลไม่ได้หมายถึงจะต้องมีพนักงานจำนวนมากแต่อย่างใด บริการเช่น Facebook นั้นมีพนักงานทำงานอยู่ประมาณ 2,000 คนเท่านั้น เมื่อเทียบกับผู้ใช้บริการประมาณ 750 ล้านคน และมีจำนวนข้อความถูกส่งเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์วันละ 60 ล้านข้อความ

ด้วยธรรมชาติเช่นนี้ของอินเทอร์เน็ต การคาดหวังให้ผู้ให้บริการใดๆ รับรู้ข้อมูลทุกอย่างในตัวข้อความหรือในตัวบุคคลที่เป็นผู้ส่งข้อความ ระหว่างกันจึงเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นว่าเราจะปฏิเสธบริการเช่นนี้ทั้งหมด แล้วมองอินเทอร์เน็ตให้กลายเป็นช่องทางการอ่านบทความของเว็บนิตยสารหรือ หนังสือพิมพ์โดยไม่สามารถให้ความเห็นใดๆ ในเว็บโดยตรงได้ แต่ต้องส่งอีเมลไปยังบรรณาธิการเพื่อคัดเลือกอีเมลมาตอบกันต่อไป

การเรียกร้องให้กฎหมายไม่คาดหวังให้ผู้ให้บริการต้องรับรู้ถึงข้อความทุก ข้อความ ไม่ได้หมายความว่า ผู้ให้บริการต่างๆ จะไม่ต้องรับผิดชอบ จนอินเทอร์เน็ตกลายเป็นพื้นที่ไร้กฎหมาย แต่กฎหมายที่ดีและเข้าใจธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตไม่ควรเรียกร้องจากผู้ให้ บริการจนกระทั่งไม่สามารถให้บริการได้โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกเอาผิด และจะทำให้ผู้ที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิดตัวจริงเดือดร้อนไปด้วย

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ ถูกเขียนขึ้นโดยมีข้อสันนิษฐานที่ค่อนข้างแปลกแยกจากธรรมชาติของการสื่อสาร ระหว่างกันในอินเทอร์เน็ต ดูเหมือนมันถูกเขียนขึ้นโดยความพยายามควบคุมอินเทอร์เน็ตอย่างสุดขั้ว และเขียนเพื่อหาใครสักคนมารับผิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้จนได้ เช่น การเขียนความผิดให้กว้างขวางที่สุด อย่างการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) มีโทษสูงสุดคือ จำคุกห้าปี

เป็นประเด็นถกเถียงว่า มาตรา 14 (1) ซึ่งมีการเขียนมูลความผิดอย่างกว้างขวางเช่นนี้ มีเจตนารมณ์ดั้งเดิมคือ เพื่อเล่นงานการปลอมตัวในอินเทอร์เน็ต (phishing) เท่านั้นหรือไม่

เมื่อมีการใช้คำที่ครอบคลุมการกระทำกว้างขวางเช่นนี้แล้ว ก็ทำให้เกิดการฟ้องร้องจำนวนมาก และซ้ำซ้อนกับฐานความผิดที่มีอยู่แล้วในกฎหมายฉบับอื่น เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท

หากจะตีความมาตรา 14 (1) อย่างตรงตัวแล้ว การเล่น April Fools (วันเมษาหน้าโง่) ในวันที่ 1 เมษายนของทุกปี นั้นอาจจะทำให้เว็บไซต์ระดับโลกอย่าง Google และ BBC, และอีกหลายสำนักข่าวต่างประเทศ ผิดกฎหมายไทย จนมีความผิดต้องโทษจำคุกสูงสุด 5 ปีตามมาตรา 14 (1) นี้กันไปหมด

แนวทางเช่นนี้ตามมาถึงมาตรา 15 ที่พูดถึงผู้ให้บริการที่ “จงใจสนับสนุนหรือยินยอม” ให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 โดยไม่ระบุว่าการกระทำเช่นไรจึงจะเป็นการ “จงใจ” ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตตามบ้านอาจจะถูกลูกค้าส่งข้อมูลอันเป็นการกระทำ ความผิดต่อผู้อื่นเป็นเวลานาน ก็อาจจะเป็นความจงใจได้หากเราปล่อยให้มีการตีความกันเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเป็นผู้เสียหายเสียเอง

