WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 28, 2011

วิดีโอ: นิติราษฎร์ชี้แจงสื่อ ข้อเสนอลบล้างผลพวงรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ชี้แจงเพิ่มเติมกรณีข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงจากการ รัฐประหาร หลังข้อเสนอถูกบิดเบือนจากสื่อและนักการเมืองตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

25 กันยายน 2554 ที่ห้อง LT 1. คณะนิติศาสตร์ มธ. นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์แถลงข่าวกรณีข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงจากการรัฐ ประหาร หลังข้อเสนอในครั้งแรกถูกตอบโต้จากฝ่ายการเมืองตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางประชาชนที่สนใจรับฟังล้นหลาม โดยผู้จัดต้องขยายห้องสำหรับการติดตามฟังการแถลงข่าวเพิ่มอีก 1 ห้อง โดยถ่ายทอดผ่านกล้องวงจรปิด

ผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, วรเจตน์ ภาคีรัตน์, สาวตรี สุขศรี, ปิยบุตร แสงกนกกุล, ธีระ สุธีวรางกูร, ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ และ ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล













ข่าวที่เกี่ยวข้อง:นิติราษฎร์แจงข้อเสนอลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง!

กลุ่มศิลปินอิสระเชียงใหม่เริ่มปฏิบัติการอดอาหาร 112 ชั่วโมง

ที่มา Thai E-News

โดย นพ
26 กันยายน 2554

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 เวลา 12.00 น. บริเวณลานลั่นทม หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มศิลปินอิสระ นำโดยนายมิตร ใจอินทร์ และศิลปินอีก 6 คน ร่วมกัน “ปฏิบัติการอดอาหารท้วงประเทียด 112 ชั่วโมง” (112 Hunger Strike) เพื่อรณรงค์ให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

มิตร ใจอินทร์และกลุ่มศิลปินร่วมกันถ่ายภาพในช่วงเริ่มกิจกรรม

กิจกรรม เริ่มขึ้นอย่างไม่มีพิธีรีตองในเวลา 12.00 น. โดยศิลปินที่ร่วมกันอดอาหารจะปักหลัก และหลับนอนอยู่บริเวณที่จัดงานในหอศิลปวัฒนธรรม มิตร ใจอินทร์และศิลปินอีก 2 คนจะกินเพียงน้ำ โดยไม่รับประทานอาหารเป็นเวลา 112 ชั่วโมง ส่วนศิลปินที่เหลือจะร่วมอดอาหารให้กำลังใจในช่วงวันแรกของกิจกรรม

ใน ช่วงระหว่าง 4 วันเศษของการอดอาหารนั้น นายมิตรกล่าวว่าจะใช้เป็นช่วงเวลาเรียนรู้ร่วมกันกับกลุ่มศิลปินและผู้คนที่ แวะมาเยี่ยมเยียน ทั้งในปัญหาเรื่องมาตรา 112 ปัญหาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปัญหาของการเมืองไทย โดยกิจกรรมอดอาหารจะสิ้นสุดลงในเวลา 4.00 น. ของวันที่ 1 ตุลาคม 2554 และในเวลาสิ้นสุดกิจกรรมดังกล่าว กลุ่มศิลปินผู้จัดกิจกรรมจะร่วมกันออกคำประกาศในเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย

นายมิตรกล่าวถึงกิจกรรมของตนเองว่าทำในฐานะของงาน ศิลปะและการแสดงออกเชิงวัฒนธรรม โดยลักษณะของการจัดกิจกรรมเป็นการเปิดประเด็นทำให้กลุ่มศิลปินและผู้ที่สนใจ สามารถมาช่วยกันระดมความเห็น และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องมาตรา 112 ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน โดยในการอดอาหารไม่ได้มีข้อเรียกร้องซึ่งมีเส้นตายกำหนดไว้ หรือมีป้ายรณรงค์ประท้วงในแบบการเรียกร้องทางการเมือง หากกิจกรรมนี้เพียงแต่ต้องการเปิดประเด็น สร้างพื้นที่ที่ทำให้คนมีโอกาสได้นั่งคุยและศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน

มิตร เห็นว่างานศิลปะสำหรับเขาไม่ใช่ก้อนปิดๆ ก้อนหนึ่งซึ่งจัดแสดงอยู่แต่ในพิพิธภัณฑ์ แต่ศิลปะอยู่ในสังคม และประสบการณ์ของสังคม ซึ่งทั้งศิลปะและสังคมควรจะไหลไปด้วยกัน อีกทั้งงานศิลปะร่วมสมัยจำนวนมากในเมืองไทยยังถูกครอบงำอย่างหนัก ทั้งที่ศิลปินถือได้ว่าเป็นเสรีชน และการวิพากษ์วิจารณ์ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเสรีทางศิลปะด้วย การทดลองอดอาหารซึ่งเป็นประเพณีหนึ่งที่คนรู้อยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความสนใจและจุดประเด็นทางสังคมขึ้นมาได้

นาย มิตรกล่าวว่าในส่วนตัวนั้น เขาเห็นด้วยให้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสถานะบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่อิหลักอิเหลื่ออยู่ในการเมืองไทย และประชาชนจำนวนมากเริ่มเห็นปัญหา อีกทั้งกฎหมายมาตรานี้ในทางปฏิบัติก็มีปัญหาเพราะมีถูกใช้ฟ้องร้องกันไปมา ไม่จบสิ้น โดยเขายังไม่มีข้อเสนอในทางปฏิบัติหรือในทางวิชาการ แต่เห็นด้วยกับแนวทางข้อเสนอทางวิชาการของนิติราษฎร์ และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

มิตร ใจอินทร์

กิจกรรมอดอาหาร 112 ชั่วโมงนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล madiFESTO 2011 ซึ่งเป็นนิทรรศการและกิจกรรมเกี่ยวกับสื่อ/ศิลปะ/วัฒนธรรมในมิติที่สัมพันธ์ กับประเด็นสาธารณะและเรื่องราวในสังคม จัดโดยสาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เทศกาลดังกล่าวจัดติดต่อกันเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2552 โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อชื่อ “FALL” กิจกรรมในงานมีตั้งแต่การจัดแสดงงานศิลปะ ฉายภาพยนตร์ ศิลปะการแสดงสด และปฏิบัติการทางวัฒนธรรม ทั้งในบริเวณหอศิลปวัฒนธรรม และในพื้นที่สาธารณะต่างๆ หลายแห่งในเมืองเชียงใหม่

โดยความตอนหนึ่ง ในคำประกาศของหัวข้อในปีนี้ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานไว้ว่า “การเปิดโอกาสในการแสดงออกถึงความจริงอันแตกต่างหลากหลาย และการแยกแยะให้เห็นถึงความลักลั่น ขัดแย้ง บิดเบือน ในมิติต่างๆ ทะลุกรอบ กับดักต่างๆ คลี่คลาย ถอดชั้น ถึงสาเหตุและเงื่อนไขของปัญหา จะช่วยเปิดพื้นที่ของการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงคนกลุ่มเดิม แต่หมายถึงการยอมรับมนุษย์กลุ่มอื่นๆ ที่ล่องหนเป็นปีศาจ หรือถูกกดขี่ ให้ได้รับโอกาสมีชีวิตในฐานะมนุษย์ ที่มีคุณค่าและศักดิ์ศรีอย่างเท่าเทียม และพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่าร่วมกันได้”

ทั้งนี้นายมิตร ใจอินทร์ ปัจจุบันอายุ 51 ปี เป็นศิลปินอิสระในสาขาทัศนศิลป์ และเคยศึกษาที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ไม่จบการศึกษา มิตรเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกิจกรรมเชียงใหม่จัดวางสังคมมาตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งสนใจศิลปะในมิติที่สัมพันธ์กับปัญหาในสังคม และต่อมาศิลปินในเชียงใหม่ได้พัฒนากิจกรรมมาเป็น madiFESTO ที่จัดต่อเนื่องมาในปัจจุบัน

ตารางกิจกรรมในงาน madiFESTO 2011

‘จงรัก’อัดกทม.ติดกล้องกลวง ทำให้การสอบสวนตำรวจเสียรูปคดี

ที่มา ข่าวสด

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่รัฐสภา พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ สว.สรรหา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจวุฒิสภา กล่าวว่าปัญหากล้องวงจรปิด กทม.มีปัญหามานาน ในสมัยที่ตนรับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพนักงาสอบสวนในคดีที่อดีตแกนนำกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถูกลอบยิง โดยในวันแรกที่เกิดเหตุ ตนสั่งการให้ไปตรวจสอลกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ แต่ได้รับรายงานว่ากล้องเสียบันทึกภาพไม่ได้ จึงไม่สามารถหารายละเอียดในขณะที่คนร้ายลงมือปฏิบัติการได้

“ทำให้คดีนี้ขาดพยานหลักฐานสำคัญ ไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดได้ ซึ่งการที่กล้องเสีย ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นกล้องปลอมหรือไม่ แต่ถ้าเป็นกล้องจริงมันก็ไม่ควรเสีย โดยเฉพาะมาเสียในขณะเกิดเหตุด้วย ซึ่งผมเห็นว่าการติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ตามสถานที่ต่างๆนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพาะถือว่าเป็นการดูแลความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชน แม้จะต้องใช้งบประมาณมากเท่าไรก็ควรทำ”พล.ต.อ.จงรักกล่าว และว่าเพราะสิ่งทีได้คุ้มค่า ทำให้สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ เป็นการสร้างความอบอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนดีกว่าเอางบประมาณไปใช้ใน เรื่องถนนปลอดฝุ่นหรือเรื่องดื่นใดๆ

