WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 25, 2011

อุษาคเนย์เสวนา: นักวิชาการชี้ สตรีก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังความรุนแรงมักดำรงตำแหน่งยาวนาน

ที่มา ประชาไท

อุษาคเนย์เสวนา: นักวิชาการชี้ สตรีก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังความรุนแรงมักดำรงตำแหน่งยาวนาน

วันที่ 23 ก.ย. 2554 โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มธ. ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ชมรมอุษาคเนย์ที่รัก สมาคมจดหมายเหตุสยาม จัดการเสวนาหัวข้อ "ผู้นำสตรีในอาเซียน/อุษาคเนย์: Female Leadership in Southeast Asia : Aquino-Megawati-Suu Kyi-Yingluck

โดยมีนักวิชาการด้านเอเชียตะวีนเฉียงใต้ศึกษาร่วมเสวนา ประกอบด้วยคริส เบเกอร์ นักวิชาการอิวระ, อัครพงษ์ ค่ำคูณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์, อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มธ, ดุลยภาค ปรีชารัชช โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มธ. และพิเชฐ สายพันธ์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เป็นผู้นำเสนอเรื่องราวของผู้นำสตรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ เอเชียใต้ โดยมี สุภัตรา ภูมิประภาส นำการเสวนา และชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ผู้นำสตรีในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ โดย สุภัตรา ภูมิประภาส

สุภัตราเริ่มนำการเสวนาโดยกล่าวว่า ทุกครั้งที่มีปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงสักคนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในสังคม ก็จะเกิดการตื่นตัวถกเถียงถึงความสามารถว่าจะอยู่ได้รานแตค่ไหน สังคมไทยอยู่ในวงจรนี้ เมื่อมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของไทย

อย่างไรก็ตาม สุภัตราตั้งคำถามว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจจะมาก่อนกาล โดยให้เหตุผลว่าที่ผ่านมา แม่แต่กลุ่มที่ทำงานเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งตลอดเวลาจะเรียกร้องให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมทางการเมืองระดับต่างๆ รวมไปถึงการเข้าพบห้วหน้าพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ผู้หญิงได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และแสงความยินดีที่ผู้หญิงได้รับเลือกตั้ง แต่เธอตั้งข้อสังเกตว่ายังไม่เห็นกลุ่มองค์กรที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิสตรี ในเวทีการเมืองเหล่านี้การเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีหญิง

“ดิฉันไม่เคยได้ยินว่าพวกนี้เรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีหญิงหรืออะไร จึงน่าสงสสัยว่เธอจะมาก่อนกาล”

สุภัตรากล่าวว่า ในความเป็นจริงแล้ว การที่ผู้หญิงขึ้นมาเป็นผู้นำถือเป็นเรื่องธรรมดาที่กลุ่มผู้หญิงไม่สนใจ เหมือนเป็นมุมกลับ เช่นเดียวกับกรณีของเมกาวตี อดีตผู้นำของอินโดนีเซีย

“ในประเทศฟิลิปปินส์ หรือพม่า คนก๋ไม่สนใจเรื่องความเป็นหญิงของเธอ แต่สนใจเรื่องกระบวนการต่อสู้ แต่ส่วนใหญ่มาเร็วและมาแรง เลือกตั้งชนะอย่างถล่มทลาย จนหลายฝ่ายตั้งรับไม่ทัน”

สุภัตรากล่าว พร้อมเล่าประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปที่ศตวรรษที่ 18 เมื่อนครรัฐปัตตานี มีผู้นำหญิงถึง 4 คนติดต่อกัน

ราจาฮิเจาคือพี่สาวคนโตในบรรดาพี่น้องสี่คน หลังจากพ่อตายและญาตผู้ชายต่างรบกันเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ ราจาฮิเจาถูกจับเป็นหุ่นเชิด แต่อาศัยสภาวะที่ถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง (Under Estimate) เธอจึงกำจัดคู่แข่งทางการเมืองพร้อมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่าง แข็งแกร่ง โดยความช่วยเหลือของน้องสาวคนรอง เจ้าหญิงบิรู

ราจาฮิเจา ครองปัตตานีถึง 32 ปี จนสิ้นพระชนม์ ในช่วงนั้นพ่อค้าตะวันตกคือ ปีเตอร์ ฟิลลิส เขียนบันทึกไว้ว่าในยุคของพระนาง เป็นเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดคืออ่าวปัตตนี

จากนั้น เจ้าหญิงบิรูขึ้นคอรงราชย์ โดยเลือกที่จะรักษาระดับความสัมพันธ์กับประเทศสยามไว้ แต่ก็ไปโน้มน้าวสุลต่านของกลันตันให้มารวมกันเป็นสหพันธรัฐปัตตานี เป็นการทูตแบบสองหน้าและสั่งให้หล่อปืนใหญ่สามกระบอก ซึ่งกระบอกหนึ่งตั้งอยู่ที่หน้ากระทรวงกลาโหม ในปัจจุบัน

“เรื่องราวของสองคนนี้สะท้อนถึงบทบาทของผู้หญิงภายใต้ความนิ่ง และการถูกจับเป็นหุ่นเชิด” สุภัตรากล่าว และเล่าต่อไปว่า ในดินแดนอุษาคเนย์ ยังมีผู้ปกครองรัฐอีกหลายคน เช่น ที่นครอาเจะห์ พ.ศ. 2184 ระตูซาฟีอะห์ เป็นสุลต่านของอาเจะห์ บริหารการค้าให้ผู้ค้าแข่งกันเอง อยู่ในอำนาจ 34 ปี, ระตูกัมมะรัต ผู้นำหญิงคนสุดท้าย ของอาจะห์ ซึ่งปกครองนครอาเจะห์ติดต่อมาครึ่งทศวรรษ กระทั่งมีประกาศิตมาจากนครเมกกะห์ ว่าผู้หญิงไม่สามารถครองเมืองได้

ในประเทศพม่าพระนางสุภลาลัต ซึ่เงป็นนางตัวร้ายในสายตาของม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ซึ่งมองว่าพระองค์มีบทบาทควบคุมพระเจ้าสีป่อ ถ้าหากถามความเห็นจากคนพม่า ก็จะได้มุมมองต่อพระนางสุภยาลัตอีกแบบหนึ่ง คือการเป็นผู้ที่ไม่ยอมจำนวนต่ออำนาจของชาติตะวันตก

ผู้นำสตรีในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคริส เบเกอร์

กล่าวถึงผู้นำสตรีในเอเชียใต้ และเอเชียอุษาคเนย์ โดยระบุว่า สิริมาโว บันดาราไนยเกย์ ของศรีลังกาก้าวขึ้นมาเป็นนายกหลังจากที่สามีถูกสังหาร และดำรงตำแหน่ง 3 สมัย 13 ปี

นายอาลี บุตโต ถูกประหารชีวิต หลังจากนั้นนางเบนาซีร์ บุตโต บุตรสาวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ถูกยิงตายเช่นกัน

ในประเทศอินเดีย ยวาห์ราล เนรูห์ ตายปี 2507 หลังจากนั้น 2 ปี ลูกสาวขึ้นมาเป็นนายกฯ โดยก่อนหน้านั้น มหาตมะ คานธี ถูกยิงตาย

ที่บังคลาเทศ ชีค ฮาซีน่า ดำรงตำแหนงนายกฯ มา 2 สมัย หลังจากบิดาของเธอถูกสังหาร

กาเลดา เซีย เป็นนายกรัฐมนตรีของบังคลาเทศหลังสามีถูกยิงตาย และยังเป็นคู่แข่งทางการเมืองของชีค ฮาซีนา

หลังซูการ์โนถูกโค่นอำนาจโดยรัฐประหาร นางเมกาวตี ขึ้นดำรงตำแหน่งหลังอำนาจทหารในยุคของซูฮาร์โตถูกโค่นลงไป

นางคอราซอน อาควิโน ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหลังสามีถูกยิงตาย

และเมืองไทย ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหาร หลังจากนั้น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ

คริส เบอเกอร์กล่าวว่า ทั้งหมดนี้คือรูปแบบของผู้หญิง 9 คนที่ขึ้นมาสู่อำนาจในลักษณะเดียวกัน เป็นเบสิกโมเดล คือผู้ชายถูกยิงตาย หรือถูกประหารชีวิต จากนั้นทายาทหญิง อาจจะเป็นภรรยา ลูกสาว หรือน้องสาว ขึ้นสู่ตำแหน่ง และจะอยู่ในอำนาจค่อนข้างนาน มีเพียงคนเดียวที่จบค่อนข้างเร็ว คือนางเมกาวตี ซึ่งแตกต่างจากคนอื่น เพราะว่าต้องใช้เวลานานกว่าจะขึ้นสู่อำนาจ และอยู่ในอำนาจสั้น

