WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 28, 2011

นิธิ:ขบวนการคนเสื้อแดงกับสังคม-การเมืองไทย

ที่มา Thai E-News



ขบวนการคนเสื้อแดง ประกอบด้วยประชาชนจำนวนมากกว่าที่การเคลื่อนไหวในการเมืองครั้งใดในเมืองไทย เคยมีมาก่อน มีคนไม่รู้จะกี่ล้านคนได้เข้ามาร่วมประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมือง และได้เรียนรู้อะไรในทางการเมืองซึ่งไม่อาจเรียนรู้ได้จากกระบวนการการศึกษา ตามปกติ เกิดความสำนึกรู้ตนเองที่ทำให้เขา (และลูกหลานของเขา) ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์
ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 19 และ 26 กันยายน 2554

งานวิจัยของ อาจารย์อภิชาติ สถิตนิรามัย ชี้ให้เห็นว่า คนเสื้อแดงไม่ใช่คนจน เพราะ รายได้เฉลี่ยของพวกเขานั้น ห่างไกลจากเส้นความยากจนที่สภาพัฒน์ขีดไว้ให้ไกลโขทีเดียว

และโดยอาชีพแล้ว อาจกล่าวได้ว่าจำนวนมากของพวกเขาเป็น "ผู้ประกอบการรายย่อย" แม้แต่ทำเกษตร (เช่นปลูกบัว) ก็เป็นการทำเกษตรแบบ "ผู้ประกอบการ" ที่นำพืชผลของตนเข้าสู่ตลาดโดยตรง

หลังจากงานศึกษาของอาจารย์อภิชาติแล้ว มีโครงการศึกษาคนเสื้อแดงของนักวิชาการเพิ่มมากขึ้น

แต่ไม่ใช่การศึกษาเฉพาะด้านสถานภาพทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากมีประเด็นครอบคลุมเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง ผมได้อาศัยข้อมูลความเห็นของงานศึกษาเหล่านี้ บวกกับที่ผมได้ประสบมาเองเพื่อคุยกับท่านผู้อ่านในที่นี้

ผมเชื่อว่า หากมีการศึกษาคนเสื้อเหลืองทางวิชาการให้มากขึ้น ก็จะได้ข้อมูลอีกหลายอย่าง ที่คาดไม่ถึง และต้องมีส่วนช่วยให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองที่เกิด ขึ้นในเวลานี้อย่างไม่ต้องสงสัย

งานศึกษาของหลายท่าน ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ขบวนการของคนเสื้อแดงนั้นข้ามชนชั้น หมาย ความว่าไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อรองรับผลประโยชน์ของชนชั้นใดชนชั้น หนึ่ง ฉะนั้นจึงมีคนจนร่วมอยู่ในขบวนการคนเสื้อแดง และมีคนรวยขนาดมั่งคั่งผสมปนเปอยู่ในขบวนการจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน

การจัดองค์กรของคนเสื้อแดงนั้นมีประสิทธิภาพมาก แต่ประสิทธิภาพในโลกนี้ไม่เคยอยู่ลอยๆ ย่อมหมายถึงทำอะไรบางอย่างได้ดี ไม่ใช่ทำได้ดีทุกอย่าง และประสิทธิภาพที่คนเสื้อแดงทำได้ดีคือการเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งในการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล, การชุมนุมทางการเมือง, และท้ายสุดคือ การจัดตั้งเพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง

ส่วนการประกบติดตามตรวจสอบและกำกับรัฐบาลที่ตัวเลือกมากับมือในระยะยาว จะทำได้หรือไม่ ยังน่าสงสัยอยู่

สิ่งที่ผมต้องการชี้ให้เห็นก็คือ ประสิทธิภาพทางการเมืองของขบวนการคนเสื้อแดงนั้นอาจมีจำกัด ไม่สามารถแปรเปลี่ยนไปใช้ในการเป็นประชาชนของระบอบประชาธิปไตยได้ทุกเรื่อง นี่เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนนะครับ ต้องจับตาดูกันต่อไป

เมื่อเปรียบเทียบกับคนเสื้อเหลือง ศักยภาพในด้านถ่วงดุลตรวจสอบรัฐบาลสมัยทักษิณเสื่อมลง จนกลายเป็นอันธพาลของประชาธิปไตยในเวลาอันรวดเร็ว ขบวนการประชาชนที่ไหนๆ ในโลกก็ล้วนแต่งอกได้ทั้งนั้น จะงอกไปทางไหนก็ได้ทั้งนั้นด้วย

เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะคนจำนวนหนึ่งในสังคมไทยถูกหลอกให้เชื่อว่า ขบวนการของคนเสื้อแดงสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ก็เพราะการจัดตั้งก็ตาม ทุนทรัพย์ก็ตาม เป้าหมายในการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งก็ตาม ล้วนมาจากนักการเมือง ทั้งที่อยู่ในและนอกประเทศ

ข้อนี้จะจริงเท็จอย่างไรขึ้นอยู่กับว่า เรากำลังพูดถึงระดับแกนนำของขบวนการ หรือพูดถึงระดับมวลชนที่ร่วมเคลื่อนไหว

งานศึกษาทุกชิ้นต่างชี้ให้เห็นว่า ในระดับมวลชนฐานราก การจัดองค์กรกระทำกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่จัดเฉพาะกิจเมื่อจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น แม้เป็นการจัดองค์กรอย่างหลวมๆ แต่ประสิทธิภาพของขบวนการคนเสื้อแดงมาจากตรงนี้ ไม่ใช่การอุดหนุนชี้นำของนักการเมืองแต่อย่างใด

และในส่วนนี้แหละที่ผมเห็นว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ

ในระดับล่างสุด และในชุมชนที่ความสัมพันธ์ยังมีลักษณะใกล้เคียงกับชนบท การจัดองค์กรเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ส่วนตัวของคนในชุมชน แหล่งกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น อาจเป็นร้านชำ, บ้านเรือนของผู้นำตามธรรมชาติ, หรือสถานประกอบการของกลุ่มแม่บ้าน (เป็นต้น)

ส่วนในชุมชนที่มีลักษณะเป็นเมืองมากขึ้น สื่อสมัยใหม่ เช่น วิทยุชุมชน, นิตยสารของคนเสื้อแดง, และการนัดพบปะสังสรรค์ หรือทำกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ ย่อมมีความสำคัญกว่า

คนเสื้อแดงที่เป็นคนชั้นกลางในเมืองคนหนึ่ง ถึงกับกล่าวว่า เขาแทบไม่รู้จักใครที่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของคนเสื้อแดงเป็นส่วนตัว เลย ถึงตัวเขาเองจะ "ตาสว่าง" แล้ว แต่ก็ต้องระวังไม่พูดถึงความสว่างที่เขาได้ประจักษ์กับใคร เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือเป็นสายลอบเข้ามาปะปน ซึ่งเขาเชื่อว่าต้องมีแน่

เรื่อง "ตาสว่าง" นี้น่าสนใจนะครับ นักการเมือง (ทุกพรรค) และข้าราชการระดับสูง ดูเหมือนจะเชื่อว่า อาการ "ตาสว่าง" เกิดขึ้นจาก มีใครบนเวทีประท้วง ส่องแสงสว่างลงมาสู่ผู้ร่วมชุมนุม จึงเกิดอาการนี้กันขึ้นอย่างแพร่หลาย ฉะนั้นจะหยุดอาการนี้ได้ ก็โดยจับกุมคุมขังคนที่ส่องแสงสว่างบนเวที (ทุกประเภท) แสงสว่างก็จะไม่สาดส่องมาให้ใครได้ "ตาสว่าง" กันอีก

แต่ผมได้คุยกับคนเสื้อแดงที่ "ตาสว่าง" หลายคน ซึ่งไม่เคยไปร่วมชุมนุมกับเขาเลย เพราะไม่สามารถสละเวลาหาเลี้ยงชีพไปร่วมชุมนุมได้ ต่างให้การตรงกันว่า อาการ "ตาสว่าง" ของเขานั้น เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ส่วนหนึ่งก็ได้ข้อมูล (ซึ่งที่จริงคือข้อสรุป) จากคนเสื้อแดงด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มาจากข้อมูลที่เขาได้รับผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะทีวีในกำกับของรัฐนั่นแหละ ไม่มีใครสามารถระบุได้ว่า อาการ "ตาสว่าง" นี้เกิดขึ้นจากคำพูดหรือข้อเขียนของใคร

ผมสรุป (ซึ่งแปลว่าเดา) เอาเองว่า อาการ "ตาสว่าง" ของคนไทยจำนวนมากในเวลานี้ เกิดขึ้นจากการขยับจุดยืน ก็ข้อมูลเก่า วลีเก่า, ความเปรียบเก่า, และการรณรงค์แบบเก่านั่นแหละครับ เพียงแต่ผู้ชมไม่ได้ยืนชมจากจุดยืนเดิมแล้ว ภาพที่ตาเห็นจึงไม่เหมือนเก่าอีกต่อไป และไม่เหมือนกับเจตนารมณ์ที่ผู้รณรงค์อยากให้เห็นด้วย เกิดอาการที่เรียกว่า "ตาสว่าง" ขึ้น

