WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 28, 2011

"ชนันดา"ทายาทแสนสิริ อายุ17ปี เธอยื่น"เรื่องสำคัญ"ให้"ยิ่งลักษณ์ เร่งแก้ก่อนพรุ่งนี้จะสายเกินไป

ที่มา มติชน





ชนันดา ทวีสิน เป็นบุตรสาวคนสุดท้อง ของคุณเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) กับแพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน

ก่อนหน้านี้ เธอเป็นตัวแทนเยาวชนของยูนิเซฟประเทศไทย ยื่นหนังสือสนับสนุนการลงทุนในเด็กเพื่ออนาคตของประเทศไทย พร้อมเข้าชี้แจงเรื่องโอกาสการเข้าถึงการศึกษา และคุณภาพการศึกษา ให้กับ นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ลองมาดูว่า สิ่งที่เธอค้นพบและยื่นข้อเสนอถึงนายกรัฐมนตรี

คุณอาจไม่เชื่อว่า เธออายุ แค่ 17 ปี

เธอพูดว่า .....

“อย่าลืมว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่คนแรกของประเทศชาติ ก็คือผู้รู้ คนแรกเหมือนกันนี่เป็นคำพูดของจอห์น เอฟ เคนเนดี้
มันน่าเศร้าใจนะคะ ที่คุณจะคาดหวังนักวิชาการที่ฉลาดปราดเปรื่องจากระบบการศึกษาที่บกพร่องของเราตอนนี้ได้อย่างไร?

รู้ไหมคะ? มีเด็กในประเทศไทยเพียง 54%ที่ได้เข้าเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนจบถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ ในการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ Program for International Student Assessment (PISA) เมื่อปี 2552 ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 50 จากจำนวนประเทศทั้งสิ้น 65 ประเทศ สำหรับวิชาคณิตศาสตร์และการอ่าน และได้อันดับที่ 49 สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์ สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าระบบการศึกษาไทยนั้นกำลังเจอปัญหา อยู่

หนึ่งในปัญหาเหล่านั้นก็คือ “การไม่ไปโรงเรียน” ของเด็ก ๆ ในวัยระหว่าง 6 ถึง 11 ปี “การไม่ไปโรงเรียน”นี้รวมไปถึงเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนเลย และเด็กที่เข้าโรงเรียนล่าช้ากว่าเกณฑ์ด้วยตอนนี้ครึ่งหนึ่งของเด็กที่ไม่ไป โรงเรียนทั้งหมดในโลกอาศัยอยู่ใน 15 ประเทศเท่านั้น ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งใน 15 ประเทศเหล่านี้

ในประเทศไทยมีจำนวนเด็กที่ไม่ไปโรงเรียนอยู่ประมาณ 620,000 ถึง 720,000 คน และในจำนวนนี้มีมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นเด็กที่เข้าโรงเรียนล่าช้ากว่าเกณฑ์ กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาของไทยระบุไว้ว่า เด็กทุกคนที่อายุ 6 ปีต้องไปโรงเรียน(เริ่มต้นที่ชั้นประถม 1) และบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนก็คือการจำคุกหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับจึงเป็นเรื่อง สำคัญมากที่จะต้องเข้าโรงเรียนในอายุที่ถูกต้อง เพราะในระหว่างอายุ 1 ปีถึง 6 ปีนั้นสมองเราได้รับการพัฒนาไปมากถึง 80% แล้ว เพราะฉะนั้น การเข้าเรียนประถม 1 ในวัย 7ปีจึงไม่เป็นประโยชน์มากเท่ากับการเข้าเรียนตอนอายุ 6 ปี

มีปัญหาหลัก ๆ อยู่ 3 ประการ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเข้าโรงเรียนล่าช้าปัญหาแรกก็คือ ผู้ปกครองเข้าใจผิดและยังคิดว่าอายุของการเข้าเรียนชั้นประถม 1 นั้นยังเป็น 7 ขวบอยู่ แม้ว่าเมื่อสองสามปีที่แล้วกฎหมายการศึกษาของเราได้เปลี่ยนแปลงจาก 7 ปี เป็น 6 ปีแล้วก็ตามและถ้าผู้ปกครองไม่ส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนตามอายุที่ถูกต้องก็ เท่ากับทำผิดกฎหมายนั่นเองค่ะ ส่วนปัญหาถัดมาก็คือคุณครูบางท่านรู้สึกว่าหากเด็กคนไหนไม่ได้เข้าศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก Early Childhood Development (ECD) Centre มาก่อน เด็กคนนั้นก็ยังไม่พร้อมที่จะเข้าเรียนในระดับประถม


มีเด็กประมาณ 40% ที่ไม่ได้เข้า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม และมีเพียง 34% ของจำนวนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเหล่านี้ที่เข้าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต้นขัดกับความ เชื่อของคุณครูบางท่าน กระทรวงศึกษาธิการระบุไว้ว่าเด็กเหล่านี้ไม่ต้องผ่านการทดสอบใดๆ ในการเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา เพราะโรงเรียนชั้นประถมได้รับการออกแบบมาเพื่อเด็กทุกคน ซึ่งรวมถึงเด็กที่ไม่ได้เข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กด้วย

ดังนั้น คุณครูต้องรับเด็กทั้งหมดเข้าเรียนเมื่ออายุเด็กถึง 6 ปีแล้วมีเด็กเกือบ 2 ล้านคนในประเทศไทยที่อยู่ในฐานะยากจน ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่บางครอบครัวไม่มีเงินพอส่งเด็กเข้าโรงเรียนจริงอยู่ ที่การเรียนในชั้นประถม 1 เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาภาคบังคับและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ค่าใช้จ่าย ในการส่งเด็กไปโรงเรียนไม่ได้มีแค่ค่าเล่าเรียนเท่านั้นนะคะ แต่ยังรวมไปถึงค่ารถไปกลับ ค่าเครื่องแบบนักเรียน หนังสือ และอุปกรณ์เครื่องเขียนด้วยเพราะฉะนั้น ในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง (การศึกษาภาคบังคับฟรี) ทางรัฐบาลน่าจะรองรับการสนับสนุนผู้ปกครองให้ครบทุกด้านเพื่อให้เด็กทุกคน สามารถไปโรงเรียนได้


ในฐานเยาวชนไทย พวกเราหวังว่าสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ในตอนนี้ก็คือ ส่งเสริมให้ทั้งผู้ปกครองและคุณครูให้มั่นใจว่า เด็กทุกคนที่อายุ 6 ปีต้องเข้าโรงเรียนชั้นประถม 1และผลักดันให้มีการดำเนินตามนโยบายอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องทำให้เด็กสามารถเข้าถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ได้มากกว่านี้เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมและสามารถเข้ากับเด็กอื่น ๆ ได้ดีถึงแม้ว่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ไม่ใช่โปรแกรมการศึกษาภาคบังคับ แต่ก็มีความสำคัญมากนะคะ เนื่องจากสมองเด็กจะมีการพัฒนาสูงสุดในช่วงวัยนี้ ถ้าหากประเทศไทยสามารถทำให้เด็กจำนวน 350,000 คนเข้าโรงเรียนได้ตรงเวลา

เราก็สามารถนำให้ประเทศเราหลุดจากโผกลุ่ม 15 ประเทศดังกล่าวได้ และ ว่าสำคัญมากกว่านั้นก็คือ เด็กเหล่านี้และคนรอบข้างอื่นๆก็จะได้รับประโยชน์อีก10 หรือ 20 ปีข้างหน้า เนื่องจากเยาวชนเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ดูแลคุณและนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้า ถ้าหากประเทศไทยยังนิ่งเฉยและไม่ทำอะไรในตอนนี้ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะ ต้องมีภาระหนักมากเท่าไรในอนาคตเช่นเดียวกับที่เด็กจำนวนนับหมื่นนับแสนใน วันนี้ ในฐานะตัวแทนเยาวชนไทยคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานศึกษาข้อมูลเรื่อง นี้ร่วมกับยูนิ้ซฟประเทศไทย ขอฝากข้อความนี้ไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อช่วยกันใส่ใจมาตรการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ด้วยนะคะ

................................................
รู้จัก ชนันดา ทวีสิน หรือ น้องนุ้บ สาวน้อยอายุ 17 ปี


ชนันดา ทวีสิน หรือ น้องนุ้บ ปัจจุบันอายุ 17 ปี เป็นบุตรสาวคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 3 คน ของคุณเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) กับแพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพผิวพรรณและ Anti-Aging


น้องนุ้บเข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลและประถมต้นที่โรงเรียนจิตรลดา จนถึงอายุ 9 ขวบแล้วจึงเดินทางไปศึกษาต่อที่ Vinehall School ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันกำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ปีสุดท้ายที่ Downe House School และมีความสนใจที่จะศึกษาต่อในสาขาวิชา Biomedical Science ในระดับมหาวิทยาลัยระหว่างศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

น้องนุ้บคิดว่าการมีประสบการณ์การทำงานในช่วงวันหยุดเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ทำให้ได้รู้สึกถึงบรรยากาศการทำงาน ที่แท้จริง และได้เรียนรู้ถึงประสบการณ์จากการทำงานเพื่อสังคมกับองค์กรยูนิเซฟประเทศ ไทย และจากการที่น้องนุ้บได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดี จึงคิดอยู่เสมอว่าการทำสิ่งดีๆเพื่อตอบแทนผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าตนเป็นเรื่อง สำคัญ จึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมฝึกงานกับองค์กรยูนิเซฟ โดยได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการการพัฒนานโยบายการศึกษาในประเทศไทยร่วมกับคณะ ทำงานชุดใหม่ของรัฐบาลใหม่

