WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 25, 2011

4 ข้อเสนอนิติราษฎร์ “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยา”

ที่มา Voice TV



รายการ Intelligence ประจำวันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2554

ครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน ปีนี้มีการจัดกิจกรรมกันอย่างคึกคักโดยเฉพาะเวทีเสวนาทาง วิชาการ หนึ่งในเวทีที่ได้รับความสนใจมาก คือ การออกแถลงการณ์ 5 ปีรัฐประหาร 1 ปีนิติราษฎร์ ของคณะนักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านกฎหมาย ในนามกลุ่มนิติราษฎร์

อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ จากกลุ่มนิติราษฏร์ ได้ชี้แจงถึง การเกิดขึ้นของคณะนิติราษฎร์ บทบาทของนิติราษฎร์ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ไฮไลท์ของแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ในโอกาสนี้ คือ ข้อเสนอ 4 ประเด็น

ข้อเสนอแรก คือ การลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร กันยายน ด้วยการประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัย และคำพิพากษาที่เกิดจากการริเริ่มกระบวนการโดยคณะรัฐประหารอบ ณะนิติราษฎร์ธรรมศาสตร์ นักวิชาการกลุ่มนี้้ แต่ไม่ใช่การนิรโทษกรรม หรือไม่ใช่การอภัยโทษ หรือ การล้างมลทินแค่ผู้ถูกกล่าวหา

ข้อเสนอที่สอง คือ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความเห็นประชาชน

ข้อเสนอที่สาม คือ การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยา อำนวยความยุติธรรให้ทุกฝ่าย

ข้อเสนอที่สี่ คือ การยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แล้วจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับมาเป็นต้นแบบ เช่น รธน.ปี 2475 2489 2540

ไปฟังการชี้แจงจากอ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หนึ่งในคณะนักวิชาการ “นิติราษฎร์”

ติดตามรายการ Intelligence ได้ตั้งเเต่เวลา 20.30 - 21.30 น. ทางวอยซ์ทีวี

19 ก.ย.2549 เส้นแบ่ง ยุคสมัย การเมืองไทย

ที่มา มติชน


(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 23 กันยายน 2554)


รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้กลายเป็น "จุดตัด" และ "เส้นแบ่ง" ในทางประวัติศาสตร์ที่ทรงความหมาย

ความโกรธเกรี้ยวต่อ "คณะนิติราษฎร์" คือรูปธรรมซึ่งร้อนแรงยิ่ง

แถลงการณ์แสดงสภาวะ "เน่าเสีย" อันดำรงอยู่ภายในกระบวนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เหมือนการเทน้ำเกลือราดลงไปบนแผล

แผลอันเกิดจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

อาการ ดิ้น ร้องเร่า ด้วยความปวดเจ็บ ไม่ว่าจะมาจากนายทหารแห่ง คมช. ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองเก่าแก่บางพรรค ไม่ว่าจะมาจากปัญญาชน นักวิชาการ

สะท้อนว่าน้ำเกลือที่มาจาก "คณะนิติราษฎร์" ทรงพลานุภาพ

ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ในสายตาของปัญญาชน นักวิชาการ ที่เคยเห็นชอบด้วยกับการรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อน มีบทสรุปตรงกันว่าเป็นรัฐประหารที่เสียของ หน่อมแน้ม

แต่ก็ยอมไม่ได้เมื่อได้ยินเสียงวิจารณ์จาก "คณะนิติราษฎร์"

ผล จากกระบวนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อาจเป็นความเลวร้าย ฉุดรั้งพัฒนาการแห่งระบอบประชาธิปไตย กระนั้น ในความเลวร้ายก็เป็นครูด้านกลับในลักษณะแห่งบทเรียน

นั่นเห็นได้จาก ลักษณะอันเป็นจุดตัดและเส้นแบ่งในทางประวัติศาสตร์

ลักษณะประวัติศาสตร์ หนึ่ง อยู่ที่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นเส้นแบ่งอย่างมีนัยสำคัญในทางการเมือง

เป็นเส้นแบ่งในทางความคิด

นั่นก็คือ แบ่งระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วย กับ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อันเป็นผลสะเทือนอย่างสำคัญต่อการประเมินคนคนหนึ่งในกาลต่อมา

เหมือนประเมินบทบาทของแต่ละคนในสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516

เหมือนประเมินบทบาทของแต่ละคนในสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2519

เหมือนประเมินบทบาทของแต่ละคนในสถานการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

ความ น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ การเลือกข้างแบ่งฝ่ายจากสถานการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นำไปสู่การเลือกข้างแบ่งฝ่ายจากสถานการณ์สลายการชุมนุมในเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553

ความสัมพันธ์ของสถานการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับ สถานการณ์สลายการชุมนุมเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 นี้เองที่กำลังกลายเป็นตลกร้ายในทางการเมือง

นำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554

นำไปสู่การประเมินและสรุปถึงความรุ่งโรจน์และเลวร้ายอันเนื่องจากวาระครบรอบ 5 ปี แห่งสถานการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ปฏิกิริยาต่อแถลงการณ์ "คณะนิติราษฎร์" ไม่ว่าจะมาจากผู้ที่เคยทำรัฐประหาร ไม่ว่าจะมาจากผู้ที่ร่วมมือและได้รับผลพวงจากกระบวนการรัฐประหาร

ด้านหนึ่ง ปฏิเสธบทบาทและความหมายของ "คณะนิติราษฎร์"

ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง เท่ากับเป็นการยอมรับต่อบทบาทและความหมายของ "คณะนิติราษฎร์" ที่ดำรงอยู่ในทางความคิด ในทางการเมือง และในทางการจัดตั้ง