ผู้ให้บริการนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ให้บริการเว็บเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงผู้ให้บริการ อินเทอร์เน็ต, ผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์, ตลอดจนผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล หากแต่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปัจจุบันกลับไม่มีแนวทางชัดเจนว่าผู้ให้บริการแต่ละประเภทจะต้องทำอย่าง ไรจึงจะแสดงตัวว่า ไม่ได้จงใจสนับสนุนข้อมูลเหล่านี้ แต่เป็นเพียงการให้บริการตามปรกติวิสัย

การปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติของอินเทอร์เน็ต ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกการควบคุมทั้งหมด ไม่ได้หมายถึงอินเทอร์เน็ตที่จะไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไร หากแต่คือ การมีกฎระเบียบ ที่ทำให้ทุกคนรู้ถึงภาระรับผิดชอบของตัวเอง มีขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจน และตระหนักถึงความผิดหากไม่ทำตามความรับผิดชอบเหล่านั้น

ผมเชื่อว่า เราสามารถสนับสนุนให้มีกติกาที่ชัดเจนสำหรับผู้ให้บริการแต่ละประเภท โดยการออกกฎหมายลูก เพื่อจะได้มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับผู้ให้บริการแต่ละประเภทต่อไป

ยกตัวอย่างเช่นกระบวนการขอลบเนื้อหาออกจากเว็บ ที่ทุกวันนี้กลับไม่มีกระบวนการใดๆ บอกได้ หากเรามีกฎที่ลงรายละเอียดแยกตามประเภทผู้ให้บริการ เราอาจจะมีกฎที่ผู้ให้บริการเว็บจะต้องลบเนื้อหาที่พาดพิงต่อบุคคลในทางร้าย เมื่อได้รับคำร้องขอจากผู้เสียหาย โดยจะต้องปิดการเข้าถึงในเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการอาจจะต้องส่งต่อข้อมูลติดต่อ (เช่นอีเมล) ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อมีการดำเนินคดี ฯลฯ รวมไปถึงเราอาจจะกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมีบริการค้นหาเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่ถูกขโมยแล้วนำไปเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ หรือโทรศัพท์ที่ถูกขโมยแล้วได้รับการแจ้งหมายเลขประจำเครื่องเอาไว้ กติกาเช่นนี้สามารถช่วยลดความยุ่งยากในการดำเนินคดี และช่วยลดอาชญากรรมได้ แต่กลับไม่มีการระบุไว้ในหน้าที่ของผู้ให้บริการแต่อย่างใดในทุกวันนี้

ผู้ออกกฎหมายไม่ควรคิดแต่ว่า กฎหมายที่ออกไปนั้นช่วยทำให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ง่ายหรือไม่ แต่ยังควรมองในแง่การคุ้มครองผู้เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการ ต้องมีช่องทางให้ผู้รับบริการอย่างสะดวกเมื่อผู้รับบริการต้องการ ตัวอย่างเช่น การกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องแสดงจุดติดต่อ เช่น อีเมล หรือหมายเลขโทรศัพท์อย่างเป็นมาตรฐาน ผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์อาจจะต้องมีศูนย์แจ้งว่าหมายเลขไอพีใดควรติดต่อผู้ ดูแลได้ผ่านทางช่องทางใด หากถูกโจมตีจากหมายเลขไอพีใดๆ ผู้เสียหายควรมีช่องทางติดต่อกับผู้ให้บริการหมายเลขไอพีนั้นๆ เพื่อแจ้งการโจมตีและขอให้ปิดบริการได้

เมื่อเราถูกละเมิดเล็กๆ น้อยๆ แทนที่เราจะต้องไปขึ้นดำเนินคดีซึ่งบางครั้งไม่คุ้มค่ากับผู้เสียหายเอง หากผู้รับบริการสามารถติดต่อผู้ให้บริการได้อย่างรวดเร็ว ด้วยกฎเกณฑ์ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องตอบสนองต่อเรื่องร้องเรียนต่างๆ อย่างรวดเร็ว และสามารถแก้ไขต่อการละเมิดนั้นได้อาจจะเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายมากกว่า

