WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 28, 2011

เมื่อ "ปัญญาชนรุ่นใหม่" โต้ "บทวิจารณ์นิติราษฎร์" ของ "กิตติศักดิ์ ปรกติ"

ที่มา มติชน



ตอบโต้ "ข้อตอบโต้ของ กิตติศักดิ์ ปรกติ ที่มีต่อข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์"

โดย กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

ผมขอแลกเปลี่ยนในฐานะคนที่ไม่ใช่นักกฏหมาย และไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในสายนี้ รวมถึงเทคนิคการใช้กฏหมายต่างๆ นะครับ


ผมคิดว่าประเด็นที่เป็นปัญหามากๆ ของบทความนี้ของกิตติศักดิ์นั้น ไม่ใช่เรื่องการเชื่อมั่นในความเป็นธรรม และไร้การโดนแทรกแซงของฝ่ายศาล และตุลาการไทย แต่ปัญหาหลักของกิตติศักดิ์ ก็คือ สิ่งที่กิตติศักดิ์ "ใช้" เป็นชื่อบทความของกิตติศักดิ์เองนั่นแหละครับ


ผมคิดว่าความผิดพลาดที่สำคัญที่สุดของกิตติศักดิ์นั้นอยู่ที่การมองว่า ข้อเสนอของทางนิติราษฎร์ เป็นการ "เทียบเคียงคนละเรื่องเดียวกัน" หรือเทียบเคียงแบบผิดฝาผิดตัว


แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว ข้อแย้งของกิตติศักดิ์นั้นต่างหากที่ผิดฝาผิดตัว อย่างกรณีการแต่งงานในแคลิฟอร์เนียที่กิตติศักดิ์เสนอมาแย้งนั้นเอง


แน่นอนว่าผมเห็นด้วยกับกิตติศักดิ์ ว่าศาลสามารถ "ตัดสินขัดกับความต้องการของคนส่วนใหญ่" ได้ หากนั่นเป็นการตัดสินที่ [1] วางอยู่บนระนาบว่า "ความต้องการของคนส่วนใหญ่ มันขัดกับหลักการที่ถูกต้องในทางกฏหมาย" และ [2] (ซึ่งโดยส่วนตัวผมเห็นว่าสำคัญกว่า) คือ "ตัวกฏหมายที่ศาลใช้ในการพิจารณาตัดสินนั้นเอง ต้องเป็นตัวกฏหมายที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตย และได้รับการยอมรับ และรับรองอำนาจจากปวงชนของรัฐนั้นๆ"


ฉะนั้น กรณีของสหรัฐอเมริกาที่กิตติศักดิ์อ้างมานั้น จึงเป็นเรื่องที่ "ถูกต้อง" เพราะตัวกฏหมายนั้น มาด้วยกระบวนการอันเป็นประชาธิปไตย และเป็นที่ยอมรับของประชาชนแห่งรัฐนั้นๆ ฉะนั้นแม้ศาลจะตัดสิน "ขัด" กับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ดำรงอยู่บนหลักการของ "ตัวบทกฏหมาย" ก็ย่อมทำได้ นอกเสียจากในอนาคตกฏหมายนั้น "จะได้รับการประชามติให้เปลี่ยนแปลง" (ซึ่งโดยหลักการก็ไม่ควรมีผลย้อนหลังต่อคำตัดสิน ที่ถูกต้องไปในอดีตแล้ว นอกเสียจากจะมีการระบุในลักษณะจำเพาะเจาะจงเป็นครั้งๆ ไป)

แต่สำหรับกรณีของไทยนั้น "มันเป็นคนละเรื่องกันเลย" ดังที่บอกว่าเป็นปัญหาหลักของกิตติศักดิ์ เพราะ "ประกาศของ คปค." นั้น ไม่ใช่กฏหมายที่ [1] (โดยตัวมันเอง) มีความถูกต้องในฐานะกฏหมายตามระบอบประชาธิปไตย และ [2] เป็นกฏหมายที่ไม่มีที่มา หรือความเกี่ยวพันใดๆ กับระบอบประชาธิปไตยเลย และไม่ใช่กฏหมายที่ได้รับการยอมรับโดยปวงชนชาวไทยอีกด้วย หรือพูดให้ถูกต้องมากขึ้นไปอีกก็คือ ประกาศ คปค. (และรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2549) มีความผูกพัน และเกี่ยวกันอย่างลึกซึ่งที่สุดกับกระบวนการประหารความเป็นประชาธิปไตยที่ น่าอัปยศที่สุดนับแต่มีการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทย นั่นคือผูกพันอย่างลึกซึ้งกับผู้ก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ที่ประหารเสียงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างรุนแรง และมากมายที่สุด)


ฉะนั้น หากจะมีการ "เทียบเคียงที่ผิดฝาผิดตัว" แล้วล่ะก็ ย่อมเป็นการเทียบเคียงของกิตติศักดิ์เอง ที่มองว่า "ประกาศของ คปค. กับรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา" เป็นสิ่งซึ่งเทียบกันได้ ไม่ใช่การเทียบเคียงกฏหมายนาซี กับประกาศของ คปค. ของคณะนิติราษฎร์ (ซึ่ง แม้จะไม่ถึงกับเทียบเคียงได้ 100% แต่ก็ใกล้เคียงกว่าข้อเปรียบเทียบของกิตติศักดิ์มาก นอกเสียจากว่ากิตติศักดิ์จะไม่มองเห็นความสำคัญของอุดมการณ์ และพลังของประชาธิปไตยที่อยู่เหนือ และในตัวกฏหมายในทางใดๆ เลย ก็อาจจะเข้าใจได้บ้าง)

อนึ่ง ผมเชื่อว่าทางคณะนิติราษฎร์เอง ก็เชื่อ และได้กล่าวไปเป็นที่ชัดเจนแล้ว ว่า "หากกระบวนการลบล้างผลของการรัฐประหารจบสิ้นลง" และได้มีการนำคดีต่างๆ มาดำเนินการใหม่ บนฐานของกฏหมายที่เป็นประชาธิปไตย และมีกระบวนการที่มาที่ไปที่ถูกต้องแล้วนั้น ต่อให้ผลการตัดสินที่จะเกิดขึ้นต่อไป "ขัด หรือแย้งกับความต้องการของคนส่วนใหญ่" ก็ต้องยอมรับ และยืนยันให้ผลเป็นไปตามนั้น เช่น หากลบล้างผลของการรัฐประหารแล้ว มีการประกาศใช้กฏหมายที่ "ชอบธรรม และเป็นธรรม" แล้ว ผลการตัดสินปรากฏว่า "ทักษิณ ชินวัตร" ยังคงผิดจริง ก็ต้องให้ผลเป็นเช่นนั้น และหากนั่นขัดกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ ผมก็เชื่อว่าทางคณะนิติ ราษฎร์เองเสียด้วยซ้ำที่จะเป็นผู้นำทางหลักการทางวิชาการ ที่จะอธิบายให้สาธารณชนได้รับฟัง และเข้าใจต่อไป (หากมันเกิดขึ้น)

บทวิพากษ์ ข้อโต้แย้งของนายกิตติศักดิ์ ปรกติ : กรณีข้อเสนอนิติราษฎร์

(ตัดตอนมาจากบทความ "บทวิพากษ์ ข้อโต้แย้งของนายกิตติศักดิ์ ปรกติ และนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ : กรณีข้อเสนอนิติราษฎร์ (สังเขป)")

โดย พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล


จากบทความที่กิตติศักดิ์ เขียนเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก เมื่ออ่านบทความดังกล่าว ผมพบว่า ประเด็นสำคัญ อยู่ที่ กิตติศักดิ์ สับสนระหว่าง ′อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ′ (pouvoir constituant) กับ ′อำนาจนิติบัญญัติ′ (pouvoir législatif) โดยนำมาปะปนกัน ทั้งๆ ที่เป็นคนละเรื่องโดยสภาพของอำนาจ ตาม ′ทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ′ ซึ่งพูดถึงกันน้อยมากในวงวิชาการไทย


′อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ′ (pouvoir constituant dérivé) ไม่ใช่ ′อำนาจนิติบัญญัติ′ เนื่องจาก ′อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ′ เป็นอำนาจที่สถาปนาอำนาจขององค์กรอื่นๆ ภายในรัฐอีกทีถ่ายหนึ่ง (ทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ) หมายความต่อไปว่า


องค์กรผู้ใช้ ′อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบแก้ไขเพิ่มเติม′ ไม่ตกอยู่ในอาณัติหน้าที่ ′ในฐานะองค์กรเดิม′ หรือ ′จากองค์กรอื่นของรัฐ′ อีกต่อไป เพราะ ธรรมชาติของการ ′ใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ′ เกิดจากความว่างเปล่า ซึ่งผู้ทรงอำนาจชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่ม เติม ก็มิใช่ ศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลดังนี้


1. การแก้ไขเพิ่มเติมย่อมเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอยู่แล้วโดยสภาพของภารกิจ


2. ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่ถูกสถาปนาอำนาจขึ้นโดยฐานของรัฐธรรมนูญดั้งเดิม หากศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะกลายเป็น ′องค์กรที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ′ (autorité supra constitutionnelle), ศาลรัฐธรรมนูญจึงทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น


3. ในทางหลักการคงเข้าใจตรงกันนะครับว่า ศาลรัฐธรรมนูญมิได้เป็นองค์กรผู้ผูกขาดอำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญ (มีเขตอำนาจเฉพาะ) คือ ตรวจสอบได้เฉพาะร่างพระราชบัญญัติ และไม่ใช่อำนาจศาลยุติธรรมด้วย เพราะศาลยุติธรรม อาศัยอำนาจสถาปนาขึ้นโดยอำนาจพระราชบัญญัติ ซึ่งมีสถานะต่ำกว่า ′อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ′ ดังนั้น องค์กรชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก็คือ "องค์กรที่ได้รับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบแก้ไขเพิ่มเติม" นั่นเอง (เป็นการกระทำทางการเมือง ในสภาวะว่างเปล่า หรือผูกพันกับอำนาจอื่นใด)


ในท้ายที่สุด กล่าวได้ว่า ′การใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแบบแก้ไขเพิ่มเติม′ (เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ หรือแก้ไขบางมาตรา) ก็คือ อำนาจที่ได้รับผ่านมาจาก "รัฐธรรมนูญดั้งเดิม" นั่นเอง หมายความว่า เป็นภารกิจที่ได้รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญโดยตรง เพื่อการสถาปนารัฐธรรมนูญในทางแก้ไข มิใช่ ภารกิจตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจในลักษณะทั่วไป มิใช่การใช้อำนาจบริหาร หรือนิติบัญญัติ แทรกแซงอำนาจตุลาการแต่อย่างใด


และการพิจารณาว่า การกระทำนั้นใช้อำนาจนิติบัญญัติ หรือ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ มิได้พิจารณาจาก "องค์กรที่ได้รับมอบหมายภารกิจ" (เช่น รัฐสภา หากปฏิบัติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก็มิได้เป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติสำหรับการนั้น) หรือ "บุคคลากรผู้ทรงภารกิจ" (นักการเมือง) แต่พิจารณาจากการกระทำทางเนื้อหา ว่าเป็นการใช้อำนาจตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญในทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือไม่ เป็นหลักเกณฑ์พิจารณา


นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องศาลที่ประกอบด้วย ผู้พิพากษาอาชีพ หรือไม่ หาได้เกี่ยวข้องกับ legitimacy ของคำพิพากษา แต่อย่างใด เพราะขึ้นอยู่กับ "มาตร" ว่าคุณยืนอยู่บนฐานของหลักคิดนิติรัฐแบบเสรีประชาธิปไตย หรือ นิติรัฐแบบนาซี ส่วน legality ต้องพิจารณาสภาพของคดีด้วย เช่น คดีการเมือง : คดีอาญาประธานาธิบดี (คดีอาญาประธานาธิบดี ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2007 เพราะฝรั่งเศสมองว่า ประธานาธิบดี มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูงมาก เนื่องจากผ่านเจตจำนงของปวงชนผู้ทรงอำนาจอธิปไตย) และคดีอาญารัฐมนตรี ที่อยู่ในเขตอำนาจของ High Court of Justice ซึ่งประกอบด้วย ผู้พิพากษาในศาลนี้ (เทียบคือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองของไทยที่เลียนโครงสร้างฝรั่งเศสมา) ประกอบด้วย ส.ส. 6 คน ส.ว. 6 คน ผู้พิพากษาอาชีพ 3 คน (ผู้พิพากษาอาชีพทำหน้าที่เขียนคำพิพากษา และสามารถโหวตมติทีละประเด็นได้เหมือน อีก 12 คน) เพราะสภาพคดีมันเป็นคดีการเมือง เขาจึงให้ผู้มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย มีอำนาจขับออก เป็นต้น จะกล่าวอย่างหยาบๆ เหมาว่า คดีทุกประเภท ผู้พิพากษาอาชีพ มีความชอบธรรม ที่สุด และเถรตรงที่สุด เช่นกิตติศักดิ์ ไม่ได้หรอกครับ แต่สุดท้ายอำนาจตุลาการ ก็อยู่ต่ำกว่า ′อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ′ อยู่ดี


หรือถ้าพิจารณากรณีของไทย ตามตัวอย่างของกิตติศักดิ์ ยิ่งชัดแจ้งเมื่อพิจารณาเนื้อหา ว่า พรป. (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ) บัญญัติให้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง (อม.) ต้องยึดสำนวน ป.ป.ช. เป็นหลัก ซึ่งตอนรัฐประหาร 19 กันยา : บรรดา คตส. ทำหน้าที่แทน ป.ป.ช. ซึ่ง คตส. ถูกแต่งตั้งจากผู้ที่จงรักภักดีต่ออุดมการณ์ลักษณะเดียวกับคณะรัฐประหาร


หากถือตรรกะเดียวกับกิตติศักดิ์ ที่ยกตัวอย่าง ฮิตเลอร์ อ้างความสงบเรียบร้อย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 12 ปี(โดยประมาณ) แต่งตั้งพรรคพวกเข้าเป็นศาล กิตติศักดิ์ มองว่า ย่อมเป็นการเสียกระบวนยุติธรรม กลับมาที่ไทย หากพิจารณาตัวบท การยึดสำนวน ป.ป.ช. เป็นหลัก (พอดีผมศึกษาเรื่องนี้อยู่ จึงอ่านงานวิจัยทางนี้หลายสิบเล่มของ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ พอสมควร ทรรศนะของศาลค่อนข้างชัดว่า) "คตส. หรือ ป.ป.ช." ทำหน้าที่ ศาลไต่สวน , "ส่วนศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง" ทำหน้าที่ ศาลพิพากษา [ตามโครงสร้างของอเมริกา ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ของผู้ร่างฯ] แล้ว การที่ คตส. ไปทำหน้าที่ตามความเข้าใจว่ามีสถานะอย่าง "ศาลไต่สวน" เท่ากับ คตส. ไปเป็นหน่วยหนึ่งของกระบวนการชั้นศาล ใช่หรือไม่ แล้วจะย้อนกลับไปยังตรรกะฮิตเลอร์ของกิตติศักดิ์ ว่าใช้อำนาจแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หรือไม่ ซึ่งจะหมายรวมต่อไปว่า คมช. รัฐประหาร เป็นการใช้อำนาจเผด็จการแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในกระบวนการชั้นศาล ใช่หรือไม่? (หรือ คมช. มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ในมุมมองกิตติศักดิ์ ครับ?)