หากข้อสรุป (ซึ่งแปลว่าเดา) ของผมเป็นจริง ก็ให้น่าสงสัยว่า การจับกุมคุมขังคนส่องแสงก็ตามการรณรงค์ด้วยวิธีเดิมๆ ก็ตาม จะดับแสงลงได้อย่างไร คนที่ถูกจับกุมคุมขังเคยถูกมองว่าเป็น คนน่ารังเกียจไม่น่าคบ
นัก กิจกรรมพากันไปประท้วงหน้าสถานทูตอเมริกา่ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 ก.ย.โดยแต่งตัวเลียนแบบเทพีเสรีภาพถูกขังไว้ในกรงขัง ล้อเลียนทางการไทยใช้ม.112จับกุมโจ กอร์ดอน ชาวอเมริกันเชื้อสายไทย ซึ่งทางการไทยกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของนามปากกา"นายสิน แซ่จิ้ว"ผู้แปลหนังสือThe King Never Smileหนังสือต้องห้ามออกเผยแพร่ (ภาพข่าว:เฟซบุ๊ค)


บัดนี้ อาการ "ตาสว่าง" กลับทำให้เห็นเป็นวีรบุรุษหรือวีรสตรี

ยิ่งจับกุมคุมขังมาก ก็ยิ่ง "ตาสว่าง" มากขึ้น เพราะไม่ได้มองการจับกุมคุมขังจากจุดยืนอันเก่าแล้วนี่ครับ

เช่นเดียวกับการปั๊มการรณรงค์ ยิ่งปั๊มมากก็อาจยิ่ง "ตาสว่าง" เพราะไม่ได้มองการรณรงค์จากจุดยืนอันเก่าแล้วนี่ครับ

ชุมชนคนเสื้อแดงเหล่านี้สัมพันธ์เชื่อมโยงกับแกนนำระดับจังหวัดมากน้อยเพียง ไร น่าประหลาดที่ว่า ไม่มีความสัมพันธ์เชิงองค์กรระหว่างกัน แกนนำระดับจังหวัด

มักมีหรือเข้าถึงสื่อสมัยใหม่โดยเฉพาะวิทยุชุมชน, นิตยสารของตัวเอง หรือสื่อไซเบอร์ สัญญาณการเคลื่อนไหวมักมาจากวิทยุชุมชน แต่แกนนำระดับจังหวัดก็ไม่ได้สั่งการอะไร ลงมาถึงชุมชนคนเสื้อแดงระดับล่าง

ชุมชนหรือบุคคลต้องตัดสินใจเองว่าจะร่วมการเคลื่อนไหวหรือไม่

ในจังหวัดภาคเหนือแห่งหนึ่ง วิทยุเสื้อแดงในท้องถิ่นจะส่งกระจายเสียงเพลง "มีงานเข้า" เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่ามีเรื่องต้องขอแรงกับคนเสื้อแดงอีกแล้ว ใครที่คิดว่าตัวจะช่วยอะไรได้ก็ต่างพากันไปช่วย เช่นบางคนสั่งข้าวมันไก่หลายร้อยห่อขนไปส่งให้ที่สถานีวิทยุ บางคนขนน้ำ บางคนแวะไปบริจาคเงิน และอีกจำนวนหนึ่งสวมเสื้อแดงไปร่วมชุมนุม

เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดงขึ้น ในระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ

การจัดองค์กรเป็นไปอย่างหลวมมากๆ ในระดับชุมชนก็หลวม ในระดับจังหวัดก็หลวม และในระดับชาติก็คงจะหลวมเหมือนกัน ทั้งนี้ ผมหมายถึงในบรรดาเหล่ามวลชนคนเสื้อแดงนะครับ

ส่วนในระดับแกนนำจะเป็นอย่างไรอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะระหว่างแกนนำส่วนกลาง กับแกนนำระดับจังหวัด

แต่ผมก็ควรย้ำไว้ด้วยว่า แม้ในระหว่างแกนนำส่วนกลางและส่วนจังหวัด ความสัมพันธ์เชื่อมโยงก็ไม่ได้อยู่ในลักษณะองค์กร (ชัดเจนนัก) อีกทั้งไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบสายบังคับบัญชา แต่จะมีการแบ่งทรัพยากรจากส่วนกลางลงมาช่วยงานของแกนนำระดับจังหวัดหรือไม่ ผมไม่ทราบ

อันที่จริงเรื่องของ financing หรือการอุดหนุนด้านการเงินของแกนนำระดับจังหวัด ก็เป็นเรื่องน่าศึกษา (แม้ทำได้ยาก) แต่ผมสงสัยว่า มีรูปแบบในแต่ละจังหวัดต่างกัน

โดยสรุป ขบวนการคนเสื้อแดงมีการจัดองค์กรแบบแนวนอน ค่อนข้างหลวม ยิ่งลงมาถึงระดับล่างๆ ยิ่งหลวมมากขึ้น

ความหลวมนี้เป็นทั้งพลังและความอ่อนแอของขบวนการคนเสื้อแดง เป็นพลังก็เพราะรวมคนได้มาก เพราะไม่มีข้อผูกมัดอะไรมากนัก ไม่ใช่ไม่ผูกมัดบุคคลอย่างเดียวนะครับ แต่ไม่ผูกมัดรูปแบบการเคลื่อนไหว, ไม่ผูกมัดประเด็น, ไม่ผูกมัดเป้าหมายของการเคลื่อนไหว, อาจปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ไปตามสถานการณ์ได้คล่อง

หนึ่งในพลังที่ขบวนการคนเสื้อแดงแสดงออกคือมิติทางวัฒนธรรม ขบวนการคนเสื้อแดงเป็นขบวนการประชาชนที่ได้สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม ไม่น้อยไปกว่าขบวนการนักศึกษาในช่วงทศวรรษ 2510 เพลง, บทกวี, การปรับวัฒนธรรมพื้นบ้านมาใช้ในบริบทใหม่, และศัพท์แสงสำนวนในภาษา ถูกประดิษฐ์สร้างสรรค์ขึ้นจำนวนมาก

ความหลวมและไม่ผูกมัดเช่นนี้ ทำให้พรรคการเมือง, นักการเมือง, หรือสถาบันทางการเมือง จะนำพลังของขบวนการคนเสื้อแดงไปหาประโยชน์ทางการเมืองได้ยาก เพราะจะใช้ประโยชน์ทางการเมืองได้ องค์กรเหล่านั้นย่อมต้องการความผูกมัดในระดับหนึ่ง เช่นนโยบาย 300 บาท, แจกแท็บเล็ต, รับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ด, ฯลฯ เป็นนโยบายการเมืองที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม

แต่การจัดองค์กรของขบวนการคนเสื้อแดงไม่อยู่ในลักษณะที่จะสนับสนุนอะไรที่ผูกมัดขนาดนี้ได้

ฉะนั้น นักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดที่คิดว่า ตัวจะได้ขบวนการคนเสื้อแดงเป็นฐานเสียงตลอดไป ก็ควรคิดใหม่ให้ดี ถึงสามารถรักษาขบวนการไว้ได้ส่วนหนึ่ง ก็อาจเป็นส่วนที่ไม่เป็นพลังอย่างเดิมอีกแล้วก็ได้

ในทางตรงกันข้าม ความหลวมก็ทำให้เกิดความอ่อนแอด้วยเช่นกัน

ที่เห็นได้ชัดๆ ก็เช่น เมื่อไม่สามารถผูกมัดกับอะไรที่เป็นรายละเอียดได้มากกว่าหลักการ คนเสื้อแดงจึงหาพันธมิตรเพิ่มได้ยาก เช่นหากชอบนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของคุณทักษิณ นโยบายนี้ถูกบ่อนเซาะทำลายลงนับตั้งแต่รัฐบาลสุรยุทธ์จนถึงประชาธิปัตย์

แต่ขบวนการคนเสื้อแดงไม่เคยสนใจที่จะลุกขึ้นมาขัดขวาง และบีบบังคับให้พัฒนาประสิทธิภาพของหลักสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งจะทำให้คนอีกจำนวนมากหันมาสนับสนุนขบวนการ รวมทั้งอีกกลุ่มหนึ่งในหมู่คนชั้นกลางระดับกลางในเมืองด้วย

ดังนั้น ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ขบวนการเสื้อแดงจึงไม่สามารถเชื่อมต่อกับขบวนการเคลื่อนไหวอื่นๆ ของประชาชนได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเหมืองโปแตซ, สมัชชาคนจน, ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน, แรงงาน, ชาวนาไร้ที่ดิน, ฯลฯ

ผมไม่ทราบหรอกครับว่า ระดับแกนนำเคยคิดถึงเรื่องนี้หรือไม่ แต่ถึงแม้ว่าแกนนำเห็นควรจะเข้าไปเชื่อมต่อเพื่อสร้างพลังของขบวนการคนเสื้อ แดงให้เพิ่มขึ้นไปอีก ในทางปฏิบัติก็คงทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย เพราะการจัดองค์กรที่หลวมขนาดนี้ จึงยากที่จะผลักดันอะไรที่ "กระชับ" ได้ขนาดนั้น

เช่นผมไม่รู้ว่า ในระดับแกนนำในภาคอีสาน เหนือ มีใครบ้างที่เคยสนับสนุนให้ทำเหมืองโปแตซที่อุดร ฉะนั้นขืนสุ่มสี่สุ่มห้าไปเชื่อมต่อกับขบวนการต่อต้าน ก็อาจทำให้เกิดความแตกแยกในระดับแกนนำได้

เสื้อแดงหลายคนที่ผมได้พูดคุยด้วย จึงบอกว่า เมื่อไรที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยจริง (ตามความเข้าใจของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน) เขาก็พร้อมจะกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติต่อไป (คือเลิกสวมเสื้อแดง)