จากการฝึกงานในครั้งนี้ ทำให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์สำคัญจากการทำงานเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งในการฝึกงานกับองค์กรขอสหประชาชาติ แล้วยังเป็นอีกหนึ่งเยาวชนตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้มา ร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมที่อาศัยอยู่ให้ดียิ่งขึ้นโดยปราศจากข้อจำกัดทางอายุ ถึงแม้ว่าอายุยังน้อย แต่ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้อื่นได้เช่นกัน ในยามว่าง น้องนุ้บมีความสนใจในการเล่นกีฬาประเภทว่ายน้ำ และ ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการปิดภาคเรียนอยู่กับครอบครัว

คำผกา ตำหนิ สลิ่มดูถูกชนบท1/2 และ 2/2

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

คำผกา ตำหนิ สลิ่มดูถูกชนบท1/2 และ 2/2

คำผกาบอกว่าคนกรุงเทพควรตะหนักและเจียมเนื้อเจียมตัวไว้จะดีที่สุด
เธอสามารถแยกแยะ เปรียบเทียบการเก็บภาษีจากชนบทนั้น เก็บภาษี
รายได้มากแต่ผลการคืนกลับไปพัฒนาท้องถิ่นได้ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์
นี่เป็นมันจุกอกหรือการละอายใจกันบ้างมั๊ย..ไปชมและฟังกันได้จาก

คลิปวีดีโอของเธอ-

ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=iNIG6THugAc&feature=player_embedded



และ
ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=itabcaGFRts&feature=player_embedded



และ
ที่มา http://www.go6tv.com/

มติครม.ชดเชย จ่ายชาวนา 1,437บาท/ตัน

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





นายกฯเผย ครม.มีมติให้แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์เยียวยาเกษตรกรถูกน้ำท่วม
นอกเหนือจากค่าชดเชยไร่ละ 2,222 บาท
พร้อมทุ่มจ่ายเงินชดเชยชาวนาในช่วงเปลี่ยนผ่านจำนำ-ประกันรายได้
แม้ไม่ถูกน้ำท่วมอีกตันละ 1,437 บาท...



เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลว่า
ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติให้แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์เพื่อเยียวยาเกษตรกร
ที่ประสบภัยน้ำท่วมเพิ่มเติม
นอกเหนือจากค่าชดเชยพืชการเกษตรเสียหายไร่ละ 2,222 บาท
ส่วนเรื่องระบบรับจำนำที่เปลี่ยนจากระบบประกันราคาข้าวที่จะเป็นช่วงรอยต่อ
ซึ่งมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 2 ส่วน คือ
เกษตรกรที่ประสบน้ำท่วมที่พืชไร่เสียหาย จะดูแลไร่ละ 2,222 บาทอยู่แล้ว
แต่เกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบเป็นได้ทั้ง 2 กรณี
โดยกรณีแรกอาจมีการเก็บเกี่ยวก่อนเวลาเพื่อหนีน้ำท่วม ขายผลผลิตไม่ได้ราคา
และอีกกรณีที่ไม่ได้มีผลกระทบจากน้ำท่วม
แต่มีปัญหารอยต่อระหว่างการเปลี่ยนระบบประกันรายได้กับระบบรับจำนำ
ซึ่ง ครม.ได้ให้เยียวยาเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นเป็นตันละ 1,437 บาท.


http://www.thairath.co.th/content/pol/204935

หลานๆ ชินวัตรให้กำลังใจอาปู เอมเตรียมงานวิวาห์

ที่มา ข่าวสด


เมื่อวันที่ 27 ก.ย. มูลนิธิไทยคม ร่วมกับบริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด จัดแถลงข่าวโครงการ “อ่านสนุก สุขใจ ได้ปัญญา” โดยมีนายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร กรรมการมูลนิธิไทยคม และน.ส.สุวดี จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด มอบรางวัลทุนการศึกษาแก่แชมป์สุดยอดนักอ่าน ที่เข้าร่วมโครงการฯ พร้อมเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อมอบตู้หนังสือหนอนน้อยแก่โรงเรียนขนาดเล็ก ทั่วประเทศให้ครบ 14,397 แห่งตามเป้า และเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา โดยนำหนังสือการ์ตูนพระราชนิพนธ์สองภาษา “คุณทองแดง” มอบพร้อมกับตู้หนังสือด้วย รวมเป็น 53 เล่ม


ในงานนี้ พี่น้องชินวัตรต่างให้สัมภาษณ์ว่า เป็นกำลังใจให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ หรือ อาปู ในการทำงาน ส่วนน.ส.พินทองทา กล่าวถึงการเตรียมงานวิวาห์ด้วยว่า พยายามจะทำให้ออกมาดีที่สุด อยู่ในช่วงเตรียมแจกการ์ด ในความเป็นลูกก็ยังอยากให้คุณพ่อมาร่วมงาน ลูกทุกคนอยากให้พ่อมา แต่มันมีปัจจัยหลายอย่าง การจะเอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาคงไม่ใช่ ต้องเข้าใจเพราะเป็นคนของประชาชน

เหตุที่ต้องเสี่ยง

ที่มา มติชน


โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 27 กันยายน 2554)

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยที่สืบเชื้อสายมาเป็นพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน

ปฏิบัติการประการหนึ่งที่เพิ่ม ′ความเสี่ยงทางการเมือง′ สำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบันและตัวเองอย่างมหาศาล

นั่น คือการ ′สไกป์′ เข้ามาพูดคุย ชี้แนะ และสั่งการให้รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาล เร่งดำเนินการให้โครงการที่หาเสียงเอาไว้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยเร็วที่สุด

ที่ทำอย่างนี้ ทำไปโดยความเคยชิน ยังสลัดวิญญาณนายกรัฐมนตรีไม่หลุด แม้จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว 5-6 ปี

หรือเจตนา-จงใจ เพราะชั่งตวงวัดผลได้เสียทั้งหมดดูแล้วว่า ถึงจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ผลที่ได้รับคุ้มค่ากว่า

ความเป็นไปได้อย่างหลังมีมากกว่า

พ.ต.ท.ทักษิณถึงออกมา ′เปิดหน้าชก′ อย่างที่ทำ

เพราะ ไม่ว่าเปิดเผยไม่เปิดเผย เปิดตัวไม่เปิดตัว คน-โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบหน้า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นทุน-ก็รู้อยู่แล้วว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่าง ไร

ไม่เปิดเผยไม่เปิดตัวก็ต้องหาเรื่องหาช่องเล่นงานอยู่แล้ว

เปิดให้รู้แล้วรู้รอดเสียเลยดีกว่า?

เพราะปัจจัยที่จะชี้ขาดรัฐบาลนี้จริงๆ แล้ว ไม่ได้อยู่ที่เรื่องการเมือง เรื่องกฎหมาย หรือเรื่องอำนาจแอบแฝงที่ไหนทั้งสิ้น

แต่อยู่ที่ ′งาน′ เป็นหลัก

จะ ทำให้ปัญหาปากท้องชาวบ้านทุเลาเบาบางลงไปหรือไม่ ยาเสพติดที่แพร่ระบาดทุกทั่วหัวระแหงหมดหรือลดไปไหม ทำให้ความยุติธรรมความปรองดองเกิดขึ้นได้จริงหรือ

หลักๆ คือเรื่องเหล่านี้

ถ้าเข็นงานออกมาได้ คุณภาพของงานออกมาดี ที่มีอยู่แล้ว 15 ล้านเสียงก็ก็ยิ่งแน่นหนาเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก

และยังจะได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนที่ได้ประโยชน์จากสารพัดมาตรการที่โฆษณาหาเสียงเอาไว้

ทำได้อย่างนั้น จะกี่มือที่มองไม่เห็นก็กระชากรัฐบาลหรือนายกฯหญิงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากเก้าอี้ไม่ได้

สำคัญว่าทำได้หรือเปล่า?

พิจารณาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องออกมาเปิดหน้าท้าชนด้วยตัวเองก็ต้องบอกว่า

อาการน่าเป็นห่วงอยู่บ้าง

แม้จะยังไม่ถึงกับเพลี่ยงพล้ำจนเห็นได้ชัด แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความประทับใจแบบเปรี้ยง-เปรี้ยงได้

สำคัญอีกอย่างก็คือว่า หัวหน้าโค้ชอุตส่าห์ ′เลี่ยงบาลี′ ที่ห้ามคุมทีมข้างสนามใช้วิธีสอนทางไกลมาแล้ว

ผู้เล่นทำได้ตามแผนหรือเปล่า?