เท่ากับการปฏิเสธด้วยว่าการดำรงอยู่ของ "รัฐประหาร" มีผลสะเทือน ลึกซึ้ง

ทั้งๆ ที่บทบาทและความหมายของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นเรื่องเลวร้าย ล้มเหลว แม้กระทั่งในสายตาของผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในการปูทาง สร้างเงื่อนไข และเคยชโยโห่ร้องต้อนรับ ขานรับ และเข้าร่วม ก็เห็นด้วย

เห็นด้วยว่าการเลือก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นการเลือกที่ผิด

เห็นด้วยว่าการผลักดัน ลงทุนลงแรง สนับสนุนให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยจัดตั้งในค่ายทหาร เป็นการเลือกที่ผิด

เพราะหากเป็นการเลือกที่ถูก การเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 คงไม่แพ้

เพราะหากเป็นการเลือกที่ถูกต้อง เหมาะสม การเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 คงไม่แพ้อย่างหมดรูป

ทั้งหมดนี้คือเสียงยืนยันว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการ "รัฐประหาร"

ความเห็นต่างในเรื่องรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะยังคงมีอยู่และเด่นชัดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ

การศึกษา การทำความเข้าใจต่อเรื่องราวอันเกิดขึ้นก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงมีความจำเป็นและมีความสำคัญเป็นอย่างสูง

เพราะหากไม่ทำความเข้าใจก็อาจจะทำความผิดซ้ำขึ้นมาอีกเหมือนที่เกิดเมื่อ 5 ปีก่อน

นิติราษฎร์ ออกแถลงการณ์"ความผิดพลาดคลาดเคลื่อน 7 ประการ"ยืนยันไม่ได้"ล้างผิด"ให้ใคร

ที่มา มติชน





การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙


ตามที่คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำแถลงการณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ และเผยแพร่สู่สาธารณชน
เมื่อ วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๔ ไปแล้วนั้น ปรากฏว่าได้มีการนำเสนอข่าวสารโดยสื่อมวลชนจำนวนมากในลักษณะที่ผิดพลาดคลาด เคลื่อนไปจากข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ จนสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอให้ “ลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙” ประกอบกับมีผู้ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดของข้อเสนอดังกล่าวให้เข้าใจ อย่างเพียงพอ คณะนิติราษฎร์จึงเห็นสมควรชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

๑.ในแถลงการณ์เนื่องในโอกาสครบ รอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ ๕ ปีรัฐประหาร คณะนิติราษฎร์มีข้อเสนอรวม ๔ ประเด็น ได้แก่ การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙, การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๑๒, กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำาเลยและการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร
๑๙ กันยายน ๒๕๔๙, การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ปรากฏว่าสื่อมวลชน นักการเมือง และบุคคลทั่วไปกลับมุ่งความสนใจไปในประเด็นแรกเรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐ ประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นพิเศษ ซึ่งคณะนิติราษฎร์เห็นว่าสื่อมวลชนบางสำนัก และนักการเมืองจำนวนหนึ่งเข้าใจข้อเสนอของเราคลาดเคลื่อน ทั้งโดยเจตนา และไม่เจตนา

๒. คณะนิติราษฎร์ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าข้อเสนอเรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐ ประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรม หรือการอภัยโทษ หรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและไม่ใช่เป็นการลบ ล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดดังนั้น หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทาง กฎหมายปกติได้ จึงไม่ควรมีบุคคลใดไปกล่าวอ้างอีกต่อไปว่าคณะนิติราษฎร์เสนอให้ “ล้างผิด” ให้แก่นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาและถูกพิพากษาจากกระบวนการที่ริเริ่มและ สัมพันธ์กับรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

๓. เหตุที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ประกาศลบล้างคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำาวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองก็เนื่องจากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นำเอาประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) มาใช้บังคับแก่คดี จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำาวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและคำาพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองเป็นผลจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

๔. คณะนิติราษฎร์ยืนยันว่าผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ต้องถูกลบล้าง แต่เนื่องจากการกระทำที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มีหลายรูปแบบ ก่อตั้งสิทธิและหน้าที่และส่งผลกระทบต่อบุคคลจำนวนมาก เพื่อรักษาความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะและคุ้มครองความเชื่อถือไว้วางใจ การลบล้างผลพวงของรัฐประหารดังกล่าว จึงต้องกระทำโดยคำานึงถึงบุคคลผู้สุจริตด้วย ด้วยเหตุนี้ ในหลักการ คณะนิติราษฎร์จึงไม่ได้เสนอให้ลบล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นการทั่วไป

ส่วนที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ เฉพาะมาตรา ๓๖ และมาตรา๓๗ ก็เนื่องจากบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวเป็นการนิรโทษกรรมการรัฐประหารและ รับรองการกระทำใดๆของคณะรัฐประหารให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

๕. การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ตามข้อเสนอของเรานั้นสามารถทำได้ในทางกฎหมาย ดังตัวอย่างที่ปรากฏให้เห็นในนานาอารยประเทศ ได้แก่ การประกาศความเสียเปล่าของคำพิพากษาสมัยนาซีในเยอรมนี, การประกาศความเสียเปล่าของการกระทำใดๆสมัยระบอบวิชี่ในฝรั่งเศส, การประกาศความเสียเปล่าของคำาพิพากษาที่ลงโทษบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือผู้ หลบหนีลี้ภัยจากนาซีในสวิตเซอร์แลนด์, การประกาศความเสียเปล่าของการกระทำใดๆของรัฐบาลเผด็จการทหารตั้งแต่รัฐ ประหาร ๒๑ เมษายน ๑๙๖๗ ถึง ๒๕ พฤศจิกายน ๑๙๗๓ ในกรีซ, การยกเลิกเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของคณะรัฐประหาร ๑๒กันยายน ๑๙๘๐ ในการไม่ถูกดำเนินคดีในตุรกี และความพยายามผลักดันให้ตรากฎหมายประกาศความเสียเปล่าของคำพิพากษาในสมัยระ บอบฟรังโก้ในสเปนเป็นต้น

