WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 25, 2011

เปิดวงเสวนา " 5 ปีรัฐประหาร และการปฏิรูปการเมืองรอบใหม่"

ที่มา ประชาธรรม


วันนี้ ( 21 ก.ย. 54) คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ และ สำนักข่าวประชาธรรม จัดเสวนา "5 ปีรัฐประหาร และการปฏิรูปการเมืองรอบใหม่" ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มี วิทยากรในการเสวนาได้แก่ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , ศรีวรรณ จันทร์ผง แกนนำนปช.เชียงใหม่, ภัควดี ไม่มีนามสกุล นักเขียน นักแปลอิสระ, ธเนศวร์ เจริญเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สมชาย ปรีชาศิลปะกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ณัฐกร วิทตานนท์ สำนักนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมี ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นพิธีกรดำเนินการเสวนา

.............................

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ กล่าวว่า ผลสรุปของ 5 ปีรัฐประหาร อยากชวนมองให้เป็นกระบวนการ เกิดอะไรขึ้นในบ้านเรา ในวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการต่อสู้เพื่อเคลื่อนเข้าสู่สังคมประชาธิปไตย ในการต่อสู้ที่ผ่านๆมามันมีปัญหาอยู่ตรงไหนที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม คนส่วนมากจะมองไปที่มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ในฐานะนักประวัติศาสตร์นั้น ถ้ามองอะไรที่ยาวไกลมากไปอาจจะทำให้ไม่เข้าใจปัจจุบัน ฉะนั้น การมองไปที่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นไกลไป แน่นอนว่านักประวัติศาสตร์ไม่สามารถมองข้ามประเด็นนี้ได้ แต่คิดว่ามรดกที่ตกทอดที่ใกล้กว่านั้นและทำให้เป็นปัญหาจนถึงทุกวันนี้ คือ การจัดความสัมพันธ์ใหม่ในสมัยพล.เอกเปรม สภาวะหลังปี 2516 ระบบอำนาจเด็ดขาดมันอยู่ไม่ได้ จึงเกิดประชาธิปไตยแบบครึ่งใบขึ้นมา มีระบบการเลือกตั้งขึ้นมา แต่อำนาจสูงสุดยังอยู่ในมือของพล.เอกเปรม (ภาคราชการ) อำนาจในสมัยเปรมเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามาแบบครึ่งๆ

การเมืองประชาธิปไตยครึ่งใบของเปรมถือว่ายังมีความชอบธรรมไม่มากนัก จึงใช้วิธีการเดียวกับสฤษดิ์ คือ เข้าไปแอบอิงกับสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นกระบวนนี้น่าสนใจคือ เกิดการสถาปนาอำนาจแบบใหม่ขึ้นมา มีการรักษาระบบราชการกึ่งเลือกตั้ง โดยใช้อำนาจนอกระบบเป็นครั้งคราว สิ่งนี้เป็นผลตกทอดสมัยพล.เอกเปรมจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเกิดประมาณปี 2520

การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยในสมัยพลเอกเปรม เป็นผลมาจากการปรับตัวของชนชั้นนำระหว่างปี 2516-2519 เป็นการปรับตัวที่ชนชั้นนำรู้ว่าทำแบบเดิมนั้นไปไม่รอด เป็นการปรับตัวที่ใช้ระบบราชการแช่แข็งนโยบายของนักการเมืองอีกปีกหนึ่ง เพื่อรักษาสถานภาพเดิมทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุน และเริ่มมีการเริ่มต้นประชานิยม เมื่อบุญชู โรจนเสถียร สร้างนโยบายประชานิยม พลเอกเปรมก็ดึงกลับไปเป็นของรัฐเพื่อไม่ปล่อยให้นักการเมืองใช้ประชานิยมได้อย่างเสรี กลุ่มทุนเก่าก็ร่ำรวยขึ้น ซึ่งระบบ 8 ปีนี้น่าสนใจและยังไม่มีใครศึกษาการสร้างเครือข่าย ทุกคนโดดไปด่าสถาบันอื่นโดยลืมดูโครงสร้างอันนี้

หลังสมัยพลเอกเปรม สมัยรัฐบาลชาติชายมีความพยายามในการรุกคืบเข้าไปในอำนาจของระบบราชการ ทำให้เกิดการโต้กลับของอำนาจ เกิด รสช.(คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ) ขึ้นมา อย่างไรก็ตามหลังยุครสช.มีความพยายามในการรักษาประชาธิปไตยครึ่งใบอยู่ตลอดมา พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้อำนาจในช่วงหลังก็ไต่เส้นลวด ประชาธิปไตยแบบครึ่งใบมาตลอด ซึ่งพยายามให้อำนาจราชการครึ่งหนึ่งไว้ ไม่ก้าวไปล่วงล้ำ เพื่อให้อำนาจตัวเองอยู่ ประชาธิปัตย์พยายามรักษาดุลอำนาจนี้ไว้

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการร่างรัฐธรรมนูญปี 40 เป็นการปลดล๊อคอำนาจประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นจุดเริ่มต้นในการดึงประชาชนเข้าร่วมทางการเมือง

การเมืองในสมัยทักษิณ ด้วยหลักการของรัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งปลดล๊อคอำนาจระบบราชการ เกิดการจัดความสัมพันธ์อำนาจในระบบประชาธิปไตยใหม่ โดยลดทอนอำนาจระบบราชการในทุกส่วน ปรับเปลี่ยนระบบราชการทุกระดับ ทั้งการศึกษา โรงพยาบาล ฯลฯ รวมทั้งทำให้ความชอบธรรมทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง จึงทำให้อำนาจประชาธิปไตยสั่นคลอน ทั้งหมดจึงนำไปสู่การรัฐประหาร 49

รัฐประหารที่เกิดขึ้นและการเมืองหลังจากนั้น รวมถึงรัฐธรรมนูญปี 50 ถือเป็นการสืบทอดอำนาจในสมัยพล.เอกเปรมอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการพยายามรักษาประชาธิปไตยครึ่งใบไว้ พยายามเข้าไปแอบอิงสถาบันเดิม พยายามสร้างกฎเกณฑ์ที่ทำให้ราชการมีอำนาจ เช่น การตั้งกฎโยกย้ายทหารต้องผ่านกรรมการทั้ง 7 คน เป็นต้น ทำให้เกิดความขัดแย้งสูงมาก

กระบวน การที่เกิดขึ้นใน 5 ปีหลัง เป็นการยื้ออำนาจของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบและอำนาจที่อ้างความชอบธรรมจาก การเลือกตั้ง(ระบบราชการ กับภาคการเมือง) ความรุนแรงปี 2552 และ 2553 จึงเป็นผลผลิตของการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจคู่นี้ที่ยังไม่ลงตัว

นอก จากนี้การยื้อแย่งทางการเมืองดังกล่าวยังสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจอีกด้วย ซึ่งความเปลี่ยนแปลงอันนี้ทำให้ชนบทไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คนในชนบทในงานวิจัยของหลายท่านล้วนสะท้อนให้เห็นว่าคนชนบทไม่ใช่ชาวนา ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับชนบทได้เปลี่ยนไปแล้ว อาจจะไม่มีชนบทเหลืออยู่ในความหมายเดิมอีกต่อไป

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมันนำมาสู่ "การเมืองเรื่องความหวัง" (Politic of Hope) ซึ่ง เมื่อเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจนี้ แล้วคุณต้องมีความหวังว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร จากบทสัมภาษณ์ของงานวิจัยเรื่องเสื้อแดง สิ่งที่ปรากฏชัด คือ ประชาชนมีสำนึกทางพลเมือง ความเปลี่ยนแปลง 2 ด้านนี้ จึงนำเข้ามาสู่การต่อสู้ทางการเมืองด้วย

ผลสรุป คือ การยื้อทางอำนาจไม่ก่อผลดีต่อสังคมไทยโดยรวม ตนคิดว่าทางออกคือ หนึ่ง ปลดล๊อคทางอำนาจ ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้มีการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจให้ลงตัวมากขึ้น (ถ้ายื้อแบบนี้โดยไม่ร่างกติกาก็จะทำให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีก) การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยกลไกของปี 2540 จะทำให้สังคมไทยเคลื่อนไปสู่การตกลงกันได้ง่ายมากขึ้น

ซึ่งหลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ลงประชามติเสร็จแล้ว ควรยุบสภาเลือกตั้งใหม่ นี่ คือสิ่งที่สำคัญเพราะจะทำให้เราเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ เพื่อแก้ไขความขัดแย้งอันนี้ แต่มีข้อกังวลคือ ถ้ารัฐบาลปัจจุบันมีความสุขกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจจะไม่เกิด เพราะ เป็นการให้อำนาจกับระบบราชการอยู่ ถ้ารัฐบาลยังคงอยู่ได้ โดยสามารถเปลี่ยนอำนาจระบบราชการมาอยู่ในมือ ประชาชนก็อาจต้องผลักดันมากขึ้น

สอง เราจะสร้างแนวทางการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นเฉพาะเรื่องมากขึ้น ทั้งในรัฐสภาและในที่อื่นๆ โดยให้สังคมเป็นคนตัดสินได้อย่างไร เพื่อไม่ให้มีการรัฐประหารอีก เช่นการโยกย้ายทหาร ถ้ารัฐบาลต้องการโยกย้ายทหาร โดยผ่านคณะกรรมการทั้ง 7 คน แล้วมีเสียงครหา สังคมเป็นคนตัดสิน อาจจะด้วยการโหวตหรืออะไรก็แล้วแต่ ทหารก็จะไม่กล้ารัฐประหาร

กลุ่ม ที่สนับสนุนทางการเมืองต้องใจเย็นๆและมองการไกล ไม่ว่ากลุ่มใดก็ตาม ถ้าเกิดรัฐประหารครั้งต่อไปต้องมีจุดยืนให้ชัด เพราะคิดว่ารัฐปะหารครั้งต่อไปโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากทหารทั้งสองฝั่ง ทั้งฝั่งเดิมที่พยายามรักษาประชาธิปไตยครึ่งใบ กับทหารอีกฝั่งหนึ่งที่เราเรียกกันว่า "ทหารแตงโม" เราต้องมีจุดยืนให้ชัดว่าเราต้านรัฐประหารจากทุกกลุ่ม เพราะการรัฐประหารเป็นการลากสังคมไทยไปสู่จุดดับ

.....................................

ศรีวรรณ จันทร์ผง กล่าวว่า การเมืองในช่วงนี้ก็เป็นการต่อยอดจากการเคลื่อนไหวปี 16 - 19 และพฤษภาทมิฬ รัฐประหารปี 34 ก็เป็นภาวะของประชาชนที่อยากได้รัฐธรรมนูญปี 40 ประชาชนตื่นตัวทางการเมือง ต้องการให้อำนาจ 3 อำนาจคือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการแยกออกจากกัน และตรวจสอบกันได้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ทักษิณแทบไม่ได้มีส่วนร่วม หลังรัฐธรรมนูญปี 40 มันเกิดสถานการณ์ที่คนยากจนไม่เคยได้รับ นโยบายของพรรคการเมืองนั้นมีความโดดเด่นมาก คือกองทุนหมู่บ้าน นโยบายการศึกษา กองทุนกู้ยืมการศึกษา นโยบายหวยบนดิน ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของคนเสื้อแดงนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะนโยบายของทักษิณ ซึ่งนโยบายเหล่านี้จะไปขัดกับผลประโยชน์ของอำนาจเก่าหรือไม่ ตนก็ไม่รู้ แต่รู้ว่าชาวบ้านได้ประโยชน์ อย่างเรื่องยาเสพติดในสมัยทักษิณ ชาวบ้านก็ชอบมาก เพราะทำให้ลูกหลานเขาไม่ติดยาเสพติด

แต่ทำไมต้องมีการทำรัฐประหาร ก่อนทำรัฐประหารทักษิณได้อยู่ครบเทอม พอสมัยที่สอง พันธมิตรเริ่มออกมาเคลื่อนไหว และใช้สื่อในการโจมตีทักษิณ ในเรื่องการคอรัปชั่น เงื่อนไขเหล่านี้ กลุ่มอำนาจเก่าจัดการกับ รัฐธรรมนูญปี 40 ก็เพื่อจะจัดการกับทักษิณ เป็นการผนึกกำลังของ 3 ฝ่าย ทั้งพันธมิตร ประชาธิปัตย์ ทหาร ระบบราชการกลุ่มอำมาตยาธิปไตย

คนเสื้อแดงออกมาต่อสู้เพราะ ปัญหาสองมาตรฐาน ความไม่เป็นกลางขององค์กรอิสระ และรับไม่ได้กับรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะไม่ใช่อำนาจของประชาชนโดยแท้จริง อำนาจตกอยู่ที่ศาล สว.สรรหา มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน กระบวนการของอำนาจเก่าพยายามยื้ออำนาจอยู่เรื่อย รัฐธรรมนูญปี 50 เป็นการยกร่างโดย คปค.(คณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ก็ว่าได้

ปัญหาสองมาตรฐานที่ปลดรัฐบาลสมชาย และสมัคร ทำให้เกิดพี่น้องเสื้อแดง ซึ่งต่อมาก็มีการยุบพรรคไทยรัก จากประสบการณ์การเคลื่อนไหวของประชาชน.ปี 52 สิ่งที่พี่น้องได้ คือ ลูกปืน

ต่อมาปี 53 เราก็เรียกร้องความเป็นธรรมเช่นกัน เราล้อมราบ 11 ตั้งแต่เดือนมีนาคม จะเห็นว่าพลังการต่อสู้ของเสื้อแดงมีมากมายมหาศาล สิ่งที่พี่น้องเสื้อแดงออกมาเรียกร้อง คือ ความเป็นธรรม และนโยบายที่พี่น้องประชาชนต้องการ

ภายใต้การต่อสู้ในสมัยอภิสิทธ์ มีการประกาศพรก.ฉุกเฉินฯ สารพัดเพื่อจำกัดสิทธิประชาชน ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม สร้างความเจ็บปวดให้กับพี่น้องเสื้อแดงอย่างมาก

................................