"สมศักดิ์-พนัส-พุฒิพงศ์" จัดหนัก!!! "คำถาม 15 ข้อ ถึงนิติราษฎร์" ของ "อธิการฯ สมคิด"

ที่มา มติชน


สมศักดิ์



พนัส



สมคิด

มติ ชนออนไลน์รวบรวมความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ "คำถามต่อคณะนิติราษฎร์" ของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล นักศึกษานิติศาสตร์ระดับปริญญาตรี, นายพนัส ทัศนียานนท์ นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และอดีต ส.ว.เลือกตั้ง และนายสมศักด์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์เฟซบุ๊ก

พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

ตัดตอนมาจาก "บทวิพากษ์ ข้อโต้แย้งของนายกิตติศักดิ์ ปรกติ และนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ : กรณีข้อเสนอนิติราษฎร์ (สังเขป)"

1. สมคิด ถามว่า "เราสามารถยกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่ เช่น การยกเลิก รธน. 2549"

คำตอบ คือ ได้ เพราะ รัฐธรรมนูญ 49 ถูกรับรองการก่อผล (ของรัฐธรรมนูญปี 49) ให้ดำรงอยู่โดยชอบด้วยมาตรา 309 ตามรัฐธรรมนูญ 50 หมายความว่า รัฐธรรมนูญ 50 ได้ผนวกเอา "สภาวะทางกฎหมาย" ของรัฐธรรมนูญ 49 เข้าไว้เป็นเนื้อหนึ่งอันเดียวกันกับรัฐธรรมนูญ 50 นั่นเอง ซึ่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ 7841/2553 (คดีที่คุณฉลาด วรฉัตร ฟ้อง คมช.) เพิ่งพิพากษาเมื่อปี 53 (ซึ่งประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 50 แล้ว) ก็ได้อ้าง ผลบังคับของรัฐธรรมนูญ 49 ในฐานะแหล่งอ้างอิงความชอบด้วยกฎหมาย ในปัจจุบัน


2. "ถ้าตำรวจจับคนร้ายที่ทำผิดจริงมาแต่ไม่ได้สอบสวนโดยละเอียด ต่อมาคนร้ายถูกฟ้องศาล มีการโต้แย้งว่ากระบวนการของตำรวจไม่ค่อยถูกต้อง แต่ศาลเห็นว่าไม่เป็นไร ศาลก็พิพากษาไป ตกลงคำพิพากษาของศาลใช้ได้หรือไม่"


ตอบ ดูตอนท้าย ในส่วนที่ผมตอบ กิตติศักดิ์ ปรกติ (คลิกอ่านที่นี่)


3. "ถ้ามีคนเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในช่วง คมช.ไม่ถูกต้อง ก็ให้ดำเนินการใหม่ คนอีกกลุ่มเห็นว่าการตัดสินคดีซุกหุ้น ศาลตัดสินผิดโดยสิ้นเชิง คนกลุ่มหลังจะขอให้ยกเลิกรธน. 2540 ตั้งศาลรธน.ใหม่ แล้วพิพากษาคดีซุกหุ้นใหม่ จะได้หรือไม่"


ตอบ ได้ถ้าคุณใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญตามกระบวนการทางรัฐธรรมนูญ

4."ประชาชนจะลงมติแก้รธน.ที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่"


ตอบ ย้อนไปดูคำตอบในข้อ 1.

5. "รธน.2550 ได้รับการลงประชามติโดยประชาชน ในทางกฎหมายเราจะพูดได้หรือไม่ว่า ประชาชนลงมติโดยไม่ถูกต้อง หรือรธน. 2550 ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของประชาชน?"


ตอบ สมคิด ได้อ่านข้อเสนอนิติราษฎร์หรือไม่ เพราะหากอ่านแถลงการณ์ นิติราษฎร์ไม่เคยปฏิเสธการดำรงอยู่ของ รธน 49 และ 50 และไม่ปฏิเสธความชอบธรรมในระดับหนึ่งของประชามตินั้นด้วย แม้จะไม่เป็นประชามติโดยแท้ (เลือกในสิ่งที่ไม่มีตัวเลือกที่ชัดเจน) , และนิติราษฎร์เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ไปลงประชามติ อีกครั้ง เช่นนี้ สมคิด จะตื่นเต้นอะไรครับ? เนื่องจาก นิติราษฎร์ มุ่งกำจัดสิ่งปฏิกูลของคณะรัฐประหาร และนำตัวพวกเขาเหล่านั้นมาลงโทษก่อกบฎ ทั้งตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุน


6. "คตส. ตั้งโดยคมช. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตั้งโดย คมช. ใช่หรือไม่"


ตอบ ไม่ใช่ แต่ คตส. ซึ่งแต่งตั้งโดยประกาศ คปค. เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนพิจารณาของศาล และนิติราษฎร์กล่าวชัดว่า ศาลฎีกาฯ ตัวองค์กรตั้งมาก่อนแล้ว แต่กระบวนการทางคดี มิชอบ (โปรดดูตอนท้าย ที่ผมตอบ กิตติศักดิ์ เพิ่มเติม - คลิกอ่านที่นี่)

7. "การดำเนินการตามแนวคิดของนิติราษฎร์ ไม่มีผลทางกฎหมายต่อนายกฯทักษิณเลยใช่หรือไม่"


ตอบ การกระทำความผิดหรือไม่ผิด ของทักษิณ ยังคงดำรงอยู่ตามกฎหมายที่บังคับใช้ในขณะที่กระทำ และอายุความก็ยังคงนับไปเรื่อยๆ เสมือนไม่มีการดำเนินคดีเกิดขึ้น หมายความว่า ป.ป.ช. ซึ่งต้องถูกรีเซ็ตองค์กรใหม่ จะฟ้องทักษิณ ก็ยังคงทำได้จนกว่าจะหมดอายุความ ทั้งนี้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะ การลบล้าง คือ ไม่เคยมีการฟ้อง มาก่อน


8. "มาตรา 112 ขัดแย้งกับ รธน .จริงหรือ และขัดกับรธน. 2550 ที่จะถูกยกเลิกใช่หรือไม่"


ตอบ ขัดรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ทุกฉบับครับ สมคิด ควรตอบให้ตรงๆ เลยว่า ความพอสมควรแก่เหตุระหว่างความผิดทางวาจา (มาตรา 112) กับ โทษ เป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งเป็นรากหรือแก่น ของรัฐธรรมนูญในนิติรัฐประชาธิปไตยหรือไม่ นี่คือมาตรชี้ ที่นิติราษฎร์เสนอว่า ขัดรัฐธรรมนูญครับ (ไม่ว่าจะมี รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 หรือไม่ก็ตาม)

9. "ประเทศทั้งหลายในโลกรวมทั้งเยอรมัน เขาไม่คุ้มครองประมุขของประเทศเป็นพิเศษแตกต่างไปจากประชาชนใช่หรือไม่"


ตอบ คุ้มครองครับว่า จะจับกุมคุมขังมิได้ เป็นเอกสิทธิ์ประมุขแห่งรัฐ เช่น ประมุขรัฐหนึ่ง เอาปืนยิงคน เช่นนี้จับกุมไม่ได้ ต้องถอดจากตำแหน่งเสียก่อน (เช่นการประหาร พระเจ้าหลุยส์ ตอนปฏิวัติฝรั่งเศส) แต่ freedom of expression เป็นคนละเรื่องกับ immunity of head of state ใน sense แบบนิติรัฐเสรีประชาธิปไตย นะครับ


10. "ถ้ามีคนไปโต้แย้งนิติราษฎร์ในที่สาธารณะเขาจะไม่ถูกขว้างปาและโห่ฮาเหมือนกับหมอตุลย์ใช่หรือไม่"


ตอบ ผมไม่ใช่หมอดู หมอเดา หรือสุนัขรับใช้รัฐประหาร ที่จะตอบคำถามแบบนี้นะครับ

11. "ถ้าเรายกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้ เราจะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด สุจินดา ถนอม ประภาส สฤษดิ์ จอมพล ป. อ.ปรีดี หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อนายกฯทักษิณ"


ตอบ นิติราษฎร์ เสนอว่า ให้ยกเลิกบรรดา "รัฐประหารที่ล้มล้างรัฐธรรมนูญ" ถ้ากรณีใดเข้าข่าย ต้องเอาผิดทั้งสิ้น, แต่บางกรณีบังคับการไม่ได้โดยสภาพ เช่น นำ ผิน ชุณหะวัณ มาประหารชีวิตตอนนี้ ซึ่งเขาตายไปแล้ว ผลคือ คดีอาญาระงับ ไงครับผม, สำหรับกฎหมาย เราให้ล้างหมด แล้ว valid ทีหลัง (ในทางสัญลักษณ์)


12. "ความเห็นของนักกฎหมายที่เห็นไม่ตรงกับนิติราษฎร์แต่ดีกว่านิติราษฎร์ รัฐบาลนี้จะรับไปใช่หรือไม่"


ตอบ ไปถามรัฐบาลนะครับ อย่าคิดเอาเองแบบพวกนักรัฐประหาร นะครับ

13. "ศาลรธน. ช่วยนายกฯทักษิณคดีซุกหุ้นถือว่าใช้ได้ แต่ไม่ช่วยคดียึดทรัพย์ถือว่าใช้ไม่ได้ เป็นตุลาการภิวัตน์ใช่หรือไม่"


ตอบ ผมไม่สนว่าใครช่วยใคร แต่ทุกคนจะถูกดำเนินคดีต่อเมื่ออยู่ในระบบกฎหมายที่ปกติ ไม่ถูกก่อตั้งสถานะและอำนาจโดยการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ (ซึ่งสถานะและอำนาจดังกล่าว เป็นบ่อเกิดของตุลาการภิวัตน์) ถามว่า กรณีซุกหุ้น ศาลพิพากษาโดยผ่านกระบวนการ รัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ หรือไม่? ตอบคือ ไม่ ศาลพิพากษาในระบบกฎหมายปกติ และไม่ล้มสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เช่น การล้มผลการเลือกตั้ง โดยขัดหลักความพอสมควรแก่เหตุ เป็นต้น

14. "บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรธน. 2550 แย่กว่า รธน. 2540, 2475 ที่นิติราษฎร์จะนำมาใช้ใช่หรือไม่"


ตอบ สมคิด ครับ รัฐธรรมนูญ เกิดทีหลัง ประชาชน ซึ่งมีสิทธิเสรีภาพมาก่อนแล้ว ; ฉะนั้น แม้จะไม่มีหมวดสิทธิเสรีภาพ ถามว่า ประชาชน จะไม่มีสิทธิเสรีภาพหรือ? คำตอบคือ ไม่ เขายังมีบริบูรณ์ทุกประการ ; สังเกต จากรัฐธรรมนูญ ที่เขียนเรื่องสิทธิเสรีภาพ ของอเมริกา นะ เขียนเชิง negative ตลอดเลย คุณไม่ต้องไปเขียน เพราะยิ่งเขียน มันยิ่งแสดงอำนาจรัฐในการควบคุมสิทธิเสรีภาพเข้าไปเรื่อยๆ ล่ะครับ

15. "คมช. เลว ส.ส.ร.ที่มาจาก คมช.ก็เลว รธน.2550 ที่มาจาก ส.ส.ร.ก็เลว แต่รัฐบาลที่มาจาก รธน. เลว เป็นรัฐบาลดีใช่หรือไม่"


ตอบ รัฐบาล ไม่ได้มาจากรัฐธรรมนูญ นะครับ รัฐบาลคลอดมาจาก เจตจำนงของประชาชน , รัฐธรรมนูญ เป็นเพียงฐานรับรองที่มาของรัฐบาล (ว่าให้มาจากการเลือกตั้ง แบ่งเขตอย่างไร) เป็นเพียง "วิธีการ" ซึ่งจะเลวหรือไม่ ต้องถามประชาชน หรือถ้าตอบว่า เลว แล้วถามต่อไปว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เลวหรือไม่ ในเมื่อคลอดรัฐธรรมนูญ (อย่างน้อยในการยกร่างฯ) มาจาก ผู้ร่างฯ ตรรกะเดียวกัน


16. "ส.ส.ร.ที่มาจากรัฐบาลชุดนี้และที่ อ.วรเจตน์จะเข้าร่วม ก็เป็น ส.ส.ร.ที่ดีใช่หรือไม่”