ที่ผมพูดนี้ หมายถึงขบวนการคนเสื้อแดงระดับที่ข้ามท้องถิ่นนะครับ ในส่วนระดับท้องถิ่น งานศึกษาบางชิ้นก็ชี้ให้เห็นว่ามีการเชื่อมต่อหรือถึงกับผนวกเข้ากับการ เคลื่อนไหวที่มีในท้องถิ่นอยู่แล้วบ้างเหมือนกัน

แต่น่าสังเกตว่ากรณีเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อแกนนำในท้องถิ่นของขบวนการคนเสื้อ แดง กับแกนนำของความเคลื่อนไหวในท้องถิ่นอื่นๆ คือคนเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์กันเป็นส่วนตัว ไม่ใช่วิถีทางเชิงนโยบายของ "องค์กร"

ประสบการณ์ส่วนตัวของผมพบในทางตรงกันข้าม คือไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์อะไรกันเลยก็แยะ

ความหลวมอีกอย่างของขบวนการคนเสื้อแดงที่เห็นได้ชัดคือด้านอุดมการณ์

ขบวนการ เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2549 และในระยะแรกเป้าหมายคือต่อต้านการรัฐประหาร ไม่ใช่ต่อต้านกลุ่มทหารที่ก่อรัฐประหารเพียงอย่างเดียว แต่ต่อต้านกลุ่มคนที่สนับสนุนการรัฐประหารด้วย

จะว่าไปนี่ก็เป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย การต่อต้านรัฐประหารนั้นไม่ใช่ของใหม่ คนชั้นกลางในเมืองก็เคยต่อต้านมาแล้ว แต่ความพยายามจะทำความเข้าใจว่า รัฐประหารไม่ได้ทำโดยทหารแต่เพียงลำพัง มีการหนุนหลัง

ฉะนั้นการต่อต้านรัฐประหารจึงรวมไปถึงการต่อต้านและพยายามกำกับกลุ่มคนเหล่านั้นด้วย

จะว่าความคิดเช่นนี้ริเริ่มโดยนักวิชาการทั้งไทยและเทศในส่วนกลาง และชนชั้นกลางที่เป็นแกนนำเสื้อแดงก่อนก็ได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าอยู่ที่ว่า เหตุใดมวลชนคนเสื้อแดงในระดับล่างจึงรับความคิดทางการเมืองอันสลับซับซ้อน นี้ได้อย่างรวดเร็วพร้อมเพรียงกันเช่นนี้

ผมคิดว่าคำตอบก็คือความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมที่เกิดในเมืองไทยมา เป็นทศวรรษก่อนหน้า ทำให้คนไทยแม้ในระดับล่างต้องการคำอธิบายทางการเมืองที่สลับซับซ้อนขึ้นกว่า ความดี-ชั่วของบุคคล

เมื่อเปรียบเทียบกับคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไปซึ่งเคยลุกขึ้นสู้คณะรัฐ ประหารมาแล้ว คนชั้นกลางมักติดอยู่กับความดี-ชั่วของบุคคลที่ยึดอำนาจ เคยต้อนรับกลุ่มรัฐประหาร แล้วต่อมาก็ต่อต้าน เพราะพบว่าบุคคลเหล่านั้นไม่น่าไว้วางใจ ทั้งนี้ เพราะคนชั้นกลางยอมรับให้การรัฐประหารเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง เหมือนการเลือกตั้งหรือการปรับ ครม.

อาจเป็นเพราะความละเอียดซับซ้อนของคำอธิบายการรัฐประหาร ที่ทำให้การต่อต้านการรัฐประหารแตกเหล่าแตกกอออกไปมากอย่างรวดเร็ว

ในด้านหนึ่งก็ทำให้ขบวนการคนเสื้อแดงรู้เท่าทันอำนาจเถื่อนทั้ง หลาย เช่นการตั้งรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงในสภาโดยไม่ต้องสนใจว่า กองทัพได้เข้ามาจัดการอยู่เบื้องหลัง อย่างที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้เป็นความชอบธรรมของตนนั้น ไร้ความหมาย

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจพัฒนาไปสู่อุดมการณ์อื่นๆ เช่น "แดงสยาม" หรือกลุ่มติดอาวุธ หรือรัฐประหารซ้อน ฯลฯ

โดยสรุป อุดมการณ์ของขบวนการคนเสื้อแดงคือเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" แต่นั่นแปลว่าอะไร ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคลและแต่ละกลุ่ม แค่ยุบสภาแล้วเลือกตั้งกันใหม่ พอไหม จำนวนหนึ่งก็ว่าพอ อีกจำนวนหนึ่งว่าไม่พอ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ

หรือยิ่งกว่านั้น ทำให้กฎหมายและมาตรการทางกฎหมายทั้งหมดที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นเป็นหมันลงทั้งหมดด้วย และอาจต้องทำอะไรอื่นๆ อีกมาก

ในท่ามกลางอุดมการณ์ร่วมที่มีนัยยะความหมายต่างกันมากมายเช่น นี้ จึงไม่แปลกอะไรที่ขบวนการเสื้อแดงจะใช้ "ทักษิณ" เป็นสัญลักษณ์ร่วมเสมอมา ผมคิดว่า "ทักษิณ" เป็นม่านที่อำพรางความหลากหลายของอุดมการณ์ และแม้แต่ม่านนี้เองก็มีความคิดที่แตกต่างกันอย่างมาก นับตั้งแต่เอา "ทักษิณ" กลับมาเป็นนายกฯ จนถึงทวงความยุติธรรมกลับมาให้ "ทักษิณ" แต่วาง"ทักษิณ" ไว้ ห่างๆ ดีกว่า

หากไม่มีม่าน "ทักษิณ" จะรวมอุดมการณ์ที่ต่างกัน (อย่างน้อยในเชิงดีกรี) อย่างมากเช่นนี้ได้อย่างไร นอกจากต้องทำการ "รุทิ้ง" (purge) แกนนำจำนวนหนึ่ง แต่ขบวนการคนเสื้อแดงไม่ใช่พรรคคอมมิวนิสต์ พลังของขบวนการมาจากอุดมการณ์ที่ไม่แข็งตัวเกินไป

ตรงกันข้ามกับศัตรูของขบวนการเสื้อแดงคิด ผมกลับคิดว่าหากทักษิณพ้นภาวะเนรเทศเมื่อไร ขบวนการเสื้อแดงน่าจะอ่อนกำลังลงอย่างมาก เพราะม่านที่อำพรางความแตกต่างทางอุดมการณ์ของขบวนการคนเสื้อแดงจะหมดไป

ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ ขบวนการคนเสื้อแดงจะเป็นพลังทางการเมืองหรือไม่อย่างไรต่อไปในอนาคต

ผมอยากเดาคำตอบดังต่อไปนี้

1/ ขบวนการคนเสื้อแดงน่าจะเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้งต่อไป แต่จะเป็นของพรรค พท.ไปอีกนานเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขซึ่งอาจเกิดขึ้นข้างหน้า ตราบเท่าที่พรรคคู่แข่งสำคัญของ พท.ยังเป็น ปชป. ตราบนั้นขบวนการคนเสื้อแดงก็จะเป็นฐานเสียงให้พรรค พท.ตลอดไป

นี่ผมพูดในฐานะผู้ลงคะแนนให้พรรค พท.นะครับ จึงรู้สึกดีถึงความอึดอัดของตัวเองว่า รู้ทั้งรู้ว่าเมื่อ พท.ชนะเลือกตั้ง รัฐบาลของ พท.ก็จะประกอบด้วยคุณเฉลิม, คุณอนุดิษฐ์, คุณยงยุทธ ฯลฯ ซึ่งพร้อมจะหาทางเกี้ยเซี้ยกับอำนาจนอกระบบ มากกว่าผลักดันไปสู่การปฏิรูปการเมือง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพให้แก่ระบอบประชาธิปไตย

แต่จะให้ตัวเองอำมหิตถึงกับลงคะแนนให้ ปชป.นั้น ก็ทำไม่ลง และคงทำไม่ลงตลอดไป ตราบเท่าที่แกนนำของ ปชป.ยังเป็นคนกลุ่มนี้

แต่เงื่อนไขอาจจะเปลี่ยนหลังเดือนพฤษภาคมปีหน้า เพราะคนบ้านเลขที่ 111 จะกลับเข้าสู่วงการเมืองหลายคน พรรค พท.จึงไม่ใช่ทางเลือกเดียวอีกต่อไป และหาก พท.มีพรรคคู่แข่งที่ไม่ใช่ ปชป. ถึงขบวนการคนเสื้อแดงยังเป็นฐานเสียงให้แก่พรรคการเมืองอยู่

ผมเดาว่าจะไม่เป็นฐานที่แข็งแกร่งเท่าปัจจุบัน เพราะคงแยกย้ายกันไปเป็นฐานเสียงให้ต่างพรรคกัน

2/ ขบวนการคนเสื้อแดงจะเป็นพลังหลักที่ใหญ่สุดในสังคมในการต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ ผมใช้คำว่า "ทุกรูปแบบ" เพราะไม่ต้องการให้หมายถึงการลากรถถังมายึดเมืองเพียงอย่างเดียว คำพิพากษาของศาลการเมืองต่างๆ ก็ตาม, คำชี้ขาดขององค์กรอิสระซึ่งคณะรัฐประหารตั้งขึ้นก็ตาม, ตั้งรัฐบาลในค่ายทหารก็ตาม, ฯลฯ ก็อาจเป็นเหตุให้ขบวนการคนเสื้อแดงออกมาต่อต้านได้

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจในเรื่องนี้ก็คือ หลังจากการเคลื่อนไหวสืบเนื่องกันมาหลายปี ขบวนการคนเสื้อแดงปฏิเสธ (หรืออย่างน้อยก็ระแวงสงสัย) ความชอบธรรมทางการเมืองซึ่งเคยใช้ในการเมืองไทยมาอย่างได้ผลทั้งหมด แล้วสถาปนาความชอบธรรมทางการเมืองขึ้นใหม่ อันเป็นความชอบธรรมที่ต้องมาจากหลักการประชาธิปไตย (ประชาชนเป็นใหญ่ หรือเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง)

ฉะนั้นการกระทำของอำนาจใดๆ ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน จึงขาดความชอบธรรมในสายตาของขบวนการคนเสื้อแดงไปโดยปริยาย

เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะครับ เพราะเป็นความเปลี่ยนแปลงระดับฐานคิด เราจะใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, หมิ่นศาล, หมิ่นกองทัพ, หมิ่นศาสนา, หมิ่นความมั่นคง ฯลฯ เพื่อหยุดยั้งมิให้เกิดการต่อต้านหรือระแวงสงสัย "ระบอบความชอบธรรมทางการเมือง" ตามประเพณีทั้งระบอบได้หรือ?