หากเป็นการละเมิดตัวบุคคลอาจจะต้องปิดการเข้าถึงข้อมูลภายในเวลาที่กำหนด หลังได้รับแจ้งแม้จะยังไม่มีการแจ้งความ หากเป็นกรณีที่ไม่ชัดเจนว่าเป็นความผิดหรือไม่ เราอาจจะตั้งกฎให้ผู้ให้บริการต้องปิดการเข้าถึงเป็นช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่ ผู้เสียหายจะไปดำเนินคดีและอาศัยอำนาจเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้ปิดการเข้าถึง หรือคงข้อมูลบันทึกการเข้าถึง (log) ของผู้ใช้นั้นๆ เอาไว้แม้การดำเนินการจะใช้เวลานานจนคำสั่งมาถึงเมื่อเลยเวลาที่กฎหมายกำหนด ไปแล้ว

ผมมีความเชื่อว่าเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบ, การถกเถียง, และการวิจารณ์นั้น สามารถอยู่ร่วมกับการรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิของทุกคนในสังคมที่อยู่ร่วมกันได้ เราสามารถสร้างกฎที่ไม่ทำให้เกิดความกลัวอย่างไม่จำเป็น แต่แก้ปัญหาและคุ้มครองเสรีภาพของประชาชน โดยยังเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยและวิจารณ์อันเป็นส่วนสำคัญต่อสังคม ประชาธิปไตยได้หากเราออกแบบกฎอย่างดีพอ

* วสันต์ ลิ่วลมไพศาล หรือ "lewcpe" เป็นผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Blognone ซึ่งนำเสนอสรุปข่าวด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก เว็บไซต์ดังกล่าวเปิดให้ผู้อ่านทุกคนสามารถร่วมเป็นผู้เขียนข่าวได้ด้วย วสันต์จบการศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความเชี่ยวชาญด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายไร้สายแบบเมซ และเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (ข้อมูลจากฐานข้อมูลวิจัยไทยและ Blognone)


ที่มา: http://thainetizen.org/node/2689

ถามหาความกล้าหาญของนักนิติศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ไทย (อีกครั้งหนึ่ง)

ที่มา ประชาไท

ในกระแสของการสนับสนุนและคัดค้านกันอย่างหนักต่อแถลงการณ์ของคณะอาจารย์ นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ใช้ชื่อว่า “นิติราษฎร์”ที่แถลงเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี ของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่าไม่ให้การรับรองการกระทำของคณะรัฐประหารและผู้ที่ใช้กฎหมายของคณะรัฐ ประหารไม่ว่าจะเป็นศาลหรือองค์กรอื่นใดว่ามีผลตามกฎหมาย พูดง่ายๆก็คือมีค่าเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นนั่นเอง

ผมในฐานะที่เคยเสนอแนวความคิดนี้มาตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหารใหม่ๆ โดยได้เขียนบทความตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 11 ตุลาคม 2549 และมีการนำไปเผยแพร่กันอย่างกว้างขวางในหลายๆ สื่อ อาทิ ประชาไท เว็บไซต์เครือข่ายกฎหมายมหาชนไทย (Error! Hyperlink reference not valid. จึงอยากนำบทความดังกล่าวมาเสนอเพื่อถามหาความกล้าหาญของนักนิติศาสตร์และนัก รัฐศาสตร์ไทยอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการสนับสนุนแถลงการณ์ของ “นิติราษฎร์”ครับ

0 0 0

เมื่อช่วงระยะเวลาที่ผ่านพ้นการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กับการรัฐประหารที่ มาพร้อมกับการประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรมาถึง หลาย ๆ คนเริ่มรู้สึกถึงความอึดอัดของการ ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพที่พึงมี ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารหรือสิทธิเสรีภาพ ในการชุมนุมทางการเมือง หลายๆคนหงุดหงิดกับการที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในรายการวิทยุ โทรทัศน์ หรือเว็บไซต์ที่ตนเองชื่นชอบเพราะต้องถูกปิดลงเพราะเหตุแห่งความ ”บ้าจี้”ของคนบางคน หลาย ๆ คนถามหาความถูกต้องความชอบธรรมว่า การใช้กำลังเข้าล้มล้างรัฐบาลซึ่งเป็นวิธีการ ที่ผิดกฎหมายและฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง แล้วออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ตนเองว่าถูกต้องด้วย หลักนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์หรือไม่อย่างไร