ตอบ ผมยังไม่เคยได้ยินว่า วรเจตน์ บอกว่า เข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม ทราบเพียงว่า ถ้าเข้าแล้วทำได้ตามประกาศนิติราษฎร์ ก็จะไป ซึ่งจะเป็นส.ส.ร. ที่ดีหรือไม่ ผมตอบคุณสมคิด ไม่ได้หรอก แต่ถ้าถามว่า ส.ส.ร. ชุดที่มาจาก กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสถาบันการเมืองซึ่งมีที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการ มีความชอบธรรม (legitimacy) หรือไม่ ตอบว่า ส.ส.ร. ซึ่งมีที่มาดังกล่าว ย่อมมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ครับ


พนัส ทัศนียานนท์

ตอบอธิการบดี มธ. เรื่องนิติราษฎร์


ขอตอบคำถามของอธิการบดี ดังต่อไปนี้


1. เราสามารถยกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่ เช่น การยกเลิก รธน.2549

ตอบ นิติราษฎร์ไม่ได้เสนอให้ยกเลิกรธน. 2549 แต่ให้ถือว่าการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ทำรัฐประหารตามมาตรา 37 ไม่เกิดผลตามกฎหมาย


2. ถ้าตำรวจจับคนร้ายที่ทำผิดจริงมา แต่ไม่ได้สอบสวนโดยละเอียด ต่อมาคนร้ายถูกฟ้องศาล มีการโต้แย้งว่ากระบวนการของตำรวจไม่ถูกต้อง แต่ศาลเห็นว่าไม่เป็นไร ศาลก็พิพากษาไป ตกลงคำพิพากษาของศาลใช้ได้หรือไม่

ตอบ ตามป.วิอาญา การสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีผลทำให้การฟ้องคดีของอัยการไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย ซึ่งโดยหลักการพิจารณาคดีก็ต้องถือว่าไม่ชอบทั้งหมด แต่ศาลไทยบอกไม่เป็นไร หากพิจารณาว่าจำเลยกระทำผิดจริง ก็ลงโทษจำเลยได้ ซึ่งก็เหมือนกับการยอมรับว่าการรัฐประหาร (การกระทำความผิดฐานกบฎ) เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหากทำสำเร็จนั้นเอง


3. ถ้ามีคนเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในช่วง คมช.ไม่ถูกต้อง ก็ให้ดำเนินการใหม่ คนอีกกลุ่มเห็นว่าการตัดสินคดีซุกหุ้น ศาลตัดสินผิดโดยสิ้นเชิง คนกลุ่มหลังจะขอให้ยกเลิก รธน.2540 ตั้งศาล รธน.ใหม่ แล้วพิพากษาคดีซุกหุ้นใหม่ จะได้หรือไม่

ตอบ ศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดีซุกหุ้นของทักษิณ เกิดจากรธน. 2540 ที่มิได้มีที่มาจาการรัฐประหารเหมือน รธน.2550 หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าศาลตัดสินผิดก็น่าจะมีการออกกฎหมายมาให้รื้อฟื้น คดีใหม่ได้ โดยไม่ต้องยกเลิกรธน. 2540 ซึ่งมิได้เกิดขึ้นจากการกระทำผิดกฎหมายฐานกบฎ (การทำรัฐประหาร)


4. ประชาชนจะลงมติแก้ รธน.ที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้หรือไม่

ตอบ เป็นคำถามประเด็น เดียวกันกับคำถามที่ 1 คำตอบก็คือไม่ใช่การแก้รัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่เป็นการยกเลิกเพิกถอนผลของการกระทำที่เกิดจากรัฐธรรมนูญที่เป็นผลพวงของ การรัฐประหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


5. รธน.2550 ได้รับการลงประชามติโดยประชาชน ในทางกฎหมายเราจะพูดได้หรือไม่ว่า ประชาชนลงมติโดยไม่ถูกต้อง หรือ รธน.2550 ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของประชาชน?

ตอบ พูดได้ เพราะมีการหลอกลวงขู่เข็ญบังคับให้ประชาชนลงมติ จึงเป็นการลงประชามติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


6. คตส.ตั้งโดย คมช. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตั้งโดย คมช.ใช่หรือไม่

ตอบ คตส.ตั้งโดย คมช.แน่นอน ส่วนศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองก็เกิดจากรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่ง คมช.เป็นผู้ให้กำเนิดเช่นกัน ดังนั้น เมื่อการกระทำรัฐประหารของคมช.เป็นการกระทำที่ละเมิดบทบัญญัติมาตรา 63 แห่งรธน. 2540 และเป็นความผิดฐานกบฎตามป.อาญามาตรา 113 ทั้งคตส.และศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองจึงเป็นองค์กรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยกันทั้งคู่


7. การดำเนินการตามแนวคิดของนิติราษฎร์ ไม่มีผลทางกฎหมายต่อนายกทักษิณเลยใช่หรือไม่

ตอบ ตามที่นิติราษฎร์แถลง มีผลโดยตรงแน่นอน คือต้องพิจารณาคดีใหม่โดยกระบวนการยุติธรรม ที่ชอบด้วยหลักนิติธรรม ถ้ากระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหาก็ต้องถูกลงโทษ


8. มาตรา 112 ขัดแย้งกับ รธน.จริงหรือ และขัดกับ รธน.2550 ที่จะถูกยกเลิกใช่หรือไม่

ตอบ ป.อาญา ม.112 เท่าที่มีการตีความและใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีผลขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแน่ นอน เพราะเป็นการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนซึ้งเป็นสิทธิขั้น มูลฐานตามรธน.ของประชาชนโดยสิ้นเชิง แต่อาจไม่ขัดแย้งกับรธน.2550 เพราะเจตนารมณ์ของผู้ร่าง (ส.ส.ร. 2550) ไม่ถือว่าขัดแย้งอยู่แล้ว


9. ประเทศทั้งหลายในโลกรวมทั้งเยอรมัน เขาไม่คุ้มครองประมุขของประเทศเป็นพิเศษแตกต่างไปจากประชาชนใช่หรือไม่

ตอบ ทุกประเทศมีกฎหมายคุ้มครองประมุขของประเทศ แต่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างเช่นเยอรมัน อังกฤษ อเมริกา เขาถือว่าเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามหลักนิติธรรม ประมุขของประเทศจึงอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ หากมีการกระทำใดๆ ที่มีผลต่อการเมืองการปกครองของประเทศไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม


10. ถ้ามีคนไปโต้แย้งนิติราษฎร์ในที่สาธารณะ เขาจะไม่ถูกขว้างปาและโห่ฮาเหมือนกับหมอตุลย์ใช่หรือไม่

ตอบ หากท่านคิดจะไปโต้แย้งกับนิติราษฎร์ ท่านอธิการก็จัดเวทีที่ธรรมศาสตร์สิครับ ผมเชื่อว่าไม่มีใครกล้าโห่ฮาท่านแน่นอน


11. ถ้าเรายกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้ เราจะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด สุจินดา ถนอม ประภาส สฤษดิ์ จอมพล ป. อ.ปรีดี หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อนายกฯทักษิณ

ตอบ การประกาศให้ผลของการรัฐประหาร ไม่เป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำผิดฐานกบฏ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้ประชาชนลงประชามติตามที่นิติราษฎร์เสนอ เป็นการยกเลิกการนิรโทษกรรมที่กำหนดไว้ใน รธน. 2550 ไม่ใช่ยกเลิกกฎหมายที่ยกเลิกไปแล้ว ส่วนที่ถามว่าทำไมไม่ยกเลิกผลของการกระทำรัฐประหารของสุจินดา ถนอม สฤษดิ์ จอมพล ป. ปรีดี แล้วเอาตัวคนเหล่านี้มาลงโทษฐานกบฏด้วย เห็นด้วยว่าสมควรทำในสิ่งที่ยังพอกระทำได้ เช่นการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลร้ายจากการกระทำรัฐประหาร เหล่านั้น (โดยเฉพาะผู้ที่ถูกลงโทษโดยไม่ผ่านการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรม) แต่การนำตัวผู้กระทำรัฐประหารมาลงโทษคงกระทำไม่ได้แล้วเพราะผู้กระทำผิดส่วน ใหญ่ตายไปแล้ว ที่ยังเหลืออยู่คดีก็ขาดอายุความหมดแล้ว


12. ความเห็นของนักกฎหมายที่เห็นไม่ตรงกับนิติราษฎร์แต่ดีกว่านิติราษฎร์ รัฐบาลนี้จะรับไปใช่หรือไม่

ตอบ ช่วยเสนอให้หน่อยว่าความเห็นของท่านที่ดีกว่าของนิติราษฎร์ คือ อย่างไร ถ้าดีกว่าจริงจะขอสนับสนุนเต็มที่เลย ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายด้วยกัน


13. ศาล รธน.ช่วยนายกฯทักษิณคดีซุกหุ้นถือว่าใช้ได้ แต่ไม่ช่วยคดียึดทรัพย์ถือว่าใช้ไม่ได้ เป็นตุลาการภิวัตน์ใช่หรือไม่

ตอบ ตุลาการภิวัตน์ คือตุลาการที่ยอมตนเป็นเครื่องมือและอาวุธให้แก่ผู้มีอำนาจกลุ่มใดกลุ่ม หนึ่งได้ใช้เพื่อประหัตประหารและทำลายล้างศัตรูของตน ตุลาการศาลทั้งในคดีซุกหุ้นและคดียึดทรัพย์ทักษิณ จึงเป็นตุลาการภิวัฒน์ด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าในคดีซุกหุ้นตุลาการภิวัตน์เป็นฝ่ายแพ้


14. บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนตาม รธน.2550 แย่กว่า รธน.2540, 2475 ที่นิติราษฎร์จะนำมาใช้ใช่หรือไม่

ตอบ บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพตามรธน.2550 และฉบับอื่นทุกฉบับไม่มีความหมายอะไรเลย ไม่มีฉบับใดดีกว่ากัน เพราะตราบใดที่ตุลาการไทยยังยอมรับว่ารัฏฐาธิปัตย์คือผู้ที่ได้อำนาจอธิปไตย มาโดยรถถังและปืนและอำนาจอธิปไตยไม่ใช่อำนาจของประชาชน


15. คมช.เลว ส.ส.ร.ที่มาจาก คมช.ก็เลว รธน.2550 ที่มาจาก ส.ส.ร.ก็เลว แต่รัฐบาลที่มาจาก รธน.เลว เป็นรัฐบาลดีใช่หรือไม่ ส.ส.ร.ที่มาจากรัฐบาลชุดนี้ และที่ อ.วรเจตน์จะเข้าร่วม ก็เป็นส.ส.ร.ที่ดีใช่หรือไม่

ตอบ ไม่ใช่เรื่องใครดี ใครเลว แต่เป็นเรื่องของหลักการในทางนิติศาสตร์ ที่จะต้องมีการยืนยันว่าระหว่างอำนาจรัฐกับเสรีภาพของประชาชนและระหว่าง ระบอบเผด็จการกับระบอบประชาธิปไตย นักกฎหมายควรจะยืนอยู่ข้างใดมากกว่า

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

"สมคิด เลิศไพฑูรย์ กับ ความเป็นมาของ สิทธิ มิแรนด้า"


ขอเรื่อง สมคิด นิดนะ พอดี มีข้อหนึ่งที่เขาเขียน เดิมผมเตรียมจะพูดในงานนิติราษฎร์ แต่ไม่มีเวลา นี่เสียดายไม่ได้พูดไป จะได้ไม่ต้องมาเขียน


"ถ้าตำรวจจับคนร้ายที่ทำผิดจริงมา แต่ไม่ได้สอบสวนโดยละเอียด ต่อมาคนร้ายถูกฟ้องศาล มีการโต้แย้งว่ากระบวนการของตำรวจไม่ค่อยถูกต้อง แต่ศาลเห็นว่าไม่เป็นไร ศาลก็พิพากษาไป ตกลงคำพิพากษาของศาลใช้ได้หรือไม่"


ความจริง การเรียบเรียงคำของสมคิดนี้ไม่รัดกุมเลย (เสียทีที่เป็น...ศาสตราจารย์กฎหมาย) ตอนแรกที่ใช้คำว่า "ไม่ได้สอบสวนโดยละเอียด" นั้น คลุมเครือเกินไป ไม่สอบสวนโดยละเอียด ความจริง ไม่ใช่ปัญหากระบวนการทางกฎหมาย (due process of law) เสียทีเดียว แต่เป็นเรื่องการไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความสามารถ (incompetence) ของพนักงานสอบสวนหรืออัยการ ซึ่งถ้าเช่นนั้น ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ศาลจะบอกว่าเป็นไรหรือไม่เป็นไร และเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับการดีเบตนิติราษฎร์เท่าไร


ถ้าให้ดีสมคิดควรเรียบเรียงคำใหม่ ยกตัวอย่างซึ่งจะเกี่ยวกับกรณีทีกำลังดีเบตนิติราษฎร์อยู่ และเป็นปัญหาสำคัญมากๆ (ที่เดิมผมคิดจะพูด) ในลักษณะนี้ คือ สมมุติว่า


- คนร้ายทำความผิดจริง


[ในตัวอย่างนี้ ผมจะข้ามประเด็นเรื่อง presumed innocent ไปเลย คือ ให้สมมุติกันเลยว่าคนที่โดนดำเนินคดีนี้ ผิดแน่ๆ ใครๆ ก็เห็น ใครๆ ก็รู้ เช่น นาย ก ข่มขืน แล้วฆ่าเด็กหญิงคนหนึ่ง ทุกคนรู้ แบบไม่มีข้อโต้แย้งเลยว่า ทำจริงๆ]


- ในระหว่างการสอบสวน พนักงานตำรวจได้ทำหรือใช้วิธีการที่ไม่ค่อยชอบมาพากลทางกฎหมาย (คือไม่ใช่แค่ "ไม่ละเอียด" เท่านั้น)


- คดีขึ้นศาล และศาลตัดสินว่าผิด


คำถามคือในกรณีแบบนี้ (ซึ่งนี่คือสิ่งที่สมคิดตั้งเป็นคำถามสมมุติข้างต้น) เราควรถือว่า "คำพิพากษาของศาลใช้ได้หรือไม่" (ขอย้ำว่า ให้สมมุติตกลงร่วมกันเลยว่า หมอนั่นที่ถูกตัดสิน "ทำผิดจริง" (คำของสมคิด) แน่ๆ)


คำตอบที่ถูกต้อง และควรจะเป็น ต่อคำถามของสมคิดว่า "คำพิพากษาของศาลใช้ได้หรือไม่" คือ "ไม่" NO ตัวใหญ่ๆ เลย (ในการตั้งคำถามของสมคิดเห็นได้ชัดว่า เขาต้องการจะบอกว่า "ให้ใช้ได้สิ")


นี่เป็นเรื่องที่คนไทยจำนวนมาก หรืออาจจะส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ไม่เข้าใจ คือประเด็นเรื่องความสำคัญของ "วิธีการ" ในการดำเนินการเอาผิดคน


ในประเทศอารยะ ที่มีระบบบกฎหมายเข้มงวดนั้น ควรถือว่า "วิธีการ" สำคัญมากๆ สำคัญยิ่งกว่าตัวคำตัดสินเสียอีก


ทำไม?