ภัควดี ไม่มีนามสกุล กล่าวว่า มีคนเสนอภาพในเชิงกว้างแล้ว สำหรับ ตนอยากจะมองให้แคบลงมาในเรื่องของ กองทัพ เพราะสถาบันกองทัพถือเป็นสถาบันที่ไม่ค่อยเปลี่ยนบทบาท ในสังคมไทยถือเป็นสังคมของรัฐทหาร แม้ในระบบเศรษฐกิจทหารก็เข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น กรณี กสทช.ที่มีทหารเข้าไปเป็นกรรมการจำนวนมาก ก็แสดงถึงความไร้เหตุผลของสังคมไทยอย่างมาก

หลังปี 2535 เราพูดกันมากว่า ต้องการให้กองทัพไทยกลับสู่กรมกอง แม้มีการผลักดันเข้ากรมกองจริง แต่ยังไม่มีการปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจัง ดังนั้นจึงอยากยกตัวอย่างการปฏิรูปกองทัพในสองประเทศ ประเทศแรกคืออาร์เจนตินา ซึ่งเคยเป็นเผด็จการ มีการกวาดล้างพลเมืองไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย และสามารถเอาผิดผู้นำประเทศที่เป็นทหารได้ หลังจากเปลี่ยนมาเป็นระบอบประชาธิปไตยรัฐบาลพลเรือนพยายามปฏิรูปกองทัพ คือจำกัดความรับผิดชอบของทหารเฉพาะการป้องกันประเทศ การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่ของตำรวจ ตำรวจจะขึ้นอยู่กับแต่ละเมือง หรือขึ้นอยู่กับผู้ว่าฯ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนกลางเหมือนประเทศไทย

ใน บางประเทศ ฐานทัพทหารจะอยู่ในเขตชายแดน ไม่เหมือนประเทศเราที่ค่ายทหารที่ใหญ่ๆกลับอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แล้วตอนี้พยายามมาสร้างกองพันทหารม้าที่เชียงใหม่ ซึ่งสะท้อนวิธีคิดของประเทศไทย ที่เอาระบอบอาณานิคมแบบตะวันตกมาใช้ในระบอบการปกครอง ซึ่งไม่ต่างจากสมัยรัชกาลที่ 5 โดยถือเอากรุงเทพฯเป็นศูนย์กลาง และภูมิภาคเป็นอาณานิคม

เรื่องที่สองที่อาร์เจนตินาทำในการปฏิรูปกองทัพ คือ ย้ายหน่วยข่าวกรองและหน่วยปราบจารจลให้ออกจากความรับผิดชอบของกองทัพ

เรื่องที่สาม คือ ปรับระบบการศึกษาของกองทัพ ถ้า กรณีของไทยการศึกษาของทหารแยกออกจากระบบการศึกษาโดยทั่วไป ซึ่งวิธีการศึกษาแบบนี้มันทำให้ทหารถูกครอบงำทางอุดมการณ์ได้ง่าย แต่ถ้ามีการปรับระบบการศึกษาให้ทหารมาเรียนกับพลเรือนอย่างที่อาร์เจนตินา หรือเวเนซูเอล่าทำ จะทำให้ทหารได้เรียนรู้กับประชาชนทั่วไป ผูกพันกับประชาชน รับรู้ข่าวสาร ไม่แปลกแยก และทหารมีความคิดทางการเมืองที่ก้าวหน้าขึ้น

เรื่องที่สี่ กองทัพต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน ประธานาธิบดีของเขาจะเป็นผู้นำเหล่าทัพ เสนาธิการแต่ละเหล่าทัพก็เป็นพลเรือนด้วย และห้ามนายทหารรับตำแหน่งทางการเมือง และแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

เรื่องที่ห้า ลดจำนวนตำแหน่งนายทหารระดับสูง ส่วน ใหญ่ประเทศที่ก้าวหน้ามากๆอย่างสหรัฐฯ ระดับพลเอก จะไม่เยอะเหมือนบ้านเรา การพิจารณาตำแหน่งก็พิจารณาที่ผลงาน ไม่ใช่เส้นสายหรือนามสกุล

เรื่องที่หก ลดงบประมาณป้องกันประเทศ ลดการใช้จ่ายของกองทัพ ยกเลิกการจัดซื้ออาวุธด้วยวิธีพิเศษ การซื้ออาวุธต้องตรวจสอบได้

เรื่องที่เจ็ด ลดการเกณฑ์ทหารลงเหลือ 1 ใน 3 ขณะที่ประเทศไทยนั้นถ้ายกเลิกการเกณฑ์ทหารได้ก็จะดี รวมถึงยกเลิกระบบศักดินาในกองทัพที่ทหารเกณฑ์ยังต้องไปเป็นคนรับใช้นายพลด้วย

เรื่องต่อมา (เรื่องที่ 8) ห้ามนายหารมีตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ กองทัพห้ามทำธุรกิจ นายทหารที่เกษียณห้ามไปรับตำแหน่งทางองค์ธุรกิจด้วย

อัน สุดท้าย(เก้า) เขาระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่า การรัฐประหารทุกรูปแบบเป็นกบฏของแผ่นดิน และยกเลิกกฎหมายนิรโทษกรรมคนที่ทำรัฐประหารทั้งหมดไป

อันนี้คือการปฏิรูปกองทัพในประเทศอาเจนติน่าซึ่งผ่านระบอบเผด็จการทหารที่โหดร้าย

ต่อ มาอยากจะยกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ใกล้ๆเราและมีประสบการณ์คล้ายๆกับอาร์เจนตินา แล้วเขาก็เปลี่ยนผ่านมาเป็นระบอบประชาธิปไตย และก็มีการปฏิรูปกองทัพพอสมควร ซึ่งหลังผ่านยุคซูฮาร์โตที่เป็นเผด็จการทหารและกวาดล้างประชาชนไปมากมาแล้ว ประชาธิปไตย ของเขาค่อนข้างมีความมั่นคงกว่าประเทศไทย หลายเรื่องที่เคยล้าหลังกว่าเรา ตอนนี้เริ่มล้ำหน้าเรา ส่วนหนึ่งก็มีการปฏิรูปกองทัพมากพอสมควรแต่ทำสำเร็จน้อยกว่าอาร์เจนตินา

ในช่วงต้นๆหลังยุคซูฮาร์โต เขาสามารถปฏิรูปกองทัพได้ถึง 17 เรื่อง ขอ ยกตัวอย่างบางเรื่อง เช่น ห้ามไม่ให้ทหารมาดำรงตำแหน่งของพลเรือน(อาทิ ตำแหน่งรัฐมนตรี) มีรัฐมนตรีกลาโหมเป็นพลเรือน มีการระบุภาระหน้าที่ของทหารอินโดนีเซียว่าจะต้องรักษาความมั่นคงระหว่าง ประเทศเท่านั้น ห้ามทหารไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับความมั่นคงภายในประเทศ ให้ ยกเลิกหน่วยงานด้านความมั่นคงภายในประเทศของกองทัพ(เปรียบได้อย่างยกเลิก กอรมน.ในไทย) มีการตั้งศาลสิทธิมนุษยชนขึ้น มีความพยายามทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยให้เลือกประธานาธิบดีโดย ตรงและให้เลือกตั้งส่วนท้องถิ่นมากขึ้น สร้าง ระบบตรวจสอบงบประมาณกองทัพ สิ่งที่น่าสนใจที่เขาสำเร็จ คือ การให้ศาลทหารอยู่ภายใต้ศาลสูงสุด สร้างความโปร่งใสของศาลทหารให้มากขึ้น

มีบทความหนึ่งซึ่งพูดถึงปัจจัยที่จะทำให้ของการปฏิรูปกองทัพยากหรือง่าย มีอยู่ 5 ข้อ

ข้อแรก ความผูกพันของกองทัพกับชนชั้นนำเดิมในประเทศมีมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีมากก็ปฎิรูปยาก ถ้ามีน้อยก็ปฏิรูปง่ายหน่อย

ข้อต่อมา(ข้อสอง)ในประเทศนั้น ประชาชนมีความเห็นพ้องต้องกันต่อระบอบประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน ยิ่งมีมากแค่ไหน การปฏิรูปก็ง่ายขึ้น

ข้อที่สาม คือปัจจัยระหว่างประเทศ เช่น ประเทศตุรกี เขาปฏิรูปกองทัพได้ง่ายเพราะอยากเข้าเป็นสมาชิกของอียู เขา ก็ต้องปฏิรูปกองทัพ เพื่อให้เข้าเงื่อนไขอียู แต่อาเซียนอยากให้แต่ละประเทศแก้ไขปัญหาภายในประเทศเอง ปัจจัยนี้จึงไม่เอื้อให้ประเทศเรา

ข้อที่สี่ การปฏิรูปกองทัพทำให้เกิดความขัดแย้งของชนชั้นนำมากน้อยแค่ไหน

ข้อที่ห้า คือ วัฒนธรรมของกองทัพ เช่น วัฒนธรรมของกองทัพในการทำธุรกิจข้างนอก กองทัพไทยก็มีวัฒนธรรมในการทำธุรกิจข้างนอกด้วยเช่นกัน

บทความนี้มีข้อเสนอด้วยว่า เรื่องการปฏิรูปกองทัพในอนาคต ซึ่งมีอยู่ 8 ข้อ คือ หนึ่ง กฎหมายสิทธิมนุษยชนควรมีความเข้มแข็งมากขึ้น ควรมีอำนาจในการบังคับใช้มากขึ้น

สอง ศาลควรได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายสิทธิมนุษยชนให้มากขึ้น

สาม กองทัพต้องอยู่ใต้อำนาจของกระทรวงกลาโหม

สี่ กองทัพควรมีวัฒนธรรมของพลเรือนมากขึ้น

ห้า ผู้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของกองทัพ ควรมีอำนาจทำได้มากขึ้น

หก ผลประโยชน์ทางธุรกิจของกองทัพทั้งหมด ต้องโอนให้เป็นของรัฐ

เจ็ดสภาความมั่นคงแห่งชาติควรมีผู้นำพลเรือน มีทหารเป็นส่วนประกอบ

อันสุดท้าย ต้องสร้างความเข้มแข็งให้ผู้มีบทบาททางการเมือง เช่น พรรคการเมือง ฝ่าย บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ภาคประชาชนต้องเข้มแข็งในการผลักดันระบอบประชาธิปไตยด้วย ทั้งหมดนี้จะทำให้ การปฏิรูปกองทัพประสบความสำเร็จ

......................................

ธเนศวร์ เจริญเมือง กล่าวว่า มีข้อสังเกต คือประการที่ 1 บรรยากาศการจัดงานรัฐประหารในช่วงนี้ก็ถือว่าหนาแน่น คึกคักไม่เหมือนกับหลายปีก่อนในช่วงที่รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

ประการที่ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในทางวิชาการไม่มีเอกสารที่มากพอจะสรุปว่า ในช่วงหลายปีมานี้ หรือตั้งแต่หลังปี 2549 เป็นอย่างไร อันนี้ก็เป็นการบ้านของฝ่ายวิชาการ ปัจจุบันประชาชนก็ไปไกล ซึ่งเราก็ทราบกันดีอยู่แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่รัฐประหาร จนถึงหลังรัฐประหาร 5 ปีที่แล้วนั้นเป็นการวางแผนกันอย่างระบบของฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ทั้งนักปฏิวัติที่มีประสบการณ์ ยังมีการแบ่งงานกันทำทั้งฝ่ายพลเรือน และทหาร

คนที่ทำงานด้านการศึกษา และสื่อก็ต้องทำงานมากขึ้นในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น

ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา กว่าที่ยิ่งลักษณ์จะได้เป็นนายกฯ จนมาถึงปัจจุบัน ก็จะต้องมีการทำความเข้าใจระบบรัฐสภา การทำงานของฝ่ายค้านควรจะทำให้ตรงกับบทบาทหน้าที่ของตัวเอง แม้ฝ่ายประชาธิปไตยชนะในเรื่องของคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ถามว่าความเป็นประชาธิปไตย.ในส่วนอื่นๆ เป็นอย่างไร ก็ต้องติดตามกันต่อ

บทเรียนของประชาธิปไตยของหลายๆ ประเทศ เช่นอาร์เจนตินา อินโดนีเซีย ประชาชนก็ต้องมีการค้นคว้าเพิ่มเติมด้วย และทำงานเผยแพร่มากขึ้น ประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นตามโมเดลของประเทศต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นพลพวงที่ประชาชนได้ขับเคลื่อน ของเรายังเป็นแค่การชนะการเลือกตั้งเท่านั้นดังนั้นควรมีการศึกษาเพิ่มเติม และขับเคลื่อนต่อ

ในช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยได้เปิดเผยตัวตน ธาตุแท้ของตัวเอง ด้านหนึ่งเราก็เสริมตัวเองในด้านสื่อของเราให้เข้มแข็ง ซึ่งฝ่ายของเราควรจะทำการบ้าน และโต้แย้งกับฝ่ายที่เห็นต่างให้เข้มแข็งด้วย กรณีสื่อมวลชนไทย(ภาคภาษาอังกฤษ) ดูถูกนายกฯ ก็เป็นที่เราต้องมีการจัดวาระคุยกัน

คนเสื้อแดงต้องผลักดันเรื่อง กระบวนการยุติธรรม ทำความเข้าใจระบอบรัฐสภาด้วย ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนเห็นต่างๆ กันโต้แย้งกัน ไม่ใช่การโต้วาที ประเด็นคือ เราจะรักษาภาวะ บรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตยให้นานๆ ได้อย่างไร

กรณีการปฏิรูปกองทัพ ก็อยากเห็นมากว่าจะทำอย่างไร ลักษณะการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเรา ไม่มีบทบาทขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นองค์กรนำ มีความหลากหลาย ผ่านการแลกเปลี่ยน พูดคุยกัน ขณะเดียวกันก็มีขบวนการอื่นๆ ที่มีความอัดอั้นตันใจ เช่น คนที่อยู่ในต่างประเทศ ก็เป็นลักษณะของต่างคนต่างทำ เราจะประสานงานกันอย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญคือเรื่อง ต่างประเทศ เช่น กรณีสหรัฐฯ มีบาทอย่างไรในการควบคุมบทบาททหารในอินโดนีเซีย และสหรัฐฯ มีบทบาทอย่างไรต่อประชาธิปไตยไทย อะไรจะทำให้ประชาธิปไตยพัฒนาไปมากกว่านี้

ตัวบ่งชี้หลายประการ ที่ยังเห็นว่าฝ่ายพัฒนาประชาธิปไตยกับฝ่ายต่อต้านยังมีอยู่สูง เช่น วิธีการทำงานของฝ่ายค้าน ที่อยากเป็นรัฐบาล ค้านแบบทำลายทุกอย่าง เอาให้ได้ รื่องการโยกย้ายข้าราชการก็จะถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ค่อนข้างแรง แตะต้องไม่ได้ วิธีคิดในสังคมไทยยังเป็นแบบเก่าคือราชการแตะไม่ได้

นอกจากนี้ยังมีการดึงเอาคำทำนาย การโหมกระพือฝั่งของฝั่งปฏิปักษ์ประชาธิปไตย นั่นคือรัฐบาลขาดความชอบธรรม ด้วยการบ่อนเซาะทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตามการเกิดขึ้นของหมู่บ้านเสื้อแดง เครือข่าย สิ่งเหล่านี้คือตัวจักรสำคัญที่จะผลักดันประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าเข้มแข็งขึ้น

กรณีเกาหลีใต้ ประชาชนต่อต้านเผด็จการอย่างรุนแรง เป็นเวลาถึง 21 ปี กว่าที่จะมีระบบเลือกตั้ง ดังนั้นประเทศไทยก็ต้องใช้เวลา ถือเป็นประเด็นที่ท้าทายสังคมไทยมาก จากนี้ไปต้องมองในเชิงบวก ในแง่ของกระบวนการประชาชน สร้างความเข้มแข็งสื่อ การสร้างความสามัคคีให้แน่นแฟ้น โดยการใช้เวทีเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสื่อ ทำให้การพัฒนา ประชาธิปไตยเราเข้มแข็งขึ้น ในทาง ประวัติศาสตร์นั้นเราก็รู้ว่าไม่มีองค์กรติดอาวุธใดเลยที่จะสละอำนาจอย่างสันติวิธี

ในประเทศที่พัฒนาประชาธิปไตยล่าช้า เราน่าจะรองบ๊วย เราล่าช้ามากภายใต้ระบบสื่อมวลชนที่หลากหลาย สร้างความสับสนให้ประชาชน นอกจากนี้ปัจจัยภายในก็เหมือนจะไม่ให้เราเปลี่ยนผ่านไปง่ายๆ ปัจจัยภายนอกอย่างอเมริกาก็เหมือนจะมุ่งไปที่จีนมากกว่าไทย

การปฏิวัติประชาธิปไตยไทย ถือว่าคลาสสิคกว่าประเทศไหนๆ ในโลก เราก็ควรจะมีความสุขในการสร้างสรรค์ประชิปไตยร่วมกัน

..................................