มีใครยังไม่เข้าใจแผนการเล่น เลยเตะสะเปะสะปะตามใจชอบหรือเปล่า

หรือมีนักเตะเก๋าที่ชอบเล่นนอกสั่งของผู้จัดการทีมไหม

ร้ายที่สุดคือมีใครแอบจะ ′ล้มบอล′ ที่จะพาให้ล้มกันไปทั้งทีมเพราะถูกจับแพ้ฟาล์วหรือยัง

ลงทุนลงแรง และเสี่ยงจะถูกจับแพ้เพราะข้อหา ′ผิดกติกา′ ออกอย่างนี้

ถ้าลูกทีมยังไม่เข้าใจ-ก็จบข่าว

โยน ′ของร้อน′ ใส่

ที่มา มติชน



โดย นฤตย์ เสกธีระ max@matichon.co.th

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 26 กันยายน 2554)

ลองนำข้อเสนอของกลุ่มอาจารย์นิติศาสตร์ในนาม "นิติราษฎร์" จำนวน 4 ข้อมาพิจารณา

ข้อหนึ่ง ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ข้อสอง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ข้อสาม เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และข้อสี่ ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

พิจารณาแล้วพบจุดยืนของกลุ่ม "นิติราษฎร์" ว่า ไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหาร จึงไม่ยอมรับผลที่เกิดจากการปฏิวัติรัฐประหาร

นี่เป็นจุดยืนของกลุ่ม "นิติราษฎร์" ที่นำเสนอต่อสังคม

เป็นจุดยืนที่อยู่ในฐานะ "ผู้เสนอ" มิใช่ "ผู้ปฏิบัติ"

ข้อเสนอดังกล่าวเมื่อนำเสนอไปแล้ว ใครจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็วิพากษ์วิจารณ์ออกมา

หากใครเห็นว่าเป็นหนทางที่ดี สามารถปฏิบัติได้ ก็นำไปปฏิบัติ หรือถ้าใครเห็นว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ปฏิบัติไม่ได้ ก็ไม่ต้องปฏิบัติ

แต่ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ ถูกนำไปโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เลยถูกด่า

ตอนนี้มีคนผูกโยงว่า กลุ่มนิติราษฎร์เป็นพวกเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ป้ายสีว่ากลุ่มนิติราษฎร์กำลังรับงานรับเงินจากกลุ่มการเมือง เพื่อประโยชน์ของกลุ่มการเมือง

โหดร้ายจริงๆ ครับ

เพราะตอนนี้ชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็น "ของร้อน" ทางการเมือง

อย่างเมื่อตอนรัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ กรมราชทัณฑ์เคยเสนอฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณให้กระทรวงยุติธรรม

เท่านั้นแหละครับ อุณหภูมิทางการเมืองพุ่งปรี๊ด

หลังจากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย บอกว่ามีทางรื้อคดีที่ดินรัชดาภิเษกที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องโทษอยู่

ผลที่ตามมาคือ ฝ่ายคัดค้านรุมด่าเละ

ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงร้อนพอๆ กับชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา

การเอาใครไปผูกโยงกับ "ของร้อน" เหล่านี้ เหมือนกับการโยน "ของร้อน" ใส่พวกเขา

กลุ่มนิติราษฎร์ก็ตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกันครับ.... กำลังถูกของร้อนลวกมือ

ทั้งๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กับ กลุ่มนิติราษฎร์ คงไม่เกี่ยวกัน

ข้อ เสนอเรื่องการต่อต้านการรัฐประหารและต่อต้านการปฏิวัตินั้น เป็นข้อเสนอที่กลุ่มนักวิชาการนำเสนอในฐานะผู้ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐ ประหาร

เขาเสนอไม่ให้ยอมรับการรัฐประหาร และไม่ยอมรับผลของการรัฐประหารด้วย

เขาไม่ได้เสนอให้ยอมรับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือใครก็ตามที่เป็นตัวบุคคล

นอกจากนี้ ข้อเสนอต่างๆ นั้น จะทำได้หรือทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ ก็ต้องให้ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติไปพิจารณา

การวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอต่างๆ นั้นดีแล้วครับ เพราะจะได้รู้ความรู้สึกของสังคม

ข้อเสนอไหนสังคมยอมรับก็ทำ ข้อเสนอไหนสังคมเคลือบแคลงก็รอ ข้อเสนอไหนสังคมต่อต้านก็หยุด

แต่การตั้งคำถามเชิงกล่าวหากลุ่มนิติราษฎร์รับงานรับเงิน มันออกจะโหดร้ายไปหน่อย

ทั้งๆ ที่ข้อเสนอกลุ่มนิติราษฎร์ไม่ได้ทำให้ใครเสียหาย แล้วทำไมจึงต้องตอบโต้ข้อเสนอด้วยการป้ายสีทำลายกัน

เขา ′สองคน′

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 25 กันยายน 2554)


ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

เห็นภาพ "สองเรา"

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่วมงานอย่างน้อย 2 งาน

งานแรก ตรวจน้ำท่วมที่ "มติชนสุดสัปดาห์" นำภาพมาขึ้นปก

แม้จะมีน้องแพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ มาแย่งความเด่นไปบ้าง

แต่ก็คงข่มภาพ "สองเรา" นั้นไปไม่ได้

ถึงขนาด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อวดกับคนเสื้อแดงที่แห่ไปพบที่เขมรว่า (น้องปู) ควง ผบ.ทบ.ไปตรวจน้ำท่วม ทหารให้ความร่วมมืออย่างดี

งานที่สอง น.ส.ยิ่งลักษณ์เปิดทำเนียบ ประชุมแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้

พล.อ.ประยุทธ์เข้าร่วมด้วยตลอด

น.ส.ยิ่งลักษณ์มิได้เอ่ยถึง "เขตปกครองพิเศษ" ที่ประกาศไว้ช่วงหาเสียง ให้ พล.อ.ประยุทธ์ที่มีท่าทีแจ่มชัด "ไม่เห็นด้วย" อึดอัด

ตรงกันข้ามกลับมอบงานสำคัญให้ทหาร ผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ไปยกร่างโครงสร้าง "ศูนย์บูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศบ.กช.)" ขึ้นมา เพื่อให้ข้าราชการการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และฝ่ายการเมือง ร่วมกันทำงานเป็นหนึ่งเดียว อีกด้วย

ภาพ "สองเรา" ที่ปรากฏ จึง "ชื่นมื่น" พอควร

กระนั้นมีคนอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ ว่าบางจังหวะ บรรยากาศ "อึมครึม" แทรกเข้ามา ใน "ความชื่นมื่น" นั้นด้วย

เช่น มีข่าวว่าฝ่ายการเมืองกำลังหา "ช่องทางตามกฎหมาย" รุกไปดูแลงาน กอ.รมน. โดย พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ได้ประกาศอย่างเปิดเผยว่าอยากทำตรงนี้

อย่างไรก็ตาม ฟังน้ำเสียงโฆษก กอ.รมน. พล.ต.ดิษฐพร ศศะสมิต อธิบายเรื่องนี้ให้ฝ่ายการเมือง ซึ่งน่าจะร่วมถึงนายกฯยิ่งลักษณ์ ฟังแล้วมีน้ำเสียง "เหินห่าง" พิกล

ด้วยการบอกว่า ทุกอย่างแล้วแต่นายกฯ แต่สมัยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ดูแลงานด้านนี้ ก็ไม่มีอำนาจในการสั่งการตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

"ไม่ทราบว่านายกฯจะมอบหมายให้ พล.อ.พัลลภดูแลแค่ไหน และนายกฯเข้าใจโครงสร้างของ กอ.รมน.ดีหรือไม่"

เมื่อยกเอา นายสุเทพ มาเป็นบรรทัดฐาน

รวมทั้งตั้งคำถาม "นายกฯเข้าใจโครงสร้างของ กอ.รมน.ดีหรือไม่" แบบนี้

คนในฝ่ายการเมืองก็ต้อง "สะดุดหู" เป็นธรรมดา

เช่นเดียวกับฝ่ายทหาร

การส่งโผโยกย้าย "คืน" กองทัพ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ชวนให้ทหาร "สะดุดใจ" ไม่น้อย

สะดุดใจว่า นี่คือ การส่งสัญญาณให้คนในกองทัพ "รับทราบ" อะไรหรือไม่ว่า แม้จะมี พ.ร.บ.กลาโหม ตีกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปยุ่งโยกย้าย

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า "นายกรัฐมนตรีหญิง" จะเป็นเพียง "สตรีไปรษณีย์" ที่มีหน้าที่ส่งผ่านโผทหารขึ้นไปทูลเกล้าฯเท่านั้น

หากแต่มี "อำนาจ" ที่จะ "จัดการ" อะไรอยู่เช่นกัน

อย่างน้อยเราก็ได้เห็นการเปลี่ยนชื่อ "ปลัดกลาโหม" เป็นอีกชื่อ

ขณะเดียวกัน ก็ไม่ยอมเปิดอัตราจอมพลให้ตามที่กองทัพตั้งแท่นมา

เสียงหวานๆ ของใครบางคนระบุว่า "ทำให้เรียบร้อยด้วยนะคะ"

ที่อาจทำ "บิ๊ก" หลายคนฟังแล้ว "ยะเยือก"

พร้อมกับที่จู่ๆ มีกลุ่มคนเสื้อแดงโผล่มาคัดค้านการเลื่อนตำแหน่งให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก และ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปราบคนเสื้อแดง

จนมีข่าวลือสะพัดว่า พล.อ.ดาว์พงษ์จะถูกเตะโด่ง

นี่จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โผทหารที่ถูกส่งกลับมา "ทำให้เรียบร้อยด้วยนะคะ" ถูกแก้ไขโดยเร็ว

แก้ไขแบบเล็กน้อยเพื่อให้จบเกมไวๆ

ทั้งนี้เพื่อกัน "กระเพื่อม" และกันไม่ให้ใครมาฉวยจังหวะรื้อใหญ่

ตอนนี้ถือว่า "เกมโยกย้าย" เกือบจบแล้ว รอเพียงพระบรมราชโองการแต่งตั้งเท่านั้น

ฝ่ายทหารก็พอใจที่ "โผ" ยังอยู่ในการควบคุม

ขณะที่ฝ่ายการเมืองก็ได้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตนไม่ใช่ "ตรายาง" ยังมีสิทธิจะทำอะไรได้ "ในอนาคต"

จึงยังไม่อาจบอกในตอนนี้ได้ว่า ใครแพ้ ใครชนะ

ส่วนเกมใหม่จะเริ่มขึ้นอีกเมื่อใด ในรูปแบบไหน

เขา "สองคน" นั้น น่าจะตอบได้ดีที่สุด

ล่ามโซ่เทพีเสรีภาพร้องปล่อยเหยื่อ112ชาวอเมริกัน

ที่มา Thai E-News

เทพีเสรีภาพถูกล่ามโซ่ในกรงขัง-เครือ ข่ายนักกิจกรรมทางสังคม พากันไปยื่นหนังสือร้องเรียนสถานทูตสหรัฐฯประจำกรุงเทพฯในวันนี้ เรียกร้องให่้ปล่อยตัวนายโจ กอร์ดอน พลเมืองอเมริกันเชื้อสายไทย ที่ถูกคุมขังด้วยมาตรา112 โดยทางการไทยกล่าวหาว่าเขาเป็นเจ้าของนามปากกานายสิน แซ่จิ้ว ผู้แปลหนังสือต้องห้ามThe King Never Smiles ออกเผยแพร่เป็นภาษาไทยทางอินเตอร์เน็ต โดยผู้ประท้วงได้แต่งกายเลียนแบบเทพีเสรีภาพในกรงขังที่ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน เพื่อเสียดสีในการนี้(ชมภาพชุดคคลิ้กที่นี่)