๖. ต่อข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดคณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร เฉพาะรัฐประหาร๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เท่านั้น เหตุใดจึงไม่เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหารในครั้งอื่นๆด้วย คณะนิติราษฎร์มีจุดยืนปฏิเสธรัฐประหารทุกครั้งที่ล้มล้างรัฐธรรมนูญ และทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย แต่เหตุที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในเบื้องต้นก่อนนั้น ก็เพราะว่าผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ยังคงดำารงอยู่ และเป็นต้นตอของความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยในขณะนี้

๗. ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการไม่ยอมรับรัฐประหาร เมื่อระบบกฎหมาย-การเมืองเข้าสู่ปกติ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ (Pouvoir constituant) เป็นของประชาชน ประชาชนในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ในระบอบประชาธิปไตย ย่อมมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการลบล้างผลพวงของรัฐประหารคณะนิติราษฎร์ขอ ยืนยันว่า แถลงการณ์ของเราเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปฏิเสธรัฐประหารอย่างถึงที่สุด

ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ยึดมั่นหลักการ เคารพกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้องและเป็นธรรม หลักความมั่นคงแห่งนิติฐานะและการคุ้มครองความเชื่อถือไว้วางใจต่อการดำรง อยู่ของกฎหมาย หลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ซึ่งหลักการทั้งหลายเหล่านี้จำาเป็นอย่างยิ่งในนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และคณะนิติราษฎร์ยืนยันที่จะปกป้องหลักการทั้งหลายเหล่านี้อย่างสุดกำาลัง ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

วรเจตน์ ภาคีรัตน์
จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
ธีระ สุธีวรางกูร
สาวตรี สุขศรี
ปิยบุตร แสงกนกกุล
ปูนเทพ ศิรินุพงศ์
คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, ๒๕ กันยายน ๒๕๕๔

เฉลิม-เพรียวพันธุ์โชว์ผลงานจับยาเสพติดที่แม่สาย

ที่มา ข่าวสด

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 ก.ย. ที่สภ.แม่สาย จ.เชียงราย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศพส.) พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รักษาการ ผบ.ตร.แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดโดยมีของกลางเป็นยาบ้าซุกซ่อน ในเข่งใส่ผักจำนวน 80,000 เม็ด รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีน้ำเงิน ทะเบียน บร 9640 เชียงราย รถยนต์ยี่ห้อและสีเดียวกันทะเบียน 70-2054 เชียงราย และผู้ต้องหา 1 คนชื่อนายวีระ กุญแจทอง อายุ 49 ปี บ้านเลขที่ 103 ม.1 ต.ป่าสัก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่าการจับกุมมีขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับชุดเฉพาะกิจของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ และทหาร ฉก.ม.2 กองกำลังผาเมือง สืบทราบจะมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดเข้ามาทางชายแดนไทย-พม่า อ.แม่สาย จึงวางกำลังตามจุดต่างๆ อย่างเข้มงวด คดีนี้ได้ใช้การยึดทรัพย์โดยประมาณมูลค่าได้ประมาณ 100 ล้านบาท เพราะรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเรื่องปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายวาระแห่งชาติ โดยถือว่าการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการ แต่จะทำการยึดทรัพย์เป็นภาระกิจหลัก เพื่อให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดได้รู้ว่า หากทำแล้วได้เงินไป แต่ก็ไม่ได้ใช้ทรัพย์สินดังกล่าว

ด้าน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวว่าสอบสวนทราบว่าได้รับจ้างจากชายอีกคนชื่อนายห่วง เจ้าหน้าที่จึงขยายผลสืบหาตัวนายห่วงและไปยึดรถยนต์บรรทุกคันที่สองได้อีก คันได้ที่อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร ซึ่งรถคันดังกล่าวอยู่ในขบวนการเดียวกันแต่ทำทีเป็นขนไม้กวาดไปเต็มคันหลัง รถเพื่ออำพลาง และเบื้องต้นยังสารภาพว่าเคยขนมาแล้วถึง 3 ครั้ง

วันเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ได้เดินทางไปตรวจสอบสถานการณ์ยาเสพติดที่ด่านพรมแดน อ.แม่สาย แห่งที่ 1 และ 2 รวมทั้งสามเหลี่ยมทองคำชายแดนไทย-พม่า และ สปป.ลาว และท่าเรือแม่น้ำโขง อ.เชียงแสน โดยพบบางจุดเจ้าหน้าที่ขาดแคลนอุปกรณ์ตรวจสอบยาเสพติดที่ทันสมัยโดยเฉพาะ เครื่องเอ๊กซเรย์ ซึ่งทาง ร.ต.อ.เฉลิม รับปากจะผลักดันด้านงบประมาณการจัดซื้ออุปกรณ์ให้ต่อไป

“ปู-มาร์ค”ร่วมงาน“ต่อต้านคอร์รัปชั่น” ครั้งแรกออกอาการเขิน

ที่มา ข่าวสด




เมื่อเวลา 07.30น. วันที่ 25 ก.ย. ที่บริเวณสวนลุมพินี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานรวมพลังรณรงค์ "ต่อต้านคอร์รัปชั่น" โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน อดีตนายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ รมว.พาณิชย์ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา ศิลปินดารา ร่วมงานด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายอภิสิทธิ์ ได้พบและร่วมงานเดียวกันอย่างเป็นทางการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งสองคนมีสีหน้าเคอะเขินเล็กน้อย นายอภิสิทธิ์ เดินทางมาถึงสถานที่จัดงานตั้งแต่เวลา 07.00น. ส่วนน.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาถึงเมื่อเวลา 07.20 น. โดยเมื่อมาถึงผู้จัดงานได้เชิญให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าไปนั่งที่โซฟาตัวยาว โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รักษาการประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น รักษาการประธานสภาหอการค้าไทย นั่งร่วมด้านซ้าย ส่วนโซฟาด้านขวามือ ทางฝ่ายจัดงานได้จัดให้พล.อ.ธีรเดชนั่ง ส่วนนายอภิสิทธิ์ ผู้จัดงานให้นั่งที่เก้าอี้ด้านซ้ายของนายพงษ์ศักดิ์ซึ่งนั่งคั่นกลางอยู่