ก็เพราะว่า ถ้าเรายอมรับ "วิธีการ" หรือ "กระบวนการ" ที่ไม่ชอบมาพากล ที่ผิดหลักการแล้ว ต่อให้ในเฉพาะกรณีที่พูดถึง คนที่ถูกตัดสิน "ทำผิดจริง"


ก็จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่คนอื่นๆ ที่บริสุทธิ์ ที่อาจจะต้องมาผ่าน "กระบวนการ" แบบนี้สักวันหนึ่ง ทั้งยังเป็นการละเมิดสิทธิของคนที่ "ทำผิดจริง" นั้นด้วย (คนทำผิดจริง ก็มีสิทธิบางอย่างที่ละเมิดไม่ได้ เช่นเดียวกับคนทั่วไป - นี่เป็นประเด็นที่ "สังคมไทย" ไม่เข้าใจเช่นกัน การละเมิดสิทธิของ "คนทำผิดจริง" ก็จะเป็นผลเสียต่อบรรทัดฐาน ที่จะต้องใช้ปฏิบัติต่อคนที่ไม่ทำผิดด้วย)


อย่างที่ผมบอกว่า นี่เป็นประเด็นสำคัญ ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจ เรียกว่า เป็น "วัฒนธรรม" ทางกฎหมายหรือทางสังคมอย่างหนึ่งก็ได้


ที่น่าเศร้าคือ ประเด็นนี้ แม้แต่คนที่ "มีการศึกษา" จบเมืองนอกเมืองนา ก็ไม่เข้าใจ หรือไม่ยอมให้ความสำคัญ


.....


แต่ยิ่งกว่าน่าเศร้า (น่ากลัว น่าห่วงด้วย) คือ คนระดับศาสตราจารย์ทางกฎหมาย อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ที่สำคัญที่สุดในเมืองไทย (นิติ มธ.) ก็ยังไม่เข้าใจ ยังอุตส่าห์ ตั้งเป็นคำถามและตอบในลักษณะเดียวกันด้วย


ให้ผมเล่ากรณีสำคัญทางประวัติศาสตร์มากๆ ในสหรัฐ ที่รู้จักกันในนาม "สิทธิ มิแรนด้า" (Miranda right)


ใครที่ชอบดูหนังฮอลลิวู้ด เกี่ยวกับตำรวจหรือศาล (cop show, legal drama) จะต้องเคยเห็นว่า ในระหว่างการจับผู้ต้องหานั้น ตำรวจจะต้อง "อ่าน" คือบอกคนถูกจับ ทำนองนี้


"คุณมีสิทธิที่จะเงียบ อะไรที่คุณพูดขึ้นมาต่อจากนี้ สามารถใช้เล่นงานคุณในศาลได้ คุณมีสิทธิที่จะมีทนาย ถ้าคุณไม่สามารถหาทนายได้ เราจะจัดหาทนายให้..."


เรื่องนี้มีความเป็นมา ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นทักษิณ และข้อเสนอนิติราษฎร์ ระหว่างอ่าน ผมขอแนะนำให้ผู้อ่าน ลองนึกในใจ เรื่องคดีทักษิณ (ที่ดินรัชดา, ยึดทรัพย์) และข้อเสนอนิติราษฎร์ (โมฆะคำตัดสิน แต่ให้ฟ้องใหม่ได้) แล้วก็คำถามสมมุติของสมคิดข้างต้น ตามไปด้วย


ในทศวรรษ 1960 นายโกเมซ มิแรนด้า ได้ทำการลักพาตัวหญิงสาวอายุ 18 ปีคนหนึ่ง แล้วข่มขืนเธอ (นี่คือ "ทำผิดจริง" ตามคำสมคิด และเป็นการผิดที่แรงมากๆด้วย)


ในระหว่างการสอบสวน 2 ชั่วโมงของตำรวจ มิแรนด้า ไม่ได้รับการบอกเรื่อง "สิทธิในการเงียบ" และ "สิทธิในการมีทนาย"


หลังจาก 2 ชั่วโมงของการสอบสวนของตำรวจผ่านไป มิแรนด้า ได้ลงนามในคำรับสารภาพ ว่าลักพาและข่มขืนจริง


ในเอกสารคำรับสารภาพที่ มิแรนด้า ลงนามไปนั้น ความจริง มีตัวอักษรพิมพ์กำกับอยู่ด้วยว่า "ข้าพเจ้าขอสาบานว่า ข้าพเจ้าลงนามเอกสารสารภาพนี้ ด้วยความสมัครใจ โดยไม่ได้ถูกข่มขู่ หรือบังคับ ... และด้วยความตระหนักเต็มที่ถึงสิทธิทางกฎหมายของข้าพเจ้า..."


ปรากฏว่า เมื่อคดีนี้ขึ้นสู่ศาลที่อริโซน่า ทนายความของนายมิแรนด้า (เป็นทนายที่ศาลตั้งให้) ได้ยื่นต่อศาลว่า คำสารภาพที่ลงนามไปนั้น ใช้ไม่ได้ เพราะระหว่างการสอบสวน ตำรวจไม่เคยบอก มิแรนด้า ว่า เขามีสิทธิจะเงียบ และมีสิทธิจะมีทนายความปรึกษาด้วยระหว่างการให้การกับตำรวจ


ศาลชั้นต้นอริโซน่า ไม่ยอมรับข้ออ้างนี้ (โปรดนึกถึงตัวอย่างของสมคิดในใจ) แล้วตัดสินว่า มิแรนด้า ผิดจริง จากหลักฐานคำให้การรับสารภาพที่ลงนามนี้ ให้จำคุก 20-30 ปี (รวมแล้วหลายๆ สิบปี เพราะหลายกระทง ศาลให้นับต่อกัน สมมุติ กระทงหนึ่ง 20 อีกกระทงหนึ่ง 30 ก็คือต้องติดคุก 50 ปี)


ฝ่ายจำเลย ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงของอริโซน่า ศาลสูงอริโซน่ายืนตามศาลชั้นต้น


(นึกถึงตัวอย่างสมคิด นี่เป็นสิ่งที่เขาสนับสนุน มองในแง่คนไทยทั่วไป ก็คงรู้สึกว่า การตัดสินเช่นนี้ เป็นเรื่อง "ดีแล้ว" เพราะ มิแรนด้า "ทำผิดจริงๆ" มิหนำซ้ำ ยังลงนามในเอกสารคำรับสารภาพด้วยซ้ำ)


แต่ปรากฏว่า เรื่องนี้ จำเลยได้ยื่นให้ ศาลสูงสุดของสหรัฐ (Supreme Court) พิจารณา ....


ในการตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ ศาลสูงสุดของสหรัฐ ได้ลงมติ ยกเลิกคำตัดสินของศาลอริโซน่า (โมฆะคำตัดสินนั้น) เพราะถือว่า ตำรวจได้ทำผิด ไม่บอกให้มิแรนด้า รู้อย่างชัดเจนก่อนว่า เขามีสิทธิจะเงียบ และมีสิทธิจะมีทนายอยู่ด้วย ระหว่างให้การ เป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ (ข้อแก้ไขที่ 5 และ 6)


ผลคือ คำตัดสินจำคุกหลายสิบปีของมิแรนด้า ถูกยกเลิกไป


มิแรนด้า ถูกดำเนินคดีใหม่ ขึ้นศาลใหม่ และฝ่ายอัยการ ต้องใช้หลักฐานอื่น ไม่สามารถใช้หลักฐานเอกสารคำสารภาพของมิแรนด้า แต่ในที่สุด มิแรนด้า ก็ถูกตัดสินว่าผิดจริง (โทษตามเดิม แต่ในที่สุด ได้รับการปล่อยตัวก่อน หลังจากนั้นไม่นาน ไปมีเรื่องกับคนอื่น แล้วถูกแทงตาย)


นี่คือ ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากๆ ที่เป็น "เบื้องหลัง" ของสิ่งที่เรามาได้เห็นกันในหนังฮอลลิวู้ด ที่ตำรวจต้องอ่าน "สิทธิ มิแรนด้า" ให้คนที่ถูกจับก่อนเสมอ และต้องถามเจ้าตัวก่อนว่า "เข้าใจที่บอกนี้ไหม" และถ้าคนถูกจับ เรียกร้องขอมีทนาย จะต้องหาทนายให้ ทำการสอบสวนต่อไม่ได้ ฯลฯ (ผมเล่าแบบคร่าวๆ จริงๆมีรายละเอียดน่าสนใจกว่านี้)


.............................


ประเด็นที่อยากจะย้ำคือ วิธีการ หรือ "กระบวน" ที่ถูกต้อง (due process) เป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำคัญยิ่งกว่า เรื่องที่ว่า "คนทำผิดจริง" (คำของสมคิด และนึกถึงตัวอย่างที่เขายกมา) สำคัญกว่าตัว "เนื้อหา" ของคดี หรือคำตัดสินด้วยซ้ำ


เพราะเรื่อง due process นี่เป็นเรื่องที่จะต้องใช้กับทุกคน ไม่ว่าใครทั้งนั้น ต่อไปอีกในอนาคต รวมทั้งคนที่บริสุทธิ์ ที่จะต้องมีโอกาสเจอด้วย


นี่เป็นเรื่องของ "บรรทัดฐาน" ของสังคมโดยรวมว่า เราต้องการสังคมแบบไหน


แบบที่ไม่คำนึงถึง "วิธีการ" หรือ "กระบวนการ" อะไร ขอแต่ให้ ในเมื่อ "หมอนั่นผิดจริง" ก็ไม่ต้องสนใจว่า ในการนำเขามาขึ้นศาล และมีคำตัดสินนั้น มี วิธีการ ที่ "หละหลวม" หรือ ไม่ชอบมาพากลอย่างไร


หรือ เราต้องการสังคมที่เคารพในสิทธิของทุกคน แม้แต่คนที่เรามั่นใจเต็มที่ว่า "ผิดจริง" (ขอให้นึกถึงกรณี มิแรนด้า ว่า เขาทำผิดร้ายแรงขนาดไหน) สังคมที่สร้างบรรทัดฐาน หรือ กระบวนการที่ถูกต้อง ในการได้มาซึ่งคำตัดสิน เพราะกระบวนการที่ถูกต้องนั้น จะใช้บังคับกับคนอื่นๆ ทุกคนด้วย


.....

"อชิรวิทย์"ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ เผย 1 ต.ค.นี้ "เพรียวพันธ์"ขึ้น ผบ.ตร.แน่

ที่มา มติชน

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ในฐานะคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวเมื่อ วันที่ 28 กันยายน ว่าการแต่งตั้งโยกย้าย นายตำรวจระดับ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จนถึงระดับรองผู้บังคับการตำรวจ วาระประจำปี 2554 ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการ ก.ตร. ในวันนี้และที่ประชุมจำเป็นต้องเสนอ ให้มีการขยายระยะเวลาการแต่งตั้งโยกย้ายออกไป จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 นี้


พล.ต.อ.อชิรวิทย์กล่าวยืนยันว่า ภายในวันที่ 31 ตุลาคม การแต่งตั้งนายพลตำรวจ จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยในส่วนของนายตำรวจยศ พล.ต.ท.นั้น จะแล้วเสร็จไม่เกินวันที่ 15 ตุลาคม และ พล.ต.ต. จะแล้วแสร็จก่อน 31 ตุลาคม 54 ส่วนที่ผ่านมา แม้ว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. จะมีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย แต่ก็มีอำนาจไม่เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ จึงเกรงว่าหากดำเนินการแต่งตั้งจะติดขัดในข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะไม่มีตำแหน่งรักษาราชการแทน ผบ.ตร. แน่นอน โดย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์จะได้นั่งตำแหน่ง ผบ.ตร.อย่างแท้จริง


พล.ต.อ.อชิรวิทย์ยังกล่าวด้วยว่า การขยายระยะเวลาแต่งตั้งโยกย้ายออกไป ไม่ใช่เป็นการเปิดทางให้มีการวิ่งเต้นหรือเปิดให้มีการต่อรองตำแหน่งเกิด ขึ้น แต่ขอให้รอดูความชัดเจนในเร็วๆ นี้ ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ลาพักร้อนยาว ก็ไม่แปลกอะไร และสามารถลาได้ ซึ่งทราบว่าตอนนี้ยังอยู่ที่ประเทศฮ่องกง

ธาตุแท้!?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



อ่านคำแถลงการณ์ชุดที่ 2 ของคณะนิติราษฎร์ที่ชี้แจงถึงเหตุผลการลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยา 49 แล้ว

ทำให้เข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริง

เพราะ หลังมีการออกแถลงการณ์ครั้งแรก กลับถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งโจมตีและกล่าวหาว่ามีเจตนา"ล้างผิด"ให้ทักษิณ ชินวัตร

ความจริงคณะนิติราษฎร์เคยเชิญนายอภิสิทธิ์ร่วมถกถึงรายละเอียด แต่ไม่ได้รับการตอบรับ

จึงต้องแถลงชี้แจงให้กระจ่าง ป้องกันไม่ให้กลุ่มการเมืองนำไปบิดเบือนอีก !?