Tuesday, September 27, 2011

ชมรมพนักงานสอบสวนชี้แนวคิด‘นิติราษฎร์’ เป็นวิวัฒนาการสังคมไทย

ที่มา ข่าวสด

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย ประธานชมรมพนักงานสอบสวน เปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะนิติราษฎร์ ได้เสนอแนวคิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการรัฐประหารนั้น ถือว่าเป็นปรากฏการณ์และวิวัฒนาการกระบวนคิดทางสังคม ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว สังคมมีลักษณะเป็นพลวัตและมีการขับเคลื่อนทางกระบวนคิดหรือกระบวนทรรศน์อยู่ ตลอดเวลา การเสนอแนวคิดดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาดอันใด แต่เป็นเรื่องน่าชื่นชม และแสดงถึงความกล้าหาญของนักวิชาการที่นำเสนอแนวคิดใหม่ต่อสังคม เพื่อให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป

พ.ต.อ.มานะ กล่าวอีกว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีหลักนิติธรรมเป็นเครื่องค้ำจุณ ซึ่งหลักนิติธรรมที่มีการกล่าวกันมากมายในสังคมขณะนี้ หมายถึง หลักการที่ยึดถือกฎหมายเป็นใหญ่ บุคคลต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาคกัน เว้นแต่กรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ แต่กฎหมายต้องมีความเป็นธรรมและต้องผ่านกระบวนการทางนิติวิธีตามครรลองการ ปกครองของประเทศ ในเมื่อประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น กฎหมายจึงต้องออกมาโดยสภานิติบัญญัติ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามหลักนิติธรรมนั้นกฎหมายต้องไม่ใช่บัญญัติโดยอำนาจหรือคำสั่งของผู้กระทำ รัฐประหาร เพราะถือว่าไม่ชอบด้วยนิติวิธีในระบอบประชาธิปไตย

รมต.สำนักนายกฯแจงเหตุถอดคลายปมพ้นผังช่อง 11 ลั่นไม่ใช่วิจารณ์รบ.ต้องโดนเตะโด่ง

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 27 กันยายน น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงการปลดรายการ "คลายปม” ออกจากผังรายการของสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือช่อง 11 ว่า ไม่ใช่การโละรายการ เป็นเพียงการไม่ต่อสัญญา เหตุที่ไม่ต่อสัญญาเพราะมีเรื่องร้องเรียนเข้ามามากเมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า เป็นจริงตามข้อร้องเรียนนั้น หากผู้จัดรายการดังกล่าวจะยื่นให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองเช่นเดียวกับ รายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ก็สามารถทำได้เพราะถือเป็นสิทธิ


"การพิจารณาว่าจะให้รายการใดอยู่ในช่อง 11 จะดูว่ามีข้อร้องเรียนหรือไม่และเรตติ้งเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่ารายการที่วิจารณ์รัฐบาลจะต้องถูกถอดออกจากผัง"น.ส.กฤษณา กล่าว

เปิดตัวขุนพล "Red CAM(bodia)" ฐานที่มั่น-ที่พึ่ง-ที่ลี้ภัย "แดง" ใน "พนมเปญ"

ที่มา มติชน



รายงานพิเศษ โดย สุเมศ ทองพันธ์


ฟุตบอล นัดพิเศษระหว่างทีม "เรดพีซ (Red Peace)" ของ "แกนนำคนเสื้อแดง" กับ "ทีมสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชา" ที่นำโดย "สมเด็จฯ ฮุน เซน" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา

นอกจากจะทำให้ เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่าง "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี นายใหญ่คนเสื้อแดง กับ "สมเด็จฯ ฮุน เซน" แล้ว

ยังปรากฏชื่อ "ตัวละครใหม่" จากฝั่งกัมพูชา ตามหน้าสื่อสารมวลชนไทย ตลอดช่วงการแข่งขัน

เป็น "ตัวละคร" ที่มีอิทธิพลต่อที่มาที่ไปความเคลื่อนไหวของ "คนเสื้อแดง" ไปจนถึงทางหนีทีไล่ในภาวะคับขันของ "แกนนำม็อบ"

นั่น คือ "จอมพล เตา สุขขะ" และ "นายเกียง ฮวด" 2 บิ๊กเนมจากฝ่ายกัมพูชา ที่ถือว่าเป็นผู้ที่ใกล้ชิด "สมเด็จฯ ฮุน เซน" มากที่สุดคนหนึ่ง

เป็น "2 บิ๊กเนม" ที่คอยให้การดูแล-รับรอง-ช่วยเหลือ-อำนวยความสะดวกให้ "แกนนำคนเสื้อแดง" ในดินแดนกัมพูชา ทุกคน ทุกที ทุกเวลา

รวมไปถึง "อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง", "ดารุณี กฤตบุญญาลัย" และ "จักรภพ เพ็ญแข" 3 ผู้หนีคดีจากกฎหมายไทย

ทำให้ "คนไทย" ได้เห็นสายสัมพันธ์ระดับ "ไม่ธรรมดา" ของ "แกนนำเสื้อแดง" กับ "ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน"

"จอม พล เตา สุขขะ" มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการคือ "รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด" และ "ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ผู้นำกัมพูชา" ที่ "พล.ท.ฮุน มาเนต" บุตรชายของ "สมเด็จฯ ฮุน เซน" เป็น "รองผู้บัญชาการ" ในหน่วยงานนี้

"จอมพลเตา" คือ "1 ใน 5 จอมพล" ของ "กัมพูชา"

"ณัฐ วุฒิ ใสยเกื้อ" ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง ระบุว่า "จอมพล เตา สุขขะ" นั้นคือผู้ที่ "เข้าใจหัวใจ" การต่อสู้ของ "คนเสื้อแดง" มากที่สุด

เพราะในอดีต "จอมพล เตา" คือหนึ่งในเหยื่อของ "ความแตกแยก" ในกัมพูชา

"สมัย อายุ 15-16 ปี เด็กชายเตา สุขขะ ได้เห็นทหารจับพ่อแม่ตัวเองไปฆ่าต่อหน้าต่อตา เห็นทหารจับพี่ชายมัดข้อมือแขน แล้วให้ทหารอีกนับร้อยคนรุมกระทืบจนตาย นับตั้งแต่วันนั้น เตา สุขขะ ตัดสินใจเข้าร่วมต่อสู้กับสมเด็จฯ ฮุน เซน จนถึงวันนี้อายุ 50 ปี สู้เคียงข้างสมเด็จฯ ฮุน เซน มาตลอด 30 กว่าปี ไม่เคยห่าง แม้กระทั่งช่วงหนึ่งที่สมเด็จฯ ฮุน เซน ต้องถูกจับติดคุกอยู่ที่เวียดนาม ตอนที่ พล.ท.ฮุน มาเนต ยังอยู่ในครรภ์ของท่านผู้หญิงฯ (ภรรยาของสมเด็จฯ ฮุน เซน) ท่านเตาก็ติดคุกอยู่กับสมเด็จฯ ฮุน เซนด้วย" นายณัฐวุฒิกล่าว

ทั้งหมดทั้งมวลทำให้ "เตา สุขขะ" ในวันนี้ ได้รับความไว้วางใจจาก "สมเด็จฯ ฮุน เซน" ในฐานะเพื่อนร่วมรบคนหนึ่ง

เมื่อ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" และ "สมเด็จฯ ฮุน เซน" ประกาศตัวว่าเป็น "พี่-น้องอาเซียน"

"จอมพล เตา สุขขะ" จึงอยู่ในฐานะผู้ยืนเคียงข้าง "มวลชนเสื้อแดง" อย่างเต็มตัว

โดย เฉพาะในรายของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ที่ "จอมพล เตา" ประกาศตัวว่าคือ "พี่-น้อง" ด้วยการเรียกขาน "ณัฐวุฒิ" ว่า "มาย บราเธอร์ (My brother)" แทบจะทุกคำ

สำหรับ "นายเกียง ฮวด" นั้น ถือเป็นคนสำคัญในพนมเปญอีกคนที่ใกล้ชิดกับ "แกนนำเสื้อแดง" เนื่องจากเป็นคนที่ "ผู้นำกัมพูชา" ไว้วางใจอย่างมาก

นอกจากนั่งในตำแหน่ง "ผู้อำนวยการเขต" ในพื้นที่หลักของพนมเปญ จน "แกนนำคนเสื้อแดง" เรียกติดปากกันว่า "ผอ.ฮวด"

เขายังนั่งในตำแหน่ง "เลขานุการส่วนตัว" ของ "สมเด็จฯ ฮุน เซน" ด้วย

เมื่อ "พรรคเพื่อไทย" ก่อตั้ง "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" จนสำเร็จ "เกียง ฮวด" ถือเป็น "บิ๊กเนมกัมพูชา" คนแรกๆ ที่เดินทางมาไทย เพื่อเข้าพบ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย อย่างเป็นทางการเพื่อแสดงความยินดี