3/ แต่ดังที่ผมได้พูดไปแล้ว พลังทางการเมืองของขบวนการคนเสื้อแดงจะนำไปใช้เพื่อหนุนทางเลือกเชิงนโยบายได้ยาก

คำว่าได้ยากก็คือทำได้เหมือนกันแต่ยาก โดยเฉพาะพรรค พท.คงทำไม่ได้เลย ยกตัวอย่างนะครับ ตามที่ท่านรองนายกฯ กิตติรัตน์ ณ ระนอง กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งที่จะ "ปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ" ของประเทศ คือสร้างกำลังซื้อภายในให้สูงขึ้น และทำให้สัดส่วนของการผลิตเพื่อส่งออกลดลง

การขึ้นรายได้ของแรงงานเป็น 300 บาทจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายนี้ จะให้พลังทางการเมืองของขบวนการคนเสื้อแดงช่วยหนุนทางเลือกเชิงนโยบายเช่น นี้ได้ พรรค พท.จะต้องทำอะไรอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่พรรค พท.ไม่มีศักยภาพจะทำได้หรอกครับ (ซึ่งผมขออนุญาตไม่พูดถึงในที่นี้ เพราะจะกินเนื้อที่มากเกินไป)

4/ ขบวนการคนเสื้อแดง ประกอบด้วยประชาชนจำนวนมากกว่าที่การเคลื่อนไหวในการเมืองครั้งใดในเมืองไทยเคยมีมาก่อน ผมเดาว่าอาจจะมากกว่า พท.ด้วย อย่ามองแต่ผู้มาร่วมชุมนุม กว่าจะมาเป็นจำนวนมากเท่านี้ได้ ก็เพราะพลังของคนที่ไม่ได้มาข้างหลังอีกมากกว่านั้นหลายเท่า

ฉะนั้น ไม่ว่าขบวนการคนเสื้อแดงจะลงเอยอย่างไรในอนาคต มีคนไม่รู้จะกี่ล้านคนได้เข้ามาร่วมประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมือง และได้เรียนรู้อะไรในทางการเมือง ซึ่งไม่อาจเรียนรู้ได้จากกระบวนการการศึกษาตามปกติ เกิดความสำนึกรู้ตนเองที่ทำให้เขา (และลูกหลานของเขา) ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป นี่เป็นมรดกที่ประเทศไทยไม่มีวันจะหวนคืนไปเหมือนเก่าได้อีก อย่างน้อยก็ในทางการเมือง

หากบุคคลในองค์กรทางการเมืองทั้งในระบบและนอกระบบ ไม่สำเหนียกรู้ความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ดี เราคงจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงและความสูญเสียได้ยาก

อภิมหากาพย์CCTV ที่3จังหวัดชายแดนใต้

ที่มา Thai E-News


กำไรเห็นๆ ไม่น้อยกว่า 300 ล้านถ้าบอกเลิกสัญญา ในทีสุด ฯพณฯ ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ท่านก็จัดการเลิกสัญญากับทางบริษัทฯ DRCอย่างเงืยบๆ ในปี 2552-2553 ไม่มีใครทราบว่า ผลประโยชน์ก้อนโตไปตกอยู่กับใคร ? แล้วเรื่องก็เงียบหายไป ...

โดย ซามอ....ซามอ

ภายหลังการรัฐประหการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ปี 2549 โดยกล่าวหาว่ามีการทุจริตมโหฬาร...?..เหตุการณ์ร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้ ประทุขึ้นอีกครั้งโดยกล่าวอ้างว่า ก็เพราะนโยบายทักษิณ...

ที่ทะลึ่งไปยุบ ศอบต. ?

ปี 2550 สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มีการดำเนินโครงการ กล้องวงจรปิด ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้.......โดย วิธีพิเศษ เพื่อ เป็นเครื่องมือในการป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายของกลุ่มก่อการร้ายใน สามจังหวัดชายแดนใต้........

โดยมีกรมการปกครองของ......กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ

มีแผนงาน ติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 3,596 จุด วงเงินงบประมาณ 969 ล้านบาท
โดยจัดสรรกล้องให้กับ จ.ปัตตานี 990 ตัว, ยะลา 596 ตัว, นราธิวาส 1,028 ตัว, สตูล 32 ตัว และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา 874 ตัว

สำหรับบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับกระทรวงมหาดไทยโดยวิธีพิเศษ และเป็นผู้ดำเนินโครงการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในห้าจังหวัดชายแดนภาค ใต้ คือ บริษัทดิจิตัล รีเสิร์ช แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด หรือ ดีอาร์ซี (DRC) บริษัท ดิจิตอล รีเสิร์ชแอนด์ คอนซัลทิ่ง จำกัด มี นายชาญ กุลถาวรากร เป็นเจ้าของ ทุน 50 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่387/1 ซอยรัชดาภิเษก 14 ถนนรัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

มูลค่าโครงการตามสัญญา จ้างโดยวิธีพิเศษ 969 ล้านบาท กำหนดส่งมอบงานวันที่ 7 พ.ย.2551

แต่ปรากฏว่าการติดตั้งดำเนินการตามสัญญาของบริษัท DRC. เป็นไปอย่างทุลักทุเล เนื่องจาก ความไม่โปร่งใส และการหมกเม็ดกำหนด สเปค ตั้งแต่การออกแบบ กำหนดคุณสมบัติของระบบกล้อง สาย ฯลฯ สรุปว่า ขบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ ไม่โปร่งใส และมีการเบิกเงินล่วงหน้าจาก กระทรวง มหาดไทยไปถึง 145 ล้านบาท

จนถึง ปลายปี 2552 เลยกำหนดส่งมอบไปเกือบปี ประมาณ 300 วัน ปรากฏว่ามีการติดตั้งกล้องไปได้เพียงไม่ถึง 10% โดยทำได้เฉพาะที่ในจังหวัดสงขลา แต่ บริษัทฯ DRCได้เบิกเงินล่วงหน้าไปแล้ว ถึง 145 ล้านบาท หรือ 14.96% และมีภาระค่าปรับหนี้จากการผิดสัญญาที่ส่งมอบล่าช้าอีก ร้อยละ 0.1 ของวงเงินในสัญญา หรือค่าปรับวันละ 969,000.00 บาท รวมภาระค่าปรับ 290.7 ล้านบาท

บริษัท DRC มีคำขอเลิกสัญญากับ ราชการ และถ้าพิจารณาว่าตอนที่บริษัทฯ พยายามขอเลิกสัญญากับกระทรวงมหาดไทยนั้น บริษัทฯมีภาระหนี้สินผูกพันอยู่กับทางราชการการเป็นเงิน เกือบห้าร้อยล้านบาท คือค่าเงินเบิกล่วงหน้า 145 ล้าน และเงินค่าปรับผิดสัญญาอีก กว่าสามร้อยล้าน รวมสองรายการไม่ต่ำกว่าห้าร้อยล้าน

แต่ถ้าเลิกสัญญาก็เสียแค่เงินค้ำประกันสัญญาแค่ 5 % บวกเงินที่เบิกล่วงหน้า อีก 145 ล้าน รวมกันไม่เกินสองร้อยล้าน พร้อมกับการล้างไพ่ เรื่องเหม็นๆต่างๆที่ทำไว้

กำไรเห็นๆ ไม่น้อยกว่า 300 ล้านถ้าบอกเลิกสัญญา

ในทีสุด ฯพณฯ ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ท่านก็จัดการเลิกสัญญากับทางบริษัทฯ DRCอย่างเงืยบๆ ในปี 2552-2553
ไม่มีใครทราบว่า ผลประโยชน์ก่้อนโตไปตกอยู่กับใคร ?

แล้วเรื่องก็เงียบหายไป ...?

สนใจดูข้อมูล เพิ่มได้ที่ http://www.tcijthai.com/investigative-story/842

และที่ http://www.pinonlines.com/?q=node/9541

จากการเจาะข่าวตื้น จากแหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย ได้รับข้อมูลที่ เปิดเผยว่า บริษัทผู้รับจ้างรายใหม่ที่เข้ามาดำเนินโครงการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนบริษัท DRC คือบริษัทในกลุ่มสามารถ แต่ไม่มีการเปิดประมูล กลับใช้วิธีคัดเลือกโดยวิธีพิเศษ ทั้งๆ ที่มูลค่าโครงการสูงถึงราว 1,000 ล้านบาท

ขณะที่ผู้บริหารของบริษัทดังกล่าวนี้มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับแกนนำพรรค ภูมิใจไทยซึ่งมีรัฐมนตรีดูแลกระทรวงมหาดไทยนายชวรัตน์ ชาญวีระกุล และเป็นกลุ่มนายทุนใหญ่ให้พรรค ประชาธิปัตย์........55555

คำถามสุดท้ายก็คือ...แล้วชาติไหนสามจังหวัดภาคใต้จึงจะสงบครับ?