หลักใหญ่ใจความก็ยืนยันว่าการลบล้างผลพวงรัฐประหารไม่ใช่การล้างมลทินให้ทักษิณ หากจะดำเนินคดีกับทักษิณใหม่ก็ทำได้

แต่ต้องเป็นไปตามกระบวนการกฎหมายที่"ปกติ"

เพราะ เห็นว่าคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นำเอาประกาศ"คปค."มาใช้บังคับแก่คดี

จึงถือเป็นผลจากรัฐประหารเช่นกัน !

นอก จากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าการลบล้างผลพวงจากรัฐประหารเคยมีให้เห็นในนานาอารย ประเทศ เช่น การประกาศความเสียเปล่าของคำพิพากษาสมัยนาซีเป็นต้น

ส่วน ที่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่ลบล้างผลพวงการรัฐประหารครั้งอื่นๆ ด้วย ก็เพราะผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายังดำรงอยู่ และเป็นต้นตอของความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้

ถึงแม้ว่าคณะนิติราษฎร์จะชี้แจงทุกข้อข้องใจอย่างกระจ่างแล้ว

ยังไม่วายโดนโจมตีจากนายสกลธี ภัททิยกุล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยืนกรานว่าคณะนิติราษฎร์มีเจตนาช่วยทักษิณ

จ้องลบล้างการรัฐประหาร 19 กันยา ไม่สนใจรัฐประหารครั้งอื่นๆ

นายสกลธียังบอกว่าให้ไปดูว่าก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยา บ้านเมืองถูกคุกคามจากเผด็จการรัฐสภายังไงบ้าง

พูดแบบนี้จะตีความว่านายสกลธีเห็นด้วยกับการรัฐประหารได้หรือไม่ !?

หากอ่านคำชี้แจงของคณะนิติราษฎร์ และฟังข้อกล่าวหาจากนายอภิสิทธิ์และนายสกลธีแล้ว

คนที่มีหัวใจเป็นประชาธิปไตยคงเห็นธาตุแท้ และตัดสินใจได้ไม่ยาก

จะเชื่อนักวิชาการที่ต่อต้านการปฏิวัติมาตลอด

หรือจะเชื่ออดีตนายกฯที่เคยได้รับประโยชน์จากการรัฐประหาร

กับรองโฆษกปชป.ที่เป็นทายาทเลขาฯคมช. !?

สังคมสงฆ์และพุทธศาสนา มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ที่มา ประชาไท

ผมพูดในรายการ “ปอกเปลือกข่าว” (ทางสปริงนิวส์ ศุกร์ที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา) ว่า “ถ้ายกเลิกระบบสมณศักดิ์ได้จะดีที่สุด เพราะระบบสมณศักดิ์เป็นระบบศักดินาพระที่เป็นมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์” แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาทำให้อธิบายเหตุผลไม่ละเอียดพอ จึงอยากนำมาเขียนเพื่อแลกเปลี่ยนถกเถียงกันต่อไป

สังเกตไหมครับ เวลาที่พระหรือนักวิชาการชาวพุทธพูดถึงแนวคิดทางสังคมการเมืองของพุทธศาสนา มักจะยกตัวอย่างว่า พระพุทธเจ้าสร้างสังคมสงฆ์ขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างจาก สังคมระบบชนชั้นแบบกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ของศาสนาพราหมณ์ ระบบสังคมสงฆ์เป็นระบบสังคมในอุดมคติที่มีเสรีภาพ และความเสมอภาค เป็นแบบอย่างของสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย
แต่คำถามคือ ข้ออ้างดังกล่าวจะมีความหมายอะไร ในเมื่อความเป็นจริงคือ สังคมสงฆ์ปัจจุบันมีระบบสมณศักดิ์หรือระบบศักดินาพระอันเป็นมรดกสมบูรณาญา สิทธิราชย์ และโครงสร้างการปกครองของสงฆ์ปัจจุบันก็เป็นโครงสร้างตามกฎหมายเผด็จการคือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่ตราขึ้นในสมัยเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ฉะนั้น ระบบของสังคมสงฆ์ปัจจุบัน จึงเป็นมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์บวกระบบเผด็จการที่เป็นมรดกยุคสฤษดิ์ ซึ่งระบบเช่นนี้ขัดแย้งโดยพื้นฐานกับโครงสร้างสังคมสงฆ์ที่พระพุทธเจ้ากำหนด ขึ้นตามพระธรรมวินัย
โครงสร้างของสังคมสงฆ์ตามพระธรรมวินัยนั้น พระสงฆ์เสมอภาคกันภายใต้พระธรรมวินัย หมายความว่า พระทุกรูปได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามพระธรรมวินัย และเมื่อประพฤติผิดพระธรรมวินัยก็ได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคภายใต้ มาตรฐานเดียวกัน ได้รับพุทธานุอนุญาตให้ครอบครองไตรจีวรและอัฐบริขารเท่าที่จำเป็นเสมอกัน หากได้รับบริจาคส่วนเกิน เช่นรับบริจาคจีวรเกินกว่าที่มีสิทธิ์ครอบครอง ก็ต้องมอบส่วนเกินนั้นให้เป็นของสงฆ์หรือของส่วนรวม ประชาคมสงฆ์สามารถพิจารณาให้สมาชิกของสงฆ์รูปอื่นซึ่งขาดแคลนนำของส่วนรวม นั้นไปใช้ประโยชน์ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ยุติธรรมแก่พระทุกรูปอย่างเท่าเทียม
สังคมสงฆ์แบบพุทธกาลไม่มีฐานันดร (จะว่าไปพระพุทธเจ้าคือผู้สละฐานันดรมาเป็นสามัญชน แต่พระสงฆ์ปัจจุบัน มีพื้นเพมาจากชนชั้นล่าง แต่พยายามไต่เต้าขึ้นไปสู่ความมีฐานันดร) การแสดงความเคารพต่อกันถืออาวุโสทางพรรษา (บวชก่อน-หลัง) แต่การยกย่องให้มีบทบาทสำคัญ เช่น เป็นพระอัครสาวก เป็นเอตทัคคะ (เป็นเลิศ) ในด้านต่างๆ พิจารณาจากความสามารถ ไม่ได้พิจารณาจากลำดับอาวุโส เช่น พระสารีบุตร กับพระโมคคัลลานะ บวชทีหลังพระปัญจวัคคีย์ แต่ได้รับแต่งตั้งเป็นอัครสาวกซ้าย-ขวา ตามความสามารถของท่านทั้งสอง เป็นต้น
แต่โครงสร้างการปกครองสงฆ์ปัจจุบัน การขึ้นสู่ตำแหน่งการปกครองสงฆ์ระดับสูง เช่น เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม หรือเป็นพระสังฆราช ต้องเป็นไปตามลำดับอาวุโสด้านสมณศักดิ์ ทำให้พระหนุ่มๆ ที่มีความรู้ความสามารถไม่มีโอกาสเข้ามาบริหารงานคณะสงฆ์ อีกทั้งโครงสร้างของมหาเถรสมาคมก็เป็นโครงสร้างการบริหารแบบรวบอำนาจ หรือเป็นเผด็จการตาม พ.ร.บ.ที่ออกในยุคสฤษดิ์ดังกล่าวแล้ว นี่ยังไม่รวมถึงการวิ่งเต้นเรื่องสมณศักดิ์ที่มีการ “จ่ายเงินใต้โต๊ะ” ดังที่เป็นข่าว (และไม่เป็นข่าว) ซึ่งนับวันจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดามากขึ้นในวงการสงฆ์ ทำให้เกิดปัญหาว่า พระที่วิ่งเต้นใช้จ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ถูกเสนอชื่อเลื่อนสมณศักดิ์นั้น ถือว่า “ต้องอาบัติปาราชิก” ขาดจากความเป็นพระหรือไม่ หากถือว่าต้องอาบัติปาราชิก ชาวบ้านจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพระที่มีสมณศักดิ์ที่กราบไหว้กันอยู่นั้น ได้สมณศักดิ์นั้นๆ มาด้วยการจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือไม่
ที่จริงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็มีคณะสงฆ์ฝ่ายก้าวหน้าที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิสังขรณ์” พยายามเคลื่อนไหวให้มี พ.ร.บ.ปกครองสงฆ์ที่เป็นประชาธิปไตยให้สอดคล้องกับทางบ้านเมือง มีการเข้าพบ นายปรีดี พนมยงค์ ที่บ้านป้อมเพ็ชร จนในที่สุดทำให้เกิด พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ที่มีโครงสร้างการปกครองสงฆ์แบบประชาธิปไตย คือมีสังฆสภา และสังฆมนตรีคล้ายๆ กับคณะรัฐมนตรีทางบ้านเมือง แต่ต่อมา พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวก็ถูกฉีกทิ้งในยุคสฤษดิ์
ว่ากันว่าเหตุผลที่ต้องฉีก พ.ร.บ.ดังกล่าวทิ้ง เนื่องจากวันหนึ่งจอมพลสฤษดิ์ได้ไปฟัง (บ้างว่าแอบฟังอยู่หน้าประตูห้องประชุม) การประชุมสังฆสภา เห็นบรรยากาศพระถกเถียงกันเหมือนบรรยากาศในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เขาเห็นว่าไม่น่าเลื่อมใส จึงต้องฉีก พ.ร.บ.นั้นทิ้งไป แต่นั่นเป็นวิธีคิดของเผด็จการที่อย่างไรก็รับไม่ได้กับบรรยากาศความเป็น ประชาธิปไตยอยู่แล้ว ที่สำคัญเขาต้องการคุมคณะสงฆ์ให้ได้ เช่น ไม่อยากให้พระสอนธรรมะเรื่อง “สันโดษ” เพราะเห็นว่าขัดกับนโยบายพัฒนาประเทศ พระก็ต้องไม่สอน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การกระทำของสฤษดิ์ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในเมื่อเขาเป็นเผด็จการ เขาก็ต้องทำของเขาแบบนั้นอยู่แล้ว แต่การที่พระสงฆ์และชาวพุทธที่มักอ้างว่า “พระพุทธเจ้าสร้างสังคมสงฆ์ให้เป็นสังคมที่มีเสรีภาพ (วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบกันได้) มีความเสมอภาคเป็นแบบอย่างของความเป็นประชาธิปไตย” กลับยังยึดมั่นระบบสมณศักดิ์อย่างเหนียวแน่น และยอมรับกฎหมายเผด็จการจวบปัจจุบันนี่ต่างหากที่เป็นเรื่องแปลกอย่างไม่อาจ อธิบายได้
จริงๆ แล้ว หากย้อนไปถึงหลักการที่แท้จริงของพุทธศาสนา ไม่ใช่แค่ระบบสมณศักดิ์และ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับเผด็จการเท่านั้น ที่พระสงฆ์และชาวพุทธพึงปฏิเสธ แม้แต่ “คติทศพิธราชธรรม” พระสงฆ์และชาวพุทธก็ควรยืนยันให้ชัดเจนตามหลักการที่แท้จริงของพุทธศาสนา ด้วย
เพราะทศพิธราชธรรม พระพุทธเจ้าตรัสสอนในบริบทของการปฏิเสธระบบชนชั้นแบบกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ท่านยืนยันว่ากษัตริย์ไม่ได้ถูกพระเจ้าสร้างมา หรือให้มีอำนาจแบบเทวสิทธิ์มาปกครองประชาชน แต่กษัตริย์ถูกประชาชนสมมติหรือแต่งตั้งขึ้น และการเป็นกษัตริย์ที่ดีต้องมีทศพิธราชธรรม ซึ่งการมีทศพิธราชธรรมนั้นต้องวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ เพราะหากวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้ จะรู้ได้อย่างไรว่ามีทศพิธราชธรรมอย่างบริบูรณ์ไม่บกพร่องอย่างที่สรรเสริญ กัน (อย่าลืมว่าในแง่ความบริสุทธิ์โปร่งใสตามพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าก็เรียกร้องให้ชาวพุทธตรวจสอบพระองค์ได้ อย่างที่เปรียบเทียบว่า “ทองแท้ไม่กลัวไฟ” หรือ “มือที่ไม่มีบาดแผลจุ่มลงไปในหม้อยาพิษก็ไม่เป็นไร”)
คำถามคือว่า เวลาคณะสงฆ์หรือชาวพุทธพูดถึงความมั่นคงของพุทธศาสนาในบริบทโลกปัจจุบัน คณะสงฆ์หรือชาวพุทธตั้งโจทย์กันอย่างไร? ความมั่นคงของพุทธศาสนาหมายถึงความมั่นคงของระบบสมณศักดิ์ใช่ไหม หมายถึงความมั่นคงของโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ตาม พ.ร.บ.เผด็จการ 2505 ใช่ไหม ความมั่นคงของพุทธศาสนาต้องขึ้นต่อความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ หรือขึ้นต่ออุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์เท่านั้นใช่หรือไม่
หรือว่าความมั่นคงของพุทธศาสนาจำเป็นต้องสร้างสังคมสงฆ์ตามพระธรรม วินัยที่มีเสรีภาพและความเสมอภาคให้เป็นจริง เป็นสังคมสงฆ์ที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐให้มากที่สุด สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในเชิงจริยธรรมได้ เป็นสังคมสงฆ์ที่เป็นของประชาชน มีความสามารถตอบสนองต่อการแก้ทุกข์ของปัจเจกบุคคลและสังคม ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้ดี มีความเป็นประชาธิปไตย พระสงฆ์เปิดกว้างทางความคิด รับฟังและเรียนรู้เท่าเท่าความคิดสมัยใหม่มากขึ้น ชาวบ้านเข้ามาตรวจสอบดูแล อุปถัมภ์ค้ำชูด้วยศรัทธา หากเขาเห็นว่าการมีอยู่ของคณะสงฆ์ และพุทธศาสนาเป็นประโยชน์ต่อสังคม
โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว พุทธศาสนาอยู่มาได้เพราะสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อปัญหาสังคมได้ในระดับที่ สังคมในยุคนั้นๆ ยอมรับ ซึ่งหมายความว่าความมั่นของของพุทธศาสนาอยู่ที่พุทธศาสนาเกิดประโยชน์ต่อ สังคมอย่างสมสมัย ฉะนั้น ความมั่นคงของพุทธศาสนาในปัจจุบันและอนาคตก็จำเป็นต้องตอบโจทย์ด้วยเช่นกัน ว่าพุทธศาสนาจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมปัจจุบันและอนาคตในแง่ไหน อย่างไร
แต่หากยังติดอยู่ใน “กับดัก” ของอุดมการณ์หรือจิตสำนึกแบบพุทธมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทำงานผ่านโครง สร้างสังคมสงฆ์ภายใต้ระบบสมณศักดิ์และ พ.ร.บ.เผด็จการ พ.ศ.2505 ภายใต้กับดักเช่นนี้ รังแต่จะทำให้สถาบันสงฆ์ และบทบาทการชี้นำทางศีลธรรมของพุทธศาสนาโดยรวมอ่อนแอลงเรื่อยๆ!

คุยกับผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต: รัฐประหารครั้งที่แล้วมองศักยภาพอินเตอร์เน็ตต่ำเกินไป

ที่มา ประชาไท

คุยกับอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต ซึ่งเขาเห็นว่า อินเตอร์เน็ตได้กลายสถานะมาสู่ความเป็นสื่อกระแสหลักแล้ว คาดหากรัฐประหารอีกครั้ง ก็คงไม่มีการปิดกั้นอินเตอร์เน็ตอย่างเลวร้ายเพราะไทยยังต้องอยู่ในสังคมโลก



การรัฐประหาร 19 กันยา 2549 มีผลหรือนัยสำคัญยังไงต่อการใช้พื้นที่ออนไลน์
“ผมคิดว่ามันใช้กันอย่างหนักก่อนรัฐประหารแล้ว ดูช่วงไล่ทักษิณ ว่าง่ายๆ เป็นช่วงที่คึกคักมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเมเนเจอร์ออนไลน์ที่เสนอข่าว มีนก๊อปปี้ข่าวจากเว็บไซต์ ตอนนั้นมีประชาไทด้วยที่นำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นเวทีที่สวนลุมพินี ไล่ต่อมาเรื่อยๆ รายการที่ถูกทอด รายการที่ถูกถอดออกจากผังรายการของทักษิณ รายการของเจิมศักดิ์ คลิปของรายการต่างๆ มันเคลื่อนไหวออนไลน์มาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารแล้ว คือช่วงปีสองปีที่ไล่ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นฟอร์เวิร์ดเมล เว็บบอร์ดพันทิพ เมเนเจอร์ ประชาไท เคลื่อนไหวคึกคักอยู่แล้วในช่วงนั้น แต่รัฐประหารมันนำคนใหม่ๆ มาสู่ออนไลน์ เท่าที่ผมสังเกตดูก่อนรัฐประหาร ออนไลน์คึกคักจริง แต่วงก็ยังอยู่จำกัดอยู่ อาจจะเรียกรวมๆ เป็นชนชั้นกลางก็ได้ เป็นพนักงานออฟฟิศ ก่อนกลับบ้านอยู่ในออฟฟิศก็กดดูข่าวเมเนเจอร์หน่อย โพสต์เว็บบอร์ดหน่อย อะไรก็ว่าไป อาจจะปริ้นต์อะไรออกมาอ่านในรถไฟฟ้าก็ว่าไป

“นอกจากเว็บบอร์ด หรือว่าเมเนเจอร์ หรือประชาไท ช่วงนั้นยังมีอีกอันหนึ่งที่คึกคักในช่วงไล่ทักษิณก็คือ บล็อก บล็อกเกอร์ทั้งหลายเกิดขึ้นมากมายในช่วงปี 2004 ถึง 2006 ตอนนั้นมี ไบโอลอว์คอม ที่เป็นนักเรียนไทยในเยอรมันเขียนวิเคราะห์กฎหมาย หรือว่า fringer.org ที่มีการลงบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นชินฯ ว่าเป็นอะไรยังไง ผมคิดว่าจุดเปลี่ยนที่รัฐประหารเปลี่ยนออนไลน์ มันไม่ใช่ว่าคึกคักหรือไม่คึกคัก แต่ว่ามันนำคนใหม่ๆ เข้ามา เราจะเห็นคนที่ในคืนวันนั้นมาจากไหนไม่รู้ มาถ่ายรูปรถถังอัพโหลดขึ้นบล็อก ตอนนั้นมีบล็อก 19 sep. blogspot.com ขึ้นมาวันนั้นเลย แล้วก็กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่ามันนำคนใหม่ๆ มาในโลกออนไลน์มากกว่า แล้วคนใหม่ๆ ที่เข้ามาในออนไลน์จากกระแสออนไลน์ที่มันค่อนข้างไปในทางเดียว คือไม่เอาคอร์รัปชั่น ไม่เอาทักษิณ มีอีกอันหนึ่งเข้ามาในออนไลน์แล้วก็เกิดการปะทะกัน ก่อนหน้านั้นที่เราเห็นว่ามีการควบคุมอะไรกัน มันออกจะเป็นที่รัฐกับประชาชนขัดกัน แต่หลังรัฐประหารที่มันชัดคือว่า มันเริ่มมีประชาชนสองกลุ่มละที่เริ่มขัดกันเองที่มันชัดขึ้น”

ใน แง่ที่ความเห็นของประชาชนเห็นแตกต่างต่างกันแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ พื้นที่ออนไลน์สามารถสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนมากขึ้นไหม หรือว่าจริงๆ เป็นพื้นที่สร้างความแตกแยกมากขึ้น
“แตกแยกมากขึ้นไหม ไม่รู้ แต่คิดว่าออนไลน์มันไปเข้ากันกับลักษณะนิสัย ‘สาวไส้ให้กากิน’ เรื่องการแฉ ตั้งแต่ก่อนมีออนไลน์เราก็ชอบกันอยู่แล้วล่ะ ผมคิดว่าทุกที่ไม่ใช่แค่เมืองไทยหรอก แฉการคอร์รัปชั่น อย่างกรณีทักษิณก็ชัดเจน หลังรัฐประหารก็มีแฉ คมช.ใช้งบนั้นนี้ ช่วงนั้นก็จะมีการนำนายทหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐประหารไปนั่งเป็น บอร์ดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทีโอที การบินไทย รัฐวิสาหกิจ มันก็มีการแฉเรื่องพวกนี้ออกมา ผมคิดว่าออนไลน์มันเอื้อในลักษณะที่ว่า คุณไปดึงข้อมูลต่างๆ ออกมา คุณอาจจะไม่รู้เรื่องพวกนี้มาก่อน คุณไปเสิร์ชดูเจออะไรบางอย่างสนใจ ก็เอาโพสต์ในเว็บบอร์ดมาแบ่งให้เพื่อนดู คือลักษณะการแฉทำได้ง่ายมากขึ้น การส่งข้อมูลตรงนี้เยอะ ถ้าเป็นเมื่อก่อน หนังสือพิมพ์หรือทีวี มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มันไม่สามารถมีลักษณะที่เจาะที่แฉกันขนาดนี้ได้ จากตรงนี้แหละที่นำไปสู่ อย่างสมัยนี้ต้องเรียกว่าดรามาร์ คือคนจะบอกว่าข้อมูลนี้ไม่เชื่อ ไม่จริง ข้อมูลถูกต้องหรือเปล่า มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือไหม คนมันอัดกันเรื่องนี้มากกว่า คุณก็แฉเฉพาะเรื่องที่คุณคิดว่ามันเข้าทางคุณ เรื่องอื่นคุณไม่เห็นพูดเลย จะมีดรามาร์ลักษณะอย่างนี้ คุณเลือกพูดนี่ จะออกไปลักษณะนี้มากกว่า”

“ผมว่า โดยตัวมันเอง ออนไลน์ทำให้แตกแยกอะไรไหม ผมไม่ได้เชื่ออย่างนั้น ผมก็ยังมองในแง่ดีว่ามันก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง เพียงแต่ว่าของตั้งต้นที่มีมาก่อนหน้านั้น ความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง ออนไลน์ช่วยขยายมันมากขึ้นมากกว่า คือมันมีรอยปริอยู่แล้ว ออนไลน์อาจจะเร่งตรงนี้มากขึ้น”

เรา จะพูดอย่างนี้ได้ไหมว่า รัฐประหารเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปะทะสังสรรค์ทางความคิดในโลกออนไลน์ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็เปิดพื้นที่ให้ความเห็นที่แตกต่างหลากหลายทางการเมือง
“พูดได้ ก็ใช้คำว่า ‘ตาสว่าง’ ใช่ไหม แต่ผมคิดว่าเป็นปรากฏการณ์ที่คนมันกระหาย คือก่อนหน้านี้มันอาจจะมีความต้องการอะไรลักษณะนี้อยู่ แต่ว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ได้มีจุดที่จะดึงมาสนใจเรื่องนี้กันมากๆ เถอะ ผมก็ดูคลิปพี่ที่เป็นนักการตลาด แล้วก็มาเป็นนักข่าวไทยฟรีนิวส์ ผมคิดว่ามันมีคนที่สนใจข่าวสารบ้านเมืองอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว ทุกคนก็อ่าข่าวหลายคนก็ติดตามข่าว แต่ไม่ถึงจุดที่ต้องมาทำอะไรมาพูดอะไรของตัวเอง แต่ว่าอย่างที่เราว่ารัฐประหารก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนที่เป็นคนรับรู้ ข่าวสาร ติดตาม อยากจะออกมาพูดอะไรของตัวเองบ้าง เพราะรู้สึกทีเราอ่านมาไม่เหมือนกับที่เราเข้าไปพบเข้าไปเห็น ผมว่าเป็นเรื่องที่ไม่ต้องมาอธิบายอะไรกันแล้ว ผมคิดว่าคนที่ดูคลิปอันนี้อยู่ก็คงเป็นหนึ่งในคนจำนวนมากมายที่เป็นคนรับ สารอยู่ ก็น่าจะเห็นปรากฏการณ์นี้อยู่แล้วในตัว ผมคิดว่าไม่ต้องการคำอธิบายอะไร เป็นเรื่องที่เห็นๆ กันอยู่แล้วว่าอินเตอร์เน็ตออนไลน์มันทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ คนมันเรียกรวมๆ ว่าตาสว่างก็ได้ ไม่ได้พูดถึงประเด็นอะไรเป็นการเจาะจงนะ ผมยืมคำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มันทำให้คนเห็นมากขึ้น พอเห็นแล้วมันก็อดไม่ได้ที่จะพูดอะไรบางอย่าง ที่จะพูดอะไรบางอย่าง อาจจะพุดในห้องลับ ในกรุ๊ปลับ เฟซบุ๊คเดี๋ยวนี้มีกรุ๊ปลับเยอะแยะ หรือในเว็บบอร์ดที่อาจจะรู้กันเฉพาะกลุ่ม หรืออาจในเว็บบอร์ดที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย พอตาสว่าง ปากมันก็อยากสว่างด้วย มันจะมีผลกระทบอะไรกลับมาถึงตัวหรือเปล่า อันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง ว่ารัฐจะเข้ามาควบคุมว่า มึงอย่าปากสว่างนะ กูจะต้องบล็อกมึง อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งละ แต่จุดต่างๆ มันเริ่มจากว่า พอรัฐประหารมันพลิก ทำให้คนรู้สึกว่าไม่ได้ละ”

ใน บรรยากาศแบบนี้ ถึงจะมีการไล่บล็อกกัน ปิดกั้นความเห็นในโลกออนไลน์อยู่บ้าง ถ้ามีการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งการควบคุมการรับรู้ก็จะยากขึ้นด้วยใช่ไหม
“ไม่แน่เหมือนกันนะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าครั้งที่แล้วที่รัฐประหาร เขาอาจจะประเมินอินเตอร์เน็ตต่ำไปหรือเปล่า เพราะมันก็เข้าสูตรเดิม ส่งคนไปคุมสถานีวิทยุ โทรทัศน์ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมา ตัวอินเตอร์เน็ตไม่ได้ทำอะไรกับมันมากนัก แล้วก็ปรากฏว่าในคืนเดียวกันนั้น ภาพข่าวต่างๆ จากเมืองไทยก็ไปโผล่ตามเว็บต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งอาจจะไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ เพราะครั้งรัฐประหารปี 35 มันก็มีซีเอ็นเอ็นที่ภาพออกไปเกือบจะคืนนั้นเหมือนกัน มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ใหม่มาก คนที่เข้าถึงซีเอ็นเอ็นตอนนั้นกับคนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตตอนนี้ จำนวนมันเทียบกันไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าจะมีรัฐประหารใหม่อีกรอบ บางทีมันอาจจะเหมือนกับซีเรียก็ได้ คือเขาคงไม่ปล่อยเอาไว้ แต่ก็อาจจะทำอะไรที่โหดร้ายรุนแรงขนาดนั้นไม่ได้ เพราะไทยก็รู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องอยู่ในประชาคมโลก อาจจะไม่สามารถเล่นบทกูไม่เอาอเมริกันเต็มที่อย่างในภูมิภาคนั้นได้ เพราะกูไม่จำเป็นต้องแคร์ใครแล้ว เพราะอเมริกันก็ไม่แคร์เขา จริงๆ ประเทศไทยก็ยังต้องแคร์หลายประเทศอยู่ มันอาจจะไม่รุนแรงโหดร้ายขนาดเอาคนไปฆ่าไปขัง เอาบล็อกเกอร์ไปทรมานขนาดนั้น

“ผมคิดว่าการปิดกั้นมันต้องมากกว่าครั้งที่แล้วแน่ๆ สุดท้ายสถานะของอินเตอร์เน็ตตอนนี้มันถือว่าเป็นสื่อกระแสหลักไปแล้ว แต่ถ้าใช้กรอบคิดเดิมว่าจะรัฐประหาร คุณจะต้องควบคุมสื่อให้ได้ อินเตอร์เน็ตตอนนี้มันถูกนับรวมไปแล้วด้วยไง คือปิดทีวี เขาคงไม่เอาผู้ประกาศข่าวไปทรมานใช่ป่ะ แต่มันก็มีวิธีว่าควบคุมอะไรบางอย่าง”