นักวิชาการบางคนออกมาบอกว่า คณะรัฐประหารที่ใช้กำลังเข้าล้มล้างรัฐบาลได้สำเร็จย่อมเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งหมายถึงผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐหรือองค์อธิปัตย์ (sovereign ) เพราะเป็นผู้ที่ใช้กำลังเข้ายึดครองอำนาจอธิปไตยได้สำเร็จ ทั้งๆที่มุมมองทางด้านรัฐศาสตร์นั้น นักรัฐศาสตร์ทั้งหลายต่างก็ยอมรับในลัทธิประชาธิปไตย (popular sovereign) ที่ถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนหรือในอีกชื่อหนึ่งก็คือทฤษฎีสัญญาประชาคม (social contract theory)ที่มีรากฐานมาจากความคิดที่ว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างรัฐ โดยที่ประชาชนตกลงยินยอมให้ผู้ปกครองใช้อำนาจอธิปไตยแทนตนตามเจตจำนงของ ประชาชน หากผู้ปกครองละเมิดเจตจำนงของประชาชน ประชาชนมีสิทธิถอดผู้ปกครองได้ตามวิถีทางประชาธิปไตย มิใช่การแย่งชิงอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชนโดยการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจแล้วออก กฎหมายมาบังคับเอากับประชาชน

ในเรื่องของความชอบธรรมของคณะรัฐประหารนั้นแม้แต่องค์กรที่ใช้อำนาจ ตุลาการเองก็ตาม ในอดีตเมื่อมีการนำคดีเข้าสู่ศาล ก็ได้มีแนวบรรทัดฐานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ว่า เมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจได้สำเร็จ ย่อมเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองหรือแม้กระทั่งองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติเองก็ตามก็ ยอมรับว่าประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารเป็นกฎหมาย เมื่อจะยกเลิกก็ต้อง ออกกฎหมายใหม่มายกเลิก สุดแล้วแต่ว่าประกาศหรือคำสั่งที่ออกมานั้นเป็นกฎหมายอยู่ใน ลำดับศักดิ์ใดก็ออกกฎหมายในลำดับศักดิ์ที่เท่ากันหรือสูงกว่ามายกเลิกประกาศ หรือคำสั่งนั้น

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นแนวคิดและความเชื่อของบรรดาเหล่านักนิติศาสตร์และ นักรัฐศาสตร์ไทยมาโดยตลอดว่าหากยึดอำนาจได้สำเร็จก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ไม่ต้อง รับโทษทัณฑ์ใดใด จึงเป็นเหตุให้เรามีการก่อการรัฐประหารทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว หลายสิบครั้งซึ่งมากที่สุดในโลกนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา ทั้ง ๆ ที่ชื่อของประเทศไทยแปลว่า ประเทศแห่งความเป็นอิสระและเสรี แม้แต่พม่า เขมร ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ชิลี อาร์เจนตินา โคลัมเบีย ปารากวัย ซูดาน ซิมบับเว เซราลีโอนส์ ระวันดา คองโก ลิเบีย อิรัก อาฟกานิสถาน ปากีสถาน สุรินัม เนปาล ฯลฯ ที่ล้วนเคยแต่ตกเป็นเมืองขึ้นของนักล่าอาณานิคมทั้งหลาย แต่ประเทศเหล่านั้นก็ยังมีการรัฐประหารน้อยครั้งกว่าประเทศไทย

กลับมาทางมุมมองด้านนิติศาสตร์หรือกฎหมาย แน่นอนว่า การก่อการรัฐประหารนั้นเป็นการกระทำความผิดตามกฏหมาย โดยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ก็ระบุไว้ชัดว่าผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ (1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ (3) แบ่งแยกราชอาณาจักร หรือยึดอำนาจปกครอง ในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตและมีอายุความที่จะนำเอาตัวผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้มา ฟ้องร้องดำเนินคดีถึงยี่สิบปี