และเรื่องแบบนี้ ปปช,ดีเอสไอ , สตง. ไม่สนใจบ้างหรือไงครับ ?

นี้ก็เป็นขบวนการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้ ในอีกรูปแบบหนึ่งนะครับ ?

วิดีโอ: นิติราษฎร์ชี้แจงสื่อ ข้อเสนอลบล้างผลพวงรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ชี้แจงเพิ่มเติมกรณีข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงจากการ รัฐประหาร หลังข้อเสนอถูกบิดเบือนจากสื่อและนักการเมืองตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

25 กันยายน 2554 ที่ห้อง LT 1. คณะนิติศาสตร์ มธ. นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์แถลงข่าวกรณีข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงจากการรัฐ ประหาร หลังข้อเสนอในครั้งแรกถูกตอบโต้จากฝ่ายการเมืองตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางประชาชนที่สนใจรับฟังล้นหลาม โดยผู้จัดต้องขยายห้องสำหรับการติดตามฟังการแถลงข่าวเพิ่มอีก 1 ห้อง โดยถ่ายทอดผ่านกล้องวงจรปิด

ผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, วรเจตน์ ภาคีรัตน์, สาวตรี สุขศรี, ปิยบุตร แสงกนกกุล, ธีระ สุธีวรางกูร, ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ และ ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล













ข่าวที่เกี่ยวข้อง:นิติราษฎร์แจงข้อเสนอลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง!

กลุ่มศิลปินอิสระเชียงใหม่เริ่มปฏิบัติการอดอาหาร 112 ชั่วโมง

ที่มา Thai E-News

โดย นพ
26 กันยายน 2554

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 เวลา 12.00 น. บริเวณลานลั่นทม หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มศิลปินอิสระ นำโดยนายมิตร ใจอินทร์ และศิลปินอีก 6 คน ร่วมกัน “ปฏิบัติการอดอาหารท้วงประเทียด 112 ชั่วโมง” (112 Hunger Strike) เพื่อรณรงค์ให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

มิตร ใจอินทร์และกลุ่มศิลปินร่วมกันถ่ายภาพในช่วงเริ่มกิจกรรม

กิจกรรม เริ่มขึ้นอย่างไม่มีพิธีรีตองในเวลา 12.00 น. โดยศิลปินที่ร่วมกันอดอาหารจะปักหลัก และหลับนอนอยู่บริเวณที่จัดงานในหอศิลปวัฒนธรรม มิตร ใจอินทร์และศิลปินอีก 2 คนจะกินเพียงน้ำ โดยไม่รับประทานอาหารเป็นเวลา 112 ชั่วโมง ส่วนศิลปินที่เหลือจะร่วมอดอาหารให้กำลังใจในช่วงวันแรกของกิจกรรม

ใน ช่วงระหว่าง 4 วันเศษของการอดอาหารนั้น นายมิตรกล่าวว่าจะใช้เป็นช่วงเวลาเรียนรู้ร่วมกันกับกลุ่มศิลปินและผู้คนที่ แวะมาเยี่ยมเยียน ทั้งในปัญหาเรื่องมาตรา 112 ปัญหาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปัญหาของการเมืองไทย โดยกิจกรรมอดอาหารจะสิ้นสุดลงในเวลา 4.00 น. ของวันที่ 1 ตุลาคม 2554 และในเวลาสิ้นสุดกิจกรรมดังกล่าว กลุ่มศิลปินผู้จัดกิจกรรมจะร่วมกันออกคำประกาศในเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย

นายมิตรกล่าวถึงกิจกรรมของตนเองว่าทำในฐานะของงาน ศิลปะและการแสดงออกเชิงวัฒนธรรม โดยลักษณะของการจัดกิจกรรมเป็นการเปิดประเด็นทำให้กลุ่มศิลปินและผู้ที่สนใจ สามารถมาช่วยกันระดมความเห็น และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องมาตรา 112 ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน โดยในการอดอาหารไม่ได้มีข้อเรียกร้องซึ่งมีเส้นตายกำหนดไว้ หรือมีป้ายรณรงค์ประท้วงในแบบการเรียกร้องทางการเมือง หากกิจกรรมนี้เพียงแต่ต้องการเปิดประเด็น สร้างพื้นที่ที่ทำให้คนมีโอกาสได้นั่งคุยและศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน

มิตร เห็นว่างานศิลปะสำหรับเขาไม่ใช่ก้อนปิดๆ ก้อนหนึ่งซึ่งจัดแสดงอยู่แต่ในพิพิธภัณฑ์ แต่ศิลปะอยู่ในสังคม และประสบการณ์ของสังคม ซึ่งทั้งศิลปะและสังคมควรจะไหลไปด้วยกัน อีกทั้งงานศิลปะร่วมสมัยจำนวนมากในเมืองไทยยังถูกครอบงำอย่างหนัก ทั้งที่ศิลปินถือได้ว่าเป็นเสรีชน และการวิพากษ์วิจารณ์ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเสรีทางศิลปะด้วย การทดลองอดอาหารซึ่งเป็นประเพณีหนึ่งที่คนรู้อยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความสนใจและจุดประเด็นทางสังคมขึ้นมาได้

นาย มิตรกล่าวว่าในส่วนตัวนั้น เขาเห็นด้วยให้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสถานะบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่อิหลักอิเหลื่ออยู่ในการเมืองไทย และประชาชนจำนวนมากเริ่มเห็นปัญหา อีกทั้งกฎหมายมาตรานี้ในทางปฏิบัติก็มีปัญหาเพราะมีถูกใช้ฟ้องร้องกันไปมา ไม่จบสิ้น โดยเขายังไม่มีข้อเสนอในทางปฏิบัติหรือในทางวิชาการ แต่เห็นด้วยกับแนวทางข้อเสนอทางวิชาการของนิติราษฎร์ และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

มิตร ใจอินทร์

กิจกรรมอดอาหาร 112 ชั่วโมงนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล madiFESTO 2011 ซึ่งเป็นนิทรรศการและกิจกรรมเกี่ยวกับสื่อ/ศิลปะ/วัฒนธรรมในมิติที่สัมพันธ์ กับประเด็นสาธารณะและเรื่องราวในสังคม จัดโดยสาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เทศกาลดังกล่าวจัดติดต่อกันเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2552 โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อชื่อ “FALL” กิจกรรมในงานมีตั้งแต่การจัดแสดงงานศิลปะ ฉายภาพยนตร์ ศิลปะการแสดงสด และปฏิบัติการทางวัฒนธรรม ทั้งในบริเวณหอศิลปวัฒนธรรม และในพื้นที่สาธารณะต่างๆ หลายแห่งในเมืองเชียงใหม่

โดยความตอนหนึ่ง ในคำประกาศของหัวข้อในปีนี้ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานไว้ว่า “การเปิดโอกาสในการแสดงออกถึงความจริงอันแตกต่างหลากหลาย และการแยกแยะให้เห็นถึงความลักลั่น ขัดแย้ง บิดเบือน ในมิติต่างๆ ทะลุกรอบ กับดักต่างๆ คลี่คลาย ถอดชั้น ถึงสาเหตุและเงื่อนไขของปัญหา จะช่วยเปิดพื้นที่ของการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงคนกลุ่มเดิม แต่หมายถึงการยอมรับมนุษย์กลุ่มอื่นๆ ที่ล่องหนเป็นปีศาจ หรือถูกกดขี่ ให้ได้รับโอกาสมีชีวิตในฐานะมนุษย์ ที่มีคุณค่าและศักดิ์ศรีอย่างเท่าเทียม และพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่าร่วมกันได้”

ทั้งนี้นายมิตร ใจอินทร์ ปัจจุบันอายุ 51 ปี เป็นศิลปินอิสระในสาขาทัศนศิลป์ และเคยศึกษาที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ไม่จบการศึกษา มิตรเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกิจกรรมเชียงใหม่จัดวางสังคมมาตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งสนใจศิลปะในมิติที่สัมพันธ์กับปัญหาในสังคม และต่อมาศิลปินในเชียงใหม่ได้พัฒนากิจกรรมมาเป็น madiFESTO ที่จัดต่อเนื่องมาในปัจจุบัน

ตารางกิจกรรมในงาน madiFESTO 2011

‘จงรัก’อัดกทม.ติดกล้องกลวง ทำให้การสอบสวนตำรวจเสียรูปคดี

ที่มา ข่าวสด

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่รัฐสภา พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ สว.สรรหา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจวุฒิสภา กล่าวว่าปัญหากล้องวงจรปิด กทม.มีปัญหามานาน ในสมัยที่ตนรับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพนักงาสอบสวนในคดีที่อดีตแกนนำกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถูกลอบยิง โดยในวันแรกที่เกิดเหตุ ตนสั่งการให้ไปตรวจสอลกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ แต่ได้รับรายงานว่ากล้องเสียบันทึกภาพไม่ได้ จึงไม่สามารถหารายละเอียดในขณะที่คนร้ายลงมือปฏิบัติการได้