ก่อนใช้เวลาว่างหลังจากนั้น พบปะสังสรรค์กับ "แกนนำเสื้อแดง" นับร้อยคนอย่างไม่เป็นทางการด้วย

จุด เด่นของ "เกียง ฮวด" คือสามารถพูด อ่าน เขียน ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้เขามีโอกาสติดตามและศึกษาการเมืองไทย ผ่านการนำเสนอข่าวของสื่อสารมวลชนไทยตลอดเวลา

"ผอ.ฮวด" เล่าว่า เขาติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยจะอ่านหนังสือพิมพ์ไทยผ่านระบบอินเตอร์เน็ตทุกฉบับ อ่านอย่างละเอียดทุกวัน และจะติดตามรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยทุกช่อง โดยเฉพาะ "ทีวีสีเหลือง" ในเครือข่าย "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"

ทำให้ "เกียง ฮวด" สามารถวิพากษ์วิจารณ์การเมืองกัมพูชาและไทยได้อย่างถึงพริกถึงขิง และประเมินสถานการณ์ต่างๆ ได้แม่นยำไม่แพ้นักการเมืองบ้านเรา

"วิกฤต ประเทศไทยตอนนี้ คล้ายกับที่กัมพูชาเผชิญเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ที่ยังมีความขัดแย้งและสงครามกลางเมือง ผมเคยผ่านจุดนั้นมา ตอนเด็กๆ ผมได้กินข้าววันละครึ่งมื้อ ได้นอนวันละชั่วโมงครึ่ง ได้ยินเสียงปืน เช้า กลาง วัน เย็น ไปจนถึงดึกดื่น มันทรมานมาก พอผ่านจุดนั้นมาได้ ผมบอกกับตัวเองเลยว่าจะไม่ยอมกลับไปเป็นอย่างนั้นอีก หลังกัมพูชาปฏิวัติประเทศ ศักดินาในกัมพูชาจึงไม่มี ทุกคนเท่ากันทั้งหมด พวกศักดินาจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้าคุณอยากซื้อรถ คุณก็ต้องเสียภาษี ถ้าคุณเติมน้ำมัน ก็ต้องจ่ายเงิน ไม่เหมือนประเทศไทย ที่พวกศักดินายังมีอยู่"

ผอ.ฮวดเปิดฉากชี้จุดเหมือนระหว่างการเมืองไทย-กัมพูชา ประเทศที่มี "อำมาตย์-ไพร่" เหมือนกัน

ก่อน กล่าวต่อว่า "วันนี้คนเสื้อแดงในภาคอีสานเห็นความแตกต่างตรงนั้นแล้ว คุณจะแลกหรือ จะจัดการคนเสื้อแดงหรือ คุณจะทำได้หรือ กับแค่ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ ที่มีโจรไม่กี่คน เงินทุน งบประมาณพวกนั้นก็ไม่มี คุณยังแก้ไม่ได้เลย ยังฆ่ากันทุกวัน แล้วนี่คนเสื้อแดงทั้งภาคอีสาน คุณจะจัดการอย่างไร" ผอ.ฮวดระบุ

เป็นวาทะที่จงใจสื่อให้ "ผู้มีอำนาจ-ผู้มีอาวุธ" ประหวั่นพรั่นพรึง ก่อนทิ้งอีกปริศนาออกมา...

"คุณรู้ไหม ท่านทักษิณกับสมเด็จฯ ฮุน เซน รู้จักกันมานานเท่าไร... ?

"ทั้ง 2 คนรู้จักกันมาตั้งแต่ก่อนปี 1992 (พ.ศ.2535) ก่อนที่กัมพูชาจะสงบเสียอีก"

"อริ สมันต์ พงษ์เรืองรอง" ที่เพิ่งยอมรับว่าได้รับการช่วยเหลือจาก "นายกรัฐมนตรีกัมพูชา" เมื่อครั้งที่หนีออกจากประเทศไทยไปหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเสื้อแดง "19 พฤษภาคม 2553" เปิดเผยกับ "มติชน" ว่า เขาลอดตะเข็บชายแดนไทยด้าน จ.หนองคาย โดยลงเรือล่องไปตามแม่น้ำโขงเข้ากัมพูชา แล้วตรงมาที่พนมเปญ

และที่นั่นเองที่เขาได้รับการดูแลปูเสื่ออย่างดีจาก "ผู้มีอำนาจสูงสุด"

ตลอด เวลาที่พำนักอยู่ในกัมพูชา "ผอ.ฮวด" คือผู้รับภาระในการดูแล "แขกจากเมืองไทย" รวมไปถึงแกนนำคนอื่นที่หลบหนีออกจากประเทศไทยไปในช่วงเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น "สุภรณ์ อัตถาวงศ์" หรือแรมโบ้อีสาน, "ดารุณี กฤตบุญญาลัย" หรือไฮโซดา, "ธนกฤต ชะเอมน้อย" หรือ "วันชนะ เกิดดี" อดีตนักร้องลุกทุ่ง และ "พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัตน์" แกนนำ นปช.

ซึ่งถือเป็นแกนนำคนเสื้อแดง "5 คนแรก" ที่เดินทางไปถึงกัมพูชา

และ เป็น "5 แกนนำ" ที่ได้รับเชิญจาก "สมเด็จฯ ฮุน เซน" ให้ไปร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเป็นการส่วนตัว ในทันทีที่คนเหล่านี้ถึงเดินทางถึง

จึงไม่แปลกอะไรหากคนหนีคุก-ไม่ ได้นอนในแผ่นดินเกิด จะยอมรับเป็นการภายในว่า "พนมเปญ" และ "กัมพูชา" เปรียบได้กับ "บ้านหลังที่ 2" ของพวกเขา

ซึ่งสามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน-แกนนำเสื้อแดง" นั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่ "คนไทย" หลายคนเคยเข้าใจ!!!

"สภาทนาย"ออกแถลงการณ์ อัด "นิติราษฎร์" ยับ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

"สภาทนาย" ออกแถลงการณ์ อัด "นิติราษฎร์" ยับ
ชี้เอื้อประโยชน์อดีตพวกพ้องนักการเมือง ทำสังคมแตกแยก


เมื่อวันที่ 27 กันยายน ทางเว็บไซต์สภาทนายความได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2/2554
เรื่อง "คำแถลงการณ์ของกลุ่มนิติราษฎร์" โดยภายในแถลงการณ์ระบุว่า
ตามที่กลุ่มนิติราษฎร์ประกอบด้วยอาจารย์สาขากฎหมายมหาชน 7 คน
จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกแถลงการณ์
เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ในหัวข้อ "การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549"
และการชี้แจงเพิ่มเติมของกลุ่มดังกล่าวสรุปได้ว่า
กลุ่มนิติราษฎร์ได้เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549,
การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112,
กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย
และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549,
การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดยชี้แจงเพิ่มเติมว่ามีตัวอย่างในต่างประเทศที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแล้ว นั้น


ทางสภาทนายความเห็นว่า ประเด็นการนำเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์
อาจทำให้ประชาชนที่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในระบบประชาธิปไตยภาคปฏิบัติของประเทศอย่างถ่องแท้
ที่แตกต่างกับนักวิชาการและโดยที่เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์ของสภาทนายความ
ในการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายให้รู้เท่าทันกลไกการเมืองและนักวิชาการบางท่าน


สภาทนายความจึงขอให้ความเห็นทางกฎหมายอันอาจเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปดังนี้



1.สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารที่ล้มล้างรัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารโดยชอบธรรม
เนื่องจากเป็นการทำให้ระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องสะดุดและต้องเริ่มต้นใหม่ตลอดมาถึง 17 ครั้ง
สำหรับการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็มีเหตุผลเช่นเดียวกัน
สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารในขณะนั้น
ได้ใช้อำนาจเงินครอบงำพรรคการเมืองอื่น จนสามารถรวบรวมเป็นพรรคการเมือง
ที่มีอำนาจเด็ดขาดในรัฐสภา ใช้อำนาจบริหารและอำนาจเงินครอบงำสื่อสารมวลชน
และองค์กรอิสระ จนทำให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไม่บรรลุผล
ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และมีการทุจริต ประพฤติมิชอบ
เพื่อหาประโยชน์แก่ตนเอง และพวกพ้อง จนกระทั่งเป็นเหตุให้มีการรัฐประหาร
รัฐบาลผู้ใช้อำนาจบริหารก็ดี สภานิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา
ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ และศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งใช้อำนาจตุลาการที่มีการดำเนินการหลังการรัฐประหาร
มีส่วนที่สร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้แก่ประชาชน
มีการตรากฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
และมีส่วนในการสร้างความสงบสุขให้เกิดแก่สังคม
ซึ่งไม่ควรให้ตกเป็นเสียเปล่า หรือไม่มีผลทางกฎหมาย
ซึ่งรวมถึงรัฐบาล และรัฐสภาในปัจจุบันต่างก็มีที่มาจากกระบวนการที่ต่อเนื่อง
จากการรัฐประหารทั้งสิ้น อันไม่สมควรให้สิ้นผลตามข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์