สมชาย ปรีชาศิลปะกุล กล่าวว่า หลังจาก 5 ปีผ่านไป ผมถือว่ารัฐประหารนี้ประสบความล้มเหลวที่สุด มีการรำลึกถึงรัฐประหารในเชิงต่อต้านกันมายาวนานมาก จนบัดนี้ก็ยังระลึกถึงอยู่ ทุกฝ่ายที่พูดถึงรัฐประหารก็ไม่เห็นด้วย แม้ในตอนเริ่มบางส่วนอาจจะเห็นด้วย แต่ตอนนี้ก็ไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการรัฐประหารนี้เลย เช่นกรณี พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ดังนั้นผมจึงคิดว่ารัฐประหาร 49 นั้นล้มเหลว

อยากให้มอง รัฐประหารเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถ้าเทียบการเมืองหลัง 2520 กับการเมืองหลังปี 2550 นั้นจะเห็นว่าเหมือนกันคือการสร้างระบอบการเมืองกึ่งรัฐสภา กึ่งอำมาตยาธิปไตย คือยอมให้มีการเลือกตั้ง แต่ก็มีการออกแบบรัฐธรรมนูญกำกับระบอบการเลือกตั้งอีกทีหนึ่ง

ปัจจุบันเราจะเห็นอารมณ์ของสังคมไทย ปีนี้มีการจัดงานอย่างกว้างขวาง เราเห็นอารมณ์ร่วมของสังคมได้ คือ รัฐธรรมนญ 50 เป็นปัญหา มีคนเสนอแก้รัฐธรรมนูญ แต่ทั้งหมดนี้ เป็น เรื่องของการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่เป็นหลักการของสังคมไทย เท่าที่ผมจับประเด็นได้มีอยู่ 2 สองเรื่องเรื่องแรก การต่อต้านรัฐประหาร และการพยายามล้มล้างผลของการรัฐประหาร สอง มีความพยายามจะพูดถึงรากฐานของระบอบการปกครอง มีความพยายามจะเสนอหลักการ ประชาธิปไตยอันใหม่ให้เกิดขึ้น

ข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้นน่าสนใจ ในอดีตมีการเขียนกฎหมายเพื่อป้องกัน

ข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้นน่าสนใจ ในอดีตมีการเขียนกฎหมายเพื่อป้องกันการรัฐประหาร(เช่นรัฐธรรมนูญปี 2517) แต่ก็ถูกฉีกตลอด ข้อเสนอใหม่มีความพยายามในการแก้รัฐธรรมนูญให้เพิกถอนผลของการรัฐประหาร อันนี้จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ รู้ แต่คิดว่านี่เป็นอุดมการณ์ของสังคมไทยโดยรวมว่า การรัฐประหารเป็นสิ่งที่แก้ไขอะไรไม่ได้ และรวมถึงการพยายามที่จะทำให้การรัฐประหาร ไม่มีผลผูกพันกับสังคมอย่างมั่นคงยาวนานอย่างเช่นที่เคยเป็นมา

ข้อเสนอเรื่องที่สอง มีการพูดถึงความพยายามในการวางรากฐานการปกครองของระบอบประชาธิปไตย มีเรื่องสำคัญที่กำลังถูกผลักดันอยู่ 5 เรื่องใหญ่ คือ หนึ่ง อำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับระบบราชการ (โดยเฉพาะทหาร) โดยหลักการนั้นตามความคิดตนนั้น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งควรจะมีอำนาจเหนือราชการ โยกย้ายได้ ข้าราชการเป็นกลไกของรัฐบาล

สอง กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ เป็นปัญหาอันหนึ่งที่สำคัญ ถ้าเราสังเกตการล้มของรัฐบาลสมชาย และสมัคร ล้มลงเพราะองค์กรอิสระ ไม่ได้ล้มลงเพราะการเคลื่อนไหวของมวลชน นี่ถือเป็นการกุมอำนาจของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยผ่านองค์กรอิสระ ทำ ให้เราตั้งคำถามกับองค์กรอิสระที่มีความสัมพันธ์กับประชาชน จะมีการรับผิดอย่างไร เช่น กรณี กกต.กับการยื่นฟ้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ล่าช้า ซึ่งเป็นทำหน้าที่บกพร่องจะรับผิดชอบกับประชาชนอย่างไร นอกจากนี้เวลาเกิดความขัดแย้งทางการเมือง องค์กร อิสระมีการชี้ถูกชี้ผิดที่ไร้มาตรฐาน แต่ไม่มีการผิดชอบการกระทำของตนเอง (ในการที่ตนเองทำให้สังคมเสียหาย หรือทำให้เกิดข้อกังขาในสังคม)

สาม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญมีการเขียนระบุไว้ แต่มักจะมีกฎหมายพิเศษ กับกฎหมายยกเว้น เช่น พรบ.คอมฯ มาตรา 112 ซึ่ง กฎหมายยกเว้นนี้เป็นกฎหมายที่มีปัญหาที่สุด สิ่งที่เป็นข้อยกเว้นกลับถูกใช้เป็นอย่างมาก ในขณะที่หลักการรัฐธรรมนูญกลับไม่ค่อยใช้ ดังนั้นจึงเห็นว่า ควรทำให้เรื่องสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องหลัก ทำให้กฎหมายพิเศษ หรือ กฎหมายยกเว้นมันเล็กลงกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะมีคนจำนวนมากที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้เพราะสังคมไทยยังมีเรื่องที่ยังเบลอ และไม่มีใครกล้าพูด

สี่ ทำอย่างไรให้กระบวนการบังคับใช้ กฎหมายวางบนหลักการที่อยู่บนเหตุผลและความชอบธรรม ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เช่น เรื่องข้อเรียกร้องเรื่องสองมาตรฐาน ดังนั้นจึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ Rule of laws ได้รับการยอมรับ

ห้า เรื่องสถาบันกษัตริย์ และองคมนตรี คงจะต้องมีการจัดวางสถานะให้พ้นจากการเมือง เช่นองคมนตรีไม่ควรให้กำลังใจนักการเมืองหรือข้าราชการประจำ เป็นต้น

สังคมไทยกำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ ไม่ใช่แค่การแก้รัฐธรรมนูญ แต่ จะเป็นการสถาปนารัฐธรรมนูญที่มีการวางหลักการพื้นฐานสำคัญ ในเรื่องต่างๆเหล่านี้ มันจะทำให้สังคมไทยหรือรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมีอนาคต กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราควรจะต้องทำ คือ เมื่อเราวิจารณ์เขาแล้ว ถ้าเราจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เราไม่ควรทำเหมือนที่เขาทำมา แต่เราควรทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ เป็นของคนทุกคน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของคนเสื้อแดง หรือรัฐธรรมนูญที่ปิดปากอีกฝ่าย ทุกฝ่ายสามารถขัดแย้ง โต้เถียงกันได้ คนเสื้อแดงต้องแสดงให้เห็นว่าเรากำลังผลักสังคมไทยไปข้างหน้าด้วยความเสมอภาคและเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

................................................................

ณัฐกร วิทตานนท์ กล่าวว่า เวลานึกถึงปฏิรูปการเมืองหลังพฤษภาทมิฬ 35 สมัยที่ผมเรียน จะแค่คิดตื้นๆ ว่า รัฐธรรมนูญปี 40 นั้นคงจะก้าวหน้ากว่าสมัย รสช. สมัยนั้นการปฏิรูปการเมือง หมอประเวศก็เป็นประธาน ฯ และมาถึงปัจจุบัน หมอประเวศก็กลับมาเป็นอีกเช่นกัน

การแก้รัฐธรรมนูญ 40 อ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ระบุว่า เราอยู่ในวงจรนักการเมืองบ้าอำนาจ และประชาชนโง่ รัฐธรมมนูญ 40 มันจึงถูกออกแบบ เช่น สส.ต้องจบปริญญาตรี

มาถึงประเด็นที่ว่า รัฐประหาร 49 เกิดขึ้นได้อย่างไร สำหรับผมในภาษาชาวบ้านง่ายๆ ก็คือการยึดอำนาจเท่านั้นเอง ไม่ใช่การอธิบายให้มันสวยหรู โจทย์ของการปฏิรูปการเมืองรอบใหม่นั้น จึงต้องมีการมองถึงมือที่มองไม่เห็นนอกรัฐธรรมนูญด้วย เราจะไม่มองแคบเหมือนปี 40 ไม่ใช่แค่ทหาร ไม่ใช่แค่มองประชาชนโง่ เพราะปัจจุบันประชาชนรู้มากกว่าที่หลายคนคิด

ดังนั้นโจทย์รอบใหม่ ใจกลางของปัญหาต้องมีการปฏิรูป ทหาร ศาล ระบบราชการ สื่อสารมวลชน ต้องมีการปฏิรูปให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตยที่คนส่วนใหญ่ต้องการ กรณีศาล โครงสร้างอำนาจศาลมีการเปลี่ยนแปลงมาก หลังปี 2549 มีการ เปลี่ยนสัดส่วนโดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แต่เพิ่มผู้พิพากษาอาวุโส ผู้พิพากษาอาวุโสสามารถตัดสินคดีได้ นอกจากนี้ศาลยังเข้าไปมีบทบาทในคณะกรรมการสรรหาต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่าคนแก่กลัวความเปลี่ยนแปลง

ประเด็น คือ ถ้าจะปฏิรูปการเมืองรอบใหม่ต้องปฏิรูปองค์กรเหล่านี้ นอกจากนี้ยังต้องมีการระบุคุณค่าพื้นฐานของ ประชาธิปไตยของคนในสังคมไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย

การทำให้ให้รัฐประหารหมดไป มีวิธีการไม่ซับซ้อน คือ การเอาคนผิดมาลงโทษ เหมือนการฆ่าคนตาย ถ้าเรามาลงโทษ ก็ไม่มีใครกล้าทำ ในประเทศเราแปลกประหลาด การทำรัฐประหารกลับได้ตำแหน่ง เราจึงต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง.

วงเสวนามช.แนะวิธีไปให้พ้น "ปชต.ครึ่งใบ": ต้องมี "รัฐธรรมนูญใหม่" และ "ปฏิรูปกองทัพ"

ที่มา มติชน



เมื่อวันที่ 21 กันยายน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ และสำนักข่าวประชาธรรม ร่วมกันจัดงานเสวนา "5 ปี รัฐประหาร และการปฏิรูปการเมืองรอบใหม่" ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


มติชนออนไลน์ขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนจากงานเสวนาดังกล่าว ที่เรียบเรียงโดยเว็บไซต์ประชาธรรม มาเผยแพร่ดังนี้


อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลสรุปของ 5 ปี รัฐประหาร อยากชวนมองให้เป็นกระบวนการ เกิดอะไรขึ้นในบ้านเรา ในวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการต่อสู้เพื่อเคลื่อนเข้าสู่สังคมประชาธิปไตย ในการต่อสู้ที่ผ่านๆ มามันมีปัญหาอยู่ตรงไหนที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม คนส่วนมากจะมองไปที่มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ถ้ามองอะไรที่ยาวไกลมากไปอาจจะทำให้ไม่เข้าใจปัจจุบัน ฉะนั้นการมองไปที่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นไกลไป แน่นอนว่านักประวัติศาสตร์ไม่สามารถมองข้ามประเด็นนี้ได้ แต่คิดว่ามรดกที่ตกทอดที่ใกล้กว่านั้นและทำให้เป็นปัญหาจนถึงทุกวันนี้ คือ การจัดความสัมพันธ์ใหม่ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์


เพราะสภาวะหลังปี 2516 ระบบอำนาจเด็ดขาดมันอยู่ไม่ได้ จึงเกิดประชาธิปไตยแบบครึ่งใบขึ้นมา มีระบบการเลือกตั้งขึ้นมา แต่อำนาจสูงสุดยังอยู่ในมือของพล.อ.เปรม (ภาคราชการ) อำนาจในสมัยรัฐบาลเปรมเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามาแบบครึ่งๆ การเมืองประชาธิปไตยครึ่งใบของรัฐบาลเปรมถือว่ายังมีความชอบธรรมไม่มากนัก จึงใช้วิธีการเดียวกับรัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คือ เข้าไปแอบอิงกับสถาบัน ดังนั้นกระบวนนี้น่าสนใจคือ เกิดการสถาปนาอำนาจแบบใหม่ขึ้นมา มีการรักษาระบบราชการกึ่งเลือกตั้ง โดยใช้อำนาจนอกระบบเป็นครั้งคราว สิ่งนี้เป็นผลตกทอดจากสมัยพล.อ.เปรม มาจนถึงปัจจุบัน


การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยในสมัยพลเอกเปรม เป็นผลมาจากการปรับตัวของชนชั้นนำระหว่างปี 2516-2519 เป็นการปรับตัวที่ชนชั้นนำรู้ว่าทำแบบเดิมนั้นไปไม่รอด เป็นการปรับตัวที่ใช้ระบบราชการแช่แข็งนโยบายของนักการเมืองอีกปีกหนึ่ง เพื่อรักษาสถานภาพเดิมทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุน และเริ่มมีการเริ่มต้นประชานิยม เมื่อ นายบุญชู โรจนเสถียร สร้างนโยบายประชานิยม พลเอกเปรมก็ดึงกลับไปเป็นของรัฐเพื่อไม่ปล่อยให้นักการเมืองใช้ประชานิยมได้ อย่างเสรี กลุ่มทุนเก่าก็ร่ำรวยขึ้น ซึ่งระบบ 8 ปีนี้น่าสนใจและยังไม่มีใครศึกษาการสร้างเครือข่าย ทุกคนโดดไปด่าสถาบันอื่นโดยลืมดูโครงสร้างอันนี้


หลังสมัยพลเอกเปรม สมัยรัฐบาลชาติชายมีความพยายามในการรุกคืบเข้าไปในอำนาจของระบบราชการ ทำให้เกิดการโต้กลับของอำนาจ เกิด รสช. (คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ) ขึ้นมา อย่างไรก็ตามหลังยุครสช. มีความพยายามในการรักษาประชาธิปไตยครึ่งใบอยู่ตลอดมา พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้อำนาจในช่วงหลังก็ไต่เส้นลวดประชาธิปไตยแบบครึ่งใบมา ตลอด ซึ่งพยายามให้อำนาจราชการไว้ครึ่งหนึ่ง ไม่ก้าวไปล่วงล้ำ เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง ประชาธิปัตย์พยายามรักษาดุลอำนาจนี้ไว้


ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการร่าง รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นการปลดล็อคอำนาจประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นจุดเริ่มต้นในการดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง


การเมืองในสมัยทักษิณ ด้วยหลักการของรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งปลดล็อคอำนาจระบบราชการ เกิดการจัดความสัมพันธ์อำนาจในระบบประชาธิปไตยใหม่ โดยลดทอนอำนาจระบบราชการในทุกส่วน ปรับเปลี่ยนระบบราชการทุกระดับ ทั้งการศึกษา โรงพยาบาล ฯลฯ รวมทั้งทำให้ความชอบธรรมทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง จึงทำให้อำนาจประชาธิปไตยครึ่งใบแบบเดิมสั่นคลอน ทั้งหมดนำไปสู่การรัฐประหาร 2549