“ทำให้คดีนี้ขาดพยานหลักฐานสำคัญ ไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดได้ ซึ่งการที่กล้องเสีย ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นกล้องปลอมหรือไม่ แต่ถ้าเป็นกล้องจริงมันก็ไม่ควรเสีย โดยเฉพาะมาเสียในขณะเกิดเหตุด้วย ซึ่งผมเห็นว่าการติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ตามสถานที่ต่างๆนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพาะถือว่าเป็นการดูแลความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชน แม้จะต้องใช้งบประมาณมากเท่าไรก็ควรทำ”พล.ต.อ.จงรักกล่าว และว่าเพราะสิ่งทีได้คุ้มค่า ทำให้สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ เป็นการสร้างความอบอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนดีกว่าเอางบประมาณไปใช้ใน เรื่องถนนปลอดฝุ่นหรือเรื่องดื่นใดๆ

Tuesday, September 27, 2011

ชมรมพนักงานสอบสวนชี้แนวคิด‘นิติราษฎร์’ เป็นวิวัฒนาการสังคมไทย

ที่มา ข่าวสด

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย ประธานชมรมพนักงานสอบสวน เปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะนิติราษฎร์ ได้เสนอแนวคิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการรัฐประหารนั้น ถือว่าเป็นปรากฏการณ์และวิวัฒนาการกระบวนคิดทางสังคม ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว สังคมมีลักษณะเป็นพลวัตและมีการขับเคลื่อนทางกระบวนคิดหรือกระบวนทรรศน์อยู่ ตลอดเวลา การเสนอแนวคิดดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาดอันใด แต่เป็นเรื่องน่าชื่นชม และแสดงถึงความกล้าหาญของนักวิชาการที่นำเสนอแนวคิดใหม่ต่อสังคม เพื่อให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป

พ.ต.อ.มานะ กล่าวอีกว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีหลักนิติธรรมเป็นเครื่องค้ำจุณ ซึ่งหลักนิติธรรมที่มีการกล่าวกันมากมายในสังคมขณะนี้ หมายถึง หลักการที่ยึดถือกฎหมายเป็นใหญ่ บุคคลต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาคกัน เว้นแต่กรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ แต่กฎหมายต้องมีความเป็นธรรมและต้องผ่านกระบวนการทางนิติวิธีตามครรลองการ ปกครองของประเทศ ในเมื่อประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น กฎหมายจึงต้องออกมาโดยสภานิติบัญญัติ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามหลักนิติธรรมนั้นกฎหมายต้องไม่ใช่บัญญัติโดยอำนาจหรือคำสั่งของผู้กระทำ รัฐประหาร เพราะถือว่าไม่ชอบด้วยนิติวิธีในระบอบประชาธิปไตย

รมต.สำนักนายกฯแจงเหตุถอดคลายปมพ้นผังช่อง 11 ลั่นไม่ใช่วิจารณ์รบ.ต้องโดนเตะโด่ง

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 27 กันยายน น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงการปลดรายการ "คลายปม” ออกจากผังรายการของสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือช่อง 11 ว่า ไม่ใช่การโละรายการ เป็นเพียงการไม่ต่อสัญญา เหตุที่ไม่ต่อสัญญาเพราะมีเรื่องร้องเรียนเข้ามามากเมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า เป็นจริงตามข้อร้องเรียนนั้น หากผู้จัดรายการดังกล่าวจะยื่นให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองเช่นเดียวกับ รายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ก็สามารถทำได้เพราะถือเป็นสิทธิ


"การพิจารณาว่าจะให้รายการใดอยู่ในช่อง 11 จะดูว่ามีข้อร้องเรียนหรือไม่และเรตติ้งเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่ารายการที่วิจารณ์รัฐบาลจะต้องถูกถอดออกจากผัง"น.ส.กฤษณา กล่าว

เปิดตัวขุนพล "Red CAM(bodia)" ฐานที่มั่น-ที่พึ่ง-ที่ลี้ภัย "แดง" ใน "พนมเปญ"

ที่มา มติชน



รายงานพิเศษ โดย สุเมศ ทองพันธ์


ฟุตบอล นัดพิเศษระหว่างทีม "เรดพีซ (Red Peace)" ของ "แกนนำคนเสื้อแดง" กับ "ทีมสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชา" ที่นำโดย "สมเด็จฯ ฮุน เซน" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา

นอกจากจะทำให้ เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่าง "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี นายใหญ่คนเสื้อแดง กับ "สมเด็จฯ ฮุน เซน" แล้ว

ยังปรากฏชื่อ "ตัวละครใหม่" จากฝั่งกัมพูชา ตามหน้าสื่อสารมวลชนไทย ตลอดช่วงการแข่งขัน

เป็น "ตัวละคร" ที่มีอิทธิพลต่อที่มาที่ไปความเคลื่อนไหวของ "คนเสื้อแดง" ไปจนถึงทางหนีทีไล่ในภาวะคับขันของ "แกนนำม็อบ"

นั่น คือ "จอมพล เตา สุขขะ" และ "นายเกียง ฮวด" 2 บิ๊กเนมจากฝ่ายกัมพูชา ที่ถือว่าเป็นผู้ที่ใกล้ชิด "สมเด็จฯ ฮุน เซน" มากที่สุดคนหนึ่ง

เป็น "2 บิ๊กเนม" ที่คอยให้การดูแล-รับรอง-ช่วยเหลือ-อำนวยความสะดวกให้ "แกนนำคนเสื้อแดง" ในดินแดนกัมพูชา ทุกคน ทุกที ทุกเวลา

รวมไปถึง "อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง", "ดารุณี กฤตบุญญาลัย" และ "จักรภพ เพ็ญแข" 3 ผู้หนีคดีจากกฎหมายไทย

ทำให้ "คนไทย" ได้เห็นสายสัมพันธ์ระดับ "ไม่ธรรมดา" ของ "แกนนำเสื้อแดง" กับ "ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน"

"จอม พล เตา สุขขะ" มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการคือ "รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด" และ "ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ผู้นำกัมพูชา" ที่ "พล.ท.ฮุน มาเนต" บุตรชายของ "สมเด็จฯ ฮุน เซน" เป็น "รองผู้บัญชาการ" ในหน่วยงานนี้

"จอมพลเตา" คือ "1 ใน 5 จอมพล" ของ "กัมพูชา"

"ณัฐ วุฒิ ใสยเกื้อ" ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง ระบุว่า "จอมพล เตา สุขขะ" นั้นคือผู้ที่ "เข้าใจหัวใจ" การต่อสู้ของ "คนเสื้อแดง" มากที่สุด

เพราะในอดีต "จอมพล เตา" คือหนึ่งในเหยื่อของ "ความแตกแยก" ในกัมพูชา

"สมัย อายุ 15-16 ปี เด็กชายเตา สุขขะ ได้เห็นทหารจับพ่อแม่ตัวเองไปฆ่าต่อหน้าต่อตา เห็นทหารจับพี่ชายมัดข้อมือแขน แล้วให้ทหารอีกนับร้อยคนรุมกระทืบจนตาย นับตั้งแต่วันนั้น เตา สุขขะ ตัดสินใจเข้าร่วมต่อสู้กับสมเด็จฯ ฮุน เซน จนถึงวันนี้อายุ 50 ปี สู้เคียงข้างสมเด็จฯ ฮุน เซน มาตลอด 30 กว่าปี ไม่เคยห่าง แม้กระทั่งช่วงหนึ่งที่สมเด็จฯ ฮุน เซน ต้องถูกจับติดคุกอยู่ที่เวียดนาม ตอนที่ พล.ท.ฮุน มาเนต ยังอยู่ในครรภ์ของท่านผู้หญิงฯ (ภรรยาของสมเด็จฯ ฮุน เซน) ท่านเตาก็ติดคุกอยู่กับสมเด็จฯ ฮุน เซนด้วย" นายณัฐวุฒิกล่าว

ทั้งหมดทั้งมวลทำให้ "เตา สุขขะ" ในวันนี้ ได้รับความไว้วางใจจาก "สมเด็จฯ ฮุน เซน" ในฐานะเพื่อนร่วมรบคนหนึ่ง

เมื่อ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" และ "สมเด็จฯ ฮุน เซน" ประกาศตัวว่าเป็น "พี่-น้องอาเซียน"

"จอมพล เตา สุขขะ" จึงอยู่ในฐานะผู้ยืนเคียงข้าง "มวลชนเสื้อแดง" อย่างเต็มตัว

โดย เฉพาะในรายของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ที่ "จอมพล เตา" ประกาศตัวว่าคือ "พี่-น้อง" ด้วยการเรียกขาน "ณัฐวุฒิ" ว่า "มาย บราเธอร์ (My brother)" แทบจะทุกคำ

สำหรับ "นายเกียง ฮวด" นั้น ถือเป็นคนสำคัญในพนมเปญอีกคนที่ใกล้ชิดกับ "แกนนำเสื้อแดง" เนื่องจากเป็นคนที่ "ผู้นำกัมพูชา" ไว้วางใจอย่างมาก

นอกจากนั่งในตำแหน่ง "ผู้อำนวยการเขต" ในพื้นที่หลักของพนมเปญ จน "แกนนำคนเสื้อแดง" เรียกติดปากกันว่า "ผอ.ฮวด"

เขายังนั่งในตำแหน่ง "เลขานุการส่วนตัว" ของ "สมเด็จฯ ฮุน เซน" ด้วย

เมื่อ "พรรคเพื่อไทย" ก่อตั้ง "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" จนสำเร็จ "เกียง ฮวด" ถือเป็น "บิ๊กเนมกัมพูชา" คนแรกๆ ที่เดินทางมาไทย เพื่อเข้าพบ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย อย่างเป็นทางการเพื่อแสดงความยินดี

ก่อนใช้เวลาว่างหลังจากนั้น พบปะสังสรรค์กับ "แกนนำเสื้อแดง" นับร้อยคนอย่างไม่เป็นทางการด้วย