หลังจากที่น.ส.ยิ่งลักษณ์และนายอภิสิทธิ์นั่งประจำที่แล้วต่างฝ่ายต่าง ก็ไม่มีการทักทายกัน ได้แต่หันไปพูดคุยกับบุคลลด้านข้างของตัวเอง กระทั่งทางผู้จัดงานเห็นว่าบรรดาช่างภาพอยากได้ภาพคู่กันระหว่างน.ส.ยิ่ง ลักษณ์ และนายอภิสิทธิ์ จึงได้เชิญนายอภิสิทธิ์เข้าไปนั่งที่โซฟายาวโต๊ะเดียวกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ยังมีนายพงษ์ศักดิ์นั่งคั่นกลางอยู่ จนประมาณ 2 นาที นายพงษ์ศักดิ์จึงลุกขึ้นเพื่อให้ทั้งสองคนได้นั่งคู่และพูดคุยกัน ส่งผลให้ช่างภาพกรูกันถ่ายภาพจนเกิดการชุลมุนอีกครั้ง โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้กล่าวสวัสดีและทักทายนายอภิสิทธิ์ก่อน

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้หันหน้ามาพูดคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้ฝากให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เร่งช่วยเหลือเรื่องเงินประกันราย ได้ของชาวนา โดยระบุว่าตัวเองยังมีความเป็นห่วงอจึงขอฝากให้นายกรัฐฒนตรีช่วยดูแลและเร่ง ให้การช่วยเหลือ พร้อมได้ยื่นเอกสารให้กับนายกรัฐมนตรี จากนั้นทั้ง 2 คน ได้พูดคุยกันอีกเล็กน้อย ก่อนที่ต่างฝ่ายจะหันไปคุยกับคนข้างๆ แทน

ก่อนที่พิธีเปิดงานจะเริ่มอย่างเป็นทางการนางชุลีกร สัจจาภิมุข ได้เข็นรถบุตรชายซึ่งพิการ มาพบนายกรัฐมนตรีและนายอภิสิทธิ์ ที่นั่งอยู่ เพื่อขอร้องให้รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เร่งสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการโดยเฉพาะเส้นทางการคมนาคมสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นทางลาดเชื่อมต่อทางเดินเท้า ถนน รถไฟฟ้า เป็นต้น พร้อมเรียกร้องรัฐบาลให้เพิ่มเงินช่วยเหลือคนพิการจากเดือนละ 500 บาท เป็น 1,000 บาทด้วย

เวลา 08.00น. พิธีกรได้เชิญน.ส.ยิ่งลักษณ์ นายอภิสิทธิ์ และผู้ร่วมงานขึ้นบนเวทีเพื่อร่วมร้องเพลงชาติ จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นเปรียบเหมือนมะเร็งร้ายของสังคม วันนี้จึงถือเป็นวันแห่งการรวมพลังของทุกฝ่ายเพื่อแสดงเจตนารมย์ในการต่อ ต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ เพื่อสร้างพลัง ค่านิยมและวัฒนธรรมในเรื่องของควาซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติหน้าที่ทั้วภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันจิตใจไม่ให้ตกเป็นทาสกระบวนการทุจริตคอร์รัปชั่น

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์นำกล่าวปฏิญานต่อต้านการคอร์รัปชั่น โดยนายอภิสิทธิ์ พร้อมผู้ร่วมงานกล่าวตาม ใจความว่า “เราคนไทยผู้รักชาติ ขอให้สัตย์ปฏิญานว่า เราจะไม่ยอมเป็นเหยื่อขอค่านิยมการติดสินบน เราจะไม่ใช้อำนาจหน้าที่มาคดโกง เอาประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นประโยชน์ส่วนตน เราจะไม่ใช้ความรู้ความสามารถ มาเอาเปรียบ เบียดเบียนผู้อื่น เราจะประพฤติตนในกรอบของความซื่อสัตย์สุจริต เราจะเคารพกฎหมาย กติกาของวิชาชีพ และระเบียบของสังคมอย่างเคร่งครัด เราจะร่วมมือสร้างสรรค์สังคม ที่มีจริยธรรม เราจะร่วมมือต่อต้านการทุจริตคดโกงทุกรูปแบบเพื่อนำพาประเทศไปสู่ความเจริญ รุ่งเรืองอย่างยั่งยืน และนี่คือที่ที่เราคนไทยทุกคนให้คำมั่นว่า ต้องทำอย่างจริงจังและจริงใจตั้งแต่วันนี้ รวมพลังต่อต้านคอร์รัปชั่น”

จากนั้นนายกรัฐฒนตรี พร้อมด้วยผู้นำฝ่ายค้าน และคณะได้เดินรณรงค์ต่อต้านการคอร์รัปชั่นจากบริเวฯสวนลุมพินีไปตามเส้นทาง ถนนสีลม ท่ามกลางความสนใจของประชาชนจำนวนมาก

นายกฯจริงกับนายกฯเงา่

ที่มา Thai E-News

นายก รัฐมนตรียิ่งลักษณ์ กับนายกฯเงาอภิสิทธิ์ ไปร่วมงานของภาคีเครือข่ายต่้อต้านคอร์รัปชั่นเช้าวันนี้ นี่เป็นการปรากฎตัวต่อสาธาณชนเป็นครั้งแรกพร้อมกันของทั้งสอง ขณะที่เอแบคโพลเปิดเผยผลการสำรวจคะแนนนิยมว่า ร้อยละ 38.6 นิยมศรัทธาต่อนายกฯยิ่งลักษณ์ และเพียงร้อยละ 12.9 นิยมศรัทธาต่อนายกฯเงาอภิสิทธิ์ (ภาพ:THE NATION/AP/REUTERS)












ยาสูบ! โคตรใหญ่ ป.ป.ช. ชี้มูลผิดจริง ‘ธีระชัย’ จะทำไงต่อ?