ที่มา่ เฟซบุ๊ค Bus Tewarit

วันนี้ เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย จัดการชุมนุมหน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐคุ้มครองสิทธิเสรีภาพพลเมืองตนเอง หลังถูกขังโดยไม่ให้ประกันตัวมาแล้วกว่า 4 เดือ นด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยได้ยื่นหนังสือต่อผู้แทนสถานทูต ดังต่อไปนี้



เรียน ท่านเอกอักคราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา รัฐไทยบุกเข้าจับกุมตัว Mr.Joe W. Gordon พลเมืองชาวอเมริกัน ที่บ้านพักในจังหวัดนครราชสีมา ด้วยข้อกล่าวมาตรา 112 คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ(Les Majeste Law) โดยกล่าวหาว่า Mr.Joe คือนาย สิน แซ่จิ้ว ผู้แปลหนังสือ The King Never Smiles เป็นภาษาไทย ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือประกอบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยYale University และศาลไทยได้คัดค้านการประกันตัวมาโดยตลอด ในระหว่างที่ยังมิได้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ

ซึ่งต่อมา ในวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ศาลอาญารัชดา รับฟ้องคดี Mr.Joe W. Gordon ซึ่งส่งผลให้ในอีก 3 วันต่อมา สถานเอกอัครราชทูตทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยแถลงผ่านเว็บไซต์ของสถานทูต (bangkok.usembassy.gov) ในถ้อยแถลงที่ใช้ชื่อว่า "Embassy Statement on U.S. Citizen Joe Gordon" โดยกล่าวแสดงความผิดหวังที่อัยการดำเนินการฟ้องพลเมืองอเมริกันในข้อหาหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ

โดยในแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวระบุว่า "สหรัฐอเมริการู้สึกผิดหวังต่อการตัดสินใจของอัยการไทย ที่ดำเนินการฟ้อง Mr.Joe W. Gordon พลเมืองสหรัฐอเมริกา ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทางการสหรัฐได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ทางการของไทยอย่าง ครอบคลุม เกี่ยวกับคดีของนายกอร์ดอน โดยย้ำถึงโอกาสและความเป็นไปได้ของเขาในการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองอเมริกัน"

และในแถลงการณ์ฉบับนั้นยังระบุย้ำว่า "เราขอเรียกร้องให้ทางการไทยให้ความมั่นใจว่า เสรีภาพในการแสดงความเห็นเป็นสิ่งที่ควรได้รับการเคารพ และนายกอร์ดอน ในฐานะพลเมืองสหรัฐฯจะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม"

แต่กระนั้น ผ่านเวลามากว่า 5 สัปดาห์ ทางรัฐบาลไทยก็มิได้มีความเคลื่อนไหวใดๆต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวของรัฐบาล สหรัฐอเมริกา และจนถึงวันนี้ Mr.Joe W. Gordon ก็ยังถูกกักขังอยู่อย่างยากลำบากในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ในนามกลุ่มนักกิจกรรมทางสังคมด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยจึงรวมตัวกันและ ต้องการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริก าและพลเมืองชาวอเมริกันทุกๆคน ดังนี้

1.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเข้ามาให้การช่วยเหลือ Mr.Joe W. Gordon อย่างเร่งด่วนเพื่อให้ได้รับการปล่อยตัวโดยเร็วที่สุด ในฐานะพลเมืองแห่งสหรัฐอเมริกาที่ถูกจับกุมคุมขัง โดยการบังคับใช้ที่มีปัญหาในการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงความ คิดเห็นของประชาชน ทั้งการบังคับใช้โดยเจ้าหน้าที่รัฐ และมีปัญหาที่ตัวบทกฎหมายเอง ในกฎหมายอาญามาตรา 112 คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ(Les Majeste Law) เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาตระหนักถึงและให้ความช่วยเหลืออย่าง เร่งด่วน เพื่อคืนอิสรภาพให้กับMr.Joe W. Gordon พลเมืองของท่าน

2.ในโอกาสที่ประธานาธิปดีบารัค โอบาม่า แห่งสหรัฐอเมริกา มีกำหนดการจะได้พบปะกับนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของไทยในเร็ววันนี้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกานำประเด็นปัญหากรณีการละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 เข้าร่วมหารือกับนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นประเด็นลำดับต้นๆ เพื่อหาทางออกร่วมกันบนพื้นฐานแห่งการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพลเมืองทั้ง สองประเทศที่จำเป็นต้องธำรงค์รักษาเอาไว้ซึ่งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใน ประเทศไทยกำลังเป้นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและสากลโลก ในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของพลเมือง

3.เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อกระบวนการ ยุติธรรมของไทย ในกรณีที่ศาลสั่งฟ้องและคัดค้านการประกันตัว Mr.Joe W. Gordon ที่ถูกคุมขังอยู่ มาโดยตลอดโดยที่ยังมิได้มีการพิสูจน์หลักฐานใดๆว่า Mr.Joe W. Gordon ได้กระทำความผิดจริงตามที่ศาลกล่าวอ้าง ซึ่งในเรื่องนี้ถือเป็นการขัดต่อหลักกฎหมายสากลในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ระบอบเสรีประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง ที่ตามหลักสากลต้องคำนึงเอาไว้เสมอว่าไม่ว่าในคดีใดๆในโลกผู้ถูกกล่าวหานั้น ย่อมถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์เสมอ ตราบเท่าที่ยังมิสามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาเหล่านั้นได้กระทำความผิดจริง แต่รัฐไทยกลับปฏิบัติกับ"ผู้บริสุทธิ์" ไม่ต่างจาก "นักโทษ" ผู้กระทำความผิดที่สำเร็จโทษแล้ว

เราจึงจำเป็นต้องมาเรียกร้องต่อท่าน เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับ Mr.Joe W. Gordon โดยเร็วที่สุด โดยรัฐบาลอเมริกาควรช่วยเหลือให้พลเมืองของท่านได้รับสิทธิการประกันตัว ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหา และขอให้รัฐบาลอเมริกาช่วยดำเนินการในการประกันตัว Mr.Joe W. Gordon ต่อศาลให้อย่างเร่งด่วนในทันที

ทั้งนี้ได้แนบสำเนาจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของ Mr.Joe W. Gordon จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เขียนถึงท่านประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ทางสถานทูตฯได้ช่วยนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งมอบให้ถึงมือของประธานาธิป ดีโอบาม่า

แด่เสรีภาพของมนุษยชาติทั้งปวง
เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย

27 กันยายน 2554
ณ หน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย


Dear U.S. Ambassador to Thailand,

On May 25, 2011, Thai officers arrested Mr. Joe W. Gordon, a U.S. citizen, in his residence in Nakornrajsima, under the charge of Lese Majeste Law. Mr. Gordon was accused of translating “The King Never Smiles”, a text book used in Yale University, into Thai, under the pseudonym “Nai Sin Sae-Jiw”. Thai court has been objecting to bail while no relevant fact has been proved.

On August 17, 2011, Thai Criminal Court accepted the charge of Mr. Gordon, and consequently, United States Embassy in Thailand published an official statement titled "Embassy Statement on U.S. Citizen Joe Gordon" on its official website (bangkok.usembassy.gov) three days later. It is stated “The United States of America is disappointed that Thai prosecutor has decided to sue Mr. Joe W. Gordon, a U.S. citizen, under the charge of Lese Majeste Law. U.S. administrators has extensively discussed with Thai administrators about the case, especially on Mr. Gordon’s possibility to maintain his rights as a U.S. citizen.” The statement also says “We entreat that Thai official ensure that the right to freedom of speech and expression is to be respected and that Mr. Gordon will be treated righteously.”

However, Thai Government has not made any response to this request in the past five months, and Mr. Joe W. Gordon is still improperly confined in Bangkok Remand Prison.

On behalf human rights activist group in Thailand, we have come together and have callings for United States government as well as to every American citizens.

1. We demand the United States government to urgently assist Mr.Joe W. Gordon, a U.S. citizen, to receive a release as soon as possible. The article 112 of criminal code or Les Majeste Law is clearly problematic in terms of both enforcement by the state officials and its content that violates human rights and freedom of speeches. We demand the United States government to consider about this seriously and intervene with no delay to give back freedom to Mr.Joe W. Gordon, your citizen.

2. In occasion that Mr. President Barak Obama of the United States will soon meet with Prime minister Yingluk Shinawatra of Thailand, we demand the United States government to raise the issue of human rights and freedom violation by the article 112 Les Majeste law to discuss with the Thai Prime Minister as the first priority. In order to seek for solutions on a basis to protect rights and liberty of both country's citizens, Lese Majeste law in Thailand that is being a controversial issue both in Thailand and internationally must be discussed.

3.We demand the United States government to clarify its position towards Thai judicial system after it has rejected a right to receive bail of Mr.Joe W. Gordon who is being imprisoned all these times without proofs that he really committed a crime as the court claims. This is absolutely contrasting to the legal principle of a liberal democratic country which suggests that in any cases, the accused must be always considered as "not-guilty" until there is enough proof that the accused really committed a crime. Conversely, the Thai state always acts towards the "non-guilty" persons as if they are already "guilty".

These are reasons that we come to raise our demand to you, to bring back justice to Mr.Joe W. Gordon with no delay. The United States government should assist in order to ensure rights to bail for your citizen. United States government should also help proceeding with bail process to Thai court immediately.