จุด เด่นของ "เกียง ฮวด" คือสามารถพูด อ่าน เขียน ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้เขามีโอกาสติดตามและศึกษาการเมืองไทย ผ่านการนำเสนอข่าวของสื่อสารมวลชนไทยตลอดเวลา

"ผอ.ฮวด" เล่าว่า เขาติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยจะอ่านหนังสือพิมพ์ไทยผ่านระบบอินเตอร์เน็ตทุกฉบับ อ่านอย่างละเอียดทุกวัน และจะติดตามรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยทุกช่อง โดยเฉพาะ "ทีวีสีเหลือง" ในเครือข่าย "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"

ทำให้ "เกียง ฮวด" สามารถวิพากษ์วิจารณ์การเมืองกัมพูชาและไทยได้อย่างถึงพริกถึงขิง และประเมินสถานการณ์ต่างๆ ได้แม่นยำไม่แพ้นักการเมืองบ้านเรา

"วิกฤต ประเทศไทยตอนนี้ คล้ายกับที่กัมพูชาเผชิญเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ที่ยังมีความขัดแย้งและสงครามกลางเมือง ผมเคยผ่านจุดนั้นมา ตอนเด็กๆ ผมได้กินข้าววันละครึ่งมื้อ ได้นอนวันละชั่วโมงครึ่ง ได้ยินเสียงปืน เช้า กลาง วัน เย็น ไปจนถึงดึกดื่น มันทรมานมาก พอผ่านจุดนั้นมาได้ ผมบอกกับตัวเองเลยว่าจะไม่ยอมกลับไปเป็นอย่างนั้นอีก หลังกัมพูชาปฏิวัติประเทศ ศักดินาในกัมพูชาจึงไม่มี ทุกคนเท่ากันทั้งหมด พวกศักดินาจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้าคุณอยากซื้อรถ คุณก็ต้องเสียภาษี ถ้าคุณเติมน้ำมัน ก็ต้องจ่ายเงิน ไม่เหมือนประเทศไทย ที่พวกศักดินายังมีอยู่"

ผอ.ฮวดเปิดฉากชี้จุดเหมือนระหว่างการเมืองไทย-กัมพูชา ประเทศที่มี "อำมาตย์-ไพร่" เหมือนกัน

ก่อน กล่าวต่อว่า "วันนี้คนเสื้อแดงในภาคอีสานเห็นความแตกต่างตรงนั้นแล้ว คุณจะแลกหรือ จะจัดการคนเสื้อแดงหรือ คุณจะทำได้หรือ กับแค่ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ ที่มีโจรไม่กี่คน เงินทุน งบประมาณพวกนั้นก็ไม่มี คุณยังแก้ไม่ได้เลย ยังฆ่ากันทุกวัน แล้วนี่คนเสื้อแดงทั้งภาคอีสาน คุณจะจัดการอย่างไร" ผอ.ฮวดระบุ

เป็นวาทะที่จงใจสื่อให้ "ผู้มีอำนาจ-ผู้มีอาวุธ" ประหวั่นพรั่นพรึง ก่อนทิ้งอีกปริศนาออกมา...

"คุณรู้ไหม ท่านทักษิณกับสมเด็จฯ ฮุน เซน รู้จักกันมานานเท่าไร... ?

"ทั้ง 2 คนรู้จักกันมาตั้งแต่ก่อนปี 1992 (พ.ศ.2535) ก่อนที่กัมพูชาจะสงบเสียอีก"

"อริ สมันต์ พงษ์เรืองรอง" ที่เพิ่งยอมรับว่าได้รับการช่วยเหลือจาก "นายกรัฐมนตรีกัมพูชา" เมื่อครั้งที่หนีออกจากประเทศไทยไปหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเสื้อแดง "19 พฤษภาคม 2553" เปิดเผยกับ "มติชน" ว่า เขาลอดตะเข็บชายแดนไทยด้าน จ.หนองคาย โดยลงเรือล่องไปตามแม่น้ำโขงเข้ากัมพูชา แล้วตรงมาที่พนมเปญ

และที่นั่นเองที่เขาได้รับการดูแลปูเสื่ออย่างดีจาก "ผู้มีอำนาจสูงสุด"

ตลอด เวลาที่พำนักอยู่ในกัมพูชา "ผอ.ฮวด" คือผู้รับภาระในการดูแล "แขกจากเมืองไทย" รวมไปถึงแกนนำคนอื่นที่หลบหนีออกจากประเทศไทยไปในช่วงเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น "สุภรณ์ อัตถาวงศ์" หรือแรมโบ้อีสาน, "ดารุณี กฤตบุญญาลัย" หรือไฮโซดา, "ธนกฤต ชะเอมน้อย" หรือ "วันชนะ เกิดดี" อดีตนักร้องลุกทุ่ง และ "พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัตน์" แกนนำ นปช.

ซึ่งถือเป็นแกนนำคนเสื้อแดง "5 คนแรก" ที่เดินทางไปถึงกัมพูชา

และ เป็น "5 แกนนำ" ที่ได้รับเชิญจาก "สมเด็จฯ ฮุน เซน" ให้ไปร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเป็นการส่วนตัว ในทันทีที่คนเหล่านี้ถึงเดินทางถึง

จึงไม่แปลกอะไรหากคนหนีคุก-ไม่ ได้นอนในแผ่นดินเกิด จะยอมรับเป็นการภายในว่า "พนมเปญ" และ "กัมพูชา" เปรียบได้กับ "บ้านหลังที่ 2" ของพวกเขา

ซึ่งสามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน-แกนนำเสื้อแดง" นั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่ "คนไทย" หลายคนเคยเข้าใจ!!!

"สภาทนาย"ออกแถลงการณ์ อัด "นิติราษฎร์" ยับ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

"สภาทนาย" ออกแถลงการณ์ อัด "นิติราษฎร์" ยับ
ชี้เอื้อประโยชน์อดีตพวกพ้องนักการเมือง ทำสังคมแตกแยก


เมื่อวันที่ 27 กันยายน ทางเว็บไซต์สภาทนายความได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2/2554
เรื่อง "คำแถลงการณ์ของกลุ่มนิติราษฎร์" โดยภายในแถลงการณ์ระบุว่า
ตามที่กลุ่มนิติราษฎร์ประกอบด้วยอาจารย์สาขากฎหมายมหาชน 7 คน
จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกแถลงการณ์
เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ในหัวข้อ "การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549"
และการชี้แจงเพิ่มเติมของกลุ่มดังกล่าวสรุปได้ว่า
กลุ่มนิติราษฎร์ได้เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549,
การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112,
กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย
และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549,
การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดยชี้แจงเพิ่มเติมว่ามีตัวอย่างในต่างประเทศที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแล้ว นั้น


ทางสภาทนายความเห็นว่า ประเด็นการนำเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์
อาจทำให้ประชาชนที่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในระบบประชาธิปไตยภาคปฏิบัติของประเทศอย่างถ่องแท้
ที่แตกต่างกับนักวิชาการและโดยที่เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์ของสภาทนายความ
ในการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายให้รู้เท่าทันกลไกการเมืองและนักวิชาการบางท่าน


สภาทนายความจึงขอให้ความเห็นทางกฎหมายอันอาจเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปดังนี้



1.สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารที่ล้มล้างรัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารโดยชอบธรรม
เนื่องจากเป็นการทำให้ระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องสะดุดและต้องเริ่มต้นใหม่ตลอดมาถึง 17 ครั้ง
สำหรับการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็มีเหตุผลเช่นเดียวกัน
สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ใช้อำนาจบริหารในขณะนั้น
ได้ใช้อำนาจเงินครอบงำพรรคการเมืองอื่น จนสามารถรวบรวมเป็นพรรคการเมือง
ที่มีอำนาจเด็ดขาดในรัฐสภา ใช้อำนาจบริหารและอำนาจเงินครอบงำสื่อสารมวลชน
และองค์กรอิสระ จนทำให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไม่บรรลุผล
ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และมีการทุจริต ประพฤติมิชอบ
เพื่อหาประโยชน์แก่ตนเอง และพวกพ้อง จนกระทั่งเป็นเหตุให้มีการรัฐประหาร
รัฐบาลผู้ใช้อำนาจบริหารก็ดี สภานิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา
ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ และศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งใช้อำนาจตุลาการที่มีการดำเนินการหลังการรัฐประหาร
มีส่วนที่สร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้แก่ประชาชน
มีการตรากฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
และมีส่วนในการสร้างความสงบสุขให้เกิดแก่สังคม
ซึ่งไม่ควรให้ตกเป็นเสียเปล่า หรือไม่มีผลทางกฎหมาย
ซึ่งรวมถึงรัฐบาล และรัฐสภาในปัจจุบันต่างก็มีที่มาจากกระบวนการที่ต่อเนื่อง
จากการรัฐประหารทั้งสิ้น อันไม่สมควรให้สิ้นผลตามข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์



2.การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ
การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เป็นการช่วยให้การสอบสวนในคดี
ที่มีความสับสนและการฉ้อราษฎร์บังหลวง ที่มีกลไกสนับสนุนจากนักการเมือง
เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ต้องส่งแก่อัยการสูงสุด และนำไปฟ้องยังศาลยุติธรรม
ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมตามปกติ
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
และวิธีพิจารณาในศาลฎีกาดังกล่าว เป็นศาล
และวิธีพิจารณาที่อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
ซึ่งใช้บังคับก่อนที่จะมีการรัฐประหาร จำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
และมีบางคดีที่ศาลดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้อง
ซึ่งเป็นหลักประกันความยุติธรรมให้แก่จาเลยได้เป็นอย่างดี