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
มีนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น
และมีนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
ที่ดูแลโรงงานยาสูบอยู่ในขณะนั้น

งามหน้าจริงๆ กับกรณีผลงานระดับโบว์ดำที่ทะยอยโผล่ขึ้นมา
แล้วทำให้ได้รู้ว่า ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
หรือเป็นผู้ว่าการกรุงเทพมหานครนั้น มีอะไรบ้างที่ประชาชนยังไม่รู้

อย่างกรณีรถดับเพลิง – เรือดับเพลิง ของ กทม.
ที่จนวันนี้ยังคงจอดตากแดดตากฝนให้สนิมกิน
โดยที่ยังไม่สามารถที่จะนำมาใช้งานได้ ก็เป็นผลงานอัปยศที่เกิดขึ้น
ในช่วงรอยต่อที่มีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯกทม.
และเป็นคนแก้ไขเอกสารในแฟกซ์ที่ตอบโต้กับธนาคารกรุงไทย
เพื่อขอให้ดำเนินการเปิดแอล/ซี ให้ด้วยตัวเอง

ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ทำให้
ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ตัดสินใจชี้มูลความผิดของนายอภิรักษ์ อยู่ในเวลานี้

ล่าสุดก็มามีกรณี กล้องวงจรปิด หรือ CCTV ฉาว
ที่เป็นเพียงกล้องหลอกลวงประชาชนให้เชื่อว่าหรือเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่า
มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ซึ่งแม้ว่าผู้ว่า กทม.คนปัจจุบัน ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร
จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานงานของ กทม.ในยุคนั้นกับการสั่งซื้อกล้องหลอก
ว่าเป็นเรื่องของความโง่ แต่ไม่ใช่เรื่องของการทุจริตก็ตาม
แต่สำหรับประชาชน โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯแล้ว
นี่คือการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายทั้งในด้านของความรู้สึก
และในด้านของการเสียเงินงบประมาณไปเปล่าๆกับกลารซื้อกล้องหลอกลวง
ซึ่งเมื่อถึงเวลาก็ต้องซื้อกล้องจริงมาติดแทนที่
แต่กว่าที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์จะรู้ว่ามีการซื้อกล้องหลอกลวงติดไว้เกลื่อน กทม.
ก็เมื่อเหลือเทอมการทำงานอีกแค่ 14 เดือนแล้วเท่านั้นเอง ตลอดเวลา
ที่ เดินหน้าประกาศผลงานว่าจะติดตั้งกล้องให้ครบ 10,000 ตัว
แล้วมาขยายเป็น 20,000 ตัวนั้น
ไม่มีใครกระซิบบอกเลยสักนิดว่า
ของเก่าน่ะมีกล้องหลอกลวงอยู่เป็นพันตัวเลยทีเดียว
ต้องให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์มารู้จากประชาชน
เอาไปตั้งกระทู้ประจานถามนั่นแหละ เรื่องจึงแดงขึ้นมา
นี่หรือคือผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ ที่คุยนักคุยหนามาโดยตลอด
ในส่วนของผลงานรัฐบาลเอง ช่วงที่บริหารประเทศ
ก็มีโครงการไทยเข้มแข็งออกมาสร้างผลงานทุจริตคอรัปชั่นฉาวกันไปทั่วประเทศมาแล้ว
แต่สุดท้ายก็เล่นงานเพียงแค่ระดับปลาซิวปลาสร้อย ส่วนตัวใหญ่หลุดกันหมด
แต่ก็น่าประหลาดใจตรงที่ว่า
ในขณะที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ข่าวทุจริตอื้อฉาวโฉ่ไปทั่วนั้น
ทำไมหน่วยงานอิสระอย่าง TDRI ถึงไม่ออกมาแสดงความเป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองบ้าง
หลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
จึงดูเหมือนจะเป็นความดำมืดที่ไม่ค่อยจะถูกขุดคุ้ย
หรือหลายๆเรื่องก็เป็นปริศนาคาใจ
หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่ถูกดองถูกหมก เพื่อรอเวลาให้จางหายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง
อย่าง กรณีโครงการก่อสร้างโรงงานยาสูบแห่ง ใหม่ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังกัดกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ก็เป็นอีกหนึ่งตำนานอัปยศ ที่ส่อแววเป็นมหากาพย์ที่จะถูกดองเรื่องการตรวจสอบไปเรื่อยๆ
แล้วก็ใช้วิธีการไขสือทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินหน้าผลักดันโครงการไปเรื่อย
ทั้งๆที่เรื่องนี้คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต
และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้มีการพิจารณาโดยละเอียดแล้วว่า
เรือ่งการจัดซื้อที่ดินเพื่อการก่อสร้างโรงงานยาสูบ ณ สวนอุตสาหกรรมโรจนะ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นมีมูล