อดข้าว 112 ชั่วโมงวันที่สอง กลุ่มศิลปินออกตระเวนพร้อมทำงานศิลป์ค้านม.112

ที่มา Thai E-News

โดย นพ
27 กันยายน 2554

วันที่ 27 กันยายน 2554 บริเวณลานลั่นทม หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “ปฏิบัติการอดอาหารท้วงประเทียด 112 ชั่วโมง” (112 Hunger Strike) ของนายมิตร ใจอินทร์และกลุ่มศิลปินอิสระ ยังดำเนินไปเป็นวันที่สอง

นาย มิตรเล่าว่าวันนี้ในตอนเช้าตนรู้สึกปวดหัวและมีไข้เล็กน้อย เนื่องจากเมื่อคืนฝนตกหนัก และบริเวณที่ดำเนินกิจกรรมมีหลังคารั่ว ทำให้เจออุปสรรคในการหลบน้ำฝน แต่เมื่อทานยาและน้ำเกลือแร่ รวมทั้งได้นอนพักในช่วงบ่ายก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น นอกจากนั้นนายมิตรยังเล่าถึงอุปสรรคในระหว่างวันจากเสียงของเครื่องบินที่ ขึ้นลงเป็นระยะ เนื่องจากบริเวณหอศิลปวัฒนธรรมอยู่ใกล้ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ทำให้รบกวนการนอนหลับพักผ่อนเป็นช่วงๆ แต่นายมิตรยังคงยืนยันที่จะอดอาหารจนครบ 112 ชั่วโมงต่อไปเพื่อให้สังคมหันมาสนใจถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้มากขึ้น

อีกทั้ง ในช่วงระหว่างปฏิบัติการในวันนี้ ยังมีประชาชนที่ได้ทราบข่าวการอดอาหาร 112 ชั่วโมงของกลุ่มศิลปินอิสระ แวะเวียนกันมาให้กำลังใจนายมิตรเป็นระยะ พร้อมทั้งนำน้ำดื่ม ดอกกุหลาบ และหนังสือเกี่ยวกับการเมือง มาให้นายมิตรและกลุ่มศิลปินด้วย

นายมิตร ใจอินทร์นอนอ่านหนังสือที่มีผู้นำมามอบให้

นาย นิสิฏฐ์กุล ควรแถลง ศิลปินอิสระจากกรุงเทพฯ อายุ 25 ปี ซึ่งร่วมอดอาหารกับนายมิตรเป็นเวลาหนึ่งวัน เล่าว่าเนื่องจากเขาต้องกลับลงไปธุระที่กรุงเทพฯ ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกิจกรรมจนจบได้ โดยในตอนแรกตนตั้งใจจะมาร่วมงาน madiFESTO อยู่แล้ว และเมื่อได้ทราบกิจกรรมของนายมิตร พร้อมทั้งได้รับการชักชวนให้มาร่วมปฏิบัติการ ก็รู้สึกสนใจ แม้เขาจะคิดว่าการอดอาหารอาจจะไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่ก็สามารถเป็นแสดงออกและการสื่อสารว่ากฎหมายมาตรา 112 นี้มีปัญหาและสังคมควรจะคุยกันมากกว่านี้ แล้วการทำกิจกรรมในฐานะงานศิลปะก็สามารถบอกเล่าในเรื่องนี้ได้

นิ สิฎฐ์กุลเห็นว่าโดยการอดอาหารแบบนายมิตร ต่างจากของจำลอง ศรีเมือง ที่อดพร้อมกับมีข้อเรียกร้อง และจะหยุดก็ต่อเมื่อได้ผลตามข้อเรียกร้องนั้น ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการอดอาหารแบบบีบบังคับเกินไป แต่การอดอาหาร 112 ชั่วโมงในครั้งนี้เหมือนกับการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ ไม่ได้กำหนดว่าจะอดจนกว่าจะได้ตามข้อตกลง และการกำหนดเวลา 112 ชั่วโมงทำให้เหมือนมีคอนเซปต์ (Concept) อยู่ในงานศิลปะด้วย รวมทั้งช่วยในการบอกให้ผู้คนทราบว่าศิลปินกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่

นอก จากนั้นเมื่อทดลองอดอาหารมาครบ 1 วัน นายนิสิฎฐ์กุล เล่าว่าตนได้เรียนรู้ว่ากิจกรรมหรือปฏิบัติการที่ทำร่วมกันหลายคน ทำให้ได้มีการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น-ชีวิตอื่น และเกิดความรู้สึกเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เช่น พอรู้สึกหิว แล้วเห็นนายมิตรหรือเพื่อนๆ ยังอดอาหารร่วมกันอยู่ ก็ทำให้อดทนไปกับกลุ่มก้อนที่อยู่ด้วยกันด้วย

ขณะเดียวกันกิจกรรมงาน madiFESTO 2011 ในวันนี้ มีการจัดตระเวนชมเทศกาลศิลปะบริเวณจุดต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งระหว่างตระเวนชมงาน กลุ่มศิลปินยังมีการเขียนข้อความศิลปะเกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112 บริเวณบอร์ดที่จัดให้ผู้ชมงานแสดงความคิดเห็นในจุดที่จัดกิจกรรมอีกด้วย

ส่วน ในวันที่ 28 กันยายนนี้ กลุ่มศิลปินผู้จัดงานยังเชิญชวนร่วมเสวนาในหัวข้อ “สังคม การเมือง วัฒนธรรม ของบ้าน live in บ้านพ่อ” ในเวลา 10.00 -12.00น. บริเวณหอศิลปวัฒนธรรม ซึ่งนำเสวนาโดยภัควดี ไม่มีนามสกุล (นักเขียน) อาจินต์ ทองอยู่คง (นักวิชาการอิสระ) และนายนิสิฏฐ์กุล ควรแถลง (ศิลปินอิสระ) รวมถึงกิจกรรมเสวนาอีกหลายรายการเกี่ยวกับสังคม วัฒนธรรม และศิลปะ ตลอดวันอีกด้วย

ปฏิบัติการของกลุ่มศิลปินระหว่างเทศกาล madiFESTO


อ่านเพิ่ม:
- กลุ่มศิลปินอิสระเชียงใหม่เริ่มปฏิบัติการอดอาหาร 112 ชั่วโมง

น้องนักเรียนเชียงใหม่ไม่ทันคิด แต่งชุดกีฬาสีเป็น นาซี – ฮิตเลอร์

ที่มา Thai E-News

ที่มา Siam Intelligence
27 กันยายน 2554

ตาม รายงานข่าวของเดลีเมล์ เมื่องานกีฬาสีของโรงเรียนพระหฤทัยเชียงใหม่ กลุ่มนักเรียนต้องการสร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับผู้ปกครองและคณะครู โดยพวกเขาเดินพาเหรดเข้ามาในชุดของเครื่องแบบนาซี และธงสวัสดิกะ (ธงนาซี)

ดรัมเมเยอร์ โรงเรียนออกมาในชุดนาซีและติดหนวดคล้ายกับอดอลฟ์ ฮิตเลอร์ ผู้นำชาวเยอรมันที่เป็นต้นเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างความตื่นตะลึงให้ผู้พบเห็นอาจารย์ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “มันเป็นเรื่องที่น่าอับอาย เราเห็นคนแต่งชุดกองทัพนาซีและถือธงสวัสดิกะเดินไปรอบๆโรงเรียนของเรา เราพยายามจะเตือนครูชาวไทยแล้ว แต่พวกเขาไม่เข้าใจว่ามันผิดอย่างไรที่ทำแบบนี้!!”

คณะ ผู้แทนจากเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ได้ตำหนิในการกระทำครั้งดังกล่าว และเตือนให้โรงเรียนสอนประวัติศาสตร์โลกยุคสมัยใหม่เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่า พันธุ์ให้กับนักเรียนอย่างถูกต้อง ปฏิกิริยาจากผู้ปกครองชาวอังกฤษท่านหนึ่งบอกว่า “สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด คุณลองคิดภาพตามถึงเหล่าทหารนาซีเดินสวนสนามและร้องเพลงเกี่ยวกับการระเบิด เกาะอังกฤษดูสิ!!” ตัวแทนจากทางโรงเรียนพระหฤทัยเชียงใหม่ออกมาพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เราไม่ทราบเกี่ยวกับแผนของเหตุการณ์นี้มาก่อน”

ลวงโลก! CCTV ดีแต่ด่า-แล้วทำมันซะเอง?! ปชป.ยิ่งนานยิ่งไกลทำเนียบ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ผ่านพ้นไปแล้วกับการแข่งขันบอลกระชับมิตรระหว่าง
คณะรัฐมนตรีกัมพูชา และแกนนำ นปช. เมื่อวันที่ 24 ก.ย.
ที่สนามโอลิมปิก กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา
โดยที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย
ร่วมทำพิธีเปิดการแข่งขัน
เป็นการแข่งขันเพื่อมุ่งกระชับความสัมพันธ์จริงๆ
จึงได้ใช้การแบ่งทีมผสมผู้เล่นทั้งไทยและกัมพูชาลงไปในทั้งสองทีม
โดยทีมเอ สวมเสื้อสีแดง มีสมเด็จฮุน เซน เล่นตำแหน่งกองหน้าหมายเลข 9
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธ์ุ สอง ส.ส.เพื่อไทย ร่วมทีม
และทีมบี สวมเสื้อสีน้ำเงิน มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ใส่หมายเลข 9 พร้อมปลอกแขนกัปตันทีม
ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมเอเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 10-7 ประตู
ท่ามกลางบรรยากาศการเชียร์ที่สนุกสนาน
เพราะมีผู้ชมเต็มสนามทั้งกลุ่มแนวร่วมเสื้อแดงที่เดินทางไปกว่า 5,000 คน และชาวกัมพูชา
นั่นเป็นบรรยากาศที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เพื่อลบภาพเก่าเดิมๆ
ที่เคยไม่เข้าใจกันในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี
ที่ปล่อยนโยบายต่างประเทศให้กับนายกษิต ภิรมย์
เอาประเทศชาติไปเสี่ยงกับการมีปัญหากับมิตรประเทศเพื่อนบ้านอย่างน่าหวาดเสียว
ซ้ำเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น คือคนไทยโดนจับฐานเข้าไปในพื้นที่กัมพูชาโดยไม่ถูกกฏหมาย
มีคลิปที่ถ่ายกันเอาไว้เองเป็นเครื่องยืนยัน ทำให้คนไทยต้องโดนจับขังคุก
แต่ปรากฏว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็เลือกที่จะช่วยเฉพาะคนของพรรค คือ
นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ เพียงคนเดียว

ปล่อยให้นายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ติดคุกเปรซอว์
ยาวนานจนล่วงมาถึงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องมาสานสัมพันธ์กับรัฐบาลกัมพูชาใหม่
และทำให้มีฟุตบอลกระชับมิตรเกิดขึ้น
ซึ่งเชื่อว่าสุดท้ายแล้วข่าวดีในเรื่องการปล่อยตัวนายวีระ และนางสาวราตรี
น่าจะไม่เป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์แน่
เพราะท่าทีของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ดูอ่อนลงมาไม่น้อย

นี่คือข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนของการทำงานระหว่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์
และเป็นสิ่งที่สะท้อนได้ดีถึงวิธีคิดในการทำงานของทั้ง 2 พรรคการเมืองใหญ่
พรรคเพื่อไทย พยายามเร่งสร้างผลงานใหม่ๆออกมา
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่สนใจฟังข้อเท็จจริงของขั้วการเมือง และขั้วอำนาจฝั่งตรงข้าม
ในขณะที่พรรประชาธิปัตย์ อาศัยขั้วอำนาจพิงหลัง
แล้วเล่นการเมืองแบบเอาดีเข้าตัวเพียงอย่างเดียว
คนอื่นหรือพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะแค่พรรคเพื่อไทยเท่านั้น
แม้แต่กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันพรรคประชาธิปัตย์ยังพร้อมโยนภาพลักษณ์ที่ติดลบเข้าใส่ให้ได้เสมอ
ขอเพียงให้ตนเองมีภาพลักษณ์ที่ดีเป็นพอ
นี่คือสิ่งที่ทำให้แม้แต่บรรดาคนในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง
ยังอดเป็นห่วงลึกๆไม่ได้ กับสไตล์การบริหารพรค
ในยุคปัจจุบันที่มีนายอภิสิทธิ์ แอนด์ เดอะ แก๊งส์ ทำอยู่ในเวลานี้
อย่างกรณีของกล้องวงจรปิดหลอกลวงของ กทม. ที่เป็นข่าวฉาวโฉ่ขึ้นมา
ก็เป็นผลงานในยุคที่มีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นั่งเป็นผู้ว่าฯ กทม.อยู่ในขณะนั้น

ซึ่งนายอภิรักษ์ ก็เป็นหนึ่งในแก็งส์ของนายอภิสิทธิ์ ที่นายอภิสิทธิ์ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่นั่นเอง
แม้ว่าจะมีชะนักปักหลังในเรื่องของทุจริตรถดับเพลิง – เรือดับเพลิง คาอยู่ก็ตาม
ล่าสุดเมื่อมาเจอประเด็นเรื่องผลงานกล้องวงจรปิดลวงโลกฉาวซ้ำขึ้นมาอีกเรื่อง ว่าเกิดในยุคเดียวกัน
ยิ่งทำให้นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าแก็งส์ยิ่งต้องโอบอุ้มนายอภิรักษ์จนหนักบ่ามากขึ้นไปอีก

เพราะล่าสุด ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.
มีการออกแฉซ้ำเรื่องกล้อง CCTV กทม. ด้วย
โดยนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รักษาราชการผู้ตรวจเงินแผ่นดิน
เปิดเผยถึงการตรวจสอบกล้องซีซีทีวี ของ กทม.
ที่มีการติดตั้งกล้องปลอม หรือ "กล้องดัมมี่" ว่า เมื่อปรากฏเป็นข่าว
ก็ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เรียกข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาดูทั้งหมด
เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