รัฐประหารที่เกิดขึ้นและการเมืองหลัง จากนั้น รวมถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 ถือเป็นการสืบทอดอำนาจในสมัยพล.อ.เปรมอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการพยายามรักษาประชาธิปไตยครึ่งใบไว้ พยายามเข้าไปแอบอิงสถาบันดั้งเดิม พยายามสร้างกฎเกณฑ์ที่ทำให้ราชการมีอำนาจ เช่น การตั้งกฎโยกย้ายทหารต้องผ่านกรรมการทั้ง 7 คน เป็นต้น ทำให้เกิดความขัดแย้งสูงมาก


กระบวนการที่เกิดขึ้นใน 5 ปีหลัง เป็นการยื้ออำนาจระหว่างระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบกับอำนาจที่อ้างความชอบธรรม จากการเลือกตั้ง (ระบบราชการกับภาคการเมือง) ความรุนแรงปี 2552 และ 2553 จึงเป็นผลผลิตของการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจคู่นี้ที่ยังไม่ลงตัว


นอกจากนี้ การยื้อแย่งทางการเมืองดังกล่าวยังสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอีกด้วย ซึ่งความเปลี่ยนแปลงอันนี้ทำให้ชนบทไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คนในชนบทในงานวิจัยของหลายท่านล้วนสะท้อนให้เห็นว่าคนชนบทไม่ใช่ชาวนา ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับชนบทได้เปลี่ยนไปแล้ว อาจจะไม่มีชนบทเหลืออยู่ในความหมายเดิมอีกต่อไป


ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมันนำมาสู่ "การเมืองเรื่องความหวัง" (Politic of Hope) ซึ่งเมื่อเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจนี้ แล้วคุณต้องมีความหวังว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร จากบทสัมภาษณ์ของงานวิจัยเรื่องเสื้อแดง สิ่งที่ปรากฏชัด คือ ประชาชนมีสำนึกทางพลเมือง ความเปลี่ยนแปลง 2 ด้านนี้ จึงนำเข้ามาสู่การต่อสู้ทางการเมืองด้วย


ผลสรุป คือ การยื้อทางอำนาจไม่ก่อผลดีต่อสังคมไทยโดยรวม ตนคิดว่าทางออกคือ หนึ่ง ปลดล็อคทางอำนาจ ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้มีการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจให้ลงตัวมากขึ้น (ถ้ายื้อแบบนี้โดยไม่ร่างกติกาก็จะทำให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีก) การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยกลไกของปี 2540 จะทำให้สังคมไทยเคลื่อนไปสู่การตกลงกันได้ง่ายมากขึ้น


ซึ่งหลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ลงประชามติเสร็จแล้ว ควรยุบสภาเลือกตั้งใหม่ นี่คือสิ่งที่สำคัญเพราะจะทำให้เราเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ เพื่อแก้ไขความขัดแย้งอันนี้ แต่มีข้อกังวลคือ ถ้ารัฐบาลปัจจุบันมีความสุขกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจจะไม่เกิด เพราะเป็นการให้อำนาจกับระบบราชการอยู่ ถ้ารัฐบาลยังคงอยู่ได้ โดยสามารถเปลี่ยนอำนาจระบบราชการมาอยู่ในมือ ประชาชนก็อาจต้องผลักดันมากขึ้น


สอง เราจะสร้างแนวทางการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นเฉพาะเรื่องมากขึ้น ทั้งในรัฐสภาและในที่อื่นๆ โดยให้สังคมเป็นคนตัดสินได้อย่างไร เพื่อไม่ให้มีการรัฐประหารอีก เช่น การโยกย้ายทหาร ถ้ารัฐบาลต้องการโยกย้ายทหาร โดยผ่านคณะกรรมการทั้ง 7 คน แล้วมีเสียงครหา สังคมเป็นคนตัดสิน อาจจะด้วยการโหวตหรืออะไรก็แล้วแต่ ทหารก็จะไม่กล้ารัฐประหาร


กลุ่มที่สนับสนุนทางการเมืองต้องใจ เย็นๆ และมองการณ์ไกล ไม่ว่ากลุ่มใดก็ตาม ถ้าเกิดรัฐประหารครั้งต่อไปต้องมีจุดยืนให้ชัด เพราะคิดว่ารัฐปนะหารครั้งต่อไปโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากทหารทั้งสองฝั่ง ทั้งฝั่งเดิมที่พยายามรักษาประชาธิปไตยครึ่งใบ กับทหารอีกฝั่งหนึ่งที่เราเรียกกันว่า "ทหารแตงโม" เราต้องมีจุดยืนให้ชัดว่าเราต้านรัฐประหารจากทุกกลุ่ม เพราะการรัฐประหารเป็นการลากสังคมไทยไปสู่จุดดับ


ภัควดี ไม่มีนามสกุล นักเขียน นักแปลอิสระ กล่าวว่า ตนอยากจะมองให้แคบลงมาในเรื่องของ กองทัพ เพราะสถาบันกองทัพถือเป็นสถาบันที่ไม่ค่อยเปลี่ยนบทบาท ในสังคมไทยถือเป็นสังคมของรัฐทหาร แม้ในระบบเศรษฐกิจทหารก็เข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น กรณี กสทช.ที่มีทหารเข้าไปเป็นกรรมการจำนวนมาก ก็แสดงถึงความไร้เหตุผลของสังคมไทยอย่างมาก


หลังปี 2535 เราพูดกันมากว่า ต้องการให้กองทัพไทยกลับสู่กรมกอง แม้มีการผลักดันเข้ากรมกองจริง แต่ยังไม่มีการปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจัง ดังนั้นจึงอยากยกตัวอย่างการปฏิรูปกองทัพในสองประเทศ ประเทศแรกคืออาร์เจนตินา ซึ่งเคยเป็นเผด็จการ มีการกวาดล้างพลเมืองไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย และสามารถเอาผิดผู้นำประเทศที่เป็นทหารได้ หลังจากเปลี่ยนมาเป็นระบอบประชาธิปไตยรัฐบาลพลเรือนพยายามปฏิรูปกองทัพ คือจำกัดความรับผิดชอบของทหารเฉพาะการป้องกันประเทศ การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่ของตำรวจ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละเมือง หรือขึ้นอยู่กับผู้ว่าฯ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนกลางเหมือนประเทศไทย


ในบางประเทศ ฐานทัพทหารจะอยู่ในเขตชายแดน ไม่เหมือนประเทศเราที่ค่ายทหารที่ใหญ่ๆ กลับอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แล้วตอนนี้พยายามมาสร้างกองพันทหารม้าที่เชียงใหม่ ซึ่งสะท้อนวิธีคิดของประเทศไทย ที่เอาระบอบอาณานิคมแบบตะวันตกมาใช้ในระบอบการปกครอง ซึ่งไม่ต่างจากสมัยรัชกาลที่ 5 โดยถือเอากรุงเทพฯเป็นศูนย์กลาง และภูมิภาคเป็นอาณานิคม


เรื่องที่สองที่อาร์เจนตินาทำในการปฏิรูปกองทัพ คือ ย้ายหน่วยข่าวกรองและหน่วยปราบจลาจลให้ออกจากความรับผิดชอบของกองทัพ


เรื่องที่สาม คือ ปรับระบบการศึกษาของกองทัพ ถ้ากรณีของไทยการศึกษาของทหารแยกออกจากระบบการศึกษาโดยทั่วไป ซึ่งวิธีการศึกษาแบบนี้มันทำให้ทหารถูกครอบงำทางอุดมการณ์ได้ง่าย แต่ถ้ามีการปรับระบบการศึกษาให้ทหารมาเรียนกับพลเรือนอย่างที่อาร์เจนตินา หรือเวเนซูเอล่าทำ จะทำให้ทหารได้เรียนรู้กับประชาชนทั่วไป ผูกพันกับประชาชน รับรู้ข่าวสาร ไม่แปลกแยก และทหารมีความคิดทางการเมืองที่ก้าวหน้าขึ้น


เรื่องที่สี่ กองทัพต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน ประธานาธิบดีของเขาจะเป็นผู้นำเหล่าทัพ เสนาธิการแต่ละเหล่าทัพก็เป็นพลเรือนด้วย และห้ามนายทหารรับตำแหน่งทางการเมือง และแสดงความคิดเห็นทางการเมือง


เรื่องที่ห้า ลดจำนวนตำแหน่งนายทหารระดับสูง ส่วนใหญ่ประเทศที่ก้าวหน้ามากๆ อย่างสหรัฐฯ ระดับพลเอก จะไม่เยอะเหมือนบ้านเรา การพิจารณาตำแหน่งก็พิจารณาที่ผลงาน ไม่ใช่เส้นสายหรือนามสกุล


เรื่องที่หก ลดงบประมาณป้องกันประเทศ ลดการใช้จ่ายของกองทัพ ยกเลิกการจัดซื้ออาวุธด้วยวิธีพิเศษ การซื้ออาวุธต้องตรวจสอบได้


เรื่องที่เจ็ด ลดการเกณฑ์ทหารลงเหลือ 1 ใน 3 ขณะที่ประเทศไทยนั้นถ้ายกเลิกการเกณฑ์ทหารได้ก็จะดี รวมถึงยกเลิกระบบศักดินาในกองทัพที่ทหารเกณฑ์ยังต้องไปเป็นคนรับใช้นายพลด้วย


เรื่องที่แปด ห้ามนายหารมีตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ กองทัพห้ามทำธุรกิจ นายทหารที่เกษียณห้ามไปรับตำแหน่งทางองค์ธุรกิจด้วย


เรื่องที่เก้า เขาระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่า การรัฐประหารทุกรูปแบบเป็นกบฏของแผ่นดิน และยกเลิกกฎหมายนิรโทษกรรมคนที่ทำรัฐประหารทั้งหมดไป


อันนี้คือการปฏิรูปกองทัพในประเทศอาร์เจนตินาซึ่งผ่านระบอบเผด็จการทหารที่โหดร้าย


ต่อมาอยากจะยกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ใกล้ๆ เราและมีประสบการณ์คล้ายๆ กับอาร์เจนตินา แล้วเขาก็เปลี่ยนผ่านมาเป็นระบอบประชาธิปไตย และก็มีการปฏิรูปกองทัพพอสมควร ซึ่งหลังผ่านยุคซูฮาร์โตที่เป็นเผด็จการทหารและกวาดล้างประชาชนไปมากมาแล้ว ประชาธิปไตยของเขาค่อนข้างมีความมั่นคงกว่าประเทศไทย หลายเรื่องที่เคยล้าหลังกว่าเรา ตอนนี้เริ่มล้ำหน้าเรา ส่วนหนึ่งก็มีการปฏิรูปกองทัพมากพอสมควรแต่ทำสำเร็จน้อยกว่าอาร์เจนตินา


ในช่วงต้นๆ หลังยุคซูฮาร์โต เขาสามารถปฏิรูปกองทัพได้ถึง 17 เรื่อง ขอยกตัวอย่างบางเรื่อง เช่น ห้ามไม่ให้ทหารมาดำรงตำแหน่งของพลเรือน (อาทิ ตำแหน่งรัฐมนตรี) มีรัฐมนตรีกลาโหมเป็นพลเรือน มีการระบุภาระหน้าที่ของทหารอินโดนีเซียว่าจะต้องรักษาความมั่นคงระหว่าง ประเทศเท่านั้น ห้ามทหารไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับความมั่นคงภายในประเทศ ให้ยกเลิกหน่วยงานด้านความมั่นคงภายในประเทศของกองทัพ (เปรียบได้อย่างยกเลิก กอรมน.ในไทย) มีการตั้งศาลสิทธิมนุษยชนขึ้น มีความพยายามทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยให้เลือกประธานาธิบดีโดย ตรงและให้เลือกตั้งส่วนท้องถิ่นมากขึ้น สร้างระบบตรวจสอบงบประมาณกองทัพ สิ่งที่น่าสนใจที่เขาสำเร็จ คือ การให้ศาลทหารอยู่ภายใต้ศาลสูงสุด สร้างความโปร่งใสของศาลทหารให้มากขึ้น


ทั้งนี้มีบทความหนึ่งซึ่งพูดถึงปัจจัยที่จะทำให้ของการปฏิรูปกองทัพยากหรือง่าย มีอยู่ 5 ข้อ


ข้อแรก ความผูกพันของกองทัพกับชนชั้นนำเดิมในประเทศมีมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีมากก็ปฎิรูปยาก ถ้ามีน้อยก็ปฏิรูปง่ายหน่อย


ข้อสอง ในประเทศนั้น ประชาชนมีความเห็นพ้องต้องกันต่อระบอบประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน ยิ่งมีมากแค่ไหน การปฏิรูปก็ง่ายขึ้น


ข้อที่สาม คือปัจจัยระหว่างประเทศ เช่น ประเทศตุรกี เขาปฏิรูปกองทัพได้ง่ายเพราะอยากเข้าเป็นสมาชิกของอียู เขาก็ต้องปฏิรูปกองทัพ เพื่อให้เข้าเงื่อนไขอียู แต่อาเซียนอยากให้แต่ละประเทศแก้ไขปัญหาภายในประเทศเอง ปัจจัยนี้จึงไม่เอื้อให้ประเทศเรา


ข้อที่สี่ การปฏิรูปกองทัพทำให้เกิดความขัดแย้งของชนชั้นนำมากน้อยแค่ไหน


ข้อที่ห้า คือ วัฒนธรรมของกองทัพ เช่น วัฒนธรรมของกองทัพในการทำธุรกิจข้างนอก กองทัพไทยก็มีวัฒนธรรมในการทำธุรกิจข้างนอกด้วยเช่นกัน


บทความนี้ยังมีข้อเสนอว่าด้วย เรื่องการปฏิรูปกองทัพในอนาคต ซึ่งมีอยู่ 8 ข้อ คือ


หนึ่ง กฎหมายสิทธิมนุษยชนควรมีความเข้มแข็งมากขึ้น ควรมีอำนาจในการบังคับใช้มากขึ้น


สอง ศาลควรได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายสิทธิมนุษยชนให้มากขึ้น


สาม กองทัพต้องอยู่ใต้อำนาจของกระทรวงกลาโหม


สี่ กองทัพควรมีวัฒนธรรมของพลเรือนมากขึ้น


ห้า ผู้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของกองทัพ ควรมีอำนาจทำได้มากขึ้น


หก ผลประโยชน์ทางธุรกิจของกองทัพทั้งหมด ต้องโอนให้เป็นของรัฐ


เจ็ด สภาความมั่นคงแห่งชาติควรมีผู้นำพลเรือน มีทหารเป็นส่วนประกอบ


สุดท้าย ต้องสร้างความเข้มแข็งให้ผู้มีบทบาททางการเมือง เช่น พรรคการเมือง ฝ่าย บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ภาคประชาชนต้องเข้มแข็งในการผลักดันระบอบประชาธิปไตยด้วย ทั้งหมดนี้จะทำให้ การปฏิรูปกองทัพประสบความสำเร็จ


สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า หลังจาก 5 ปีผ่านไป ตนถือว่ารัฐประหารนี้ประสบความล้มเหลวที่สุด มีการรำลึกถึงรัฐประหารในเชิงต่อต้านกันมายาวนานมาก จนบัดนี้ก็ยังระลึกถึงอยู่ ทุกฝ่ายที่พูดถึงรัฐประหารก็ไม่เห็นด้วย แม้ในตอนเริ่มบางส่วนอาจจะเห็นด้วย แต่ตอนนี้ก็ไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการรัฐประหารนี้เลย เช่น กรณีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ดังนั้นผมจึงคิดว่ารัฐประหาร 2549 นั้นล้มเหลว