We also attach a letter written by Mr.Joe W. Gordon from Bangkok Prison, addressed to Mr.President Barack Obama of the United States for the U.S. embassy to pass it to Mr. President, in which your assistance would be very much appreciated.

To Liberties of all Humanity,
Activists for Democracy Network
September 27, 2011
In front of US embassy, Bangkok.

นิธิ:ขบวนการคนเสื้อแดงกับสังคม-การเมืองไทย

ที่มา Thai E-News



ขบวนการคนเสื้อแดง ประกอบด้วยประชาชนจำนวนมากกว่าที่การเคลื่อนไหวในการเมืองครั้งใดในเมืองไทย เคยมีมาก่อน มีคนไม่รู้จะกี่ล้านคนได้เข้ามาร่วมประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมือง และได้เรียนรู้อะไรในทางการเมืองซึ่งไม่อาจเรียนรู้ได้จากกระบวนการการศึกษา ตามปกติ เกิดความสำนึกรู้ตนเองที่ทำให้เขา (และลูกหลานของเขา) ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์
ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 19 และ 26 กันยายน 2554

งานวิจัยของ อาจารย์อภิชาติ สถิตนิรามัย ชี้ให้เห็นว่า คนเสื้อแดงไม่ใช่คนจน เพราะ รายได้เฉลี่ยของพวกเขานั้น ห่างไกลจากเส้นความยากจนที่สภาพัฒน์ขีดไว้ให้ไกลโขทีเดียว

และโดยอาชีพแล้ว อาจกล่าวได้ว่าจำนวนมากของพวกเขาเป็น "ผู้ประกอบการรายย่อย" แม้แต่ทำเกษตร (เช่นปลูกบัว) ก็เป็นการทำเกษตรแบบ "ผู้ประกอบการ" ที่นำพืชผลของตนเข้าสู่ตลาดโดยตรง

หลังจากงานศึกษาของอาจารย์อภิชาติแล้ว มีโครงการศึกษาคนเสื้อแดงของนักวิชาการเพิ่มมากขึ้น

แต่ไม่ใช่การศึกษาเฉพาะด้านสถานภาพทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากมีประเด็นครอบคลุมเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง ผมได้อาศัยข้อมูลความเห็นของงานศึกษาเหล่านี้ บวกกับที่ผมได้ประสบมาเองเพื่อคุยกับท่านผู้อ่านในที่นี้

ผมเชื่อว่า หากมีการศึกษาคนเสื้อเหลืองทางวิชาการให้มากขึ้น ก็จะได้ข้อมูลอีกหลายอย่าง ที่คาดไม่ถึง และต้องมีส่วนช่วยให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองที่เกิด ขึ้นในเวลานี้อย่างไม่ต้องสงสัย

งานศึกษาของหลายท่าน ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ขบวนการของคนเสื้อแดงนั้นข้ามชนชั้น หมาย ความว่าไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อรองรับผลประโยชน์ของชนชั้นใดชนชั้น หนึ่ง ฉะนั้นจึงมีคนจนร่วมอยู่ในขบวนการคนเสื้อแดง และมีคนรวยขนาดมั่งคั่งผสมปนเปอยู่ในขบวนการจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน

การจัดองค์กรของคนเสื้อแดงนั้นมีประสิทธิภาพมาก แต่ประสิทธิภาพในโลกนี้ไม่เคยอยู่ลอยๆ ย่อมหมายถึงทำอะไรบางอย่างได้ดี ไม่ใช่ทำได้ดีทุกอย่าง และประสิทธิภาพที่คนเสื้อแดงทำได้ดีคือการเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งในการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล, การชุมนุมทางการเมือง, และท้ายสุดคือ การจัดตั้งเพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง

ส่วนการประกบติดตามตรวจสอบและกำกับรัฐบาลที่ตัวเลือกมากับมือในระยะยาว จะทำได้หรือไม่ ยังน่าสงสัยอยู่

สิ่งที่ผมต้องการชี้ให้เห็นก็คือ ประสิทธิภาพทางการเมืองของขบวนการคนเสื้อแดงนั้นอาจมีจำกัด ไม่สามารถแปรเปลี่ยนไปใช้ในการเป็นประชาชนของระบอบประชาธิปไตยได้ทุกเรื่อง นี่เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนนะครับ ต้องจับตาดูกันต่อไป

เมื่อเปรียบเทียบกับคนเสื้อเหลือง ศักยภาพในด้านถ่วงดุลตรวจสอบรัฐบาลสมัยทักษิณเสื่อมลง จนกลายเป็นอันธพาลของประชาธิปไตยในเวลาอันรวดเร็ว ขบวนการประชาชนที่ไหนๆ ในโลกก็ล้วนแต่งอกได้ทั้งนั้น จะงอกไปทางไหนก็ได้ทั้งนั้นด้วย

เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะคนจำนวนหนึ่งในสังคมไทยถูกหลอกให้เชื่อว่า ขบวนการของคนเสื้อแดงสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ก็เพราะการจัดตั้งก็ตาม ทุนทรัพย์ก็ตาม เป้าหมายในการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งก็ตาม ล้วนมาจากนักการเมือง ทั้งที่อยู่ในและนอกประเทศ

ข้อนี้จะจริงเท็จอย่างไรขึ้นอยู่กับว่า เรากำลังพูดถึงระดับแกนนำของขบวนการ หรือพูดถึงระดับมวลชนที่ร่วมเคลื่อนไหว

งานศึกษาทุกชิ้นต่างชี้ให้เห็นว่า ในระดับมวลชนฐานราก การจัดองค์กรกระทำกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่จัดเฉพาะกิจเมื่อจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น แม้เป็นการจัดองค์กรอย่างหลวมๆ แต่ประสิทธิภาพของขบวนการคนเสื้อแดงมาจากตรงนี้ ไม่ใช่การอุดหนุนชี้นำของนักการเมืองแต่อย่างใด

และในส่วนนี้แหละที่ผมเห็นว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ

ในระดับล่างสุด และในชุมชนที่ความสัมพันธ์ยังมีลักษณะใกล้เคียงกับชนบท การจัดองค์กรเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ส่วนตัวของคนในชุมชน แหล่งกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น อาจเป็นร้านชำ, บ้านเรือนของผู้นำตามธรรมชาติ, หรือสถานประกอบการของกลุ่มแม่บ้าน (เป็นต้น)

ส่วนในชุมชนที่มีลักษณะเป็นเมืองมากขึ้น สื่อสมัยใหม่ เช่น วิทยุชุมชน, นิตยสารของคนเสื้อแดง, และการนัดพบปะสังสรรค์ หรือทำกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ ย่อมมีความสำคัญกว่า

คนเสื้อแดงที่เป็นคนชั้นกลางในเมืองคนหนึ่ง ถึงกับกล่าวว่า เขาแทบไม่รู้จักใครที่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของคนเสื้อแดงเป็นส่วนตัว เลย ถึงตัวเขาเองจะ "ตาสว่าง" แล้ว แต่ก็ต้องระวังไม่พูดถึงความสว่างที่เขาได้ประจักษ์กับใคร เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือเป็นสายลอบเข้ามาปะปน ซึ่งเขาเชื่อว่าต้องมีแน่

เรื่อง "ตาสว่าง" นี้น่าสนใจนะครับ นักการเมือง (ทุกพรรค) และข้าราชการระดับสูง ดูเหมือนจะเชื่อว่า อาการ "ตาสว่าง" เกิดขึ้นจาก มีใครบนเวทีประท้วง ส่องแสงสว่างลงมาสู่ผู้ร่วมชุมนุม จึงเกิดอาการนี้กันขึ้นอย่างแพร่หลาย ฉะนั้นจะหยุดอาการนี้ได้ ก็โดยจับกุมคุมขังคนที่ส่องแสงสว่างบนเวที (ทุกประเภท) แสงสว่างก็จะไม่สาดส่องมาให้ใครได้ "ตาสว่าง" กันอีก

แต่ผมได้คุยกับคนเสื้อแดงที่ "ตาสว่าง" หลายคน ซึ่งไม่เคยไปร่วมชุมนุมกับเขาเลย เพราะไม่สามารถสละเวลาหาเลี้ยงชีพไปร่วมชุมนุมได้ ต่างให้การตรงกันว่า อาการ "ตาสว่าง" ของเขานั้น เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ส่วนหนึ่งก็ได้ข้อมูล (ซึ่งที่จริงคือข้อสรุป) จากคนเสื้อแดงด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มาจากข้อมูลที่เขาได้รับผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะทีวีในกำกับของรัฐนั่นแหละ ไม่มีใครสามารถระบุได้ว่า อาการ "ตาสว่าง" นี้เกิดขึ้นจากคำพูดหรือข้อเขียนของใคร

ผมสรุป (ซึ่งแปลว่าเดา) เอาเองว่า อาการ "ตาสว่าง" ของคนไทยจำนวนมากในเวลานี้ เกิดขึ้นจากการขยับจุดยืน ก็ข้อมูลเก่า วลีเก่า, ความเปรียบเก่า, และการรณรงค์แบบเก่านั่นแหละครับ เพียงแต่ผู้ชมไม่ได้ยืนชมจากจุดยืนเดิมแล้ว ภาพที่ตาเห็นจึงไม่เหมือนเก่าอีกต่อไป และไม่เหมือนกับเจตนารมณ์ที่ผู้รณรงค์อยากให้เห็นด้วย เกิดอาการที่เรียกว่า "ตาสว่าง" ขึ้น