จึงได้ส่งเรื่องไปให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.
รับไปดำเนินการ และยังส่งเรื่องให้กับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน แล้วด้วยเช่นกัน
โดยทาง คณะกรรมาธิการ มีหนังสือออกมาตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2553 โน่นแล้ว
แต่ว่าโครงการก่อสร้างโรงงานยาสูบ
ซึ่งมีร่อยรอยไม่ปกติมาตั้งแต่แรกเริ่มดำเนินการแล้ว
กลับยังคงมีความพยายามที่จะเดินหน้าโครงการไปให้ได้
เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
มีนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น
และมีนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่ดูแลโรงงานยาสูบอยู่ในขณะนั้น
ทางสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ ได้มีการต่อสู้เรื่องนี้มาโดยตลอด
แต่บรรดาผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังในยุคนั้นต่างทำเหมือนไม่ได้ให้ความสำคัญหรือใส่ใจเลย
ทั้งๆที่กว่าจะตัดสินใจเลือกที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ
ต้องมีการล้มการจัดซื้อที่ดินถึง 2 ครั้ง มีการแก้ไข TOR จนกระทั่งมาจบในครั้งที่ 3
แล้วหวยมาออกที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะในที่สุด

ทั้งๆที่ตามข้อมูลของ คณะกรรมาธิการฯที่ปรากฏ พบว่าการจัดซื้อครั้งแรกไม่มีใครผ่านเกณ์
เพราะผู้ที่เข้ายื่นซองมีปัญหาเรื่องมีถนนสาธารณะผ่านที่ดิน
จึงต้องมีการจัดซื้อครั้งที่ 2 ซึ่งก็ปรากฏว่ามีผู้ยื่นประกวดราคา 2 ราย คือ
บริษัท เหมราช อีสเทิร์น กับสวนอุตสาหกรรมโรจนะ
ซึ่งเมื่อเปิดซองด้านเทคนิค
สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ไม่ตรง TOR ไม่มีใบจัดสรรที่ดิน และไม่มี EIA ท
ำให้ บริษัท เหมราชฯ ได้รับการพิจารณาเพื่อไปต่อรองราคา

แต่พิสดารเหลือเชื่อ เพราะสุดท้ายบริษัทที่ รยส. จ้างมาประเมินราคา
เพื่อทำการต่อรองราคา กลับไปแจ้ง รยส. ว่า ที่ดินที่เหมราชเสนอขายนั้น
มีสนามหญ้าเป็นแนวเล็กๆกั้นระหว่งถนนกับแปลงที่ดิน ซึ่งผิด TOR
แม้ทางเหมราช ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรม จะแจ้ง รยส. ว่า
สามารถย้ายสนามหญ้าออกไปที่อื่นได้ภายในแค่ 3 วันเท่านั้น
แต่บอร์ดโรงงานยาสูบก็มีมติให้ยกเลิกการประกวดราคา
และทำการจัดซื้อใหม่ครั้งที่ 3 จนกระทั่งมาได้เป็นสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ในที่สุด
โดยบอร์ด รยส. มีมติอนุมัติให้ซื้อที่ดินสวนอุตสาหกรรมโรจนะเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2552
ตลกร้ายก็คือตอนที่เหมราชชนะประกวด มีการอ้าง TOR อย่างเข้มข้น
แม้แต่สนามหญ้าที่ย้ายทิ้งได้ใน 3 วันก็ยังไม่ยอมผ่อนปรน
แต่รายของ สวนอุตสาหกรรมโรจนะ กลับมีการผ่อนปรน TOR หลายเรื่อง
เช่นเรื่องสร้างระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ระบบระบายน้ำและถนนให้ถึงแปลงที่ดิน
ก็ผ่อนปรนให้ถึง 6 เดือน นับจากวันลงนามสัญญา และจะสร้างให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายใน 2 ปี

ระบบบำบัดน้ำเสียก็อยู่ใกล้กับที่ดิน
ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องกลิ่นกับการผลิตบุหรี่อย่างร้ายแรงตาม TOR
ก็กลับมาการผ่อนปรนให้ย้ายที่บ่อน้ำเสียได้
ซึ่งเทียบกับเรื่องที่ไม่ยอมเรื่องย้ายสนามหญ้าแล้ว ถือว่าผิดปกติอย่างมาก
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องหมักหมมมาโดยตลอด
เพราะวันนี้ รยส. ยังพยายามเดินหน้าโครงการต่อไปให้ได้
แม้ว่าทางสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ จะทักท้วง
และยื่นหนังสือขอให้เลื่อนการดำเนินการอย่างไรก็ไม่ได้รับการทบทวน

นายวินนท์ แสงมาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ ตั้งข้อสังเกตุว่า
ทางคณะผู้บริหารโรงงานยาสูบจะเร่งรัดในการลงนามในสัญญา
เพื่อที่จะเร่งเปิดประมูลงานในส่วนของเครื่องจักรต่อไป
โดยไม่รอให้มีการชี้ขาดจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
หรือปปช.นั้น ถือเป็นการกระทำที่เสี่ยงต่อความเสียหาย
ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อโรงงานยาสูบอย่างมากมายมหาศาลในอนาคตข้างหน้า
ทางคณะผู้บริหารโรงงานยาสูบใช้ดุลยพินิจใด
ในการพิจารณาลงนามในสัญญาก่อสร้าง โรงงานยาสูบแห่งใหม่
ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ก่อนคำตัดสินของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในการไต่สวนและวินิจฉัย
ทำให้คำวินิจฉัยมีผลผูกพันกับองค์กรนั้น
อีกทั้งการที่ ปปช. ซึ่งได้มีมติว่า มีมูลแห่งความผิด โดยได้รับเรื่องไว้พิจารณานั้น
โดยผู้เสียหายกำลังรอคำวินิจฉัย เพื่อนำผลของคำวินิจฉัยมีผลผูกพันกับองค์กร
ซึ่งรวมถึงองค์กรศาล ไปฟ้องร้อง
ซึ่งอาจถึงขั้นเพิกถอนที่ดินเนื่องจากการขยายผลออกไปจากคำวินิจฉัย
ของคณะ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ทางสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ ขอถามทางคณะผู้บริหารโรงงานยาสูบ ว่า
หากคำวินิจฉัย ออกมาว่า มีความผิด ถ้าผิดและไม่ถูกต้อง ก็ต้องมีความเสียหาย
ถึงตรงจุดนั้น หากถูกขยายความเสียหายออกมา
ถ้าโรงงานยาสูบแห่งใหม่ ได้เริ่มก่อสร้างไปแล้ว
คณะผู้บริหารโรงงานยาสูบคนใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ในฐานะรัฐมนตรีที่เข้ามาเป็นรัฐบาลชุดใหม่
ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือ
ทั้งนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
ที่ดูแลกรมสรรพสามิต ควรจะต้องเข้ามาสะสางเรื่องนี้โดยด่วนที่สุด
อย่าปล่อยให้เป็นมหากาพย์ที่พิสดารอีกต่อไป
เพราะเรื่องนี้ไม่ได้น้อยหน้า กล้อง CCTV ลวงโลกเลยทีเดียว