คริส เบเกอร์ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีผู้ชายที่ขึ้นมาในลักษณะเดียวกัน ไม่มีลูกชายของหัวหน้าประเทศเก่า ขึ้นมาเป็นนายกหรือประธานาธิบดีนอกจากว่าแม่ของเขาดำรงตำแหน่งคั่นกลาง เช่น กรณีของนายราจีฟ คานธีซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากแม่ แต่ไม่มีลูกชายขึ้นสู่อำนาจตามพ่อ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ

“สถานการณ์แบบนี้เราเห็นจากประเทศในเอเชียที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย มากกว่าจีน เพราะเราไม่พบรูปแบบนี้ในจีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม หรือสิงคโปร์”

คริส เบเกอร์ตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า สำหรับกรณีกัมพูชาก็เป็นเรื่องน่าจับตามอง เพราะฮุนเซน มีบุตรสาวถึง 3 คน

ขณะที่หากมองไปที่การเมืองระดับรัฐในประเทศอินเดีย จะพบว่า มีผู้หญิงที่ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีของรัฐต่างๆ ถึง 7 คน

คริส เบเกอร์เสนอทฤษฎีว่า รูปแบบของการขึ้นสู่อำนาจของผู้หญิงคือ ผู้ชายในครอบครัวเป็นผู้ดำรงอำนาจอยู่ก่อน จากนั้นเกิดเหตุรุนแรงขึ้น และผู้หญิงจึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้สืบทอด

ในอีกแง่หนึ่ง เขาเห็นว่า การเปิดโอกาสให้ผู้หญิงขึ้นมาสู่อำนาจได้นั้น ผูกพันกับความเชื่อเรื่อง Goddesses แบบเก่า เช่น พระแม่กาลี

อย่างไรก็ตาม คริส เบเกอร์ มองว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีปัจจัยการก้าวสูอำนาจต่างจากผู้นำสตรีคนอื่น ๆได้ ผู้ชายที่ถูกโค่นอำนาจนั้นคือพี่ชาย ไม่ใช่พ่อหรือสามี แต่ก็เป็นพี่ชายที่แสดงบทบาทคล้ายพ่อ ประการที่สองคือ พี่ชายคนนี้ยังมีชีวิตอยู่

“ความแตกต่างนี้ต้องพิสูจน์ว่าเขาจะอยูได้นานหรือเปล่าเมื่อเทียบกับผูนำหญิงคนอื่นๆ”

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า วัฒนธรรมอินเดีย ส่งเสริมให้ผู้หญิงก้าวขึ้นมาได้ ขณะที่จีนไม่มีแนวโน้มแบบนั้น และมักมีคำถามว่า ยิ่งลักษณ์จะอยู่นานเท่าไหร่ “บางคนบอก 6 เดือน บางคนบอก 8 ปี แต่ถ้าดูจากผู้นำหญิงที่ขึ้นมาในลักษณะเดียวกันจะอยู่ได้นาน เช่น สิริมาโว 13 ปี อินทิรา คานธี 15 ปี น่าเป็นห่วงนะ คนบางคนคงไม่สบายใจ”

นางคอราซอน อากีโน โดยอัครพงษ์ ค่ำคูณ

นางคอราซอน อากีโน ซึ่งเลือกแคมเปญทางการเมืองโดยใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ คนฟิลิปปินส์ เรียกเธอสั้นๆ ว่าคอรี่ อาคีโน พื้นฐานเป็นลูกคนรวย เป็นลูกวุฒิสมาชิก เป็นผู้หญิง และถูกส่งไปเรียนที่ต่างประเทศ กลับมาเรียนกฎหมายที่ฟิลิปปินส์ แต่เรียนไม่จบ เนื่องจากพ่อจับแต่งงาน กับเบนิญโน อาคีโน เป็นแม่บ้าน มีลูก 4 คน มีคำพูดล้อเลียนว่าเธอเป็นแค่หญิงเสริฟน้ำชาตอนที่สามีคุยงานการเมือง

ปี 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ และสามีจะถูกประหารชีวิตในสมัยของมาร์กอส แต่สหรัฐอเมริกาขอให้ปล่อยสามีของเธอ เธอและครอบครัวจึงได้ลี้ภัยไปอเมริกาทั้งครอบครัว หลังจากพำนักที่อเมริกา 3 ปี สามีของเธอจึงเดินทางกลับฟิลิปปินส์ 1983 และถูกยิงตายทันที เธอบินกลับมะนิลา 3 วันหลังจากนั้น และเมื่อผ่านกระบวนการสอบสวนตามคำเรียกร้องของสหรัฐอเมริกา (ในชีวประวัติเธอเขียนว่า ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดคือช่วงที่อยู่ที่บอสตัน) ศาลตัดสินปล่อยตัวผู้ต้องหายิงสามีของเธอ เป็นจุดเริ่มต้นที่คอรี่ อากีโนเริ่มเรียกร้องความยุติธรรมให้กับสามี โดยมีพระคาดินัลสนับสนุนและสร้างความเชื่อว่าเธอคือตัวแทนของพระนางแมรี่ ซึ่งจะมาจัดการกับซาตานคือระธานาธิบดีมาร์กอส

อัครพงษ์กล่าวว่า อากีโน หรือผู้นำหญิงในเอเชียนตะวีนออกเฉียงใต้ขึ้นมาได้ส่วนมาเป็นผู้รับความทุกข์ ทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิวัติรัฐประหาร ผู้หญิงจึงอยู่ใรคราบของนารีขี่ม้าขาวนั่นเอง

อากีโน ก็ขึ้นมาด้วยลักษณะนี้ โดยเธอใช้สัญลักษณ์สีเหลือง สามีตายปี 2526 มือปืนถูกปล่อยปี 2528 ทำการรณรงค์ทางการเมืองปี 2529 มีกาเรลือกตั้งปี 2529 ถือเป็นสามปีที่ทำงานหนักมาก ขณะเดียวกันมาร์คอสเป็นที่ชื่นชอบของคนจำนวนมาก เช่นเดียวกับอาคีโน ต่างสาดโคลนใส่กัน แต่ก็มีคนปรามาสเธอว่าเธอไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง ด้วยความที่เธอเป็นคุณหนู เธอก็ยอมรับและว่า เธอบริหารได้ เพราะเธอไม่มีประสบการณ์ในการโกง คอรัปชั่น พูดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว เมื่อเธอขึ้นสู่อำนาจเดือน ก.พ. 2529 เธอก็ก้าวขึ้นมาในวันเดียวกับที่มาร์คอสเดินทางออกนอกประเทศ

แต่รัฐมนตรีของเธอไม่มีผู้หญิงเลย มีแต่ผู้ชาย โดยผู้ชายในคณะรัฐมนตรีของเธอเองซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหมเปิดเผยในภายหลังว่ายอมให้นางอากีโนเป็นผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เพราะว่าพระคาดินัลมาขอร้อง “หญิงถูกใช้ในแง่นี้เพราะเป็นเครื่องหมายของความดีงาม”

อัครพงษ์กล่าวว่าในระยะเวลา 6 ปีที่เธออยู่ในอำนาจ มีปัญหาหลากหลายมาก คนฟิลิปปินส์ ก็รู้สึกธรรมดากับเธอ ขณะที่ประเทศตะวันตกกลับใหความสนใจเธอมาก “คนในคิดแบบหนึ่งคนนอกคิดอีกแบบหนึ่ง” อัครพงษ์กล่าว และอธิบายต่อไปว่า

หากถ้าอ่านวารสารวิชาการ จะพบว่าคนที่ได้อำนาจในยุคของนางอากีโนก็คืออำนาจเก่าที่ถูกกีดกันออกจาก อำนาจในช่วงของมาร์คอส เสียงจากรากหญ้ามองว่าอาคีโนมาบรรเทาความเจ็บปวดรวดร้าวในยุคของความไม่เป็น ประชาธิปไตยของมาร์คอส แต่เธอไม่ได้ทำอะไรจริงจังนอกจากวางรากฐานให้กับผู้ชายคนต่อมาคือฟิเดล รามอส แต่เมื่อเธอลงจากอำนาจก็ยังออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เมื่อเธอตายปี 2009 คนพูดเธอในนามของแม่ของแผ่นดิน

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า นางอากีโน เป็นแค่ตัวเปลี่ยนผ่น เป็นชนชั้นนำ (Elite) ลูกครึ่งจีนฮกเกี้ยน ขึ้นมาสู้ตำแหน่งโดยเกี๊ยเซี้ยเป็นหลัก แม้ว่าจะเป็นความหวังของประชาธิปไตยเป็นความหวังของคนรากหญ้า แต่เมื่อมาเป็นประธานาธิบดีจริงๆ แล้วก็ทำอะไรได้มากเท่าไหร่ ต้องประนีประนอม “และผมคิดว่านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของเรา ที่สุดเธอก็ต้องเกี๊ยเซี๊ย เพราะฉะนั้นก็อย่าไปไว้ใจทาง อย่าไปวางใจนารี”