อยากให้มอง รัฐประหารเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถ้าเทียบการเมืองหลัง 2520 กับการเมืองหลังปี 2550 นั้นจะเห็นว่าเหมือนกันคือการสร้างระบอบการเมืองกึ่งรัฐสภา กึ่งอำมาตยาธิปไตย คือยอมให้มีการเลือกตั้ง แต่ก็มีการออกแบบรัฐธรรมนูญกำกับระบอบการเลือกตั้งอีกทีหนึ่ง


ปัจจุบันเราจะเห็นอารมณ์ของสังคมไทย ปีนี้มีการจัดงานวาระครบรอบ 5 ปี รัฐประหารอย่างกว้างขวาง เราเห็นอารมณ์ร่วมของสังคมได้ คือ รัฐธรรมนญ 2550 เป็นปัญหา มีคนเสนอแก้รัฐธรรมนูญ แต่ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่เป็นหลักการของสังคมไทย เท่าที่ผมจับประเด็นได้มีอยู่ 2 สองเรื่อง เรื่องแรก การต่อต้านรัฐประหาร และการพยายามล้มล้างผลของการรัฐประหาร สอง มีความพยายามจะพูดถึงรากฐานของระบอบการปกครอง มีความพยายามจะเสนอหลักการประชาธิปไตยอันใหม่ให้เกิดขึ้น


ข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้นน่าสนใจ ในอดีตมีการเขียนกฎหมายเพื่อป้องกันการรัฐประหาร (เช่นรัฐธรรมนูญปี 2517) แต่ก็ถูกฉีกตลอด ข้อเสนอใหม่มีความพยายามในการแก้รัฐธรรมนูญให้เพิกถอนผลของการรัฐประหาร อันนี้จะสำเร็จหรือไม่ ไม่รู้ แต่คิดว่านี่เป็นอุดมการณ์ของสังคมไทยโดยรวมว่า การ รัฐประหารเป็นสิ่งที่แก้ไขอะไรไม่ได้ และรวมถึงการพยายามที่จะทำให้การรัฐประหาร ไม่มีผลผูกพันกับสังคมอย่างมั่นคงยาวนานอย่างเช่นที่เคยเป็นมา


ข้อเสนอเรื่องที่สอง มีการพูดถึงความพยายามในการวางรากฐานการปกครองของระบอบประชาธิปไตย มีเรื่องสำคัญที่กำลังถูกผลักดันอยู่ 5 เรื่องใหญ่ คือ หนึ่ง อำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับระบบราชการ (โดยเฉพาะทหาร) โดยหลักการนั้นตามความคิดตนนั้น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งควรจะมีอำนาจเหนือราชการ โยกย้ายได้ ข้าราชการเป็นกลไกของรัฐบาล


สอง กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ เป็นปัญหาอันหนึ่งที่สำคัญ ถ้าเราสังเกตการล้มของรัฐบาลสมชายและสมัคร จะล้มลงเพราะองค์กรอิสระ ไม่ได้ล้มลงเพราะการเคลื่อนไหวของมวลชน นี่ถือเป็นการกุมอำนาจของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยผ่านองค์กรอิสระ ทำให้เราตั้งคำถามกับองค์กรอิสระที่มีความสัมพันธ์กับประชาชน จะมีการรับผิดอย่างไร เช่น กรณี กกต.กับการยื่นฟ้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ล่าช้า ซึ่งเป็นทำหน้าที่บกพร่องจะรับผิดชอบกับประชาชนอย่างไร นอกจากนี้เวลาเกิดความขัดแย้งทางการเมือง องค์กรอิสระมีการชี้ถูกชี้ผิดที่ไร้มาตรฐาน แต่ไม่มีการผิดชอบการกระทำของตนเอง (ในการที่ตนเองทำให้สังคมเสียหาย หรือทำให้เกิดข้อกังขาในสังคม)


สาม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญมีการเขียนระบุไว้ แต่มักจะมีกฎหมายพิเศษ กับกฎหมายยกเว้น เช่น พ.ร.บ.คอมฯ หรือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งกฎหมายยกเว้นนี้เป็นกฎหมายที่มีปัญหาที่สุด สิ่งที่เป็นข้อยกเว้นกลับถูกใช้เป็นอย่างมาก ในขณะที่หลักการรัฐธรรมนูญกลับไม่ค่อยใช้ ดังนั้นจึงเห็นว่า ควรทำให้เรื่องสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องหลัก ทำให้กฎหมายพิเศษ หรือ กฎหมายยกเว้นมันเล็กลงกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะมีคนจำนวนมากที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้เพราะสังคมไทยยังมีเรื่องที่ยังเบลอ และไม่มีใครกล้าพูด


สี่ ทำอย่างไรให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายวางบนหลักการที่อยู่บนเหตุผลและความ ชอบธรรม ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เช่น เรื่องข้อเรียกร้องเรื่องสองมาตรฐาน ดังนั้นจึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ Rule of laws (หลักนิติธรรม) ได้รับการยอมรับ


ห้า เรื่องสถาบันจารีตและองคมนตรี คงจะต้องมีการจัดวางสถานะให้พ้นจากการเมือง เช่น องคมนตรีไม่ควรให้กำลังใจนักการเมืองหรือข้าราชการประจำ เป็นต้น


สังคมไทยกำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยน แปลงใหม่ ไม่ใช่แค่การแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะเป็นการสถาปนารัฐธรรมนูญที่มีการวางหลักการพื้นฐานสำคัญ ในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ มันจะทำให้สังคมไทยหรือรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมีอนาคต กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราควรจะต้องทำ คือ เมื่อเราวิจารณ์เขาแล้ว ถ้าเราจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เราไม่ควรทำเหมือนที่เขาทำมา แต่เราควรทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ เป็นของคนทุกคน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของคนเสื้อแดง หรือรัฐธรรมนูญที่ปิดปากอีกฝ่าย ทุกฝ่ายสามารถขัดแย้ง โต้เถียงกันได้ คนเสื้อแดงต้องแสดงให้เห็นว่าเรากำลังผลักสังคมไทยไปข้างหน้าด้วยความเสมอ ภาคและเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง


(คลิกอ่านรายงานเสวนาฉบับเต็มได้ที่นี่)

"สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" แนะ "นิติราษฎร์" ย้ำประเด็นการดำเนินคดีกับ "คมช." ในข้อหากบฏ-โทษถึงประหาร!

ที่มา มติชน


(ภาพจากแฟ้มภาพข่าวสด)


ก่อนที่นักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จำนวน 7 คน ในนามคณะ "นิติราษฎร์" จะเปิดการแถลงข่าว "ข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549" เป็นการเพิ่มเติมในวันที่ 25 กันยายน ล่าสุด "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนข้อความถึงคณะนิติราษฎร์ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ (หมายเหตุ มติชนออนไลน์ขออนุญาตตัดทอนข้อความบางส่วนออกไป และปรับเปลี่ยนถ้อยคำในบางจุด)


ในความเห็นของผม ประเด็นที่พรุ่งนี้ นิติราษฎร์ ควรจะย้ำเป็นอย่างยิ่ง คือ


1. ข้อเสนอ "โรลแบ็ค รัฐประหาร" ของ นิติราษฎร์ นั้น ประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ส่วน ที่ "แยกกันไม่ได้" คือ (ก) ล้มคดีทั้งหมดที่ คมช. ทำ (แต่ไม่ได้ห้ามการดำเนินคดีใหม่) และ (ข) เปิดทางให้ดำเนินคดีกับ คมช. (กบฏ โทษประหารชีวิต) ได้


2. องค์ประกอบ 2 ส่วนนี้ "แยกกันไม่ออก" เพราะ การจะล้มคดีที่ คมช. ทำ ได้ ต้องล้มทุกอย่างของ คมช. รวมทั้งการนิรโทษกรรมตัวเองใน รธน.49 และ 50 ด้วย


...


ดังนั้น ใครที่ชอบออกมาพูดๆ ว่าเป็นข้อเสนอ "เพื่อทักษิณ" จึงเป็นการพูดที่อีเดียต ข้อเสนอนี้ไปไกลกว่าทักษิณ-เพื่อไทย-นปช. เยอะ (องค์ประกอบที่ 2) และในแง่องค์ประกอบที่ 1 เอง ก็อาจจะ ไม่ไกลพอ สำหรับพวกเขาด้วยซ้ำ


3. การที่นักการเมือง โดยเฉพาะค่ายรัฐบาล หรือแม้แต่ นปช. หยิบยกเอาเฉพาะองค์ประกอบที่ 1 มาพูดนั้น พอจะ "เข้าใจได้" (แต่เป็นเรื่องแย่) แต่ที่ เข้าใจไม่ได้คือ สื่อมวลชนเอง โดยเฉพาะค่าย ... นี่ "ตัวดี" มากๆ พาดหัว ... ห่วยแตกติดกันหลายวัน


4. ในแง่ "สังคม" วงกว้างออกไป (บรรดานักวิจารณ์ อาจารย์ นักวิชาการทั้งหลาย) .. การที่ไม่เดือดร้อนกันเลย กับการที่ คมช. นิรโทษกรรมความผิดตัวเอง ที่ร้ายแรงกว่าความผิดในกรณีทักษิณหรือนักการเมือง ไม่รู้กี่ร้อยเท่า (ความผิดประหารชีวิต เทียบกับ ความผิดติดคุก ยึดทรัพย์ ห้ามเล่นการเมือง)


เป็นการ "ดัดจริต" ชนิดสุดๆ มากๆ


เรื่องนี้ก็อีก สื่อมวลชน นี่แหละ มีปัญหามากๆ ที่เอาแต่ถาม เอาแต่พาดหัวประเด็นเรื่องความผิดนักการเมือง ทำราวกับว่า แหม รับไม่ได้ๆๆ จะ "ช่วยคนเดียว" "ช่วยส่วนตัว" ...


แม่ม โทษทีเถอะครับ ไอ้ที่ คมช. ช่วยกันเอง ให้พ้นโทษที่เป็นความผิดหนักสุดในกฎหมายอาญา (กบฏ ประหารชีวิต) พวกคุณ "แม่ม" ไม่เคยรู้จักตั้งคำถามจี้ หรือพาดหัวบ้างหรือไงวะครับ


ในการแถลงครั้งแรกนั้น พอเข้าใจได้อยู่ว่า นิติราษฎร์ เอง พูดถึงองค์ประกอบแรก มากหน่อย เพราะว่า นั่นเป็นสิ่งที่ คมช. "ทำไปแล้ว" มีกฎหมาย มีคำตัดสินของศาล มีคดีต่างๆ ยุบยับ ให้ต้องมาคอย "แก้" จึงต้องมีข้อเสนอรายละเอียดรูปธรรมออกมาให้เห็นว่า จะแก้ยังไง


ขณะที่ องค์ประกอบที่ 2 (เปิดทางให้ดำเนินคดีกับ คมช.) เป็นสิ่งที่ "ยังไม่เกิด" ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเสนอรายละเอียดอะไรมากมาย


แต่ผมอยากเสนอว่า พรุ่งนี้ นี่เป็นประเด็นที่น่าจะเน้นย้ำมากๆว่า


ถึงที่สุดแล้ว ข้อเสนอของนิติราษฎร์จริงๆ ที่เป็นหัวใจ หรือ แก่นที่ใหม่ และสำคัญจริงๆ คือ องค์ประกอบที่ 2 นี้ มากกว่าองค์ประกอบที่ 1 ด้วยซ้ำ (เพราะองค์ประกอบที่ 1 นั้น ในที่สุดแล้ว ยังดำเนินคดีได้ แต่องค์ประกอบที่ 2 นี่ เป็นอะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย)


และก็เป็นหัวใจจริงๆ ของการจะ "เบรก" การรัฐประหารครั้งต่อๆ ไปด้วยว่า "คุณอย่าคิดทำนะ ถ้าคุณทำ พอคุณลงจากตำแหน่งเมื่อไร ประชาชนจะเอาขึ้นศาลลงโทษได้" ... นี่แหละเป็นประเด็นสำคัญจริงๆ

เร่งปั๊มผลงาน ตัดวงจรอุบาทว์

ที่มา ข่าวสด



เร่งการบ้านกันตั้งแต่หัววัน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เรียกประชุมรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยหลังจากทำงานได้แค่ 1 เดือน หารือปัญหาติดขัดในการทำงานของแต่ละกระทรวง

ทั้งยังมีแนวคิดว่าต่อไปนี้รัฐมนตรีเพื่อไทยควรจะมาปรึกษาหารือนอกรอบทุกวันจันทร์ ทำความเข้าใจกันก่อนการประชุมครม.วันรุ่งขึ้น

หัวข้อที่นายกฯหญิงเน้นย้ำคือ ให้รัฐมนตรีของพรรคเร่งรัดดำเนินงานตามกรอบนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ให้ได้โดยเร็ว

เพราะ อย่างที่เห็นกันอยู่ว่ารัฐบาลชุดนี้ออกตัวด้านนโยบายได้ไม่ค่อยดีนัก หลายอย่างใช้วิธีทำแบบลองผิดลองถูก หรือลงมือทำไปก่อนแล้วค่อยหาทางปรับแก้กันทีหลัง

อย่างเช่น นโยบายยกเว้นการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราว มีผลให้เบนซินราคาถูกลงฮวบฮาบ คนหันกลับไปแห่เติม สวนกระแสรณรงค์พลังงานทดแทน รัฐบาลเลยต้องตามแก้ด้วยการลดราคาแก๊สโซฮอล์ลงเพื่อถ่างราคา

หรือ อย่างล่าสุดนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกกับบ้านหลังแรก ที่สังคมครหาว่าเอื้อประโยชน์ให้คนรวยมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ทำให้รัฐบาลต้องปรับหลักเกณฑ์กันใหม่อีกรอบเพื่อลดกระแสโจมตี

ทั้ง สองเรื่องตัวอย่าง ถ้ามองในแง่ดีก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมเปิดกว้างรับฟังเสียงวิพากษ์ วิจารณ์จากสังคมรอบด้าน แล้วนำมาปรับ ปรุงแก้ไข

แต่อีกด้านหนึ่งก็ ฉายภาพถึงการ เตรียมตัวด้านนโยบายมาไม่ค่อยดีนัก ซึ่งอาจเป็นเพราะนโยบายต่างๆ เหล่านี้"คนคิดไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้คิด"

ผลที่ออกมาเลยไม่ฮือฮาร้อนแรงเหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณ



อาการเครื่องสะดุดตั้งแต่ออกตัว

คือ เหตุผลให้"นายใหญ่"ต้องสไกป์มาจากต่างประเทศ ลงแส้รัฐมนตรีพรรคด้วยตัวเองให้เร่งสร้างผลงาน ไม่ว่าการช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านหลังน้ำท่วม

การนำโครงการกองทุน หมู่บ้านและเอสเอ็ม แอลกลับมาใช้ใหม่โดยเพิ่มงบประมาณเข้าไป รวมถึงการผลักดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์ ที่เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่สิ่งที่ทักษิณกำชับเป็นพิเศษคือ การเดินหน้าแต่ละโครงการต้องใช้ความรอบคอบ ผ่านการศึกษาอย่างละเอียด และต้องไม่มีการทุจริตเด็ดขาด

เพราะนั่นคือ"จุดสลบ"ของทุกรัฐบาล

ถึง แม้การเคลื่อนไหวของทักษิณที่บินฉวัดเฉวียนไปมาระหว่างประเทศร่วมภูมิภาค ตั้งแต่บรูไน มาเก๊า กัมพูชา มาเลเซีย ฮ่องกง รวมถึง การสไกป์เข้ามาบัญชาการสั่งงานรัฐมนตรีเพื่อไทย