http://www.bangkok-today.com/node/10442

อยากเสนอเรื่อง "เศรษฐกิจในหมู่บ้านเสื้อแดง" ครับ

ที่มา thaifreenews

โดย GN

ไหนๆก็มีหมู่บ้านเสื้อแดงแล้ว

อยากให้ส่งเสริมอาชีพในหมู่บ้านด้วยเลย

โดยแต่ละท้องถิ่นให้ผลิตสินค้าออกมาโดยสมาชิก ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด

แล้วอยากให้มีการก่อตั้ง "สถาบัน" ที่เป็นส่วนกลางที่สามารถรับข้อมูลหมู่บ้านแดง

จนถึงการ ประสานงาน โฆษณา ประชาสัมพันธ์ สินค้าของเสื้อแดง แต่ละท้องถิ่น

ให้เชื่อมโยงกันได้ง่ายๆ โดยสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต MSN SKYPE Facebook Twitter ฯลฯ

อยากให้ หมู่บ้านเสื้อแดงตั้งกองทุนหมู่บ้านเสื้อแดง หรือธนาคารเสื้อแดงเพื่อหมู่บ้าน

ทุนให้ประเมินจากศักยภาพในการผลิตสินค้า และปริมาณการหมุนเวียนสินค้าเป็นเกณฑ์

อยากให้สถาบันที่เป็นส่วนกลาง มีหน่วยงานในการแนะนำ การพัฒนารูปแบบสินค้า

ทั้งตัวสินค้า หีบห่อ ฉลากผลิตภัณฑ์ การรับรองคุณภาพสินค้า และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์

และเป็นตัวกลางในการขยายตลาด Shipping นำสินค้าที่มีกระจายออกไปยังนานาชาติ

ส่วนเสื้อแดงที่อยู่ต่างประเทศ ช่วยหาตลาดครับ

น่าจะมีสมาชิกที่สนใจ ให้ประเมินคร่าวๆ สักยี่สิบล้านคนครับ

รายได้ของส่วนกลางจะมาจาก หักจากสินค้าหลังการจำหน่าย ประมาณ 5 %

เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และเยียวยาชาวเสื้อแดงที่ต้องรับการช่วยเหลือต่อเนื่อง

สำนักงานกลางทางการเงินเสื้อแดงอาจอยู่ต่างประเทศก็ได้อย่าง UAE หรือ จีน หรือ

กลุ่ม EU ในประเทศที่มีสถานะทางการเงินมั่นคงและเข้มแข็งมากๆ

หากทำสำเร็จคาดว่าน่าจะมีเงินหมุนเวียน (ปีที่ห้าไปแล้ว) สักหนึ่งล้านล้านบาทต่อปีครับ

ช่วยพิจารณาด้วยครับ

จริงหรือปลอม ปลอมจริง….เซ็นแกร๊กเลย

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

จริงหรือปลอม ปลอมจริง….เซ็นแกร๊กเลย

นี่คือคลิปรายการ “ชูธง” ของทีวีช่อง DNN เป็นรายการสนทนากันระหว่างคุณณัฐวุฒิ ใสเกื้อและคุณจตุพร พรหมพันธุ์
ประจำวันที่ 23/09/54 มีเนื้อหาในการสนทนาเรื่องกล้องหรือกล่องปลอม CCTV ของกรุงเทพมหานคร จนคนใหญ่คนโตต้องออกมาชี้แจง

อยาก จะถามผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายของกทม. ในสัญญาจัดซื้อ-จัดจ้าง มีคำว่ากล่องปลอมของ CCTV ด้วยหรือ? ถ้าไม่มีแล้วคณะกรรมการตรวจรับกล้อง CCTV ต้องตรวจรับให้ครบตามจำนวน และติดตั้ง จั๊มไฟของการไฟฟ้านครหลวงให้กล้องใช้งานได้ พร้อมการเดินสายสัญญาณ firber optic หรือแบบไร้สาย (wireless) ไปยัง control room ของกทม.นั้น สามารถใช้งานได้ทุกกล้องหรือไม่ประการใด แต่ที่แน่ๆ เห็นสตง.(สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน) บอกว่า กทม.ชี้แจงว่า การไฟฟ้านครหลวงยังไม่ได้เชื่อมไฟให้ อันนี้ต้องสืบสาวราวเรื่องจากการไฟฟ้านครหลวง ว่าใครโกหกใครระหว่างกทม.กับสตง. หรือกทมกับการไฟฟ้านครหลวง