เมกาวตี ซูการ์โนบุตรี โดยอรอนงค์ ทิพย์พิมล

อรอนงค์ กล่าวว่า นางเมกาวตีไม่แต่งกายด้วยชุดสากล ทรงผมแบบชวาดั้งเดิม มักจะออกงานด้วยชุดสีแดงเพราะเป็นสีประจำพรรค

คนอินโดเรียกเธอว่า อิบูเมกา อิบูความหมายหนึ่งคือแม่ อีกความหมายหนึ่งเรียกนำหน้าผู้หญิงและสถานะความเป็นแม่บ้านเป็นภาพที่เธอ ต้งการนำเสนอ และโลกรู้จักเธอเมื่อเธอก้าวเข้ามเป็นประธานาธิบดีคนที่ 5 เธอเป็นลูกของเมียที่ 3 และเป็นผู้นรำของพรรค PDIP รูปสัตว์ประจำพรรคคือรูปกระทิงแดง

นางเมกาวตีเรียนมหาวิทยาลัยสองครั้ง ครั้งแรกไม่จบเพราะว่าพ่อถูกรัฐประหาร ครั้งที่ 2 แต่งงานเสียก่อน และเมื่อเธอขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี สิ่งที่กลุ่มผู้หญิงทำต่อเธอคือ ขุดคุ้ยชีวิต ว่เธอผ่านการแต่งงานสามครั้ง สามีคนแรกเป็นนักบิน สามีคนที่สองคือนักการทูตชาวอิยิปต์ และคนที่สามเป็นคู่ชีวิตจนถึงปัจจุบันซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษา ประชาชนในปัจจุบัน

เธอเคยแอคทีฟในขบวนการนักศึกษาในอินโดนีเซียมาก่อน เข้าสู่อาชีพนักการเมืองเมื่อาอยุ 39 ปี และเข้าไปเป็นส.ส. โดยใช้เวลาแคมเปญแค่ปีเดียว และได้รับการเลือกเป็นหัวหน้าพรรคพีดีไอปี 1993 โดยที่ซูฮาร์โตไม่พอใจมาก ทำให้มีการเลือกตั้งอีกครั้งโดยที่ซูจาดี ได้รับการเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ขณะที่เมกาวตีและผู้สนับสนุนของเธอไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งตำแหน่งผู้นำพรรค ครั้งนั้น และส่งผลเป็นความรุนแรง เธอไม่ยอมหนีจากวงการการเมือง และยิ่งได้รับควาเมห็นใจและโดดเด่นมากขึ้นในเวทีการเมืองของอินโ และหลังจากนั้นพรรคพีดีไอ จึงแตกเป็นสองส่วน

เมื่อซูร์ฮาร์โตถูกโค่นลงไปในปี 1998 ก็มีเสรีในการตั้งพรรคการเมือง จึงตั้งพรรคใหม่เป็นพรรค PDIP

ปี 1999 เธอไดรับคะแนนเลือกตั้งเป็นอันดับ คือหนึ่งประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ขณะนั้นมีการต่อต้านจากผู้นำศาสนาสายเคร่งครัดซึ่งให้เหตุผลว่าผู้หญิง ไม่ควรเป็นผู้นำประเทศ และสุดท้าย เธอแพ้โหวตให้อับดุลเราะห์มาน วาฮิด ไปในที่สุด

ปี 2001 สภาที่ปรึกษาประชาชนถอดถอนวาฮิดออกจากตำแหน่ง และลงมติให้นางเมกาวตีดำรงตำแห่งแทน เหตุผลที่ถอดถอนายวาฮิดมาจากการดำเนินนโยบายแข็งกร้าว โดยเฉพาะต่อทหาร โดยที่เมกาวตีดำรงตำแหน่งมาจนครบวาระ และในปีที่เธอขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ก็เป็นปีครบรอบ 100 ปีประธานาธิบดีซูร์การ์โน พ่อของเธอ ซึ่งเป็นผู้ประกาศเอกราชและได้รับการยกย่องในฐานะบิดาแห่งชาติ ยิ่งทำให้ภาพของเมกาวตีเด่นชัดมากขึ้น

นางเมกาวตีลงเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2004 แต่ปีนี้เป็นปีแรกการเลือกตั้งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เธอแพ้ให้กับซุซิโล บัมบัง ยุดโยโน

ในด้านภาพลักษณ์นั้น เมกาวตี เป็นคนที่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างรุนแรงพอๆ กับเสียงคัดค้าน ภาพลักษณ์แม่หรือแม่บ้านเป็นสิ่งที่เธอภูมิใจนำเสนอ เป็นการตอกกลับระเบียบใหม่ เพราะว่าระเบียบใหม่พยายามให้ผู้หญิงเป็นแม่บ้าน เธอจะมีลักษณะที่ดูอบอุ่น เหมือนแม่ เป็นคนที่พูดน้อย เงียบมากและถูกค่อนขอดว่าการอ่านร่างแถลงการณ์เพราะมีคนเขียนให้ ถ้าถามนอกสคริปต์ก็ตอบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศอินโดนีเซียมีสุภาษิตว่า “นิ่งคือทอง”

“เมกาวตีอาจจะเป็นประธานาธิบดีคนแรกและคนเดียวที่ถูกสื่อจวกอย่างสาดเสีย เทเสีย เพราะมีเสรีภาพมาก เช่น ปากเหม็นน้ำมัน หมายถึงคอร์รัปชั่น หรือความสามารถแค่นี้เป็นได้แค่นายอำเภอ แต่ยิ่งถูกเหยียดหยามมากๆ เธอก็ยิ่งโดเด่นเพราะไม่ตอบโต้เลย” อรอนงค์กล่าว

ความท้าทายอย่างยิ่งของเมกาวตีคือ ทหารซึ่งให้ความสนับสนุนเธอมากกว่าวาฮิด , ปัญหาขบวนการแบ่งแยกดินแดน การที่เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทหาร ทหารจึงดำเนินการอย่างรุนแรงที่อาเจะห์และอิเรียนจายา, ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่เงป็นปัญหาที่โค่นซูฮาร์โตลงไป และบรรยากาศการเรียกร้องการปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องจากการที่ นักศึกษาและประชาชนเรียกร้องต่อซูฮาร์โตให้ปฏิรูปประเทศทุกด้านและการลด บทบาททหาร แต่ปรากฏว่าบทบาทของเธอขัดกันเอง คือเธอต้องประนีประนอมกับทหารอย่างมาก

“ถ้าจะมองว่าเมกาวตีเป็นลุกไม้หล่นไกลต้น คือ พ่อเธอชนกับทหารอย่างรุนแรง อีกเรื่องคือ มีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างยิ่งของอเมริกาและชาติตะวันตก หลังเหตุการณ์ 9-11 เป็นประเทศแรกที่ประกาศจะจัดการกับผู้ก่อการร้าย”

“อนาคตการเมืองของเมกาวตีเหมือนไม่ตาย เธอคิดจะลงชิงตำแหน่งปธน. อีกครั้งปี 2014 ซึ่งหลายคนคาดการณ์ว่าเธออาจจะมาได้อีกครั้ง เพราะไม่มีผู้ชายเหมาะสม และขณะนี้ยุดโยโนไม่สามารถจัดการปัญหาการศึกษา และตามรัฐธรรนูญของอินโดนีเซียแล้ว ประธานาธิบดีสามารถดำรงตำแหน่งได้แค่สองสมัย และถ้าจะส่งใครมาลงก็ตามคนจะเลือกก็อาจจะไม่เลือกแล้วพราะดีแต่พูด ทำไม่ได้จริง” อรอนงค์กล่าวในที่สุด

อองซาน ซูจี โดย ดุลยภาค ปรีชารัชช

อองซานซูจีไม่เหมือนอาโรโย หรือเมกาวตี เธอชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ประวัติศาสตร์ก็เล่นตลก ทำให้เธอไม่ได้รับตำแหน่งในการเป็นผู้นำพม่า เพราะรัฐบาลทหารพม่าล้มกระดาน และปลายปีที่แล้วก็ถอดเครื่องแบบทหารใส่ชุดพลเรือนเป็นรัฐบาลที่มาจากการ เลือกตั้ง แต่เธอเหนือกว่าคนอื่นคือเธอเป็นผู้นำสตรีคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล และต้องส่งลูกชายไปรับแทน

สิ่งที่ต้องมองให้ออกว่าเพราะอะไรเธอจึงไม่มีโอกาสได้ก้าวมาเป็นผู้นำ พม่า และเพราะอะไรจึงพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ที่ต้องตกเป็นหมากของรัฐบาลทหารพม่า