จะทำให้ฝ่ายค้านสบช่องโจมตีว่า ทำให้ประเทศไทยดูเหมือนมีนายกรัฐมนตรี 2 คน "ตัวจริง" กับ "โคลนนิ่ง" ที่คอยกำกับดูแลการบริหารประเทศ

ทั้งยังกระทบต่อภาพลักษณ์ผู้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวอีกด้วย

ทั้ง ที่รู้ดีว่าจะต้องถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีจากแง่มุมดังกล่าว แต่ทักษิณมองว่าเนื่องจากสถาน การณ์รัฐบาลในตอนนี้ ยังอยู่ในช่วงการกระชับกลไกอำนาจข้าราชการ ผ่านการจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี ยังไม่ลงตัวแล้วเสร็จ

โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพซึ่งติดขัดอยู่ตรงพ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม ไม่เปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปล้วงโผได้

รวมถึงองค์ประกอบรัฐบาลที่นายกฯและรัฐ มนตรีแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นมือใหม่หัดขับ

ช่วง ออกตัวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการประคับประคองจากตนเอง ซึ่งมีประสบการณ์ช่ำชองกว่าทั้งในด้านวิสัยทัศน์การทำงาน และบารมีทางการเมือง

ทักษิณเชื่อว่ามีผลงานเท่านั้น จะเป็นเกราะป้องกันรัฐบาลให้รอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกา โดยเฉพาะจากกลุ่มอำนาจเก่าที่ยังทำใจไม่ได้กับผลเลือกตั้งที่พ่ายแพ้หมดรูป แล้วพยายามเขย่ารัฐบาลอย่างหนัก เพื่อหวังได้อำนาจกลับคืน

ด้วยวิธีถนัดและเคยทำมาแล้ว



อย่างไรก็ตามการอ่านเกมของทักษิณ

โดยเนื้อหาก็ไม่หนีไปจากการออกมาปูดข้อมูลของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดงก่อนหน้านี้ที่ว่า

ขบวนการโค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเริ่มเดินเครื่องเต็มสูบประมาณเดือนธันวาคม

โดย เป็นการร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองกับอำนาจนอกระบบ ในรูปแบบผสมผสานบูรณาการเหมือนอย่างที่เคยล้มรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชายมาก่อน

ประกอบกับกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ สั่งการผ่าน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ

ให้ ส่งสำนวนคดี 13 ศพ จากเหตุ การณ์สลายม็อบเสื้อแดงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ดีเอสไอเคยสรุปไว้เองว่าอาจเป็นการตายโดยฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กลับถูกดองเก็บเอาไว้ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์

กลับไปให้กองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.) ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ก่อนส่งให้อัยการ พิจารณาส่งศาลไต่สวนชี้ขาด

ข่าว แจ้งว่ารัฐบาลต้องการใช้กรณี 13 ศพเป็นเรดาร์นำร่องไปสู่การสะสางคดี 78 ศพที่เหลือในเหตุการณ์เดียวกัน โดยมุ่งเน้นเอาผิดไปยังระดับ"คนสั่งการ" มากกว่าระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง

การสั่งเร่งเดินหน้าหาตัวคนสั่งการปราบม็อบ 91 ศพ ตามกระแสเคลื่อนไหวกดดันของกลุ่มเสื้อแดง

ถูก จัดให้เป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นฝ่ายตรงข้าม ให้ต้องหาทางโค่นล้มรัฐบาลชุดนี้ให้ได้ก่อนคดีจะเดินหน้าไปไกลมากกว่านี้ไม่ ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม

จึงไม่แปลกถ้าหากฝ่ายตรงข้ามจะโหมปล่อยอาวุธโจมตีรัฐบาลจากทุกแง่มุม

กระนั้น ก็ตามทางออกของรัฐบาลในเรื่องนี้ ไม่น่าผิดไปจากที่ทักษิณและตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์เองก็รู้ดี คือต้องเร่งผลิตผลงานออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาชนโดยเร็ว

เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันได้ทันกระแสปั่นป่วนในอีก 3 เดือนข้างหน้า

ฟาดแข้งไทย-กัมพูชา ทีม A (เสื้อแดง) เฉือนไป 10-7

ที่มา ข่าวสด


เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 24 ก.ย. ที่กรุงพนมเปญ มีการแข่งขันบอลกระชับมิตรไทย-กัมพูชา โดยสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาร่วมกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมในพิธีเปิดการแข่งขัน

การแข่งขันครั้งนี้เป็นการผสมผสานผู้เล่นทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา โดยใช้ชื่อว่าทีมเอ แข่งกับทีมบี โดยทีมเอ (นปช.) สวมเสื้อสีแดง ประกอบด้วย สมเด็จฮุน เซน สวมเสื้อสีแดง เล่นตำแหน่งกองหน้า หมายเลข 9 ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ จตุพร พรหมพันธ์ แกนนำแดง ส่วนทีมบี (วีไอพีกัมพูชา) สวมเสื้อสีน้ำเงิน โดยมีนายสมชาย สวมเสื้อสีน้ำเงิน หมายเลย 9 พร้อมสวมปลอกแขนกัปตันทีม บี

เริ่มเล่นไปได้ 10 นาที ทีมเอทำสกอร์ไปได้ก่อน 1 - 0 หลังจากนั้น สมเด็จฮุน เซน เปลี่ยนตัวออกและให้ลูกชายลงสนามแทน อีกไม่กี่นาทีต่อมา ทีมเอก็ทำสกอร์ได้อีก เป็น 2-0 ต่อมา ณัฐวุฒิส่งลูกเข้าเท้าจตุพรยิงเข้าไปอีกเป็น 3-0

และสมเด็จฮุน เซน ก็กลับลงสนามอีกครั้ง หลังออกไปพักเอาแรง และโชคก็เป็นของทีมเอ อีกครั้ง เมื่อทำสกอร์ได้เป็น 4-0

ก่อนหมดครึ่งแรก ทีมบี สามารถตีไข่แตกได้ 1 ประตู สกอร์เป็น 4-1

เปิดครึ่งหลังได้ไม่กี่นาที สมเด็จฮุน เซน แตะบอลเข้าไปตุงตาข่าย ได้เป็น 5-1 ประตู

ทั้งสองฝ่ายผลัดกันยิงประตูได้มากขึ้นในครึ่งหลัง แต่ทีมแดงยังนำอยู่ ก่อนหมดเวลาเพียงไม่กี่นาที ทีมเอยิงเข้าประตูได้ ก่อนที่นายสมชายจะยิงประตูทำแต้มตีตื้นขึ้นมาได้ ทำสกอร์เป็น 10-7

สำหรับบรรยากาศการเชียร์ในสนามเป็นไปอย่างคึกคักมาก ผู้ชมเต็มสนามโอลิมปิก กรุงพนมเปญ ซึ่งกองเชียร์ฝ่าย นปช. สนุกสนานมาก และมีการชูก้ามปูขนาดใหญ่ 2 อันสร้างสีสันด้วย

อุษาคเนย์เสวนา: นักวิชาการชี้ สตรีก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังความรุนแรงมักดำรงตำแหน่งยาวนาน

ที่มา ประชาไท

อุษาคเนย์เสวนา: นักวิชาการชี้ สตรีก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังความรุนแรงมักดำรงตำแหน่งยาวนาน

วันที่ 23 ก.ย. 2554 โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มธ. ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ชมรมอุษาคเนย์ที่รัก สมาคมจดหมายเหตุสยาม จัดการเสวนาหัวข้อ "ผู้นำสตรีในอาเซียน/อุษาคเนย์: Female Leadership in Southeast Asia : Aquino-Megawati-Suu Kyi-Yingluck

โดยมีนักวิชาการด้านเอเชียตะวีนเฉียงใต้ศึกษาร่วมเสวนา ประกอบด้วยคริส เบเกอร์ นักวิชาการอิวระ, อัครพงษ์ ค่ำคูณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์, อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มธ, ดุลยภาค ปรีชารัชช โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มธ. และพิเชฐ สายพันธ์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เป็นผู้นำเสนอเรื่องราวของผู้นำสตรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ เอเชียใต้ โดยมี สุภัตรา ภูมิประภาส นำการเสวนา และชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ผู้นำสตรีในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ โดย สุภัตรา ภูมิประภาส

สุภัตราเริ่มนำการเสวนาโดยกล่าวว่า ทุกครั้งที่มีปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงสักคนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในสังคม ก็จะเกิดการตื่นตัวถกเถียงถึงความสามารถว่าจะอยู่ได้รานแตค่ไหน สังคมไทยอยู่ในวงจรนี้ เมื่อมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของไทย

อย่างไรก็ตาม สุภัตราตั้งคำถามว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจจะมาก่อนกาล โดยให้เหตุผลว่าที่ผ่านมา แม่แต่กลุ่มที่ทำงานเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งตลอดเวลาจะเรียกร้องให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมทางการเมืองระดับต่างๆ รวมไปถึงการเข้าพบห้วหน้าพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ผู้หญิงได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และแสงความยินดีที่ผู้หญิงได้รับเลือกตั้ง แต่เธอตั้งข้อสังเกตว่ายังไม่เห็นกลุ่มองค์กรที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิสตรี ในเวทีการเมืองเหล่านี้การเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีหญิง

“ดิฉันไม่เคยได้ยินว่าพวกนี้เรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีหญิงหรืออะไร จึงน่าสงสสัยว่เธอจะมาก่อนกาล”

สุภัตรากล่าวว่า ในความเป็นจริงแล้ว การที่ผู้หญิงขึ้นมาเป็นผู้นำถือเป็นเรื่องธรรมดาที่กลุ่มผู้หญิงไม่สนใจ เหมือนเป็นมุมกลับ เช่นเดียวกับกรณีของเมกาวตี อดีตผู้นำของอินโดนีเซีย

“ในประเทศฟิลิปปินส์ หรือพม่า คนก๋ไม่สนใจเรื่องความเป็นหญิงของเธอ แต่สนใจเรื่องกระบวนการต่อสู้ แต่ส่วนใหญ่มาเร็วและมาแรง เลือกตั้งชนะอย่างถล่มทลาย จนหลายฝ่ายตั้งรับไม่ทัน”

สุภัตรากล่าว พร้อมเล่าประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปที่ศตวรรษที่ 18 เมื่อนครรัฐปัตตานี มีผู้นำหญิงถึง 4 คนติดต่อกัน

ราจาฮิเจาคือพี่สาวคนโตในบรรดาพี่น้องสี่คน หลังจากพ่อตายและญาตผู้ชายต่างรบกันเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ ราจาฮิเจาถูกจับเป็นหุ่นเชิด แต่อาศัยสภาวะที่ถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง (Under Estimate) เธอจึงกำจัดคู่แข่งทางการเมืองพร้อมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่าง แข็งแกร่ง โดยความช่วยเหลือของน้องสาวคนรอง เจ้าหญิงบิรู

ราจาฮิเจา ครองปัตตานีถึง 32 ปี จนสิ้นพระชนม์ ในช่วงนั้นพ่อค้าตะวันตกคือ ปีเตอร์ ฟิลลิส เขียนบันทึกไว้ว่าในยุคของพระนาง เป็นเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดคืออ่าวปัตตนี

จากนั้น เจ้าหญิงบิรูขึ้นคอรงราชย์ โดยเลือกที่จะรักษาระดับความสัมพันธ์กับประเทศสยามไว้ แต่ก็ไปโน้มน้าวสุลต่านของกลันตันให้มารวมกันเป็นสหพันธรัฐปัตตานี เป็นการทูตแบบสองหน้าและสั่งให้หล่อปืนใหญ่สามกระบอก ซึ่งกระบอกหนึ่งตั้งอยู่ที่หน้ากระทรวงกลาโหม ในปัจจุบัน

“เรื่องราวของสองคนนี้สะท้อนถึงบทบาทของผู้หญิงภายใต้ความนิ่ง และการถูกจับเป็นหุ่นเชิด” สุภัตรากล่าว และเล่าต่อไปว่า ในดินแดนอุษาคเนย์ ยังมีผู้ปกครองรัฐอีกหลายคน เช่น ที่นครอาเจะห์ พ.ศ. 2184 ระตูซาฟีอะห์ เป็นสุลต่านของอาเจะห์ บริหารการค้าให้ผู้ค้าแข่งกันเอง อยู่ในอำนาจ 34 ปี, ระตูกัมมะรัต ผู้นำหญิงคนสุดท้าย ของอาจะห์ ซึ่งปกครองนครอาเจะห์ติดต่อมาครึ่งทศวรรษ กระทั่งมีประกาศิตมาจากนครเมกกะห์ ว่าผู้หญิงไม่สามารถครองเมืองได้

ในประเทศพม่าพระนางสุภลาลัต ซึ่เงป็นนางตัวร้ายในสายตาของม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ซึ่งมองว่าพระองค์มีบทบาทควบคุมพระเจ้าสีป่อ ถ้าหากถามความเห็นจากคนพม่า ก็จะได้มุมมองต่อพระนางสุภยาลัตอีกแบบหนึ่ง คือการเป็นผู้ที่ไม่ยอมจำนวนต่ออำนาจของชาติตะวันตก

ผู้นำสตรีในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคริส เบเกอร์

กล่าวถึงผู้นำสตรีในเอเชียใต้ และเอเชียอุษาคเนย์ โดยระบุว่า สิริมาโว บันดาราไนยเกย์ ของศรีลังกาก้าวขึ้นมาเป็นนายกหลังจากที่สามีถูกสังหาร และดำรงตำแหน่ง 3 สมัย 13 ปี

นายอาลี บุตโต ถูกประหารชีวิต หลังจากนั้นนางเบนาซีร์ บุตโต บุตรสาวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ถูกยิงตายเช่นกัน

ในประเทศอินเดีย ยวาห์ราล เนรูห์ ตายปี 2507 หลังจากนั้น 2 ปี ลูกสาวขึ้นมาเป็นนายกฯ โดยก่อนหน้านั้น มหาตมะ คานธี ถูกยิงตาย

ที่บังคลาเทศ ชีค ฮาซีน่า ดำรงตำแหนงนายกฯ มา 2 สมัย หลังจากบิดาของเธอถูกสังหาร

กาเลดา เซีย เป็นนายกรัฐมนตรีของบังคลาเทศหลังสามีถูกยิงตาย และยังเป็นคู่แข่งทางการเมืองของชีค ฮาซีนา

หลังซูการ์โนถูกโค่นอำนาจโดยรัฐประหาร นางเมกาวตี ขึ้นดำรงตำแหน่งหลังอำนาจทหารในยุคของซูฮาร์โตถูกโค่นลงไป

นางคอราซอน อาควิโน ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหลังสามีถูกยิงตาย

และเมืองไทย ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหาร หลังจากนั้น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ

คริส เบอเกอร์กล่าวว่า ทั้งหมดนี้คือรูปแบบของผู้หญิง 9 คนที่ขึ้นมาสู่อำนาจในลักษณะเดียวกัน เป็นเบสิกโมเดล คือผู้ชายถูกยิงตาย หรือถูกประหารชีวิต จากนั้นทายาทหญิง อาจจะเป็นภรรยา ลูกสาว หรือน้องสาว ขึ้นสู่ตำแหน่ง และจะอยู่ในอำนาจค่อนข้างนาน มีเพียงคนเดียวที่จบค่อนข้างเร็ว คือนางเมกาวตี ซึ่งแตกต่างจากคนอื่น เพราะว่าต้องใช้เวลานานกว่าจะขึ้นสู่อำนาจ และอยู่ในอำนาจสั้น