2.การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ
การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เป็นการช่วยให้การสอบสวนในคดี
ที่มีความสับสนและการฉ้อราษฎร์บังหลวง ที่มีกลไกสนับสนุนจากนักการเมือง
เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ต้องส่งแก่อัยการสูงสุด และนำไปฟ้องยังศาลยุติธรรม
ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมตามปกติ
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
และวิธีพิจารณาในศาลฎีกาดังกล่าว เป็นศาล
และวิธีพิจารณาที่อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
ซึ่งใช้บังคับก่อนที่จะมีการรัฐประหาร จำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
และมีบางคดีที่ศาลดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้อง
ซึ่งเป็นหลักประกันความยุติธรรมให้แก่จาเลยได้เป็นอย่างดี



3.ความผิดทางอาญาตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญานั้น
อยู่ในหมวดของความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร เป็นตัวบทกฎหมาย
ซึ่งมีที่มาจากประวัติศาสตร์ของชาติไทยอันมีความผูกพันกับพระมหากษัตริย์อยู่ในทุกรัฐธรรมนูญ
เมื่อพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย ทรงไม่อาจดำเนินการใดๆ โดยลำพัง
การดำเนินการใดๆ ของพระมหากษัตริย์ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา จะมีบทบัญญัติให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่
ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ดังนั้น มาตรา 112 ดังกล่าว
จึงมุ่งที่จะคุ้มครองพระมหากษัตริย์มิให้มีผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย
และให้ความสำคัญเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีโทษรุนแรง
สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ดังกล่าว

4.การประกาศใช้รัฐธรรมนูญในประเทศไทย มีมาหลายฉบับแล้ว ในฉบับหลังๆ
มักจะมีการเพิ่มเติมบทบัญญัติในส่วนที่แก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็เป็นรัฐธรรมนูญ
ที่มีการเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นกัน การนำรัฐธรรมนูญฉบับเก่ามาใช้บังคับ
ย่อมทำให้ประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาต้องสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนย่อมต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของกลุ่มนักการเมือง
และพวกพ้องย่อมต้องได้รับการคัดค้านอย่างเต็มที่



5.อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้ชี้แจงเวลาต่อมาว่า
มิได้เสนอให้ลบล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นการทั่วไป
แต่ที่ให้ลบล้างรัฐธรรมนูญดังกล่าว เนื่องจากมีการนิรโทษกรรมการรัฐประหาร
สภาทนายความเห็นว่า เป็นการเลือกใช้หลักการที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม
ที่ตนเองต้องการสนับสนุนเท่านั้น มิได้ยึดถือหลักการที่ต้องใช้เป็นการทั่วไป

6.ตัวอย่างที่กลุ่มนิติราษฎร์นำเสนอว่าเคยมีกรณีลบล้างคาพิพากษาและการกระทำที่เสียเปล่า
ในนานาอารยประเทศนั้น เป็นกรณีการกระทาที่เกิดขึ้นจากอำนาจเผด็จการที่ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์
ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่มีการรัฐประหาร
และทำการตรวจสอบความผิดของผู้มีอำนาจบริหารประเทศ
ที่ใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง
อีกทั้งในประเทศไทยก็เคยมีกรณีที่ศาลยุติธรรมมีคำพิพากษาไม่ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหาร
ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
การยกตัวอย่างในประเทศเยอรมัน ความเสียเปล่าของกลุ่มนาซี
กลุ่มเสียเปล่าในระบบวิซี (Vichy) ในประเทศฝรั่งเศสรวมถึงคำพิพากษาลงโทษบุคคล
ที่ให้ความช่วยเหลือผู้หลบหนีลี้ภัยนาซีจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในประเทศกรีก
และในประเทศตุรกีนั้น สภาทนายความเห็นว่า
ระบบการเมืองและระบบกฎหมายของประเทศที่กล่าวอ้างมานั้น
แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ระบบการเมืองในประเทศไทยที่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ
ให้แก่ปวงชนชาวไทยโดยมิได้มีการเสียเลือดเนื้อและไม่เคยมีการทำร้ายเข่นฆ่ากันแต่อย่างใด
เพียงแต่มีนักการเมืองบางคนที่สืบทอดเจตนารมณ์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น
ทุจริตคิดมิชอบต่อทรัพย์สินของรัฐอย่างต่อเนื่อง
จึงเป็นเหตุให้มีการรัฐประหารช่วงชิงอำนาจกันตลอดมา
พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยได้ต่อสู้กับอริราชศัตรูอย่างยากลำบาก
จนสามารถก่อตั้งประเทศขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้
ได้เสียดินแดนเพื่อเสริมสร้างอิสรภาพเพื่อให้ทุกคนได้อยู่อย่างร่มเย็นเช่นทุกวันนี้
ด้วยพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ที่สืบทอดตลอดมา



7.สภาทนายความขอตั้งข้อสังเกตว่า
กลุ่มนิติราษฎร์เสนอให้ส่วนที่เป็นผลร้ายต่อนักการเมืองในอดีตเป็นอันสูญเปล่า เสียไป
แต่กลับเป็นประโยชน์ต่ออดีตนักการเมืองมากกว่าการแสวงหาความยุติธรรมให้แก่สังคม
การฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ
ซึ่งไม่มีนักการเมืองคนใดที่จะทำให้สังคมไทยรับรู้ว่าการโกงบ้านโกงเมืองนั้น
เลวร้ายยิ่งกว่าการรัฐประหารที่มุ่งทำลายความเลวของนักการเมืองบางคน
และกระทำการเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงที่ประชาชนให้การรับรอง
ประชาชนควรต้องติดตามตรวจสอบพฤติการณ์ของกลุ่มนิติราษฎร์อย่างใกล้ชิดต่อไป



(นายสัก กอแสงเรือง)
สภาทนายความ
27 กันยายน 2554


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317106599&grpid=00&catid=&subcatid=

'ประสงค์สุ่น'เตือน ซ้ำ19กย.49 ถ้าไม่หยุดช่วยแม้ว

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ถึงคิว "ประสงค์ สุ่นศิริ" ออกมาเตือนรัฐบาล หากทำเพื่อช่วย "ทักษิณ" คนเดียว
อาจเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย 19 ก.ย.49 จวกกลุ่มนิติราษฎร์ ออกแถลงการณ์ไม่เหมาะสม
เอื้อประโยชน์ให้คนๆ เดียว ซัดนักวิชาการบางรายมีผลประโยชน์แอบแฝง...

วันที่ 27 ก.ย. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญปี 50 (ส.ส.ร.)
เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์ออกแถลงการณ์
เรียกร้องให้มีการลบล้างผลพวงจากการใช้กฎหมายที่ออกประกาศ
โดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ (คปค.) ว่า
สำหรับนักวิชาการพวกนี้ หากดูจากการทำงานของอาจารย์บางคน
ที่ผ่านมาก็ได้รับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาตลอด
เพราะฉะนั้นจุดมุ่งหมายที่สำคัญของคนกลุ่มนี้
ที่มีแนวทางตรงกันกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ซึ่งนำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คือ
ต้องการปลดเปลื้องพันธนาการให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงคนเดียวเท่านั้น
ไม่ได้มองสาเหตุของการปฏิวัติรัฐประหาร
ทั้งนี้วิธีการต่าง ๆ ที่กลุ่มนิติราษฎร์นำมาออกมาเผยแพร่
ก็เพื่อเป็นการสร้างกลยุทธ์ที่ทำให้ประชาชนเกิดสงสัยและความเข้าใจผิด
อย่างไรก็ตาม
คณะนิติราษฎร์ก็เป็นเพียงกลุ่มที่ทำงานรับใช้อดีตนายกรัฐมนตรี มันไม่มีอะไรมากกว่านั้น

"รัฐประหารที่ผ่านมา มันมีเหตุผล จะมาลบล้างทั้งหมดได้อย่างไร
พวกนักวิชาการ ทำไมไม่มองที่ต้นเหตุ
ส่วนข้อเรียกร้องที่ออกมาประกาศนั้น ดูกันดี ๆ
ก็เพื่อช่วยเหลือทักษิณเพียงคนเดียว
แต่ไม่เคยย้อนกลับไปว่า ทักษิณ ทำอะไรไว้บ้าง" น.ต.ประสงค์ กล่าว

พร้อมกันนี้อดีตประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญปี 50 กล่าวต่อว่า
ขอเตือนถึงกลุ่มบุคคลที่ทำงานรับใช้คนเพียงคนเดียว หรือไม่สนใจบ้านเมือง
เนื่องจากอาจจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนช่วงปี พ.ศ.2549 ที่ผ่านมา
เพราะประชาชนที่ไม่เห็นด้วย จะเริ่มรวมตัวกัน ต่อต้านอย่างแน่นอน
และมันจะเป็นการแสดงพลังครั้งยิ่งใหญ่
ดังนั้นการกระทำหลังจากนี้ไปจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตนของรัฐบาล ว่า
จะทำงานเพื่อคนๆ เดียว
อย่างเช่นปัจจุบัน หรือพยายามใช้นโยบายประชานิยมหว่านแหก็ตาม
คนไทยก็คงไม่ลืม ส่วนกรณีการเดินทางกลับประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น
ในมุมมองของตน เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ รวมถึงกลไกของอำนาจรัฐ ยังคงต่อต้าน
ดังนั้นภายในระยะเวลาที่รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดิน คงไม่มีทางที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะทำสำเร็จ