ชีวประวัติอองซาน

เกิดเมื่อประมาณ 1945 ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2เป็นบุตรสาวของบิดาผู้กู้เอกราชพม่า คือนายพลอองซาน และถูกฆ่าตายตอนเธออายุ 2 ปี และได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวของบิดาจากมารดา จากคนรอบข้างและะชนชั้นนำทหารระดับสูงเป็นต้นแบบให้อองซานได้คลุกคลีและ เรียนรู้

เมื่ออายุ 16 ปี ดอว์ ขิ่น ยี มารดาได้รับแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตพม่า ที่เดลี เธอจึงได้ไปรับการศึกษาที่สถาบันการศึกษาชั้นเยี่ยมที่นั่น และมีโอกาสพูดคุยกับมหาตมะ คานธี ยวาหราล เนห์รู ประสบการณ์ที่ดีในอินเดียทำให้เธอได้รับแบบอย่างที่ดีคือหลักสัตยาเคราะห์ คือการเรียกร้อง การเคลื่อนไหวทางกาเรมืองโดยไม่ใช้กำลังแม้จะถูกจับกุม กักขังบริเวณในเวลาต่อมา เธอก็ยืนหยัดได้

หลังจากนั้นเธอจบจากออกซ์ฟอร์ดสาขาปรัชาเศรษฐศาสตร์และการเมือง และทำงานที่มหาวิทยาลัยลอนดอน และย้ายไปประจำกองเลขาธิการสหประชาชาติ โดยที่อูถั่นทำหน้าที่เป็นเลขาธิการ เธอได้เรียนรู้เทคนิคการพูดต่อหน้าชุมชน มีประสบการณ์การพีอาร์กับต่างประเทศ เทคนิคเหล่านี้ทำให้เธอแตกต่างและเหนือชั้นกว่าผู้นำพม่าคนอื่นๆ รุ่นเดียวกัน ทและมีวิสัยทัศน์ที่กวางไกล

เมื่อกลับมายังประเทศพม่าปี 1988 เธอรู้จักการใช้วาทศิลป์ การเข้าถึงฝูงชน เป็นทักษะที่ผู้นำทหารพม่าไม่คาดคิดมาก่อน

ผู้ชายสองคนในชีวิต

บิดาและสามี เป็นผู้ชายสองคนที่ให้คุณและให้โทษต่อภาพลักษณ์ต่อยุทธศาสตร์และยุทธวิธีแตก ต่างกันไป กรณีของอองซาน ซึ่งไม่ได้เป็นบิดาแห่งการเรียกร้องเอกราชของพม่าเพียงอย่างเดียว แต่เขาคือผู้ก่อตั้งกองทัพพม่า (ทัดมาดอว์) ประสบความสำเรจในการขับไล่กองทัพญี่ปุ่น ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเนวินและทหารระดับสูง แต่สิ่งสำคัญคือ เมื่ออองซานซูจีกลับมาเยี่ยมมารดาที่เจ็บป่วย ก็เกิดอุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์ทำให้เธอไปโลดแล่นในการเมืองพม่า แต่สิ่งเธอใช้คือการใช้ภาพของนายพลอองซาน และบุคลิกการพูดจาก็จับใจชาวพม่ามาก และบอกว่าเธอเหมือนพ่อไม่มีผิด และสิ่งที่ทหารมองเห็นคืออองซานกำลังจะแยกนายพลอองซานออกจากอ้อมกอดของกอง ทัพพม่า เพราะว่าบทบาทของทหารจะพบว่ามีการสร้างอนึสาวรีย์ให้กับนายพลอองซานพอสมควร แต่เมื่อดอว์อองซานเข้ามาคือการแยกนายพลอองซานออกไปจากกองทัพพม่า จึงต้องแย่งชิงกลับมา แต่เมื่อแยกไม่ได้ ก็กักบริเวณ และลบภาพของนายพลอองซานออกจากความทรงจำของพม่าเสีย และปัจจุบันไม่เห็นแล้ว ยอนกลับไปหายุคราชวงศ์พม่า

ประเด็นต่อมา การที่จะเข้าใจอองซานคือเขตอิทธิพลของพม่า ที่ผ่านมาสังคมพม่านับถือนัต หรือผี เทวดาชั้นสูง และมีผีผู้หญิงด้วย แสดงว่าผู้หญิงก็ได้รับความนับถือ แต่พื้นที่ให้ซูจีไดหยัดยืนกลับไม่มีในสังคมพม่า เพราะฐานการเคลื่อนไหวอยู่ที่นอกสังคมพม่าทั้งหมด และปัจจุบันแม่แต่ในสังคมไทยก็ไม่มีบทบาทเพราะนโยบายรัฐไทยต่อพม่าเปลี่ยน ความเปลี่ยนแปลงนี้รวมถึงท่าทีจากประเทศอินเดียด้วย

อนาคตของอองซานจะเป็นเช่นไร

ปัจจุบันนายพลเตงเส่งเป็นนายกรัฐมนตรีและดูเหมือนว่าจะสานสัมพันธ์กับซู จี หากแต่คลื่นใต้น้ำไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะตอนนี้มีการประลองกำลังแล้วโดยทหารอีกกลุ่มที่เป็นอนุรักษ์นิยมเห็นตรง กันข้าม ถ้ามีกำลังยึดอำนาจคืนอีก ภาพอองซานซูจีในอนาคตจะลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย

สุดท้าย การเมืองมีสามเส้า คือกองทัพ ซูจี และกลุ่มชาติพันธุ์ สิ่งที่ซูจีจะทำได้ก็คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มชาติพันธืเพื่อ ให้ฐานทางการเมืองของเธอเข้มแข็งขึ้น แต่ปัญหาคือเมื่อถามความเห็นจากกลุ่มชาติพันธุ์แน่นอนว่าคำตอบก็คือ “พม่าก็คือพม่า”( Burmese is Burmese )

เพศสภาวะ โดย พิเชฐ สายพันธ์

เส้นทางการเมือง ประเด็นที่สำคัญประการหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือวิกฤตที่เกิดขึ้นก่อนทำให้ เกิดสถานภาพผู้นำสตรี สิ่งที่สำคัญคือผู้นำสตรีเหล่านี้ผ่านการเลือกตั้งด้วยกระบวนการประชาธิปไตย ผู้นำสตรีกลุ่มนี้เป้นภาพสะท้อนที่สำคัญของกระบวนการประชาธิปไตยในเอเชีย และเกิดขึ้นเพราะความผูกพันทางครอบครัว นี่เป็นพื้นฐานที่สำคัญ เราไม่พบว่าผู้นำสตรีเหล่านี้ไม่ได้มาจากความผูกพันทางครอบครัวกับอดีตผู้นำ ทางการเมืองที่เป็นผู้ชาย ความผูกพันเกิดขึ้นในฐานะที่ผู้นำสตรีเหบล่านี้เป็นเมีย แม่ น้องสาว เป็นระบบวงศ์วานว่านเครือ

ประด็นต่อมาคือพื้นฐานทางสังคม ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มาจากกลุ่มคนที่มีสถานภาพที่มีสถานภาพเป็นชนชั้นสูงทั้ง นั้นไม่มีลูกสาวชาวนา ไม่มีเมียพ่อค้าตามตลาด ล้วนมาจากตระกูลผู้นำทางสังคมทั้งนั้น

ประเด็นที่อยากชี้ให้เห็นคือ เราพูดถึงสิ่งที่บอกว่าลักษณะทางสังคมที่ค่อนข้างหลากหลายในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้คือศาสนา ขอให้สังเกตว่าทุกบริบทสังคมไม่ได้อยู่ในบริบทศาสนาแบบเดียวกัน ศาสนาอิสลามกลับเป็นแรงกดดันหรือเป็นแรงต้านต่อการขึ้นมาสู่ความเป็นผู้นำ ของสตรี ในพม่า พุทธศาสนาเป็นองค์กรสำคัญในการสนับสนุนบทบาทของอองซานซูจี ส่วนประเทศไทยนั้น พุทธศาสนาไม่มีพลัง นี่เป็นแง่มุมที่เห็นว่าหลายอย่างเราต่างกัน

พื้นฐานทางสังคม โครงสร้างทางสถาบันหลายอย่างของเราต่างกัน ประเด็นที่เหมืนกัน คือ ระบบครอบครัว เครือญาติ วงศ์วาน

ในท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นล้วนปกครองด้วยผู้นำสตรี และผู้นำสตรีท้องถิ่นมีมากก่อนการสถาปนาเป็นบ้านเมืองหรือาอณาจักร

กรณีปัตตานี ในศตวรรษที่ 17 สะท้อนถึงวัฒนธรรมมลาโยโพลินีเชียน ที่ให้ความสำคัญกับสายตระกูลของมารดา

เรารับวัฒนธรรมศาสนาจากอินเดียและวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่จากจีน อทธิพลการสืบตระหูลจากมารดา คงทิ้งรองรอยให้เห็นเพียงบทบาทของการตั้งถิ่นฐานอยู่ในกลุ่มที่อยู่อาศัยของ ฝ่ายมารดา