อยาก ให้การไฟฟ้านครหลวงออกมาชี้แจง ว่ากทม.เสนอขอไฟฟ้าเพื่อมาประสานกับการติดตั้งกับกล้อง CCTV แล้วนั้น เป็นไปตามที่กทม.ชี้แจงกับสตง.หรือไม่ประการใด ? ถ้าการไฟฟ้านครหลวง บอกว่าประสานงานกันยังไม่เรียบร้อย กรุงเทพมหานครไปออกเรื่องการประกวดราคาจัดซื้อ-จัดจ้างได้อย่างไร ก็โครงการของงานนี้ยังไม่เรียบร้อย ไม่สามารถมาออกเรื่องประกวดราคาได้ มันผิดระเบียบการจัดซื้อ-จัดจ้างของสำนักนายกรัฐมนตรี ประการสุดท้ายมันก็จะไปมีปัญหาในการตรวจรับงาน ไม่สามารถทดลองการทำงานของกล้อง CCTV นั้นได้


แต่ถ้าการไฟฟ้านครหลวงบอกว่าสามารถจั๊มไฟได้เลย ก็แปลว่ากทม.ไปพูดโกหกสตง.เพื่อปิดบังอำพรางเรื่องกล้อง
CCTV ที่ติดตั้งในสัญญานั้นต้องสามารถใช้งานได้ทั้งหมด

งาน นี้เยื้อเรื่องกันไปนานๆ คงได้ขุดกระชากลากไส้ของแมลงสาปออกมากองให้เห็นตัวตนที่แท้จริง…ไม่ต้อง สงสัย …แต่คงได้โสน้าน่าคนกาคะแนนให้พวกแมลงสาป ดันมาหลอกคนฉลาดแห่งกทม.ได้

ไปฟังคลิปรายการนี้จาก-

ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=dzG3XksuJrc

โลกทรรศน์ที่ต้องเปลี่ยน

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 24 กันยายน 2554)

เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของอาจารย์บุญชนะ อัตถากร เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ท่านเชื่อว่าเมืองไทยหนีไม่พ้นการรัฐประหาร

เพราะเมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศไทย คนไทยจะจดจำว่า "รัฐประหาร" คือวิธีการหนึ่งในการแก้ปัญหาของประเทศ

แต่ที่สหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ ทุกครั้งที่เกิดปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรงขึ้นมา

ไม่เคยมีประชาชนคนไหนเรียกร้องให้ "กองทัพ" รัฐประหาร

ไม่เคยมีผู้นำกองทัพคนใดคิดจะยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากประชาชน

เพราะไม่เคยมีการรัฐประหารในประเทศของเขา

ประชาชนไม่เคยมี "ภาพจำ" ในเรื่องนี้

กระบวนการแก้ปัญหาจึงดำเนินไปตามรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ

แต่เมืองไทยทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้นมา จะมีคนกลุ่มหนึ่งคิดถึงการแก้ปัญหาด้วยการรัฐประหาร

ทั้งคนนอกเครื่องแบบและในเครื่องแบบ

เหตุผลหนึ่งที่กองทัพกล้าฉีกรัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาธิปไตย เพราะหลังยึดอำนาจสำเร็จคณะรัฐประหารสามารถนิรโทษกรรมตัวเองได้

ล่าสุดถึงขั้นขอ "งบฯลับ" ย้อนหลังจากรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หลายพันล้านบาท

รู้ไหมว่าเป็นงบฯอะไร

"งบประมาณ" ที่ใช้ในการทำรัฐประหารครั้งที่ผ่านมาครับ

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย

นอกจากนั้นหลักคิดที่ว่า "ผู้ชนะ" คือ "ความถูกต้อง" ทำให้ประวัติศาสตร์ไทยหนีไม่พ้นจากเงามืดของการรัฐประหารเสียที

ระบบตุลาการของไทยยังถือว่าประกาศคณะรัฐประหารเป็นกฎหมาย

"ผู้ใหญ่" จำนวนไม่น้อยก็มีวิธีคิดว่าเมื่อเกิดการรัฐประหารไปแล้ว เราจะช่วยประคับประคองประเทศให้เดินหน้าต่อไปอย่างไร

จำได้ว่า "อานันท์ ปันยารชุน" ยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังคณะ รสช.ยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ด้วยเหตุผลนี้

หนังสือของ "วิษณุ เครืองาม" ก็ให้เหตุผลคล้ายคลึงกันในการเข้าไปช่วยเขียนธรรมนูญการปกครองให้กับ คมช. พร้อมกับ "มีชัย ฤชุพันธุ์"

ทุกคนอ้างว่านี่คือการช่วยเหลือประเทศชาติ

หลักคิดดังกล่าวดูเหมือนจะมี "เหตุผล"

แต่ยิ่งนานวันยิ่งพิสูจน์แล้วว่าวิธีคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง

ไม่ว่าการยอมรับประกาศคณะรัฐประหารเป็นกฎหมาย

หรือการยอมช่วยเหลือคณะรัฐประหาร

เพราะนี่คือ "ปุ๋ย" ที่ทำให้การรัฐประหารเติบโต

"การยอมรับ" ไม่ได้เป็นการช่วยประเทศในระยะสั้น แต่ทำลายประเทศในระยะยาว

"การปฏิเสธ" ต่างหากที่ช่วยเหลือประเทศชาติให้ดำเนินไปตามหลักการที่ถูกต้อง

ข้อเสนอของ "กลุ่มนิติราษฎร์" ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในแวดวงสังคมไทยในวันนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง

เราต้องทำให้การรัฐประหารเป็นเรื่องเลวร้ายของสังคมไทย

ด้วยการลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร

หลักคิดที่ว่าคนมี "อาวุธ" จะทำอะไรก็ได้

"ชัยชนะ" คือ "ความถูกต้อง"

"ผู้ชนะ" เป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์

หลักคิดเหล่านี้ต้องหมดสิ้นจากสังคมไทย

ไม่ใช่เพื่อ "เรา"

แต่เพื่อคนรุ่นต่อไป