หากข้อสรุป (ซึ่งแปลว่าเดา) ของผมเป็นจริง ก็ให้น่าสงสัยว่า การจับกุมคุมขังคนส่องแสงก็ตามการรณรงค์ด้วยวิธีเดิมๆ ก็ตาม จะดับแสงลงได้อย่างไร คนที่ถูกจับกุมคุมขังเคยถูกมองว่าเป็น คนน่ารังเกียจไม่น่าคบ
นัก กิจกรรมพากันไปประท้วงหน้าสถานทูตอเมริกา่ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 ก.ย.โดยแต่งตัวเลียนแบบเทพีเสรีภาพถูกขังไว้ในกรงขัง ล้อเลียนทางการไทยใช้ม.112จับกุมโจ กอร์ดอน ชาวอเมริกันเชื้อสายไทย ซึ่งทางการไทยกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของนามปากกา"นายสิน แซ่จิ้ว"ผู้แปลหนังสือThe King Never Smileหนังสือต้องห้ามออกเผยแพร่ (ภาพข่าว:เฟซบุ๊ค)


บัดนี้ อาการ "ตาสว่าง" กลับทำให้เห็นเป็นวีรบุรุษหรือวีรสตรี

ยิ่งจับกุมคุมขังมาก ก็ยิ่ง "ตาสว่าง" มากขึ้น เพราะไม่ได้มองการจับกุมคุมขังจากจุดยืนอันเก่าแล้วนี่ครับ

เช่นเดียวกับการปั๊มการรณรงค์ ยิ่งปั๊มมากก็อาจยิ่ง "ตาสว่าง" เพราะไม่ได้มองการรณรงค์จากจุดยืนอันเก่าแล้วนี่ครับ

ชุมชนคนเสื้อแดงเหล่านี้สัมพันธ์เชื่อมโยงกับแกนนำระดับจังหวัดมากน้อยเพียง ไร น่าประหลาดที่ว่า ไม่มีความสัมพันธ์เชิงองค์กรระหว่างกัน แกนนำระดับจังหวัด

มักมีหรือเข้าถึงสื่อสมัยใหม่โดยเฉพาะวิทยุชุมชน, นิตยสารของตัวเอง หรือสื่อไซเบอร์ สัญญาณการเคลื่อนไหวมักมาจากวิทยุชุมชน แต่แกนนำระดับจังหวัดก็ไม่ได้สั่งการอะไร ลงมาถึงชุมชนคนเสื้อแดงระดับล่าง

ชุมชนหรือบุคคลต้องตัดสินใจเองว่าจะร่วมการเคลื่อนไหวหรือไม่

ในจังหวัดภาคเหนือแห่งหนึ่ง วิทยุเสื้อแดงในท้องถิ่นจะส่งกระจายเสียงเพลง "มีงานเข้า" เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่ามีเรื่องต้องขอแรงกับคนเสื้อแดงอีกแล้ว ใครที่คิดว่าตัวจะช่วยอะไรได้ก็ต่างพากันไปช่วย เช่นบางคนสั่งข้าวมันไก่หลายร้อยห่อขนไปส่งให้ที่สถานีวิทยุ บางคนขนน้ำ บางคนแวะไปบริจาคเงิน และอีกจำนวนหนึ่งสวมเสื้อแดงไปร่วมชุมนุม

เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดงขึ้น ในระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ

การจัดองค์กรเป็นไปอย่างหลวมมากๆ ในระดับชุมชนก็หลวม ในระดับจังหวัดก็หลวม และในระดับชาติก็คงจะหลวมเหมือนกัน ทั้งนี้ ผมหมายถึงในบรรดาเหล่ามวลชนคนเสื้อแดงนะครับ

ส่วนในระดับแกนนำจะเป็นอย่างไรอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะระหว่างแกนนำส่วนกลาง กับแกนนำระดับจังหวัด

แต่ผมก็ควรย้ำไว้ด้วยว่า แม้ในระหว่างแกนนำส่วนกลางและส่วนจังหวัด ความสัมพันธ์เชื่อมโยงก็ไม่ได้อยู่ในลักษณะองค์กร (ชัดเจนนัก) อีกทั้งไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบสายบังคับบัญชา แต่จะมีการแบ่งทรัพยากรจากส่วนกลางลงมาช่วยงานของแกนนำระดับจังหวัดหรือไม่ ผมไม่ทราบ

อันที่จริงเรื่องของ financing หรือการอุดหนุนด้านการเงินของแกนนำระดับจังหวัด ก็เป็นเรื่องน่าศึกษา (แม้ทำได้ยาก) แต่ผมสงสัยว่า มีรูปแบบในแต่ละจังหวัดต่างกัน

โดยสรุป ขบวนการคนเสื้อแดงมีการจัดองค์กรแบบแนวนอน ค่อนข้างหลวม ยิ่งลงมาถึงระดับล่างๆ ยิ่งหลวมมากขึ้น

ความหลวมนี้เป็นทั้งพลังและความอ่อนแอของขบวนการคนเสื้อแดง เป็นพลังก็เพราะรวมคนได้มาก เพราะไม่มีข้อผูกมัดอะไรมากนัก ไม่ใช่ไม่ผูกมัดบุคคลอย่างเดียวนะครับ แต่ไม่ผูกมัดรูปแบบการเคลื่อนไหว, ไม่ผูกมัดประเด็น, ไม่ผูกมัดเป้าหมายของการเคลื่อนไหว, อาจปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ไปตามสถานการณ์ได้คล่อง

หนึ่งในพลังที่ขบวนการคนเสื้อแดงแสดงออกคือมิติทางวัฒนธรรม ขบวนการคนเสื้อแดงเป็นขบวนการประชาชนที่ได้สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม ไม่น้อยไปกว่าขบวนการนักศึกษาในช่วงทศวรรษ 2510 เพลง, บทกวี, การปรับวัฒนธรรมพื้นบ้านมาใช้ในบริบทใหม่, และศัพท์แสงสำนวนในภาษา ถูกประดิษฐ์สร้างสรรค์ขึ้นจำนวนมาก

ความหลวมและไม่ผูกมัดเช่นนี้ ทำให้พรรคการเมือง, นักการเมือง, หรือสถาบันทางการเมือง จะนำพลังของขบวนการคนเสื้อแดงไปหาประโยชน์ทางการเมืองได้ยาก เพราะจะใช้ประโยชน์ทางการเมืองได้ องค์กรเหล่านั้นย่อมต้องการความผูกมัดในระดับหนึ่ง เช่นนโยบาย 300 บาท, แจกแท็บเล็ต, รับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ด, ฯลฯ เป็นนโยบายการเมืองที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม

แต่การจัดองค์กรของขบวนการคนเสื้อแดงไม่อยู่ในลักษณะที่จะสนับสนุนอะไรที่ผูกมัดขนาดนี้ได้

ฉะนั้น นักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดที่คิดว่า ตัวจะได้ขบวนการคนเสื้อแดงเป็นฐานเสียงตลอดไป ก็ควรคิดใหม่ให้ดี ถึงสามารถรักษาขบวนการไว้ได้ส่วนหนึ่ง ก็อาจเป็นส่วนที่ไม่เป็นพลังอย่างเดิมอีกแล้วก็ได้

ในทางตรงกันข้าม ความหลวมก็ทำให้เกิดความอ่อนแอด้วยเช่นกัน

ที่เห็นได้ชัดๆ ก็เช่น เมื่อไม่สามารถผูกมัดกับอะไรที่เป็นรายละเอียดได้มากกว่าหลักการ คนเสื้อแดงจึงหาพันธมิตรเพิ่มได้ยาก เช่นหากชอบนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของคุณทักษิณ นโยบายนี้ถูกบ่อนเซาะทำลายลงนับตั้งแต่รัฐบาลสุรยุทธ์จนถึงประชาธิปัตย์

แต่ขบวนการคนเสื้อแดงไม่เคยสนใจที่จะลุกขึ้นมาขัดขวาง และบีบบังคับให้พัฒนาประสิทธิภาพของหลักสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งจะทำให้คนอีกจำนวนมากหันมาสนับสนุนขบวนการ รวมทั้งอีกกลุ่มหนึ่งในหมู่คนชั้นกลางระดับกลางในเมืองด้วย

ดังนั้น ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ขบวนการเสื้อแดงจึงไม่สามารถเชื่อมต่อกับขบวนการเคลื่อนไหวอื่นๆ ของประชาชนได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเหมืองโปแตซ, สมัชชาคนจน, ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน, แรงงาน, ชาวนาไร้ที่ดิน, ฯลฯ

ผมไม่ทราบหรอกครับว่า ระดับแกนนำเคยคิดถึงเรื่องนี้หรือไม่ แต่ถึงแม้ว่าแกนนำเห็นควรจะเข้าไปเชื่อมต่อเพื่อสร้างพลังของขบวนการคนเสื้อ แดงให้เพิ่มขึ้นไปอีก ในทางปฏิบัติก็คงทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย เพราะการจัดองค์กรที่หลวมขนาดนี้ จึงยากที่จะผลักดันอะไรที่ "กระชับ" ได้ขนาดนั้น

เช่นผมไม่รู้ว่า ในระดับแกนนำในภาคอีสาน เหนือ มีใครบ้างที่เคยสนับสนุนให้ทำเหมืองโปแตซที่อุดร ฉะนั้นขืนสุ่มสี่สุ่มห้าไปเชื่อมต่อกับขบวนการต่อต้าน ก็อาจทำให้เกิดความแตกแยกในระดับแกนนำได้

เสื้อแดงหลายคนที่ผมได้พูดคุยด้วย จึงบอกว่า เมื่อไรที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยจริง (ตามความเข้าใจของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน) เขาก็พร้อมจะกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติต่อไป (คือเลิกสวมเสื้อแดง)

ที่ผมพูดนี้ หมายถึงขบวนการคนเสื้อแดงระดับที่ข้ามท้องถิ่นนะครับ ในส่วนระดับท้องถิ่น งานศึกษาบางชิ้นก็ชี้ให้เห็นว่ามีการเชื่อมต่อหรือถึงกับผนวกเข้ากับการ เคลื่อนไหวที่มีในท้องถิ่นอยู่แล้วบ้างเหมือนกัน