ผู้หญิงที่เข้ามาในสถานการณ์วิกฤต สามารถดึงควาเมป็นหญิงมาแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ เหมือนการดูแลปกป้องครอบครัวของตัวเอง ที่สำคัญอีกประการคือ ความบริสุทธิ์ เราจะพบว่าความตั้งใจจริงของการที่ผู้นำสตรีเหล่นี้ขึ้นมาจะเกิดจาก เหตุการณ์วิกฤตก่อน สะท้อนความสกปรก อธรรม ไม่ชอบธรรมทางสังคม ผู้หญิงจึงเปนตัวแทนของคามบริสุทธิ์ที่เข้ามาเพื่อชำระล้างความสกปรก จากกระบวนการทางการเมืองที่เกิดจากบทบาทชายเป็นใหญ่ ซึ่งถูกควบคุมโดยกองกำลังทหารในหลายๆ ประเทศ

เราพบว่าผู้นำสตรีเหล่นี้ขึ้นมาเพื่อประนีประนอมต่อรองสนทนากับอำนาจฝ่ายทหาร

“ในอนาคตในกรณีของประเทศไทย ผมคิดว่าเธอมาเหมาะกับสถานการณ์แล้วและเป็นเวลาของเธอ และอย่าลืมว่าเธอเหล่านี้เมื่อก้าวขึ้นมาแล้วมีบทบาทในการทรานฟอร์มสังคม มีบทบาทในการปรับเปลี่ยนฟิ้นฟูประชาธปิไตย สร้างความชอบธรรมทางการเมือง”

ถาม-ตอบ

ยิ่งลักษณ์จะอยูรอดหรือไม่ ถ้ารอด เธอจะอยูได้กี่เดือนหรือกี่ปี

คริส เบเกอร์ : ผู้นำหญิงเกือบทุกคนเมื่อขึ้นสู่อำนาจมาใหม่ คนทั่วๆ ไปจะบอกว่าจะอยู่ไม่นาน ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือที่อินเดีย ผู้ใหญ่ในพรรคการเมือง ตกลงไม่ได้ว่าใครน่าจะขึ้นมาเป็นผู้ผนำก็เสนอชื่อนางอินทิรา คานธี แต่ต่อจากนั้นเขาอยู่ 15 ปี และเป็นผู้หญิงที่มีอำนาจมาก

ผมคิดว่าน่าจะมีหลายปัจจัยที่เรามองไม่เห็น แต่ถ้าถามผมผมคิดว่าจะอยู่นาน นานเท่าไหร่ผมไม่ทราบแต่น่าจะนานหลายปี

พิเชฐ สายพันธ์ : ถ้าดูจากโมเดลผู้นำสตรีในภูมิภาคเอเชีย ก็จะพบว่าอยู่นาน กรณียิ่งลักษณ์ ตอนนี้ไม่มีความเสuยหาย โอกาสที่จะอยู่ได้นานก็มีมาก และถ้าสามารถรักษาตัวได้ระยะหนึ่ง ภาวะการเป็นนักการเมืองมืออาชีพของยิ่งลบักษณ์จะยาวนานมากกว่านี้อีก

อรอนงค์ ทิพย์พิมล : อินโดนีเซียไม่มีสถาบันบางสถาบันที่ให้ทหารใช้อ้างในการยึดอำนาจ แต่กรณีของไทยมีทหารที่พร้อมจะยึดอำนาจ

สุภัตรา ภูมิประภาส : กรณีของยิ่งลักษณ์ จากประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ในภูมิภาคนี้ ทุกคนอยู่ครบเทอม และไม่มีใครถูกรัฐประหารออกเลย แม้จะอยู่ท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรด และถ้าดูจากยิ่งลักษณ์ตอนนี้ ก็ยังรักษาตัวได้ดี และถ้ายังรักษาได้แบบนี้ก็น่าจะอยู่ไปอีกนาน

ปัจจัยอะไรที่จะทำให้ยิ่งลักษณ์ออกจากการเมืองก่อนกำหนด

ดุลยภาค : ต้องเข้าใจเส้นบางๆ ระหว่างกองทัพกับพลเรือน ที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับอิศรวินขี่ม้าขาว มาวันนี้เป็นนารีขี่ม้าขาว แต่ก็ต้องดูเรื่องโผทหาร สองคือนโยบายต่อเพื่อนบ้าน คือเขาพระวิหาร

อัครพงษ์ : ในฟิลิปปินส์สถาบันที่มีผลอย่างยิ่งคือศาสนา แต่ในกรณีของไทยท่านก็คงทราบดีว่าสถาบันอะไรที่มีผลส่งเสริมสนับสนุน

กลุ่ม "รักพ่อภาคปฏิบัติ" เผยแพร่คลิปทำความสะอาดลบสัญลักษณ์ "No 112"

ที่มา ประชาไท



ทั้งนี้ในวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน สมาชิกกลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติ ได้นัดหมายกันร่วมทำกิจกรรมเพื่อแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี โดยมีกิจกรรมอาทิ การร่วมรับเสื้อเพื่อใส่ในกิจกรรมปฏิญาณตน และกิจกรรม สวดมนต์ถวายพระพร และปฏิญาณตน เป็นต้น โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่เวลา 09.00 น. ณ ลานพระราชบิดา โรงพบาบาลศิริราช

ชาวบ้านโป่งอาง เชียงดาว รุกยื่นหนังสือถึง ส.ส.เพื่อไทยจี้รัฐบาลระงับโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำปิง

ที่มา ประชาไท

ชาวบ้านโป่งอางรุกยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ขอให้จี้ต่อองค์กรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่น้ำปิงตอน บน หรือเขื่อนกั้นแม่น้ำปิง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ให้ทบทวนและยุติโครงการนั้นโดยทันที

หลังจากเมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา ชาวบ้านโป่งอางและเครือข่ายลุ่มน้ำในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ได้ชุมนุมคัดค้านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ ปิง ที่กรมชลประทานและทีมงานศึกษาฯ จัดขึ้น ณ หอประชุมเทศบาลตำบลเชียงดาว และได้ร่วมกันกดดันเคลื่อนไหว จนการจัดเวทีประชุมในครั้งนั้นต้องล่มไปนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2554 ตัวแทนชาวบ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้รุกเดินหน้าต่อ โดยเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพื่อขอให้จี้ต่อองค์กรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่น้ำ ปิงตอนบน หรือเขื่อนกั้นแม่น้ำปิง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ให้ทบทวนกระบวนการศึกษา และขอให้ยุติโครงการนั้นโดยทันที

โดยตัวแทนชาวบ้านได้ยืนยันว่า โครงการดังกล่าวนั้นขาดกระบวนการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจไม่ได้เกิดขึ้นจาก คนในชุมชนอย่างแท้จริง และที่ผ่านมานั้น ขั้นตอน กระบวนการศึกษามีลักษณะเร่งรัดในการดำเนินการ ขาดความละเอียดของการศึกษาความเหมาะสม ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

อีกทั้ง ที่ตั้งโครงการฯ ดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ปิง ซึ่งถือว่าเป็นขุนน้ำสำคัญไหลหล่อเลี้ยงชุมชนในพื้นที่อำเภอเชียงดาว เชียงใหม่จนถึงที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา และยังเป็นพื้นที่ป่าของชุมชน ที่ชุมชนได้อาศัย พึ่งพาเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร ไม้ใช้สอยของคนในชุมชน ซึ่งหากมีการสร้างเขื่อน จะทำให้ต้นทุนองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมสูญหายไป

และที่สำคัญ การเข้ามาศึกษาฯครั้งนี้ไม่ได้ตรงกับข้อเท็จจริงและสิ่งที่ชุมชนเสนอ ทั้งที่ผ่านเอกสาร และการศึกษาข้อมูล เพราะผลที่ออกมาเป็นรูปแบบของการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ทั้งความสูง พื้นที่รองรับน้ำ ความยาวของตัวเขื่อน ที่สำคัญการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การเข้ามาดำเนินการกระบวนการศึกษา ไม่ได้เปิดโอกาสให้ชุมชนได้รับรู้อย่างทั่วถึงหรือไม่เปิดเผยข้อมูลที่แท้ จริง ที่จะนำไปสู่การตัดสินใจร่วมของคนในชุมชน ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลให้ชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ด้านนายจุลพันธ์ หลังจากรับหนังสือร้องเรียนแล้ว ได้กล่าวว่า ถึงยังไง ตนเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ก็ต้องฟังเสียงของพี่น้องประชาชน หากถ้าโครงการใดๆ ที่เข้ามาในชุมชน ถ้าผลประโยชน์ไม่ตกกับชาวบ้าน หรือได้ไม่คุ้มเสีย ก็จำเป็นต้องหาทางยับยั้งต่อไป