ถวิล เปลี่ยนศรี

นอกจากนี้ น.ต.ประสงค์ ยังกล่าวถึงกรณีการแต่งตั้งโยกย้าย
นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ว่า
รัฐบาลชุดนี้ใช้อำนาจมากเกินไป
ขอถามกลับว่านายถวิล ทำผิดอะไร การที่มาใช้เหตุผลเพื่อความเหมาะสม
มันไม่ถูกต้อง ดังนั้นสิ่งนี้คือกระบวนการแทรกแซงข้าราชการประจำที่มีการโยกย้าย
คนของตนเองขึ้นมานั่งในตำแหน่ง ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ
แล้วรัฐบาลก็ยังดำเนินการเหมือนในอดีต



http://www.thairath.co.th/content/pol/204848

ดอกไม้แด่ "คณะนิติราษฎร์" จาก "จาตุรนต์ ฉายแสง" "สุจิตต์ วงษ์เทศ" และ "รุจ ธนรัก

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



จาตุรนต์ ฉายแสง


(ที่มา twitter.com/chaturon)


มีความเห็นสั้นๆ อีกหน่อยครับเรื่องวิวาทะเกี่ยวกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์


เห็นกลุ่มนิติราษฎร์ออกมาชี้แจงเทียบกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของปชป.แล้วก็ให้รู้สึกวังเวงเสียจริงๆ


กลุ่มนิติราษฎร์เขาชี้แจงอย่างมวยหลัก เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระและเหตุผล
ที่สำคัญคือมีความกล้าที่จะยืนยันหลักการและจิตวิญญาณของประชาธิปไตย


กลุ่มนิติราษฎร์ได้จุดประกายให้เห็นทางสว่างสำหรับสังคมไทย
ในการที่จะต่อต้านคัดค้านการรัฐประหารที่จะมีผลในระยะยาวต่อไป



ขณะที่ปชป.รวมทั้งคุณอภิสิทธิ์โจมตีเขาอย่างสะเปะสะปะ ไม่มีหลักการ
และยังกล่าวหาแบบมุ่งลดความน่าเชื่อถือด้วยการโยงเข้ากับคนๆ เดียวตามที่ถนัดตลอดมา


ปชป.และคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้พูดถึงหลักการเกี่ยวกับประชาธิปไตย
หรือการรัฐประหารซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย



ที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือไม่มีนักวิชาการฝ่ายตรงข้าม
หรือฝ่ายที่สนับสนุนการรัฐประหารที่ผ่านมาออกมาโต้แย้งหรือให้ความเห็นกันเลย


น่าสงสารประเทศไทยยิ่งขึ้นไปอีก


ที่ควรออกมาพูดแล้วไม่ออกมาพูดกันเลยก็รวมถึงนักกฎหมายมหาชน
และคนในกระบวนการยุติธรรมด้วย เข้าใจว่าถ้าออกมาก็จะสู้เหตุผลไม่ได้ พูดไปก็มีแต่เข้าเนื้อเปล่าๆ


ผมจึงเสนอว่าสังคมไทยน่าจะให้ความสนใจกรณีข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์กันต่อไป
ส่งเสริมให้ฝ่ายต่างๆ ออกมาแสดงจุดยืน ความเห็นกันให้มากขึ้น



----------



ทำไมเราควรสนใจข้อเสนอของนิติราษฎร์ [/b]


โดย รุจ ธนรักษ์ (http://www.roodthanarak.com/2011/09/why-nitirat/)


ข้อเสนอที่ว่านี้หมายถึง "ข้อเสนอทางวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร
และ 1 ปีกลุ่มนิติราษฎร์"
ซึ่งกลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจ (อย่างบิดเบือน)
ในพื้นที่ข่าว จนต้องมีงานแถลงข่าว
"การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ (เพื่องานแถลงข่าว)"
เพื่อชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้งในอีก 7 วันให้หลัง


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม http://prachatai3.info/journal/2011/09/37069


ส่วน "เรา" ในที่นี้หมายถึง "เรา" ทุกคนที่เป็นเจ้าของประเทศนี้ร่วมกัน ทำมาหากินในสังคมนี้ร่วมกัน
สร้างครอบครัวมีลูกหลานที่จะต้องเติบโตในประเทศนี้ต่อไป
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ "ระบบ" และ "หลักการ"
ที่มันจะอยู่กับสังคมไทยไปอีกนานเมื่อพวกเราจากโลกนี้ไปแล้ว


ก่อนอื่น ต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่นักกฏหมาย ไม่เคยเรียนกฏหมาย
ไม่มีความรู้ใดๆเกี่ยวกับกฏหมายทั้งนั้น


แต่ผมเชื่อว่าไม่มีความรู้ใดๆในโลกนี้ที่ลอยลงมาจากสะเก็ดดาวหาง
ความรู้ทุกอย่างมันต้องยึดโยงกับความเป็นจริงและปัญหาของสังคมมนุษย์ทั้งนั้น
อุปมาเหมือนเราขับรถสักคัน เราก็ต้องรู้ว่ารถคันนั้นดีเลวแค่ไหน สมรรถภาพเป็นอย่างไร
โดยไม่จำเป็นต้องเป็นช่างเครื่องหรือจบวิศวกรรมศาสตร์ยานยนต์มาโดยตรง


ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่าถึงแม้ "เรา" จะไม่ใช่นักกฏหมาย แต่เราก็สนใจเรื่องราวเหล่านี้ได้
โดยไม่ต้องไปห่วงกังวลประเด็นทางเทคนิค
เรื่องทางเทคนิคก็ปล่อยให้ช่างเทคนิคเขาจัดการถกเถียงหาข้อสรุปกันไป
แต่สิ่งที่เราต้องสนใจคือหลักการ เหตุผล และประเด็นสำคัญของเรื่องนั้นๆมากกว่า
เพราะ "เรา" คือเจ้าของประเทศร่วมกัน


ในทางกลับกัน "คุณ" อาจไม่ต้องสนใจเรื่องเหล่านี้
หากคุณมั่นใจว่าลูกหลานของคุณสามารถมีอำนาจปืนได้แน่ๆ
หรือมั่นใจว่าจะมีเงินมากพอที่จะเอาไปซื้ออำนาจปืน
หรือไม่ก็มั่นใจว่าลูกหลานจะมีชาติกำเนิดที่ดีพอ
จนไม่ต้องสนใจระบบการปกครองที่ "เป็นสากล เป็นอารยะ" อย่างระบอบประชาธิปไตย


ผมคิดว่า "เรา" จำเป็นต้องสนใจ ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ข้างต้นให้มาก
สนใจแปลว่ารับฟัง ขบคิด ฝึกใช้เหตุใช้ผล
สนใจอาจไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยไปเสียทุกเรื่อง หรือเชื่อถือไปหมดทุกรายละเอียด
แต่อย่างน้อยต้องเปิดใจให้สิ่งใหม่ เปิดพื้นที่ให้ข้อถกเถียงเกิดขึ้นอย่างสร้างสรรค์


ทำไม ?


1. ข้อเสนอนี้เป็นการขีดเส้นให้ชัดเลยว่าคุณจะเลือก ประชาธิปไตย หรือ ระบอบรัฐประหาร


ไม่ว่าคุณจะชอบหรือเกลียด ทักษิณ ชินวัตร มันไม่เกี่ยวกับ "แก่น" ของสิ่งที่นิติราษฏร์นำเสนอ
เรื่องนี้มันไปไกลกว่านั้นมาก


แก่นของมันอยู่ที่การปฏิเสธ "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" ทั้งหมด
ซึ่งนำมาสู่การใช้อำนาจดิบก่อรัฐประหาร ล้มรัฐธรรมนูญ แล้วกระบวนการยุติธรรมก็รับไม้ต่อๆกันมา
โดยไม่ตั้งคำถามถึงความชอบธรรม เป็นแบบนี้มาแล้วหลายสิบปี


เรื่องราวแบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคตุลาการภิวัฒน์ แต่มันเกิดขึ้นมานานแล้วในแวดวงกฏหมาย
มีการสร้าง "นวัตกรรมทางกฏหมาย" มายาวนาน จนเสมือนว่าเป็น "ธรรมเนียม"
ของนักกฏหมายไทยไปแล้วที่จะต้องยอมรับอำนาจจากการรัฐประหาร
(คำพิพากษาฎีกาที่ 1662/2505 ยอมรับคณะรัฐประหารว่าเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์
มีอำนาจออกกฎหมายอะไรก็ได้ตามใจชอบ)


"ปกติแล้วเวลาที่เกิดการรัฐประหารสำเร็จ ก็จะมีการเรียกบรรดานักกฎหมายเข้าไป
ซึ่งมีความช่ำชองในการร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรม และอบรมฝังลึกกันมาว่า
เมื่อมีการรัฐประหารแล้วเขาก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ เขาก็จะปฏิบัติตามอย่างเชื่องๆ
และมีความก้าวหน้าทางหน้าที่การงานเป็นลำดับและวงการกฎหมายไทยก็ยอมรับความคิดแบบนี้
เราขังตัวเองอยู่ในกรอบในกรงของความคิดแบบนี้คณะนิติราษฎร์เปิดกรงนี้ออกไป
เพื่อบอกว่าเราควรจะเป็นอิสระจากความคิดแบบนั้นได้แล้ว"