คริส เบเกอร์ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีผู้ชายที่ขึ้นมาในลักษณะเดียวกัน ไม่มีลูกชายของหัวหน้าประเทศเก่า ขึ้นมาเป็นนายกหรือประธานาธิบดีนอกจากว่าแม่ของเขาดำรงตำแหน่งคั่นกลาง เช่น กรณีของนายราจีฟ คานธีซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากแม่ แต่ไม่มีลูกชายขึ้นสู่อำนาจตามพ่อ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ

“สถานการณ์แบบนี้เราเห็นจากประเทศในเอเชียที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย มากกว่าจีน เพราะเราไม่พบรูปแบบนี้ในจีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม หรือสิงคโปร์”

คริส เบเกอร์ตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า สำหรับกรณีกัมพูชาก็เป็นเรื่องน่าจับตามอง เพราะฮุนเซน มีบุตรสาวถึง 3 คน

ขณะที่หากมองไปที่การเมืองระดับรัฐในประเทศอินเดีย จะพบว่า มีผู้หญิงที่ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีของรัฐต่างๆ ถึง 7 คน

คริส เบเกอร์เสนอทฤษฎีว่า รูปแบบของการขึ้นสู่อำนาจของผู้หญิงคือ ผู้ชายในครอบครัวเป็นผู้ดำรงอำนาจอยู่ก่อน จากนั้นเกิดเหตุรุนแรงขึ้น และผู้หญิงจึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้สืบทอด

ในอีกแง่หนึ่ง เขาเห็นว่า การเปิดโอกาสให้ผู้หญิงขึ้นมาสู่อำนาจได้นั้น ผูกพันกับความเชื่อเรื่อง Goddesses แบบเก่า เช่น พระแม่กาลี

อย่างไรก็ตาม คริส เบเกอร์ มองว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีปัจจัยการก้าวสูอำนาจต่างจากผู้นำสตรีคนอื่น ๆได้ ผู้ชายที่ถูกโค่นอำนาจนั้นคือพี่ชาย ไม่ใช่พ่อหรือสามี แต่ก็เป็นพี่ชายที่แสดงบทบาทคล้ายพ่อ ประการที่สองคือ พี่ชายคนนี้ยังมีชีวิตอยู่

“ความแตกต่างนี้ต้องพิสูจน์ว่าเขาจะอยูได้นานหรือเปล่าเมื่อเทียบกับผูนำหญิงคนอื่นๆ”

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า วัฒนธรรมอินเดีย ส่งเสริมให้ผู้หญิงก้าวขึ้นมาได้ ขณะที่จีนไม่มีแนวโน้มแบบนั้น และมักมีคำถามว่า ยิ่งลักษณ์จะอยู่นานเท่าไหร่ “บางคนบอก 6 เดือน บางคนบอก 8 ปี แต่ถ้าดูจากผู้นำหญิงที่ขึ้นมาในลักษณะเดียวกันจะอยู่ได้นาน เช่น สิริมาโว 13 ปี อินทิรา คานธี 15 ปี น่าเป็นห่วงนะ คนบางคนคงไม่สบายใจ”

นางคอราซอน อากีโน โดยอัครพงษ์ ค่ำคูณ

นางคอราซอน อากีโน ซึ่งเลือกแคมเปญทางการเมืองโดยใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ คนฟิลิปปินส์ เรียกเธอสั้นๆ ว่าคอรี่ อาคีโน พื้นฐานเป็นลูกคนรวย เป็นลูกวุฒิสมาชิก เป็นผู้หญิง และถูกส่งไปเรียนที่ต่างประเทศ กลับมาเรียนกฎหมายที่ฟิลิปปินส์ แต่เรียนไม่จบ เนื่องจากพ่อจับแต่งงาน กับเบนิญโน อาคีโน เป็นแม่บ้าน มีลูก 4 คน มีคำพูดล้อเลียนว่าเธอเป็นแค่หญิงเสริฟน้ำชาตอนที่สามีคุยงานการเมือง

ปี 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ และสามีจะถูกประหารชีวิตในสมัยของมาร์กอส แต่สหรัฐอเมริกาขอให้ปล่อยสามีของเธอ เธอและครอบครัวจึงได้ลี้ภัยไปอเมริกาทั้งครอบครัว หลังจากพำนักที่อเมริกา 3 ปี สามีของเธอจึงเดินทางกลับฟิลิปปินส์ 1983 และถูกยิงตายทันที เธอบินกลับมะนิลา 3 วันหลังจากนั้น และเมื่อผ่านกระบวนการสอบสวนตามคำเรียกร้องของสหรัฐอเมริกา (ในชีวประวัติเธอเขียนว่า ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดคือช่วงที่อยู่ที่บอสตัน) ศาลตัดสินปล่อยตัวผู้ต้องหายิงสามีของเธอ เป็นจุดเริ่มต้นที่คอรี่ อากีโนเริ่มเรียกร้องความยุติธรรมให้กับสามี โดยมีพระคาดินัลสนับสนุนและสร้างความเชื่อว่าเธอคือตัวแทนของพระนางแมรี่ ซึ่งจะมาจัดการกับซาตานคือระธานาธิบดีมาร์กอส

อัครพงษ์กล่าวว่า อากีโน หรือผู้นำหญิงในเอเชียนตะวีนออกเฉียงใต้ขึ้นมาได้ส่วนมาเป็นผู้รับความทุกข์ ทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิวัติรัฐประหาร ผู้หญิงจึงอยู่ใรคราบของนารีขี่ม้าขาวนั่นเอง

อากีโน ก็ขึ้นมาด้วยลักษณะนี้ โดยเธอใช้สัญลักษณ์สีเหลือง สามีตายปี 2526 มือปืนถูกปล่อยปี 2528 ทำการรณรงค์ทางการเมืองปี 2529 มีกาเรลือกตั้งปี 2529 ถือเป็นสามปีที่ทำงานหนักมาก ขณะเดียวกันมาร์คอสเป็นที่ชื่นชอบของคนจำนวนมาก เช่นเดียวกับอาคีโน ต่างสาดโคลนใส่กัน แต่ก็มีคนปรามาสเธอว่าเธอไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง ด้วยความที่เธอเป็นคุณหนู เธอก็ยอมรับและว่า เธอบริหารได้ เพราะเธอไม่มีประสบการณ์ในการโกง คอรัปชั่น พูดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว เมื่อเธอขึ้นสู่อำนาจเดือน ก.พ. 2529 เธอก็ก้าวขึ้นมาในวันเดียวกับที่มาร์คอสเดินทางออกนอกประเทศ

แต่รัฐมนตรีของเธอไม่มีผู้หญิงเลย มีแต่ผู้ชาย โดยผู้ชายในคณะรัฐมนตรีของเธอเองซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหมเปิดเผยในภายหลังว่ายอมให้นางอากีโนเป็นผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เพราะว่าพระคาดินัลมาขอร้อง “หญิงถูกใช้ในแง่นี้เพราะเป็นเครื่องหมายของความดีงาม”

อัครพงษ์กล่าวว่าในระยะเวลา 6 ปีที่เธออยู่ในอำนาจ มีปัญหาหลากหลายมาก คนฟิลิปปินส์ ก็รู้สึกธรรมดากับเธอ ขณะที่ประเทศตะวันตกกลับใหความสนใจเธอมาก “คนในคิดแบบหนึ่งคนนอกคิดอีกแบบหนึ่ง” อัครพงษ์กล่าว และอธิบายต่อไปว่า

หากถ้าอ่านวารสารวิชาการ จะพบว่าคนที่ได้อำนาจในยุคของนางอากีโนก็คืออำนาจเก่าที่ถูกกีดกันออกจาก อำนาจในช่วงของมาร์คอส เสียงจากรากหญ้ามองว่าอาคีโนมาบรรเทาความเจ็บปวดรวดร้าวในยุคของความไม่เป็น ประชาธิปไตยของมาร์คอส แต่เธอไม่ได้ทำอะไรจริงจังนอกจากวางรากฐานให้กับผู้ชายคนต่อมาคือฟิเดล รามอส แต่เมื่อเธอลงจากอำนาจก็ยังออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เมื่อเธอตายปี 2009 คนพูดเธอในนามของแม่ของแผ่นดิน

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า นางอากีโน เป็นแค่ตัวเปลี่ยนผ่น เป็นชนชั้นนำ (Elite) ลูกครึ่งจีนฮกเกี้ยน ขึ้นมาสู้ตำแหน่งโดยเกี๊ยเซี้ยเป็นหลัก แม้ว่าจะเป็นความหวังของประชาธิปไตยเป็นความหวังของคนรากหญ้า แต่เมื่อมาเป็นประธานาธิบดีจริงๆ แล้วก็ทำอะไรได้มากเท่าไหร่ ต้องประนีประนอม “และผมคิดว่านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของเรา ที่สุดเธอก็ต้องเกี๊ยเซี๊ย เพราะฉะนั้นก็อย่าไปไว้ใจทาง อย่าไปวางใจนารี”

เมกาวตี ซูการ์โนบุตรี โดยอรอนงค์ ทิพย์พิมล

อรอนงค์ กล่าวว่า นางเมกาวตีไม่แต่งกายด้วยชุดสากล ทรงผมแบบชวาดั้งเดิม มักจะออกงานด้วยชุดสีแดงเพราะเป็นสีประจำพรรค

คนอินโดเรียกเธอว่า อิบูเมกา อิบูความหมายหนึ่งคือแม่ อีกความหมายหนึ่งเรียกนำหน้าผู้หญิงและสถานะความเป็นแม่บ้านเป็นภาพที่เธอ ต้งการนำเสนอ และโลกรู้จักเธอเมื่อเธอก้าวเข้ามเป็นประธานาธิบดีคนที่ 5 เธอเป็นลูกของเมียที่ 3 และเป็นผู้นรำของพรรค PDIP รูปสัตว์ประจำพรรคคือรูปกระทิงแดง

นางเมกาวตีเรียนมหาวิทยาลัยสองครั้ง ครั้งแรกไม่จบเพราะว่าพ่อถูกรัฐประหาร ครั้งที่ 2 แต่งงานเสียก่อน และเมื่อเธอขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี สิ่งที่กลุ่มผู้หญิงทำต่อเธอคือ ขุดคุ้ยชีวิต ว่เธอผ่านการแต่งงานสามครั้ง สามีคนแรกเป็นนักบิน สามีคนที่สองคือนักการทูตชาวอิยิปต์ และคนที่สามเป็นคู่ชีวิตจนถึงปัจจุบันซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษา ประชาชนในปัจจุบัน

เธอเคยแอคทีฟในขบวนการนักศึกษาในอินโดนีเซียมาก่อน เข้าสู่อาชีพนักการเมืองเมื่อาอยุ 39 ปี และเข้าไปเป็นส.ส. โดยใช้เวลาแคมเปญแค่ปีเดียว และได้รับการเลือกเป็นหัวหน้าพรรคพีดีไอปี 1993 โดยที่ซูฮาร์โตไม่พอใจมาก ทำให้มีการเลือกตั้งอีกครั้งโดยที่ซูจาดี ได้รับการเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ขณะที่เมกาวตีและผู้สนับสนุนของเธอไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งตำแหน่งผู้นำพรรค ครั้งนั้น และส่งผลเป็นความรุนแรง เธอไม่ยอมหนีจากวงการการเมือง และยิ่งได้รับควาเมห็นใจและโดดเด่นมากขึ้นในเวทีการเมืองของอินโ และหลังจากนั้นพรรคพีดีไอ จึงแตกเป็นสองส่วน

เมื่อซูร์ฮาร์โตถูกโค่นลงไปในปี 1998 ก็มีเสรีในการตั้งพรรคการเมือง จึงตั้งพรรคใหม่เป็นพรรค PDIP

ปี 1999 เธอไดรับคะแนนเลือกตั้งเป็นอันดับ คือหนึ่งประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ขณะนั้นมีการต่อต้านจากผู้นำศาสนาสายเคร่งครัดซึ่งให้เหตุผลว่าผู้หญิง ไม่ควรเป็นผู้นำประเทศ และสุดท้าย เธอแพ้โหวตให้อับดุลเราะห์มาน วาฮิด ไปในที่สุด

ปี 2001 สภาที่ปรึกษาประชาชนถอดถอนวาฮิดออกจากตำแหน่ง และลงมติให้นางเมกาวตีดำรงตำแห่งแทน เหตุผลที่ถอดถอนายวาฮิดมาจากการดำเนินนโยบายแข็งกร้าว โดยเฉพาะต่อทหาร โดยที่เมกาวตีดำรงตำแหน่งมาจนครบวาระ และในปีที่เธอขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ก็เป็นปีครบรอบ 100 ปีประธานาธิบดีซูร์การ์โน พ่อของเธอ ซึ่งเป็นผู้ประกาศเอกราชและได้รับการยกย่องในฐานะบิดาแห่งชาติ ยิ่งทำให้ภาพของเมกาวตีเด่นชัดมากขึ้น

นางเมกาวตีลงเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2004 แต่ปีนี้เป็นปีแรกการเลือกตั้งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เธอแพ้ให้กับซุซิโล บัมบัง ยุดโยโน

ในด้านภาพลักษณ์นั้น เมกาวตี เป็นคนที่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างรุนแรงพอๆ กับเสียงคัดค้าน ภาพลักษณ์แม่หรือแม่บ้านเป็นสิ่งที่เธอภูมิใจนำเสนอ เป็นการตอกกลับระเบียบใหม่ เพราะว่าระเบียบใหม่พยายามให้ผู้หญิงเป็นแม่บ้าน เธอจะมีลักษณะที่ดูอบอุ่น เหมือนแม่ เป็นคนที่พูดน้อย เงียบมากและถูกค่อนขอดว่าการอ่านร่างแถลงการณ์เพราะมีคนเขียนให้ ถ้าถามนอกสคริปต์ก็ตอบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศอินโดนีเซียมีสุภาษิตว่า “นิ่งคือทอง”

“เมกาวตีอาจจะเป็นประธานาธิบดีคนแรกและคนเดียวที่ถูกสื่อจวกอย่างสาดเสีย เทเสีย เพราะมีเสรีภาพมาก เช่น ปากเหม็นน้ำมัน หมายถึงคอร์รัปชั่น หรือความสามารถแค่นี้เป็นได้แค่นายอำเภอ แต่ยิ่งถูกเหยียดหยามมากๆ เธอก็ยิ่งโดเด่นเพราะไม่ตอบโต้เลย” อรอนงค์กล่าว

ความท้าทายอย่างยิ่งของเมกาวตีคือ ทหารซึ่งให้ความสนับสนุนเธอมากกว่าวาฮิด , ปัญหาขบวนการแบ่งแยกดินแดน การที่เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทหาร ทหารจึงดำเนินการอย่างรุนแรงที่อาเจะห์และอิเรียนจายา, ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่เงป็นปัญหาที่โค่นซูฮาร์โตลงไป และบรรยากาศการเรียกร้องการปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องจากการที่ นักศึกษาและประชาชนเรียกร้องต่อซูฮาร์โตให้ปฏิรูปประเทศทุกด้านและการลด บทบาททหาร แต่ปรากฏว่าบทบาทของเธอขัดกันเอง คือเธอต้องประนีประนอมกับทหารอย่างมาก