“แต่เบื้องต้นขอรับเรื่องนี้ไว้ก่อน แล้วจะขอเวลาศึกษาข้อมูลโครงการนี้เพิ่มเติม และดูว่าชุมชนมีความต้องการหรือมีปัญหาในเรื่องโครงการนี้มากน้อยเพียงใด เพราะโครงการใดๆ ที่ดำเนินการไปนั้น ถ้ามีปัญหา ปัญหามันไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวผมหรือว่ารัฐมนตรี แต่มันจะตกกับพี่น้องประชาชนนั่นเอง ซึ่งหากชาวบ้านยืนยันตามแถลงการณ์ แสดงเจตนารมณ์ว่าการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นไปไม่ถูกต้องก็คง ต้องมีการทบทวนกระบวนการศึกษากันใหม่”

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนชาวบ้าน ได้เสนอขอให้นายจุลพันธ์ หาทางให้มีการยับยั้งการดำเนินการศึกษาและขอให้ยุติโครงการดังกล่าวเสีย และขอให้รัฐบาลชุดนี้ได้ทบทวนแผนการจัดการลุ่มน้ำทั้ง 25 ลุ่มน้ำ ให้ล้มเลิกแนวคิดการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ แต่ขอให้ทบทวนและหันมาผลักดันแนวคิดการจัดการน้ำโดยชุมชนดูแลกันเอง ซึ่งจะเป็นทางออกในการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนมากกว่า

แข่งเรือแข่งพายแข่งบอลVSแข่งบุญแข่งวาสนา

ที่มา Thai E-News





ฟุตบอลสันติภาพ-นภจักษ์ อัตนนท์ นักข่าวสนามของเครือเนชั่นรายงานจากขอบสนาม (ที่มา:Youtubeของnoppatjak1)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 กันยายน 2554

ก่อนจะยิงกันพรุน-สม เด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หัวหน้าทีมชุดเสื้อแดง สัมผัสมืออดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ของไทย หัวหน้าชุดทีมเสื้อน้ำเงิน ก่อนจะยิงกันพรุน10-7 เอาเข่งใส่กลับบ้านกันเกือบครบทีม ที่สนามโอลิมปิกสเตเดี้ยม ในกรุงพนมเปญ เมื่อวานนี้(ภาพ:รอยเตอร์)


คึกคัก-กองเชียร์เสื้อแดงที่ยกพลไปจากประเทศไทยพากันเชียร์กันอย่าง คึกคักกับฟุตบอลนัดมิตรภาพสันติภาพ ซึ่งฝ่ายไทยกับกัมพูชาได้จัดผู้เล่นคละกันสองทีม โดยแกนนำเสื้อแดงอย่างจตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อยู่ทีมสมเด็จฮุนเซ็น ผู้นำกัมพูชา ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการเขมรหลายรายเป็นลูกทีมของอด่ตนายกฯสมชาย ของไทย(ภาพข่าว:รอยเตอร์)
ลีลาผู้นำกัมพูชา-สม เด็จฮุนเซ็นลงเล่นอย่างทุ่มเทตลอดแมตช์นี้ และสามารถทำประตูได้ด้วย โดยทีมฝ่ายตรงกันข้ามดูจะจงใจสกัดไม่อยู่ ชาวกัมพูชาแห่เข้าชมนัดนี้หนาตาเพราะไม่ได้เห็นผู้นำประเทศลงเล่นในสนาม อย่างนี้มาก่อนเลย(ภาพข่าว:รอยเตอร์)
กองเชียร์เจ้าบ้าน-กองเชียร์เสื้อหลากสีของชาวกัมพูชา แต่หลายๆคนก็แอบแดงมาเหมือนกัน


ปูก็มา-กองเชียร์เสื้อแดงกับสีสันในสนามแข่งขันที่โอลิมปิกสเตเดี้ยม กรุงพนมเปญ

แย่งซีน-นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯเงาเตะฟุตบอลกระชับมิตรกับดาราและสื่อกระแสหลักที่สนามจุ๊บ จุฬาฯช่วงวันเวลาเดียวกัน อ้างว่าหาเงินช่วยน้ำท่วม แต่บรรยากาศตามที่เห็นคือบนอัฒจรรย์นั้นมีแต่ทหารอากาศล้วนๆไม่มีผู้ชม เลย(ภาพ:บอร์ดIF)
แข่งบุญแข่งวาสนา-กองเชียร์ประชาธิปัตย์ฉวยโอกาสนี้โพนทะนาว่าหากอยากดูฟุตบอลช่วยชาติให้ไปสนามจุ๊บ อยากดูฟุตบอลขายชาติให้ไปที่พนมเปญ

Saturday, September 24, 2011

คิวมท.ล้างเครือข่าย"เนวิน"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ



"ต้องขยับหัวเพื่อให้ขบวนขยับได้"

นาย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ส่งสัญญาณภายหลังนายกฯ มีคำสั่งย้าย นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี

จากนั้นก็ลงนามแต่งตั้งนายพระนาย สุวรรณรัฐ รองปลัดกระทรวงมหาด ไทย ขึ้นรักษาราชการแทน โดยให้มีผลทันที

เป็น การขยับหัวขบวนเพื่อเปิดทางสู่การแต่งตั้งโยกย้าย ระดับ 10 อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ที่นายยงยุทธ ระบุล่าช้ากว่ากำหนด

เพื่อไม่ให้ล่าช้าไปกว่านี้ คาดว่าจะมีการเสนอบัญชีโยกย้ายเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 27 ก.ย.นี้

ใน จำนวนนี้ เป็นการโยกย้ายมาทดแทนตำแหน่งเกษียณ ซึ่งวันที่ 30 ก.ย. นี้ มีข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เกษียณอายุราชการรวม 19 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

ระดับอธิบดี จำนวน 1 ตำแหน่ง ได้แก่ นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง

ระดับผู้ตรวจราชการกระทรวง จำนวน 6 ตำแหน่ง ได้แก่ นายจาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง นายธวัชชัย ฟักอังกูร, นายปรีชา บุตรศรี, น.ส.เรืองวรรณ บัวนุช, นายศุภกิจ บุญญฤทธิ์พงษ์ และ นายสุเมธ แสงนิ่มนวล

และระดับผู้ว่าราชการจังหวัด จำนวน 12 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายชาย พานิชพรพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายชิดพงษ์ ฤทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายทองทวี พิมเสน ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นายธีรเทพ ศรียะพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

นายพงษ์ศักดิ์ นาคประดา ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นายพิสิษฐ บุญช่วง ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง นายวินัย ครุวรรณพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายสุเทพ โกมลภมร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายอธิคม สุพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และ นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร

เมื่อจำนวนคนเกษียณมากก็เปิดทางให้การสับเปลี่ยนตำแหน่ง การจัดวางตัวบุคคล ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

ที่หลายฝ่ายจับตาคือการสลับสับเปลี่ยนตัวบุคคลจะมีรายการ "ย้ายล้างบาง" อย่างที่คาดการณ์กันมากน้อยแค่ไหน

โดยเฉพาะในตำแหน่งอธิบดี รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในสายของเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่คุมมหาดไทยมาก่อนหน้านี้

ไฮไลต์อยู่ที่เก้าอี้อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

การ ขยับในตำแหน่งสำคัญทั้งหมดนี้เพื่อเปิดทางให้คนในสายของพรรคเพื่อไทย ที่ถูกเด้งไปนั่งผู้ตรวจราชการกระทรวงในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาผงาดอีกครั้ง

เก้าอี้ใหญ่อย่างกรมการปกครอง คาดการณ์กันล่วงหน้า นายสุกิจ เจริญรัตนกุล ซึ่งรัฐบาลที่แล้วมีคำสั่งย้ายจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้ไปนั่งตบยุงในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง

ด้วยบารมีของน้องชาย น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล อดีตรองนายกฯ คนสนิทของ"นายหญิง" คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์

เที่ยวนี้จะได้ออกจากกรุ ขึ้นแท่นอธิบดีกรมการปกครอง

เก้าอี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ นายขวัญชัย วงศ์นิติกร นั่งประจำการอยู่ อาจถูกโยกไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรือเข้ากรุผู้ตรวจราชการกระทรวง

เพื่อเปิดทางให้กับ นายวีระยุทธ เอี่ยม อำภา ผู้ตรวจราชการกระทรวง ที่เป็น สิงห์ดำเช่นเดียวกับนายยงยุทธ

ไม่ ต่างกันคือ นายสุรชัย ขันอาสา คงต้องลุกจากเก้าอี้อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ถ้าไม่กลับไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ก็อาจต้องเข้ากรุผู้ตรวจฯ เปิดทางให้ "สิงห์ดำ" ในโควตาคุณหญิงพจมาน เข้ามาเสียบแทน

ส่วน นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สิงห์ดำที่อยู่รอดปลอดภัยมาจากรัฐบาลที่แล้ว เพราะนายเนวิน ต้องการลดแรงกดดัน จึงโยกจากรองปลัดมานั่งอธิบดีปภ.