โดยในการตรวจสอบขั้นแรก คือต้องดูว่า สัญญาเขียนอย่างไร ถูกต้องหรือไม่
จากนั้น ก็ต้องตรวจว่าจำนวนกล้องจริงที่ซื้อมา มีครบตามที่ระบุเอาไว้หรือไม่
โดย สตง.จะตรวจสอบให้เสร็จในไม่ช้า เพราะรู้ว่า ประชาชนตั้งข้อสงสัย
และอยากรู้ว่า งบประมาณที่จัดซื้อไปนั้นมีความถูกต้องหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องมีความรอบคอบ
เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อีกทั้งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว จึงอาจจะใช้เวลาสักเล็กน้อย

“เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนร้องมา
หรือพรรคเพื่อไทยร้องมา
หรือไม่มีใครร้องเรา ก็ต้องตรวจสอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ” นายพิสิษฐ์กล่าว

นายพิศิษฐ์ ยังเปิดเผยด้วยว่าก่อนที่จะมีข่าวเรื่องนี้ สตง.
ก็ได้ไปตรวจสัญญาการจ้างเหมา ซื้อกล้องซีซีทีวี ของ กทม.
ใน ปี 2553 ที่เริ่มสัญญาเมื่อเดือน มิ.ย. 2553
และ เสร็จสิ้นสัญญาในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน ในวงเงิน 126 ล้านบาท
ซึ่งเมื่อไปสุ่มตรวจกลับพบว่า บางส่วนกลับไม่ได้บรรจบไฟ ทำให้กล้องที่ซื้อมานั้น
แม้จะติดตั้งแล้ว แต่ก็ใช้งานไม่ได้ จึงยังไม่สามารถเซ็นมอบงานได้

ซึ่งเมื่อทราบเรื่องแล้ว สตง. ได้สอบถามไปยัง กทม. ก็ได้รับคำตอบว่า
ยังไม่สามารถเจรจากับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
จึงไม่มีการปล่อยสัญญานไฟมา ซึ่งเราก็ได้สอบถามกลับไปอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ

ในขณะที่ทางด้านของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ
นายกล้าณรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ด้านฝ่ายข่าว ของ ป.ป.ช. กำลังรวบรวมข้อมูลข่าวสารของสื่อมวชน
โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่นำเสนอข่าวการติดตั้งกล้องวงจรปิดของกทม.
ที่พบว่า บางจุดมีการติดตั้งกล้องหลอก

คาดว่า เจ้าหน้าที่จะประมวลข้อมูลเสร็จภายในวันที่ 22 ก.ย.54
และเสนอให้คณะกรรมการ ปปช. พิจารณาในวันที่ 27 ก.ย.นี้
โดยเบื้องต้นคาดว่า จะรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา
ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยก็ได้มีการจี้ด้วยว่า
ในกรณีคณะทำงานตรวจสอบการทุจริต 172 โครงการของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
พบว่าโครงการจัดซื้อจัดจ้างกล้องซีซีทีวีของ กทม.น่าจะมีประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าทีโออาร์
ตั้งข้อสังเกตมีการฮั้วประมูล
โดยได้ยื่นเรื่องนี้ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ดำเนินการต่อไปแล้วนั้น
เรื่องนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
น่าจะเข้าดำเนินการโดยด่วน เพื่อทำให้เป็นคดีตัวอย่าง

และได้มีการฝากไปถึงฝ่ายค้านอื่นๆให้ช่วยกันตรวจสอบเรื่องดังกล่าว
อยากจะให้ฝ่ายค้านได้เข้ามาทำงานร่วมกันกับรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน
โดนเข้าเต็มๆ ประชาธิปัตย์ก็เลยควันออกหู
และพยามพลิกเกมตามสไตล์ โดยนายอภิสิทธิ์
ซึ่งถูกถามถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับสอบในเรื่อง
การจัดซื้อกล้องวงจรปิด (CCTV) ของกรุงเทพมหานคร ว่าคงไม่เป็นปัญหา

เมื่อมีหน้าที่ที่จะตรวจสอบก็ตรวจสอบกันไป ในส่วนของผู้ว่าฯ กทม.ทั้งอดีตและคนปัจจุบัน
ก็ไม่มีปัญหา การทำงานในสถานะอะไรก็ตามผู้ทำงานต้องรับผิดชอบ ไม่อยากให้สังคมสับสน

แถมยังอ้างกลับด้วยว่า เรื่องกล้องวงจรปิด อย่างเช่น
กล้องพรางนั้นเป็นสิ่งที่ใช้และทำมาตั้งแต่เริ่มทำโครงการ CCTV
ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มไว้ที่ภาคใต้
โดยแยกเป็นกล้องจริงประมาณ 3,000 ตัว และกล้องดัมมี่ประมาณ 7,000 ตัว
เป็นเรื่องที่ทำกันมาแบบนี้ ต่างประเทศก็ทำเช่นนี้
แนวทางเดิมๆ ด้วยการออกตัวว่าสิ่งเหล่านี้คนอื่นๆก็ทำกัน

แต่ปัญหาก็คือ 2 ปี 7 เดือนที่เป็นรัฐบาล ทางนายอภิสิทธิ์
ไม่ได้มีการออกมาให้ข้อมูลประชาชน หรือว่ามีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเลย
แต่พอพวกตนเองโดนตรวจสอบ กลับเอามาใช้เป็นข้ออ้างในทันที


กับอีกปัญหาหนึ่งที่ประชาชนคนกรุงเทพฯคาใจ นั่นก็คือ
ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ และนายอภิรักษ์
รู้ดีอยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร
ทำไมจึงปล่อยให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบัน
รณรงค์ในเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิดครบ 10,000 ตัว
จนถึงขั้นมีการทำประชาสัมพันธ์ถ่ายรูปเฉลิมฉลองอย่างเอิกเกริกเป็นข่าวไปทั่ว
แต่ทำไมนายอภิสิทธิ์ และนายอภิรักษ์ ไม่มีการกระซิบบอก ม.ร.ว.สุขุมพันธ์เลยสักคำ
อย่างน้อยถ้าบอก ใน 10,000 ตัวก็จะได้รีบเอาไปติดตั้งแทนกล้องลวงโลกได้ทัน
ไม่ต้องให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ต้องหน้าแตก
เอาในช่วงเวลาที่เหลืออีกเพียงปีเศษก็จะครบวาระ จะต้องเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.คนใหม่แล้ว


หรือนี่คือแผนเตะตัดขากันเองภายในพรรค
ที่จะไม่ให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ได้รีเทิร์นกลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. เป็นสมัยที่ 2...
อย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คในเวลานี้

เพราะในพรรคประชาธิปัตย์เอง นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์
มีการออกมาให้ข้อมูลว่า สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง
ในการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ผ่านมาของ กทม. มีจำนวน 4 ฉบับ
โดยอ้างว่าในสมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มีการทำสัญญาเพียงหนึ่งฉบับ คือ
ติดตั้งกล้องจริง 347 ตัว ดัมมี่ 242 ตัว ราคาตัวละ 2,900 บาท เป็นเงิน 7 แสนบาท

ส่วนสัญญาฉบับที่สองถึงฉบับที่สี่เกิดขึ้นในสมัย ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร
โดยฉบับที่ 2 มีการติดตั้งกล้องจริง 533 ตัว กล้องดัมมี่ 373 ตัว

ฉบับที่สามมีการติดตั้งกล้องจริง 490 ตัว กล้องดัมมี่ 343 ตัว และ

ฉบับที่สี่ ติดตั้งกล้องจริง 676 ตัว กล้องดัมมี่ 367 ตัว
รวมทั้งหมดมีการติดตั้งกล้องจริง 2,046 ตัว และกล้องดัมมี่ 1,325 ตัว วงเงินทั้งหมดรวม 330 ล้านบาท

เป็นการให้ข้อมูลที่เหมือนจะบอกว่า
นายอภิรักษ์ ที่ใช้เงินซื้อกล้องลวงโลกไปเพียงแค่ 7 แสนกว่าบาทเท่านั้น
ส่วน ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ใช้เงินถึง 330 ล้านบาทในการซื้อกล้องลวงโลก

เพราะนายอภิสิทธิ์ เองเมื่อถูกถามว่า
จะมีผลกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่กำลังจะมีขึ้นหรือไม่นั้น ก็ตอบสั้นๆแค่ว่าไม่ทราบ
แต่ก็ให้ตรวจสอบทำความเข้าใจกันไป และอ้างว่ายังอีกนานกว่ามีจะมีการเลือกตั้ง

งานนี้น่าเห็นใจ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์เป็นที่สุด
และก็อดห่วงพรรคประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกับที่บรรดาผู้อาวุโสของพรรคหลายคน
ที่มีความอึดอัดใจกับสไตล์ของ อภิสิทธิ์ แอนด์ เดอะ แก๊งส์ ไม่ได้

เพราะหากยังขืนเล่นการเมืองสไตล์นี้
โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์ จะกลับมาเลือกตั้งชนะพรรคเพื่อไทยด้วยลำพังตัวเอง
ด้วยผลงานของพรรคเอง โดยที่ไม่ต้องอาศัยพึ่งพิงขั้วอำนาจต่างๆนั้น
เป็นเรื่องที่ถือว่ายากมากจริงๆ

เพราะล่าสุด เอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ได้รายงานผลสำรวจเรื่องเปรียบเทียบ
ความนิยมศรัทธาของสาธารณชน ต่อ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 48.5 ไม่นิยมใครเลย
ในขณะที่ร้อยละ 38.6 นิยมศรัทธาต่อ นางสาวยิ่งลักษณ์
และร้อยละ 12.9 นิยมศรัทธาต่อนายอภิสิทธิ์

โดยที่พบว่ากลุ่มเกษตรกรร้อยละ 43.0 พ่อบ้านแม่บ้านร้อยละ 42.2
และกลุ่มคนว่างงานไม่มีอาชีพร้อยละ 43.1 เป็นกลุ่มที่นิยมศรัทธานางสาวยิ่งลักษณ์มากที่สุด
และกลุ่มนักเรียน นักศึกษา เป็นกลุ่มที่มีคนนิยมศรัทธาต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ร้อยละ 28.7
ขณะที่ในกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจร้อยละ 39.2 นิยมนางสาวยิ่งลักษณ์
โดยที่ร้อยละ 16.7 นิยมนายอภิสิทธิ์
เรียกว่าความนิยมต่างกันเกินกว่าเท่าตัวเช่นนี้
จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์หันมาทบทวนสไตล์ของตนเองบ้างดีหรือไม่???
หรือจะปล่อยให้พรรคเสี่ยงต่อไปเรื่อยๆเช่นนี้


http://www.bangkok-today.com/node/10467

อัฐยายขนมยาย

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ต้องเรียกว่า ผีซ้ำด้ำพลอย...สำหรับพรรคประชาธิปัตย์...
แพ้เลือกตั้งให้กับพรรคเพื่อไทย ชนิดที่ว่าต้องเจ็บต้องอายไปชั่วชีวิต...

แถมนโยบายที่เคยแถลงไว้ว่าจะทำ...นั่งทำงานมากกว่า 2 ปี ทำไม่ได้...
พรรคเพื่อไทย นายกรัฐมนตรีคุณแม่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร...ขยับตัวไม่ถึง 1 เดือน...

เรื่องยากเรื่องง่าย ไหลกันออกมาไม่หยุดหย่อน...ใครเป็นข้าราชการ...
ก็ไม่กล้าฝันว่าวันหนึ่งอยู่ดีๆ เงินเดือนจะเพิ่มจาก 7 พันกว่าๆ มาเป็น หนึ่งหมื่นห้า...

ใครใช้รถเป็นเจ้าของรถยนต์...ไม่เคยมีใครกล้าคิดว่า
อยู่ดีๆ น้ำมันจะลดราคาทันทีถึง 6 หรือ 7 บาทต่อลิตร...

จะซื้อบ้านซื้อรถแต่ละคันขอต่อราคากันแค่พันแค่หมื่นก็หืดขึ้นคอ...
แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยลดราคาให้ข้ามหัวไปเลยสำหรับรถยนต์คันแรกและบ้านหลังแรก...

ถามว่า...ทักษิณ...คิดอะไร...เขากำลังจะทำอะไร...

บ้านหลังแรก...ถ้ามันคือบ้าน 1 ล้านหลัง...
ในบ้านหลังนั้นจะติดตามมาด้วย โทรทัศน์ 1 ล้านเครื่อง ตู้เย็น 1 ล้านเครื่อง
ห้องครัวและอุปกรณ์ในห้องครัว 1 ล้านชิ้น ฯลฯ

มันคือการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางครั้งสำคัญ...
และการสร้างจังหวะก้าวกระโดดให้กับประเทศและพลิกฟื้นชีวิตของประชาชนแบบก้าวหน้า...

แน่นอนหากมองกันอย่างขลาดกลัวหวาดหวั่น...มันก็เป็นเรื่องน่าวิตก...
แต่หากมองมันผ่านและเฝ้ารอผลของมันที่จะติดตามมา...
ทักษิณ ชินวัตร...กำลังทุบกระปุกเงินฝากที่มีอยู่มากจนเกินความจำเป็นเอามาพัฒนาประเทศ...

บ้านหลังแรกรถคันแรก...คือการเปลี่ยนเงินจากกระดาษ...
และลดเงินในสมุดฝาก...ออกมาสู่คลังของประเทศ
และสร้างแรงหมุนวนขนาดมหึมาให้กับทุกองคาพยพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย...
และแต่ละการหมุนวนมันคือภาษีที่จะหล่นเข้าสู่ท้องพระคลัง...

ทั้งสิ้นทั้งปวงนั่น...คือการมองอย่างครบด้านครบมุมให้การแก้ปัญหา...
คุณจะมีข้าวเต็มฉางไว้ทำไม...
ถ้าคุณจะต้องตายเพราะป่วยในวันรุ่งขึ้น...
เราจะเก็บจักรยานไว้ทำไม...
ถ้าอุบัติเหตุทำให้คุณเป็นคนขาขาด ฯลฯ

นี่คือคำถาม...


http://www.bangkok-today.com/node/10464