แม้ว่าการก่อการรัฐประหารของไทยที่ผ่านมาทุกครั้งจะถือว่ารัฐธรรมนูญถูก ยกเลิกตามความเห็นของนักวิชาการทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ก็ตาม แต่เราลืมไปว่าประมวลกฎหมายอาญามิได้ถูกยกเลิกไปแต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวก็ย่อมถือว่ามีความผิดอยู่นั่นเอง ถึงแม้ว่าจะมีการออกกฎหมายมา นิรโทษกรรมก็ตาม ซึ่งก็หมายความว่าเป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษไม่ได้หมายความว่าการกระทำ เช่นนั้นไม่เป็นความผิดแต่อย่างใด ประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาก็คือว่าการออกกฎหมายมานิรโทษกรรมให้แก่ตนเอง ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง จะถูกต้องหรือไม่ ซึ่งก็ต้องอาศัยความกล้าหาญของนักวิชาการทั้งทางด้านนิติศาสตร์และด้านรัฐ ศาสตร์ทั้งหลายที่จะเป็นผู้ให้ความเห็นหักล้างแนวบรรทัดฐานเดิมที่มีมาใน อดีต ซึ่งก็หมายความรวมไปถึงผู้ที่จะมีหน้าที่วินิจฉัยเมื่อมีการนำคดีขึ้นสู่ศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลอื่นใดก็ตามหากจะมีผู้ฟ้องร้องเป็นคดีความ ขึ้นมา

จริงอยู่ความเชื่อที่ว่าคณะรัฐประหารคือรัฏฐาธิปัตย์ ประกาศหรือคำสั่งของ คณะรัฐประหารคือกฎหมายต้องปฏิบัติตามนั้นมีมาช้านาน แต่ก็มิได้หมายความว่า เราจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อหรือแนวคิดนี้ไม่ได้ แม้แต่ความเชื่อที่เป็นวิทยาศาสตร์แท้ ๆ ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด อาทิ การไม่จัดให้ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาลอีกต่อไป โดยวิธีการเพียงเพราะการยกมือของนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในที่ประชุม แล้วนับประสาอะไรกับความเชื่อทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ด้านสังคม(social science)ที่อ่อนไหวและยืดหยุ่นกว่าวิทยาศาสตร์แท้ ๆ ( pure science ) จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

หากเราเปลี่ยนแนวคิดเสียใหม่ว่าการทำรัฐประหารไม่ว่าจะสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ ก็ตามเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่ต้องได้รับโทษเสมอ ประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารไม่ถือว่าเป็นกฎหมายและกฎหมายนิรโทษกรรมที่ ออกให้เพื่อตนเองย่อมไม่มีผลบังคับใช้แล้วไซร้ ประเด็นของการถกเถียงว่าเราจะทำอย่างไรที่จะป้องกันมิให้มีการรัฐประหารเกิด ขึ้นอีกก็คงจะลดลงไป อย่างน้อยก็ประเด็นความชอบด้วยกฎหมายทางด้านนิติศาสตร์และประเด็นความชอบ ธรรมของสัญญาประชาคมหรือลัทธิประชาธิปไตยทางด้านรัฐศาสตร์นั่นเอง

ถึงเวลาแล้วที่นักนิติศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ทั้งหลายจะต้องมีความกล้าหาญ ที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดหรือความเชื่อที่เคยมีมาในอดีตแล้วสร้างบรรทัดฐาน ใหม่เสียให้ถูกต้อง โดยการไม่ยอมรับการรัฐประหารว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยหลักนิติศาสตร์หรือ รัฐศาสตร์ ไม่ว่า จะด้วยการอ้างเหตุผลใดใดเพื่อการทำรัฐประหารก็ตาม

หากเราสามารถทำได้เช่นนี้แล้วผู้ที่จะคิดทำรัฐประหารในคราว ต่อไปจะได้คิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ จะได้ไม่ทำให้พัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยไทยที่สั่งสมมาเกือบร้อยปีต้องพัง ทลายลงครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้นดังเช่นที่ผ่านๆมาเสียที