เที่ยวนี้ อดีตผู้ว่าฯเชียงใหม่ คนนี้ อาจต้องกลับไปนั่งรองปลัด เพื่อรอคิวขึ้นนั่งปลัด หลังนายพระนาย เกษียณ

ใน ส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเกษียณแค่ 12 จังหวัด แต่ครั้งนี้จะมีการย้ายสลับสับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ไม่น้อยกว่า 40 ตำแหน่ง

เหตุจากส.ส.เพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน วิ่งขอโควตาดึงคนของตัวเองเข้ามาในพื้นที่

แต่ เพื่อป้องกันเสียงครหาโยกย้ายล้างบาง บัญชีโยกย้ายผู้ว่าฯ อาจทำเป็น 2 ล็อต จังหวัดที่อยู่ในโซนเป้าหมายต้องส่งคนของตัวเองลงไปดูแล อาจเป็นรอบหลัง

ส่วน ใหญ่ผู้ที่อยู่ในข่ายถูกโยกย้ายต่างรู้ชะตากรรมตัวเองดี สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดในสายของนายเนวิน ไล่เรียงตั้งแต่ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ เชียงราย ปทุมธานี สงขลา สุราษฎร์ธานี

ไม่ถูกสลับไปนั่งจังหวัดเล็ก ก็น่าจะถูกเด้งเข้ามานั่งผู้ตรวจราชการกระทรวง

ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยคงปล่อยให้ทำงานในพื้นที่ต่อไป

เพราะประเมินแล้วคุ้มกว่าการย้ายสลับไปอยู่ในพื้นที่อื่น ที่อาจสร้างปัญหาภายหลังได้

สวนดุสิตโพล ชี้ คนกรุงส่วนใหญ่เชื่อว่ามีการทุจริตติดตั้งกล้องcctv ความเชื่อมั่นลด รู้สึกไม่ปลอดภัย

ที่มา มติชน


จากกรณีที่ ดีเอสไอ เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการติดตั้งและจัดซื้อกล้อง CCTV ในกรุงเทพฯ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่า มีการใช้กล้อง CCTV หลอก แทนกล้องจริงในหลายพื้นที่ หากพบว่ามีการทุจริตจริงก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างแน่นอน เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน กรณี กล้อง CCTV "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ จำนวน 1,020 คน ระหว่างวันที่ 21-24 กันยายน 2554 สรุปผลได้ดังนี้

1. ความคิดเห็นของประชาชน กับ ข่าวการติดตั้งกล้อง CCTV หลอก ในกรุงเทพฯ

อันดับ 1 ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีการติดตั้งกล้องหลอกๆเอาไว้ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและอยากรู้ข้อเท็จจริง 37.81%

อันดับ 2 รู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัย หากเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ก็ไม่สามารถหาหลักฐานได้ 33.14%

อันดับ 3 เป็นเรื่องผิดปกติ ไม่ชอบมาพากล อยากให้ผู้ที่มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างออกมาชี้แจงโดยเร็ว 29.05%

2. ประชาชนเชื่อหรือไม่? กรณีที่มีกระแสข่าวการทุจริตการติดตั้งกล้อง CCTV ในกรุงเทพฯ

อันดับ 1 เชื่อ 54.15% เพราะ เป็นโครงการที่มีความเกี่ยวข้องกับงบประมาณจำนวนมาก จากเหตุผลที่ชี้แจงในเบื้องต้นฟังไม่ขึ้น ฯลฯ

อันดับ 2 ไม่แน่ใจ 40.02% เพราะ ข้อมูลยังไม่ชัดเจน เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวหรือการตั้งข้อสังเกตของแต่ละคนที่ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ควรรอฟังหรือพิจารณาจากข้อมูลหลักฐานจะดีกว่า ฯลฯ

อันดับ 3 ไม่เชื่อ 5.83% เพราะ เชื่อมั่นในความโปร่งใสและการดำเนินการจัดซื้อของอดีตผู้ว่า ฯ คนที่แล้ว ฯลฯ

3. ผลกระทบจากการติดตั้งกล้อง CCTV หลอก คือ

อันดับ 1 ไม่มั่นใจในความปลอดภัย ทำให้โจร ผู้ร้าย ใช้โอกาสนี้ในการกระทำผิด 38.76%

อันดับ 2 เสียความรู้สึกกับ กทม. ขาดความเชื่อมั่นในการบริหารงานและความน่าเชื่อถือลดลง 32.53%

อันดับ 3 ถ้ามีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการใดก็แล้วแต่จะต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด 28.71%

4. ความมั่นใจของประชาชนเมื่อรู้ว่ามีการติดตั้งกล้อง CCTV หลอก

อันดับ 1 เชื่อมั่นลดลง 58.32% เพราะ ทำให้เสียความรู้สึก คิดว่าข่าวนี้น่าจะมีมูลความจริงอยู่บ้าง ,เพิ่งเข้าใจว่าเหตุผลที่อ้างกล้องเสีย น่าจะมาจากสาเหตุนี้ ฯลฯ

อันดับ 2 เฉยๆ 34.18% เพราะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ,ควรนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้หรือสนับสนุนในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่หรือ เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในการลาดตระเวน ตรวจตรามากกว่า ฯลฯ

อันดับ 3 เชื่อมั่นเหมือนเดิม 7.50% เพราะ กล้อง CCTV เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักฐาน แต่การปฏิบัติหน้าที่ของ จนท.ตำรวจที่เคร่งครัดมีความสำคัญกว่า ฯลฯ

คลิป เปิดใจขวัญใจประชาชน "คนรากหญ้า" ทาง Asia Update

ที่มา thaifreenews

โดย bozo
RuMi CBR

เปิดใจขวัญใจประชาชน "คนรากหญ้า" ทาง Asia Update
วันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2554

1)




mp3 http://www.mediafire.com/?hf2p9xdfdz4f69p

2)



mp3 http://www.mediafire.com/?4kuw5kqozdgmk55

3)



mp3 http://www.mediafire.com/?xqq3ujsbxcqqcga

4)



mp3 http://www.mediafire.com/?9cc5s57fyr1p6sy

5)




« เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:47:39 PM »


RuMi CBR

เปิดใจขวัญใจประชาชน "คนรากหญ้า" ทาง Asia Update
วันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2554

1)


mp3 http://www.mediafire.com/?hf2p9xdfdz4f69p

2)


mp3 http://www.mediafire.com/?4kuw5kqozdgmk55

3)


mp3 http://www.mediafire.com/?xqq3ujsbxcqqcga

4)


mp3 http://www.mediafire.com/?9cc5s57fyr1p6sy

5)


mp3 http://www.mediafire.com/?743aphr6ssau9vb

ขอบคุณคุณอั๋น Ant Redarmy


http://www.thaivoice.org/board/index.php?topic=1219.0

นายกฯ สั่งเร่งช่วยเชียงใหม่น้ำป่าทะลัก โคลนถล่ม เด็กตาย 1 สูญหาย 2

ที่มา ข่าวสด


เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 23 ก.ย. ที่ จ.เชียงใหม่ ที่บ้านเปียงกอก หมู่ 6 ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝาง น้ำป่าทะลัก โคลนถล่ม โดยแจ้งสัญญาณเตือนภัยให้ชาวบ้านเตรียมพร้อมรับมือ หลังจากสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นไม่ถึง 5 นาที ชาวบ้านกำลังจะหลับนอน เสียงน้ำป่าดังและกระแสน้ำมาเร็วมาก ชาวบ้านร้องเรียกกันเป็นทอดๆให้ออกจากบ้านหาที่หลบ บางคนได้ปีนขึ้นหลังคาบ้านดันหลังคาออกแล้วขึ้นไปอยู่ข้างบนหลังคา

ทุกบ้านไม่สามารถที่จะเก็บของหนีได้ทันเพราะน้ำมาเร็วมาก น้ำโคลนและไม้ซุงขนานไหญ่ เล็กไหลมากับน้ำ แรงน้ำและไม้ซุงซัดเอารถยนต์ที่จอดในบ้านไหลไปไกลกว่า 50 เมตร และจมอยู่ใต้ดินโคลน ต่อมา น้ำลดในเวลาประมาณ 03 00น.วันนี้

น้ำ ป่าเข้าท่วมบ้านเรือนในครั้งนี้สูงประมาณ 2 เมตรเศษ ได้มีเด็กหายไปทั้งหมด 3 คน พบศพแล้ว 1 คนเป็นเด็กชายอายุ 6 เดือนเศษชื่อเด็กชายคีม ไทยใหญ่ ส่วนเด็กยังไม่พบนั้นมีอายุประมาณ 6 ขวบ และ 8 ขวบ