"มีทนายความท่านหนึ่งซึ่งเป็นทนายความของ ร.ต. ฉลาด วรฉัตร มาพบผม
นำเอกสารให้ผมชุดหนึ่งเอกสารนี้เป็นคำฟ้องและคำพิพากษา
เนื่องจาก ร.ต. ฉลาด ฟ้องคณะรัฐประหาร คตส. ครม.
และบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติรวม 308 คน เป็นจำเลย
ในความผิดฐานเป็นกบฏ ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โดยให้เหตุผลว่า การกระทำของคณะรัฐประหารนั้นแม้จะเป็นความผิดก็ถูกนิรโทษกรรมไปแล้ว
โดยบทบัญญัติมาตรา 37 ของ รธน. 2549 โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษผู้กระทำการรัฐประหาร
ซึ่งศาลอุทธรณ์ตัดสินว่า การกระทำดังกล่าวนั้น
ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ถูกใช้ ไม่ว่ากระทำฯ นั้น
แม้ผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสินเชิง
ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้ง 308 คนหากเป็นการขัดหรือแย้งกับ รธน. 2540
หรือผิดกฎหมายอาญามาตราใดก็ให้พ้นความผิดโดยสิ้นเชิง
จึงไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว
อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"


วรเจตน์ ภาคีรัตน์
อ้างอิง : http://prachatai3.info/journal/2011/09/37069



โปรดสังเกตคีย์เวิร์ดของคำวินิฉัยข้างต้นว่า
"การกระทำของคณะรัฐประหารนั้นแม้จะเป็นความผิดก็ถูกนิรโทษกรรมไปแล้ว"


ดังนั้นสิ่งที่นิติราษฎร์นำเสนอจึงเป็นการยิงคำถามไปที่ "แก่น" ของอำนาจสูงสุดของประเทศ
นั่นคือหากเราเชื่อว่าอำนาจสูงสุดมาจากประชาชน ไม่ใช่มาจากการยึดอำนาจของใคร
ก็ตามที่ถือปืนอยู่ในมือ เราก็ต้องยินดีที่จะลบล้างผลพวงของการทำรัฐประหาร


สิ่งนี้อาจนับได้ว่าเป็น "นวัตกรรมใหม่" ทางกฏหมายไทย
ซึ่งหากเราอยากให้ลูกหลานของเราเติบโตมาในประเทศประชาธิปไตย
ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับฟัง ส่วนจะถกเถียงปรับแก้รายละเอียดกันต่อไปอย่างไรก็ว่ากัน


เว้นเสียแต่คุณจะรู้สึก "โอเค" กับการอยู่ในประเทศที่ปกครองกันด้วยกองทัพและรัฐประหาร


2. ข้อเสนอนี้ไม่ใช่แค่หลักการแต่มี "วิธีการ" ทางเทคนิคอยู่ด้วย


นอกจากหลักการประชาธิปไตยแล้ว สิ่งที่นิติราษฏร์นำเสนอยังมี "วิธีปฏิบัติ"
ในทางเทคนิคกฏหมายประกอบอยู่ด้วย พวกเขาไม่ใช่นักวิชาการที่กล่าวลอยๆผ่านสื่อไปวันๆ
แต่เป็นนักวิชาการที่ทำการบ้านเป็นอย่างดี


อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าผมไม่ใช่นักกฏหมาย ผมไม่อาจให้ความเห็นใดๆในเชิง "เทคนิค" ได้
สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือแนวทางที่นิติราษฏร์เสนอนั้นอาจเป็นเรื่องใหม่ในไทย
แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก
มีหลายประเทศที่เคยใช้แนวทาง "ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร" แบบนี้มาแล้ว
(พูดภาษาชาวบ้านคือเป็นสินค้าที่มี Site Reference)


นอกจากนั้น จนถึงวันนี้ (25 กันยายน 2554) ยังไม่มีนักกฏหมายคนไหนในประเทศนี้
ออกมาพูดชัดๆสักคนว่าข้อเสนอนี้ "ทำไม่ได้ในทางกฏหมาย"



เหตุผลที่ทุกคนยกมา ล้วนบอกว่า ไม่เหมาะ ไม่ควร เสี่ยง ทำเพื่อทักษิณคนเดียว ฯลฯ
แต่ไม่มีใครฟันธงเลยว่ามันทำไม่ได้อย่างไร เป็นหลักการที่ผิดอย่างไร หรือติดปัญหาเทคนิคตรงไหน


3. ข้อเสนอนี้ตอกย้ำปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2550


กลุ่มนิติราษฎร์คือนักวิชาการด้านกฏหมายมหาชน เมื่อเห็นปัญหาของกฏหมาย
เขาก็ชี้ประเด็นให้สังคมทราบ


อ.วรเจตน์ ดูจะเป็นนักวิชาการไม่กี่คนที่ยังพูดจาเรื่องเดิม เหมือนเดิม แม้เวลาจะเปลี่ยนไป
เพราะหากเราไม่ความจำสั้นเกินไปนัก ในวันที่มีการรณรงค์ "รับ/ไม่รับ รัฐธรรมนูญ 2550" นั้น
ประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายสนับสนุน รธน.50 ยกมาดีเบตคือ
"ยอมรับว่ามันมีข้อบกพร่อง แต่ขอให้รับไปก่อนเถอะ แล้วไปแก้กันทีหลัง ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว
เมื่อมองว่ามันเป็น รธน.ที่มาจากการรัฐประหาร"



ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรายอมรับว่าไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด
แต่เรามองว่า มันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของการกลับคืนมา
แห่งอำนาจของประชาชนอย่างราบรื่น ชัดเจน แน่นอน


ผมเคารพและได้ฟังความคิดเห็นของท่านอาจารย์วรเจตน์ชัดเจนวันนี้
เมื่อสักครู่นี้ ว่าท่านเห็นทางสะดวกของท่านเหมือนกัน
แต่ว่า ท่านครับ นั่นคือความเห็นและความเชื่อไม่ชัดเจนแน่นอน ราบรื่น
เท่ากับการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนี้


การที่เราลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ จะให้ผลดีคือ
"ยุติระบบปฏิวัติรัฐประหารทันที" คมช. สิ้นสภาพทันที ส่วนว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ดี มีข้อบกพร่อง
มีบางจุดหลายจุดที่ท่านนำเสนอมานี้ เราเริ่มกระบวนการแก้ไข การแก้ไขนี้
ผมอยากจะให้ "เราทำแบบเมื่อปี 2540 เราเสนอแบบให้ 50,000 คนเท่านั้นครับ!
แล้วก็ ส.ส.ในสภา 1 ใน 4 เท่านั้นครับ!" เสนอแก้ไขมาตราเดียวแบบที่เราเริ่มทำในปี 2540
แล้วให้กระบวนการนั้นจัดทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นใหม่ เนี่ยครับ
เราก็ว่าถ้าเราเดินอย่างนี้มันจะราบรื่นกว่าที่เราจะใช้วิธีการว่า เอาล่ะ!
เราล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วคาดหวังว่า คมช. กับ ครม. จะหยิบร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในอดีต
มาปรับปรุงให้ดีกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่เรากำลังทำนี้


นายจรัญ ภักดีธนากุล
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
อ้างอิง : http://prachatai.com/journal/2007/08/13725



ถึงวันนี้ มีนักกฏหมายกลุ่มไหนในประเทศนี้อีกบ้างที่ยังเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญเสียใหม่ ?


4. ข้อเสนอนี้ไม่ใช่การช่วยทักษิณ แต่เป็นการจงใจ "ไม่ช่วย" คนทำรัฐประหารต่างหาก


นี่คือประเด็นที่ถูกบิดเบือนอย่างโง่เง่ามากที่สุด


ถ้าอ่านข้อเสนอให้ดีจะเห็นว่า ข้อเสนอนี้มุ่งยกเลิกกฏหมายที่ประกาศ "ยกโทษ" ให้คณะรัฐประหาร
และยกเลิกคำตัดสินต่างๆที่เกิดขึ้นโดยอิงกับอำนาจรัฐประหาร
แต่ไม่ได้ห้ามไม่ให้เอาผิดทักษิณ หรือ คนอื่นๆ


ในทางกลับกันข้อเสนอยังเปิดช่องให้เอาผิดทักษิณได้อยู่
และเป็นการเอาผิดแบบถูกต้องตามทำนองคลองธรรมที่ไม่ใช่การ "นิรโทษกรรม" อีกด้วย
(นิรโทษกรรม หมายถึง คุณทำผิด แต่เขียนกฏหมายยกโทษให้
เช่นเดียวกับที่ คมช.​นิรโทษกรรมตนเองนั่นแหละ)