แต่น่าสังเกตว่ากรณีเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อแกนนำในท้องถิ่นของขบวนการคนเสื้อ แดง กับแกนนำของความเคลื่อนไหวในท้องถิ่นอื่นๆ คือคนเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์กันเป็นส่วนตัว ไม่ใช่วิถีทางเชิงนโยบายของ "องค์กร"

ประสบการณ์ส่วนตัวของผมพบในทางตรงกันข้าม คือไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์อะไรกันเลยก็แยะ

ความหลวมอีกอย่างของขบวนการคนเสื้อแดงที่เห็นได้ชัดคือด้านอุดมการณ์

ขบวนการ เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2549 และในระยะแรกเป้าหมายคือต่อต้านการรัฐประหาร ไม่ใช่ต่อต้านกลุ่มทหารที่ก่อรัฐประหารเพียงอย่างเดียว แต่ต่อต้านกลุ่มคนที่สนับสนุนการรัฐประหารด้วย

จะว่าไปนี่ก็เป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย การต่อต้านรัฐประหารนั้นไม่ใช่ของใหม่ คนชั้นกลางในเมืองก็เคยต่อต้านมาแล้ว แต่ความพยายามจะทำความเข้าใจว่า รัฐประหารไม่ได้ทำโดยทหารแต่เพียงลำพัง มีการหนุนหลัง

ฉะนั้นการต่อต้านรัฐประหารจึงรวมไปถึงการต่อต้านและพยายามกำกับกลุ่มคนเหล่านั้นด้วย

จะว่าความคิดเช่นนี้ริเริ่มโดยนักวิชาการทั้งไทยและเทศในส่วนกลาง และชนชั้นกลางที่เป็นแกนนำเสื้อแดงก่อนก็ได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าอยู่ที่ว่า เหตุใดมวลชนคนเสื้อแดงในระดับล่างจึงรับความคิดทางการเมืองอันสลับซับซ้อน นี้ได้อย่างรวดเร็วพร้อมเพรียงกันเช่นนี้

ผมคิดว่าคำตอบก็คือความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมที่เกิดในเมืองไทยมา เป็นทศวรรษก่อนหน้า ทำให้คนไทยแม้ในระดับล่างต้องการคำอธิบายทางการเมืองที่สลับซับซ้อนขึ้นกว่า ความดี-ชั่วของบุคคล

เมื่อเปรียบเทียบกับคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไปซึ่งเคยลุกขึ้นสู้คณะรัฐ ประหารมาแล้ว คนชั้นกลางมักติดอยู่กับความดี-ชั่วของบุคคลที่ยึดอำนาจ เคยต้อนรับกลุ่มรัฐประหาร แล้วต่อมาก็ต่อต้าน เพราะพบว่าบุคคลเหล่านั้นไม่น่าไว้วางใจ ทั้งนี้ เพราะคนชั้นกลางยอมรับให้การรัฐประหารเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง เหมือนการเลือกตั้งหรือการปรับ ครม.

อาจเป็นเพราะความละเอียดซับซ้อนของคำอธิบายการรัฐประหาร ที่ทำให้การต่อต้านการรัฐประหารแตกเหล่าแตกกอออกไปมากอย่างรวดเร็ว

ในด้านหนึ่งก็ทำให้ขบวนการคนเสื้อแดงรู้เท่าทันอำนาจเถื่อนทั้ง หลาย เช่นการตั้งรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงในสภาโดยไม่ต้องสนใจว่า กองทัพได้เข้ามาจัดการอยู่เบื้องหลัง อย่างที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้เป็นความชอบธรรมของตนนั้น ไร้ความหมาย

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจพัฒนาไปสู่อุดมการณ์อื่นๆ เช่น "แดงสยาม" หรือกลุ่มติดอาวุธ หรือรัฐประหารซ้อน ฯลฯ

โดยสรุป อุดมการณ์ของขบวนการคนเสื้อแดงคือเรียกร้อง "ประชาธิปไตย" แต่นั่นแปลว่าอะไร ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคลและแต่ละกลุ่ม แค่ยุบสภาแล้วเลือกตั้งกันใหม่ พอไหม จำนวนหนึ่งก็ว่าพอ อีกจำนวนหนึ่งว่าไม่พอ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ

หรือยิ่งกว่านั้น ทำให้กฎหมายและมาตรการทางกฎหมายทั้งหมดที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นเป็นหมันลงทั้งหมดด้วย และอาจต้องทำอะไรอื่นๆ อีกมาก

ในท่ามกลางอุดมการณ์ร่วมที่มีนัยยะความหมายต่างกันมากมายเช่น นี้ จึงไม่แปลกอะไรที่ขบวนการเสื้อแดงจะใช้ "ทักษิณ" เป็นสัญลักษณ์ร่วมเสมอมา ผมคิดว่า "ทักษิณ" เป็นม่านที่อำพรางความหลากหลายของอุดมการณ์ และแม้แต่ม่านนี้เองก็มีความคิดที่แตกต่างกันอย่างมาก นับตั้งแต่เอา "ทักษิณ" กลับมาเป็นนายกฯ จนถึงทวงความยุติธรรมกลับมาให้ "ทักษิณ" แต่วาง"ทักษิณ" ไว้ ห่างๆ ดีกว่า

หากไม่มีม่าน "ทักษิณ" จะรวมอุดมการณ์ที่ต่างกัน (อย่างน้อยในเชิงดีกรี) อย่างมากเช่นนี้ได้อย่างไร นอกจากต้องทำการ "รุทิ้ง" (purge) แกนนำจำนวนหนึ่ง แต่ขบวนการคนเสื้อแดงไม่ใช่พรรคคอมมิวนิสต์ พลังของขบวนการมาจากอุดมการณ์ที่ไม่แข็งตัวเกินไป

ตรงกันข้ามกับศัตรูของขบวนการเสื้อแดงคิด ผมกลับคิดว่าหากทักษิณพ้นภาวะเนรเทศเมื่อไร ขบวนการเสื้อแดงน่าจะอ่อนกำลังลงอย่างมาก เพราะม่านที่อำพรางความแตกต่างทางอุดมการณ์ของขบวนการคนเสื้อแดงจะหมดไป

ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ ขบวนการคนเสื้อแดงจะเป็นพลังทางการเมืองหรือไม่อย่างไรต่อไปในอนาคต

ผมอยากเดาคำตอบดังต่อไปนี้

1/ ขบวนการคนเสื้อแดงน่าจะเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้งต่อไป แต่จะเป็นของพรรค พท.ไปอีกนานเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขซึ่งอาจเกิดขึ้นข้างหน้า ตราบเท่าที่พรรคคู่แข่งสำคัญของ พท.ยังเป็น ปชป. ตราบนั้นขบวนการคนเสื้อแดงก็จะเป็นฐานเสียงให้พรรค พท.ตลอดไป

นี่ผมพูดในฐานะผู้ลงคะแนนให้พรรค พท.นะครับ จึงรู้สึกดีถึงความอึดอัดของตัวเองว่า รู้ทั้งรู้ว่าเมื่อ พท.ชนะเลือกตั้ง รัฐบาลของ พท.ก็จะประกอบด้วยคุณเฉลิม, คุณอนุดิษฐ์, คุณยงยุทธ ฯลฯ ซึ่งพร้อมจะหาทางเกี้ยเซี้ยกับอำนาจนอกระบบ มากกว่าผลักดันไปสู่การปฏิรูปการเมือง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพให้แก่ระบอบประชาธิปไตย

แต่จะให้ตัวเองอำมหิตถึงกับลงคะแนนให้ ปชป.นั้น ก็ทำไม่ลง และคงทำไม่ลงตลอดไป ตราบเท่าที่แกนนำของ ปชป.ยังเป็นคนกลุ่มนี้

แต่เงื่อนไขอาจจะเปลี่ยนหลังเดือนพฤษภาคมปีหน้า เพราะคนบ้านเลขที่ 111 จะกลับเข้าสู่วงการเมืองหลายคน พรรค พท.จึงไม่ใช่ทางเลือกเดียวอีกต่อไป และหาก พท.มีพรรคคู่แข่งที่ไม่ใช่ ปชป. ถึงขบวนการคนเสื้อแดงยังเป็นฐานเสียงให้แก่พรรคการเมืองอยู่

ผมเดาว่าจะไม่เป็นฐานที่แข็งแกร่งเท่าปัจจุบัน เพราะคงแยกย้ายกันไปเป็นฐานเสียงให้ต่างพรรคกัน

2/ ขบวนการคนเสื้อแดงจะเป็นพลังหลักที่ใหญ่สุดในสังคมในการต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ ผมใช้คำว่า "ทุกรูปแบบ" เพราะไม่ต้องการให้หมายถึงการลากรถถังมายึดเมืองเพียงอย่างเดียว คำพิพากษาของศาลการเมืองต่างๆ ก็ตาม, คำชี้ขาดขององค์กรอิสระซึ่งคณะรัฐประหารตั้งขึ้นก็ตาม, ตั้งรัฐบาลในค่ายทหารก็ตาม, ฯลฯ ก็อาจเป็นเหตุให้ขบวนการคนเสื้อแดงออกมาต่อต้านได้

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจในเรื่องนี้ก็คือ หลังจากการเคลื่อนไหวสืบเนื่องกันมาหลายปี ขบวนการคนเสื้อแดงปฏิเสธ (หรืออย่างน้อยก็ระแวงสงสัย) ความชอบธรรมทางการเมืองซึ่งเคยใช้ในการเมืองไทยมาอย่างได้ผลทั้งหมด แล้วสถาปนาความชอบธรรมทางการเมืองขึ้นใหม่ อันเป็นความชอบธรรมที่ต้องมาจากหลักการประชาธิปไตย (ประชาชนเป็นใหญ่ หรือเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง)

ฉะนั้นการกระทำของอำนาจใดๆ ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน จึงขาดความชอบธรรมในสายตาของขบวนการคนเสื้อแดงไปโดยปริยาย

เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะครับ เพราะเป็นความเปลี่ยนแปลงระดับฐานคิด เราจะใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, หมิ่นศาล, หมิ่นกองทัพ, หมิ่นศาสนา, หมิ่นความมั่นคง ฯลฯ เพื่อหยุดยั้งมิให้เกิดการต่อต้านหรือระแวงสงสัย "ระบอบความชอบธรรมทางการเมือง" ตามประเพณีทั้งระบอบได้หรือ?