“ถ้าจะมองว่าเมกาวตีเป็นลุกไม้หล่นไกลต้น คือ พ่อเธอชนกับทหารอย่างรุนแรง อีกเรื่องคือ มีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างยิ่งของอเมริกาและชาติตะวันตก หลังเหตุการณ์ 9-11 เป็นประเทศแรกที่ประกาศจะจัดการกับผู้ก่อการร้าย”

“อนาคตการเมืองของเมกาวตีเหมือนไม่ตาย เธอคิดจะลงชิงตำแหน่งปธน. อีกครั้งปี 2014 ซึ่งหลายคนคาดการณ์ว่าเธออาจจะมาได้อีกครั้ง เพราะไม่มีผู้ชายเหมาะสม และขณะนี้ยุดโยโนไม่สามารถจัดการปัญหาการศึกษา และตามรัฐธรรนูญของอินโดนีเซียแล้ว ประธานาธิบดีสามารถดำรงตำแหน่งได้แค่สองสมัย และถ้าจะส่งใครมาลงก็ตามคนจะเลือกก็อาจจะไม่เลือกแล้วพราะดีแต่พูด ทำไม่ได้จริง” อรอนงค์กล่าวในที่สุด

อองซาน ซูจี โดย ดุลยภาค ปรีชารัชช

อองซานซูจีไม่เหมือนอาโรโย หรือเมกาวตี เธอชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ประวัติศาสตร์ก็เล่นตลก ทำให้เธอไม่ได้รับตำแหน่งในการเป็นผู้นำพม่า เพราะรัฐบาลทหารพม่าล้มกระดาน และปลายปีที่แล้วก็ถอดเครื่องแบบทหารใส่ชุดพลเรือนเป็นรัฐบาลที่มาจากการ เลือกตั้ง แต่เธอเหนือกว่าคนอื่นคือเธอเป็นผู้นำสตรีคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล และต้องส่งลูกชายไปรับแทน

สิ่งที่ต้องมองให้ออกว่าเพราะอะไรเธอจึงไม่มีโอกาสได้ก้าวมาเป็นผู้นำ พม่า และเพราะอะไรจึงพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ที่ต้องตกเป็นหมากของรัฐบาลทหารพม่า

ชีวประวัติอองซาน

เกิดเมื่อประมาณ 1945 ปลายสงครามโลกครั้งที่ 2เป็นบุตรสาวของบิดาผู้กู้เอกราชพม่า คือนายพลอองซาน และถูกฆ่าตายตอนเธออายุ 2 ปี และได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวของบิดาจากมารดา จากคนรอบข้างและะชนชั้นนำทหารระดับสูงเป็นต้นแบบให้อองซานได้คลุกคลีและ เรียนรู้

เมื่ออายุ 16 ปี ดอว์ ขิ่น ยี มารดาได้รับแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตพม่า ที่เดลี เธอจึงได้ไปรับการศึกษาที่สถาบันการศึกษาชั้นเยี่ยมที่นั่น และมีโอกาสพูดคุยกับมหาตมะ คานธี ยวาหราล เนห์รู ประสบการณ์ที่ดีในอินเดียทำให้เธอได้รับแบบอย่างที่ดีคือหลักสัตยาเคราะห์ คือการเรียกร้อง การเคลื่อนไหวทางกาเรมืองโดยไม่ใช้กำลังแม้จะถูกจับกุม กักขังบริเวณในเวลาต่อมา เธอก็ยืนหยัดได้

หลังจากนั้นเธอจบจากออกซ์ฟอร์ดสาขาปรัชาเศรษฐศาสตร์และการเมือง และทำงานที่มหาวิทยาลัยลอนดอน และย้ายไปประจำกองเลขาธิการสหประชาชาติ โดยที่อูถั่นทำหน้าที่เป็นเลขาธิการ เธอได้เรียนรู้เทคนิคการพูดต่อหน้าชุมชน มีประสบการณ์การพีอาร์กับต่างประเทศ เทคนิคเหล่านี้ทำให้เธอแตกต่างและเหนือชั้นกว่าผู้นำพม่าคนอื่นๆ รุ่นเดียวกัน ทและมีวิสัยทัศน์ที่กวางไกล

เมื่อกลับมายังประเทศพม่าปี 1988 เธอรู้จักการใช้วาทศิลป์ การเข้าถึงฝูงชน เป็นทักษะที่ผู้นำทหารพม่าไม่คาดคิดมาก่อน

ผู้ชายสองคนในชีวิต

บิดาและสามี เป็นผู้ชายสองคนที่ให้คุณและให้โทษต่อภาพลักษณ์ต่อยุทธศาสตร์และยุทธวิธีแตก ต่างกันไป กรณีของอองซาน ซึ่งไม่ได้เป็นบิดาแห่งการเรียกร้องเอกราชของพม่าเพียงอย่างเดียว แต่เขาคือผู้ก่อตั้งกองทัพพม่า (ทัดมาดอว์) ประสบความสำเรจในการขับไล่กองทัพญี่ปุ่น ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเนวินและทหารระดับสูง แต่สิ่งสำคัญคือ เมื่ออองซานซูจีกลับมาเยี่ยมมารดาที่เจ็บป่วย ก็เกิดอุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์ทำให้เธอไปโลดแล่นในการเมืองพม่า แต่สิ่งเธอใช้คือการใช้ภาพของนายพลอองซาน และบุคลิกการพูดจาก็จับใจชาวพม่ามาก และบอกว่าเธอเหมือนพ่อไม่มีผิด และสิ่งที่ทหารมองเห็นคืออองซานกำลังจะแยกนายพลอองซานออกจากอ้อมกอดของกอง ทัพพม่า เพราะว่าบทบาทของทหารจะพบว่ามีการสร้างอนึสาวรีย์ให้กับนายพลอองซานพอสมควร แต่เมื่อดอว์อองซานเข้ามาคือการแยกนายพลอองซานออกไปจากกองทัพพม่า จึงต้องแย่งชิงกลับมา แต่เมื่อแยกไม่ได้ ก็กักบริเวณ และลบภาพของนายพลอองซานออกจากความทรงจำของพม่าเสีย และปัจจุบันไม่เห็นแล้ว ยอนกลับไปหายุคราชวงศ์พม่า

ประเด็นต่อมา การที่จะเข้าใจอองซานคือเขตอิทธิพลของพม่า ที่ผ่านมาสังคมพม่านับถือนัต หรือผี เทวดาชั้นสูง และมีผีผู้หญิงด้วย แสดงว่าผู้หญิงก็ได้รับความนับถือ แต่พื้นที่ให้ซูจีไดหยัดยืนกลับไม่มีในสังคมพม่า เพราะฐานการเคลื่อนไหวอยู่ที่นอกสังคมพม่าทั้งหมด และปัจจุบันแม่แต่ในสังคมไทยก็ไม่มีบทบาทเพราะนโยบายรัฐไทยต่อพม่าเปลี่ยน ความเปลี่ยนแปลงนี้รวมถึงท่าทีจากประเทศอินเดียด้วย

อนาคตของอองซานจะเป็นเช่นไร

ปัจจุบันนายพลเตงเส่งเป็นนายกรัฐมนตรีและดูเหมือนว่าจะสานสัมพันธ์กับซู จี หากแต่คลื่นใต้น้ำไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะตอนนี้มีการประลองกำลังแล้วโดยทหารอีกกลุ่มที่เป็นอนุรักษ์นิยมเห็นตรง กันข้าม ถ้ามีกำลังยึดอำนาจคืนอีก ภาพอองซานซูจีในอนาคตจะลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย

สุดท้าย การเมืองมีสามเส้า คือกองทัพ ซูจี และกลุ่มชาติพันธุ์ สิ่งที่ซูจีจะทำได้ก็คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มชาติพันธืเพื่อ ให้ฐานทางการเมืองของเธอเข้มแข็งขึ้น แต่ปัญหาคือเมื่อถามความเห็นจากกลุ่มชาติพันธุ์แน่นอนว่าคำตอบก็คือ “พม่าก็คือพม่า”( Burmese is Burmese )

เพศสภาวะ โดย พิเชฐ สายพันธ์

เส้นทางการเมือง ประเด็นที่สำคัญประการหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือวิกฤตที่เกิดขึ้นก่อนทำให้ เกิดสถานภาพผู้นำสตรี สิ่งที่สำคัญคือผู้นำสตรีเหล่านี้ผ่านการเลือกตั้งด้วยกระบวนการประชาธิปไตย ผู้นำสตรีกลุ่มนี้เป้นภาพสะท้อนที่สำคัญของกระบวนการประชาธิปไตยในเอเชีย และเกิดขึ้นเพราะความผูกพันทางครอบครัว นี่เป็นพื้นฐานที่สำคัญ เราไม่พบว่าผู้นำสตรีเหล่านี้ไม่ได้มาจากความผูกพันทางครอบครัวกับอดีตผู้นำ ทางการเมืองที่เป็นผู้ชาย ความผูกพันเกิดขึ้นในฐานะที่ผู้นำสตรีเหบล่านี้เป็นเมีย แม่ น้องสาว เป็นระบบวงศ์วานว่านเครือ

ประด็นต่อมาคือพื้นฐานทางสังคม ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มาจากกลุ่มคนที่มีสถานภาพที่มีสถานภาพเป็นชนชั้นสูงทั้ง นั้นไม่มีลูกสาวชาวนา ไม่มีเมียพ่อค้าตามตลาด ล้วนมาจากตระกูลผู้นำทางสังคมทั้งนั้น

ประเด็นที่อยากชี้ให้เห็นคือ เราพูดถึงสิ่งที่บอกว่าลักษณะทางสังคมที่ค่อนข้างหลากหลายในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้คือศาสนา ขอให้สังเกตว่าทุกบริบทสังคมไม่ได้อยู่ในบริบทศาสนาแบบเดียวกัน ศาสนาอิสลามกลับเป็นแรงกดดันหรือเป็นแรงต้านต่อการขึ้นมาสู่ความเป็นผู้นำ ของสตรี ในพม่า พุทธศาสนาเป็นองค์กรสำคัญในการสนับสนุนบทบาทของอองซานซูจี ส่วนประเทศไทยนั้น พุทธศาสนาไม่มีพลัง นี่เป็นแง่มุมที่เห็นว่าหลายอย่างเราต่างกัน

พื้นฐานทางสังคม โครงสร้างทางสถาบันหลายอย่างของเราต่างกัน ประเด็นที่เหมืนกัน คือ ระบบครอบครัว เครือญาติ วงศ์วาน

ในท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นล้วนปกครองด้วยผู้นำสตรี และผู้นำสตรีท้องถิ่นมีมากก่อนการสถาปนาเป็นบ้านเมืองหรือาอณาจักร

กรณีปัตตานี ในศตวรรษที่ 17 สะท้อนถึงวัฒนธรรมมลาโยโพลินีเชียน ที่ให้ความสำคัญกับสายตระกูลของมารดา

เรารับวัฒนธรรมศาสนาจากอินเดียและวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่จากจีน อทธิพลการสืบตระหูลจากมารดา คงทิ้งรองรอยให้เห็นเพียงบทบาทของการตั้งถิ่นฐานอยู่ในกลุ่มที่อยู่อาศัยของ ฝ่ายมารดา

ผู้หญิงที่เข้ามาในสถานการณ์วิกฤต สามารถดึงควาเมป็นหญิงมาแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ เหมือนการดูแลปกป้องครอบครัวของตัวเอง ที่สำคัญอีกประการคือ ความบริสุทธิ์ เราจะพบว่าความตั้งใจจริงของการที่ผู้นำสตรีเหล่นี้ขึ้นมาจะเกิดจาก เหตุการณ์วิกฤตก่อน สะท้อนความสกปรก อธรรม ไม่ชอบธรรมทางสังคม ผู้หญิงจึงเปนตัวแทนของคามบริสุทธิ์ที่เข้ามาเพื่อชำระล้างความสกปรก จากกระบวนการทางการเมืองที่เกิดจากบทบาทชายเป็นใหญ่ ซึ่งถูกควบคุมโดยกองกำลังทหารในหลายๆ ประเทศ

เราพบว่าผู้นำสตรีเหล่นี้ขึ้นมาเพื่อประนีประนอมต่อรองสนทนากับอำนาจฝ่ายทหาร

“ในอนาคตในกรณีของประเทศไทย ผมคิดว่าเธอมาเหมาะกับสถานการณ์แล้วและเป็นเวลาของเธอ และอย่าลืมว่าเธอเหล่านี้เมื่อก้าวขึ้นมาแล้วมีบทบาทในการทรานฟอร์มสังคม มีบทบาทในการปรับเปลี่ยนฟิ้นฟูประชาธปิไตย สร้างความชอบธรรมทางการเมือง”

ถาม-ตอบ

ยิ่งลักษณ์จะอยูรอดหรือไม่ ถ้ารอด เธอจะอยูได้กี่เดือนหรือกี่ปี

คริส เบเกอร์ : ผู้นำหญิงเกือบทุกคนเมื่อขึ้นสู่อำนาจมาใหม่ คนทั่วๆ ไปจะบอกว่าจะอยู่ไม่นาน ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือที่อินเดีย ผู้ใหญ่ในพรรคการเมือง ตกลงไม่ได้ว่าใครน่าจะขึ้นมาเป็นผู้ผนำก็เสนอชื่อนางอินทิรา คานธี แต่ต่อจากนั้นเขาอยู่ 15 ปี และเป็นผู้หญิงที่มีอำนาจมาก

ผมคิดว่าน่าจะมีหลายปัจจัยที่เรามองไม่เห็น แต่ถ้าถามผมผมคิดว่าจะอยู่นาน นานเท่าไหร่ผมไม่ทราบแต่น่าจะนานหลายปี

พิเชฐ สายพันธ์ : ถ้าดูจากโมเดลผู้นำสตรีในภูมิภาคเอเชีย ก็จะพบว่าอยู่นาน กรณียิ่งลักษณ์ ตอนนี้ไม่มีความเสuยหาย โอกาสที่จะอยู่ได้นานก็มีมาก และถ้าสามารถรักษาตัวได้ระยะหนึ่ง ภาวะการเป็นนักการเมืองมืออาชีพของยิ่งลบักษณ์จะยาวนานมากกว่านี้อีก

อรอนงค์ ทิพย์พิมล : อินโดนีเซียไม่มีสถาบันบางสถาบันที่ให้ทหารใช้อ้างในการยึดอำนาจ แต่กรณีของไทยมีทหารที่พร้อมจะยึดอำนาจ

สุภัตรา ภูมิประภาส : กรณีของยิ่งลักษณ์ จากประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ในภูมิภาคนี้ ทุกคนอยู่ครบเทอม และไม่มีใครถูกรัฐประหารออกเลย แม้จะอยู่ท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรด และถ้าดูจากยิ่งลักษณ์ตอนนี้ ก็ยังรักษาตัวได้ดี และถ้ายังรักษาได้แบบนี้ก็น่าจะอยู่ไปอีกนาน

ปัจจัยอะไรที่จะทำให้ยิ่งลักษณ์ออกจากการเมืองก่อนกำหนด

ดุลยภาค : ต้องเข้าใจเส้นบางๆ ระหว่างกองทัพกับพลเรือน ที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับอิศรวินขี่ม้าขาว มาวันนี้เป็นนารีขี่ม้าขาว แต่ก็ต้องดูเรื่องโผทหาร สองคือนโยบายต่อเพื่อนบ้าน คือเขาพระวิหาร

อัครพงษ์ : ในฟิลิปปินส์สถาบันที่มีผลอย่างยิ่งคือศาสนา แต่ในกรณีของไทยท่านก็คงทราบดีว่าสถาบันอะไรที่มีผลส่งเสริมสนับสนุน