ดังนั้นหากคุณไม่ชอบทักษิณ และเชื่อว่าเขากระทำผิดจริง
คุณยิ่งต้อง "ฟัง" ​ข้อเสนอนี้ให้ละเอียด เพราะมันหมายถึงโอกาส
ในการนำทักษิณเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจริงๆ
แบบที่เขาอ้างไม่ได้ด้วยว่าถูกรังแกโดยอำนาจนอกระบบ


และถ้าคุณเชื่อว่าเขาผิดจริง ย่อมไม่ต้องกังวลกับกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม
เว้นเสียแต่ว่าคุณเชื่อลึกๆว่าทักษิณอาจจะไม่ผิด
แต่ก็อยากเอาผิดเขาเสียเต็มประดาจนต้องยอมหรี่ตาให้อำนาจนอกระบบ


สิ่งที่ทำให้ประเด็น "เอื้อประโยชน์ให้ทักษิณ"
ถูกชูขึ้นมาให้ไขว้เขวนั้น ไม่ใช่เพราะข้อเสนอนี้จะเอื้อประโยชน์กับทักษิณ
แต่เพราะข้อเสนอนี้มุ่งจะ "เอาผิด" กับกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐประหารต่างหาก



5. เป็นการส่งสัญญาณถึงผู้สนับสนุนรัฐประหาร


จากข้อ 4. ข้อเสนอนี้จะเป็นการส่งสัญญาณบอก "ผู้สนับสนุนรัฐประหาร"
โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นมือไม้ให้ทหารว่าจง "คิดให้หนัก"
หากจะมีพฤติกรรมทำนองนี้ต่อไปในอนาคต


เพราะหากอำนาจสูงสุดของประเทศกลับมาเป็นของประชาชนเมื่อไหร่
ก็ใช่ว่า "ระบบกฏหมาย" จะไม่สามารถเอาผิดคุณได้เหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา



ด้วย "นวัตกรรม" ทางกฏหมายนี้ พวกคุณจะไม่สามารถ "ลอยตัว"
จากความผิดฐานล้มล้างการปกครองได้ง่ายๆเหมือนเช่นเคย


ในทำนองเดียวกัน – หาก "เรา" ไม่สนับสนุนรัฐประหารจริงๆ (ดังเช่นเหตุผลในข้อ 1)
เรายิ่งควรยินดีกับข้อเสนอนี้ เพราะหากข้อเสนอของนิติราษฎร์ได้รับการนำไปปฏิบัติจริงๆ
การทำรัฐประหารครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นได้ยากมาก
หรืออาจสามารถป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารอีกเลยก็เป็นได้


หมายเหตุ : ข้อมูลจากเว็บไซต์ประเทศไทยอยู่ตรงไหน
http://www.whereisthailand.info/2011/09/world-coup-list/
ระบุว่าประเทศไทยมีรัฐประหารมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก


6. เป็นการส่งสัญญาณบวกถึงนักกฏหมายน้ำดี


ข้อเสนอนี้ยังส่งสัญญาณไปบอกนักกฏหมาย "น้ำดี" ทั้งหลาย
ด้วยว่า "นวัตกรรม" ทางกฏหมายที่ยืนข้างหลักการประชาธิปไตยได้เกิดขึ้นแล้ว
มีประเทศอื่นเขาใช้จริง ทำจริง ทำได้
ขอเพียงแค่สังคมพร้อมใจกันปฏิเสธอำนาจดิบเถื่อนของการทำรัฐประหาร


ในฐานะนักกฏหมาย หรือผู้ใช้กฏหมาย
พวกคุณไม่จำเป็นต้องเดินตามธรรมเนียมที่ขัดต่อหลักความถูกต้อง
เหมือนที่ผ่านๆมา เราไม่จำเป็นต้องเดินวนลูปอยู่กับสิ่งแย่ๆที่เราก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น


7. เป็นการส่งปัญญาเข้าสู่สังคม


ข้อเสนอนี้ส่งสัญญาณ "บวก" ไปถึงราษฎรไทยด้วยว่า
เราสามารถ "สู้" กับอำนาจปืนได้ด้วยสติปัญญา ด้วยความรู้ ด้วยเหตุผล ด้วยหลักการ


ขอให้ลองคิดดูว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเพียง 7 คน เขียนข้อเสนอเพียง 4 หน้ากระดาษ
แล้วตั้งโต๊ะแถลงข่าวใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง
วันรุ่งขึ้นผู้มีอำนาจทั้งหลายในประเทศล้วน "เป็นเดือดเป็นร้อน" กันไปหมดกับแนวทาง
ที่พวกเขานำเสนอ ทั้งที่พวกเขาไม่มีปืน ไม่มีเงิน และไม่มีกระทั่งฐานการเมืองมวลชน


สิ่งที่อาจารย์กลุ่มนี้ทำให้ "พวกเรา" เห็น คือการบอกว่า ในการจะสู้กับปีศาจนั้น
เราไม่จำเป็นต้องขายวิญญาณให้ปีศาจอีกตนหนึ่งเพื่อเอาอำนาจดิบเถื่อนมาปราบปีศาจตนแรก
เราสู้กับปีศาจได้ด้วยแสงสว่าง ด้วยความรู้ ด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา


และปีศาจทุกเผ่าพันธุ์เหมือนกันหมด – พวกมันกลัวแสงสว่าง


หลักคิดเช่นนี้สมควรได้รับการ "ปลูกฝัง" และต่อยอดต่อไปเรื่อยๆ
เพื่อให้ราษฎรไทยได้เชื่อกันจริงๆเสียทีว่าอำนาจสูงสุดของประเทศนี้
เป็นของประชาชน ไม่ใช่ของพรรคการเมือง ไม่ใช่ของทหาร หรือของเทวดาที่ไหน


มันอาจได้ผลช้า มันอาจต้องเฝ้าอดทนรอคอย แต่มันเป็นหนทางที่ยั่งยืน


……….


สุดท้าย


ผมอยากกล่าวด้วยว่า สิ่งที่คณะนิติราษฎร์ทำลงไปนั้น
เสมือนเป็นการจุดไฟแห่งปัญญาให้แก่สังคมที่กำลังมืดมิด
ซึ่งคือ "หน้าที่" โดยตรงของนักวิชาการที่มีต่อสังคม


นักวิชาการมีหน้าที่ทำงาน "ทางเทคนิค" ที่ตนเองถนัด
เพื่อตอบปัญหาของสังคมอย่างซื่อสัตย์ต่อหลักวิชาที่ตนเองยึดถือ


ในเวลาที่สังคมมืดมิด ผู้คนสับสน มันต้องมีใครสักคนลุกขึ้นมาจุดไฟให้สว่างบ้าง
แม้มันอาจจะเล็กน้อย ไม่ได้สว่างจ้าจนไล่ความมืดให้หมดสิ้นไปได้
แต่อย่างน้อย คนอื่นๆรอบข้างก็จะมองเห็นว่าการจุดไฟมันทำได้
และเราทุกคนสามารถช่วยกันจุดไฟ แล้วส่งต่อๆกันไปให้มากขึ้นได้


ขอคาราวะกลุ่มอาจารย์นิติราษฎร์ไว้ ณ โอกาสนี้


"ผมคิดว่า ความคิดแบบนี้เมื่อมันเปิดกรงออกไปและโบกบินสู่สังคมแล้ว
ต่อให้นิติราษฎร์ทั้ง 7 คนไม่อยู่แล้ว แต่ความคิดนี้จะอยู่ในสังคม มันฆ่าไม่ตายแล้ว
เพราะฉะนั้นจะทำรัฐประหารก็ทำไป มีปืนมีรถถังก็ทำไป
แต่ถ้าทำแล้วคุณต้องปกครองโดยปืนโดยรถถังตลอดกาล
ถ้ามันไม่สำเร็จในยุคสมัยของเรา รุ่นลูกรุ่นหลานเราก็จะมาพูดต่อ
แต่ผมคิดว่ามันจะสำเร็จในยุคสมัยของเรา"


วรเจตน์ ภาคีรัตน์
25 กันยายน 2554


Beneath this mask there is more than flesh. Beneath this mask there is an idea, Mr. Creedy, and ideas are bulletproof
(ภายใต้หน้ากากใบนี้ มันมีมากเกินกว่าเนื้อหนังมังสา
ภายใต้หน้ากากใบนี้ มันมีความคิดความเชื่อแฝงอยู่ คุณครีดี้
และความคิดความเชื่อเหล่านั้นนั่นแหละที่เป็นดังเกราะป้องกันกระสุนให้แก่เรา - มติชนออนไลน์)


- V for Vendetta




นิติรัฐเลือกสนองผองอำนาจ


นิติราษฎร์เลือกมวลชนคนส่วนใหญ่


นิติรัฐประหารเหี้ยนอธิปไตย


นิติราษฎร์ไล่รัฐประหารนั้นฯ



สุจิตต์ วงษ์เทศ
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 25 กันยายน 2554


http://www.whereisthailand.info/2011/09/world-coup-list/

Monday, September 26, 2011

กระแสคว่ำบาตรคนโขนลามถึงอุโมงค์ผาเมือง พิษพงษ์พัฒน์ไล่เสื้อแดงพ้นบ้านพ่อย้อนศรรายได้แป่ว