3.ความผิดทางอาญาตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญานั้น
อยู่ในหมวดของความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร เป็นตัวบทกฎหมาย
ซึ่งมีที่มาจากประวัติศาสตร์ของชาติไทยอันมีความผูกพันกับพระมหากษัตริย์อยู่ในทุกรัฐธรรมนูญ
เมื่อพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย ทรงไม่อาจดำเนินการใดๆ โดยลำพัง
การดำเนินการใดๆ ของพระมหากษัตริย์ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา จะมีบทบัญญัติให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่
ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ดังนั้น มาตรา 112 ดังกล่าว
จึงมุ่งที่จะคุ้มครองพระมหากษัตริย์มิให้มีผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย
และให้ความสำคัญเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีโทษรุนแรง
สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ดังกล่าว

4.การประกาศใช้รัฐธรรมนูญในประเทศไทย มีมาหลายฉบับแล้ว ในฉบับหลังๆ
มักจะมีการเพิ่มเติมบทบัญญัติในส่วนที่แก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็เป็นรัฐธรรมนูญ
ที่มีการเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นกัน การนำรัฐธรรมนูญฉบับเก่ามาใช้บังคับ
ย่อมทำให้ประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาต้องสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนย่อมต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของกลุ่มนักการเมือง
และพวกพ้องย่อมต้องได้รับการคัดค้านอย่างเต็มที่



5.อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้ชี้แจงเวลาต่อมาว่า
มิได้เสนอให้ลบล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นการทั่วไป
แต่ที่ให้ลบล้างรัฐธรรมนูญดังกล่าว เนื่องจากมีการนิรโทษกรรมการรัฐประหาร
สภาทนายความเห็นว่า เป็นการเลือกใช้หลักการที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม
ที่ตนเองต้องการสนับสนุนเท่านั้น มิได้ยึดถือหลักการที่ต้องใช้เป็นการทั่วไป

6.ตัวอย่างที่กลุ่มนิติราษฎร์นำเสนอว่าเคยมีกรณีลบล้างคาพิพากษาและการกระทำที่เสียเปล่า
ในนานาอารยประเทศนั้น เป็นกรณีการกระทาที่เกิดขึ้นจากอำนาจเผด็จการที่ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์
ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่มีการรัฐประหาร
และทำการตรวจสอบความผิดของผู้มีอำนาจบริหารประเทศ
ที่ใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง
อีกทั้งในประเทศไทยก็เคยมีกรณีที่ศาลยุติธรรมมีคำพิพากษาไม่ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหาร
ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
การยกตัวอย่างในประเทศเยอรมัน ความเสียเปล่าของกลุ่มนาซี
กลุ่มเสียเปล่าในระบบวิซี (Vichy) ในประเทศฝรั่งเศสรวมถึงคำพิพากษาลงโทษบุคคล
ที่ให้ความช่วยเหลือผู้หลบหนีลี้ภัยนาซีจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในประเทศกรีก
และในประเทศตุรกีนั้น สภาทนายความเห็นว่า
ระบบการเมืองและระบบกฎหมายของประเทศที่กล่าวอ้างมานั้น
แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ระบบการเมืองในประเทศไทยที่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ
ให้แก่ปวงชนชาวไทยโดยมิได้มีการเสียเลือดเนื้อและไม่เคยมีการทำร้ายเข่นฆ่ากันแต่อย่างใด
เพียงแต่มีนักการเมืองบางคนที่สืบทอดเจตนารมณ์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น
ทุจริตคิดมิชอบต่อทรัพย์สินของรัฐอย่างต่อเนื่อง
จึงเป็นเหตุให้มีการรัฐประหารช่วงชิงอำนาจกันตลอดมา
พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยได้ต่อสู้กับอริราชศัตรูอย่างยากลำบาก
จนสามารถก่อตั้งประเทศขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้
ได้เสียดินแดนเพื่อเสริมสร้างอิสรภาพเพื่อให้ทุกคนได้อยู่อย่างร่มเย็นเช่นทุกวันนี้
ด้วยพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ที่สืบทอดตลอดมา



7.สภาทนายความขอตั้งข้อสังเกตว่า
กลุ่มนิติราษฎร์เสนอให้ส่วนที่เป็นผลร้ายต่อนักการเมืองในอดีตเป็นอันสูญเปล่า เสียไป
แต่กลับเป็นประโยชน์ต่ออดีตนักการเมืองมากกว่าการแสวงหาความยุติธรรมให้แก่สังคม
การฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ
ซึ่งไม่มีนักการเมืองคนใดที่จะทำให้สังคมไทยรับรู้ว่าการโกงบ้านโกงเมืองนั้น
เลวร้ายยิ่งกว่าการรัฐประหารที่มุ่งทำลายความเลวของนักการเมืองบางคน
และกระทำการเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงที่ประชาชนให้การรับรอง
ประชาชนควรต้องติดตามตรวจสอบพฤติการณ์ของกลุ่มนิติราษฎร์อย่างใกล้ชิดต่อไป



(นายสัก กอแสงเรือง)
สภาทนายความ
27 กันยายน 2554


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317106599&grpid=00&catid=&subcatid=

'ประสงค์สุ่น'เตือน ซ้ำ19กย.49 ถ้าไม่หยุดช่วยแม้ว

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ถึงคิว "ประสงค์ สุ่นศิริ" ออกมาเตือนรัฐบาล หากทำเพื่อช่วย "ทักษิณ" คนเดียว
อาจเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย 19 ก.ย.49 จวกกลุ่มนิติราษฎร์ ออกแถลงการณ์ไม่เหมาะสม
เอื้อประโยชน์ให้คนๆ เดียว ซัดนักวิชาการบางรายมีผลประโยชน์แอบแฝง...

วันที่ 27 ก.ย. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญปี 50 (ส.ส.ร.)
เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์ออกแถลงการณ์
เรียกร้องให้มีการลบล้างผลพวงจากการใช้กฎหมายที่ออกประกาศ
โดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ (คปค.) ว่า
สำหรับนักวิชาการพวกนี้ หากดูจากการทำงานของอาจารย์บางคน
ที่ผ่านมาก็ได้รับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาตลอด
เพราะฉะนั้นจุดมุ่งหมายที่สำคัญของคนกลุ่มนี้
ที่มีแนวทางตรงกันกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ซึ่งนำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คือ
ต้องการปลดเปลื้องพันธนาการให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงคนเดียวเท่านั้น
ไม่ได้มองสาเหตุของการปฏิวัติรัฐประหาร
ทั้งนี้วิธีการต่าง ๆ ที่กลุ่มนิติราษฎร์นำมาออกมาเผยแพร่
ก็เพื่อเป็นการสร้างกลยุทธ์ที่ทำให้ประชาชนเกิดสงสัยและความเข้าใจผิด
อย่างไรก็ตาม
คณะนิติราษฎร์ก็เป็นเพียงกลุ่มที่ทำงานรับใช้อดีตนายกรัฐมนตรี มันไม่มีอะไรมากกว่านั้น

"รัฐประหารที่ผ่านมา มันมีเหตุผล จะมาลบล้างทั้งหมดได้อย่างไร
พวกนักวิชาการ ทำไมไม่มองที่ต้นเหตุ
ส่วนข้อเรียกร้องที่ออกมาประกาศนั้น ดูกันดี ๆ
ก็เพื่อช่วยเหลือทักษิณเพียงคนเดียว
แต่ไม่เคยย้อนกลับไปว่า ทักษิณ ทำอะไรไว้บ้าง" น.ต.ประสงค์ กล่าว

พร้อมกันนี้อดีตประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญปี 50 กล่าวต่อว่า
ขอเตือนถึงกลุ่มบุคคลที่ทำงานรับใช้คนเพียงคนเดียว หรือไม่สนใจบ้านเมือง
เนื่องจากอาจจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนช่วงปี พ.ศ.2549 ที่ผ่านมา
เพราะประชาชนที่ไม่เห็นด้วย จะเริ่มรวมตัวกัน ต่อต้านอย่างแน่นอน
และมันจะเป็นการแสดงพลังครั้งยิ่งใหญ่
ดังนั้นการกระทำหลังจากนี้ไปจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตนของรัฐบาล ว่า
จะทำงานเพื่อคนๆ เดียว
อย่างเช่นปัจจุบัน หรือพยายามใช้นโยบายประชานิยมหว่านแหก็ตาม
คนไทยก็คงไม่ลืม ส่วนกรณีการเดินทางกลับประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น
ในมุมมองของตน เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ รวมถึงกลไกของอำนาจรัฐ ยังคงต่อต้าน
ดังนั้นภายในระยะเวลาที่รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดิน คงไม่มีทางที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะทำสำเร็จ


ถวิล เปลี่ยนศรี

นอกจากนี้ น.ต.ประสงค์ ยังกล่าวถึงกรณีการแต่งตั้งโยกย้าย
นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ว่า
รัฐบาลชุดนี้ใช้อำนาจมากเกินไป
ขอถามกลับว่านายถวิล ทำผิดอะไร การที่มาใช้เหตุผลเพื่อความเหมาะสม
มันไม่ถูกต้อง ดังนั้นสิ่งนี้คือกระบวนการแทรกแซงข้าราชการประจำที่มีการโยกย้าย
คนของตนเองขึ้นมานั่งในตำแหน่ง ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ
แล้วรัฐบาลก็ยังดำเนินการเหมือนในอดีต



http://www.thairath.co.th/content/pol/204848