3/ แต่ดังที่ผมได้พูดไปแล้ว พลังทางการเมืองของขบวนการคนเสื้อแดงจะนำไปใช้เพื่อหนุนทางเลือกเชิงนโยบายได้ยาก

คำว่าได้ยากก็คือทำได้เหมือนกันแต่ยาก โดยเฉพาะพรรค พท.คงทำไม่ได้เลย ยกตัวอย่างนะครับ ตามที่ท่านรองนายกฯ กิตติรัตน์ ณ ระนอง กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งที่จะ "ปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ" ของประเทศ คือสร้างกำลังซื้อภายในให้สูงขึ้น และทำให้สัดส่วนของการผลิตเพื่อส่งออกลดลง

การขึ้นรายได้ของแรงงานเป็น 300 บาทจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายนี้ จะให้พลังทางการเมืองของขบวนการคนเสื้อแดงช่วยหนุนทางเลือกเชิงนโยบายเช่น นี้ได้ พรรค พท.จะต้องทำอะไรอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่พรรค พท.ไม่มีศักยภาพจะทำได้หรอกครับ (ซึ่งผมขออนุญาตไม่พูดถึงในที่นี้ เพราะจะกินเนื้อที่มากเกินไป)

4/ ขบวนการคนเสื้อแดง ประกอบด้วยประชาชนจำนวนมากกว่าที่การเคลื่อนไหวในการเมืองครั้งใดในเมืองไทยเคยมีมาก่อน ผมเดาว่าอาจจะมากกว่า พท.ด้วย อย่ามองแต่ผู้มาร่วมชุมนุม กว่าจะมาเป็นจำนวนมากเท่านี้ได้ ก็เพราะพลังของคนที่ไม่ได้มาข้างหลังอีกมากกว่านั้นหลายเท่า

ฉะนั้น ไม่ว่าขบวนการคนเสื้อแดงจะลงเอยอย่างไรในอนาคต มีคนไม่รู้จะกี่ล้านคนได้เข้ามาร่วมประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมือง และได้เรียนรู้อะไรในทางการเมือง ซึ่งไม่อาจเรียนรู้ได้จากกระบวนการการศึกษาตามปกติ เกิดความสำนึกรู้ตนเองที่ทำให้เขา (และลูกหลานของเขา) ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป นี่เป็นมรดกที่ประเทศไทยไม่มีวันจะหวนคืนไปเหมือนเก่าได้อีก อย่างน้อยก็ในทางการเมือง

หากบุคคลในองค์กรทางการเมืองทั้งในระบบและนอกระบบ ไม่สำเหนียกรู้ความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ดี เราคงจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงและความสูญเสียได้ยาก

อภิมหากาพย์CCTV ที่3จังหวัดชายแดนใต้

ที่มา Thai E-News


กำไรเห็นๆ ไม่น้อยกว่า 300 ล้านถ้าบอกเลิกสัญญา ในทีสุด ฯพณฯ ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ท่านก็จัดการเลิกสัญญากับทางบริษัทฯ DRCอย่างเงืยบๆ ในปี 2552-2553 ไม่มีใครทราบว่า ผลประโยชน์ก้อนโตไปตกอยู่กับใคร ? แล้วเรื่องก็เงียบหายไป ...

โดย ซามอ....ซามอ

ภายหลังการรัฐประหการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ปี 2549 โดยกล่าวหาว่ามีการทุจริตมโหฬาร...?..เหตุการณ์ร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้ ประทุขึ้นอีกครั้งโดยกล่าวอ้างว่า ก็เพราะนโยบายทักษิณ...

ที่ทะลึ่งไปยุบ ศอบต. ?

ปี 2550 สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มีการดำเนินโครงการ กล้องวงจรปิด ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้.......โดย วิธีพิเศษ เพื่อ เป็นเครื่องมือในการป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายของกลุ่มก่อการร้ายใน สามจังหวัดชายแดนใต้........

โดยมีกรมการปกครองของ......กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ

มีแผนงาน ติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 3,596 จุด วงเงินงบประมาณ 969 ล้านบาท
โดยจัดสรรกล้องให้กับ จ.ปัตตานี 990 ตัว, ยะลา 596 ตัว, นราธิวาส 1,028 ตัว, สตูล 32 ตัว และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา 874 ตัว

สำหรับบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับกระทรวงมหาดไทยโดยวิธีพิเศษ และเป็นผู้ดำเนินโครงการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในห้าจังหวัดชายแดนภาค ใต้ คือ บริษัทดิจิตัล รีเสิร์ช แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด หรือ ดีอาร์ซี (DRC) บริษัท ดิจิตอล รีเสิร์ชแอนด์ คอนซัลทิ่ง จำกัด มี นายชาญ กุลถาวรากร เป็นเจ้าของ ทุน 50 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่387/1 ซอยรัชดาภิเษก 14 ถนนรัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

มูลค่าโครงการตามสัญญา จ้างโดยวิธีพิเศษ 969 ล้านบาท กำหนดส่งมอบงานวันที่ 7 พ.ย.2551

แต่ปรากฏว่าการติดตั้งดำเนินการตามสัญญาของบริษัท DRC. เป็นไปอย่างทุลักทุเล เนื่องจาก ความไม่โปร่งใส และการหมกเม็ดกำหนด สเปค ตั้งแต่การออกแบบ กำหนดคุณสมบัติของระบบกล้อง สาย ฯลฯ สรุปว่า ขบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ ไม่โปร่งใส และมีการเบิกเงินล่วงหน้าจาก กระทรวง มหาดไทยไปถึง 145 ล้านบาท

จนถึง ปลายปี 2552 เลยกำหนดส่งมอบไปเกือบปี ประมาณ 300 วัน ปรากฏว่ามีการติดตั้งกล้องไปได้เพียงไม่ถึง 10% โดยทำได้เฉพาะที่ในจังหวัดสงขลา แต่ บริษัทฯ DRCได้เบิกเงินล่วงหน้าไปแล้ว ถึง 145 ล้านบาท หรือ 14.96% และมีภาระค่าปรับหนี้จากการผิดสัญญาที่ส่งมอบล่าช้าอีก ร้อยละ 0.1 ของวงเงินในสัญญา หรือค่าปรับวันละ 969,000.00 บาท รวมภาระค่าปรับ 290.7 ล้านบาท

บริษัท DRC มีคำขอเลิกสัญญากับ ราชการ และถ้าพิจารณาว่าตอนที่บริษัทฯ พยายามขอเลิกสัญญากับกระทรวงมหาดไทยนั้น บริษัทฯมีภาระหนี้สินผูกพันอยู่กับทางราชการการเป็นเงิน เกือบห้าร้อยล้านบาท คือค่าเงินเบิกล่วงหน้า 145 ล้าน และเงินค่าปรับผิดสัญญาอีก กว่าสามร้อยล้าน รวมสองรายการไม่ต่ำกว่าห้าร้อยล้าน

แต่ถ้าเลิกสัญญาก็เสียแค่เงินค้ำประกันสัญญาแค่ 5 % บวกเงินที่เบิกล่วงหน้า อีก 145 ล้าน รวมกันไม่เกินสองร้อยล้าน พร้อมกับการล้างไพ่ เรื่องเหม็นๆต่างๆที่ทำไว้

กำไรเห็นๆ ไม่น้อยกว่า 300 ล้านถ้าบอกเลิกสัญญา

ในทีสุด ฯพณฯ ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ท่านก็จัดการเลิกสัญญากับทางบริษัทฯ DRCอย่างเงืยบๆ ในปี 2552-2553
ไม่มีใครทราบว่า ผลประโยชน์ก่้อนโตไปตกอยู่กับใคร ?

แล้วเรื่องก็เงียบหายไป ...?

สนใจดูข้อมูล เพิ่มได้ที่ http://www.tcijthai.com/investigative-story/842

และที่ http://www.pinonlines.com/?q=node/9541

จากการเจาะข่าวตื้น จากแหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย ได้รับข้อมูลที่ เปิดเผยว่า บริษัทผู้รับจ้างรายใหม่ที่เข้ามาดำเนินโครงการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนบริษัท DRC คือบริษัทในกลุ่มสามารถ แต่ไม่มีการเปิดประมูล กลับใช้วิธีคัดเลือกโดยวิธีพิเศษ ทั้งๆ ที่มูลค่าโครงการสูงถึงราว 1,000 ล้านบาท

ขณะที่ผู้บริหารของบริษัทดังกล่าวนี้มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับแกนนำพรรค ภูมิใจไทยซึ่งมีรัฐมนตรีดูแลกระทรวงมหาดไทยนายชวรัตน์ ชาญวีระกุล และเป็นกลุ่มนายทุนใหญ่ให้พรรค ประชาธิปัตย์........55555

คำถามสุดท้ายก็คือ...แล้วชาติไหนสามจังหวัดภาคใต้จึงจะสงบครับ?

และเรื่องแบบนี้ ปปช,ดีเอสไอ , สตง. ไม่สนใจบ้างหรือไงครับ ?

นี้ก็เป็นขบวนการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้ ในอีกรูปแบบหนึ่งนะครับ ?