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 กันยายน 2554


ภาพยนตร์เรื่องอุโมงค์ผาเมือง ส่อแววว่าอาจจะประสบชะตากรรมซ้ำรอยกับภาพยนตร์"คนโขน"ที่ปิดฉากล้มเหลวด้าน รายได้ไปก่อนหน้านี้ เพราะถูกกระแสคว่ำบาตรจากคนดู

ภาพยนตร์คนโขน ที่ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ผู้สร้าง ผู้กำกับยอมรับว่าทำรายได้น้อยซะยิ่งกว่ารายได้ขั้นต่ำสุดที่คาดไว้ ถูกกระแสคว่ำบาตรจากคนเสื้อแดง และประชาชนที่ไม่พอใจบทบาทของศรัณยูในการร่วมเป็นแกนนำกับพันธมิตรฯยึด ทำเนียบรัฐบาล-ยึดสนามบิน

ส่วนภาพยนตร์เรื่องอุโมงค์ผาเมืองมีการก่อกระแสคว่ำบาตรในหมู่คนเสื้อแดงมาก พอสมควร โดยเกิดกระแสต้องการให้บทเรียนแก่ผู้แสดงนำรายหนึ่งของเรื่องนี้คือพงษ์ พัฒน์ วชิรบรรจง ซึ่งเคยกล่าวหาไปในเชิงเปรียบเทียบว่า คนเสื้อแดงเป็นพวกอาศัยบ้านของพ่ออยู่ หากไม่รักพ่อก็ให้ออกไปจากบ้านของพ่อซะ ซึ่งเป็นการสร้างความขุ่นเคึืองใจในการกล่าวหา่ให้แก่ดารานักแสดงผู้นี้ เนื่องจากคนเสื้อแดงเห็นว่าเป็นมุมมองที่ตื้นเขิน อคติเลือกข้างของพงษ์พัฒน์ และเป็นการอาจเอื้อมดึงสถาบันเบื้องสูงลงมากล่าวหาคนเสื้อแดงด้วยความเท็จ เพราะคนเสื้อแดงไม่เคยหยิบยกเรื่องสถาบันเบื้องสูงมา่เกี่ยวข้องกับการเรียก ร้องประชาธิปไตยแต่อย่างใดเลย

ภาพยนตร์เรื่องนี้"เสี่ยเจียง"สหมงคลฟิล์ม ร่วมกับ“หม่อมน้อย" ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล สร้าง โดยต้นทุนสร้างไม่แน่ชัด บ้างก็ว่า 20-25 ล้านบาท ขณะที่เสี่ยเจียงบอกว่า"หลายสิบล้านบาท" ขณะที่หม่อมน้อยบอกว่า เฉพาะค่าตัวดารานำและดาราสมทบที่มีชื่อเสียงก็มากมายแล้ว แต่หลายคนก็ลดค่าตัวเพื่อเป็นต้นทุนในการทำเรื่องนี้ "ถ้ารวมค่าตัวของทุกท่านแน่นอนว่ามากกว่า 100 ล้าน”

เวบไซต์เอ็นเตอร์เทนวีคลี่รายงานยอดรายได้ช่วง 2 สัปดาห์แรกของอุโมงค์ผาเมืองอยู่ที่ 23 ล้านบาท


“มาริโอ้”น้อยใจคนไทยดูหนังอุโมงค์ผาเมืองน้อย
ดารานำของเรื่อง “มาริโอ้ เมาเร่อ”ออกมาให้ข่า่วว่า่ กระแสตอบรับหนังเรื่องนี้เงียบบมากก จนต้องงบ่นน้อยใจกับแฟนๆ

“ผมก็น้อยใจครับ ที่คนไทยไม่ดูหนังไทยเลย อยากให้ไปดูอุโมงค์ผาเมืองกันเยอะๆ ครับ ก็อย่างที่บอกไปว่าคนดูค่อนข้างน้อย เพราะเราก็มีเหตุการณ์บ้านเมืองอะไรหลายๆ อย่างครับ อย่างเช่นน้ำท่วมนะครับ แต่ถ้าว่างกันก็แนะนำให้ไปดูหนังไทยกันนะครับ เพราะถ้าคนไทยไม่ดูแล้วใครจะมาดูครับ เพราะเรื่องนี้ก็เป็นหนังที่ดีครับ แล้วทุกคนก็ตั้งใจทำกันมากเลยครับ”

“เราก็ต้องใจทำหนังออกมาให้คนไทยดู แต่ถ้าคนไทยไม่ดูเราก็เศร้านิดนึง ที่บอกว่าหนังเข้าใจยาก ผมว่าไม่ใช่นะ ถ้าจะไปก็ไปอย่างไม่ต้องอ่านอะไรมาก่อนเลยก็ได้ แล้วก็อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับเรื่องราโชมอนที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ อยากให้มองเป็นหนังอีกภาคนึงไปเลยครับ แต่ก็อย่างที่รู้กันมาว่าโครงเรื่องเหมือนกัน แต่บทที่แปลออกมามันไม่เหมือนกันครับ”

ภาพยนตร์ดัดแปลงจากหนังชั้นครู"ราโชมอน"

ภาพยนตร์เรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” ได้นำเนื้อหาจากสุดยอดบทละครเวทีเรื่อง “ราโชมอน” (ประตูผี) ของ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” มาสร้างลงสู่จอเงินให้ประชาชนได้รับชม ภายใต้การกำกับของ “หม่อมน้อย ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ถือว่าเป็นวรรณกรรมอมตะอีกเรื่องหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก อีกทั้งการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาจุดประสงค์เพื่อที่จะฉลองครบรอบ 100 ปีชาตกาล “พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” 40 ปีบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ 101 ปี ผู้กำกับชั้นเซียน “อากิระ คุโรซาวา” ผู้สร้างหนังชั้นครูชาวญี่ปุ่น

ภาพยนตร์เรื่อง อุโมงค์ผาเมือง เป็นภาพยนตร์ย้อนยุคไปในอาณาจักรล้านนาไทยเมื่อ 700 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องราวของคดีฆาตกรรมพิศวงระหว่างขุนศึกนักรบ, โจรป่า และเจ้านางผู้เลอโฉม ซึ่งดัดแปลงมาจากบทละครเวทีเรื่อง "ราโชมอน" อันเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของ "พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช" เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ และอัจฉริยภาพของท่านผู้เป็นปูชนียบุคคลผู้สร้างคุณูปการแก่สังคมไทย รัฐบุรุษและเอกศิลปินแห่งชาติที่ได้รับการยกย่องให้เป็น "บุคคลสำคัญของโลก" จาก องค์การยูเนสโก โดยได้ระดมทีมนักแสดงชั้นนำไม่ว่าจะเป็น อนันดา เอเวอริงแฮม, เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, มาริโอ้ เมาเร่อ, พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา, ดอม เหตระกูล, ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ และ รัดเกล้า อามาระดิษ มาประชันบทบาทสุดเข้มข้นล้นจอ ซึ่งหม่อมน้อยได้เผยถึงโปรเจ็คต์ใหม่ล่าสุดนี้ว่า

กระแสแอนตี้สัปเหร่อของเรื่องแรงพอๆกับคนโขน
พงษ์ พัฒน์ วชิรบรรจง สวมบทเป็นสัปเหร่อแก่ที่อาศัยอยู่ในอุโมงค์ผาเมือง ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน มีความคุ้นเคยทั้งคนเป็นและคนตาย จึงมีความเข้าใจวิถีทางชีวิตของมนุษย์ได้อย่างดีในทุกแง่มุม เขามักจะมองโลกและใช้ชีวิตอย่างเป็นกลาง จึงทำให้เขาสามารถวิเคราะห์นิสัยมนุษย์ได้อย่างแม่นยำ

อย่างไรก็ตามได้มีการก่อกระแสคว่ำบาตรของคนเสื้อแดงตามอินเตอร์เน็ตและบอก กันปากต่อปากในลักษณะเชิืญชวนกันคว่ำบาตรหนังเรื่องนี้ โดยอ้างว่าเพื่อให้บทเรียนแก่ดารานักแสดงอย่างพงษ์พัฒน์ที่มีมุมมองต่อ สถานการณ์การเมืองอย่างตื้นเขิน บิดเบือนไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยเคยกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีงานมอบรางวัลบันเทิงแห่งหนึ่งเป็นทำนองกล่าวหาคน ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงเวลานั้นเป็นพวกไม่จงรักภักดี ไม่รักพ่อให้ออกไปจากบ้านของพ่อซะ ทั้งที่คนเสื้อแดงและผู้เรียกร้องประชาธิปไตยนั้นไม่เคยหยิบยกประเด็นสถาบัน เบื้องสูงมาเป็นข้ออ้างหรือเหตุผลในการเรียกร้องประชาธิปไตยแต้่อย่างใดเลย

ต่อมาสำนักข่าวTNEWSได้จัดทำคลิปเพื่อโจมตีคนเสื้อแดง และมีอีกหลายเวอร์ชั่นที่ไปขยายความว่าคำพูดเปรียบเปรยของพงษ์พัฒน์เป็นการ โจมตีคนเสื้อแดง





*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ตั้วพ้อพธม.เมินคนโขนรูดม่านวันนี้ ปิดฉากเทศกาลหนังเมืองคลานผลาญเงินภาษีสร้าง-บังคับเด็กดู