ส่วนความเสียหายยังไม่สามารถที่จะสำรวจได้ในเวลานี้ ขณะนี้ทางหน่วยงานเทศบาล และ อบต.ที่มีรถตัก ได้เข้ามาในพื้นที่เพื่อหาทางช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว ส่วนทางทหารกองกำลังผาเมืองก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจแล้ว และทางหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่32 ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจซึ่งทาง อบต.โป่งน้ำร้อนจะให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ส่วนถนนเข้าไปในที่ทำการอุทยานฟ้าห่มปกนั้นถนนขาด และสะพานขาดไม่สามารถที่จะผ่านเข้าไปได้

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับทราบสถานการณ์ น้ำท่วมที่ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝางนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบ้านเรือนเสียหายเบื้องต้น 20 หลัง ซึ่งทาง ปภ.ได้ส่งรองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขึ้นไปดูแลและติดตาม สถานการณ์ที่อำเภอฝางแล้วและสั่งการณ์ให้เร่งดำเนินการเปิดช่องทางจราจร และเส้นทางคมนาคมต่างๆเพื่อลำเลียงความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่ รวมทั้งช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่ด้านในออกมา ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ปภ. ประสานกับเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่เร่งเข้าไปปฏิบัติการช่วยเหลือแล้ว และมีการรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบเป็นระยะ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งเข้าไปดำเนินการอำนวยการช่วย เหลือโดยด่วน

หน.ทีมชันสูตร 13 ศพ ชี้มีหน้าที่แค่สอบสวน รวบรวมพยาน ไม่มีหน้าที่สั่งฟ้องใคร ลั่นทำงานไร้แรงกดดัน

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 24 กันยายน พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีชันสูตร 13 ศพ จากการสลายการชุมนุม ได้เรียกประชุมชุดพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ห้องประชุมปารุสกวัน 1 พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวว่า ได้เรียกประชุมคณะสืบสวนสอบสวนเพื่อพิจารณาสำนวน 13 ศพ เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนให้ บช.น.ดำเนินการ ตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 วรรค 3 หลังรายงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นได้รับมอบหมายให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนขึ้นมารับผิดชอบเพื่อ ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะมีการกำหนดกรอบแนวทางการปฏิบัติและการแบ่งงาน รวมทั้งร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว บริสุทธิ์ และเป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวถามว่า กดดันหรือไม่ที่ญาติผู้ตายให้ความหวังอยากให้คดีอยู่ที่ บช.น.มากกว่าดีเอสไอ พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวว่า ชุดพนักงานสืบสวนสอบสวนรับผิดชอบในเรื่องสำนวนชันสูตรพลิกศพ แต่สำนวนคดีอาญาหลักก็ยังความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตนคิดว่าคณะทำงานคงไม่หนักใจเพราะเราทำงานกฎหมาย

เมื่อถามว่า คดีทั้ง 13 ศพ มีเร่งรัดคดีไหนหรือไม่ พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวว่า ตามกฎหมายการสอบสวนสำนวนชันสูตรพลิกศพได้กำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานในแต่ละ คดีไว้ว่า จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานทราบเรื่อง แต่เรื่องนี้ได้ผ่านพ้นมาเป็นระยะเวลานานแล้วและเป็นกรณีที่สอบสวนชันสูตร พลิกศพตาม ป.วิอาญามาตรา 150 วรรคแรก เพราะตอนนั้นยังไม่พบว่าการตายเกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงาน คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนก็จะเริ่มนับหนึ่ง ในวันที่ 19 ก.ย. วันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนมาให้

เมื่อถามว่า ถ้าพิสูจน์ออกมาตรงกับดีเอสไอว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ขั้นตอนต่อไปนั้นจะต้องชี้ไปถึงผู้ที่สั่งการหรือไม่ พล.ต.ต.อนุชัยกล่าวว่า ภารกิจของคณะสืบสวนสอบสวนชุดนี้มีหน้าที่สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ความ ว่า ผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน ตายอย่างไร ใครเป็นคนทำให้ตาย โดยดำเนินการร่วมกับพนักงานอัยการ ซึ่งจะมีการประสานงานกัน ภารกิจจะเสร็จสิ้นเมื่อส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ จากนั้นพนักงานอัยการก็จะส่งสำนวนให้ศาลไต่สวนการตาย เราคงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องใคร

ผลประโยชน์ทับซ้อน จุดตาย-จุดขายเพื่อไทย

ที่มา มติชน


โดย จำลอง ดอกปิก

(ที่มา คอลัมน์ระหว่างวรรค หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 24 กันยายน 2554)

เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญ การรัฐประหาร ที่คณะผู้ก่อการโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อเดือนกันยายน ปี 2549 แจ้งต่อสาธารณะ ขณะที่มีมูลเหตุแห่งความขัดแย้งทางอำนาจ ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับผู้มีอิทธิพลเหนือฝ่ายการเมืองเป็นเบื้องหลัง

วันเวลาล่วงเลยมาร่วม 5 ปี กระทั่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

โจทย์ใหญ่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันนี้ ยังคงเป็นโจทย์เดิม ปัญหาความขัดแย้งทางอำนาจยังดำรงอยู่ และเป็นปัจจัยเสี่ยงชี้เป็นชี้ตายลำดับแรกๆ ผลงานการบริหารราชการแผ่นดินไม่อาจนำมาทดแทน ชดเชยได้ในความคิดของบางหมู่คณะ ไม่ว่าใครจะมองว่าสนองตอบประชาชนได้ดีกว่าแค่ไหนก็ตาม

เพียงแต่ วันนี้ กลุ่มอำนาจเดินเกมแยบยลมากยิ่งขึ้น ไม่โฉ่งฉ่าง ออกมาชนเอง เล่นเอง เนื่องจากสถานการณ์และทิศทางของบ้านเมืองที่ประชาชนร่วมกันตัดสินใจเลือก รัฐบาลแล้วไม่เอื้ออำนวย จึงต้องเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มการเมือง หรือยืมมือ อาศัยการเล่นในระบบมากขึ้น

แล้วรอคิดบัญชีเมื่อรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ

เรื่อง นี้ฝ่ายค้านผู้คร่ำหวอดการเมืองมีหรือจะอ่านไม่ออก มีหรือจะไม่รู้ว่า มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่จะทำให้รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ และล้มรัฐบาลได้ การตรวจสอบรัฐบาลจึงมุ่งเน้นไปยังจุดนี้อย่างเป็นพิเศษ และเมื่อรัฐบาลนี้แยกจาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่ออก เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจึงถูกจุดเป็นประเด็น ประทับตราตอกย้ำ หวังขยายผล โน้มน้าวประชาชนเห็นคล้อยตาม เพื่อลดทอนความเชื่อถือศรัทธาที่มีต่อรัฐบาล

เรื่อง ขุมทรัพย์กลางทะเลลึกไทย-กัมพูชา การขยายมาตรการลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรกจากวงเงิน 3 เป็น 5 ล้านบาท จึงถูกประชาธิปัตย์มองเป็นเรื่องใหญ่ มีผลประโยชน์ทับซ้อนซ่อนอยู่เบื้องหลังปล่อยไปมิได้เป็นอันขาด

ทั้ง ที่บางเรื่องมีการทำลับๆ ล่อๆ ไม่ต่างกัน และบางเรื่องหยิบยกแค่บางส่วน มาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองแทน โดยลดน้ำหนักคุณภาพเนื้อหาสาระลง อาทิการคัดค้านการผลักดันนโยบายด้วยเหตุผล เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณ หรือรายได้รัฐ ขณะที่รัฐบาลยังต้องนำเงินมาลงทุนพัฒนาประเทศอีกมหาศาล เพราะผู้คนไม่ค่อยให้ความสนใจ รู้สึกเหมือนกับเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ตื่นเต้น ก่อผลสะเทือนเท่าปมเงื่อนการทุจริตคอร์รัปชั่น

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าบริหารราชการแผ่นดินครบ 1 เดือนเต็ม 30 วันที่ผ่านมานี้ หลายเรื่องที่ถูกปรามาส ไม่มีทางทำได้ อาทิ มาตรการเร่งด่วนเพื่อลดค่าครองชีพประชาชน การลดราคาน้ำมัน การคืนภาษีรถยนต์คันแรก และบ้านหลังแรก แต่รัฐบาลได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทำได้จริงตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

การเดินหน้าผลักดัน นโยบายออกมาเป็นชุดๆ อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ประชาชนย่อมเปรียบเทียบ และมองเห็นความแตกต่าง ระหว่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องฝีมือการบริหารจัดการ การกล้าตัดสินใจ

ประชาธิปัตย์จึง อาจหวั่นไหวเป็นธรรมดา จึงต้องพลิกแพลงหากลยุทธ์มาหยุดรัฐบาล และคงเห็นว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการตอกย้ำเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นจุดขายพรรคเพื่อไทย

ขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นจุดตายรัฐบาลได้ด้วยเช่นกัน!